Overview
ข้อสอบฝึกทำที่สร้างจากตัวบทกฎหมายฉบับทางการ ทุกข้อมีข้อความอ้างอิงจากตัวบท และเฉลยผ่านการตรวจซ้ำก่อนเผยแพร่ ใช้เพื่อเตรียมสอบเท่านั้น ไม่ใช่ข้อสอบจริงหรือคำปรึกษาทางกฎหมาย
Blueprint
Topic weighting and difficulty distribution
| Topic | Weight | # Questions | Difficulty (E/M/H) |
|---|
Exam Set Intelligence
Deterministic estimates; observed performance is stored separately when available.
168 min
Estimated time
5
Topics
0
Coverage gaps
0
Duplicate pairs
83/100
Blueprint alignment
Blueprint Target vs Actual
⚠ difficulty easy: major_mismatch (+33pp).
⚠ difficulty medium: major_mismatch (+27pp).
⚠ difficulty hard: major_mismatch (+40pp).
Assessment Performance
Read-only aggregate from finalized attempts; submitted and expired are complete, abandoned is not.
0
Attempts
0
Completed
—
Completion rate
—
Average score
—
Median score
—
Average completion
No finalized attempts yet. Performance signals will appear after submitted or expired attempts.
All modes · observed-question-v1 · calculated 10/7/2026, 4:00:18 PM
Questions
Review, edit, approve, or reject generated questions.
244 approved and ready to save.
ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการให้เป็นไปตามหลักการบริหารราชการแผ่นดิน กฎหมายกำหนดว่าอาจตราเป็นกฎหมายลำดับศักดิ์ใด เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการปฏิบัติราชการและการสั่งการให้ส่วนราชการและข้าราชการปฏิบัติ
- ก. ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา ✓
- ข. ออกเป็นระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี
- ค. ตราเป็นพระราชบัญญัติ
- ง. ออกเป็นกฎกระทรวง
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา" ตามมาตรา 3/1 วรรคสี่ บัญญัติไว้ว่าเพื่อประโยชน์ในการดำเนินการให้เป็นไปตามมาตรานี้ จะตราพระราชกฤษฎีกากำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการปฏิบัติราชการและการสั่งการให้ส่วนราชการและข้าราชการปฏิบัติก็ได้ กฎหมายจึงกำหนดให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ออกเป็นระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ออกเป็นระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี แต่กำหนดให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา • "ตราเป็นพระราชบัญญัติ" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ตราเป็นพระราชบัญญัติ แต่กำหนดให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา • "ออกเป็นกฎกระทรวง" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ออกเป็นกฎกระทรวง แต่กำหนดให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 3/1: “มาตรา 3/1 การบริหารราชการตามพระราชบัญญัตินี้ต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์สุข” พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 3/1: “เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการให้เป็นไปตามมาตรานี้ จะตราพระราชกฤษฎีกา”
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 3/1: “มาตรา 3/1 การบริหารราชการตามพระราชบัญญัตินี้ต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์สุข”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ในกรณีที่มีการจัดกลุ่มภารกิจขึ้นภายในกระทรวง ข้อใดระบุหลักเกณฑ์ได้ถูกต้อง
- ก. การกำหนดให้ส่วนราชการระดับกรมตั้งแต่สองส่วนราชการขึ้นไปอยู่ภายใต้กลุ่มภารกิจเดียวกัน ต้องตราเป็นพระราชกฤษฎีกา
- ข. หัวหน้ากลุ่มภารกิจที่ขึ้นตรงต่อรัฐมนตรี ต้องรายงานผลการดำเนินงานต่อปลัดกระทรวงตามที่กำหนดโดยกฎกระทรวง ✓
- ค. ผู้ดำรงตำแหน่งหัวหน้ากลุ่มภารกิจต้องได้รับการคัดเลือกและแต่งตั้งจากผู้ที่ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงเท่านั้น
- ง. กระทรวงที่มิได้จัดให้มีกลุ่มภารกิจ แม้จะมีปริมาณงานราชการมากเป็นพิเศษ ก็ไม่อาจมีรองปลัดกระทรวงเพิ่มขึ้นเป็นสองคนได้
Explanation: คำตอบที่ถูก: "หัวหน้ากลุ่มภารกิจที่ขึ้นตรงต่อรัฐมนตรี ต้องรายงานผลการดำเนินงานต่อปลัดกระทรวงตามที่กำหนดโดยกฎกระทรวง" ตามมาตรา 21 วรรคสาม กำหนดว่าภายในกระทรวงจะออกกฎกระทรวงให้มีกลุ่มภารกิจได้ โดยหัวหน้ากลุ่มภารกิจอาจปฏิบัติราชการขึ้นตรงต่อปลัดกระทรวงหรือรัฐมนตรีก็ได้ แต่ในกรณีที่ขึ้นตรงต่อรัฐมนตรีจะต้องรายงานผลการดำเนินงานต่อปลัดกระทรวงตามที่กำหนดโดยกฎกระทรวงด้วย ข้อนี้จึงถูกต้อง ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "การกำหนดให้ส่วนราชการระดับกรมตั้งแต่สองส่วนราชการขึ้นไปอยู่ภายใต้กลุ่มภารกิจเดียวกัน ต้องตราเป็นพระราชกฤษฎีกา" ผิด: กฎหมายกำหนดให้กระทำโดยการออกกฎกระทรวง ไม่ใช่ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา • "ผู้ดำรงตำแหน่งหัวหน้ากลุ่มภารกิจต้องได้รับการคัดเลือกและแต่งตั้งจากผู้ที่ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงเท่านั้น" ผิด: หัวหน้ากลุ่มภารกิจกำหนดให้เป็นผู้ดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีคนหนึ่ง ไม่ได้จำกัดว่าต้องเป็นรองปลัดกระทรวงเท่านั้น • "กระทรวงที่มิได้จัดให้มีกลุ่มภารกิจ แม้จะมีปริมาณงานราชการมากเป็นพิเศษ ก็ไม่อาจมีรองปลัดกระทรวงเพิ่มขึ้นเป็นสองคนได้" ผิด: หากกระทรวงใดไม่ได้จัดให้มีกลุ่มภารกิจและมีปริมาณงานมาก กฎหมายอนุญาตให้มีรองปลัดกระทรวงเพิ่มขึ้นเป็นสองคนได้ อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 21: “โดยกฎกระทรวง และในกรณีที่ขึ้นตรงต่อรัฐมนตรีต้องรายงานผลการดำเนินงานต่อปลัดกระทรวง” พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 21: “ภายในกระทรวงจะออกกฎกระทรวงกำหนดให้ส่วนราชการระดับกรมตั้งแต่สองส่วน”
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 21: “โดยกฎกระทรวง และในกรณีที่ขึ้นตรงต่อรัฐมนตรีต้องรายงานผลการดำเนินงานต่อปลัดกระทรวง”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
อธิบดีกรมแห่งหนึ่งได้มีหนังสือมอบอำนาจการปฏิบัติราชการเรื่องหนึ่งให้แก่ผู้อำนวยการกอง แต่ผู้อำนวยการกองเห็นว่าตนเองมีภาระงานล้นมือ จึงทำหนังสือแจ้งขอปฏิเสธไม่รับการมอบอำนาจดังกล่าว การกระทำของผู้อำนวยการกองชอบด้วยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดินหรือไม่
- ก. ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะการปฏิเสธการรับมอบอำนาจต้องทำเป็นหนังสือเสนอขออนุมัติต่อปลัดกระทรวง
- ข. ชอบด้วยกฎหมาย เพราะการมอบอำนาจจะผูกพันผู้รับมอบอำนาจก็ต่อเมื่อผู้รับมอบอำนาจให้ความยินยอมก่อน
- ค. ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะเมื่อมีการมอบอำนาจแล้ว ผู้รับมอบอำนาจมีหน้าที่ต้องรับมอบอำนาจนั้น ✓
- ง. ชอบด้วยกฎหมาย เพราะผู้รับมอบอำนาจมีสิทธิปฏิเสธได้หากพิจารณาแล้วเห็นว่ามีภาระงานเกินขีดความสามารถ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะเมื่อมีการมอบอำนาจแล้ว ผู้รับมอบอำนาจมีหน้าที่ต้องรับมอบอำนาจนั้น" ตามมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 กำหนดว่า เมื่อมีการมอบอำนาจแล้ว ผู้รับมอบอำนาจมีหน้าที่ต้องรับมอบอำนาจนั้น ดังนั้น ผู้อำนวยการกองจึงไม่มีสิทธิปฏิเสธการรับมอบอำนาจแม้จะมีภาระงานมากก็ตาม การแจ้งขอปฏิเสธจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะการปฏิเสธการรับมอบอำนาจต้องทำเป็นหนังสือเสนอขออนุมัติต่อปลัดกระทรวง" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดให้มีการเสนอเรื่องขอปฏิเสธต่อปลัดกระทรวง แต่กำหนดให้ผู้รับมอบอำนาจมีหน้าที่ต้องรับมอบอำนาจนั้น • "ชอบด้วยกฎหมาย เพราะการมอบอำนาจจะผูกพันผู้รับมอบอำนาจก็ต่อเมื่อผู้รับมอบอำนาจให้ความยินยอมก่อน" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดว่าต้องได้รับความยินยอมก่อน โดยเมื่อมีการมอบอำนาจแล้ว ผู้รับมอบอำนาจมีหน้าที่ต้องรับมอบอำนาจนั้นทันที • "ชอบด้วยกฎหมาย เพราะผู้รับมอบอำนาจมีสิทธิปฏิเสธได้หากพิจารณาแล้วเห็นว่ามีภาระงานเกินขีดความสามารถ" ผิด: กฎหมายไม่ได้ให้ดุลพินิจแก่ผู้รับมอบอำนาจในการปฏิเสธ โดยบัญญัติให้มีหน้าที่ต้องรับมอบอำนาจนั้น อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 39: “เมื่อมีการมอบอำนาจแล้ว ผู้รับมอบอำนาจมีหน้าที่ต้องรับมอบ อำนาจนั้น”
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 39: “เมื่อมีการมอบอำนาจแล้ว ผู้รับมอบอำนาจมีหน้าที่ต้องรับมอบ อำนาจนั้น”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งเลขานุการกรม หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ การแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนต้องดำเนินการตามข้อใด
- ก. ให้ปลัดกระทรวงแต่งตั้งข้าราชการในกรมคนหนึ่งซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าหัวหน้ากองหรือเทียบเท่า
- ข. ให้ปลัดกระทรวงแต่งตั้งข้าราชการในกรมคนหนึ่งซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่ารองอธิบดีหรือเทียบเท่า
- ค. ให้อธิบดีแต่งตั้งข้าราชการในกรมคนหนึ่งซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่ารองอธิบดีหรือเทียบเท่า
- ง. ให้อธิบดีแต่งตั้งข้าราชการในกรมคนหนึ่งซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าหัวหน้ากองหรือเทียบเท่า ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ให้อธิบดีแต่งตั้งข้าราชการในกรมคนหนึ่งซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าหัวหน้ากองหรือเทียบเท่า" ตามมาตรา 47 กำหนดว่าในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งเลขานุการกรม หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้อธิบดีเป็นผู้มีอำนาจแต่งตั้งข้าราชการในกรมคนหนึ่งซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าหัวหน้ากองหรือเทียบเท่าเป็นผู้รักษาราชการแทน ดังนั้น การแต่งตั้งจึงเป็นอำนาจของอธิบดีและแต่งตั้งจากตำแหน่งไม่ต่ำกว่าหัวหน้ากองหรือเทียบเท่า ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ให้ปลัดกระทรวงแต่งตั้งข้าราชการในกรมคนหนึ่งซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าหัวหน้ากองหรือเทียบเท่า" ผิด: กฎหมายกำหนดให้อธิบดีเป็นผู้มีอำนาจแต่งตั้ง มิใช่ปลัดกระทรวง • "ให้ปลัดกระทรวงแต่งตั้งข้าราชการในกรมคนหนึ่งซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่ารองอธิบดีหรือเทียบเท่า" ผิด: กฎหมายกำหนดให้อธิบดีเป็นผู้มีอำนาจแต่งตั้ง และแต่งตั้งจากข้าราชการซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าหัวหน้ากองหรือเทียบเท่า • "ให้อธิบดีแต่งตั้งข้าราชการในกรมคนหนึ่งซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่ารองอธิบดีหรือเทียบเท่า" ผิด: กฎหมายกำหนดให้แต่งตั้งจากผู้ดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าหัวหน้ากองหรือเทียบเท่า มิใช่ไม่ต่ำกว่ารองอธิบดี อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 47: “หรือหัวหน้าส่วนราชการตามมาตรา 33 วรรคสอง หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้อธิบดีแต่งตั้ง” พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 47: “ข้าราชการในกรมคนหนึ่งซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าหัวหน้ากองหรือเทียบเท่า เป็นผู้รักษาราชการ”
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 47: “หรือหัวหน้าส่วนราชการตามมาตรา 33 วรรคสอง หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้อธิบดีแต่งตั้ง”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ข้อใดอธิบายสถานะทางกฎหมายและการจัดตั้งจังหวัดได้ถูกต้อง
- ก. จังหวัดมีฐานะเป็นนิติบุคคล และการตั้ง ยุบ หรือเปลี่ยนแปลงเขตจังหวัดให้ตราเป็นพระราชบัญญัติ ✓
- ข. จังหวัดมีฐานะเป็นนิติบุคคล และการตั้ง ยุบ หรือเปลี่ยนแปลงเขตจังหวัดให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา
- ค. จังหวัดไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล และการตั้ง ยุบ หรือเปลี่ยนแปลงเขตจังหวัดให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา
- ง. จังหวัดไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล และการตั้ง ยุบ หรือเปลี่ยนแปลงเขตจังหวัดให้ตราเป็นพระราชบัญญัติ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "จังหวัดมีฐานะเป็นนิติบุคคล และการตั้ง ยุบ หรือเปลี่ยนแปลงเขตจังหวัดให้ตราเป็นพระราชบัญญัติ" ตามมาตรา 52 วรรคหนึ่งและวรรคสอง บัญญัติให้รวมท้องที่หลาย ๆ อำเภอตั้งขึ้นเป็นจังหวัดโดยมีฐานะเป็นนิติบุคคล และการตั้ง ยุบ หรือเปลี่ยนแปลงเขตจังหวัดนั้น ให้ตราเป็นกฎหมายในระดับพระราชบัญญัติ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "จังหวัดมีฐานะเป็นนิติบุคคล และการตั้ง ยุบ หรือเปลี่ยนแปลงเขตจังหวัดให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา" ผิด: กฎหมายกำหนดให้การตั้ง ยุบ และเปลี่ยนแปลงเขตจังหวัดต้องตราเป็นพระราชบัญญัติ ไม่ใช่พระราชกฤษฎีกา • "จังหวัดไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล และการตั้ง ยุบ หรือเปลี่ยนแปลงเขตจังหวัดให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา" ผิด: กฎหมายกำหนดให้จังหวัดมีฐานะเป็นนิติบุคคล และการดำเนินการดังกล่าวต้องตราเป็นพระราชบัญญัติ • "จังหวัดไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล และการตั้ง ยุบ หรือเปลี่ยนแปลงเขตจังหวัดให้ตราเป็นพระราชบัญญัติ" ผิด: กฎหมายกำหนดให้จังหวัดมีฐานะเป็นนิติบุคคลอย่างชัดเจน อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 52: “มาตรา 52 ให้รวมท้องที่หลาย ๆ อำเภอตั้งขึ้นเป็นจังหวัดมีฐานะเป็นนิติบุคคล” พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 52: “การตั้ง ยุบ และเปลี่ยนแปลงเขตจังหวัด ให้ตราเป็นพระราชบัญญัติ”
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 52: “มาตรา 52 ให้รวมท้องที่หลาย ๆ อำเภอตั้งขึ้นเป็นจังหวัดมีฐานะเป็นนิติบุคคล”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
อำเภอแห่งหนึ่งมีกรณีจำเป็นต้องบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมาย แต่เมื่อตรวจสอบบทบัญญัติของกฎหมายฉบับนั้นแล้ว พบว่ามิได้ระบุว่าการปฏิบัติตามกฎหมายเป็นหน้าที่ของผู้ใดโดยเฉพาะ ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 การรักษาการให้เป็นไปตามกฎหมายดังกล่าวในเขตอำเภอเป็นหน้าที่ของบุคคลใด
- ก. ผู้ว่าราชการจังหวัดนั้น
- ข. นายอำเภอแห่งท้องที่นั้น ✓
- ค. ปลัดอำเภอผู้มีอาวุโสสูงสุด
- ง. หัวหน้าส่วนราชการประจำอำเภอ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "นายอำเภอแห่งท้องที่นั้น" ตามมาตรา 65 (1) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 กำหนดว่า ถ้ากฎหมายใดมิได้บัญญัติว่าการปฏิบัติตามกฎหมายนั้นเป็นหน้าที่ของผู้ใดโดยเฉพาะ ให้เป็นหน้าที่ของนายอำเภอที่จะต้องรักษาการให้เป็นไปตามกฎหมายนั้นด้วย ดังนั้น เมื่อกฎหมายไม่ได้ระบุผู้รับผิดชอบไว้เฉพาะ จึงเป็นหน้าที่ของนายอำเภอโดยตรง ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ผู้ว่าราชการจังหวัดนั้น" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดให้เป็นหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัด แต่บัญญัติมอบหมายให้เป็นหน้าที่ของนายอำเภอโดยตรง • "ปลัดอำเภอผู้มีอาวุโสสูงสุด" ผิด: ปลัดอำเภอผู้มีอาวุโสเป็นผู้รักษาราชการแทนนายอำเภอตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด มิใช่ผู้มีหน้าที่รักษาการตามกฎหมายนี้โดยตรง • "หัวหน้าส่วนราชการประจำอำเภอ" ผิด: หัวหน้าส่วนราชการประจำอำเภอมีหน้าที่เฉพาะราชการของกระทรวง ทบวง กรม ที่ตนสังกัด มิได้รับหน้าที่รักษาการตามกฎหมายทั่วไปที่ไม่ได้ระบุตัวผู้รับผิดชอบ อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 65: “มาตรา 65 นายอำเภอมีอำนาจและหน้าที่ดังนี้” พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 65: “ใดมิได้บัญญัติว่าการปฏิบัติตามกฎหมายนั้นเป็นหน้าที่ของผู้ใดโดยเฉพาะ ให้เป็นหน้าที่ของ” พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 65: “นายอำเภอที่จะต้องรักษาการให้เป็นไปตามกฎหมายนั้นด้วย”
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 65: “มาตรา 65 นายอำเภอมีอำนาจและหน้าที่ดังนี้”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 คำสั่งหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ที่ 38/2519 ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2519 มีผลบังคับใช้อย่างไร
- ก. ให้มีผลยกเลิกและห้ามใช้แก่เจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย
- ข. ให้นำมาใช้บังคับเฉพาะกรณีทำผิดวินัยร้ายแรง
- ค. มิให้นำมาใช้บังคับแก่ข้าราชการพลเรือน ✓
- ง. ให้คงมีผลใช้บังคับแก่ข้าราชการพลเรือนต่อไป
Explanation: คำตอบที่ถูก: "มิให้นำมาใช้บังคับแก่ข้าราชการพลเรือน" ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 บัญญัติมิให้นำคำสั่งหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ที่ 38/2519 ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2519 มาใช้บังคับแก่ข้าราชการพลเรือน ดังนั้น คำสั่งดังกล่าวจึงไม่มีผลนำมาใช้บังคับแก่ข้าราชการพลเรือน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ให้มีผลยกเลิกและห้ามใช้แก่เจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย" ผิด: กฎหมายบัญญัติเพียงมิให้นำมาใช้บังคับแก่ข้าราชการพลเรือน มิได้บัญญัติให้ยกเลิกและห้ามใช้บังคับแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐทุกฝ่าย • "ให้นำมาใช้บังคับเฉพาะกรณีทำผิดวินัยร้ายแรง" ผิด: กฎหมายมิให้นำมาใช้บังคับแก่ข้าราชการพลเรือนโดยสิ้นเชิง ไม่ได้มีข้อยกเว้นให้นำมาใช้บังคับเฉพาะกรณีความผิดวินัยร้ายแรง • "ให้คงมีผลใช้บังคับแก่ข้าราชการพลเรือนต่อไป" ผิด: กฎหมายบัญญัติไว้ชัดเจนว่ามิให้นำคำสั่งดังกล่าวมาใช้บังคับแก่ข้าราชการพลเรือน มิใช่ให้คงมีผลใช้บังคับต่อไป อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 3: “มาตรา 3 ให้ยกเลิก (1) พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535” พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 3: “มิให้นำคำสั่งหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ที่ 38/2519 ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2519 มาใช้บังคับแก่ข้าราชการพลเรือน”
พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 3: “มาตรา 3 ให้ยกเลิก (1) พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 การแต่งตั้งคณะอนุกรรมการวิสามัญ (อ.ก.พ. วิสามัญ) เพื่อทำการใด ๆ แทน ก.พ. มีหลักเกณฑ์ตามข้อใด
- ก. เลขาธิการ ก.พ. มีอำนาจแต่งตั้ง โดยกำหนดคุณสมบัติและวาระการดำรงตำแหน่งไว้ในประกาศสำนักงาน ก.พ.
- ข. นายกรัฐมนตรีมีอำนาจแต่งตั้ง โดยกำหนดคุณสมบัติและวาระการดำรงตำแหน่งไว้ในกฎกระทรวง
- ค. คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมมีอำนาจแต่งตั้ง โดยกำหนดคุณสมบัติและวาระการดำรงตำแหน่งไว้ในระเบียบ ก.พ.ค.
- ง. ก.พ. มีอำนาจแต่งตั้ง โดยกำหนดคุณสมบัติและวาระการดำรงตำแหน่งไว้ในกฎ ก.พ. ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ก.พ. มีอำนาจแต่งตั้ง โดยกำหนดคุณสมบัติและวาระการดำรงตำแหน่งไว้ในกฎ ก.พ." ตามมาตรา 12 ก.พ. มีอำนาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการวิสามัญ (อ.ก.พ. วิสามัญ) เพื่อทำการใด ๆ แทนได้ โดยจำนวน คุณสมบัติ วาระการดำรงตำแหน่ง และการพ้นจากตำแหน่ง ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎ ก.พ. ดังนั้น อำนาจการแต่งตั้งจึงเป็นของ ก.พ. และต้องออกเป็นกฎ ก.พ. ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เลขาธิการ ก.พ. มีอำนาจแต่งตั้ง โดยกำหนดคุณสมบัติและวาระการดำรงตำแหน่งไว้ในประกาศสำนักงาน ก.พ." ผิด: กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจของ ก.พ. มิใช่เลขาธิการ ก.พ. และกำหนดในกฎ ก.พ. มิใช่ประกาศสำนักงาน ก.พ. • "นายกรัฐมนตรีมีอำนาจแต่งตั้ง โดยกำหนดคุณสมบัติและวาระการดำรงตำแหน่งไว้ในกฎกระทรวง" ผิด: กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจของ ก.พ. มิใช่นายกรัฐมนตรี และกำหนดในกฎ ก.พ. มิใช่กฎกระทรวง • "คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมมีอำนาจแต่งตั้ง โดยกำหนดคุณสมบัติและวาระการดำรงตำแหน่งไว้ในระเบียบ ก.พ.ค." ผิด: กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจของ ก.พ. มิใช่คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม และกำหนดในกฎ ก.พ. มิใช่ระเบียบ ก.พ.ค. อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 12: “มาตรา 12 ก.พ. มีอำนาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการวิสามัญ” พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 12: “วิธีการได้มา วาระการดำรงตำแหน่ง และการพ้นจากตำแหน่งให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎ ก.พ.”
พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 12: “มาตรา 12 ก.พ. มีอำนาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการวิสามัญ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ได้ดำเนินการคัดเลือกข้าราชการพลเรือนสามัญเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประเภทอำนวยการระดับต้นที่ว่างลง ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน การสั่งแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวต้องดำเนินการอย่างไร
- ก. อธิบดีกรมการปกครองเป็นผู้มีอำนาจสั่งแต่งตั้ง เมื่อได้รับความเห็นชอบจากปลัดกระทรวงมหาดไทย ✓
- ข. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้มีอำนาจสั่งแต่งตั้ง เมื่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติแล้ว
- ค. ปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้มีอำนาจสั่งแต่งตั้ง เมื่อได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรีเจ้าสังกัด
- ง. อธิบดีกรมการปกครองเป็นผู้มีอำนาจสั่งแต่งตั้งได้เอง โดยไม่ต้องขอความเห็นชอบจากผู้บังคับบัญชา
Explanation: คำตอบที่ถูก: "อธิบดีกรมการปกครองเป็นผู้มีอำนาจสั่งแต่งตั้ง เมื่อได้รับความเห็นชอบจากปลัดกระทรวงมหาดไทย" ตามมาตรา 57 (6) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 การบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประเภทอำนวยการระดับต้น ให้อธิบดีผู้บังคับบัญชาเป็นผู้มีอำนาจสั่งบรรจุและแต่งตั้งเมื่อได้รับความเห็นชอบจากปลัดกระทรวง ดังนั้น ในกรณีของกรมการปกครอง อธิบดีกรมการปกครองจึงเป็นผู้มีอำนาจสั่งแต่งตั้งเมื่อได้รับความเห็นชอบจากปลัดกระทรวงมหาดไทย ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้มีอำนาจสั่งแต่งตั้ง เมื่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติแล้ว" ผิด: การเสนอให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติแล้วให้รัฐมนตรีเป็นผู้สั่งแต่งตั้ง ใช้กับตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูงหรือตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ • "ปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้มีอำนาจสั่งแต่งตั้ง เมื่อได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรีเจ้าสังกัด" ผิด: กฎหมายมิได้กำหนดให้ปลัดกระทรวงเป็นผู้สั่งแต่งตั้งสำหรับตำแหน่งประเภทอำนวยการระดับต้นของส่วนราชการระดับกรมในสังกัดกระทรวง • "อธิบดีกรมการปกครองเป็นผู้มีอำนาจสั่งแต่งตั้งได้เอง โดยไม่ต้องขอความเห็นชอบจากผู้บังคับบัญชา" ผิด: การแต่งตั้งตำแหน่งประเภทอำนวยการระดับต้นในกรมสังกัดกระทรวง จะสั่งแต่งตั้งได้ต่อเมื่อได้รับความเห็นชอบจากปลัดกระทรวงก่อน อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 57: “มาตรา 57 การบรรจุบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ และการ” พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 57: “การบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประเภทอำนวยการระดับต้น ให้อธิบดี” พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 57: “ผู้บังคับบัญชาเป็นผู้มีอำนาจสั่งบรรจุและแต่งตั้งเมื่อได้รับความเห็นชอบจากปลัดกระทรวง”
พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 57: “มาตรา 57 การบรรจุบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ และการ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 การเสริมสร้างและพัฒนาให้ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชามีวินัย และป้องกันมิให้ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชากระทำผิดวินัย ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้บังคับบัญชานั้น ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ผู้ใดกำหนด
- ก. คณะรัฐมนตรี
- ข. ก.พ. ✓
- ค. นายกรัฐมนตรี
- ง. ก.พ.ค.
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ก.พ." ตามมาตรา 87 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 บัญญัติให้ผู้บังคับบัญชามีหน้าที่เสริมสร้างและพัฒนาให้ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชามีวินัยและป้องกันมิให้ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชากระทำผิดวินัย ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.พ. กำหนด ข้อความในกฎหมายจึงระบุอำนาจนี้ไว้แก่ ก.พ. โดยตรง ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "คณะรัฐมนตรี" ผิด: กฎหมายกำหนดให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.พ. กำหนด มิใช่คณะรัฐมนตรี • "นายกรัฐมนตรี" ผิด: กฎหมายมิได้กำหนดให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในเรื่องนี้ • "ก.พ.ค." ผิด: กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจของ ก.พ. มิใช่ ก.พ.ค. อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 87: “วินัยและป้องกันมิให้ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชากระทำผิดวินัย ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.พ.”
พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 87: “วินัยและป้องกันมิให้ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชากระทำผิดวินัย ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.พ.”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการดำเนินการทางวินัย
- ก. การดำเนินการทางวินัยไม่ว่ากรณีใดต้องแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นทำการสอบสวนก่อนมีคำสั่งลงโทษเสมอ
- ข. หลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาเกี่ยวกับการดำเนินการทางวินัย ให้กำหนดเป็นระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี
- ค. กรณีที่เป็นความผิดที่ปรากฏชัดแจ้งตามที่กำหนดในกฎ ก.พ. จะดำเนินการทางวินัยโดยไม่ต้องสอบสวนก็ได้ ✓
- ง. กรณีที่เป็นความผิดที่ปรากฏชัดแจ้งตามที่กำหนดในกฎ ก.พ. ต้องส่งเรื่องให้ อ.ก.พ. กระทรวงพิจารณาก่อนเสมอ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "กรณีที่เป็นความผิดที่ปรากฏชัดแจ้งตามที่กำหนดในกฎ ก.พ. จะดำเนินการทางวินัยโดยไม่ต้องสอบสวนก็ได้" ตามมาตรา 95 บัญญัติว่า หลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาเกี่ยวกับการดำเนินการทางวินัยให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎ ก.พ. และในกรณีที่เป็นความผิดที่ปรากฏชัดแจ้งตามที่กำหนดในกฎ ก.พ. กฎหมายเปิดช่องให้สามารถดำเนินการทางวินัยได้โดยไม่ต้องสอบสวน จึงไม่ต้องตั้งคณะกรรมการสอบสวนก่อนเสมอไป ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "การดำเนินการทางวินัยไม่ว่ากรณีใดต้องแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นทำการสอบสวนก่อนมีคำสั่งลงโทษเสมอ" ผิด: กฎหมายมีข้อยกเว้นว่ากรณีที่เป็นความผิดที่ปรากฏชัดแจ้งตามที่กำหนดในกฎ ก.พ. จะดำเนินการทางวินัยโดยไม่ต้องสอบสวนก็ได้ • "หลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาเกี่ยวกับการดำเนินการทางวินัย ให้กำหนดเป็นระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี" ผิด: กฎหมายกำหนดให้หลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาเป็นไปตามที่กำหนดในกฎ ก.พ. ไม่ใช่ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี • "กรณีที่เป็นความผิดที่ปรากฏชัดแจ้งตามที่กำหนดในกฎ ก.พ. ต้องส่งเรื่องให้ อ.ก.พ. กระทรวงพิจารณาก่อนเสมอ" ผิด: กฎหมายไม่ได้บังคับว่าต้องส่งเรื่องให้ อ.ก.พ. กระทรวงพิจารณาก่อนเสมอ แต่ให้สิทธิที่จะดำเนินการทางวินัยได้โดยไม่ต้องสอบสวน อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 95: “หลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาเกี่ยวกับการดำเนินการทางวินัยให้ เป็นไปตามที่กำหนดในกฎ ก.พ.” พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 95: “ในกรณีที่เป็นความผิดที่ปรากฏชัดแจ้งตามที่กำหนดในกฎ ก.พ. จะดำเนินการทาง วินัยโดยไม่ต้องสอบสวนก็ได้”
พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 95: “หลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาเกี่ยวกับการดำเนินการทางวินัยให้ เป็นไปตามที่กำหนดในกฎ ก.พ.”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
นายดำรง ข้าราชการพลเรือนสามัญ ถูกตั้งกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง และผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุได้สั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนเพื่อรอฟังผลการสอบสวน ต่อมาผลการสอบสวนปรากฏว่านายดำรงกระทำผิดไม่ถึงกับจะถูกลงโทษปลดออกหรือไล่ออก และไม่มีกรณีที่จะต้องออกจากราชการด้วยเหตุอื่น ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน ผู้มีอำนาจสั่งบรรจุดังกล่าวจะต้องดำเนินการอย่างไรต่อนายดำรง
- ก. สั่งให้ออกจากราชการเพื่อรับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทนเนื่องจากถือว่าเคยมีมลทินมัวหมอง
- ข. สั่งให้รอการบรรจุกลับเข้ารับราชการไว้ก่อนจนกว่าจะพ้นกำหนดเวลาหนึ่งปีนับแต่วันสั่ง
- ค. ส่งเรื่องให้คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมพิจารณาและมีคำสั่งให้กลับเข้ารับราชการ
- ง. สั่งให้กลับเข้ารับราชการในตำแหน่งเดิมหรือตำแหน่งอื่นในประเภทและระดับเดียวกัน ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "สั่งให้กลับเข้ารับราชการในตำแหน่งเดิมหรือตำแหน่งอื่นในประเภทและระดับเดียวกัน" ตามมาตรา 101 วรรคสอง กำหนดว่าหากผลการสอบสวนปรากฏว่าผู้นั้นกระทำผิดไม่ถึงกับจะถูกลงโทษปลดออกหรือไล่ออก และไม่มีกรณีที่จะต้องออกจากราชการด้วยเหตุอื่น ให้ผู้มีอำนาจสั่งบรรจุสั่งให้ผู้นั้นกลับเข้าปฏิบัติราชการหรือกลับเข้ารับราชการในตำแหน่งตามเดิมหรือตำแหน่งอื่นในประเภทและระดับเดียวกัน ดังนั้น ผู้มีอำนาจสั่งบรรจุจึงต้องสั่งให้นายดำรงกลับเข้ารับราชการตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "สั่งให้ออกจากราชการเพื่อรับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทนเนื่องจากถือว่าเคยมีมลทินมัวหมอง" ผิด: กฎหมายมิได้ให้สั่งให้ออกจากราชการเพราะมีมลทินมัวหมอง แต่กำหนดให้สั่งให้กลับเข้ารับราชการเมื่อความผิดไม่ถึงขั้นปลดออกหรือไล่ออก • "สั่งให้รอการบรรจุกลับเข้ารับราชการไว้ก่อนจนกว่าจะพ้นกำหนดเวลาหนึ่งปีนับแต่วันสั่ง" ผิด: กฎหมายมิได้กำหนดให้ต้องรอจนพ้นกำหนดเวลาหนึ่งปี แต่ให้สั่งให้กลับเข้ารับราชการทันทีเมื่อปรากฏผลการสอบสวน • "ส่งเรื่องให้คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมพิจารณาและมีคำสั่งให้กลับเข้ารับราชการ" ผิด: อำนาจการสั่งให้กลับเข้ารับราชการเป็นของผู้มีอำนาจสั่งบรรจุดำเนินการเอง มิใช่การส่งเรื่องให้คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมสั่งการ อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 101: “ถ้าภายหลังปรากฏผลการสอบสวนหรือพิจารณาว่าผู้นั้นมิได้กระทำผิดหรือกระทำผิดไม่ถึงกับจะถูกลงโทษปลดออกหรือไล่ออก” พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 101: “และไม่มีกรณีที่จะต้องออกจากราชการด้วยเหตุอื่น ก็ให้ผู้มีอำนาจดังกล่าวสั่งให้ผู้นั้นกลับเข้าปฏิบัติราชการหรือกลับเข้ารับราชการในตำแหน่งตามเดิมหรือตำแหน่งอื่นในประเภทเดียวกันและระดับเดียวกัน”
พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 101: “ถ้าภายหลังปรากฏผลการสอบสวนหรือพิจารณาว่าผู้นั้นมิได้กระทำผิดหรือกระทำผิดไม่ถึงกับจะถูกลงโทษปลดออกหรือไล่ออก”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 หน่วยงานในข้อใดไม่รวมอยู่ในนิยามของคำว่า “หน่วยงานของรัฐ”
- ก. หน่วยงานธุรการของรัฐสภา ✓
- ข. ส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม
- ค. หน่วยงานอื่นของรัฐในฝ่ายบริหาร
- ง. องค์การมหาชนหรือรัฐวิสาหกิจ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "หน่วยงานธุรการของรัฐสภา" ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 ได้กำหนดนิยามของ “หน่วยงานของรัฐ” ให้ครอบคลุมส่วนราชการที่มีฐานะเป็นกรม ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และหน่วยงานอื่นของรัฐในฝ่ายบริหาร แต่บัญญัติยกเว้นไว้ชัดเจนว่าไม่รวมถึงหน่วยงานธุรการของรัฐสภา องค์กรอิสระ ศาล และองค์กรอัยการ ดังนั้น หน่วยงานธุรการของรัฐสภา จึงไม่จัดเป็นหน่วยงานของรัฐตามกฎหมายนี้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม" ผิด: กฎหมายระบุไว้ชัดเจนว่าเป็นหน่วยงานของรัฐ • "หน่วยงานอื่นของรัฐในฝ่ายบริหาร" ผิด: กฎหมายระบุไว้ชัดเจนว่าเป็นหน่วยงานของรัฐ • "องค์การมหาชนหรือรัฐวิสาหกิจ" ผิด: ทั้งองค์การมหาชนและรัฐวิสาหกิจจัดเป็นหน่วยงานของรัฐตามบทนิยาม อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.มาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 มาตรา 3: “แต่ไม่หมายความรวมถึง หน่วยงานธุรการของรัฐสภา องค์กรอิสระ ศาล และ” พ.ร.บ.มาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 มาตรา 3: “และมีฐานะเป็นกรม ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ”
พ.ร.บ.มาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 มาตรา 3: “แต่ไม่หมายความรวมถึง หน่วยงานธุรการของรัฐสภา องค์กรอิสระ ศาล และ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
นายสมชายเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ได้รับแรงกดดันจากผู้มีอิทธิพลให้ลงนามอนุมัติโครงการที่เอกสารด้านความปลอดภัยยังไม่ถูกต้องครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด ตามพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 การกระทำในข้อใดของนายสมชายเหมาะสมและสอดคล้องกับมาตรฐานทางจริยธรรมมากที่สุด
- ก. โอนเรื่องให้เพื่อนร่วมงานเป็นผู้ลงนามแทนตนเพื่อจะได้ไม่ต้องรับผิดชอบต่อผลที่ตามมา
- ข. กล้าตัดสินใจและกระทำในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรมโดยไม่อนุมัติโครงการที่ไม่ถูกต้อง ✓
- ค. ยอมอนุมัติโครงการไปก่อนเพื่อความรวดเร็วของงานราชการแล้วค่อยเรียกเอกสารเพิ่มภายหลัง
- ง. อนุมัติโครงการตามคำสั่งทันทีเพื่อรักษาความสัมพันธ์ที่ดีและหลีกเลี่ยงข้อขัดแย้ง
Explanation: คำตอบที่ถูก: "กล้าตัดสินใจและกระทำในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรมโดยไม่อนุมัติโครงการที่ไม่ถูกต้อง" ตามพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 มาตรา 5 (3) กำหนดให้เจ้าหน้าที่ของรัฐต้องกล้าตัดสินใจและกระทำในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม และมาตรา 5 (2) ต้องรับผิดชอบต่อหน้าที่ ดังนั้น เมื่อโครงการยังมีเอกสารด้านความปลอดภัยไม่ถูกต้องครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด นายสมชายจึงต้องกล้าตัดสินใจไม่อนุมัติโครงการดังกล่าว แม้จะถูกกดดันจากภายนอกก็ตาม ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "โอนเรื่องให้เพื่อนร่วมงานเป็นผู้ลงนามแทนตนเพื่อจะได้ไม่ต้องรับผิดชอบต่อผลที่ตามมา" ผิด: กฎหมายกำหนดให้เจ้าหน้าที่ของรัฐต้องรับผิดชอบต่อหน้าที่ ไม่ใช่ปัดภาระให้ผู้อื่นเพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ • "ยอมอนุมัติโครงการไปก่อนเพื่อความรวดเร็วของงานราชการแล้วค่อยเรียกเอกสารเพิ่มภายหลัง" ผิด: กฎหมายกำหนดให้ต้องซื่อสัตย์สุจริตและกระทำในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม จึงไม่อาจละเว้นข้อกำหนดความปลอดภัยเพื่อเร่งรัดงานได้ • "อนุมัติโครงการตามคำสั่งทันทีเพื่อรักษาความสัมพันธ์ที่ดีและหลีกเลี่ยงข้อขัดแย้ง" ผิด: กฎหมายกำหนดให้เจ้าหน้าที่ของรัฐต้องกล้าตัดสินใจและกระทำในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม ไม่ใช่ยอมทำตามแรงกดดันที่ไม่ถูกต้อง อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.มาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 มาตรา 5: “มาตรา 5 มาตรฐานทางจริยธรรม คือ หลักเกณฑ์การประพฤติปฏิบัติอย่างมีคุณธรรม” พ.ร.บ.มาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 มาตรา 5: “(2) ซื่อสัตย์สุจริต มีจิตสำนึกที่ดี และรับผิดชอบต่อหน้าที่” พ.ร.บ.มาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 มาตรา 5: “(3) กล้าตัดสินใจและกระทำในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม”
พ.ร.บ.มาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 มาตรา 5: “มาตรา 5 มาตรฐานทางจริยธรรม คือ หลักเกณฑ์การประพฤติปฏิบัติอย่างมีคุณธรรม”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
หน่วยงานของรัฐแห่งหนึ่งพบปัญหาเจ้าหน้าที่เปิดเผยข้อมูลราชการลงในสื่อสังคมออนไลน์และรับของขวัญจากผู้มาติดต่อ หัวหน้าหน่วยงานจึงต้องการกำหนดแนวทางปฏิบัติด้านจริยธรรมให้เข้มงวดและสอดคล้องกับภารกิจเฉพาะของตนเพิ่มเติมจากประมวลจริยธรรมที่มีอยู่ ตามพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 หน่วยงานดังกล่าวควรดำเนินการอย่างไรจึงจะถูกต้องที่สุด
- ก. จัดทำข้อกำหนดจริยธรรมขึ้นใช้บังคับได้ทันทีโดยอิสระ โดยไม่ต้องอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ของ ก.ม.จ.
- ข. ไม่สามารถจัดทำข้อกำหนดเพิ่มเติมได้ เพราะเป็นหน้าที่ขององค์กรกลางบริหารงานบุคคลเท่านั้น
- ค. จัดทำข้อกำหนดจริยธรรมขึ้นเพิ่มเติมได้ โดยต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ ก.ม.จ. กำหนด ✓
- ง. ไม่สามารถจัดทำข้อกำหนดเพิ่มเติมได้ เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีก่อนดำเนินการ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "จัดทำข้อกำหนดจริยธรรมขึ้นเพิ่มเติมได้ โดยต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ ก.ม.จ. กำหนด" ตามมาตรา 6 หน่วยงานของรัฐอาจจัดทำข้อกำหนดจริยธรรมเพื่อใช้บังคับกับเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานเพิ่มเติมจากประมวลจริยธรรมให้เหมาะสมแก่ภารกิจเฉพาะได้ ทั้งนี้ การจัดทำข้อกำหนดจริยธรรมดังกล่าวต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ ก.ม.จ. กำหนด ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "จัดทำข้อกำหนดจริยธรรมขึ้นใช้บังคับได้ทันทีโดยอิสระ โดยไม่ต้องอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ของ ก.ม.จ." ผิด: กฎหมายกำหนดให้การจัดทำข้อกำหนดจริยธรรมต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ ก.ม.จ. กำหนดด้วย • "ไม่สามารถจัดทำข้อกำหนดเพิ่มเติมได้ เพราะเป็นหน้าที่ขององค์กรกลางบริหารงานบุคคลเท่านั้น" ผิด: หน่วยงานของรัฐมีอำนาจจัดทำข้อกำหนดจริยธรรมเพิ่มเติมจากประมวลจริยธรรมให้เหมาะสมแก่ภารกิจเฉพาะของตนได้ • "ไม่สามารถจัดทำข้อกำหนดเพิ่มเติมได้ เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีก่อนดำเนินการ" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ต้องขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีในการจัดทำข้อกำหนดจริยธรรมของหน่วยงาน อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.มาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 มาตรา 6: “ทั้งนี้ หน่วยงานของรัฐอาจจัดทำข้อกำหนดจริยธรรมเพื่อใช้บังคับกับเจ้าหน้าที่ของรัฐในหน่วยงานนั้น” พ.ร.บ.มาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 มาตรา 6: “เพิ่มเติมจากประมวลจริยธรรมให้เหมาะสมแก่ภารกิจที่มีลักษณะเฉพาะของหน่วยงานของรัฐนั้นด้วยก็ได้” พ.ร.บ.มาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 มาตรา 6: “ตามหลักเกณฑ์ที่ ก.ม.จ. กำหนดตามมาตรา 14 ด้วย”
พ.ร.บ.มาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 มาตรา 6: “ทั้งนี้ หน่วยงานของรัฐอาจจัดทำข้อกำหนดจริยธรรมเพื่อใช้บังคับกับเจ้าหน้าที่ของรัฐในหน่วยงานนั้น”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 เมื่อ ก.ม.จ. ได้ประกาศกำหนดหลักเกณฑ์การจัดทำประมวลจริยธรรมแล้ว องค์กรกลางบริหารงานบุคคลและองค์กรที่เกี่ยวข้องจะต้องจัดทำประมวลจริยธรรมให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาใด
- ก. ภายใน 180 วันนับแต่มีประกาศ
- ข. ภายใน 1 ปีนับแต่วันที่มีประกาศ
- ค. ตามระยะเวลาที่คณะรัฐมนตรีกำหนด
- ง. ตามระยะเวลาที่ ก.ม.จ. กำหนด ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ตามระยะเวลาที่ ก.ม.จ. กำหนด" ตามมาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 กำหนดว่าเมื่อ ก.ม.จ. ประกาศกำหนดหลักเกณฑ์แล้ว ให้จัดทำประมวลจริยธรรมให้แล้วเสร็จตามระยะเวลาที่ ก.ม.จ. กำหนด กฎหมายไม่ได้กำหนดจำนวนวันไว้ตายตัวและไม่ได้ให้คณะรัฐมนตรีเป็นผู้กำหนด ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ภายใน 180 วันนับแต่มีประกาศ" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดกรอบเวลา 180 วัน แต่ให้เป็นไปตามระยะเวลาที่ ก.ม.จ. กำหนด • "ภายใน 1 ปีนับแต่วันที่มีประกาศ" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดกรอบเวลา 1 ปี แต่ให้เป็นไปตามระยะเวลาที่ ก.ม.จ. กำหนด • "ตามระยะเวลาที่คณะรัฐมนตรีกำหนด" ผิด: กฎหมายกำหนดให้แล้วเสร็จตามระยะเวลาที่ ก.ม.จ. กำหนด ไม่ใช่คณะรัฐมนตรี อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.มาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 มาตรา 21: “มาตรา 21 เมื่อ ก.ม.จ. ได้ประกาศกำหนดหลักเกณฑ์การจัดทำประมวลจริยธรรม” พ.ร.บ.มาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 มาตรา 21: “ประมวลจริยธรรมให้แล้วเสร็จตามระยะเวลาที่ ก.ม.จ. กำหนด”
พ.ร.บ.มาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 มาตรา 21: “มาตรา 21 เมื่อ ก.ม.จ. ได้ประกาศกำหนดหลักเกณฑ์การจัดทำประมวลจริยธรรม”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน ในกรณีที่ข้าราชการตรวจพบการกระทำทุจริตในหน่วยงาน และถูกกดดันให้เพิกเฉยเพื่อไม่ให้กระทบต่อผลการประเมินความดีความชอบของตนเอง ข้าราชการผู้นั้นพึงปฏิบัติตนอย่างไรจึงจะถูกต้องเหมาะสมที่สุด
- ก. ยืนหยัดทำสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม กล้าคัดค้าน และรายงานการทุจริตประพฤติมิชอบต่อผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ ✓
- ข. ปฏิบัติตามระบบการทำงานเป็นทีมโดยร่วมยินยอมปกปิดข้อมูลการกระทำผิดเพื่อรักษาภาพลักษณ์ของหน่วยงาน
- ค. ยอมปฏิบัติตามแรงกดดันและวางเฉยต่อเรื่องดังกล่าวเพื่อรักษาประโยชน์ความก้าวหน้าหรือสถานภาพของตนเอง
- ง. ใช้ดุลพินิจช่วยเหลือผ่อนปรนให้แก่ผู้ร่วมงานที่มีความสนิทสนมเป็นกรณีพิเศษเพื่อรักษาความสามัคคีในองค์กร
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ยืนหยัดทำสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม กล้าคัดค้าน และรายงานการทุจริตประพฤติมิชอบต่อผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ" ตามข้อ 2 (3) ของประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน กำหนดให้ข้าราชการต้องกล้าตัดสินใจและยืนหยัดทำในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม กล้าคัดค้านในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และกล้าเปิดเผยหรือรายงานการทุจริตประพฤติมิชอบต่อผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ โดยต้องไม่ยอมกระทำในสิ่งที่ไม่เหมาะสมเพียงเพื่อรักษาประโยชน์หรือสถานภาพของตนเอง ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ปฏิบัติตามระบบการทำงานเป็นทีมโดยร่วมยินยอมปกปิดข้อมูลการกระทำผิดเพื่อรักษาภาพลักษณ์ของหน่วยงาน" ผิด: ประมวลจริยธรรมฯ กำหนดให้ต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ และรายงานการทุจริตต่อผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ มิใช่ร่วมปกปิดความผิด • "ยอมปฏิบัติตามแรงกดดันและวางเฉยต่อเรื่องดังกล่าวเพื่อรักษาประโยชน์ความก้าวหน้าหรือสถานภาพของตนเอง" ผิด: ประมวลจริยธรรมฯ กำหนดว่าต้องไม่ยอมกระทำในสิ่งที่ไม่เหมาะสมเพียงเพื่อรักษาประโยชน์หรือสถานภาพของตนเอง • "ใช้ดุลพินิจช่วยเหลือผ่อนปรนให้แก่ผู้ร่วมงานที่มีความสนิทสนมเป็นกรณีพิเศษเพื่อรักษาความสามัคคีในองค์กร" ผิด: ประมวลจริยธรรมฯ กำหนดให้ใช้ดุลพินิจโดยปราศจากอคติ และต้องไม่เลือกปฏิบัติโดยอาศัยความสัมพันธ์ส่วนตัว อ้างอิงตัวบท ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2564 ข้อ 2: “(3) กล้าตัดสินใจและยืนหยัดทำในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม กล้าคัดค้านในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง กล้าเปิดเผยหรือรายงานการทุจริตประพฤติมิชอบต่อผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ” ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2564 ข้อ 2: “ไม่ยอมกระทำในสิ่งที่ไม่เหมาะสมเพียงเพื่อรักษาประโยชน์หรือสถานภาพของตนเอง”
ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2564 ข้อ 2: “(3) กล้าตัดสินใจและยืนหยัดทำในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม กล้าคัดค้านในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง กล้าเปิดเผยหรือรายงานการทุจริตประพฤติมิชอบต่อผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
นายชัชวาล ข้าราชการพลเรือนสามัญ ปฏิบัติงานคำนวณเงินช่วยเหลือเยียวยาประชาชนผิดพลาดจนทำให้เบิกจ่ายเงินเกินไปจากระเบียบ เมื่อตรวจพบข้อผิดพลาดดังกล่าว ตามประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน นายชัชวาลควรปฏิบัติตนอย่างไรจึงจะเหมาะสมที่สุด
- ก. แก้ไขข้อมูลในระบบย้อนหลังให้ตรงกับยอดเงินที่จ่าย เพื่อมิให้ผู้บังคับบัญชาตรวจสอบพบความผิดพลาด
- ข. รายงานข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมาต่อผู้บังคับบัญชา พร้อมแสดงความพร้อมรับการตรวจสอบและรับผิด ✓
- ค. ปัดภาระการรับผิดชอบให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้จัดเตรียมเอกสาร เพื่อรักษาประโยชน์และสถานภาพของตนเอง
- ง. ปิดเงียบเรื่องเงินที่จ่ายเกินไว้แล้วเร่งทำงานอื่นชดเชย เพื่อมุ่งผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพของงาน
Explanation: คำตอบที่ถูก: "รายงานข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมาต่อผู้บังคับบัญชา พร้อมแสดงความพร้อมรับการตรวจสอบและรับผิด" ตามข้อ 2 (2) แห่งประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน กำหนดให้ข้าราชการต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา โปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีความพร้อมรับการตรวจสอบและรับผิด เมื่อเกิดข้อผิดพลาดในการปฏิบัติงานจึงต้องรายงานข้อเท็จจริงอย่างเปิดเผย ไม่ปกปิดหรือบ่ายเบี่ยงความรับผิดชอบ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "แก้ไขข้อมูลในระบบย้อนหลังให้ตรงกับยอดเงินที่จ่าย เพื่อมิให้ผู้บังคับบัญชาตรวจสอบพบความผิดพลาด" ผิด: การแก้ไขข้อมูลย้อนหลังเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบ ขัดกับหลักความโปร่งใสและตรวจสอบได้ • "ปัดภาระการรับผิดชอบให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้จัดเตรียมเอกสาร เพื่อรักษาประโยชน์และสถานภาพของตนเอง" ผิด: การปัดความรับผิดชอบให้ผู้อื่น ขัดกับหลักความรับผิดชอบต่อหน้าที่และความพร้อมรับผิด • "ปิดเงียบเรื่องเงินที่จ่ายเกินไว้แล้วเร่งทำงานอื่นชดเชย เพื่อมุ่งผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพของงาน" ผิด: การปิดบังข้อผิดพลาดไว้ ขัดกับหลักความซื่อสัตย์สุจริตและการปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา อ้างอิงตัวบท ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2564 ข้อ 2: “ปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาตามกฎหมายและตามทำนองคลองธรรม” ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2564 ข้อ 2: “โปร่งใส และตรวจสอบได้ ไม่แสดงออกถึงพฤติกรรมที่มีนัยเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ” ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2564 ข้อ 2: “รับผิดชอบต่อหน้าที่ มีความพร้อมรับการตรวจสอบและรับผิด”
ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2564 ข้อ 2: “ปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาตามกฎหมายและตามทำนองคลองธรรม”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ในกรณีที่มีการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการแทนตำแหน่งที่ว่างลงในระหว่างที่กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอื่นยังมีวาระอยู่ในตำแหน่ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้รับแต่งตั้งแทนจะมีวาระการดำรงตำแหน่งเพียงใด
- ก. เท่ากับระยะเวลาจนสิ้นสุดปีงบประมาณที่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง
- ข. เท่ากับวาระปกติคือสี่ปีนับแต่วันที่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง
- ค. เท่ากับเวลาที่เหลืออยู่ของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่ยังอยู่ในตำแหน่ง ✓
- ง. เท่ากับกึ่งหนึ่งของวาระการดำรงตำแหน่งตามปกติของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เท่ากับเวลาที่เหลืออยู่ของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่ยังอยู่ในตำแหน่ง" ตามมาตรา 71/6 กำหนดว่ากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้รับแต่งตั้งแทนตำแหน่งที่ว่าง หรือได้รับแต่งตั้งเพิ่มขึ้นในระหว่างที่กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอื่นยังมีวาระอยู่ในตำแหน่ง ให้มีวาระการดำรงตำแหน่งเท่ากับเวลาที่เหลืออยู่ของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่ยังอยู่ในตำแหน่ง ไม่ได้เริ่มนับวาระใหม่เต็มวาระ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เท่ากับระยะเวลาจนสิ้นสุดปีงบประมาณที่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดให้วาระสิ้นสุดตามปีงบประมาณ แต่ให้มีวาระเท่ากับเวลาที่เหลืออยู่ของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่ยังอยู่ในตำแหน่ง • "เท่ากับวาระปกติคือสี่ปีนับแต่วันที่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง" ผิด: กฎหมายไม่ได้ให้เริ่มนับวาระใหม่สี่ปี แต่ให้ดำรงตำแหน่งเท่ากับเวลาที่เหลืออยู่ของกรรมการที่ยังอยู่ในตำแหน่ง • "เท่ากับกึ่งหนึ่งของวาระการดำรงตำแหน่งตามปกติของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ดำรงตำแหน่งกึ่งหนึ่งของวาระปกติ แต่ให้ดำรงตำแหน่งเท่ากับเวลาที่เหลืออยู่ของผู้ที่ยังอยู่ในตำแหน่ง อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 71/6: “มาตรา 71/6 กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้รับแต่งตั้งแทนตำแหน่งที่ว่าง หรือ” พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 71/6: “ตำแหน่ง ให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่ได้รับแต่งตั้งมีวาระการดำรงตำแหน่งเท่ากับเวลาที่เหลืออยู่ของ” พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 71/6: “กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่ยังอยู่ในตำแหน่ง”
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 71/6: “มาตรา 71/6 กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้รับแต่งตั้งแทนตำแหน่งที่ว่าง หรือ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ข้อใดระบุอำนาจหน้าที่และสถานภาพของข้าราชการในสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้ถูกต้อง
- ก. มีหน้าที่เกี่ยวกับราชการทางการเมืองของรัฐบาล โดยเลขาธิการคณะรัฐมนตรีและรองเลขาธิการเป็นข้าราชการการเมือง
- ข. มีหน้าที่เกี่ยวกับราชการของคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา โดยให้เลขาธิการคณะรัฐมนตรีขึ้นตรงต่อคณะรัฐมนตรีทั้งคณะ
- ค. มีหน้าที่เกี่ยวกับราชการของคณะรัฐมนตรีและราชการในพระองค์ โดยกำหนดให้ผู้ช่วยเลขาธิการเป็นข้าราชการการเมือง
- ง. มีหน้าที่เกี่ยวกับราชการของคณะรัฐมนตรี รัฐสภา และราชการในพระองค์ โดยเลขาธิการเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "มีหน้าที่เกี่ยวกับราชการของคณะรัฐมนตรี รัฐสภา และราชการในพระองค์ โดยเลขาธิการเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ" ตามมาตรา 14 สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับราชการของคณะรัฐมนตรี รัฐสภา และราชการในพระองค์ และกฎหมายบัญญัติชัดเจนว่าข้าราชการในสำนักนี้ทั้งเลขาธิการ รองเลขาธิการ และผู้ช่วยเลขาธิการ ล้วนเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ โดยขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "มีหน้าที่เกี่ยวกับราชการทางการเมืองของรัฐบาล โดยเลขาธิการคณะรัฐมนตรีและรองเลขาธิการเป็นข้าราชการการเมือง" ผิด: ราชการทางการเมืองและตำแหน่งข้าราชการการเมืองเป็นของสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี • "มีหน้าที่เกี่ยวกับราชการของคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา โดยให้เลขาธิการคณะรัฐมนตรีขึ้นตรงต่อคณะรัฐมนตรีทั้งคณะ" ผิด: เลขาธิการคณะรัฐมนตรีรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี มิใช่คณะรัฐมนตรีทั้งคณะ • "มีหน้าที่เกี่ยวกับราชการของคณะรัฐมนตรีและราชการในพระองค์ โดยกำหนดให้ผู้ช่วยเลขาธิการเป็นข้าราชการการเมือง" ผิด: ผู้ช่วยเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ ไม่ใช่ข้าราชการการเมือง อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 14: “มาตรา 14 สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับราชการของ” พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 14: “คณะรัฐมนตรี รัฐสภา และราชการในพระองค์ มีเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการ” พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 14: “คณะรัฐมนตรี เป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ”
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 14: “มาตรา 14 สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับราชการของ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
นายชิดชนกได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองอธิบดีในกรมแห่งหนึ่ง ต่อมาเกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับการบังคับบัญชาและการปฏิบัติราชการภายในกรม ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 บทบาทและอำนาจหน้าที่ของนายชิดชนกต้องเป็นไปตามลักษณะใด
- ก. เป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการรองจากอธิบดี และมีอำนาจหน้าที่ตามที่อธิบดีกำหนดหรือมอบหมาย ✓
- ข. เป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการร่วมกับอธิบดี และมีอำนาจหน้าที่ตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง
- ค. เป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการเทียบเท่าอธิบดี และมีอำนาจหน้าที่เฉพาะตามที่รัฐมนตรีกำหนดสั่งการ
- ง. เป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการรองจากปลัดกระทรวง และมีอำนาจหน้าที่ตามที่ปลัดกระทรวงมอบหมาย
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการรองจากอธิบดี และมีอำนาจหน้าที่ตามที่อธิบดีกำหนดหรือมอบหมาย" ตามมาตรา 32 วรรคสามและวรรคสี่ บัญญัติให้ในกรมหนึ่งจะมีรองอธิบดีเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการรองจากอธิบดีและช่วยอธิบดีปฏิบัติราชการก็ได้ โดยรองอธิบดีมีอำนาจหน้าที่ตามที่อธิบดีกำหนดหรือมอบหมาย ดังนั้นนายชิดชนกจึงเป็นผู้บังคับบัญชารองจากอธิบดีและปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายจากอธิบดี ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการร่วมกับอธิบดี และมีอำนาจหน้าที่ตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง" ผิด: กฎหมายกำหนดให้เป็นผู้บังคับบัญชารองจากอธิบดี มิใช่ร่วมกับอธิบดี และมีอำนาจหน้าที่ตามที่อธิบดีกำหนดหรือมอบหมาย มิใช่กำหนดโดยกฎกระทรวง • "เป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการเทียบเท่าอธิบดี และมีอำนาจหน้าที่เฉพาะตามที่รัฐมนตรีกำหนดสั่งการ" ผิด: กฎหมายกำหนดให้มีฐานะเป็นผู้บังคับบัญชารองจากอธิบดีและช่วยอธิบดีปฏิบัติราชการ มิได้มีฐานะเทียบเท่าอธิบดีหรือรับมอบอำนาจจากรัฐมนตรีโดยตรง • "เป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการรองจากปลัดกระทรวง และมีอำนาจหน้าที่ตามที่ปลัดกระทรวงมอบหมาย" ผิด: กฎหมายกำหนดให้เป็นผู้บังคับบัญชารองจากอธิบดีและมีอำนาจหน้าที่ตามที่อธิบดีกำหนดหรือมอบหมาย มิใช่ขึ้นตรงต่อปลัดกระทรวง อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 32: “ในกรมหนึ่งจะให้มีรองอธิบดีเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการรองจากอธิบดีและช่วย” พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 32: “รองอธิบดีมีอำนาจหน้าที่ตามที่อธิบดีกำหนดหรือมอบหมาย”
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 32: “ในกรมหนึ่งจะให้มีรองอธิบดีเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการรองจากอธิบดีและช่วย”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรี หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ และไม่มีผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรี กฎหมายกำหนดให้ดำเนินการอย่างไร
- ก. ให้ปลัดกระทรวงแต่งตั้งข้าราชการในสำนักงานรัฐมนตรีคนหนึ่งเป็นผู้รักษาราชการแทน
- ข. ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแต่งตั้งข้าราชการในกระทรวงคนหนึ่งเป็นผู้รักษาราชการแทน ✓
- ค. ให้นายกรัฐมนตรีมีคำสั่งแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนในกระทรวงคนหนึ่งเป็นผู้รักษาราชการแทน
- ง. ให้คณะรัฐมนตรีมีมติมอบหมายให้ข้าราชการการเมืองคนใดคนหนึ่งเป็นผู้รักษาราชการแทน
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแต่งตั้งข้าราชการในกระทรวงคนหนึ่งเป็นผู้รักษาราชการแทน" ตามมาตรา 43 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 กำหนดว่าในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรี หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ และไม่มีผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรี ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแต่งตั้งข้าราชการในกระทรวงคนหนึ่งเป็นผู้รักษาราชการแทน ดังนั้น อำนาจในการแต่งตั้งจึงเป็นของรัฐมนตรีว่าการกระทรวง และต้องแต่งตั้งจากข้าราชการในกระทรวง ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ให้ปลัดกระทรวงแต่งตั้งข้าราชการในสำนักงานรัฐมนตรีคนหนึ่งเป็นผู้รักษาราชการแทน" ผิด: กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ไม่ใช่ปลัดกระทรวง • "ให้นายกรัฐมนตรีมีคำสั่งแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนในกระทรวงคนหนึ่งเป็นผู้รักษาราชการแทน" ผิด: กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ไม่ใช่นายกรัฐมนตรี • "ให้คณะรัฐมนตรีมีมติมอบหมายให้ข้าราชการการเมืองคนใดคนหนึ่งเป็นผู้รักษาราชการแทน" ผิด: กฎหมายกำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเป็นผู้แต่งตั้ง และต้องแต่งตั้งจากข้าราชการในกระทรวง อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 43: “ถ้าไม่มีผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรี ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแต่งตั้งข้าราชการใน” พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 43: “กระทรวงคนหนึ่งเป็นผู้รักษาราชการแทน”
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 43: “ถ้าไม่มีผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรี ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแต่งตั้งข้าราชการใน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ข้อใดระบุหลักเกณฑ์การรักษาราชการแทนของคณะผู้แทนได้ถูกต้อง
- ก. กรณีไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าคณะผู้แทน ให้การรักษาราชการแทนเป็นไปตามระเบียบที่คณะรัฐมนตรีกำหนดทันที
- ข. กรณีหัวหน้าคณะผู้แทนไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้นายกรัฐมนตรีสั่งแต่งตั้งบุคคลในคณะผู้แทนขึ้นรักษาราชการแทน
- ค. กรณีไม่มีรองหัวหน้าคณะผู้แทนที่จะรักษาราชการแทน ให้การรักษาราชการแทนเป็นไปตามระเบียบที่คณะรัฐมนตรีกำหนด ✓
- ง. บทบัญญัติที่ให้รองหัวหน้าคณะผู้แทนรักษาราชการแทน ให้ใช้บังคับกับข้าราชการฝ่ายทหารประจำการในต่างประเทศด้วย
Explanation: คำตอบที่ถูก: "กรณีไม่มีรองหัวหน้าคณะผู้แทนที่จะรักษาราชการแทน ให้การรักษาราชการแทนเป็นไปตามระเบียบที่คณะรัฐมนตรีกำหนด" ตามมาตรา 50/3 กำหนดว่ากรณีที่ไม่มีหัวหน้าคณะผู้แทนหรือไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้รองหัวหน้าคณะผู้แทนรักษาราชการแทน แต่หากไม่มีรองหัวหน้าคณะผู้แทนที่จะรักษาราชการแทน ให้การรักษาราชการแทนเป็นไปตามระเบียบที่คณะรัฐมนตรีกำหนด นอกจากนี้หลักเกณฑ์การให้รองหัวหน้ารักษาราชการแทนไม่ใช้บังคับกับข้าราชการฝ่ายทหารประจำการในต่างประเทศ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "กรณีไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าคณะผู้แทน ให้การรักษาราชการแทนเป็นไปตามระเบียบที่คณะรัฐมนตรีกำหนดทันที" ผิด: กฎหมายกำหนดให้รองหัวหน้าคณะผู้แทนเป็นผู้รักษาราชการแทนก่อน มิใช่ให้เป็นไปตามระเบียบของคณะรัฐมนตรีทันที • "กรณีหัวหน้าคณะผู้แทนไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้นายกรัฐมนตรีสั่งแต่งตั้งบุคคลในคณะผู้แทนขึ้นรักษาราชการแทน" ผิด: กฎหมายกำหนดให้รองหัวหน้าคณะผู้แทนรักษาราชการแทนโดยตรง มิได้ให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ออกคำสั่งแต่งตั้ง • "บทบัญญัติที่ให้รองหัวหน้าคณะผู้แทนรักษาราชการแทน ให้ใช้บังคับกับข้าราชการฝ่ายทหารประจำการในต่างประเทศด้วย" ผิด: กฎหมายบัญญัติยกเว้นไว้ชัดเจนว่าไม่ใช้บังคับกับข้าราชการฝ่ายทหารประจำการในต่างประเทศ อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 50/3: “ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าคณะผู้แทน หรือมีแต่ไม่อาจ ปฏิบัติราชการได้ ให้รองหัวหน้าคณะผู้แทนรักษาราชการแทน” พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 50/3: “ให้การ รักษาราชการแทนหัวหน้าคณะผู้แทนหรือผู้ดำรงตำแหน่งใดอันเป็นบุคคลในคณะผู้แทน เป็นไปตาม ระเบียบที่คณะรัฐมนตรีกำหนด” พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 50/3: “ความในวรรคหนึ่งไม่ใช้บังคับกับข้าราชการฝ่ายทหารประจำการในต่างประเทศ”
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 50/3: “ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าคณะผู้แทน หรือมีแต่ไม่อาจ ปฏิบัติราชการได้ ให้รองหัวหน้าคณะผู้แทนรักษาราชการแทน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
จังหวัดแห่งหนึ่งได้รับนโยบายเร่งด่วนในการประสานราชการทั่วไปและจัดทำแผนพัฒนาจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัดจึงมอบหมายภารกิจดังกล่าวให้แก่หน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ภารกิจนี้เป็นหน้าที่ของส่วนราชการใด และมีผู้ใดเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการของส่วนราชการดังกล่าว
- ก. สำนักงานจังหวัด โดยมีปลัดจังหวัดเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการ
- ข. ที่ทำการปกครองจังหวัด โดยมีปลัดจังหวัดเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการ
- ค. สำนักงานแผนพัฒนาจังหวัด โดยมีหัวหน้าส่วนราชการประจำจังหวัดเป็นผู้บังคับบัญชา
- ง. สำนักงานจังหวัด โดยมีหัวหน้าสำนักงานจังหวัดเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการ ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "สำนักงานจังหวัด โดยมีหัวหน้าสำนักงานจังหวัดเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการ" ตามมาตรา 60 (1) กำหนดให้สำนักงานจังหวัดมีหน้าที่เกี่ยวกับราชการทั่วไปและการวางแผนพัฒนาจังหวัดของจังหวัดนั้น โดยมีหัวหน้าสำนักงานจังหวัดเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการและรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการของสำนักงานจังหวัด ดังนั้น ผู้ว่าราชการจังหวัดจึงต้องมอบหมายภารกิจนี้ให้สำนักงานจังหวัดที่มีหัวหน้าสำนักงานจังหวัดเป็นผู้บังคับบัญชา ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "สำนักงานจังหวัด โดยมีปลัดจังหวัดเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการ" ผิด: ผู้บังคับบัญชาข้าราชการของสำนักงานจังหวัดคือหัวหน้าสำนักงานจังหวัด มิใช่ปลัดจังหวัด • "ที่ทำการปกครองจังหวัด โดยมีปลัดจังหวัดเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการ" ผิด: การแบ่งส่วนราชการของจังหวัดไม่มีที่ทำการปกครองจังหวัด และงานราชการทั่วไปรวมถึงการวางแผนพัฒนาจังหวัดเป็นหน้าที่ของสำนักงานจังหวัด • "สำนักงานแผนพัฒนาจังหวัด โดยมีหัวหน้าส่วนราชการประจำจังหวัดเป็นผู้บังคับบัญชา" ผิด: การแบ่งส่วนราชการของจังหวัดไม่มีสำนักงานแผนพัฒนาจังหวัด โดยงานดังกล่าวเป็นหน้าที่ของสำนักงานจังหวัดซึ่งมีหัวหน้าสำนักงานจังหวัดเป็นผู้บังคับบัญชา อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 60: “(1) สำนักงานจังหวัด มีหน้าที่เกี่ยวกับราชการทั่วไปและการวางแผนพัฒนาจังหวัด” พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 60: “ของจังหวัดนั้น มีหัวหน้าสำนักงานจังหวัดเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการ และรับผิดชอบในการปฏิบัติ”
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 60: “(1) สำนักงานจังหวัด มีหน้าที่เกี่ยวกับราชการทั่วไปและการวางแผนพัฒนาจังหวัด”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ มีวาระการดำรงตำแหน่งและการดำรงตำแหน่งติดต่อกันตามข้อใด
- ก. มีวาระดำรงตำแหน่งคราวละ 4 ปี และอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้แต่ไม่เกิน 2 วาระติดต่อกัน ✓
- ข. มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 2 ปี และอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้แต่ไม่เกิน 3 วาระติดต่อกัน
- ค. มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 3 ปี และอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้แต่ไม่เกิน 2 วาระติดต่อกัน
- ง. มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 4 ปี และอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้โดยไม่จำกัดวาระติดต่อกัน
Explanation: คำตอบที่ถูก: "มีวาระดำรงตำแหน่งคราวละ 4 ปี และอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้แต่ไม่เกิน 2 วาระติดต่อกัน" ตามมาตรา 71/3 กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิใน ก.พ.ร. มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 4 ปี และเมื่อพ้นจากตำแหน่งแล้วอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้แต่ต้องไม่เกิน 2 วาระติดต่อกัน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 2 ปี และอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้แต่ไม่เกิน 3 วาระติดต่อกัน" ผิด: กฎหมายกำหนดวาระคราวละ 4 ปี และดำรงตำแหน่งติดต่อกันได้ไม่เกิน 2 วาระ • "มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 3 ปี และอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้แต่ไม่เกิน 2 วาระติดต่อกัน" ผิด: กฎหมายกำหนดวาระคราวละ 4 ปี ไม่ใช่ 3 ปี • "มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 4 ปี และอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้โดยไม่จำกัดวาระติดต่อกัน" ผิด: กฎหมายกำหนดเงื่อนไขว่าอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้แต่ไม่เกิน 2 วาระติดต่อกัน ไม่ใช่ไม่จำกัดวาระ อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 71/3: “กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสี่ปี” พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 71/3: “พ้นจากตำแหน่งแล้ว อาจได้รับแต่งตั้งอีกได้แต่ไม่เกินสองวาระติดต่อกัน”
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 71/3: “กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสี่ปี”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการจัดระเบียบบริหารราชการส่วนกลางและฐานะของส่วนราชการ
- ก. กรมต้องสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง หรือทบวงเสมอ จึงจะจัดตั้งขึ้นได้
- ข. สำนักนายกรัฐมนตรีมีฐานะเป็นกระทรวง และมีฐานะเป็นนิติบุคคล ✓
- ค. ทบวงซึ่งสังกัดกระทรวงไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากกระทรวงต้นสังกัด
- ง. สำนักนายกรัฐมนตรีมีฐานะเทียบเท่าทบวง และไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย
Explanation: คำตอบที่ถูก: "สำนักนายกรัฐมนตรีมีฐานะเป็นกระทรวง และมีฐานะเป็นนิติบุคคล" ตามมาตรา 7 บัญญัติให้สำนักนายกรัฐมนตรีมีฐานะเป็นกระทรวง และกำหนดให้ส่วนราชการในราชการส่วนกลางทั้งหมด ซึ่งได้แก่ สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง และกรม มีฐานะเป็นนิติบุคคล ดังนั้น ข้อความที่ระบุว่าสำนักนายกรัฐมนตรีมีฐานะเป็นกระทรวงและเป็นนิติบุคคลจึงถูกต้อง ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "กรมต้องสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง หรือทบวงเสมอ จึงจะจัดตั้งขึ้นได้" ผิด: กฎหมายกำหนดให้กรมสังกัดหรือไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง หรือทบวงก็ได้ • "ทบวงซึ่งสังกัดกระทรวงไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากกระทรวงต้นสังกัด" ผิด: กฎหมายกำหนดให้ทบวงซึ่งสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีหรือกระทรวงมีฐานะเป็นนิติบุคคลด้วย • "สำนักนายกรัฐมนตรีมีฐานะเทียบเท่าทบวง และไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย" ผิด: กฎหมายกำหนดให้สำนักนายกรัฐมนตรีมีฐานะเป็นกระทรวงและมีฐานะเป็นนิติบุคคล อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 7: “สำนักนายกรัฐมนตรีมีฐานะเป็นกระทรวง” พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 7: “ส่วนราชการตาม (1) (2) (3) และ (4) มีฐานะเป็นนิติบุคคล”
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 7: “สำนักนายกรัฐมนตรีมีฐานะเป็นกระทรวง”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
กระทรวงแห่งหนึ่งมีภารกิจที่ต้องดำเนินการเกี่ยวกับราชการทางการเมือง ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของสำนักงานรัฐมนตรี ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 บุคคลใดเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการและรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการของสำนักงานรัฐมนตรี และต้องขึ้นตรงต่อผู้ใด
- ก. เลขานุการรัฐมนตรีซึ่งเป็นข้าราชการการเมือง โดยรับผิดชอบปฏิบัติราชการขึ้นตรงต่อปลัดกระทรวง
- ข. หัวหน้าสำนักงานรัฐมนตรีซึ่งเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ โดยปฏิบัติราชการขึ้นตรงต่อปลัดกระทรวง
- ค. เลขานุการรัฐมนตรีซึ่งเป็นข้าราชการการเมือง โดยขึ้นตรงต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ✓
- ง. ปลัดกระทรวงซึ่งเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ โดยรับผิดชอบขึ้นตรงต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวง
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เลขานุการรัฐมนตรีซึ่งเป็นข้าราชการการเมือง โดยขึ้นตรงต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวง" ตามมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 บัญญัติให้สำนักงานรัฐมนตรีมีเลขานุการรัฐมนตรีซึ่งเป็นข้าราชการการเมือง เป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการ และรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการของสำนักงานรัฐมนตรีขึ้นตรงต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เลขานุการรัฐมนตรีซึ่งเป็นข้าราชการการเมือง โดยรับผิดชอบปฏิบัติราชการขึ้นตรงต่อปลัดกระทรวง" ผิด: กฎหมายกำหนดให้เลขานุการรัฐมนตรีปฏิบัติราชการขึ้นตรงต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวง มิใช่ขึ้นตรงต่อปลัดกระทรวง • "หัวหน้าสำนักงานรัฐมนตรีซึ่งเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ โดยปฏิบัติราชการขึ้นตรงต่อปลัดกระทรวง" ผิด: ผู้บังคับบัญชาข้าราชการของสำนักงานรัฐมนตรีคือเลขานุการรัฐมนตรีซึ่งเป็นข้าราชการการเมือง และขึ้นตรงต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวง มิใช่หัวหน้าสำนักงานรัฐมนตรีหรือปลัดกระทรวง • "ปลัดกระทรวงซึ่งเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ โดยรับผิดชอบขึ้นตรงต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวง" ผิด: กฎหมายกำหนดให้เลขานุการรัฐมนตรีซึ่งเป็นข้าราชการการเมืองเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการของสำนักงานรัฐมนตรี มิใช่ปลัดกระทรวง อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 22: “มีเลขานุการรัฐมนตรีซึ่งเป็นข้าราชการการเมืองเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการ และรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการของสำนักงานรัฐมนตรีขึ้นตรงต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวง”
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 22: “มีเลขานุการรัฐมนตรีซึ่งเป็นข้าราชการการเมืองเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการ และรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการของสำนักงานรัฐมนตรีขึ้นตรงต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวง”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 เมื่อได้มอบอำนาจแล้ว ผู้มอบอำนาจมีหน้าที่และอำนาจตามข้อใด
- ก. โอนหน้าที่การกำกับดูแลและติดตามผลทั้งหมด ให้เป็นอำนาจของผู้ตรวจราชการประจำเขต
- ข. มีหน้าที่เข้าร่วมปฏิบัติงานทุกขั้นตอน และต้องร่วมลงนามในคำสั่งทางราชการทุกฉบับ
- ค. พ้นจากหน้าที่และความรับผิดชอบทั้งหมด โดยไม่มีอำนาจเข้าไปแก้ไขการปฏิบัติราชการใดๆ
- ง. มีหน้าที่กำกับดูแลและติดตามผล และมีอำนาจแนะนำหรือแก้ไขการปฏิบัติราชการได้ ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "มีหน้าที่กำกับดูแลและติดตามผล และมีอำนาจแนะนำหรือแก้ไขการปฏิบัติราชการได้" ตามมาตรา 40 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า เมื่อได้มอบอำนาจแล้ว ผู้มอบอำนาจมีหน้าที่กำกับดูแลและติดตามผลการปฏิบัติราชการของผู้รับมอบอำนาจ และมีอำนาจแนะนำหรือแก้ไขการปฏิบัติราชการของผู้รับมอบอำนาจได้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "โอนหน้าที่การกำกับดูแลและติดตามผลทั้งหมด ให้เป็นอำนาจของผู้ตรวจราชการประจำเขต" ผิด: กฎหมายกำหนดให้เป็นหน้าที่โดยตรงของผู้มอบอำนาจเอง มิได้ให้โอนภาระการกำกับดูแลไปยังผู้ตรวจราชการ • "มีหน้าที่เข้าร่วมปฏิบัติงานทุกขั้นตอน และต้องร่วมลงนามในคำสั่งทางราชการทุกฉบับ" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ผู้มอบอำนาจต้องเข้าร่วมปฏิบัติงานหรือร่วมลงนามในคำสั่งทุกฉบับ • "พ้นจากหน้าที่และความรับผิดชอบทั้งหมด โดยไม่มีอำนาจเข้าไปแก้ไขการปฏิบัติราชการใดๆ" ผิด: กฎหมายไม่ได้ให้พ้นจากความรับผิดชอบ แต่บัญญัติให้ผู้มอบอำนาจยังมีหน้าที่กำกับดูแล ติดตามผล รวมถึงแนะนำหรือแก้ไขการปฏิบัติราชการได้ อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 40: “เมื่อได้มอบอำนาจแล้ว ผู้มอบอำนาจมีหน้าที่กำกับดูแลและติดตามผลการปฏิบัติราชการของผู้รับมอบอำนาจ และให้มีอำนาจแนะนำหรือแก้ไขการปฏิบัติราชการของผู้รับมอบอำนาจได้”
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 40: “เมื่อได้มอบอำนาจแล้ว ผู้มอบอำนาจมีหน้าที่กำกับดูแลและติดตามผลการปฏิบัติราชการของผู้รับมอบอำนาจ และให้มีอำนาจแนะนำหรือแก้ไขการปฏิบัติราชการของผู้รับมอบอำนาจได้”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ในกรณีที่มีกฎหมายอื่นแต่งตั้งให้ผู้ดำรงตำแหน่งใดเป็นกรรมการ กฎหมายกำหนดเรื่องอำนาจหน้าที่ของผู้รักษาราชการแทนหรือผู้ปฏิบัติราชการแทนไว้อย่างไร
- ก. มีอำนาจหน้าที่เป็นกรรมการเช่นเดียวกับผู้ดำรงตำแหน่งนั้นในการรักษาราชการแทนหรือปฏิบัติราชการแทนด้วย แล้วแต่กรณี ✓
- ข. ปฏิบัติหน้าที่เป็นกรรมการได้ต่อเมื่อได้รับมติเห็นชอบเป็นเอกฉันท์จากที่ประชุมของคณะกรรมการชุดนั้นในคราวแรกก่อน
- ค. ไม่มีอำนาจหน้าที่เป็นกรรมการ เว้นแต่กฎหมายอื่นฉบับดังกล่าวจะมีบทบัญญัติยินยอมให้บุคคลอื่นปฏิบัติหน้าที่แทนได้
- ง. มีอำนาจหน้าที่เป็นกรรมการเฉพาะผู้รักษาราชการแทน ส่วนผู้ปฏิบัติราชการแทนไม่มีอำนาจทำหน้าที่เป็นกรรมการดังกล่าว
Explanation: คำตอบที่ถูก: "มีอำนาจหน้าที่เป็นกรรมการเช่นเดียวกับผู้ดำรงตำแหน่งนั้นในการรักษาราชการแทนหรือปฏิบัติราชการแทนด้วย แล้วแต่กรณี" ตามมาตรา 48 วรรคสาม ในกรณีที่มีกฎหมายอื่นแต่งตั้งให้ผู้ดำรงตำแหน่งใดเป็นกรรมการ กฎหมายบัญญัติให้ผู้รักษาราชการแทนหรือผู้ปฏิบัติราชการแทนมีอำนาจหน้าที่เป็นกรรมการหรือมีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับผู้ดำรงตำแหน่งนั้นในการรักษาราชการแทนหรือปฏิบัติราชการแทนด้วย แล้วแต่กรณี จึงทำให้มีอำนาจหน้าที่เป็นกรรมการเช่นเดียวกับผู้ดำรงตำแหน่งนั้นได้โดยตรง ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ปฏิบัติหน้าที่เป็นกรรมการได้ต่อเมื่อได้รับมติเห็นชอบเป็นเอกฉันท์จากที่ประชุมของคณะกรรมการชุดนั้นในคราวแรกก่อน" ผิด: กฎหมายมิได้กำหนดเงื่อนไขว่าต้องได้รับมติเห็นชอบเป็นเอกฉันท์จากที่ประชุมคณะกรรมการก่อนจึงจะทำหน้าที่ได้ • "ไม่มีอำนาจหน้าที่เป็นกรรมการ เว้นแต่กฎหมายอื่นฉบับดังกล่าวจะมีบทบัญญัติยินยอมให้บุคคลอื่นปฏิบัติหน้าที่แทนได้" ผิด: กฎหมายให้อำนาจทำหน้าที่เป็นกรรมการไว้โดยตรง ไม่จำต้องมีบทบัญญัติของกฎหมายอื่นเปิดช่องหรือยินยอมไว้ก่อน • "มีอำนาจหน้าที่เป็นกรรมการเฉพาะผู้รักษาราชการแทน ส่วนผู้ปฏิบัติราชการแทนไม่มีอำนาจทำหน้าที่เป็นกรรมการดังกล่าว" ผิด: กฎหมายกำหนดให้ทั้งผู้รักษาราชการแทนและผู้ปฏิบัติราชการแทนมีอำนาจหน้าที่เป็นกรรมการเช่นเดียวกัน มิได้จำกัดไว้เฉพาะผู้รักษาราชการแทน อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 48: “หน้าที่อย่างใด ให้ผู้รักษาราชการแทนหรือผู้ปฏิบัติราชการแทนมีอำนาจหน้าที่เป็นกรรมการหรือมี” พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 48: “อำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับผู้ดำรงตำแหน่งนั้นในการรักษาราชการแทนหรือปฏิบัติราชการแทนด้วย”
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 48: “หน้าที่อย่างใด ให้ผู้รักษาราชการแทนหรือผู้ปฏิบัติราชการแทนมีอำนาจหน้าที่เป็นกรรมการหรือมี”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
จังหวัดแห่งหนึ่งพบว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหลายแห่งในพื้นที่มีข้อจำกัดด้านความพร้อมในการรองรับภารกิจใหม่ ซึ่งได้รับการถ่ายโอนมาจากกระทรวง ทบวง กรม ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เพื่อให้ท้องถิ่นมีขีดความสามารถพร้อมดำเนินการตามภารกิจดังกล่าว จังหวัดมีอำนาจดำเนินการตามข้อใด
- ก. เข้าควบคุมการบริหารงบประมาณและการจัดทำแผนงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
- ข. จัดให้มีการส่งเสริม อุดหนุน และสนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ✓
- ค. ออกคำสั่งจัดสรรข้าราชการส่วนภูมิภาคไปปฏิบัติหน้าที่แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
- ง. มีอำนาจบังคับบัญชาและกำหนดกรอบอัตรากำลังของพนักงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
Explanation: คำตอบที่ถูก: "จัดให้มีการส่งเสริม อุดหนุน และสนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น" ตามมาตรา 52/1 กฎหมายกำหนดให้จังหวัดมีอำนาจภายในเขตจังหวัดในการจัดให้มีการส่งเสริม อุดหนุน และสนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้สามารถดำเนินการตามอำนาจหน้าที่และมีขีดความสามารถพร้อมที่จะดำเนินการตามภารกิจที่ได้รับการถ่ายโอนจากกระทรวง ทบวง กรม ดังนั้นการส่งเสริม อุดหนุน และสนับสนุนจึงเป็นแนวทางที่ถูกต้องตามกฎหมายกำหนด ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เข้าควบคุมการบริหารงบประมาณและการจัดทำแผนงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น" ผิด: กฎหมายไม่ได้ให้อำนาจจังหวัดเข้าควบคุมการจัดทำงบประมาณหรือแผนงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น • "ออกคำสั่งจัดสรรข้าราชการส่วนภูมิภาคไปปฏิบัติหน้าที่แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น" ผิด: กฎหมายไม่ได้ให้อำนาจจังหวัดสั่งจัดสรรข้าราชการส่วนภูมิภาคไปปฏิบัติงานแทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น • "มีอำนาจบังคับบัญชาและกำหนดกรอบอัตรากำลังของพนักงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น" ผิด: กฎหมายไม่ได้ให้อำนาจจังหวัดในการบังคับบัญชาหรือกำหนดกรอบอัตรากำลังขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 52/1: “มาตรา 52/1 ให้จังหวัดมีอำนาจภายในเขตจังหวัด ดังต่อไปนี้” พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 52/1: “(5) จัดให้มีการส่งเสริม อุดหนุน และสนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อให้” พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 52/1: “พร้อมที่จะดำเนินการตามภารกิจที่ได้รับการถ่ายโอนจากกระทรวง ทบวง กรม”
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 52/1: “มาตรา 52/1 ให้จังหวัดมีอำนาจภายในเขตจังหวัด ดังต่อไปนี้”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ส่วนราชการของอำเภอที่มีหน้าที่เกี่ยวกับราชการทั่วไปของอำเภอนั้น ๆ คือส่วนราชการใด
- ก. สำนักงานปลัดอำเภอ
- ข. ที่ว่าการอำเภอ
- ค. สำนักงานอำเภอ ✓
- ง. ที่ทำการปกครองอำเภอ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "สำนักงานอำเภอ" ตามมาตรา 66 (1) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 กำหนดให้ส่วนราชการของอำเภอส่วนแรกคือ สำนักงานอำเภอ ซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวกับราชการทั่วไปของอำเภอนั้น ๆ โดยมีนายอำเภอเป็นผู้ปกครองบังคับบัญชาข้าราชการและรับผิดชอบ ส่วนตัวเลือกอื่นเป็นชื่ออาคารสถานที่หรือโครงสร้างภายในที่ไม่ใช่ส่วนราชการของอำเภอตามมาตรานี้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "สำนักงานปลัดอำเภอ" ผิด: ไม่มีส่วนราชการชื่อสำนักงานปลัดอำเภอในการแบ่งส่วนราชการของอำเภอตามกฎหมายนี้ • "ที่ว่าการอำเภอ" ผิด: ที่ว่าการอำเภอเป็นชื่อสถานที่หรืออาคารที่ทำการ มิใช่ชื่อส่วนราชการตามที่กฎหมายกำหนด • "ที่ทำการปกครองอำเภอ" ผิด: ที่ทำการปกครองอำเภอเป็นหน่วยงานตามโครงสร้างกรมการปกครอง มิใช่ชื่อส่วนราชการของอำเภอตามมาตรานี้ อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 66: “สำนักงานอำเภอ มีหน้าที่เกี่ยวกับราชการทั่วไปของอำเภอนั้น ๆ มีนายอำเภอ”
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 66: “สำนักงานอำเภอ มีหน้าที่เกี่ยวกับราชการทั่วไปของอำเภอนั้น ๆ มีนายอำเภอ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการประชุมคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.)
- ก. หากการลงคะแนนมีเสียงเท่ากัน ให้เลขาธิการ ก.พ.ร. ออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเสียงเพื่อเป็นเสียงวินิจฉัยชี้ขาด
- ข. การนับองค์ประชุมจะต้องมีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่ทำงานเต็มเวลามาประชุมด้วยจึงจะถือว่าครบองค์ประชุมที่ถูกต้อง
- ค. องค์ประชุมต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนกรรมการทั้งหมดเท่าที่มีอยู่จึงจะเปิดประชุมได้
- ง. หากประธานไม่อยู่และไม่มีรองประธาน ให้กรรมการที่มาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งทำหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุม ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "หากประธานไม่อยู่และไม่มีรองประธาน ให้กรรมการที่มาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งทำหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุม" ตามมาตรา 71/7 กำหนดว่าในการประชุม ก.พ.ร. ถ้าประธานไม่อยู่หรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ให้รองประธานทำหน้าที่แทน หากไม่มีรองประธานหรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้กรรมการที่มาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งทำหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุม ข้อนี้จึงถูกต้องตรงตามกฎหมาย ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "หากการลงคะแนนมีเสียงเท่ากัน ให้เลขาธิการ ก.พ.ร. ออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเสียงเพื่อเป็นเสียงวินิจฉัยชี้ขาด" ผิด: กฎหมายกำหนดว่าหากคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด ไม่ใช่เลขาธิการ ก.พ.ร. • "การนับองค์ประชุมจะต้องมีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่ทำงานเต็มเวลามาประชุมด้วยจึงจะถือว่าครบองค์ประชุมที่ถูกต้อง" ผิด: กฎหมายระบุว่าไม่ว่ากรรมการดังกล่าวจะเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่ทำงานเต็มเวลาหรือไม่ก็นับเป็นองค์ประชุมได้ • "องค์ประชุมต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนกรรมการทั้งหมดเท่าที่มีอยู่จึงจะเปิดประชุมได้" ผิด: กฎหมายกำหนดให้มีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ ไม่ใช่สองในสาม อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 71/7: “การประชุม ก.พ.ร. ต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง” พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 71/7: “ที่มาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งทำหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุม”
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 71/7: “การประชุม ก.พ.ร. ต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
นายสมชายเป็นข้าราชการสังกัดส่วนราชการแห่งหนึ่งในสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งกฎหมายกำหนดให้หัวหน้าส่วนราชการดังกล่าวขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีจะมีฐานะเป็นผู้บังคับบัญชาของนายสมชายหรือไม่
- ก. ไม่มีฐานะเป็นผู้บังคับบัญชา เพราะยกเว้นข้าราชการของส่วนราชการซึ่งหัวหน้าส่วนราชการขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี ✓
- ข. มีฐานะเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดในสายงานข้าราชการประจำของทุกส่วนราชการในสำนักนายกรัฐมนตรีโดยไม่มีข้อยกเว้น
- ค. ไม่มีฐานะเป็นผู้บังคับบัญชา เว้นแต่นายกรัฐมนตรีจะมอบหมายเป็นหนังสือให้มีอำนาจบังคับบัญชาเป็นการเฉพาะราย
- ง. มีฐานะเป็นผู้บังคับบัญชา โดยอยู่รองจากนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีตามลำดับ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ไม่มีฐานะเป็นผู้บังคับบัญชา เพราะยกเว้นข้าราชการของส่วนราชการซึ่งหัวหน้าส่วนราชการขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี" ตามมาตรา 16 (2) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการของส่วนราชการในสำนักนายกรัฐมนตรี รองจากนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แต่กฎหมายได้บัญญัติยกเว้นข้าราชการของส่วนราชการซึ่งหัวหน้าส่วนราชการขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรีไว้ ดังนั้น ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีจึงไม่มีฐานะเป็นผู้บังคับบัญชาของนายสมชาย ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "มีฐานะเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดในสายงานข้าราชการประจำของทุกส่วนราชการในสำนักนายกรัฐมนตรีโดยไม่มีข้อยกเว้น" ผิด: ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีไม่ได้เป็นผู้บังคับบัญชาของข้าราชการทุกคน เนื่องจากกฎหมายมีข้อยกเว้นกรณีขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี • "ไม่มีฐานะเป็นผู้บังคับบัญชา เว้นแต่นายกรัฐมนตรีจะมอบหมายเป็นหนังสือให้มีอำนาจบังคับบัญชาเป็นการเฉพาะราย" ผิด: กฎหมายยกเว้นอำนาจบังคับบัญชาไว้โดยตรง มิได้มีเงื่อนไขว่านายกรัฐมนตรีจะมอบหมายเป็นหนังสือได้ • "มีฐานะเป็นผู้บังคับบัญชา โดยอยู่รองจากนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีตามลำดับ" ผิด: กฎหมายบัญญัติยกเว้นไม่ให้เป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการของส่วนราชการซึ่งหัวหน้าส่วนราชการขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 16: “มาตรา 16 สำนักนายกรัฐมนตรี นอกจากมีนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรีและ” พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 16: “นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยกเว้นข้าราชการของส่วน” พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 16: “ราชการซึ่งหัวหน้าส่วนราชการขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี”
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 16: “มาตรา 16 สำนักนายกรัฐมนตรี นอกจากมีนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรีและ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ผู้ตรวจราชการของกระทรวง ทบวง หรือกรม มีอำนาจหน้าที่ตามข้อใด
- ก. กำกับดูแลและมีอำนาจสั่งการปฏิบัติราชการแทนหัวหน้าส่วนราชการในกรณีจำเป็นเร่งด่วน
- ข. ตรวจและแนะนำการปฏิบัติราชการของส่วนราชการนั้นให้เป็นไปตามกฎหมายและมติคณะรัฐมนตรี ✓
- ค. ตรวจสอบและมีอำนาจสั่งยับยั้งการปฏิบัติราชการของข้าราชการในสังกัดได้ทันทีหากพบความเสียหาย
- ง. ควบคุมและบังคับบัญชาข้าราชการประจำเขตเพื่อปฏิบัติงานทางวิชาการตามนโยบาย
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ตรวจและแนะนำการปฏิบัติราชการของส่วนราชการนั้นให้เป็นไปตามกฎหมายและมติคณะรัฐมนตรี" ตามมาตรา 35 กำหนดให้ผู้ตรวจราชการของกระทรวง ทบวง หรือกรม มีอำนาจหน้าที่ตรวจและแนะนำการปฏิบัติราชการอันเกี่ยวกับกระทรวง ทบวง หรือกรมนั้นให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ มติของคณะรัฐมนตรี หรือการสั่งการของนายกรัฐมนตรี ผู้ตรวจราชการจึงมีอำนาจเพียงตรวจและแนะนำ มิได้มีอำนาจบังคับบัญชา สั่งการ หรือสั่งยับยั้งการปฏิบัติราชการ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "กำกับดูแลและมีอำนาจสั่งการปฏิบัติราชการแทนหัวหน้าส่วนราชการในกรณีจำเป็นเร่งด่วน" ผิด: กฎหมายไม่ได้ให้อำนาจผู้ตรวจราชการในการสั่งการปฏิบัติราชการแทนหัวหน้าส่วนราชการ แต่มีอำนาจเพียงตรวจและแนะนำ • "ตรวจสอบและมีอำนาจสั่งยับยั้งการปฏิบัติราชการของข้าราชการในสังกัดได้ทันทีหากพบความเสียหาย" ผิด: กฎหมายไม่ได้ให้อำนาจผู้ตรวจราชการในการสั่งยับยั้งการปฏิบัติราชการ แต่ให้มีอำนาจหน้าที่เพียงตรวจและแนะนำเท่านั้น • "ควบคุมและบังคับบัญชาข้าราชการประจำเขตเพื่อปฏิบัติงานทางวิชาการตามนโยบาย" ผิด: กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของหัวหน้าส่วนราชการประจำเขต มิใช่อำนาจหน้าที่ของผู้ตรวจราชการ อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 35: “ผู้ตรวจราชการของกระทรวง ทบวง หรือกรม มีอำนาจหน้าที่ตรวจและแนะนำการ” พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 35: “ปฏิบัติราชการอันเกี่ยวกับกระทรวง ทบวง หรือกรมนั้นให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ หรือข้อบังคับ”
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 35: “ผู้ตรวจราชการของกระทรวง ทบวง หรือกรม มีอำนาจหน้าที่ตรวจและแนะนำการ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ในกรณีที่กระทรวงหนึ่งไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวง และไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ การแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนปลัดกระทรวงต้องดำเนินการตามข้อใด
- ก. คณะรัฐมนตรีมีมติแต่งตั้งข้าราชการในกระทรวงซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีหรือเทียบเท่า
- ข. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแต่งตั้งข้าราชการในกระทรวงซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้อำนวยการกองหรือเทียบเท่า
- ค. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแต่งตั้งข้าราชการในกระทรวงซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีหรือเทียบเท่า ✓
- ง. ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งข้าราชการในกระทรวงซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีหรือเทียบเท่า
Explanation: คำตอบที่ถูก: "รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแต่งตั้งข้าราชการในกระทรวงซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีหรือเทียบเท่า" ตามมาตรา 44 บัญญัติว่าในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวง และไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแต่งตั้งข้าราชการในกระทรวงซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีหรือเทียบเท่าเป็นผู้รักษาราชการแทน สำหรับตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้อำนวยการกองเป็นกรณีรักษาราชการแทนรองปลัดกระทรวง ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "คณะรัฐมนตรีมีมติแต่งตั้งข้าราชการในกระทรวงซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีหรือเทียบเท่า" ผิด: ผู้มีอำนาจแต่งตั้งคือรัฐมนตรีว่าการกระทรวง มิใช่คณะรัฐมนตรี • "รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแต่งตั้งข้าราชการในกระทรวงซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้อำนวยการกองหรือเทียบเท่า" ผิด: กฎหมายกำหนดให้แต่งตั้งข้าราชการซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีหรือเทียบเท่า มิใช่ระดับผู้อำนวยการกอง • "ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งข้าราชการในกระทรวงซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีหรือเทียบเท่า" ผิด: ผู้มีอำนาจแต่งตั้งคือรัฐมนตรีว่าการกระทรวง มิใช่ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 44: “ให้นายกรัฐมนตรีสำหรับสำนักนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแต่งตั้ง” พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 44: “ข้าราชการในกระทรวงซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีหรือเทียบเท่าเป็นผู้รักษาราชการแทน”
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 44: “ให้นายกรัฐมนตรีสำหรับสำนักนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแต่งตั้ง”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
นายสมศักดิ์ ข้าราชการพลเรือนสังกัดกระทรวงพาณิชย์ ได้รับคำสั่งให้ไปประจำปฏิบัติราชการ ณ ต่างประเทศ โดยมิได้เป็นบุคคลในคณะผู้แทน ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 หัวหน้าคณะผู้แทนมีอำนาจและหน้าที่เกี่ยวกับการแต่งตั้งและการเลื่อนขั้นเงินเดือนของนายสมศักดิ์อย่างไร
- ก. สั่งแต่งตั้งและอนุมัติการเลื่อนขั้นเงินเดือนให้นายสมศักดิ์ได้โดยตรงในฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุดของข้าราชการในต่างประเทศ
- ข. ส่งผลการประเมินไปยังปลัดกระทรวงการต่างประเทศเพื่อพิจารณาออกคำสั่งแต่งตั้งและเลื่อนขั้นเงินเดือนแทนส่วนราชการต้นสังกัด
- ค. ไม่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการแต่งตั้งหรือเลื่อนขั้นเงินเดือนใด ๆ เนื่องจากนายสมศักดิ์ไม่ได้เป็นข้าราชการในคณะผู้แทน
- ง. รายงานข้อเท็จจริงและความเห็นเกี่ยวกับผลการปฏิบัติราชการเพื่อประกอบการพิจารณาของผู้บังคับบัญชาต้นสังกัด ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "รายงานข้อเท็จจริงและความเห็นเกี่ยวกับผลการปฏิบัติราชการเพื่อประกอบการพิจารณาของผู้บังคับบัญชาต้นสังกัด" ตามมาตรา 50/4 (4) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 หัวหน้าคณะผู้แทนมีอำนาจและหน้าที่รายงานข้อเท็จจริงและความเห็นเกี่ยวกับผลการปฏิบัติราชการของข้าราชการฝ่ายพลเรือนที่มิใช่บุคคลในคณะผู้แทนซึ่งประจำอยู่ในประเทศนั้น เพื่อประกอบการพิจารณาของผู้บังคับบัญชาของส่วนราชการต้นสังกัดเกี่ยวกับการแต่งตั้งและการเลื่อนขั้นเงินเดือน โดยไม่ได้มีอำนาจออกคำสั่งแต่งตั้งหรือเลื่อนขั้นเงินเดือนเองโดยตรง ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "สั่งแต่งตั้งและอนุมัติการเลื่อนขั้นเงินเดือนให้นายสมศักดิ์ได้โดยตรงในฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุดของข้าราชการในต่างประเทศ" ผิด: กฎหมายกำหนดให้มีอำนาจเพียงรายงานข้อเท็จจริงและความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาของผู้บังคับบัญชาของส่วนราชการต้นสังกัด มิใช่ออกคำสั่งแต่งตั้งหรืออนุมัติเองโดยตรง • "ส่งผลการประเมินไปยังปลัดกระทรวงการต่างประเทศเพื่อพิจารณาออกคำสั่งแต่งตั้งและเลื่อนขั้นเงินเดือนแทนส่วนราชการต้นสังกัด" ผิด: กฎหมายระบุให้รายงานเพื่อประกอบการพิจารณาของผู้บังคับบัญชาของส่วนราชการต้นสังกัดของข้าราชการผู้นั้น มิใช่ส่งให้ปลัดกระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้สั่งการแทน • "ไม่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการแต่งตั้งหรือเลื่อนขั้นเงินเดือนใด ๆ เนื่องจากนายสมศักดิ์ไม่ได้เป็นข้าราชการในคณะผู้แทน" ผิด: กฎหมายกำหนดหน้าที่ให้รายงานข้อเท็จจริงและความเห็นเกี่ยวกับข้าราชการฝ่ายพลเรือนที่มิใช่บุคคลในคณะผู้แทนซึ่งประจำอยู่ในประเทศนั้นด้วย อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 50/4: “(3) บังคับบัญชาบุคคลในคณะผู้แทนและข้าราชการฝ่ายพลเรือนที่มิใช่บุคคลใน” พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 50/4: “(3) เพื่อประกอบการพิจารณาของผู้บังคับบัญชาของส่วนราชการต้นสังกัดเกี่ยวกับการแต่งตั้งและการ”
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 50/4: “(3) บังคับบัญชาบุคคลในคณะผู้แทนและข้าราชการฝ่ายพลเรือนที่มิใช่บุคคลใน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ในการไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาทของประชาชนในระดับอำเภอ ข้อพิพาททางแพ่งอื่นนอกจากเรื่องที่ดินและมรดกที่จะดำเนินการไกล่เกลี่ยได้ ต้องเป็นข้อพิพาทที่มีทุนทรัพย์ตามข้อใด หากไม่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดไว้เป็นอย่างอื่น
- ก. มีทุนทรัพย์ไม่เกิน 200,000 บาท ✓
- ข. มีทุนทรัพย์ไม่เกิน 300,000 บาท
- ค. มีทุนทรัพย์ไม่เกิน 100,000 บาท
- ง. มีทุนทรัพย์ไม่เกิน 500,000 บาท
Explanation: คำตอบที่ถูก: "มีทุนทรัพย์ไม่เกิน 200,000 บาท" ตามมาตรา 61/2 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 กำหนดให้ในอำเภอหนึ่งมีคณะบุคคลผู้ทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาทของประชาชน ในเรื่องที่พิพาททางแพ่งเกี่ยวกับที่ดิน มรดก และข้อพิพาททางแพ่งอื่นที่มีทุนทรัพย์ไม่เกินสองแสนบาท หรือมากกว่านั้นตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา ดังนั้น ข้อพิพาททางแพ่งอื่นจึงต้องมีทุนทรัพย์ไม่เกิน 200,000 บาท ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "มีทุนทรัพย์ไม่เกิน 300,000 บาท" ผิด: กฎหมายกำหนดทุนทรัพย์สำหรับข้อพิพาททางแพ่งอื่นไว้ที่ไม่เกินสองแสนบาท มิใช่สามแสนบาท • "มีทุนทรัพย์ไม่เกิน 100,000 บาท" ผิด: กฎหมายกำหนดทุนทรัพย์สำหรับข้อพิพาททางแพ่งอื่นไว้ที่ไม่เกินสองแสนบาท มิใช่หนึ่งแสนบาท • "มีทุนทรัพย์ไม่เกิน 500,000 บาท" ผิด: กฎหมายกำหนดทุนทรัพย์สำหรับข้อพิพาททางแพ่งอื่นไว้ที่ไม่เกินสองแสนบาท มิใช่ห้าแสนบาท อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 61/2: “มาตรา 61/2 ในอำเภอหนึ่ง ให้มีคณะบุคคลผู้ทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยและประนอม” พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 61/2: “เกี่ยวกับที่ดิน มรดก และข้อพิพาททางแพ่งอื่นที่มีทุนทรัพย์ไม่เกินสองแสนบาท หรือมากกว่านั้น”
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 61/2: “มาตรา 61/2 ในอำเภอหนึ่ง ให้มีคณะบุคคลผู้ทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยและประนอม”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อใดเป็นเหตุที่ทำให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการพ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
- ก. นายกรัฐมนตรีให้ออกเพราะไม่เข้าร่วมการประชุมติดต่อกันเกินสามครั้ง
- ข. คณะรัฐมนตรีให้ออกเพราะบกพร่องต่อหน้าที่หรือมีความประพฤติเสื่อมเสีย ✓
- ค. รัฐมนตรีผู้เป็นรองประธานกรรมการมีคำสั่งให้ออกเพราะหย่อนความสามารถ
- ง. ที่ประชุมคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการมีมติให้ออกด้วยคะแนนเสียงข้างมาก
Explanation: คำตอบที่ถูก: "คณะรัฐมนตรีให้ออกเพราะบกพร่องต่อหน้าที่หรือมีความประพฤติเสื่อมเสีย" ตามมาตรา 71/4 นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการจะพ้นจากตำแหน่งเมื่อคณะรัฐมนตรีให้ออกเพราะบกพร่องต่อหน้าที่ มีความประพฤติเสื่อมเสีย หรือหย่อนความสามารถ อำนาจในการสั่งให้ออกจึงเป็นของคณะรัฐมนตรีเท่านั้น ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "นายกรัฐมนตรีให้ออกเพราะไม่เข้าร่วมการประชุมติดต่อกันเกินสามครั้ง" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดให้นายกรัฐมนตรีมีอำนาจสั่งให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตำแหน่งเพราะเหตุขาดการประชุม • "รัฐมนตรีผู้เป็นรองประธานกรรมการมีคำสั่งให้ออกเพราะหย่อนความสามารถ" ผิด: กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจของคณะรัฐมนตรีในการสั่งให้ออก ไม่ใช่อำนาจของรัฐมนตรีที่เป็นรองประธานกรรมการ • "ที่ประชุมคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการมีมติให้ออกด้วยคะแนนเสียงข้างมาก" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ที่ประชุมคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการมีอำนาจลงมติให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตำแหน่ง อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 71/4: “มาตรา 71/4 นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพ้น” พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 71/4: “คณะรัฐมนตรีให้ออกเพราะบกพร่องต่อหน้าที่ มีความประพฤติเสื่อมเสีย หรือ”
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 71/4: “มาตรา 71/4 นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพ้น”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
นายกรัฐมนตรีมีคำสั่งให้ข้าราชการซึ่งสังกัดกระทรวงสาธารณสุขมาปฏิบัติราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรี โดยให้ขาดจากอัตราเงินเดือนทางสังกัดเดิม ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ข้าราชการผู้นี้มีสิทธิได้รับเงินเดือนตามข้อใด
- ก. ได้รับเงินเดือนในสำนักนายกรัฐมนตรีในระดับและขั้นที่สูงขึ้นหนึ่งขั้น
- ข. ได้รับเงินเดือนตามอัตราโครงสร้างเงินเดือนใหม่ของสำนักนายกรัฐมนตรี
- ค. ได้รับเงินเดือนในสำนักนายกรัฐมนตรีในระดับและขั้นที่ไม่สูงกว่าเดิม ✓
- ง. ได้รับเงินเดือนตามที่นายกรัฐมนตรีกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ได้รับเงินเดือนในสำนักนายกรัฐมนตรีในระดับและขั้นที่ไม่สูงกว่าเดิม" ตามมาตรา 11 (4) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 นายกรัฐมนตรีมีอำนาจสั่งให้ข้าราชการสังกัดกระทรวง ทบวง กรมอื่นมาปฏิบัติราชการสำนักนายกรัฐมนตรีได้ โดยจะให้ขาดจากอัตราเงินเดือนสังกัดเดิมหรือไม่ก็ได้ แต่หากให้ขาดจากอัตราเงินเดือนเดิม จะต้องได้รับเงินเดือนในสำนักนายกรัฐมนตรีในระดับและขั้นที่ไม่สูงกว่าเดิม ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ได้รับเงินเดือนในสำนักนายกรัฐมนตรีในระดับและขั้นที่สูงขึ้นหนึ่งขั้น" ผิด: กฎหมายกำหนดชัดเจนว่าต้องได้รับเงินเดือนในระดับและขั้นที่ไม่สูงกว่าเดิม มิใช่การปรับระดับหรือขั้นให้สูงขึ้น • "ได้รับเงินเดือนตามอัตราโครงสร้างเงินเดือนใหม่ของสำนักนายกรัฐมนตรี" ผิด: กฎหมายกำหนดให้ยึดระดับและขั้นเดิมเป็นเกณฑ์โดยต้องไม่สูงกว่าเดิม มิได้กำหนดให้เปลี่ยนไปใช้โครงสร้างใหม่ • "ได้รับเงินเดือนตามที่นายกรัฐมนตรีกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี" ผิด: กฎหมายบัญญัติหลักเกณฑ์เรื่องระดับและขั้นเงินเดือนไว้โดยตรง ไม่ได้ให้อำนาจนายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีกำหนดอัตราใหม่ขึ้นเอง อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 11: “ให้ได้รับเงินเดือนในสำนักนายกรัฐมนตรีในระดับ และขั้นที่ไม่สูงกว่าเดิม”
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 11: “ให้ได้รับเงินเดือนในสำนักนายกรัฐมนตรีในระดับ และขั้นที่ไม่สูงกว่าเดิม”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ส่วนราชการใดมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับราชการประจำทั่วไปของกระทรวง และราชการที่คณะรัฐมนตรีมิได้กำหนดให้เป็นหน้าที่ของกรมใดกรมหนึ่งในสังกัดกระทรวงโดยเฉพาะ
- ก. สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี
- ข. สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
- ค. สำนักงานรัฐมนตรี
- ง. สำนักงานปลัดกระทรวง ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "สำนักงานปลัดกระทรวง" ตามมาตรา 23 สำนักงานปลัดกระทรวงมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับราชการประจำทั่วไปของกระทรวง และราชการที่คณะรัฐมนตรีมิได้กำหนดให้เป็นหน้าที่ของกรมใดกรมหนึ่งในสังกัดกระทรวงโดยเฉพาะ ส่วนสำนักงานรัฐมนตรีมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับราชการทางการเมืองตามมาตรา 22 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี" ผิด: สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับราชการของคณะรัฐมนตรี รัฐสภา และราชการในพระองค์ • "สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี" ผิด: สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับราชการทางการเมืองในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี • "สำนักงานรัฐมนตรี" ผิด: สำนักงานรัฐมนตรีมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับราชการทางการเมือง มิใช่ราชการประจำทั่วไป อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 23: “สำนักงานปลัดกระทรวงมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับราชการประจำทั่วไป” พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 22: “สำนักงานรัฐมนตรีมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับราชการทางการเมือง”
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 23: “สำนักงานปลัดกระทรวงมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับราชการประจำทั่วไป”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ข้อใดระบุหลักเกณฑ์การรักษาราชการแทนได้ถูกต้อง
- ก. ถ้าไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ให้คณะรัฐมนตรีมอบหมายให้รัฐมนตรีคนใดคนหนึ่งเป็นผู้รักษาราชการแทน ✓
- ข. ถ้ารองนายกรัฐมนตรีทุกคนไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีทำหน้าที่รักษาราชการแทนโดยอัตโนมัติ
- ค. ถ้ามีรองนายกรัฐมนตรีหลายคน ให้รองนายกรัฐมนตรีที่มีลำดับอาวุโสสูงสุดทำหน้าที่เป็นผู้รักษาราชการแทนทันที
- ง. ถ้ามีรองนายกรัฐมนตรีหลายคน ให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้มีอำนาจคัดเลือกรองนายกรัฐมนตรีคนใดคนหนึ่งเป็นผู้แทน
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ถ้าไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ให้คณะรัฐมนตรีมอบหมายให้รัฐมนตรีคนใดคนหนึ่งเป็นผู้รักษาราชการแทน" ตามมาตรา 41 กำหนดว่าหากนายกรัฐมนตรีไม่อาจปฏิบัติราชการได้ และไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้คณะรัฐมนตรีมอบหมายให้รัฐมนตรีคนใดคนหนึ่งเป็นผู้รักษาราชการแทน ส่วนกรณีที่มีรองนายกรัฐมนตรีหลายคน กฎหมายกำหนดให้คณะรัฐมนตรีเป็นผู้มอบหมาย มิใช่พิจารณาจากลำดับอาวุโส ให้นายกรัฐมนตรีสั่งการ หรือให้ข้าราชการประจำอย่างปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีขึ้นมาแทน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ถ้ารองนายกรัฐมนตรีทุกคนไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีทำหน้าที่รักษาราชการแทนโดยอัตโนมัติ" ผิด: กฎหมายกำหนดให้คณะรัฐมนตรีมอบหมายให้รัฐมนตรีคนใดคนหนึ่งเป็นผู้รักษาราชการแทน ไม่ใช่ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี • "ถ้ามีรองนายกรัฐมนตรีหลายคน ให้รองนายกรัฐมนตรีที่มีลำดับอาวุโสสูงสุดทำหน้าที่เป็นผู้รักษาราชการแทนทันที" ผิด: กฎหมายกำหนดให้คณะรัฐมนตรีมอบหมายรองนายกรัฐมนตรีคนใดคนหนึ่ง ไม่ได้ใช้เกณฑ์อาวุโสสูงสุดโดยอัตโนมัติ • "ถ้ามีรองนายกรัฐมนตรีหลายคน ให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้มีอำนาจคัดเลือกรองนายกรัฐมนตรีคนใดคนหนึ่งเป็นผู้แทน" ผิด: กฎหมายกำหนดให้คณะรัฐมนตรีเป็นผู้มอบหมาย ไม่ใช่อำนาจของนายกรัฐมนตรี อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 41: “มาตรา 41 ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้รองนายกรัฐมนตรี” พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 41: “เป็นผู้รักษาราชการแทน ถ้ามีรองนายกรัฐมนตรีหลายคน ให้คณะรัฐมนตรีมอบหมายให้รอง” พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 41: “แต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้คณะรัฐมนตรีมอบหมายให้รัฐมนตรีคนใดคนหนึ่งเป็นผู้รักษาราชการ”
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 41: “มาตรา 41 ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้รองนายกรัฐมนตรี”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ในการปฏิบัติราชการ ณ สถานเอกอัครราชทูตไทยแห่งหนึ่ง มีทั้งข้าราชการพลเรือนสังกัดกระทรวงการต่างประเทศ ข้าราชการพลเรือนสังกัดกระทรวงอื่น และข้าราชการทหารซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประจำการในสถานเอกอัครราชทูตดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 บุคคลใดจัดอยู่ในความหมายของ “คณะผู้แทน”
- ก. เฉพาะข้าราชการฝ่ายพลเรือนที่สังกัดกระทรวงการต่างประเทศเท่านั้น
- ข. ทั้งข้าราชการฝ่ายพลเรือนและข้าราชการฝ่ายทหารที่ได้รับการแต่งตั้ง ✓
- ค. เฉพาะข้าราชการฝ่ายพลเรือนทุกสังกัด โดยไม่รวมถึงข้าราชการฝ่ายทหารประจำการ
- ง. เฉพาะผู้ที่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าคณะผู้แทนและรองหัวหน้าเท่านั้น
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ทั้งข้าราชการฝ่ายพลเรือนและข้าราชการฝ่ายทหารที่ได้รับการแต่งตั้ง" ตามมาตรา 50/1 บัญญัติให้ “คณะผู้แทน” หมายความรวมถึงบรรดาข้าราชการฝ่ายพลเรือน หรือข้าราชการฝ่ายทหารประจำการในต่างประเทศซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในสถานเอกอัครราชทูตด้วย ดังนั้น ข้าราชการฝ่ายทหารและข้าราชการฝ่ายพลเรือนที่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในสถานเอกอัครราชทูตจึงล้วนเป็นบุคคลในคณะผู้แทน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เฉพาะข้าราชการฝ่ายพลเรือนที่สังกัดกระทรวงการต่างประเทศเท่านั้น" ผิด: กฎหมายมิได้จำกัดเฉพาะข้าราชการสังกัดกระทรวงการต่างประเทศ แต่รวมถึงข้าราชการพลเรือนสังกัดอื่นและข้าราชการทหารด้วย • "เฉพาะข้าราชการฝ่ายพลเรือนทุกสังกัด โดยไม่รวมถึงข้าราชการฝ่ายทหารประจำการ" ผิด: กฎหมายระบุชัดเจนว่าคณะผู้แทนครอบคลุมถึงข้าราชการฝ่ายทหารประจำการในต่างประเทศที่ได้รับแต่งตั้งด้วย • "เฉพาะผู้ที่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าคณะผู้แทนและรองหัวหน้าเท่านั้น" ผิด: หัวหน้าคณะผู้แทนและรองหัวหน้าคณะผู้แทนเป็นเพียงตำแหน่งบังคับบัญชา แต่คณะผู้แทนหมายรวมถึงบรรดาข้าราชการทั้งหมดที่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 50/1: ““คณะผู้แทน” หมายความว่า บรรดาข้าราชการฝ่ายพลเรือน หรือข้าราชการฝ่าย ทหารประจำการในต่างประเทศซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในสถานเอกอัครราชทูต”
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 50/1: ““คณะผู้แทน” หมายความว่า บรรดาข้าราชการฝ่ายพลเรือน หรือข้าราชการฝ่าย ทหารประจำการในต่างประเทศซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในสถานเอกอัครราชทูต”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ในการจัดทำแผนพัฒนาจังหวัด ผู้ใดมีหน้าที่จัดให้มีการประชุมปรึกษาหารือร่วมกันระหว่างหัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้แทนภาคประชาสังคม และผู้แทนภาคธุรกิจเอกชน
- ก. ปลัดกระทรวงมหาดไทย
- ข. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
- ค. ผู้ว่าราชการจังหวัด ✓
- ง. หัวหน้าสำนักงานจังหวัด
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ผู้ว่าราชการจังหวัด" ตามมาตรา 53/1 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 บัญญัติว่าในการจัดทำแผนพัฒนาจังหวัด ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดจัดให้มีการประชุมปรึกษาหารือร่วมกันระหว่างหัวหน้าส่วนราชการที่มีสถานที่ตั้งทำการอยู่ในจังหวัด ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้งหมดในจังหวัด รวมทั้งผู้แทนภาคประชาสังคม และผู้แทนภาคธุรกิจเอกชน ดังนั้นผู้มีหน้าที่จัดประชุมปรึกษาหารือจึงคือผู้ว่าราชการจังหวัด ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ปลัดกระทรวงมหาดไทย" ผิด: พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ไม่ได้กำหนดให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้จัดให้มีการประชุมปรึกษาหารือเพื่อจัดทำแผนพัฒนาจังหวัด • "รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย" ผิด: รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมีอำนาจหน้าที่ในฐานะผู้บังคับบัญชาของกระทรวง แต่การจัดประชุมปรึกษาหารือตามบทบัญญัตินี้เป็นหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัดโดยตรง • "หัวหน้าสำนักงานจังหวัด" ผิด: หัวหน้าสำนักงานจังหวัดมีหน้าที่รับผิดชอบราชการทั่วไปของจังหวัดและเป็นเลขานุการคณะกรมการจังหวัด แต่กฎหมายไม่ได้กำหนดให้เป็นผู้จัดประชุมตามบทบัญญัตินี้ อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 53/1: “มาตรา 53/1 ให้จังหวัดจัดทำแผนพัฒนาจังหวัดให้สอดคล้องกับแนวทางการ” พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 53/1: “ในการจัดทำแผนพัฒนาจังหวัดตามวรรคหนึ่ง ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดจัดให้มีการ” พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 53/1: “ประชุมปรึกษาหารือร่วมกันระหว่างหัวหน้าส่วนราชการที่มีสถานที่ตั้งทำการอยู่ในจังหวัดไม่ว่าจะเป็น”
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 53/1: “มาตรา 53/1 ให้จังหวัดจัดทำแผนพัฒนาจังหวัดให้สอดคล้องกับแนวทางการ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อใดระบุถึงองค์ประกอบหรือการปฏิบัติงานของคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ได้อย่างถูกต้อง
- ก. ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีทำหน้าที่เป็นกรรมการและเลขานุการของคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการโดยตำแหน่ง
- ข. รองประธานกรรมการได้แก่ผู้ซึ่งคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมอบหมาย
- ค. กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมีจำนวนไม่เกิน 12 คน ซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งจากรายชื่อที่ได้รับการสรรหา
- ง. คณะรัฐมนตรีอาจกำหนดให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิทำงานเต็มเวลาได้ไม่น้อยกว่า 3 คนแต่ไม่เกิน 5 คน ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "คณะรัฐมนตรีอาจกำหนดให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิทำงานเต็มเวลาได้ไม่น้อยกว่า 3 คนแต่ไม่เกิน 5 คน" ตามมาตรา 71/1 วรรคสอง กำหนดว่าในกรณีจำเป็นเพื่อให้การปฏิบัติงานบรรลุผล คณะรัฐมนตรีจะกำหนดให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิไม่น้อยกว่า 3 คนแต่ไม่เกิน 5 คนต้องทำงานเต็มเวลาก็ได้ สำหรับองค์ประกอบอื่นตามมาตรา 71/1 วรรคหนึ่งและวรรคสาม กำหนดให้รองประธานคือนายกรัฐมนตรีกำหนดจากรัฐมนตรีหนึ่งคน กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิต้องมีไม่เกิน 10 คน และเลขาธิการ ก.พ.ร. เป็นกรรมการและเลขานุการโดยตำแหน่ง ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีทำหน้าที่เป็นกรรมการและเลขานุการของคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการโดยตำแหน่ง" ผิด: ผู้เป็นกรรมการและเลขานุการโดยตำแหน่งคือเลขาธิการ ก.พ.ร. ไม่ใช่ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี • "รองประธานกรรมการได้แก่ผู้ซึ่งคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมอบหมาย" ผิด: รองประธานคือนายกรัฐมนตรีกำหนดจากรัฐมนตรีหนึ่งคน ส่วนผู้แทนจากคณะกรรมการการกระจายอำนาจฯ เป็นเพียงกรรมการ • "กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมีจำนวนไม่เกิน 12 คน ซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งจากรายชื่อที่ได้รับการสรรหา" ผิด: ตามกฎหมายกำหนดให้มีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิได้ไม่เกิน 10 คน ไม่ใช่ 12 คน อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 71/1: “กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิไม่น้อยกว่าสามคนแต่ไม่เกินห้าคนต้องทำงานเต็มเวลาก็ได้” พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 71/1: “รัฐมนตรีหนึ่งคนที่นายกรัฐมนตรีกำหนดเป็นรองประธาน” พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 71/1: “เลขาธิการ ก.พ.ร. เป็นกรรมการและเลขานุการโดยตำแหน่ง”
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 71/1: “กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิไม่น้อยกว่าสามคนแต่ไม่เกินห้าคนต้องทำงานเต็มเวลาก็ได้”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
นายสมเกียรติได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ ก.พ.ร. มีหน้าที่บังคับบัญชาข้าราชการและลูกจ้างของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ ในการปฏิบัติหน้าที่ราชการตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 นายสมเกียรติจะต้องรับผิดชอบการปฏิบัติราชการขึ้นตรงต่อผู้ใด
- ก. นายกรัฐมนตรี ✓
- ข. รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
- ค. เลขาธิการนายกรัฐมนตรี
- ง. ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี
Explanation: คำตอบที่ถูก: "นายกรัฐมนตรี" ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 71/9 บัญญัติให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการเป็นส่วนราชการในสำนักนายกรัฐมนตรี โดยมีเลขาธิการ ก.พ.ร. เป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการและลูกจ้าง และรับผิดชอบการปฏิบัติราชการขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี ดังนั้น นายสมเกียรติในฐานะเลขาธิการ ก.พ.ร. จึงต้องรับผิดชอบการปฏิบัติราชการขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรีโดยตรง ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี" ผิด: แม้สำนักงาน ก.พ.ร. จะอยู่ในสำนักนายกรัฐมนตรี แต่กฎหมายบัญญัติชัดเจนว่าให้ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี มิใช่รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี • "เลขาธิการนายกรัฐมนตรี" ผิด: เลขาธิการนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าส่วนราชการของสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี มิใช่ผู้ที่เลขาธิการ ก.พ.ร. ต้องรับผิดชอบการปฏิบัติราชการขึ้นตรงด้วย • "ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี" ผิด: กฎหมายกำหนดให้เลขาธิการ ก.พ.ร. รับผิดชอบการปฏิบัติราชการขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี มิใช่ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 71/9: “การปฏิบัติราชการขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี” พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 71/9: “ราชการในสำนักนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่รับผิดชอบงานธุรการของ ก.พ.ร. และหน้าที่อื่นตามที่”
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 71/9: “การปฏิบัติราชการขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 หากกระทรวงใดมีความจำเป็นต้องจัดระเบียบบริหารราชการให้มีสำนักนโยบายและแผนเป็นส่วนราชการภายใน ขึ้นตรงต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวง จะต้องได้รับอนุมัติจากผู้ใดหรือองค์กรใด
- ก. รัฐมนตรีว่าการกระทรวง
- ข. คณะรัฐมนตรี ✓
- ค. นายกรัฐมนตรี
- ง. คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "คณะรัฐมนตรี" ตามมาตรา 18 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 กำหนดว่า หากกระทรวงใดมีความจำเป็นต้องมีส่วนราชการเพื่อทำหน้าที่จัดทำนโยบายและแผน กำกับ เร่งรัด และติดตามนโยบายและแผนการปฏิบัติราชการของกระทรวง จะจัดระเบียบบริหารราชการโดยอนุมัติคณะรัฐมนตรีเพื่อให้มีสำนักนโยบายและแผนเป็นส่วนราชการภายใน ขึ้นตรงต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงก็ได้ ดังนั้นองค์กรที่มีอำนาจอนุมัติจึงเป็นคณะรัฐมนตรี ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "รัฐมนตรีว่าการกระทรวง" ผิด: กฎหมายกำหนดให้สำนักนโยบายและแผนขึ้นตรงต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวง แต่การจัดระเบียบบริหารราชการต้องกระทำโดยอนุมัติคณะรัฐมนตรี • "นายกรัฐมนตรี" ผิด: กฎหมายกำหนดให้การจัดระเบียบบริหารราชการกรณีนี้ต้องได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี มิใช่นายกรัฐมนตรี • "คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ" ผิด: กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจการอนุมัติของคณะรัฐมนตรี มิใช่อำนาจของคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 18: “จะจัดระเบียบบริหารราชการโดยอนุมัติคณะรัฐมนตรีเพื่อให้มีสำนักนโยบายและแผนเป็นส่วนราชการภายใน ขึ้นตรงต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงก็ได้”
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 18: “จะจัดระเบียบบริหารราชการโดยอนุมัติคณะรัฐมนตรีเพื่อให้มีสำนักนโยบายและแผนเป็นส่วนราชการภายใน ขึ้นตรงต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงก็ได้”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 อำนาจในการอนุญาตตามกฎหมายที่บัญญัติให้ต้องออกใบอนุญาตหรือที่บัญญัติผู้มีอำนาจอนุญาตไว้เป็นการเฉพาะ มีหลักเกณฑ์การมอบอำนาจอย่างไร
- ก. มอบอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดได้ แต่ผู้ว่าราชการจังหวัดไม่มีอำนาจมอบอำนาจดังกล่าวต่อไปไม่ว่ากรณีใด
- ข. ห้ามมิให้มีการมอบอำนาจดังกล่าวให้แก่บุคคลอื่นโดยเด็ดขาด เนื่องจากเป็นอำนาจเฉพาะตัวตามบทบัญญัติของกฎหมาย
- ค. มอบอำนาจให้ข้าราชการซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาและผู้ว่าราชการจังหวัดได้ตามที่เห็นสมควร หรือตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนด ✓
- ง. มอบอำนาจให้ผู้ดำรงตำแหน่งอื่นในส่วนราชการอื่นได้โดยตรงตามหลักเกณฑ์ทั่วไปที่กำหนดไว้ในระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี
Explanation: คำตอบที่ถูก: "มอบอำนาจให้ข้าราชการซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาและผู้ว่าราชการจังหวัดได้ตามที่เห็นสมควร หรือตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนด" ตามมาตรา 38 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 บัญญัติยกเว้นมิให้นำหลักเกณฑ์การมอบอำนาจทั่วไปมาใช้กับอำนาจการอนุญาตที่ต้องออกใบอนุญาตหรือมีกฎหมายระบุผู้มีอำนาจไว้เฉพาะ โดยกำหนดให้มอบอำนาจให้ข้าราชการที่เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาและผู้ว่าราชการจังหวัดได้ตามที่เห็นสมควรหรือตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนด และกรณีมอบให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัดก็มีอำนาจมอบอำนาจต่อได้ตามเงื่อนไขที่ผู้มอบกำหนด ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "มอบอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดได้ แต่ผู้ว่าราชการจังหวัดไม่มีอำนาจมอบอำนาจดังกล่าวต่อไปไม่ว่ากรณีใด" ผิด: กฎหมายบัญญัติชัดเจนว่ากรณีมอบอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจมอบอำนาจต่อไปได้ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่ผู้มอบอำนาจกำหนด • "ห้ามมิให้มีการมอบอำนาจดังกล่าวให้แก่บุคคลอื่นโดยเด็ดขาด เนื่องจากเป็นอำนาจเฉพาะตัวตามบทบัญญัติของกฎหมาย" ผิด: กฎหมายมิได้ห้ามการมอบอำนาจ แต่เปิดช่องให้มอบแก่ข้าราชการซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาและผู้ว่าราชการจังหวัดได้ • "มอบอำนาจให้ผู้ดำรงตำแหน่งอื่นในส่วนราชการอื่นได้โดยตรงตามหลักเกณฑ์ทั่วไปที่กำหนดไว้ในระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี" ผิด: กฎหมายไม่ให้ใช้หลักการมอบอำนาจทั่วไปแก่อำนาจออกใบอนุญาต จึงมอบแก่ส่วนราชการอื่นไม่ได้ และหลักเกณฑ์ทั่วไปต้องเป็นพระราชกฤษฎีกามิใช่ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 38: “ในกรณีเช่นนั้นให้ผู้ดำรงตำแหน่งซึ่งมีอำนาจตามกฎหมายดังกล่าวมีอำนาจมอบอำนาจให้ข้าราชการซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาและผู้ว่าราชการจังหวัดได้ตามที่เห็นสมควร หรือตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนด” พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 38: “ในกรณีมอบอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจมอบอำนาจได้ต่อไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่ผู้มอบอำนาจกำหนด”
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 38: “ในกรณีเช่นนั้นให้ผู้ดำรงตำแหน่งซึ่งมีอำนาจตามกฎหมายดังกล่าวมีอำนาจมอบอำนาจให้ข้าราชการซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาและผู้ว่าราชการจังหวัดได้ตามที่เห็นสมควร หรือตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนด”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
นายสมศักดิ์ อธิบดีกรมหนึ่งในสังกัดกระทรวงคมนาคม ป่วยจนต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลและไม่อาจปฏิบัติราชการได้ โดยกรมแห่งนี้มีข้าราชการดำรงตำแหน่งรองอธิบดีอยู่จำนวน 2 คน หากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมมิได้มีคำสั่งแต่งตั้งผู้ใดเป็นพิเศษ ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 การกำหนดตัวผู้รักษาราชการแทนอธิบดีต้องดำเนินการตามข้อใด
- ก. ให้รองอธิบดีผู้มีลำดับอาวุโสสูงสุดเข้าเป็นผู้รักษาราชการแทนโดยผลของกฎหมาย
- ข. ให้อธิบดีทำคำสั่งแต่งตั้งข้าราชการระดับหัวหน้ากองขึ้นไปเป็นผู้รักษาราชการแทน
- ค. ให้ปลัดกระทรวงเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อมีมติแต่งตั้งรองอธิบดีเป็นผู้รักษาราชการแทน
- ง. ให้ปลัดกระทรวงแต่งตั้งรองอธิบดีคนใดคนหนึ่งเป็นผู้รักษาราชการแทน ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ให้ปลัดกระทรวงแต่งตั้งรองอธิบดีคนใดคนหนึ่งเป็นผู้รักษาราชการแทน" ตามมาตรา 46 ในกรณีที่อธิบดีไม่อาจปฏิบัติราชการได้และมีรองอธิบดีหลายคน กฎหมายกำหนดให้ปลัดกระทรวงแต่งตั้งรองอธิบดีคนใดคนหนึ่งเป็นผู้รักษาราชการแทน อำนาจการสั่งแต่งตั้งจึงเป็นของปลัดกระทรวงโดยตรงโดยเลือกจากรองอธิบดีที่มีอยู่ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ให้รองอธิบดีผู้มีลำดับอาวุโสสูงสุดเข้าเป็นผู้รักษาราชการแทนโดยผลของกฎหมาย" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดให้รองอธิบดีที่มีอาวุโสสูงสุดได้เป็นผู้รักษาราชการแทนโดยอัตโนมัติ แต่ให้ปลัดกระทรวงแต่งตั้งรองอธิบดีคนใดคนหนึ่ง • "ให้อธิบดีทำคำสั่งแต่งตั้งข้าราชการระดับหัวหน้ากองขึ้นไปเป็นผู้รักษาราชการแทน" ผิด: การแต่งตั้งเป็นอำนาจของปลัดกระทรวงไม่ใช่ของอธิบดี และเมื่อมีรองอธิบดีอยู่จะต้องแต่งตั้งจากรองอธิบดี • "ให้ปลัดกระทรวงเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อมีมติแต่งตั้งรองอธิบดีเป็นผู้รักษาราชการแทน" ผิด: การแต่งตั้งเป็นอำนาจของปลัดกระทรวงโดยตรง ไม่ต้องเสนอให้คณะรัฐมนตรีมีมติแต่งตั้ง อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 46: “มาตรา 46 ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งอธิบดี หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้” พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 46: “ให้รองอธิบดีเป็นผู้รักษาราชการแทน ถ้ามีรองอธิบดีหลายคน ให้ปลัดกระทรวงแต่งตั้งรองอธิบดีคนใด”
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 46: “มาตรา 46 ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งอธิบดี หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เมื่อหัวหน้าคณะผู้แทนได้รับมอบอำนาจให้ปฏิบัติราชการแทนแล้ว การมอบอำนาจนั้นให้แก่ผู้อื่นต่อไปเป็นไปตามข้อใด
- ก. จะมอบอำนาจนั้นให้แก่ผู้อื่นต่อไปไม่ได้ เว้นแต่เป็นการมอบอำนาจต่อไปให้บุคคลในคณะผู้แทนตามระเบียบที่คณะรัฐมนตรีกำหนด ✓
- ข. จะมอบอำนาจนั้นให้แก่ผู้อื่นต่อไปไม่ได้ เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบเป็นหนังสือจากรัฐมนตรีเจ้าสังกัดผู้มอบอำนาจเดิม
- ค. จะมอบอำนาจนั้นให้แก่บุคคลอื่นต่อไปไม่ได้ในทุกกรณีเนื่องจากกฎหมายห้ามมิให้มีการมอบอำนาจช่วงไว้โดยเด็ดขาด
- ง. สามารถมอบอำนาจต่อไปให้แก่ข้าราชการฝ่ายพลเรือนคนใดก็ได้ที่ประจำอยู่ในประเทศนั้นตามที่เห็นสมควรและเหมาะสม
Explanation: คำตอบที่ถูก: "จะมอบอำนาจนั้นให้แก่ผู้อื่นต่อไปไม่ได้ เว้นแต่เป็นการมอบอำนาจต่อไปให้บุคคลในคณะผู้แทนตามระเบียบที่คณะรัฐมนตรีกำหนด" ตามมาตรา 50/5 วรรคสอง บัญญัติไว้ชัดเจนว่า เมื่อมีการมอบอำนาจให้หัวหน้าคณะผู้แทนโดยชอบแล้ว ผู้รับมอบอำนาจมีหน้าที่ต้องรับมอบอำนาจ และจะมอบอำนาจนั้นให้แก่ผู้อื่นต่อไปไม่ได้ เว้นแต่เป็นการมอบอำนาจต่อไปให้บุคคลในคณะผู้แทนตามระเบียบที่คณะรัฐมนตรีกำหนด ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "จะมอบอำนาจนั้นให้แก่ผู้อื่นต่อไปไม่ได้ เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบเป็นหนังสือจากรัฐมนตรีเจ้าสังกัดผู้มอบอำนาจเดิม" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ขอความเห็นชอบจากรัฐมนตรีเจ้าสังกัด แต่กำหนดให้มอบต่อได้เฉพาะบุคคลในคณะผู้แทนตามระเบียบที่คณะรัฐมนตรีกำหนด • "จะมอบอำนาจนั้นให้แก่บุคคลอื่นต่อไปไม่ได้ในทุกกรณีเนื่องจากกฎหมายห้ามมิให้มีการมอบอำนาจช่วงไว้โดยเด็ดขาด" ผิด: กฎหมายไม่ได้ห้ามมอบอำนาจต่อโดยเด็ดขาดในทุกกรณี แต่มีข้อยกเว้นให้มอบต่อแก่บุคคลในคณะผู้แทนตามระเบียบที่คณะรัฐมนตรีกำหนดได้ • "สามารถมอบอำนาจต่อไปให้แก่ข้าราชการฝ่ายพลเรือนคนใดก็ได้ที่ประจำอยู่ในประเทศนั้นตามที่เห็นสมควรและเหมาะสม" ผิด: กฎหมายมิได้เปิดช่องให้มอบต่อแก่ข้าราชการฝ่ายพลเรือนทั่วไปตามดุลยพินิจ แต่จำกัดเฉพาะบุคคลในคณะผู้แทนตามระเบียบที่คณะรัฐมนตรีกำหนด อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 50/5: “และจะมอบอำนาจนั้นให้แก่ผู้อื่นต่อไปไม่ได้ เว้นแต่เป็นการมอบอำนาจต่อไปให้บุคคล ในคณะผู้แทนตามระเบียบที่คณะรัฐมนตรีกำหนด”
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 50/5: “และจะมอบอำนาจนั้นให้แก่ผู้อื่นต่อไปไม่ได้ เว้นแต่เป็นการมอบอำนาจต่อไปให้บุคคล ในคณะผู้แทนตามระเบียบที่คณะรัฐมนตรีกำหนด”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ข้อความใดต่อไปนี้ระบุถึงการจัดระเบียบบริหารราชการของอำเภอและตำแหน่งนายอำเภอได้ถูกต้อง
- ก. บรรดาอำนาจและหน้าที่ของกรมการอำเภอให้โอนไปเป็นอำนาจหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัด
- ข. นายอำเภอมีฐานะเป็นผู้รับผิดชอบงานบริหารราชการของอำเภอตามที่กฎหมายกำหนด ✓
- ค. นายอำเภอมีอำนาจปกครองบังคับบัญชาเฉพาะข้าราชการที่สังกัดกระทรวงมหาดไทยเท่านั้น
- ง. ในอำเภอหนึ่งอาจแต่งตั้งนายอำเภอได้มากกว่าหนึ่งคนหากเป็นอำเภอขนาดใหญ่ที่มีปริมาณงานมาก
Explanation: คำตอบที่ถูก: "นายอำเภอมีฐานะเป็นผู้รับผิดชอบงานบริหารราชการของอำเภอตามที่กฎหมายกำหนด" ตามมาตรา 62 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 กำหนดว่าในอำเภอหนึ่งให้มีนายอำเภอคนหนึ่งเป็นหัวหน้าปกครองบังคับบัญชาบรรดาข้าราชการในอำเภอ และรับผิดชอบงานบริหารราชการของอำเภอ นอกจากนี้ยังให้โอนอำนาจหน้าที่ของกรมการอำเภอไปเป็นของนายอำเภอด้วย ดังนั้นข้อความที่ว่านายอำเภอรับผิดชอบงานบริหารราชการของอำเภอจึงถูกต้อง ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "บรรดาอำนาจและหน้าที่ของกรมการอำเภอให้โอนไปเป็นอำนาจหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัด" ผิด: กฎหมายกำหนดให้โอนอำนาจและหน้าที่ของกรมการอำเภอไปเป็นของนายอำเภอ มิใช่ผู้ว่าราชการจังหวัด • "นายอำเภอมีอำนาจปกครองบังคับบัญชาเฉพาะข้าราชการที่สังกัดกระทรวงมหาดไทยเท่านั้น" ผิด: กฎหมายกำหนดให้นายอำเภอบังคับบัญชาบรรดาข้าราชการในอำเภอทั้งหมด มิได้จำกัดเฉพาะข้าราชการสังกัดกระทรวงมหาดไทย • "ในอำเภอหนึ่งอาจแต่งตั้งนายอำเภอได้มากกว่าหนึ่งคนหากเป็นอำเภอขนาดใหญ่ที่มีปริมาณงานมาก" ผิด: กฎหมายกำหนดให้ในอำเภอหนึ่งมีนายอำเภอคนหนึ่งเท่านั้น ไม่สามารถมีมากกว่าหนึ่งคนได้ อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 62: “มาตรา 62 ในอำเภอหนึ่ง มีนายอำเภอคนหนึ่งเป็นหัวหน้าปกครองบังคับบัญชา” พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 62: “บรรดาข้าราชการในอำเภอ และรับผิดชอบงานบริหารราชการของอำเภอ” พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 62: “กฎหมายกำหนดให้กรมการอำเภอและนายอำเภอมีอยู่ให้โอนไปเป็นอำนาจและหน้าที่ของนายอำเภอ”
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 62: “มาตรา 62 ในอำเภอหนึ่ง มีนายอำเภอคนหนึ่งเป็นหัวหน้าปกครองบังคับบัญชา”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิคนหนึ่งในคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการได้ลาออกจากตำแหน่งก่อนครบวาระ โดยขณะนั้นวาระการดำรงตำแหน่งของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเหลืออยู่อีก 120 วัน และยังไม่มีการแต่งตั้งผู้ใดแทน ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการและการแต่งตั้งกรรมการแทนเป็นไปตามข้อใด
- ก. คณะกรรมการต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทั้งหมดจนกว่าจะดำเนินการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิคนใหม่ให้ครบ
- ข. ให้กรรมการที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ แต่ต้องดำเนินการแต่งตั้งแทนตำแหน่งที่ว่างภายใน 30 วัน
- ค. ให้กรรมการที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ และจะไม่แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแทนก็ได้ ✓
- ง. ให้กรรมการที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ แต่ต้องดำเนินการแต่งตั้งแทนตำแหน่งที่ว่างภายใน 60 วัน
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ให้กรรมการที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ และจะไม่แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแทนก็ได้" ตามมาตรา 71/5 บัญญัติว่าในกรณีที่กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระและยังมิได้แต่งตั้งแทน ให้กรรมการที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ และเมื่อตำแหน่งว่างลงก่อนวาระให้ดำเนินการแต่งตั้งแทนภายในสามสิบวัน เว้นแต่วาระเหลือไม่ถึงหนึ่งร้อยแปดสิบวันจะไม่แต่งตั้งก็ได้ ดังนั้น เมื่อเหลือวาระเพียง 120 วัน กรรมการที่เหลือจึงปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้และจะไม่แต่งตั้งแทนก็ได้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "คณะกรรมการต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทั้งหมดจนกว่าจะดำเนินการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิคนใหม่ให้ครบ" ผิด: กฎหมายบัญญัติชัดเจนว่าในระหว่างที่ยังมิได้แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแทนตำแหน่งที่ว่าง ให้กรรมการที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ • "ให้กรรมการที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ แต่ต้องดำเนินการแต่งตั้งแทนตำแหน่งที่ว่างภายใน 30 วัน" ผิด: กฎหมายกำหนดข้อยกเว้นว่า หากวาระเหลือไม่ถึง 180 วัน จะไม่แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแทนก็ได้ จึงไม่ต้องแต่งตั้งภายใน 30 วัน • "ให้กรรมการที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ แต่ต้องดำเนินการแต่งตั้งแทนตำแหน่งที่ว่างภายใน 60 วัน" ผิด: กฎหมายกำหนดกรอบเวลาปกติไว้ที่ 30 วัน ไม่ใช่ 60 วัน และในกรณีที่วาระเหลือไม่ถึง 180 วัน กฎหมายเปิดช่องว่าไม่ต้องแต่งตั้งแทนก็ได้ อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 71/5: “มิได้แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแทนตำแหน่งที่ว่าง ให้กรรมการที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้” พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 71/5: “ผู้ทรงคุณวุฒิภายในสามสิบวัน เว้นแต่วาระของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเหลือไม่ถึงหนึ่งร้อยแปดสิบวัน”
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 71/5: “มิได้แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแทนตำแหน่งที่ว่าง ให้กรรมการที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 เลขาธิการนายกรัฐมนตรีเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการในสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการขึ้นตรงต่อผู้ใด
- ก. ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี
- ข. รองนายกรัฐมนตรี
- ค. คณะรัฐมนตรี
- ง. นายกรัฐมนตรี ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "นายกรัฐมนตรี" ตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 กำหนดให้สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี มีเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการ และรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี" ผิด: เลขาธิการนายกรัฐมนตรีไม่ได้ขึ้นตรงต่อปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี แต่ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี • "รองนายกรัฐมนตรี" ผิด: กฎหมายกำหนดให้รับผิดชอบขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรีโดยตรง มิใช่รองนายกรัฐมนตรี • "คณะรัฐมนตรี" ผิด: กฎหมายกำหนดให้รับผิดชอบขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี มิใช่คณะรัฐมนตรี อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 13: “ราชการขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี และให้มีรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมืองและรอง”
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 13: “ราชการขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี และให้มีรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมืองและรอง”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 การจัดแบ่งส่วนราชการภายในกรมมีหลักเกณฑ์ที่ถูกต้องตามข้อใด
- ก. หากบางกรมเห็นว่าไม่มีความจำเป็น จะไม่แยกส่วนราชการตั้งขึ้นเป็นกองก็ได้ ✓
- ข. กรมจะแบ่งส่วนราชการเป็นส่วนราชการอื่นนอกจากสำนักงานเลขานุการกรมและกองไม่ได้
- ค. ทุกกรมต้องมีกองหรือส่วนราชการที่มีฐานะเทียบกองอย่างน้อยหนึ่งแห่ง
- ง. สำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องแบ่งส่วนราชการให้เหมือนกับกรมทั่วไปโดยไม่มีข้อยกเว้น
Explanation: คำตอบที่ถูก: "หากบางกรมเห็นว่าไม่มีความจำเป็น จะไม่แยกส่วนราชการตั้งขึ้นเป็นกองก็ได้" ตามมาตรา 31 กรมอาจแบ่งส่วนราชการเป็นสำนักงานเลขานุการกรม และกองหรือส่วนราชการที่มีฐานะเทียบกอง แต่หากบางกรมเห็นว่าไม่มีความจำเป็น จะไม่แยกส่วนราชการตั้งขึ้นเป็นกองก็ได้ นอกจากนี้หากมีความจำเป็นก็แบ่งเป็นส่วนราชการอื่นได้ จึงตอบข้อที่ระบุว่าหากไม่มีความจำเป็นจะไม่แยกตั้งเป็นกองก็ได้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "กรมจะแบ่งส่วนราชการเป็นส่วนราชการอื่นนอกจากสำนักงานเลขานุการกรมและกองไม่ได้" ผิด: กฎหมายบัญญัติว่า หากกรมใดมีความจำเป็น จะแบ่งส่วนราชการโดยให้มีส่วนราชการอื่นนอกจากสำนักงานเลขานุการกรมหรือกองก็ได้ • "ทุกกรมต้องมีกองหรือส่วนราชการที่มีฐานะเทียบกองอย่างน้อยหนึ่งแห่ง" ผิด: กฎหมายกำหนดข้อยกเว้นว่า หากบางกรมเห็นว่าไม่มีความจำเป็น จะไม่แยกส่วนราชการตั้งขึ้นเป็นกองก็ได้ • "สำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องแบ่งส่วนราชการให้เหมือนกับกรมทั่วไปโดยไม่มีข้อยกเว้น" ผิด: กฎหมายบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะว่า สำหรับสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะแบ่งส่วนราชการให้เหมาะสมกับราชการของตำรวจก็ได้ อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 31: “มาตรา 31 กรมซึ่งสังกัดหรือไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง หรือทบวง” พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 31: “(2) กองหรือส่วนราชการที่มีฐานะเทียบกอง เว้นแต่บางกรมเห็นว่าไม่มีความจำเป็น” พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 31: “จะไม่แยกส่วนราชการตั้งขึ้นเป็นกองก็ได้”
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 31: “มาตรา 31 กรมซึ่งสังกัดหรือไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง หรือทบวง”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประสบอุบัติเหตุต้องเข้ารับการรักษาพยาบาลเป็นเวลาหลายสัปดาห์จนไม่อาจปฏิบัติราชการได้ โดยกระทรวงดังกล่าวมีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดำรงตำแหน่งอยู่ 2 คน ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 การจัดให้มีผู้รักษาราชการแทนต้องดำเนินการอย่างไร
- ก. นายกรัฐมนตรีมีคำสั่งแต่งตั้งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคนใดคนหนึ่งเป็นผู้รักษาราชการแทน
- ข. คณะรัฐมนตรีมอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคนใดคนหนึ่งเป็นผู้รักษาราชการแทน ✓
- ค. รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงผู้มีลำดับอาวุโสสูงสุดเป็นผู้รักษาราชการแทนโดยผลของกฎหมายทันที
- ง. ปลัดกระทรวงเข้าเป็นผู้รักษาราชการแทนโดยอัตโนมัติเนื่องจากเป็นผู้บังคับบัญชารองจากรัฐมนตรี
Explanation: คำตอบที่ถูก: "คณะรัฐมนตรีมอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคนใดคนหนึ่งเป็นผู้รักษาราชการแทน" ตามมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ในกรณีที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงไม่อาจปฏิบัติราชการได้ และมีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงหลายคน กฎหมายกำหนดให้คณะรัฐมนตรีมอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคนใดคนหนึ่งเป็นผู้รักษาราชการแทน ไม่ใช่การตัดสินใจโดยนายกรัฐมนตรีคนเดียว และไม่ได้มีผลตามลำดับอาวุโสโดยอัตโนมัติ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "นายกรัฐมนตรีมีคำสั่งแต่งตั้งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคนใดคนหนึ่งเป็นผู้รักษาราชการแทน" ผิด: กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีในการมอบหมาย มิใช่อำนาจของนายกรัฐมนตรี • "รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงผู้มีลำดับอาวุโสสูงสุดเป็นผู้รักษาราชการแทนโดยผลของกฎหมายทันที" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดให้เป็นไปตามลำดับอาวุโสโดยอัตโนมัติ แต่ต้องให้คณะรัฐมนตรีมีมติมอบหมาย • "ปลัดกระทรวงเข้าเป็นผู้รักษาราชการแทนโดยอัตโนมัติเนื่องจากเป็นผู้บังคับบัญชารองจากรัฐมนตรี" ผิด: ปลัดกระทรวงไม่อยู่ในลำดับที่จะรักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงในกรณีที่มีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดำรงตำแหน่งอยู่ อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 42: “ปฏิบัติราชการได้ ให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเป็นผู้รักษาราชการแทน ถ้ามีรัฐมนตรีช่วยว่าการ” พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 42: “กระทรวงหลายคน ให้คณะรัฐมนตรีมอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคนใดคนหนึ่งเป็น”
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 42: “ปฏิบัติราชการได้ ให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเป็นผู้รักษาราชการแทน ถ้ามีรัฐมนตรีช่วยว่าการ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม การสั่งและการปฏิบัติราชการของกระทรวง ทบวง กรม ต่อบุคคลในคณะผู้แทน ให้เป็นไปตามข้อใด
- ก. เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ ก.พ.ร. กำหนด
- ข. เป็นไปตามระเบียบกระทรวงการต่างประเทศ
- ค. เป็นไปตามระเบียบที่คณะรัฐมนตรีกำหนด ✓
- ง. เป็นไปตามระเบียบที่นายกรัฐมนตรีกำหนด
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เป็นไปตามระเบียบที่คณะรัฐมนตรีกำหนด" ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 50/2 วรรคสอง กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า การสั่ง และการปฏิบัติราชการของกระทรวง ทบวง กรม ต่อบุคคลในคณะผู้แทน ให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะรัฐมนตรีกำหนด ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ ก.พ.ร. กำหนด" ผิด: กฎหมายกำหนดให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะรัฐมนตรีกำหนด ไม่ใช่หลักเกณฑ์ของ ก.พ.ร. • "เป็นไปตามระเบียบกระทรวงการต่างประเทศ" ผิด: กฎหมายกำหนดให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะรัฐมนตรีกำหนด ไม่ใช่ระเบียบกระทรวงการต่างประเทศ • "เป็นไปตามระเบียบที่นายกรัฐมนตรีกำหนด" ผิด: กฎหมายกำหนดให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะรัฐมนตรีกำหนด ไม่ใช่ระเบียบที่นายกรัฐมนตรีกำหนด อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 50/2: “การสั่ง และการปฏิบัติราชการของกระทรวง ทบวง กรม ต่อบุคคลในคณะผู้แทน ให้ เป็นไปตามระเบียบที่คณะรัฐมนตรีกำหนด”
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 50/2: “การสั่ง และการปฏิบัติราชการของกระทรวง ทบวง กรม ต่อบุคคลในคณะผู้แทน ให้ เป็นไปตามระเบียบที่คณะรัฐมนตรีกำหนด”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ข้อใดกล่าวถึงอำนาจและหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัดได้ถูกต้องตามกฎหมาย
- ก. มีอำนาจบรรจุ แต่งตั้ง และลงโทษข้าราชการส่วนภูมิภาคในจังหวัดได้ทั้งหมดโดยไม่ต้องได้รับมอบหมายจากปลัดกระทรวงหรืออธิบดี
- ข. ต้องบริหารราชการตามคำแนะนำของผู้ตรวจราชการกระทรวงเสมอ แม้คำแนะนำนั้นจะขัดต่อคำสั่งกระทรวงหรือมติคณะรัฐมนตรีก็ตาม
- ค. มีอำนาจเสนอขอจัดตั้งงบประมาณต่อสำนักงบประมาณตามที่กฎหมายกำหนด และมีหน้าที่ต้องรายงานให้นายกรัฐมนตรีทราบโดยตรง
- ง. มีอำนาจทำรายงานหรือแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจต่อรัฐมนตรีเจ้าสังกัดของรัฐวิสาหกิจนั้น ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "มีอำนาจทำรายงานหรือแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจต่อรัฐมนตรีเจ้าสังกัดของรัฐวิสาหกิจนั้น" ตามมาตรา 57 (8) ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจกำกับการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานองค์การของรัฐบาลหรือรัฐวิสาหกิจ และมีอำนาจทำรายงานหรือแสดงความคิดเห็นต่อรัฐมนตรีเจ้าสังกัดองค์การของรัฐบาลหรือรัฐวิสาหกิจนั้น สำหรับการเสนอขอจัดตั้งงบประมาณตามมาตรา 57 (6) กฎหมายกำหนดให้รายงานกระทรวงมหาดไทยทราบ ส่วนการปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้ตรวจราชการกระทรวงตามมาตรา 57 (3) ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขว่าไม่ขัดต่อกฎหมาย ระเบียบ คำสั่งกระทรวง หรือมติคณะรัฐมนตรี ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "มีอำนาจบรรจุ แต่งตั้ง และลงโทษข้าราชการส่วนภูมิภาคในจังหวัดได้ทั้งหมดโดยไม่ต้องได้รับมอบหมายจากปลัดกระทรวงหรืออธิบดี" ผิด: กฎหมายกำหนดให้การบรรจุ แต่งตั้ง ให้บำเหน็จ และลงโทษข้าราชการส่วนภูมิภาคในจังหวัด ต้องเป็นไปตามที่ปลัดกระทรวง ปลัดทบวง หรืออธิบดีมอบหมาย • "ต้องบริหารราชการตามคำแนะนำของผู้ตรวจราชการกระทรวงเสมอ แม้คำแนะนำนั้นจะขัดต่อคำสั่งกระทรวงหรือมติคณะรัฐมนตรีก็ตาม" ผิด: กฎหมายกำหนดว่าการบริหารราชการตามคำแนะนำของผู้ตรวจราชการกระทรวงจะกระทำได้เฉพาะในเมื่อไม่ขัดต่อกฎหมาย ระเบียบ คำสั่งกระทรวง หรือมติคณะรัฐมนตรี • "มีอำนาจเสนอขอจัดตั้งงบประมาณต่อสำนักงบประมาณตามที่กฎหมายกำหนด และมีหน้าที่ต้องรายงานให้นายกรัฐมนตรีทราบโดยตรง" ผิด: กฎหมายกำหนดว่าเมื่อเสนอขอจัดตั้งงบประมาณต่อสำนักงบประมาณแล้ว ให้รายงานให้กระทรวงมหาดไทยทราบ มิใช่รายงานต่อนายกรัฐมนตรี อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 57: “ในการนี้ให้มีอำนาจทำรายงานหรือแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินงานขององค์การของรัฐบาลหรือรัฐวิสาหกิจต่อรัฐมนตรีเจ้าสังกัดองค์การของรัฐบาลหรือรัฐวิสาหกิจ” พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 57: “หรือเสนอขอจัดตั้งงบประมาณต่อสำนักงบประมาณตามมาตรา 52 วรรคสาม และรายงานให้กระทรวงมหาดไทยทราบ” พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 57: “ในเมื่อไม่ขัดต่อกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หรือคำสั่งของกระทรวง ทบวง กรม มติของคณะรัฐมนตรีหรือการสั่งการของนายกรัฐมนตรี”
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 57: “ในการนี้ให้มีอำนาจทำรายงานหรือแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินงานขององค์การของรัฐบาลหรือรัฐวิสาหกิจต่อรัฐมนตรีเจ้าสังกัดองค์การของรัฐบาลหรือรัฐวิสาหกิจ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 หากบุคคลต่อไปนี้เป็นผู้มีสัญชาติไทยและมีความเชี่ยวชาญตรงตามสาขาที่กฎหมายกำหนด บุคคลใดไม่มีลักษณะต้องห้ามในการได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.)
- ก. บุคคลที่เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดในความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท ✓
- ข. บุคคลซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือเป็นผู้บริหารขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
- ค. บุคคลซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการบริหารพรรคการเมืองหรือเป็นที่ปรึกษาพรรคการเมือง
- ง. บุคคลซึ่งเคยถูกลงโทษให้ออกจากรัฐวิสาหกิจเนื่องจากกระทำการทุจริตต่อหน้าที่
Explanation: คำตอบที่ถูก: "บุคคลที่เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดในความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท" ตามมาตรา 71/2 บัญญัติลักษณะต้องห้ามของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ โดยมีข้อยกเว้นให้แก่ผู้ที่เคยรับโทษจำคุกในความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ จึงไม่ถือเป็นลักษณะต้องห้าม ส่วนการเป็นผู้บริหารหรือที่ปรึกษาพรรคการเมือง การเคยถูกให้ออกจากรัฐวิสาหกิจเพราะทุจริตต่อหน้าที่ และการเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น ล้วนเป็นลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "บุคคลซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือเป็นผู้บริหารขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น" ผิด: กฎหมายกำหนดลักษณะต้องห้ามมิให้เป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น • "บุคคลซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการบริหารพรรคการเมืองหรือเป็นที่ปรึกษาพรรคการเมือง" ผิด: กฎหมายกำหนดลักษณะต้องห้ามมิให้เป็นกรรมการหรือผู้ซึ่งดำรงตำแหน่งรับผิดชอบการบริหารพรรคการเมืองหรือที่ปรึกษาพรรคการเมือง • "บุคคลซึ่งเคยถูกลงโทษให้ออกจากรัฐวิสาหกิจเนื่องจากกระทำการทุจริตต่อหน้าที่" ผิด: กฎหมายกำหนดลักษณะต้องห้ามว่าต้องไม่เคยถูกไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากรัฐวิสาหกิจเพราะทุจริตต่อหน้าที่ อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 71/2: “ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ” พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 71/2: “(4) ไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น” พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 71/2: “รัฐวิสาหกิจเพราะทุจริตต่อหน้าที่ หรือถือว่ากระทำการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ”
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 71/2: “ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 และที่แก้ไขเพิ่มเติม การปฏิบัติตามพระราชกฤษฎีกานี้ในเรื่องใดสมควรที่ส่วนราชการใดจะปฏิบัติเมื่อใด และจะต้องมีเงื่อนไขอย่างใด ให้เป็นไปตามที่บุคคลหรือองค์กรใดกำหนด
- ก. สำนักงาน ก.พ.ร. กำหนดตามมติของคณะรัฐมนตรี
- ข. คณะรัฐมนตรีกำหนดตามข้อเสนอแนะของ ก.พ.ร. ✓
- ค. ก.พ.ร. กำหนดโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี
- ง. นายกรัฐมนตรีกำหนดตามคำแนะนำของคณะรัฐมนตรี
Explanation: คำตอบที่ถูก: "คณะรัฐมนตรีกำหนดตามข้อเสนอแนะของ ก.พ.ร." ตามมาตรา 3 บัญญัติว่าการปฏิบัติตามพระราชกฤษฎีกานี้ในเรื่องใดสมควรที่ส่วนราชการใดจะปฏิบัติเมื่อใด และจะต้องมีเงื่อนไขอย่างใด ให้เป็นไปตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนดตามข้อเสนอแนะของ ก.พ.ร. ดังนั้นผู้มีอำนาจกำหนดคือคณะรัฐมนตรีโดยอาศัยข้อเสนอแนะจาก ก.พ.ร. ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "สำนักงาน ก.พ.ร. กำหนดตามมติของคณะรัฐมนตรี" ผิด: กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจของคณะรัฐมนตรีกำหนดตามข้อเสนอแนะของ ก.พ.ร. มิใช่สำนักงาน ก.พ.ร. • "ก.พ.ร. กำหนดโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี" ผิด: กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจของคณะรัฐมนตรีเป็นผู้กำหนดตามข้อเสนอแนะของ ก.พ.ร. มิใช่ให้ ก.พ.ร. เป็นผู้กำหนด • "นายกรัฐมนตรีกำหนดตามคำแนะนำของคณะรัฐมนตรี" ผิด: กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจของคณะรัฐมนตรีกำหนดตามข้อเสนอแนะของ ก.พ.ร. มิใช่นายกรัฐมนตรี อ้างอิงตัวบท พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 3: “ปฏิบัติเมื่อใด และจะต้องมีเงื่อนไขอย่างใด ให้เป็นไปตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนดตามข้อเสนอแนะของ ก.พ.ร.”
พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 3: “ปฏิบัติเมื่อใด และจะต้องมีเงื่อนไขอย่างใด ให้เป็นไปตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนดตามข้อเสนอแนะของ ก.พ.ร.”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ในการบริหารราชการเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ หากการปฏิบัติภารกิจหรือการปฏิบัติตามแผนปฏิบัติราชการเกิดผลกระทบต่อประชาชน กฎหมายกำหนดให้ส่วนราชการมีหน้าที่ต้องดำเนินการอย่างไร
- ก. จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนหรือชี้แจงทำความเข้าใจก่อนเริ่มดำเนินการต่อไป
- ข. แจ้งให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องและ ก.พ.ร. ทราบเพื่อร่วมกันหาแนวทางแก้ไขปัญหาโดยเร็ว
- ค. ดำเนินการแก้ไขหรือบรรเทาผลกระทบนั้น หรือเปลี่ยนแผนปฏิบัติราชการให้เหมาะสม ✓
- ง. ระงับการปฏิบัติภารกิจไว้เป็นการชั่วคราวและรายงานต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาสั่งการ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ดำเนินการแก้ไขหรือบรรเทาผลกระทบนั้น หรือเปลี่ยนแผนปฏิบัติราชการให้เหมาะสม" ตามมาตรา 9 (4) แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 กำหนดว่า ในกรณีที่การปฏิบัติภารกิจหรือการปฏิบัติตามแผนปฏิบัติราชการเกิดผลกระทบต่อประชาชน ให้เป็นหน้าที่ของส่วนราชการที่จะต้องดำเนินการแก้ไขหรือบรรเทาผลกระทบนั้น หรือเปลี่ยนแผนปฏิบัติราชการให้เหมาะสม ดังนั้น ส่วนราชการจึงต้องดำเนินการแก้ไข บรรเทา หรือเปลี่ยนแผนให้เหมาะสมตามที่กฎหมายระบุไว้โดยตรง ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนหรือชี้แจงทำความเข้าใจก่อนเริ่มดำเนินการต่อไป" ผิด: การรับฟังความคิดเห็นหรือชี้แจงทำความเข้าใจเป็นแนวทางปฏิบัติก่อนเริ่มดำเนินการเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน ไม่ใช่การจัดการเมื่อเกิดผลกระทบตามแผน • "แจ้งให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องและ ก.พ.ร. ทราบเพื่อร่วมกันหาแนวทางแก้ไขปัญหาโดยเร็ว" ผิด: การแจ้งส่วนราชการที่เกี่ยวข้องและ ก.พ.ร. ทราบ เป็นกรณีเกิดปัญหาอุปสรรคจากส่วนราชการอื่น ไม่ใช่หน้าที่เมื่อการปฏิบัติตามแผนเกิดผลกระทบต่อประชาชน • "ระงับการปฏิบัติภารกิจไว้เป็นการชั่วคราวและรายงานต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาสั่งการ" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ระงับภารกิจหรือรายงานนายกรัฐมนตรี แต่ให้ส่วนราชการดำเนินการแก้ไข บรรเทาผลกระทบ หรือเปลี่ยนแผนให้เหมาะสม อ้างอิงตัวบท พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 9: “มาตรา 9 การบริหารราชการเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ” พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 9: “ให้เป็นหน้าที่ของส่วนราชการที่จะต้องดำเนินการแก้ไขหรือบรรเทาผลกระทบ” พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 9: “นั้น หรือเปลี่ยนแผนปฏิบัติราชการให้เหมาะสม”
พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 9: “มาตรา 9 การบริหารราชการเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
กรมแห่งหนึ่งกำลังจัดทำโครงการเพื่อพัฒนาการให้บริการประชาชน เพื่อให้การปฏิบัติราชการภายในส่วนราชการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี กรมแห่งนี้มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามข้อใด
- ก. กำหนดเป้าหมาย แผนการทำงาน ระยะเวลาแล้วเสร็จ และงบประมาณ โดยแจ้งเวียนให้ทราบเฉพาะข้าราชการภายในส่วนราชการเท่านั้น
- ข. กำหนดเป้าหมาย แผนการทำงาน ระยะเวลาแล้วเสร็จ และงบประมาณ โดยต้องจัดเก็บเป็นข้อมูลลับห้ามเผยแพร่จนกว่าโครงการจะแล้วเสร็จ
- ค. กำหนดเป้าหมาย แผนการทำงาน ระยะเวลาแล้วเสร็จ และงบประมาณ โดยเสนอขอความเห็นชอบจากสำนักงบประมาณก่อนเผยแพร่ให้ประชาชนทราบ
- ง. กำหนดเป้าหมาย แผนการทำงาน ระยะเวลาแล้วเสร็จ และงบประมาณ พร้อมทั้งเผยแพร่ให้ข้าราชการและประชาชนทราบทั่วกัน ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "กำหนดเป้าหมาย แผนการทำงาน ระยะเวลาแล้วเสร็จ และงบประมาณ พร้อมทั้งเผยแพร่ให้ข้าราชการและประชาชนทราบทั่วกัน" ตามมาตรา 20 แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 เพื่อให้การปฏิบัติราชการภายในส่วนราชการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ให้ส่วนราชการกำหนดเป้าหมาย แผนการทำงาน ระยะเวลาแล้วเสร็จของงานหรือโครงการ และงบประมาณที่จะต้องใช้ในแต่ละงานหรือโครงการ และต้องเผยแพร่ให้ข้าราชการและประชาชนทราบทั่วกันด้วย ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "กำหนดเป้าหมาย แผนการทำงาน ระยะเวลาแล้วเสร็จ และงบประมาณ โดยแจ้งเวียนให้ทราบเฉพาะข้าราชการภายในส่วนราชการเท่านั้น" ผิด: กฎหมายกำหนดให้ต้องเผยแพร่ให้ข้าราชการและประชาชนทราบทั่วกันด้วย มิใช่จำกัดเฉพาะข้าราชการภายในหน่วยงาน • "กำหนดเป้าหมาย แผนการทำงาน ระยะเวลาแล้วเสร็จ และงบประมาณ โดยต้องจัดเก็บเป็นข้อมูลลับห้ามเผยแพร่จนกว่าโครงการจะแล้วเสร็จ" ผิด: กฎหมายกำหนดให้ต้องเปิดเผยและเผยแพร่ให้ข้าราชการและประชาชนทราบทั่วกัน มิใช่ให้จัดเก็บเป็นข้อมูลลับ • "กำหนดเป้าหมาย แผนการทำงาน ระยะเวลาแล้วเสร็จ และงบประมาณ โดยเสนอขอความเห็นชอบจากสำนักงบประมาณก่อนเผยแพร่ให้ประชาชนทราบ" ผิด: กฎหมายมิได้กำหนดให้ต้องเสนอขอความเห็นชอบจากสำนักงบประมาณก่อน แต่กำหนดให้ส่วนราชการเผยแพร่ให้ทราบได้ทันที อ้างอิงตัวบท พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 20: “มาตรา 20 เพื่อให้การปฏิบัติราชการภายในส่วนราชการเป็นไปอย่างมี” พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 20: “ประสิทธิภาพ ให้ส่วนราชการกำหนดเป้าหมาย แผนการทำงาน ระยะเวลาแล้วเสร็จของงานหรือ” พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 20: “โครงการ และงบประมาณที่จะต้องใช้ในแต่ละงานหรือโครงการ และต้องเผยแพร่ให้ข้าราชการและ”
พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 20: “มาตรา 20 เพื่อให้การปฏิบัติราชการภายในส่วนราชการเป็นไปอย่างมี”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี เมื่อส่วนราชการได้กระจายอำนาจการตัดสินใจแล้ว ต้องกำหนดหลักเกณฑ์ในเรื่องใดไว้ด้วย
- ก. การควบคุม ติดตาม และกำกับดูแลการใช้อำนาจและความรับผิดชอบ ✓
- ข. การจัดตั้งคณะผู้ประเมินอิสระเพื่อตรวจสอบความโปร่งใส
- ค. การจัดสรรเงินเพิ่มพิเศษเป็นบำเหน็จความชอบแก่ผู้ปฏิบัติงาน
- ง. การประเมินผลความคุ้มค่าและความพร้อมในการใช้จ่ายงบประมาณ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "การควบคุม ติดตาม และกำกับดูแลการใช้อำนาจและความรับผิดชอบ" ตามมาตรา 27 วรรคสอง กำหนดว่าเมื่อได้มีการกระจายอำนาจการตัดสินใจแล้ว ให้ส่วนราชการกำหนดหลักเกณฑ์การควบคุม ติดตาม และกำกับดูแลการใช้อำนาจและความรับผิดชอบของผู้รับมอบอำนาจและผู้มอบอำนาจไว้ด้วย จึงตอบข้อการควบคุม ติดตาม และกำกับดูแลการใช้อำนาจและความรับผิดชอบ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "การจัดตั้งคณะผู้ประเมินอิสระเพื่อตรวจสอบความโปร่งใส" ผิด: มาตรา 27 ไม่ได้กำหนดให้จัดตั้งคณะผู้ประเมินอิสระ แต่กำหนดให้มีหลักเกณฑ์การควบคุม ติดตาม และกำกับดูแลการใช้อำนาจและความรับผิดชอบ • "การจัดสรรเงินเพิ่มพิเศษเป็นบำเหน็จความชอบแก่ผู้ปฏิบัติงาน" ผิด: มาตรา 27 ไม่ได้กำหนดเรื่องการจัดสรรเงินเพิ่มพิเศษ แต่กำหนดให้มีหลักเกณฑ์การควบคุม ติดตาม และกำกับดูแลการใช้อำนาจและความรับผิดชอบ • "การประเมินผลความคุ้มค่าและความพร้อมในการใช้จ่ายงบประมาณ" ผิด: มาตรา 27 ไม่ได้กำหนดเรื่องการประเมินความคุ้มค่างบประมาณ แต่กำหนดให้มีหลักเกณฑ์การควบคุม ติดตาม และกำกับดูแลการใช้อำนาจและความรับผิดชอบ อ้างอิงตัวบท พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 27: “หลักเกณฑ์การควบคุม ติดตาม และกำกับดูแลการใช้อำนาจและความรับผิดชอบของผู้รับมอบอำนาจ”
พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 27: “หลักเกณฑ์การควบคุม ติดตาม และกำกับดูแลการใช้อำนาจและความรับผิดชอบของผู้รับมอบอำนาจ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 เมื่อส่วนราชการจะดำเนินการทบทวนเพื่อปรับปรุง ยกเลิก หรือจัดให้มีกฎหมาย กฎ หรือระเบียบขึ้นใหม่ มีหลักเกณฑ์ที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างไร
- ก. ต้องเสนอเรื่องให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจสอบความเหมาะสม และรอรับความเห็นชอบก่อนเริ่มดำเนินการ
- ข. ต้องคำนึงถึงความสะดวกรวดเร็วและลดภาระของประชาชน และนำความคิดเห็นของประชาชนมาประกอบการพิจารณา ✓
- ค. ต้องคำนึงถึงความคุ้มค่าด้านงบประมาณของรัฐเป็นหลัก และต้องได้รับความเห็นชอบจาก ก.พ.ร. ก่อนนำไปประกาศใช้
- ง. ต้องเสนอร่างกฎหมายหรือระเบียบนั้นต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อให้พิจารณาวินิจฉัยความจำเป็นก่อนเริ่มดำเนินการแก้ไข
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ต้องคำนึงถึงความสะดวกรวดเร็วและลดภาระของประชาชน และนำความคิดเห็นของประชาชนมาประกอบการพิจารณา" ตามมาตรา 35 ส่วนราชการมีหน้าที่สำรวจ ตรวจสอบ และทบทวนกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ และประกาศที่อยู่ในความรับผิดชอบ โดยต้องคำนึงถึงความสะดวกรวดเร็วและลดภาระของประชาชนเป็นสำคัญ ทั้งยังต้องนำความคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะของประชาชนมาประกอบการพิจารณาด้วย ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ต้องเสนอเรื่องให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจสอบความเหมาะสม และรอรับความเห็นชอบก่อนเริ่มดำเนินการ" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ต้องส่งเรื่องให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจสอบและเห็นชอบก่อนเริ่มทบทวน • "ต้องคำนึงถึงความคุ้มค่าด้านงบประมาณของรัฐเป็นหลัก และต้องได้รับความเห็นชอบจาก ก.พ.ร. ก่อนนำไปประกาศใช้" ผิด: กฎหมายกำหนดให้คำนึงถึงความสะดวกรวดเร็วและลดภาระของประชาชนเป็นสำคัญ และไม่ต้องขอความเห็นชอบจาก ก.พ.ร. • "ต้องเสนอร่างกฎหมายหรือระเบียบนั้นต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อให้พิจารณาวินิจฉัยความจำเป็นก่อนเริ่มดำเนินการแก้ไข" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ต้องเสนอร่างต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อวินิจฉัยความจำเป็นก่อนดำเนินการแก้ไข อ้างอิงตัวบท พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 35: “สะดวกรวดเร็วและลดภาระของประชาชนเป็นสำคัญ” พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 35: “ในการดำเนินการตามวรรคหนึ่ง ให้ส่วนราชการนำความคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะ”
พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 35: “สะดวกรวดเร็วและลดภาระของประชาชนเป็นสำคัญ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
หน่วยงานของรัฐแห่งหนึ่งดำเนินโครงการพัฒนาชุมชน เมื่อประชาชนในพื้นที่มาขอตรวจดูข้อมูลขั้นตอนการดำเนินงาน เจ้าหน้าที่ได้ปฏิเสธโดยอ้างว่าเป็นเรื่องภายในของทางราชการที่ต้องรักษาความลับเพื่อความคล่องตัวในการทำงาน การปฏิเสธของเจ้าหน้าที่ดังกล่าวถูกต้องตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี หรือไม่ เพราะเหตุใด
- ก. ถูกต้อง เพราะหัวหน้าส่วนราชการมีอำนาจใช้ดุลพินิจกำหนดให้เป็นความลับเพื่อความคล่องตัวและลดความยุ่งยากในการปฏิบัติงาน
- ข. ไม่ถูกต้อง เพราะการปฏิบัติราชการทุกเรื่องต้องเปิดเผยต่อประชาชนโดยเด็ดขาด และไม่อาจกำหนดเป็นความลับได้ไม่ว่ากรณีใด
- ค. ไม่ถูกต้อง เพราะโดยปกติการปฏิบัติราชการถือเป็นเรื่องเปิดเผย จะกำหนดเป็นความลับได้เท่าที่จำเป็นเฉพาะกรณีที่กฎหมายกำหนดไว้เท่านั้น ✓
- ง. ถูกต้อง เพราะการปฏิบัติราชการโดยปกติถือเป็นความลับของทางราชการ เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจากผู้บังคับบัญชาให้เปิดเผย
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ไม่ถูกต้อง เพราะโดยปกติการปฏิบัติราชการถือเป็นเรื่องเปิดเผย จะกำหนดเป็นความลับได้เท่าที่จำเป็นเฉพาะกรณีที่กฎหมายกำหนดไว้เท่านั้น" ตามมาตรา 43 แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 บัญญัติให้การปฏิบัติราชการในเรื่องใด ๆ โดยปกติเป็นเรื่องเปิดเผย เว้นแต่มีความจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อความมั่นคงของประเทศ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ความสงบเรียบร้อย หรือการคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคล จึงจะกำหนดเป็นความลับได้เท่าที่จำเป็น ดังนั้น การอ้างความคล่องตัวในการทำงานเพื่อปฏิเสธการเปิดเผยจึงไม่ถูกต้อง ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ถูกต้อง เพราะหัวหน้าส่วนราชการมีอำนาจใช้ดุลพินิจกำหนดให้เป็นความลับเพื่อความคล่องตัวและลดความยุ่งยากในการปฏิบัติงาน" ผิด: กฎหมายไม่ได้ให้อำนาจกำหนดเป็นความลับเพื่อความคล่องตัว แต่ต้องเป็นกรณีจำเป็นอย่างยิ่งตามเหตุผล 4 ประการที่กฎหมายระบุไว้ • "ไม่ถูกต้อง เพราะการปฏิบัติราชการทุกเรื่องต้องเปิดเผยต่อประชาชนโดยเด็ดขาด และไม่อาจกำหนดเป็นความลับได้ไม่ว่ากรณีใด" ผิด: กฎหมายยังคงมีข้อยกเว้นให้กำหนดเป็นความลับได้เท่าที่จำเป็น หากเข้าเหตุความจำเป็นอย่างยิ่งตามที่กฎหมายระบุไว้ • "ถูกต้อง เพราะการปฏิบัติราชการโดยปกติถือเป็นความลับของทางราชการ เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจากผู้บังคับบัญชาให้เปิดเผย" ผิด: กฎหมายกำหนดหลักการไว้ชัดเจนว่าโดยปกติการปฏิบัติราชการให้ถือว่าเป็นเรื่องเปิดเผย ไม่ใช่เป็นเรื่องลับ อ้างอิงตัวบท พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 43: “การปฏิบัติราชการในเรื่องใดๆ โดยปกติให้ถือว่าเป็นเรื่องเปิดเผย” พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 43: “เศรษฐกิจ การรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน หรือการคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคล จึงให้กำหนด”
พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 43: “การปฏิบัติราชการในเรื่องใดๆ โดยปกติให้ถือว่าเป็นเรื่องเปิดเผย”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 เพื่อให้การบริหารราชการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่าในเชิงภารกิจของรัฐ องค์กรหรือบุคคลใดมีอำนาจกำหนดให้ส่วนราชการต้องปฏิบัติการใดนอกเหนือจากที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกานี้
- ก. กรมบัญชีกลาง โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี
- ข. ก.พ. โดยความเห็นชอบของนายกรัฐมนตรี
- ค. สำนักงบประมาณ โดยความเห็นชอบของนายกรัฐมนตรี
- ง. ก.พ.ร. โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ก.พ.ร. โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี" ตามมาตรา 50 แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 กำหนดว่า เพื่อให้การบริหารราชการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่าในเชิงภารกิจของรัฐ ก.พ.ร. โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี อาจกำหนดให้ส่วนราชการต้องปฏิบัติการใดนอกเหนือจากที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกานี้ได้ ข้อนี้จึงถูกต้องตรงตามตัวบทกฎหมาย ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "กรมบัญชีกลาง โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี" ผิด: กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจของ ก.พ.ร. โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ไม่ใช่กรมบัญชีกลาง • "ก.พ. โดยความเห็นชอบของนายกรัฐมนตรี" ผิด: กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจของ ก.พ.ร. โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ไม่ใช่ ก.พ. หรือนายกรัฐมนตรี • "สำนักงบประมาณ โดยความเห็นชอบของนายกรัฐมนตรี" ผิด: กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจของ ก.พ.ร. โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ไม่ใช่สำนักงบประมาณ อ้างอิงตัวบท พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 50: “มาตรา 50 เพื่อให้การบริหารราชการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่าในเชิง” พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 50: “ก.พ.ร. โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี อาจกำหนดให้ส่วนราชการต้องปฏิบัติการ”
พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 50: “มาตรา 50 เพื่อให้การบริหารราชการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่าในเชิง”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 ข้อใดระบุเป้าหมายของการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีได้ถูกต้องตามที่กฎหมายบัญญัติ
- ก. ประชาชนได้รับการอำนวยความสะดวกและได้รับการตอบสนองความต้องการ ✓
- ข. มีขั้นตอนการปฏิบัติงานที่มุ่งเน้นความละเอียดรอบคอบของเอกสารเป็นหลัก
- ค. มีการปรับปรุงภารกิจของส่วนราชการเฉพาะเมื่อมีนโยบายเร่งด่วนจากฝ่ายบริหาร
- ง. เกิดประสิทธิภาพและเกิดความคุ้มค่าในเชิงพาณิชย์และรายได้ของรัฐ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ประชาชนได้รับการอำนวยความสะดวกและได้รับการตอบสนองความต้องการ" ตามมาตรา 6 แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีต้องมุ่งเพื่อบรรลุเป้าหมายที่ประชาชนได้รับการอำนวยความสะดวกและได้รับการตอบสนองความต้องการ ในส่วนของความคุ้มค่านั้นกฎหมายเน้นความคุ้มค่าในเชิงภารกิจของรัฐมิใช่เชิงพาณิชย์ อีกทั้งต้องไม่มีขั้นตอนการปฏิบัติงานเกินความจำเป็น และต้องปรับปรุงภารกิจให้ทันต่อสถานการณ์อยู่เสมอ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "มีขั้นตอนการปฏิบัติงานที่มุ่งเน้นความละเอียดรอบคอบของเอกสารเป็นหลัก" ผิด: กฎหมายกำหนดเป้าหมายว่าต้องไม่มีขั้นตอนการปฏิบัติงานเกินความจำเป็น มิใช่มุ่งเน้นความละเอียดรอบคอบของเอกสารเป็นหลัก • "มีการปรับปรุงภารกิจของส่วนราชการเฉพาะเมื่อมีนโยบายเร่งด่วนจากฝ่ายบริหาร" ผิด: กฎหมายกำหนดเป้าหมายว่าต้องมีการปรับปรุงภารกิจของส่วนราชการให้ทันต่อสถานการณ์ โดยไม่ได้จำกัดเฉพาะเมื่อมีนโยบายเร่งด่วน • "เกิดประสิทธิภาพและเกิดความคุ้มค่าในเชิงพาณิชย์และรายได้ของรัฐ" ผิด: กฎหมายกำหนดเป้าหมายว่าต้องมีประสิทธิภาพและเกิดความคุ้มค่าในเชิงภารกิจของรัฐ มิใช่ในเชิงพาณิชย์หรือรายได้ของรัฐ อ้างอิงตัวบท พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 6: “มาตรา 6 การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี” พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 6: “(3) มีประสิทธิภาพและเกิดความคุ้มค่าในเชิงภารกิจของรัฐ” พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 6: “(6) ประชาชนได้รับการอำนวยความสะดวกและได้รับการตอบสนองความต้องการ”
พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 6: “มาตรา 6 การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
กรมการปกครองได้จัดทำแผนปฏิบัติราชการประจำปีเสนอต่อรัฐมนตรีเจ้าสังกัด แต่มีภารกิจหนึ่งในแผนไม่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรี ในกรณีเช่นนี้ การจัดสรรงบประมาณตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 และที่แก้ไขเพิ่มเติม จะมีผลอย่างไร
- ก. ให้สำนักงบประมาณเสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาเห็นชอบแทน
- ข. มิให้สำนักงบประมาณจัดสรรงบประมาณสำหรับภารกิจนั้น ✓
- ค. ให้สำนักงบประมาณจัดสรรงบประมาณได้ไม่เกินกึ่งหนึ่งของวงเงินที่ขอรับ
- ง. ให้สำนักงบประมาณส่งเรื่องคืนให้ส่วนราชการแก้ไขและเสนอใหม่ภายใน 15 วัน
Explanation: คำตอบที่ถูก: "มิให้สำนักงบประมาณจัดสรรงบประมาณสำหรับภารกิจนั้น" ตามมาตรา 16 แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 และที่แก้ไขเพิ่มเติม กำหนดว่ากรณีที่ภารกิจใดไม่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรี มิให้สำนักงบประมาณจัดสรรงบประมาณสำหรับภารกิจนั้น ดังนั้น สำนักงบประมาณจึงไม่สามารถจัดสรรงบประมาณให้แก่ภารกิจดังกล่าวได้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ให้สำนักงบประมาณเสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาเห็นชอบแทน" ผิด: กฎหมายมิได้ให้อำนาจสำนักงบประมาณเสนอคณะรัฐมนตรีเห็นชอบแทน แต่กำหนดมิให้จัดสรรงบประมาณสำหรับภารกิจนั้น • "ให้สำนักงบประมาณจัดสรรงบประมาณได้ไม่เกินกึ่งหนึ่งของวงเงินที่ขอรับ" ผิด: กฎหมายมิได้เปิดช่องให้จัดสรรงบประมาณบางส่วน แต่กำหนดว่ามิให้สำนักงบประมาณจัดสรรงบประมาณสำหรับภารกิจที่ไม่ได้รับความเห็นชอบ • "ให้สำนักงบประมาณส่งเรื่องคืนให้ส่วนราชการแก้ไขและเสนอใหม่ภายใน 15 วัน" ผิด: กฎหมายมิได้กำหนดให้ส่งเรื่องคืนเพื่อแก้ไขภายใน 15 วัน แต่กำหนดมิให้สำนักงบประมาณจัดสรรงบประมาณสำหรับภารกิจนั้น อ้างอิงตัวบท พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 16: “มาตรา 16 ให้ส่วนราชการจัดทำแผนปฏิบัติราชการของส่วนราชการนั้นโดยจัดทำเป็นแผนห้าปี” พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 16: “รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรี มิให้สำนักงบประมาณจัดสรรงบประมาณสำหรับภารกิจนั้น”
พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 16: “มาตรา 16 ให้ส่วนราชการจัดทำแผนปฏิบัติราชการของส่วนราชการนั้นโดยจัดทำเป็นแผนห้าปี”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 ในการปฏิบัติภารกิจที่ส่วนราชการจำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากส่วนราชการอื่น หากส่วนราชการที่มีอำนาจมิได้ดำเนินการให้แล้วเสร็จตามกำหนดเวลาจนเกิดความเสียหายขึ้น กฎหมายกำหนดให้ถือว่าข้าราชการซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวข้องและหัวหน้าส่วนราชการนั้นมีการกระทำในลักษณะใด
- ก. ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต
- ข. ประมาทเลินเล่อในหน้าที่ราชการ
- ค. ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ✓
- ง. จงใจปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง" ตามมาตรา 24 วรรคสาม แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 กำหนดว่า ส่วนราชการที่มีอำนาจอนุญาต อนุมัติ หรือให้ความเห็นชอบ มิได้ดำเนินการให้แล้วเสร็จตามกำหนดเวลา หากเกิดความเสียหายใดขึ้น ให้ถือว่าข้าราชการซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวข้องและหัวหน้าส่วนราชการนั้นประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าความล่าช้านั้นมิได้เกิดจากความผิดของตน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต" ผิด: กฎหมายกำหนดให้ถือว่าประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ไม่ใช่การละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต • "ประมาทเลินเล่อในหน้าที่ราชการ" ผิด: กฎหมายกำหนดข้อสันนิษฐานความรับผิดว่าเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ไม่ใช่ประมาทเลินเล่อธรรมดา • "จงใจปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ" ผิด: กฎหมายกำหนดให้ถือว่าประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ไม่ใช่การจงใจปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ อ้างอิงตัวบท พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 24: “หากเกิดความเสียหายใดขึ้น ให้ถือว่าข้าราชการซึ่งมีหน้าที่” พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 24: “เกี่ยวข้องและหัวหน้าส่วนราชการนั้นประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง”
พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 24: “หากเกิดความเสียหายใดขึ้น ให้ถือว่าข้าราชการซึ่งมีหน้าที่”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 การจัดตั้งศูนย์บริการร่วมในระดับจังหวัดและอำเภอ มีหลักเกณฑ์การดำเนินการที่ถูกต้องตามข้อใด
- ก. ปลัดกระทรวงเป็นผู้มีอำนาจสั่งการให้จัดตั้งศูนย์บริการร่วมในจังหวัดและอำเภอ เพื่อให้บริการประชาชนในพื้นที่
- ข. ส่วนราชการในจังหวัดต้องจัดตั้งไว้เฉพาะ ณ ศาลากลางจังหวัดเท่านั้น โดยไม่สามารถจัดตั้ง ณ สถานที่อื่นได้
- ค. ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือนายอำเภอต้องเสนอเรื่องให้ ก.พ.ร. พิจารณาให้ความเห็นชอบก่อน จึงจะประกาศจัดตั้งได้
- ง. ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือนายอำเภอจัดให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องร่วมกันจัดตั้ง และประกาศให้ประชาชนทราบ ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือนายอำเภอจัดให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องร่วมกันจัดตั้ง และประกาศให้ประชาชนทราบ" ตามมาตรา 32 กำหนดให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอ จัดให้ส่วนราชการที่รับผิดชอบการบริการประชาชนในเรื่องเดียวกันหรือต่อเนื่องกัน ร่วมกันจัดตั้งศูนย์บริการร่วมขึ้น โดยจะตั้ง ณ ศาลากลางจังหวัด ที่ว่าการอำเภอ หรือสถานที่อื่นตามที่เห็นสมควรก็ได้ และต้องประกาศให้ประชาชนทราบ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ปลัดกระทรวงเป็นผู้มีอำนาจสั่งการให้จัดตั้งศูนย์บริการร่วมในจังหวัดและอำเภอ เพื่อให้บริการประชาชนในพื้นที่" ผิด: กฎหมายกำหนดให้เป็นหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอ ไม่ใช่ปลัดกระทรวง • "ส่วนราชการในจังหวัดต้องจัดตั้งไว้เฉพาะ ณ ศาลากลางจังหวัดเท่านั้น โดยไม่สามารถจัดตั้ง ณ สถานที่อื่นได้" ผิด: กฎหมายกำหนดให้จัดตั้งไว้ ณ ศาลากลางจังหวัด ที่ว่าการอำเภอ หรือสถานที่อื่นตามที่เห็นสมควรได้ • "ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือนายอำเภอต้องเสนอเรื่องให้ ก.พ.ร. พิจารณาให้ความเห็นชอบก่อน จึงจะประกาศจัดตั้งได้" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ต้องเสนอเรื่องให้ ก.พ.ร. พิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนจัดตั้งศูนย์บริการร่วม อ้างอิงตัวบท พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 32: “มาตรา 32 ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ และปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำ” พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 32: “ที่ว่าการอำเภอ หรือที่ว่าการกิ่งอำเภอ หรือสถานที่อื่นตามที่เห็นสมควร โดยประกาศให้ประชาชน”
พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 32: “มาตรา 32 ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ และปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
กรมแห่งหนึ่งต้องการจัดทำระบบเครือข่ายสารสนเทศของส่วนราชการเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชน ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 การจัดทำระบบดังกล่าวจะต้องเป็นไปตามข้อใด
- ก. ต้องจัดทำในระบบเดียวกับที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารจัดให้มีขึ้น ✓
- ข. ต้องจัดทำในระบบเดียวกับที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการกำหนดและจัดให้มีขึ้น
- ค. สามารถออกแบบระบบได้ตามความเหมาะสมโดยต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีก่อนจัดทำ
- ง. สามารถจัดทำระบบอิสระได้โดยต้องเชื่อมโยงเฉพาะเครือข่ายภายในสังกัดกระทรวงเดียวกัน
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ต้องจัดทำในระบบเดียวกับที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารจัดให้มีขึ้น" ตามมาตรา 39 วรรคสอง แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 กำหนดให้ระบบเครือข่ายสารสนเทศของส่วนราชการ ต้องจัดทำในระบบเดียวกับที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารจัดให้มีขึ้นตามมาตรา 40 ดังนั้น กรมดังกล่าวจึงต้องจัดทำระบบเครือข่ายสารสนเทศให้เป็นระบบเดียวกับที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารจัดให้มีขึ้น ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ต้องจัดทำในระบบเดียวกับที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการกำหนดและจัดให้มีขึ้น" ผิด: กฎหมายกำหนดให้จัดทำในระบบเดียวกับที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารจัดให้มีขึ้น ไม่ใช่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ • "สามารถออกแบบระบบได้ตามความเหมาะสมโดยต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีก่อนจัดทำ" ผิด: กฎหมายกำหนดให้จัดทำในระบบเดียวกับที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารจัดให้มีขึ้น โดยไม่ได้กำหนดให้ขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี • "สามารถจัดทำระบบอิสระได้โดยต้องเชื่อมโยงเฉพาะเครือข่ายภายในสังกัดกระทรวงเดียวกัน" ผิด: กฎหมายกำหนดให้จัดทำในระบบเดียวกับระบบเครือข่ายกลางที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารจัดให้มีขึ้นเพื่อติดต่อกับส่วนราชการทุกแห่ง มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 40: “มาตรา 40 เพื่ออำนวยความสะดวกและความรวดเร็วแก่ประชาชนในการติดต่อกับ ส่วนราชการทุกแห่ง ให้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารจัดให้มีระบบเครือข่าย สารสนเทศกลางขึ้น ในกรณีที่ส่วนราชการใดไม่อาจจัดให้มีระบบเครือข่ายสารสนเทศของส่วนราชการได้ …” อ้างอิงตัวบท พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 39: “มาตรา 39 ให้ส่วนราชการจัดให้มีระบบเครือข่ายสารสนเทศของส่วนราชการเพื่อ” พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 39: “ระบบเครือข่ายสารสนเทศตามวรรคหนึ่ง ต้องจัดทำในระบบเดียวกับที่กระทรวง” พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 39: “เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารจัดให้มีขึ้นตามมาตรา 40”
พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 39: “มาตรา 39 ให้ส่วนราชการจัดให้มีระบบเครือข่ายสารสนเทศของส่วนราชการเพื่อ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ในการประเมินผลการปฏิบัติงานของข้าราชการเพื่อประโยชน์ในการบริหารงานบุคคล ให้ส่วนราชการประเมินโดยคำนึงถึงสิ่งใด
- ก. ความตกลงเป็นลายลักษณ์อักษร และเป้าหมายตามแผนปฏิบัติราชการประจำปี
- ข. ผลการปฏิบัติงานเฉพาะตัวในตำแหน่ง และผลสัมฤทธิ์ที่หน่วยงานได้รับ ✓
- ค. การประเมินภาพรวมของผู้บังคับบัญชา และประโยชน์แห่งความสามัคคี
- ง. ความพึงพอใจของประชาชนผู้รับบริการ และความคุ้มค่าตามภารกิจของรัฐ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ผลการปฏิบัติงานเฉพาะตัวในตำแหน่ง และผลสัมฤทธิ์ที่หน่วยงานได้รับ" ตามมาตรา 47 การประเมินผลการปฏิบัติงานของข้าราชการเพื่อประโยชน์ในการบริหารงานบุคคล ให้ส่วนราชการประเมินโดยคำนึงถึงผลการปฏิบัติงานเฉพาะตัวของข้าราชการผู้นั้นในตำแหน่งที่ปฏิบัติ ตลอดจนประโยชน์และผลสัมฤทธิ์ที่หน่วยงานสังกัดได้รับจากการปฏิบัติงานของข้าราชการผู้นั้น ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ความตกลงเป็นลายลักษณ์อักษร และเป้าหมายตามแผนปฏิบัติราชการประจำปี" ผิด: เป็นเกณฑ์การบริหารภารกิจตามแผนปฏิบัติราชการ ไม่ใช่เกณฑ์ประเมินการปฏิบัติงานของข้าราชการรายบุคคล • "การประเมินภาพรวมของผู้บังคับบัญชา และประโยชน์แห่งความสามัคคี" ผิด: เป็นหลักเกณฑ์การประเมินภาพรวมของผู้บังคับบัญชาหรือหน่วยงานตามมาตราอื่น ไม่ใช่เกณฑ์การประเมินผลการปฏิบัติงานของข้าราชการเฉพาะตัวเพื่อบริหารงานบุคคล • "ความพึงพอใจของประชาชนผู้รับบริการ และความคุ้มค่าตามภารกิจของรัฐ" ผิด: เป็นเกณฑ์การประเมินผลการปฏิบัติราชการของส่วนราชการในภาพรวม ไม่ใช่เกณฑ์ประเมินข้าราชการเพื่อการบริหารงานบุคคล อ้างอิงตัวบท พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 47: “บริหารงานบุคคล ให้ส่วนราชการประเมินโดยคำนึงถึงผลการปฏิบัติงานเฉพาะตัวของข้าราชการผู้นั้น” พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 47: “ในตำแหน่งที่ปฏิบัติ ประโยชน์และผลสัมฤทธิ์ที่หน่วยงานที่ข้าราชการผู้นั้นสังกัดได้รับจากการ”
พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 47: “บริหารงานบุคคล ให้ส่วนราชการประเมินโดยคำนึงถึงผลการปฏิบัติงานเฉพาะตัวของข้าราชการผู้นั้น”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ข้อความใดต่อไปนี้ระบุขอบเขตของบทนิยามได้ถูกต้องตามกฎหมาย
- ก. คำว่า "ส่วนราชการ" หมายความรวมถึงหน่วยงานอื่นของรัฐในสังกัดฝ่ายนิติบัญญัติ
- ข. คำว่า "ข้าราชการ" ไม่หมายความรวมถึงลูกจ้างหรือผู้ปฏิบัติงานในส่วนราชการ
- ค. คำว่า "ส่วนราชการ" ไม่หมายความรวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ✓
- ง. คำว่า "รัฐวิสาหกิจ" หมายความเฉพาะที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติเท่านั้น
Explanation: คำตอบที่ถูก: "คำว่า "ส่วนราชการ" ไม่หมายความรวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น" ตามมาตรา 4 แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ได้นิยามคำว่า ส่วนราชการ ไว้ว่าหมายถึงส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยการปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม และหน่วยงานอื่นของรัฐที่อยู่ในกำกับของราชการฝ่ายบริหาร แต่ไม่รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดังนั้น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจึงไม่นับเป็นส่วนราชการตามพระราชกฤษฎีกานี้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "คำว่า "ส่วนราชการ" หมายความรวมถึงหน่วยงานอื่นของรัฐในสังกัดฝ่ายนิติบัญญัติ" ผิด: กฎหมายกำหนดว่าต้องเป็นหน่วยงานอื่นของรัฐที่อยู่ในกำกับของราชการฝ่ายบริหารเท่านั้น มิได้รวมถึงฝ่ายนิติบัญญัติ • "คำว่า "ข้าราชการ" ไม่หมายความรวมถึงลูกจ้างหรือผู้ปฏิบัติงานในส่วนราชการ" ผิด: กฎหมายกำหนดให้นิยามของข้าราชการหมายความรวมถึงพนักงาน ลูกจ้าง หรือผู้ปฏิบัติงานในส่วนราชการด้วย • "คำว่า "รัฐวิสาหกิจ" หมายความเฉพาะที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติเท่านั้น" ผิด: กฎหมายระบุว่ารัฐวิสาหกิจหมายความถึงรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา มิได้จำกัดเฉพาะพระราชบัญญัติเท่านั้น อ้างอิงตัวบท พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 4: “มาตรา 4 ในพระราชกฤษฎีกานี้ “ส่วนราชการ” หมายความว่า ส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยการปรับปรุง กระทรวง ทบวง กรม และหน่วยงานอื่นของรัฐที่อยู่ในกำกับของราชการฝ่ายบริหาร แต่ไม่รวมถึง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 4: ““รัฐวิสาหกิจ” หมายความว่า รัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติหรือพระ ราชกฤษฎีกา “ข้าราชการ” หมายความรวมถึงพนักงาน ลูกจ้าง หรือผู้ปฏิบัติงานในส่วนราชการ”
พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 4: “มาตรา 4 ในพระราชกฤษฎีกานี้ “ส่วนราชการ” หมายความว่า ส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยการปรับปรุง กระทรวง ทบวง กรม และหน่วยงานอื่นของรัฐที่อยู่ในกำกับของราชการฝ่ายบริหาร แต่ไม่รวมถึง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ในการดำเนินโครงการแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันของจังหวัดแห่งหนึ่ง ซึ่งมีภารกิจที่เกี่ยวข้องและต่อเนื่องกันระหว่างหลายส่วนราชการ ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องต้องปฏิบัติตามแนวทางใด
- ก. โอนอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายและงบประมาณของทุกหน่วยงานไปขึ้นตรงต่อผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อรวมศูนย์การตัดสินใจแต่เพียงผู้เดียว
- ข. ชะลอการปฏิบัติราชการไว้ก่อนเพื่อรอให้คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการเข้ามาจัดทำแนวทางการปฏิบัติงานและตัวชี้วัดความสำเร็จแทน
- ค. มอบหมายให้ส่วนราชการที่มีอัตรากำลังเจ้าหน้าที่มากที่สุดเป็นผู้รับผิดชอบภารกิจหลักและมีอำนาจสั่งการหน่วยงานอื่นทั้งหมด
- ง. กำหนดแนวทางการปฏิบัติราชการเพื่อให้เกิดการบริหารราชการแบบบูรณาการร่วมกัน และสนับสนุนการปฏิบัติราชการของผู้ว่าราชการจังหวัด ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "กำหนดแนวทางการปฏิบัติราชการเพื่อให้เกิดการบริหารราชการแบบบูรณาการร่วมกัน และสนับสนุนการปฏิบัติราชการของผู้ว่าราชการจังหวัด" ตามมาตรา 10 กำหนดว่ากรณีภารกิจใดเกี่ยวข้องกับหลายส่วนราชการหรือเป็นภารกิจที่ใกล้เคียงหรือต่อเนื่องกัน ให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องกำหนดแนวทางการปฏิบัติราชการเพื่อให้เกิดการบริหารราชการแบบบูรณาการร่วมกัน และมีหน้าที่สนับสนุนการปฏิบัติราชการของผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อให้การบริหารราชการแบบบูรณาการในจังหวัดใช้อำนาจตามกฎหมายได้ครบถ้วนและมีประสิทธิภาพ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "โอนอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายและงบประมาณของทุกหน่วยงานไปขึ้นตรงต่อผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อรวมศูนย์การตัดสินใจแต่เพียงผู้เดียว" ผิด: กฎหมายไม่ได้ให้โอนอำนาจหรือรวมศูนย์งบประมาณไปที่ผู้ว่าราชการจังหวัด แต่กำหนดให้ส่วนราชการมีหน้าที่สนับสนุนการปฏิบัติราชการของผู้ว่าราชการจังหวัด • "ชะลอการปฏิบัติราชการไว้ก่อนเพื่อรอให้คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการเข้ามาจัดทำแนวทางการปฏิบัติงานและตัวชี้วัดความสำเร็จแทน" ผิด: กฎหมายกำหนดให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเป็นผู้กำหนดแนวทางการปฏิบัติราชการร่วมกันเองโดยมุ่งผลสัมฤทธิ์ มิใช่ชะลอการทำงานเพื่อรอ ก.พ.ร. • "มอบหมายให้ส่วนราชการที่มีอัตรากำลังเจ้าหน้าที่มากที่สุดเป็นผู้รับผิดชอบภารกิจหลักและมีอำนาจสั่งการหน่วยงานอื่นทั้งหมด" ผิด: กฎหมายกำหนดให้บริหารราชการแบบบูรณาการร่วมกัน มิได้ให้อำนาจหน่วยงานที่มีอัตรากำลังมากที่สุดเป็นผู้สั่งการหน่วยงานอื่นฝ่ายเดียว อ้างอิงตัวบท พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 10: “เพื่อให้เกิด การบริหารราชการแบบบูรณาการร่วมกัน โดยมุ่งให้เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ” พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 10: “ให้ส่วนราชการมีหน้าที่สนับสนุนการปฏิบัติราชการของผู้ว่าราชการจังหวัดหรือ”
พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 10: “เพื่อให้เกิด การบริหารราชการแบบบูรณาการร่วมกัน โดยมุ่งให้เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี หน่วยงานใดเป็นผู้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการให้ส่วนราชการจัดทำบัญชีต้นทุนในงานบริการสาธารณะแต่ละประเภท
- ก. กรมบัญชีกลาง ✓
- ข. สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน
- ค. สำนักงาน ก.พ.ร.
- ง. สำนักงบประมาณ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "กรมบัญชีกลาง" ตามมาตรา 21 แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 กำหนดให้ส่วนราชการจัดทำบัญชีต้นทุนในงานบริการสาธารณะแต่ละประเภทขึ้น ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กรมบัญชีกลางกำหนด ดังนั้น กรมบัญชีกลางจึงเป็นหน่วยงานที่มีอำนาจกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการดังกล่าว ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินเป็นผู้กำหนดหลักเกณฑ์ตามมาตรานี้ • "สำนักงาน ก.พ.ร." ผิด: ตามกฎหมายกำหนดให้ ก.พ.ร. เป็นหน่วยงานที่รับรายงานและรับข้อเสนอแผนลดรายจ่าย ไม่ใช่ผู้กำหนดหลักเกณฑ์การจัดทำบัญชีต้นทุน • "สำนักงบประมาณ" ผิด: ตามกฎหมายกำหนดให้สำนักงบประมาณเป็นหน่วยงานที่รับรายงานและรับข้อเสนอแผนลดรายจ่าย ไม่ใช่ผู้กำหนดหลักเกณฑ์การจัดทำบัญชีต้นทุน อ้างอิงตัวบท พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 21: “มาตรา 21 ให้ส่วนราชการจัดทำบัญชีต้นทุนในงานบริการสาธารณะแต่ละประเภท” พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 21: “ขึ้น ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กรมบัญชีกลางกำหนด”
พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 21: “มาตรา 21 ให้ส่วนราชการจัดทำบัญชีต้นทุนในงานบริการสาธารณะแต่ละประเภท”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 และที่แก้ไขเพิ่มเติม หากต้องการกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ หรือแนวทางในการกระจายอำนาจการตัดสินใจและความรับผิดชอบระหว่างผู้มอบอำนาจและผู้รับมอบอำนาจเพื่อให้ส่วนราชการถือปฏิบัติ การดำเนินการต้องเป็นไปตามข้อใด
- ก. ส่วนราชการแต่ละแห่งกำหนดขึ้นเอง โดยความเห็นชอบของ ก.พ.ร.
- ข. ก.พ.ร. กำหนดได้ โดยต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี ✓
- ค. คณะรัฐมนตรีกำหนดได้โดยตรง ตามข้อเสนอแนะของนายกรัฐมนตรี
- ง. ก.พ. กำหนดได้ โดยผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการกฤษฎีกา
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ก.พ.ร. กำหนดได้ โดยต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี" ตามมาตรา 28 แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 บัญญัติว่า เพื่อประโยชน์ในการกระจายอำนาจการตัดสินใจ ก.พ.ร. ด้วยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีจะกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการหรือแนวทางในการกระจายอำนาจการตัดสินใจ ความรับผิดชอบระหว่างผู้มอบอำนาจและผู้รับมอบอำนาจ และการลดขั้นตอนในการปฏิบัติราชการให้ส่วนราชการถือปฏิบัติก็ได้ ดังนั้น จึงเป็นอำนาจของ ก.พ.ร. โดยต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ส่วนราชการแต่ละแห่งกำหนดขึ้นเอง โดยความเห็นชอบของ ก.พ.ร." ผิด: กฎหมายให้ ก.พ.ร. กำหนดหลักเกณฑ์ให้ส่วนราชการถือปฏิบัติ ไม่ใช่ให้แต่ละส่วนราชการกำหนดขึ้นเอง • "คณะรัฐมนตรีกำหนดได้โดยตรง ตามข้อเสนอแนะของนายกรัฐมนตรี" ผิด: กฎหมายกำหนดให้ ก.พ.ร. ด้วยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีเป็นผู้กำหนด ไม่ใช่คณะรัฐมนตรีกำหนดตามข้อเสนอแนะของนายกรัฐมนตรี • "ก.พ. กำหนดได้ โดยผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการกฤษฎีกา" ผิด: กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจของ ก.พ.ร. ด้วยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ไม่ใช่ ก.พ. หรือคณะกรรมการกฤษฎีกา อ้างอิงตัวบท พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 28: “ก.พ.ร. ด้วยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีจะกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการหรือแนวทางในการ” พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 28: “กระจายอำนาจการตัดสินใจ ความรับผิดชอบระหว่างผู้มอบอำนาจและผู้รับมอบอำนาจ และการลด”
พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 28: “ก.พ.ร. ด้วยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีจะกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการหรือแนวทางในการ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
กรมแห่งหนึ่งได้รับคำเสนอแนะจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ให้ดำเนินการแก้ไขปรับปรุงระเบียบที่อยู่ในความรับผิดชอบ เนื่องจากก่อให้เกิดภาระและความยุ่งยากต่อประชาชนเกินสมควร แต่กรมพิจารณาแล้วไม่เห็นชอบด้วยกับคำเสนอแนะดังกล่าว ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี กรมจะต้องดำเนินการอย่างไร
- ก. เสนอเรื่องต่อคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการเพื่อพิจารณาวินิจฉัย
- ข. เสนอเรื่องต่อนายกรัฐมนตรีในฐานะผู้รักษาการเพื่อมีคำสั่งชี้ขาด
- ค. เสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาวินิจฉัย ✓
- ง. ยืนยันการใช้ระเบียบเดิมและแจ้งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเพื่อยุติเรื่อง
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาวินิจฉัย" ตามมาตรา 36 วรรคสอง แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 กำหนดว่า ในกรณีที่ส่วนราชการที่ได้รับการเสนอแนะไม่เห็นชอบด้วยกับคำเสนอแนะของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ให้เสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาวินิจฉัย ดังนั้น กรมดังกล่าวจึงต้องเสนอเรื่องไปยังคณะรัฐมนตรี ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เสนอเรื่องต่อคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการเพื่อพิจารณาวินิจฉัย" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดให้เสนอ ก.พ.ร. แต่กำหนดให้เสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาวินิจฉัย • "เสนอเรื่องต่อนายกรัฐมนตรีในฐานะผู้รักษาการเพื่อมีคำสั่งชี้ขาด" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดให้เสนอต่อนายกรัฐมนตรีโดยตรง แต่กำหนดให้เสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรี • "ยืนยันการใช้ระเบียบเดิมและแจ้งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเพื่อยุติเรื่อง" ผิด: ส่วนราชการไม่สามารถยุติเรื่องเองได้ หากไม่เห็นชอบด้วยกับคำเสนอแนะต้องเสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรี อ้างอิงตัวบท พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 36: “ในกรณีที่ส่วนราชการที่ได้รับการเสนอแนะไม่เห็นชอบด้วยกับคำเสนอแนะของ” พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 36: “สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ให้เสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาวินิจฉัย”
พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 36: “ในกรณีที่ส่วนราชการที่ได้รับการเสนอแนะไม่เห็นชอบด้วยกับคำเสนอแนะของ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ในการจัดทำสัญญาจัดซื้อหรือจัดจ้าง ห้ามมิให้มีข้อความหรือข้อตกลงห้ามมิให้เปิดเผยข้อความหรือข้อตกลงในสัญญา เว้นแต่เข้ากรณีใด
- ก. ข้อมูลดังกล่าวเป็นเรื่องที่คู่สัญญาตกลงร่วมกันว่าไม่ประสงค์ให้เปิดเผยต่อบุคคลภายนอก
- ข. ข้อมูลดังกล่าวได้รับความเห็นชอบจากหัวหน้าส่วนราชการให้กำหนดเป็นความลับเฉพาะเรื่อง
- ค. ข้อมูลดังกล่าวเป็นการจัดซื้อจัดจ้างที่มีวงเงินไม่เกินที่คณะกรรมการ ก.พ.ร. กำหนดไว้
- ง. ข้อมูลดังกล่าวเป็นความลับทางการค้าหรืออยู่ภายใต้การคุ้มครองความลับทางราชการ ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ข้อมูลดังกล่าวเป็นความลับทางการค้าหรืออยู่ภายใต้การคุ้มครองความลับทางราชการ" ตามมาตรา 44 วรรคสอง แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 บัญญัติห้ามมิให้มีข้อความหรือข้อตกลงห้ามมิให้เปิดเผยสัญญาจัดซื้อจัดจ้าง เว้นแต่ข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลที่อยู่ภายใต้บังคับกฎหมาย กฎ ระเบียบ หรือข้อบังคับที่เกี่ยวกับการคุ้มครองความลับทางราชการ หรือในส่วนที่เป็นความลับทางการค้า ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ข้อมูลดังกล่าวเป็นเรื่องที่คู่สัญญาตกลงร่วมกันว่าไม่ประสงค์ให้เปิดเผยต่อบุคคลภายนอก" ผิด: กฎหมายห้ามมิให้มีข้อตกลงห้ามเปิดเผยสัญญา แม้คู่สัญญาจะตกลงร่วมกันก็ตาม เว้นแต่จะเป็นความลับทางราชการหรือความลับทางการค้า • "ข้อมูลดังกล่าวได้รับความเห็นชอบจากหัวหน้าส่วนราชการให้กำหนดเป็นความลับเฉพาะเรื่อง" ผิด: กฎหมายไม่อนุญาตให้หัวหน้าส่วนราชการใช้ดุลพินิจยกเว้นการเปิดเผยสัญญาได้เอง เว้นแต่จะเป็นข้อมูลที่เข้าข้อยกเว้นตามที่กฎหมายกำหนด • "ข้อมูลดังกล่าวเป็นการจัดซื้อจัดจ้างที่มีวงเงินไม่เกินที่คณะกรรมการ ก.พ.ร. กำหนดไว้" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดข้อยกเว้นตามวงเงินงบประมาณ แต่ห้ามการมีข้อตกลงห้ามเปิดเผยสัญญาในทุกวงเงิน เว้นแต่เป็นความลับทางราชการหรือความลับทางการค้า อ้างอิงตัวบท พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 44: “ในการจัดทำสัญญาจัดซื้อหรือจัดจ้าง ห้ามมิให้มีข้อความหรือข้อตกลงห้ามมิให้เปิดเผยข้อความหรือข้อตกลงในสัญญาดังกล่าว เว้นแต่ข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลที่อยู่ภายใต้บังคับกฎหมาย กฎ ระเบียบ หรือข้อบังคับที่เกี่ยวกับการคุ้มครองความลับทางราชการ หรือในส่วนที่เป็นความลับทางการค้า”
พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 44: “ในการจัดทำสัญญาจัดซื้อหรือจัดจ้าง ห้ามมิให้มีข้อความหรือข้อตกลงห้ามมิให้เปิดเผยข้อความหรือข้อตกลงในสัญญาดังกล่าว เว้นแต่ข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลที่อยู่ภายใต้บังคับกฎหมาย กฎ ระเบียบ หรือข้อบังคับที่เกี่ยวกับการคุ้มครองความลับทางราชการ หรือในส่วนที่เป็นความลับทางการค้า”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 ในกรณีที่มีกฎหมายอื่นกำหนดให้ส่วนราชการต้องจัดทำแผนงานในเรื่องเดียวกันกับที่พระราชกฤษฎีกานี้กำหนดไว้ทั้งหมดหรือบางส่วน เมื่อส่วนราชการได้จัดทำแผนงานตามกฎหมายฉบับใดฉบับหนึ่งแล้ว จะมีผลอย่างไร
- ก. ให้ถือว่าส่วนราชการนั้นได้จัดทำแผนตามพระราชกฤษฎีกานี้ด้วยแล้ว ✓
- ข. ส่วนราชการต้องเสนอเรื่องให้ ก.พ.ร. พิจารณาอนุมัติยกเว้นการจัดทำแผน
- ค. ส่วนราชการต้องรวมแผนงานทั้งสองเข้าด้วยกันและเสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ
- ง. ส่วนราชการยังคงต้องจัดทำแผนงานตามพระราชกฤษฎีกานี้แยกต่างหากอีกฉบับ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ให้ถือว่าส่วนราชการนั้นได้จัดทำแผนตามพระราชกฤษฎีกานี้ด้วยแล้ว" ตามมาตรา 51 แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 กำหนดว่า หากมีกฎหมายอื่นกำหนดให้จัดทำแผนงานในเรื่องเดียวกันทั้งหมดหรือบางส่วน เมื่อส่วนราชการได้จัดทำแผนงานตามกฎหมายฉบับใดฉบับหนึ่งแล้ว ให้ถือว่าได้จัดทำแผนตามพระราชกฤษฎีกานี้ด้วยแล้ว จึงไม่ต้องจัดทำแผนซ้ำซ้อนหรือขออนุมัติยกเว้นอีก ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ส่วนราชการต้องเสนอเรื่องให้ ก.พ.ร. พิจารณาอนุมัติยกเว้นการจัดทำแผน" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ต้องเสนอ ก.พ.ร. เพื่อขออนุมัติยกเว้น แต่ให้ถือว่าได้จัดทำแผนตามพระราชกฤษฎีกานี้แล้วโดยผลของกฎหมาย • "ส่วนราชการต้องรวมแผนงานทั้งสองเข้าด้วยกันและเสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดให้นำมารวมกันหรือเสนอคณะรัฐมนตรี แต่ให้ถือว่าได้จัดทำแผนตามพระราชกฤษฎีกานี้แล้ว • "ส่วนราชการยังคงต้องจัดทำแผนงานตามพระราชกฤษฎีกานี้แยกต่างหากอีกฉบับ" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ต้องจัดทำแยกอีกฉบับ แต่ให้ถือว่าได้จัดทำแผนตามพระราชกฤษฎีกานี้แล้วทันทีที่ทำตามกฎหมายใดกฎหมายหนึ่ง อ้างอิงตัวบท พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 51: “มาตรา 51 ในกรณีที่พระราชกฤษฎีกานี้กำหนดให้ส่วนราชการต้องจัดทำแผนงาน” พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 51: “เมื่อส่วนราชการได้จัดทำแผนงานตามกฎหมายฉบับใดฉบับหนึ่งแล้วให้ถือว่าส่วน” พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 51: “ราชการนั้นได้จัดทำแผนตามพระราชกฤษฎีกานี้ด้วยแล้ว”
พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 51: “มาตรา 51 ในกรณีที่พระราชกฤษฎีกานี้กำหนดให้ส่วนราชการต้องจัดทำแผนงาน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
อำเภอแห่งหนึ่งได้จัดทำโครงการจัดระเบียบชุมชนและพัฒนาสิ่งแวดล้อม โดยนายอำเภอมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ดำเนินงานตามแนวทาง 'การบริหารราชการเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน' ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบจะต้องกำหนดเป้าหมายของการปฏิบัติงานให้มุ่งผลลัพธ์ตามข้อใดจึงจะถูกต้องตามที่กฎหมายบัญญัติไว้
- ก. ผลสำเร็จของงานตามแผนปฏิบัติราชการ ความรวดเร็วในการให้บริการ และความคุ้มค่าในการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดิน
- ข. ความผาสุกและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน ความสงบและปลอดภัยของสังคมส่วนรวม ตลอดจนประโยชน์สูงสุดของประเทศ ✓
- ค. ความพึงพอใจสูงสุดของผู้มารับบริการ ความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้าง และการลดขั้นตอนการปฏิบัติงานที่ไม่จำเป็น
- ง. ความมั่นคงทางเศรษฐกิจของชุมชน การสร้างรายได้เข้าสู่ภาครัฐ และการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ความผาสุกและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน ความสงบและปลอดภัยของสังคมส่วนรวม ตลอดจนประโยชน์สูงสุดของประเทศ" ตามมาตรา 7 แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 การบริหารราชการเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน หมายถึง การปฏิบัติราชการที่มีเป้าหมายเพื่อให้เกิดความผาสุกและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน ความสงบและปลอดภัยของสังคมส่วนรวม ตลอดจนประโยชน์สูงสุดของประเทศ ดังนั้น การกำหนดเป้าหมายของโครงการจึงต้องครอบคลุมองค์ประกอบทั้ง 3 ด้านดังกล่าว ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ผลสำเร็จของงานตามแผนปฏิบัติราชการ ความรวดเร็วในการให้บริการ และความคุ้มค่าในการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดิน" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ผลสำเร็จตามแผน ความรวดเร็ว หรือความคุ้มค่าเป็นความหมายของการบริหารราชการเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน • "ความพึงพอใจสูงสุดของผู้มารับบริการ ความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้าง และการลดขั้นตอนการปฏิบัติงานที่ไม่จำเป็น" ผิด: ความพึงพอใจของผู้รับบริการหรือการลดขั้นตอนเป็นเป้าหมายในด้านอื่น มิใช่นิยามของการบริหารราชการเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน • "ความมั่นคงทางเศรษฐกิจของชุมชน การสร้างรายได้เข้าสู่ภาครัฐ และการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ" ผิด: การสร้างรายได้แก่รัฐหรือการแข่งขันระดับสากลไม่ได้ถูกบัญญัติไว้ในความหมายของการบริหารราชการเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน อ้างอิงตัวบท พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 7: “มาตรา 7 การบริหารราชการเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน หมายถึง การปฏิบัติ” พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 7: “ราชการที่มีเป้าหมายเพื่อให้เกิดความผาสุกและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน ความสงบและ” พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 7: “ปลอดภัยของสังคมส่วนรวม ตลอดจนประโยชน์สูงสุดของประเทศ”
พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 7: “มาตรา 7 การบริหารราชการเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน หมายถึง การปฏิบัติ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี เมื่อมีการกำหนดงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามแผนปฏิบัติราชการแล้ว การโอนงบประมาณจากภารกิจหนึ่งไปดำเนินการอย่างอื่นซึ่งมีผลทำให้ภารกิจเดิมไม่บรรลุเป้าหมาย จะกระทำได้ต่อเมื่อได้รับอนุมัติจากบุคคลหรือองค์กรใดให้ปรับแผนปฏิบัติราชการ
- ก. สำนักงบประมาณ
- ข. นายกรัฐมนตรี
- ค. คณะรัฐมนตรี ✓
- ง. รัฐมนตรีเจ้าสังกัด
Explanation: คำตอบที่ถูก: "คณะรัฐมนตรี" ตามมาตรา 18 แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 การโอนงบประมาณจากภารกิจหนึ่งในแผนไปดำเนินการอย่างอื่นที่มีผลทำให้ภารกิจเดิมไม่บรรลุเป้าหมาย จะกระทำได้ต่อเมื่อได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีให้ปรับแผนปฏิบัติราชการให้สอดคล้องกันแล้ว ดังนั้นผู้มีอำนาจอนุมัติจึงเป็นคณะรัฐมนตรี ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "สำนักงบประมาณ" ผิด: สำนักงบประมาณไม่มีอำนาจอนุมัติปรับแผนปฏิบัติราชการเพื่อโอนงบประมาณในกรณีนี้ แต่เป็นอำนาจของคณะรัฐมนตรี • "นายกรัฐมนตรี" ผิด: กฎหมายมิได้กำหนดให้เป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียว แต่ต้องได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี • "รัฐมนตรีเจ้าสังกัด" ผิด: กฎหมายมิได้ให้อำนาจรัฐมนตรีเจ้าสังกัดเป็นผู้อนุมัติปรับแผนในกรณีนี้ แต่กำหนดให้เป็นอำนาจของคณะรัฐมนตรี อ้างอิงตัวบท พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 18: “จะกระทำได้ต่อเมื่อได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีให้ปรับแผนปฏิบัติราชการให้”
พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 18: “จะกระทำได้ต่อเมื่อได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีให้ปรับแผนปฏิบัติราชการให้”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มติของคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นเพื่อพิจารณาวินิจฉัยเรื่องใด ๆ จะไม่มีผลผูกพันส่วนราชการซึ่งมีผู้แทนร่วมเป็นกรรมการอยู่ในกรณีใด
- ก. เมื่อคณะกรรมการมีมติด้วยคะแนนเสียงไม่ถึงสองในสามของที่ประชุม
- ข. เมื่อผู้แทนของส่วนราชการได้ลงมติเป็นกรรมการฝ่ายข้างน้อย
- ค. เมื่อผู้แทนของส่วนราชการมิได้เข้าร่วมพิจารณาวินิจฉัย
- ง. เมื่อเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดในปัญหาด้านกฎหมาย ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เมื่อเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดในปัญหาด้านกฎหมาย" ตามมาตรา 25 แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 บัญญัติว่ามติของคณะกรรมการจะผูกพันส่วนราชการที่มีผู้แทนร่วมเป็นกรรมการ แม้ผู้แทนจะมิได้เข้าร่วมพิจารณาวินิจฉัยก็ตาม แต่ความผูกพันดังกล่าวมีข้อยกเว้นคือมิให้ใช้บังคับกับการวินิจฉัยในปัญหาด้านกฎหมาย ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เมื่อคณะกรรมการมีมติด้วยคะแนนเสียงไม่ถึงสองในสามของที่ประชุม" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดเงื่อนไขคะแนนเสียงสองในสามไว้ โดยมติที่ออกมามีผลผูกพันตามปกติยกเว้นเพียงปัญหาด้านกฎหมาย • "เมื่อผู้แทนของส่วนราชการได้ลงมติเป็นกรรมการฝ่ายข้างน้อย" ผิด: กฎหมายกำหนดให้เพียงบันทึกความเห็นของกรรมการฝ่ายข้างน้อยไว้ แต่มติของคณะกรรมการยังคงมีผลผูกพันส่วนราชการนั้น • "เมื่อผู้แทนของส่วนราชการมิได้เข้าร่วมพิจารณาวินิจฉัย" ผิด: กฎหมายกำหนดให้มติยังคงผูกพัน แม้ว่าผู้แทนของส่วนราชการที่เป็นกรรมการจะมิได้เข้าร่วมพิจารณาวินิจฉัยก็ตาม อ้างอิงตัวบท พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 25: “แม้ว่าในการพิจารณาวินิจฉัยเรื่องนั้นผู้แทนของส่วนราชการที่เป็นกรรมการจะมิได้เข้าร่วมพิจารณาวินิจฉัยก็ตาม” พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 25: “ความผูกพันที่กำหนดไว้ในวรรคสอง มิให้ใช้บังคับกับการวินิจฉัยในปัญหาด้านกฎหมาย”
พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 25: “แม้ว่าในการพิจารณาวินิจฉัยเรื่องนั้นผู้แทนของส่วนราชการที่เป็นกรรมการจะมิได้เข้าร่วมพิจารณาวินิจฉัยก็ตาม”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
กรมแห่งหนึ่งได้จัดให้มีการทบทวนภารกิจของตน และพบว่ามีภารกิจงานหนึ่งหมดความจำเป็นและสมควรที่จะยกเลิกการดำเนินการต่อไป ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 และที่แก้ไขเพิ่มเติม กรมแห่งนี้จะต้องดำเนินการอย่างไรต่อไป
- ก. ปรับปรุงอำนาจหน้าที่ โครงสร้าง และอัตรากำลังให้สอดคล้องกัน แล้วเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบ ✓
- ข. เสนอเรื่องต่อ ก.พ.ร. เพื่อพิจารณาอนุมัติการตัดโอนอัตรากำลังและงบประมาณไปยังส่วนราชการอื่น
- ค. ดำเนินการออกประกาศปรับปรุงโครงสร้างและยุบเลิกภารกิจได้ทันทีโดยไม่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรี
- ง. รายงานผลการทบทวนต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาสั่งการปรับลดโครงสร้างและอัตรากำลังของกรม
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ปรับปรุงอำนาจหน้าที่ โครงสร้าง และอัตรากำลังให้สอดคล้องกัน แล้วเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบ" ตามมาตรา 33 วรรคสาม กำหนดว่า ในกรณีที่ส่วนราชการเห็นควรยกเลิก ปรับปรุง หรือเปลี่ยนแปลงภารกิจ ให้ส่วนราชการดำเนินการปรับปรุงอำนาจหน้าที่ โครงสร้าง และอัตรากำลังของส่วนราชการให้สอดคล้องกัน และเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบเพื่อดำเนินการต่อไป ดังนั้น กรมดังกล่าวจึงต้องปรับปรุงโครงสร้างและอัตรากำลังให้สอดคล้องแล้วเสนอคณะรัฐมนตรี ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เสนอเรื่องต่อ ก.พ.ร. เพื่อพิจารณาอนุมัติการตัดโอนอัตรากำลังและงบประมาณไปยังส่วนราชการอื่น" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดให้เสนอ ก.พ.ร. อนุมัติตัดโอนอัตรากำลัง แต่ให้ส่วนราชการปรับปรุงอำนาจหน้าที่ โครงสร้าง และอัตรากำลังให้สอดคล้องกันแล้วเสนอคณะรัฐมนตรี • "ดำเนินการออกประกาศปรับปรุงโครงสร้างและยุบเลิกภารกิจได้ทันทีโดยไม่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรี" ผิด: ส่วนราชการไม่สามารถออกประกาศยุบเลิกเองได้ทันที แต่ต้องปรับปรุงอำนาจหน้าที่ โครงสร้าง และอัตรากำลัง แล้วเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อน • "รายงานผลการทบทวนต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาสั่งการปรับลดโครงสร้างและอัตรากำลังของกรม" ผิด: กฎหมายกำหนดขั้นตอนให้เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบ มิใช่การรายงานเพื่อให้นายกรัฐมนตรีสั่งการโดยตรง อ้างอิงตัวบท พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 33: “ราชการดำเนินการปรับปรุงอำนาจหน้าที่ โครงสร้าง และอัตรากำลัง ของส่วนราชการให้สอดคล้องกัน” พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 33: “และเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบเพื่อดำเนินการต่อไป”
พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 33: “ราชการดำเนินการปรับปรุงอำนาจหน้าที่ โครงสร้าง และอัตรากำลัง ของส่วนราชการให้สอดคล้องกัน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ในกรณีที่ส่วนราชการใดไม่อาจจัดให้มีระบบเครือข่ายสารสนเทศของส่วนราชการได้ กฎหมายกำหนดให้ส่วนราชการดังกล่าวอาจดำเนินการอย่างไร
- ก. ร้องขอให้สำนักงบประมาณพิจารณาจัดสรรงบประมาณพิเศษเพื่อจัดทำระบบ
- ข. ร้องขอให้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารดำเนินการจัดทำระบบให้ ✓
- ค. ร้องขอความร่วมมือจากภาคเอกชนที่มีความเชี่ยวชาญให้เข้ามาจัดทำระบบ
- ง. ร้องขอให้สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) จัดทำระบบเครือข่ายให้
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ร้องขอให้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารดำเนินการจัดทำระบบให้" ตามมาตรา 40 วรรคสอง แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 ในกรณีที่ส่วนราชการใดไม่อาจจัดให้มีระบบเครือข่ายสารสนเทศของส่วนราชการได้ อาจร้องขอให้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารดำเนินการจัดทำระบบเครือข่ายสารสนเทศของส่วนราชการดังกล่าวก็ได้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ร้องขอให้สำนักงบประมาณพิจารณาจัดสรรงบประมาณพิเศษเพื่อจัดทำระบบ" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ร้องขอสำนักงบประมาณจัดสรรงบประมาณพิเศษ แต่ให้ร้องขอกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร • "ร้องขอความร่วมมือจากภาคเอกชนที่มีความเชี่ยวชาญให้เข้ามาจัดทำระบบ" ผิด: กฎหมายไม่ได้เปิดช่องให้ร้องขอภาคเอกชน แต่ให้ร้องขอกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารดำเนินการจัดทำให้ • "ร้องขอให้สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) จัดทำระบบเครือข่ายให้" ผิด: กฎหมายกำหนดให้ร้องขอต่อกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มิใช่สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) อ้างอิงตัวบท พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 40: “ในกรณีที่ส่วนราชการใดไม่อาจจัดให้มีระบบเครือข่ายสารสนเทศของส่วนราชการได้” พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 40: “อาจร้องขอให้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารดำเนินการจัดทำระบบเครือข่าย”
พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 40: “ในกรณีที่ส่วนราชการใดไม่อาจจัดให้มีระบบเครือข่ายสารสนเทศของส่วนราชการได้”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 เมื่อส่วนราชการใดดำเนินการให้บริการที่มีคุณภาพและเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนด รวมทั้งเป็นที่พึงพอใจแก่ประชาชน กฎหมายกำหนดให้ ก.พ.ร. มีหน้าที่ดำเนินการอย่างไร
- ก. เสนอรัฐมนตรีเจ้าสังกัดจัดสรรเงินสวัสดิการเป็นรางวัลแก่ข้าราชการในสังกัด
- ข. เสนอนายกรัฐมนตรีจัดสรรเงินงบประมาณกลางเพื่อเป็นรางวัลพิเศษแก่ส่วนราชการ
- ค. เสนอคณะรัฐมนตรีจัดสรรเงินเพิ่มพิเศษเป็นบำเหน็จความชอบแก่ส่วนราชการ ✓
- ง. เสนอคณะรัฐมนตรีจัดสรรเงินรางวัลการเพิ่มประสิทธิภาพให้แก่ส่วนราชการ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เสนอคณะรัฐมนตรีจัดสรรเงินเพิ่มพิเศษเป็นบำเหน็จความชอบแก่ส่วนราชการ" ตามมาตรา 48 แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 ในกรณีที่ส่วนราชการให้บริการที่มีคุณภาพ เป็นไปตามเป้าหมาย และเป็นที่พึงพอใจแก่ประชาชน ให้ ก.พ.ร. เสนอคณะรัฐมนตรีจัดสรรเงินเพิ่มพิเศษเป็นบำเหน็จความชอบแก่ส่วนราชการ หรือให้ใช้เงินงบประมาณเหลือจ่าย ส่วนเงินรางวัลการเพิ่มประสิทธิภาพเป็นกรณีการเพิ่มผลงานโดยไม่เพิ่มค่าใช้จ่าย ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เสนอรัฐมนตรีเจ้าสังกัดจัดสรรเงินสวัสดิการเป็นรางวัลแก่ข้าราชการในสังกัด" ผิด: กฎหมายกำหนดให้ ก.พ.ร. เสนอต่อคณะรัฐมนตรี ไม่ใช่เสนอต่อรัฐมนตรีเจ้าสังกัดเพื่อจัดสรรเงินสวัสดิการ • "เสนอนายกรัฐมนตรีจัดสรรเงินงบประมาณกลางเพื่อเป็นรางวัลพิเศษแก่ส่วนราชการ" ผิด: กฎหมายกำหนดให้เสนอต่อคณะรัฐมนตรี ไม่ใช่เสนอต่อนายกรัฐมนตรี และเป็นเงินเพิ่มพิเศษเป็นบำเหน็จความชอบ ไม่ใช่เงินงบประมาณกลาง • "เสนอคณะรัฐมนตรีจัดสรรเงินรางวัลการเพิ่มประสิทธิภาพให้แก่ส่วนราชการ" ผิด: กฎหมายกำหนดให้เสนอจัดสรรเงินรางวัลการเพิ่มประสิทธิภาพในกรณีที่เพิ่มผลงานโดยไม่เพิ่มค่าใช้จ่ายหรือลดค่าใช้จ่ายต่อหน่วยได้ อ้างอิงตัวบท พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 48: “ตามเป้าหมายที่กำหนด รวมทั้งเป็นที่พึงพอใจแก่ประชาชน ให้ ก.พ.ร. เสนอคณะรัฐมนตรีจัดสรรเงิน” พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 48: “เพิ่มพิเศษเป็นบำเหน็จความชอบแก่ส่วนราชการหรือให้ส่วนราชการใช้เงินงบประมาณเหลือจ่ายของ”
พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 48: “ตามเป้าหมายที่กำหนด รวมทั้งเป็นที่พึงพอใจแก่ประชาชน ให้ ก.พ.ร. เสนอคณะรัฐมนตรีจัดสรรเงิน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
กรมแห่งหนึ่งกำลังพิจารณาคัดเลือกข้อเสนอโครงการพัฒนาองค์กร โดยมีเงื่อนไขว่าต้องมุ่งผลสัมฤทธิ์ตามเป้าหมายของการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี โครงการของกองใดมีเป้าหมายที่สอดคล้องกับที่กฎหมายดังกล่าวบัญญัติไว้โดยตรง
- ก. กองการเจ้าหน้าที่: โครงการขยายโครงสร้างและเพิ่มอัตรากำลังเจ้าหน้าที่ให้มีจำนวนมากที่สุด
- ข. กองการเงิน: โครงการจัดหารายได้นอกงบประมาณเพื่อสร้างผลกำไรสูงสุดให้แก่หน่วยงาน
- ค. กองการพัสดุ: โครงการจัดซื้อจัดจ้างที่มุ่งเน้นความคุ้มค่าในเชิงพาณิชย์และการทำกำไร
- ง. กองนโยบายและแผน: โครงการจัดให้มีการประเมินผลการปฏิบัติราชการอย่างสม่ำเสมอ ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "กองนโยบายและแผน: โครงการจัดให้มีการประเมินผลการปฏิบัติราชการอย่างสม่ำเสมอ" ตามมาตรา 6 แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 กำหนดเป้าหมายของการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีไว้ 7 ประการ ซึ่งรวมถึง (7) มีการประเมินผลการปฏิบัติราชการอย่างสม่ำเสมอ และ (3) มีประสิทธิภาพและเกิดความคุ้มค่าในเชิงภารกิจของรัฐ ดังนั้นโครงการของกองนโยบายและแผนจึงสอดคล้องกับเป้าหมายของกฎหมายโดยตรง ส่วนการมุ่งเน้นผลกำไรสูงสุดในเชิงพาณิชย์หรือการเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่ไม่ได้เป็นเป้าหมายตามกฎหมายนี้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "กองการเจ้าหน้าที่: โครงการขยายโครงสร้างและเพิ่มอัตรากำลังเจ้าหน้าที่ให้มีจำนวนมากที่สุด" ผิด: การเพิ่มอัตรากำลังเจ้าหน้าที่ให้มีจำนวนมากที่สุดไม่ได้เป็นเป้าหมายตามกฎหมาย โดยกฎหมายมุ่งเน้นประสิทธิภาพและความคุ้มค่า • "กองการเงิน: โครงการจัดหารายได้นอกงบประมาณเพื่อสร้างผลกำไรสูงสุดให้แก่หน่วยงาน" ผิด: การสร้างผลกำไรสูงสุดให้แก่หน่วยงานไม่ได้เป็นเป้าหมายของการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี แต่กฎหมายมุ่งเน้นประโยชน์สุขของประชาชนและผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ • "กองการพัสดุ: โครงการจัดซื้อจัดจ้างที่มุ่งเน้นความคุ้มค่าในเชิงพาณิชย์และการทำกำไร" ผิด: กฎหมายกำหนดให้มุ่งเน้นความคุ้มค่าในเชิงภารกิจของรัฐ มิใช่ความคุ้มค่าในเชิงพาณิชย์หรือการทำกำไร อ้างอิงตัวบท พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 6: “(3) มีประสิทธิภาพและเกิดความคุ้มค่าในเชิงภารกิจของรัฐ” พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 6: “(7) มีการประเมินผลการปฏิบัติราชการอย่างสม่ำเสมอ”
พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 6: “(3) มีประสิทธิภาพและเกิดความคุ้มค่าในเชิงภารกิจของรัฐ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 ส่วนราชการมีหน้าที่พัฒนาความรู้ในส่วนราชการเพื่อให้มีลักษณะตามข้อใด
- ก. องค์การแห่งการเรียนรู้อย่างสม่ำเสมอ ✓
- ข. องค์การที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล
- ค. องค์การที่บริหารงานแบบบูรณาการร่วมกัน
- ง. องค์การที่มีขีดสมรรถนะสูงอย่างยั่งยืน
Explanation: คำตอบที่ถูก: "องค์การแห่งการเรียนรู้อย่างสม่ำเสมอ" ตามมาตรา 11 แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 กำหนดให้ส่วนราชการมีหน้าที่พัฒนาความรู้ในส่วนราชการ เพื่อให้มีลักษณะเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้อย่างสม่ำเสมอ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการนำข้อมูลความรู้มาประยุกต์ใช้ปฏิบัติราชการให้เกิดผลสัมฤทธิ์ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "องค์การที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดให้พัฒนาความรู้เพื่อให้มีลักษณะเป็นองค์การที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล • "องค์การที่บริหารงานแบบบูรณาการร่วมกัน" ผิด: การบริหารงานแบบบูรณาการร่วมกันเป็นแนวทางการปฏิบัติกรณีภารกิจเกี่ยวข้องกับหลายส่วนราชการ ไม่ใช่ลักษณะของการพัฒนาความรู้ตามที่กำหนดไว้ • "องค์การที่มีขีดสมรรถนะสูงอย่างยั่งยืน" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดให้พัฒนาความรู้เพื่อให้มีลักษณะเป็นองค์การที่มีขีดสมรรถนะสูงอย่างยั่งยืน อ้างอิงตัวบท พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 11: “มาตรา 11 ส่วนราชการมีหน้าที่พัฒนาความรู้ในส่วนราชการ เพื่อให้มีลักษณะเป็น” พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 11: “องค์การแห่งการเรียนรู้อย่างสม่ำเสมอ โดยต้องรับรู้ข้อมูลข่าวสารและสามารถประมวลผลความรู้ใน”
พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 11: “มาตรา 11 ส่วนราชการมีหน้าที่พัฒนาความรู้ในส่วนราชการ เพื่อให้มีลักษณะเป็น”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการประเมินความคุ้มค่าในการปฏิบัติภารกิจของรัฐ
- ก. ประเมินโดยสำนักงบประมาณร่วมกับกรมบัญชีกลางเพื่อรายงานให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา
- ข. ประเมินโดยครอบคลุมถึงประโยชน์หรือผลเสียทางสังคมที่ไม่อาจคำนวณเป็นตัวเงินได้ด้วย ✓
- ค. ประเมินเพื่อเป็นแนวทางให้ส่วนราชการจัดทำแผนลดต้นทุนต่อหน่วยเสนอต่อ ก.พ.ร.
- ง. ประเมินโดยมุ่งเน้นเฉพาะผลประโยชน์และรายจ่ายที่คำนวณเป็นมูลค่าตัวเงินได้เท่านั้น
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ประเมินโดยครอบคลุมถึงประโยชน์หรือผลเสียทางสังคมที่ไม่อาจคำนวณเป็นตัวเงินได้ด้วย" ตามมาตรา 22 วรรคสาม แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 กำหนดว่าความคุ้มค่าให้หมายความถึงประโยชน์หรือผลเสียทางสังคม และประโยชน์หรือผลเสียอื่น ซึ่งไม่อาจคำนวณเป็นตัวเงินได้ด้วย ทั้งนี้ หน่วยงานที่มีหน้าที่ร่วมกันจัดให้มีการประเมินคือสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและสำนักงบประมาณ เพื่อรายงานต่อคณะรัฐมนตรี ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ประเมินโดยสำนักงบประมาณร่วมกับกรมบัญชีกลางเพื่อรายงานให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา" ผิด: หน่วยงานที่ร่วมกันจัดให้มีการประเมินคือสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสำนักงบประมาณ ไม่ใช่กรมบัญชีกลาง • "ประเมินเพื่อเป็นแนวทางให้ส่วนราชการจัดทำแผนลดต้นทุนต่อหน่วยเสนอต่อ ก.พ.ร." ผิด: การประเมินความคุ้มค่ามีขึ้นเพื่อเป็นแนวทางพิจารณาว่าจะดำเนินภารกิจต่อไปหรือยุบเลิก และเพื่อจัดตั้งงบประมาณ ส่วนแผนลดรายจ่ายต่อหน่วยเป็นเรื่องของบัญชีต้นทุนงานบริการสาธารณะ • "ประเมินโดยมุ่งเน้นเฉพาะผลประโยชน์และรายจ่ายที่คำนวณเป็นมูลค่าตัวเงินได้เท่านั้น" ผิด: กฎหมายระบุว่าความคุ้มค่าให้หมายความถึงประโยชน์หรือผลเสียทางสังคม และประโยชน์หรือผลเสียอื่น ซึ่งไม่อาจคำนวณเป็นตัวเงินได้ด้วย อ้างอิงตัวบท พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 22: “ความคุ้มค่าตามมาตรานี้ ให้หมายความถึงประโยชน์หรือผลเสียทางสังคม และ ประโยชน์หรือผลเสียอื่น ซึ่งไม่อาจคำนวณเป็นตัวเงินได้ด้วย” พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 22: “ให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสำนักงบประมาณร่วมกันจัดให้มีการประเมินความคุ้มค่าในการปฏิบัติภารกิจของรัฐที่ส่วน ราชการดำเนินการอยู่ เพื่อรายงานคณะรัฐมนตรี”
พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 22: “ความคุ้มค่าตามมาตรานี้ ให้หมายความถึงประโยชน์หรือผลเสียทางสังคม และ ประโยชน์หรือผลเสียอื่น ซึ่งไม่อาจคำนวณเป็นตัวเงินได้ด้วย”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
กระทรวงแห่งหนึ่งมีส่วนราชการภายในสังกัดหลายแห่งที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับการบริการประชาชน หากต้องการอำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถติดต่อสอบถาม ขอทราบข้อมูล ขออนุญาต หรือขออนุมัติในเรื่องที่เป็นอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการในกระทรวงได้ ณ จุดเดียว ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี กฎหมายกำหนดให้เป็นหน้าที่ของบุคคลใดในการจัดให้ส่วนราชการร่วมกันจัดตั้งศูนย์บริการร่วม
- ก. เป็นหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวง
- ข. เป็นหน้าที่ของอธิบดีกรมที่รับผิดชอบหลัก
- ค. เป็นหน้าที่ของปลัดกระทรวง ✓
- ง. เป็นหน้าที่ของเลขาธิการคณะรัฐมนตรี
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เป็นหน้าที่ของปลัดกระทรวง" ตามมาตรา 30 บัญญัติให้ในกระทรวงหนึ่ง เป็นหน้าที่ของปลัดกระทรวงที่จะต้องจัดให้ส่วนราชการภายในกระทรวงที่รับผิดชอบปฏิบัติงานเกี่ยวกับการบริการประชาชนร่วมกันจัดตั้งศูนย์บริการร่วม เพื่อให้ประชาชนสามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ ณ ศูนย์บริการร่วมเพียงแห่งเดียว ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เป็นหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวง" ผิด: กฎหมายกำหนดให้เป็นหน้าที่ของปลัดกระทรวง ไม่ใช่รัฐมนตรีว่าการกระทรวง • "เป็นหน้าที่ของอธิบดีกรมที่รับผิดชอบหลัก" ผิด: กฎหมายกำหนดให้เป็นหน้าที่ของปลัดกระทรวงเป็นผู้จัดให้ส่วนราชการร่วมกันจัดตั้ง ไม่ใช่อำนาจหน้าที่ของอธิบดีกรมใดกรมหนึ่ง • "เป็นหน้าที่ของเลขาธิการคณะรัฐมนตรี" ผิด: กฎหมายกำหนดให้เป็นหน้าที่ของปลัดกระทรวงของกระทรวงนั้น ๆ ไม่ใช่เลขาธิการคณะรัฐมนตรี อ้างอิงตัวบท พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 30: “ในกระทรวงหนึ่ง ให้เป็นหน้าที่ของปลัดกระทรวงที่จะต้องจัดให้ส่วนราชการภายในกระทรวงที่รับผิดชอบปฏิบัติงานเกี่ยวกับการบริการประชาชนร่วมกันจัดตั้งศูนย์บริการร่วม”
พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 30: “ในกระทรวงหนึ่ง ให้เป็นหน้าที่ของปลัดกระทรวงที่จะต้องจัดให้ส่วนราชการภายในกระทรวงที่รับผิดชอบปฏิบัติงานเกี่ยวกับการบริการประชาชนร่วมกันจัดตั้งศูนย์บริการร่วม”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ในการปฏิบัติราชการที่เกี่ยวข้องกับการบริการประชาชนหรือติดต่อประสานงานระหว่างส่วนราชการ หากส่วนราชการกำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จของงานไว้แต่ล่าช้าเกินสมควร องค์กรใดมีอำนาจกำหนดเวลาแล้วเสร็จให้ส่วนราชการนั้นต้องปฏิบัติ
- ก. คณะรัฐมนตรี
- ข. สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
- ค. สำนักงาน ก.พ.
- ง. ก.พ.ร. ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ก.พ.ร." ตามมาตรา 37 แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 กำหนดว่า หากส่วนราชการกำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จไว้แต่ ก.พ.ร. เห็นว่าเป็นระยะเวลาที่ล่าช้าเกินสมควร ก.พ.ร. จะกำหนดเวลาแล้วเสร็จให้ส่วนราชการนั้นต้องปฏิบัติก็ได้ ดังนั้น ผู้มีอำนาจกำหนดเวลาแล้วเสร็จในกรณีนี้คือ ก.พ.ร. ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "คณะรัฐมนตรี" ผิด: กฎหมายไม่ได้ให้อำนาจคณะรัฐมนตรีกำหนดเวลาแล้วเสร็จในกรณีนี้ แต่เป็นอำนาจของ ก.พ.ร. • "สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา" ผิด: สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกามีบทบาทเกี่ยวกับการตรวจพิจารณาและเสนอแนะแก้ไขกฎหมาย มิได้มีอำนาจกำหนดเวลาแล้วเสร็จของงานบริการประชาชน • "สำนักงาน ก.พ." ผิด: สำนักงาน ก.พ. เป็นหน่วยงานด้านการบริหารงานบุคคลของข้าราชการพลเรือน มิได้มีอำนาจกำหนดเวลาแล้วเสร็จของงานตามมาตรานี้ อ้างอิงตัวบท พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 37: “หรือส่วนราชการได้กำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จไว้ แต่ ก.พ.ร. เห็นว่าเป็นระยะเวลาที่ล่าช้าเกินสมควร ก.พ.ร. จะกำหนดเวลาแล้วเสร็จให้ส่วนราชการนั้นต้องปฏิบัติก็ได้”
พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 37: “หรือส่วนราชการได้กำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จไว้ แต่ ก.พ.ร. เห็นว่าเป็นระยะเวลาที่ล่าช้าเกินสมควร ก.พ.ร. จะกำหนดเวลาแล้วเสร็จให้ส่วนราชการนั้นต้องปฏิบัติก็ได้”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี การประเมินผลการปฏิบัติราชการของส่วนราชการโดยคณะผู้ประเมินอิสระ ต้องดำเนินการประเมินในเรื่องใดและเป็นไปตามข้อกำหนดใด
- ก. ประเมินผลสัมฤทธิ์ คุณภาพการให้บริการ ความพึงพอใจของประชาชน และความคุ้มค่าในภารกิจ ตามที่ ก.พ.ร. กำหนด ✓
- ข. ประเมินการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับงบประมาณรายจ่ายและสัญญาจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อมิให้เกิดความได้เปรียบหรือเสียเปรียบแก่บุคคลใด
- ค. ประเมินผลสัมฤทธิ์ของภารกิจและความคุ้มค่า โดยต้องจัดทำเป็นความลับและเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่สำนักงบประมาณกำหนด
- ง. ประเมินภาพรวมของผู้บังคับบัญชาแต่ละระดับหรือหน่วยงานในส่วนราชการ โดยต้องกระทำเป็นความลับและเพื่อประโยชน์แห่งความสามัคคี
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ประเมินผลสัมฤทธิ์ คุณภาพการให้บริการ ความพึงพอใจของประชาชน และความคุ้มค่าในภารกิจ ตามที่ ก.พ.ร. กำหนด" ตามมาตรา 45 กำหนดให้ส่วนราชการจัดให้มีคณะผู้ประเมินอิสระประเมินผลการปฏิบัติราชการ 4 ด้าน ได้แก่ ผลสัมฤทธิ์ของภารกิจ คุณภาพการให้บริการ ความพึงพอใจของประชาชนผู้รับบริการ และความคุ้มค่าในภารกิจ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาที่ ก.พ.ร. กำหนด ส่วนการประเมินภาพรวมของผู้บังคับบัญชาที่เป็นความลับนั้นเป็นกรณีตามมาตรา 46 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ประเมินการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับงบประมาณรายจ่ายและสัญญาจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อมิให้เกิดความได้เปรียบหรือเสียเปรียบแก่บุคคลใด" ผิด: การเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับงบประมาณและการจัดซื้อจัดจ้างเป็นหน้าที่ทั่วไปในการเปิดเผยข้อมูลต่อประชาชน ไม่ใช่ขอบเขตการประเมินของคณะผู้ประเมินอิสระ • "ประเมินผลสัมฤทธิ์ของภารกิจและความคุ้มค่า โดยต้องจัดทำเป็นความลับและเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่สำนักงบประมาณกำหนด" ผิด: การประเมินโดยคณะผู้ประเมินอิสระไม่ได้ทำเป็นความลับ และต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ ก.พ.ร. กำหนด ไม่ใช่สำนักงบประมาณ • "ประเมินภาพรวมของผู้บังคับบัญชาแต่ละระดับหรือหน่วยงานในส่วนราชการ โดยต้องกระทำเป็นความลับและเพื่อประโยชน์แห่งความสามัคคี" ผิด: กฎหมายกำหนดให้การประเมินภาพรวมของผู้บังคับบัญชาเป็นดุลยพินิจของส่วนราชการที่จะจัดให้มีหรือไม่ก็ได้ และต้องทำเป็นความลับเพื่อความสามัคคี ไม่ใช่หน้าที่ของคณะผู้ประเมินอิสระ อ้างอิงตัวบท พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 45: “ผลสัมฤทธิ์ของภารกิจ คุณภาพการให้บริการ ความพึงพอใจของประชาชนผู้รับบริการ ความคุ้มค่าในภารกิจ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาที่ ก.พ.ร.กำหนด” พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 46: “การประเมินภาพรวมของผู้บังคับบัญชาแต่ละระดับหรือหน่วยงานในส่วนราชการก็ได้ ทั้งนี้ การประเมินดังกล่าวต้องกระทำเป็นความลับและเป็นไปเพื่อประโยชน์แห่งความสามัคคีของข้าราชการ”
พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 45: “ผลสัมฤทธิ์ของภารกิจ คุณภาพการให้บริการ ความพึงพอใจของประชาชนผู้รับบริการ ความคุ้มค่าในภารกิจ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาที่ ก.พ.ร.กำหนด”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
องค์การบริหารส่วนตำบลแห่งหนึ่งเตรียมจัดทำหลักเกณฑ์การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีของตนเอง ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี หลักเกณฑ์ดังกล่าวต้องมีเรื่องใดเป็นอย่างน้อย และเป็นหน้าที่ของหน่วยงานใดในการดูแลช่วยเหลือ
- ก. ต้องมีหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการปรับปรุงภารกิจของหน่วยงาน และการประเมินผลการปฏิบัติราชการอย่างสม่ำเสมอ โดยมีกรมบัญชีกลางดูแลช่วยเหลือ
- ข. ต้องมีหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการลดขั้นตอนการปฏิบัติงาน และการอำนวยความสะดวกและการตอบสนองความต้องการของประชาชน โดยมีกระทรวงมหาดไทยดูแลช่วยเหลือ ✓
- ค. ต้องมีหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการบริหารแบบบูรณาการ และการประเมินความคุ้มค่าในการปฏิบัติภารกิจของรัฐ โดยมีสำนักงาน ก.พ.ร. ดูแลช่วยเหลือ
- ง. ต้องมีหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการจัดทำแผนปฏิบัติราชการ และการเปิดเผยข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างต่อประชาชน โดยมีสำนักงบประมาณดูแลช่วยเหลือ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ต้องมีหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการลดขั้นตอนการปฏิบัติงาน และการอำนวยความสะดวกและการตอบสนองความต้องการของประชาชน โดยมีกระทรวงมหาดไทยดูแลช่วยเหลือ" ตามมาตรา 52 กำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดทำหลักเกณฑ์การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี โดยอย่างน้อยต้องมีหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการลดขั้นตอนการปฏิบัติงาน และการอำนวยความสะดวกและการตอบสนองความต้องการของประชาชน และให้เป็นหน้าที่ของกระทรวงมหาดไทยดูแลและให้ความช่วยเหลือ ดังนั้น องค์การบริหารส่วนตำบลจึงต้องจัดทำหลักเกณฑ์ทั้งสองเรื่องนี้เป็นขั้นต่ำโดยมีกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้ดูแลช่วยเหลือ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ต้องมีหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการปรับปรุงภารกิจของหน่วยงาน และการประเมินผลการปฏิบัติราชการอย่างสม่ำเสมอ โดยมีกรมบัญชีกลางดูแลช่วยเหลือ" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ต้องมีเรื่องการปรับปรุงภารกิจหรือการประเมินผลเป็นเกณฑ์ขั้นต่ำ และผู้ดูแลช่วยเหลือไม่ใช่กรมบัญชีกลาง แต่เป็นกระทรวงมหาดไทย • "ต้องมีหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการบริหารแบบบูรณาการ และการประเมินความคุ้มค่าในการปฏิบัติภารกิจของรัฐ โดยมีสำนักงาน ก.พ.ร. ดูแลช่วยเหลือ" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ต้องมีเรื่องการบริหารแบบบูรณาการหรือความคุ้มค่าเป็นเกณฑ์ขั้นต่ำ และผู้ดูแลช่วยเหลือไม่ใช่สำนักงาน ก.พ.ร. แต่เป็นกระทรวงมหาดไทย • "ต้องมีหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการจัดทำแผนปฏิบัติราชการ และการเปิดเผยข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างต่อประชาชน โดยมีสำนักงบประมาณดูแลช่วยเหลือ" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ต้องมีเรื่องแผนปฏิบัติราชการหรือการจัดซื้อจัดจ้างเป็นเกณฑ์ขั้นต่ำ และผู้ดูแลช่วยเหลือไม่ใช่สำนักงบประมาณ แต่เป็นกระทรวงมหาดไทย อ้างอิงตัวบท พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 52: “บ้านเมืองที่ดีตามแนวทางของพระราชกฤษฎีกานี้ โดยอย่างน้อยต้องมีหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการลด” พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 52: “ขั้นตอนการปฏิบัติงาน และการอำนวยความสะดวกและการตอบสนองความต้องการของประชาชนที่” พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 52: “ให้เป็นหน้าที่ของกระทรวงมหาดไทยดูแลและให้ความช่วยเหลือองค์กรปกครองส่วน”
พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 52: “บ้านเมืองที่ดีตามแนวทางของพระราชกฤษฎีกานี้ โดยอย่างน้อยต้องมีหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการลด”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ในการบริหารราชการเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน หากเกิดปัญหาหรืออุปสรรคอันเกิดจากส่วนราชการอื่นหรือระเบียบข้อบังคับที่ออกโดยส่วนราชการอื่น นอกจากต้องแจ้งให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องทราบแล้ว ส่วนราชการจะต้องแจ้งให้องค์กรหรือบุคคลใดทราบด้วย
- ก. ผู้ตรวจการแผ่นดิน
- ข. คณะรัฐมนตรี
- ค. ก.พ.ร. ✓
- ง. นายกรัฐมนตรี
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ก.พ.ร." ตามมาตรา 8 (5) แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 กำหนดว่า ในกรณีที่ปัญหาหรืออุปสรรคนั้นเกิดขึ้นจากส่วนราชการอื่นหรือระเบียบข้อบังคับที่ออกโดยส่วนราชการอื่น ให้ส่วนราชการแจ้งให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องทราบเพื่อดำเนินการแก้ไขปรับปรุงโดยเร็วต่อไป และให้แจ้ง ก.พ.ร. ทราบด้วย ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ผู้ตรวจการแผ่นดิน" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดให้แจ้งผู้ตรวจการแผ่นดิน แต่กำหนดให้แจ้งส่วนราชการที่เกี่ยวข้องและ ก.พ.ร. • "คณะรัฐมนตรี" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดให้แจ้งคณะรัฐมนตรีในกรณีนี้ แต่กำหนดให้แจ้ง ก.พ.ร. ทราบด้วย • "นายกรัฐมนตรี" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดให้แจ้งนายกรัฐมนตรีในกรณีนี้ แต่กำหนดให้แจ้ง ก.พ.ร. ทราบด้วย อ้างอิงตัวบท พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 8: “ให้ส่วนราชการแจ้งให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องทราบเพื่อดำเนินการแก้ไขปรับปรุงโดยเร็วต่อไป และให้แจ้ง ก.พ.ร. ทราบด้วย”
พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 8: “ให้ส่วนราชการแจ้งให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องทราบเพื่อดำเนินการแก้ไขปรับปรุงโดยเร็วต่อไป และให้แจ้ง ก.พ.ร. ทราบด้วย”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี เมื่อนายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง หัวหน้าส่วนราชการมีหน้าที่ต้องดำเนินการอย่างไร
- ก. สรุปผลการปฏิบัติราชการและข้อเสนอแนะการบริหารงาน เสนอต่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่โดยทันที
- ข. สรุปผลสัมฤทธิ์ของงานส่งมอบแก่นายกรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่ง เพื่อใช้บันทึกเป็นหลักฐาน
- ค. ปรับปรุงแผนปฏิบัติราชการและส่งข้อมูลให้สำนักงบประมาณ เพื่อใช้จัดสรรงบประมาณรายจ่ายใหม่
- ง. สรุปผลการปฏิบัติราชการและให้ข้อมูลต่อนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ตามที่นายกรัฐมนตรีคนใหม่สั่งการ ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "สรุปผลการปฏิบัติราชการและให้ข้อมูลต่อนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ตามที่นายกรัฐมนตรีคนใหม่สั่งการ" ตามมาตรา 19 แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 กำหนดให้เมื่อนายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง หัวหน้าส่วนราชการมีหน้าที่สรุปผลการปฏิบัติราชการและให้ข้อมูลต่อนายกรัฐมนตรีคนใหม่ตามที่สั่งการ ทั้งนี้เพื่อให้ใช้เป็นข้อมูลในการพิจารณากำหนดนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินต่อไป จึงมิใช่การเสนอต่อคณะรัฐมนตรีหรือส่งมอบแก่นายกรัฐมนตรีคนเดิม ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "สรุปผลการปฏิบัติราชการและข้อเสนอแนะการบริหารงาน เสนอต่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่โดยทันที" ผิด: กฎหมายกำหนดให้สรุปผลและให้ข้อมูลต่อนายกรัฐมนตรีคนใหม่ตามที่สั่งการ มิใช่เสนอต่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ทันที • "สรุปผลสัมฤทธิ์ของงานส่งมอบแก่นายกรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่ง เพื่อใช้บันทึกเป็นหลักฐาน" ผิด: กฎหมายกำหนดให้ข้อมูลต่อนายกรัฐมนตรีคนใหม่เพื่อใช้กำหนดนโยบาย มิใช่ส่งมอบแก่นายกรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่ง • "ปรับปรุงแผนปฏิบัติราชการและส่งข้อมูลให้สำนักงบประมาณ เพื่อใช้จัดสรรงบประมาณรายจ่ายใหม่" ผิด: การให้ข้อมูลมีขึ้นเพื่อให้ข้อมูลแก่นายกรัฐมนตรีคนใหม่ มิใช่การปรับแผนส่งสำนักงบประมาณเพื่อจัดสรรงบประมาณใหม่ อ้างอิงตัวบท พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 19: “เมื่อนายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง ให้หัวหน้าส่วนราชการมีหน้าที่” พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 19: “สรุปผลการปฏิบัติราชการและให้ข้อมูลต่อนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ตามที่นายกรัฐมนตรีคนใหม่สั่งการ”
พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 19: “เมื่อนายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง ให้หัวหน้าส่วนราชการมีหน้าที่”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
นายสมศักดิ์ ข้าราชการพลเรือน ได้รับคำสั่งราชการด้วยวาจาจากผู้อำนวยการกอง เนื่องจากผู้อำนวยการกองมีความจำเป็นเร่งด่วนที่ไม่อาจสั่งเป็นลายลักษณ์อักษรในขณะนั้นได้ ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 นายสมศักดิ์ในฐานะผู้รับคำสั่งมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามข้อใด
- ก. บันทึกคำสั่งด้วยวาจานั้นไว้เป็นลายลักษณ์อักษร และเมื่อปฏิบัติราชการแล้วให้บันทึกรายงานผู้สั่งราชการทราบโดยอ้างอิงคำสั่งด้วยวาจาไว้ด้วย ✓
- ข. แจ้งให้ผู้บังคับบัญชาจัดทำคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษรให้เสร็จสิ้นก่อน จึงจะมีผลสมบูรณ์ให้เริ่มปฏิบัติราชการตามที่สั่งการได้
- ค. ปฏิบัติราชการได้ทันทีโดยไม่ต้องบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร เนื่องจากเป็นกรณีจำเป็นเร่งด่วนที่กฎหมายอนุญาตให้สั่งด้วยวาจาได้
- ง. ปฏิบัติราชการตามคำสั่งให้เสร็จสิ้น แล้วประสานให้ผู้บังคับบัญชาเป็นผู้จัดทำบันทึกรับรองการสั่งการด้วยวาจาดังกล่าวในภายหลัง
Explanation: คำตอบที่ถูก: "บันทึกคำสั่งด้วยวาจานั้นไว้เป็นลายลักษณ์อักษร และเมื่อปฏิบัติราชการแล้วให้บันทึกรายงานผู้สั่งราชการทราบโดยอ้างอิงคำสั่งด้วยวาจาไว้ด้วย" ตามมาตรา 26 แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 การสั่งราชการโดยปกติให้ทำเป็นลายลักษณ์อักษร แต่หากมีเหตุจำเป็นไม่อาจสั่งเป็นลายลักษณ์อักษรในขณะนั้น จะสั่งด้วยวาจาก็ได้ โดยกฎหมายกำหนดให้ผู้รับคำสั่งเป็นผู้บันทึกคำสั่งด้วยวาจานั้นไว้เป็นลายลักษณ์อักษร และเมื่อปฏิบัติราชการตามคำสั่งแล้ว ให้บันทึกรายงานให้ผู้สั่งราชการทราบพร้อมทั้งอ้างอิงคำสั่งด้วยวาจาไว้ด้วย ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "แจ้งให้ผู้บังคับบัญชาจัดทำคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษรให้เสร็จสิ้นก่อน จึงจะมีผลสมบูรณ์ให้เริ่มปฏิบัติราชการตามที่สั่งการได้" ผิด: กฎหมายอนุญาตให้สั่งด้วยวาจาได้เมื่อมีเหตุจำเป็น และผู้รับคำสั่งสามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องรอให้ผู้บังคับบัญชาทำเป็นลายลักษณ์อักษรก่อน • "ปฏิบัติราชการได้ทันทีโดยไม่ต้องบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร เนื่องจากเป็นกรณีจำเป็นเร่งด่วนที่กฎหมายอนุญาตให้สั่งด้วยวาจาได้" ผิด: กฎหมายกำหนดให้ผู้รับคำสั่งต้องบันทึกคำสั่งด้วยวาจาไว้เป็นลายลักษณ์อักษร และเมื่อปฏิบัติแล้วต้องบันทึกรายงานผู้สั่งราชการทราบด้วย • "ปฏิบัติราชการตามคำสั่งให้เสร็จสิ้น แล้วประสานให้ผู้บังคับบัญชาเป็นผู้จัดทำบันทึกรับรองการสั่งการด้วยวาจาดังกล่าวในภายหลัง" ผิด: กฎหมายกำหนดให้เป็นหน้าที่ของผู้รับคำสั่งที่จะต้องบันทึกคำสั่งด้วยวาจาไว้เป็นลายลักษณ์อักษร มิใช่หน้าที่ของผู้บังคับบัญชาที่จะต้องมาบันทึกรับรองย้อนหลัง อ้างอิงตัวบท พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 26: “แต่ให้ผู้รับคำสั่งนั้นบันทึกคำสั่งด้วยวาจาไว้เป็นลายลักษณ์อักษรและเมื่อได้ปฏิบัติราชการตามคำสั่งดังกล่าวแล้ว ให้บันทึกรายงานให้ผู้สั่งราชการทราบ ในบันทึกให้อ้างอิงคำสั่งด้วยวาจาไว้ด้วย”
พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 26: “แต่ให้ผู้รับคำสั่งนั้นบันทึกคำสั่งด้วยวาจาไว้เป็นลายลักษณ์อักษรและเมื่อได้ปฏิบัติราชการตามคำสั่งดังกล่าวแล้ว ให้บันทึกรายงานให้ผู้สั่งราชการทราบ ในบันทึกให้อ้างอิงคำสั่งด้วยวาจาไว้ด้วย”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ในกรณีที่มีการยุบเลิก โอน หรือรวมส่วนราชการใดทั้งหมดหรือบางส่วน หากมีความจำเป็นเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐจนต้องจัดตั้งส่วนราชการที่มีภารกิจลักษณะเดียวกันขึ้นอีก จะต้องได้รับความเห็นชอบจากองค์กรใด
- ก. สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
- ข. คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ✓
- ค. คณะรัฐมนตรีโดยข้อเสนอแนะของนายกรัฐมนตรี
- ง. คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.)
Explanation: คำตอบที่ถูก: "คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.)" ตามมาตรา 34 ในกรณีที่มีการยุบเลิก โอน หรือรวมส่วนราชการ กฎหมายห้ามจัดตั้งส่วนราชการที่มีภารกิจเดียวกันหรือคล้ายคลึงกันขึ้นอีก เว้นแต่มีเหตุผลความจำเป็นเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ เศรษฐกิจของประเทศ หรือประโยชน์ส่วนรวมของประชาชน และต้องได้รับความเห็นชอบจาก ก.พ.ร. ดังนั้น องค์กรที่ต้องให้ความเห็นชอบจึงได้แก่ คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ" ผิด: สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติมีภารกิจด้านการวางแผนพัฒนาและประเมินความคุ้มค่า ไม่ใช่องค์กรที่กฎหมายกำหนดให้ความเห็นชอบในกรณีนี้ • "คณะรัฐมนตรีโดยข้อเสนอแนะของนายกรัฐมนตรี" ผิด: แม้คณะรัฐมนตรีจะมีอำนาจบริหารทั่วไป แต่ข้อยกเว้นในการจัดตั้งส่วนราชการตามมาตรานี้ กฎหมายกำหนดให้ต้องได้รับความเห็นชอบจาก ก.พ.ร. • "คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.)" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดให้เป็นอำนาจของคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน แต่ระบุชัดเจนว่าต้องได้รับความเห็นชอบจาก ก.พ.ร. อ้างอิงตัวบท พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 34: “มาตรา 34 ในกรณีที่มีการยุบเลิก โอน หรือรวมส่วนราชการใดทั้งหมดหรือบางส่วน ห้ามมิให้จัดตั้งส่วนราชการที่มีภารกิจหรืออำนาจหน้าที่ที่มีลักษณะเดียวกันหรือคล้ายคลึงกันกับส่วนราชการดังกล่าวขึ้นอีก” พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 34: “เว้นแต่มีเหตุผลและความจำเป็นเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐหรือเศรษฐกิจของประเทศ หรือรักษาผลประโยชน์ส่วนรวมของประชาชน และโดยได้รับความเห็นชอบจาก ก.พ.ร.”
พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 34: “มาตรา 34 ในกรณีที่มีการยุบเลิก โอน หรือรวมส่วนราชการใดทั้งหมดหรือบางส่วน ห้ามมิให้จัดตั้งส่วนราชการที่มีภารกิจหรืออำนาจหน้าที่ที่มีลักษณะเดียวกันหรือคล้ายคลึงกันกับส่วนราชการดังกล่าวขึ้นอีก”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 ในกรณีที่ส่วนราชการได้รับคำร้องเรียนหรือข้อเสนอแนะเกี่ยวกับกฎหรือระเบียบที่ออกใช้บังคับกับส่วนราชการอื่น หากพิจารณาแล้วเห็นว่าการร้องเรียนนั้นเกิดจากความไม่เข้าใจในระเบียบดังกล่าว ส่วนราชการผู้ออกระเบียบมีหน้าที่ต้องดำเนินการอย่างไร
- ก. ส่งเรื่องให้ ก.พ.ร. เป็นผู้ดำเนินการชี้แจงภายใน 15 วัน
- ข. จำหน่ายเรื่องและยุติการพิจารณาได้โดยไม่ต้องชี้แจง
- ค. ชี้แจงให้ผู้ร้องเรียนหรือเสนอแนะทราบภายใน 15 วัน ✓
- ง. ดำเนินการปรับปรุงแก้ไขหรือยกเลิกระเบียบนั้นโดยเร็ว
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ชี้แจงให้ผู้ร้องเรียนหรือเสนอแนะทราบภายใน 15 วัน" ตามมาตรา 42 แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 กำหนดว่าเมื่อได้รับการร้องเรียนหรือเสนอแนะจากข้าราชการหรือส่วนราชการอื่น และเห็นว่าเกิดจากความเข้าใจผิดหรือไม่เข้าใจในกฎ ระเบียบ ข้อบังคับ หรือประกาศ ให้ส่วนราชการที่ออกกฎระเบียบนั้นชี้แจงให้ผู้ร้องเรียนหรือเสนอแนะทราบภายใน 15 วัน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ส่งเรื่องให้ ก.พ.ร. เป็นผู้ดำเนินการชี้แจงภายใน 15 วัน" ผิด: กฎหมายกำหนดให้ส่วนราชการที่ออกกฎหรือระเบียบเป็นผู้ชี้แจง ไม่ใช่ส่งให้ ก.พ.ร. เป็นผู้ชี้แจง • "จำหน่ายเรื่องและยุติการพิจารณาได้โดยไม่ต้องชี้แจง" ผิด: กฎหมายกำหนดให้ต้องชี้แจงให้ผู้ร้องเรียนหรือเสนอแนะทราบภายใน 15 วัน จะยุติเรื่องโดยไม่ชี้แจงไม่ได้ • "ดำเนินการปรับปรุงแก้ไขหรือยกเลิกระเบียบนั้นโดยเร็ว" ผิด: การปรับปรุงแก้ไขหรือยกเลิกเป็นกรณีที่กฎหรือระเบียบนั้นเป็นอุปสรรค ไม่ใช่กรณีที่เกิดจากความเข้าใจผิด อ้างอิงตัวบท พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 42: “ข้อบังคับ หรือประกาศ ให้ชี้แจงให้ผู้ร้องเรียนหรือเสนอแนะทราบภายในสิบห้าวัน” พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 42: “ดำเนินการปรับปรุงแก้ไข หรือยกเลิก ต่อไปโดยเร็ว”
พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 42: “ข้อบังคับ หรือประกาศ ให้ชี้แจงให้ผู้ร้องเรียนหรือเสนอแนะทราบภายในสิบห้าวัน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
กรมแห่งหนึ่งได้ดำเนินงานไปตามเป้าหมาย สามารถเพิ่มผลงานและผลสัมฤทธิ์โดยไม่เป็นการเพิ่มค่าใช้จ่ายและคุ้มค่าต่อภารกิจของรัฐได้ตามหลักเกณฑ์ที่ ก.พ.ร. กำหนด ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 กรณีนี้ ก.พ.ร. มีหน้าที่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อดำเนินการตามข้อใด
- ก. จัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีเพิ่มเติมให้แก่ส่วนราชการนั้น
- ข. จัดสรรเงินเพิ่มพิเศษเป็นบำเหน็จความชอบให้แก่ส่วนราชการนั้น
- ค. จัดสรรเงินรางวัลการปรับปรุงการบริการให้แก่ส่วนราชการนั้น
- ง. จัดสรรเงินรางวัลการเพิ่มประสิทธิภาพให้แก่ส่วนราชการนั้น ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "จัดสรรเงินรางวัลการเพิ่มประสิทธิภาพให้แก่ส่วนราชการนั้น" ตามมาตรา 49 แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 เมื่อส่วนราชการดำเนินงานตามเป้าหมายและสามารถเพิ่มผลงานและผลสัมฤทธิ์โดยไม่เป็นการเพิ่มค่าใช้จ่ายและคุ้มค่าต่อภารกิจของรัฐ ให้ ก.พ.ร. เสนอคณะรัฐมนตรีจัดสรรเงินรางวัลการเพิ่มประสิทธิภาพให้แก่ส่วนราชการนั้น ส่วนการจัดสรรเงินเพิ่มพิเศษเป็นบำเหน็จความชอบเป็นกรณีการให้บริการที่มีคุณภาพและเป็นที่พึงพอใจแก่ประชาชนตามมาตรา 48 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "จัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีเพิ่มเติมให้แก่ส่วนราชการนั้น" ผิด: กฎหมายกำหนดให้เสนอจัดสรรเป็นเงินรางวัลการเพิ่มประสิทธิภาพ หรือให้ใช้เงินงบประมาณเหลือจ่ายของส่วนราชการนั้น ไม่ใช่การเพิ่มงบประมาณประจำปี • "จัดสรรเงินเพิ่มพิเศษเป็นบำเหน็จความชอบให้แก่ส่วนราชการนั้น" ผิด: เป็นกรณีการให้บริการที่มีคุณภาพและเป็นที่พึงพอใจแก่ประชาชนตามมาตรา 48 ไม่ใช่กรณีเพิ่มผลงานโดยไม่เพิ่มค่าใช้จ่าย • "จัดสรรเงินรางวัลการปรับปรุงการบริการให้แก่ส่วนราชการนั้น" ผิด: กฎหมายไม่ได้บัญญัติให้จัดสรรเงินรางวัลในชื่อนี้สำหรับการเพิ่มผลสัมฤทธิ์โดยไม่เพิ่มค่าใช้จ่าย อ้างอิงตัวบท พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 49: “จัดสรรเงินรางวัลการเพิ่มประสิทธิภาพให้แก่ส่วนราชการนั้น หรือให้ส่วนราชการใช้เงินงบประมาณ” พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 48: “เพิ่มพิเศษเป็นบำเหน็จความชอบแก่ส่วนราชการหรือให้ส่วนราชการใช้เงินงบประมาณเหลือจ่ายของ”
พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 49: “จัดสรรเงินรางวัลการเพิ่มประสิทธิภาพให้แก่ส่วนราชการนั้น หรือให้ส่วนราชการใช้เงินงบประมาณ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี การบริหารราชการเพื่อบรรลุเป้าหมายในข้อใด จัดเป็นการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี
- ก. มีประสิทธิภาพและเกิดความคุ้มค่าในเชิงภารกิจของรัฐ ✓
- ข. มีการเพิ่มขั้นตอนการปฏิบัติงานเพื่อความรอบคอบรัดกุม
- ค. มีประสิทธิภาพและเกิดผลกำไรสูงสุดในเชิงพาณิชย์ของรัฐ
- ง. มีการขยายภารกิจของส่วนราชการให้ครอบคลุมทุกด้าน
Explanation: คำตอบที่ถูก: "มีประสิทธิภาพและเกิดความคุ้มค่าในเชิงภารกิจของรัฐ" ตามมาตรา 6 แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี กำหนดเป้าหมายของการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีไว้ 7 ประการ ซึ่งรวมถึงการมีประสิทธิภาพและเกิดความคุ้มค่าในเชิงภารกิจของรัฐ ส่วนการปฏิบัติงานต้องไม่มีขั้นตอนเกินความจำเป็น และต้องปรับปรุงภารกิจให้ทันต่อสถานการณ์ มิใช่การแสวงหากำไรเชิงพาณิชย์หรือขยายภารกิจ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "มีการเพิ่มขั้นตอนการปฏิบัติงานเพื่อความรอบคอบรัดกุม" ผิด: กฎหมายกำหนดเป้าหมายว่าต้องไม่มีขั้นตอนการปฏิบัติงานเกินความจำเป็น มิใช่การเพิ่มขั้นตอนการปฏิบัติงาน • "มีประสิทธิภาพและเกิดผลกำไรสูงสุดในเชิงพาณิชย์ของรัฐ" ผิด: กฎหมายกำหนดเป้าหมายให้เกิดความคุ้มค่าในเชิงภารกิจของรัฐ มิใช่การมุ่งแสวงหาผลกำไรสูงสุดในเชิงพาณิชย์ • "มีการขยายภารกิจของส่วนราชการให้ครอบคลุมทุกด้าน" ผิด: กฎหมายกำหนดเป้าหมายให้มีการปรับปรุงภารกิจของส่วนราชการให้ทันต่อสถานการณ์ มิใช่การขยายภารกิจของส่วนราชการ อ้างอิงตัวบท พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 6: “มาตรา 6 การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ได้แก่ การบริหารราชการเพื่อบรรลุ” พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 6: “(3) มีประสิทธิภาพและเกิดความคุ้มค่าในเชิงภารกิจของรัฐ” พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 6: “(4) ไม่มีขั้นตอนการปฏิบัติงานเกินความจำเป็น”
พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 6: “มาตรา 6 การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ได้แก่ การบริหารราชการเพื่อบรรลุ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 ข้อใดระบุหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการกำหนดมาตรการกำกับการปฏิบัติราชการเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ได้ถูกต้อง
- ก. สำนักงบประมาณอาจเสนอต่อคณะรัฐมนตรีให้จัดสรรงบประมาณตามผลสัมฤทธิ์เพื่อแสดงความคุ้มค่าในการปฏิบัติราชการ
- ข. ก.พ.ร. อาจเสนอต่อคณะรัฐมนตรีให้จัดทำความตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อแสดงความรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการ ✓
- ค. นายกรัฐมนตรีอาจสั่งการให้ส่วนราชการจัดทำความตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อประเมินความพึงพอใจของประชาชน
- ง. ส่วนราชการอาจเสนอต่อรัฐมนตรีเจ้าสังกัดให้จัดทำข้อตกลงในการปฏิบัติงานเพื่อลดขั้นตอนการปฏิบัติงานที่ไม่จำเป็น
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ก.พ.ร. อาจเสนอต่อคณะรัฐมนตรีให้จัดทำความตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อแสดงความรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการ" ตามมาตรา 12 กำหนดว่าเพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติราชการให้เกิดผลสัมฤทธิ์ ก.พ.ร. อาจเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อกำหนดมาตรการกำกับการปฏิบัติราชการ โดยวิธีการจัดทำความตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรหรือโดยวิธีการอื่นใด เพื่อแสดงความรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการ ตัวเลือกนี้จึงถูกต้องตรงตามบทบัญญัติ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "สำนักงบประมาณอาจเสนอต่อคณะรัฐมนตรีให้จัดสรรงบประมาณตามผลสัมฤทธิ์เพื่อแสดงความคุ้มค่าในการปฏิบัติราชการ" ผิด: กฎหมายกำหนดให้ ก.พ.ร. เป็นผู้เสนอต่อคณะรัฐมนตรี มิใช่สำนักงบประมาณ • "นายกรัฐมนตรีอาจสั่งการให้ส่วนราชการจัดทำความตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อประเมินความพึงพอใจของประชาชน" ผิด: กฎหมายกำหนดให้เป็นเรื่องที่ ก.พ.ร. อาจเสนอต่อคณะรัฐมนตรี มิใช่อำนาจสั่งการของนายกรัฐมนตรี และมีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงความรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการ มิใช่เพื่อประเมินความพึงพอใจ • "ส่วนราชการอาจเสนอต่อรัฐมนตรีเจ้าสังกัดให้จัดทำข้อตกลงในการปฏิบัติงานเพื่อลดขั้นตอนการปฏิบัติงานที่ไม่จำเป็น" ผิด: กฎหมายกำหนดให้ ก.พ.ร. เสนอต่อคณะรัฐมนตรี มิใช่ส่วนราชการเสนอต่อรัฐมนตรี และมีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงความรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการ มิใช่เพื่อลดขั้นตอน อ้างอิงตัวบท พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 12: “มาตรา 12 เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติราชการให้เกิดผลสัมฤทธิ์ ก.พ.ร. อาจเสนอ” พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 12: “ต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อกำหนดมาตรการกำกับการปฏิบัติราชการ” พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 12: “เพื่อแสดงความรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการ”
พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 12: “มาตรา 12 เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติราชการให้เกิดผลสัมฤทธิ์ ก.พ.ร. อาจเสนอ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
โรงพยาบาลของรัฐแห่งหนึ่งดำเนินการจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ที่มีความสำคัญ ซึ่งคณะกรรมการจัดซื้อพิจารณาแล้วเห็นว่าวัตถุประสงค์ในการใช้งานจำเป็นต้องคำนึงถึงคุณภาพและการดูแลรักษาเป็นสำคัญ ปรากฏว่ามีผู้เสนอราคาที่เสนอราคาสูงกว่าบางรายแต่มีคุณภาพและบริการดูแลรักษาที่ได้มาตรฐาน ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี คณะกรรมการจัดซื้อสามารถดำเนินการอย่างไรได้ถูกต้องตามกฎหมาย
- ก. ต้องยึดถือราคาต่ำสุดเป็นเกณฑ์ชี้ขาดเสมอเพื่อประหยัดงบประมาณ
- ข. ต้องเสนอเรื่องขออนุมัติยกเว้นการใช้เกณฑ์ราคาต่ำสุดจากสำนักงบประมาณ
- ค. ดำเนินการคัดเลือกโดยไม่ต้องถือราคาต่ำสุดในการเสนอซื้อเสมอไป ✓
- ง. ต้องเสนอเรื่องให้คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการให้ความเห็นชอบก่อนดำเนินการ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ดำเนินการคัดเลือกโดยไม่ต้องถือราคาต่ำสุดในการเสนอซื้อเสมอไป" ตามมาตรา 23 วรรคสอง แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี บัญญัติว่าในกรณีที่วัตถุประสงค์ในการใช้เป็นเหตุให้ต้องคำนึงถึงคุณภาพและการดูแลรักษาเป็นสำคัญ ให้สามารถกระทำได้โดยไม่ต้องถือราคาต่ำสุดในการเสนอซื้อหรือจ้างเสมอไป โรงพยาบาลจึงสามารถคัดเลือกผู้เสนอราคาที่มีคุณภาพและการดูแลรักษาที่เหมาะสมได้โดยไม่จำต้องยึดราคาต่ำสุดเสมอไป ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ต้องยึดถือราคาต่ำสุดเป็นเกณฑ์ชี้ขาดเสมอเพื่อประหยัดงบประมาณ" ผิด: กฎหมายกำหนดว่าหากวัตถุประสงค์ในการใช้เป็นเหตุให้ต้องคำนึงถึงคุณภาพและการดูแลรักษาเป็นสำคัญ ไม่จำต้องถือราคาต่ำสุดเสมอไป • "ต้องเสนอเรื่องขออนุมัติยกเว้นการใช้เกณฑ์ราคาต่ำสุดจากสำนักงบประมาณ" ผิด: กฎหมายมิได้กำหนดให้ต้องเสนอเรื่องขออนุมัติยกเว้นจากสำนักงบประมาณแต่อย่างใด • "ต้องเสนอเรื่องให้คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการให้ความเห็นชอบก่อนดำเนินการ" ผิด: กฎหมายมิได้กำหนดให้ต้องเสนอเรื่องให้คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการให้ความเห็นชอบก่อน อ้างอิงตัวบท พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 23: “มาตรา 23 ในการจัดซื้อหรือจัดจ้าง ให้ส่วนราชการดำเนินการโดยเปิดเผยและ” พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 23: “ในกรณีที่วัตถุประสงค์ในการใช้เป็นเหตุให้ต้องคำนึงถึงคุณภาพและการดูแลรักษา” พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 23: “เป็นสำคัญ ให้สามารถกระทำได้โดยไม่ต้องถือราคาต่ำสุดในการเสนอซื้อหรือจ้างเสมอไป”
พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 23: “มาตรา 23 ในการจัดซื้อหรือจัดจ้าง ให้ส่วนราชการดำเนินการโดยเปิดเผยและ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 การยื่นคำร้องหรือคำขอต่อศูนย์บริการร่วม มีผลทางกฎหมายอย่างไร
- ก. ถือว่าเป็นการยื่นต่อสำนักงานปลัดกระทรวงเท่านั้นจนกว่าจะมีคำสั่งรับเรื่องจากส่วนราชการ
- ข. ถือว่าเป็นการยื่นต่อส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเมื่อศูนย์บริการร่วมส่งต่อเรื่องถึงส่วนราชการนั้น
- ค. ถือว่าเป็นการรับเรื่องไว้เบื้องต้นและจะเริ่มมีผลเมื่อประชาชนมายืนยันเอกสารครบถ้วนแล้ว
- ง. ถือว่าเป็นการยื่นต่อส่วนราชการที่เกี่ยวข้องทั้งหมดตามที่ระบุไว้ในกฎหมายหรือกฎแล้ว ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ถือว่าเป็นการยื่นต่อส่วนราชการที่เกี่ยวข้องทั้งหมดตามที่ระบุไว้ในกฎหมายหรือกฎแล้ว" ตามมาตรา 31 แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 บัญญัติว่า การยื่นคำร้องหรือคำขอต่อศูนย์บริการร่วม ให้ถือว่าเป็นการยื่นต่อส่วนราชการที่เกี่ยวข้องทั้งหมดตามที่ระบุไว้ในกฎหมายหรือกฎแล้ว เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนติดต่อเพียงแห่งเดียวโดยมีผลสมบูรณ์ทันที ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ถือว่าเป็นการยื่นต่อสำนักงานปลัดกระทรวงเท่านั้นจนกว่าจะมีคำสั่งรับเรื่องจากส่วนราชการ" ผิด: กฎหมายกำหนดให้มีผลเป็นการยื่นต่อส่วนราชการที่เกี่ยวข้องทั้งหมดตามที่ระบุไว้ในกฎหมายหรือกฎแล้ว มิใช่ยื่นต่อสำนักงานปลัดกระทรวงเท่านั้น • "ถือว่าเป็นการยื่นต่อส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเมื่อศูนย์บริการร่วมส่งต่อเรื่องถึงส่วนราชการนั้น" ผิด: กฎหมายมิได้กำหนดให้ต้องรอการส่งต่อเรื่อง แต่ให้ถือว่าเป็นการยื่นต่อส่วนราชการที่เกี่ยวข้องทั้งหมดแล้วตั้งแต่ยื่นต่อศูนย์บริการร่วม • "ถือว่าเป็นการรับเรื่องไว้เบื้องต้นและจะเริ่มมีผลเมื่อประชาชนมายืนยันเอกสารครบถ้วนแล้ว" ผิด: กฎหมายมิได้กำหนดให้เป็นเพียงการรับเรื่องเบื้องต้น แต่มีผลสมบูรณ์เป็นการยื่นต่อทุกส่วนราชการที่เกี่ยวข้องทันที อ้างอิงตัวบท พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 31: “ในการยื่นคำร้องหรือคำขอต่อศูนย์บริการร่วมตามมาตรา 30 ให้ถือว่าเป็นการยื่น” พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 31: “ต่อส่วนราชการที่เกี่ยวข้องทั้งหมดตามที่ระบุไว้ในกฎหมายหรือกฎแล้ว”
พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 31: “ในการยื่นคำร้องหรือคำขอต่อศูนย์บริการร่วมตามมาตรา 30 ให้ถือว่าเป็นการยื่น”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี เมื่อส่วนราชการได้รับการติดต่อสอบถามเป็นหนังสือจากประชาชนเกี่ยวกับงานในอำนาจหน้าที่ ส่วนราชการมีหน้าที่ต้องปฏิบัติอย่างไร
- ก. ตอบคำถามหรือแจ้งการดำเนินการให้ทราบภายใน 15 วัน หรือตามเวลาที่กำหนดไว้ ✓
- ข. รวบรวมคำถามส่งต่อให้ศูนย์บริการร่วมดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเวลา 7 วัน
- ค. แจ้งเหตุขัดข้องที่ยังไม่อาจตอบได้ต่อผู้บังคับบัญชาทราบภายในกำหนดเวลา 15 วัน
- ง. ตอบคำถามให้เสร็จสิ้นภายใน 30 วัน หรือส่งเรื่องให้ ก.พ.ร. พิจารณาตอบแทน
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ตอบคำถามหรือแจ้งการดำเนินการให้ทราบภายใน 15 วัน หรือตามเวลาที่กำหนดไว้" ตามมาตรา 38 แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 เมื่อส่วนราชการได้รับการติดต่อสอบถามเป็นหนังสือจากประชาชนเกี่ยวกับงานในอำนาจหน้าที่ ให้เป็นหน้าที่ของส่วนราชการนั้นที่จะต้องตอบคำถามหรือแจ้งการดำเนินการให้ทราบภายใน 15 วัน หรือภายในกำหนดเวลาที่กำหนดไว้ตามมาตรา 37 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "รวบรวมคำถามส่งต่อให้ศูนย์บริการร่วมดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเวลา 7 วัน" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ส่งต่อให้ศูนย์บริการร่วมดำเนินการภายใน 7 วัน แต่เป็นหน้าที่ของส่วนราชการนั้นโดยตรง • "แจ้งเหตุขัดข้องที่ยังไม่อาจตอบได้ต่อผู้บังคับบัญชาทราบภายในกำหนดเวลา 15 วัน" ผิด: กฎหมายกำหนดให้ตอบคำถามหรือแจ้งการดำเนินการให้ประชาชนผู้สอบถามทราบโดยตรง ไม่ใช่การรายงานเหตุขัดข้องต่อผู้บังคับบัญชา • "ตอบคำถามให้เสร็จสิ้นภายใน 30 วัน หรือส่งเรื่องให้ ก.พ.ร. พิจารณาตอบแทน" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ตอบภายใน 30 วัน หรือส่งเรื่องให้ ก.พ.ร. ตอบแทน แต่เป็นหน้าที่ของส่วนราชการนั้นที่จะต้องตอบคำถามหรือแจ้งการดำเนินการภายใน 15 วัน หรือตามเวลาที่กำหนดไว้ มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 37: “มาตรา 37 ในการปฏิบัติราชการที่เกี่ยวข้องกับการบริการประชาชนหรือติดต่อ ประสานงานระหว่างส่วนราชการด้วยกัน ให้ส่วนราชการกำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จของงานแต่ละ งาน และประกาศให้ประชาชนและข้าราชการทราบเป็นการทั่วไป ส่วนราชการใดมิได้กำหนด ระยะเวลาแล้วเสร็จของงานใด และ …” อ้างอิงตัวบท พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 38: “ให้เป็นหน้าที่ของส่วนราชการนั้นที่จะต้องตอบคำถามหรือแจ้งการดำเนินการให้ทราบภายในสิบห้าวันหรือภายในกำหนดเวลาที่กำหนดไว้ตามมาตรา 37”
พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 38: “ให้เป็นหน้าที่ของส่วนราชการนั้นที่จะต้องตอบคำถามหรือแจ้งการดำเนินการให้ทราบภายในสิบห้าวันหรือภายในกำหนดเวลาที่กำหนดไว้ตามมาตรา 37”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
กรมแห่งหนึ่งมีดำริจะจัดให้มีการประเมินภาพรวมของผู้บังคับบัญชาในแต่ละระดับภายในหน่วยงาน เพื่อสำรวจและสะท้อนมุมมองการปฏิบัติงานร่วมกัน ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี การประเมินดังกล่าวจะต้องดำเนินการตามเงื่อนไขใด
- ก. ต้องส่งหลักเกณฑ์และแบบประเมินให้คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการเห็นชอบก่อน
- ข. ต้องกระทำเป็นความลับและเป็นไปเพื่อประโยชน์แห่งความสามัคคีของข้าราชการ ✓
- ค. ต้องจัดให้มีคณะผู้ประเมินอิสระภายนอกเข้ามาเป็นผู้ดำเนินการประเมินเท่านั้น
- ง. ต้องเปิดเผยผลการประเมินให้ข้าราชการทุกคนทราบเพื่อความโปร่งใสในการบริหารงาน
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ต้องกระทำเป็นความลับและเป็นไปเพื่อประโยชน์แห่งความสามัคคีของข้าราชการ" ตามมาตรา 46 แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 ส่วนราชการอาจจัดให้มีการประเมินภาพรวมของผู้บังคับบัญชาแต่ละระดับหรือหน่วยงานในส่วนราชการก็ได้ แต่การประเมินดังกล่าวมีเงื่อนไขสำคัญคือกฎหมายบังคับว่าต้องกระทำเป็นความลับและต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์แห่งความสามัคคีของข้าราชการ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ต้องส่งหลักเกณฑ์และแบบประเมินให้คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการเห็นชอบก่อน" ผิด: กฎหมายให้อำนาจส่วนราชการจัดให้มีได้เองโดยไม่ได้กำหนดให้ต้องส่งแบบประเมินให้ ก.พ.ร. เห็นชอบก่อนดำเนินการ • "ต้องจัดให้มีคณะผู้ประเมินอิสระภายนอกเข้ามาเป็นผู้ดำเนินการประเมินเท่านั้น" ผิด: การจัดให้มีคณะผู้ประเมินอิสระดำเนินการเป็นเรื่องการประเมินผลการปฏิบัติราชการตามมาตรา 45 มิใช่การประเมินภาพรวมผู้บังคับบัญชา • "ต้องเปิดเผยผลการประเมินให้ข้าราชการทุกคนทราบเพื่อความโปร่งใสในการบริหารงาน" ผิด: กฎหมายกำหนดชัดเจนว่าการประเมินภาพรวมของผู้บังคับบัญชาต้องกระทำเป็นความลับ มิใช่เปิดเผยผลต่อสาธารณะหรือข้าราชการทุกคน อ้างอิงตัวบท พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 46: “ทั้งนี้ การประเมินดังกล่าวต้องกระทำเป็นความลับและ” พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 46: “เป็นไปเพื่อประโยชน์แห่งความสามัคคีของข้าราชการ”
พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 46: “ทั้งนี้ การประเมินดังกล่าวต้องกระทำเป็นความลับและ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง หากมีกฎหมายใดกำหนดวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองเรื่องใดไว้โดยเฉพาะ การจะนำวิธีปฏิบัติตามกฎหมายเฉพาะนั้นมาใช้บังคับแทนได้ จะต้องเข้าเงื่อนไขใด
- ก. เป็นกฎหมายเฉพาะระดับพระราชบัญญัติที่ตราขึ้นและมีผลใช้บังคับภายหลังพระราชบัญญัตินี้
- ข. ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองและประกาศในราชกิจจานุเบกษา
- ค. มีหลักเกณฑ์ที่ประกันความเป็นธรรมหรือมีมาตรฐานไม่ต่ำกว่าที่กำหนดในพระราชบัญญัตินี้ ✓
- ง. คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้ใช้กฎหมายเฉพาะนั้นแทนเพื่อประโยชน์ในการบริหารราชการแผ่นดิน
Explanation: คำตอบที่ถูก: "มีหลักเกณฑ์ที่ประกันความเป็นธรรมหรือมีมาตรฐานไม่ต่ำกว่าที่กำหนดในพระราชบัญญัตินี้" ตามมาตรา 3 วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองตามกฎหมายต่าง ๆ ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ เว้นแต่กฎหมายใดกำหนดไว้โดยเฉพาะและมีหลักเกณฑ์ที่ประกันความเป็นธรรมหรือมีมาตรฐานในการปฏิบัติราชการไม่ต่ำกว่าหลักเกณฑ์ที่กำหนดในพระราชบัญญัตินี้ ดังนั้นจึงต้องพิจารณาจากมาตรฐานและความเป็นธรรม ไม่ใช่การขออนุมัติหรือลำดับเวลาการตรากฎหมาย ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เป็นกฎหมายเฉพาะระดับพระราชบัญญัติที่ตราขึ้นและมีผลใช้บังคับภายหลังพระราชบัญญัตินี้" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดเงื่อนไขเรื่องช่วงเวลาการตรากฎหมายก่อนหรือหลัง แต่ดูที่เกณฑ์การประกันความเป็นธรรมหรือมาตรฐานการปฏิบัติราชการ • "ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองและประกาศในราชกิจจานุเบกษา" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง แต่พิจารณาจากมาตรฐานที่ไม่ต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนด • "คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้ใช้กฎหมายเฉพาะนั้นแทนเพื่อประโยชน์ในการบริหารราชการแผ่นดิน" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ต้องเสนอขอความเห็นชอบหรือมติอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 3: “เว้นแต่ในกรณีที่กฎหมายใดกำหนดวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองเรื่องใด ไว้โดยเฉพาะและมีหลักเกณฑ์ที่ประกันความเป็นธรรมหรือมีมาตรฐานในการปฏิบัติราชการไม่ต่ำกว่า หลักเกณฑ์ที่กำหนดในพระราชบัญญัตินี้”
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 3: “เว้นแต่ในกรณีที่กฎหมายใดกำหนดวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองเรื่องใด ไว้โดยเฉพาะและมีหลักเกณฑ์ที่ประกันความเป็นธรรมหรือมีมาตรฐานในการปฏิบัติราชการไม่ต่ำกว่า หลักเกณฑ์ที่กำหนดในพระราชบัญญัตินี้”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ในกรณีที่มีการคัดค้านว่ากรรมการในคณะกรรมการที่มีอำนาจพิจารณาทางปกครองมีลักษณะต้องห้ามมิให้ทำการพิจารณาทางปกครอง การลงมติของที่ประชุมเพื่อให้กรรมการผู้นั้นปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้จะต้องเป็นไปตามข้อใด
- ก. มติด้วยคะแนนเสียงข้างมากของกรรมการทุกคนที่ไม่ถูกคัดค้าน โดยวิธีเปิดเผยและให้เสนอผู้มีอำนาจสั่งการ
- ข. มติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในสี่ของกรรมการทั้งหมดในคณะ โดยวิธีลงคะแนนลับและให้เป็นที่สุด
- ค. มติด้วยคะแนนเสียงเอกฉันท์ของกรรมการที่เหลืออยู่ในที่ประชุม โดยวิธีเปิดเผยและคู่กรณีสามารถอุทธรณ์ได้
- ง. มติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของกรรมการที่ไม่ถูกคัดค้าน โดยวิธีลงคะแนนลับและให้เป็นที่สุด ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "มติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของกรรมการที่ไม่ถูกคัดค้าน โดยวิธีลงคะแนนลับและให้เป็นที่สุด" ตามมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 เมื่อมีการคัดค้านกรรมการ และกรรมการผู้ถูกคัดค้านได้ชี้แจงพร้อมทั้งออกจากที่ประชุมแล้ว ที่ประชุมจะมีมติให้กรรมการผู้นั้นปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ต้องได้รับคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของกรรมการที่ไม่ถูกคัดค้าน การลงมติดังกล่าวต้องใช้วิธีลงคะแนนลับและกฎหมายกำหนดให้ผลของมตินั้นเป็นที่สุด ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "มติด้วยคะแนนเสียงข้างมากของกรรมการทุกคนที่ไม่ถูกคัดค้าน โดยวิธีเปิดเผยและให้เสนอผู้มีอำนาจสั่งการ" ผิด: กฎหมายกำหนดให้ใช้คะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของกรรมการที่ไม่ถูกคัดค้าน ไม่ใช่เสียงข้างมาก และต้องลงคะแนนลับ ไม่ใช่วิธีเปิดเผย • "มติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในสี่ของกรรมการทั้งหมดในคณะ โดยวิธีลงคะแนนลับและให้เป็นที่สุด" ผิด: กฎหมายกำหนดสัดส่วนคะแนนเสียงไว้ที่ไม่น้อยกว่าสองในสามของกรรมการที่ไม่ถูกคัดค้าน ไม่ใช่สามในสี่ของกรรมการทั้งหมดในคณะ • "มติด้วยคะแนนเสียงเอกฉันท์ของกรรมการที่เหลืออยู่ในที่ประชุม โดยวิธีเปิดเผยและคู่กรณีสามารถอุทธรณ์ได้" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ต้องมีมติเป็นเอกฉันท์ และต้องลงคะแนนลับโดยให้มตินั้นเป็นที่สุด จึงไม่อาจอุทธรณ์ได้ อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 15: “กว่าสองในสามของกรรมการที่ไม่ถูกคัดค้าน ก็ให้กรรมการผู้นั้นปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้” พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 15: “กระทำโดยวิธีลงคะแนนลับและให้เป็นที่สุด”
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 15: “กว่าสองในสามของกรรมการที่ไม่ถูกคัดค้าน ก็ให้กรรมการผู้นั้นปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
นายเดวิดได้ยื่นคำขอพร้อมเอกสารหลักฐานที่จัดทำขึ้นเป็นภาษาอังกฤษต่อเจ้าหน้าที่ในวันที่ 1 มีนาคม เจ้าหน้าที่มิได้ยอมรับเอกสารภาษาต่างประเทศดังกล่าว และได้กำหนดให้นายเดวิดจัดทำคำแปลเป็นภาษาไทยที่มีการรับรองความถูกต้องมายื่นภายใน 15 วัน ต่อมานายเดวิดได้นำคำแปลภาษาไทยที่รับรองความถูกต้องมายื่นต่อเจ้าหน้าที่ในวันที่ 10 มีนาคม ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ให้ถือว่าเอกสารดังกล่าวได้ยื่นต่อเจ้าหน้าที่ในวันใด
- ก. วันที่ 10 มีนาคม ซึ่งเป็นวันที่เจ้าหน้าที่ได้รับคำแปลภาษาไทย ✓
- ข. วันที่เจ้าหน้าที่ตรวจความถูกต้องและมีคำสั่งรับคำขอดังกล่าวไว้พิจารณา
- ค. วันที่ 1 มีนาคม ซึ่งเป็นวันที่ยื่นเอกสารฉบับภาษาต่างประเทศครั้งแรก
- ง. วันที่ 16 มีนาคม ซึ่งเป็นวันถัดจากวันที่ครบกำหนดระยะเวลาส่งคำแปล
Explanation: คำตอบที่ถูก: "วันที่ 10 มีนาคม ซึ่งเป็นวันที่เจ้าหน้าที่ได้รับคำแปลภาษาไทย" ตามมาตรา 26 เอกสารที่ยื่นต่อเจ้าหน้าที่ให้จัดทำเป็นภาษาไทย หากเป็นภาษาต่างประเทศและเจ้าหน้าที่มิได้ยอมรับเอกสารนั้น คู่กรณีต้องจัดทำคำแปลภาษาไทยที่มีการรับรองความถูกต้องมายื่นภายในเวลาที่กำหนด โดยให้ถือว่าได้ยื่นเอกสารต่อเจ้าหน้าที่ในวันที่เจ้าหน้าที่ได้รับคำแปล เมื่อนายเดวิดนำคำแปลภาษาไทยมายื่นในวันที่ 10 มีนาคม จึงถือว่าเอกสารได้ยื่นต่อเจ้าหน้าที่ในวันที่ 10 มีนาคม ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "วันที่เจ้าหน้าที่ตรวจความถูกต้องและมีคำสั่งรับคำขอดังกล่าวไว้พิจารณา" ผิด: กฎหมายให้ถือวันที่ได้รับคำแปลเป็นเกณฑ์ มิได้รับถือวันที่เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเสร็จหรือมีคำสั่งรับคำขอ • "วันที่ 1 มีนาคม ซึ่งเป็นวันที่ยื่นเอกสารฉบับภาษาต่างประเทศครั้งแรก" ผิด: กฎหมายให้ถือว่ายื่นในวันที่ได้รับคำแปลภาษาไทย เว้นแต่เจ้าหน้าที่จะยอมรับเอกสารภาษาต่างประเทศนั้น • "วันที่ 16 มีนาคม ซึ่งเป็นวันถัดจากวันที่ครบกำหนดระยะเวลาส่งคำแปล" ผิด: กฎหมายไม่ได้ให้นับวันถัดจากวันครบกำหนดเวลา แต่ให้นับวันที่เจ้าหน้าที่ได้รับคำแปลภาษาไทย อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 26: “มาตรา 26 เอกสารที่ยื่นต่อเจ้าหน้าที่ให้จัดทำเป็นภาษาไทย ถ้าเป็นเอกสารที่ทำ” พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 26: “เจ้าหน้าที่ได้รับคำแปลนั้น เว้นแต่เจ้าหน้าที่จะยอมรับเอกสารที่ทำขึ้นเป็นภาษาต่างประเทศ และใน”
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 26: “มาตรา 26 เอกสารที่ยื่นต่อเจ้าหน้าที่ให้จัดทำเป็นภาษาไทย ถ้าเป็นเอกสารที่ทำ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ในกรณีที่คำสั่งทางปกครองมิได้ระบุกรณีที่อาจอุทธรณ์ การยื่นคำอุทธรณ์ และระยะเวลาสำหรับการอุทธรณ์ไว้ และไม่มีการแจ้งใหม่ หากระยะเวลาอุทธรณ์เดิมสั้นกว่า 1 ปี กฎหมายกำหนดให้มีผลอย่างไร
- ก. ให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์เป็น 90 วันนับแต่วันที่ได้รับคำสั่งทางปกครอง
- ข. ให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์เป็น 1 ปีนับแต่วันที่ได้รับคำสั่งทางปกครอง ✓
- ค. ให้คำสั่งทางปกครองดังกล่าวตกเป็นโมฆะและไม่มีผลใช้บังคับตั้งแต่ต้น
- ง. ให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์เป็น 180 วันนับแต่วันที่ได้รับคำสั่งทางปกครอง
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์เป็น 1 ปีนับแต่วันที่ได้รับคำสั่งทางปกครอง" ตามมาตรา 40 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 กำหนดว่าหากไม่มีการแจ้งหลักเกณฑ์การอุทธรณ์ใหม่ และระยะเวลาดังกล่าวมีระยะเวลาสั้นกว่าหนึ่งปี ให้ขยายเป็นหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รับคำสั่งทางปกครอง ดังนั้นระยะเวลาสำหรับการอุทธรณ์จึงขยายเป็น 1 ปี ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์เป็น 90 วันนับแต่วันที่ได้รับคำสั่งทางปกครอง" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ขยายเป็น 90 วัน แต่กำหนดให้ขยายเป็น 1 ปีนับแต่วันที่ได้รับคำสั่งทางปกครอง • "ให้คำสั่งทางปกครองดังกล่าวตกเป็นโมฆะและไม่มีผลใช้บังคับตั้งแต่ต้น" ผิด: การไม่แจ้งสิทธิอุทธรณ์ไม่ทำให้คำสั่งทางปกครองตกเป็นโมฆะ แต่มีผลเพียงขยายระยะเวลาอุทธรณ์เป็น 1 ปี • "ให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์เป็น 180 วันนับแต่วันที่ได้รับคำสั่งทางปกครอง" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ขยายเป็น 180 วัน แต่กำหนดให้ขยายเป็น 1 ปีนับแต่วันที่ได้รับคำสั่งทางปกครอง อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 40: “ระยะเวลาดังกล่าวมีระยะเวลาสั้นกว่าหนึ่งปี ให้ขยายเป็นหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รับคำสั่งทางปกครอง”
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 40: “ระยะเวลาดังกล่าวมีระยะเวลาสั้นกว่าหนึ่งปี ให้ขยายเป็นหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รับคำสั่งทางปกครอง”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 กรณีการเพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่อยู่ในบังคับของการให้เงินหรือทรัพย์สิน ข้อใดระบุหลักเกณฑ์การขอรับค่าทดแทนความเสียหายได้ถูกต้อง
- ก. ต้องร้องขอค่าทดแทนภายใน 90 วันนับแต่ได้รับแจ้งให้ทราบถึงการเพิกถอน และค่าทดแทนต้องไม่สูงกว่าประโยชน์ที่อาจได้รับหากไม่ถูกเพิกถอน
- ข. ต้องร้องขอค่าทดแทนภายใน 1 ปีนับแต่ได้รับแจ้งให้ทราบถึงการเพิกถอน และจะได้รับค่าทดแทนเฉพาะกรณีที่มีการเพิกถอนคำสั่งเพียงบางส่วนเท่านั้น
- ค. ต้องร้องขอค่าทดแทนภายใน 180 วันนับแต่ได้รับแจ้งให้ทราบถึงการเพิกถอน และค่าทดแทนต้องไม่สูงกว่าประโยชน์ที่อาจได้รับหากไม่ถูกเพิกถอน ✓
- ง. ต้องร้องขอค่าทดแทนภายใน 180 วันนับแต่วันที่มีคำสั่งเพิกถอน และสามารถกำหนดค่าทดแทนได้เต็มตามความเสียหายจริงโดยไม่มีเพดานจำกัด
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ต้องร้องขอค่าทดแทนภายใน 180 วันนับแต่ได้รับแจ้งให้ทราบถึงการเพิกถอน และค่าทดแทนต้องไม่สูงกว่าประโยชน์ที่อาจได้รับหากไม่ถูกเพิกถอน" ตามมาตรา 52 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ผู้ได้รับผลกระทบจากการเพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่อยู่ในบังคับของการให้เงินหรือทรัพย์สิน มีสิทธิได้รับค่าทดแทนความเสียหายเนื่องจากความเชื่อโดยสุจริตได้ แต่ต้องร้องขอค่าทดแทนภายใน 180 วันนับแต่ได้รับแจ้งให้ทราบถึงการเพิกถอน และค่าทดแทนนั้นจะต้องไม่สูงกว่าประโยชน์ที่ผู้นั้นอาจได้รับหากคำสั่งทางปกครองดังกล่าวไม่ถูกเพิกถอน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ต้องร้องขอค่าทดแทนภายใน 90 วันนับแต่ได้รับแจ้งให้ทราบถึงการเพิกถอน และค่าทดแทนต้องไม่สูงกว่าประโยชน์ที่อาจได้รับหากไม่ถูกเพิกถอน" ผิด: กฎหมายกำหนดให้ต้องร้องขอค่าทดแทนภายใน 180 วันนับแต่ได้รับแจ้งให้ทราบถึงการเพิกถอน มิใช่ 90 วัน • "ต้องร้องขอค่าทดแทนภายใน 1 ปีนับแต่ได้รับแจ้งให้ทราบถึงการเพิกถอน และจะได้รับค่าทดแทนเฉพาะกรณีที่มีการเพิกถอนคำสั่งเพียงบางส่วนเท่านั้น" ผิด: กฎหมายกำหนดระยะเวลาให้ร้องขอภายใน 180 วัน มิใช่ 1 ปี และให้สิทธิขอรับค่าทดแทนได้ไม่ว่าคำสั่งจะถูกเพิกถอนทั้งหมดหรือบางส่วน • "ต้องร้องขอค่าทดแทนภายใน 180 วันนับแต่วันที่มีคำสั่งเพิกถอน และสามารถกำหนดค่าทดแทนได้เต็มตามความเสียหายจริงโดยไม่มีเพดานจำกัด" ผิด: ระยะเวลาต้องเริ่มนับแต่ได้รับแจ้งให้ทราบถึงการเพิกถอน มิใช่วันที่มีคำสั่ง และค่าทดแทนมีเพดานจำกัดว่าต้องไม่สูงกว่าประโยชน์ที่อาจได้รับหากไม่ถูกเพิกถอน อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 52: “มาตรา 52 คำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่อยู่ในบังคับของมาตรา” พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 52: “แต่ต้องร้องขอค่าทดแทนภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่ได้รับแจ้งให้ทราบถึงการเพิกถอนนั้น” พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 52: “ค่าทดแทนความเสียหายตามมาตรานี้จะต้องไม่สูงกว่าประโยชน์ที่ผู้นั้นอาจได้รับหาก”
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 52: “มาตรา 52 คำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่อยู่ในบังคับของมาตรา”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ในการบังคับทางปกครองตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 เจ้าหน้าที่ผู้ออกคำสั่งใช้มาตรการบังคับทางปกครองได้มีหนังสือสอบถามข้อมูลทรัพย์สินของลูกหนี้ไปยังสถาบันการเงินแห่งหนึ่ง หากผู้จัดการสถาบันการเงินดังกล่าวจงใจไม่ปฏิบัติตามหนังสือโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร จะมีผลตามกฎหมายอย่างไร
- ก. ต้องรับโทษปรับทางปกครองในอัตราไม่เกินห้าหมื่นบาทต่อวัน
- ข. ต้องร่วมรับผิดชดใช้เงินตามคำสั่งทางปกครองร่วมกับลูกหนี้
- ค. ไม่มีความผิดใดเพราะต้องรักษาความลับของลูกค้าตามกฎหมาย
- ง. มีความผิดฐานขัดคำสั่งเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "มีความผิดฐานขัดคำสั่งเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา" ตามมาตรา 63/10 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 บัญญัติให้เจ้าหน้าที่มีอำนาจมีหนังสือสอบถามสถาบันการเงินเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้อยู่ในบังคับของมาตรการบังคับทางปกครองได้ และหากผู้ใดไม่ปฏิบัติตามหนังสือดังกล่าวโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ผู้นั้นจะมีความผิดฐานขัดคำสั่งเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา ดังนั้น ผู้จัดการสถาบันการเงินจึงมีความผิดฐานขัดคำสั่งเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ต้องรับโทษปรับทางปกครองในอัตราไม่เกินห้าหมื่นบาทต่อวัน" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดให้นำโทษปรับทางปกครองมาใช้ แต่กำหนดให้เป็นความผิดอาญาฐานขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน • "ต้องร่วมรับผิดชดใช้เงินตามคำสั่งทางปกครองร่วมกับลูกหนี้" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดให้บุคคลผู้ไม่ปฏิบัติตามหนังสือต้องร่วมรับผิดชดใช้เงินตามคำสั่งทางปกครอง • "ไม่มีความผิดใดเพราะต้องรักษาความลับของลูกค้าตามกฎหมาย" ผิด: กฎหมายกำหนดให้การไม่ปฏิบัติตามหนังสือโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรมีความผิดฐานขัดคำสั่งเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 63/10: “มาตรา 63/10 เพื่อประโยชน์ในการบังคับทางปกครอง ให้เจ้าหน้าที่ผู้ออกคำสั่งใช้มาตรการ” พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 63/10: “ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามหนังสือของเจ้าหน้าที่ผู้ออกคำสั่งใช้มาตรการบังคับทางปกครองตามวรรคหนึ่ง” พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 63/10: “โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ผู้นั้นมีความผิดฐานขัดคำสั่งเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา”
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 63/10: “มาตรา 63/10 เพื่อประโยชน์ในการบังคับทางปกครอง ให้เจ้าหน้าที่ผู้ออกคำสั่งใช้มาตรการ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม การมีคำเตือนก่อนใช้มาตรการบังคับทางปกครองกับคำสั่งที่กำหนดให้กระทำหรือละเว้นกระทำ ข้อใดถูกต้อง
- ก. กำหนดมาตรการบังคับทางปกครองมากกว่าหนึ่งมาตรการในคราวเดียวกันไม่ได้ ✓
- ข. ในกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วน เจ้าหน้าที่จะมีคำเตือนด้วยวาจาแทนหนังสือก็ได้
- ค. หากเสียค่าใช้จ่ายจริงมากกว่าที่ระบุไว้ในคำเตือน จะไม่มีสิทธิเรียกเพิ่มขึ้น
- ง. คำเตือนดังกล่าวต้องทำแยกต่างหาก จะกำหนดไปพร้อมกับคำสั่งทางปกครองไม่ได้
Explanation: คำตอบที่ถูก: "กำหนดมาตรการบังคับทางปกครองมากกว่าหนึ่งมาตรการในคราวเดียวกันไม่ได้" ตามมาตรา 63/22 วรรคสอง (1) แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม กำหนดว่าคำเตือนต้องระบุมาตรการบังคับทางปกครองที่จะใช้ให้ชัดแจ้ง แต่จะกำหนดมากกว่าหนึ่งมาตรการในคราวเดียวกันไม่ได้ สำหรับคำเตือนนั้นกฎหมายอนุญาตให้กำหนดไปพร้อมกับคำสั่งทางปกครองได้ และหากมีค่าใช้จ่ายจริงมากกว่าที่กำหนดไว้ก็ไม่เป็นการตัดสิทธิที่จะเรียกเพิ่มขึ้น ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ในกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วน เจ้าหน้าที่จะมีคำเตือนด้วยวาจาแทนหนังสือก็ได้" ผิด: กฎหมายบัญญัติบังคับว่าเจ้าหน้าที่จะต้องมีคำเตือนเป็นหนังสือเท่านั้น • "หากเสียค่าใช้จ่ายจริงมากกว่าที่ระบุไว้ในคำเตือน จะไม่มีสิทธิเรียกเพิ่มขึ้น" ผิด: กฎหมายบัญญัติว่าการกำหนดค่าใช้จ่ายในคำเตือนไม่เป็นการตัดสิทธิที่จะเรียกค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นหากเสียค่าใช้จ่ายจริงมากกว่าที่กำหนดไว้ • "คำเตือนดังกล่าวต้องทำแยกต่างหาก จะกำหนดไปพร้อมกับคำสั่งทางปกครองไม่ได้" ผิด: กฎหมายบัญญัติว่าคำเตือนดังกล่าวจะกำหนดไปพร้อมกับคำสั่งทางปกครองก็ได้ อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 63/22: “แต่จะกำหนดมากกว่าหนึ่งมาตรการในคราวเดียวกันไม่ได้” พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 63/22: “คำเตือนดังกล่าวจะกำหนดไปพร้อมกับคำสั่งทางปกครองก็ได้” พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 63/22: “การกำหนดค่าใช้จ่ายในคำเตือน ไม่เป็นการตัดสิทธิที่จะเรียกค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น หากจะต้องเสียค่าใช้จ่ายจริงมากกว่าที่ได้กำหนดไว้”
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 63/22: “แต่จะกำหนดมากกว่าหนึ่งมาตรการในคราวเดียวกันไม่ได้”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 กรณีมีเหตุจำเป็นเร่งด่วนและเจ้าหน้าที่แจ้งคำสั่งทางปกครองทางเครื่องโทรสาร กฎหมายกำหนดแนวทางปฏิบัติและผลของการแจ้งไว้อย่างไร
- ก. ไม่ต้องจัดส่งคำสั่งตัวจริงซ้ำอีก และถือว่าได้รับแจ้งทันทีที่พิมพ์รายงานผลการส่งสัญญาณของเครื่องโทรสารต้นทางสำเร็จ
- ข. ต้องจัดส่งตัวจริงให้ในทันทีที่อาจกระทำได้ และถือว่าได้รับแจ้งตามวันเวลาในหลักฐานของผู้ให้บริการโทรคมนาคม ✓
- ค. ต้องจัดส่งตัวจริงให้แก่ผู้รับโดยวิธีใดวิธีหนึ่ง และถือว่าได้รับแจ้งเป็นหนังสือในวันที่ผู้รับได้รับคำสั่งตัวจริงนั้น
- ง. ต้องมีหลักฐานการส่งของเจ้าหน้าที่ และถือว่าได้รับแจ้งเป็นหนังสือเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลา 7 วันนับแต่วันที่ส่งโทรสาร
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ต้องจัดส่งตัวจริงให้ในทันทีที่อาจกระทำได้ และถือว่าได้รับแจ้งตามวันเวลาในหลักฐานของผู้ให้บริการโทรคมนาคม" ตามมาตรา 74 ในกรณีมีเหตุจำเป็นเร่งด่วน การแจ้งคำสั่งทางปกครองทางเครื่องโทรสารต้องมีหลักฐานการส่งจากผู้จัดบริการโทรคมนาคม และเจ้าหน้าที่ยังคงต้องจัดส่งคำสั่งทางปกครองตัวจริงให้แก่ผู้รับในทันทีที่อาจกระทำได้ ทั้งนี้ ให้ถือว่าผู้รับได้รับแจ้งเป็นหนังสือตามวัน เวลา ที่ปรากฏในหลักฐานของผู้จัดบริการโทรคมนาคมดังกล่าว ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ไม่ต้องจัดส่งคำสั่งตัวจริงซ้ำอีก และถือว่าได้รับแจ้งทันทีที่พิมพ์รายงานผลการส่งสัญญาณของเครื่องโทรสารต้นทางสำเร็จ" ผิด: กฎหมายกำหนดชัดเจนว่าเจ้าหน้าที่ต้องจัดส่งคำสั่งทางปกครองตัวจริงให้แก่ผู้รับในทันทีที่อาจกระทำได้ • "ต้องจัดส่งตัวจริงให้แก่ผู้รับโดยวิธีใดวิธีหนึ่ง และถือว่าได้รับแจ้งเป็นหนังสือในวันที่ผู้รับได้รับคำสั่งตัวจริงนั้น" ผิด: กฎหมายให้ถือว่าได้รับแจ้งตามวันเวลาที่ปรากฏในหลักฐานของหน่วยงานผู้จัดบริการโทรคมนาคม มิใช่วันที่ได้รับคำสั่งตัวจริง • "ต้องมีหลักฐานการส่งของเจ้าหน้าที่ และถือว่าได้รับแจ้งเป็นหนังสือเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลา 7 วันนับแต่วันที่ส่งโทรสาร" ผิด: การถือว่าได้รับแจ้งเมื่อพ้นกำหนด 7 วันเป็นหลักเกณฑ์ของการแจ้งทางไปรษณีย์ตอบรับภายในประเทศ มิใช่การส่งทางโทรสาร อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 74: “ส่งโทรสารนั้น และต้องจัดส่งคำสั่งทางปกครองตัวจริงโดยวิธีใดวิธีหนึ่งตามหมวดนี้ให้แก่ผู้รับในทันทีที่” พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 74: “อาจกระทำได้ ในกรณีนี้ให้ถือว่าผู้รับได้รับแจ้งคำสั่งทางปกครองเป็นหนังสือตามวัน เวลา ที่ปรากฏใน”
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 74: “ส่งโทรสารนั้น และต้องจัดส่งคำสั่งทางปกครองตัวจริงโดยวิธีใดวิธีหนึ่งตามหมวดนี้ให้แก่ผู้รับในทันทีที่”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
พันตำรวจโท สมศักดิ์ ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบภารกิจหลายด้านในพื้นที่ ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง การดำเนินงานในข้อใดของพันตำรวจโท สมศักดิ์ ที่ได้รับการยกเว้นมิให้นำพระราชบัญญัติดังกล่าวมาใช้บังคับ
- ก. การพิจารณาออกคำสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้เปิดสถานบริการตามคำขอ
- ข. การออกคำสั่งให้บุคคลรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่สร้างโดยไม่ได้รับอนุญาต
- ค. การดำเนินงานตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญาในการสอบสวนคดี ✓
- ง. การพิจารณาออกคำสั่งลงโทษทางวินัยแก่ผู้ใต้บังคับบัญชาในสังกัด
Explanation: คำตอบที่ถูก: "การดำเนินงานตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญาในการสอบสวนคดี" ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 กำหนดข้อยกเว้นมิให้ใช้บังคับแก่การดำเนินงานตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ดังนั้นการปฏิบัติหน้าที่สอบสวนคดีอาญาจึงได้รับการยกเว้น ส่วนการสั่งลงโทษทางวินัย การอนุญาตเปิดสถานบริการ และการสั่งรื้อถอนอาคาร เป็นการใช้อำนาจทางปกครองที่ยังคงอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายนี้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "การพิจารณาออกคำสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้เปิดสถานบริการตามคำขอ" ผิด: การสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตตามคำขอเป็นการทำคำสั่งทางปกครองทั่วไปซึ่งไม่อยู่ในข้อยกเว้น • "การออกคำสั่งให้บุคคลรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่สร้างโดยไม่ได้รับอนุญาต" ผิด: การสั่งให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเป็นการใช้อำนาจทางปกครองที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายนี้ มิได้รับยกเว้น • "การพิจารณาออกคำสั่งลงโทษทางวินัยแก่ผู้ใต้บังคับบัญชาในสังกัด" ผิด: การออกคำสั่งลงโทษทางวินัยเป็นคำสั่งทางปกครองที่ยังอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมาย มิได้รับการยกเว้น อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 4: “มาตรา 4 พระราชบัญญัตินี้มิให้ใช้บังคับแก่” พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 4: “(8) การดำเนินงานตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญา”
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 4: “มาตรา 4 พระราชบัญญัตินี้มิให้ใช้บังคับแก่”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ในกรณีที่มีเหตุอื่นซึ่งมีสภาพร้ายแรงอันอาจทำให้การพิจารณาทางปกครองไม่เป็นกลาง หากมีคู่กรณีคัดค้านเจ้าหน้าที่ผู้พิจารณา แต่เจ้าหน้าที่ผู้นั้นเห็นว่าตนไม่มีเหตุตามที่คัดค้าน เจ้าหน้าที่จะมีอำนาจดำเนินการอย่างไร
- ก. ต้องส่งมอบสำนวนให้เจ้าหน้าที่ผู้มีอาวุโสสูงสุดในหน่วยงานเดียวกันเป็นผู้พิจารณาเรื่องแทนทันที
- ข. จะทำการพิจารณาเรื่องต่อไปได้ ก็ต่อเมื่อได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากคู่กรณีทุกฝ่ายเสียก่อน
- ค. ต้องหยุดการพิจารณาเรื่องไว้ทันที และส่งเรื่องให้คณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองชี้ขาด
- ง. จะทำการพิจารณาเรื่องต่อไปก็ได้ แต่ต้องแจ้งให้ผู้บังคับบัญชาเหนือตนขึ้นไปชั้นหนึ่งทราบ ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "จะทำการพิจารณาเรื่องต่อไปก็ได้ แต่ต้องแจ้งให้ผู้บังคับบัญชาเหนือตนขึ้นไปชั้นหนึ่งทราบ" ตามมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 กำหนดไว้ว่าในกรณีมีเหตุอื่นซึ่งมีสภาพร้ายแรงอันอาจทำให้การพิจารณาทางปกครองไม่เป็นกลาง หากคู่กรณีคัดค้านแต่เจ้าหน้าที่เห็นว่าตนไม่มีเหตุตามที่คัดค้านนั้น เจ้าหน้าที่จะทำการพิจารณาเรื่องต่อไปก็ได้ แต่ต้องแจ้งให้ผู้บังคับบัญชาเหนือตนขึ้นไปชั้นหนึ่งทราบ ดังนั้นการพิจารณาต่อไปพร้อมแจ้งผู้บังคับบัญชาจึงเป็นแนวทางที่ถูกต้องตามกฎหมาย ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ต้องส่งมอบสำนวนให้เจ้าหน้าที่ผู้มีอาวุโสสูงสุดในหน่วยงานเดียวกันเป็นผู้พิจารณาเรื่องแทนทันที" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ส่งต่อสำนวนให้เจ้าหน้าที่อาวุโสสูงสุด แต่ให้เจ้าหน้าที่ผู้นั้นพิจารณาต่อไปได้โดยแจ้งผู้บังคับบัญชาเหนือตนขึ้นไปชั้นหนึ่งทราบ • "จะทำการพิจารณาเรื่องต่อไปได้ ก็ต่อเมื่อได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากคู่กรณีทุกฝ่ายเสียก่อน" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดเงื่อนไขว่าต้องได้รับความยินยอมจากคู่กรณี แต่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่พิจารณาต่อไปได้โดยแจ้งผู้บังคับบัญชาเหนือตนขึ้นไปชั้นหนึ่งทราบ • "ต้องหยุดการพิจารณาเรื่องไว้ทันที และส่งเรื่องให้คณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองชี้ขาด" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ส่งคณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง แต่ให้เจ้าหน้าที่พิจารณาเรื่องต่อไปได้โดยต้องแจ้งผู้บังคับบัญชาเหนือตนขึ้นไปชั้นหนึ่งทราบ อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 16: “มาตรา 16 ในกรณีมีเหตุอื่นใดนอกจากที่บัญญัติไว้ในมาตรา 13 เกี่ยวกับ” พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 16: “คัดค้านนั้น ผู้นั้นจะทำการพิจารณาเรื่องต่อไปก็ได้แต่ต้องแจ้งให้ผู้บังคับบัญชาเหนือตนขึ้นไปชั้นหนึ่ง”
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 16: “มาตรา 16 ในกรณีมีเหตุอื่นใดนอกจากที่บัญญัติไว้ในมาตรา 13 เกี่ยวกับ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 การดำเนินการพิจารณาพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงของเจ้าหน้าที่ ข้อความใดต่อไปนี้ถูกต้อง
- ก. เจ้าหน้าที่ปฏิเสธไม่รับฟังพยานหลักฐานของคู่กรณีได้ หากเห็นว่าเป็นการกล่าวอ้างที่ไม่จำเป็น ฟุ่มเฟือย หรือเพื่อประวิงเวลา ✓
- ข. เจ้าหน้าที่ไม่มีอำนาจออกไปตรวจสถานที่เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงได้เอง โดยต้องทำคำร้องขอให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจเป็นผู้ดำเนินการแทน
- ค. คู่กรณีมีสิทธิปฏิเสธที่จะไม่ให้ความร่วมมือหรือแจ้งพยานหลักฐานที่ตนทราบได้ หากเห็นว่าการเปิดเผยจะทำให้ตนเองต้องเสียเปรียบในทางคดี
- ง. คู่กรณีที่มาให้ถ้อยคำและแสดงพยานหลักฐานต่อเจ้าหน้าที่มีสิทธิได้รับเงินค่าป่วยการตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เจ้าหน้าที่ปฏิเสธไม่รับฟังพยานหลักฐานของคู่กรณีได้ หากเห็นว่าเป็นการกล่าวอ้างที่ไม่จำเป็น ฟุ่มเฟือย หรือเพื่อประวิงเวลา" ตามมาตรา 29 กำหนดให้เจ้าหน้าที่ต้องรับฟังพยานหลักฐาน คำชี้แจง หรือความเห็นของคู่กรณี เว้นแต่จะเห็นว่าเป็นการกล่าวอ้างที่ไม่จำเป็น ฟุ่มเฟือยหรือเพื่อประวิงเวลา ส่วนคู่กรณีมีหน้าที่ต้องให้ความร่วมมือและแจ้งพยานหลักฐานที่ตนทราบ และสิทธิได้รับค่าป่วยการเป็นของพยานหรือพยานผู้เชี่ยวชาญที่เจ้าหน้าที่เรียกมาเท่านั้น ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เจ้าหน้าที่ไม่มีอำนาจออกไปตรวจสถานที่เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงได้เอง โดยต้องทำคำร้องขอให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจเป็นผู้ดำเนินการแทน" ผิด: การออกไปตรวจสถานที่เป็นหนึ่งในการดำเนินการที่เจ้าหน้าที่สามารถกระทำได้เองตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้โดยตรง • "คู่กรณีมีสิทธิปฏิเสธที่จะไม่ให้ความร่วมมือหรือแจ้งพยานหลักฐานที่ตนทราบได้ หากเห็นว่าการเปิดเผยจะทำให้ตนเองต้องเสียเปรียบในทางคดี" ผิด: กฎหมายกำหนดให้คู่กรณีต้องให้ความร่วมมือในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงและมีหน้าที่แจ้งพยานหลักฐานที่ตนทราบแก่เจ้าหน้าที่ • "คู่กรณีที่มาให้ถ้อยคำและแสดงพยานหลักฐานต่อเจ้าหน้าที่มีสิทธิได้รับเงินค่าป่วยการตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง" ผิด: กฎหมายให้สิทธิได้รับค่าป่วยการเฉพาะพยานหรือพยานผู้เชี่ยวชาญที่เจ้าหน้าที่เรียกมาเท่านั้น ไม่ครอบคลุมถึงตัวคู่กรณี อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 29: “มาตรา 29 เจ้าหน้าที่ต้องพิจารณาพยานหลักฐานที่ตนเห็นว่าจำเป็นแก่การพิสูจน์” พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 29: “หรือพยานผู้เชี่ยวชาญที่คู่กรณีกล่าวอ้าง เว้นแต่เจ้าหน้าที่เห็นว่าเป็นการกล่าวอ้างที่ไม่จำเป็น” พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 29: “พยานหรือพยานผู้เชี่ยวชาญที่เจ้าหน้าที่เรียกมาให้ถ้อยคำหรือทำความเห็นมีสิทธิ”
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 29: “มาตรา 29 เจ้าหน้าที่ต้องพิจารณาพยานหลักฐานที่ตนเห็นว่าจำเป็นแก่การพิสูจน์”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
นายกเทศมนตรีมีคำสั่งเป็นหนังสือสั่งให้นายดำระงับการก่อสร้างอาคารเนื่องจากไม่ได้รับอนุญาต โดยนายกเทศมนตรีลงนามในคำสั่งเมื่อวันที่ 1 มีนาคม เจ้าหน้าที่นำหนังสือไปส่งและนายดำได้รับแจ้งคำสั่งเมื่อวันที่ 5 มีนาคม ต่อมานายดำยื่นอุทธรณ์คำสั่งเมื่อวันที่ 12 มีนาคม กรณีนี้ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง คำสั่งทางปกครองดังกล่าวมีผลใช้ยันต่อนายดำตั้งแต่เมื่อใด
- ก. ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม ซึ่งเป็นวันที่นายกเทศมนตรีลงนามในคำสั่ง
- ข. ตั้งแต่วันที่ 5 มีนาคม ขณะที่นายดำได้รับแจ้งคำสั่งเป็นต้นไป ✓
- ค. ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม ซึ่งเป็นวันที่นายดำยื่นอุทธรณ์คำสั่ง
- ง. ตั้งแต่เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาการอุทธรณ์คำสั่งทางปกครองนั้นแล้ว
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ตั้งแต่วันที่ 5 มีนาคม ขณะที่นายดำได้รับแจ้งคำสั่งเป็นต้นไป" ตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 บัญญัติให้คำสั่งทางปกครองมีผลใช้ยันต่อบุคคลตั้งแต่ขณะที่ผู้นั้นได้รับแจ้งเป็นต้นไป ดังนั้น เมื่อนายดำได้รับแจ้งคำสั่งในวันที่ 5 มีนาคม คำสั่งดังกล่าวจึงเริ่มมีผลใช้ยันต่อนายดำตั้งแต่วันที่ 5 มีนาคมเป็นต้นไป โดยไม่ต้องรอวันยื่นอุทธรณ์หรือพ้นกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม ซึ่งเป็นวันที่นายกเทศมนตรีลงนามในคำสั่ง" ผิด: กฎหมายกำหนดให้คำสั่งมีผลตั้งแต่ขณะที่ได้รับแจ้ง มิใช่วันที่เจ้าหน้าที่ลงนามในคำสั่ง • "ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม ซึ่งเป็นวันที่นายดำยื่นอุทธรณ์คำสั่ง" ผิด: การยื่นอุทธรณ์ไม่มีผลทำให้การเริ่มมีผลของคำสั่งเลื่อนออกไปจากขณะที่ได้รับแจ้ง • "ตั้งแต่เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาการอุทธรณ์คำสั่งทางปกครองนั้นแล้ว" ผิด: คำสั่งทางปกครองมีผลบังคับทันทีตั้งแต่ขณะที่ได้รับแจ้งโดยไม่ต้องรอให้พ้นระยะเวลาอุทธรณ์ อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 42: “คำสั่งทางปกครองให้มีผลใช้ยันต่อบุคคลตั้งแต่ขณะที่ผู้นั้นได้รับแจ้ง”
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 42: “คำสั่งทางปกครองให้มีผลใช้ยันต่อบุคคลตั้งแต่ขณะที่ผู้นั้นได้รับแจ้ง”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 การเพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งเป็นการให้ประโยชน์แก่ผู้รับคำสั่งทางปกครองในกรณีใด ที่กฎหมายกำหนดให้ผู้ได้รับประโยชน์มีสิทธิได้รับค่าทดแทนความเสียหายอันเกิดจากความเชื่อโดยสุจริตได้
- ก. ผู้รับประโยชน์มิได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ของคำสั่งทางปกครองนั้น
- ข. คำสั่งทางปกครองมีข้อสงวนสิทธิให้เพิกถอนได้ระบุไว้ชัดแจ้งในคำสั่งนั้นเอง
- ค. ข้อเท็จจริงและพฤติการณ์เปลี่ยนแปลงไปและหากไม่เพิกถอนจะเสียหายต่อสาธารณะ ✓
- ง. มีข้อกำหนดให้ผู้รับประโยชน์ต้องปฏิบัติแต่ไม่มีการปฏิบัติภายในเวลาที่กำหนด
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ข้อเท็จจริงและพฤติการณ์เปลี่ยนแปลงไปและหากไม่เพิกถอนจะเสียหายต่อสาธารณะ" ตามมาตรา 53 วรรคสาม การเพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งเป็นการให้ประโยชน์แก่ผู้รับคำสั่ง ผู้ได้รับประโยชน์จะมีสิทธิได้รับค่าทดแทนความเสียหายอันเกิดจากความเชื่อโดยสุจริตเฉพาะกรณีการเพิกถอนตามวรรคสอง (3) (4) และ (5) เท่านั้น ซึ่งรวมถึงกรณีข้อเท็จจริงและพฤติการณ์เปลี่ยนแปลงไปและหากไม่เพิกถอนจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อประโยชน์สาธารณะ ส่วนกรณีการเพิกถอนเพราะมีข้อสงวนสิทธิหรือเพราะผู้รับประโยชน์ละเลยไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดหรือเงื่อนไข ย่อมไม่มีสิทธิได้รับค่าทดแทน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ผู้รับประโยชน์มิได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ของคำสั่งทางปกครองนั้น" ผิด: การเพิกถอนคำสั่งให้เงินหรือทรัพย์สินเพราะไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขตามวรรคสี่ (2) ผู้รับประโยชน์ไม่มีสิทธิได้รับค่าทดแทน • "คำสั่งทางปกครองมีข้อสงวนสิทธิให้เพิกถอนได้ระบุไว้ชัดแจ้งในคำสั่งนั้นเอง" ผิด: การเพิกถอนเพราะมีกฎหมายหรือมีข้อสงวนสิทธิให้เพิกถอนได้ตามวรรคสอง (1) กฎหมายไม่ได้กำหนดให้มีสิทธิได้รับค่าทดแทน • "มีข้อกำหนดให้ผู้รับประโยชน์ต้องปฏิบัติแต่ไม่มีการปฏิบัติภายในเวลาที่กำหนด" ผิด: การเพิกถอนเพราะไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดภายในเวลาที่กำหนดตามวรรคสอง (2) ผู้รับประโยชน์ไม่มีสิทธิได้รับค่าทดแทน อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 53: “มาตรา 53 คำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งไม่เป็นการให้ประโยชน์แก่” พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 53: “ในกรณีที่มีการเพิกถอนคำสั่งทางปกครองเพราะเหตุตามวรรคสอง (3) (4) และ (5)” พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 53: “ผู้ได้รับประโยชน์มีสิทธิได้รับค่าทดแทนความเสียหายอันเกิดจากความเชื่อโดยสุจริตในความคงอยู่ของ”
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 53: “มาตรา 53 คำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งไม่เป็นการให้ประโยชน์แก่”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ในกรณีที่กฎกระทรวงไม่ได้กำหนดขั้นตอนและวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการยึด การอายัด และการขายทอดตลาดทรัพย์สินไว้ จนต้องนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม ข้อใดระบุการเทียบความหมายได้ถูกต้องตามกฎหมาย
- ก. ให้ถือว่า “อำนาจของศาลในส่วนที่เกี่ยวกับการบังคับคดี” เป็น อำนาจของศาลปกครองที่มีเขตอำนาจ
- ข. ให้ถือว่า “เจ้าพนักงานบังคับคดี” หมายถึง หัวหน้าหน่วยงานของรัฐที่ออกคำสั่งให้ชำระเงิน
- ค. ให้ถือว่า “เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา” หมายถึง เจ้าพนักงานบังคับทางปกครอง
- ง. ให้ถือว่า “ลูกหนี้ตามคำพิพากษา” หมายถึง ผู้อยู่ในบังคับของมาตรการบังคับทางปกครอง ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ให้ถือว่า “ลูกหนี้ตามคำพิพากษา” หมายถึง ผู้อยู่ในบังคับของมาตรการบังคับทางปกครอง" ตามมาตรา 63/12 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 กำหนดว่าหากนำบทบัญญัติในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม ให้ถือว่าลูกหนี้ตามคำพิพากษาหมายถึงผู้อยู่ในบังคับของมาตรการบังคับทางปกครอง ส่วนเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหมายถึงหน่วยงานของรัฐที่ออกคำสั่งให้ชำระเงิน และเจ้าพนักงานบังคับคดีหมายถึงเจ้าพนักงานบังคับทางปกครอง สำหรับอำนาจของศาลเกี่ยวกับการบังคับคดีให้เป็นอำนาจของหัวหน้าหน่วยงานของรัฐตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ให้ถือว่า “อำนาจของศาลในส่วนที่เกี่ยวกับการบังคับคดี” เป็น อำนาจของศาลปกครองที่มีเขตอำนาจ" ผิด: กฎหมายกำหนดให้อำนาจของศาลเกี่ยวกับการบังคับคดีเป็นอำนาจของหัวหน้าหน่วยงานของรัฐตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ไม่ใช่ศาลปกครอง • "ให้ถือว่า “เจ้าพนักงานบังคับคดี” หมายถึง หัวหน้าหน่วยงานของรัฐที่ออกคำสั่งให้ชำระเงิน" ผิด: กฎหมายกำหนดให้เจ้าพนักงานบังคับคดีหมายถึงเจ้าพนักงานบังคับทางปกครอง ไม่ใช่หัวหน้าหน่วยงานของรัฐ • "ให้ถือว่า “เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา” หมายถึง เจ้าพนักงานบังคับทางปกครอง" ผิด: กฎหมายกำหนดให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหมายถึงหน่วยงานของรัฐที่ออกคำสั่งให้ชำระเงิน ไม่ใช่เจ้าพนักงานบังคับทางปกครอง อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 63/12: “(1) เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา หมายถึง หน่วยงานของรัฐที่ออกคำสั่งให้ชำระเงิน” พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 63/12: “(2) ลูกหนี้ตามคำพิพากษา หมายถึง ผู้อยู่ในบังคับของมาตรการบังคับทางปกครอง” พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 63/12: “(4) เจ้าพนักงานบังคับคดี หมายถึง เจ้าพนักงานบังคับทางปกครอง”
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 63/12: “(1) เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา หมายถึง หน่วยงานของรัฐที่ออกคำสั่งให้ชำระเงิน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
นายเอกได้รับคำสั่งเป็นหนังสือจากเจ้าหน้าที่ให้ดำเนินการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างภายในระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งปรากฏว่าวันสุดท้ายของระยะเวลาดังกล่าวตรงกับวันอาทิตย์ซึ่งเป็นวันหยุดทำการงานของเจ้าหน้าที่ โดยในคำสั่งมิได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ระยะเวลาที่กำหนดให้นายเอกปฏิบัติตามคำสั่งนั้นจะสิ้นสุดลงเมื่อใด
- ก. สิ้นสุดในวันทำงานที่ถัดจากวันหยุดนั้น ✓
- ข. สิ้นสุดในวันศุกร์ซึ่งเป็นวันทำการสุดท้ายก่อนวันหยุด
- ค. สิ้นสุดในวันถัดไปเฉพาะเมื่อเจ้าหน้าที่มีคำสั่งอนุญาต
- ง. สิ้นสุดในวันอาทิตย์ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของระยะเวลานั้น
Explanation: คำตอบที่ถูก: "สิ้นสุดในวันทำงานที่ถัดจากวันหยุดนั้น" ตามมาตรา 64 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 กำหนดว่า ในกรณีที่บุคคลใดต้องทำการอย่างหนึ่งอย่างใดภายในระยะเวลาที่กำหนดโดยคำสั่งของเจ้าหน้าที่ ถ้าวันสุดท้ายเป็นวันหยุดทำการงานสำหรับเจ้าหน้าที่ ให้ถือว่าระยะเวลานั้นสิ้นสุดในวันทำงานที่ถัดจากวันหยุดนั้น เว้นแต่จะมีกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ดังนั้น กรณีของนายเอกจึงสิ้นสุดในวันทำงานถัดจากวันหยุดดังกล่าว ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "สิ้นสุดในวันศุกร์ซึ่งเป็นวันทำการสุดท้ายก่อนวันหยุด" ผิด: กฎหมายไม่ได้ให้ร่นวันสิ้นสุดเข้ามาเป็นวันทำการก่อนหน้าวันหยุด แต่ให้เลื่อนไปสิ้นสุดในวันทำงานถัดไป • "สิ้นสุดในวันถัดไปเฉพาะเมื่อเจ้าหน้าที่มีคำสั่งอนุญาต" ผิด: การสิ้นสุดในวันทำงานที่ถัดจากวันหยุดเป็นผลตามกฎหมายโดยตรง ไม่ต้องรอให้เจ้าหน้าที่มีคำสั่งอนุญาตเป็นรายกรณี • "สิ้นสุดในวันอาทิตย์ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของระยะเวลานั้น" ผิด: การนับวันสิ้นสุดรวมเข้าด้วยแม้เป็นวันหยุดเป็นหลักเกณฑ์ของกรณีที่เจ้าหน้าที่มีหน้าที่ต้องกระทำ มิใช่กรณีของบุคคลทั่วไป อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 64: “ในกรณีที่บุคคลใดต้องทำการอย่างหนึ่งอย่างใดภายในระยะเวลาที่กำหนดโดยกฎหมายหรือโดยคำสั่งของเจ้าหน้าที่ ถ้าวันสุดท้ายเป็นวันหยุดทำการงานสำหรับเจ้าหน้าที่หรือวันหยุดตามประเพณีของบุคคลผู้รับคำสั่ง ให้ถือว่าระยะเวลานั้นสิ้นสุดในวันทำงานที่ถัดจากวันหยุดนั้น เว้นแต่กฎหมายหรือเจ้าหน้าที่ที่มีคำสั่งจะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น” พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 64: “ในกรณีที่เจ้าหน้าที่มีหน้าที่ต้องกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดภายในระยะเวลาที่กำหนด ให้นับวันสิ้นสุดของระยะเวลานั้นรวมเข้าด้วยแม้ว่าวันสุดท้ายเป็นวันหยุดทำการงานสำหรับเจ้าหน้าที่”
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 64: “ในกรณีที่บุคคลใดต้องทำการอย่างหนึ่งอย่างใดภายในระยะเวลาที่กำหนดโดยกฎหมายหรือโดยคำสั่งของเจ้าหน้าที่ ถ้าวันสุดท้ายเป็นวันหยุดทำการงานสำหรับเจ้าหน้าที่หรือวันหยุดตามประเพณีของบุคคลผู้รับคำสั่ง ให้ถือว่าระยะเวลานั้นสิ้นสุดในวันทำงานที่ถัดจากวันหยุดนั้น เว้นแต่กฎหมายหรือเจ้าหน้าที่ที่มีคำสั่งจะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 นอกจากพ้นจากตำแหน่งตามวาระแล้ว กรณีใดเป็นเหตุให้กรรมการพ้นจากตำแหน่ง
- ก. ได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดในความผิดอันกระทำโดยประมาท
- ข. เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ ✓
- ค. ถูกฟ้องคดีล้มละลายและอยู่ระหว่างการพิจารณาคดีของศาล
- ง. ได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดในความผิดลหุโทษ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ" ตามมาตรา 76 (4) แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 กรรมการจะพ้นจากตำแหน่งเมื่อเป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ สำหรับโทษจำคุกตามมาตรา 76 (5) กฎหมายยกเว้นความผิดลหุโทษและความผิดอันได้กระทำโดยประมาทไว้ และกรณีตามมาตรา 76 (3) ต้องเป็นบุคคลล้มละลายแล้ว มิใช่เพียงถูกฟ้องคดี ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดในความผิดอันกระทำโดยประมาท" ผิด: กฎหมายยกเว้นความผิดอันได้กระทำโดยประมาทไว้ จึงไม่เป็นเหตุให้กรรมการพ้นจากตำแหน่ง • "ถูกฟ้องคดีล้มละลายและอยู่ระหว่างการพิจารณาคดีของศาล" ผิด: กฎหมายกำหนดให้ต้องเป็นบุคคลล้มละลาย การเพียงถูกฟ้องคดียังไม่ทำให้พ้นจากตำแหน่ง • "ได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดในความผิดลหุโทษ" ผิด: กฎหมายยกเว้นความผิดลหุโทษไว้ จึงไม่เป็นเหตุให้กรรมการพ้นจากตำแหน่ง อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 76: “มาตรา 76 นอกจากพ้นจากตำแหน่งตามวาระ กรรมการพ้นจากตำแหน่งเมื่อ” พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 76: “(4) เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ” พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 76: “(5) ได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นความผิดลหุโทษหรือ”
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 76: “มาตรา 76 นอกจากพ้นจากตำแหน่งตามวาระ กรรมการพ้นจากตำแหน่งเมื่อ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ผู้มีอำนาจออกกฎเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้และเงื่อนไขการมีผลใช้บังคับเป็นไปตามข้อใด
- ก. คณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองมีอำนาจออกประกาศ และให้ใช้บังคับได้เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ
- ข. นายกรัฐมนตรีมีอำนาจออกระเบียบและข้อบังคับ และให้ใช้บังคับได้ทันทีเมื่อลงนามในคำสั่งเรียบร้อยแล้ว
- ค. นายกรัฐมนตรีมีอำนาจออกกฎกระทรวงและประกาศ และให้ใช้บังคับได้เมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ✓
- ง. ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีมีอำนาจออกกฎกระทรวงและประกาศ และให้ใช้บังคับได้เมื่อส่งมอบให้หน่วยงานราชการทราบ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "นายกรัฐมนตรีมีอำนาจออกกฎกระทรวงและประกาศ และให้ใช้บังคับได้เมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว" ตามมาตรา 6 กำหนดให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และมีอำนาจออกกฎกระทรวงและประกาศเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ โดยกฎกระทรวงและประกาศดังกล่าวจะมีผลใช้บังคับได้เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "คณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองมีอำนาจออกประกาศ และให้ใช้บังคับได้เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ" ผิด: กฎหมายให้อำนาจนายกรัฐมนตรี มิใช่คณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง และจะมีผลใช้บังคับเมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว • "นายกรัฐมนตรีมีอำนาจออกระเบียบและข้อบังคับ และให้ใช้บังคับได้ทันทีเมื่อลงนามในคำสั่งเรียบร้อยแล้ว" ผิด: กฎหมายให้อำนาจนายกรัฐมนตรีออกกฎกระทรวงและประกาศ มิใช่ออกระเบียบหรือข้อบังคับ และจะมีผลใช้บังคับเมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว • "ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีมีอำนาจออกกฎกระทรวงและประกาศ และให้ใช้บังคับได้เมื่อส่งมอบให้หน่วยงานราชการทราบ" ผิด: กฎหมายให้อำนาจนายกรัฐมนตรีรักษาการและออกกฎกระทรวงหรือประกาศ มิใช่อำนาจของปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 6: “ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้” พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 6: “กฎกระทรวงและประกาศนั้น เมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ใช้บังคับได้”
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 6: “ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 กรณีเกิดเหตุโรคระบาดสัตว์ร้ายแรงในพื้นที่ซึ่งจำเป็นต้องออกคำสั่งกักกันสัตว์ทันที มิฉะนั้นจะเกิดความเสียหายต่อประโยชน์สาธารณะอย่างร้ายแรง แต่ปรากฏว่านายอำเภอผู้มีอำนาจเป็นพี่ชายร่วมบิดามารดาของเจ้าของฟาร์มสัตว์ และไม่มีเจ้าหน้าที่อื่นปฏิบัติหน้าที่แทนได้ นายอำเภอจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างไร
- ก. ต้องหยุดการพิจารณาไว้ทันทีและรายงานผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อสั่งการ แม้จะเป็นกรณีมีความจำเป็นเร่งด่วนก็ตาม
- ข. ดำเนินการพิจารณาต่อไปได้ก็ต่อเมื่อได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากเจ้าของสถานประกอบการที่เป็นคู่กรณี
- ค. ต้องส่งเรื่องให้คณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองพิจารณาชี้ขาดก่อน จึงจะสามารถออกคำสั่งบังคับได้
- ง. สามารถดำเนินการพิจารณาและออกคำสั่งได้ เพราะเป็นกรณีจำเป็นเร่งด่วนหากล่าช้าจะเสียหายต่อประโยชน์สาธารณะ ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "สามารถดำเนินการพิจารณาและออกคำสั่งได้ เพราะเป็นกรณีจำเป็นเร่งด่วนหากล่าช้าจะเสียหายต่อประโยชน์สาธารณะ" ตามมาตรา 18 บัญญัติยกเว้นไว้ว่า บทบัญญัติมาตรา 13 ถึงมาตรา 16 ไม่ให้นำมาใช้บังคับกับกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วน หากปล่อยให้ล่าช้าไปจะเสียหายต่อประโยชน์สาธารณะ หรือไม่มีเจ้าหน้าที่อื่นปฏิบัติหน้าที่แทนผู้นั้นได้ ดังนั้น นายอำเภอจึงมีอำนาจพิจารณาและออกคำสั่งทางปกครองได้ทันที ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ต้องหยุดการพิจารณาไว้ทันทีและรายงานผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อสั่งการ แม้จะเป็นกรณีมีความจำเป็นเร่งด่วนก็ตาม" ผิด: กฎหมายยกเว้นไม่นำบทบัญญัติเรื่องการหยุดพิจารณามาใช้บังคับกับกรณีจำเป็นเร่งด่วนเพื่อป้องกันความเสียหายต่อประโยชน์สาธารณะ • "ดำเนินการพิจารณาต่อไปได้ก็ต่อเมื่อได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากเจ้าของสถานประกอบการที่เป็นคู่กรณี" ผิด: กฎหมายมิได้กำหนดให้ต้องขอความยินยอมเป็นหนังสือจากคู่กรณี แต่เป็นข้อยกเว้นที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ดำเนินการได้ทันที • "ต้องส่งเรื่องให้คณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองพิจารณาชี้ขาดก่อน จึงจะสามารถออกคำสั่งบังคับได้" ผิด: กฎหมายมิได้กำหนดให้ต้องส่งเรื่องให้คณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองพิจารณาชี้ขาดในกรณีจำเป็นเร่งด่วน มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 13: “มาตรา 13 เจ้าหน้าที่ดังต่อไปนี้จะทำการพิจารณาทางปกครองไม่ได้ (1) เป็นคู่กรณีเอง (2) เป็นคู่หมั้นหรือคู่สมรสของคู่กรณี (3) เป็นญาติของคู่กรณี คือ เป็นบุพการีหรือผู้สืบสันดานไม่ว่าชั้นใด ๆ หรือเป็นพี่ น้องหรือลูกพี่ลูกน้องนับได้เพียงภายในสามชั้น …” • พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 16: “มาตรา 16 ในกรณีมีเหตุอื่นใดนอกจากที่บัญญัติไว้ในมาตรา 13 เกี่ยวกับ เจ้าหน้าที่หรือกรรมการในคณะกรรมการที่มีอำนาจพิจารณาทางปกครองซึ่งมีสภาพร้ายแรงอันอาจทำ ให้การพิจารณาทางปกครองไม่เป็นกลาง เจ้าหน้าที่หรือกรรมการผู้นั้นจะทำการพิจารณาทางปกครอง ในเรื่องนั้นไม่ได้ …” อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 18: “บทบัญญัติมาตรา 13 ถึงมาตรา 16 ไม่ให้นำมาใช้บังคับกับกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วน หากปล่อยให้ล่าช้าไปจะเสียหายต่อประโยชน์สาธารณะหรือสิทธิของบุคคลจะเสียหายโดยไม่มีทางแก้ไขได้ หรือไม่มีเจ้าหน้าที่อื่นปฏิบัติหน้าที่แทนผู้นั้นได้”
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 18: “บทบัญญัติมาตรา 13 ถึงมาตรา 16 ไม่ให้นำมาใช้บังคับกับกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วน หากปล่อยให้ล่าช้าไปจะเสียหายต่อประโยชน์สาธารณะหรือสิทธิของบุคคลจะเสียหายโดยไม่มีทางแก้ไขได้ หรือไม่มีเจ้าหน้าที่อื่นปฏิบัติหน้าที่แทนผู้นั้นได้”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ในกรณีที่คำสั่งทางปกครองอาจกระทบถึงสิทธิของคู่กรณี กรณีใดต่อไปนี้เป็นข้อยกเว้นที่เจ้าหน้าที่ไม่จำต้องให้คู่กรณีมีโอกาสได้ทราบข้อเท็จจริง โต้แย้ง และแสดงพยานหลักฐาน
- ก. เมื่อคำสั่งทางปกครองนั้นเป็นมาตรการบังคับทางปกครอง ✓
- ข. เมื่อคู่กรณีได้มีทนายความหรือที่ปรึกษาเข้าร่วมการพิจารณา
- ค. เมื่อเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการออกไปตรวจสถานที่ด้วยตนเองแล้ว
- ง. เมื่อมีการแต่งตั้งตัวแทนร่วมของคู่กรณีเพื่อดำเนินการแทน
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เมื่อคำสั่งทางปกครองนั้นเป็นมาตรการบังคับทางปกครอง" ตามมาตรา 30 วรรคหนึ่ง กำหนดหลักการให้สิทธิคู่กรณีในการรับฟังข้อเท็จจริงและโต้แย้งแสดงพยานหลักฐาน แต่ในมาตรา 30 วรรคสอง (5) ได้บัญญัติข้อยกเว้นไว้ชัดเจนว่า มิให้นำมาใช้บังคับเมื่อเป็นมาตรการบังคับทางปกครอง เว้นแต่เจ้าหน้าที่จะเห็นสมควรปฏิบัติเป็นอย่างอื่น ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เมื่อคู่กรณีได้มีทนายความหรือที่ปรึกษาเข้าร่วมการพิจารณา" ผิด: การมีทนายความหรือที่ปรึกษาเป็นสิทธิของคู่กรณี ไม่ใช่ข้อยกเว้นตามที่กฎหมายกำหนดไว้ • "เมื่อเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการออกไปตรวจสถานที่ด้วยตนเองแล้ว" ผิด: การออกไปตรวจสถานที่เป็นเพียงวิธีการแสวงหาพยานหลักฐานของเจ้าหน้าที่ ไม่ใช่ข้อยกเว้นที่ทำให้ไม่ต้องให้โอกาสคู่กรณีโต้แย้ง • "เมื่อมีการแต่งตั้งตัวแทนร่วมของคู่กรณีเพื่อดำเนินการแทน" ผิด: การมีตัวแทนร่วมเป็นเพียงการดำเนินการแทนกรณีมีคู่กรณีจำนวนมาก ไม่ใช่เหตุยกเว้นตามกฎหมาย อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 30: “ความในวรรคหนึ่งมิให้นำมาใช้บังคับในกรณีดังต่อไปนี้ เว้นแต่เจ้าหน้าที่จะ” พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 30: “(5) เมื่อเป็นมาตรการบังคับทางปกครอง”
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 30: “ความในวรรคหนึ่งมิให้นำมาใช้บังคับในกรณีดังต่อไปนี้ เว้นแต่เจ้าหน้าที่จะ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ในกรณีที่คำสั่งทางปกครองไม่ได้ออกโดยรัฐมนตรีและไม่มีกฎหมายเฉพาะกำหนดขั้นตอนอุทธรณ์ไว้ ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการอุทธรณ์คำสั่งทางปกครองดังกล่าว
- ก. การยื่นอุทธรณ์มีผลให้ทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครองไว้โดยอัตโนมัติจนกว่าจะวินิจฉัยเสร็จสิ้น
- ข. ยื่นคำอุทธรณ์เป็นหนังสือต่อเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครองภายใน 15 วันนับแต่วันที่ตนได้รับแจ้งคำสั่ง ✓
- ค. การอุทธรณ์จะกระทำด้วยวาจาหรือทำเป็นหนังสือก็ได้หากระบุข้อโต้แย้งและข้อเท็จจริงประกอบ
- ง. ยื่นคำอุทธรณ์ต่อผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์โดยตรงภายใน 30 วันนับแต่วันที่ตนได้รับแจ้งคำสั่ง
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ยื่นคำอุทธรณ์เป็นหนังสือต่อเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครองภายใน 15 วันนับแต่วันที่ตนได้รับแจ้งคำสั่ง" ตามมาตรา 44 บัญญัติให้คู่กรณีอุทธรณ์คำสั่งทางปกครองโดยยื่นต่อเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครองภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง และต้องทำเป็นหนังสือ โดยการอุทธรณ์ไม่เป็นเหตุให้ทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครอง ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "การยื่นอุทธรณ์มีผลให้ทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครองไว้โดยอัตโนมัติจนกว่าจะวินิจฉัยเสร็จสิ้น" ผิด: กฎหมายกำหนดว่าการอุทธรณ์ไม่เป็นเหตุให้ทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครอง เว้นแต่จะมีการสั่งให้ทุเลาการบังคับ • "การอุทธรณ์จะกระทำด้วยวาจาหรือทำเป็นหนังสือก็ได้หากระบุข้อโต้แย้งและข้อเท็จจริงประกอบ" ผิด: กฎหมายบัญญัติชัดเจนว่าคำอุทธรณ์ต้องทำเป็นหนังสือ ไม่อาจทำด้วยวาจาได้ • "ยื่นคำอุทธรณ์ต่อผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์โดยตรงภายใน 30 วันนับแต่วันที่ตนได้รับแจ้งคำสั่ง" ผิด: กฎหมายกำหนดให้ยื่นต่อเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครอง และต้องยื่นภายใน 15 วัน ไม่ใช่ 30 วัน อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 44: “อุทธรณ์คำสั่งทางปกครองนั้นโดยยื่นต่อเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครองภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่” พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 44: “การอุทธรณ์ไม่เป็นเหตุให้ทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครอง เว้นแต่จะมีการสั่งให้ทุเลา”
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 44: “อุทธรณ์คำสั่งทางปกครองนั้นโดยยื่นต่อเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครองภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
นายอำเภอมีคำสั่งทางปกครองให้นายมนัสรื้อถอนอาคารที่กีดขวางทางสาธารณะ แต่นายมนัสไม่ปฏิบัติตามและได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว หากนายอำเภอประสงค์จะบังคับการให้เป็นไปตามคำสั่ง ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ข้อใดระบุอำนาจหน้าที่ของนายอำเภอได้ถูกต้อง
- ก. นายอำเภอต้องยุติการบังคับไว้ทันที เพราะการยื่นอุทธรณ์มีผลเป็นการทุเลาการบังคับตามกฎหมายโดยอัตโนมัติ
- ข. นายอำเภอไม่มีอำนาจบังคับได้เอง ต้องส่งเรื่องให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอหมายบังคับคดีเสมอ
- ค. นายอำเภอมีอำนาจพิจารณาใช้มาตรการบังคับทางปกครองได้ เว้นแต่จะมีการสั่งให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน ✓
- ง. นายอำเภอมีอำนาจใช้มาตรการบังคับได้ทันที โดยกฎหมายไม่อนุญาตให้มีการสั่งทุเลาการบังคับไว้ก่อนไม่ว่ากรณีใด
Explanation: คำตอบที่ถูก: "นายอำเภอมีอำนาจพิจารณาใช้มาตรการบังคับทางปกครองได้ เว้นแต่จะมีการสั่งให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน" ตามมาตรา 63/2 เจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครองมีอำนาจที่จะพิจารณาใช้มาตรการบังคับทางปกครองเพื่อให้เป็นไปตามคำสั่งของตนได้เอง เว้นแต่จะมีการสั่งให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน ดังนั้น การยื่นอุทธรณ์จึงไม่ได้ทุเลาการบังคับโดยอัตโนมัติ และนายอำเภอสามารถดำเนินการบังคับได้เองโดยไม่ต้องส่งศาล เว้นแต่จะมีคำสั่งให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "นายอำเภอต้องยุติการบังคับไว้ทันที เพราะการยื่นอุทธรณ์มีผลเป็นการทุเลาการบังคับตามกฎหมายโดยอัตโนมัติ" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดให้การยื่นอุทธรณ์มีผลเป็นการทุเลาการบังคับโดยอัตโนมัติ แต่ต้องมีการสั่งให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน • "นายอำเภอไม่มีอำนาจบังคับได้เอง ต้องส่งเรื่องให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอหมายบังคับคดีเสมอ" ผิด: เจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งมีอำนาจพิจารณาใช้มาตรการบังคับทางปกครองได้เองตามกฎหมาย โดยไม่ต้องส่งฟ้องต่อศาลก่อนเสมอ • "นายอำเภอมีอำนาจใช้มาตรการบังคับได้ทันที โดยกฎหมายไม่อนุญาตให้มีการสั่งทุเลาการบังคับไว้ก่อนไม่ว่ากรณีใด" ผิด: กฎหมายเปิดช่องให้มีการสั่งให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อนได้ โดยเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่ง ผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์ หรือผู้มีอำนาจวินิจฉัยความถูกต้องของคำสั่ง อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 63/2: “มาตรา 63/2 เจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครองมีอำนาจที่จะพิจารณาใช้มาตรการบังคับทางปกครองเพื่อให้เป็นไปตามคำสั่งของตนได้ตามบทบัญญัติในหมวดนี้ เว้นแต่จะมีการสั่งให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน”
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 63/2: “มาตรา 63/2 เจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครองมีอำนาจที่จะพิจารณาใช้มาตรการบังคับทางปกครองเพื่อให้เป็นไปตามคำสั่งของตนได้ตามบทบัญญัติในหมวดนี้ เว้นแต่จะมีการสั่งให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม การโต้แย้งหรือการใช้สิทธิทางศาลเกี่ยวกับการยึด การอายัด และการขายทอดตลาดทรัพย์สิน สำหรับกรณีอื่นที่ไม่อยู่ภายใต้เขตอำนาจของศาลชำนัญพิเศษ ให้เสนอต่อศาลใด
- ก. ศาลอุทธรณ์
- ข. ศาลรัฐธรรมนูญ
- ค. ศาลแพ่ง
- ง. ศาลปกครอง ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ศาลปกครอง" ตามมาตรา 63/13 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม กำหนดว่าการโต้แย้งหรือการใช้สิทธิทางศาลเกี่ยวกับการยึด การอายัด และการขายทอดตลาดทรัพย์สิน สำหรับกรณีอื่นที่ไม่อยู่ภายใต้บังคับของศาลชำนัญพิเศษ ให้เสนอต่อศาลปกครอง ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ศาลอุทธรณ์" ผิด: ตามกฎหมายไม่ได้กำหนดให้เสนอต่อศาลอุทธรณ์ แต่กำหนดให้เสนอต่อศาลปกครอง • "ศาลรัฐธรรมนูญ" ผิด: ตามกฎหมายไม่ได้กำหนดให้เสนอต่อศาลรัฐธรรมนูญ แต่กำหนดให้เสนอต่อศาลปกครอง • "ศาลแพ่ง" ผิด: ตามกฎหมายไม่ได้กำหนดให้เสนอต่อศาลแพ่ง แต่กำหนดให้เสนอต่อศาลปกครอง อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 63/13: “(2) ศาลปกครอง สำหรับกรณีอื่นที่ไม่อยู่ภายใต้บังคับ (1)”
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 63/13: “(2) ศาลปกครอง สำหรับกรณีอื่นที่ไม่อยู่ภายใต้บังคับ (1)”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ในกรณีที่บุคคลไม่อาจกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดได้ เพราะมีพฤติการณ์ที่จำเป็นอันมิได้เกิดขึ้นจากความผิดของตน ข้อใดต่อไปนี้ถูกต้อง
- ก. เจ้าหน้าที่อาจขยายระยะเวลาและดำเนินการส่วนที่ล่วงมาแล้วเสียใหม่ได้ หากยื่นคำขอภายใน 15 วันนับแต่พฤติการณ์สิ้นสุดลง ✓
- ข. ผู้นั้นสามารถยื่นคำขอต่อเจ้าหน้าที่เพื่อขอขยายระยะเวลาได้ภายใน 30 วันนับแต่วันที่พฤติการณ์จำเป็นนั้นได้สิ้นสุดลง
- ค. เจ้าหน้ัาที่มีอำนาจสั่งขยายระยะเวลาให้อัตโนมัติโดยผู้นั้นไม่ต้องยื่นคำขอ หากพฤติการณ์มิได้เกิดจากความผิดของตน
- ง. เจ้าหน้าที่ขยายระยะเวลาสำหรับการกระทำในอนาคตได้เท่านั้น แต่ไม่อาจดำเนินการส่วนหนึ่งส่วนใดที่ล่วงมาแล้วเสียใหม่ได้
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เจ้าหน้าที่อาจขยายระยะเวลาและดำเนินการส่วนที่ล่วงมาแล้วเสียใหม่ได้ หากยื่นคำขอภายใน 15 วันนับแต่พฤติการณ์สิ้นสุดลง" ตามมาตรา 66 กำหนดว่าหากมีพฤติการณ์จำเป็นอันมิได้เกิดจากความผิดของบุคคลนั้น เมื่อผู้นั้นมีคำขอ เจ้าหน้าที่อาจขยายระยะเวลาและดำเนินการส่วนหนึ่งส่วนใดที่ล่วงมาแล้วเสียใหม่ก็ได้ ทั้งนี้ ต้องยื่นคำขอภายใน 15 วันนับแต่พฤติการณ์เช่นว่านั้นได้สิ้นสุดลง การขยายเวลาจึงต้องมีคำขอและทำย้อนหลังในส่วนที่ล่วงมาแล้วได้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ผู้นั้นสามารถยื่นคำขอต่อเจ้าหน้าที่เพื่อขอขยายระยะเวลาได้ภายใน 30 วันนับแต่วันที่พฤติการณ์จำเป็นนั้นได้สิ้นสุดลง" ผิด: กฎหมายกำหนดให้ต้องยื่นคำขอภายใน 15 วัน ไม่ใช่ 30 วันนับแต่พฤติการณ์นั้นสิ้นสุดลง • "เจ้าหน้ัาที่มีอำนาจสั่งขยายระยะเวลาให้อัตโนมัติโดยผู้นั้นไม่ต้องยื่นคำขอ หากพฤติการณ์มิได้เกิดจากความผิดของตน" ผิด: กฎหมายกำหนดว่าต้องมีคำขอจากผู้นั้น เจ้าหน้าที่จึงไม่มีอำนาจขยายระยะเวลาให้อัตโนมัติ • "เจ้าหน้าที่ขยายระยะเวลาสำหรับการกระทำในอนาคตได้เท่านั้น แต่ไม่อาจดำเนินการส่วนหนึ่งส่วนใดที่ล่วงมาแล้วเสียใหม่ได้" ผิด: กฎหมายให้อำนาจเจ้าหน้าที่ดำเนินการส่วนหนึ่งส่วนใดที่ล่วงมาแล้วเสียใหม่ได้ด้วย อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 66: “มาตรา 66 ในกรณีที่ผู้ใดไม่อาจกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดภายในระยะเวลาที่” พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 66: “เจ้าหน้าที่อาจขยายระยะเวลาและดำเนินการส่วนหนึ่งส่วนใดที่ล่วงมาแล้วเสียใหม่ก็ได้” พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 66: “ยื่นคำขอภายในสิบห้าวันนับแต่พฤติการณ์เช่นว่านั้นได้สิ้นสุดลง”
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 66: “มาตรา 66 ในกรณีที่ผู้ใดไม่อาจกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดภายในระยะเวลาที่”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
นายประจักษ์ได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการในคณะกรรมการวินิจฉัยข้อพิพาท ต่อมาผู้มีอำนาจแต่งตั้งประสงค์จะสั่งให้นายประจักษ์พ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระ ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 การสั่งให้พ้นจากตำแหน่งดังกล่าวจะกระทำได้ในกรณีใด
- ก. เมื่อมีมติจากคณะกรรมการด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนกรรมการทั้งหมด
- ข. เมื่อมีเหตุบกพร่องอย่างยิ่งต่อหน้าที่หรือมีความประพฤติเสื่อมเสียอย่างร้ายแรง ✓
- ค. เมื่อขาดการประชุมคณะกรรมการติดต่อกันเกินสามครั้งขึ้นไปโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร
- ง. เมื่อผู้มีอำนาจแต่งตั้งเห็นสมควรเพื่อประโยชน์และความเหมาะสมในการบริหารราชการ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เมื่อมีเหตุบกพร่องอย่างยิ่งต่อหน้าที่หรือมีความประพฤติเสื่อมเสียอย่างร้ายแรง" ตามมาตรา 78 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 การให้กรรมการในคณะกรรมการวินิจฉัยข้อพิพาทพ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระจะกระทำมิได้ เว้นแต่กรณีมีเหตุบกพร่องอย่างยิ่งต่อหน้าที่หรือมีความประพฤติเสื่อมเสียอย่างร้ายแรง ดังนั้น ผู้มีอำนาจแต่งตั้งจะสั่งให้นายประจักษ์พ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระได้เฉพาะเมื่อเข้าข้อยกเว้นดังกล่าวเท่านั้น ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เมื่อมีมติจากคณะกรรมการด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนกรรมการทั้งหมด" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ใช้มติสองในสามของคณะกรรมการเพื่อให้ออกก่อนครบวาระ • "เมื่อขาดการประชุมคณะกรรมการติดต่อกันเกินสามครั้งขึ้นไปโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดเรื่องการขาดประชุมเกินสามครั้งเป็นเหตุให้พ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระ • "เมื่อผู้มีอำนาจแต่งตั้งเห็นสมควรเพื่อประโยชน์และความเหมาะสมในการบริหารราชการ" ผิด: กฎหมายห้ามสั่งให้พ้นจากตำแหน่งตามดุลพินิจของผู้แต่งตั้ง เว้นแต่จะมีเหตุกฎหมายกำหนดไว้โดยเฉพาะ อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 78: “การให้กรรมการในคณะกรรมการวินิจฉัยข้อพิพาทพ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระจะกระทำมิได้ เว้นแต่กรณีมีเหตุบกพร่องอย่างยิ่งต่อหน้าที่หรือมีความประพฤติเสื่อมเสียอย่างร้ายแรง”
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 78: “การให้กรรมการในคณะกรรมการวินิจฉัยข้อพิพาทพ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระจะกระทำมิได้ เว้นแต่กรณีมีเหตุบกพร่องอย่างยิ่งต่อหน้าที่หรือมีความประพฤติเสื่อมเสียอย่างร้ายแรง”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 คณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนเท่าใด
- ก. ไม่น้อยกว่า 3 คนแต่ไม่เกิน 5 คน
- ข. ไม่น้อยกว่า 7 คนแต่ไม่เกิน 9 คน
- ค. ไม่น้อยกว่า 5 คนแต่ไม่เกิน 9 คน ✓
- ง. ไม่น้อยกว่า 5 คนแต่ไม่เกิน 7 คน
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ไม่น้อยกว่า 5 คนแต่ไม่เกิน 9 คน" ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 กำหนดให้คณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองประกอบด้วยประธานกรรมการคนหนึ่ง กรรมการโดยตำแหน่ง และมีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอีกไม่น้อยกว่า 5 คนแต่ไม่เกิน 9 คน ดังนั้น ตัวเลือกที่ระบุว่าไม่น้อยกว่า 5 คนแต่ไม่เกิน 9 คนจึงเป็นคำตอบที่ถูกต้อง ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ไม่น้อยกว่า 3 คนแต่ไม่เกิน 5 คน" ผิด: กฎหมายกำหนดจำนวนขั้นต่ำไว้ที่ไม่น้อยกว่า 5 คน และไม่เกิน 9 คน มิใช่ 3 คนถึง 5 คน • "ไม่น้อยกว่า 7 คนแต่ไม่เกิน 9 คน" ผิด: กฎหมายกำหนดจำนวนขั้นต่ำไว้ที่ไม่น้อยกว่า 5 คน มิใช่ 7 คน • "ไม่น้อยกว่า 5 คนแต่ไม่เกิน 7 คน" ผิด: กฎหมายกำหนดจำนวนขั้นสูงไว้ที่ไม่เกิน 9 คน มิใช่ 7 คน อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 7: “และผู้ทรงคุณวุฒิอีกไม่น้อยกว่าห้าคนแต่ไม่เกินเก้าคนเป็นกรรมการ”
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 7: “และผู้ทรงคุณวุฒิอีกไม่น้อยกว่าห้าคนแต่ไม่เกินเก้าคนเป็นกรรมการ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ในกระบวนการพิจารณาทางปกครอง บุคคลใดถือเป็น "ผู้บังคับบัญชาเหนือตนขึ้นไปชั้นหนึ่ง" ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
- ก. รัฐมนตรีเจ้าสังกัด สำหรับกรณีของเจ้าหน้าที่ที่ไม่มีผู้บังคับบัญชาโดยตรง
- ข. นายกรัฐมนตรี สำหรับกรณีของเจ้าหน้าที่ที่ไม่มีผู้บังคับบัญชาโดยตรง
- ค. คณะรัฐมนตรี สำหรับกรณีที่เจ้าหน้าที่ผู้นั้นเป็นรัฐมนตรี
- ง. นายกรัฐมนตรี สำหรับกรณีที่เจ้าหน้าที่ผู้นั้นเป็นรัฐมนตรี ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "นายกรัฐมนตรี สำหรับกรณีที่เจ้าหน้าที่ผู้นั้นเป็นรัฐมนตรี" ตามมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 กำหนดความหมายของผู้บังคับบัญชาเหนือตนขึ้นไปชั้นหนึ่งว่า ให้หมายความรวมถึงนายกรัฐมนตรีสำหรับกรณีที่เจ้าหน้าที่ผู้นั้นเป็นรัฐมนตรี ส่วนกรณีเจ้าหน้าที่ที่ไม่มีผู้บังคับบัญชาโดยตรง กฎหมายให้หมายถึงผู้ซึ่งกฎหมายกำหนดให้มีอำนาจกำกับหรือควบคุมดูแล ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "รัฐมนตรีเจ้าสังกัด สำหรับกรณีของเจ้าหน้าที่ที่ไม่มีผู้บังคับบัญชาโดยตรง" ผิด: กฎหมายกำหนดให้เป็นผู้ซึ่งกฎหมายกำหนดให้มีอำนาจกำกับหรือควบคุมดูแล ซึ่งไม่ได้เจาะจงว่าเป็นรัฐมนตรีเจ้าสังกัด • "นายกรัฐมนตรี สำหรับกรณีของเจ้าหน้าที่ที่ไม่มีผู้บังคับบัญชาโดยตรง" ผิด: กฎหมายกำหนดให้เป็นผู้ซึ่งกฎหมายกำหนดให้มีอำนาจกำกับหรือควบคุมดูแล ไม่ใช่นายกรัฐมนตรี • "คณะรัฐมนตรี สำหรับกรณีที่เจ้าหน้าที่ผู้นั้นเป็นรัฐมนตรี" ผิด: กฎหมายกำหนดให้เป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่คณะรัฐมนตรี อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 20: “ผู้ซึ่งกฎหมายกำหนดให้มีอำนาจกำกับหรือควบคุมดูแลสำหรับกรณีของ เจ้าหน้าที่ที่ไม่มีผู้บังคับบัญชาโดยตรง และนายกรัฐมนตรีสำหรับกรณีที่เจ้าหน้าที่ผู้นั้นเป็นรัฐมนตรี”
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 20: “ผู้ซึ่งกฎหมายกำหนดให้มีอำนาจกำกับหรือควบคุมดูแลสำหรับกรณีของ เจ้าหน้าที่ที่ไม่มีผู้บังคับบัญชาโดยตรง และนายกรัฐมนตรีสำหรับกรณีที่เจ้าหน้าที่ผู้นั้นเป็นรัฐมนตรี”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
นางสมใจยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน ซึ่งตามขั้นตอนการดำเนินงานจะต้องผ่านการพิจารณาของเจ้าหน้าที่มากกว่า 1 ราย ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมีหน้าที่ต้องดำเนินการอย่างไรเกี่ยวกับการกำหนดเวลา
- ก. ประสานงานกันในการกำหนดเวลาเพื่อการดำเนินงานในเรื่องนั้น ✓
- ข. ให้เจ้าหน้าที่ผู้รับคำขอเป็นผู้กำหนดเวลาแต่เพียงผู้เดียวโดยลำพัง
- ค. เสนอเรื่องให้คณะรัฐมนตรีกำหนดเวลาสำหรับการพิจารณาเป็นรายกรณี
- ง. ให้เจ้าหน้าที่แต่ละรายกำหนดเวลาพิจารณาตามดุลพินิจของตนโดยอิสระ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ประสานงานกันในการกำหนดเวลาเพื่อการดำเนินงานในเรื่องนั้น" ตามมาตรา 33 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 บัญญัติว่า ในกรณีที่การดำเนินงานในเรื่องใดจะต้องผ่านการพิจารณาของเจ้าหน้าที่มากกว่าหนึ่งราย เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมีหน้าที่ต้องประสานงานกันในการกำหนดเวลาเพื่อการดำเนินงานในเรื่องนั้น ดังนั้น เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทุกคนจึงต้องร่วมมือประสานงานกันเพื่อกำหนดเวลาดำเนินงานดังกล่าว ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ให้เจ้าหน้าที่ผู้รับคำขอเป็นผู้กำหนดเวลาแต่เพียงผู้เดียวโดยลำพัง" ผิด: กฎหมายกำหนดให้เจ้าหน้าที่ทุกคนที่เกี่ยวข้องต้องประสานงานกัน ไม่ได้ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ผู้รับคำขอกำหนดโดยลำพัง • "เสนอเรื่องให้คณะรัฐมนตรีกำหนดเวลาสำหรับการพิจารณาเป็นรายกรณี" ผิด: คณะรัฐมนตรีมีหน้าที่วางระเบียบกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการกลาง ไม่ได้มีหน้าที่ลงมากำหนดเวลาการพิจารณาเป็นรายกรณี • "ให้เจ้าหน้าที่แต่ละรายกำหนดเวลาพิจารณาตามดุลพินิจของตนโดยอิสระ" ผิด: กฎหมายกำหนดให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมีหน้าที่ต้องประสานงานกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างกำหนดตามดุลพินิจของตนโดยอิสระ อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 33: “หนึ่งราย เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมีหน้าที่ต้องประสานงานกันในการกำหนดเวลาเพื่อการดำเนินงานใน”
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 33: “หนึ่งราย เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมีหน้าที่ต้องประสานงานกันในการกำหนดเวลาเพื่อการดำเนินงานใน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ในกระบวนการพิจารณาอุทธรณ์คำสั่งทางปกครอง หากผู้มีอำนาจพิจารณาคำอุทธรณ์มีเหตุจำเป็นไม่อาจพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับรายงาน กฎหมายกำหนดให้ขยายระยะเวลาพิจารณาอุทธรณ์ออกไปได้อีกเป็นระยะเวลาเท่าใด
- ก. ไม่เกิน 45 วันนับแต่วันที่ครบกำหนดเวลาดังกล่าว
- ข. ไม่เกิน 30 วันนับแต่วันที่ครบกำหนดเวลาดังกล่าว ✓
- ค. ไม่เกิน 15 วันนับแต่วันที่ครบกำหนดเวลาดังกล่าว
- ง. ไม่เกิน 60 วันนับแต่วันที่ครบกำหนดเวลาดังกล่าว
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ไม่เกิน 30 วันนับแต่วันที่ครบกำหนดเวลาดังกล่าว" ตามมาตรา 45 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 กำหนดให้ผู้มีอำนาจพิจารณาคำอุทธรณ์พิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับรายงาน หากมีเหตุจำเป็นไม่อาจพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในกำหนด ให้มีหนังสือแจ้งผู้อุทธรณ์ทราบก่อนครบกำหนด และให้ขยายระยะเวลาพิจารณาอุทธรณ์ออกไปได้ไม่เกิน 30 วันนับแต่วันที่ครบกำหนดเวลาดังกล่าว ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ไม่เกิน 45 วันนับแต่วันที่ครบกำหนดเวลาดังกล่าว" ผิด: กฎหมายกำหนดให้ขยายระยะเวลาพิจารณาอุทธรณ์ออกไปได้ไม่เกิน 30 วัน มิใช่ 45 วัน • "ไม่เกิน 15 วันนับแต่วันที่ครบกำหนดเวลาดังกล่าว" ผิด: กฎหมายกำหนดให้ขยายระยะเวลาพิจารณาอุทธรณ์ออกไปได้ไม่เกิน 30 วัน มิใช่ 15 วัน • "ไม่เกิน 60 วันนับแต่วันที่ครบกำหนดเวลาดังกล่าว" ผิด: กฎหมายกำหนดให้ขยายระยะเวลาพิจารณาอุทธรณ์ออกไปได้ไม่เกิน 30 วัน มิใช่ 60 วัน อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 45: “ในการนี้ ให้ขยายระยะเวลาพิจารณาอุทธรณ์ออกไปได้ไม่เกินสามสิบวันนับแต่วันที่ครบกำหนดเวลาดังกล่าว”
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 45: “ในการนี้ ให้ขยายระยะเวลาพิจารณาอุทธรณ์ออกไปได้ไม่เกินสามสิบวันนับแต่วันที่ครบกำหนดเวลาดังกล่าว”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ในกรณีที่บุคคลหรือนิติบุคคลซึ่งอยู่ในบังคับของมาตรการบังคับทางปกครองถึงแก่ความตายหรือสิ้นสภาพ การดำเนินการบังคับทางปกครองเป็นไปตามข้อใด
- ก. ให้ดำเนินการบังคับทางปกครองต่อไปได้ แต่ต้องได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากทายาทหรือผู้ชำระบัญชีก่อนดำเนินการ
- ข. ให้ดำเนินการบังคับทางปกครองต่อไปได้ แต่ต้องออกคำสั่งทางปกครองใหม่แก่บุคคลหรือนิติบุคคลดังกล่าวก่อนเสมอ
- ค. ให้ดำเนินการบังคับทางปกครองต่อไปได้ โดยไม่จำต้องออกคำสั่งทางปกครองใหม่แก่บุคคลหรือนิติบุคคลดังกล่าวอีก ✓
- ง. การบังคับทางปกครองเป็นอันระงับสิ้นไป เจ้าหน้าที่ต้องเริ่มกระบวนการพิจารณาทางปกครองใหม่ทั้งหมดตั้งแต่ต้น
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ให้ดำเนินการบังคับทางปกครองต่อไปได้ โดยไม่จำต้องออกคำสั่งทางปกครองใหม่แก่บุคคลหรือนิติบุคคลดังกล่าวอีก" ตามมาตรา 63/4 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ในการใช้มาตรการบังคับทางปกครองแก่บุคคลหรือนิติบุคคล หากบุคคลนั้นถึงแก่ความตายหรือนิติบุคคลสิ้นสภาพ ให้ดำเนินการบังคับทางปกครองต่อไปได้ โดยถือว่าทายาท ผู้จัดการมรดก หรือผู้ชำระบัญชี เป็นผู้อยู่ในบังคับของมาตรการบังคับทางปกครองนั้น ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่สามารถบังคับทางปกครองต่อไปได้โดยไม่จำต้องออกคำสั่งทางปกครองใหม่แก่บุคคลหรือนิติบุคคลดังกล่าวอีก ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ให้ดำเนินการบังคับทางปกครองต่อไปได้ แต่ต้องได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากทายาทหรือผู้ชำระบัญชีก่อนดำเนินการ" ผิด: กฎหมายมิได้กำหนดให้ต้องได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากทายาทหรือผู้ชำระบัญชีก่อนดำเนินการ • "ให้ดำเนินการบังคับทางปกครองต่อไปได้ แต่ต้องออกคำสั่งทางปกครองใหม่แก่บุคคลหรือนิติบุคคลดังกล่าวก่อนเสมอ" ผิด: กฎหมายบัญญัติชัดเจนว่าไม่จำต้องออกคำสั่งทางปกครองใหม่แก่บุคคลหรือนิติบุคคลดังกล่าวอีก • "การบังคับทางปกครองเป็นอันระงับสิ้นไป เจ้าหน้าที่ต้องเริ่มกระบวนการพิจารณาทางปกครองใหม่ทั้งหมดตั้งแต่ต้น" ผิด: กฎหมายกำหนดให้ดำเนินการบังคับทางปกครองต่อไปได้ มิได้ระงับสิ้นไป และไม่ต้องเริ่มกระบวนการใหม่ทั้งหมด อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 63/4: “ให้ดำเนินการบังคับทางปกครองต่อไปได้ ถ้าบุคคลนั้นมีทายาทผู้รับมรดกหรือผู้จัดการมรดก” พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 63/4: “ทั้งนี้ โดยไม่จำต้องออกคำสั่งทางปกครองใหม่แก่บุคคลหรือนิติบุคคลดังกล่าวอีก”
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 63/4: “ให้ดำเนินการบังคับทางปกครองต่อไปได้ ถ้าบุคคลนั้นมีทายาทผู้รับมรดกหรือผู้จัดการมรดก”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
เทศบาลตำบลแห่งหนึ่งมีคำสั่งทางปกครองให้นายเอกชำระเงินค่าเสียหายและคำสั่งดังกล่าวเป็นที่สุดแล้ว หากเทศบาลตำบลประสงค์จะให้เจ้าพนักงานบังคับคดีในสังกัดกรมบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีตามคำสั่งทางปกครองดังกล่าว เทศบาลตำบลจะต้องดำเนินการอย่างไรตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
- ก. ยื่นฟ้องเป็นคดีแพ่งต่อศาลภายใน 5 ปีนับแต่วันที่คำสั่งเป็นที่สุด เพื่อขอให้มีคำพิพากษาบังคับคดี
- ข. มีหนังสือส่งเรื่องตรงไปยังกรมบังคับคดีภายใน 1 ปีนับแต่วันที่คำสั่งเป็นที่สุด เพื่อเข้ายึดทรัพย์สิน
- ค. ส่งเรื่องให้พนักงานอัยการฟ้องคดีต่อศาลปกครองภายใน 2 ปีนับแต่วันที่คำสั่งเป็นที่สุด เพื่อบังคับคดี
- ง. ยื่นคำขอฝ่ายเดียวต่อศาลภายใน 10 ปีนับแต่วันที่คำสั่งเป็นที่สุด เพื่อให้ศาลออกหมายบังคับคดี ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ยื่นคำขอฝ่ายเดียวต่อศาลภายใน 10 ปีนับแต่วันที่คำสั่งเป็นที่สุด เพื่อให้ศาลออกหมายบังคับคดี" ตามมาตรา 63/15 หากหน่วยงานของรัฐประสงค์ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีในสังกัดกรมบังคับคดีดำเนินการบังคับให้เป็นไปตามคำสั่งทางปกครองที่กำหนดให้ชำระเงินซึ่งเป็นที่สุดแล้ว ให้ยื่นคำขอฝ่ายเดียวต่อศาลภายใน 10 ปีนับแต่วันที่คำสั่งเป็นที่สุด เพื่อให้ศาลออกหมายบังคับคดี โดยไม่ต้องฟ้องเป็นคดีใหม่หรือส่งเรื่องไปยังกรมบังคับคดีโดยตรง ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ยื่นฟ้องเป็นคดีแพ่งต่อศาลภายใน 5 ปีนับแต่วันที่คำสั่งเป็นที่สุด เพื่อขอให้มีคำพิพากษาบังคับคดี" ผิด: กฎหมายไม่ได้ให้ฟ้องเป็นคดีแพ่งใหม่และไม่ได้กำหนดอายุความ 5 ปี แต่ให้ยื่นคำขอฝ่ายเดียวต่อศาลภายใน 10 ปีเพื่อให้ออกหมายบังคับคดี • "มีหนังสือส่งเรื่องตรงไปยังกรมบังคับคดีภายใน 1 ปีนับแต่วันที่คำสั่งเป็นที่สุด เพื่อเข้ายึดทรัพย์สิน" ผิด: กฎหมายไม่ได้ให้ส่งเรื่องตรงไปยังกรมบังคับคดี แต่ต้องยื่นคำขอฝ่ายเดียวต่อศาลเพื่อให้ศาลออกหมายบังคับคดีตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีก่อน • "ส่งเรื่องให้พนักงานอัยการฟ้องคดีต่อศาลปกครองภายใน 2 ปีนับแต่วันที่คำสั่งเป็นที่สุด เพื่อบังคับคดี" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ต้องส่งอัยการฟ้องศาลปกครองภายใน 2 ปี แต่ให้หน่วยงานของรัฐยื่นคำขอฝ่ายเดียวต่อศาลที่มีเขตอำนาจภายใน 10 ปี อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 63/15: “กรมบังคับคดีดำเนินการบังคับให้เป็นไปตามคำสั่งทางปกครองดังกล่าว ให้ยื่นคำขอฝ่ายเดียวต่อศาล” พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 63/15: “ภายในสิบปีนับแต่วันที่คำสั่งทางปกครองที่กำหนดให้ชำระเงินเป็นที่สุด เพื่อให้ศาลออกหมายบังคับคดี”
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 63/15: “กรมบังคับคดีดำเนินการบังคับให้เป็นไปตามคำสั่งทางปกครองดังกล่าว ให้ยื่นคำขอฝ่ายเดียวต่อศาล”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 เมื่อมีการอุทธรณ์คำสั่งทางปกครองแล้วทำให้อายุความสะดุดหยุดอยู่ แต่หากการพิจารณาต้องเสร็จสิ้นไปเพราะเหตุใด จึงจะถือว่าอายุความเรียกร้องของผู้ยื่นคำขอไม่เคยมีการสะดุดหยุดอยู่เลย
- ก. ถอนคำขอหรือทิ้งคำขอ ✓
- ข. ยกอุทธรณ์เพราะยื่นพ้นกำหนด
- ค. สั่งจำหน่ายเรื่องเพราะผู้ยื่นตาย
- ง. ไม่ส่งพยานหลักฐานตามคำสั่ง
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ถอนคำขอหรือทิ้งคำขอ" ตามมาตรา 67 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 เมื่อมีการอุทธรณ์คำสั่งทางปกครองแล้ว ให้อายุความสะดุดหยุดอยู่ไม่นับในระหว่างนั้นจนกว่าการพิจารณาจะถึงที่สุดหรือเสร็จไปโดยประการอื่น แต่ถ้าการพิจารณานั้นเสร็จไปเพราะเหตุถอนคำขอหรือทิ้งคำขอ กฎหมายให้ถือว่าอายุความเรียกร้องของผู้ยื่นคำขอไม่เคยมีการสะดุดหยุดอยู่เลย ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ยกอุทธรณ์เพราะยื่นพ้นกำหนด" ผิด: กฎหมายไม่ได้ระบุว่าการยกอุทธรณ์เพราะยื่นพ้นกำหนดเป็นเหตุให้อายุความไม่เคยสะดุดหยุดอยู่ • "สั่งจำหน่ายเรื่องเพราะผู้ยื่นตาย" ผิด: กฎหมายไม่ได้ระบุว่าการสั่งจำหน่ายเรื่องเพราะผู้ยื่นตายเป็นเหตุให้อายุความไม่เคยสะดุดหยุดอยู่ • "ไม่ส่งพยานหลักฐานตามคำสั่ง" ผิด: กฎหมายไม่ได้ระบุว่าการไม่ส่งพยานหลักฐานตามคำสั่งเป็นเหตุให้อายุความไม่เคยสะดุดหยุดอยู่ อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 67: “แต่ถ้าเสร็จไปเพราะเหตุถอนคำขอหรือทิ้งคำขอให้ถือว่าอายุความเรียกร้องของผู้ยื่นคำขอไม่เคยมีการสะดุดหยุดอยู่เลย”
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 67: “แต่ถ้าเสร็จไปเพราะเหตุถอนคำขอหรือทิ้งคำขอให้ถือว่าอายุความเรียกร้องของผู้ยื่นคำขอไม่เคยมีการสะดุดหยุดอยู่เลย”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 เกี่ยวกับการนัดประชุมของคณะกรรมการ ข้อความใดถูกต้อง
- ก. การนัดประชุมต้องทำเป็นหนังสือแจ้งล่วงหน้าแก่กรรมการทุกคนเสมอ แม้มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนก็ยกเว้นไม่ได้
- ข. หากกรรมการได้ทราบการบอกนัดในที่ประชุมแล้ว จะทำหนังสือแจ้งนัดเฉพาะกรรมการที่ไม่ได้มาประชุมก็ได้ ✓
- ค. ในกรณีมีเหตุจำเป็นเร่งด่วน ให้กรรมการไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งร่วมกันใช้สิทธินัดประชุมเป็นอย่างอื่นได้
- ง. การนัดประชุมโดยปกติจะต้องทำเป็นหนังสือและแจ้งให้กรรมการทุกคนทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วันทำการ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "หากกรรมการได้ทราบการบอกนัดในที่ประชุมแล้ว จะทำหนังสือแจ้งนัดเฉพาะกรรมการที่ไม่ได้มาประชุมก็ได้" ตามมาตรา 80 การนัดประชุมต้องทำเป็นหนังสือและแจ้งล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 วัน เว้นแต่กรรมการได้ทราบการบอกนัดในที่ประชุมแล้ว จะทำหนังสือแจ้งนัดเฉพาะกรรมการที่ไม่ได้มาประชุมก็ได้ และในกรณีมีเหตุจำเป็นเร่งด่วน ประธานกรรมการสามารถนัดประชุมเป็นอย่างอื่นได้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "การนัดประชุมต้องทำเป็นหนังสือแจ้งล่วงหน้าแก่กรรมการทุกคนเสมอ แม้มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนก็ยกเว้นไม่ได้" ผิด: กฎหมายมีข้อยกเว้นกรณีมีเหตุจำเป็นเร่งด่วน ซึ่งประธานกรรมการจะนัดประชุมเป็นอย่างอื่นก็ได้ • "ในกรณีมีเหตุจำเป็นเร่งด่วน ให้กรรมการไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งร่วมกันใช้สิทธินัดประชุมเป็นอย่างอื่นได้" ผิด: กรณีมีเหตุจำเป็นเร่งด่วน กฎหมายให้อำนาจประธานกรรมการเป็นผู้นัดประชุมเป็นอย่างอื่น มิใช่กรรมการไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง • "การนัดประชุมโดยปกติจะต้องทำเป็นหนังสือและแจ้งให้กรรมการทุกคนทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วันทำการ" ผิด: กฎหมายกำหนดให้แจ้งล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 วัน มิใช่ 7 วันทำการ อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 80: “การนัดประชุมต้องทำเป็นหนังสือและแจ้งให้กรรมการทุกคนทราบล่วงหน้าไม่น้อย กว่าสามวัน เว้นแต่กรรมการนั้นจะได้ทราบการบอกนัดในที่ประชุมแล้ว กรณีดังกล่าวนี้จะทำหนังสือ แจ้งนัดเฉพาะกรรมการที่ไม่ได้มาประชุมก็ได้” พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 80: “บทบัญญัติในวรรคสองมิให้นำมาใช้บังคับในกรณีมีเหตุจำเป็นเร่งด่วนซึ่งประธาน กรรมการจะนัดประชุมเป็นอย่างอื่นก็ได้”
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 80: “การนัดประชุมต้องทำเป็นหนังสือและแจ้งให้กรรมการทุกคนทราบล่วงหน้าไม่น้อย กว่าสามวัน เว้นแต่กรรมการนั้นจะได้ทราบการบอกนัดในที่ประชุมแล้ว กรณีดังกล่าวนี้จะทำหนังสือ แจ้งนัดเฉพาะกรรมการที่ไม่ได้มาประชุมก็ได้”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
คณะรัฐมนตรีได้มีมติแต่งตั้งนายพิพัฒน์เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ต่อมาปฏิบัติหน้าที่ได้เพียง 1 ปี ยังไม่ครบวาระการดำรงตำแหน่ง และไม่มีเหตุกระทบคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนด หากประสงค์จะให้นายพิพัฒน์พ้นจากตำแหน่งตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 จะต้องเป็นกรณีใด
- ก. ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเสนอให้ออก
- ข. นายกรัฐมนตรีมีคำสั่งให้ออก
- ค. คณะรัฐมนตรีมีมติให้ออก ✓
- ง. ประธานกรรมการมีคำสั่งให้ออก
Explanation: คำตอบที่ถูก: "คณะรัฐมนตรีมีมติให้ออก" ตามมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระตามมาตรา 8 กรรมการซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งจะพ้นจากตำแหน่งเมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติให้ออก หรือเมื่อมีเหตุหนึ่งเหตุใดตามที่กฎหมายกำหนด ดังนั้นการจะให้นายพิพัฒน์พ้นจากตำแหน่งจึงต้องเป็นกรณีที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้ออก ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเสนอให้ออก" ผิด: กฎหมายกำหนดให้พ้นจากตำแหน่งเมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติให้ออก ไม่ใช่การเสนอของปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี • "นายกรัฐมนตรีมีคำสั่งให้ออก" ผิด: กฎหมายกำหนดให้เป็นมติของคณะรัฐมนตรีให้ออก ไม่ใช่อำนาจการสั่งการของนายกรัฐมนตรี • "ประธานกรรมการมีคำสั่งให้ออก" ผิด: กฎหมายไม่ได้ให้อำนาจประธานกรรมการสั่งให้ออก แต่ต้องเป็นมติของคณะรัฐมนตรี มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 8: “มาตรา 8 ให้กรรมการซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งมีวาระดำรงตำแหน่งคราวละสามปี กรรมการซึ่งพ้นจากตำแหน่งอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้ ในกรณีที่กรรมการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ แต่ยังมิได้แต่งตั้งกรรมการใหม่ ให้ กรรมการนั้นปฏิบัติหน้าที่ไปพลางก่อนจนกว่าจะได้แต่งตั้งกรรมการใหม่” อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 9: “มาตรา 9 นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระตามมาตรา 8 กรรมการซึ่ง” พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 9: “คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งพ้นจากตำแหน่งเมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติให้ออกหรือเมื่อมีเหตุหนึ่งเหตุใดตาม”
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 9: “มาตรา 9 นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระตามมาตรา 8 กรรมการซึ่ง”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 บุคคลธรรมดา คณะบุคคล หรือนิติบุคคล อาจเป็นคู่กรณีในการพิจารณาทางปกครองได้ตามขอบเขตใด
- ก. ตามขอบเขตที่ตนมีส่วนได้เสียในฐานะผู้ได้รับประโยชน์หรือเสียประโยชน์โดยตรงตามที่กฎหมายระบุ
- ข. ตามขอบเขตที่เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบการพิจารณาทางปกครองเห็นสมควรกำหนดไว้เป็นกรณีเฉพาะ
- ค. ตามขอบเขตที่ได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากคู่กรณีฝ่ายอื่นที่มีส่วนได้เสียในเรื่องนั้น
- ง. ตามขอบเขตที่สิทธิของตนถูกกระทบกระเทือนหรืออาจถูกกระทบกระเทือนโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ตามขอบเขตที่สิทธิของตนถูกกระทบกระเทือนหรืออาจถูกกระทบกระเทือนโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้" ตามมาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 บัญญัติว่า บุคคลธรรมดา คณะบุคคล หรือนิติบุคคล อาจเป็นคู่กรณีในการพิจารณาทางปกครองได้ตามขอบเขตที่สิทธิของตนถูกกระทบกระเทือนหรืออาจถูกกระทบกระเทือนโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ตามขอบเขตที่ตนมีส่วนได้เสียในฐานะผู้ได้รับประโยชน์หรือเสียประโยชน์โดยตรงตามที่กฎหมายระบุ" ผิด: กฎหมายไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ แต่ครอบคลุมถึงผู้ที่สิทธิของตนถูกกระทบกระเทือนหรืออาจถูกกระทบกระเทือนโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ • "ตามขอบเขตที่เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบการพิจารณาทางปกครองเห็นสมควรกำหนดไว้เป็นกรณีเฉพาะ" ผิด: กฎหมายไม่ได้ให้อยู่ในดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ในการกำหนด แต่เป็นไปตามขอบเขตที่สิทธิถูกกระทบกระเทือนหรืออาจถูกกระทบกระเทือนโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ • "ตามขอบเขตที่ได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากคู่กรณีฝ่ายอื่นที่มีส่วนได้เสียในเรื่องนั้น" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ขึ้นอยู่กับความยินยอมของคู่กรณีฝ่ายอื่น แต่กำหนดตามขอบเขตที่สิทธิถูกกระทบกระเทือนหรืออาจถูกกระทบกระเทือนโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 21: “มาตรา 21 บุคคลธรรมดา คณะบุคคล หรือนิติบุคคล อาจเป็นคู่กรณีในการ” พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 21: “พิจารณาทางปกครองได้ตามขอบเขตที่สิทธิของตนถูกกระทบกระเทือนหรืออาจถูกกระทบกระเทือน”
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 21: “มาตรา 21 บุคคลธรรมดา คณะบุคคล หรือนิติบุคคล อาจเป็นคู่กรณีในการ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 คำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสือ กฎหมายกำหนดองค์ประกอบขั้นต่ำที่อย่างน้อยต้องระบุไว้ให้ปรากฏในคำสั่งอย่างไร
- ก. วัน เดือน และปีที่ทำคำสั่ง ชื่อและตำแหน่งของเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่ง พร้อมทั้งลายมือชื่อของเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งนั้น ✓
- ข. วัน เดือน และปีที่คำสั่งมีผล ชื่อและตำแหน่งของเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่ง พร้อมทั้งประทับตราประจำตำแหน่งของหน่วยงาน
- ค. วัน เดือน และปีที่ได้รับคำขอ ชื่อและตำแหน่งของเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่ง พร้อมทั้งการลงชื่อรับรองสำเนาถูกต้องของคำสั่ง
- ง. วัน เดือน และปีที่สิ้นสุดคำสั่ง ชื่อและตำแหน่งของเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่ง พร้อมทั้งหมายเลขประจำตัวของเจ้าหน้าที่
Explanation: คำตอบที่ถูก: "วัน เดือน และปีที่ทำคำสั่ง ชื่อและตำแหน่งของเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่ง พร้อมทั้งลายมือชื่อของเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งนั้น" ตามมาตรา 36 กำหนดว่าคำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสือ อย่างน้อยต้องระบุ วัน เดือน และปีที่ทำคำสั่ง ชื่อและตำแหน่งของเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่ง พร้อมทั้งมีลายมือชื่อของเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งนั้น ข้อความตามตัวเลือกแรกจึงเป็นรายการขั้นต่ำที่ถูกต้องครบถ้วนตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "วัน เดือน และปีที่คำสั่งมีผล ชื่อและตำแหน่งของเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่ง พร้อมทั้งประทับตราประจำตำแหน่งของหน่วยงาน" ผิด: กฎหมายกำหนดให้ระบุวันเดือนปีที่ทำคำสั่งและมีลายมือชื่อของเจ้าหน้าที่ มิใช่กำหนดเรื่องการประทับตราประจำตำแหน่งของหน่วยงาน • "วัน เดือน และปีที่ได้รับคำขอ ชื่อและตำแหน่งของเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่ง พร้อมทั้งการลงชื่อรับรองสำเนาถูกต้องของคำสั่ง" ผิด: กฎหมายมิได้กำหนดเรื่องการระบุวันเดือนปีที่รับคำขอหรือการลงชื่อรับรองสำเนาถูกต้องไว้เป็นองค์ประกอบขั้นต่ำ • "วัน เดือน และปีที่สิ้นสุดคำสั่ง ชื่อและตำแหน่งของเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่ง พร้อมทั้งหมายเลขประจำตัวของเจ้าหน้าที่" ผิด: กฎหมายมิได้กำหนดให้ระบุวันสิ้นสุดคำสั่งหรือหมายเลขประจำตัวของเจ้าหน้าที่ไว้เป็นองค์ประกอบขั้นต่ำตามมาตรานี้ อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 36: “คำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสืออย่างน้อยต้องระบุ วัน เดือน และปี” พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 36: “ที่ทำคำสั่ง ชื่อและตำแหน่งของเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่ง พร้อมทั้งมีลายมือชื่อของเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งนั้น”
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 36: “คำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสืออย่างน้อยต้องระบุ วัน เดือน และปี”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
นายดำรงได้รับคำสั่งทางปกครองจากเจ้าหน้าที่ และได้ยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามที่กฎหมายเฉพาะในเรื่องนั้นกำหนดไว้ กรณีเช่นนี้ การกำหนดขอบเขตและกระบวนการพิจารณาอุทธรณ์ของคณะกรรมการดังกล่าวต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ใดตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง
- ก. ขอบเขตการพิจารณาให้เป็นไปตามหมวด 2 เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้ง ส่วนกระบวนการพิจารณาให้ปฏิบัติตามกฎหมายเฉพาะนั้นทุกกรณี
- ข. ขอบเขตการพิจารณาให้เป็นไปตามกฎหมายเฉพาะนั้น ส่วนกระบวนการพิจารณาให้ปฏิบัติตามหมวด 2 เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับกฎหมายดังกล่าว ✓
- ค. ขอบเขตและกระบวนการพิจารณาอุทธรณ์ทั้งหมดให้เป็นไปตามบทบัญญัติหมวด 2 ของพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองเท่านั้น
- ง. ขอบเขตและกระบวนการพิจารณาอุทธรณ์ทั้งหมดให้เป็นไปตามกฎหมายเฉพาะนั้น โดยไม่อาจนำบทบัญญัติในหมวด 2 มาใช้บังคับได้ไม่ว่ากรณีใด
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ขอบเขตการพิจารณาให้เป็นไปตามกฎหมายเฉพาะนั้น ส่วนกระบวนการพิจารณาให้ปฏิบัติตามหมวด 2 เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับกฎหมายดังกล่าว" ตามมาตรา 47 กำหนดว่ากรณีที่กฎหมายกำหนดให้อุทธรณ์ต่อเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นคณะกรรมการ ขอบเขตการพิจารณาอุทธรณ์ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น ส่วนกระบวนการพิจารณาให้ปฏิบัติตามบทบัญญัติหมวด 2 เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับกฎหมายดังกล่าว ดังนั้น ขอบเขตจึงต้องดูตามกฎหมายเฉพาะ ส่วนวิธีพิจารณาให้ยึดหมวด 2 เป็นหลักเว้นแต่จะขัดแย้งกัน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ขอบเขตการพิจารณาให้เป็นไปตามหมวด 2 เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้ง ส่วนกระบวนการพิจารณาให้ปฏิบัติตามกฎหมายเฉพาะนั้นทุกกรณี" ผิด: กฎหมายกำหนดให้ขอบเขตการพิจารณาเป็นไปตามกฎหมายเฉพาะเรื่องนั้น ส่วนกระบวนการพิจารณาจึงจะปฏิบัติตามหมวด 2 เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้ง มิใช่สลับกัน • "ขอบเขตและกระบวนการพิจารณาอุทธรณ์ทั้งหมดให้เป็นไปตามบทบัญญัติหมวด 2 ของพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองเท่านั้น" ผิด: กฎหมายกำหนดให้ขอบเขตการพิจารณาอุทธรณ์เป็นไปตามกฎหมายเฉพาะเรื่องนั้น มิได้ให้ใช้หมวด 2 ทั้งหมด • "ขอบเขตและกระบวนการพิจารณาอุทธรณ์ทั้งหมดให้เป็นไปตามกฎหมายเฉพาะนั้น โดยไม่อาจนำบทบัญญัติในหมวด 2 มาใช้บังคับได้ไม่ว่ากรณีใด" ผิด: กฎหมายกำหนดให้กระบวนการพิจารณายังคงต้องปฏิบัติตามหมวด 2 เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับกฎหมายเฉพาะ มิได้ตัดการใช้หมวด 2 ทั้งหมด อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 47: “ขอบเขตการพิจารณาอุทธรณ์ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น สำหรับกระบวนการพิจารณาให้” พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 47: “ปฏิบัติตามบทบัญญัติ หมวด 2 นี้ เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับกฎหมายดังกล่าว”
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 47: “ขอบเขตการพิจารณาอุทธรณ์ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น สำหรับกระบวนการพิจารณาให้”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ในกรณีที่กฎหมายมิได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น การอุทธรณ์การใช้มาตรการบังคับทางปกครองให้ใช้หลักเกณฑ์และวิธีการตามข้อใด
- ก. ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองโดยตรงโดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนการอุทธรณ์
- ข. ยื่นคำร้องคัดค้านต่อคณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง
- ค. ใช้หลักเกณฑ์และวิธีการเดียวกับการอุทธรณ์คำสั่งทางปกครอง ✓
- ง. ใช้หลักเกณฑ์และวิธีการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ใช้หลักเกณฑ์และวิธีการเดียวกับการอุทธรณ์คำสั่งทางปกครอง" ตามมาตรา 63/5 บัญญัติว่าในกรณีที่บทบัญญัติในหมวดนี้หรือกฎหมายอื่นมิได้กำหนดเป็นอย่างอื่น การอุทธรณ์การใช้มาตรการบังคับทางปกครองให้ใช้หลักเกณฑ์และวิธีการเดียวกับการอุทธรณ์คำสั่งทางปกครองตามส่วนที่ 5 ในหมวด 2 คำสั่งทางปกครอง ดังนั้น ผู้อยู่ในบังคับของมาตรการบังคับทางปกครองจึงต้องใช้หลักเกณฑ์และวิธีการเดียวกับการอุทธรณ์คำสั่งทางปกครอง ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองโดยตรงโดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนการอุทธรณ์" ผิด: กฎหมายเปิดช่องให้อุทธรณ์การใช้มาตรการบังคับทางปกครองได้ตามหลักเกณฑ์เดียวกับการอุทธรณ์คำสั่งทางปกครอง มิใช่การยื่นฟ้องต่อศาลปกครองโดยตรง • "ยื่นคำร้องคัดค้านต่อคณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง" ผิด: กฎหมายมิได้กำหนดให้ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง แต่ให้ดำเนินการตามวิธีการอุทธรณ์คำสั่งทางปกครอง • "ใช้หลักเกณฑ์และวิธีการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง" ผิด: กฎหมายมิได้กำหนดให้ใช้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แต่ให้ใช้หลักเกณฑ์และวิธีการเดียวกับการอุทธรณ์คำสั่งทางปกครอง อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 63/5: “การอุทธรณ์การใช้มาตรการบังคับทางปกครองให้ใช้หลักเกณฑ์และวิธีการเดียวกับการอุทธรณ์”
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 63/5: “การอุทธรณ์การใช้มาตรการบังคับทางปกครองให้ใช้หลักเกณฑ์และวิธีการเดียวกับการอุทธรณ์”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ในกรณีที่มีการดำเนินการบังคับทางปกครองเพื่อให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทำการยึดหรืออายัดทรัพย์สินตามคำสั่งที่กำหนดให้ชำระเงิน ข้อใดระบุหลักเกณฑ์ได้ถูกต้อง
- ก. หน่วยงานของรัฐที่ออกคำสั่งต้องสืบทรัพย์แล้วแจ้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อยึดหรืออายัดทรัพย์สินภายใน 10 ปีนับแต่วันที่ออกคำสั่ง
- ข. ระยะเวลาระหว่างการงดการบังคับคดีตามคำสั่งศาลต้องนำมานับรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกำหนดเวลา 10 ปีในการยึดหรืออายัดทรัพย์สิน
- ค. เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหน้าที่สืบทรัพย์สินเองและต้องยึดหรืออายัดทรัพย์สินให้แล้วเสร็จภายใน 5 ปีนับแต่ได้รับมอบหมายจากศาล
- ง. หน่วยงานของรัฐที่ออกคำสั่งต้องสืบทรัพย์แล้วแจ้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อยึดหรืออายัดทรัพย์สินภายใน 10 ปีนับแต่คำสั่งเป็นที่สุด ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "หน่วยงานของรัฐที่ออกคำสั่งต้องสืบทรัพย์แล้วแจ้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อยึดหรืออายัดทรัพย์สินภายใน 10 ปีนับแต่คำสั่งเป็นที่สุด" ตามมาตรา 63/18 กำหนดให้หน่วยงานของรัฐที่ออกคำสั่งให้ชำระเงินมีหน้าที่ต้องดำเนินการสืบทรัพย์แล้วแจ้งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบ เพื่อให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการยึดหรืออายัดทรัพย์สินภายใน 10 ปีนับแต่วันที่คำสั่งทางปกครองที่กำหนดให้ชำระเงินเป็นที่สุด และมิให้นำระยะเวลาระหว่างการงดการบังคับคดีตามคำสั่งศาลตามมาตรา 63/16 วรรคหนึ่ง มานับรวมในระยะเวลา 10 ปีดังกล่าว ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "หน่วยงานของรัฐที่ออกคำสั่งต้องสืบทรัพย์แล้วแจ้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อยึดหรืออายัดทรัพย์สินภายใน 10 ปีนับแต่วันที่ออกคำสั่ง" ผิด: กฎหมายกำหนดให้เริ่มนับระยะเวลา 10 ปีจากวันที่คำสั่งทางปกครองที่กำหนดให้ชำระเงินเป็นที่สุด ไม่ใช่วันที่ออกคำสั่ง • "ระยะเวลาระหว่างการงดการบังคับคดีตามคำสั่งศาลต้องนำมานับรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกำหนดเวลา 10 ปีในการยึดหรืออายัดทรัพย์สิน" ผิด: กฎหมายบัญญัติชัดเจนว่ามิให้นำระยะเวลาระหว่างการงดการบังคับคดีตามคำสั่งศาลมานับรวมในระยะเวลา 10 ปี • "เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหน้าที่สืบทรัพย์สินเองและต้องยึดหรืออายัดทรัพย์สินให้แล้วเสร็จภายใน 5 ปีนับแต่ได้รับมอบหมายจากศาล" ผิด: หน่วยงานของรัฐที่ออกคำสั่งเป็นผู้มีหน้าที่สืบทรัพย์ และระยะเวลาการยึดหรืออายัดคือภายใน 10 ปีนับแต่คำสั่งเป็นที่สุด มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 63/16: “มาตรา 63/16 ในกรณีที่คำสั่งทางปกครองที่กำหนดให้ชำระเงินเป็นที่สุดแล้ว และต่อมา ผู้อยู่ในบังคับของคำสั่งทางปกครองขอให้พิจารณาคำสั่งทางปกครองที่เป็นที่สุดแล้วนั้นใหม่ หรือฟ้องคดี ต่อศาลเพื่อให้พิจารณาเกี่ยวกับคำสั่งทางปกครองที่เป็นที่สุดแล้วนั้นใหม่ …” อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 63/18: “เพื่อให้มีการยึดหรืออายัดทรัพย์สินภายในสิบปีนับแต่วันที่คำสั่งทางปกครองที่กำหนดให้ชำระเงินเป็นที่สุด” พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 63/18: “มิให้นำระยะเวลาระหว่างการงดการบังคับคดีตามคำสั่งศาลตามมาตรา 63/16 วรรคหนึ่ง มานับรวมในระยะเวลาสิบปีตามวรรคหนึ่ง”
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 63/18: “เพื่อให้มีการยึดหรืออายัดทรัพย์สินภายในสิบปีนับแต่วันที่คำสั่งทางปกครองที่กำหนดให้ชำระเงินเป็นที่สุด”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
นายเอกยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการต่อเจ้าหน้าที่ โดยได้ระบุที่อยู่สำหรับติดต่อไว้ในแบบคำขอ ต่อมาเจ้าหน้าที่มีคำสั่งไม่อนุญาตและส่งหนังสือแจ้งคำสั่งไปยังที่อยู่ที่นายเอกได้ให้ไว้ โดยหนังสือไปถึงที่อยู่นั้นในวันที่ 1 เมษายน แต่นายเอกเดินทางไปต่างจังหวัดและเพิ่งกลับมาเปิดอ่านหนังสือในวันที่ 5 เมษายน กรณีนี้ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ให้ถือว่านายเอกได้รับแจ้งคำสั่งดังกล่าวในวันใด
- ก. วันที่ 1 เมษายน เพราะถือว่าได้รับแจ้งตั้งแต่ในขณะที่หนังสือไปถึง ✓
- ข. ยังไม่ถือว่าได้รับแจ้ง จนกว่าเจ้าหน้าที่จะส่งมอบหนังสือถึงตัวนายเอก
- ค. วันที่ 5 เมษายน เพราะเป็นวันที่นายเอกเปิดอ่านและทราบข้อความ
- ง. วันที่ 8 เมษายน เพราะต้องพ้นกำหนดเจ็ดวันนับแต่วันที่หนังสือไปถึง
Explanation: คำตอบที่ถูก: "วันที่ 1 เมษายน เพราะถือว่าได้รับแจ้งตั้งแต่ในขณะที่หนังสือไปถึง" ตามมาตรา 69 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 การแจ้งเป็นหนังสือหากได้ส่งไปยังภูมิลำเนาของผู้รับ ให้ถือว่าได้รับแจ้งตั้งแต่ในขณะที่ไปถึง และการส่งไปยังที่อยู่ที่ให้ไว้กับเจ้าหน้าที่ถือเป็นการแจ้งไปยังภูมิลำเนาแล้ว ดังนั้น เมื่อหนังสือไปถึงที่อยู่นายเอกในวันที่ 1 เมษายน จึงถือว่าได้รับแจ้งในวันนั้นทันที แม้จะเปิดอ่านภายหลังก็ตาม ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ยังไม่ถือว่าได้รับแจ้ง จนกว่าเจ้าหน้าที่จะส่งมอบหนังสือถึงตัวนายเอก" ผิด: การแจ้งเป็นหนังสือสามารถส่งไปยังภูมิลำเนาหรือที่อยู่ที่ให้ไว้ได้ โดยไม่จำต้องส่งมอบให้ถึงตัวโดยตรงเสมอไป • "วันที่ 5 เมษายน เพราะเป็นวันที่นายเอกเปิดอ่านและทราบข้อความ" ผิด: กฎหมายถือว่าได้รับแจ้งตั้งแต่ในขณะที่หนังสือไปถึงภูมิลำเนา มิใช่วันที่เปิดอ่านหรือทราบข้อความ • "วันที่ 8 เมษายน เพราะต้องพ้นกำหนดเจ็ดวันนับแต่วันที่หนังสือไปถึง" ผิด: การนับระยะเวลาพ้นกำหนด 7 วันใช้สำหรับการส่งทางไปรษณีย์ตอบรับ มิใช่การส่งหนังสือถึงภูมิลำเนาทั่วไป อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 69: “ให้ถือว่าได้รับแจ้งตั้งแต่ในขณะที่ไปถึง” พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 69: “ดังกล่าวให้ถือว่าเป็นการแจ้งไปยังภูมิลำเนาของผู้นั้นแล้ว”
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 69: “ให้ถือว่าได้รับแจ้งตั้งแต่ในขณะที่ไปถึง”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ในการประชุมของคณะกรรมการที่มีอำนาจพิจารณาทางปกครอง หากประธานกรรมการไม่อยู่ในที่ประชุมหรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ และไม่มีรองประธานกรรมการหรือมีแต่ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้ดำเนินการอย่างไร
- ก. ให้ประธานกรรมการทำหนังสือมอบหมายกรรมการคนใดคนหนึ่งทำหน้าที่แทน
- ข. ให้กรรมการที่มาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งขึ้นทำหน้าที่แทน ✓
- ค. ให้สั่งเลื่อนการประชุมออกไปจนกว่าประธานกรรมการจะมาปฏิบัติหน้าที่ได้
- ง. ให้กรรมการที่ได้รับการแต่งตั้งซึ่งมีลำดับความอาวุโสสูงสุดทำหน้าที่แทน
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ให้กรรมการที่มาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งขึ้นทำหน้าที่แทน" ตามมาตรา 81 วรรคสอง บัญญัติไว้ว่าหากประธานกรรมการไม่อยู่หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ให้รองประธานกรรมการทำหน้าที่แทน แต่ถ้าไม่มีรองประธานกรรมการหรือมีแต่ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้กรรมการที่มาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งขึ้นทำหน้าที่แทน ดังนั้น กรรมการที่มาประชุมจึงต้องเลือกกรรมการคนหนึ่งขึ้นมาทำหน้าที่แทนในการประชุมนั้น ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ให้ประธานกรรมการทำหนังสือมอบหมายกรรมการคนใดคนหนึ่งทำหน้าที่แทน" ผิด: กฎหมายไม่ได้ให้ประธานกรรมการมอบหมาย แต่ให้กรรมการที่มาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งขึ้นทำหน้าที่แทน • "ให้สั่งเลื่อนการประชุมออกไปจนกว่าประธานกรรมการจะมาปฏิบัติหน้าที่ได้" ผิด: กฎหมายไม่ได้ให้เลื่อนการประชุม แต่ให้ที่ประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งขึ้นทำหน้าที่แทนเพื่อดำเนินประชุมต่อไป • "ให้กรรมการที่ได้รับการแต่งตั้งซึ่งมีลำดับความอาวุโสสูงสุดทำหน้าที่แทน" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ใช้เกณฑ์ความอาวุโส แต่ให้กรรมการที่มาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งขึ้นทำหน้าที่แทน อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 81: “มาตรา 81 ประธานกรรมการมีอำนาจหน้าที่ดำเนินการประชุม และเพื่อรักษา” พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 81: “ถ้าไม่มีรองประธานกรรมการหรือมีแต่ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้กรรมการ” พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 81: “ที่มาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งขึ้นทำหน้าที่แทน”
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 81: “มาตรา 81 ประธานกรรมการมีอำนาจหน้าที่ดำเนินการประชุม และเพื่อรักษา”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 การดำเนินการในข้อใดเป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง
- ก. รับผิดชอบงานธุรการ งานประชุม และการศึกษาหาข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับงานของคณะกรรมการ
- ข. กำหนดโทษทางวินัยแก่เจ้าหน้าที่ซึ่งไม่ยอมมาชี้แจงแสดงความเห็นตามหนังสือเรียก
- ค. จัดทำรายงานเกี่ยวกับการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติเสนอคณะรัฐมนตรีอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ✓
- ง. ออกคำสั่งเพิกถอนคำสั่งทางปกครองของเจ้าหน้าที่ที่มีการปฏิบัติไม่ชอบด้วยกฎหมาย
Explanation: คำตอบที่ถูก: "จัดทำรายงานเกี่ยวกับการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติเสนอคณะรัฐมนตรีอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง" ตามมาตรา 11 (5) กำหนดให้คณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองมีอำนาจหน้าที่จัดทำรายงานเกี่ยวกับการปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้เสนอคณะรัฐมนตรีเป็นครั้งคราวตามความเหมาะสมแต่อย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง ส่วนงานธุรการ งานประชุม และการหาข้อมูล เป็นหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาในฐานะสำนักงานเลขานุการตามมาตรา 10 นอกจากนี้คณะกรรมการไม่มีอำนาจสั่งเพิกถอนคำสั่งทางปกครองหรือสั่งลงโทษทางวินัยเจ้าหน้าที่ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "รับผิดชอบงานธุรการ งานประชุม และการศึกษาหาข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับงานของคณะกรรมการ" ผิด: เป็นหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาในฐานะสำนักงานเลขานุการของคณะกรรมการ • "กำหนดโทษทางวินัยแก่เจ้าหน้าที่ซึ่งไม่ยอมมาชี้แจงแสดงความเห็นตามหนังสือเรียก" ผิด: คณะกรรมการมีอำนาจเพียงมีหนังสือเรียกมาชี้แจงหรือแสดงความเห็น แต่ไม่มีอำนาจกำหนดหรือสั่งลงโทษทางวินัย • "ออกคำสั่งเพิกถอนคำสั่งทางปกครองของเจ้าหน้าที่ที่มีการปฏิบัติไม่ชอบด้วยกฎหมาย" ผิด: คณะกรรมการมีหน้าที่เพียงสอดส่องดูแลและให้คำแนะนำหรือคำปรึกษา ไม่มีอำนาจสั่งเพิกถอนคำสั่งทางปกครอง อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 11: “ครั้งคราวตามความเหมาะสมแต่อย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง เพื่อพัฒนาและปรับปรุงการปฏิบัติราชการ” พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 10: “ของคณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง รับผิดชอบงานธุรการ งานประชุม การศึกษาหา”
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 11: “ครั้งคราวตามความเหมาะสมแต่อย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง เพื่อพัฒนาและปรับปรุงการปฏิบัติราชการ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
นายสมชายเป็นคู่กรณีที่ต้องมาปรากฏตัวต่อหน้าเจ้าหน้าที่ในการพิจารณาทางปกครองเรื่องหนึ่ง โดยได้นำที่ปรึกษาของตนเข้ามาด้วย ในระหว่างการพิจารณา ที่ปรึกษาได้แถลงยอมรับข้อเท็จจริงบางประการต่อหน้าเจ้าหน้าที่ โดยนายสมชายซึ่งนั่งอยู่ด้วยมิได้คัดค้านในขณะนั้น ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 การกระทำของที่ปรึกษาดังกล่าวมีผลทางกฎหมายอย่างไร
- ก. ไม่มีผลผูกพันนายสมชายจนกว่าจะมีการทำหนังสือยืนยันตามหลัง
- ข. ถือเป็นเพียงข้อคิดเห็นส่วนบุคคลซึ่งนำมารับฟังเป็นข้อเท็จจริงไม่ได้
- ค. การแถลงดังกล่าวตกเป็นโมฆะ เว้นแต่นายสมชายจะแต่งตั้งเป็นตัวแทนไว้ก่อน
- ง. ให้ถือว่าเป็นการกระทำของนายสมชายในกระบวนการพิจารณานั้น ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ให้ถือว่าเป็นการกระทำของนายสมชายในกระบวนการพิจารณานั้น" ตามมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 บัญญัติว่า การใดที่ทนายความหรือที่ปรึกษาได้ทำลงต่อหน้าคู่กรณี ให้ถือว่าเป็นการกระทำของคู่กรณี เว้นแต่คู่กรณีจะได้คัดค้านเสียแต่ในขณะนั้น ดังนั้น เมื่อที่ปรึกษาแถลงต่อหน้านายสมชายโดยนายสมชายไม่ได้คัดค้านในขณะนั้น จึงต้องถือว่าการแถลงดังกล่าวเป็นการกระทำของนายสมชาย ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ไม่มีผลผูกพันนายสมชายจนกว่าจะมีการทำหนังสือยืนยันตามหลัง" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ต้องมีหนังสือยืนยันตามหลัง แต่มีผลเป็นการกระทำของคู่กรณีทันทีหากไม่คัดค้านในขณะนั้น • "ถือเป็นเพียงข้อคิดเห็นส่วนบุคคลซึ่งนำมารับฟังเป็นข้อเท็จจริงไม่ได้" ผิด: กฎหมายให้ถือว่าเป็นการกระทำของคู่กรณี มิใช่เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนบุคคลที่ไม่สามารถรับฟังได้ • "การแถลงดังกล่าวตกเป็นโมฆะ เว้นแต่นายสมชายจะแต่งตั้งเป็นตัวแทนไว้ก่อน" ผิด: กฎหมายรับรองสิทธิการนำที่ปรึกษาเข้ามาได้โดยไม่ต้องทำหนังสือแต่งตั้งตัวแทน และมีผลสมบูรณ์ผูกพันคู่กรณีหากมิได้คัดค้านในขณะนั้น อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 23: “การใดที่ทนายความหรือที่ปรึกษาได้ทำลงต่อหน้าคู่กรณีให้ถือว่าเป็นการกระทำของ” พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 23: “คู่กรณี เว้นแต่คู่กรณีจะได้คัดค้านเสียแต่ในขณะนั้น”
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 23: “การใดที่ทนายความหรือที่ปรึกษาได้ทำลงต่อหน้าคู่กรณีให้ถือว่าเป็นการกระทำของ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 คำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสือได้รับการยกเว้นไม่ต้องจัดให้มีเหตุผลไว้ด้วยในกรณีใด
- ก. เป็นกรณีที่มีผลตรงตามคำขอและไม่กระทบสิทธิและหน้าที่ของบุคคลอื่น ✓
- ข. เป็นกรณีที่ผู้ทำคำสั่งเป็นเจ้าหน้าที่ระดับผู้บังคับบัญชาเหนือขึ้นไปชั้นหนึ่ง
- ค. เป็นกรณีที่มีการยื่นคำขอร่วมกันตั้งแต่ 50 คนขึ้นไปและมีตัวแทนร่วม
- ง. เป็นกรณีที่ผู้รับคำสั่งไม่ใช้สิทธิโต้แย้งแสดงพยานหลักฐานภายใน 15 วัน
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เป็นกรณีที่มีผลตรงตามคำขอและไม่กระทบสิทธิและหน้าที่ของบุคคลอื่น" ตามมาตรา 37 วรรคหนึ่ง คำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสือต้องจัดให้มีเหตุผลไว้ด้วยเสมอ อย่างไรก็ดี มาตรา 37 วรรคสาม (1) ได้บัญญัติข้อยกเว้นไว้ว่าไม่ต้องจัดให้มีเหตุผลหากเป็นกรณีที่มีผลตรงตามคำขอและไม่กระทบสิทธิและหน้าที่ของบุคคลอื่น คำตอบจึงถูกต้องตรงตามบทบัญญัติของกฎหมาย ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เป็นกรณีที่ผู้ทำคำสั่งเป็นเจ้าหน้าที่ระดับผู้บังคับบัญชาเหนือขึ้นไปชั้นหนึ่ง" ผิด: กฎหมายไม่ได้มีข้อยกเว้นการให้เหตุผลสำหรับคำสั่งที่ออกโดยผู้บังคับบัญชาเหนือขึ้นไปชั้นหนึ่ง • "เป็นกรณีที่มีการยื่นคำขอร่วมกันตั้งแต่ 50 คนขึ้นไปและมีตัวแทนร่วม" ผิด: การยื่นคำขอร่วมกันเกิน 50 คน เป็นหลักเกณฑ์การแต่งตั้งตัวแทนร่วมตามกฎหมาย ไม่ใช่ข้อยกเว้นการให้เหตุผล • "เป็นกรณีที่ผู้รับคำสั่งไม่ใช้สิทธิโต้แย้งแสดงพยานหลักฐานภายใน 15 วัน" ผิด: การไม่ใช้สิทธิโต้แย้งแสดงพยานหลักฐานภายในระยะเวลาที่กำหนด ไม่ใช่เหตุยกเว้นการให้เหตุผลของคำสั่งทางปกครอง อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 37: “มาตรา 37 คำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสือและการยืนยันคำสั่งทางปกครอง” พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 37: “(1) เป็นกรณีที่มีผลตรงตามคำขอและไม่กระทบสิทธิและหน้าที่ของบุคคลอื่น”
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 37: “มาตรา 37 คำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสือและการยืนยันคำสั่งทางปกครอง”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการเพิกถอนคำสั่งทางปกครอง
- ก. การเพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่มีลักษณะเป็นการให้ประโยชน์ ต้องกระทำภายใน 90 วันนับแต่วันที่เจ้าหน้าที่ได้ออกคำสั่งทางปกครองนั้น
- ข. เจ้าหน้าที่หรือผู้บังคับบัญชาอาจเพิกถอนคำสั่งทางปกครองได้ ไม่ว่าจะพ้นขั้นตอนการกำหนดให้อุทธรณ์หรือให้โต้แย้งมาแล้วหรือไม่ ✓
- ค. คำสั่งทางปกครองที่ทำขึ้นเพราะการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ ต้องดำเนินการเพิกถอนให้แล้วเสร็จภายใน 90 วันนับแต่ได้รู้ถึงเหตุดังกล่าว
- ง. เจ้าหน้าที่หรือผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่จะเพิกถอนคำสั่งทางปกครองได้ ก็ต่อเมื่อยังไม่พ้นขั้นตอนการกำหนดให้อุทธรณ์ตามกฎหมาย
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เจ้าหน้าที่หรือผู้บังคับบัญชาอาจเพิกถอนคำสั่งทางปกครองได้ ไม่ว่าจะพ้นขั้นตอนการกำหนดให้อุทธรณ์หรือให้โต้แย้งมาแล้วหรือไม่" ตามมาตรา 49 เจ้าหน้าที่หรือผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่อาจเพิกถอนคำสั่งทางปกครองได้ ไม่ว่าจะพ้นขั้นตอนการกำหนดให้อุทธรณ์หรือให้โต้แย้งตามกฎหมายมาแล้วหรือไม่ ส่วนการเพิกถอนคำสั่งที่ให้ประโยชน์ต้องกระทำภายใน 90 วันนับแต่ได้รู้ถึงเหตุที่จะให้เพิกถอน และมีข้อยกเว้นไม่จำกัดเวลาหากคำสั่งนั้นทำขึ้นเพราะการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "การเพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่มีลักษณะเป็นการให้ประโยชน์ ต้องกระทำภายใน 90 วันนับแต่วันที่เจ้าหน้าที่ได้ออกคำสั่งทางปกครองนั้น" ผิด: การเพิกถอนคำสั่งที่ให้ประโยชน์ต้องกระทำภายใน 90 วันนับแต่ได้รู้ถึงเหตุที่จะให้เพิกถอน ไม่ใช่นับแต่วันที่ออกคำสั่ง • "คำสั่งทางปกครองที่ทำขึ้นเพราะการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ ต้องดำเนินการเพิกถอนให้แล้วเสร็จภายใน 90 วันนับแต่ได้รู้ถึงเหตุดังกล่าว" ผิด: คำสั่งที่ทำขึ้นเพราะการแสดงข้อความอันเป็นเท็จเป็นข้อยกเว้น จึงไม่อยู่ภายใต้บังคับระยะเวลา 90 วันนับแต่รู้เหตุ • "เจ้าหน้าที่หรือผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่จะเพิกถอนคำสั่งทางปกครองได้ ก็ต่อเมื่อยังไม่พ้นขั้นตอนการกำหนดให้อุทธรณ์ตามกฎหมาย" ผิด: กฎหมายกำหนดว่าอาจเพิกถอนได้ไม่ว่าจะพ้นขั้นตอนการกำหนดให้อุทธรณ์หรือให้โต้แย้งมาแล้วหรือไม่ อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 49: “มาตรา 49 เจ้าหน้าที่หรือผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่อาจเพิกถอนคำสั่งทาง” พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 49: “กำหนดให้อุทธรณ์หรือให้โต้แย้งตามกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นมาแล้วหรือไม่” พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 49: “เก้าสิบวันนับแต่ได้รู้ถึงเหตุที่จะให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองนั้น เว้นแต่คำสั่งทางปกครองจะได้ทำขึ้น”
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 49: “มาตรา 49 เจ้าหน้าที่หรือผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่อาจเพิกถอนคำสั่งทาง”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
นายอำเภอมีคำสั่งทางปกครองกำหนดให้นายเอกชำระเงินค่าปรับ แต่เมื่อถึงกำหนดแล้วนายเอกมิได้ชำระเงินโดยถูกต้องครบถ้วน ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม หากนายอำเภอประสงค์จะใช้มาตรการบังคับทางปกครองโดยยึดทรัพย์สินของนายเอกเพื่อนำมาขายทอดตลาด นายอำเภอจะต้องดำเนินการอย่างไรเป็นลำดับแรก
- ก. แต่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับทางปกครองเพื่อดำเนินการยึดทรัพย์สินได้ในทันที
- ข. ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้ออกหมายบังคับคดีเข้ายึดทรัพย์สินของนายเอกทันที
- ค. มีหนังสือเตือนให้นายเอกชำระเงินภายในเวลาที่กำหนดแต่ต้องไม่น้อยกว่า 7 วัน ✓
- ง. มีหนังสือเตือนให้นายเอกชำระเงินภายในเวลาที่กำหนดแต่ต้องไม่น้อยกว่า 15 วัน
Explanation: คำตอบที่ถูก: "มีหนังสือเตือนให้นายเอกชำระเงินภายในเวลาที่กำหนดแต่ต้องไม่น้อยกว่า 7 วัน" ตามมาตรา 63/7 กำหนดว่าในกรณีคำสั่งทางปกครองที่กำหนดให้ชำระเงิน ถ้าถึงกำหนดแล้วไม่มีการชำระโดยถูกต้องครบถ้วน เจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งต้องมีหนังสือเตือนให้ผู้นั้นชำระภายในระยะเวลาที่กำหนดแต่ต้องไม่น้อยกว่า 7 วัน หากไม่มีการปฏิบัติตามคำเตือนจึงจะมีอำนาจใช้มาตรการบังคับทางปกครองยึดหรืออายัดทรัพย์สินต่อไป นายอำเภอจึงต้องออกหนังสือเตือนโดยกำหนดเวลาไม่น้อยกว่า 7 วันก่อนเป็นลำดับแรก ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "แต่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับทางปกครองเพื่อดำเนินการยึดทรัพย์สินได้ในทันที" ผิด: เจ้าหน้าที่จะดำเนินการยึดทรัพย์สินได้ก็ต่อเมื่อได้มีหนังสือเตือนและพ้นกำหนดเวลาตามคำเตือนแล้วเท่านั้น จึงยังไม่อาจแต่งตั้งเจ้าพนักงานเข้ายึดทรัพย์สินได้ในทันที • "ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้ออกหมายบังคับคดีเข้ายึดทรัพย์สินของนายเอกทันที" ผิด: เจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งมีอำนาจใช้มาตรการบังคับทางปกครองได้เองตามขั้นตอนของกฎหมายโดยไม่ต้องร้องขอหมายบังคับคดีจากศาลก่อน แต่ต้องมีหนังสือเตือนก่อน • "มีหนังสือเตือนให้นายเอกชำระเงินภายในเวลาที่กำหนดแต่ต้องไม่น้อยกว่า 15 วัน" ผิด: กฎหมายกำหนดระยะเวลาในหนังสือเตือนให้ชำระเงินไว้ว่าต้องไม่น้อยกว่า 7 วัน มิใช่ 15 วัน อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 63/7: “ไม่มีการชำระโดยถูกต้องครบถ้วน ให้เจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครองมีหนังสือเตือนให้ผู้นั้นชำระภายใน” พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 63/7: “ระยะเวลาที่กำหนดแต่ต้องไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน ถ้าไม่มีการปฏิบัติตามคำเตือน เจ้าหน้าที่มีอำนาจใช้มาตรการ”
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 63/7: “ไม่มีการชำระโดยถูกต้องครบถ้วน ให้เจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครองมีหนังสือเตือนให้ผู้นั้นชำระภายใน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เมื่อศาลออกหมายบังคับคดีและแต่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว การดำเนินการบังคับให้เป็นไปตามคำสั่งทางปกครองที่กำหนดให้ชำระเงิน ให้เป็นไปตามกฎหมายใด
- ก. พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง
- ข. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
- ค. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
- ง. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง" ตามมาตรา 63/19 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม กำหนดไว้ชัดเจนว่า เมื่อศาลออกหมายบังคับคดีและแต่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว การดำเนินการบังคับให้เป็นไปตามคำสั่งทางปกครองที่กำหนดให้ชำระเงิน ให้เป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง" ผิด: กฎหมายกำหนดให้เป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ไม่ใช่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง • "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา" ผิด: กฎหมายกำหนดให้เป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ไม่ใช่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา • "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์" ผิด: กฎหมายกำหนดให้เป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ไม่ใช่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 63/19: “มาตรา 63/19 เมื่อศาลออกหมายบังคับคดีและแต่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว การดำเนินการ บังคับให้เป็นไปตามคำสั่งทางปกครองที่กำหนดให้ชำระเงิน ให้เป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความแพ่ง”
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 63/19: “มาตรา 63/19 เมื่อศาลออกหมายบังคับคดีและแต่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว การดำเนินการ บังคับให้เป็นไปตามคำสั่งทางปกครองที่กำหนดให้ชำระเงิน ให้เป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความแพ่ง”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง การแจ้งโดยวิธีส่งทางไปรษณีย์ตอบรับภายในประเทศ กฎหมายกำหนดผลของการได้รับแจ้งไว้อย่างไร
- ก. ให้ถือว่าได้รับแจ้งเมื่อครบกำหนด 7 วันนับแต่วันส่ง เว้นแต่จะมีการพิสูจน์ได้ว่าไม่มีการได้รับหรือได้รับก่อนหรือหลังจากวันนั้น ✓
- ข. ให้ถือว่าได้รับแจ้งตั้งแต่วันที่เจ้าหน้าที่นำส่งเอกสารต่อพนักงานไปรษณีย์ โดยไม่ต้องคำนึงถึงวันและเวลาที่มีการรับหนังสือจริง
- ค. ให้ถือว่าได้รับแจ้งเมื่อครบกำหนด 15 วันนับแต่วันส่ง เว้นแต่จะมีการพิสูจน์ได้ว่าไม่มีการได้รับหรือได้รับก่อนหรือหลังจากวันนั้น
- ง. ให้ถือว่าได้รับแจ้งในขณะที่เจ้าหน้าที่ไปรษณีย์นำส่งหนังสือถึงตัวผู้รับ โดยไม่สามารถนำสืบพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์เป็นอย่างอื่นได้
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ให้ถือว่าได้รับแจ้งเมื่อครบกำหนด 7 วันนับแต่วันส่ง เว้นแต่จะมีการพิสูจน์ได้ว่าไม่มีการได้รับหรือได้รับก่อนหรือหลังจากวันนั้น" ตามมาตรา 71 การแจ้งโดยวิธีส่งทางไปรษณีย์ตอบรับสำหรับกรณีภายในประเทศ ให้ถือว่าได้รับแจ้งเมื่อครบกำหนด 7 วันนับแต่วันส่ง เว้นแต่จะมีการพิสูจน์ได้ว่าไม่มีการได้รับหรือได้รับก่อนหรือหลังจากวันนั้น ดังนั้น การกำหนดระยะเวลา 7 วันโดยเปิดช่องให้พิสูจน์หักล้างได้ จึงเป็นหลักเกณฑ์ที่ถูกต้อง ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ให้ถือว่าได้รับแจ้งตั้งแต่วันที่เจ้าหน้าที่นำส่งเอกสารต่อพนักงานไปรษณีย์ โดยไม่ต้องคำนึงถึงวันและเวลาที่มีการรับหนังสือจริง" ผิด: กฎหมายมิได้ถือว่าได้รับแจ้งในวันที่นำส่งเอกสาร แต่ถือว่าได้รับแจ้งเมื่อครบกำหนด 7 วันนับแต่วันส่ง และสามารถพิสูจน์เป็นอย่างอื่นได้ • "ให้ถือว่าได้รับแจ้งเมื่อครบกำหนด 15 วันนับแต่วันส่ง เว้นแต่จะมีการพิสูจน์ได้ว่าไม่มีการได้รับหรือได้รับก่อนหรือหลังจากวันนั้น" ผิด: การได้รับแจ้งเมื่อครบกำหนด 15 วันนับแต่วันส่ง เป็นกรณีของการส่งไปยังต่างประเทศ มิใช่กรณีภายในประเทศ • "ให้ถือว่าได้รับแจ้งในขณะที่เจ้าหน้าที่ไปรษณีย์นำส่งหนังสือถึงตัวผู้รับ โดยไม่สามารถนำสืบพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์เป็นอย่างอื่นได้" ผิด: กฎหมายกำหนดข้อสันนิษฐานไว้ 7 วันนับแต่วันส่ง และเปิดช่องให้พิสูจน์หักล้างได้ว่าไม่ได้รับหรือได้รับก่อนหรือหลังจากวันนั้น อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 71: “มาตรา 71 การแจ้งโดยวิธีส่งทางไปรษณีย์ตอบรับให้ถือว่าได้รับแจ้งเมื่อครบ” พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 71: “กำหนดเจ็ดวันนับแต่วันส่งสำหรับกรณีภายในประเทศ หรือเมื่อครบกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันส่ง” พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 71: “สำหรับกรณีส่งไปยังต่างประเทศ เว้นแต่จะมีการพิสูจน์ได้ว่าไม่มีการได้รับหรือได้รับก่อนหรือหลังจาก”
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 71: “มาตรา 71 การแจ้งโดยวิธีส่งทางไปรษณีย์ตอบรับให้ถือว่าได้รับแจ้งเมื่อครบ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ในการประชุมของคณะกรรมการที่มีอำนาจพิจารณาทางปกครองคณะหนึ่ง มีการลงมติในเรื่องที่พิจารณา กรรมการฝ่ายข้างน้อยไม่เห็นชอบกับมติของที่ประชุมและได้ยื่นความเห็นแย้งเป็นหนังสือพร้อมระบุเหตุผล ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบจัดทำรายงานการประชุมต้องดำเนินการอย่างไร
- ก. ส่งความเห็นแย้งคืนให้กรรมการฝ่ายข้างน้อย เนื่องจากรายงานการประชุมต้องบันทึกเฉพาะความเห็นด้วยวาจาเท่านั้น
- ข. บันทึกความเห็นแย้งพร้อมทั้งเหตุผลไว้ในรายงานการประชุม และบันทึกความเห็นแย้งที่เป็นหนังสือนั้นไว้ด้วย ✓
- ค. บันทึกเฉพาะมติของฝ่ายเสียงข้างมาก ส่วนความเห็นแย้งให้แยกเก็บไว้ต่างหากโดยไม่ต้องระบุในรายงานการประชุม
- ง. บันทึกความเห็นแย้งลงในรายงานการประชุมได้เฉพาะเมื่อประธานในที่ประชุมอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรแล้วเท่านั้น
Explanation: คำตอบที่ถูก: "บันทึกความเห็นแย้งพร้อมทั้งเหตุผลไว้ในรายงานการประชุม และบันทึกความเห็นแย้งที่เป็นหนังสือนั้นไว้ด้วย" ตามมาตรา 83 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 บัญญัติว่า ในการประชุมต้องมีรายงานการประชุมเป็นหนังสือ ถ้ามีความเห็นแย้งให้บันทึกความเห็นแย้งพร้อมทั้งเหตุผลไว้ในรายงานการประชุม และถ้ากรรมการฝ่ายข้างน้อยเสนอความเห็นแย้งเป็นหนังสือก็ให้บันทึกความเห็นแย้งนั้นไว้ด้วย ดังนั้น เจ้าหน้าที่จึงต้องบันทึกความเห็นแย้ง เหตุผล และความเห็นแย้งที่เป็นหนังสือนั้นไว้ในรายงานการประชุม ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ส่งความเห็นแย้งคืนให้กรรมการฝ่ายข้างน้อย เนื่องจากรายงานการประชุมต้องบันทึกเฉพาะความเห็นด้วยวาจาเท่านั้น" ผิด: กฎหมายบัญญัติชัดเจนว่าหากกรรมการฝ่ายข้างน้อยเสนอความเห็นแย้งเป็นหนังสือก็ให้บันทึกความเห็นแย้งนั้นไว้ด้วย • "บันทึกเฉพาะมติของฝ่ายเสียงข้างมาก ส่วนความเห็นแย้งให้แยกเก็บไว้ต่างหากโดยไม่ต้องระบุในรายงานการประชุม" ผิด: กฎหมายกำหนดว่าหากมีความเห็นแย้งให้บันทึกความเห็นแย้งพร้อมเหตุผลไว้ในรายงานการประชุม ไม่ใช่บันทึกเพียงมติเสียงข้างมาก • "บันทึกความเห็นแย้งลงในรายงานการประชุมได้เฉพาะเมื่อประธานในที่ประชุมอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรแล้วเท่านั้น" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดเงื่อนไขว่าต้องได้รับอนุญาตจากประธานในที่ประชุมก่อนจึงจะบันทึกความเห็นแย้งได้ อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 83: “ถ้ามีความเห็นแย้งให้บันทึกความเห็นแย้งพร้อมทั้งเหตุผลไว้ในรายงานการประชุม และถ้ากรรมการฝ่ายข้างน้อยเสนอความเห็นแย้งเป็นหนังสือก็ให้บันทึกความเห็นแย้งนั้นไว้ด้วย”
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 83: “ถ้ามีความเห็นแย้งให้บันทึกความเห็นแย้งพร้อมทั้งเหตุผลไว้ในรายงานการประชุม และถ้ากรรมการฝ่ายข้างน้อยเสนอความเห็นแย้งเป็นหนังสือก็ให้บันทึกความเห็นแย้งนั้นไว้ด้วย”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 เจ้าหน้าที่ในกรณีใดต่อไปนี้ จะทำการพิจารณาทางปกครองไม่ได้
- ก. เจ้าหน้าที่ซึ่งเคยเป็นคู่สมรสของคู่กรณี
- ข. เจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นญาติเกี่ยวพันทางแต่งงานของคู่กรณี 3 ชั้น
- ค. เจ้าหน้าที่ซึ่งเคยเป็นตัวแทนของคู่กรณี ✓
- ง. เจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นลูกจ้างของคู่กรณี
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เจ้าหน้าที่ซึ่งเคยเป็นตัวแทนของคู่กรณี" ตามมาตรา 13 (4) แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 บัญญัติให้เจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นหรือเคยเป็นผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้พิทักษ์ ผู้แทน หรือตัวแทนของคู่กรณี จะทำการพิจารณาทางปกครองไม่ได้ ดังนั้น เจ้าหน้าที่ซึ่งเคยเป็นตัวแทนของคู่กรณีจึงเป็นบุคคลต้องห้ามตามกฎหมายโดยตรง ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เจ้าหน้าที่ซึ่งเคยเป็นคู่สมรสของคู่กรณี" ผิด: กฎหมายห้ามเฉพาะกรณีที่เป็นคู่หมั้นหรือคู่สมรสในปัจจุบัน ไม่รวมถึงกรณีที่เคยเป็น • "เจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นญาติเกี่ยวพันทางแต่งงานของคู่กรณี 3 ชั้น" ผิด: กฎหมายห้ามเฉพาะกรณีญาติเกี่ยวพันทางแต่งงานของคู่กรณีที่นับได้เพียงสองชั้น • "เจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นลูกจ้างของคู่กรณี" ผิด: กฎหมายห้ามเฉพาะกรณีที่เป็นเจ้าหนี้ ลูกหนี้ หรือนายจ้างของคู่กรณี ไม่ได้ห้ามกรณีเป็นลูกจ้าง อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 13: “มาตรา 13 เจ้าหน้าที่ดังต่อไปนี้จะทำการพิจารณาทางปกครองไม่ได้” พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 13: “(4) เป็นหรือเคยเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้พิทักษ์หรือผู้แทนหรือตัวแทนของ” พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 13: “(5) เป็นเจ้าหนี้หรือลูกหนี้ หรือเป็นนายจ้างของคู่กรณี”
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 13: “มาตรา 13 เจ้าหน้าที่ดังต่อไปนี้จะทำการพิจารณาทางปกครองไม่ได้”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 กรณีที่มีคู่กรณีเกิน 50 คนยื่นคำขอในเรื่องเดียวกันและมีตัวแทนร่วม ข้อใดกล่าวถูกต้อง
- ก. ตัวแทนร่วมนั้นจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลก็ได้ หากเป็นบุคคลที่ได้รับการระบุชื่อในคำขอหรือคู่กรณีฝ่ายข้างมากเห็นชอบ
- ข. คู่กรณีจะบอกเลิกการให้ตัวแทนร่วมดำเนินการแทนตนเมื่อใดก็ได้ แต่ต้องมีหนังสือแจ้งให้เจ้าหน้าที่และคู่กรณีทุกรายทราบพร้อมกัน
- ค. กรณีไม่มีการกำหนดตัวแทนร่วมไว้แต่แรก ให้คู่กรณีฝ่ายข้างมากมีอำนาจร่วมกันออกหนังสือแต่งตั้งตัวแทนร่วมได้เองโดยตรง
- ง. ตัวแทนร่วมจะบอกเลิกการเป็นตัวแทนเมื่อใดก็ได้ แต่ต้องมีหนังสือแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบกับต้องแจ้งให้คู่กรณีทุกรายทราบด้วย ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ตัวแทนร่วมจะบอกเลิกการเป็นตัวแทนเมื่อใดก็ได้ แต่ต้องมีหนังสือแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบกับต้องแจ้งให้คู่กรณีทุกรายทราบด้วย" ตามมาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 บัญญัติให้ตัวแทนร่วมจะบอกเลิกการเป็นตัวแทนเมื่อใดก็ได้ แต่ต้องมีหนังสือแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบและต้องแจ้งให้คู่กรณีทุกรายทราบด้วย ส่วนตัวแทนร่วมนั้นต้องเป็นบุคคลธรรมดาเท่านั้น และหากไม่ได้กำหนดไว้แต่แรก กฎหมายกำหนดให้เจ้าหน้าที่เป็นผู้แต่งตั้งบุคคลที่คู่กรณีฝ่ายข้างมากเห็นชอบ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ตัวแทนร่วมนั้นจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลก็ได้ หากเป็นบุคคลที่ได้รับการระบุชื่อในคำขอหรือคู่กรณีฝ่ายข้างมากเห็นชอบ" ผิด: กฎหมายกำหนดให้ตัวแทนร่วมต้องเป็นบุคคลธรรมดาเท่านั้น จะเป็นนิติบุคคลไม่ได้ • "คู่กรณีจะบอกเลิกการให้ตัวแทนร่วมดำเนินการแทนตนเมื่อใดก็ได้ แต่ต้องมีหนังสือแจ้งให้เจ้าหน้าที่และคู่กรณีทุกรายทราบพร้อมกัน" ผิด: คู่กรณีบอกเลิกการให้ตัวแทนร่วมดำเนินการแทนตน ต้องมีหนังสือแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบและดำเนินการต่อไปด้วยตนเอง โดยไม่ต้องแจ้งคู่กรณีทุกราย • "กรณีไม่มีการกำหนดตัวแทนร่วมไว้แต่แรก ให้คู่กรณีฝ่ายข้างมากมีอำนาจร่วมกันออกหนังสือแต่งตั้งตัวแทนร่วมได้เองโดยตรง" ผิด: หากไม่ได้กำหนดตัวแทนร่วมไว้ กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจของเจ้าหน้าที่เป็นผู้แต่งตั้งบุคคลที่คู่กรณีฝ่ายข้างมากเห็นชอบ อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 25: “ตัวแทนร่วมตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสองต้องเป็นบุคคลธรรมดา” พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 25: “ตัวแทนร่วมจะบอกเลิกการเป็นตัวแทนเมื่อใดก็ได้ แต่ต้องมีหนังสือแจ้งให้เจ้าหน้าที่” พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 25: “ทราบกับต้องแจ้งให้คู่กรณีทุกรายทราบด้วย”
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 25: “ตัวแทนร่วมตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสองต้องเป็นบุคคลธรรมดา”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
นายเกษมยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้ออกใบอนุญาตโดยระบุเงื่อนไขแนบท้ายว่า เจ้าหน้าที่ขอสงวนสิทธิที่จะยกเลิกใบอนุญาตได้หากก่อให้เกิดมลพิษทางกลิ่น และให้ใบอนุญาตนี้เริ่มมีผลเมื่อผู้รับใบอนุญาตติดตั้งระบบกำจัดกลิ่นแล้วเสร็จ หากกฎหมายมิได้กำหนดข้อจำกัดดุลพินิจไว้เป็นอย่างอื่น ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง การกำหนดเงื่อนไขของเจ้าหน้าที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
- ก. ชอบด้วยกฎหมาย เพราะเจ้าหน้าที่อาจกำหนดเงื่อนไขได้เท่าที่จำเป็นเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของกฎหมาย รวมถึงข้อสงวนสิทธิที่จะยกเลิกคำสั่ง ✓
- ข. ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะการกำหนดเงื่อนไขจะกระทำได้เฉพาะกรณีที่มีบทบัญญัติของกฎหมายเฉพาะกำหนดให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่ไว้เป็นการชัดแจ้งเท่านั้น
- ค. ชอบด้วยกฎหมาย แต่เจ้าหน้าที่จะกำหนดเงื่อนไขเช่นนี้ได้ก็ต่อเมื่อได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตล่วงหน้าแล้วเท่านั้น
- ง. ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะการกำหนดเงื่อนไขในคำสั่งทางปกครองนั้นกระทำได้เพียงการกำหนดวันเวลาเริ่มต้นหรือสิ้นผลของสิทธิตามปฏิทินที่แน่นอนเท่านั้น
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ชอบด้วยกฎหมาย เพราะเจ้าหน้าที่อาจกำหนดเงื่อนไขได้เท่าที่จำเป็นเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของกฎหมาย รวมถึงข้อสงวนสิทธิที่จะยกเลิกคำสั่ง" ตามมาตรา 39 ในการออกคำสั่งทางปกครอง เจ้าหน้าที่อาจกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ได้เท่าที่จำเป็นเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของกฎหมาย เว้นแต่กฎหมายจะกำหนดข้อจำกัดดุลพินิจเป็นอย่างอื่น ซึ่งการกำหนดเงื่อนไขนั้นรวมถึงการให้สิทธิขึ้นอยู่กับเหตุการณ์ในอนาคตที่ไม่แน่นอนและข้อสงวนสิทธิที่จะยกเลิกคำสั่งทางปกครองด้วย การกำหนดเงื่อนไขของเจ้าหน้าที่ตามกรณีนี้จึงชอบด้วยกฎหมาย ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะการกำหนดเงื่อนไขจะกระทำได้เฉพาะกรณีที่มีบทบัญญัติของกฎหมายเฉพาะกำหนดให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่ไว้เป็นการชัดแจ้งเท่านั้น" ผิด: กฎหมายกำหนดให้เจ้าหน้าที่กำหนดเงื่อนไขได้เท่าที่จำเป็น เว้นแต่กฎหมายจะจำกัดดุลพินิจไว้เป็นอย่างอื่น โดยไม่จำต้องมีกฎหมายเฉพาะให้อำนาจไว้ชัดแจ้ง • "ชอบด้วยกฎหมาย แต่เจ้าหน้าที่จะกำหนดเงื่อนไขเช่นนี้ได้ก็ต่อเมื่อได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตล่วงหน้าแล้วเท่านั้น" ผิด: เจ้าหน้าที่มีอำนาจกำหนดเงื่อนไขได้ตามดุลพินิจที่จำเป็นเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ของกฎหมาย โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากคู่กรณี • "ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะการกำหนดเงื่อนไขในคำสั่งทางปกครองนั้นกระทำได้เพียงการกำหนดวันเวลาเริ่มต้นหรือสิ้นผลของสิทธิตามปฏิทินที่แน่นอนเท่านั้น" ผิด: กฎหมายอนุญาตให้กำหนดเงื่อนไขที่ขึ้นอยู่กับเหตุการณ์ในอนาคตที่ไม่แน่นอนและข้อสงวนสิทธิยกเลิกคำสั่งได้ ไม่ได้จำกัดเฉพาะวันเวลาที่แน่นอน อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 39: “มาตรา 39 การออกคำสั่งทางปกครองเจ้าหน้าที่อาจกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ได้เท่าที่” พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 39: “จำเป็นเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของกฎหมาย เว้นแต่กฎหมายจะกำหนดข้อจำกัดดุลพินิจเป็นอย่างอื่น” พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 39: “(3) ข้อสงวนสิทธิที่จะยกเลิกคำสั่งทางปกครอง”
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 39: “มาตรา 39 การออกคำสั่งทางปกครองเจ้าหน้าที่อาจกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ได้เท่าที่”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 คำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายอาจถูกเพิกถอนและกำหนดผลของการเพิกถอนได้ตามข้อใด
- ก. อาจถูกเพิกถอนทั้งหมดหรือบางส่วนได้ แต่กฎหมายบังคับเด็ดขาดว่าต้องมีผลไปในอนาคตเท่านั้นจะย้อนหลังมิได้
- ข. อาจเพิกถอนทั้งหมดหรือบางส่วน โดยจะให้มีผลย้อนหลัง หรือไม่ย้อนหลัง หรือมีผลในอนาคตตามที่กำหนดได้ ✓
- ค. ต้องสั่งเพิกถอนคำสั่งนั้นทั้งหมดทั้งฉบับเท่านั้น โดยจะมีผลเฉพาะนับแต่วันที่ออกคำสั่งเพิกถอนเป็นต้นไป
- ง. ต้องสั่งเพิกถอนคำสั่งนั้นทั้งหมดทั้งฉบับเท่านั้น โดยต้องให้มีผลย้อนหลังไปถึงวันที่ออกคำสั่งเดิมเสมอ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "อาจเพิกถอนทั้งหมดหรือบางส่วน โดยจะให้มีผลย้อนหลัง หรือไม่ย้อนหลัง หรือมีผลในอนาคตตามที่กำหนดได้" ตามมาตรา 50 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 คำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายอาจถูกเพิกถอนทั้งหมดหรือบางส่วนก็ได้ นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังสามารถกำหนดให้การเพิกถอนมีผลย้อนหลัง หรือไม่ย้อนหลัง หรือมีผลในอนาคตไปถึงขณะใดขณะหนึ่งตามที่กำหนดได้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "อาจถูกเพิกถอนทั้งหมดหรือบางส่วนได้ แต่กฎหมายบังคับเด็ดขาดว่าต้องมีผลไปในอนาคตเท่านั้นจะย้อนหลังมิได้" ผิด: กฎหมายบัญญัติว่าสามารถกำหนดให้มีผลย้อนหลัง หรือไม่ย้อนหลัง หรือมีผลในอนาคตตามที่กำหนดก็ได้ • "ต้องสั่งเพิกถอนคำสั่งนั้นทั้งหมดทั้งฉบับเท่านั้น โดยจะมีผลเฉพาะนับแต่วันที่ออกคำสั่งเพิกถอนเป็นต้นไป" ผิด: กฎหมายบัญญัติว่าอาจเพิกถอนทั้งหมดหรือบางส่วนก็ได้ และสามารถกำหนดให้มีผลย้อนหลังได้ด้วย • "ต้องสั่งเพิกถอนคำสั่งนั้นทั้งหมดทั้งฉบับเท่านั้น โดยต้องให้มีผลย้อนหลังไปถึงวันที่ออกคำสั่งเดิมเสมอ" ผิด: กฎหมายบัญญัติว่าอาจเพิกถอนทั้งหมดหรือบางส่วนก็ได้ และไม่จำต้องมีผลย้อนหลังเสมอไป อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 50: “มาตรา 50 คำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายอาจถูกเพิกถอนทั้งหมดหรือ บางส่วน โดยจะให้มีผลย้อนหลังหรือไม่ย้อนหลังหรือมีผลในอนาคตไปถึงขณะใดขณะหนึ่งตามที่ กำหนดได้”
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 50: “มาตรา 50 คำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายอาจถูกเพิกถอนทั้งหมดหรือ บางส่วน โดยจะให้มีผลย้อนหลังหรือไม่ย้อนหลังหรือมีผลในอนาคตไปถึงขณะใดขณะหนึ่งตามที่ กำหนดได้”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ในกรณีที่มีการอุทธรณ์การใช้มาตรการบังคับทางปกครองพร้อมทั้งมีคำขอทุเลาการบังคับ ข้อใดระบุหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการสั่งทุเลาการบังคับได้ถูกต้อง
- ก. การยื่นคำขอทุเลาการบังคับมีผลทำให้การใช้มาตรการบังคับทางปกครองหยุดพักลงชั่วคราวโดยอัตโนมัติจนกว่าจะมีการวินิจฉัยอุทธรณ์แล้วเสร็จ
- ข. ผู้มีอำนาจสั่งให้ทุเลาการบังคับมีเพียงผู้มีอำนาจพิจารณาคำอุทธรณ์เท่านั้น เจ้าหน้าที่ผู้ออกคำสั่งใช้มาตรการบังคับไม่มีอำนาจสั่งทุเลา
- ค. เจ้าหน้าที่ผู้ออกคำสั่งหรือผู้มีอำนาจพิจารณาคำอุทธรณ์อาจสั่งให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อนได้ และมีอำนาจกำหนดเงื่อนไขให้ปฏิบัติได้ด้วย ✓
- ง. การสั่งให้ทุเลาการบังคับต้องสั่งโดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น เพื่อไม่ให้เป็นการเพิ่มภาระแก่ผู้อยู่ในบังคับของมาตรการบังคับทางปกครอง
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เจ้าหน้าที่ผู้ออกคำสั่งหรือผู้มีอำนาจพิจารณาคำอุทธรณ์อาจสั่งให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อนได้ และมีอำนาจกำหนดเงื่อนไขให้ปฏิบัติได้ด้วย" ตามมาตรา 63/9 บัญญัติว่า กรณีที่มีการอุทธรณ์การใช้มาตรการบังคับทางปกครองและขอทุเลาการบังคับ เจ้าหน้าที่ผู้ออกคำสั่งใช้มาตรการบังคับทางปกครอง หรือผู้มีอำนาจพิจารณาคำอุทธรณ์ อาจสั่งให้มีการทุเลาการบังคับไว้ก่อนก็ได้ และมีอำนาจกำหนดเงื่อนไขให้ผู้อยู่ในบังคับต้องปฏิบัติด้วย การสั่งทุเลาจึงไม่ใช่ผลอัตโนมัติ และสามารถกำหนดเงื่อนไขได้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "การยื่นคำขอทุเลาการบังคับมีผลทำให้การใช้มาตรการบังคับทางปกครองหยุดพักลงชั่วคราวโดยอัตโนมัติจนกว่าจะมีการวินิจฉัยอุทธรณ์แล้วเสร็จ" ผิด: การยื่นอุทธรณ์และขอทุเลาไม่มีผลพักการบังคับโดยอัตโนมัติ แต่เป็นดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ที่อาจสั่งให้ทุเลาไว้ก่อนได้ • "ผู้มีอำนาจสั่งให้ทุเลาการบังคับมีเพียงผู้มีอำนาจพิจารณาคำอุทธรณ์เท่านั้น เจ้าหน้าที่ผู้ออกคำสั่งใช้มาตรการบังคับไม่มีอำนาจสั่งทุเลา" ผิด: กฎหมายให้อำนาจทั้งเจ้าหน้าที่ผู้ออกคำสั่งใช้มาตรการบังคับทางปกครองและผู้มีอำนาจพิจารณาคำอุทธรณ์ ไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้พิจารณาอุทธรณ์ • "การสั่งให้ทุเลาการบังคับต้องสั่งโดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น เพื่อไม่ให้เป็นการเพิ่มภาระแก่ผู้อยู่ในบังคับของมาตรการบังคับทางปกครอง" ผิด: กฎหมายให้อำนาจผู้สั่งทุเลาสามารถกำหนดเงื่อนไขให้ผู้อยู่ในบังคับของมาตรการบังคับทางปกครองต้องปฏิบัติด้วยได้ อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 63/9: “เจ้าหน้าที่ผู้ออกคำสั่งใช้มาตรการบังคับทางปกครอง หรือผู้มีอำนาจพิจารณา” พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 63/9: “อาจสั่งให้มีการทุเลาการบังคับทางปกครองไว้ก่อนก็ได้ โดยมีอำนาจกำหนดเงื่อนไขให้ผู้อยู่”
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 63/9: “เจ้าหน้าที่ผู้ออกคำสั่งใช้มาตรการบังคับทางปกครอง หรือผู้มีอำนาจพิจารณา”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
นายมานพได้รับคำสั่งทางปกครองให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำทางสาธารณะ แต่นายมานพเพิกเฉยไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง เจ้าหน้าที่จึงมอบหมายให้บุคคลอื่นเข้าดำเนินการรื้อถอนแทนจนแล้วเสร็จ โดยมีค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น 40,000 บาท ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม นายมานพจะต้องรับผิดชอบชดใช้เงินอย่างไร
- ก. ต้องชดใช้ค่าใช้จ่ายดังกล่าวและเงินเพิ่มรายวันในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของค่าใช้จ่ายนั้นแก่หน่วยงานของรัฐที่เจ้าหน้าที่สังกัด
- ข. ต้องชดใช้เฉพาะค่าใช้จ่ายดังกล่าวตามจำนวนที่จ่ายจริงโดยไม่มีหน้าที่ต้องชดใช้เงินเพิ่มรายวันแก่หน่วยงานของรัฐที่เจ้าหน้าที่สังกัด
- ค. ต้องชดใช้ค่าใช้จ่ายดังกล่าวพร้อมค่าปรับบังคับการวันละไม่เกิน 50,000 บาทร่วมด้วยในคราวเดียวกันแก่หน่วยงานของรัฐที่เจ้าหน้าที่สังกัด
- ง. ต้องชดใช้ค่าใช้จ่ายดังกล่าวและเงินเพิ่มรายวันในอัตราร้อยละ 25 ต่อปีของค่าใช้จ่ายนั้นแก่หน่วยงานของรัฐที่เจ้าหน้าที่สังกัด ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ต้องชดใช้ค่าใช้จ่ายดังกล่าวและเงินเพิ่มรายวันในอัตราร้อยละ 25 ต่อปีของค่าใช้จ่ายนั้นแก่หน่วยงานของรัฐที่เจ้าหน้าที่สังกัด" ตามมาตรา 63/21 (1) แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม กำหนดว่ากรณีที่เจ้าหน้าที่เข้าดำเนินการด้วยตนเองหรือมอบหมายให้บุคคลอื่นกระทำการแทน ผู้อยู่ในบังคับของคำสั่งทางปกครองจะต้องชดใช้ค่าใช้จ่ายและเงินเพิ่มรายวันในอัตราร้อยละ 25 ต่อปีของค่าใช้จ่ายดังกล่าวแก่หน่วยงานของรัฐที่เจ้าหน้าที่นั้นสังกัด นายมานพจึงต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าใช้จ่ายจริงพร้อมเงินเพิ่มรายวันตามอัตราที่กฎหมายกำหนด ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ต้องชดใช้ค่าใช้จ่ายดังกล่าวและเงินเพิ่มรายวันในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของค่าใช้จ่ายนั้นแก่หน่วยงานของรัฐที่เจ้าหน้าที่สังกัด" ผิด: กฎหมายกำหนดอัตราเงินเพิ่มรายวันไว้ที่ร้อยละ 25 ต่อปี ไม่ใช่ร้อยละ 15 ต่อปี • "ต้องชดใช้เฉพาะค่าใช้จ่ายดังกล่าวตามจำนวนที่จ่ายจริงโดยไม่มีหน้าที่ต้องชดใช้เงินเพิ่มรายวันแก่หน่วยงานของรัฐที่เจ้าหน้าที่สังกัด" ผิด: กฎหมายกำหนดให้ต้องชดใช้เงินเพิ่มรายวันในอัตราร้อยละ 25 ต่อปีของค่าใช้จ่ายด้วย มิใช่ชดใช้เพียงค่าใช้จ่ายจริงเท่านั้น • "ต้องชดใช้ค่าใช้จ่ายดังกล่าวพร้อมค่าปรับบังคับการวันละไม่เกิน 50,000 บาทร่วมด้วยในคราวเดียวกันแก่หน่วยงานของรัฐที่เจ้าหน้าที่สังกัด" ผิด: กฎหมายกำหนดให้เลือกใช้มาตรการบังคับทางปกครองอย่างหนึ่งอย่างใด จึงไม่อาจเรียกให้ชดใช้ค่าใช้จ่ายพร้อมกับกำหนดค่าปรับบังคับการร่วมกันในคราวเดียวกันได้ อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 63/21: “ในบังคับของคำสั่งทางปกครองจะต้องชดใช้ค่าใช้จ่ายและเงินเพิ่มรายวันในอัตราร้อยละยี่สิบห้าต่อปีของ” พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 63/21: “เจ้าหน้าที่อาจใช้มาตรการบังคับทางปกครองอย่างหนึ่งอย่างใด”
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 63/21: “ในบังคับของคำสั่งทางปกครองจะต้องชดใช้ค่าใช้จ่ายและเงินเพิ่มรายวันในอัตราร้อยละยี่สิบห้าต่อปีของ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ในกรณีที่มีผู้รับเกิน 50 คน และเจ้าหน้าที่ได้แจ้งตั้งแต่เริ่มดำเนินการว่าจะใช้วิธีปิดประกาศ ณ ที่ทำการของเจ้าหน้าที่และที่ว่าการอำเภอที่ผู้รับมีภูมิลำเนา กฎหมายกำหนดให้ถือว่าได้รับแจ้งเมื่อใด
- ก. เมื่อล่วงพ้นระยะเวลา 15 วันนับแต่วันที่ได้แจ้งโดยวิธีดังกล่าว ✓
- ข. เมื่อครบกำหนด 7 วันนับแต่วันที่ได้ทำการปิดประกาศตามสถานที่ดังกล่าว
- ค. ในทันทีที่ได้ปิดประกาศครบถ้วนทั้งสองแห่งตามที่กฎหมายกำหนดไว้
- ง. เมื่อล่วงพ้นระยะเวลา 30 วันนับแต่วันที่ได้ทำการปิดประกาศดังกล่าว
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เมื่อล่วงพ้นระยะเวลา 15 วันนับแต่วันที่ได้แจ้งโดยวิธีดังกล่าว" ตามมาตรา 72 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 กำหนดไว้ชัดเจนว่า ในกรณีที่มีผู้รับเกิน 50 คน และใช้วิธีปิดประกาศ ณ ที่ทำการของเจ้าหน้าที่และที่ว่าการอำเภอที่ผู้รับมีภูมิลำเนา ให้ถือว่าได้รับแจ้งเมื่อล่วงพ้นระยะเวลา 15 วันนับแต่วันที่ได้แจ้งโดยวิธีดังกล่าว ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เมื่อครบกำหนด 7 วันนับแต่วันที่ได้ทำการปิดประกาศตามสถานที่ดังกล่าว" ผิด: กฎหมายกำหนดระยะเวลาไว้ 15 วัน ไม่ใช่ 7 วัน (ระยะเวลา 7 วันเป็นกรณีการส่งทางไปรษณีย์ตอบรับภายในประเทศ) • "ในทันทีที่ได้ปิดประกาศครบถ้วนทั้งสองแห่งตามที่กฎหมายกำหนดไว้" ผิด: กฎหมายไม่ได้ให้ถือว่าได้รับแจ้งทันทีที่ปิดประกาศ แต่ต้องรอให้ล่วงพ้นระยะเวลา 15 วันนับแต่วันที่ได้แจ้งโดยวิธีดังกล่าว • "เมื่อล่วงพ้นระยะเวลา 30 วันนับแต่วันที่ได้ทำการปิดประกาศดังกล่าว" ผิด: กฎหมายกำหนดระยะเวลาไว้ 15 วันนับแต่วันที่ได้แจ้งโดยวิธีดังกล่าว ไม่ใช่ 30 วัน อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 72: “ในกรณีนี้ให้ถือว่าได้รับแจ้งเมื่อล่วงพ้นระยะเวลาสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้แจ้งโดยวิธีดังกล่าว”
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 72: “ในกรณีนี้ให้ถือว่าได้รับแจ้งเมื่อล่วงพ้นระยะเวลาสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้แจ้งโดยวิธีดังกล่าว”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ในกรณีที่ข้าราชการพลเรือนสามัญยื่นหนังสือขอลาออกจากราชการ หากผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุเห็นว่าจำเป็นเพื่อประโยชน์แก่ราชการ จะมีอำนาจยับยั้งการลาออกไว้ได้เป็นเวลาเท่าใด
- ก. ไม่เกิน 180 วันนับแต่วันขอลาออก
- ข. ไม่เกิน 90 วันนับแต่วันขอลาออก ✓
- ค. ไม่เกิน 30 วันนับแต่วันขอลาออก
- ง. ไม่เกิน 60 วันนับแต่วันขอลาออก
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ไม่เกิน 90 วันนับแต่วันขอลาออก" ตามมาตรา 109 วรรคสาม กำหนดว่าในกรณีที่ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุเห็นว่าจำเป็นเพื่อประโยชน์แก่ราชการ จะยับยั้งการลาออกไว้เป็นเวลาไม่เกินเก้าสิบวันนับแต่วันขอลาออกก็ได้ ดังนั้นคำตอบที่ถูกต้องคือไม่เกิน 90 วันนับแต่วันขอลาออก ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ไม่เกิน 180 วันนับแต่วันขอลาออก" ผิด: กฎหมายมิได้กำหนดระยะเวลายับยั้งการลาออกไว้สูงถึง 180 วัน แต่กำหนดไว้ไม่เกิน 90 วันนับแต่วันขอลาออก • "ไม่เกิน 30 วันนับแต่วันขอลาออก" ผิด: กฎหมายมิได้กำหนดระยะเวลายับยั้งไว้ที่ 30 วัน แต่ระยะเวลา 30 วันเป็นกำหนดเวลายื่นหนังสือล่วงหน้าก่อนวันขอลาออก • "ไม่เกิน 60 วันนับแต่วันขอลาออก" ผิด: กฎหมายมิได้กำหนดระยะเวลายับยั้งการลาออกไว้ 60 วัน แต่ให้ยับยั้งได้ไม่เกิน 90 วันนับแต่วันขอลาออก อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 109: “มาตรา 109 ข้าราชการพลเรือนสามัญผู้ใดประสงค์จะลาออกจากราชการให้ยื่น” พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 109: “จะยับยั้งการลาออกไว้เป็นเวลาไม่เกินเก้าสิบวันนับแต่วันขอลาออกก็ได้”
พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 109: “มาตรา 109 ข้าราชการพลเรือนสามัญผู้ใดประสงค์จะลาออกจากราชการให้ยื่น”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ในคดีที่ศาลพิพากษายกฟ้องเพราะเหตุที่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ที่ถูกฟ้องมิใช่ผู้ต้องรับผิด จะมีผลต่ออายุความในการฟ้องร้องผู้ที่ต้องรับผิดซึ่งมิได้ถูกเรียกเข้ามาในคดีอย่างไร
- ก. ให้ขยายอายุความฟ้องร้องออกไปถึง 1 ปีนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง
- ข. ให้อายุความฟ้องร้องสะดุดหยุดลงและเริ่มนับใหม่อีก 2 ปีตามอายุความละเมิด
- ค. ให้ขยายอายุความฟ้องร้องออกไปถึง 6 เดือนนับแต่วันที่คำพิพากษานั้นถึงที่สุด ✓
- ง. ให้สิทธิเรียกร้องของผู้เสียหายระงับสิ้นไปโดยเด็ดขาดและไม่สามารถฟ้องร้องคดีได้อีก
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ให้ขยายอายุความฟ้องร้องออกไปถึง 6 เดือนนับแต่วันที่คำพิพากษานั้นถึงที่สุด" ตามมาตรา 7 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 กำหนดว่าหากศาลพิพากษายกฟ้องเพราะเหตุที่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ที่ถูกฟ้องมิใช่ผู้ต้องรับผิด ให้ขยายอายุความฟ้องร้องผู้ที่ต้องรับผิดซึ่งมิได้ถูกเรียกเข้ามาในคดีออกไปถึง 6 เดือนนับแต่วันที่คำพิพากษานั้นถึงที่สุด เพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายที่ฟ้องผิดฝ่าย ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ให้ขยายอายุความฟ้องร้องออกไปถึง 1 ปีนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง" ผิด: กฎหมายกำหนดให้ขยายอายุความออกไปถึง 6 เดือนนับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด มิใช่ 1 ปีนับแต่วันที่มีคำพิพากษา • "ให้อายุความฟ้องร้องสะดุดหยุดลงและเริ่มนับใหม่อีก 2 ปีตามอายุความละเมิด" ผิด: กฎหมายมิได้กำหนดให้อายุความสะดุดหยุดลงหรือเริ่มนับใหม่ แต่ให้ขยายอายุความออกไปถึง 6 เดือนนับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด • "ให้สิทธิเรียกร้องของผู้เสียหายระงับสิ้นไปโดยเด็ดขาดและไม่สามารถฟ้องร้องคดีได้อีก" ผิด: ผู้เสียหายยังคงมีสิทธิฟ้องร้องผู้ที่ต้องรับผิดตัวจริงได้ โดยได้รับสิทธิขยายอายุความออกไปถึง 6 เดือนนับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 7: “มาตรา 7 ในคดีที่ผู้เสียหายฟ้องหน่วยงานของรัฐ ถ้าหน่วยงานของรัฐเห็นว่าเป็น” พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 7: “ผู้ต้องรับผิด ให้ขยายอายุความฟ้องร้องผู้ที่ต้องรับผิดซึ่งมิได้ถูกเรียกเข้ามาในคดีออกไปถึงหกเดือน” พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 7: “นับแต่วันที่คำพิพากษานั้นถึงที่สุด”
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 7: “มาตรา 7 ในคดีที่ผู้เสียหายฟ้องหน่วยงานของรัฐ ถ้าหน่วยงานของรัฐเห็นว่าเป็น”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
สำนักงาน ก. จัดตั้งขึ้นเป็นส่วนราชการที่มีฐานะเป็นกรมและไม่สังกัดกระทรวง โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้บังคับบัญชา หากมีกรณีที่ต้องดำเนินการตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ซึ่งกฎหมายบัญญัติให้เป็นอำนาจของ 'รัฐมนตรีเจ้าสังกัด' ผู้ใดคือผู้มีอำนาจดังกล่าวสำหรับสำนักงาน ก.
- ก. รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้รับมอบหมายให้กำกับการปฏิบัติราชการ
- ข. หัวหน้าส่วนราชการของสำนักงาน ก. ในฐานะผู้บังคับบัญชาระดับกรม
- ค. ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการ
- ง. นายกรัฐมนตรี ในฐานะเป็นผู้บังคับบัญชาส่วนราชการดังกล่าว ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "นายกรัฐมนตรี ในฐานะเป็นผู้บังคับบัญชาส่วนราชการดังกล่าว" ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 บทนิยามคำว่า 'รัฐมนตรีเจ้าสังกัด' ให้หมายความรวมถึงนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีในฐานะเป็นผู้บังคับบัญชาส่วนราชการที่มีฐานะเป็นกรมและไม่สังกัดกระทรวงด้วย ดังนั้น นายกรัฐมนตรีจึงเป็นรัฐมนตรีเจ้าสังกัดของสำนักงาน ก. ส่วนปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีจัดเป็นปลัดกระทรวง และหัวหน้าส่วนราชการระดับกรมจัดเป็นอธิบดี ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้รับมอบหมายให้กำกับการปฏิบัติราชการ" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดให้รองนายกรัฐมนตรีเป็นรัฐมนตรีเจ้าสังกัด • "หัวหน้าส่วนราชการของสำนักงาน ก. ในฐานะผู้บังคับบัญชาระดับกรม" ผิด: หัวหน้าส่วนราชการระดับกรมจัดอยู่ในความหมายของคำว่าอธิบดีไม่ใช่รัฐมนตรีเจ้าสังกัด • "ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการ" ผิด: ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีจัดอยู่ในความหมายของคำว่าปลัดกระทรวงตามกฎหมายนี้ อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 4: “นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีในฐานะเป็นผู้บังคับบัญชาส่วนราชการที่มีฐานะเป็นกรมและไม่สังกัด” พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 4: ““ปลัดกระทรวง” หมายความรวมถึงปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีและปลัดทบวง” พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 4: ““อธิบดี” หมายความว่า หัวหน้าส่วนราชการระดับกรมหรือเทียบเท่ากรม”
พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 4: “นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีในฐานะเป็นผู้บังคับบัญชาส่วนราชการที่มีฐานะเป็นกรมและไม่สังกัด”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 เลขาธิการ ก.พ. ในฐานะผู้บังคับบัญชาข้าราชการและบริหารราชการของสำนักงาน ก.พ. ขึ้นตรงต่อผู้ใด
- ก. นายกรัฐมนตรี ✓
- ข. ประธาน ก.พ.
- ค. ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี
- ง. คณะรัฐมนตรี
Explanation: คำตอบที่ถูก: "นายกรัฐมนตรี" ตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 บัญญัติให้มีสำนักงาน ก.พ. โดยมีเลขาธิการ ก.พ. เป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการและบริหารราชการของสำนักงาน ก.พ. ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี ดังนั้น ตำแหน่งที่เลขาธิการ ก.พ. ขึ้นตรงต่อจึงคือนายกรัฐมนตรี ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ประธาน ก.พ." ผิด: พระราชบัญญัติดังกล่าวมิได้บัญญัติให้ขึ้นตรงต่อประธาน ก.พ. แต่บัญญัติให้ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี • "ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี" ผิด: พระราชบัญญัติดังกล่าวมิได้บัญญัติให้ขึ้นตรงต่อปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี แต่บัญญัติให้ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี • "คณะรัฐมนตรี" ผิด: พระราชบัญญัติดังกล่าวมิได้บัญญัติให้ขึ้นตรงต่อคณะรัฐมนตรี แต่บัญญัติให้ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 13: ““สำนักงาน ก.พ.” โดยมีเลขาธิการ ก.พ. เป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการและบริหารราชการของ” พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 13: “สำนักงาน ก.พ. ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี”
พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 13: ““สำนักงาน ก.พ.” โดยมีเลขาธิการ ก.พ. เป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการและบริหารราชการของ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ข้อใดระบุหลักเกณฑ์และกระบวนการในการกำหนดข้อบังคับว่าด้วยจรรยาข้าราชการของส่วนราชการได้ถูกต้อง
- ก. ให้กำหนดให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลตามมติคณะรัฐมนตรี โดยรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและประกาศในราชกิจจานุเบกษา
- ข. ให้กำหนดให้สอดคล้องกับลักษณะของงานตามหลักวิชาและจรรยาวิชาชีพ โดยรับฟังความคิดเห็นของข้าราชการและประกาศให้ประชาชนทราบ ✓
- ค. ให้กำหนดให้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาข้าราชการ โดยรับฟังความคิดเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิและรายงานต่อรัฐมนตรีเจ้าสังกัด
- ง. ให้กำหนดให้เป็นมาตรฐานเดียวกันตามระเบียบของ ก.พ. โดยรับฟังความคิดเห็นของหัวหน้าส่วนราชการและแจ้งเฉพาะเจ้าหน้าที่ทราบ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ให้กำหนดให้สอดคล้องกับลักษณะของงานตามหลักวิชาและจรรยาวิชาชีพ โดยรับฟังความคิดเห็นของข้าราชการและประกาศให้ประชาชนทราบ" ตามมาตรา 78 บัญญัติให้ส่วนราชการกำหนดข้อบังคับว่าด้วยจรรยาข้าราชการเพื่อให้สอดคล้องกับลักษณะของงานในส่วนราชการนั้นตามหลักวิชาและจรรยาวิชาชีพ โดยในการกำหนดข้อบังคับดังกล่าว ให้จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของข้าราชการและประกาศให้ประชาชนทราบด้วย จึงไม่ใช่การกำหนดตามมติคณะรัฐมนตรีหรือระเบียบ ก.พ. ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ให้กำหนดให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลตามมติคณะรัฐมนตรี โดยรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและประกาศในราชกิจจานุเบกษา" ผิด: กฎหมายกำหนดให้สอดคล้องกับลักษณะของงานตามหลักวิชาและจรรยาวิชาชีพ และให้รับฟังความเห็นของข้าราชการแล้วประกาศให้ประชาชนทราบ มิได้รับฟังประชาชนเพื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษา • "ให้กำหนดให้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาข้าราชการ โดยรับฟังความคิดเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิและรายงานต่อรัฐมนตรีเจ้าสังกัด" ผิด: กฎหมายกำหนดให้รับฟังความคิดเห็นของข้าราชการและประกาศให้ประชาชนทราบ มิใช่รับฟังความเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิและรายงานต่อรัฐมนตรี • "ให้กำหนดให้เป็นมาตรฐานเดียวกันตามระเบียบของ ก.พ. โดยรับฟังความคิดเห็นของหัวหน้าส่วนราชการและแจ้งเฉพาะเจ้าหน้าที่ทราบ" ผิด: กฎหมายให้แต่ละส่วนราชการกำหนดข้อบังคับให้สอดคล้องกับลักษณะงานของตน มิใช่กำหนดให้เป็นมาตรฐานเดียวกันตามระเบียบของ ก.พ. อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 78: “ลักษณะของงานในส่วนราชการนั้นตามหลักวิชาและจรรยาวิชาชีพ” พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 78: “ความคิดเห็นของข้าราชการและประกาศให้ประชาชนทราบด้วย”
พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 78: “ลักษณะของงานในส่วนราชการนั้นตามหลักวิชาและจรรยาวิชาชีพ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
นายเอก ข้าราชการพลเรือนสามัญ ถูกสอบสวนและพบว่าได้กระทำผิดวินัยในการปฏิบัติหน้าที่ราชการ หากผู้บังคับบัญชาจะออกคำสั่งลงโทษทางวินัยแก่นายเอก ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน ข้อใดต่อไปนี้จัดเป็นโทษทางวินัยที่ผู้บังคับบัญชาสามารถสั่งลงโทษได้ตามกฎหมาย
- ก. การสั่งลงโทษทำทัณฑ์บน
- ข. การสั่งลงโทษลดขั้นเงินเดือน
- ค. การสั่งลงโทษตัดเงินเดือน ✓
- ง. การสั่งลงโทษให้ออกจากราชการ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "การสั่งลงโทษตัดเงินเดือน" ตามมาตรา 88 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 โทษทางวินัยมี 5 สถาน ได้แก่ ภาคทัณฑ์ ตัดเงินเดือน ลดเงินเดือน ปลดออก และไล่ออก ดังนั้น การสั่งลงโทษตัดเงินเดือนจึงเป็นโทษทางวินัยตามที่กฎหมายกำหนด ส่วนการทำทัณฑ์บน การลดขั้นเงินเดือน หรือการให้ออกจากราชการ ไม่ใช่โทษทางวินัยตามมาตรานี้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "การสั่งลงโทษทำทัณฑ์บน" ผิด: การทำทัณฑ์บนไม่ใช่โทษทางวินัย แต่เป็นมาตรการในการงดโทษทางวินัยสำหรับความผิดเล็กน้อย • "การสั่งลงโทษลดขั้นเงินเดือน" ผิด: กฎหมายบัญญัติโทษทางวินัยคือลดเงินเดือน มิใช่การลดขั้นเงินเดือน • "การสั่งลงโทษให้ออกจากราชการ" ผิด: การสั่งให้ออกจากราชการไม่ใช่โทษทางวินัย โดยโทษที่ทำให้พ้นจากราชการมีเพียงปลดออกและไล่ออก อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 88: “มาตรา 88 ข้าราชการพลเรือนสามัญผู้ใดกระทำผิดวินัย จะต้องได้รับโทษทางวินัย” พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 88: “โทษทางวินัยมี 5 สถาน ดังต่อไปนี้ (1) ภาคทัณฑ์ (2) ตัดเงินเดือน (3) ลดเงินเดือน (4) ปลดออก (5) ไล่ออก”
พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 88: “มาตรา 88 ข้าราชการพลเรือนสามัญผู้ใดกระทำผิดวินัย จะต้องได้รับโทษทางวินัย”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ในกรณีที่ข้าราชการพลเรือนสามัญกระทำผิดวินัยเล็กน้อยและมีเหตุอันควรงดโทษ ผู้บังคับบัญชาสามารถดำเนินการได้ตามข้อใด
- ก. ยุติเรื่องได้ทันทีโดยไม่ต้องทำบันทึกตักเตือนหรือทัณฑ์บน
- ข. ส่งเรื่องให้คณะกรรมการ ก.พ. พิจารณาให้ความเห็นชอบก่อน
- ค. สั่งลงโทษภาคทัณฑ์โดยให้รอการกำหนดโทษไว้มีกำหนดหนึ่งปี
- ง. งดโทษให้โดยให้ทำทัณฑ์บนเป็นหนังสือหรือว่ากล่าวตักเตือน ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "งดโทษให้โดยให้ทำทัณฑ์บนเป็นหนังสือหรือว่ากล่าวตักเตือน" ตามมาตรา 96 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 บัญญัติไว้ว่า ในกรณีกระทำผิดวินัยเล็กน้อยและมีเหตุอันควรงดโทษ จะงดโทษให้โดยให้ทำทัณฑ์บนเป็นหนังสือหรือว่ากล่าวตักเตือนก็ได้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ยุติเรื่องได้ทันทีโดยไม่ต้องทำบันทึกตักเตือนหรือทัณฑ์บน" ผิด: หากจะงดโทษ กฎหมายกำหนดให้ต้องทำทัณฑ์บนเป็นหนังสือหรือว่ากล่าวตักเตือน จะสั่งยุติเรื่องเฉยๆ ไม่ได้ • "ส่งเรื่องให้คณะกรรมการ ก.พ. พิจารณาให้ความเห็นชอบก่อน" ผิด: การงดโทษกรณีนี้เป็นดุลพินิจของผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุ ไม่ต้องส่งให้คณะกรรมการ ก.พ. ให้ความเห็นชอบ • "สั่งลงโทษภาคทัณฑ์โดยให้รอการกำหนดโทษไว้มีกำหนดหนึ่งปี" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดให้รอการกำหนดโทษ แต่บัญญัติให้งดโทษโดยทำทัณฑ์บนเป็นหนังสือหรือว่ากล่าวตักเตือน อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 96: “ในกรณีกระทำผิดวินัยเล็กน้อยและมีเหตุอันควรงดโทษ จะงดโทษให้โดยให้ทำทัณฑ์บนเป็นหนังสือหรือว่ากล่าวตักเตือนก็ได้”
พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 96: “ในกรณีกระทำผิดวินัยเล็กน้อยและมีเหตุอันควรงดโทษ จะงดโทษให้โดยให้ทำทัณฑ์บนเป็นหนังสือหรือว่ากล่าวตักเตือนก็ได้”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 การดำเนินการทางวินัยแก่ข้าราชการพลเรือนสามัญในส่วนราชการที่มีกฎหมายว่าด้วยวินัยข้าราชการโดยเฉพาะ เป็นไปตามหลักเกณฑ์ใด
- ก. หากเป็นความผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง จะลงโทษตามพระราชบัญญัตินี้หรือลงทัณฑ์หรือลงโทษตามกฎหมายว่าด้วยวินัยข้าราชการนั้นอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ ✓
- ข. หากเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ให้ยุติเรื่องได้ทันทีหากผู้บังคับบัญชาได้สั่งลงทัณฑ์หรือลงโทษตามกฎหมายว่าด้วยวินัยข้าราชการโดยเฉพาะแล้ว
- ค. หากเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง จะดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้ได้ก็ต่อเมื่อยังมิได้ลงโทษตามกฎหมายว่าด้วยวินัยข้าราชการโดยเฉพาะมาก่อน
- ง. หากเป็นความผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง จะต้องลงโทษตามพระราชบัญญัตินี้เท่านั้น ไม่อาจนำบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยวินัยข้าราชการโดยเฉพาะมาปรับใช้ได้
Explanation: คำตอบที่ถูก: "หากเป็นความผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง จะลงโทษตามพระราชบัญญัตินี้หรือลงทัณฑ์หรือลงโทษตามกฎหมายว่าด้วยวินัยข้าราชการนั้นอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้" ตามมาตรา 102 กำหนดว่ากรณีเป็นความผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง จะลงโทษตามพระราชบัญญัตินี้ หรือลงทัณฑ์หรือลงโทษตามกฎหมายว่าด้วยวินัยข้าราชการนั้นอย่างใดอย่างหนึ่งตามควรแก่กรณีและพฤติการณ์ก็ได้ ส่วนกรณีความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ไม่ว่าจะได้ลงทัณฑ์หรือลงโทษตามกฎหมายดังกล่าวแล้วหรือไม่ ให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "หากเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ให้ยุติเรื่องได้ทันทีหากผู้บังคับบัญชาได้สั่งลงทัณฑ์หรือลงโทษตามกฎหมายว่าด้วยวินัยข้าราชการโดยเฉพาะแล้ว" ผิด: กรณีความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ไม่ว่าจะได้ลงทัณฑ์หรือลงโทษตามกฎหมายเฉพาะแล้วหรือไม่ ให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้ • "หากเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง จะดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้ได้ก็ต่อเมื่อยังมิได้ลงโทษตามกฎหมายว่าด้วยวินัยข้าราชการโดยเฉพาะมาก่อน" ผิด: กฎหมายกำหนดให้ดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้ไม่ว่าจะได้ลงทัณฑ์หรือลงโทษตามกฎหมายเฉพาะดังกล่าวแล้วหรือไม่ก็ตาม • "หากเป็นความผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง จะต้องลงโทษตามพระราชบัญญัตินี้เท่านั้น ไม่อาจนำบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยวินัยข้าราชการโดยเฉพาะมาปรับใช้ได้" ผิด: กฎหมายเปิดช่องให้เลือกได้ว่าจะลงโทษตามพระราชบัญญัตินี้ หรือลงทัณฑ์หรือลงโทษตามกฎหมายว่าด้วยวินัยข้าราชการนั้นอย่างใดอย่างหนึ่ง อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 102: “ลงโทษตามพระราชบัญญัตินี้หรือลงทัณฑ์หรือลงโทษตามกฎหมายว่าด้วยวินัยข้าราชการนั้นอย่างใด” พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 102: “พระราชบัญญัตินี้ไม่ว่าจะได้ลงทัณฑ์หรือลงโทษตามกฎหมายดังกล่าวแล้วหรือไม่ ให้ผู้บังคับบัญชา”
พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 102: “ลงโทษตามพระราชบัญญัตินี้หรือลงทัณฑ์หรือลงโทษตามกฎหมายว่าด้วยวินัยข้าราชการนั้นอย่างใด”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
นายสมเกียรติ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง ต่อมาผลการสอบสวนไม่ได้ความแน่ชัดพอที่จะฟังลงโทษตามกฎหมาย แต่ปรากฏว่ามีมลทินหรือมัวหมองในกรณีที่ถูกสอบสวน และหากให้รับราชการต่อไปจะเป็นการเสียหายแก่ราชการ ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุมีอำนาจดำเนินการตามข้อใด
- ก. สั่งลงโทษลดเงินเดือนเนื่องจากพยานหลักฐานยังฟังไม่ได้แน่ชัด
- ข. สั่งให้ออกจากราชการเพื่อรับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทน ✓
- ค. สั่งยุติเรื่องทันทีเนื่องจากพยานหลักฐานไม่พอที่จะฟังลงโทษ
- ง. สั่งลงโทษปลดออกจากราชการเนื่องจากมีมลทินหรือมัวหมอง
Explanation: คำตอบที่ถูก: "สั่งให้ออกจากราชการเพื่อรับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทน" ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 110 (7) ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุตามมาตรา 57 มีอำนาจสั่งให้ข้าราชการพลเรือนสามัญออกจากราชการเพื่อรับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทนได้ เมื่อมีกรณีถูกสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงแล้วผลการสอบสวนไม่ได้ความแน่ชัดพอที่จะฟังลงโทษ แต่มีมลทินหรือมัวหมองและหากให้รับราชการต่อไปจะเป็นการเสียหายแก่ราชการ กรณีของนายสมเกียรติจึงต้องสั่งให้ออกจากราชการเพื่อรับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทน ไม่ใช่การลงโทษทางวินัยหรือการยุติเรื่อง ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "สั่งลงโทษลดเงินเดือนเนื่องจากพยานหลักฐานยังฟังไม่ได้แน่ชัด" ผิด: เมื่อพยานหลักฐานฟังลงโทษไม่ได้ ย่อมไม่อาจนำเหตุดังกล่าวมาสั่งลงโทษทางวินัยลดเงินเดือนได้ • "สั่งยุติเรื่องทันทีเนื่องจากพยานหลักฐานไม่พอที่จะฟังลงโทษ" ผิด: แม้พยานหลักฐานไม่พอฟังลงโทษทางวินัย แต่เมื่อมีมลทินมัวหมองและจะเสียหายแก่ราชการ ผู้มีอำนาจมีอำนาจสั่งให้ออกเพื่อรับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทนได้ ไม่จำต้องยุติเรื่อง • "สั่งลงโทษปลดออกจากราชการเนื่องจากมีมลทินหรือมัวหมอง" ผิด: เมื่อผลสอบสวนไม่ได้ความแน่ชัดพอที่จะฟังลงโทษ จึงไม่อาจสั่งลงโทษทางวินัยปลดออกจากราชการได้ มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 57: “มาตรา 57 การบรรจุบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ และการ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งตามมาตรา 53 มาตรา 55 มาตรา 56 มาตรา 63 มาตรา 64 มาตรา 65 และมาตรา 66 ให้ผู้มีอำนาจดังต่อไปนี้ เป็นผู้สั่งบรรจุและแต่งตั้ง (1) …” อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 110: “ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุตามมาตรา 57 มีอำนาจสั่งให้ข้าราชการพลเรือนสามัญออกจากราชการเพื่อรับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทนตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการได้ในกรณีดังต่อไปนี้” พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 110: “เมื่อข้าราชการพลเรือนสามัญผู้ใดมีกรณีถูกสอบสวนว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงตามมาตรา 93 และผลการสอบสวนไม่ได้ความแน่ชัดพอที่จะฟังลงโทษตามมาตรา 97 วรรคหนึ่ง แต่มีมลทินหรือมัวหมองในกรณีที่ถูกสอบสวน ถ้าให้รับราชการต่อไปจะเป็นการเสียหายแก่ราชการ”
พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 110: “ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุตามมาตรา 57 มีอำนาจสั่งให้ข้าราชการพลเรือนสามัญออกจากราชการเพื่อรับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทนตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการได้ในกรณีดังต่อไปนี้”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ในกรณีที่การละเมิดเกิดจากเจ้าหน้าที่หลายคน กฎหมายกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับความรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของเจ้าหน้าที่ไว้อย่างไร
- ก. ให้เจ้าหน้าที่ผู้มีตำแหน่งหรือระดับการบังคับบัญชาสูงสุด เป็นผู้รับผิดชอบชดใช้ค่าสินไหมทดแทนทั้งหมด
- ข. ให้เจ้าหน้าที่ทุกคนร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน โดยให้เฉลี่ยความรับผิดออกเป็นส่วนเท่ากันทุกคน
- ค. มิให้นำหลักเรื่องลูกหนี้ร่วมมาใช้บังคับ และเจ้าหน้าที่แต่ละคนต้องรับผิดชดใช้เฉพาะส่วนของตนเท่านั้น ✓
- ง. ให้นำหลักเรื่องลูกหนี้ร่วมมาใช้บังคับ โดยหน่วยงานของรัฐมีสิทธิเรียกให้ผู้กระทำคนใดคนหนึ่งชดใช้เต็มจำนวน
Explanation: คำตอบที่ถูก: "มิให้นำหลักเรื่องลูกหนี้ร่วมมาใช้บังคับ และเจ้าหน้าที่แต่ละคนต้องรับผิดชดใช้เฉพาะส่วนของตนเท่านั้น" ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 8 วรรคสี่ บัญญัติว่า ในกรณีที่การละเมิดเกิดจากเจ้าหน้าที่หลายคน มิให้นำหลักเรื่องลูกหนี้ร่วมมาใช้บังคับ และเจ้าหน้าที่แต่ละคนต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนเฉพาะส่วนของตนเท่านั้น ดังนั้นเจ้าหน้าที่แต่ละคนจึงรับผิดชอบเฉพาะส่วนของตน ไม่ต้องร่วมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ให้เจ้าหน้าที่ผู้มีตำแหน่งหรือระดับการบังคับบัญชาสูงสุด เป็นผู้รับผิดชอบชดใช้ค่าสินไหมทดแทนทั้งหมด" ผิด: กฎหมายกำหนดให้เจ้าหน้าที่แต่ละคนรับผิดเฉพาะส่วนของตน มิได้กำหนดให้ผู้มีตำแหน่งสูงสุดรับผิดทั้งหมด • "ให้เจ้าหน้าที่ทุกคนร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน โดยให้เฉลี่ยความรับผิดออกเป็นส่วนเท่ากันทุกคน" ผิด: กฎหมายกำหนดให้รับผิดเฉพาะส่วนของตนเท่านั้น มิได้ให้เฉลี่ยความรับผิดเท่ากันทุกคน • "ให้นำหลักเรื่องลูกหนี้ร่วมมาใช้บังคับ โดยหน่วยงานของรัฐมีสิทธิเรียกให้ผู้กระทำคนใดคนหนึ่งชดใช้เต็มจำนวน" ผิด: กฎหมายบัญญัติชัดเจนว่ามิให้นำหลักเรื่องลูกหนี้ร่วมมาใช้บังคับ อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 8: “ในกรณีที่การละเมิดเกิดจากเจ้าหน้าที่หลายคน มิให้นำหลักเรื่องลูกหนี้ร่วมมาใช้” พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 8: “บังคับและเจ้าหน้าที่แต่ละคนต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนเฉพาะส่วนของตนเท่านั้น”
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 8: “ในกรณีที่การละเมิดเกิดจากเจ้าหน้าที่หลายคน มิให้นำหลักเรื่องลูกหนี้ร่วมมาใช้”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน ข้อใดกล่าวถึงวาระและการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการ ก.พ. ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ได้อย่างถูกต้อง
- ก. ในกรณีที่พ้นจากตำแหน่งตามวาระ ให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ทันทีแม้ยังมิได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งกรรมการใหม่
- ข. กรรมการซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระแล้ว จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นกรรมการ ก.พ. อีกไม่ได้
- ค. หากตำแหน่งว่างลงก่อนกำหนดและมีกรรมการดังกล่าวเหลืออยู่ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง ให้กรรมการที่เหลือปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้
- ง. หากตำแหน่งว่างลงก่อนกำหนดและวาระของกรรมการเหลือไม่ถึง 180 วัน จะไม่แต่งตั้งกรรมการแทนก็ได้ ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "หากตำแหน่งว่างลงก่อนกำหนดและวาระของกรรมการเหลือไม่ถึง 180 วัน จะไม่แต่งตั้งกรรมการแทนก็ได้" ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 บัญญัติว่าเมื่อตำแหน่งกรรมการว่างลงก่อนกำหนด ให้ดำเนินการแต่งตั้งกรรมการแทนภายใน 30 วัน เว้นแต่วาระของกรรมการเหลือไม่ถึง 180 วันจะไม่แต่งตั้งกรรมการแทนก็ได้ ส่วนกรณีตำแหน่งว่างลงแต่ยังมีกรรมการเหลืออยู่ไม่น้อยกว่า 3 คนให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ และหากพ้นจากตำแหน่งตามวาระแต่ยังมิได้แต่งตั้งกรรมการใหม่ ให้กรรมการนั้นปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งกรรมการใหม่ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ในกรณีที่พ้นจากตำแหน่งตามวาระ ให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ทันทีแม้ยังมิได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งกรรมการใหม่" ผิด: กฎหมายกำหนดให้กรรมการที่พ้นจากตำแหน่งตามวาระปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งกรรมการใหม่ • "กรรมการซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระแล้ว จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นกรรมการ ก.พ. อีกไม่ได้" ผิด: กฎหมายกำหนดว่ากรรมการซึ่งพ้นจากตำแหน่ง จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นกรรมการอีกก็ได้ • "หากตำแหน่งว่างลงก่อนกำหนดและมีกรรมการดังกล่าวเหลืออยู่ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง ให้กรรมการที่เหลือปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้" ผิด: กฎหมายกำหนดว่าต้องมีกรรมการดังกล่าวเหลืออยู่อีกไม่น้อยกว่า 3 คน (มิใช่ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง) จึงจะให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 7: “เว้นแต่วาระของกรรมการเหลือไม่ถึงหนึ่งร้อยแปดสิบวันจะไม่แต่งตั้งกรรมการแทน” พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 7: “กรรมการซึ่งพ้นจากตำแหน่ง จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นกรรมการ” พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 7: “แต่งตั้งกรรมการใหม่ ให้กรรมการนั้นปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ”
พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 7: “เว้นแต่วาระของกรรมการเหลือไม่ถึงหนึ่งร้อยแปดสิบวันจะไม่แต่งตั้งกรรมการแทน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ส่วนราชการแห่งหนึ่งจัดตั้งขึ้นโดยมิได้มีฐานะเป็นกระทรวง กรม หรือจังหวัด หากประสงค์จะให้มีคณะอนุกรรมการสามัญเพื่อเป็นองค์กรบริหารทรัพยากรบุคคลในส่วนราชการนั้น ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 การเรียกชื่อ องค์ประกอบ และอำนาจหน้าที่ของคณะอนุกรรมการดังกล่าวต้องเป็นไปตามข้อใด
- ก. เป็นไปตามที่กำหนดในกฎ ก.พ. ✓
- ข. เป็นไปตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ
- ค. เป็นไปตามประกาศของสำนักงาน ก.พ.
- ง. เป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เป็นไปตามที่กำหนดในกฎ ก.พ." ตามมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 บัญญัติให้มีคณะอนุกรรมการสามัญเพื่อเป็นองค์กรบริหารทรัพยากรบุคคลในส่วนราชการต่าง ๆ โดยกรณีเป็นคณะอนุกรรมการสามัญประจำส่วนราชการอื่นนอกจากกระทรวง กรม และจังหวัด การเรียกชื่อ องค์ประกอบ และอำนาจหน้าที่ของ อ.ก.พ. ดังกล่าว ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎ ก.พ. ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เป็นไปตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ" ผิด: ตามกฎหมายกำหนดให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎ ก.พ. มิใช่มติคณะรัฐมนตรี • "เป็นไปตามประกาศของสำนักงาน ก.พ." ผิด: ตามกฎหมายกำหนดให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎ ก.พ. มิใช่ประกาศของสำนักงาน ก.พ. • "เป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี" ผิด: ตามกฎหมายกำหนดให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎ ก.พ. มิใช่ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 14: “คณะอนุกรรมการสามัญประจำส่วนราชการอื่นนอกจากส่วนราชการตาม (1) (2) และ (3)” พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 14: “การเรียกชื่อ องค์ประกอบ และอำนาจหน้าที่ของ อ.ก.พ. ตาม (4) ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎ ก.พ.”
พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 14: “คณะอนุกรรมการสามัญประจำส่วนราชการอื่นนอกจากส่วนราชการตาม (1) (2) และ (3)”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 กรณีที่ข้าราชการพลเรือนสามัญไม่ปฏิบัติตามจรรยาข้าราชการอันมิใช่เป็นความผิดวินัย กฎหมายกำหนดให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินการอย่างไร
- ก. รายงานผู้มีอำนาจสั่งบรรจุเพื่อแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนและดำเนินการทางวินัยต่อไป
- ข. ตักเตือน นำไปประกอบการพิจารณาแต่งตั้ง เลื่อนเงินเดือน หรือสั่งให้ได้รับการพัฒนา ✓
- ค. พิจารณาลงโทษทางวินัยสถานภาคทัณฑ์ หรือทำทัณฑ์บนเป็นหนังสือตามระดับความร้ายแรง
- ง. สั่งพักราชการทันทีเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง และส่งตัวเข้ารับการฝึกอบรมเพื่อปรับพฤติกรรม
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ตักเตือน นำไปประกอบการพิจารณาแต่งตั้ง เลื่อนเงินเดือน หรือสั่งให้ได้รับการพัฒนา" ตามมาตรา 79 บัญญัติว่า ข้าราชการพลเรือนสามัญผู้ใดไม่ปฏิบัติตามจรรยาข้าราชการอันมิใช่เป็นความผิดวินัย ให้ผู้บังคับบัญชาตักเตือน นำไปประกอบการพิจารณาแต่งตั้งเลื่อนเงินเดือน หรือสั่งให้ข้าราชการผู้นั้นได้รับการพัฒนา การไม่ปฏิบัติตามจรรยาจึงไม่ใช่การลงโทษทางวินัย ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "รายงานผู้มีอำนาจสั่งบรรจุเพื่อแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนและดำเนินการทางวินัยต่อไป" ผิด: กรณีนี้มิใช่ความผิดวินัย จึงไม่มีการรายงานเพื่อตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย • "พิจารณาลงโทษทางวินัยสถานภาคทัณฑ์ หรือทำทัณฑ์บนเป็นหนังสือตามระดับความร้ายแรง" ผิด: การไม่ปฏิบัติตามจรรยาข้าราชการที่ไม่เป็นความผิดวินัย ไม่ใช่เรื่องการลงโทษทางวินัยหรือการทำทัณฑ์บน • "สั่งพักราชการทันทีเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง และส่งตัวเข้ารับการฝึกอบรมเพื่อปรับพฤติกรรม" ผิด: กฎหมายไม่ได้ให้อำนาจสั่งพักราชการในกรณีไม่ปฏิบัติตามจรรยาข้าราชการอันมิใช่ความผิดวินัย อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 79: “เป็นความผิดวินัย ให้ผู้บังคับบัญชาตักเตือน นำไปประกอบการพิจารณาแต่งตั้งเลื่อนเงินเดือน หรือสั่ง” พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 79: “ให้ข้าราชการผู้นั้นได้รับการพัฒนา”
พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 79: “เป็นความผิดวินัย ให้ผู้บังคับบัญชาตักเตือน นำไปประกอบการพิจารณาแต่งตั้งเลื่อนเงินเดือน หรือสั่ง”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 การลงโทษข้าราชการพลเรือนสามัญ กฎหมายกำหนดรูปแบบและรายละเอียดในคำสั่งลงโทษไว้อย่างไร
- ก. ทำเป็นคำสั่งเฉพาะโทษทางวินัยอย่างร้ายแรง ส่วนโทษไม่ร้ายแรงให้ทำเป็นหนังสือตักเตือนได้
- ข. ทำเป็นหนังสือแจ้งการลงโทษ โดยให้ระบุเพียงสถานโทษที่ได้รับเพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้ถูกลงโทษ
- ค. ต้องทำเป็นคำสั่ง โดยต้องแสดงว่าผู้ถูกลงโทษกระทำผิดวินัยในกรณีใดและตามมาตราใด ✓
- ง. ต้องทำเป็นประกาศ โดยต้องแสดงพฤติการณ์การกระทำผิดและอัตราโทษขั้นต่ำตามที่กฎหมายกำหนด
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ต้องทำเป็นคำสั่ง โดยต้องแสดงว่าผู้ถูกลงโทษกระทำผิดวินัยในกรณีใดและตามมาตราใด" ตามมาตรา 89 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 การลงโทษข้าราชการพลเรือนสามัญให้ทำเป็นคำสั่ง และในคำสั่งลงโทษต้องระบุชัดเจนว่าผู้ถูกลงโทษกระทำผิดวินัยในกรณีใดและตามมาตราใด นอกจากนี้ผู้สั่งลงโทษต้องสั่งให้เหมาะสมกับความผิด ยุติธรรม และปราศจากอคติ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ทำเป็นคำสั่งเฉพาะโทษทางวินัยอย่างร้ายแรง ส่วนโทษไม่ร้ายแรงให้ทำเป็นหนังสือตักเตือนได้" ผิด: การลงโทษข้าราชการพลเรือนสามัญทุกสถานโทษต้องทำเป็นคำสั่ง กฎหมายไม่ได้ยกเว้นให้ทำเป็นหนังสือตักเตือน • "ทำเป็นหนังสือแจ้งการลงโทษ โดยให้ระบุเพียงสถานโทษที่ได้รับเพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้ถูกลงโทษ" ผิด: กฎหมายกำหนดให้ทำเป็นคำสั่งและต้องแสดงว่ากระทำผิดกรณีใดตามมาตราใด ไม่ใช่ระบุเพียงสถานโทษ • "ต้องทำเป็นประกาศ โดยต้องแสดงพฤติการณ์การกระทำผิดและอัตราโทษขั้นต่ำตามที่กฎหมายกำหนด" ผิด: กฎหมายกำหนดให้ทำเป็นคำสั่ง ไม่ใช่ประกาศ และต้องระบุกรณีความผิดพร้อมมาตรา ไม่ใช่ระบุอัตราโทษขั้นต่ำ อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 89: “การลงโทษข้าราชการพลเรือนสามัญให้ทำเป็นคำสั่ง ผู้สั่งลงโทษต้องสั่ง” พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 89: “ลงโทษให้แสดงว่าผู้ถูกลงโทษกระทำผิดวินัยในกรณีใดและตามมาตราใด”
พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 89: “การลงโทษข้าราชการพลเรือนสามัญให้ทำเป็นคำสั่ง ผู้สั่งลงโทษต้องสั่ง”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
นายสมศักดิ์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ถูกสอบสวนและปรากฏข้อเท็จจริงว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง แต่มีเหตุอันควรลดหย่อนความผิดอย่างยิ่ง ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 การพิจารณาลดโทษทางวินัยให้แก่นายสมศักดิ์สามารถกระทำได้เพียงใด
- ก. สามารถพิจารณาลดโทษลงมาถึงขั้นลดเงินเดือนได้ตามความเหมาะสม
- ข. สามารถพิจารณาลดโทษลงมาถึงขั้นตัดเงินเดือนได้หากยอมรับข้อเท็จจริง
- ค. ไม่สามารถพิจารณาลดโทษได้เลยเนื่องจากเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง
- ง. สามารถพิจารณาลดโทษได้ แต่ห้ามมิให้ลดโทษลงต่ำกว่าปลดออก ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "สามารถพิจารณาลดโทษได้ แต่ห้ามมิให้ลดโทษลงต่ำกว่าปลดออก" ตามมาตรา 97 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 บัญญัติว่า ข้าราชการพลเรือนสามัญผู้ใดกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ให้ลงโทษปลดออกหรือไล่ออกตามความร้ายแรงแห่งกรณี ถ้ามีเหตุอันควรลดหย่อนจะนำมาประกอบการพิจารณาลดโทษก็ได้ แต่ห้ามมิให้ลดโทษลงต่ำกว่าปลดออก ดังนั้น กรณีของนายสมศักดิ์จึงสามารถพิจารณาลดโทษได้ แต่จะลดโทษลงต่ำกว่าปลดออกไม่ได้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "สามารถพิจารณาลดโทษลงมาถึงขั้นลดเงินเดือนได้ตามความเหมาะสม" ผิด: กฎหมายห้ามมิให้ลดโทษการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงลงต่ำกว่าปลดออก จึงไม่อาจลดโทษลงมาถึงขั้นลดเงินเดือนได้ • "สามารถพิจารณาลดโทษลงมาถึงขั้นตัดเงินเดือนได้หากยอมรับข้อเท็จจริง" ผิด: กฎหมายบัญญัติว่าการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงจะลดโทษลงต่ำกว่าปลดออกไม่ได้ จึงไม่อาจลดโทษลงมาถึงขั้นตัดเงินเดือนได้ • "ไม่สามารถพิจารณาลดโทษได้เลยเนื่องจากเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง" ผิด: กฎหมายเปิดช่องว่าหากมีเหตุอันควรลดหย่อนก็สามารถนำมาประกอบการพิจารณาลดโทษได้ เพียงแต่ห้ามลดโทษลงต่ำกว่าปลดออก อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 97: “อย่างร้ายแรง ให้ลงโทษปลดออกหรือไล่ออกตามความร้ายแรงแห่งกรณี ถ้ามีเหตุอันควรลดหย่อนจะ” พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 97: “นำมาประกอบการพิจารณาลดโทษก็ได้ แต่ห้ามมิให้ลดโทษลงต่ำกว่าปลดออก”
พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 97: “อย่างร้ายแรง ให้ลงโทษปลดออกหรือไล่ออกตามความร้ายแรงแห่งกรณี ถ้ามีเหตุอันควรลดหย่อนจะ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 เมื่อผู้บังคับบัญชาได้สั่งลงโทษ สั่งยุติเรื่อง หรืองดโทษแล้ว โดยหลักต้องรายงาน อ.ก.พ. กระทรวง แต่กรณีใดที่กฎหมายกำหนดให้รายงานต่อ ก.พ.
- ก. กรณีดำเนินการทางวินัยกับข้าราชการต่างกระทรวงกัน ✓
- ข. กรณีผู้ถูกดำเนินการทางวินัยเป็นข้าราชการระดับผู้บริหาร
- ค. กรณีผู้ถูกสั่งลงโทษได้ใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งไปยัง ก.พ.ค.
- ง. กรณีการลงโทษในความผิดวินัยอย่างร้ายแรงถึงขั้นไล่ออก
Explanation: คำตอบที่ถูก: "กรณีดำเนินการทางวินัยกับข้าราชการต่างกระทรวงกัน" ตามมาตรา 103 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 กำหนดว่าเมื่อผู้บังคับบัญชาได้สั่งลงโทษ สั่งยุติเรื่อง หรืองดโทษแล้ว โดยหลักให้รายงาน อ.ก.พ. กระทรวงซึ่งผู้ถูกดำเนินการทางวินัยสังกัดอยู่เพื่อพิจารณา เว้นแต่เป็นกรณีดำเนินการทางวินัยกับข้าราชการต่างกระทรวงกัน หรือกรณีดำเนินการทางวินัยตามมติ อ.ก.พ. กระทรวง จึงให้รายงาน ก.พ. ดังนั้น กรณีดำเนินการทางวินัยกับข้าราชการต่างกระทรวงกันจึงต้องรายงานต่อ ก.พ. ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "กรณีผู้ถูกดำเนินการทางวินัยเป็นข้าราชการระดับผู้บริหาร" ผิด: กฎหมายไม่ได้ยกเว้นตามระดับตำแหน่ง แต่กำหนดข้อยกเว้นเฉพาะกรณีข้าราชการต่างกระทรวงกันหรือตามมติที่ระบุไว้ • "กรณีผู้ถูกสั่งลงโทษได้ใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งไปยัง ก.พ.ค." ผิด: กฎหมายกำหนดหน้าที่ให้รายงานเพื่อพิจารณา โดยไม่ขึ้นอยู่กับการใช้สิทธิอุทธรณ์ของผู้ถูกสั่งลงโทษ • "กรณีการลงโทษในความผิดวินัยอย่างร้ายแรงถึงขั้นไล่ออก" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดให้พิจารณาจากระดับโทษ โดยการลงโทษทุกกรณีต้องรายงาน อ.ก.พ. กระทรวงเป็นหลัก อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 103: “ให้รายงาน อ.ก.พ. กระทรวงซึ่งผู้ถูกดำเนินการทางวินัยสังกัดอยู่เพื่อพิจารณา” พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 103: “เว้นแต่เป็นกรณีดำเนินการทางวินัยกับข้าราชการต่างกระทรวงกัน หรือกรณีดำเนินการทางวินัยตามมติ อ.ก.พ. กระทรวง ตามมาตรา 97 วรรคสอง ให้รายงาน ก.พ.”
พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 103: “ให้รายงาน อ.ก.พ. กระทรวงซึ่งผู้ถูกดำเนินการทางวินัยสังกัดอยู่เพื่อพิจารณา”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 กรณีที่ข้าราชการพลเรือนสามัญถูกสั่งให้ออกจากราชการเพราะไปรับราชการทหาร และต่อมาปรากฏว่าผู้นั้นมีกรณีที่จะต้องถูกสั่งให้ออกจากราชการตามมาตราอื่นอยู่ก่อนไปรับราชการทหาร กฎหมายกำหนดให้ดำเนินการอย่างไร
- ก. คำสั่งเดิมย่อมตกเป็นโมฆะทันที และให้เริ่มกระบวนการให้ออกจากราชการตามกรณีใหม่อีกครั้งหนึ่ง
- ข. ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุตามมาตรา 57 มีอำนาจเปลี่ยนแปลงคำสั่งให้ออกตามมาตราอื่นนั้นได้ ✓
- ค. ให้ส่งเรื่องให้คณะกรรมการข้าราชการพลเรือนเป็นผู้มีอำนาจวินิจฉัยและเปลี่ยนแปลงคำสั่งดังกล่าว
- ง. คำสั่งให้ออกจากราชการตามกรณีทหารมีผลผูกพันเป็นอันสิ้นสุด ไม่อาจเปลี่ยนแปลงเป็นกรณีอื่นได้
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุตามมาตรา 57 มีอำนาจเปลี่ยนแปลงคำสั่งให้ออกตามมาตราอื่นนั้นได้" ตามมาตรา 111 วรรคสอง กำหนดว่าผู้ที่ถูกสั่งให้ออกจากราชการเพราะไปรับราชการทหาร หากต่อมาปรากฏว่ามีกรณีที่จะต้องถูกสั่งให้ออกจากราชการตามมาตราอื่นอยู่ก่อนไปรับราชการทหาร ให้ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุตามมาตรา 57 มีอำนาจเปลี่ยนแปลงคำสั่งให้ออกจากราชการเดิมเป็นให้ออกตามมาตราอื่นนั้นได้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "คำสั่งเดิมย่อมตกเป็นโมฆะทันที และให้เริ่มกระบวนการให้ออกจากราชการตามกรณีใหม่อีกครั้งหนึ่ง" ผิด: กฎหมายมิได้ให้คำสั่งเดิมตกเป็นโมฆะ แต่ให้อำนาจสั่งเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมเป็นให้ออกตามมาตราอื่นได้ • "ให้ส่งเรื่องให้คณะกรรมการข้าราชการพลเรือนเป็นผู้มีอำนาจวินิจฉัยและเปลี่ยนแปลงคำสั่งดังกล่าว" ผิด: มาตรา 111 กำหนดให้เป็นอำนาจของผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุตามมาตรา 57 มิใช่คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน • "คำสั่งให้ออกจากราชการตามกรณีทหารมีผลผูกพันเป็นอันสิ้นสุด ไม่อาจเปลี่ยนแปลงเป็นกรณีอื่นได้" ผิด: กฎหมายบัญญัติให้อำนาจผู้มีอำนาจสั่งบรรจุตามมาตรา 57 สามารถเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมได้ มิใช่มีผลเด็ดขาดจนแก้ไขไม่ได้ มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 57: “มาตรา 57 การบรรจุบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ และการ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งตามมาตรา 53 มาตรา 55 มาตรา 56 มาตรา 63 มาตรา 64 มาตรา 65 และมาตรา 66 ให้ผู้มีอำนาจดังต่อไปนี้ เป็นผู้สั่งบรรจุและแต่งตั้ง (1) …” อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 111: “มาตรา 111 เมื่อข้าราชการพลเรือนสามัญผู้ใดไปรับราชการทหารตามกฎหมาย” พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 111: “อำนาจสั่งบรรจุตามมาตรา 57 มีอำนาจเปลี่ยนแปลงคำสั่งให้ออกตามวรรคหนึ่งเป็นให้ออกจาก”
พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 111: “มาตรา 111 เมื่อข้าราชการพลเรือนสามัญผู้ใดไปรับราชการทหารตามกฎหมาย”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 นายวีระ ข้าราชการสังกัดกรมแห่งหนึ่ง ขับรถยนต์ของทางราชการไปปฏิบัติหน้าที่แล้วเกิดอุบัติเหตุชนทรัพย์สินของประชาชนเสียหาย โดยกระทำไปด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ต่อมากรมได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายเสร็จสิ้น หากกรมประสงค์จะใช้สิทธิเรียกให้นายวีระชดใช้ค่าสินไหมทดแทน กรมจะต้องใช้สิทธิภายในกำหนดอายุความตามข้อใด
- ก. ภายใน 1 ปี นับแต่วันที่เกิดเหตุละเมิดต่อทรัพย์สินของผู้เสียหาย
- ข. ภายใน 2 ปี นับแต่วันที่กรมได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย
- ค. ภายใน 1 ปี นับแต่วันที่กรมได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย ✓
- ง. ภายใน 2 ปี นับแต่วันที่กรมรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวเจ้าหน้าที่
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ภายใน 1 ปี นับแต่วันที่กรมได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย" ตามมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 กำหนดว่า ถ้าหน่วยงานของรัฐได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย สิทธิที่จะเรียกให้อีกฝ่ายหนึ่งชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนมีกำหนดอายุความหนึ่งปีนับแต่วันที่หน่วยงานของรัฐได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนนั้นแก่ผู้เสียหาย ดังนั้น กรมจึงต้องใช้สิทธิเรียกให้นายวีระชดใช้เงินภายใน 1 ปี นับแต่วันที่กรมได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ภายใน 1 ปี นับแต่วันที่เกิดเหตุละเมิดต่อทรัพย์สินของผู้เสียหาย" ผิด: กฎหมายกำหนดอายุความหนึ่งปีนับแต่วันที่หน่วยงานของรัฐได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย มิใช่นับแต่วันที่เกิดเหตุละเมิด • "ภายใน 2 ปี นับแต่วันที่กรมได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย" ผิด: อายุความการเรียกให้อีกฝ่ายชดใช้ค่าสินไหมทดแทนมีกำหนดหนึ่งปี มิใช่สองปี • "ภายใน 2 ปี นับแต่วันที่กรมรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวเจ้าหน้าที่" ผิด: อายุความสองปีนับแต่วันที่รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวเจ้าหน้าที่เป็นกรณีเจ้าหน้าที่ทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐโดยตรง มิใช่กรณีใช้สิทธิไล่เบี้ยหลังชดใช้แก่ผู้เสียหายแล้ว อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 9: “สิทธิที่จะเรียกให้อีกฝ่ายหนึ่งชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนให้มีกำหนดอายุความหนึ่งปีนับแต่วันที่” พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 9: “หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนนั้นแก่ผู้เสียหาย”
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 9: “สิทธิที่จะเรียกให้อีกฝ่ายหนึ่งชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนให้มีกำหนดอายุความหนึ่งปีนับแต่วันที่”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 กฎ ก.พ. จะมีผลใช้บังคับได้เมื่อใด
- ก. เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบและแจ้งเวียนให้ส่วนราชการทราบแล้ว
- ข. เมื่อประธาน ก.พ. ลงนามเห็นชอบและประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว
- ค. เมื่อนายกรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบและประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว
- ง. เมื่อได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีและประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เมื่อได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีและประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว" ตามมาตรา 8 (5) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 บัญญัติให้อำนาจ ก.พ. ออกกฎ ก.พ. โดยกำหนดเงื่อนไขว่า กฎ ก.พ. เมื่อได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีและประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว จึงจะให้ใช้บังคับได้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบและแจ้งเวียนให้ส่วนราชการทราบแล้ว" ผิด: กฎหมายกำหนดว่าต้องได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีและต้องประกาศในราชกิจจานุเบกษา ไม่ใช่เพียงมีมติรับทราบและแจ้งเวียน • "เมื่อประธาน ก.พ. ลงนามเห็นชอบและประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว" ผิด: กฎหมายกำหนดให้ต้องได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี มิใช่เพียงประธาน ก.พ. ลงนามเห็นชอบ • "เมื่อนายกรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบและประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว" ผิด: กฎหมายกำหนดให้ต้องได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี มิใช่ความเห็นชอบของนายกรัฐมนตรีเพียงลำพัง อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 8: “กฎ ก.พ. เมื่อได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีและประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ใช้บังคับได้”
พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 8: “กฎ ก.พ. เมื่อได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีและประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ใช้บังคับได้”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ข้อใดกล่าวถึงองค์ประกอบของคณะอนุกรรมการสามัญประจำกระทรวง (อ.ก.พ. กระทรวง) ได้ถูกต้อง
- ก. ข้าราชการพลเรือนประเภทบริหารระดับสูงในกระทรวงซึ่งได้รับเลือก มีจำนวนไม่เกิน 5 คน ✓
- ข. คณะกรรมการ ก.พ. เป็นผู้มีอำนาจคัดเลือกและแต่งตั้งบุคคลให้ทำหน้าที่เลขานุการจำนวนหนึ่งคน
- ค. ปลัดกระทรวงทำหน้าที่เป็นประธาน อ.ก.พ. กระทรวง โดยมีรัฐมนตรีเจ้าสังกัดทำหน้าที่เป็นรองประธาน
- ง. ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการบริหารและการจัดการต้องแต่งตั้งจากข้าราชการพลเรือนที่สังกัดในกระทรวงนั้น
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ข้าราชการพลเรือนประเภทบริหารระดับสูงในกระทรวงซึ่งได้รับเลือก มีจำนวนไม่เกิน 5 คน" ตามมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 บัญญัติให้ อ.ก.พ. กระทรวง มีอนุกรรมการที่ประธานแต่งตั้งจากข้าราชการพลเรือนประเภทบริหารระดับสูงในกระทรวงนั้น ซึ่งได้รับเลือกจากผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวจำนวนไม่เกิน 5 คน สำหรับประธานคือรัฐมนตรีเจ้าสังกัดและปลัดกระทรวงเป็นรองประธาน ส่วนผู้ทรงคุณวุฒิต้องมิได้เป็นข้าราชการในกระทรวงนั้น และ อ.ก.พ. กระทรวงเป็นผู้ตั้งเลขานุการเอง ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "คณะกรรมการ ก.พ. เป็นผู้มีอำนาจคัดเลือกและแต่งตั้งบุคคลให้ทำหน้าที่เลขานุการจำนวนหนึ่งคน" ผิด: ตามกฎหมายกำหนดให้ อ.ก.พ. กระทรวง เป็นผู้ตั้งเลขานุการหนึ่งคน มิใช่ ก.พ. • "ปลัดกระทรวงทำหน้าที่เป็นประธาน อ.ก.พ. กระทรวง โดยมีรัฐมนตรีเจ้าสังกัดทำหน้าที่เป็นรองประธาน" ผิด: ตามกฎหมายกำหนดให้รัฐมนตรีเจ้าสังกัดเป็นประธาน และปลัดกระทรวงเป็นรองประธาน • "ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการบริหารและการจัดการต้องแต่งตั้งจากข้าราชการพลเรือนที่สังกัดในกระทรวงนั้น" ผิด: ตามกฎหมายกำหนดให้ผู้ทรงคุณวุฒิต้องเป็นผู้ที่มิได้เป็นข้าราชการในกระทรวงนั้น อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 15: “ได้รับเลือกจากข้าราชการพลเรือนผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว จำนวนไม่เกินห้าคน” พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 15: “มาตรา 15 อ.ก.พ. กระทรวง ประกอบด้วยรัฐมนตรีเจ้าสังกัด เป็นประธาน” พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 15: “ให้ อ.ก.พ. นี้ตั้งเลขานุการหนึ่งคน”
พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 15: “ได้รับเลือกจากข้าราชการพลเรือนผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว จำนวนไม่เกินห้าคน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
นายสมคิด ข้าราชการพลเรือนสามัญ ได้รับแต่งตั้งให้ไปปฏิบัติราชการในต่างประเทศ ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน นายสมคิดมีหน้าที่เกี่ยวกับการรักษาวินัยตามข้อใด
- ก. ต้องรักษาวินัยตามที่บัญญัติไว้ในหมวดวินัยเท่านั้น โดยไม่ต้องปฏิบัติตามกฎ ก.พ.
- ข. ต้องรักษาวินัยตามที่บัญญัติไว้ในหมวดวินัย และตามที่กำหนดในกฎ ก.พ. ด้วย ✓
- ค. ต้องรักษาวินัยตามระเบียบกระทรวงการต่างประเทศแทนการรักษาวินัยตามหมวดวินัย
- ง. ได้รับยกเว้นไม่ต้องรักษาวินัยตามหมวดวินัยตลอดระยะเวลาที่ปฏิบัติราชการ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ต้องรักษาวินัยตามที่บัญญัติไว้ในหมวดวินัย และตามที่กำหนดในกฎ ก.พ. ด้วย" ตามมาตรา 80 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 บัญญัติไว้ว่า ข้าราชการพลเรือนสามัญผู้ปฏิบัติราชการในต่างประเทศ นอกจากต้องรักษาวินัยตามที่บัญญัติไว้ในหมวดนี้แล้ว ต้องรักษาวินัยตามที่กำหนดในกฎ ก.พ. ด้วย ดังนั้น นายสมคิดจึงต้องปฏิบัติตามวินัยทั้งสองส่วนควบคู่กัน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ต้องรักษาวินัยตามที่บัญญัติไว้ในหมวดวินัยเท่านั้น โดยไม่ต้องปฏิบัติตามกฎ ก.พ." ผิด: กฎหมายกำหนดไว้ชัดเจนว่านอกจากต้องรักษาวินัยตามหมวดนี้แล้ว ต้องปฏิบัติตามที่กำหนดในกฎ ก.พ. ด้วย • "ต้องรักษาวินัยตามระเบียบกระทรวงการต่างประเทศแทนการรักษาวินัยตามหมวดวินัย" ผิด: กฎหมายกำหนดให้รักษาวินัยตามหมวดนี้และกฎ ก.พ. มิได้ให้ใช้ระเบียบกระทรวงการต่างประเทศมาแทนที่ • "ได้รับยกเว้นไม่ต้องรักษาวินัยตามหมวดวินัยตลอดระยะเวลาที่ปฏิบัติราชการ" ผิด: กฎหมายไม่มีบทยกเว้นการรักษาวินัยให้แก่ผู้ที่ไปปฏิบัติราชการในต่างประเทศแต่อย่างใด อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 80: “ข้าราชการพลเรือนสามัญผู้ปฏิบัติราชการในต่างประเทศนอกจากต้องรักษาวินัย” พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 80: “ตามที่บัญญัติไว้ในหมวดนี้แล้ว ต้องรักษาวินัยโดยกระทำการหรือไม่กระทำการตามที่กำหนดในกฎ”
พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 80: “ข้าราชการพลเรือนสามัญผู้ปฏิบัติราชการในต่างประเทศนอกจากต้องรักษาวินัย”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 เมื่อมีกรณีเป็นที่สงสัยว่าข้าราชการพลเรือนสามัญกระทำผิดวินัย หากผู้บังคับบัญชาละเลยไม่รายงานต่อผู้มีอำนาจ หรือปฏิบัติหน้าที่โดยไม่สุจริต กฎหมายบัญญัติให้มีผลตามข้อใด
- ก. ให้ว่ากล่าวตักเตือนและทำทัณฑ์บนไว้
- ข. ให้สั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนทันที
- ค. ให้ถือว่าผู้นั้นกระทำผิดวินัย ✓
- ง. ให้ถือว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ให้ถือว่าผู้นั้นกระทำผิดวินัย" ตามมาตรา 90 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 บัญญัติว่า ผู้บังคับบัญชาที่ละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่รายงานเมื่อมีกรณีสงสัยว่ามีผู้กระทำผิดวินัย หรือปฏิบัติหน้าที่โดยไม่สุจริต ให้ถือว่าผู้นั้นกระทำผิดวินัย ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ให้ว่ากล่าวตักเตือนและทำทัณฑ์บนไว้" ผิด: การว่ากล่าวตักเตือนและทำทัณฑ์บนเป็นวิธีการงดโทษสำหรับความผิดวินัยเล็กน้อย ไม่ใช่ผลทางกฎหมายที่กำหนดไว้ในกรณีนี้ • "ให้สั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนทันที" ผิด: การสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนเป็นมาตรการระหว่างการสอบสวนวินัยร้ายแรงตามมาตราอื่น ไม่ใช่ผลบังคับกรณีนี้ • "ให้ถือว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง" ผิด: กฎหมายบัญญัติเพียงว่าให้ถือว่ากระทำผิดวินัย โดยไม่ได้ระบุว่าเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 90: “ปฏิบัติหน้าที่ตามวรรคหนึ่ง หรือปฏิบัติหน้าที่โดยไม่สุจริตให้ถือว่าผู้นั้นกระทำผิดวินัย”
พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 90: “ปฏิบัติหน้าที่ตามวรรคหนึ่ง หรือปฏิบัติหน้าที่โดยไม่สุจริตให้ถือว่าผู้นั้นกระทำผิดวินัย”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 กรณีที่ข้าราชการพลเรือนสามัญอยู่ในฐานะที่อาจจะถูกกล่าวหาว่าร่วมกระทำผิดวินัยกับข้าราชการอื่น หากได้ให้ข้อมูลหรือให้ถ้อยคำเกี่ยวกับการกระทำผิดวินัยจนเป็นเหตุให้มีการสอบสวนพิจารณาทางวินัยแก่ผู้เป็นต้นเหตุแห่งการกระทำผิด ผู้บังคับบัญชาสามารถดำเนินการได้ตามข้อใด
- ก. มีหน้าที่ต้องพิจารณาให้บำเหน็จความชอบเป็นกรณีพิเศษแก่ข้าราชการผู้นั้น
- ข. มีอำนาจสั่งให้ผู้นั้นพ้นจากความรับผิดทางอาญาและทางแพ่งที่เกี่ยวเนื่อง
- ค. มีหน้าที่ต้องสั่งงดโทษทางวินัยและให้ถือว่าผู้นั้นไม่มีความผิดวินัยทันที
- ง. ใช้ดุลพินิจกันผู้นั้นไว้เป็นพยานหรือพิจารณาลดโทษทางวินัยตามควรแก่กรณีได้ ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ใช้ดุลพินิจกันผู้นั้นไว้เป็นพยานหรือพิจารณาลดโทษทางวินัยตามควรแก่กรณีได้" ตามมาตรา 98 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ข้าราชการพลเรือนสามัญที่อยู่ในฐานะอาจถูกกล่าวหาว่าร่วมกระทำผิดวินัย หากให้ข้อมูลหรือถ้อยคำจนนำไปสู่การสอบสวนพิจารณาทางวินัยแก่ผู้เป็นต้นเหตุ ผู้บังคับบัญชาอาจใช้ดุลพินิจกันผู้นั้นไว้เป็นพยานหรือพิจารณาลดโทษทางวินัยตามควรแก่กรณีได้ กฎหมายไม่ได้กำหนดให้พ้นผิดโดยเด็ดขาดหรือเป็นหน้าที่ต้องงดโทษทันที ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "มีหน้าที่ต้องพิจารณาให้บำเหน็จความชอบเป็นกรณีพิเศษแก่ข้าราชการผู้นั้น" ผิด: การให้บำเหน็จความชอบเป็นกรณีให้ข้อมูลตามวรรคหนึ่ง และกฎหมายใช้คำว่าอาจพิจารณาให้ได้ ไม่ใช่หน้าที่บังคับที่ต้องให้เสมอ • "มีอำนาจสั่งให้ผู้นั้นพ้นจากความรับผิดทางอาญาและทางแพ่งที่เกี่ยวเนื่อง" ผิด: กฎหมายให้ดุลพินิจเฉพาะการกันเป็นพยานหรือลดโทษทางวินัยเท่านั้น ไม่มีอำนาจสั่งให้พ้นความรับผิดทางอาญาหรือแพ่ง • "มีหน้าที่ต้องสั่งงดโทษทางวินัยและให้ถือว่าผู้นั้นไม่มีความผิดวินัยทันที" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ต้องงดโทษหรือถือว่าไม่มีความผิด แต่เป็นดุลพินิจของผู้บังคับบัญชาที่จะกันไว้เป็นพยานหรือพิจารณาลดโทษ อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 98: “ผู้บังคับบัญชาอาจใช้ดุลพินิจกันผู้นั้นไว้เป็นพยานหรือพิจารณาลด โทษทางวินัยตามควรแก่กรณีได้”
พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 98: “ผู้บังคับบัญชาอาจใช้ดุลพินิจกันผู้นั้นไว้เป็นพยานหรือพิจารณาลด โทษทางวินัยตามควรแก่กรณีได้”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ในการพิจารณาเรื่องทางวินัยของ อ.ก.พ. กระทรวงแห่งหนึ่ง ผู้แทน ก.พ. ซึ่งเป็นกรรมการเห็นว่ามติ อ.ก.พ. กระทรวง ปฏิบัติไม่เหมาะสม จึงรายงาน ก.พ. และต่อมา ก.พ. ได้มีมติในเรื่องดังกล่าว แต่ปรากฏว่าข้าราชการผู้ถูกลงโทษได้อุทธรณ์คำสั่งลงโทษต่อ ก.พ.ค. ไปแล้ว ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 กรณีนี้จะต้องดำเนินการอย่างไร
- ก. ให้ ก.พ. แจ้งมติต่อ ก.พ.ค. เพื่อประกอบการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ ✓
- ข. ให้ผู้บังคับบัญชาสั่งหรือปฏิบัติตามมติของ ก.พ. ไปก่อนโดยไม่ต้องรอผล ก.พ.ค.
- ค. ให้มติของ ก.พ. เป็นอันตกไป และรอจนกว่า ก.พ.ค. จะมีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ถึงที่สุด
- ง. ให้ ก.พ.ค. ยุติการพิจารณาอุทธรณ์ และให้ถือมติของ ก.พ. เป็นที่สุดในคดีวินัย
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ให้ ก.พ. แจ้งมติต่อ ก.พ.ค. เพื่อประกอบการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์" ตามมาตรา 104 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 กำหนดว่าเมื่อ ก.พ. มีมติเป็นประการใด ให้ผู้บังคับบัญชาสั่งหรือปฏิบัติให้เป็นไปตามมติ ก.พ. เว้นแต่ผู้ถูกลงโทษได้อุทธรณ์คำสั่งลงโทษต่อ ก.พ.ค. ซึ่งในกรณีเช่นนี้ กฎหมายกำหนดให้ ก.พ. แจ้งมติต่อ ก.พ.ค. เพื่อประกอบการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ต่อไป ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ให้ผู้บังคับบัญชาสั่งหรือปฏิบัติตามมติของ ก.พ. ไปก่อนโดยไม่ต้องรอผล ก.พ.ค." ผิด: กฎหมายยกเว้นว่าหากมีการอุทธรณ์คำสั่งลงโทษต่อ ก.พ.ค. แล้ว ผู้บังคับบัญชายังไม่ต้องสั่งหรือปฏิบัติตามมติ ก.พ. • "ให้มติของ ก.พ. เป็นอันตกไป และรอจนกว่า ก.พ.ค. จะมีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ถึงที่สุด" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดให้มติ ก.พ. ตกไป แต่ให้นำมตินั้นส่งไปประกอบการวินิจฉัยอุทธรณ์ของ ก.พ.ค. • "ให้ ก.พ.ค. ยุติการพิจารณาอุทธรณ์ และให้ถือมติของ ก.พ. เป็นที่สุดในคดีวินัย" ผิด: ก.พ.ค. ยังคงมีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ต่อไป ไม่ได้ยุติเรื่อง และมติ ก.พ. มีสถานะเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณา อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 104: “เว้นแต่ผู้ถูกลงโทษได้อุทธรณ์คำสั่งลงโทษของผู้บังคับบัญชาต่อ ก.พ.ค. ในกรณีเช่นนี้ให้ ก.พ. แจ้งมติต่อ ก.พ.ค. เพื่อประกอบการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์”
พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 104: “เว้นแต่ผู้ถูกลงโทษได้อุทธรณ์คำสั่งลงโทษของผู้บังคับบัญชาต่อ ก.พ.ค. ในกรณีเช่นนี้ให้ ก.พ. แจ้งมติต่อ ก.พ.ค. เพื่อประกอบการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ในกรณีที่ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุไม่ใช้อำนาจสั่งให้ข้าราชการพลเรือนสามัญออกจากราชการโดยไม่มีเหตุอันสมควร ผู้ใดมีอำนาจดำเนินการสั่งให้ออกจากราชการแทนได้
- ก. คณะกรรมการข้าราชการพลเรือนเพื่อประโยชน์ของทางราชการ
- ข. ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุระดับเหนือขึ้นไป ✓
- ค. คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมเพื่อการคุ้มครองระบบงาน
- ง. อ.ก.พ. กระทรวงที่ข้าราชการพลเรือนสามัญผู้นั้นสังกัดอยู่
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุระดับเหนือขึ้นไป" ตามมาตรา 112 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 กำหนดว่า กรณีที่ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุไม่ใช้อำนาจสั่งให้ออกจากราชการโดยไม่มีเหตุอันสมควร ให้ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุระดับเหนือขึ้นไปมีอำนาจดำเนินการสั่งให้ออกจากราชการได้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "คณะกรรมการข้าราชการพลเรือนเพื่อประโยชน์ของทางราชการ" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดให้เป็นอำนาจของคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน • "คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมเพื่อการคุ้มครองระบบงาน" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดให้เป็นอำนาจของคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม • "อ.ก.พ. กระทรวงที่ข้าราชการพลเรือนสามัญผู้นั้นสังกัดอยู่" ผิด: กฎหมายไม่ได้ให้อำนาจ อ.ก.พ. กระทรวง เป็นผู้ดำเนินการในกรณีนี้ อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 112: “อำนาจตามมาตรา 110 โดยไม่มีเหตุอันสมควร ให้ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุตามมาตรา 57” พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 112: “ระดับเหนือขึ้นไปมีอำนาจดำเนินการตามมาตรา 110 ได้”
พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 112: “อำนาจตามมาตรา 110 โดยไม่มีเหตุอันสมควร ให้ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุตามมาตรา 57”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 กรณีเจ้าหน้าที่กระทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐ ข้อความใดต่อไปนี้ถูกต้อง
- ก. กรณีหน่วยงานของรัฐเห็นว่าไม่ต้องรับผิดแต่กระทรวงการคลังเห็นว่าต้องรับผิด ให้มีอายุความ 1 ปีนับแต่วันที่กระทรวงการคลังมีผลการวินิจฉัย
- ข. สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากเจ้าหน้าที่ ให้มีกำหนดอายุความ 2 ปีนับแต่วันที่เจ้าหน้าที่ได้กระทำความเสียหายหรือกระทำละเมิดขึ้น
- ค. กรณีหน่วยงานของรัฐเห็นว่าไม่ต้องรับผิดแต่กระทรวงการคลังเห็นว่าต้องรับผิด ให้มีอายุความ 1 ปีนับแต่วันที่หน่วยงานมีคำสั่งตามความเห็นนั้น ✓
- ง. หน่วยงานของรัฐจะใช้สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนได้เฉพาะกรณีที่เจ้าหน้าที่ผู้นั้นกระทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐที่ตนเองสังกัดอยู่เท่านั้น
Explanation: คำตอบที่ถูก: "กรณีหน่วยงานของรัฐเห็นว่าไม่ต้องรับผิดแต่กระทรวงการคลังเห็นว่าต้องรับผิด ให้มีอายุความ 1 ปีนับแต่วันที่หน่วยงานมีคำสั่งตามความเห็นนั้น" ตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐเห็นว่าเจ้าหน้าที่ไม่ต้องรับผิด แต่กระทรวงการคลังตรวจสอบแล้วเห็นว่าต้องรับผิด กฎหมายกำหนดให้สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนมีกำหนดอายุความหนึ่งปีนับแต่วันที่หน่วยงานของรัฐมีคำสั่งตามความเห็นของกระทรวงการคลัง ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "กรณีหน่วยงานของรัฐเห็นว่าไม่ต้องรับผิดแต่กระทรวงการคลังเห็นว่าต้องรับผิด ให้มีอายุความ 1 ปีนับแต่วันที่กระทรวงการคลังมีผลการวินิจฉัย" ผิด: อายุความหนึ่งปีเริ่มนับแต่วันที่หน่วยงานของรัฐมีคำสั่งตามความเห็นของกระทรวงการคลัง มิใช่นับแต่วันที่กระทรวงการคลังมีผลการวินิจฉัย • "สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากเจ้าหน้าที่ ให้มีกำหนดอายุความ 2 ปีนับแต่วันที่เจ้าหน้าที่ได้กระทำความเสียหายหรือกระทำละเมิดขึ้น" ผิด: อายุความสองปีเริ่มนับแต่วันที่หน่วยงานของรัฐรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวเจ้าหน้าที่ มิใช่นับแต่วันที่เกิดเหตุละเมิด • "หน่วยงานของรัฐจะใช้สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนได้เฉพาะกรณีที่เจ้าหน้าที่ผู้นั้นกระทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐที่ตนเองสังกัดอยู่เท่านั้น" ผิด: กฎหมายกำหนดให้เรียกร้องได้ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานของรัฐที่เจ้าหน้าที่ผู้นั้นอยู่ในสังกัดหรือไม่ก็ตาม อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 10: “มาตรา 10 ในกรณีที่เจ้าหน้าที่เป็นผู้กระทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานของรัฐที่ผู้นั้นอยู่ในสังกัดหรือไม่” พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 10: “สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากเจ้าหน้าที่ทั้งสองประการตามวรรคหนึ่ง ให้มีกำหนดอายุความสองปีนับแต่วันที่หน่วยงานของรัฐรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวเจ้าหน้าที่ ผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน” พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 10: “แต่กระทรวงการคลังตรวจสอบแล้วเห็นว่าต้องรับผิด ให้สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนนั้นมีกำหนดอายุความหนึ่งปีนับแต่วันที่หน่วยงานของรัฐมีคำสั่งตามความเห็นของกระทรวงการคลัง”
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 10: “มาตรา 10 ในกรณีที่เจ้าหน้าที่เป็นผู้กระทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานของรัฐที่ผู้นั้นอยู่ในสังกัดหรือไม่”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ในกรณีที่ ก.พ. มีมติแจ้งให้อธิบดีกรมแห่งหนึ่งดำเนินการแก้ไขการปฏิบัติหน้าที่ที่ขัดหรือแย้งกับแนวทางที่กำหนดในพระราชบัญญัติภายในเวลาที่กำหนด แต่อธิบดีไม่ดำเนินการตามมติดังกล่าวภายในกำหนดเวลาโดยไม่มีเหตุอันสมควร จะมีผลทางกฎหมายและการดำเนินการทางวินัยอย่างไร
- ก. ถือว่าอธิบดีกระทำผิดวินัยร้ายแรง โดยให้ ก.พ.ค. ไต่สวนข้อเท็จจริงและมีคำสั่งลงโทษทางวินัย
- ข. ถือว่าอธิบดีกระทำผิดวินัย โดยให้ ก.พ. รายงานนายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาสั่งการตามที่เห็นสมควร
- ค. ถือว่าอธิบดีกระทำผิดวินัย โดยให้ปลัดกระทรวงผู้บังคับบัญชาเป็นผู้ดำเนินการทางวินัยและสั่งลงโทษ
- ง. ถือว่าอธิบดีกระทำผิดวินัย โดยการดำเนินการทางวินัยและการสั่งลงโทษเป็นอำนาจหน้าที่ของ ก.พ. ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ถือว่าอธิบดีกระทำผิดวินัย โดยการดำเนินการทางวินัยและการสั่งลงโทษเป็นอำนาจหน้าที่ของ ก.พ." ตามมาตรา 9 พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 กำหนดว่าหากอธิบดีไม่ดำเนินการตามมติ ก.พ. ภายในเวลาที่กำหนดโดยไม่มีเหตุอันสมควร ให้ถือว่าอธิบดีกระทำผิดวินัย และการดำเนินการทางวินัยรวมถึงการสั่งลงโทษให้เป็นอำนาจหน้าที่ของ ก.พ. โดยตรง ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ถือว่าอธิบดีกระทำผิดวินัยร้ายแรง โดยให้ ก.พ.ค. ไต่สวนข้อเท็จจริงและมีคำสั่งลงโทษทางวินัย" ผิด: กฎหมายระบุเพียงว่าให้ถือว่ากระทำผิดวินัย และให้อำนาจเป็นของ ก.พ. มิได้ระบุว่าเป็นวินัยร้ายแรงและมิใช่อำนาจของ ก.พ.ค. • "ถือว่าอธิบดีกระทำผิดวินัย โดยให้ ก.พ. รายงานนายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาสั่งการตามที่เห็นสมควร" ผิด: การให้ ก.พ. รายงานนายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาสั่งการใช้เฉพาะกรณีที่ผู้ไม่ปฏิบัติตามมติเป็นรัฐมนตรีเจ้าสังกัด • "ถือว่าอธิบดีกระทำผิดวินัย โดยให้ปลัดกระทรวงผู้บังคับบัญชาเป็นผู้ดำเนินการทางวินัยและสั่งลงโทษ" ผิด: กฎหมายกำหนดให้การดำเนินการทางวินัยและการสั่งลงโทษเป็นอำนาจหน้าที่ของ ก.พ. ไม่ใช่ปลัดกระทรวง อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 9: “ปลัดกระทรวง อธิบดี หรือผู้มีหน้าที่ปฏิบัติดังกล่าว แล้วแต่กรณี กระทำผิดวินัย” พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 9: “การดำเนินการทางวินัยตามวรรคหนึ่งและการสั่งลงโทษให้เป็นอำนาจหน้าที่ของ” พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 9: “รายงานนายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาสั่งการตามที่เห็นสมควรต่อไป”
พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 9: “ปลัดกระทรวง อธิบดี หรือผู้มีหน้าที่ปฏิบัติดังกล่าว แล้วแต่กรณี กระทำผิดวินัย”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 การจัดระเบียบข้าราชการพลเรือนต้องเป็นไปเพื่อเป้าหมายใดตามที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยตรง
- ก. เพื่อผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ ความมีประสิทธิภาพ และความคุ้มค่า ✓
- ข. เพื่อการลดขั้นตอนการปฏิบัติงาน ความประหยัดคุ้มค่า และความสะดวกรวดเร็ว
- ค. เพื่อการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ความโปร่งใส และการมีส่วนร่วมของประชาชน
- ง. เพื่อการรักษาความมั่นคงแห่งชาติ ความสงบเรียบร้อย และประโยชน์ส่วนรวม
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เพื่อผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ ความมีประสิทธิภาพ และความคุ้มค่า" ตามมาตรา 34 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า การจัดระเบียบข้าราชการพลเรือนต้องเป็นไปเพื่อผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ ความมีประสิทธิภาพ และความคุ้มค่า โดยให้ข้าราชการปฏิบัติราชการอย่างมีคุณภาพ คุณธรรม และมีคุณภาพชีวิตที่ดี จึงตอบข้อที่ระบุเป้าหมายดังกล่าวได้อย่างถูกต้องครบถ้วน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เพื่อการลดขั้นตอนการปฏิบัติงาน ความประหยัดคุ้มค่า และความสะดวกรวดเร็ว" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดเรื่องการลดขั้นตอนหรือความสะดวกรวดเร็วไว้ แต่กำหนดให้เป็นไปเพื่อผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ ความมีประสิทธิภาพ และความคุ้มค่า • "เพื่อการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ความโปร่งใส และการมีส่วนร่วมของประชาชน" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดเรื่องการกระจายอำนาจหรือการมีส่วนร่วมไว้ แต่กำหนดให้เป็นไปเพื่อผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ ความมีประสิทธิภาพ และความคุ้มค่า • "เพื่อการรักษาความมั่นคงแห่งชาติ ความสงบเรียบร้อย และประโยชน์ส่วนรวม" ผิด: กฎหมายบัญญัติว่าการจัดระเบียบข้าราชการพลเรือนต้องเป็นไปเพื่อผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ ความมีประสิทธิภาพ และความคุ้มค่า อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 34: “มาตรา 34 การจัดระเบียบข้าราชการพลเรือนต้องเป็นไปเพื่อผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจ” พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 34: “ของรัฐความมีประสิทธิภาพ และความคุ้มค่า”
พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 34: “มาตรา 34 การจัดระเบียบข้าราชการพลเรือนต้องเป็นไปเพื่อผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 หากข้าราชการพลเรือนสามัญเห็นว่าคำสั่งของผู้บังคับบัญชาซึ่งสั่งในหน้าที่ราชการโดยชอบด้วยกฎหมาย จะทำให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ ข้าราชการผู้นั้นต้องดำเนินการอย่างไร
- ก. รายงานเป็นหนังสือต่อผู้บังคับบัญชาเหนือตนขึ้นไป เพื่อขอให้มีคำสั่งระงับคำสั่งเดิม
- ข. เสนอความเห็นเป็นหนังสือทันทีเพื่อให้ทบทวน หากยืนยันคำสั่งเดิมต้องปฏิบัติตาม ✓
- ค. เสนอความเห็นเป็นหนังสือทันทีเพื่อให้ทบทวน หากยืนยันคำสั่งเดิมมีสิทธิปฏิเสธได้
- ง. ปฏิเสธการปฏิบัติตามคำสั่งได้ทันที เพื่อป้องกันมิให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เสนอความเห็นเป็นหนังสือทันทีเพื่อให้ทบทวน หากยืนยันคำสั่งเดิมต้องปฏิบัติตาม" ตามมาตรา 82 (4) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ข้าราชการต้องปฏิบัติตามคำสั่งชอบด้วยกฎหมายของผู้บังคับบัญชาโดยไม่ขัดขืน แต่หากเห็นว่าจะทำให้เสียหายแก่ทางราชการ ให้เสนอความเห็นเป็นหนังสือทันทีเพื่อให้ทบทวนคำสั่ง และหากผู้บังคับบัญชายืนยันให้ปฏิบัติตามคำสั่งเดิม ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาก็มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตาม ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "รายงานเป็นหนังสือต่อผู้บังคับบัญชาเหนือตนขึ้นไป เพื่อขอให้มีคำสั่งระงับคำสั่งเดิม" ผิด: กฎหมายไม่ได้ให้ข้ามไปรายงานต่อผู้บังคับบัญชาเหนือขึ้นไป แต่ต้องเสนอความเห็นต่อผู้บังคับบัญชาผู้สั่งนั้นโดยตรง • "เสนอความเห็นเป็นหนังสือทันทีเพื่อให้ทบทวน หากยืนยันคำสั่งเดิมมีสิทธิปฏิเสธได้" ผิด: กฎหมายบัญญัติชัดเจนว่าหากผู้บังคับบัญชายืนยันคำสั่งเดิม ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาต้องปฏิบัติตาม ไม่มีสิทธิปฏิเสธ • "ปฏิเสธการปฏิบัติตามคำสั่งได้ทันที เพื่อป้องกันมิให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ" ผิด: กฎหมายกำหนดว่าต้องไม่ขัดขืนหรือหลีกเลี่ยง โดยต้องเสนอความเห็นเป็นหนังสือเพื่อให้ทบทวนก่อน จะปฏิเสธทันทีไม่ได้ อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 82: “ความเห็นเป็นหนังสือทันทีเพื่อให้ผู้บังคับบัญชาทบทวนคำสั่งนั้น และเมื่อได้เสนอความเห็นแล้ว” พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 82: “ถ้าผู้บังคับบัญชายืนยันให้ปฏิบัติตามคำสั่งเดิม ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาต้องปฏิบัติตาม”
พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 82: “ความเห็นเป็นหนังสือทันทีเพื่อให้ผู้บังคับบัญชาทบทวนคำสั่งนั้น และเมื่อได้เสนอความเห็นแล้ว”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 กรณีที่อธิบดีในฐานะผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุ ได้รับรายงานว่ามีข้าราชการพลเรือนสามัญในสังกัดถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัย และได้ดำเนินการสืบสวนหรือพิจารณาในเบื้องต้นแล้วเห็นว่า กรณีไม่มีมูลที่ควรกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัย อธิบดีควรดำเนินการอย่างไร
- ก. ต้องสั่งลงโทษภาคทัณฑ์ไว้ก่อน
- ข. ต้องส่งเรื่องให้ ก.พ. พิจารณาชี้ขาด
- ค. มีอำนาจสั่งยุติเรื่องได้ ✓
- ง. ต้องตั้งคณะกรรมการสอบสวนทันที
Explanation: คำตอบที่ถูก: "มีอำนาจสั่งยุติเรื่องได้" ตามมาตรา 91 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 เมื่อผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุได้ดำเนินการสืบสวนหรือพิจารณาในเบื้องต้นแล้ว หากเห็นว่ากรณีไม่มีมูลที่ควรกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัย กฎหมายให้อำนาจยุติเรื่องได้ อธิบดีจึงสั่งยุติเรื่องได้โดยไม่ต้องลงโทษหรือตั้งคณะกรรมการสอบสวน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ต้องสั่งลงโทษภาคทัณฑ์ไว้ก่อน" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ลงโทษ แต่กำหนดว่าถ้าเห็นว่าไม่มีมูลก็ให้ยุติเรื่องได้ • "ต้องส่งเรื่องให้ ก.พ. พิจารณาชี้ขาด" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ส่งเรื่องให้ ก.พ. ชี้ขาด แต่เป็นอำนาจของผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุที่จะยุติเรื่องได้ • "ต้องตั้งคณะกรรมการสอบสวนทันที" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนในกรณีที่ไม่มีมูล แต่ให้ยุติเรื่องได้ อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 91: “มาตรา 91 เมื่อได้รับรายงานตามมาตรา 90 หรือความดังกล่าวปรากฏต่อ” พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 91: “ถ้าเห็นว่ากรณีไม่มีมูลที่ควรกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยก็ให้ยุติเรื่องได้”
พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 91: “มาตรา 91 เมื่อได้รับรายงานตามมาตรา 90 หรือความดังกล่าวปรากฏต่อ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 คณะกรรมการสอบสวนในกรณีที่มีการกล่าวหาว่าข้าราชการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง มีสถานะและอำนาจตามกฎหมายตามข้อใด
- ก. เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา และมีอำนาจเช่นเดียวกับพนักงานอัยการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
- ข. เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และมีอำนาจเช่นเดียวกับพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
- ค. เป็นพนักงานฝ่ายปกครองตามประมวลกฎหมายอาญา และมีอำนาจเช่นเดียวกับเจ้าพนักงานศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
- ง. เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา และมีอำนาจเช่นเดียวกับพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา และมีอำนาจเช่นเดียวกับพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา" ตามมาตรา 99 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 บัญญัติให้กรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา และให้มีอำนาจเช่นเดียวกับพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเพียงเท่าที่เกี่ยวกับอำนาจและหน้าที่ของกรรมการสอบสวน ดังนั้น จึงมีสถานะเป็นเจ้าพนักงานและมีอำนาจเช่นเดียวกับพนักงานสอบสวน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา และมีอำนาจเช่นเดียวกับพนักงานอัยการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา" ผิด: กฎหมายกำหนดให้มีอำนาจเช่นเดียวกับพนักงานสอบสวน ไม่ใช่พนักงานอัยการ • "เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และมีอำนาจเช่นเดียวกับพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา" ผิด: กฎหมายกำหนดให้เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา ไม่ใช่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ • "เป็นพนักงานฝ่ายปกครองตามประมวลกฎหมายอาญา และมีอำนาจเช่นเดียวกับเจ้าพนักงานศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา" ผิด: กฎหมายกำหนดให้เป็นเจ้าพนักงาน และมีอำนาจเช่นเดียวกับพนักงานสอบสวน ไม่ใช่พนักงานฝ่ายปกครองหรือเจ้าพนักงานศาล อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 99: “ให้กรรมการสอบสวนตามมาตรา 93 วรรคหนึ่ง เป็นเจ้าพนักงานตาม ประมวลกฎหมายอาญาและให้มีอำนาจเช่นเดียวกับพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธี พิจารณาความอาญาเพียงเท่าที่เกี่ยวกับอำนาจและหน้าที่ของกรรมการสอบสวน”
พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 99: “ให้กรรมการสอบสวนตามมาตรา 93 วรรคหนึ่ง เป็นเจ้าพนักงานตาม ประมวลกฎหมายอาญาและให้มีอำนาจเช่นเดียวกับพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธี พิจารณาความอาญาเพียงเท่าที่เกี่ยวกับอำนาจและหน้าที่ของกรรมการสอบสวน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 เมื่อมีกรณีเพิ่มโทษ ลดโทษ งดโทษ หรือยกโทษทางวินัยแก่ข้าราชการ ผู้สั่งมีหน้าที่ต้องดำเนินการอย่างไรในทางคำสั่ง
- ก. ออกคำสั่งใหม่สั่งยกเลิกคำสั่งลงโทษเดิม พร้อมทั้งระบุวิธีการดำเนินการเกี่ยวกับโทษที่ได้รับไปแล้ว ✓
- ข. ทำหนังสือแจ้งระงับการลงโทษเดิมไว้ก่อน แล้วรอให้ ก.พ.ค. มีคำวินิจฉัยกำหนดโทษใหม่จึงจะออกคำสั่งได้
- ค. ออกคำสั่งใหม่เพื่อกำหนดอัตราโทษ แต่ให้คำสั่งลงโทษเดิมยังคงมีผลสมบูรณ์จนกว่าจะพ้นกำหนดเวลาอุทธรณ์
- ง. ออกคำสั่งแก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งเดิมเฉพาะส่วนอัตราโทษ โดยให้มีผลใช้บังคับควบคู่ไปกับคำสั่งลงโทษเดิม
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ออกคำสั่งใหม่สั่งยกเลิกคำสั่งลงโทษเดิม พร้อมทั้งระบุวิธีการดำเนินการเกี่ยวกับโทษที่ได้รับไปแล้ว" ตามมาตรา 105 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 กำหนดว่าเมื่อมีกรณีเพิ่มโทษ ลดโทษ งดโทษ หรือยกโทษ ให้ผู้สั่งมีคำสั่งใหม่ และในคำสั่งดังกล่าวต้องสั่งยกเลิกคำสั่งลงโทษเดิม พร้อมทั้งระบุวิธีการดำเนินการเกี่ยวกับโทษที่ได้รับไปแล้ว ทั้งนี้ ตามที่กำหนดในกฎ ก.พ. ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ทำหนังสือแจ้งระงับการลงโทษเดิมไว้ก่อน แล้วรอให้ ก.พ.ค. มีคำวินิจฉัยกำหนดโทษใหม่จึงจะออกคำสั่งได้" ผิด: กฎหมายให้ผู้สั่งออกคำสั่งใหม่ได้เองโดยสั่งยกเลิกคำสั่งเดิม ไม่ได้ให้ทำหนังสือระงับเพื่อรอคำวินิจฉัยของ ก.พ.ค. • "ออกคำสั่งใหม่เพื่อกำหนดอัตราโทษ แต่ให้คำสั่งลงโทษเดิมยังคงมีผลสมบูรณ์จนกว่าจะพ้นกำหนดเวลาอุทธรณ์" ผิด: กฎหมายกำหนดให้สั่งยกเลิกคำสั่งลงโทษเดิมในคำสั่งใหม่ทันที ไม่ได้ให้คำสั่งเดิมมีผลสมบูรณ์จนกว่าจะพ้นกำหนดเวลาอุทธรณ์ • "ออกคำสั่งแก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งเดิมเฉพาะส่วนอัตราโทษ โดยให้มีผลใช้บังคับควบคู่ไปกับคำสั่งลงโทษเดิม" ผิด: กฎหมายกำหนดให้ออกคำสั่งใหม่และสั่งยกเลิกคำสั่งเดิม ไม่ใช่เพียงแก้ไขเพิ่มเติมหรือให้มีผลบังคับควบคู่กัน อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 105: “เมื่อมีกรณีเพิ่มโทษ ลดโทษ งดโทษ หรือยกโทษ ให้ผู้สั่งมีคำสั่งใหม่” พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 105: “และในคำสั่งดังกล่าวให้สั่งยกเลิกคำสั่งลงโทษเดิม พร้อมทั้งระบุวิธีการดำเนินการเกี่ยวกับโทษที่ได้รับ”
พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 105: “เมื่อมีกรณีเพิ่มโทษ ลดโทษ งดโทษ หรือยกโทษ ให้ผู้สั่งมีคำสั่งใหม่”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
นายสมศักดิ์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ได้รับอนุญาตให้ลาออกจากราชการเพื่อไปประกอบธุรกิจส่วนตัว ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 การออกจากราชการของนายสมศักดิ์ต้องดำเนินการตามข้อใด
- ก. ให้ผู้มีอำนาจสั่งบรรจุออกคำสั่งให้พ้นจากตำแหน่งโดยไม่ต้องนำความกราบบังคมทูล
- ข. ให้นำความกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่งนับแต่วันออกจากราชการ ✓
- ค. ให้นำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงทราบการออกจากราชการโดยไม่ต้องมีพระบรมราชโองการ
- ง. ให้นำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อมีมติอนุมัติให้พ้นจากตำแหน่งนับแต่วันที่ขอลาออก
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ให้นำความกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่งนับแต่วันออกจากราชการ" ตามมาตรา 113 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 การออกจากราชการของผู้ดำรงตำแหน่งที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ให้นำความกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่งนับแต่วันออกจากราชการ กรณีนายสมศักดิ์เป็นการลาออกจึงต้องดำเนินการเพื่อมีพระบรมราชโองการดังกล่าว โดยการนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงทราบใช้เฉพาะกรณีออกจากราชการเพราะความตายเท่านั้น ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ให้ผู้มีอำนาจสั่งบรรจุออกคำสั่งให้พ้นจากตำแหน่งโดยไม่ต้องนำความกราบบังคมทูล" ผิด: ตำแหน่งที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง จะต้องนำความกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่งเสมอ • "ให้นำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงทราบการออกจากราชการโดยไม่ต้องมีพระบรมราชโองการ" ผิด: การนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงทราบใช้เฉพาะกรณีออกจากราชการเพราะความตายเท่านั้น • "ให้นำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อมีมติอนุมัติให้พ้นจากตำแหน่งนับแต่วันที่ขอลาออก" ผิด: กฎหมายกำหนดให้นำความกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง มิใช่เสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อมีมติอนุมัติ อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 113: “มาตรา 113 การออกจากราชการของข้าราชการพลเรือนสามัญผู้ดำรงตำแหน่งที่ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ให้นำความกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการให้พ้นจาก ตำแหน่งนับแต่วันออกจากราชการ” พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 113: “เว้นแต่ออกจากราชการเพราะความตายให้นำความกราบบังคมทูล เพื่อทรงทราบ”
พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 113: “มาตรา 113 การออกจากราชการของข้าราชการพลเรือนสามัญผู้ดำรงตำแหน่งที่ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ให้นำความกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการให้พ้นจาก ตำแหน่งนับแต่วันออกจากราชการ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ในกรณีที่ผู้เสียหายยื่นคำขอให้หน่วยงานของรัฐชดใช้ค่าสินไหมทดแทน หากผู้เสียหายไม่พอใจในผลการวินิจฉัยของหน่วยงานของรัฐ จะมีสิทธิร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ได้ภายในกำหนดเวลาใดนับแต่วันที่ตนได้รับแจ้งผลการวินิจฉัย
- ก. ภายใน 180 วัน
- ข. ภายใน 60 วัน
- ค. ภายใน 90 วัน ✓
- ง. ภายใน 30 วัน
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ภายใน 90 วัน" ตามมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 กำหนดว่าเมื่อหน่วยงานของรัฐมีคำสั่งแล้ว หากผู้เสียหายยังไม่พอใจในผลการวินิจฉัย ให้มีสิทธิร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ได้ภายใน 90 วันนับแต่วันที่ตนได้รับแจ้งผลการวินิจฉัย ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ภายใน 180 วัน" ผิด: ระยะเวลา 180 วันเป็นกรอบเวลาที่หน่วยงานของรัฐต้องพิจารณาคำขอให้แล้วเสร็จ ไม่ใช่กำหนดเวลาการร้องทุกข์ของผู้เสียหาย • "ภายใน 60 วัน" ผิด: กฎหมายกำหนดระยะเวลาให้มีสิทธิร้องทุกข์ภายใน 90 วัน ไม่ใช่ 60 วัน • "ภายใน 30 วัน" ผิด: กฎหมายกำหนดระยะเวลาให้มีสิทธิร้องทุกข์ภายใน 90 วัน ไม่ใช่ 30 วัน อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 11: “มาตรา 11 ในกรณีที่ผู้เสียหายเห็นว่า หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดตามมาตรา 5” พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 11: “คณะกรรมการกฤษฎีกาได้ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ตนได้รับแจ้งผลการวินิจฉัย”
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 11: “มาตรา 11 ในกรณีที่ผู้เสียหายเห็นว่า หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดตามมาตรา 5”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน ในกรณีที่ ก.พ. เห็นว่าการบริหารทรัพยากรบุคคลเรื่องใดควรมีมาตรฐานหรือหลักเกณฑ์เดียวกันสำหรับข้าราชการฝ่ายพลเรือน จะต้องดำเนินการตามขั้นตอนใดจึงจะมีผลใช้บังคับ
- ก. ประชุมร่วมกับผู้แทนสำนักงบประมาณและกระทรวงการคลังเพื่อยกร่างระเบียบกลางแล้วประกาศในราชกิจจานุเบกษา
- ข. เสนอความเห็นต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาออกคำสั่งหรือตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบังคับใช้กับทุกส่วนราชการ
- ค. ให้ ก.พ. มีมติกำหนดมาตรฐานกลางได้ทันทีโดยไม่ต้องหารือหน่วยงานอื่นแล้วแจ้งให้ทุกกระทรวงถือปฏิบัติ
- ง. ประชุมร่วมกับผู้แทน ก.พ.ร. และองค์กรกลางที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์กลางเสนอคณะรัฐมนตรีเห็นชอบ ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ประชุมร่วมกับผู้แทน ก.พ.ร. และองค์กรกลางที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์กลางเสนอคณะรัฐมนตรีเห็นชอบ" ตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 กำหนดว่า ในกรณีที่ ก.พ. เห็นว่าการบริหารทรัพยากรบุคคลเรื่องใดควรมีมาตรฐานหรือหลักเกณฑ์เดียวกัน ให้ ก.พ. จัดประชุมร่วมกันระหว่างผู้แทน ก.พ. ผู้แทน ก.พ.ร. และผู้แทนองค์กรกลางบริหารงานบุคคลของข้าราชการฝ่ายพลเรือนประเภทต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดมาตรฐานหรือหลักเกณฑ์กลางเสนอต่อคณะรัฐมนตรี และเมื่อคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบแล้วจึงจะใช้บังคับได้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ประชุมร่วมกับผู้แทนสำนักงบประมาณและกระทรวงการคลังเพื่อยกร่างระเบียบกลางแล้วประกาศในราชกิจจานุเบกษา" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ประชุมร่วมกับสำนักงบประมาณหรือกระทรวงการคลัง และไม่ได้ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา แต่ให้ประชุมร่วมกับผู้แทน ก.พ.ร. และองค์กรกลางที่เกี่ยวข้องเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี • "เสนอความเห็นต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาออกคำสั่งหรือตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบังคับใช้กับทุกส่วนราชการ" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดให้เสนอต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อออกคำสั่งหรือตราเป็นพระราชกฤษฎีกา แต่ให้เสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อให้ความเห็นชอบ • "ให้ ก.พ. มีมติกำหนดมาตรฐานกลางได้ทันทีโดยไม่ต้องหารือหน่วยงานอื่นแล้วแจ้งให้ทุกกระทรวงถือปฏิบัติ" ผิด: กฎหมายไม่ได้ให้ ก.พ. กำหนดได้เองโดยตรง แต่ต้องจัดประชุมหารือร่วมกับผู้แทน ก.พ.ร. และองค์กรกลางที่เกี่ยวข้อง และต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีก่อนจึงจะใช้บังคับได้ อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 10: “จัดให้มีการประชุมเพื่อหารือร่วมกันระหว่างผู้แทน ก.พ. ผู้แทน ก.พ.ร. และผู้แทนองค์กรกลาง” พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 10: “หลักเกณฑ์กลางการบริหารทรัพยากรบุคคลในเรื่องนั้นเสนอต่อคณะรัฐมนตรี” พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 10: “ให้ความเห็นชอบแล้วให้ใช้บังคับมาตรฐานหรือหลักเกณฑ์กลางดังกล่าว”
พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 10: “จัดให้มีการประชุมเพื่อหารือร่วมกันระหว่างผู้แทน ก.พ. ผู้แทน ก.พ.ร. และผู้แทนองค์กรกลาง”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
นายธนาได้รับการบรรจุและแต่งตั้งให้รับราชการตามที่บัญญัติไว้ในลักษณะ 4 ของพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 และที่แก้ไขเพิ่มเติม กรณีนี้ตามกฎหมายดังกล่าว นายธนาจัดเป็นข้าราชการพลเรือนประเภทใด และข้าราชการพลเรือนตามพระราชบัญญัตินี้มีกี่ประเภท
- ก. เป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ โดยข้าราชการพลเรือนมี 2 ประเภท ✓
- ข. เป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ โดยข้าราชการพลเรือนมี 4 ประเภท
- ค. เป็นข้าราชการพลเรือนในพระองค์ โดยข้าราชการพลเรือนมี 2 ประเภท
- ง. เป็นข้าราชการพลเรือนในพระองค์ โดยข้าราชการพลเรือนมี 4 ประเภท
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ โดยข้าราชการพลเรือนมี 2 ประเภท" ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 35 บัญญัติว่า ข้าราชการพลเรือนมี 2 ประเภท คือ ข้าราชการพลเรือนสามัญ และข้าราชการพลเรือนในพระองค์ โดยข้าราชการพลเรือนสามัญได้แก่ข้าราชการพลเรือนซึ่งรับราชการโดยได้รับบรรจุแต่งตั้งตามที่บัญญัติไว้ในลักษณะ 4 ดังนั้น นายธนาจึงเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ และข้าราชการพลเรือนมีทั้งสิ้น 2 ประเภท ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ โดยข้าราชการพลเรือนมี 4 ประเภท" ผิด: กฎหมายบัญญัติให้ข้าราชการพลเรือนมี 2 ประเภท ไม่ใช่ 4 ประเภท • "เป็นข้าราชการพลเรือนในพระองค์ โดยข้าราชการพลเรือนมี 2 ประเภท" ผิด: ผู้ที่ได้รับบรรจุแต่งตั้งตามลักษณะ 4 จัดเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ ไม่ใช่ข้าราชการพลเรือนในพระองค์ • "เป็นข้าราชการพลเรือนในพระองค์ โดยข้าราชการพลเรือนมี 4 ประเภท" ผิด: นายธนาเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ และกฎหมายบัญญัติให้ข้าราชการพลเรือนมี 2 ประเภท ไม่ใช่ 4 ประเภท อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 35: “มาตรา 35 ข้าราชการพลเรือนมี 2 ประเภท คือ” พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 35: “บรรจุแต่งตั้งตามที่บัญญัติไว้ในลักษณะ 4 ข้าราชการพลเรือนสามัญ”
พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 35: “มาตรา 35 ข้าราชการพลเรือนมี 2 ประเภท คือ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 การปฏิบัติราชการอันเป็นการกระทำการข้ามผู้บังคับบัญชาเหนือตน จะสามารถกระทำได้ในกรณีใด
- ก. ผู้บังคับบัญชาในระดับเดียวกันของหน่วยงานอื่นสั่งการ
- ข. ผู้บังคับบัญชาเหนือตนขึ้นไปเป็นผู้สั่งให้กระทำ ✓
- ค. ประชาชนผู้มาติดต่อราชการร้องขอเป็นลายลักษณ์อักษร
- ง. ข้าราชการระดับชำนาญการขึ้นไปให้ความเห็นชอบ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ผู้บังคับบัญชาเหนือตนขึ้นไปเป็นผู้สั่งให้กระทำ" ตามมาตรา 83 (2) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ข้าราชการพลเรือนสามัญต้องไม่ปฏิบัติราชการอันเป็นการกระทำการข้ามผู้บังคับบัญชาเหนือตน เว้นแต่ผู้บังคับบัญชาเหนือตนขึ้นไปเป็นผู้สั่งให้กระทำหรือได้รับอนุญาตเป็นพิเศษชั่วครั้งคราว ดังนั้นกรณีที่ผู้บังคับบัญชาเหนือตนขึ้นไปเป็นผู้สั่งให้กระทำจึงเป็นข้อยกเว้นที่กระทำได้ตามกฎหมาย ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ผู้บังคับบัญชาในระดับเดียวกันของหน่วยงานอื่นสั่งการ" ผิด: กฎหมายยกเว้นให้เฉพาะผู้บังคับบัญชาเหนือตนขึ้นไปเป็นผู้สั่ง มิใช่ผู้บังคับบัญชาระดับเดียวกันของหน่วยงานอื่น • "ประชาชนผู้มาติดต่อราชการร้องขอเป็นลายลักษณ์อักษร" ผิด: การร้องขอของประชาชนไม่เป็นข้อยกเว้นตามกฎหมายที่จะทำให้ข้ามผู้บังคับบัญชาเหนือตนได้ • "ข้าราชการระดับชำนาญการขึ้นไปให้ความเห็นชอบ" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ความเห็นชอบของข้าราชการระดับชำนาญการเป็นข้อยกเว้นในการปฏิบัติราชการข้ามผู้บังคับบัญชา อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 83: “มาตรา 83 ข้าราชการพลเรือนสามัญต้องไม่กระทำการใดอันเป็นข้อห้าม” พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 83: “ผู้บังคับบัญชาเหนือตนขึ้นไปเป็นผู้สั่งให้กระทำหรือได้รับอนุญาตเป็นพิเศษชั่วครั้งคราว”
พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 83: “มาตรา 83 ข้าราชการพลเรือนสามัญต้องไม่กระทำการใดอันเป็นข้อห้าม”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ในกรณีที่ผลการสืบสวนปรากฏว่ามีมูลความผิดวินัยอันมิใช่เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง และได้แจ้งข้อกล่าวหา สรุปพยานหลักฐาน พร้อมทั้งรับฟังคำชี้แจงแล้ว หากผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดจริง กฎหมายกำหนดให้ดำเนินการอย่างไร
- ก. ต้องแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อดำเนินการสอบสวนก่อนสั่งลงโทษ
- ข. ต้องส่งเรื่องให้คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมเป็นผู้ดำเนินการทางวินัย
- ค. สั่งลงโทษตามควรแก่กรณีโดยไม่ตั้งคณะกรรมการสอบสวนก็ได้ ✓
- ง. ต้องส่งเรื่องให้ อ.ก.พ. กระทรวง พิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนสั่งลงโทษ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "สั่งลงโทษตามควรแก่กรณีโดยไม่ตั้งคณะกรรมการสอบสวนก็ได้" ตามมาตรา 92 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 หากผลการสืบสวนปรากฏว่ามีมูลความผิดอันมิใช่ความผิดวินัยอย่างร้ายแรง และได้แจ้งข้อกล่าวหา สรุปพยานหลักฐาน ตลอดจนรับฟังคำชี้แจงแล้ว เมื่อผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุเห็นว่าผู้นั้นกระทำผิดจริง กฎหมายให้อำนาจสั่งลงโทษตามควรแก่กรณีได้ทันทีโดยไม่จำต้องตั้งคณะกรรมการสอบสวน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ต้องแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อดำเนินการสอบสวนก่อนสั่งลงโทษ" ผิด: การแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเป็นขั้นตอนบังคับสำหรับกรณีความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ส่วนความผิดไม่ร้ายแรงกฎหมายอนุญาตให้สั่งลงโทษได้โดยไม่ต้องตั้งคณะกรรมการสอบสวน • "ต้องส่งเรื่องให้คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมเป็นผู้ดำเนินการทางวินัย" ผิด: คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมมีอำนาจหน้าที่พิจารณาอุทธรณ์และเรื่องร้องทุกข์ ไม่ใช่หน่วยงานที่รับเรื่องเพื่อดำเนินการลงโทษทางวินัยในชั้นนี้ • "ต้องส่งเรื่องให้ อ.ก.พ. กระทรวง พิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนสั่งลงโทษ" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ต้องเสนอเรื่องขอความเห็นชอบจาก อ.ก.พ. กระทรวง ก่อนการสั่งลงโทษในกรณีความผิดวินัยไม่ร้ายแรงที่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนนี้แล้ว อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 92: “มาตรา 92 ในกรณีที่ผลการสืบสวนหรือพิจารณาตามมาตรา 91 ปรากฏว่ากรณีมี” พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 92: “มูลถ้าความผิดนั้นมิใช่เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง และได้แจ้งข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐาน” พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 92: “แก่กรณีโดยไม่ตั้งคณะกรรมการสอบสวนก็ได้”
พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 92: “มาตรา 92 ในกรณีที่ผลการสืบสวนหรือพิจารณาตามมาตรา 91 ปรากฏว่ากรณีมี”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
นายสมศักดิ์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ได้รับอนุญาตให้ลาออกจากราชการเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2565 ต่อมาในเดือนกันยายน 2565 มีการกล่าวหาเป็นหนังสือว่าขณะรับราชการนายสมศักดิ์ได้กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง กรณีนี้ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน ผู้มีอำนาจดำเนินการทางวินัยมีกรอบระยะเวลาในการดำเนินการสอบสวนและสั่งลงโทษอย่างไร
- ก. ต้องเริ่มดำเนินการสอบสวนภายใน 2 ปี และสั่งลงโทษภายใน 5 ปี นับแต่วันที่มีการกล่าวหาเป็นหนังสือ
- ข. ต้องเริ่มดำเนินการสอบสวนภายใน 1 ปี และสั่งลงโทษภายใน 3 ปี นับแต่วันที่มีการกล่าวหาเป็นหนังสือ
- ค. ต้องเริ่มดำเนินการสอบสวนภายใน 2 ปี และสั่งลงโทษภายใน 3 ปี นับแต่วันที่ผู้นั้นออกจากราชการ
- ง. ต้องเริ่มดำเนินการสอบสวนภายใน 1 ปี และสั่งลงโทษภายใน 3 ปี นับแต่วันที่ผู้นั้นออกจากราชการ ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ต้องเริ่มดำเนินการสอบสวนภายใน 1 ปี และสั่งลงโทษภายใน 3 ปี นับแต่วันที่ผู้นั้นออกจากราชการ" ตามมาตรา 100 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 กรณีที่มีการกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงหลังจากที่ออกจากราชการแล้ว ผู้มีอำนาจดำเนินการทางวินัยมีอำนาจดำเนินการได้เสมือนว่าผู้นั้นยังมิได้ออกจากราชการ แต่มีเงื่อนไขว่าจะต้องเริ่มดำเนินการสอบสวนภายใน 1 ปีนับแต่วันที่ผู้นั้นออกจากราชการ และต้องสั่งลงโทษภายใน 3 ปีนับแต่วันที่ผู้นั้นออกจากราชการ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ต้องเริ่มดำเนินการสอบสวนภายใน 2 ปี และสั่งลงโทษภายใน 5 ปี นับแต่วันที่มีการกล่าวหาเป็นหนังสือ" ผิด: กฎหมายกำหนดให้เริ่มสอบสวนภายในหนึ่งปีและสั่งลงโทษภายในสามปีนับแต่วันที่ออกจากราชการ • "ต้องเริ่มดำเนินการสอบสวนภายใน 1 ปี และสั่งลงโทษภายใน 3 ปี นับแต่วันที่มีการกล่าวหาเป็นหนังสือ" ผิด: กฎหมายกำหนดให้นับระยะเวลาตั้งแต่วันที่ผู้นั้นออกจากราชการ มิใช่นับแต่วันที่มีการกล่าวหา • "ต้องเริ่มดำเนินการสอบสวนภายใน 2 ปี และสั่งลงโทษภายใน 3 ปี นับแต่วันที่ผู้นั้นออกจากราชการ" ผิด: กฎหมายกำหนดให้ต้องเริ่มดำเนินการสอบสวนภายในหนึ่งปี มิใช่ภายในสองปี อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 100: “โดยต้องเริ่มดำเนินการสอบสวนภายในหนึ่งปีนับแต่” พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 100: “วันที่ผู้นั้นออกจากราชการและต้องสั่งลงโทษภายในสามปีนับแต่วันที่ผู้นั้นออกจากราชการ”
พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 100: “โดยต้องเริ่มดำเนินการสอบสวนภายในหนึ่งปีนับแต่”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 กรณีข้าราชการพลเรือนสามัญซึ่งโอนมามีกรณีกระทำผิดวินัยอยู่ก่อนวันโอนมาบรรจุ หากเป็นเรื่องที่อยู่ในระหว่างการสืบสวนหรือพิจารณา หรือสอบสวนของผู้บังคับบัญชาเดิมก่อนวันโอน กฎหมายกำหนดให้ดำเนินการอย่างไร
- ก. ให้สืบสวน พิจารณา หรือสอบสวนต่อไปจนเสร็จ แล้วส่งเรื่องให้ผู้บังคับบัญชาของข้าราชการผู้นั้นพิจารณาดำเนินการต่อไป ✓
- ข. ให้ส่งเรื่องไปยังคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนเพื่อพิจารณาวินิจฉัยและชี้ขาดตามอำนาจหน้าที่ขององค์กรกลางบริหารงานบุคคล
- ค. ให้ยุติเรื่องของหน่วยงานเดิมทั้งหมด แล้วส่งสำนวนให้ผู้บังคับบัญชาแห่งใหม่แต่งตั้งคณะกรรมการเริ่มต้นกระบวนการใหม่
- ง. ให้ผู้บังคับบัญชาเดิมมีอำนาจสั่งลงโทษทางวินัยให้เสร็จสิ้นก่อน จึงส่งมอบตัวและประวัติการรับราชการให้แก่ส่วนราชการแห่งใหม่
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ให้สืบสวน พิจารณา หรือสอบสวนต่อไปจนเสร็จ แล้วส่งเรื่องให้ผู้บังคับบัญชาของข้าราชการผู้นั้นพิจารณาดำเนินการต่อไป" ตามมาตรา 106 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 กำหนดว่าหากเป็นเรื่องที่อยู่ในระหว่างการสืบสวนหรือพิจารณา หรือสอบสวนของผู้บังคับบัญชาเดิมก่อนวันโอน ก็ให้สืบสวนหรือพิจารณา หรือสอบสวนต่อไปจนเสร็จ แล้วจึงส่งเรื่องให้ผู้บังคับบัญชาของข้าราชการพลเรือนสามัญผู้นั้นพิจารณาดำเนินการต่อไปตามหมวดนี้โดยอนุโลม ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ให้ส่งเรื่องไปยังคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนเพื่อพิจารณาวินิจฉัยและชี้ขาดตามอำนาจหน้าที่ขององค์กรกลางบริหารงานบุคคล" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ส่งเรื่องไปยัง ก.พ. แต่ให้ส่งเรื่องให้ผู้บังคับบัญชาของข้าราชการผู้นั้นพิจารณาดำเนินการต่อไป • "ให้ยุติเรื่องของหน่วยงานเดิมทั้งหมด แล้วส่งสำนวนให้ผู้บังคับบัญชาแห่งใหม่แต่งตั้งคณะกรรมการเริ่มต้นกระบวนการใหม่" ผิด: กฎหมายไม่ได้ให้ยุติเรื่องหรือเริ่มกระบวนการใหม่ แต่ให้สืบสวนหรือสอบสวนต่อไปจนเสร็จแล้วส่งเรื่องให้ผู้บังคับบัญชาใหม่ดำเนินการต่อไป • "ให้ผู้บังคับบัญชาเดิมมีอำนาจสั่งลงโทษทางวินัยให้เสร็จสิ้นก่อน จึงส่งมอบตัวและประวัติการรับราชการให้แก่ส่วนราชการแห่งใหม่" ผิด: กฎหมายไม่ได้ให้ผู้บังคับบัญชาเดิมเป็นผู้สั่งลงโทษ แต่ให้ส่งเรื่องให้ผู้บังคับบัญชาใหม่ของข้าราชการผู้นั้นเป็นผู้พิจารณาดำเนินการ อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 106: “มาตรา 106 ข้าราชการพลเรือนสามัญซึ่งโอนมาตามมาตรา 64 ผู้ใดมีกรณีกระทำ” พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 106: “ของผู้บังคับบัญชาเดิมก่อนวันโอนก็ให้สืบสวนหรือพิจารณา หรือสอบสวนต่อไปจนเสร็จ แล้วส่งเรื่อง” พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 106: “ให้ผู้บังคับบัญชาของข้าราชการพลเรือนสามัญผู้นั้นพิจารณาดำเนินการต่อไปตามหมวดนี้โดยอนุโลม”
พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 106: “มาตรา 106 ข้าราชการพลเรือนสามัญซึ่งโอนมาตามมาตรา 64 ผู้ใดมีกรณีกระทำ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ข้าราชการพลเรือนสามัญซึ่งได้รับแจ้งคำสั่งลงโทษทางวินัย หากประสงค์จะใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว จะต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ใด
- ก. ยื่นอุทธรณ์ต่อ ก.พ. ภายใน 30 วันนับแต่วันทราบหรือถือว่าทราบคำสั่ง
- ข. ยื่นอุทธรณ์ต่อ ก.พ.ค. ภายใน 30 วันนับแต่วันทราบหรือถือว่าทราบคำสั่ง ✓
- ค. ยื่นอุทธรณ์ต่อ ก.พ. ภายในระยะเวลา 90 วันนับแต่วันทราบหรือถือว่าทราบคำสั่ง
- ง. ยื่นอุทธรณ์ต่อ ก.พ.ค. ภายในระยะเวลา 60 วันนับแต่วันทราบหรือถือว่าทราบคำสั่ง
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ยื่นอุทธรณ์ต่อ ก.พ.ค. ภายใน 30 วันนับแต่วันทราบหรือถือว่าทราบคำสั่ง" ตามมาตรา 114 บัญญัติว่าผู้ใดถูกสั่งลงโทษตามพระราชบัญญัตินี้ มีสิทธิอุทธรณ์ต่อ ก.พ.ค. ภายในสามสิบวันนับแต่วันทราบหรือถือว่าทราบคำสั่ง ดังนั้น ข้าราชการที่ถูกลงโทษจึงต้องยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) ภายใน 30 วัน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ยื่นอุทธรณ์ต่อ ก.พ. ภายใน 30 วันนับแต่วันทราบหรือถือว่าทราบคำสั่ง" ผิด: กฎหมายกำหนดให้อุทธรณ์ต่อ ก.พ.ค. ไม่ใช่อุทธรณ์ต่อ ก.พ. • "ยื่นอุทธรณ์ต่อ ก.พ. ภายในระยะเวลา 90 วันนับแต่วันทราบหรือถือว่าทราบคำสั่ง" ผิด: การอุทธรณ์ต้องยื่นต่อ ก.พ.ค. ภายใน 30 วัน ไม่ใช่อุทธรณ์ต่อ ก.พ. ภายใน 90 วัน • "ยื่นอุทธรณ์ต่อ ก.พ.ค. ภายในระยะเวลา 60 วันนับแต่วันทราบหรือถือว่าทราบคำสั่ง" ผิด: ระยะเวลาการอุทธรณ์ตามกฎหมายคือภายใน 30 วัน ไม่ใช่ 60 วัน อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 114: “มาตรา 114 ผู้ใดถูกสั่งลงโทษตามพระราชบัญญัตินี้หรือถูกสั่งให้ออกจากราชการ” พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 114: “ผู้นั้นมีสิทธิอุทธรณ์ต่อ ก.พ.ค. ภายในสามสิบวันนับ” พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 114: “แต่วันทราบหรือถือว่าทราบคำสั่ง”
พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 114: “มาตรา 114 ผู้ใดถูกสั่งลงโทษตามพระราชบัญญัตินี้หรือถูกสั่งให้ออกจากราชการ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 หากข้าราชการขับรถยนต์ของทางราชการไปปฏิบัติงานด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงจนเกิดอุบัติเหตุทำให้ทรัพย์สินของทางราชการเสียหาย และผลการพิจารณาปรากฏว่าข้าราชการผู้นั้นต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน กรมต้นสังกัดในฐานะหน่วยงานของรัฐที่เสียหายมีอำนาจดำเนินการอย่างไร
- ก. ยื่นฟ้องคดีต่อศาลเพื่อขอให้มีคำพิพากษาบังคับให้ชดใช้เงินค่าเสียหาย
- ข. ทำหนังสือขออนุมัติต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อออกคำสั่งให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน
- ค. ออกคำสั่งเรียกให้ข้าราชการผู้นั้นชำระเงินดังกล่าวภายในเวลาที่กำหนด ✓
- ง. ส่งเรื่องให้นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้รักษาการเป็นผู้ออกคำสั่งเรียกชำระเงิน
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ออกคำสั่งเรียกให้ข้าราชการผู้นั้นชำระเงินดังกล่าวภายในเวลาที่กำหนด" ตามมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 กรณีเจ้าหน้าที่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากการทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐ กฎหมายให้อำนาจหน่วยงานของรัฐที่เสียหายสามารถออกคำสั่งเรียกให้เจ้าหน้าที่ผู้นั้นชำระเงินได้เองภายในเวลาที่กำหนด จึงไม่ต้องส่งเรื่องให้องค์กรอื่นหรือฟ้องคดีต่อศาลก่อน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ยื่นฟ้องคดีต่อศาลเพื่อขอให้มีคำพิพากษาบังคับให้ชดใช้เงินค่าเสียหาย" ผิด: กฎหมายให้อำนาจหน่วยงานของรัฐที่เสียหายออกคำสั่งเรียกให้ชำระเงินได้เองโดยไม่ต้องฟ้องคดีต่อศาลก่อน • "ทำหนังสือขออนุมัติต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อออกคำสั่งให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน" ผิด: กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจของหน่วยงานของรัฐที่เสียหาย ไม่ต้องขออนุมัติต่อคณะรัฐมนตรี • "ส่งเรื่องให้นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้รักษาการเป็นผู้ออกคำสั่งเรียกชำระเงิน" ผิด: กฎหมายกำหนดให้อำนาจเป็นของหน่วยงานของรัฐที่เสียหาย ไม่ใช่อำนาจของนายกรัฐมนตรี อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 12: “มาตรา 12 ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนที่หน่วยงานของรัฐได้ใช้” พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 12: “รัฐที่เสียหายมีอำนาจออกคำสั่งเรียกให้เจ้าหน้าที่ผู้นั้นชำระเงินดังกล่าวภายในเวลาที่กำหนด”
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 12: “มาตรา 12 ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนที่หน่วยงานของรัฐได้ใช้”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 การประชุม ก.พ. ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยคณะกรรมการที่มีอำนาจดำเนินการพิจารณาทางปกครองตามกฎหมายใดมาใช้บังคับโดยอนุโลม
- ก. กฎหมายว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่
- ข. กฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน
- ค. กฎหมายว่าด้วยหลักเกณฑ์การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี
- ง. กฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "กฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง" ตามมาตรา 11 การประชุม ก.พ. ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยคณะกรรมการที่มีอำนาจดำเนินการพิจารณาทางปกครองตามกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองมาใช้บังคับโดยอนุโลม ดังนั้นจึงต้องนำกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองมาใช้บังคับ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "กฎหมายว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่" ผิด: กฎหมายระบุให้นำกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองมาใช้บังคับ ไม่ใช่กฎหมายว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ • "กฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน" ผิด: กฎหมายระบุให้นำกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองมาใช้บังคับ ไม่ใช่กฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน • "กฎหมายว่าด้วยหลักเกณฑ์การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี" ผิด: กฎหมายระบุให้นำกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองมาใช้บังคับ ไม่ใช่กฎหมายว่าด้วยหลักเกณฑ์การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 11: “มาตรา 11 ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยคณะกรรมการที่มีอำนาจดำเนินการพิจารณา” พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 11: “ทางปกครองตามกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองมาใช้บังคับแก่การประชุม ก.พ. โดย”
พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 11: “มาตรา 11 ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยคณะกรรมการที่มีอำนาจดำเนินการพิจารณา”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ผู้ที่จะเข้ารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนซึ่งมีลักษณะต้องห้ามในกรณีใดที่ ก.พ. อาจพิจารณายกเว้นให้เข้ารับราชการได้
- ก. เป็นผู้เคยกระทำการทุจริตในการสอบเข้ารับราชการ ✓
- ข. เป็นผู้อยู่ในระหว่างถูกสั่งพักราชการตามกฎหมาย
- ค. เป็นกรรมการหรือเจ้าหน้าที่ในพรรคการเมือง
- ง. เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เป็นผู้เคยกระทำการทุจริตในการสอบเข้ารับราชการ" ตามมาตรา 36 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 บัญญัติให้ ก.พ. อาจพิจารณายกเว้นให้ผู้มีลักษณะต้องห้ามตาม ข. เฉพาะกรณี (4) (6) (7) (8) (9) (10) หรือ (11) เข้ารับราชการได้ ดังนั้น กรณีเคยกระทำการทุจริตในการสอบเข้ารับราชการตาม ข. (11) จึงเป็นกรณีที่ ก.พ. มีอำนาจพิจารณายกเว้นได้ ส่วนลักษณะต้องห้ามตาม ข. (1) (2) (3) และ (5) กฎหมายไม่ได้ให้อำนาจ ก.พ. ยกเว้นให้ได้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เป็นผู้อยู่ในระหว่างถูกสั่งพักราชการตามกฎหมาย" ผิด: เป็นลักษณะต้องห้ามตาม ข. (3) ซึ่งกฎหมายไม่ได้เปิดช่องให้ ก.พ. พิจารณายกเว้นให้ได้ • "เป็นกรรมการหรือเจ้าหน้าที่ในพรรคการเมือง" ผิด: เป็นลักษณะต้องห้ามตาม ข. (5) ซึ่งกฎหมายไม่ได้เปิดช่องให้ ก.พ. พิจารณายกเว้นให้ได้ • "เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ" ผิด: เป็นลักษณะต้องห้ามตาม ข. (2) ซึ่งกฎหมายไม่ได้เปิดช่องให้ ก.พ. พิจารณายกเว้นให้ได้ อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 36: “ผู้ที่จะเข้ารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนซึ่งมีลักษณะต้องห้ามตาม ข. (4) (6) (7) (8) (9) (10) หรือ (11) ก.พ. อาจพิจารณายกเว้นให้เข้ารับราชการได้”
พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 36: “ผู้ที่จะเข้ารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนซึ่งมีลักษณะต้องห้ามตาม ข. (4) (6) (7) (8) (9) (10) หรือ (11) ก.พ. อาจพิจารณายกเว้นให้เข้ารับราชการได้”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 การกระทำของข้าราชการในกรณีใดต่อไปนี้ ถือเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง
- ก. ข้าราชการที่ประมาทเลินเล่อในหน้าที่ราชการจนงานล่าช้า แต่มิได้เป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง
- ข. ข้าราชการที่ละทิ้งหน้าที่ราชการติดต่อในคราวเดียวกันเป็นเวลา 16 วัน โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ✓
- ค. ข้าราชการที่ละทิ้งหน้าที่ราชการติดต่อในคราวเดียวกัน 12 วัน โดยไม่มีเหตุผลอันสมควรและไม่เสียหายร้ายแรง
- ง. ข้าราชการที่ถูกศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก 1 ปี ในความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ข้าราชการที่ละทิ้งหน้าที่ราชการติดต่อในคราวเดียวกันเป็นเวลา 16 วัน โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร" ตามมาตรา 85 กำหนดให้การละทิ้งหน้าที่ราชการติดต่อในคราวเดียวกันเป็นเวลาเกิน 15 วัน โดยไม่มีเหตุอันสมควร เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ดังนั้น การละทิ้งหน้าที่ติดต่อกัน 16 วันโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรจึงเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ส่วนกรณีต้องโทษจำคุกจากความผิดโดยประมาท หรือการกระทำที่ยังไม่เกิน 15 วันและไม่ได้เสียหายอย่างร้ายแรง กฎหมายยกเว้นหรือไม่จัดเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ข้าราชการที่ประมาทเลินเล่อในหน้าที่ราชการจนงานล่าช้า แต่มิได้เป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง" ผิด: การกระทำผิดข้อห้ามที่ไม่เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง ไม่ถือเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง • "ข้าราชการที่ละทิ้งหน้าที่ราชการติดต่อในคราวเดียวกัน 12 วัน โดยไม่มีเหตุผลอันสมควรและไม่เสียหายร้ายแรง" ผิด: การละทิ้งหน้าที่ราชการยังไม่เกิน 15 วันและไม่ได้เป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง จึงยังไม่เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง • "ข้าราชการที่ถูกศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก 1 ปี ในความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท" ผิด: โทษจำคุกสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทเป็นข้อยกเว้นที่ไม่ถือเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 85: “มาตรา 85 การกระทำผิดวินัยในลักษณะดังต่อไปนี้ เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง” พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 85: “(3) ละทิ้งหน้าที่ราชการติดต่อในคราวเดียวกันเป็นเวลาเกินสิบห้าวันโดยไม่มีเหตุอัน”
พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 85: “มาตรา 85 การกระทำผิดวินัยในลักษณะดังต่อไปนี้ เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ในกรณีที่ผลการสืบสวนหรือพิจารณาปรากฏว่ากรณีมีมูลอันเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง กฎหมายกำหนดให้ผู้ใดมีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน
- ก. คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน
- ข. ผู้ตรวจราชการกระทรวงผู้รับผิดชอบ
- ค. ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุ ✓
- ง. ผู้บังคับบัญชาชั้นเหนือขึ้นไปหนึ่งชั้น
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุ" ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 93 กำหนดไว้ชัดเจนว่า หากผลการสืบสวนหรือพิจารณาปรากฏว่ากรณีมีมูลอันเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ให้ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุตามมาตรา 57 เป็นผู้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน" ผิด: กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจของผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุ มิใช่อำนาจของคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน • "ผู้ตรวจราชการกระทรวงผู้รับผิดชอบ" ผิด: กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจของผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุ มิใช่อำนาจของผู้ตรวจราชการกระทรวง • "ผู้บังคับบัญชาชั้นเหนือขึ้นไปหนึ่งชั้น" ผิด: กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจของผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุ มิใช่ผู้บังคับบัญชาชั้นเหนือขึ้นไปหนึ่งชั้น มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 57: “มาตรา 57 การบรรจุบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ และการ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งตามมาตรา 53 มาตรา 55 มาตรา 56 มาตรา 63 มาตรา 64 มาตรา 65 และมาตรา 66 ให้ผู้มีอำนาจดังต่อไปนี้ เป็นผู้สั่งบรรจุและแต่งตั้ง (1) …” อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 93: “ในกรณีที่ผลการสืบสวนหรือพิจารณาตามมาตรา 91 ปรากฏว่ากรณีมีมูลอันเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ให้ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุตามมาตรา 57 แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน”
พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 93: “ในกรณีที่ผลการสืบสวนหรือพิจารณาตามมาตรา 91 ปรากฏว่ากรณีมีมูลอันเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ให้ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุตามมาตรา 57 แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ในกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. หรือคณะกรรมการ ป.ป.ท. มีมติชี้มูลความผิดข้าราชการพลเรือนสามัญซึ่งออกจากราชการแล้ว การดำเนินการทางวินัยและสั่งลงโทษแก่ผู้นั้นให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขตามข้อใด
- ก. กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และระเบียบกระทรวงยุติธรรมว่าด้วยแนวทางการดำเนินคดีทุจริตและประพฤติมิชอบในหน่วยงานภาครัฐเพื่อส่งให้อัยการฟ้องคดี
- ข. กำหนดไว้ในหมวดวินัยและการรักษาวินัยตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน โดยให้ผู้มีอำนาจสั่งลงโทษดำเนินการสอบสวนและลงโทษเสมือนว่าผู้นั้นยังมิได้ออกจากราชการ
- ค. กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์และขั้นตอนการสอบสวนข้อเท็จจริงความรับผิดทางวินัยของเจ้าหน้าที่รัฐ
- ง. กำหนดไว้ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต หรือกฎหมายว่าด้วยมาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต แล้วแต่กรณี ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "กำหนดไว้ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต หรือกฎหมายว่าด้วยมาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต แล้วแต่กรณี" ตามมาตรา 100/1 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 บัญญัติว่า ในกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. หรือคณะกรรมการ ป.ป.ท. มีมติชี้มูลความผิดข้าราชการพลเรือนสามัญซึ่งออกจากราชการแล้ว การดำเนินการทางวินัยและสั่งลงโทษให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตหรือกฎหมายว่าด้วยมาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต แล้วแต่กรณี ซึ่งเป็นบทบัญญัติเฉพาะแยกต่างหากจากกรณีทั่วไป ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และระเบียบกระทรวงยุติธรรมว่าด้วยแนวทางการดำเนินคดีทุจริตและประพฤติมิชอบในหน่วยงานภาครัฐเพื่อส่งให้อัยการฟ้องคดี" ผิด: การดำเนินการทางวินัยกรณี ป.ป.ช. หรือ ป.ป.ท. ชี้มูลความผิดต้องเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มิใช่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา • "กำหนดไว้ในหมวดวินัยและการรักษาวินัยตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน โดยให้ผู้มีอำนาจสั่งลงโทษดำเนินการสอบสวนและลงโทษเสมือนว่าผู้นั้นยังมิได้ออกจากราชการ" ผิด: กฎหมายมิได้ให้นำกระบวนการตามหมวดวินัยของกฎหมายข้าราชการพลเรือนมาใช้ แต่ให้เป็นไปตามกฎหมาย ป.ป.ช. หรือกฎหมายมาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต • "กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์และขั้นตอนการสอบสวนข้อเท็จจริงความรับผิดทางวินัยของเจ้าหน้าที่รัฐ" ผิด: กฎหมายมิได้กำหนดให้ใช้กฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองหรือระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี แต่กำหนดให้เป็นไปตามกฎหมาย ป.ป.ช. หรือกฎหมายมาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 100/1: “พลเรือนสามัญผู้นั้นให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ” พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 100/1: “ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตหรือกฎหมายว่าด้วยมาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกัน”
พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 100/1: “พลเรือนสามัญผู้นั้นให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 กรณีของข้าราชการพลเรือนสามัญในข้อใด ถือเป็นเหตุให้ผู้นั้นออกจากราชการ
- ก. นายสมหวังถูกสั่งลงโทษปลดออกจากราชการจากการกระทำผิดวินัย ✓
- ข. นายสมศักดิ์ถูกสั่งพักราชการระหว่างรอผลการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง
- ค. นายสมยศยื่นหนังสือขอลาออกแต่ผู้บังคับบัญชายังไม่อนุญาตและยังไม่มีผลตามกฎหมาย
- ง. นายสมชายถูกสั่งลงโทษลดเงินเดือนเนื่องจากกระทำผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง
Explanation: คำตอบที่ถูก: "นายสมหวังถูกสั่งลงโทษปลดออกจากราชการจากการกระทำผิดวินัย" ตามมาตรา 107 กำหนดให้ข้าราชการพลเรือนสามัญออกจากราชการเมื่อถูกสั่งลงโทษปลดออก หรือไล่ออก ดังนั้นกรณีนายสมหวังถูกสั่งลงโทษปลดออกจึงถือว่าออกจากราชการตามกฎหมาย ส่วนการลดเงินเดือนหรือการสั่งพักราชการไม่ใช่เหตุให้ออกจากราชการ และการยื่นใบลาออกจะทำให้ออกจากราชการได้ก็ต่อเมื่อได้รับอนุญาตหรือการลาออกมีผลแล้ว ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "นายสมศักดิ์ถูกสั่งพักราชการระหว่างรอผลการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง" ผิด: การสั่งพักราชการไม่ใช่การสั่งให้ออกจากราชการตามที่กฎหมายกำหนด • "นายสมยศยื่นหนังสือขอลาออกแต่ผู้บังคับบัญชายังไม่อนุญาตและยังไม่มีผลตามกฎหมาย" ผิด: การลาออกจะทำให้ออกจากราชการเมื่อได้รับอนุญาตให้ลาออกหรือมีผลตามกฎหมายแล้วเท่านั้น • "นายสมชายถูกสั่งลงโทษลดเงินเดือนเนื่องจากกระทำผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง" ผิด: การลงโทษลดเงินเดือนเป็นเพียงโทษทางวินัย ไม่ใช่เหตุที่ทำให้ออกจากราชการ อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 107: “มาตรา 107 ข้าราชการพลเรือนสามัญออกจากราชการเมื่อ” พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 107: “(5) ถูกสั่งลงโทษปลดออก หรือไล่ออก”
พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 107: “มาตรา 107 ข้าราชการพลเรือนสามัญออกจากราชการเมื่อ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 รัฐวิสาหกิจที่จะถือเป็น “หน่วยงานของรัฐ” ตามบทนิยามแห่งกฎหมายนี้ ต้องจัดตั้งขึ้นในลักษณะใด
- ก. จัดตั้งขึ้นตามมติของคณะรัฐมนตรีเพื่อการบริการสาธารณะ
- ข. จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา ✓
- ค. จัดตั้งขึ้นตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารงาน
- ง. จัดตั้งขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เป็นบริษัทจำกัด
Explanation: คำตอบที่ถูก: "จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา" ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 นิยามคำว่า “หน่วยงานของรัฐ” ให้หมายความรวมถึงรัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกาเท่านั้น ดังนั้น รัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นในรูปแบบอื่นจึงไม่ถือเป็นหน่วยงานของรัฐตามบทนิยามนี้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "จัดตั้งขึ้นตามมติของคณะรัฐมนตรีเพื่อการบริการสาธารณะ" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดให้รัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นตามมติของคณะรัฐมนตรีเป็นหน่วยงานของรัฐตามบทนิยามนี้ • "จัดตั้งขึ้นตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารงาน" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดให้รัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นหน่วยงานของรัฐตามบทนิยามนี้ • "จัดตั้งขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เป็นบริษัทจำกัด" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดให้รัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เป็นหน่วยงานของรัฐตามบทนิยามนี้ อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 4: “มาตรา 4 ในพระราชบัญญัตินี้” พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 4: “เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น และรัฐวิสาหกิจที่” พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 4: “ตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา และให้หมายความรวมถึงหน่วยงานอื่นของรัฐที่มี”
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 4: “มาตรา 4 ในพระราชบัญญัตินี้”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน การดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่ายโดยน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง พระบรมราโชวาท และหลักคำสอนทางศาสนามาปรับใช้ จัดเป็นข้อพึงปฏิบัติตนเพื่อรักษาจริยธรรมในเรื่องใด
- ก. คิดถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตัว ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน และมีจิตสาธารณะ
- ข. ยึดมั่นในสถาบันหลักของประเทศ อันได้แก่ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตย
- ค. ดำรงตนเป็นแบบอย่างด้วยการเป็นข้าราชการที่ดีและรักษาภาพลักษณ์ของทางราชการ ✓
- ง. ซื่อสัตย์สุจริต ปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาตามกฎหมายและตามทำนองคลองธรรม โปร่งใส ตรวจสอบได้
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ดำรงตนเป็นแบบอย่างด้วยการเป็นข้าราชการที่ดีและรักษาภาพลักษณ์ของทางราชการ" ตามประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน ข้อ 2 (7) กำหนดให้ข้าราชการพลเรือนดำรงตนเป็นแบบอย่างด้วยการเป็นข้าราชการที่ดีและรักษาภาพลักษณ์ของทางราชการ โดยพึงปฏิบัติตนให้เป็นที่เชื่อถือศรัทธาแก่ประชาชน ปฏิบัติต่อประชาชนด้วยความสุภาพ อ่อนน้อมถ่อมตน ไม่อ้างหรือใช้อำนาจโดยปราศจากเหตุผล ดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่ายโดยน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง พระบรมราโชวาท หลักคำสอนทางศาสนามาปรับใช้ และปฏิบัติตนเป็นพลเมืองดีด้วยการเคารพกฎหมายและมีวินัย ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "คิดถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตัว ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน และมีจิตสาธารณะ" ผิด: การคิดถึงประโยชน์ส่วนรวมเน้นการแยกเรื่องส่วนตัวออกจากงาน ไม่กระทำการอันมีลักษณะขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม • "ยึดมั่นในสถาบันหลักของประเทศ อันได้แก่ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตย" ผิด: การยึดมั่นในสถาบันหลักของประเทศเน้นการภูมิใจและรักษาผลประโยชน์ของชาติ ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ • "ซื่อสัตย์สุจริต ปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาตามกฎหมายและตามทำนองคลองธรรม โปร่งใส ตรวจสอบได้" ผิด: ความซื่อสัตย์สุจริตเน้นการปฏิบัติหน้าที่ตรงไปตรงมา โปร่งใส ไม่แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ และคำนึงถึงสิทธิมนุษยชน อ้างอิงตัวบท ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2564 ข้อ 2: “(7) ดำรงตนเป็นแบบอย่างด้วยการเป็นข้าราชการที่ดีและรักษาภาพลักษณ์ของทางราชการ” ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2564 ข้อ 2: “ดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่ายโดยน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง พระบรมราโชวาท หลักคำสอนทางศาสนามาปรับใช้”
ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2564 ข้อ 2: “(7) ดำรงตนเป็นแบบอย่างด้วยการเป็นข้าราชการที่ดีและรักษาภาพลักษณ์ของทางราชการ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
นายแพทย์เอกเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญในโรงพยาบาลของรัฐ ซึ่งต้องปฏิบัติตามจรรยาวิชาชีพตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพเวชกรรมที่กำหนดไว้โดยเฉพาะ เมื่อมีผู้ป่วยนำของขวัญมามอบให้เพื่อขอให้ออกใบรับรองแพทย์ที่มีข้อความไม่ตรงกับความจริง ตามประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน นายแพทย์เอกมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตนอย่างไรจึงจะถูกต้องเหมาะสมที่สุด
- ก. ปฏิเสธการกระทำดังกล่าว โดยยึดถือเฉพาะประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือนเป็นหลัก และไม่ต้องปฏิบัติตามจรรยาวิชาชีพในการทำงานราชการ
- ข. ปฏิเสธการกระทำดังกล่าว โดยยึดมั่นเฉพาะจรรยาวิชาชีพแพทย์เป็นสำคัญ และได้รับการยกเว้นมิต้องรักษาประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน
- ค. ปฏิเสธการกระทำดังกล่าว โดยเลือกปฏิบัติตามจรรยาวิชาชีพแพทย์เฉพาะเมื่อไม่มีข้อกำหนดห้ามไว้ในประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน
- ง. ปฏิเสธการกระทำดังกล่าว โดยนอกจากจะต้องรักษาจริยธรรมตามประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือนแล้ว จะต้องยึดมั่นในจรรยาวิชาชีพนั้นด้วย ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ปฏิเสธการกระทำดังกล่าว โดยนอกจากจะต้องรักษาจริยธรรมตามประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือนแล้ว จะต้องยึดมั่นในจรรยาวิชาชีพนั้นด้วย" ตามประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน ข้อ 3 กำหนดว่า ข้าราชการพลเรือนผู้ใดจะต้องยึดถือหรือปฏิบัติตามจรรยาวิชาชีพตามกฎหมายหรือข้อบังคับที่กำหนดไว้เฉพาะ นอกจากจะต้องรักษาจริยธรรมตามประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือนแล้ว จะต้องยึดมั่นในจรรยาวิชาชีพนั้นด้วย นายแพทย์เอกจึงต้องปฏิเสธการกระทำผิดดังกล่าวและต้องปฏิบัติตนตามหลักจริยธรรมทั้งสองส่วนควบคู่กันเสมอ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ปฏิเสธการกระทำดังกล่าว โดยยึดถือเฉพาะประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือนเป็นหลัก และไม่ต้องปฏิบัติตามจรรยาวิชาชีพในการทำงานราชการ" ผิด: กฎหมายกำหนดว่านอกจากต้องรักษาจริยธรรมตามประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือนแล้ว จะต้องยึดมั่นในจรรยาวิชาชีพนั้นด้วย มิใช่ไม่ต้องปฏิบัติตาม • "ปฏิเสธการกระทำดังกล่าว โดยยึดมั่นเฉพาะจรรยาวิชาชีพแพทย์เป็นสำคัญ และได้รับการยกเว้นมิต้องรักษาประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน" ผิด: กฎหมายกำหนดให้ต้องรักษาจริยธรรมตามประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือนด้วยเสมอ มิได้รับการยกเว้น • "ปฏิเสธการกระทำดังกล่าว โดยเลือกปฏิบัติตามจรรยาวิชาชีพแพทย์เฉพาะเมื่อไม่มีข้อกำหนดห้ามไว้ในประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน" ผิด: กฎหมายกำหนดให้ต้องยึดมั่นในจรรยาวิชาชีพควบคู่ไปกับการรักษาจริยธรรมตามประมวลนี้ มิใช่เลือกปฏิบัติเฉพาะเมื่อไม่มีข้อกำหนดห้าม อ้างอิงตัวบท ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2564 ข้อ 3: “ข้อ 3 หากข้าราชการพลเรือนผู้ใดจะต้องยึดถือหรือปฏิบัติตามจรรยาวิชาชีพตามกฎหมาย” ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2564 ข้อ 3: “จริยธรรมข้าราชการพลเรือนนี้แล้ว จะต้องยึดมั่นในจรรยาวิชาชีพนั้นด้วย”
ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2564 ข้อ 3: “ข้อ 3 หากข้าราชการพลเรือนผู้ใดจะต้องยึดถือหรือปฏิบัติตามจรรยาวิชาชีพตามกฎหมาย”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
นายสมชายเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้มีหน้าที่ตรวจพิจารณาคำขอรับเงินช่วยเหลือเยียวยาของประชาชน ต่อมามีญาติสนิทมาขอให้ช่วยลัดคิวตรวจอนุมัติให้ตนก่อนประชาชนรายอื่น พร้อมทั้งนำกระเช้าของขวัญราคาแพงมามอบให้ ตามพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 นายสมชายควรปฏิบัติตนอย่างไรจึงจะเหมาะสมที่สุด
- ก. ปฏิเสธการรับของขวัญและพิจารณาตามลำดับอย่างเป็นธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติ ✓
- ข. รับกระเช้าของขวัญไว้เพื่อรักษาน้ำใจแต่ดำเนินการพิจารณาตามขั้นตอนตามปกติ
- ค. โอนเรื่องให้เพื่อนร่วมงานพิจารณาลัดคิวแทนตนเพื่อจะได้ไม่ต้องรับผิดชอบโดยตรง
- ง. ช่วยลัดคิวให้ญาติเป็นกรณีพิเศษแล้วนำของขวัญไปมอบเป็นของส่วนกลางในหน่วยงาน
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ปฏิเสธการรับของขวัญและพิจารณาตามลำดับอย่างเป็นธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติ" ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 กำหนดมาตรฐานทางจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐไว้ชัดเจนว่า ต้องซื่อสัตย์สุจริต มีจิตสำนึกที่ดี และรับผิดชอบต่อหน้าที่ อีกทั้งต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นธรรมและไม่เลือกปฏิบัติ การที่นายสมชายปฏิเสธไม่รับของขวัญและไม่ลัดคิวให้ญาติจึงเป็นการประพฤติปฏิบัติที่ถูกต้องชอบธรรมตามกฎหมาย ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "รับกระเช้าของขวัญไว้เพื่อรักษาน้ำใจแต่ดำเนินการพิจารณาตามขั้นตอนตามปกติ" ผิด: การรับกระเช้าของขวัญที่มีมูลค่าจากผู้ขอรับบริการขัดต่อมาตรฐานทางจริยธรรมด้านความซื่อสัตย์สุจริตและการคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตัว • "โอนเรื่องให้เพื่อนร่วมงานพิจารณาลัดคิวแทนตนเพื่อจะได้ไม่ต้องรับผิดชอบโดยตรง" ผิด: การผลักดันเรื่องให้เพื่อนร่วมงานช่วยลัดคิวเพื่อเลี่ยงความรับผิดชอบขัดต่อมาตรฐานทางจริยธรรมด้านความซื่อสัตย์สุจริตและความรับผิดชอบต่อหน้าที่ • "ช่วยลัดคิวให้ญาติเป็นกรณีพิเศษแล้วนำของขวัญไปมอบเป็นของส่วนกลางในหน่วยงาน" ผิด: การลัดคิวให้บุคคลหนึ่งเป็นกรณีพิเศษขัดต่อมาตรฐานทางจริยธรรมด้านการปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นธรรมและไม่เลือกปฏิบัติ อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.มาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 มาตรา 5: “(2) ซื่อสัตย์สุจริต มีจิตสำนึกที่ดี และรับผิดชอบต่อหน้าที่” พ.ร.บ.มาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 มาตรา 5: “(6) ปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นธรรมและไม่เลือกปฏิบัติ”
พ.ร.บ.มาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 มาตรา 5: “(2) ซื่อสัตย์สุจริต มีจิตสำนึกที่ดี และรับผิดชอบต่อหน้าที่”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 ในกรณีที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งไม่มีองค์กรกลางบริหารงานบุคคลที่รับผิดชอบ องค์กรใดเป็นผู้จัดทำประมวลจริยธรรมสำหรับข้าราชการการเมือง
- ก. สำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
- ข. คณะรัฐมนตรี ✓
- ค. สภาผู้แทนราษฎร
- ง. คณะกรรมการมาตรฐานทางจริยธรรม
Explanation: คำตอบที่ถูก: "คณะรัฐมนตรี" ตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 บัญญัติว่าในกรณีที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งไม่มีองค์กรกลางบริหารงานบุคคลที่รับผิดชอบ ให้คณะรัฐมนตรีเป็นผู้จัดทำประมวลจริยธรรมสำหรับข้าราชการการเมือง ดังนั้นคำตอบที่ถูกต้องจึงเป็นคณะรัฐมนตรี ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "สำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรี" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดให้สำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเป็นผู้จัดทำประมวลจริยธรรม • "สภาผู้แทนราษฎร" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดให้สภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้จัดทำ แต่กำหนดให้คณะรัฐมนตรีเป็นผู้จัดทำ • "คณะกรรมการมาตรฐานทางจริยธรรม" ผิด: กฎหมายกำหนดให้ ก.ม.จ. มีอำนาจวินิจฉัยเมื่อมีปัญหาว่าองค์กรใดเป็นผู้จัดทำ ไม่ได้เป็นผู้จัดทำประมวลจริยธรรมสำหรับข้าราชการการเมือง อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.มาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 มาตรา 6: “ในกรณีที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งไม่มีองค์กรกลางบริหารงานบุคคลที่รับผิดชอบ ให้องค์กรต่อไปนี้ เป็นผู้จัดทำประมวลจริยธรรม (1) คณะรัฐมนตรี สำหรับข้าราชการการเมือง”
พ.ร.บ.มาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 มาตรา 6: “ในกรณีที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งไม่มีองค์กรกลางบริหารงานบุคคลที่รับผิดชอบ ให้องค์กรต่อไปนี้ เป็นผู้จัดทำประมวลจริยธรรม (1) คณะรัฐมนตรี สำหรับข้าราชการการเมือง”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 เรื่องใดต่อไปนี้เป็นหน้าที่และอำนาจขององค์กรกลางบริหารงานบุคคลในการรักษาจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐ
- ก. การกำหนดให้มีส่วนงานหรือผู้รับผิดชอบเกี่ยวกับการรักษาจริยธรรมประจำหน่วยงานของรัฐ
- ข. การกำหนดกลไกในการส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐ
- ค. การกำหนดมาตรการจูงใจเพื่อส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่ของรัฐมีพฤติกรรมทางจริยธรรมเป็นแบบอย่างที่ดี ✓
- ง. การจัดทำรายงานประจำปีเพื่อประเมินผลในภาพรวมเสนอต่อคณะกรรมการมาตรฐานทางจริยธรรมทุกสิ้นปีงบประมาณ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "การกำหนดมาตรการจูงใจเพื่อส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่ของรัฐมีพฤติกรรมทางจริยธรรมเป็นแบบอย่างที่ดี" ตามมาตรา 20 กำหนดให้องค์กรกลางบริหารงานบุคคลมีหน้าที่และอำนาจกำหนดมาตรการจูงใจเพื่อพัฒนาและส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่ของรัฐมีพฤติกรรมทางจริยธรรมเป็นแบบอย่างที่ดี ส่วนการกำหนดผู้รับผิดชอบ การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน และการจัดทำรายงานประจำปี ล้วนเป็นหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐตามมาตรา 19 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "การกำหนดให้มีส่วนงานหรือผู้รับผิดชอบเกี่ยวกับการรักษาจริยธรรมประจำหน่วยงานของรัฐ" ผิด: เป็นหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐตามมาตรา 19 (1) ไม่ใช่หน้าที่และอำนาจขององค์กรกลางบริหารงานบุคคล • "การกำหนดกลไกในการส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐ" ผิด: เป็นหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐตามมาตรา 19 (2) ไม่ใช่หน้าที่และอำนาจขององค์กรกลางบริหารงานบุคคล • "การจัดทำรายงานประจำปีเพื่อประเมินผลในภาพรวมเสนอต่อคณะกรรมการมาตรฐานทางจริยธรรมทุกสิ้นปีงบประมาณ" ผิด: เป็นหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐตามมาตรา 19 (3) ไม่ใช่หน้าที่และอำนาจขององค์กรกลางบริหารงานบุคคล อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.มาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 มาตรา 20: “มาตรา 20 ให้องค์กรกลางบริหารงานบุคคลแต่ละประเภทและองค์กรตามมาตรา 6” พ.ร.บ.มาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 มาตรา 20: “ตลอดจนการกำหนดมาตรการจูงใจเพื่อพัฒนาและส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่ของรัฐในหน่วยงานของรัฐ” พ.ร.บ.มาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 มาตรา 19: “มาตรา 19 เพื่อประโยชน์ในการรักษาจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ให้หน่วยงานของรัฐ”
พ.ร.บ.มาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 มาตรา 20: “มาตรา 20 ให้องค์กรกลางบริหารงานบุคคลแต่ละประเภทและองค์กรตามมาตรา 6”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
นายธีระ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ถูกผู้บังคับบัญชากดดันให้ลงนามตรวจรับพัสดุที่ไม่ถูกต้องตามสัญญา โดยขู่ว่าหากไม่ยอมลงนามจะส่งผลต่อการประเมินเลื่อนขั้นเงินเดือน ตามประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน การกระทำของนายธีระในข้อใดถูกต้องเหมาะสมที่สุด
- ก. ตรวจรับตามคำสั่งไปก่อนเพื่อรักษาภาพลักษณ์ที่ดี แล้วค่อยทำรายงานขอให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงในภายหลัง
- ข. ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาไปตามหน้าที่ เพื่อรักษาประโยชน์และสถานภาพความก้าวหน้าในราชการของตนเอง
- ค. ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยหลีกเลี่ยงการไปตรวจรับ เพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งและไม่ต้องรายงานความผิดพลาด
- ง. ยืนหยัดคัดค้านการตรวจรับที่ไม่ถูกต้อง และไม่ยอมกระทำในสิ่งที่ไม่เหมาะสมเพียงเพื่อรักษาประโยชน์ของตน ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ยืนหยัดคัดค้านการตรวจรับที่ไม่ถูกต้อง และไม่ยอมกระทำในสิ่งที่ไม่เหมาะสมเพียงเพื่อรักษาประโยชน์ของตน" ตามประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน ข้อ 2 (3) กำหนดให้ข้าราชการต้องกล้าตัดสินใจและยืนหยัดทำในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม กล้าคัดค้านในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และไม่ยอมกระทำในสิ่งที่ไม่เหมาะสมเพียงเพื่อรักษาประโยชน์หรือสถานภาพของตนเอง ดังนั้น เมื่อถูกกดดันให้ตรวจรับพัสดุที่ไม่ถูกต้อง นายธีระจึงต้องยืนหยัดปฏิเสธและคัดค้าน แม้จะมีผลกระทบต่อการประเมินเลื่อนขั้นเงินเดือนของตนก็ตาม ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ตรวจรับตามคำสั่งไปก่อนเพื่อรักษาภาพลักษณ์ที่ดี แล้วค่อยทำรายงานขอให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงในภายหลัง" ผิด: ผิด เพราะขัดกับหลักที่ต้องกล้าคัดค้านในสิ่งที่ไม่ถูกต้องและไม่ยอมทำสิ่งที่ไม่เหมาะสมตั้งแต่แรก • "ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาไปตามหน้าที่ เพื่อรักษาประโยชน์และสถานภาพความก้าวหน้าในราชการของตนเอง" ผิด: ผิด เพราะประมวลจริยธรรมฯ กำหนดชัดเจนว่าต้องไม่ยอมกระทำในสิ่งที่ไม่เหมาะสมเพียงเพื่อรักษาประโยชน์หรือสถานภาพของตนเอง • "ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยหลีกเลี่ยงการไปตรวจรับ เพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งและไม่ต้องรายงานความผิดพลาด" ผิด: ผิด เพราะข้าราชการต้องรับผิดชอบต่อหน้าที่และกล้าเปิดเผยหรือรายงานสิ่งที่ไม่ถูกต้อง การละเว้นการปฏิบัติหน้าที่จึงไม่ถูกต้อง อ้างอิงตัวบท ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2564 ข้อ 2: “กล้าตัดสินใจและยืนหยัดทำในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม กล้าคัดค้านในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง” ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2564 ข้อ 2: “ไม่ยอมกระทำในสิ่งที่ไม่เหมาะสมเพียงเพื่อรักษาประโยชน์หรือสถานภาพของตนเอง”
ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2564 ข้อ 2: “กล้าตัดสินใจและยืนหยัดทำในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม กล้าคัดค้านในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน การปฏิบัติตนเพื่อรักษาจริยธรรมในเรื่อง "กล้าตัดสินใจและยืนหยัดทำในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม" กำหนดให้ข้าราชการพลเรือนมีพฤติกรรมตามข้อใด
- ก. กล้าคัดค้านในสิ่งที่ไม่ถูกต้องและกล้าเปิดเผยหรือรายงานการทุจริตประพฤติมิชอบ ✓
- ข. ดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่ายโดยน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและพระบรมราโชวาทมาปรับใช้
- ค. คำนึงถึงประโยชน์และความคุ้มค่าในการใช้ทรัพยากรของรัฐและมุ่งพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง
- ง. รักษาความเป็นกลางทางการเมืองโดยไม่อาศัยตำแหน่งหน้าที่ให้คุณให้โทษแก่นักการเมือง
Explanation: คำตอบที่ถูก: "กล้าคัดค้านในสิ่งที่ไม่ถูกต้องและกล้าเปิดเผยหรือรายงานการทุจริตประพฤติมิชอบ" ตามประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน ข้อ 2 (3) กำหนดว่า การกล้าตัดสินใจและยืนหยัดทำในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม ได้แก่ การกล้าคัดค้านในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง กล้าเปิดเผยหรือรายงานการทุจริตประพฤติมิชอบต่อผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ ส่วนตัวเลือกอื่นเป็นข้อปฏิบัติตามข้อ 2 (6) ข้อ 2 (5) และข้อ 2 (7) ตามลำดับ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่ายโดยน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและพระบรมราโชวาทมาปรับใช้" ผิด: การดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่ายตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นข้อปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน ข้อ 2 (7) เรื่องการดำรงตนเป็นแบบอย่างด้วยการเป็นข้าราชการที่ดี • "คำนึงถึงประโยชน์และความคุ้มค่าในการใช้ทรัพยากรของรัฐและมุ่งพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง" ผิด: การคำนึงถึงความคุ้มค่าและพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องเป็นข้อปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน ข้อ 2 (5) เรื่องการมุ่งผลสัมฤทธิ์ ประสิทธิภาพ และคุณภาพของงาน • "รักษาความเป็นกลางทางการเมืองโดยไม่อาศัยตำแหน่งหน้าที่ให้คุณให้โทษแก่นักการเมือง" ผิด: การรักษาความเป็นกลางทางการเมืองเป็นข้อปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน ข้อ 2 (6) เรื่องการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเที่ยงธรรม ปราศจากอคติ และไม่เลือกปฏิบัติ อ้างอิงตัวบท ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2564 ข้อ 2: “กล้าตัดสินใจและยืนหยัดทำในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม กล้าคัดค้านในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง” ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2564 ข้อ 2: “กล้าเปิดเผยหรือรายงานการทุจริตประพฤติมิชอบต่อผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ”
ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2564 ข้อ 2: “กล้าตัดสินใจและยืนหยัดทำในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม กล้าคัดค้านในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
นายวีระ ข้าราชการพลเรือนผู้รับผิดชอบการตรวจสอบและอนุมัติใบอนุญาต ถูกนักการเมืองสั่งการและกดดันให้อนุมัติใบอนุญาตแก่บุคคลใกล้ชิดเป็นกรณีพิเศษโดยไม่ต้องตรวจสอบเอกสารให้ครบถ้วน หากไม่ยินยอมจะถูกดำเนินการโยกย้าย ตามประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน นายวีระควรปฏิบัติตนตามข้อใดจึงจะเหมาะสมที่สุด
- ก. เลือกปฏิบัติโดยเร่งรัดเฉพาะรายที่มีผู้ฝากฝัง เพื่อประโยชน์ในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการทำงานราชการ
- ข. ยืนหยัดทำในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรมตามขั้นตอนกฎหมาย โดยไม่ยอมทำสิ่งที่ไม่เหมาะสมเพื่อรักษาสถานภาพของตน ✓
- ค. ชะลอเรื่องไว้โดยไม่ดำเนินการใด ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าและปัดภาระความรับผิดชอบให้พ้นจากตนเอง
- ง. ปฏิบัติตามที่ได้รับแจ้งเพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง และป้องกันมิให้กระทบต่อความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่ของตน
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ยืนหยัดทำในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรมตามขั้นตอนกฎหมาย โดยไม่ยอมทำสิ่งที่ไม่เหมาะสมเพื่อรักษาสถานภาพของตน" ตามประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน ข้อ 2 (3) กำหนดให้ข้าราชการพลเรือนต้องกล้าตัดสินใจและยืนหยัดทำในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม กล้าคัดค้านในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และไม่ยอมกระทำในสิ่งที่ไม่เหมาะสมเพียงเพื่อรักษาประโยชน์หรือสถานภาพของตนเอง ดังนั้น การยืนหยัดทำตามระเบียบกฎหมายโดยไม่ยอมโอนอ่อนตามแรงกดดันทางการเมืองจึงเป็นการปฏิบัติที่ถูกต้องที่สุด ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เลือกปฏิบัติโดยเร่งรัดเฉพาะรายที่มีผู้ฝากฝัง เพื่อประโยชน์ในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการทำงานราชการ" ผิด: ผิดเพราะต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเที่ยงธรรม ปราศจากอคติ และไม่เลือกปฏิบัติโดยการใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัว • "ชะลอเรื่องไว้โดยไม่ดำเนินการใด ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าและปัดภาระความรับผิดชอบให้พ้นจากตนเอง" ผิด: ผิดเพราะข้าราชการต้องกล้าตัดสินใจและยืนหยัดทำในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม พร้อมทั้งมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ • "ปฏิบัติตามที่ได้รับแจ้งเพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง และป้องกันมิให้กระทบต่อความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่ของตน" ผิด: ผิดเพราะประมวลจริยธรรมกำหนดชัดเจนว่าต้องไม่ยอมกระทำในสิ่งที่ไม่เหมาะสมเพียงเพื่อรักษาประโยชน์หรือสถานภาพของตนเอง อ้างอิงตัวบท ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2564 ข้อ 2: “กล้าตัดสินใจและยืนหยัดทำในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม กล้าคัดค้านในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง” ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2564 ข้อ 2: “โดยปราศจากอคติ และไม่ยอมกระทำในสิ่งที่ไม่เหมาะสมเพียงเพื่อรักษาประโยชน์หรือสถานภาพ”
ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2564 ข้อ 2: “กล้าตัดสินใจและยืนหยัดทำในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม กล้าคัดค้านในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
นายวีระเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่งนายแพทย์ ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลของรัฐ ซึ่งมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามจรรยาวิชาชีพเวชกรรมตามที่กฎหมายกำหนดไว้โดยเฉพาะด้วย ในการปฏิบัติหน้าที่ราชการตามประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน นายวีระต้องปฏิบัติตนอย่างไรจึงจะถูกต้องที่สุด
- ก. ปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือนเท่านั้น เนื่องจากปฏิบัติงานในฐานะข้าราชการ
- ข. ขออนุมัติยกเว้นการปฏิบัติตามจรรยาวิชาชีพจากหัวหน้าส่วนราชการเพื่อมิให้เกิดความซ้ำซ้อน
- ค. รักษาจริยธรรมตามประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน พร้อมทั้งยึดมั่นในจรรยาวิชาชีพนั้นด้วย ✓
- ง. ปฏิบัติตามจรรยาวิชาชีพเฉพาะด้านเท่านั้น เนื่องจากมีกฎหมายวิชาชีพกำหนดไว้โดยตรง
Explanation: คำตอบที่ถูก: "รักษาจริยธรรมตามประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน พร้อมทั้งยึดมั่นในจรรยาวิชาชีพนั้นด้วย" ตามประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน ข้อ 3 กำหนดว่า ข้าราชการพลเรือนผู้ใดที่จะต้องปฏิบัติตามจรรยาวิชาชีพตามกฎหมายเฉพาะ นอกจากจะต้องรักษาจริยธรรมตามประมวลจริยธรรมนี้แล้ว จะต้องยึดมั่นในจรรยาวิชาชีพนั้นด้วย ดังนั้น นายวีระจึงต้องรักษาทั้งจริยธรรมข้าราชการพลเรือนและจรรยาวิชาชีพของตนควบคู่กันไป ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือนเท่านั้น เนื่องจากปฏิบัติงานในฐานะข้าราชการ" ผิด: ตามกฎหมายกำหนดว่านอกจากรักษาจริยธรรมตามประมวลนี้แล้ว จะต้องยึดมั่นในจรรยาวิชาชีพของตนด้วย จึงไม่อาจละเว้นการปฏิบัติตามจรรยาวิชาชีพได้ • "ขออนุมัติยกเว้นการปฏิบัติตามจรรยาวิชาชีพจากหัวหน้าส่วนราชการเพื่อมิให้เกิดความซ้ำซ้อน" ผิด: ประมวลจริยธรรมกำหนดให้ต้องยึดมั่นในจรรยาวิชาชีพควบคู่ไปด้วย โดยไม่มีบทบัญญัติให้ขออนุมัติยกเว้นได้ • "ปฏิบัติตามจรรยาวิชาชีพเฉพาะด้านเท่านั้น เนื่องจากมีกฎหมายวิชาชีพกำหนดไว้โดยตรง" ผิด: ตามกฎหมายกำหนดว่านอกจากต้องรักษาจริยธรรมตามประมวลนี้แล้ว ยังต้องยึดมั่นในจรรยาวิชาชีพนั้นด้วย จึงไม่อาจเลือกปฏิบัติตามจรรยาวิชาชีพเพียงอย่างเดียวได้ อ้างอิงตัวบท ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2564 ข้อ 3: “ข้อ 3 หากข้าราชการพลเรือนผู้ใดจะต้องยึดถือหรือปฏิบัติตามจรรยาวิชาชีพตามกฎหมาย” ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2564 ข้อ 3: “จริยธรรมข้าราชการพลเรือนนี้แล้ว จะต้องยึดมั่นในจรรยาวิชาชีพนั้นด้วย”
ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2564 ข้อ 3: “ข้อ 3 หากข้าราชการพลเรือนผู้ใดจะต้องยึดถือหรือปฏิบัติตามจรรยาวิชาชีพตามกฎหมาย”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 ข้อใดเป็นหนึ่งในมาตรฐานทางจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐ
- ก. ปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนของทางราชการอย่างเคร่งครัด
- ข. ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเด็ดขาดและรักษาผลประโยชน์ของชาติ
- ค. ยึดมั่นในความจงรักภักดีต่อองค์กรและผู้บังคับบัญชา
- ง. ปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นธรรมและไม่เลือกปฏิบัติ ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นธรรมและไม่เลือกปฏิบัติ" ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 ได้กำหนดมาตรฐานทางจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐไว้ 7 ประการ โดยระบุชัดเจนว่าต้องประกอบด้วยการปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นธรรมและไม่เลือกปฏิบัติ ส่วนข้อความอื่นไม่ได้ระบุไว้ในมาตรฐานทางจริยธรรมตามมาตรานี้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนของทางราชการอย่างเคร่งครัด" ผิด: ไม่มีการบัญญัติเรื่องระเบียบแบบแผนของทางราชการไว้ในมาตรฐานทางจริยธรรม 7 ประการตามกฎหมายนี้ • "ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเด็ดขาดและรักษาผลประโยชน์ของชาติ" ผิด: ไม่มีการบัญญัติเรื่องความเด็ดขาดไว้ในมาตรฐานทางจริยธรรม 7 ประการตามกฎหมายนี้ • "ยึดมั่นในความจงรักภักดีต่อองค์กรและผู้บังคับบัญชา" ผิด: กฎหมายกำหนดให้ยึดมั่นในสถาบันหลักของประเทศ มิใช่ต่อองค์กรหรือผู้บังคับบัญชา อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.มาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 มาตรา 5: “(6) ปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นธรรมและไม่เลือกปฏิบัติ”
พ.ร.บ.มาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 มาตรา 5: “(6) ปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นธรรมและไม่เลือกปฏิบัติ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 หากเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้รับผิดชอบการจัดสรรงบประมาณโครงการพัฒนาชุมชน ถูกนักการเมืองท้องถิ่นขอร้องให้จัดสรรงบประมาณแก่กลุ่มของตนเป็นกรณีพิเศษโดยไม่ต้องผ่านเกณฑ์ประเมิน เพื่อแลกกับการสนับสนุนความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นี้ควรปฏิบัติตนอย่างไรจึงจะถูกต้องและเหมาะสมที่สุด
- ก. ดำเนินการตรวจสอบตามเกณฑ์อย่างเป็นธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติ และกล้าปฏิเสธคำขอที่ไม่ถูกต้อง ✓
- ข. สั่งระงับการพิจารณาคำขอของทุกชุมชนไว้อย่างไม่มีกำหนด เพื่อมิให้เกิดแรงกดดันต่องานของตน
- ค. ปฏิบัติตามคำขอโดยไม่ทักท้วงเพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งและปัดความรับผิดชอบไปให้ผู้สั่งการ
- ง. ยอมจัดสรรงบประมาณให้ตามคำขอเพื่อประโยชน์และความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่การงานของตนเอง
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ดำเนินการตรวจสอบตามเกณฑ์อย่างเป็นธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติ และกล้าปฏิเสธคำขอที่ไม่ถูกต้อง" ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 เจ้าหน้าที่ของรัฐจะต้องยึดมั่นในมาตรฐานทางจริยธรรม โดยต้องกล้าตัดสินใจและกระทำในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม คิดถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตัว และปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นธรรมและไม่เลือกปฏิบัติ การยืนหยัดพิจารณาตามเกณฑ์และกล้าปฏิเสธการขอสิทธิพิเศษจึงเป็นการกระทำที่ถูกต้องตามกฎหมาย ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "สั่งระงับการพิจารณาคำขอของทุกชุมชนไว้อย่างไม่มีกำหนด เพื่อมิให้เกิดแรงกดดันต่องานของตน" ผิด: ขัดต่อมาตรฐานทางจริยธรรมที่ต้องมุ่งผลสัมฤทธิ์ของงานและรับผิดชอบต่อหน้าที่ในการให้บริการประชาชน • "ปฏิบัติตามคำขอโดยไม่ทักท้วงเพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งและปัดความรับผิดชอบไปให้ผู้สั่งการ" ผิด: ขัดต่อมาตรฐานทางจริยธรรมที่ต้องกล้าตัดสินใจและกระทำในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม รวมทั้งต้องรับผิดชอบต่อหน้าที่ • "ยอมจัดสรรงบประมาณให้ตามคำขอเพื่อประโยชน์และความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่การงานของตนเอง" ผิด: ขัดต่อมาตรฐานทางจริยธรรมที่ต้องคิดถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตัว และต้องซื่อสัตย์สุจริต อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.มาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 มาตรา 5: “มาตรา 5 มาตรฐานทางจริยธรรม คือ หลักเกณฑ์การประพฤติปฏิบัติอย่างมีคุณธรรม ของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งจะต้องประกอบด้วย” พ.ร.บ.มาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 มาตรา 5: “(3) กล้าตัดสินใจและกระทำในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม” พ.ร.บ.มาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 มาตรา 5: “(6) ปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นธรรมและไม่เลือกปฏิบัติ”
พ.ร.บ.มาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 มาตรา 5: “มาตรา 5 มาตรฐานทางจริยธรรม คือ หลักเกณฑ์การประพฤติปฏิบัติอย่างมีคุณธรรม ของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งจะต้องประกอบด้วย”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
นายสมศักดิ์ ข้าราชการในหน่วยงานของรัฐแห่งหนึ่ง ถูกร้องเรียนและผลการตรวจสอบพบว่ามีพฤติกรรมที่เป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมและไม่ปฏิบัติตามประมวลจริยธรรม ตามพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 องค์กรกลางบริหารงานบุคคลมีหน้าที่และอำนาจกำหนดมาตรการที่ใช้บังคับแก่นายสมศักดิ์ในลักษณะใด
- ก. ส่งเรื่องให้คณะกรรมการมาตรฐานทางจริยธรรมเพื่อลงโทษทางวินัยขั้นเด็ดขาดแก่นายสมศักดิ์โดยตรง
- ข. อาจกำหนดมาตรการเพื่อใช้ในการบริหารงานบุคคลตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการประเภทนั้น ✓
- ค. มีคำสั่งให้หัวหน้าหน่วยงานของรัฐลงโทษทางวินัยโดยไม่ต้องปฏิบัติตามระเบียบข้าราชการประเภทนั้น
- ง. กำหนดให้ผู้ตรวจการแผ่นดินเป็นผู้มีอำนาจสั่งลงโทษทางวินัยและการบริหารงานบุคคลแทนองค์กรกลาง
Explanation: คำตอบที่ถูก: "อาจกำหนดมาตรการเพื่อใช้ในการบริหารงานบุคคลตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการประเภทนั้น" ตามมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 กำหนดให้องค์กรกลางบริหารงานบุคคลมีหน้าที่และอำนาจกำหนดมาตรการที่ใช้บังคับแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมีพฤติกรรมฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมหรือไม่ปฏิบัติตามประมวลจริยธรรม โดยอาจกำหนดมาตรการเพื่อใช้ในการบริหารงานบุคคลตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการประเภทนั้น ดังนั้นการดำเนินการต่อนายสมศักดิ์จึงเป็นไปตามมาตรการบริหารงานบุคคลของข้าราชการประเภทดังกล่าว ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ส่งเรื่องให้คณะกรรมการมาตรฐานทางจริยธรรมเพื่อลงโทษทางวินัยขั้นเด็ดขาดแก่นายสมศักดิ์โดยตรง" ผิด: กฎหมายให้อำนาจองค์กรกลางบริหารงานบุคคลกำหนดมาตรการบังคับ มิได้ให้ส่งเรื่องให้ ก.ม.จ. ลงโทษวินัยโดยตรง • "มีคำสั่งให้หัวหน้าหน่วยงานของรัฐลงโทษทางวินัยโดยไม่ต้องปฏิบัติตามระเบียบข้าราชการประเภทนั้น" ผิด: กฎหมายบัญญัติว่าอาจกำหนดมาตรการเพื่อใช้ในการบริหารงานบุคคลตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการประเภทนั้น มิใช่ให้ลงโทษโดยไม่ปฏิบัติตามระเบียบ • "กำหนดให้ผู้ตรวจการแผ่นดินเป็นผู้มีอำนาจสั่งลงโทษทางวินัยและการบริหารงานบุคคลแทนองค์กรกลาง" ผิด: กฎหมายกำหนดให้เป็นหน้าที่และอำนาจขององค์กรกลางบริหารงานบุคคล มิได้ให้อำนาจแก่ผู้ตรวจการแผ่นดินเป็นผู้กำหนดมาตรการแทน อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.มาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 มาตรา 20: “ของรัฐซึ่งมีพฤติกรรมที่เป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมหรือไม่ปฏิบัติตามประมวลจริยธรรม” พ.ร.บ.มาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 มาตรา 20: “โดยอาจกำหนดมาตรการเพื่อใช้ในการบริหารงานบุคคลตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการประเภทนั้น”
พ.ร.บ.มาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 มาตรา 20: “ของรัฐซึ่งมีพฤติกรรมที่เป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมหรือไม่ปฏิบัติตามประมวลจริยธรรม”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน การกำหนดให้ข้าราชการพลเรือนต้อง "กล้าเปิดเผยหรือรายงานการทุจริตประพฤติมิชอบต่อผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ" จัดอยู่ในการปฏิบัติตนเพื่อรักษาจริยธรรมด้านใด
- ก. ดำรงตนเป็นแบบอย่างด้วยการเป็นข้าราชการที่ดีและรักษาภาพลักษณ์ของทางราชการ
- ข. ซื่อสัตย์สุจริต ปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาตามกฎหมายและตามทำนองคลองธรรม
- ค. กล้าตัดสินใจและยืนหยัดทำในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม ✓
- ง. คิดถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตัว ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน
Explanation: คำตอบที่ถูก: "กล้าตัดสินใจและยืนหยัดทำในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม" ตามข้อ 2 (3) แห่งประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน กำหนดให้ข้าราชการพลเรือนพึงปฏิบัติตนเพื่อรักษาจริยธรรม โดยกล้าตัดสินใจและยืนหยัดทำในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม ซึ่งรวมถึงการกล้าคัดค้านในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และกล้าเปิดเผยหรือรายงานการทุจริตประพฤติมิชอบต่อผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ พฤติกรรมดังกล่าวจึงจัดอยู่ในการรักษาจริยธรรมด้านนี้โดยตรง ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ดำรงตนเป็นแบบอย่างด้วยการเป็นข้าราชการที่ดีและรักษาภาพลักษณ์ของทางราชการ" ผิด: ด้านดำรงตนเป็นแบบอย่างเน้นการปฏิบัติตนให้เป็นที่เชื่อถือศรัทธา สุภาพอ่อนน้อม และน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ • "ซื่อสัตย์สุจริต ปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาตามกฎหมายและตามทำนองคลองธรรม" ผิด: ด้านซื่อสัตย์สุจริตเน้นการทำงานตรงไปตรงมา โปร่งใส มีความพร้อมรับการตรวจสอบและรับผิด และไม่แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ • "คิดถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตัว ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน" ผิด: ด้านคิดถึงประโยชน์ส่วนรวมเน้นการมีจิตสาธารณะ เสียสละ แยกเรื่องส่วนตัวออกจากหน้าที่ และไม่กระทำการขัดกันแห่งผลประโยชน์ อ้างอิงตัวบท ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2564 ข้อ 2: “(3) กล้าตัดสินใจและยืนหยัดทำในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม กล้าคัดค้านในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง” ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2564 ข้อ 2: “กล้าเปิดเผยหรือรายงานการทุจริตประพฤติมิชอบต่อผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ”
ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2564 ข้อ 2: “(3) กล้าตัดสินใจและยืนหยัดทำในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม กล้าคัดค้านในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
นายธีระ ข้าราชการพลเรือน ได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้แก้ไขเอกสารทางราชการเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่เอกชนรายหนึ่ง ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องตามระเบียบและกฎหมาย โดยผู้บังคับบัญชาสัญญาว่าจะพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือนเป็นกรณีพิเศษให้เพื่อเป็นการตอบแทน ตามประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน นายธีระควรปฏิบัติตนอย่างไรจึงจะถูกต้องและเหมาะสมที่สุด
- ก. เพิกเฉยต่อคำสั่งและขอโอนย้ายไปสังกัดหน่วยงานอื่นทันทีเพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งในการทำงาน
- ข. ปฏิบัติตามคำสั่งที่สั่งการมา แต่ไม่ขอรับการเลื่อนขั้นเงินเดือนเพื่อมิให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อน
- ค. ยินยอมแก้ไขเอกสารตามคำสั่งเพื่อรักษาความสัมพันธ์อันดีและตอบสนองนโยบายของผู้บังคับบัญชา
- ง. ปฏิเสธการแก้ไขเอกสาร กล้าคัดค้านในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และไม่ยอมทำสิ่งที่ไม่เหมาะสมเพื่อประโยชน์ตน ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ปฏิเสธการแก้ไขเอกสาร กล้าคัดค้านในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และไม่ยอมทำสิ่งที่ไม่เหมาะสมเพื่อประโยชน์ตน" ตามประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน ข้อ 2 (3) ข้าราชการต้องกล้าตัดสินใจและยืนหยัดทำในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม กล้าคัดค้านในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และไม่ยอมกระทำในสิ่งที่ไม่เหมาะสมเพียงเพื่อรักษาประโยชน์หรือสถานภาพของตนเอง ดังนั้น เมื่อได้รับคำสั่งให้กระทำการที่ฝ่าฝืนระเบียบและกฎหมาย นายธีระจึงต้องปฏิเสธและกล้าคัดค้าน แม้จะได้รับการเสนอผลประโยชน์ตอบแทนก็ตาม ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เพิกเฉยต่อคำสั่งและขอโอนย้ายไปสังกัดหน่วยงานอื่นทันทีเพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งในการทำงาน" ผิด: ข้าราชการต้องยืนหยัดทำสิ่งที่ถูกต้องและกล้าคัดค้านความไม่ถูกต้อง มิใช่เพิกเฉยหรือหลบเลี่ยงปัญหา • "ปฏิบัติตามคำสั่งที่สั่งการมา แต่ไม่ขอรับการเลื่อนขั้นเงินเดือนเพื่อมิให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อน" ผิด: การกระทำที่ไม่ถูกต้องตามระเบียบกฎหมายต้องคัดค้านตั้งแต่ต้น มิใช่ยินยอมทำผิดโดยเพียงแค่ปฏิเสธผลประโยชน์ตอบแทน • "ยินยอมแก้ไขเอกสารตามคำสั่งเพื่อรักษาความสัมพันธ์อันดีและตอบสนองนโยบายของผู้บังคับบัญชา" ผิด: ข้าราชการต้องกล้าคัดค้านในสิ่งที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย มิใช่ยินยอมปฏิบัติตามคำสั่งที่ไม่ชอบธรรม อ้างอิงตัวบท ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2564 ข้อ 2: “กล้าตัดสินใจและยืนหยัดทำในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม กล้าคัดค้านในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง” ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2564 ข้อ 2: “โดยปราศจากอคติ และไม่ยอมกระทำในสิ่งที่ไม่เหมาะสมเพียงเพื่อรักษาประโยชน์หรือสถานภาพ”
ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2564 ข้อ 2: “กล้าตัดสินใจและยืนหยัดทำในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม กล้าคัดค้านในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
นางสาวเกษร ข้าราชการพลเรือน ตรวจพบว่าผู้บังคับบัญชาสั่งการให้ตนจัดทำและลงนามรับรองเอกสารเบิกจ่ายงบประมาณอันเป็นเท็จ โดยผู้บังคับบัญชาขู่ว่าจะไม่พิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือนให้หากไม่ยินยอมปฏิบัติตาม ตามประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน นางสาวเกษรควรปฏิบัติตนอย่างไรจึงจะถูกต้องและเหมาะสมที่สุด
- ก. กล้าคัดค้านและรายงานการทุจริตประพฤติมิชอบต่อผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ โดยไม่ยอมทำสิ่งที่ไม่เหมาะสมเพื่อรักษาสถานภาพตนเอง ✓
- ข. ยอมปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาไปก่อนเพื่อรักษาประโยชน์และความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่ของตนเอง แล้วจึงหาทางโอนย้ายหน่วยงานในภายหลัง
- ค. หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าโดยยื่นใบลาหยุดงานในวันลงนามเอกสาร เพื่อเปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ผู้อื่นเป็นผู้ใช้ดุลพินิจรับผิดชอบแทนตนเอง
- ง. ลงนามรับรองเอกสารตามคำสั่งแต่แอบส่งหลักฐานให้สื่อมวลชนเผยแพร่ต่อสาธารณะเพื่อกดดันผู้บังคับบัญชาให้ยกเลิกการกระทำดังกล่าว
Explanation: คำตอบที่ถูก: "กล้าคัดค้านและรายงานการทุจริตประพฤติมิชอบต่อผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ โดยไม่ยอมทำสิ่งที่ไม่เหมาะสมเพื่อรักษาสถานภาพตนเอง" ตามประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน ข้อ 2 (3) กำหนดให้ข้าราชการต้องกล้าตัดสินใจและยืนหยัดทำในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม กล้าคัดค้านในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง กล้าเปิดเผยหรือรายงานการทุจริตประพฤติมิชอบต่อผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ และไม่ยอมกระทำในสิ่งที่ไม่เหมาะสมเพียงเพื่อรักษาประโยชน์หรือสถานภาพของตนเอง ดังนั้น เมื่อถูกสั่งให้ลงนามเอกสารเท็จและถูกขู่เรื่องตำแหน่ง จึงต้องกล้าคัดค้านและรายงานผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ยอมปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาไปก่อนเพื่อรักษาประโยชน์และความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่ของตนเอง แล้วจึงหาทางโอนย้ายหน่วยงานในภายหลัง" ผิด: ประมวลจริยธรรมกำหนดว่าต้องไม่ยอมกระทำในสิ่งที่ไม่เหมาะสมเพียงเพื่อรักษาประโยชน์หรือสถานภาพของตนเอง • "หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าโดยยื่นใบลาหยุดงานในวันลงนามเอกสาร เพื่อเปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ผู้อื่นเป็นผู้ใช้ดุลพินิจรับผิดชอบแทนตนเอง" ผิด: ประมวลจริยธรรมกำหนดให้ต้องกล้าตัดสินใจและยืนหยัดทำในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม มิใช่การหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ • "ลงนามรับรองเอกสารตามคำสั่งแต่แอบส่งหลักฐานให้สื่อมวลชนเผยแพร่ต่อสาธารณะเพื่อกดดันผู้บังคับบัญชาให้ยกเลิกการกระทำดังกล่าว" ผิด: ประมวลจริยธรรมกำหนดให้รายงานการทุจริตประพฤติมิชอบต่อผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ มิใช่การยอมลงนามในเอกสารเท็จแล้วส่งให้สื่อมวลชน อ้างอิงตัวบท ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2564 ข้อ 2: “ข้อ 2 ข้าราชการพลเรือนพึงปฏิบัติตนเพื่อรักษาจริยธรรม ดังต่อไปนี้” ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2564 ข้อ 2: “(3) กล้าตัดสินใจและยืนหยัดทำในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม กล้าคัดค้านในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง กล้าเปิดเผยหรือรายงานการทุจริตประพฤติมิชอบต่อผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ” ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2564 ข้อ 2: “และไม่ยอมกระทำในสิ่งที่ไม่เหมาะสมเพียงเพื่อรักษาประโยชน์หรือสถานภาพของตนเอง”
ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2564 ข้อ 2: “ข้อ 2 ข้าราชการพลเรือนพึงปฏิบัติตนเพื่อรักษาจริยธรรม ดังต่อไปนี้”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
นายสมศักดิ์ เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้มีหน้าที่จัดสรรสิทธิประโยชน์แก่ประชาชน ได้รับการขอร้องจากผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ให้ลัดคิวและอนุมัติสิทธิให้แก่คนสนิทของตนซึ่งเอกสารยังไม่ครบถ้วน ตามพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 การกระทำใดของนายสมศักดิ์ถือว่าเหมาะสมที่สุด
- ก. ยินยอมลัดคิวให้เป็นกรณีพิเศษเพื่อแลกกับการได้รับผลประโยชน์ส่วนตนเป็นการตอบแทน
- ข. ปฏิเสธการลัดคิวและให้ส่งเอกสารให้ครบตามเกณฑ์เพื่อปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นธรรม ✓
- ค. อนุมัติสิทธิให้ทันทีเพื่อรักษาความสัมพันธ์และป้องกันความขัดแย้งกับผู้มีอิทธิพล
- ง. รับรองเอกสารให้ผ่านไปก่อนโดยละเว้นการตรวจสอบเพื่อความสะดวกรวดเร็วในการทำงาน
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ปฏิเสธการลัดคิวและให้ส่งเอกสารให้ครบตามเกณฑ์เพื่อปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นธรรม" ตามพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 มาตรา 5 กำหนดให้เจ้าหน้าที่ของรัฐต้องกล้าตัดสินใจและกระทำในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม และปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นธรรมและไม่เลือกปฏิบัติ ดังนั้น การปฏิเสธการลัดคิวและยืนยันให้ส่งเอกสารครบถ้วนตามเกณฑ์จึงเป็นการกระทำที่สอดคล้องกับมาตรฐานทางจริยธรรมมากที่สุด ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ยินยอมลัดคิวให้เป็นกรณีพิเศษเพื่อแลกกับการได้รับผลประโยชน์ส่วนตนเป็นการตอบแทน" ผิด: ขัดต่อหลักความซื่อสัตย์สุจริต การคิดถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตัว และการไม่เลือกปฏิบัติ • "อนุมัติสิทธิให้ทันทีเพื่อรักษาความสัมพันธ์และป้องกันความขัดแย้งกับผู้มีอิทธิพล" ผิด: ขัดต่อหลักการกล้าตัดสินใจและกระทำในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม รวมทั้งการปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นธรรมและไม่เลือกปฏิบัติ • "รับรองเอกสารให้ผ่านไปก่อนโดยละเว้นการตรวจสอบเพื่อความสะดวกรวดเร็วในการทำงาน" ผิด: ขัดต่อหลักความรับผิดชอบต่อหน้าที่ และการกล้าตัดสินใจและกระทำในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.มาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 มาตรา 5: “(3) กล้าตัดสินใจและกระทำในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม” พ.ร.บ.มาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 มาตรา 5: “(6) ปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นธรรมและไม่เลือกปฏิบัติ”
พ.ร.บ.มาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 มาตรา 5: “(3) กล้าตัดสินใจและกระทำในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
นายเอกเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ได้รับมอบหมายให้พิจารณาอนุมัติคำขอรับเงินช่วยเหลือเยียวยาของประชาชน ต่อมามีญาติสนิทมายื่นคำขอและขอให้นายเอกช่วยลัดคิวและอนุมัติให้ก่อนผู้อื่น หากนายเอกต้องการปฏิบัติตนให้สอดคล้องกับมาตรฐานทางจริยธรรมตามพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 นายเอกควรปฏิบัติตามข้อใดจึงจะเหมาะสมที่สุด
- ก. ยอมลัดคิวและอนุมัติให้ญาติก่อนเพื่อเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนและความสัมพันธ์ในครอบครัว
- ข. เรียกรับเงินค่าตอบแทนพิเศษจากญาติเพื่อแลกกับการเร่งรัดอนุมัติคำขอให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว
- ค. ปฏิเสธการลัดคิวและดำเนินการตรวจสอบคำขอตามลำดับขั้นตอนอย่างเป็นธรรมและไม่เลือกปฏิบัติ ✓
- ง. ส่งเรื่องให้เพื่อนร่วมงานอนุมัติแทนทันทีเพื่อปัดความรับผิดชอบและหลีกเลี่ยงการตัดสินใจ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ปฏิเสธการลัดคิวและดำเนินการตรวจสอบคำขอตามลำดับขั้นตอนอย่างเป็นธรรมและไม่เลือกปฏิบัติ" ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 กำหนดให้มาตรฐานทางจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐต้องประกอบด้วยการคิดถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตัว การปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นธรรมและไม่เลือกปฏิบัติ รวมถึงกล้าตัดสินใจและกระทำในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม ดังนั้น นายเอกจึงต้องปฏิเสธการลัดคิวและพิจารณาตามลำดับขั้นตอนอย่างเป็นธรรม ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ยอมลัดคิวและอนุมัติให้ญาติก่อนเพื่อเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนและความสัมพันธ์ในครอบครัว" ผิด: การลัดคิวให้ญาติขัดต่อหลักคิดถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตัว และการปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นธรรมไม่เลือกปฏิบัติ • "เรียกรับเงินค่าตอบแทนพิเศษจากญาติเพื่อแลกกับการเร่งรัดอนุมัติคำขอให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว" ผิด: การเรียกรับเงินหรือผลประโยชน์ตอบแทนขัดต่อหลักความซื่อสัตย์สุจริต มีจิตสำนึกที่ดี และรับผิดชอบต่อหน้าที่ • "ส่งเรื่องให้เพื่อนร่วมงานอนุมัติแทนทันทีเพื่อปัดความรับผิดชอบและหลีกเลี่ยงการตัดสินใจ" ผิด: การปัดเรื่องให้ผู้อื่นทำแทนเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาขัดต่อหลักการรับผิดชอบต่อหน้าที่และกล้าตัดสินใจในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.มาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 มาตรา 5: “(2) ซื่อสัตย์สุจริต มีจิตสำนึกที่ดี และรับผิดชอบต่อหน้าที่ (3) กล้าตัดสินใจและกระทำในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม (4) คิดถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตัว และมีจิตสาธารณะ” พ.ร.บ.มาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 มาตรา 5: “(6) ปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นธรรมและไม่เลือกปฏิบัติ”
พ.ร.บ.มาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 มาตรา 5: “(2) ซื่อสัตย์สุจริต มีจิตสำนึกที่ดี และรับผิดชอบต่อหน้าที่ (3) กล้าตัดสินใจและกระทำในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม (4) คิดถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตัว และมีจิตสาธารณะ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 เพื่อประโยชน์ในการรักษาจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐ กำหนดให้หน่วยงานของรัฐจัดทำรายงานประจำปีเสนอต่อคณะกรรมการมาตรฐานทางจริยธรรม (ก.ม.จ.) ในช่วงเวลาใด
- ก. ทุกสิ้นรอบระยะเวลา 6 เดือน
- ข. ทุกสิ้นปีปฏิทิน
- ค. ทุกสิ้นรอบระยะเวลา 2 ปี
- ง. ทุกสิ้นปีงบประมาณ ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ทุกสิ้นปีงบประมาณ" ตามมาตรา 19 (3) แห่งพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 กำหนดให้หน่วยงานของรัฐจัดทำรายงานประจำปีตามหลักเกณฑ์ที่ ก.ม.จ. กำหนดเสนอต่อ ก.ม.จ. ในทุกสิ้นปีงบประมาณ โดยเสนอผ่านองค์กรกลางบริหารงานบุคคลเพื่อประเมินผลในภาพรวม ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ทุกสิ้นรอบระยะเวลา 6 เดือน" ผิด: กฎหมายกำหนดกรอบเวลาให้จัดทำเป็นรายงานประจำปีทุกสิ้นปีงบประมาณ ไม่ใช่ทุกสิ้นรอบระยะเวลา 6 เดือน • "ทุกสิ้นปีปฏิทิน" ผิด: กฎหมายกำหนดให้จัดทำรายงานประจำปีเสนอในทุกสิ้นปีงบประมาณ ไม่ใช่ทุกสิ้นปีปฏิทิน • "ทุกสิ้นรอบระยะเวลา 2 ปี" ผิด: กฎหมายกำหนดให้จัดทำเป็นรายงานประจำปีทุกสิ้นปีงบประมาณ ไม่ใช่รอบระยะเวลา 2 ปี อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.มาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 มาตรา 19: “มาตรา 19 เพื่อประโยชน์ในการรักษาจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ให้หน่วยงานของรัฐ” พ.ร.บ.มาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 มาตรา 19: “(3) ทุกสิ้นปีงบประมาณ ให้จัดทำรายงานประจำปีตามหลักเกณฑ์ที่ ก.ม.จ. กำหนดเสนอต่อ”
พ.ร.บ.มาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 มาตรา 19: “มาตรา 19 เพื่อประโยชน์ในการรักษาจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ให้หน่วยงานของรัฐ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
นายสมคิดเป็นข้าราชการพลเรือน ตรวจพบว่าผู้ร่วมงานมีพฤติกรรมทุจริตต่อหน้าที่ในการจัดซื้อพัสดุ ต่อมาผู้ร่วมงานคนดังกล่าวได้เข้ามาขอร้องไม่ให้รายงานเรื่องนี้ พร้อมทั้งข่มขู่ว่าจะใช้อิทธิพลทำให้เกิดผลกระทบต่อความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่ของนายสมคิด ตามประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน นายสมคิดควรปฏิบัติตนอย่างไรจึงจะถูกต้องเหมาะสมที่สุด
- ก. ยืนหยัดคัดค้านและรายงานการทุจริตต่อผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ โดยไม่ยอมทำสิ่งที่ไม่เหมาะสมเพื่อรักษาสถานภาพตนเอง ✓
- ข. เพิกเฉยต่อการกระทำดังกล่าวเพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งส่วนบุคคล และรักษาบรรยากาศความสามัคคีในการทำงานร่วมกันเป็นทีม
- ค. แนะนำให้ผู้ร่วมงานคนดังกล่าวแก้ไขเอกสารย้อนหลังให้ถูกต้องตามระเบียบ เพื่อมิให้เกิดความเสียหายและข้อบกพร่องแก่ทางราชการ
- ง. ยอมยุติเรื่องและไม่รายงานการกระทำความผิด เพื่อป้องกันไม่ให้ตนเองต้องได้รับผลกระทบต่อความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่ราชการ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ยืนหยัดคัดค้านและรายงานการทุจริตต่อผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ โดยไม่ยอมทำสิ่งที่ไม่เหมาะสมเพื่อรักษาสถานภาพตนเอง" ตามประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน ข้อ 2 (3) กำหนดให้ข้าราชการพลเรือนต้องกล้าตัดสินใจและยืนหยัดทำในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม กล้าคัดค้านในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และกล้าเปิดเผยหรือรายงานการทุจริตประพฤติมิชอบต่อผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ นอกจากนี้ยังต้องไม่ยอมกระทำในสิ่งที่ไม่เหมาะสมเพียงเพื่อรักษาประโยชน์หรือสถานภาพของตนเอง ดังนั้น การยืนหยัดคัดค้านและรายงานการทุจริตต่อผู้มีหน้าที่รับผิดชอบโดยไม่ยอมละเว้นเพื่อรักษาความก้าวหน้าของตนเองจึงเป็นการปฏิบัติที่ถูกต้องที่สุด ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เพิกเฉยต่อการกระทำดังกล่าวเพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งส่วนบุคคล และรักษาบรรยากาศความสามัคคีในการทำงานร่วมกันเป็นทีม" ผิด: ประมวลจริยธรรมฯ กำหนดให้กล้าคัดค้านในสิ่งที่ไม่ถูกต้องและกล้าเปิดเผยหรือรายงานการทุจริตประพฤติมิชอบ การเพิกเฉยจึงขัดต่อหลักจริยธรรม • "แนะนำให้ผู้ร่วมงานคนดังกล่าวแก้ไขเอกสารย้อนหลังให้ถูกต้องตามระเบียบ เพื่อมิให้เกิดความเสียหายและข้อบกพร่องแก่ทางราชการ" ผิด: ประมวลจริยธรรมฯ กำหนดให้ซื่อสัตย์สุจริตและยืนหยัดทำสิ่งที่ถูกต้อง การแนะนำให้แก้ไขเอกสารย้อนหลังเป็นการร่วมปกปิดการทุจริต • "ยอมยุติเรื่องและไม่รายงานการกระทำความผิด เพื่อป้องกันไม่ให้ตนเองต้องได้รับผลกระทบต่อความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่ราชการ" ผิด: ประมวลจริยธรรมฯ กำหนดว่าต้องไม่ยอมกระทำในสิ่งที่ไม่เหมาะสมเพียงเพื่อรักษาประโยชน์หรือสถานภาพของตนเอง อ้างอิงตัวบท ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2564 ข้อ 2: “กล้าตัดสินใจและยืนหยัดทำในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม กล้าคัดค้านในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง” ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2564 ข้อ 2: “กล้าเปิดเผยหรือรายงานการทุจริตประพฤติมิชอบต่อผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ” ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2564 ข้อ 2: “และไม่ยอมกระทำในสิ่งที่ไม่เหมาะสมเพียงเพื่อรักษาประโยชน์หรือสถานภาพ”
ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2564 ข้อ 2: “กล้าตัดสินใจและยืนหยัดทำในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม กล้าคัดค้านในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
นายธนาเป็นข้าราชการพลเรือน ได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้ช่วยลงนามตรวจรับพัสดุที่ไม่ถูกต้องตามสัญญา โดยผู้บังคับบัญชาแจ้งว่าจะสนับสนุนการเลื่อนตำแหน่งให้เป็นกรณีพิเศษ หากยินยอมช่วยเหลือ ตามประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน นายธนาควรปฏิบัติตนอย่างไรจึงจะถูกต้องเหมาะสมที่สุด
- ก. ยอมลงนามตรวจรับพัสดุตามคำสั่ง เพื่อรักษาผลประโยชน์และความก้าวหน้าในสถานภาพของตนเอง
- ข. กล้าคัดค้านในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และรายงานการประพฤติมิชอบนั้นต่อผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ ✓
- ค. ยอมลงนามตรวจรับพัสดุ แต่ขอรับเงินตอบแทนพิเศษจากผู้ขายเพื่อเป็นค่าเสี่ยงภัยในการทำงาน
- ง. ลงนามตรวจรับพัสดุโดยใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัว และปกปิดข้อบกพร่องมิให้ผู้อื่นตรวจสอบได้
Explanation: คำตอบที่ถูก: "กล้าคัดค้านในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และรายงานการประพฤติมิชอบนั้นต่อผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ" ตามประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน ข้อ 2 (3) กำหนดให้ข้าราชการพลเรือนต้องกล้าตัดสินใจและยืนหยัดทำในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม กล้าคัดค้านในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และกล้าเปิดเผยหรือรายงานการทุจริตประพฤติมิชอบต่อผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ อีกทั้งต้องไม่ยอมกระทำในสิ่งที่ไม่เหมาะสมเพียงเพื่อรักษาประโยชน์หรือสถานภาพของตนเอง ดังนั้น การที่นายธนากล้าคัดค้านและรายงานเรื่องดังกล่าวจึงเป็นการปฏิบัติตนที่ถูกต้องเหมาะสมที่สุด ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ยอมลงนามตรวจรับพัสดุตามคำสั่ง เพื่อรักษาผลประโยชน์และความก้าวหน้าในสถานภาพของตนเอง" ผิด: ตามข้อ 2 (3) กำหนดว่าต้องไม่ยอมกระทำในสิ่งที่ไม่เหมาะสมเพียงเพื่อรักษาประโยชน์หรือสถานภาพของตนเอง • "ยอมลงนามตรวจรับพัสดุ แต่ขอรับเงินตอบแทนพิเศษจากผู้ขายเพื่อเป็นค่าเสี่ยงภัยในการทำงาน" ผิด: ตามข้อ 2 (2) กำหนดว่าต้องไม่แสดงออกถึงพฤติกรรมที่มีนัยเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ • "ลงนามตรวจรับพัสดุโดยใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัว และปกปิดข้อบกพร่องมิให้ผู้อื่นตรวจสอบได้" ผิด: ตามข้อ 2 (2) กำหนดว่าต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างโปร่งใส และตรวจสอบได้ มิใช่ปกปิดข้อบกพร่อง อ้างอิงตัวบท ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2564 ข้อ 2: “กล้าตัดสินใจและยืนหยัดทำในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม กล้าคัดค้านในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง” ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2564 ข้อ 2: “โปร่งใส และตรวจสอบได้ ไม่แสดงออกถึงพฤติกรรมที่มีนัยเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ” ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2564 ข้อ 2: “โดยปราศจากอคติ และไม่ยอมกระทำในสิ่งที่ไม่เหมาะสมเพียงเพื่อรักษาประโยชน์หรือสถานภาพ”
ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2564 ข้อ 2: “กล้าตัดสินใจและยืนหยัดทำในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม กล้าคัดค้านในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
นายสมชาย ข้าราชการพลเรือน ได้รับแรงกดดันจากนักการเมืองให้เร่งรัดอนุมัติโครงการที่เอกสารไม่ถูกต้องตามระเบียบของทางราชการ โดยข่มขู่ว่าจะใช้อิทธิพลย้ายตนออกจากตำแหน่งหากไม่ยอมปฏิบัติตาม ตามประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน นายสมชายควรปฏิบัติตนอย่างไรจึงจะเหมาะสมที่สุด
- ก. ส่งเรื่องให้เจ้าหน้าที่อื่นพิจารณาลงนามแทนเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาและจะได้ไม่ต้องมีความพร้อมรับการตรวจสอบและรับผิด
- ข. เร่งรัดอนุมัติโครงการให้เสร็จสิ้นโดยเร็วเพื่อมุ่งผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพของงานตามเป้าหมายของทางราชการ
- ค. ยืนหยัดทำในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม กล้าคัดค้าน และไม่ยอมทำสิ่งที่ไม่เหมาะสมเพียงเพื่อรักษาสถานภาพของตน ✓
- ง. ยอมอนุมัติตามที่ร้องขอเพื่อรักษาความเป็นกลางทางการเมืองโดยหลีกเลี่ยงการขัดแย้งกับนักการเมืองในพื้นที่
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ยืนหยัดทำในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม กล้าคัดค้าน และไม่ยอมทำสิ่งที่ไม่เหมาะสมเพียงเพื่อรักษาสถานภาพของตน" ตามประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน ข้อ 2 (3) กำหนดให้ข้าราชการต้องกล้าตัดสินใจและยืนหยัดทำในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม กล้าคัดค้านในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และไม่ยอมกระทำในสิ่งที่ไม่เหมาะสมเพียงเพื่อรักษาประโยชน์หรือสถานภาพของตนเอง ดังนั้น เมื่อนายสมชายถูกกดดันให้กระทำสิ่งที่ผิดระเบียบ จึงต้องกล้าคัดค้านและปฏิเสธ แม้จะถูกข่มขู่เรื่องตำแหน่งหน้าที่ก็ตาม ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ส่งเรื่องให้เจ้าหน้าที่อื่นพิจารณาลงนามแทนเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาและจะได้ไม่ต้องมีความพร้อมรับการตรวจสอบและรับผิด" ผิด: ข้าราชการต้องมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่และพร้อมรับการตรวจสอบและรับผิด มิใช่ปัดความรับผิดชอบให้ผู้อื่น • "เร่งรัดอนุมัติโครงการให้เสร็จสิ้นโดยเร็วเพื่อมุ่งผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพของงานตามเป้าหมายของทางราชการ" ผิด: การมุ่งผลสัมฤทธิ์ของงานต้องอยู่บนพื้นฐานของความถูกต้องตามกฎหมาย มิใช่การเร่งรัดอนุมัติโครงการที่มิชอบ • "ยอมอนุมัติตามที่ร้องขอเพื่อรักษาความเป็นกลางทางการเมืองโดยหลีกเลี่ยงการขัดแย้งกับนักการเมืองในพื้นที่" ผิด: การรักษาความเป็นกลางทางการเมืองต้องไม่อาศัยตำแหน่งหน้าที่ให้คุณให้โทษแก่นักการเมือง มิใช่การยอมกระทำสิ่งที่ผิดระเบียบ อ้างอิงตัวบท ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2564 ข้อ 2: “ข้อ 2 ข้าราชการพลเรือนพึงปฏิบัติตนเพื่อรักษาจริยธรรม ดังต่อไปนี้” ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2564 ข้อ 2: “กล้าตัดสินใจและยืนหยัดทำในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม กล้าคัดค้านในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง” ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2564 ข้อ 2: “ไม่ยอมกระทำในสิ่งที่ไม่เหมาะสมเพียงเพื่อรักษาประโยชน์หรือสถานภาพของตนเอง”
ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2564 ข้อ 2: “ข้อ 2 ข้าราชการพลเรือนพึงปฏิบัติตนเพื่อรักษาจริยธรรม ดังต่อไปนี้”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
นายสมชายเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้มีหน้าที่พิจารณาอนุมัติจัดสรรเงินอุดหนุนแก่ประชาชน ต่อมามีผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นกดดันให้ลัดคิวอนุมัติคำขอแก่เครือญาติของตนก่อนประชาชนรายอื่นที่ยื่นคำขอไว้ก่อนแล้ว หากนายสมชายต้องปฏิบัติตนตามพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 การกระทำใดมีความเหมาะสมที่สุด
- ก. ดำเนินการลัดคิวให้แก่กลุ่มดังกล่าวเป็นกรณีพิเศษเพื่อมุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ของงานให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว
- ข. เจรจาขอรับเงินบริจาคส่วนตัวเข้าสำนักงานเพื่อแลกกับการเร่งรัดการอนุมัติคำขอให้เป็นกรณีเร่งด่วน
- ค. โอนงานให้ผู้อื่นพิจารณาแทนโดยไม่ตรวจสอบความถูกต้องเพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตน
- ง. กล้าตัดสินใจปฏิเสธคำขอพิเศษและพิจารณาตามลำดับก่อนหลังอย่างเป็นธรรมและไม่เลือกปฏิบัติ ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "กล้าตัดสินใจปฏิเสธคำขอพิเศษและพิจารณาตามลำดับก่อนหลังอย่างเป็นธรรมและไม่เลือกปฏิบัติ" ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 มาตรฐานทางจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐกำหนดให้ต้องกล้าตัดสินใจและกระทำในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม และปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นธรรมและไม่เลือกปฏิบัติ ดังนั้น นายสมชายจึงต้องกล้าปฏิเสธแรงกดดันจากผู้มีอิทธิพลและพิจารณาคำขอตามลำดับโดยไม่เลือกปฏิบัติ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ดำเนินการลัดคิวให้แก่กลุ่มดังกล่าวเป็นกรณีพิเศษเพื่อมุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ของงานให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว" ผิด: ขัดต่อหลักการปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นธรรมและไม่เลือกปฏิบัติเนื่องจากเป็นการให้สิทธิพิเศษแก่พวกพ้อง • "เจรจาขอรับเงินบริจาคส่วนตัวเข้าสำนักงานเพื่อแลกกับการเร่งรัดการอนุมัติคำขอให้เป็นกรณีเร่งด่วน" ผิด: ขัดต่อหลักความซื่อสัตย์สุจริต มีจิตสำนึกที่ดี และรับผิดชอบต่อหน้าที่ เพราะเป็นการแสวงหาประโยชน์เพื่อแลกกับการปฏิบัติหน้าที่ • "โอนงานให้ผู้อื่นพิจารณาแทนโดยไม่ตรวจสอบความถูกต้องเพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตน" ผิด: ขัดต่อหลักความรับผิดชอบต่อหน้าที่และหลักการกล้าตัดสินใจและกระทำในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม เพราะเป็นการละเลยและปัดภาระหน้าที่ของตน อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.มาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 มาตรา 5: “(2) ซื่อสัตย์สุจริต มีจิตสำนึกที่ดี และรับผิดชอบต่อหน้าที่” พ.ร.บ.มาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 มาตรา 5: “(3) กล้าตัดสินใจและกระทำในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม” พ.ร.บ.มาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 มาตรา 5: “(6) ปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นธรรมและไม่เลือกปฏิบัติ”
พ.ร.บ.มาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 มาตรา 5: “(2) ซื่อสัตย์สุจริต มีจิตสำนึกที่ดี และรับผิดชอบต่อหน้าที่”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 กฎหมายกำหนดให้มาตรฐานทางจริยธรรมใช้เป็นหลักสำคัญในการดำเนินการเรื่องใด
- ก. การจัดทำประมวลจริยธรรมของหน่วยงานของรัฐ ✓
- ข. การพิจารณากำหนดโทษทางวินัยของเจ้าหน้าที่ของรัฐ
- ค. การกำหนดกรอบอัตรากำลังของหน่วยงานของรัฐ
- ง. การประเมินผลการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "การจัดทำประมวลจริยธรรมของหน่วยงานของรัฐ" ตามมาตรา 5 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 บัญญัติชัดเจนว่า มาตรฐานทางจริยธรรมให้ใช้เป็นหลักสำคัญในการจัดทำประมวลจริยธรรมของหน่วยงานของรัฐ เพื่อกำหนดเป็นหลักเกณฑ์การปฏิบัติตนของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ดังนั้นจึงตอบการจัดทำประมวลจริยธรรมของหน่วยงานของรัฐ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "การพิจารณากำหนดโทษทางวินัยของเจ้าหน้าที่ของรัฐ" ผิด: กฎหมายกำหนดให้ใช้เป็นหลักสำคัญในการจัดทำประมวลจริยธรรม มิใช่การพิจารณากำหนดโทษทางวินัย • "การกำหนดกรอบอัตรากำลังของหน่วยงานของรัฐ" ผิด: กฎหมายกำหนดให้ใช้เป็นหลักสำคัญในการจัดทำประมวลจริยธรรม มิใช่การกำหนดกรอบอัตรากำลัง • "การประเมินผลการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐ" ผิด: กฎหมายกำหนดให้ใช้เป็นหลักสำคัญในการจัดทำประมวลจริยธรรม มิใช่การประเมินผลการปฏิบัติงาน อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.มาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 มาตรา 5: “มาตรฐานทางจริยธรรมตามวรรคหนึ่ง ให้ใช้เป็นหลักสำคัญในการจัดทำประมวลจริยธรรม”
พ.ร.บ.มาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 มาตรา 5: “มาตรฐานทางจริยธรรมตามวรรคหนึ่ง ให้ใช้เป็นหลักสำคัญในการจัดทำประมวลจริยธรรม”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
หน่วยงานของรัฐแห่งหนึ่งได้รับข้อร้องเรียนจากประชาชนเกี่ยวกับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของเจ้าหน้าที่ และมีข้อเสนอแนะให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการสอดส่องดูแล หากหน่วยงานดังกล่าวต้องการดำเนินการเกี่ยวกับการรักษาจริยธรรมให้ถูกต้องตามพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 ข้อใดเป็นการปฏิบัติที่ถูกต้องและเหมาะสมที่สุด
- ก. ปิดรับเรื่องร้องเรียนและมอบหมายให้บริษัทเอกชนภายนอกเป็นผู้รับผิดชอบการรักษาจริยธรรมประจำหน่วยงาน
- ข. กำหนดกลไกในการส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ✓
- ค. จัดทำรายงานข้อร้องเรียนเสนอตรงต่อ ก.ม.จ. ทันทีเป็นรายกรณี โดยไม่ต้องผ่านองค์กรกลางบริหารงานบุคคล
- ง. กำหนดให้การตรวจสอบเป็นเรื่องภายในหน่วยงาน และห้ามประชาชนภายนอกเข้ามามีส่วนร่วมตรวจสอบ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "กำหนดกลไกในการส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐ" ตามมาตรา 19 (2) แห่งพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 กำหนดให้หน่วยงานของรัฐจัดให้มีมาตรการและกลไกที่มีประสิทธิภาพเพื่อเสริมสร้างให้มีการปฏิบัติตามประมวลจริยธรรม รวมทั้งกำหนดกลไกในการส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ดังนั้น การกำหนดกลไกให้ประชาชนมีส่วนร่วมตรวจสอบจึงเป็นการดำเนินการที่ถูกต้อง ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ปิดรับเรื่องร้องเรียนและมอบหมายให้บริษัทเอกชนภายนอกเป็นผู้รับผิดชอบการรักษาจริยธรรมประจำหน่วยงาน" ผิด: กฎหมายให้มอบหมายส่วนงานภายในด้านจริยธรรม บริหารงานบุคคล หรือคณะกรรมการที่มีอยู่แล้วเป็นผู้รับผิดชอบ ไม่ใช่มอบหมายให้บริษัทเอกชน • "จัดทำรายงานข้อร้องเรียนเสนอตรงต่อ ก.ม.จ. ทันทีเป็นรายกรณี โดยไม่ต้องผ่านองค์กรกลางบริหารงานบุคคล" ผิด: กฎหมายกำหนดให้ทำรายงานประจำปีเมื่อสิ้นปีงบประมาณและเสนอผ่านองค์กรกลางบริหารงานบุคคล ไม่ใช่ส่งตรงเป็นรายกรณี • "กำหนดให้การตรวจสอบเป็นเรื่องภายในหน่วยงาน และห้ามประชาชนภายนอกเข้ามามีส่วนร่วมตรวจสอบ" ผิด: กฎหมายกำหนดให้ส่งเสริมประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบพฤติกรรม ไม่ใช่ห้ามประชาชนมีส่วนร่วม อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.มาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 มาตรา 19: “รวมทั้งกำหนดกลไกในการส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐ” พ.ร.บ.มาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 มาตรา 19: “อาจมอบหมายให้ส่วนงานที่มีหน้าที่และภารกิจในด้านจริยธรรม ธรรมาภิบาล หรือที่เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล หรือคณะกรรมการและกลุ่มงานจริยธรรมประจำหน่วยงานของรัฐที่มีอยู่แล้วเป็นผู้รับผิดชอบก็ได้” พ.ร.บ.มาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 มาตรา 19: “ทุกสิ้นปีงบประมาณ ให้จัดทำรายงานประจำปีตามหลักเกณฑ์ที่ ก.ม.จ. กำหนดเสนอต่อ ก.ม.จ. โดยให้หน่วยงานของรัฐเสนอรายงานประจำปีผ่านองค์กรกลางบริหารงานบุคคลหรือองค์กรตามมาตรา 6 วรรคสอง แล้วแต่กรณี”
พ.ร.บ.มาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 มาตรา 19: “รวมทั้งกำหนดกลไกในการส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
นายเอกรินทร์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตรวจพบว่ามีการทุจริตปลอมแปลงเอกสารในโครงการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงาน โดยมีผู้บังคับบัญชาระดับต้นเข้ามาเกี่ยวข้อง เพื่อนร่วมงานจึงเตือนว่าไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวเพราะอาจกระทบต่อความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่ของตนเอง ตามประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน นายเอกรินทร์ควรปฏิบัติตนอย่างไรจึงจะถูกต้องเหมาะสมที่สุด
- ก. แก้ไขเอกสารการจัดซื้อจัดจ้างด้วยตนเองเพื่อช่วยเหลือหน่วยงานไม่ให้เกิดความเสียหายและปิดบังข้อผิดพลาด
- ข. เก็บเรื่องไว้เป็นความลับและรอให้ผู้บังคับบัญชาสั่งการหรือให้หน่วยงานตรวจสอบภายนอกเข้ามาตรวจพบเอง
- ค. รายงานการทุจริตประพฤติมิชอบต่อผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ โดยไม่ละเว้นเพื่อรักษาประโยชน์หรือสถานภาพของตนเอง ✓
- ง. เพิกเฉยต่อเรื่องดังกล่าวเพื่อรักษาความสัมพันธ์อันดีในหน่วยงานและรักษาความก้าวหน้าในตำแหน่งของตนเอง
Explanation: คำตอบที่ถูก: "รายงานการทุจริตประพฤติมิชอบต่อผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ โดยไม่ละเว้นเพื่อรักษาประโยชน์หรือสถานภาพของตนเอง" ตามประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน ข้อ 2 กำหนดให้ข้าราชการพลเรือนพึงปฏิบัติตนโดยกล้าตัดสินใจและยืนหยัดทำในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม กล้าเปิดเผยหรือรายงานการทุจริตประพฤติมิชอบต่อผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ และไม่ยอมกระทำในสิ่งที่ไม่เหมาะสมเพียงเพื่อรักษาประโยชน์หรือสถานภาพของตนเอง ดังนั้น เมื่อตรวจพบการทุจริตจึงต้องรายงานต่อผู้มีหน้าที่รับผิดชอบโดยไม่ละเว้น ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "แก้ไขเอกสารการจัดซื้อจัดจ้างด้วยตนเองเพื่อช่วยเหลือหน่วยงานไม่ให้เกิดความเสียหายและปิดบังข้อผิดพลาด" ผิด: ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือนกำหนดว่าต้องซื่อสัตย์สุจริต ปฏิบัติหน้าที่ตรงไปตรงมา และรายงานการทุจริตต่อผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ มิใช่แก้ไขเอกสารเองเพื่อปิดบังข้อผิดพลาด • "เก็บเรื่องไว้เป็นความลับและรอให้ผู้บังคับบัญชาสั่งการหรือให้หน่วยงานตรวจสอบภายนอกเข้ามาตรวจพบเอง" ผิด: ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือนกำหนดว่าต้องกล้าเปิดเผยหรือรายงานการทุจริตประพฤติมิชอบต่อผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ มิใช่เก็บเรื่องไว้เป็นความลับหรือรอให้ผู้อื่นตรวจพบ • "เพิกเฉยต่อเรื่องดังกล่าวเพื่อรักษาความสัมพันธ์อันดีในหน่วยงานและรักษาความก้าวหน้าในตำแหน่งของตนเอง" ผิด: ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือนกำหนดว่าต้องกล้าตัดสินใจและยืนหยัดทำในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม โดยไม่ยอมกระทำในสิ่งที่ไม่เหมาะสมเพียงเพื่อรักษาประโยชน์หรือสถานภาพของตนเอง อ้างอิงตัวบท ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2564 ข้อ 2: “ข้อ 2 ข้าราชการพลเรือนพึงปฏิบัติตนเพื่อรักษาจริยธรรม ดังต่อไปนี้” ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2564 ข้อ 2: “กล้าเปิดเผยหรือรายงานการทุจริตประพฤติมิชอบต่อผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ ใช้ดุลพินิจในการปฏิบัติหน้าที่” ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2564 ข้อ 2: “โดยปราศจากอคติ และไม่ยอมกระทำในสิ่งที่ไม่เหมาะสมเพียงเพื่อรักษาประโยชน์หรือสถานภาพ”
ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2564 ข้อ 2: “ข้อ 2 ข้าราชการพลเรือนพึงปฏิบัติตนเพื่อรักษาจริยธรรม ดังต่อไปนี้”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
นายสมเกียรติ ข้าราชการพลเรือน ได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้ลงนามตรวจรับพัสดุที่มีรายการไม่ถูกต้องครบถ้วนตามสัญญาและส่อไปในทางทุจริต โดยผู้บังคับบัญชาแจ้งว่าหากปฏิเสธจะไม่ได้รับการพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือน ตามประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน นายสมเกียรติพึงปฏิบัติตนอย่างไรจึงจะถูกต้องเหมาะสมที่สุด
- ก. ใช้ดุลพินิจลงนามตรวจรับตามคำสั่งเพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง และรักษาบรรยากาศการทำงานเป็นทีมกับผู้บังคับบัญชาในหน่วยงาน
- ข. หลีกเลี่ยงด้วยการเพิกเฉยไม่ดำเนินการใด ๆ เพื่อปกป้องตนเองและไม่ให้กระทบกระเทือนต่อตำแหน่งหน้าที่การงานของตนในอนาคต
- ค. ยินยอมลงนามตรวจรับไปก่อนเพื่อรักษาผลประโยชน์ในการเลื่อนขั้น แล้วจึงค่อยหาทางแก้ไขข้อผิดพลาดในภายหลังเมื่อมีโอกาส
- ง. ยืนหยัดคัดค้านในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และรายงานต่อผู้มีหน้าที่รับผิดชอบโดยไม่ยอมทำสิ่งที่ไม่เหมาะสมเพียงเพื่อรักษาสถานภาพของตน ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ยืนหยัดคัดค้านในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และรายงานต่อผู้มีหน้าที่รับผิดชอบโดยไม่ยอมทำสิ่งที่ไม่เหมาะสมเพียงเพื่อรักษาสถานภาพของตน" ตามประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน ข้อ 2 (3) กำหนดให้ข้าราชการพลเรือนต้องกล้าตัดสินใจและยืนหยัดทำในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม กล้าคัดค้านในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และไม่ยอมกระทำในสิ่งที่ไม่เหมาะสมเพียงเพื่อรักษาประโยชน์หรือสถานภาพของตนเอง ดังนั้น การปฏิเสธและรายงานการทุจริตประพฤติมิชอบต่อผู้มีหน้าที่รับผิดชอบจึงเป็นการปฏิบัติตนที่ถูกต้องตามจริยธรรมที่สุด ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ใช้ดุลพินิจลงนามตรวจรับตามคำสั่งเพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง และรักษาบรรยากาศการทำงานเป็นทีมกับผู้บังคับบัญชาในหน่วยงาน" ผิด: ข้อ 2 (3) กำหนดให้ใช้ดุลพินิจโดยปราศจากอคติและกล้าคัดค้านในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง จะอ้างการทำงานเป็นทีมมาใช้ดุลพินิจลงนามรับพัสดุที่ไม่ถูกต้องไม่ได้ • "หลีกเลี่ยงด้วยการเพิกเฉยไม่ดำเนินการใด ๆ เพื่อปกป้องตนเองและไม่ให้กระทบกระเทือนต่อตำแหน่งหน้าที่การงานของตนในอนาคต" ผิด: ข้อ 2 (2) และ (3) กำหนดให้ต้องรับผิดชอบต่อหน้าที่และกล้าเปิดเผยหรือรายงานการทุจริตประพฤติมิชอบต่อผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ การเพิกเฉยละเลยจึงไม่ถูกต้อง • "ยินยอมลงนามตรวจรับไปก่อนเพื่อรักษาผลประโยชน์ในการเลื่อนขั้น แล้วจึงค่อยหาทางแก้ไขข้อผิดพลาดในภายหลังเมื่อมีโอกาส" ผิด: ข้อ 2 (3) กำหนดว่าต้องไม่ยอมกระทำในสิ่งที่ไม่เหมาะสมเพียงเพื่อรักษาประโยชน์หรือสถานภาพของตนเอง การยอมทำผิดเพื่อหวังผลการเลื่อนขั้นจึงขัดต่อจริยธรรม อ้างอิงตัวบท ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2564 ข้อ 2: “(3) กล้าตัดสินใจและยืนหยัดทำในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม กล้าคัดค้านในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง” ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2564 ข้อ 2: “โดยปราศจากอคติ และไม่ยอมกระทำในสิ่งที่ไม่เหมาะสมเพียงเพื่อรักษาประโยชน์หรือสถานภาพ”
ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2564 ข้อ 2: “(3) กล้าตัดสินใจและยืนหยัดทำในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม กล้าคัดค้านในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
นายเอก ข้าราชการพลเรือน ได้รับการร้องขอจากนักการเมืองให้ใช้อำนาจหน้าที่ช่วยเร่งรัดการพิจารณาอนุมัติโครงการให้แก่กลุ่มผู้สนับสนุนพรรคการเมืองของตนเป็นกรณีพิเศษ เพื่อประโยชน์ในการหาเสียงเลือกตั้ง ตามประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน นายเอกควรปฏิบัติตนอย่างไรจึงจะถูกต้องเหมาะสมที่สุด
- ก. ปฏิเสธการให้สิทธิพิเศษและรักษาความเป็นกลางทางการเมืองโดยไม่อาศัยตำแหน่งหน้าที่ให้คุณแก่นักการเมือง ✓
- ข. เร่งรัดโครงการตามคำขอเพื่อรักษาความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่และสถานภาพในการทำงานของตน
- ค. เลือกปฏิบัติต่อผู้สนับสนุนพรรคการเมืองเฉพาะรายที่มีความคุ้นเคยหรือมีความสัมพันธ์ส่วนตัว
- ง. ปฏิบัติตามคำขอโดยเรียกรับเงินสนับสนุนโครงการเพื่อนำมาใช้พัฒนาประสิทธิภาพการทำงานของทีม
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ปฏิเสธการให้สิทธิพิเศษและรักษาความเป็นกลางทางการเมืองโดยไม่อาศัยตำแหน่งหน้าที่ให้คุณแก่นักการเมือง" ตามประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน ข้อ 2 (6) กำหนดให้ข้าราชการต้องรักษาความเป็นกลางทางการเมืองโดยไม่อาศัยตำแหน่งหน้าที่ซึ่งอาจมีลักษณะเป็นการให้คุณให้โทษแก่นักการเมืองและพรรคการเมือง นายเอกจึงต้องปฏิเสธการให้สิทธิพิเศษและวางตัวเป็นกลาง ไม่เอื้อประโยชน์แก่ฝ่ายการเมือง ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เร่งรัดโครงการตามคำขอเพื่อรักษาความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่และสถานภาพในการทำงานของตน" ผิด: ตามประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน ข้อ 2 (3) กำหนดว่าต้องไม่ยอมกระทำในสิ่งที่ไม่เหมาะสมเพียงเพื่อรักษาประโยชน์หรือสถานภาพของตนเอง • "เลือกปฏิบัติต่อผู้สนับสนุนพรรคการเมืองเฉพาะรายที่มีความคุ้นเคยหรือมีความสัมพันธ์ส่วนตัว" ผิด: ตามประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน ข้อ 2 (6) กำหนดว่าต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเที่ยงธรรมและไม่เลือกปฏิบัติโดยการใช้ความรู้สึกหรือความสัมพันธ์ส่วนตัว • "ปฏิบัติตามคำขอโดยเรียกรับเงินสนับสนุนโครงการเพื่อนำมาใช้พัฒนาประสิทธิภาพการทำงานของทีม" ผิด: ตามประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน ข้อ 2 (2) กำหนดว่าต้องซื่อสัตย์สุจริต และไม่แสดงออกถึงพฤติกรรมที่มีนัยเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ อ้างอิงตัวบท ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2564 ข้อ 2: “และต้องรักษาความเป็นกลางทางการเมืองโดยไม่อาศัยตำแหน่งหน้าที่” ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2564 ข้อ 2: “และไม่ยอมกระทำในสิ่งที่ไม่เหมาะสมเพียงเพื่อรักษาประโยชน์หรือสถานภาพ” ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2564 ข้อ 2: “ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเที่ยงธรรม ปราศจากอคติ และไม่เลือกปฏิบัติโดยการใช้ความรู้สึก”
ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2564 ข้อ 2: “และต้องรักษาความเป็นกลางทางการเมืองโดยไม่อาศัยตำแหน่งหน้าที่”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
นายสมศักดิ์เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้มีหน้าที่ตรวจพิจารณาคำขอรับใบอนุญาต ได้รับการร้องขอจากผู้ยื่นคำขอรายหนึ่งซึ่งเป็นคนรู้จักของผู้บังคับบัญชา ให้ลัดคิวตรวจสอบและอนุมัติให้ตนก่อนผู้ยื่นคำขอรายอื่นที่ยื่นไว้ล่วงหน้าอย่างถูกต้อง ตามพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 การปฏิบัติตนของนายสมศักดิ์ในข้อใดถูกต้องเหมาะสมที่สุด
- ก. ชะลอเรื่องของผู้ยื่นคำขอรายอื่นไว้ก่อน เพื่อให้สามารถอนุมัติคำขอของคนรู้จักได้พร้อมกันโดยไม่สะดุด
- ข. ยืนยันพิจารณาตามลำดับและระเบียบหลักเกณฑ์ เพื่อปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นธรรมและไม่เลือกปฏิบัติ ✓
- ค. เสนอให้ผู้ยื่นคำขอมอบสินน้ำใจแก่เจ้าหน้าที่ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการเร่งรัดการดำเนินงาน
- ง. อนุมัติลัดคิวให้เป็นกรณีพิเศษ เพื่อมุ่งสร้างความสัมพันธ์อันดีและลดความขัดแย้งในการทำงาน
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ยืนยันพิจารณาตามลำดับและระเบียบหลักเกณฑ์ เพื่อปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นธรรมและไม่เลือกปฏิบัติ" ตามพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 มาตรา 5 กำหนดมาตรฐานทางจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐไว้ชัดเจนว่า ต้องกล้าตัดสินใจและกระทำในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม ปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นธรรมและไม่เลือกปฏิบัติ และซื่อสัตย์สุจริตรับผิดชอบต่อหน้าที่ ดังนั้น นายสมศักดิ์จึงต้องพิจารณาคำขอตามขั้นตอนและลำดับก่อนหลังอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ชะลอเรื่องของผู้ยื่นคำขอรายอื่นไว้ก่อน เพื่อให้สามารถอนุมัติคำขอของคนรู้จักได้พร้อมกันโดยไม่สะดุด" ผิด: การดึงหรือชะลอเรื่องของผู้อื่นโดยไม่มีเหตุอันควรกระทบต่อประโยชน์ส่วนรวมและเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบธรรม • "เสนอให้ผู้ยื่นคำขอมอบสินน้ำใจแก่เจ้าหน้าที่ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการเร่งรัดการดำเนินงาน" ผิด: การแนะนำให้มอบสินน้ำใจขัดต่อมาตรฐานทางจริยธรรมในเรื่องความซื่อสัตย์สุจริต มีจิตสำนึกที่ดี และรับผิดชอบต่อหน้าที่ • "อนุมัติลัดคิวให้เป็นกรณีพิเศษ เพื่อมุ่งสร้างความสัมพันธ์อันดีและลดความขัดแย้งในการทำงาน" ผิด: การลัดขั้นตอนเพื่อเอื้อประโยชน์แก่คนรู้จักขัดต่อมาตรฐานทางจริยธรรมเรื่องการปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นธรรมและไม่เลือกปฏิบัติ อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.มาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 มาตรา 5: “(3) กล้าตัดสินใจและกระทำในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม” พ.ร.บ.มาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 มาตรา 5: “(6) ปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นธรรมและไม่เลือกปฏิบัติ”
พ.ร.บ.มาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 มาตรา 5: “(3) กล้าตัดสินใจและกระทำในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ในการประชุมคณะกรรมการมาตรฐานทางจริยธรรม (ก.ม.จ.) มีวาระพิจารณาเรื่องสำคัญซึ่งเกี่ยวกับหน่วยงานของรัฐแห่งหนึ่งโดยตรง หากที่ประชุมประสงค์จะให้หัวหน้าหน่วยงานของรัฐดังกล่าวเข้ามามีส่วนร่วมในการประชุมเพื่อประโยชน์ในการพิจารณา การดำเนินการตามพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 ต้องเป็นไปตามข้อใด
- ก. สามารถเชิญมาร่วมประชุมได้เฉพาะในฐานะผู้ให้ข้อมูลเท่านั้น โดยกฎหมายไม่อนุญาตให้มีฐานะเป็นกรรมการในการประชุม
- ข. เลขาธิการ ก.พ. มีอำนาจสั่งแต่งตั้งให้เป็นกรรมการและเลขานุการร่วม เพื่อเข้าร่วมประชุมและลงมติในเรื่องดังกล่าวได้
- ค. ก.ม.จ. อาจมีมติให้เชิญเข้าร่วมประชุมเป็นครั้งคราวในฐานะกรรมการได้ โดยมีฐานะเป็นกรรมการเฉพาะการประชุมครั้งที่ได้รับเชิญ ✓
- ง. นายกรัฐมนตรีในฐานะประธานกรรมการต้องมีคำสั่งแต่งตั้งให้เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเพิ่มเติมก่อน จึงจะเข้าร่วมประชุมได้
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ก.ม.จ. อาจมีมติให้เชิญเข้าร่วมประชุมเป็นครั้งคราวในฐานะกรรมการได้ โดยมีฐานะเป็นกรรมการเฉพาะการประชุมครั้งที่ได้รับเชิญ" ตามมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการ ก.ม.จ. อาจมีมติให้เชิญหัวหน้าหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่และอำนาจโดยตรงเกี่ยวกับเรื่องที่จะพิจารณาเข้าร่วมประชุมเป็นครั้งคราวในฐานะกรรมการด้วยก็ได้ โดยให้ผู้ที่ได้รับเชิญและมาประชุมมีฐานะเป็นกรรมการสำหรับการประชุมครั้งที่ได้รับเชิญนั้น การมีมติเชิญให้เข้าร่วมประชุมในฐานะกรรมการเฉพาะครั้งจึงเป็นการดำเนินการที่ถูกต้อง ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "สามารถเชิญมาร่วมประชุมได้เฉพาะในฐานะผู้ให้ข้อมูลเท่านั้น โดยกฎหมายไม่อนุญาตให้มีฐานะเป็นกรรมการในการประชุม" ผิด: กฎหมายเปิดช่องให้ ก.ม.จ. มีมติเชิญเข้าร่วมประชุมเป็นครั้งคราวในฐานะกรรมการได้ มิได้จำกัดให้เข้าประชุมได้เฉพาะฐานะผู้ให้ข้อมูล • "เลขาธิการ ก.พ. มีอำนาจสั่งแต่งตั้งให้เป็นกรรมการและเลขานุการร่วม เพื่อเข้าร่วมประชุมและลงมติในเรื่องดังกล่าวได้" ผิด: เลขาธิการ ก.พ. มีอำนาจแต่งตั้งเฉพาะข้าราชการในสำนักงาน ก.พ. เป็นผู้ช่วยเลขานุการได้ตามความจำเป็นเท่านั้น ไม่ใช่อำนาจแต่งตั้งหัวหน้าหน่วยงานอื่นเป็นกรรมการ • "นายกรัฐมนตรีในฐานะประธานกรรมการต้องมีคำสั่งแต่งตั้งให้เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเพิ่มเติมก่อน จึงจะเข้าร่วมประชุมได้" ผิด: กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมีจำนวนไม่เกิน 5 คน และการให้หัวหน้าหน่วยงานของรัฐเข้าประชุมเป็นครั้งคราวเป็นมติของ ก.ม.จ. ไม่ต้องแต่งตั้งเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.มาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 มาตรา 8: “มาตรา 8 ให้มีคณะกรรมการมาตรฐานทางจริยธรรมคณะหนึ่ง เรียกโดยย่อว่า “ก.ม.จ.”” พ.ร.บ.มาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 มาตรา 8: “ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ด้านจริยธรรมให้เข้าร่วมประชุมเป็นครั้งคราวในฐานะกรรมการด้วยก็ได้” พ.ร.บ.มาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 มาตรา 8: “ในกรณีเช่นนั้น ให้ผู้ที่ได้รับเชิญและมาประชุมมีฐานะเป็นกรรมการสำหรับการประชุมครั้งที่ได้รับเชิญนั้น”
พ.ร.บ.มาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 มาตรา 8: “มาตรา 8 ให้มีคณะกรรมการมาตรฐานทางจริยธรรมคณะหนึ่ง เรียกโดยย่อว่า “ก.ม.จ.””
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน การที่ข้าราชการต้องรักษาความเป็นกลางทางการเมืองโดยไม่อาศัยตำแหน่งหน้าที่ซึ่งอาจมีลักษณะเป็นการให้คุณให้โทษแก่นักการเมืองและพรรคการเมือง จัดอยู่ในการปฏิบัติตนเพื่อรักษาจริยธรรมในเรื่องใด
- ก. ดำรงตนเป็นแบบอย่างด้วยการเป็นข้าราชการที่ดีและรักษาภาพลักษณ์ของทางราชการ
- ข. คิดถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตัว และไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน
- ค. ยึดมั่นในสถาบันหลักของประเทศ อันได้แก่ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
- ง. ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเที่ยงธรรม ปราศจากอคติ และไม่เลือกปฏิบัติ ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเที่ยงธรรม ปราศจากอคติ และไม่เลือกปฏิบัติ" ตามประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน ข้อ 2 (6) กำหนดให้ข้าราชการพลเรือนปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเที่ยงธรรม ปราศจากอคติ และไม่เลือกปฏิบัติ และได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่าต้องรักษาความเป็นกลางทางการเมืองโดยไม่อาศัยตำแหน่งหน้าที่ซึ่งอาจมีลักษณะเป็นการให้คุณให้โทษแก่นักการเมืองและพรรคการเมือง ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ดำรงตนเป็นแบบอย่างด้วยการเป็นข้าราชการที่ดีและรักษาภาพลักษณ์ของทางราชการ" ผิด: ข้อนี้ว่าด้วยการปฏิบัติตนให้เป็นที่เชื่อถือศรัทธาแก่ประชาชน ความสุภาพ และการดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง • "คิดถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตัว และไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน" ผิด: ข้อนี้ว่าด้วยการเสียสละ การมีจิตสาธารณะ และการไม่กระทำการอันเป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม • "ยึดมั่นในสถาบันหลักของประเทศ อันได้แก่ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์" ผิด: ข้อนี้ว่าด้วยการแสดงออกถึงความภูมิใจในชาติ ปฏิบัติตามหลักศาสนา กฎหมาย และเทิดทูนรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ อ้างอิงตัวบท ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2564 ข้อ 2: “(6) ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเที่ยงธรรม ปราศจากอคติ และไม่เลือกปฏิบัติ” ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2564 ข้อ 2: “และต้องรักษาความเป็นกลางทางการเมืองโดยไม่อาศัยตำแหน่งหน้าที่ซึ่งอาจมีลักษณะเป็นการให้คุณให้โทษแก่นักการเมืองและพรรคการเมือง”
ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2564 ข้อ 2: “(6) ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเที่ยงธรรม ปราศจากอคติ และไม่เลือกปฏิบัติ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
นางสาวกานดา ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตรวจพบข้อผิดพลาดในรายงานคำนวณงบประมาณที่ตนเองจัดทำ ซึ่งหากปล่อยไว้อาจไม่มีใครสังเกตเห็น แต่หากเปิดเผยอาจกระทบต่อผลการประเมินการปฏิบัติงานของตนเอง ตามประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน การปฏิบัติของนางสาวกานดาในข้อใดเหมาะสมที่สุด
- ก. รายงานข้อผิดพลาดต่อผู้บังคับบัญชา และแสดงความพร้อมรับการตรวจสอบและรับผิด ✓
- ข. ปกปิดข้อมูลข้อผิดพลาดไว้ เพื่อรักษาประโยชน์และสถานภาพในการทำงานของตนเอง
- ค. ปรับแก้ข้อมูลในเอกสารย้อนหลังโดยไม่รายงาน เพื่อให้การปฏิบัติงานดูเรียบร้อย
- ง. โอนงานให้เจ้าหน้าที่คนอื่นรับผิดชอบแทน เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตั้งกรรมการสอบ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "รายงานข้อผิดพลาดต่อผู้บังคับบัญชา และแสดงความพร้อมรับการตรวจสอบและรับผิด" ตามประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน ข้อ 2 (2) กำหนดให้ข้าราชการต้องรับผิดชอบต่อหน้าที่ มีความพร้อมรับการตรวจสอบและรับผิด และข้อ 2 (3) กำหนดว่าไม่ยอมกระทำในสิ่งที่ไม่เหมาะสมเพียงเพื่อรักษาประโยชน์หรือสถานภาพของตนเอง ดังนั้น เมื่อตรวจพบข้อผิดพลาดในการปฏิบัติงาน นางสาวกานดาจึงต้องรายงานต่อผู้บังคับบัญชาและพร้อมรับการตรวจสอบตามหน้าที่ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ปกปิดข้อมูลข้อผิดพลาดไว้ เพื่อรักษาประโยชน์และสถานภาพในการทำงานของตนเอง" ผิด: ขัดกับหลักจริยธรรมที่กำหนดว่าต้องไม่ยอมกระทำในสิ่งที่ไม่เหมาะสมเพียงเพื่อรักษาประโยชน์หรือสถานภาพของตนเอง • "ปรับแก้ข้อมูลในเอกสารย้อนหลังโดยไม่รายงาน เพื่อให้การปฏิบัติงานดูเรียบร้อย" ผิด: ขัดกับหลักความซื่อสัตย์สุจริต ซึ่งต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา โปร่งใส และตรวจสอบได้ • "โอนงานให้เจ้าหน้าที่คนอื่นรับผิดชอบแทน เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตั้งกรรมการสอบ" ผิด: ขัดกับหลักการรับผิดชอบต่อหน้าที่ ซึ่งต้องมีความพร้อมรับการตรวจสอบและรับผิด อ้างอิงตัวบท ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2564 ข้อ 2: “รับผิดชอบต่อหน้าที่ มีความพร้อมรับการตรวจสอบและรับผิด” ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2564 ข้อ 2: “ไม่ยอมกระทำในสิ่งที่ไม่เหมาะสมเพียงเพื่อรักษาประโยชน์หรือสถานภาพของตนเอง”
ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2564 ข้อ 2: “รับผิดชอบต่อหน้าที่ มีความพร้อมรับการตรวจสอบและรับผิด”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
นายสมศักดิ์ ข้าราชการพลเรือน ตรวจพบว่าเพื่อนร่วมงานในหน่วยงานได้จัดทำเอกสารเบิกจ่ายงบประมาณอันเป็นเท็จเพื่อนำเงินไปใช้ประโยชน์ส่วนตน โดยเพื่อนร่วมงานได้ขอร้องไม่ให้เปิดเผยเรื่องนี้เพราะเกรงว่าจะกระทบต่อผลการประเมินภาพรวมของหน่วยงาน ตามประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน นายสมศักดิ์ควรปฏิบัติตนอย่างไรจึงจะถูกต้องและเหมาะสมที่สุด
- ก. นิ่งเฉยไม่รายงานเพราะเกรงว่าจะกระทบต่อสถานภาพและความก้าวหน้าของตนเอง
- ข. กล้ายืนหยัดทำสิ่งที่ถูกต้องและรายงานการทุจริตต่อผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ ✓
- ค. ช่วยปรับแก้เอกสารย้อนหลังให้ถูกต้องเพื่อรักษาภาพลักษณ์ของทางราชการ
- ง. ยินยอมให้เบิกจ่ายต่อไปหากมีการนำเงินบางส่วนไปใช้ประโยชน์ของส่วนรวม
Explanation: คำตอบที่ถูก: "กล้ายืนหยัดทำสิ่งที่ถูกต้องและรายงานการทุจริตต่อผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ" ตามประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน ข้อ 2 (3) กำหนดให้ข้าราชการพลเรือนต้องกล้าตัดสินใจและยืนหยัดทำในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม กล้าคัดค้านในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และกล้าเปิดเผยหรือรายงานการทุจริตประพฤติมิชอบต่อผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ โดยไม่ยอมกระทำในสิ่งที่ไม่เหมาะสมเพียงเพื่อรักษาประโยชน์หรือสถานภาพของตนเองหรือพวกพ้อง นายสมศักดิ์จึงต้องรายงานการทุจริตดังกล่าวตามหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "นิ่งเฉยไม่รายงานเพราะเกรงว่าจะกระทบต่อสถานภาพและความก้าวหน้าของตนเอง" ผิด: ประมวลจริยธรรมฯ กำหนดว่าต้องไม่ยอมกระทำในสิ่งที่ไม่เหมาะสมเพียงเพื่อรักษาประโยชน์หรือสถานภาพของตนเอง • "ช่วยปรับแก้เอกสารย้อนหลังให้ถูกต้องเพื่อรักษาภาพลักษณ์ของทางราชการ" ผิด: ประมวลจริยธรรมฯ กำหนดให้ปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาตามกฎหมายและกล้าคัดค้านในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง การช่วยแก้ไขเอกสารเท็จจึงเป็นการกระทำที่มิชอบ • "ยินยอมให้เบิกจ่ายต่อไปหากมีการนำเงินบางส่วนไปใช้ประโยชน์ของส่วนรวม" ผิด: ประมวลจริยธรรมฯ กำหนดให้ซื่อสัตย์สุจริตและไม่แสดงออกถึงพฤติกรรมที่มีนัยเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ จึงไม่อาจยินยอมให้เบิกจ่ายงบประมาณอันเป็นเท็จได้ อ้างอิงตัวบท ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2564 ข้อ 2: “(3) กล้าตัดสินใจและยืนหยัดทำในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม กล้าคัดค้านในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง” ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2564 ข้อ 2: “กล้าเปิดเผยหรือรายงานการทุจริตประพฤติมิชอบต่อผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ ใช้ดุลพินิจในการปฏิบัติหน้าที่”
ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2564 ข้อ 2: “(3) กล้าตัดสินใจและยืนหยัดทำในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม กล้าคัดค้านในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
นายวิชัยเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการตรวจรับพัสดุ แต่ตรวจพบว่าอุปกรณ์ที่คู่สัญญานำมาส่งมอบมีคุณลักษณะไม่ตรงตามสัญญาจ้าง อีกทั้งตัวแทนคู่สัญญาได้เสนอสิ่งของตอบแทนเพื่อขอให้ช่วยลงนามตรวจรับให้ผ่าน ตามพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 นายวิชัยควรปฏิบัติตนอย่างไรจึงจะถูกต้องและเหมาะสมที่สุด
- ก. หลีกเลี่ยงความขัดแย้งโดยขอลาการประชุมตรวจรับ เพื่อปล่อยให้กรรมการท่านอื่นเป็นผู้พิจารณาตัดสินใจ
- ข. ยอมตรวจรับพัสดุไปก่อนเพื่อให้งานเสร็จทันกำหนดเวลา แล้วค่อยประสานให้คู่สัญญานำของมาเปลี่ยนภายหลัง
- ค. ปฏิเสธการรับสิ่งของตอบแทนและไม่ลงนามตรวจรับพัสดุที่ไม่ถูกต้อง พร้อมรายงานข้อเท็จจริงตามหน้าที่ ✓
- ง. ตรวจรับพัสดุและยอมรับสิ่งของตอบแทนไว้ เพื่อนำไปบริจาคเป็นสาธารณประโยชน์แก่ส่วนรวมของหน่วยงาน
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ปฏิเสธการรับสิ่งของตอบแทนและไม่ลงนามตรวจรับพัสดุที่ไม่ถูกต้อง พร้อมรายงานข้อเท็จจริงตามหน้าที่" ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 กำหนดมาตรฐานทางจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐว่าต้อง 'ซื่อสัตย์สุจริต มีจิตสำนึกที่ดี และรับผิดชอบต่อหน้าที่' ตลอดจน 'กล้าตัดสินใจและกระทำในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม' ดังนั้น เมื่อพัสดุไม่ถูกต้องตามสัญญาและมีการเสนอสิ่งตอบแทน นายวิชัยจึงต้องปฏิเสธสิ่งตอบแทน ไม่ลงนามรับพัสดุ และรายงานตามข้อเท็จจริง การรับของตอบแทนหรือการหลีกเลี่ยงหน้าที่ล้วนเป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรม ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "หลีกเลี่ยงความขัดแย้งโดยขอลาการประชุมตรวจรับ เพื่อปล่อยให้กรรมการท่านอื่นเป็นผู้พิจารณาตัดสินใจ" ผิด: การละเว้นไม่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อเลี่ยงความขัดแย้งขัดต่อหลักการรับผิดชอบต่อหน้าที่และความกล้าตัดสินใจในสิ่งที่ถูกต้อง • "ยอมตรวจรับพัสดุไปก่อนเพื่อให้งานเสร็จทันกำหนดเวลา แล้วค่อยประสานให้คู่สัญญานำของมาเปลี่ยนภายหลัง" ผิด: การตรวจรับพัสดุที่ไม่ถูกต้องตามสัญญาขัดต่อหลักความซื่อสัตย์สุจริตและหน้าที่ความรับผิดชอบ • "ตรวจรับพัสดุและยอมรับสิ่งของตอบแทนไว้ เพื่อนำไปบริจาคเป็นสาธารณประโยชน์แก่ส่วนรวมของหน่วยงาน" ผิด: การรับสิ่งตอบแทนและตรวจรับของที่ไม่ถูกต้องขัดต่อหลักความซื่อสัตย์สุจริตแม้จะอ้างประโยชน์ส่วนรวม อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.มาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 มาตรา 5: “(2) ซื่อสัตย์สุจริต มีจิตสำนึกที่ดี และรับผิดชอบต่อหน้าที่” พ.ร.บ.มาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 มาตรา 5: “(3) กล้าตัดสินใจและกระทำในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม”
พ.ร.บ.มาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 มาตรา 5: “(2) ซื่อสัตย์สุจริต มีจิตสำนึกที่ดี และรับผิดชอบต่อหน้าที่”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 บุคคลใดทำหน้าที่เป็นรองประธานกรรมการในคณะกรรมการมาตรฐานทางจริยธรรม (ก.ม.จ.)
- ก. รองนายกรัฐมนตรีซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมาย
- ข. เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน
- ค. ผู้แทนคณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นที่ได้รับมอบหมาย
- ง. ผู้แทนคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนที่ได้รับมอบหมาย ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ผู้แทนคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนที่ได้รับมอบหมาย" ตามมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 กำหนดให้ผู้แทนคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนที่ได้รับมอบหมาย ดำรงตำแหน่งเป็นรองประธานกรรมการใน ก.ม.จ. โดยมีนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายเป็นประธานกรรมการ และมีเลขาธิการ ก.พ. เป็นกรรมการและเลขานุการ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "รองนายกรัฐมนตรีซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมาย" ผิด: กฎหมายกำหนดให้เป็นประธานกรรมการในกรณีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย • "เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน" ผิด: กฎหมายกำหนดให้เป็นกรรมการและเลขานุการ ไม่ใช่รองประธานกรรมการ • "ผู้แทนคณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นที่ได้รับมอบหมาย" ผิด: กฎหมายกำหนดให้เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง ไม่ใช่รองประธานกรรมการ อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.มาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 มาตรา 8: “(2) ผู้แทนคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนที่ได้รับมอบหมาย เป็นรองประธานกรรมการ” พ.ร.บ.มาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 มาตรา 8: “(1) นายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมาย เป็นประธานกรรมการ” พ.ร.บ.มาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 มาตรา 8: “ให้เลขาธิการ ก.พ. เป็นกรรมการและเลขานุการ”
พ.ร.บ.มาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 มาตรา 8: “(2) ผู้แทนคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนที่ได้รับมอบหมาย เป็นรองประธานกรรมการ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ในการประชุมเตรียมการจัดทำประมวลจริยธรรมขององค์กรกลางบริหารงานบุคคลแห่งหนึ่ง หลังจากที่คณะกรรมการมาตรฐานทางจริยธรรม (ก.ม.จ.) ได้ประกาศกำหนดหลักเกณฑ์การจัดทำประมวลจริยธรรมแล้ว นิติกรผู้รับผิดชอบควรเสนอแนวทางการดำเนินงานเกี่ยวกับกรอบระยะเวลาอย่างไร จึงจะถูกต้องตามพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562
- ก. จัดทำประมวลจริยธรรมให้แล้วเสร็จตามระยะเวลาที่ ก.ม.จ. กำหนด ✓
- ข. กำหนดระยะเวลาการจัดทำได้เองตามความเหมาะสมของภาระงานในองค์กร
- ค. ชะลอการจัดทำไว้จนกว่าองค์กรกลางบริหารงานบุคคลอื่นจะจัดทำเสร็จ
- ง. จัดทำประมวลจริยธรรมให้แล้วเสร็จตามระยะเวลาที่คณะรัฐมนตรีกำหนด
Explanation: คำตอบที่ถูก: "จัดทำประมวลจริยธรรมให้แล้วเสร็จตามระยะเวลาที่ ก.ม.จ. กำหนด" ตามมาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 กำหนดว่าเมื่อ ก.ม.จ. ได้ประกาศกำหนดหลักเกณฑ์การจัดทำประมวลจริยธรรมแล้ว ให้องค์กรกลางบริหารงานบุคคลจัดทำประมวลจริยธรรมให้แล้วเสร็จตามระยะเวลาที่ ก.ม.จ. กำหนด ดังนั้น นิติกรจึงต้องเสนอให้จัดทำประมวลจริยธรรมให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่ ก.ม.จ. กำหนดไว้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "กำหนดระยะเวลาการจัดทำได้เองตามความเหมาะสมของภาระงานในองค์กร" ผิด: กฎหมายมิได้ให้องค์กรกลางบริหารงานบุคคลกำหนดระยะเวลาได้เอง แต่ต้องเป็นไปตามระยะเวลาที่ ก.ม.จ. กำหนด • "ชะลอการจัดทำไว้จนกว่าองค์กรกลางบริหารงานบุคคลอื่นจะจัดทำเสร็จ" ผิด: กฎหมายมิได้เปิดช่องให้ชะลอการจัดทำเพื่อรอองค์กรอื่น แต่ต้องจัดทำตามระยะเวลาที่ ก.ม.จ. กำหนด • "จัดทำประมวลจริยธรรมให้แล้วเสร็จตามระยะเวลาที่คณะรัฐมนตรีกำหนด" ผิด: กฎหมายกำหนดให้แล้วเสร็จตามระยะเวลาที่ ก.ม.จ. กำหนด มิใช่ตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนด อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.มาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 มาตรา 21: “มาตรา 21 เมื่อ ก.ม.จ. ได้ประกาศกำหนดหลักเกณฑ์การจัดทำประมวลจริยธรรม ตามมาตรา 14 แล้ว ให้องค์กรกลางบริหารงานบุคคลและองค์กรตามมาตรา 6 วรรคสอง จัดทำ ประมวลจริยธรรมให้แล้วเสร็จตามระยะเวลาที่ ก.ม.จ. กำหนด”
พ.ร.บ.มาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 มาตรา 21: “มาตรา 21 เมื่อ ก.ม.จ. ได้ประกาศกำหนดหลักเกณฑ์การจัดทำประมวลจริยธรรม ตามมาตรา 14 แล้ว ให้องค์กรกลางบริหารงานบุคคลและองค์กรตามมาตรา 6 วรรคสอง จัดทำ ประมวลจริยธรรมให้แล้วเสร็จตามระยะเวลาที่ ก.ม.จ. กำหนด”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
นายสมศักดิ์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ได้รับมอบหมายให้ตรวจสอบโครงการหนึ่งและพบการจัดทำเอกสารเบิกจ่ายเงินอันเป็นเท็จ แต่ผู้บังคับบัญชาเตือนว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับผู้มีอิทธิพลและอาจกระทบต่อความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่ของตนเอง ตามประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน นายสมศักดิ์ควรปฏิบัติตนอย่างไรจึงจะถูกต้องเหมาะสมที่สุด
- ก. ยอมยุติการตรวจสอบเรื่องดังกล่าวและปล่อยผ่านไปตามคำเตือนของผู้บังคับบัญชา เพื่อรักษาความก้าวหน้าและความปลอดภัยในตำแหน่งหน้าที่ของตนเอง
- ข. รายงานการทุจริตประพฤติมิชอบต่อผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ โดยไม่ยอมละเว้นเพื่อรักษาประโยชน์หรือสถานภาพของตนเอง ✓
- ค. ปฏิบัติตามคำเตือนของผู้บังคับบัญชาโดยไม่ทักท้วงหรือรายงานต่อผู้ใด เพื่อรักษาความสัมพันธ์อันดีและความสามัคคีในการทำงานร่วมกันเป็นทีมในองค์กร
- ง. ใช้ดุลพินิจช่วยเหลือแก้ไขเอกสารที่เบิกจ่ายเท็จให้ถูกต้อง เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งกับผู้มีอิทธิพลและรักษาภาพลักษณ์ของหน่วยงานราชการ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "รายงานการทุจริตประพฤติมิชอบต่อผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ โดยไม่ยอมละเว้นเพื่อรักษาประโยชน์หรือสถานภาพของตนเอง" ตามประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน ข้อ 2 กำหนดให้ข้าราชการพลเรือนต้องกล้าตัดสินใจและยืนหยัดทำในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม กล้าเปิดเผยหรือรายงานการทุจริตประพฤติมิชอบต่อผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ และไม่ยอมกระทำในสิ่งที่ไม่เหมาะสมเพียงเพื่อรักษาประโยชน์หรือสถานภาพของตนเอง ดังนั้น เมื่อตรวจพบการจัดทำเอกสารเบิกจ่ายเงินอันเป็นเท็จ นายสมศักดิ์จึงต้องรายงานต่อผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ แม้จะมีความกังวลเรื่องผลกระทบต่อตำแหน่งหน้าที่ก็ตาม ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ยอมยุติการตรวจสอบเรื่องดังกล่าวและปล่อยผ่านไปตามคำเตือนของผู้บังคับบัญชา เพื่อรักษาความก้าวหน้าและความปลอดภัยในตำแหน่งหน้าที่ของตนเอง" ผิด: ข้าราชการต้องไม่ยอมกระทำในสิ่งที่ไม่เหมาะสมเพียงเพื่อรักษาประโยชน์หรือสถานภาพของตนเอง และต้องกล้าคัดค้านในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง • "ปฏิบัติตามคำเตือนของผู้บังคับบัญชาโดยไม่ทักท้วงหรือรายงานต่อผู้ใด เพื่อรักษาความสัมพันธ์อันดีและความสามัคคีในการทำงานร่วมกันเป็นทีมในองค์กร" ผิด: ข้าราชการต้องกล้าเปิดเผยหรือรายงานการทุจริตประพฤติมิชอบต่อผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ ไม่ใช่ละเลยเพื่อรักษาความสัมพันธ์ส่วนตัว • "ใช้ดุลพินิจช่วยเหลือแก้ไขเอกสารที่เบิกจ่ายเท็จให้ถูกต้อง เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งกับผู้มีอิทธิพลและรักษาภาพลักษณ์ของหน่วยงานราชการ" ผิด: ข้าราชการต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ไม่ช่วยเหลือปกปิดหรือแก้ไขการกระทำทุจริตเพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง อ้างอิงตัวบท ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2564 ข้อ 2: “ข้อ 2 ข้าราชการพลเรือนพึงปฏิบัติตนเพื่อรักษาจริยธรรม ดังต่อไปนี้” ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2564 ข้อ 2: “กล้าเปิดเผยหรือรายงานการทุจริตประพฤติมิชอบต่อผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ ใช้ดุลพินิจในการปฏิบัติหน้าที่” ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2564 ข้อ 2: “โดยปราศจากอคติ และไม่ยอมกระทำในสิ่งที่ไม่เหมาะสมเพียงเพื่อรักษาประโยชน์หรือสถานภาพ”
ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2564 ข้อ 2: “ข้อ 2 ข้าราชการพลเรือนพึงปฏิบัติตนเพื่อรักษาจริยธรรม ดังต่อไปนี้”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน การปฏิบัติตนในข้อใดจัดอยู่ในการรักษาจริยธรรมด้าน "คิดถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตัว"
- ก. ไม่แสดงออกถึงพฤติกรรมที่มีนัยเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ รับผิดชอบต่อหน้าที่
- ข. ไม่ยอมกระทำในสิ่งที่ไม่เหมาะสมเพียงเพื่อรักษาประโยชน์หรือสถานภาพของตนเอง
- ค. ไม่ประกอบกิจการหรือเข้าไปเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์อันเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ของตน ✓
- ง. ไม่อาศัยตำแหน่งหน้าที่ซึ่งอาจมีลักษณะเป็นการให้คุณให้โทษแก่นักการเมืองและพรรคการเมือง
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ไม่ประกอบกิจการหรือเข้าไปเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์อันเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ของตน" ตามข้อ 2 (4) ของประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน กำหนดให้ข้าราชการพึงปฏิบัติตนในด้านการคิดถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตัว โดยต้องไม่กระทำการอันมีลักษณะเป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและส่วนรวม และไม่ประกอบกิจการหรือเข้าไปเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์อันเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ของตน ส่วนตัวเลือกอื่นเป็นข้อปฏิบัติตามจริยธรรมด้านความซื่อสัตย์สุจริต ด้านความกล้าตัดสินใจ และด้านการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเที่ยงธรรม ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ไม่แสดงออกถึงพฤติกรรมที่มีนัยเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ รับผิดชอบต่อหน้าที่" ผิด: การไม่แสดงออกถึงพฤติกรรมที่มีนัยเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบและรับผิดชอบต่อหน้าที่ จัดอยู่ในการรักษาจริยธรรมด้านซื่อสัตย์สุจริต • "ไม่ยอมกระทำในสิ่งที่ไม่เหมาะสมเพียงเพื่อรักษาประโยชน์หรือสถานภาพของตนเอง" ผิด: การไม่ยอมกระทำในสิ่งที่ไม่เหมาะสมเพื่อรักษาประโยชน์หรือสถานภาพของตนเอง จัดอยู่ในการรักษาจริยธรรมด้านกล้าตัดสินใจและยืนหยัดทำในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม • "ไม่อาศัยตำแหน่งหน้าที่ซึ่งอาจมีลักษณะเป็นการให้คุณให้โทษแก่นักการเมืองและพรรคการเมือง" ผิด: การไม่อาศัยตำแหน่งหน้าที่ให้คุณให้โทษแก่นักการเมือง จัดอยู่ในการรักษาจริยธรรมด้านปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเที่ยงธรรม ปราศจากอคติ และไม่เลือกปฏิบัติ อ้างอิงตัวบท ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2564 ข้อ 2: “ข้อ 2 ข้าราชการพลเรือนพึงปฏิบัติตนเพื่อรักษาจริยธรรม ดังต่อไปนี้” ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2564 ข้อ 2: “(4) คิดถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตัว ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน เสียสละ มีจิตสาธารณะ สามารถแยกเรื่องส่วนตัวออกจากหน้าที่การงาน” ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2564 ข้อ 2: “ไม่กระทำการอันมีลักษณะ เป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม และไม่ประกอบกิจการหรือเข้าไป เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์อันเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ของตน”
ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2564 ข้อ 2: “ข้อ 2 ข้าราชการพลเรือนพึงปฏิบัติตนเพื่อรักษาจริยธรรม ดังต่อไปนี้”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
นายสมศักดิ์ ข้าราชการพลเรือน ตรวจพบพฤติการณ์ส่อไปในทางทุจริตประพฤติมิชอบในการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงาน แต่เกรงว่าหากดำเนินการใดๆ อาจกระทบต่อความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่ของตน ตามประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน นายสมศักดิ์ควรปฏิบัติตนอย่างไรจึงจะเหมาะสมที่สุด
- ก. ปกปิดข้อมูลข่าวสารเพื่อป้องกันมิให้บุคคลภายนอกเข้ามาตรวจสอบและเพื่อรักษาภาพลักษณ์ชื่อเสียงของหน่วยงาน
- ข. ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความผ่อนปรนและช่วยเหลือผู้กระทำผิดโดยอาศัยความสัมพันธ์ส่วนตัวเพื่อลดความขัดแย้งภายในองค์กร
- ค. ยอมละเว้นการคัดค้านสิ่งที่ไม่ถูกต้องและนิ่งเฉยต่อเรื่องดังกล่าวเพื่อรักษาความก้าวหน้าในสถานภาพตำแหน่งหน้าที่ของตนเอง
- ง. ยืนหยัดทำสิ่งที่ถูกต้องและรายงานการทุจริตต่อผู้มีหน้าที่รับผิดชอบโดยไม่กระทำสิ่งที่ไม่เหมาะสมเพื่อประโยชน์ของตน ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ยืนหยัดทำสิ่งที่ถูกต้องและรายงานการทุจริตต่อผู้มีหน้าที่รับผิดชอบโดยไม่กระทำสิ่งที่ไม่เหมาะสมเพื่อประโยชน์ของตน" ตามประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน ข้อ 2 (3) กำหนดให้ข้าราชการพลเรือนต้องกล้าตัดสินใจและยืนหยัดทำในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม กล้าเปิดเผยหรือรายงานการทุจริตประพฤติมิชอบต่อผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ และไม่ยอมกระทำในสิ่งที่ไม่เหมาะสมเพียงเพื่อรักษาประโยชน์หรือสถานภาพของตนเอง การรายงานการทุจริตจึงเป็นการปฏิบัติที่ถูกต้องตามจริยธรรมที่สุด ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ปกปิดข้อมูลข่าวสารเพื่อป้องกันมิให้บุคคลภายนอกเข้ามาตรวจสอบและเพื่อรักษาภาพลักษณ์ชื่อเสียงของหน่วยงาน" ผิด: ตามประมวลจริยธรรมฯ ข้อ 2 (2) และ (5) ข้าราชการต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเปิดเผยข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง มิใช่ปกปิดเพื่อเลี่ยงการตรวจสอบ • "ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความผ่อนปรนและช่วยเหลือผู้กระทำผิดโดยอาศัยความสัมพันธ์ส่วนตัวเพื่อลดความขัดแย้งภายในองค์กร" ผิด: ตามประมวลจริยธรรมฯ ข้อ 2 (6) ข้าราชการต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเที่ยงธรรม ปราศจากอคติ และไม่เลือกปฏิบัติโดยการใช้ความรู้สึกหรือความสัมพันธ์ส่วนตัว • "ยอมละเว้นการคัดค้านสิ่งที่ไม่ถูกต้องและนิ่งเฉยต่อเรื่องดังกล่าวเพื่อรักษาความก้าวหน้าในสถานภาพตำแหน่งหน้าที่ของตนเอง" ผิด: ตามประมวลจริยธรรมฯ ข้อ 2 (3) ข้าราชการต้องกล้าคัดค้านในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และไม่ยอมกระทำในสิ่งที่ไม่เหมาะสมเพียงเพื่อรักษาประโยชน์หรือสถานภาพของตนเอง อ้างอิงตัวบท ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2564 ข้อ 2: “กล้าเปิดเผยหรือรายงานการทุจริตประพฤติมิชอบต่อผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ ใช้ดุลพินิจในการปฏิบัติหน้าที่” ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2564 ข้อ 2: “โดยปราศจากอคติ และไม่ยอมกระทำในสิ่งที่ไม่เหมาะสมเพียงเพื่อรักษาประโยชน์หรือสถานภาพ”
ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2564 ข้อ 2: “กล้าเปิดเผยหรือรายงานการทุจริตประพฤติมิชอบต่อผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ ใช้ดุลพินิจในการปฏิบัติหน้าที่”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
Exam Simulator
Start a snapshot-based practice or real-exam attempt.
Exam Preview
What an approved exam looks like to a test-taker.
ภาค ก ก.พ. ความรู้และลักษณะการเป็นข้าราชการที่ดี: ชุดที่ 1
Time limit: 244 minutes
1. ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการให้เป็นไปตามหลักการบริหารราชการแผ่นดิน กฎหมายกำหนดว่าอาจตราเป็นกฎหมายลำดับศักดิ์ใด เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการปฏิบัติราชการและการสั่งการให้ส่วนราชการและข้าราชการปฏิบัติ
- ก. ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา
- ข. ออกเป็นระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี
- ค. ตราเป็นพระราชบัญญัติ
- ง. ออกเป็นกฎกระทรวง
2. ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ในกรณีที่มีการจัดกลุ่มภารกิจขึ้นภายในกระทรวง ข้อใดระบุหลักเกณฑ์ได้ถูกต้อง
- ก. การกำหนดให้ส่วนราชการระดับกรมตั้งแต่สองส่วนราชการขึ้นไปอยู่ภายใต้กลุ่มภารกิจเดียวกัน ต้องตราเป็นพระราชกฤษฎีกา
- ข. หัวหน้ากลุ่มภารกิจที่ขึ้นตรงต่อรัฐมนตรี ต้องรายงานผลการดำเนินงานต่อปลัดกระทรวงตามที่กำหนดโดยกฎกระทรวง
- ค. ผู้ดำรงตำแหน่งหัวหน้ากลุ่มภารกิจต้องได้รับการคัดเลือกและแต่งตั้งจากผู้ที่ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงเท่านั้น
- ง. กระทรวงที่มิได้จัดให้มีกลุ่มภารกิจ แม้จะมีปริมาณงานราชการมากเป็นพิเศษ ก็ไม่อาจมีรองปลัดกระทรวงเพิ่มขึ้นเป็นสองคนได้
3. อธิบดีกรมแห่งหนึ่งได้มีหนังสือมอบอำนาจการปฏิบัติราชการเรื่องหนึ่งให้แก่ผู้อำนวยการกอง แต่ผู้อำนวยการกองเห็นว่าตนเองมีภาระงานล้นมือ จึงทำหนังสือแจ้งขอปฏิเสธไม่รับการมอบอำนาจดังกล่าว การกระทำของผู้อำนวยการกองชอบด้วยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดินหรือไม่
- ก. ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะการปฏิเสธการรับมอบอำนาจต้องทำเป็นหนังสือเสนอขออนุมัติต่อปลัดกระทรวง
- ข. ชอบด้วยกฎหมาย เพราะการมอบอำนาจจะผูกพันผู้รับมอบอำนาจก็ต่อเมื่อผู้รับมอบอำนาจให้ความยินยอมก่อน
- ค. ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะเมื่อมีการมอบอำนาจแล้ว ผู้รับมอบอำนาจมีหน้าที่ต้องรับมอบอำนาจนั้น
- ง. ชอบด้วยกฎหมาย เพราะผู้รับมอบอำนาจมีสิทธิปฏิเสธได้หากพิจารณาแล้วเห็นว่ามีภาระงานเกินขีดความสามารถ
4. ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งเลขานุการกรม หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ การแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนต้องดำเนินการตามข้อใด
- ก. ให้ปลัดกระทรวงแต่งตั้งข้าราชการในกรมคนหนึ่งซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าหัวหน้ากองหรือเทียบเท่า
- ข. ให้ปลัดกระทรวงแต่งตั้งข้าราชการในกรมคนหนึ่งซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่ารองอธิบดีหรือเทียบเท่า
- ค. ให้อธิบดีแต่งตั้งข้าราชการในกรมคนหนึ่งซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่ารองอธิบดีหรือเทียบเท่า
- ง. ให้อธิบดีแต่งตั้งข้าราชการในกรมคนหนึ่งซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าหัวหน้ากองหรือเทียบเท่า
5. ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ข้อใดอธิบายสถานะทางกฎหมายและการจัดตั้งจังหวัดได้ถูกต้อง
- ก. จังหวัดมีฐานะเป็นนิติบุคคล และการตั้ง ยุบ หรือเปลี่ยนแปลงเขตจังหวัดให้ตราเป็นพระราชบัญญัติ
- ข. จังหวัดมีฐานะเป็นนิติบุคคล และการตั้ง ยุบ หรือเปลี่ยนแปลงเขตจังหวัดให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา
- ค. จังหวัดไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล และการตั้ง ยุบ หรือเปลี่ยนแปลงเขตจังหวัดให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา
- ง. จังหวัดไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล และการตั้ง ยุบ หรือเปลี่ยนแปลงเขตจังหวัดให้ตราเป็นพระราชบัญญัติ
6. อำเภอแห่งหนึ่งมีกรณีจำเป็นต้องบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมาย แต่เมื่อตรวจสอบบทบัญญัติของกฎหมายฉบับนั้นแล้ว พบว่ามิได้ระบุว่าการปฏิบัติตามกฎหมายเป็นหน้าที่ของผู้ใดโดยเฉพาะ ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 การรักษาการให้เป็นไปตามกฎหมายดังกล่าวในเขตอำเภอเป็นหน้าที่ของบุคคลใด
- ก. ผู้ว่าราชการจังหวัดนั้น
- ข. นายอำเภอแห่งท้องที่นั้น
- ค. ปลัดอำเภอผู้มีอาวุโสสูงสุด
- ง. หัวหน้าส่วนราชการประจำอำเภอ
7. ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 คำสั่งหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ที่ 38/2519 ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2519 มีผลบังคับใช้อย่างไร
- ก. ให้มีผลยกเลิกและห้ามใช้แก่เจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย
- ข. ให้นำมาใช้บังคับเฉพาะกรณีทำผิดวินัยร้ายแรง
- ค. มิให้นำมาใช้บังคับแก่ข้าราชการพลเรือน
- ง. ให้คงมีผลใช้บังคับแก่ข้าราชการพลเรือนต่อไป
8. ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 การแต่งตั้งคณะอนุกรรมการวิสามัญ (อ.ก.พ. วิสามัญ) เพื่อทำการใด ๆ แทน ก.พ. มีหลักเกณฑ์ตามข้อใด
- ก. เลขาธิการ ก.พ. มีอำนาจแต่งตั้ง โดยกำหนดคุณสมบัติและวาระการดำรงตำแหน่งไว้ในประกาศสำนักงาน ก.พ.
- ข. นายกรัฐมนตรีมีอำนาจแต่งตั้ง โดยกำหนดคุณสมบัติและวาระการดำรงตำแหน่งไว้ในกฎกระทรวง
- ค. คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมมีอำนาจแต่งตั้ง โดยกำหนดคุณสมบัติและวาระการดำรงตำแหน่งไว้ในระเบียบ ก.พ.ค.
- ง. ก.พ. มีอำนาจแต่งตั้ง โดยกำหนดคุณสมบัติและวาระการดำรงตำแหน่งไว้ในกฎ ก.พ.
9. กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ได้ดำเนินการคัดเลือกข้าราชการพลเรือนสามัญเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประเภทอำนวยการระดับต้นที่ว่างลง ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน การสั่งแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวต้องดำเนินการอย่างไร
- ก. อธิบดีกรมการปกครองเป็นผู้มีอำนาจสั่งแต่งตั้ง เมื่อได้รับความเห็นชอบจากปลัดกระทรวงมหาดไทย
- ข. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้มีอำนาจสั่งแต่งตั้ง เมื่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติแล้ว
- ค. ปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้มีอำนาจสั่งแต่งตั้ง เมื่อได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรีเจ้าสังกัด
- ง. อธิบดีกรมการปกครองเป็นผู้มีอำนาจสั่งแต่งตั้งได้เอง โดยไม่ต้องขอความเห็นชอบจากผู้บังคับบัญชา
10. ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 การเสริมสร้างและพัฒนาให้ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชามีวินัย และป้องกันมิให้ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชากระทำผิดวินัย ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้บังคับบัญชานั้น ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ผู้ใดกำหนด
- ก. คณะรัฐมนตรี
- ข. ก.พ.
- ค. นายกรัฐมนตรี
- ง. ก.พ.ค.
11. ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการดำเนินการทางวินัย
- ก. การดำเนินการทางวินัยไม่ว่ากรณีใดต้องแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นทำการสอบสวนก่อนมีคำสั่งลงโทษเสมอ
- ข. หลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาเกี่ยวกับการดำเนินการทางวินัย ให้กำหนดเป็นระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี
- ค. กรณีที่เป็นความผิดที่ปรากฏชัดแจ้งตามที่กำหนดในกฎ ก.พ. จะดำเนินการทางวินัยโดยไม่ต้องสอบสวนก็ได้
- ง. กรณีที่เป็นความผิดที่ปรากฏชัดแจ้งตามที่กำหนดในกฎ ก.พ. ต้องส่งเรื่องให้ อ.ก.พ. กระทรวงพิจารณาก่อนเสมอ
12. นายดำรง ข้าราชการพลเรือนสามัญ ถูกตั้งกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง และผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุได้สั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนเพื่อรอฟังผลการสอบสวน ต่อมาผลการสอบสวนปรากฏว่านายดำรงกระทำผิดไม่ถึงกับจะถูกลงโทษปลดออกหรือไล่ออก และไม่มีกรณีที่จะต้องออกจากราชการด้วยเหตุอื่น ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน ผู้มีอำนาจสั่งบรรจุดังกล่าวจะต้องดำเนินการอย่างไรต่อนายดำรง
- ก. สั่งให้ออกจากราชการเพื่อรับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทนเนื่องจากถือว่าเคยมีมลทินมัวหมอง
- ข. สั่งให้รอการบรรจุกลับเข้ารับราชการไว้ก่อนจนกว่าจะพ้นกำหนดเวลาหนึ่งปีนับแต่วันสั่ง
- ค. ส่งเรื่องให้คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมพิจารณาและมีคำสั่งให้กลับเข้ารับราชการ
- ง. สั่งให้กลับเข้ารับราชการในตำแหน่งเดิมหรือตำแหน่งอื่นในประเภทและระดับเดียวกัน
13. ตามพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 หน่วยงานในข้อใดไม่รวมอยู่ในนิยามของคำว่า “หน่วยงานของรัฐ”
- ก. หน่วยงานธุรการของรัฐสภา
- ข. ส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม
- ค. หน่วยงานอื่นของรัฐในฝ่ายบริหาร
- ง. องค์การมหาชนหรือรัฐวิสาหกิจ
14. นายสมชายเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ได้รับแรงกดดันจากผู้มีอิทธิพลให้ลงนามอนุมัติโครงการที่เอกสารด้านความปลอดภัยยังไม่ถูกต้องครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด ตามพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 การกระทำในข้อใดของนายสมชายเหมาะสมและสอดคล้องกับมาตรฐานทางจริยธรรมมากที่สุด
- ก. โอนเรื่องให้เพื่อนร่วมงานเป็นผู้ลงนามแทนตนเพื่อจะได้ไม่ต้องรับผิดชอบต่อผลที่ตามมา
- ข. กล้าตัดสินใจและกระทำในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรมโดยไม่อนุมัติโครงการที่ไม่ถูกต้อง
- ค. ยอมอนุมัติโครงการไปก่อนเพื่อความรวดเร็วของงานราชการแล้วค่อยเรียกเอกสารเพิ่มภายหลัง
- ง. อนุมัติโครงการตามคำสั่งทันทีเพื่อรักษาความสัมพันธ์ที่ดีและหลีกเลี่ยงข้อขัดแย้ง
15. หน่วยงานของรัฐแห่งหนึ่งพบปัญหาเจ้าหน้าที่เปิดเผยข้อมูลราชการลงในสื่อสังคมออนไลน์และรับของขวัญจากผู้มาติดต่อ หัวหน้าหน่วยงานจึงต้องการกำหนดแนวทางปฏิบัติด้านจริยธรรมให้เข้มงวดและสอดคล้องกับภารกิจเฉพาะของตนเพิ่มเติมจากประมวลจริยธรรมที่มีอยู่ ตามพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 หน่วยงานดังกล่าวควรดำเนินการอย่างไรจึงจะถูกต้องที่สุด
- ก. จัดทำข้อกำหนดจริยธรรมขึ้นใช้บังคับได้ทันทีโดยอิสระ โดยไม่ต้องอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ของ ก.ม.จ.
- ข. ไม่สามารถจัดทำข้อกำหนดเพิ่มเติมได้ เพราะเป็นหน้าที่ขององค์กรกลางบริหารงานบุคคลเท่านั้น
- ค. จัดทำข้อกำหนดจริยธรรมขึ้นเพิ่มเติมได้ โดยต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ ก.ม.จ. กำหนด
- ง. ไม่สามารถจัดทำข้อกำหนดเพิ่มเติมได้ เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีก่อนดำเนินการ
16. ตามพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 เมื่อ ก.ม.จ. ได้ประกาศกำหนดหลักเกณฑ์การจัดทำประมวลจริยธรรมแล้ว องค์กรกลางบริหารงานบุคคลและองค์กรที่เกี่ยวข้องจะต้องจัดทำประมวลจริยธรรมให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาใด
- ก. ภายใน 180 วันนับแต่มีประกาศ
- ข. ภายใน 1 ปีนับแต่วันที่มีประกาศ
- ค. ตามระยะเวลาที่คณะรัฐมนตรีกำหนด
- ง. ตามระยะเวลาที่ ก.ม.จ. กำหนด
17. ตามประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน ในกรณีที่ข้าราชการตรวจพบการกระทำทุจริตในหน่วยงาน และถูกกดดันให้เพิกเฉยเพื่อไม่ให้กระทบต่อผลการประเมินความดีความชอบของตนเอง ข้าราชการผู้นั้นพึงปฏิบัติตนอย่างไรจึงจะถูกต้องเหมาะสมที่สุด
- ก. ยืนหยัดทำสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม กล้าคัดค้าน และรายงานการทุจริตประพฤติมิชอบต่อผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ
- ข. ปฏิบัติตามระบบการทำงานเป็นทีมโดยร่วมยินยอมปกปิดข้อมูลการกระทำผิดเพื่อรักษาภาพลักษณ์ของหน่วยงาน
- ค. ยอมปฏิบัติตามแรงกดดันและวางเฉยต่อเรื่องดังกล่าวเพื่อรักษาประโยชน์ความก้าวหน้าหรือสถานภาพของตนเอง
- ง. ใช้ดุลพินิจช่วยเหลือผ่อนปรนให้แก่ผู้ร่วมงานที่มีความสนิทสนมเป็นกรณีพิเศษเพื่อรักษาความสามัคคีในองค์กร
18. นายชัชวาล ข้าราชการพลเรือนสามัญ ปฏิบัติงานคำนวณเงินช่วยเหลือเยียวยาประชาชนผิดพลาดจนทำให้เบิกจ่ายเงินเกินไปจากระเบียบ เมื่อตรวจพบข้อผิดพลาดดังกล่าว ตามประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน นายชัชวาลควรปฏิบัติตนอย่างไรจึงจะเหมาะสมที่สุด
- ก. แก้ไขข้อมูลในระบบย้อนหลังให้ตรงกับยอดเงินที่จ่าย เพื่อมิให้ผู้บังคับบัญชาตรวจสอบพบความผิดพลาด
- ข. รายงานข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมาต่อผู้บังคับบัญชา พร้อมแสดงความพร้อมรับการตรวจสอบและรับผิด
- ค. ปัดภาระการรับผิดชอบให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้จัดเตรียมเอกสาร เพื่อรักษาประโยชน์และสถานภาพของตนเอง
- ง. ปิดเงียบเรื่องเงินที่จ่ายเกินไว้แล้วเร่งทำงานอื่นชดเชย เพื่อมุ่งผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพของงาน
19. ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ในกรณีที่มีการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการแทนตำแหน่งที่ว่างลงในระหว่างที่กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอื่นยังมีวาระอยู่ในตำแหน่ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้รับแต่งตั้งแทนจะมีวาระการดำรงตำแหน่งเพียงใด
- ก. เท่ากับระยะเวลาจนสิ้นสุดปีงบประมาณที่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง
- ข. เท่ากับวาระปกติคือสี่ปีนับแต่วันที่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง
- ค. เท่ากับเวลาที่เหลืออยู่ของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่ยังอยู่ในตำแหน่ง
- ง. เท่ากับกึ่งหนึ่งของวาระการดำรงตำแหน่งตามปกติของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
20. ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ข้อใดระบุอำนาจหน้าที่และสถานภาพของข้าราชการในสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้ถูกต้อง
- ก. มีหน้าที่เกี่ยวกับราชการทางการเมืองของรัฐบาล โดยเลขาธิการคณะรัฐมนตรีและรองเลขาธิการเป็นข้าราชการการเมือง
- ข. มีหน้าที่เกี่ยวกับราชการของคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา โดยให้เลขาธิการคณะรัฐมนตรีขึ้นตรงต่อคณะรัฐมนตรีทั้งคณะ
- ค. มีหน้าที่เกี่ยวกับราชการของคณะรัฐมนตรีและราชการในพระองค์ โดยกำหนดให้ผู้ช่วยเลขาธิการเป็นข้าราชการการเมือง
- ง. มีหน้าที่เกี่ยวกับราชการของคณะรัฐมนตรี รัฐสภา และราชการในพระองค์ โดยเลขาธิการเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ
21. นายชิดชนกได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองอธิบดีในกรมแห่งหนึ่ง ต่อมาเกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับการบังคับบัญชาและการปฏิบัติราชการภายในกรม ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 บทบาทและอำนาจหน้าที่ของนายชิดชนกต้องเป็นไปตามลักษณะใด
- ก. เป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการรองจากอธิบดี และมีอำนาจหน้าที่ตามที่อธิบดีกำหนดหรือมอบหมาย
- ข. เป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการร่วมกับอธิบดี และมีอำนาจหน้าที่ตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง
- ค. เป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการเทียบเท่าอธิบดี และมีอำนาจหน้าที่เฉพาะตามที่รัฐมนตรีกำหนดสั่งการ
- ง. เป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการรองจากปลัดกระทรวง และมีอำนาจหน้าที่ตามที่ปลัดกระทรวงมอบหมาย
22. ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรี หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ และไม่มีผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรี กฎหมายกำหนดให้ดำเนินการอย่างไร
- ก. ให้ปลัดกระทรวงแต่งตั้งข้าราชการในสำนักงานรัฐมนตรีคนหนึ่งเป็นผู้รักษาราชการแทน
- ข. ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแต่งตั้งข้าราชการในกระทรวงคนหนึ่งเป็นผู้รักษาราชการแทน
- ค. ให้นายกรัฐมนตรีมีคำสั่งแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนในกระทรวงคนหนึ่งเป็นผู้รักษาราชการแทน
- ง. ให้คณะรัฐมนตรีมีมติมอบหมายให้ข้าราชการการเมืองคนใดคนหนึ่งเป็นผู้รักษาราชการแทน
23. ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ข้อใดระบุหลักเกณฑ์การรักษาราชการแทนของคณะผู้แทนได้ถูกต้อง
- ก. กรณีไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าคณะผู้แทน ให้การรักษาราชการแทนเป็นไปตามระเบียบที่คณะรัฐมนตรีกำหนดทันที
- ข. กรณีหัวหน้าคณะผู้แทนไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้นายกรัฐมนตรีสั่งแต่งตั้งบุคคลในคณะผู้แทนขึ้นรักษาราชการแทน
- ค. กรณีไม่มีรองหัวหน้าคณะผู้แทนที่จะรักษาราชการแทน ให้การรักษาราชการแทนเป็นไปตามระเบียบที่คณะรัฐมนตรีกำหนด
- ง. บทบัญญัติที่ให้รองหัวหน้าคณะผู้แทนรักษาราชการแทน ให้ใช้บังคับกับข้าราชการฝ่ายทหารประจำการในต่างประเทศด้วย
24. จังหวัดแห่งหนึ่งได้รับนโยบายเร่งด่วนในการประสานราชการทั่วไปและจัดทำแผนพัฒนาจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัดจึงมอบหมายภารกิจดังกล่าวให้แก่หน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ภารกิจนี้เป็นหน้าที่ของส่วนราชการใด และมีผู้ใดเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการของส่วนราชการดังกล่าว
- ก. สำนักงานจังหวัด โดยมีปลัดจังหวัดเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการ
- ข. ที่ทำการปกครองจังหวัด โดยมีปลัดจังหวัดเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการ
- ค. สำนักงานแผนพัฒนาจังหวัด โดยมีหัวหน้าส่วนราชการประจำจังหวัดเป็นผู้บังคับบัญชา
- ง. สำนักงานจังหวัด โดยมีหัวหน้าสำนักงานจังหวัดเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการ
25. ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ มีวาระการดำรงตำแหน่งและการดำรงตำแหน่งติดต่อกันตามข้อใด
- ก. มีวาระดำรงตำแหน่งคราวละ 4 ปี และอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้แต่ไม่เกิน 2 วาระติดต่อกัน
- ข. มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 2 ปี และอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้แต่ไม่เกิน 3 วาระติดต่อกัน
- ค. มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 3 ปี และอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้แต่ไม่เกิน 2 วาระติดต่อกัน
- ง. มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 4 ปี และอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้โดยไม่จำกัดวาระติดต่อกัน
26. ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการจัดระเบียบบริหารราชการส่วนกลางและฐานะของส่วนราชการ
- ก. กรมต้องสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง หรือทบวงเสมอ จึงจะจัดตั้งขึ้นได้
- ข. สำนักนายกรัฐมนตรีมีฐานะเป็นกระทรวง และมีฐานะเป็นนิติบุคคล
- ค. ทบวงซึ่งสังกัดกระทรวงไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากกระทรวงต้นสังกัด
- ง. สำนักนายกรัฐมนตรีมีฐานะเทียบเท่าทบวง และไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย
27. กระทรวงแห่งหนึ่งมีภารกิจที่ต้องดำเนินการเกี่ยวกับราชการทางการเมือง ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของสำนักงานรัฐมนตรี ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 บุคคลใดเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการและรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการของสำนักงานรัฐมนตรี และต้องขึ้นตรงต่อผู้ใด
- ก. เลขานุการรัฐมนตรีซึ่งเป็นข้าราชการการเมือง โดยรับผิดชอบปฏิบัติราชการขึ้นตรงต่อปลัดกระทรวง
- ข. หัวหน้าสำนักงานรัฐมนตรีซึ่งเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ โดยปฏิบัติราชการขึ้นตรงต่อปลัดกระทรวง
- ค. เลขานุการรัฐมนตรีซึ่งเป็นข้าราชการการเมือง โดยขึ้นตรงต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวง
- ง. ปลัดกระทรวงซึ่งเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ โดยรับผิดชอบขึ้นตรงต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวง
28. ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 เมื่อได้มอบอำนาจแล้ว ผู้มอบอำนาจมีหน้าที่และอำนาจตามข้อใด
- ก. โอนหน้าที่การกำกับดูแลและติดตามผลทั้งหมด ให้เป็นอำนาจของผู้ตรวจราชการประจำเขต
- ข. มีหน้าที่เข้าร่วมปฏิบัติงานทุกขั้นตอน และต้องร่วมลงนามในคำสั่งทางราชการทุกฉบับ
- ค. พ้นจากหน้าที่และความรับผิดชอบทั้งหมด โดยไม่มีอำนาจเข้าไปแก้ไขการปฏิบัติราชการใดๆ
- ง. มีหน้าที่กำกับดูแลและติดตามผล และมีอำนาจแนะนำหรือแก้ไขการปฏิบัติราชการได้
29. ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ในกรณีที่มีกฎหมายอื่นแต่งตั้งให้ผู้ดำรงตำแหน่งใดเป็นกรรมการ กฎหมายกำหนดเรื่องอำนาจหน้าที่ของผู้รักษาราชการแทนหรือผู้ปฏิบัติราชการแทนไว้อย่างไร
- ก. มีอำนาจหน้าที่เป็นกรรมการเช่นเดียวกับผู้ดำรงตำแหน่งนั้นในการรักษาราชการแทนหรือปฏิบัติราชการแทนด้วย แล้วแต่กรณี
- ข. ปฏิบัติหน้าที่เป็นกรรมการได้ต่อเมื่อได้รับมติเห็นชอบเป็นเอกฉันท์จากที่ประชุมของคณะกรรมการชุดนั้นในคราวแรกก่อน
- ค. ไม่มีอำนาจหน้าที่เป็นกรรมการ เว้นแต่กฎหมายอื่นฉบับดังกล่าวจะมีบทบัญญัติยินยอมให้บุคคลอื่นปฏิบัติหน้าที่แทนได้
- ง. มีอำนาจหน้าที่เป็นกรรมการเฉพาะผู้รักษาราชการแทน ส่วนผู้ปฏิบัติราชการแทนไม่มีอำนาจทำหน้าที่เป็นกรรมการดังกล่าว
30. จังหวัดแห่งหนึ่งพบว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหลายแห่งในพื้นที่มีข้อจำกัดด้านความพร้อมในการรองรับภารกิจใหม่ ซึ่งได้รับการถ่ายโอนมาจากกระทรวง ทบวง กรม ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เพื่อให้ท้องถิ่นมีขีดความสามารถพร้อมดำเนินการตามภารกิจดังกล่าว จังหวัดมีอำนาจดำเนินการตามข้อใด
- ก. เข้าควบคุมการบริหารงบประมาณและการจัดทำแผนงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
- ข. จัดให้มีการส่งเสริม อุดหนุน และสนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
- ค. ออกคำสั่งจัดสรรข้าราชการส่วนภูมิภาคไปปฏิบัติหน้าที่แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
- ง. มีอำนาจบังคับบัญชาและกำหนดกรอบอัตรากำลังของพนักงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
31. ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ส่วนราชการของอำเภอที่มีหน้าที่เกี่ยวกับราชการทั่วไปของอำเภอนั้น ๆ คือส่วนราชการใด
- ก. สำนักงานปลัดอำเภอ
- ข. ที่ว่าการอำเภอ
- ค. สำนักงานอำเภอ
- ง. ที่ทำการปกครองอำเภอ
32. ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการประชุมคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.)
- ก. หากการลงคะแนนมีเสียงเท่ากัน ให้เลขาธิการ ก.พ.ร. ออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเสียงเพื่อเป็นเสียงวินิจฉัยชี้ขาด
- ข. การนับองค์ประชุมจะต้องมีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่ทำงานเต็มเวลามาประชุมด้วยจึงจะถือว่าครบองค์ประชุมที่ถูกต้อง
- ค. องค์ประชุมต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนกรรมการทั้งหมดเท่าที่มีอยู่จึงจะเปิดประชุมได้
- ง. หากประธานไม่อยู่และไม่มีรองประธาน ให้กรรมการที่มาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งทำหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุม
33. นายสมชายเป็นข้าราชการสังกัดส่วนราชการแห่งหนึ่งในสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งกฎหมายกำหนดให้หัวหน้าส่วนราชการดังกล่าวขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีจะมีฐานะเป็นผู้บังคับบัญชาของนายสมชายหรือไม่
- ก. ไม่มีฐานะเป็นผู้บังคับบัญชา เพราะยกเว้นข้าราชการของส่วนราชการซึ่งหัวหน้าส่วนราชการขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี
- ข. มีฐานะเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดในสายงานข้าราชการประจำของทุกส่วนราชการในสำนักนายกรัฐมนตรีโดยไม่มีข้อยกเว้น
- ค. ไม่มีฐานะเป็นผู้บังคับบัญชา เว้นแต่นายกรัฐมนตรีจะมอบหมายเป็นหนังสือให้มีอำนาจบังคับบัญชาเป็นการเฉพาะราย
- ง. มีฐานะเป็นผู้บังคับบัญชา โดยอยู่รองจากนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีตามลำดับ
34. ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ผู้ตรวจราชการของกระทรวง ทบวง หรือกรม มีอำนาจหน้าที่ตามข้อใด
- ก. กำกับดูแลและมีอำนาจสั่งการปฏิบัติราชการแทนหัวหน้าส่วนราชการในกรณีจำเป็นเร่งด่วน
- ข. ตรวจและแนะนำการปฏิบัติราชการของส่วนราชการนั้นให้เป็นไปตามกฎหมายและมติคณะรัฐมนตรี
- ค. ตรวจสอบและมีอำนาจสั่งยับยั้งการปฏิบัติราชการของข้าราชการในสังกัดได้ทันทีหากพบความเสียหาย
- ง. ควบคุมและบังคับบัญชาข้าราชการประจำเขตเพื่อปฏิบัติงานทางวิชาการตามนโยบาย
35. ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ในกรณีที่กระทรวงหนึ่งไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวง และไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ การแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนปลัดกระทรวงต้องดำเนินการตามข้อใด
- ก. คณะรัฐมนตรีมีมติแต่งตั้งข้าราชการในกระทรวงซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีหรือเทียบเท่า
- ข. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแต่งตั้งข้าราชการในกระทรวงซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้อำนวยการกองหรือเทียบเท่า
- ค. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแต่งตั้งข้าราชการในกระทรวงซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีหรือเทียบเท่า
- ง. ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งข้าราชการในกระทรวงซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีหรือเทียบเท่า
36. นายสมศักดิ์ ข้าราชการพลเรือนสังกัดกระทรวงพาณิชย์ ได้รับคำสั่งให้ไปประจำปฏิบัติราชการ ณ ต่างประเทศ โดยมิได้เป็นบุคคลในคณะผู้แทน ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 หัวหน้าคณะผู้แทนมีอำนาจและหน้าที่เกี่ยวกับการแต่งตั้งและการเลื่อนขั้นเงินเดือนของนายสมศักดิ์อย่างไร
- ก. สั่งแต่งตั้งและอนุมัติการเลื่อนขั้นเงินเดือนให้นายสมศักดิ์ได้โดยตรงในฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุดของข้าราชการในต่างประเทศ
- ข. ส่งผลการประเมินไปยังปลัดกระทรวงการต่างประเทศเพื่อพิจารณาออกคำสั่งแต่งตั้งและเลื่อนขั้นเงินเดือนแทนส่วนราชการต้นสังกัด
- ค. ไม่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการแต่งตั้งหรือเลื่อนขั้นเงินเดือนใด ๆ เนื่องจากนายสมศักดิ์ไม่ได้เป็นข้าราชการในคณะผู้แทน
- ง. รายงานข้อเท็จจริงและความเห็นเกี่ยวกับผลการปฏิบัติราชการเพื่อประกอบการพิจารณาของผู้บังคับบัญชาต้นสังกัด
37. ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ในการไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาทของประชาชนในระดับอำเภอ ข้อพิพาททางแพ่งอื่นนอกจากเรื่องที่ดินและมรดกที่จะดำเนินการไกล่เกลี่ยได้ ต้องเป็นข้อพิพาทที่มีทุนทรัพย์ตามข้อใด หากไม่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดไว้เป็นอย่างอื่น
- ก. มีทุนทรัพย์ไม่เกิน 200,000 บาท
- ข. มีทุนทรัพย์ไม่เกิน 300,000 บาท
- ค. มีทุนทรัพย์ไม่เกิน 100,000 บาท
- ง. มีทุนทรัพย์ไม่เกิน 500,000 บาท
38. ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อใดเป็นเหตุที่ทำให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการพ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
- ก. นายกรัฐมนตรีให้ออกเพราะไม่เข้าร่วมการประชุมติดต่อกันเกินสามครั้ง
- ข. คณะรัฐมนตรีให้ออกเพราะบกพร่องต่อหน้าที่หรือมีความประพฤติเสื่อมเสีย
- ค. รัฐมนตรีผู้เป็นรองประธานกรรมการมีคำสั่งให้ออกเพราะหย่อนความสามารถ
- ง. ที่ประชุมคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการมีมติให้ออกด้วยคะแนนเสียงข้างมาก
39. นายกรัฐมนตรีมีคำสั่งให้ข้าราชการซึ่งสังกัดกระทรวงสาธารณสุขมาปฏิบัติราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรี โดยให้ขาดจากอัตราเงินเดือนทางสังกัดเดิม ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ข้าราชการผู้นี้มีสิทธิได้รับเงินเดือนตามข้อใด
- ก. ได้รับเงินเดือนในสำนักนายกรัฐมนตรีในระดับและขั้นที่สูงขึ้นหนึ่งขั้น
- ข. ได้รับเงินเดือนตามอัตราโครงสร้างเงินเดือนใหม่ของสำนักนายกรัฐมนตรี
- ค. ได้รับเงินเดือนในสำนักนายกรัฐมนตรีในระดับและขั้นที่ไม่สูงกว่าเดิม
- ง. ได้รับเงินเดือนตามที่นายกรัฐมนตรีกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี
40. ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ส่วนราชการใดมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับราชการประจำทั่วไปของกระทรวง และราชการที่คณะรัฐมนตรีมิได้กำหนดให้เป็นหน้าที่ของกรมใดกรมหนึ่งในสังกัดกระทรวงโดยเฉพาะ
- ก. สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี
- ข. สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
- ค. สำนักงานรัฐมนตรี
- ง. สำนักงานปลัดกระทรวง
41. ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ข้อใดระบุหลักเกณฑ์การรักษาราชการแทนได้ถูกต้อง
- ก. ถ้าไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ให้คณะรัฐมนตรีมอบหมายให้รัฐมนตรีคนใดคนหนึ่งเป็นผู้รักษาราชการแทน
- ข. ถ้ารองนายกรัฐมนตรีทุกคนไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีทำหน้าที่รักษาราชการแทนโดยอัตโนมัติ
- ค. ถ้ามีรองนายกรัฐมนตรีหลายคน ให้รองนายกรัฐมนตรีที่มีลำดับอาวุโสสูงสุดทำหน้าที่เป็นผู้รักษาราชการแทนทันที
- ง. ถ้ามีรองนายกรัฐมนตรีหลายคน ให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้มีอำนาจคัดเลือกรองนายกรัฐมนตรีคนใดคนหนึ่งเป็นผู้แทน
42. ในการปฏิบัติราชการ ณ สถานเอกอัครราชทูตไทยแห่งหนึ่ง มีทั้งข้าราชการพลเรือนสังกัดกระทรวงการต่างประเทศ ข้าราชการพลเรือนสังกัดกระทรวงอื่น และข้าราชการทหารซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประจำการในสถานเอกอัครราชทูตดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 บุคคลใดจัดอยู่ในความหมายของ “คณะผู้แทน”
- ก. เฉพาะข้าราชการฝ่ายพลเรือนที่สังกัดกระทรวงการต่างประเทศเท่านั้น
- ข. ทั้งข้าราชการฝ่ายพลเรือนและข้าราชการฝ่ายทหารที่ได้รับการแต่งตั้ง
- ค. เฉพาะข้าราชการฝ่ายพลเรือนทุกสังกัด โดยไม่รวมถึงข้าราชการฝ่ายทหารประจำการ
- ง. เฉพาะผู้ที่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าคณะผู้แทนและรองหัวหน้าเท่านั้น
43. ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ในการจัดทำแผนพัฒนาจังหวัด ผู้ใดมีหน้าที่จัดให้มีการประชุมปรึกษาหารือร่วมกันระหว่างหัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้แทนภาคประชาสังคม และผู้แทนภาคธุรกิจเอกชน
- ก. ปลัดกระทรวงมหาดไทย
- ข. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
- ค. ผู้ว่าราชการจังหวัด
- ง. หัวหน้าสำนักงานจังหวัด
44. ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อใดระบุถึงองค์ประกอบหรือการปฏิบัติงานของคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ได้อย่างถูกต้อง
- ก. ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีทำหน้าที่เป็นกรรมการและเลขานุการของคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการโดยตำแหน่ง
- ข. รองประธานกรรมการได้แก่ผู้ซึ่งคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมอบหมาย
- ค. กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมีจำนวนไม่เกิน 12 คน ซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งจากรายชื่อที่ได้รับการสรรหา
- ง. คณะรัฐมนตรีอาจกำหนดให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิทำงานเต็มเวลาได้ไม่น้อยกว่า 3 คนแต่ไม่เกิน 5 คน
45. นายสมเกียรติได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ ก.พ.ร. มีหน้าที่บังคับบัญชาข้าราชการและลูกจ้างของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ ในการปฏิบัติหน้าที่ราชการตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 นายสมเกียรติจะต้องรับผิดชอบการปฏิบัติราชการขึ้นตรงต่อผู้ใด
- ก. นายกรัฐมนตรี
- ข. รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
- ค. เลขาธิการนายกรัฐมนตรี
- ง. ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี
46. ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 หากกระทรวงใดมีความจำเป็นต้องจัดระเบียบบริหารราชการให้มีสำนักนโยบายและแผนเป็นส่วนราชการภายใน ขึ้นตรงต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวง จะต้องได้รับอนุมัติจากผู้ใดหรือองค์กรใด
- ก. รัฐมนตรีว่าการกระทรวง
- ข. คณะรัฐมนตรี
- ค. นายกรัฐมนตรี
- ง. คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ
47. ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 อำนาจในการอนุญาตตามกฎหมายที่บัญญัติให้ต้องออกใบอนุญาตหรือที่บัญญัติผู้มีอำนาจอนุญาตไว้เป็นการเฉพาะ มีหลักเกณฑ์การมอบอำนาจอย่างไร
- ก. มอบอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดได้ แต่ผู้ว่าราชการจังหวัดไม่มีอำนาจมอบอำนาจดังกล่าวต่อไปไม่ว่ากรณีใด
- ข. ห้ามมิให้มีการมอบอำนาจดังกล่าวให้แก่บุคคลอื่นโดยเด็ดขาด เนื่องจากเป็นอำนาจเฉพาะตัวตามบทบัญญัติของกฎหมาย
- ค. มอบอำนาจให้ข้าราชการซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาและผู้ว่าราชการจังหวัดได้ตามที่เห็นสมควร หรือตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนด
- ง. มอบอำนาจให้ผู้ดำรงตำแหน่งอื่นในส่วนราชการอื่นได้โดยตรงตามหลักเกณฑ์ทั่วไปที่กำหนดไว้ในระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี
48. นายสมศักดิ์ อธิบดีกรมหนึ่งในสังกัดกระทรวงคมนาคม ป่วยจนต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลและไม่อาจปฏิบัติราชการได้ โดยกรมแห่งนี้มีข้าราชการดำรงตำแหน่งรองอธิบดีอยู่จำนวน 2 คน หากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมมิได้มีคำสั่งแต่งตั้งผู้ใดเป็นพิเศษ ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 การกำหนดตัวผู้รักษาราชการแทนอธิบดีต้องดำเนินการตามข้อใด
- ก. ให้รองอธิบดีผู้มีลำดับอาวุโสสูงสุดเข้าเป็นผู้รักษาราชการแทนโดยผลของกฎหมาย
- ข. ให้อธิบดีทำคำสั่งแต่งตั้งข้าราชการระดับหัวหน้ากองขึ้นไปเป็นผู้รักษาราชการแทน
- ค. ให้ปลัดกระทรวงเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อมีมติแต่งตั้งรองอธิบดีเป็นผู้รักษาราชการแทน
- ง. ให้ปลัดกระทรวงแต่งตั้งรองอธิบดีคนใดคนหนึ่งเป็นผู้รักษาราชการแทน
49. ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เมื่อหัวหน้าคณะผู้แทนได้รับมอบอำนาจให้ปฏิบัติราชการแทนแล้ว การมอบอำนาจนั้นให้แก่ผู้อื่นต่อไปเป็นไปตามข้อใด
- ก. จะมอบอำนาจนั้นให้แก่ผู้อื่นต่อไปไม่ได้ เว้นแต่เป็นการมอบอำนาจต่อไปให้บุคคลในคณะผู้แทนตามระเบียบที่คณะรัฐมนตรีกำหนด
- ข. จะมอบอำนาจนั้นให้แก่ผู้อื่นต่อไปไม่ได้ เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบเป็นหนังสือจากรัฐมนตรีเจ้าสังกัดผู้มอบอำนาจเดิม
- ค. จะมอบอำนาจนั้นให้แก่บุคคลอื่นต่อไปไม่ได้ในทุกกรณีเนื่องจากกฎหมายห้ามมิให้มีการมอบอำนาจช่วงไว้โดยเด็ดขาด
- ง. สามารถมอบอำนาจต่อไปให้แก่ข้าราชการฝ่ายพลเรือนคนใดก็ได้ที่ประจำอยู่ในประเทศนั้นตามที่เห็นสมควรและเหมาะสม
50. ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ข้อความใดต่อไปนี้ระบุถึงการจัดระเบียบบริหารราชการของอำเภอและตำแหน่งนายอำเภอได้ถูกต้อง
- ก. บรรดาอำนาจและหน้าที่ของกรมการอำเภอให้โอนไปเป็นอำนาจหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัด
- ข. นายอำเภอมีฐานะเป็นผู้รับผิดชอบงานบริหารราชการของอำเภอตามที่กฎหมายกำหนด
- ค. นายอำเภอมีอำนาจปกครองบังคับบัญชาเฉพาะข้าราชการที่สังกัดกระทรวงมหาดไทยเท่านั้น
- ง. ในอำเภอหนึ่งอาจแต่งตั้งนายอำเภอได้มากกว่าหนึ่งคนหากเป็นอำเภอขนาดใหญ่ที่มีปริมาณงานมาก
51. กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิคนหนึ่งในคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการได้ลาออกจากตำแหน่งก่อนครบวาระ โดยขณะนั้นวาระการดำรงตำแหน่งของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเหลืออยู่อีก 120 วัน และยังไม่มีการแต่งตั้งผู้ใดแทน ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการและการแต่งตั้งกรรมการแทนเป็นไปตามข้อใด
- ก. คณะกรรมการต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทั้งหมดจนกว่าจะดำเนินการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิคนใหม่ให้ครบ
- ข. ให้กรรมการที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ แต่ต้องดำเนินการแต่งตั้งแทนตำแหน่งที่ว่างภายใน 30 วัน
- ค. ให้กรรมการที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ และจะไม่แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแทนก็ได้
- ง. ให้กรรมการที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ แต่ต้องดำเนินการแต่งตั้งแทนตำแหน่งที่ว่างภายใน 60 วัน
52. ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 เลขาธิการนายกรัฐมนตรีเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการในสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการขึ้นตรงต่อผู้ใด
- ก. ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี
- ข. รองนายกรัฐมนตรี
- ค. คณะรัฐมนตรี
- ง. นายกรัฐมนตรี
53. ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 การจัดแบ่งส่วนราชการภายในกรมมีหลักเกณฑ์ที่ถูกต้องตามข้อใด
- ก. หากบางกรมเห็นว่าไม่มีความจำเป็น จะไม่แยกส่วนราชการตั้งขึ้นเป็นกองก็ได้
- ข. กรมจะแบ่งส่วนราชการเป็นส่วนราชการอื่นนอกจากสำนักงานเลขานุการกรมและกองไม่ได้
- ค. ทุกกรมต้องมีกองหรือส่วนราชการที่มีฐานะเทียบกองอย่างน้อยหนึ่งแห่ง
- ง. สำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องแบ่งส่วนราชการให้เหมือนกับกรมทั่วไปโดยไม่มีข้อยกเว้น
54. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประสบอุบัติเหตุต้องเข้ารับการรักษาพยาบาลเป็นเวลาหลายสัปดาห์จนไม่อาจปฏิบัติราชการได้ โดยกระทรวงดังกล่าวมีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดำรงตำแหน่งอยู่ 2 คน ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 การจัดให้มีผู้รักษาราชการแทนต้องดำเนินการอย่างไร
- ก. นายกรัฐมนตรีมีคำสั่งแต่งตั้งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคนใดคนหนึ่งเป็นผู้รักษาราชการแทน
- ข. คณะรัฐมนตรีมอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคนใดคนหนึ่งเป็นผู้รักษาราชการแทน
- ค. รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงผู้มีลำดับอาวุโสสูงสุดเป็นผู้รักษาราชการแทนโดยผลของกฎหมายทันที
- ง. ปลัดกระทรวงเข้าเป็นผู้รักษาราชการแทนโดยอัตโนมัติเนื่องจากเป็นผู้บังคับบัญชารองจากรัฐมนตรี
55. ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม การสั่งและการปฏิบัติราชการของกระทรวง ทบวง กรม ต่อบุคคลในคณะผู้แทน ให้เป็นไปตามข้อใด
- ก. เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ ก.พ.ร. กำหนด
- ข. เป็นไปตามระเบียบกระทรวงการต่างประเทศ
- ค. เป็นไปตามระเบียบที่คณะรัฐมนตรีกำหนด
- ง. เป็นไปตามระเบียบที่นายกรัฐมนตรีกำหนด
56. ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ข้อใดกล่าวถึงอำนาจและหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัดได้ถูกต้องตามกฎหมาย
- ก. มีอำนาจบรรจุ แต่งตั้ง และลงโทษข้าราชการส่วนภูมิภาคในจังหวัดได้ทั้งหมดโดยไม่ต้องได้รับมอบหมายจากปลัดกระทรวงหรืออธิบดี
- ข. ต้องบริหารราชการตามคำแนะนำของผู้ตรวจราชการกระทรวงเสมอ แม้คำแนะนำนั้นจะขัดต่อคำสั่งกระทรวงหรือมติคณะรัฐมนตรีก็ตาม
- ค. มีอำนาจเสนอขอจัดตั้งงบประมาณต่อสำนักงบประมาณตามที่กฎหมายกำหนด และมีหน้าที่ต้องรายงานให้นายกรัฐมนตรีทราบโดยตรง
- ง. มีอำนาจทำรายงานหรือแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจต่อรัฐมนตรีเจ้าสังกัดของรัฐวิสาหกิจนั้น
57. ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 หากบุคคลต่อไปนี้เป็นผู้มีสัญชาติไทยและมีความเชี่ยวชาญตรงตามสาขาที่กฎหมายกำหนด บุคคลใดไม่มีลักษณะต้องห้ามในการได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.)
- ก. บุคคลที่เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดในความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท
- ข. บุคคลซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือเป็นผู้บริหารขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
- ค. บุคคลซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการบริหารพรรคการเมืองหรือเป็นที่ปรึกษาพรรคการเมือง
- ง. บุคคลซึ่งเคยถูกลงโทษให้ออกจากรัฐวิสาหกิจเนื่องจากกระทำการทุจริตต่อหน้าที่
58. ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 และที่แก้ไขเพิ่มเติม การปฏิบัติตามพระราชกฤษฎีกานี้ในเรื่องใดสมควรที่ส่วนราชการใดจะปฏิบัติเมื่อใด และจะต้องมีเงื่อนไขอย่างใด ให้เป็นไปตามที่บุคคลหรือองค์กรใดกำหนด
- ก. สำนักงาน ก.พ.ร. กำหนดตามมติของคณะรัฐมนตรี
- ข. คณะรัฐมนตรีกำหนดตามข้อเสนอแนะของ ก.พ.ร.
- ค. ก.พ.ร. กำหนดโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี
- ง. นายกรัฐมนตรีกำหนดตามคำแนะนำของคณะรัฐมนตรี
59. ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ในการบริหารราชการเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ หากการปฏิบัติภารกิจหรือการปฏิบัติตามแผนปฏิบัติราชการเกิดผลกระทบต่อประชาชน กฎหมายกำหนดให้ส่วนราชการมีหน้าที่ต้องดำเนินการอย่างไร
- ก. จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนหรือชี้แจงทำความเข้าใจก่อนเริ่มดำเนินการต่อไป
- ข. แจ้งให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องและ ก.พ.ร. ทราบเพื่อร่วมกันหาแนวทางแก้ไขปัญหาโดยเร็ว
- ค. ดำเนินการแก้ไขหรือบรรเทาผลกระทบนั้น หรือเปลี่ยนแผนปฏิบัติราชการให้เหมาะสม
- ง. ระงับการปฏิบัติภารกิจไว้เป็นการชั่วคราวและรายงานต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาสั่งการ
60. กรมแห่งหนึ่งกำลังจัดทำโครงการเพื่อพัฒนาการให้บริการประชาชน เพื่อให้การปฏิบัติราชการภายในส่วนราชการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี กรมแห่งนี้มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามข้อใด
- ก. กำหนดเป้าหมาย แผนการทำงาน ระยะเวลาแล้วเสร็จ และงบประมาณ โดยแจ้งเวียนให้ทราบเฉพาะข้าราชการภายในส่วนราชการเท่านั้น
- ข. กำหนดเป้าหมาย แผนการทำงาน ระยะเวลาแล้วเสร็จ และงบประมาณ โดยต้องจัดเก็บเป็นข้อมูลลับห้ามเผยแพร่จนกว่าโครงการจะแล้วเสร็จ
- ค. กำหนดเป้าหมาย แผนการทำงาน ระยะเวลาแล้วเสร็จ และงบประมาณ โดยเสนอขอความเห็นชอบจากสำนักงบประมาณก่อนเผยแพร่ให้ประชาชนทราบ
- ง. กำหนดเป้าหมาย แผนการทำงาน ระยะเวลาแล้วเสร็จ และงบประมาณ พร้อมทั้งเผยแพร่ให้ข้าราชการและประชาชนทราบทั่วกัน
61. ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี เมื่อส่วนราชการได้กระจายอำนาจการตัดสินใจแล้ว ต้องกำหนดหลักเกณฑ์ในเรื่องใดไว้ด้วย
- ก. การควบคุม ติดตาม และกำกับดูแลการใช้อำนาจและความรับผิดชอบ
- ข. การจัดตั้งคณะผู้ประเมินอิสระเพื่อตรวจสอบความโปร่งใส
- ค. การจัดสรรเงินเพิ่มพิเศษเป็นบำเหน็จความชอบแก่ผู้ปฏิบัติงาน
- ง. การประเมินผลความคุ้มค่าและความพร้อมในการใช้จ่ายงบประมาณ
62. ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 เมื่อส่วนราชการจะดำเนินการทบทวนเพื่อปรับปรุง ยกเลิก หรือจัดให้มีกฎหมาย กฎ หรือระเบียบขึ้นใหม่ มีหลักเกณฑ์ที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างไร
- ก. ต้องเสนอเรื่องให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจสอบความเหมาะสม และรอรับความเห็นชอบก่อนเริ่มดำเนินการ
- ข. ต้องคำนึงถึงความสะดวกรวดเร็วและลดภาระของประชาชน และนำความคิดเห็นของประชาชนมาประกอบการพิจารณา
- ค. ต้องคำนึงถึงความคุ้มค่าด้านงบประมาณของรัฐเป็นหลัก และต้องได้รับความเห็นชอบจาก ก.พ.ร. ก่อนนำไปประกาศใช้
- ง. ต้องเสนอร่างกฎหมายหรือระเบียบนั้นต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อให้พิจารณาวินิจฉัยความจำเป็นก่อนเริ่มดำเนินการแก้ไข
63. หน่วยงานของรัฐแห่งหนึ่งดำเนินโครงการพัฒนาชุมชน เมื่อประชาชนในพื้นที่มาขอตรวจดูข้อมูลขั้นตอนการดำเนินงาน เจ้าหน้าที่ได้ปฏิเสธโดยอ้างว่าเป็นเรื่องภายในของทางราชการที่ต้องรักษาความลับเพื่อความคล่องตัวในการทำงาน การปฏิเสธของเจ้าหน้าที่ดังกล่าวถูกต้องตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี หรือไม่ เพราะเหตุใด
- ก. ถูกต้อง เพราะหัวหน้าส่วนราชการมีอำนาจใช้ดุลพินิจกำหนดให้เป็นความลับเพื่อความคล่องตัวและลดความยุ่งยากในการปฏิบัติงาน
- ข. ไม่ถูกต้อง เพราะการปฏิบัติราชการทุกเรื่องต้องเปิดเผยต่อประชาชนโดยเด็ดขาด และไม่อาจกำหนดเป็นความลับได้ไม่ว่ากรณีใด
- ค. ไม่ถูกต้อง เพราะโดยปกติการปฏิบัติราชการถือเป็นเรื่องเปิดเผย จะกำหนดเป็นความลับได้เท่าที่จำเป็นเฉพาะกรณีที่กฎหมายกำหนดไว้เท่านั้น
- ง. ถูกต้อง เพราะการปฏิบัติราชการโดยปกติถือเป็นความลับของทางราชการ เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจากผู้บังคับบัญชาให้เปิดเผย
64. ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 เพื่อให้การบริหารราชการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่าในเชิงภารกิจของรัฐ องค์กรหรือบุคคลใดมีอำนาจกำหนดให้ส่วนราชการต้องปฏิบัติการใดนอกเหนือจากที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกานี้
- ก. กรมบัญชีกลาง โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี
- ข. ก.พ. โดยความเห็นชอบของนายกรัฐมนตรี
- ค. สำนักงบประมาณ โดยความเห็นชอบของนายกรัฐมนตรี
- ง. ก.พ.ร. โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี
65. ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 ข้อใดระบุเป้าหมายของการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีได้ถูกต้องตามที่กฎหมายบัญญัติ
- ก. ประชาชนได้รับการอำนวยความสะดวกและได้รับการตอบสนองความต้องการ
- ข. มีขั้นตอนการปฏิบัติงานที่มุ่งเน้นความละเอียดรอบคอบของเอกสารเป็นหลัก
- ค. มีการปรับปรุงภารกิจของส่วนราชการเฉพาะเมื่อมีนโยบายเร่งด่วนจากฝ่ายบริหาร
- ง. เกิดประสิทธิภาพและเกิดความคุ้มค่าในเชิงพาณิชย์และรายได้ของรัฐ
66. กรมการปกครองได้จัดทำแผนปฏิบัติราชการประจำปีเสนอต่อรัฐมนตรีเจ้าสังกัด แต่มีภารกิจหนึ่งในแผนไม่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรี ในกรณีเช่นนี้ การจัดสรรงบประมาณตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 และที่แก้ไขเพิ่มเติม จะมีผลอย่างไร
- ก. ให้สำนักงบประมาณเสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาเห็นชอบแทน
- ข. มิให้สำนักงบประมาณจัดสรรงบประมาณสำหรับภารกิจนั้น
- ค. ให้สำนักงบประมาณจัดสรรงบประมาณได้ไม่เกินกึ่งหนึ่งของวงเงินที่ขอรับ
- ง. ให้สำนักงบประมาณส่งเรื่องคืนให้ส่วนราชการแก้ไขและเสนอใหม่ภายใน 15 วัน
67. ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 ในการปฏิบัติภารกิจที่ส่วนราชการจำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากส่วนราชการอื่น หากส่วนราชการที่มีอำนาจมิได้ดำเนินการให้แล้วเสร็จตามกำหนดเวลาจนเกิดความเสียหายขึ้น กฎหมายกำหนดให้ถือว่าข้าราชการซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวข้องและหัวหน้าส่วนราชการนั้นมีการกระทำในลักษณะใด
- ก. ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต
- ข. ประมาทเลินเล่อในหน้าที่ราชการ
- ค. ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง
- ง. จงใจปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
68. ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 การจัดตั้งศูนย์บริการร่วมในระดับจังหวัดและอำเภอ มีหลักเกณฑ์การดำเนินการที่ถูกต้องตามข้อใด
- ก. ปลัดกระทรวงเป็นผู้มีอำนาจสั่งการให้จัดตั้งศูนย์บริการร่วมในจังหวัดและอำเภอ เพื่อให้บริการประชาชนในพื้นที่
- ข. ส่วนราชการในจังหวัดต้องจัดตั้งไว้เฉพาะ ณ ศาลากลางจังหวัดเท่านั้น โดยไม่สามารถจัดตั้ง ณ สถานที่อื่นได้
- ค. ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือนายอำเภอต้องเสนอเรื่องให้ ก.พ.ร. พิจารณาให้ความเห็นชอบก่อน จึงจะประกาศจัดตั้งได้
- ง. ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือนายอำเภอจัดให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องร่วมกันจัดตั้ง และประกาศให้ประชาชนทราบ
69. กรมแห่งหนึ่งต้องการจัดทำระบบเครือข่ายสารสนเทศของส่วนราชการเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชน ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 การจัดทำระบบดังกล่าวจะต้องเป็นไปตามข้อใด
- ก. ต้องจัดทำในระบบเดียวกับที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารจัดให้มีขึ้น
- ข. ต้องจัดทำในระบบเดียวกับที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการกำหนดและจัดให้มีขึ้น
- ค. สามารถออกแบบระบบได้ตามความเหมาะสมโดยต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีก่อนจัดทำ
- ง. สามารถจัดทำระบบอิสระได้โดยต้องเชื่อมโยงเฉพาะเครือข่ายภายในสังกัดกระทรวงเดียวกัน
70. ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ในการประเมินผลการปฏิบัติงานของข้าราชการเพื่อประโยชน์ในการบริหารงานบุคคล ให้ส่วนราชการประเมินโดยคำนึงถึงสิ่งใด
- ก. ความตกลงเป็นลายลักษณ์อักษร และเป้าหมายตามแผนปฏิบัติราชการประจำปี
- ข. ผลการปฏิบัติงานเฉพาะตัวในตำแหน่ง และผลสัมฤทธิ์ที่หน่วยงานได้รับ
- ค. การประเมินภาพรวมของผู้บังคับบัญชา และประโยชน์แห่งความสามัคคี
- ง. ความพึงพอใจของประชาชนผู้รับบริการ และความคุ้มค่าตามภารกิจของรัฐ
71. ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ข้อความใดต่อไปนี้ระบุขอบเขตของบทนิยามได้ถูกต้องตามกฎหมาย
- ก. คำว่า "ส่วนราชการ" หมายความรวมถึงหน่วยงานอื่นของรัฐในสังกัดฝ่ายนิติบัญญัติ
- ข. คำว่า "ข้าราชการ" ไม่หมายความรวมถึงลูกจ้างหรือผู้ปฏิบัติงานในส่วนราชการ
- ค. คำว่า "ส่วนราชการ" ไม่หมายความรวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
- ง. คำว่า "รัฐวิสาหกิจ" หมายความเฉพาะที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติเท่านั้น
72. ในการดำเนินโครงการแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันของจังหวัดแห่งหนึ่ง ซึ่งมีภารกิจที่เกี่ยวข้องและต่อเนื่องกันระหว่างหลายส่วนราชการ ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องต้องปฏิบัติตามแนวทางใด
- ก. โอนอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายและงบประมาณของทุกหน่วยงานไปขึ้นตรงต่อผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อรวมศูนย์การตัดสินใจแต่เพียงผู้เดียว
- ข. ชะลอการปฏิบัติราชการไว้ก่อนเพื่อรอให้คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการเข้ามาจัดทำแนวทางการปฏิบัติงานและตัวชี้วัดความสำเร็จแทน
- ค. มอบหมายให้ส่วนราชการที่มีอัตรากำลังเจ้าหน้าที่มากที่สุดเป็นผู้รับผิดชอบภารกิจหลักและมีอำนาจสั่งการหน่วยงานอื่นทั้งหมด
- ง. กำหนดแนวทางการปฏิบัติราชการเพื่อให้เกิดการบริหารราชการแบบบูรณาการร่วมกัน และสนับสนุนการปฏิบัติราชการของผู้ว่าราชการจังหวัด
73. ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี หน่วยงานใดเป็นผู้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการให้ส่วนราชการจัดทำบัญชีต้นทุนในงานบริการสาธารณะแต่ละประเภท
- ก. กรมบัญชีกลาง
- ข. สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน
- ค. สำนักงาน ก.พ.ร.
- ง. สำนักงบประมาณ
74. ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 และที่แก้ไขเพิ่มเติม หากต้องการกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ หรือแนวทางในการกระจายอำนาจการตัดสินใจและความรับผิดชอบระหว่างผู้มอบอำนาจและผู้รับมอบอำนาจเพื่อให้ส่วนราชการถือปฏิบัติ การดำเนินการต้องเป็นไปตามข้อใด
- ก. ส่วนราชการแต่ละแห่งกำหนดขึ้นเอง โดยความเห็นชอบของ ก.พ.ร.
- ข. ก.พ.ร. กำหนดได้ โดยต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี
- ค. คณะรัฐมนตรีกำหนดได้โดยตรง ตามข้อเสนอแนะของนายกรัฐมนตรี
- ง. ก.พ. กำหนดได้ โดยผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการกฤษฎีกา
75. กรมแห่งหนึ่งได้รับคำเสนอแนะจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ให้ดำเนินการแก้ไขปรับปรุงระเบียบที่อยู่ในความรับผิดชอบ เนื่องจากก่อให้เกิดภาระและความยุ่งยากต่อประชาชนเกินสมควร แต่กรมพิจารณาแล้วไม่เห็นชอบด้วยกับคำเสนอแนะดังกล่าว ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี กรมจะต้องดำเนินการอย่างไร
- ก. เสนอเรื่องต่อคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการเพื่อพิจารณาวินิจฉัย
- ข. เสนอเรื่องต่อนายกรัฐมนตรีในฐานะผู้รักษาการเพื่อมีคำสั่งชี้ขาด
- ค. เสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาวินิจฉัย
- ง. ยืนยันการใช้ระเบียบเดิมและแจ้งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเพื่อยุติเรื่อง
76. ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ในการจัดทำสัญญาจัดซื้อหรือจัดจ้าง ห้ามมิให้มีข้อความหรือข้อตกลงห้ามมิให้เปิดเผยข้อความหรือข้อตกลงในสัญญา เว้นแต่เข้ากรณีใด
- ก. ข้อมูลดังกล่าวเป็นเรื่องที่คู่สัญญาตกลงร่วมกันว่าไม่ประสงค์ให้เปิดเผยต่อบุคคลภายนอก
- ข. ข้อมูลดังกล่าวได้รับความเห็นชอบจากหัวหน้าส่วนราชการให้กำหนดเป็นความลับเฉพาะเรื่อง
- ค. ข้อมูลดังกล่าวเป็นการจัดซื้อจัดจ้างที่มีวงเงินไม่เกินที่คณะกรรมการ ก.พ.ร. กำหนดไว้
- ง. ข้อมูลดังกล่าวเป็นความลับทางการค้าหรืออยู่ภายใต้การคุ้มครองความลับทางราชการ
77. ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 ในกรณีที่มีกฎหมายอื่นกำหนดให้ส่วนราชการต้องจัดทำแผนงานในเรื่องเดียวกันกับที่พระราชกฤษฎีกานี้กำหนดไว้ทั้งหมดหรือบางส่วน เมื่อส่วนราชการได้จัดทำแผนงานตามกฎหมายฉบับใดฉบับหนึ่งแล้ว จะมีผลอย่างไร
- ก. ให้ถือว่าส่วนราชการนั้นได้จัดทำแผนตามพระราชกฤษฎีกานี้ด้วยแล้ว
- ข. ส่วนราชการต้องเสนอเรื่องให้ ก.พ.ร. พิจารณาอนุมัติยกเว้นการจัดทำแผน
- ค. ส่วนราชการต้องรวมแผนงานทั้งสองเข้าด้วยกันและเสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ
- ง. ส่วนราชการยังคงต้องจัดทำแผนงานตามพระราชกฤษฎีกานี้แยกต่างหากอีกฉบับ
78. อำเภอแห่งหนึ่งได้จัดทำโครงการจัดระเบียบชุมชนและพัฒนาสิ่งแวดล้อม โดยนายอำเภอมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ดำเนินงานตามแนวทาง 'การบริหารราชการเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน' ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบจะต้องกำหนดเป้าหมายของการปฏิบัติงานให้มุ่งผลลัพธ์ตามข้อใดจึงจะถูกต้องตามที่กฎหมายบัญญัติไว้
- ก. ผลสำเร็จของงานตามแผนปฏิบัติราชการ ความรวดเร็วในการให้บริการ และความคุ้มค่าในการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดิน
- ข. ความผาสุกและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน ความสงบและปลอดภัยของสังคมส่วนรวม ตลอดจนประโยชน์สูงสุดของประเทศ
- ค. ความพึงพอใจสูงสุดของผู้มารับบริการ ความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้าง และการลดขั้นตอนการปฏิบัติงานที่ไม่จำเป็น
- ง. ความมั่นคงทางเศรษฐกิจของชุมชน การสร้างรายได้เข้าสู่ภาครัฐ และการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
79. ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี เมื่อมีการกำหนดงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามแผนปฏิบัติราชการแล้ว การโอนงบประมาณจากภารกิจหนึ่งไปดำเนินการอย่างอื่นซึ่งมีผลทำให้ภารกิจเดิมไม่บรรลุเป้าหมาย จะกระทำได้ต่อเมื่อได้รับอนุมัติจากบุคคลหรือองค์กรใดให้ปรับแผนปฏิบัติราชการ
- ก. สำนักงบประมาณ
- ข. นายกรัฐมนตรี
- ค. คณะรัฐมนตรี
- ง. รัฐมนตรีเจ้าสังกัด
80. ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มติของคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นเพื่อพิจารณาวินิจฉัยเรื่องใด ๆ จะไม่มีผลผูกพันส่วนราชการซึ่งมีผู้แทนร่วมเป็นกรรมการอยู่ในกรณีใด
- ก. เมื่อคณะกรรมการมีมติด้วยคะแนนเสียงไม่ถึงสองในสามของที่ประชุม
- ข. เมื่อผู้แทนของส่วนราชการได้ลงมติเป็นกรรมการฝ่ายข้างน้อย
- ค. เมื่อผู้แทนของส่วนราชการมิได้เข้าร่วมพิจารณาวินิจฉัย
- ง. เมื่อเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดในปัญหาด้านกฎหมาย
81. กรมแห่งหนึ่งได้จัดให้มีการทบทวนภารกิจของตน และพบว่ามีภารกิจงานหนึ่งหมดความจำเป็นและสมควรที่จะยกเลิกการดำเนินการต่อไป ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 และที่แก้ไขเพิ่มเติม กรมแห่งนี้จะต้องดำเนินการอย่างไรต่อไป
- ก. ปรับปรุงอำนาจหน้าที่ โครงสร้าง และอัตรากำลังให้สอดคล้องกัน แล้วเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบ
- ข. เสนอเรื่องต่อ ก.พ.ร. เพื่อพิจารณาอนุมัติการตัดโอนอัตรากำลังและงบประมาณไปยังส่วนราชการอื่น
- ค. ดำเนินการออกประกาศปรับปรุงโครงสร้างและยุบเลิกภารกิจได้ทันทีโดยไม่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรี
- ง. รายงานผลการทบทวนต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาสั่งการปรับลดโครงสร้างและอัตรากำลังของกรม
82. ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ในกรณีที่ส่วนราชการใดไม่อาจจัดให้มีระบบเครือข่ายสารสนเทศของส่วนราชการได้ กฎหมายกำหนดให้ส่วนราชการดังกล่าวอาจดำเนินการอย่างไร
- ก. ร้องขอให้สำนักงบประมาณพิจารณาจัดสรรงบประมาณพิเศษเพื่อจัดทำระบบ
- ข. ร้องขอให้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารดำเนินการจัดทำระบบให้
- ค. ร้องขอความร่วมมือจากภาคเอกชนที่มีความเชี่ยวชาญให้เข้ามาจัดทำระบบ
- ง. ร้องขอให้สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) จัดทำระบบเครือข่ายให้
83. ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 เมื่อส่วนราชการใดดำเนินการให้บริการที่มีคุณภาพและเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนด รวมทั้งเป็นที่พึงพอใจแก่ประชาชน กฎหมายกำหนดให้ ก.พ.ร. มีหน้าที่ดำเนินการอย่างไร
- ก. เสนอรัฐมนตรีเจ้าสังกัดจัดสรรเงินสวัสดิการเป็นรางวัลแก่ข้าราชการในสังกัด
- ข. เสนอนายกรัฐมนตรีจัดสรรเงินงบประมาณกลางเพื่อเป็นรางวัลพิเศษแก่ส่วนราชการ
- ค. เสนอคณะรัฐมนตรีจัดสรรเงินเพิ่มพิเศษเป็นบำเหน็จความชอบแก่ส่วนราชการ
- ง. เสนอคณะรัฐมนตรีจัดสรรเงินรางวัลการเพิ่มประสิทธิภาพให้แก่ส่วนราชการ
84. กรมแห่งหนึ่งกำลังพิจารณาคัดเลือกข้อเสนอโครงการพัฒนาองค์กร โดยมีเงื่อนไขว่าต้องมุ่งผลสัมฤทธิ์ตามเป้าหมายของการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี โครงการของกองใดมีเป้าหมายที่สอดคล้องกับที่กฎหมายดังกล่าวบัญญัติไว้โดยตรง
- ก. กองการเจ้าหน้าที่: โครงการขยายโครงสร้างและเพิ่มอัตรากำลังเจ้าหน้าที่ให้มีจำนวนมากที่สุด
- ข. กองการเงิน: โครงการจัดหารายได้นอกงบประมาณเพื่อสร้างผลกำไรสูงสุดให้แก่หน่วยงาน
- ค. กองการพัสดุ: โครงการจัดซื้อจัดจ้างที่มุ่งเน้นความคุ้มค่าในเชิงพาณิชย์และการทำกำไร
- ง. กองนโยบายและแผน: โครงการจัดให้มีการประเมินผลการปฏิบัติราชการอย่างสม่ำเสมอ
85. ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 ส่วนราชการมีหน้าที่พัฒนาความรู้ในส่วนราชการเพื่อให้มีลักษณะตามข้อใด
- ก. องค์การแห่งการเรียนรู้อย่างสม่ำเสมอ
- ข. องค์การที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล
- ค. องค์การที่บริหารงานแบบบูรณาการร่วมกัน
- ง. องค์การที่มีขีดสมรรถนะสูงอย่างยั่งยืน
86. ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการประเมินความคุ้มค่าในการปฏิบัติภารกิจของรัฐ
- ก. ประเมินโดยสำนักงบประมาณร่วมกับกรมบัญชีกลางเพื่อรายงานให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา
- ข. ประเมินโดยครอบคลุมถึงประโยชน์หรือผลเสียทางสังคมที่ไม่อาจคำนวณเป็นตัวเงินได้ด้วย
- ค. ประเมินเพื่อเป็นแนวทางให้ส่วนราชการจัดทำแผนลดต้นทุนต่อหน่วยเสนอต่อ ก.พ.ร.
- ง. ประเมินโดยมุ่งเน้นเฉพาะผลประโยชน์และรายจ่ายที่คำนวณเป็นมูลค่าตัวเงินได้เท่านั้น
87. กระทรวงแห่งหนึ่งมีส่วนราชการภายในสังกัดหลายแห่งที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับการบริการประชาชน หากต้องการอำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถติดต่อสอบถาม ขอทราบข้อมูล ขออนุญาต หรือขออนุมัติในเรื่องที่เป็นอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการในกระทรวงได้ ณ จุดเดียว ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี กฎหมายกำหนดให้เป็นหน้าที่ของบุคคลใดในการจัดให้ส่วนราชการร่วมกันจัดตั้งศูนย์บริการร่วม
- ก. เป็นหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวง
- ข. เป็นหน้าที่ของอธิบดีกรมที่รับผิดชอบหลัก
- ค. เป็นหน้าที่ของปลัดกระทรวง
- ง. เป็นหน้าที่ของเลขาธิการคณะรัฐมนตรี
88. ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ในการปฏิบัติราชการที่เกี่ยวข้องกับการบริการประชาชนหรือติดต่อประสานงานระหว่างส่วนราชการ หากส่วนราชการกำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จของงานไว้แต่ล่าช้าเกินสมควร องค์กรใดมีอำนาจกำหนดเวลาแล้วเสร็จให้ส่วนราชการนั้นต้องปฏิบัติ
- ก. คณะรัฐมนตรี
- ข. สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
- ค. สำนักงาน ก.พ.
- ง. ก.พ.ร.
89. ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี การประเมินผลการปฏิบัติราชการของส่วนราชการโดยคณะผู้ประเมินอิสระ ต้องดำเนินการประเมินในเรื่องใดและเป็นไปตามข้อกำหนดใด
- ก. ประเมินผลสัมฤทธิ์ คุณภาพการให้บริการ ความพึงพอใจของประชาชน และความคุ้มค่าในภารกิจ ตามที่ ก.พ.ร. กำหนด
- ข. ประเมินการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับงบประมาณรายจ่ายและสัญญาจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อมิให้เกิดความได้เปรียบหรือเสียเปรียบแก่บุคคลใด
- ค. ประเมินผลสัมฤทธิ์ของภารกิจและความคุ้มค่า โดยต้องจัดทำเป็นความลับและเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่สำนักงบประมาณกำหนด
- ง. ประเมินภาพรวมของผู้บังคับบัญชาแต่ละระดับหรือหน่วยงานในส่วนราชการ โดยต้องกระทำเป็นความลับและเพื่อประโยชน์แห่งความสามัคคี
90. องค์การบริหารส่วนตำบลแห่งหนึ่งเตรียมจัดทำหลักเกณฑ์การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีของตนเอง ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี หลักเกณฑ์ดังกล่าวต้องมีเรื่องใดเป็นอย่างน้อย และเป็นหน้าที่ของหน่วยงานใดในการดูแลช่วยเหลือ
- ก. ต้องมีหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการปรับปรุงภารกิจของหน่วยงาน และการประเมินผลการปฏิบัติราชการอย่างสม่ำเสมอ โดยมีกรมบัญชีกลางดูแลช่วยเหลือ
- ข. ต้องมีหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการลดขั้นตอนการปฏิบัติงาน และการอำนวยความสะดวกและการตอบสนองความต้องการของประชาชน โดยมีกระทรวงมหาดไทยดูแลช่วยเหลือ
- ค. ต้องมีหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการบริหารแบบบูรณาการ และการประเมินความคุ้มค่าในการปฏิบัติภารกิจของรัฐ โดยมีสำนักงาน ก.พ.ร. ดูแลช่วยเหลือ
- ง. ต้องมีหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการจัดทำแผนปฏิบัติราชการ และการเปิดเผยข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างต่อประชาชน โดยมีสำนักงบประมาณดูแลช่วยเหลือ
91. ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ในการบริหารราชการเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน หากเกิดปัญหาหรืออุปสรรคอันเกิดจากส่วนราชการอื่นหรือระเบียบข้อบังคับที่ออกโดยส่วนราชการอื่น นอกจากต้องแจ้งให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องทราบแล้ว ส่วนราชการจะต้องแจ้งให้องค์กรหรือบุคคลใดทราบด้วย
- ก. ผู้ตรวจการแผ่นดิน
- ข. คณะรัฐมนตรี
- ค. ก.พ.ร.
- ง. นายกรัฐมนตรี
92. ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี เมื่อนายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง หัวหน้าส่วนราชการมีหน้าที่ต้องดำเนินการอย่างไร
- ก. สรุปผลการปฏิบัติราชการและข้อเสนอแนะการบริหารงาน เสนอต่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่โดยทันที
- ข. สรุปผลสัมฤทธิ์ของงานส่งมอบแก่นายกรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่ง เพื่อใช้บันทึกเป็นหลักฐาน
- ค. ปรับปรุงแผนปฏิบัติราชการและส่งข้อมูลให้สำนักงบประมาณ เพื่อใช้จัดสรรงบประมาณรายจ่ายใหม่
- ง. สรุปผลการปฏิบัติราชการและให้ข้อมูลต่อนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ตามที่นายกรัฐมนตรีคนใหม่สั่งการ
93. นายสมศักดิ์ ข้าราชการพลเรือน ได้รับคำสั่งราชการด้วยวาจาจากผู้อำนวยการกอง เนื่องจากผู้อำนวยการกองมีความจำเป็นเร่งด่วนที่ไม่อาจสั่งเป็นลายลักษณ์อักษรในขณะนั้นได้ ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 นายสมศักดิ์ในฐานะผู้รับคำสั่งมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามข้อใด
- ก. บันทึกคำสั่งด้วยวาจานั้นไว้เป็นลายลักษณ์อักษร และเมื่อปฏิบัติราชการแล้วให้บันทึกรายงานผู้สั่งราชการทราบโดยอ้างอิงคำสั่งด้วยวาจาไว้ด้วย
- ข. แจ้งให้ผู้บังคับบัญชาจัดทำคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษรให้เสร็จสิ้นก่อน จึงจะมีผลสมบูรณ์ให้เริ่มปฏิบัติราชการตามที่สั่งการได้
- ค. ปฏิบัติราชการได้ทันทีโดยไม่ต้องบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร เนื่องจากเป็นกรณีจำเป็นเร่งด่วนที่กฎหมายอนุญาตให้สั่งด้วยวาจาได้
- ง. ปฏิบัติราชการตามคำสั่งให้เสร็จสิ้น แล้วประสานให้ผู้บังคับบัญชาเป็นผู้จัดทำบันทึกรับรองการสั่งการด้วยวาจาดังกล่าวในภายหลัง
94. ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ในกรณีที่มีการยุบเลิก โอน หรือรวมส่วนราชการใดทั้งหมดหรือบางส่วน หากมีความจำเป็นเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐจนต้องจัดตั้งส่วนราชการที่มีภารกิจลักษณะเดียวกันขึ้นอีก จะต้องได้รับความเห็นชอบจากองค์กรใด
- ก. สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
- ข. คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.)
- ค. คณะรัฐมนตรีโดยข้อเสนอแนะของนายกรัฐมนตรี
- ง. คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.)
95. ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 ในกรณีที่ส่วนราชการได้รับคำร้องเรียนหรือข้อเสนอแนะเกี่ยวกับกฎหรือระเบียบที่ออกใช้บังคับกับส่วนราชการอื่น หากพิจารณาแล้วเห็นว่าการร้องเรียนนั้นเกิดจากความไม่เข้าใจในระเบียบดังกล่าว ส่วนราชการผู้ออกระเบียบมีหน้าที่ต้องดำเนินการอย่างไร
- ก. ส่งเรื่องให้ ก.พ.ร. เป็นผู้ดำเนินการชี้แจงภายใน 15 วัน
- ข. จำหน่ายเรื่องและยุติการพิจารณาได้โดยไม่ต้องชี้แจง
- ค. ชี้แจงให้ผู้ร้องเรียนหรือเสนอแนะทราบภายใน 15 วัน
- ง. ดำเนินการปรับปรุงแก้ไขหรือยกเลิกระเบียบนั้นโดยเร็ว
96. กรมแห่งหนึ่งได้ดำเนินงานไปตามเป้าหมาย สามารถเพิ่มผลงานและผลสัมฤทธิ์โดยไม่เป็นการเพิ่มค่าใช้จ่ายและคุ้มค่าต่อภารกิจของรัฐได้ตามหลักเกณฑ์ที่ ก.พ.ร. กำหนด ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 กรณีนี้ ก.พ.ร. มีหน้าที่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อดำเนินการตามข้อใด
- ก. จัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีเพิ่มเติมให้แก่ส่วนราชการนั้น
- ข. จัดสรรเงินเพิ่มพิเศษเป็นบำเหน็จความชอบให้แก่ส่วนราชการนั้น
- ค. จัดสรรเงินรางวัลการปรับปรุงการบริการให้แก่ส่วนราชการนั้น
- ง. จัดสรรเงินรางวัลการเพิ่มประสิทธิภาพให้แก่ส่วนราชการนั้น
97. ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี การบริหารราชการเพื่อบรรลุเป้าหมายในข้อใด จัดเป็นการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี
- ก. มีประสิทธิภาพและเกิดความคุ้มค่าในเชิงภารกิจของรัฐ
- ข. มีการเพิ่มขั้นตอนการปฏิบัติงานเพื่อความรอบคอบรัดกุม
- ค. มีประสิทธิภาพและเกิดผลกำไรสูงสุดในเชิงพาณิชย์ของรัฐ
- ง. มีการขยายภารกิจของส่วนราชการให้ครอบคลุมทุกด้าน
98. ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 ข้อใดระบุหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการกำหนดมาตรการกำกับการปฏิบัติราชการเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ได้ถูกต้อง
- ก. สำนักงบประมาณอาจเสนอต่อคณะรัฐมนตรีให้จัดสรรงบประมาณตามผลสัมฤทธิ์เพื่อแสดงความคุ้มค่าในการปฏิบัติราชการ
- ข. ก.พ.ร. อาจเสนอต่อคณะรัฐมนตรีให้จัดทำความตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อแสดงความรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการ
- ค. นายกรัฐมนตรีอาจสั่งการให้ส่วนราชการจัดทำความตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อประเมินความพึงพอใจของประชาชน
- ง. ส่วนราชการอาจเสนอต่อรัฐมนตรีเจ้าสังกัดให้จัดทำข้อตกลงในการปฏิบัติงานเพื่อลดขั้นตอนการปฏิบัติงานที่ไม่จำเป็น
99. โรงพยาบาลของรัฐแห่งหนึ่งดำเนินการจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ที่มีความสำคัญ ซึ่งคณะกรรมการจัดซื้อพิจารณาแล้วเห็นว่าวัตถุประสงค์ในการใช้งานจำเป็นต้องคำนึงถึงคุณภาพและการดูแลรักษาเป็นสำคัญ ปรากฏว่ามีผู้เสนอราคาที่เสนอราคาสูงกว่าบางรายแต่มีคุณภาพและบริการดูแลรักษาที่ได้มาตรฐาน ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี คณะกรรมการจัดซื้อสามารถดำเนินการอย่างไรได้ถูกต้องตามกฎหมาย
- ก. ต้องยึดถือราคาต่ำสุดเป็นเกณฑ์ชี้ขาดเสมอเพื่อประหยัดงบประมาณ
- ข. ต้องเสนอเรื่องขออนุมัติยกเว้นการใช้เกณฑ์ราคาต่ำสุดจากสำนักงบประมาณ
- ค. ดำเนินการคัดเลือกโดยไม่ต้องถือราคาต่ำสุดในการเสนอซื้อเสมอไป
- ง. ต้องเสนอเรื่องให้คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการให้ความเห็นชอบก่อนดำเนินการ
100. ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 การยื่นคำร้องหรือคำขอต่อศูนย์บริการร่วม มีผลทางกฎหมายอย่างไร
- ก. ถือว่าเป็นการยื่นต่อสำนักงานปลัดกระทรวงเท่านั้นจนกว่าจะมีคำสั่งรับเรื่องจากส่วนราชการ
- ข. ถือว่าเป็นการยื่นต่อส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเมื่อศูนย์บริการร่วมส่งต่อเรื่องถึงส่วนราชการนั้น
- ค. ถือว่าเป็นการรับเรื่องไว้เบื้องต้นและจะเริ่มมีผลเมื่อประชาชนมายืนยันเอกสารครบถ้วนแล้ว
- ง. ถือว่าเป็นการยื่นต่อส่วนราชการที่เกี่ยวข้องทั้งหมดตามที่ระบุไว้ในกฎหมายหรือกฎแล้ว
101. ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี เมื่อส่วนราชการได้รับการติดต่อสอบถามเป็นหนังสือจากประชาชนเกี่ยวกับงานในอำนาจหน้าที่ ส่วนราชการมีหน้าที่ต้องปฏิบัติอย่างไร
- ก. ตอบคำถามหรือแจ้งการดำเนินการให้ทราบภายใน 15 วัน หรือตามเวลาที่กำหนดไว้
- ข. รวบรวมคำถามส่งต่อให้ศูนย์บริการร่วมดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเวลา 7 วัน
- ค. แจ้งเหตุขัดข้องที่ยังไม่อาจตอบได้ต่อผู้บังคับบัญชาทราบภายในกำหนดเวลา 15 วัน
- ง. ตอบคำถามให้เสร็จสิ้นภายใน 30 วัน หรือส่งเรื่องให้ ก.พ.ร. พิจารณาตอบแทน
102. กรมแห่งหนึ่งมีดำริจะจัดให้มีการประเมินภาพรวมของผู้บังคับบัญชาในแต่ละระดับภายในหน่วยงาน เพื่อสำรวจและสะท้อนมุมมองการปฏิบัติงานร่วมกัน ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี การประเมินดังกล่าวจะต้องดำเนินการตามเงื่อนไขใด
- ก. ต้องส่งหลักเกณฑ์และแบบประเมินให้คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการเห็นชอบก่อน
- ข. ต้องกระทำเป็นความลับและเป็นไปเพื่อประโยชน์แห่งความสามัคคีของข้าราชการ
- ค. ต้องจัดให้มีคณะผู้ประเมินอิสระภายนอกเข้ามาเป็นผู้ดำเนินการประเมินเท่านั้น
- ง. ต้องเปิดเผยผลการประเมินให้ข้าราชการทุกคนทราบเพื่อความโปร่งใสในการบริหารงาน
103. ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง หากมีกฎหมายใดกำหนดวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองเรื่องใดไว้โดยเฉพาะ การจะนำวิธีปฏิบัติตามกฎหมายเฉพาะนั้นมาใช้บังคับแทนได้ จะต้องเข้าเงื่อนไขใด
- ก. เป็นกฎหมายเฉพาะระดับพระราชบัญญัติที่ตราขึ้นและมีผลใช้บังคับภายหลังพระราชบัญญัตินี้
- ข. ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองและประกาศในราชกิจจานุเบกษา
- ค. มีหลักเกณฑ์ที่ประกันความเป็นธรรมหรือมีมาตรฐานไม่ต่ำกว่าที่กำหนดในพระราชบัญญัตินี้
- ง. คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้ใช้กฎหมายเฉพาะนั้นแทนเพื่อประโยชน์ในการบริหารราชการแผ่นดิน
104. ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ในกรณีที่มีการคัดค้านว่ากรรมการในคณะกรรมการที่มีอำนาจพิจารณาทางปกครองมีลักษณะต้องห้ามมิให้ทำการพิจารณาทางปกครอง การลงมติของที่ประชุมเพื่อให้กรรมการผู้นั้นปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้จะต้องเป็นไปตามข้อใด
- ก. มติด้วยคะแนนเสียงข้างมากของกรรมการทุกคนที่ไม่ถูกคัดค้าน โดยวิธีเปิดเผยและให้เสนอผู้มีอำนาจสั่งการ
- ข. มติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในสี่ของกรรมการทั้งหมดในคณะ โดยวิธีลงคะแนนลับและให้เป็นที่สุด
- ค. มติด้วยคะแนนเสียงเอกฉันท์ของกรรมการที่เหลืออยู่ในที่ประชุม โดยวิธีเปิดเผยและคู่กรณีสามารถอุทธรณ์ได้
- ง. มติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของกรรมการที่ไม่ถูกคัดค้าน โดยวิธีลงคะแนนลับและให้เป็นที่สุด
105. นายเดวิดได้ยื่นคำขอพร้อมเอกสารหลักฐานที่จัดทำขึ้นเป็นภาษาอังกฤษต่อเจ้าหน้าที่ในวันที่ 1 มีนาคม เจ้าหน้าที่มิได้ยอมรับเอกสารภาษาต่างประเทศดังกล่าว และได้กำหนดให้นายเดวิดจัดทำคำแปลเป็นภาษาไทยที่มีการรับรองความถูกต้องมายื่นภายใน 15 วัน ต่อมานายเดวิดได้นำคำแปลภาษาไทยที่รับรองความถูกต้องมายื่นต่อเจ้าหน้าที่ในวันที่ 10 มีนาคม ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ให้ถือว่าเอกสารดังกล่าวได้ยื่นต่อเจ้าหน้าที่ในวันใด
- ก. วันที่ 10 มีนาคม ซึ่งเป็นวันที่เจ้าหน้าที่ได้รับคำแปลภาษาไทย
- ข. วันที่เจ้าหน้าที่ตรวจความถูกต้องและมีคำสั่งรับคำขอดังกล่าวไว้พิจารณา
- ค. วันที่ 1 มีนาคม ซึ่งเป็นวันที่ยื่นเอกสารฉบับภาษาต่างประเทศครั้งแรก
- ง. วันที่ 16 มีนาคม ซึ่งเป็นวันถัดจากวันที่ครบกำหนดระยะเวลาส่งคำแปล
106. ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ในกรณีที่คำสั่งทางปกครองมิได้ระบุกรณีที่อาจอุทธรณ์ การยื่นคำอุทธรณ์ และระยะเวลาสำหรับการอุทธรณ์ไว้ และไม่มีการแจ้งใหม่ หากระยะเวลาอุทธรณ์เดิมสั้นกว่า 1 ปี กฎหมายกำหนดให้มีผลอย่างไร
- ก. ให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์เป็น 90 วันนับแต่วันที่ได้รับคำสั่งทางปกครอง
- ข. ให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์เป็น 1 ปีนับแต่วันที่ได้รับคำสั่งทางปกครอง
- ค. ให้คำสั่งทางปกครองดังกล่าวตกเป็นโมฆะและไม่มีผลใช้บังคับตั้งแต่ต้น
- ง. ให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์เป็น 180 วันนับแต่วันที่ได้รับคำสั่งทางปกครอง
107. ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 กรณีการเพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่อยู่ในบังคับของการให้เงินหรือทรัพย์สิน ข้อใดระบุหลักเกณฑ์การขอรับค่าทดแทนความเสียหายได้ถูกต้อง
- ก. ต้องร้องขอค่าทดแทนภายใน 90 วันนับแต่ได้รับแจ้งให้ทราบถึงการเพิกถอน และค่าทดแทนต้องไม่สูงกว่าประโยชน์ที่อาจได้รับหากไม่ถูกเพิกถอน
- ข. ต้องร้องขอค่าทดแทนภายใน 1 ปีนับแต่ได้รับแจ้งให้ทราบถึงการเพิกถอน และจะได้รับค่าทดแทนเฉพาะกรณีที่มีการเพิกถอนคำสั่งเพียงบางส่วนเท่านั้น
- ค. ต้องร้องขอค่าทดแทนภายใน 180 วันนับแต่ได้รับแจ้งให้ทราบถึงการเพิกถอน และค่าทดแทนต้องไม่สูงกว่าประโยชน์ที่อาจได้รับหากไม่ถูกเพิกถอน
- ง. ต้องร้องขอค่าทดแทนภายใน 180 วันนับแต่วันที่มีคำสั่งเพิกถอน และสามารถกำหนดค่าทดแทนได้เต็มตามความเสียหายจริงโดยไม่มีเพดานจำกัด
108. ในการบังคับทางปกครองตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 เจ้าหน้าที่ผู้ออกคำสั่งใช้มาตรการบังคับทางปกครองได้มีหนังสือสอบถามข้อมูลทรัพย์สินของลูกหนี้ไปยังสถาบันการเงินแห่งหนึ่ง หากผู้จัดการสถาบันการเงินดังกล่าวจงใจไม่ปฏิบัติตามหนังสือโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร จะมีผลตามกฎหมายอย่างไร
- ก. ต้องรับโทษปรับทางปกครองในอัตราไม่เกินห้าหมื่นบาทต่อวัน
- ข. ต้องร่วมรับผิดชดใช้เงินตามคำสั่งทางปกครองร่วมกับลูกหนี้
- ค. ไม่มีความผิดใดเพราะต้องรักษาความลับของลูกค้าตามกฎหมาย
- ง. มีความผิดฐานขัดคำสั่งเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา
109. ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม การมีคำเตือนก่อนใช้มาตรการบังคับทางปกครองกับคำสั่งที่กำหนดให้กระทำหรือละเว้นกระทำ ข้อใดถูกต้อง
- ก. กำหนดมาตรการบังคับทางปกครองมากกว่าหนึ่งมาตรการในคราวเดียวกันไม่ได้
- ข. ในกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วน เจ้าหน้าที่จะมีคำเตือนด้วยวาจาแทนหนังสือก็ได้
- ค. หากเสียค่าใช้จ่ายจริงมากกว่าที่ระบุไว้ในคำเตือน จะไม่มีสิทธิเรียกเพิ่มขึ้น
- ง. คำเตือนดังกล่าวต้องทำแยกต่างหาก จะกำหนดไปพร้อมกับคำสั่งทางปกครองไม่ได้
110. ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 กรณีมีเหตุจำเป็นเร่งด่วนและเจ้าหน้าที่แจ้งคำสั่งทางปกครองทางเครื่องโทรสาร กฎหมายกำหนดแนวทางปฏิบัติและผลของการแจ้งไว้อย่างไร
- ก. ไม่ต้องจัดส่งคำสั่งตัวจริงซ้ำอีก และถือว่าได้รับแจ้งทันทีที่พิมพ์รายงานผลการส่งสัญญาณของเครื่องโทรสารต้นทางสำเร็จ
- ข. ต้องจัดส่งตัวจริงให้ในทันทีที่อาจกระทำได้ และถือว่าได้รับแจ้งตามวันเวลาในหลักฐานของผู้ให้บริการโทรคมนาคม
- ค. ต้องจัดส่งตัวจริงให้แก่ผู้รับโดยวิธีใดวิธีหนึ่ง และถือว่าได้รับแจ้งเป็นหนังสือในวันที่ผู้รับได้รับคำสั่งตัวจริงนั้น
- ง. ต้องมีหลักฐานการส่งของเจ้าหน้าที่ และถือว่าได้รับแจ้งเป็นหนังสือเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลา 7 วันนับแต่วันที่ส่งโทรสาร
111. พันตำรวจโท สมศักดิ์ ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบภารกิจหลายด้านในพื้นที่ ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง การดำเนินงานในข้อใดของพันตำรวจโท สมศักดิ์ ที่ได้รับการยกเว้นมิให้นำพระราชบัญญัติดังกล่าวมาใช้บังคับ
- ก. การพิจารณาออกคำสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้เปิดสถานบริการตามคำขอ
- ข. การออกคำสั่งให้บุคคลรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่สร้างโดยไม่ได้รับอนุญาต
- ค. การดำเนินงานตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญาในการสอบสวนคดี
- ง. การพิจารณาออกคำสั่งลงโทษทางวินัยแก่ผู้ใต้บังคับบัญชาในสังกัด
112. ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ในกรณีที่มีเหตุอื่นซึ่งมีสภาพร้ายแรงอันอาจทำให้การพิจารณาทางปกครองไม่เป็นกลาง หากมีคู่กรณีคัดค้านเจ้าหน้าที่ผู้พิจารณา แต่เจ้าหน้าที่ผู้นั้นเห็นว่าตนไม่มีเหตุตามที่คัดค้าน เจ้าหน้าที่จะมีอำนาจดำเนินการอย่างไร
- ก. ต้องส่งมอบสำนวนให้เจ้าหน้าที่ผู้มีอาวุโสสูงสุดในหน่วยงานเดียวกันเป็นผู้พิจารณาเรื่องแทนทันที
- ข. จะทำการพิจารณาเรื่องต่อไปได้ ก็ต่อเมื่อได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากคู่กรณีทุกฝ่ายเสียก่อน
- ค. ต้องหยุดการพิจารณาเรื่องไว้ทันที และส่งเรื่องให้คณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองชี้ขาด
- ง. จะทำการพิจารณาเรื่องต่อไปก็ได้ แต่ต้องแจ้งให้ผู้บังคับบัญชาเหนือตนขึ้นไปชั้นหนึ่งทราบ
113. ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 การดำเนินการพิจารณาพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงของเจ้าหน้าที่ ข้อความใดต่อไปนี้ถูกต้อง
- ก. เจ้าหน้าที่ปฏิเสธไม่รับฟังพยานหลักฐานของคู่กรณีได้ หากเห็นว่าเป็นการกล่าวอ้างที่ไม่จำเป็น ฟุ่มเฟือย หรือเพื่อประวิงเวลา
- ข. เจ้าหน้าที่ไม่มีอำนาจออกไปตรวจสถานที่เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงได้เอง โดยต้องทำคำร้องขอให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจเป็นผู้ดำเนินการแทน
- ค. คู่กรณีมีสิทธิปฏิเสธที่จะไม่ให้ความร่วมมือหรือแจ้งพยานหลักฐานที่ตนทราบได้ หากเห็นว่าการเปิดเผยจะทำให้ตนเองต้องเสียเปรียบในทางคดี
- ง. คู่กรณีที่มาให้ถ้อยคำและแสดงพยานหลักฐานต่อเจ้าหน้าที่มีสิทธิได้รับเงินค่าป่วยการตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง
114. นายกเทศมนตรีมีคำสั่งเป็นหนังสือสั่งให้นายดำระงับการก่อสร้างอาคารเนื่องจากไม่ได้รับอนุญาต โดยนายกเทศมนตรีลงนามในคำสั่งเมื่อวันที่ 1 มีนาคม เจ้าหน้าที่นำหนังสือไปส่งและนายดำได้รับแจ้งคำสั่งเมื่อวันที่ 5 มีนาคม ต่อมานายดำยื่นอุทธรณ์คำสั่งเมื่อวันที่ 12 มีนาคม กรณีนี้ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง คำสั่งทางปกครองดังกล่าวมีผลใช้ยันต่อนายดำตั้งแต่เมื่อใด
- ก. ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม ซึ่งเป็นวันที่นายกเทศมนตรีลงนามในคำสั่ง
- ข. ตั้งแต่วันที่ 5 มีนาคม ขณะที่นายดำได้รับแจ้งคำสั่งเป็นต้นไป
- ค. ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม ซึ่งเป็นวันที่นายดำยื่นอุทธรณ์คำสั่ง
- ง. ตั้งแต่เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาการอุทธรณ์คำสั่งทางปกครองนั้นแล้ว
115. ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 การเพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งเป็นการให้ประโยชน์แก่ผู้รับคำสั่งทางปกครองในกรณีใด ที่กฎหมายกำหนดให้ผู้ได้รับประโยชน์มีสิทธิได้รับค่าทดแทนความเสียหายอันเกิดจากความเชื่อโดยสุจริตได้
- ก. ผู้รับประโยชน์มิได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ของคำสั่งทางปกครองนั้น
- ข. คำสั่งทางปกครองมีข้อสงวนสิทธิให้เพิกถอนได้ระบุไว้ชัดแจ้งในคำสั่งนั้นเอง
- ค. ข้อเท็จจริงและพฤติการณ์เปลี่ยนแปลงไปและหากไม่เพิกถอนจะเสียหายต่อสาธารณะ
- ง. มีข้อกำหนดให้ผู้รับประโยชน์ต้องปฏิบัติแต่ไม่มีการปฏิบัติภายในเวลาที่กำหนด
116. ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ในกรณีที่กฎกระทรวงไม่ได้กำหนดขั้นตอนและวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการยึด การอายัด และการขายทอดตลาดทรัพย์สินไว้ จนต้องนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม ข้อใดระบุการเทียบความหมายได้ถูกต้องตามกฎหมาย
- ก. ให้ถือว่า “อำนาจของศาลในส่วนที่เกี่ยวกับการบังคับคดี” เป็น อำนาจของศาลปกครองที่มีเขตอำนาจ
- ข. ให้ถือว่า “เจ้าพนักงานบังคับคดี” หมายถึง หัวหน้าหน่วยงานของรัฐที่ออกคำสั่งให้ชำระเงิน
- ค. ให้ถือว่า “เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา” หมายถึง เจ้าพนักงานบังคับทางปกครอง
- ง. ให้ถือว่า “ลูกหนี้ตามคำพิพากษา” หมายถึง ผู้อยู่ในบังคับของมาตรการบังคับทางปกครอง
117. นายเอกได้รับคำสั่งเป็นหนังสือจากเจ้าหน้าที่ให้ดำเนินการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างภายในระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งปรากฏว่าวันสุดท้ายของระยะเวลาดังกล่าวตรงกับวันอาทิตย์ซึ่งเป็นวันหยุดทำการงานของเจ้าหน้าที่ โดยในคำสั่งมิได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ระยะเวลาที่กำหนดให้นายเอกปฏิบัติตามคำสั่งนั้นจะสิ้นสุดลงเมื่อใด
- ก. สิ้นสุดในวันทำงานที่ถัดจากวันหยุดนั้น
- ข. สิ้นสุดในวันศุกร์ซึ่งเป็นวันทำการสุดท้ายก่อนวันหยุด
- ค. สิ้นสุดในวันถัดไปเฉพาะเมื่อเจ้าหน้าที่มีคำสั่งอนุญาต
- ง. สิ้นสุดในวันอาทิตย์ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของระยะเวลานั้น
118. ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 นอกจากพ้นจากตำแหน่งตามวาระแล้ว กรณีใดเป็นเหตุให้กรรมการพ้นจากตำแหน่ง
- ก. ได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดในความผิดอันกระทำโดยประมาท
- ข. เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ
- ค. ถูกฟ้องคดีล้มละลายและอยู่ระหว่างการพิจารณาคดีของศาล
- ง. ได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดในความผิดลหุโทษ
119. ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ผู้มีอำนาจออกกฎเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้และเงื่อนไขการมีผลใช้บังคับเป็นไปตามข้อใด
- ก. คณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองมีอำนาจออกประกาศ และให้ใช้บังคับได้เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ
- ข. นายกรัฐมนตรีมีอำนาจออกระเบียบและข้อบังคับ และให้ใช้บังคับได้ทันทีเมื่อลงนามในคำสั่งเรียบร้อยแล้ว
- ค. นายกรัฐมนตรีมีอำนาจออกกฎกระทรวงและประกาศ และให้ใช้บังคับได้เมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว
- ง. ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีมีอำนาจออกกฎกระทรวงและประกาศ และให้ใช้บังคับได้เมื่อส่งมอบให้หน่วยงานราชการทราบ
120. ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 กรณีเกิดเหตุโรคระบาดสัตว์ร้ายแรงในพื้นที่ซึ่งจำเป็นต้องออกคำสั่งกักกันสัตว์ทันที มิฉะนั้นจะเกิดความเสียหายต่อประโยชน์สาธารณะอย่างร้ายแรง แต่ปรากฏว่านายอำเภอผู้มีอำนาจเป็นพี่ชายร่วมบิดามารดาของเจ้าของฟาร์มสัตว์ และไม่มีเจ้าหน้าที่อื่นปฏิบัติหน้าที่แทนได้ นายอำเภอจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างไร
- ก. ต้องหยุดการพิจารณาไว้ทันทีและรายงานผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อสั่งการ แม้จะเป็นกรณีมีความจำเป็นเร่งด่วนก็ตาม
- ข. ดำเนินการพิจารณาต่อไปได้ก็ต่อเมื่อได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากเจ้าของสถานประกอบการที่เป็นคู่กรณี
- ค. ต้องส่งเรื่องให้คณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองพิจารณาชี้ขาดก่อน จึงจะสามารถออกคำสั่งบังคับได้
- ง. สามารถดำเนินการพิจารณาและออกคำสั่งได้ เพราะเป็นกรณีจำเป็นเร่งด่วนหากล่าช้าจะเสียหายต่อประโยชน์สาธารณะ
121. ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ในกรณีที่คำสั่งทางปกครองอาจกระทบถึงสิทธิของคู่กรณี กรณีใดต่อไปนี้เป็นข้อยกเว้นที่เจ้าหน้าที่ไม่จำต้องให้คู่กรณีมีโอกาสได้ทราบข้อเท็จจริง โต้แย้ง และแสดงพยานหลักฐาน
- ก. เมื่อคำสั่งทางปกครองนั้นเป็นมาตรการบังคับทางปกครอง
- ข. เมื่อคู่กรณีได้มีทนายความหรือที่ปรึกษาเข้าร่วมการพิจารณา
- ค. เมื่อเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการออกไปตรวจสถานที่ด้วยตนเองแล้ว
- ง. เมื่อมีการแต่งตั้งตัวแทนร่วมของคู่กรณีเพื่อดำเนินการแทน
122. ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ในกรณีที่คำสั่งทางปกครองไม่ได้ออกโดยรัฐมนตรีและไม่มีกฎหมายเฉพาะกำหนดขั้นตอนอุทธรณ์ไว้ ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการอุทธรณ์คำสั่งทางปกครองดังกล่าว
- ก. การยื่นอุทธรณ์มีผลให้ทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครองไว้โดยอัตโนมัติจนกว่าจะวินิจฉัยเสร็จสิ้น
- ข. ยื่นคำอุทธรณ์เป็นหนังสือต่อเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครองภายใน 15 วันนับแต่วันที่ตนได้รับแจ้งคำสั่ง
- ค. การอุทธรณ์จะกระทำด้วยวาจาหรือทำเป็นหนังสือก็ได้หากระบุข้อโต้แย้งและข้อเท็จจริงประกอบ
- ง. ยื่นคำอุทธรณ์ต่อผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์โดยตรงภายใน 30 วันนับแต่วันที่ตนได้รับแจ้งคำสั่ง
123. นายอำเภอมีคำสั่งทางปกครองให้นายมนัสรื้อถอนอาคารที่กีดขวางทางสาธารณะ แต่นายมนัสไม่ปฏิบัติตามและได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว หากนายอำเภอประสงค์จะบังคับการให้เป็นไปตามคำสั่ง ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ข้อใดระบุอำนาจหน้าที่ของนายอำเภอได้ถูกต้อง
- ก. นายอำเภอต้องยุติการบังคับไว้ทันที เพราะการยื่นอุทธรณ์มีผลเป็นการทุเลาการบังคับตามกฎหมายโดยอัตโนมัติ
- ข. นายอำเภอไม่มีอำนาจบังคับได้เอง ต้องส่งเรื่องให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอหมายบังคับคดีเสมอ
- ค. นายอำเภอมีอำนาจพิจารณาใช้มาตรการบังคับทางปกครองได้ เว้นแต่จะมีการสั่งให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน
- ง. นายอำเภอมีอำนาจใช้มาตรการบังคับได้ทันที โดยกฎหมายไม่อนุญาตให้มีการสั่งทุเลาการบังคับไว้ก่อนไม่ว่ากรณีใด
124. ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม การโต้แย้งหรือการใช้สิทธิทางศาลเกี่ยวกับการยึด การอายัด และการขายทอดตลาดทรัพย์สิน สำหรับกรณีอื่นที่ไม่อยู่ภายใต้เขตอำนาจของศาลชำนัญพิเศษ ให้เสนอต่อศาลใด
- ก. ศาลอุทธรณ์
- ข. ศาลรัฐธรรมนูญ
- ค. ศาลแพ่ง
- ง. ศาลปกครอง
125. ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ในกรณีที่บุคคลไม่อาจกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดได้ เพราะมีพฤติการณ์ที่จำเป็นอันมิได้เกิดขึ้นจากความผิดของตน ข้อใดต่อไปนี้ถูกต้อง
- ก. เจ้าหน้าที่อาจขยายระยะเวลาและดำเนินการส่วนที่ล่วงมาแล้วเสียใหม่ได้ หากยื่นคำขอภายใน 15 วันนับแต่พฤติการณ์สิ้นสุดลง
- ข. ผู้นั้นสามารถยื่นคำขอต่อเจ้าหน้าที่เพื่อขอขยายระยะเวลาได้ภายใน 30 วันนับแต่วันที่พฤติการณ์จำเป็นนั้นได้สิ้นสุดลง
- ค. เจ้าหน้ัาที่มีอำนาจสั่งขยายระยะเวลาให้อัตโนมัติโดยผู้นั้นไม่ต้องยื่นคำขอ หากพฤติการณ์มิได้เกิดจากความผิดของตน
- ง. เจ้าหน้าที่ขยายระยะเวลาสำหรับการกระทำในอนาคตได้เท่านั้น แต่ไม่อาจดำเนินการส่วนหนึ่งส่วนใดที่ล่วงมาแล้วเสียใหม่ได้
126. นายประจักษ์ได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการในคณะกรรมการวินิจฉัยข้อพิพาท ต่อมาผู้มีอำนาจแต่งตั้งประสงค์จะสั่งให้นายประจักษ์พ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระ ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 การสั่งให้พ้นจากตำแหน่งดังกล่าวจะกระทำได้ในกรณีใด
- ก. เมื่อมีมติจากคณะกรรมการด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนกรรมการทั้งหมด
- ข. เมื่อมีเหตุบกพร่องอย่างยิ่งต่อหน้าที่หรือมีความประพฤติเสื่อมเสียอย่างร้ายแรง
- ค. เมื่อขาดการประชุมคณะกรรมการติดต่อกันเกินสามครั้งขึ้นไปโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร
- ง. เมื่อผู้มีอำนาจแต่งตั้งเห็นสมควรเพื่อประโยชน์และความเหมาะสมในการบริหารราชการ
127. ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 คณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนเท่าใด
- ก. ไม่น้อยกว่า 3 คนแต่ไม่เกิน 5 คน
- ข. ไม่น้อยกว่า 7 คนแต่ไม่เกิน 9 คน
- ค. ไม่น้อยกว่า 5 คนแต่ไม่เกิน 9 คน
- ง. ไม่น้อยกว่า 5 คนแต่ไม่เกิน 7 คน
128. ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ในกระบวนการพิจารณาทางปกครอง บุคคลใดถือเป็น "ผู้บังคับบัญชาเหนือตนขึ้นไปชั้นหนึ่ง" ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
- ก. รัฐมนตรีเจ้าสังกัด สำหรับกรณีของเจ้าหน้าที่ที่ไม่มีผู้บังคับบัญชาโดยตรง
- ข. นายกรัฐมนตรี สำหรับกรณีของเจ้าหน้าที่ที่ไม่มีผู้บังคับบัญชาโดยตรง
- ค. คณะรัฐมนตรี สำหรับกรณีที่เจ้าหน้าที่ผู้นั้นเป็นรัฐมนตรี
- ง. นายกรัฐมนตรี สำหรับกรณีที่เจ้าหน้าที่ผู้นั้นเป็นรัฐมนตรี
129. นางสมใจยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน ซึ่งตามขั้นตอนการดำเนินงานจะต้องผ่านการพิจารณาของเจ้าหน้าที่มากกว่า 1 ราย ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมีหน้าที่ต้องดำเนินการอย่างไรเกี่ยวกับการกำหนดเวลา
- ก. ประสานงานกันในการกำหนดเวลาเพื่อการดำเนินงานในเรื่องนั้น
- ข. ให้เจ้าหน้าที่ผู้รับคำขอเป็นผู้กำหนดเวลาแต่เพียงผู้เดียวโดยลำพัง
- ค. เสนอเรื่องให้คณะรัฐมนตรีกำหนดเวลาสำหรับการพิจารณาเป็นรายกรณี
- ง. ให้เจ้าหน้าที่แต่ละรายกำหนดเวลาพิจารณาตามดุลพินิจของตนโดยอิสระ
130. ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ในกระบวนการพิจารณาอุทธรณ์คำสั่งทางปกครอง หากผู้มีอำนาจพิจารณาคำอุทธรณ์มีเหตุจำเป็นไม่อาจพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับรายงาน กฎหมายกำหนดให้ขยายระยะเวลาพิจารณาอุทธรณ์ออกไปได้อีกเป็นระยะเวลาเท่าใด
- ก. ไม่เกิน 45 วันนับแต่วันที่ครบกำหนดเวลาดังกล่าว
- ข. ไม่เกิน 30 วันนับแต่วันที่ครบกำหนดเวลาดังกล่าว
- ค. ไม่เกิน 15 วันนับแต่วันที่ครบกำหนดเวลาดังกล่าว
- ง. ไม่เกิน 60 วันนับแต่วันที่ครบกำหนดเวลาดังกล่าว
131. ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ในกรณีที่บุคคลหรือนิติบุคคลซึ่งอยู่ในบังคับของมาตรการบังคับทางปกครองถึงแก่ความตายหรือสิ้นสภาพ การดำเนินการบังคับทางปกครองเป็นไปตามข้อใด
- ก. ให้ดำเนินการบังคับทางปกครองต่อไปได้ แต่ต้องได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากทายาทหรือผู้ชำระบัญชีก่อนดำเนินการ
- ข. ให้ดำเนินการบังคับทางปกครองต่อไปได้ แต่ต้องออกคำสั่งทางปกครองใหม่แก่บุคคลหรือนิติบุคคลดังกล่าวก่อนเสมอ
- ค. ให้ดำเนินการบังคับทางปกครองต่อไปได้ โดยไม่จำต้องออกคำสั่งทางปกครองใหม่แก่บุคคลหรือนิติบุคคลดังกล่าวอีก
- ง. การบังคับทางปกครองเป็นอันระงับสิ้นไป เจ้าหน้าที่ต้องเริ่มกระบวนการพิจารณาทางปกครองใหม่ทั้งหมดตั้งแต่ต้น
132. เทศบาลตำบลแห่งหนึ่งมีคำสั่งทางปกครองให้นายเอกชำระเงินค่าเสียหายและคำสั่งดังกล่าวเป็นที่สุดแล้ว หากเทศบาลตำบลประสงค์จะให้เจ้าพนักงานบังคับคดีในสังกัดกรมบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีตามคำสั่งทางปกครองดังกล่าว เทศบาลตำบลจะต้องดำเนินการอย่างไรตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
- ก. ยื่นฟ้องเป็นคดีแพ่งต่อศาลภายใน 5 ปีนับแต่วันที่คำสั่งเป็นที่สุด เพื่อขอให้มีคำพิพากษาบังคับคดี
- ข. มีหนังสือส่งเรื่องตรงไปยังกรมบังคับคดีภายใน 1 ปีนับแต่วันที่คำสั่งเป็นที่สุด เพื่อเข้ายึดทรัพย์สิน
- ค. ส่งเรื่องให้พนักงานอัยการฟ้องคดีต่อศาลปกครองภายใน 2 ปีนับแต่วันที่คำสั่งเป็นที่สุด เพื่อบังคับคดี
- ง. ยื่นคำขอฝ่ายเดียวต่อศาลภายใน 10 ปีนับแต่วันที่คำสั่งเป็นที่สุด เพื่อให้ศาลออกหมายบังคับคดี
133. ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 เมื่อมีการอุทธรณ์คำสั่งทางปกครองแล้วทำให้อายุความสะดุดหยุดอยู่ แต่หากการพิจารณาต้องเสร็จสิ้นไปเพราะเหตุใด จึงจะถือว่าอายุความเรียกร้องของผู้ยื่นคำขอไม่เคยมีการสะดุดหยุดอยู่เลย
- ก. ถอนคำขอหรือทิ้งคำขอ
- ข. ยกอุทธรณ์เพราะยื่นพ้นกำหนด
- ค. สั่งจำหน่ายเรื่องเพราะผู้ยื่นตาย
- ง. ไม่ส่งพยานหลักฐานตามคำสั่ง
134. ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 เกี่ยวกับการนัดประชุมของคณะกรรมการ ข้อความใดถูกต้อง
- ก. การนัดประชุมต้องทำเป็นหนังสือแจ้งล่วงหน้าแก่กรรมการทุกคนเสมอ แม้มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนก็ยกเว้นไม่ได้
- ข. หากกรรมการได้ทราบการบอกนัดในที่ประชุมแล้ว จะทำหนังสือแจ้งนัดเฉพาะกรรมการที่ไม่ได้มาประชุมก็ได้
- ค. ในกรณีมีเหตุจำเป็นเร่งด่วน ให้กรรมการไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งร่วมกันใช้สิทธินัดประชุมเป็นอย่างอื่นได้
- ง. การนัดประชุมโดยปกติจะต้องทำเป็นหนังสือและแจ้งให้กรรมการทุกคนทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วันทำการ
135. คณะรัฐมนตรีได้มีมติแต่งตั้งนายพิพัฒน์เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ต่อมาปฏิบัติหน้าที่ได้เพียง 1 ปี ยังไม่ครบวาระการดำรงตำแหน่ง และไม่มีเหตุกระทบคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนด หากประสงค์จะให้นายพิพัฒน์พ้นจากตำแหน่งตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 จะต้องเป็นกรณีใด
- ก. ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเสนอให้ออก
- ข. นายกรัฐมนตรีมีคำสั่งให้ออก
- ค. คณะรัฐมนตรีมีมติให้ออก
- ง. ประธานกรรมการมีคำสั่งให้ออก
136. ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 บุคคลธรรมดา คณะบุคคล หรือนิติบุคคล อาจเป็นคู่กรณีในการพิจารณาทางปกครองได้ตามขอบเขตใด
- ก. ตามขอบเขตที่ตนมีส่วนได้เสียในฐานะผู้ได้รับประโยชน์หรือเสียประโยชน์โดยตรงตามที่กฎหมายระบุ
- ข. ตามขอบเขตที่เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบการพิจารณาทางปกครองเห็นสมควรกำหนดไว้เป็นกรณีเฉพาะ
- ค. ตามขอบเขตที่ได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากคู่กรณีฝ่ายอื่นที่มีส่วนได้เสียในเรื่องนั้น
- ง. ตามขอบเขตที่สิทธิของตนถูกกระทบกระเทือนหรืออาจถูกกระทบกระเทือนโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้
137. ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 คำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสือ กฎหมายกำหนดองค์ประกอบขั้นต่ำที่อย่างน้อยต้องระบุไว้ให้ปรากฏในคำสั่งอย่างไร
- ก. วัน เดือน และปีที่ทำคำสั่ง ชื่อและตำแหน่งของเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่ง พร้อมทั้งลายมือชื่อของเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งนั้น
- ข. วัน เดือน และปีที่คำสั่งมีผล ชื่อและตำแหน่งของเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่ง พร้อมทั้งประทับตราประจำตำแหน่งของหน่วยงาน
- ค. วัน เดือน และปีที่ได้รับคำขอ ชื่อและตำแหน่งของเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่ง พร้อมทั้งการลงชื่อรับรองสำเนาถูกต้องของคำสั่ง
- ง. วัน เดือน และปีที่สิ้นสุดคำสั่ง ชื่อและตำแหน่งของเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่ง พร้อมทั้งหมายเลขประจำตัวของเจ้าหน้าที่
138. นายดำรงได้รับคำสั่งทางปกครองจากเจ้าหน้าที่ และได้ยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามที่กฎหมายเฉพาะในเรื่องนั้นกำหนดไว้ กรณีเช่นนี้ การกำหนดขอบเขตและกระบวนการพิจารณาอุทธรณ์ของคณะกรรมการดังกล่าวต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ใดตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง
- ก. ขอบเขตการพิจารณาให้เป็นไปตามหมวด 2 เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้ง ส่วนกระบวนการพิจารณาให้ปฏิบัติตามกฎหมายเฉพาะนั้นทุกกรณี
- ข. ขอบเขตการพิจารณาให้เป็นไปตามกฎหมายเฉพาะนั้น ส่วนกระบวนการพิจารณาให้ปฏิบัติตามหมวด 2 เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับกฎหมายดังกล่าว
- ค. ขอบเขตและกระบวนการพิจารณาอุทธรณ์ทั้งหมดให้เป็นไปตามบทบัญญัติหมวด 2 ของพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองเท่านั้น
- ง. ขอบเขตและกระบวนการพิจารณาอุทธรณ์ทั้งหมดให้เป็นไปตามกฎหมายเฉพาะนั้น โดยไม่อาจนำบทบัญญัติในหมวด 2 มาใช้บังคับได้ไม่ว่ากรณีใด
139. ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ในกรณีที่กฎหมายมิได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น การอุทธรณ์การใช้มาตรการบังคับทางปกครองให้ใช้หลักเกณฑ์และวิธีการตามข้อใด
- ก. ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองโดยตรงโดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนการอุทธรณ์
- ข. ยื่นคำร้องคัดค้านต่อคณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง
- ค. ใช้หลักเกณฑ์และวิธีการเดียวกับการอุทธรณ์คำสั่งทางปกครอง
- ง. ใช้หลักเกณฑ์และวิธีการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
140. ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ในกรณีที่มีการดำเนินการบังคับทางปกครองเพื่อให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทำการยึดหรืออายัดทรัพย์สินตามคำสั่งที่กำหนดให้ชำระเงิน ข้อใดระบุหลักเกณฑ์ได้ถูกต้อง
- ก. หน่วยงานของรัฐที่ออกคำสั่งต้องสืบทรัพย์แล้วแจ้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อยึดหรืออายัดทรัพย์สินภายใน 10 ปีนับแต่วันที่ออกคำสั่ง
- ข. ระยะเวลาระหว่างการงดการบังคับคดีตามคำสั่งศาลต้องนำมานับรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกำหนดเวลา 10 ปีในการยึดหรืออายัดทรัพย์สิน
- ค. เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหน้าที่สืบทรัพย์สินเองและต้องยึดหรืออายัดทรัพย์สินให้แล้วเสร็จภายใน 5 ปีนับแต่ได้รับมอบหมายจากศาล
- ง. หน่วยงานของรัฐที่ออกคำสั่งต้องสืบทรัพย์แล้วแจ้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อยึดหรืออายัดทรัพย์สินภายใน 10 ปีนับแต่คำสั่งเป็นที่สุด
141. นายเอกยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการต่อเจ้าหน้าที่ โดยได้ระบุที่อยู่สำหรับติดต่อไว้ในแบบคำขอ ต่อมาเจ้าหน้าที่มีคำสั่งไม่อนุญาตและส่งหนังสือแจ้งคำสั่งไปยังที่อยู่ที่นายเอกได้ให้ไว้ โดยหนังสือไปถึงที่อยู่นั้นในวันที่ 1 เมษายน แต่นายเอกเดินทางไปต่างจังหวัดและเพิ่งกลับมาเปิดอ่านหนังสือในวันที่ 5 เมษายน กรณีนี้ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ให้ถือว่านายเอกได้รับแจ้งคำสั่งดังกล่าวในวันใด
- ก. วันที่ 1 เมษายน เพราะถือว่าได้รับแจ้งตั้งแต่ในขณะที่หนังสือไปถึง
- ข. ยังไม่ถือว่าได้รับแจ้ง จนกว่าเจ้าหน้าที่จะส่งมอบหนังสือถึงตัวนายเอก
- ค. วันที่ 5 เมษายน เพราะเป็นวันที่นายเอกเปิดอ่านและทราบข้อความ
- ง. วันที่ 8 เมษายน เพราะต้องพ้นกำหนดเจ็ดวันนับแต่วันที่หนังสือไปถึง
142. ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ในการประชุมของคณะกรรมการที่มีอำนาจพิจารณาทางปกครอง หากประธานกรรมการไม่อยู่ในที่ประชุมหรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ และไม่มีรองประธานกรรมการหรือมีแต่ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้ดำเนินการอย่างไร
- ก. ให้ประธานกรรมการทำหนังสือมอบหมายกรรมการคนใดคนหนึ่งทำหน้าที่แทน
- ข. ให้กรรมการที่มาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งขึ้นทำหน้าที่แทน
- ค. ให้สั่งเลื่อนการประชุมออกไปจนกว่าประธานกรรมการจะมาปฏิบัติหน้าที่ได้
- ง. ให้กรรมการที่ได้รับการแต่งตั้งซึ่งมีลำดับความอาวุโสสูงสุดทำหน้าที่แทน
143. ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 การดำเนินการในข้อใดเป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง
- ก. รับผิดชอบงานธุรการ งานประชุม และการศึกษาหาข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับงานของคณะกรรมการ
- ข. กำหนดโทษทางวินัยแก่เจ้าหน้าที่ซึ่งไม่ยอมมาชี้แจงแสดงความเห็นตามหนังสือเรียก
- ค. จัดทำรายงานเกี่ยวกับการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติเสนอคณะรัฐมนตรีอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
- ง. ออกคำสั่งเพิกถอนคำสั่งทางปกครองของเจ้าหน้าที่ที่มีการปฏิบัติไม่ชอบด้วยกฎหมาย
144. นายสมชายเป็นคู่กรณีที่ต้องมาปรากฏตัวต่อหน้าเจ้าหน้าที่ในการพิจารณาทางปกครองเรื่องหนึ่ง โดยได้นำที่ปรึกษาของตนเข้ามาด้วย ในระหว่างการพิจารณา ที่ปรึกษาได้แถลงยอมรับข้อเท็จจริงบางประการต่อหน้าเจ้าหน้าที่ โดยนายสมชายซึ่งนั่งอยู่ด้วยมิได้คัดค้านในขณะนั้น ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 การกระทำของที่ปรึกษาดังกล่าวมีผลทางกฎหมายอย่างไร
- ก. ไม่มีผลผูกพันนายสมชายจนกว่าจะมีการทำหนังสือยืนยันตามหลัง
- ข. ถือเป็นเพียงข้อคิดเห็นส่วนบุคคลซึ่งนำมารับฟังเป็นข้อเท็จจริงไม่ได้
- ค. การแถลงดังกล่าวตกเป็นโมฆะ เว้นแต่นายสมชายจะแต่งตั้งเป็นตัวแทนไว้ก่อน
- ง. ให้ถือว่าเป็นการกระทำของนายสมชายในกระบวนการพิจารณานั้น
145. ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 คำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสือได้รับการยกเว้นไม่ต้องจัดให้มีเหตุผลไว้ด้วยในกรณีใด
- ก. เป็นกรณีที่มีผลตรงตามคำขอและไม่กระทบสิทธิและหน้าที่ของบุคคลอื่น
- ข. เป็นกรณีที่ผู้ทำคำสั่งเป็นเจ้าหน้าที่ระดับผู้บังคับบัญชาเหนือขึ้นไปชั้นหนึ่ง
- ค. เป็นกรณีที่มีการยื่นคำขอร่วมกันตั้งแต่ 50 คนขึ้นไปและมีตัวแทนร่วม
- ง. เป็นกรณีที่ผู้รับคำสั่งไม่ใช้สิทธิโต้แย้งแสดงพยานหลักฐานภายใน 15 วัน
146. ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการเพิกถอนคำสั่งทางปกครอง
- ก. การเพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่มีลักษณะเป็นการให้ประโยชน์ ต้องกระทำภายใน 90 วันนับแต่วันที่เจ้าหน้าที่ได้ออกคำสั่งทางปกครองนั้น
- ข. เจ้าหน้าที่หรือผู้บังคับบัญชาอาจเพิกถอนคำสั่งทางปกครองได้ ไม่ว่าจะพ้นขั้นตอนการกำหนดให้อุทธรณ์หรือให้โต้แย้งมาแล้วหรือไม่
- ค. คำสั่งทางปกครองที่ทำขึ้นเพราะการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ ต้องดำเนินการเพิกถอนให้แล้วเสร็จภายใน 90 วันนับแต่ได้รู้ถึงเหตุดังกล่าว
- ง. เจ้าหน้าที่หรือผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่จะเพิกถอนคำสั่งทางปกครองได้ ก็ต่อเมื่อยังไม่พ้นขั้นตอนการกำหนดให้อุทธรณ์ตามกฎหมาย
147. นายอำเภอมีคำสั่งทางปกครองกำหนดให้นายเอกชำระเงินค่าปรับ แต่เมื่อถึงกำหนดแล้วนายเอกมิได้ชำระเงินโดยถูกต้องครบถ้วน ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม หากนายอำเภอประสงค์จะใช้มาตรการบังคับทางปกครองโดยยึดทรัพย์สินของนายเอกเพื่อนำมาขายทอดตลาด นายอำเภอจะต้องดำเนินการอย่างไรเป็นลำดับแรก
- ก. แต่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับทางปกครองเพื่อดำเนินการยึดทรัพย์สินได้ในทันที
- ข. ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้ออกหมายบังคับคดีเข้ายึดทรัพย์สินของนายเอกทันที
- ค. มีหนังสือเตือนให้นายเอกชำระเงินภายในเวลาที่กำหนดแต่ต้องไม่น้อยกว่า 7 วัน
- ง. มีหนังสือเตือนให้นายเอกชำระเงินภายในเวลาที่กำหนดแต่ต้องไม่น้อยกว่า 15 วัน
148. ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เมื่อศาลออกหมายบังคับคดีและแต่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว การดำเนินการบังคับให้เป็นไปตามคำสั่งทางปกครองที่กำหนดให้ชำระเงิน ให้เป็นไปตามกฎหมายใด
- ก. พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง
- ข. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
- ค. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
- ง. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
149. ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง การแจ้งโดยวิธีส่งทางไปรษณีย์ตอบรับภายในประเทศ กฎหมายกำหนดผลของการได้รับแจ้งไว้อย่างไร
- ก. ให้ถือว่าได้รับแจ้งเมื่อครบกำหนด 7 วันนับแต่วันส่ง เว้นแต่จะมีการพิสูจน์ได้ว่าไม่มีการได้รับหรือได้รับก่อนหรือหลังจากวันนั้น
- ข. ให้ถือว่าได้รับแจ้งตั้งแต่วันที่เจ้าหน้าที่นำส่งเอกสารต่อพนักงานไปรษณีย์ โดยไม่ต้องคำนึงถึงวันและเวลาที่มีการรับหนังสือจริง
- ค. ให้ถือว่าได้รับแจ้งเมื่อครบกำหนด 15 วันนับแต่วันส่ง เว้นแต่จะมีการพิสูจน์ได้ว่าไม่มีการได้รับหรือได้รับก่อนหรือหลังจากวันนั้น
- ง. ให้ถือว่าได้รับแจ้งในขณะที่เจ้าหน้าที่ไปรษณีย์นำส่งหนังสือถึงตัวผู้รับ โดยไม่สามารถนำสืบพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์เป็นอย่างอื่นได้
150. ในการประชุมของคณะกรรมการที่มีอำนาจพิจารณาทางปกครองคณะหนึ่ง มีการลงมติในเรื่องที่พิจารณา กรรมการฝ่ายข้างน้อยไม่เห็นชอบกับมติของที่ประชุมและได้ยื่นความเห็นแย้งเป็นหนังสือพร้อมระบุเหตุผล ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบจัดทำรายงานการประชุมต้องดำเนินการอย่างไร
- ก. ส่งความเห็นแย้งคืนให้กรรมการฝ่ายข้างน้อย เนื่องจากรายงานการประชุมต้องบันทึกเฉพาะความเห็นด้วยวาจาเท่านั้น
- ข. บันทึกความเห็นแย้งพร้อมทั้งเหตุผลไว้ในรายงานการประชุม และบันทึกความเห็นแย้งที่เป็นหนังสือนั้นไว้ด้วย
- ค. บันทึกเฉพาะมติของฝ่ายเสียงข้างมาก ส่วนความเห็นแย้งให้แยกเก็บไว้ต่างหากโดยไม่ต้องระบุในรายงานการประชุม
- ง. บันทึกความเห็นแย้งลงในรายงานการประชุมได้เฉพาะเมื่อประธานในที่ประชุมอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรแล้วเท่านั้น
151. ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 เจ้าหน้าที่ในกรณีใดต่อไปนี้ จะทำการพิจารณาทางปกครองไม่ได้
- ก. เจ้าหน้าที่ซึ่งเคยเป็นคู่สมรสของคู่กรณี
- ข. เจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นญาติเกี่ยวพันทางแต่งงานของคู่กรณี 3 ชั้น
- ค. เจ้าหน้าที่ซึ่งเคยเป็นตัวแทนของคู่กรณี
- ง. เจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นลูกจ้างของคู่กรณี
152. ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 กรณีที่มีคู่กรณีเกิน 50 คนยื่นคำขอในเรื่องเดียวกันและมีตัวแทนร่วม ข้อใดกล่าวถูกต้อง
- ก. ตัวแทนร่วมนั้นจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลก็ได้ หากเป็นบุคคลที่ได้รับการระบุชื่อในคำขอหรือคู่กรณีฝ่ายข้างมากเห็นชอบ
- ข. คู่กรณีจะบอกเลิกการให้ตัวแทนร่วมดำเนินการแทนตนเมื่อใดก็ได้ แต่ต้องมีหนังสือแจ้งให้เจ้าหน้าที่และคู่กรณีทุกรายทราบพร้อมกัน
- ค. กรณีไม่มีการกำหนดตัวแทนร่วมไว้แต่แรก ให้คู่กรณีฝ่ายข้างมากมีอำนาจร่วมกันออกหนังสือแต่งตั้งตัวแทนร่วมได้เองโดยตรง
- ง. ตัวแทนร่วมจะบอกเลิกการเป็นตัวแทนเมื่อใดก็ได้ แต่ต้องมีหนังสือแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบกับต้องแจ้งให้คู่กรณีทุกรายทราบด้วย
153. นายเกษมยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้ออกใบอนุญาตโดยระบุเงื่อนไขแนบท้ายว่า เจ้าหน้าที่ขอสงวนสิทธิที่จะยกเลิกใบอนุญาตได้หากก่อให้เกิดมลพิษทางกลิ่น และให้ใบอนุญาตนี้เริ่มมีผลเมื่อผู้รับใบอนุญาตติดตั้งระบบกำจัดกลิ่นแล้วเสร็จ หากกฎหมายมิได้กำหนดข้อจำกัดดุลพินิจไว้เป็นอย่างอื่น ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง การกำหนดเงื่อนไขของเจ้าหน้าที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
- ก. ชอบด้วยกฎหมาย เพราะเจ้าหน้าที่อาจกำหนดเงื่อนไขได้เท่าที่จำเป็นเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของกฎหมาย รวมถึงข้อสงวนสิทธิที่จะยกเลิกคำสั่ง
- ข. ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะการกำหนดเงื่อนไขจะกระทำได้เฉพาะกรณีที่มีบทบัญญัติของกฎหมายเฉพาะกำหนดให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่ไว้เป็นการชัดแจ้งเท่านั้น
- ค. ชอบด้วยกฎหมาย แต่เจ้าหน้าที่จะกำหนดเงื่อนไขเช่นนี้ได้ก็ต่อเมื่อได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตล่วงหน้าแล้วเท่านั้น
- ง. ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะการกำหนดเงื่อนไขในคำสั่งทางปกครองนั้นกระทำได้เพียงการกำหนดวันเวลาเริ่มต้นหรือสิ้นผลของสิทธิตามปฏิทินที่แน่นอนเท่านั้น
154. ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 คำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายอาจถูกเพิกถอนและกำหนดผลของการเพิกถอนได้ตามข้อใด
- ก. อาจถูกเพิกถอนทั้งหมดหรือบางส่วนได้ แต่กฎหมายบังคับเด็ดขาดว่าต้องมีผลไปในอนาคตเท่านั้นจะย้อนหลังมิได้
- ข. อาจเพิกถอนทั้งหมดหรือบางส่วน โดยจะให้มีผลย้อนหลัง หรือไม่ย้อนหลัง หรือมีผลในอนาคตตามที่กำหนดได้
- ค. ต้องสั่งเพิกถอนคำสั่งนั้นทั้งหมดทั้งฉบับเท่านั้น โดยจะมีผลเฉพาะนับแต่วันที่ออกคำสั่งเพิกถอนเป็นต้นไป
- ง. ต้องสั่งเพิกถอนคำสั่งนั้นทั้งหมดทั้งฉบับเท่านั้น โดยต้องให้มีผลย้อนหลังไปถึงวันที่ออกคำสั่งเดิมเสมอ
155. ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ในกรณีที่มีการอุทธรณ์การใช้มาตรการบังคับทางปกครองพร้อมทั้งมีคำขอทุเลาการบังคับ ข้อใดระบุหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการสั่งทุเลาการบังคับได้ถูกต้อง
- ก. การยื่นคำขอทุเลาการบังคับมีผลทำให้การใช้มาตรการบังคับทางปกครองหยุดพักลงชั่วคราวโดยอัตโนมัติจนกว่าจะมีการวินิจฉัยอุทธรณ์แล้วเสร็จ
- ข. ผู้มีอำนาจสั่งให้ทุเลาการบังคับมีเพียงผู้มีอำนาจพิจารณาคำอุทธรณ์เท่านั้น เจ้าหน้าที่ผู้ออกคำสั่งใช้มาตรการบังคับไม่มีอำนาจสั่งทุเลา
- ค. เจ้าหน้าที่ผู้ออกคำสั่งหรือผู้มีอำนาจพิจารณาคำอุทธรณ์อาจสั่งให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อนได้ และมีอำนาจกำหนดเงื่อนไขให้ปฏิบัติได้ด้วย
- ง. การสั่งให้ทุเลาการบังคับต้องสั่งโดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น เพื่อไม่ให้เป็นการเพิ่มภาระแก่ผู้อยู่ในบังคับของมาตรการบังคับทางปกครอง
156. นายมานพได้รับคำสั่งทางปกครองให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำทางสาธารณะ แต่นายมานพเพิกเฉยไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง เจ้าหน้าที่จึงมอบหมายให้บุคคลอื่นเข้าดำเนินการรื้อถอนแทนจนแล้วเสร็จ โดยมีค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น 40,000 บาท ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม นายมานพจะต้องรับผิดชอบชดใช้เงินอย่างไร
- ก. ต้องชดใช้ค่าใช้จ่ายดังกล่าวและเงินเพิ่มรายวันในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของค่าใช้จ่ายนั้นแก่หน่วยงานของรัฐที่เจ้าหน้าที่สังกัด
- ข. ต้องชดใช้เฉพาะค่าใช้จ่ายดังกล่าวตามจำนวนที่จ่ายจริงโดยไม่มีหน้าที่ต้องชดใช้เงินเพิ่มรายวันแก่หน่วยงานของรัฐที่เจ้าหน้าที่สังกัด
- ค. ต้องชดใช้ค่าใช้จ่ายดังกล่าวพร้อมค่าปรับบังคับการวันละไม่เกิน 50,000 บาทร่วมด้วยในคราวเดียวกันแก่หน่วยงานของรัฐที่เจ้าหน้าที่สังกัด
- ง. ต้องชดใช้ค่าใช้จ่ายดังกล่าวและเงินเพิ่มรายวันในอัตราร้อยละ 25 ต่อปีของค่าใช้จ่ายนั้นแก่หน่วยงานของรัฐที่เจ้าหน้าที่สังกัด
157. ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ในกรณีที่มีผู้รับเกิน 50 คน และเจ้าหน้าที่ได้แจ้งตั้งแต่เริ่มดำเนินการว่าจะใช้วิธีปิดประกาศ ณ ที่ทำการของเจ้าหน้าที่และที่ว่าการอำเภอที่ผู้รับมีภูมิลำเนา กฎหมายกำหนดให้ถือว่าได้รับแจ้งเมื่อใด
- ก. เมื่อล่วงพ้นระยะเวลา 15 วันนับแต่วันที่ได้แจ้งโดยวิธีดังกล่าว
- ข. เมื่อครบกำหนด 7 วันนับแต่วันที่ได้ทำการปิดประกาศตามสถานที่ดังกล่าว
- ค. ในทันทีที่ได้ปิดประกาศครบถ้วนทั้งสองแห่งตามที่กฎหมายกำหนดไว้
- ง. เมื่อล่วงพ้นระยะเวลา 30 วันนับแต่วันที่ได้ทำการปิดประกาศดังกล่าว
158. ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ในกรณีที่ข้าราชการพลเรือนสามัญยื่นหนังสือขอลาออกจากราชการ หากผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุเห็นว่าจำเป็นเพื่อประโยชน์แก่ราชการ จะมีอำนาจยับยั้งการลาออกไว้ได้เป็นเวลาเท่าใด
- ก. ไม่เกิน 180 วันนับแต่วันขอลาออก
- ข. ไม่เกิน 90 วันนับแต่วันขอลาออก
- ค. ไม่เกิน 30 วันนับแต่วันขอลาออก
- ง. ไม่เกิน 60 วันนับแต่วันขอลาออก
159. ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ในคดีที่ศาลพิพากษายกฟ้องเพราะเหตุที่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ที่ถูกฟ้องมิใช่ผู้ต้องรับผิด จะมีผลต่ออายุความในการฟ้องร้องผู้ที่ต้องรับผิดซึ่งมิได้ถูกเรียกเข้ามาในคดีอย่างไร
- ก. ให้ขยายอายุความฟ้องร้องออกไปถึง 1 ปีนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง
- ข. ให้อายุความฟ้องร้องสะดุดหยุดลงและเริ่มนับใหม่อีก 2 ปีตามอายุความละเมิด
- ค. ให้ขยายอายุความฟ้องร้องออกไปถึง 6 เดือนนับแต่วันที่คำพิพากษานั้นถึงที่สุด
- ง. ให้สิทธิเรียกร้องของผู้เสียหายระงับสิ้นไปโดยเด็ดขาดและไม่สามารถฟ้องร้องคดีได้อีก
160. สำนักงาน ก. จัดตั้งขึ้นเป็นส่วนราชการที่มีฐานะเป็นกรมและไม่สังกัดกระทรวง โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้บังคับบัญชา หากมีกรณีที่ต้องดำเนินการตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ซึ่งกฎหมายบัญญัติให้เป็นอำนาจของ 'รัฐมนตรีเจ้าสังกัด' ผู้ใดคือผู้มีอำนาจดังกล่าวสำหรับสำนักงาน ก.
- ก. รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้รับมอบหมายให้กำกับการปฏิบัติราชการ
- ข. หัวหน้าส่วนราชการของสำนักงาน ก. ในฐานะผู้บังคับบัญชาระดับกรม
- ค. ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการ
- ง. นายกรัฐมนตรี ในฐานะเป็นผู้บังคับบัญชาส่วนราชการดังกล่าว
161. ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 เลขาธิการ ก.พ. ในฐานะผู้บังคับบัญชาข้าราชการและบริหารราชการของสำนักงาน ก.พ. ขึ้นตรงต่อผู้ใด
- ก. นายกรัฐมนตรี
- ข. ประธาน ก.พ.
- ค. ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี
- ง. คณะรัฐมนตรี
162. ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ข้อใดระบุหลักเกณฑ์และกระบวนการในการกำหนดข้อบังคับว่าด้วยจรรยาข้าราชการของส่วนราชการได้ถูกต้อง
- ก. ให้กำหนดให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลตามมติคณะรัฐมนตรี โดยรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและประกาศในราชกิจจานุเบกษา
- ข. ให้กำหนดให้สอดคล้องกับลักษณะของงานตามหลักวิชาและจรรยาวิชาชีพ โดยรับฟังความคิดเห็นของข้าราชการและประกาศให้ประชาชนทราบ
- ค. ให้กำหนดให้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาข้าราชการ โดยรับฟังความคิดเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิและรายงานต่อรัฐมนตรีเจ้าสังกัด
- ง. ให้กำหนดให้เป็นมาตรฐานเดียวกันตามระเบียบของ ก.พ. โดยรับฟังความคิดเห็นของหัวหน้าส่วนราชการและแจ้งเฉพาะเจ้าหน้าที่ทราบ
163. นายเอก ข้าราชการพลเรือนสามัญ ถูกสอบสวนและพบว่าได้กระทำผิดวินัยในการปฏิบัติหน้าที่ราชการ หากผู้บังคับบัญชาจะออกคำสั่งลงโทษทางวินัยแก่นายเอก ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน ข้อใดต่อไปนี้จัดเป็นโทษทางวินัยที่ผู้บังคับบัญชาสามารถสั่งลงโทษได้ตามกฎหมาย
- ก. การสั่งลงโทษทำทัณฑ์บน
- ข. การสั่งลงโทษลดขั้นเงินเดือน
- ค. การสั่งลงโทษตัดเงินเดือน
- ง. การสั่งลงโทษให้ออกจากราชการ
164. ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ในกรณีที่ข้าราชการพลเรือนสามัญกระทำผิดวินัยเล็กน้อยและมีเหตุอันควรงดโทษ ผู้บังคับบัญชาสามารถดำเนินการได้ตามข้อใด
- ก. ยุติเรื่องได้ทันทีโดยไม่ต้องทำบันทึกตักเตือนหรือทัณฑ์บน
- ข. ส่งเรื่องให้คณะกรรมการ ก.พ. พิจารณาให้ความเห็นชอบก่อน
- ค. สั่งลงโทษภาคทัณฑ์โดยให้รอการกำหนดโทษไว้มีกำหนดหนึ่งปี
- ง. งดโทษให้โดยให้ทำทัณฑ์บนเป็นหนังสือหรือว่ากล่าวตักเตือน
165. ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 การดำเนินการทางวินัยแก่ข้าราชการพลเรือนสามัญในส่วนราชการที่มีกฎหมายว่าด้วยวินัยข้าราชการโดยเฉพาะ เป็นไปตามหลักเกณฑ์ใด
- ก. หากเป็นความผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง จะลงโทษตามพระราชบัญญัตินี้หรือลงทัณฑ์หรือลงโทษตามกฎหมายว่าด้วยวินัยข้าราชการนั้นอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้
- ข. หากเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ให้ยุติเรื่องได้ทันทีหากผู้บังคับบัญชาได้สั่งลงทัณฑ์หรือลงโทษตามกฎหมายว่าด้วยวินัยข้าราชการโดยเฉพาะแล้ว
- ค. หากเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง จะดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้ได้ก็ต่อเมื่อยังมิได้ลงโทษตามกฎหมายว่าด้วยวินัยข้าราชการโดยเฉพาะมาก่อน
- ง. หากเป็นความผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง จะต้องลงโทษตามพระราชบัญญัตินี้เท่านั้น ไม่อาจนำบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยวินัยข้าราชการโดยเฉพาะมาปรับใช้ได้
166. นายสมเกียรติ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง ต่อมาผลการสอบสวนไม่ได้ความแน่ชัดพอที่จะฟังลงโทษตามกฎหมาย แต่ปรากฏว่ามีมลทินหรือมัวหมองในกรณีที่ถูกสอบสวน และหากให้รับราชการต่อไปจะเป็นการเสียหายแก่ราชการ ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุมีอำนาจดำเนินการตามข้อใด
- ก. สั่งลงโทษลดเงินเดือนเนื่องจากพยานหลักฐานยังฟังไม่ได้แน่ชัด
- ข. สั่งให้ออกจากราชการเพื่อรับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทน
- ค. สั่งยุติเรื่องทันทีเนื่องจากพยานหลักฐานไม่พอที่จะฟังลงโทษ
- ง. สั่งลงโทษปลดออกจากราชการเนื่องจากมีมลทินหรือมัวหมอง
167. ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ในกรณีที่การละเมิดเกิดจากเจ้าหน้าที่หลายคน กฎหมายกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับความรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของเจ้าหน้าที่ไว้อย่างไร
- ก. ให้เจ้าหน้าที่ผู้มีตำแหน่งหรือระดับการบังคับบัญชาสูงสุด เป็นผู้รับผิดชอบชดใช้ค่าสินไหมทดแทนทั้งหมด
- ข. ให้เจ้าหน้าที่ทุกคนร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน โดยให้เฉลี่ยความรับผิดออกเป็นส่วนเท่ากันทุกคน
- ค. มิให้นำหลักเรื่องลูกหนี้ร่วมมาใช้บังคับ และเจ้าหน้าที่แต่ละคนต้องรับผิดชดใช้เฉพาะส่วนของตนเท่านั้น
- ง. ให้นำหลักเรื่องลูกหนี้ร่วมมาใช้บังคับ โดยหน่วยงานของรัฐมีสิทธิเรียกให้ผู้กระทำคนใดคนหนึ่งชดใช้เต็มจำนวน
168. ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน ข้อใดกล่าวถึงวาระและการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการ ก.พ. ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ได้อย่างถูกต้อง
- ก. ในกรณีที่พ้นจากตำแหน่งตามวาระ ให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ทันทีแม้ยังมิได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งกรรมการใหม่
- ข. กรรมการซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระแล้ว จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นกรรมการ ก.พ. อีกไม่ได้
- ค. หากตำแหน่งว่างลงก่อนกำหนดและมีกรรมการดังกล่าวเหลืออยู่ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง ให้กรรมการที่เหลือปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้
- ง. หากตำแหน่งว่างลงก่อนกำหนดและวาระของกรรมการเหลือไม่ถึง 180 วัน จะไม่แต่งตั้งกรรมการแทนก็ได้
169. ส่วนราชการแห่งหนึ่งจัดตั้งขึ้นโดยมิได้มีฐานะเป็นกระทรวง กรม หรือจังหวัด หากประสงค์จะให้มีคณะอนุกรรมการสามัญเพื่อเป็นองค์กรบริหารทรัพยากรบุคคลในส่วนราชการนั้น ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 การเรียกชื่อ องค์ประกอบ และอำนาจหน้าที่ของคณะอนุกรรมการดังกล่าวต้องเป็นไปตามข้อใด
- ก. เป็นไปตามที่กำหนดในกฎ ก.พ.
- ข. เป็นไปตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ
- ค. เป็นไปตามประกาศของสำนักงาน ก.พ.
- ง. เป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี
170. ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 กรณีที่ข้าราชการพลเรือนสามัญไม่ปฏิบัติตามจรรยาข้าราชการอันมิใช่เป็นความผิดวินัย กฎหมายกำหนดให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินการอย่างไร
- ก. รายงานผู้มีอำนาจสั่งบรรจุเพื่อแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนและดำเนินการทางวินัยต่อไป
- ข. ตักเตือน นำไปประกอบการพิจารณาแต่งตั้ง เลื่อนเงินเดือน หรือสั่งให้ได้รับการพัฒนา
- ค. พิจารณาลงโทษทางวินัยสถานภาคทัณฑ์ หรือทำทัณฑ์บนเป็นหนังสือตามระดับความร้ายแรง
- ง. สั่งพักราชการทันทีเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง และส่งตัวเข้ารับการฝึกอบรมเพื่อปรับพฤติกรรม
171. ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 การลงโทษข้าราชการพลเรือนสามัญ กฎหมายกำหนดรูปแบบและรายละเอียดในคำสั่งลงโทษไว้อย่างไร
- ก. ทำเป็นคำสั่งเฉพาะโทษทางวินัยอย่างร้ายแรง ส่วนโทษไม่ร้ายแรงให้ทำเป็นหนังสือตักเตือนได้
- ข. ทำเป็นหนังสือแจ้งการลงโทษ โดยให้ระบุเพียงสถานโทษที่ได้รับเพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้ถูกลงโทษ
- ค. ต้องทำเป็นคำสั่ง โดยต้องแสดงว่าผู้ถูกลงโทษกระทำผิดวินัยในกรณีใดและตามมาตราใด
- ง. ต้องทำเป็นประกาศ โดยต้องแสดงพฤติการณ์การกระทำผิดและอัตราโทษขั้นต่ำตามที่กฎหมายกำหนด
172. นายสมศักดิ์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ถูกสอบสวนและปรากฏข้อเท็จจริงว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง แต่มีเหตุอันควรลดหย่อนความผิดอย่างยิ่ง ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 การพิจารณาลดโทษทางวินัยให้แก่นายสมศักดิ์สามารถกระทำได้เพียงใด
- ก. สามารถพิจารณาลดโทษลงมาถึงขั้นลดเงินเดือนได้ตามความเหมาะสม
- ข. สามารถพิจารณาลดโทษลงมาถึงขั้นตัดเงินเดือนได้หากยอมรับข้อเท็จจริง
- ค. ไม่สามารถพิจารณาลดโทษได้เลยเนื่องจากเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง
- ง. สามารถพิจารณาลดโทษได้ แต่ห้ามมิให้ลดโทษลงต่ำกว่าปลดออก
173. ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 เมื่อผู้บังคับบัญชาได้สั่งลงโทษ สั่งยุติเรื่อง หรืองดโทษแล้ว โดยหลักต้องรายงาน อ.ก.พ. กระทรวง แต่กรณีใดที่กฎหมายกำหนดให้รายงานต่อ ก.พ.
- ก. กรณีดำเนินการทางวินัยกับข้าราชการต่างกระทรวงกัน
- ข. กรณีผู้ถูกดำเนินการทางวินัยเป็นข้าราชการระดับผู้บริหาร
- ค. กรณีผู้ถูกสั่งลงโทษได้ใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งไปยัง ก.พ.ค.
- ง. กรณีการลงโทษในความผิดวินัยอย่างร้ายแรงถึงขั้นไล่ออก
174. ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 กรณีที่ข้าราชการพลเรือนสามัญถูกสั่งให้ออกจากราชการเพราะไปรับราชการทหาร และต่อมาปรากฏว่าผู้นั้นมีกรณีที่จะต้องถูกสั่งให้ออกจากราชการตามมาตราอื่นอยู่ก่อนไปรับราชการทหาร กฎหมายกำหนดให้ดำเนินการอย่างไร
- ก. คำสั่งเดิมย่อมตกเป็นโมฆะทันที และให้เริ่มกระบวนการให้ออกจากราชการตามกรณีใหม่อีกครั้งหนึ่ง
- ข. ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุตามมาตรา 57 มีอำนาจเปลี่ยนแปลงคำสั่งให้ออกตามมาตราอื่นนั้นได้
- ค. ให้ส่งเรื่องให้คณะกรรมการข้าราชการพลเรือนเป็นผู้มีอำนาจวินิจฉัยและเปลี่ยนแปลงคำสั่งดังกล่าว
- ง. คำสั่งให้ออกจากราชการตามกรณีทหารมีผลผูกพันเป็นอันสิ้นสุด ไม่อาจเปลี่ยนแปลงเป็นกรณีอื่นได้
175. ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 นายวีระ ข้าราชการสังกัดกรมแห่งหนึ่ง ขับรถยนต์ของทางราชการไปปฏิบัติหน้าที่แล้วเกิดอุบัติเหตุชนทรัพย์สินของประชาชนเสียหาย โดยกระทำไปด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ต่อมากรมได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายเสร็จสิ้น หากกรมประสงค์จะใช้สิทธิเรียกให้นายวีระชดใช้ค่าสินไหมทดแทน กรมจะต้องใช้สิทธิภายในกำหนดอายุความตามข้อใด
- ก. ภายใน 1 ปี นับแต่วันที่เกิดเหตุละเมิดต่อทรัพย์สินของผู้เสียหาย
- ข. ภายใน 2 ปี นับแต่วันที่กรมได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย
- ค. ภายใน 1 ปี นับแต่วันที่กรมได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย
- ง. ภายใน 2 ปี นับแต่วันที่กรมรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวเจ้าหน้าที่
176. ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 กฎ ก.พ. จะมีผลใช้บังคับได้เมื่อใด
- ก. เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบและแจ้งเวียนให้ส่วนราชการทราบแล้ว
- ข. เมื่อประธาน ก.พ. ลงนามเห็นชอบและประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว
- ค. เมื่อนายกรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบและประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว
- ง. เมื่อได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีและประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว
177. ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ข้อใดกล่าวถึงองค์ประกอบของคณะอนุกรรมการสามัญประจำกระทรวง (อ.ก.พ. กระทรวง) ได้ถูกต้อง
- ก. ข้าราชการพลเรือนประเภทบริหารระดับสูงในกระทรวงซึ่งได้รับเลือก มีจำนวนไม่เกิน 5 คน
- ข. คณะกรรมการ ก.พ. เป็นผู้มีอำนาจคัดเลือกและแต่งตั้งบุคคลให้ทำหน้าที่เลขานุการจำนวนหนึ่งคน
- ค. ปลัดกระทรวงทำหน้าที่เป็นประธาน อ.ก.พ. กระทรวง โดยมีรัฐมนตรีเจ้าสังกัดทำหน้าที่เป็นรองประธาน
- ง. ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการบริหารและการจัดการต้องแต่งตั้งจากข้าราชการพลเรือนที่สังกัดในกระทรวงนั้น
178. นายสมคิด ข้าราชการพลเรือนสามัญ ได้รับแต่งตั้งให้ไปปฏิบัติราชการในต่างประเทศ ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน นายสมคิดมีหน้าที่เกี่ยวกับการรักษาวินัยตามข้อใด
- ก. ต้องรักษาวินัยตามที่บัญญัติไว้ในหมวดวินัยเท่านั้น โดยไม่ต้องปฏิบัติตามกฎ ก.พ.
- ข. ต้องรักษาวินัยตามที่บัญญัติไว้ในหมวดวินัย และตามที่กำหนดในกฎ ก.พ. ด้วย
- ค. ต้องรักษาวินัยตามระเบียบกระทรวงการต่างประเทศแทนการรักษาวินัยตามหมวดวินัย
- ง. ได้รับยกเว้นไม่ต้องรักษาวินัยตามหมวดวินัยตลอดระยะเวลาที่ปฏิบัติราชการ
179. ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 เมื่อมีกรณีเป็นที่สงสัยว่าข้าราชการพลเรือนสามัญกระทำผิดวินัย หากผู้บังคับบัญชาละเลยไม่รายงานต่อผู้มีอำนาจ หรือปฏิบัติหน้าที่โดยไม่สุจริต กฎหมายบัญญัติให้มีผลตามข้อใด
- ก. ให้ว่ากล่าวตักเตือนและทำทัณฑ์บนไว้
- ข. ให้สั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนทันที
- ค. ให้ถือว่าผู้นั้นกระทำผิดวินัย
- ง. ให้ถือว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง
180. ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 กรณีที่ข้าราชการพลเรือนสามัญอยู่ในฐานะที่อาจจะถูกกล่าวหาว่าร่วมกระทำผิดวินัยกับข้าราชการอื่น หากได้ให้ข้อมูลหรือให้ถ้อยคำเกี่ยวกับการกระทำผิดวินัยจนเป็นเหตุให้มีการสอบสวนพิจารณาทางวินัยแก่ผู้เป็นต้นเหตุแห่งการกระทำผิด ผู้บังคับบัญชาสามารถดำเนินการได้ตามข้อใด
- ก. มีหน้าที่ต้องพิจารณาให้บำเหน็จความชอบเป็นกรณีพิเศษแก่ข้าราชการผู้นั้น
- ข. มีอำนาจสั่งให้ผู้นั้นพ้นจากความรับผิดทางอาญาและทางแพ่งที่เกี่ยวเนื่อง
- ค. มีหน้าที่ต้องสั่งงดโทษทางวินัยและให้ถือว่าผู้นั้นไม่มีความผิดวินัยทันที
- ง. ใช้ดุลพินิจกันผู้นั้นไว้เป็นพยานหรือพิจารณาลดโทษทางวินัยตามควรแก่กรณีได้
181. ในการพิจารณาเรื่องทางวินัยของ อ.ก.พ. กระทรวงแห่งหนึ่ง ผู้แทน ก.พ. ซึ่งเป็นกรรมการเห็นว่ามติ อ.ก.พ. กระทรวง ปฏิบัติไม่เหมาะสม จึงรายงาน ก.พ. และต่อมา ก.พ. ได้มีมติในเรื่องดังกล่าว แต่ปรากฏว่าข้าราชการผู้ถูกลงโทษได้อุทธรณ์คำสั่งลงโทษต่อ ก.พ.ค. ไปแล้ว ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 กรณีนี้จะต้องดำเนินการอย่างไร
- ก. ให้ ก.พ. แจ้งมติต่อ ก.พ.ค. เพื่อประกอบการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์
- ข. ให้ผู้บังคับบัญชาสั่งหรือปฏิบัติตามมติของ ก.พ. ไปก่อนโดยไม่ต้องรอผล ก.พ.ค.
- ค. ให้มติของ ก.พ. เป็นอันตกไป และรอจนกว่า ก.พ.ค. จะมีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ถึงที่สุด
- ง. ให้ ก.พ.ค. ยุติการพิจารณาอุทธรณ์ และให้ถือมติของ ก.พ. เป็นที่สุดในคดีวินัย
182. ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ในกรณีที่ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุไม่ใช้อำนาจสั่งให้ข้าราชการพลเรือนสามัญออกจากราชการโดยไม่มีเหตุอันสมควร ผู้ใดมีอำนาจดำเนินการสั่งให้ออกจากราชการแทนได้
- ก. คณะกรรมการข้าราชการพลเรือนเพื่อประโยชน์ของทางราชการ
- ข. ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุระดับเหนือขึ้นไป
- ค. คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมเพื่อการคุ้มครองระบบงาน
- ง. อ.ก.พ. กระทรวงที่ข้าราชการพลเรือนสามัญผู้นั้นสังกัดอยู่
183. ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 กรณีเจ้าหน้าที่กระทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐ ข้อความใดต่อไปนี้ถูกต้อง
- ก. กรณีหน่วยงานของรัฐเห็นว่าไม่ต้องรับผิดแต่กระทรวงการคลังเห็นว่าต้องรับผิด ให้มีอายุความ 1 ปีนับแต่วันที่กระทรวงการคลังมีผลการวินิจฉัย
- ข. สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากเจ้าหน้าที่ ให้มีกำหนดอายุความ 2 ปีนับแต่วันที่เจ้าหน้าที่ได้กระทำความเสียหายหรือกระทำละเมิดขึ้น
- ค. กรณีหน่วยงานของรัฐเห็นว่าไม่ต้องรับผิดแต่กระทรวงการคลังเห็นว่าต้องรับผิด ให้มีอายุความ 1 ปีนับแต่วันที่หน่วยงานมีคำสั่งตามความเห็นนั้น
- ง. หน่วยงานของรัฐจะใช้สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนได้เฉพาะกรณีที่เจ้าหน้าที่ผู้นั้นกระทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐที่ตนเองสังกัดอยู่เท่านั้น
184. ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ในกรณีที่ ก.พ. มีมติแจ้งให้อธิบดีกรมแห่งหนึ่งดำเนินการแก้ไขการปฏิบัติหน้าที่ที่ขัดหรือแย้งกับแนวทางที่กำหนดในพระราชบัญญัติภายในเวลาที่กำหนด แต่อธิบดีไม่ดำเนินการตามมติดังกล่าวภายในกำหนดเวลาโดยไม่มีเหตุอันสมควร จะมีผลทางกฎหมายและการดำเนินการทางวินัยอย่างไร
- ก. ถือว่าอธิบดีกระทำผิดวินัยร้ายแรง โดยให้ ก.พ.ค. ไต่สวนข้อเท็จจริงและมีคำสั่งลงโทษทางวินัย
- ข. ถือว่าอธิบดีกระทำผิดวินัย โดยให้ ก.พ. รายงานนายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาสั่งการตามที่เห็นสมควร
- ค. ถือว่าอธิบดีกระทำผิดวินัย โดยให้ปลัดกระทรวงผู้บังคับบัญชาเป็นผู้ดำเนินการทางวินัยและสั่งลงโทษ
- ง. ถือว่าอธิบดีกระทำผิดวินัย โดยการดำเนินการทางวินัยและการสั่งลงโทษเป็นอำนาจหน้าที่ของ ก.พ.
185. ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 การจัดระเบียบข้าราชการพลเรือนต้องเป็นไปเพื่อเป้าหมายใดตามที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยตรง
- ก. เพื่อผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ ความมีประสิทธิภาพ และความคุ้มค่า
- ข. เพื่อการลดขั้นตอนการปฏิบัติงาน ความประหยัดคุ้มค่า และความสะดวกรวดเร็ว
- ค. เพื่อการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ความโปร่งใส และการมีส่วนร่วมของประชาชน
- ง. เพื่อการรักษาความมั่นคงแห่งชาติ ความสงบเรียบร้อย และประโยชน์ส่วนรวม
186. ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 หากข้าราชการพลเรือนสามัญเห็นว่าคำสั่งของผู้บังคับบัญชาซึ่งสั่งในหน้าที่ราชการโดยชอบด้วยกฎหมาย จะทำให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ ข้าราชการผู้นั้นต้องดำเนินการอย่างไร
- ก. รายงานเป็นหนังสือต่อผู้บังคับบัญชาเหนือตนขึ้นไป เพื่อขอให้มีคำสั่งระงับคำสั่งเดิม
- ข. เสนอความเห็นเป็นหนังสือทันทีเพื่อให้ทบทวน หากยืนยันคำสั่งเดิมต้องปฏิบัติตาม
- ค. เสนอความเห็นเป็นหนังสือทันทีเพื่อให้ทบทวน หากยืนยันคำสั่งเดิมมีสิทธิปฏิเสธได้
- ง. ปฏิเสธการปฏิบัติตามคำสั่งได้ทันที เพื่อป้องกันมิให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ
187. ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 กรณีที่อธิบดีในฐานะผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุ ได้รับรายงานว่ามีข้าราชการพลเรือนสามัญในสังกัดถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัย และได้ดำเนินการสืบสวนหรือพิจารณาในเบื้องต้นแล้วเห็นว่า กรณีไม่มีมูลที่ควรกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัย อธิบดีควรดำเนินการอย่างไร
- ก. ต้องสั่งลงโทษภาคทัณฑ์ไว้ก่อน
- ข. ต้องส่งเรื่องให้ ก.พ. พิจารณาชี้ขาด
- ค. มีอำนาจสั่งยุติเรื่องได้
- ง. ต้องตั้งคณะกรรมการสอบสวนทันที
188. ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 คณะกรรมการสอบสวนในกรณีที่มีการกล่าวหาว่าข้าราชการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง มีสถานะและอำนาจตามกฎหมายตามข้อใด
- ก. เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา และมีอำนาจเช่นเดียวกับพนักงานอัยการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
- ข. เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และมีอำนาจเช่นเดียวกับพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
- ค. เป็นพนักงานฝ่ายปกครองตามประมวลกฎหมายอาญา และมีอำนาจเช่นเดียวกับเจ้าพนักงานศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
- ง. เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา และมีอำนาจเช่นเดียวกับพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
189. ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 เมื่อมีกรณีเพิ่มโทษ ลดโทษ งดโทษ หรือยกโทษทางวินัยแก่ข้าราชการ ผู้สั่งมีหน้าที่ต้องดำเนินการอย่างไรในทางคำสั่ง
- ก. ออกคำสั่งใหม่สั่งยกเลิกคำสั่งลงโทษเดิม พร้อมทั้งระบุวิธีการดำเนินการเกี่ยวกับโทษที่ได้รับไปแล้ว
- ข. ทำหนังสือแจ้งระงับการลงโทษเดิมไว้ก่อน แล้วรอให้ ก.พ.ค. มีคำวินิจฉัยกำหนดโทษใหม่จึงจะออกคำสั่งได้
- ค. ออกคำสั่งใหม่เพื่อกำหนดอัตราโทษ แต่ให้คำสั่งลงโทษเดิมยังคงมีผลสมบูรณ์จนกว่าจะพ้นกำหนดเวลาอุทธรณ์
- ง. ออกคำสั่งแก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งเดิมเฉพาะส่วนอัตราโทษ โดยให้มีผลใช้บังคับควบคู่ไปกับคำสั่งลงโทษเดิม
190. นายสมศักดิ์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ได้รับอนุญาตให้ลาออกจากราชการเพื่อไปประกอบธุรกิจส่วนตัว ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 การออกจากราชการของนายสมศักดิ์ต้องดำเนินการตามข้อใด
- ก. ให้ผู้มีอำนาจสั่งบรรจุออกคำสั่งให้พ้นจากตำแหน่งโดยไม่ต้องนำความกราบบังคมทูล
- ข. ให้นำความกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่งนับแต่วันออกจากราชการ
- ค. ให้นำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงทราบการออกจากราชการโดยไม่ต้องมีพระบรมราชโองการ
- ง. ให้นำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อมีมติอนุมัติให้พ้นจากตำแหน่งนับแต่วันที่ขอลาออก
191. ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ในกรณีที่ผู้เสียหายยื่นคำขอให้หน่วยงานของรัฐชดใช้ค่าสินไหมทดแทน หากผู้เสียหายไม่พอใจในผลการวินิจฉัยของหน่วยงานของรัฐ จะมีสิทธิร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ได้ภายในกำหนดเวลาใดนับแต่วันที่ตนได้รับแจ้งผลการวินิจฉัย
- ก. ภายใน 180 วัน
- ข. ภายใน 60 วัน
- ค. ภายใน 90 วัน
- ง. ภายใน 30 วัน
192. ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน ในกรณีที่ ก.พ. เห็นว่าการบริหารทรัพยากรบุคคลเรื่องใดควรมีมาตรฐานหรือหลักเกณฑ์เดียวกันสำหรับข้าราชการฝ่ายพลเรือน จะต้องดำเนินการตามขั้นตอนใดจึงจะมีผลใช้บังคับ
- ก. ประชุมร่วมกับผู้แทนสำนักงบประมาณและกระทรวงการคลังเพื่อยกร่างระเบียบกลางแล้วประกาศในราชกิจจานุเบกษา
- ข. เสนอความเห็นต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาออกคำสั่งหรือตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบังคับใช้กับทุกส่วนราชการ
- ค. ให้ ก.พ. มีมติกำหนดมาตรฐานกลางได้ทันทีโดยไม่ต้องหารือหน่วยงานอื่นแล้วแจ้งให้ทุกกระทรวงถือปฏิบัติ
- ง. ประชุมร่วมกับผู้แทน ก.พ.ร. และองค์กรกลางที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์กลางเสนอคณะรัฐมนตรีเห็นชอบ
193. นายธนาได้รับการบรรจุและแต่งตั้งให้รับราชการตามที่บัญญัติไว้ในลักษณะ 4 ของพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 และที่แก้ไขเพิ่มเติม กรณีนี้ตามกฎหมายดังกล่าว นายธนาจัดเป็นข้าราชการพลเรือนประเภทใด และข้าราชการพลเรือนตามพระราชบัญญัตินี้มีกี่ประเภท
- ก. เป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ โดยข้าราชการพลเรือนมี 2 ประเภท
- ข. เป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ โดยข้าราชการพลเรือนมี 4 ประเภท
- ค. เป็นข้าราชการพลเรือนในพระองค์ โดยข้าราชการพลเรือนมี 2 ประเภท
- ง. เป็นข้าราชการพลเรือนในพระองค์ โดยข้าราชการพลเรือนมี 4 ประเภท
194. ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 การปฏิบัติราชการอันเป็นการกระทำการข้ามผู้บังคับบัญชาเหนือตน จะสามารถกระทำได้ในกรณีใด
- ก. ผู้บังคับบัญชาในระดับเดียวกันของหน่วยงานอื่นสั่งการ
- ข. ผู้บังคับบัญชาเหนือตนขึ้นไปเป็นผู้สั่งให้กระทำ
- ค. ประชาชนผู้มาติดต่อราชการร้องขอเป็นลายลักษณ์อักษร
- ง. ข้าราชการระดับชำนาญการขึ้นไปให้ความเห็นชอบ
195. ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ในกรณีที่ผลการสืบสวนปรากฏว่ามีมูลความผิดวินัยอันมิใช่เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง และได้แจ้งข้อกล่าวหา สรุปพยานหลักฐาน พร้อมทั้งรับฟังคำชี้แจงแล้ว หากผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดจริง กฎหมายกำหนดให้ดำเนินการอย่างไร
- ก. ต้องแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อดำเนินการสอบสวนก่อนสั่งลงโทษ
- ข. ต้องส่งเรื่องให้คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมเป็นผู้ดำเนินการทางวินัย
- ค. สั่งลงโทษตามควรแก่กรณีโดยไม่ตั้งคณะกรรมการสอบสวนก็ได้
- ง. ต้องส่งเรื่องให้ อ.ก.พ. กระทรวง พิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนสั่งลงโทษ
196. นายสมศักดิ์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ได้รับอนุญาตให้ลาออกจากราชการเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2565 ต่อมาในเดือนกันยายน 2565 มีการกล่าวหาเป็นหนังสือว่าขณะรับราชการนายสมศักดิ์ได้กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง กรณีนี้ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน ผู้มีอำนาจดำเนินการทางวินัยมีกรอบระยะเวลาในการดำเนินการสอบสวนและสั่งลงโทษอย่างไร
- ก. ต้องเริ่มดำเนินการสอบสวนภายใน 2 ปี และสั่งลงโทษภายใน 5 ปี นับแต่วันที่มีการกล่าวหาเป็นหนังสือ
- ข. ต้องเริ่มดำเนินการสอบสวนภายใน 1 ปี และสั่งลงโทษภายใน 3 ปี นับแต่วันที่มีการกล่าวหาเป็นหนังสือ
- ค. ต้องเริ่มดำเนินการสอบสวนภายใน 2 ปี และสั่งลงโทษภายใน 3 ปี นับแต่วันที่ผู้นั้นออกจากราชการ
- ง. ต้องเริ่มดำเนินการสอบสวนภายใน 1 ปี และสั่งลงโทษภายใน 3 ปี นับแต่วันที่ผู้นั้นออกจากราชการ
197. ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 กรณีข้าราชการพลเรือนสามัญซึ่งโอนมามีกรณีกระทำผิดวินัยอยู่ก่อนวันโอนมาบรรจุ หากเป็นเรื่องที่อยู่ในระหว่างการสืบสวนหรือพิจารณา หรือสอบสวนของผู้บังคับบัญชาเดิมก่อนวันโอน กฎหมายกำหนดให้ดำเนินการอย่างไร
- ก. ให้สืบสวน พิจารณา หรือสอบสวนต่อไปจนเสร็จ แล้วส่งเรื่องให้ผู้บังคับบัญชาของข้าราชการผู้นั้นพิจารณาดำเนินการต่อไป
- ข. ให้ส่งเรื่องไปยังคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนเพื่อพิจารณาวินิจฉัยและชี้ขาดตามอำนาจหน้าที่ขององค์กรกลางบริหารงานบุคคล
- ค. ให้ยุติเรื่องของหน่วยงานเดิมทั้งหมด แล้วส่งสำนวนให้ผู้บังคับบัญชาแห่งใหม่แต่งตั้งคณะกรรมการเริ่มต้นกระบวนการใหม่
- ง. ให้ผู้บังคับบัญชาเดิมมีอำนาจสั่งลงโทษทางวินัยให้เสร็จสิ้นก่อน จึงส่งมอบตัวและประวัติการรับราชการให้แก่ส่วนราชการแห่งใหม่
198. ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ข้าราชการพลเรือนสามัญซึ่งได้รับแจ้งคำสั่งลงโทษทางวินัย หากประสงค์จะใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว จะต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ใด
- ก. ยื่นอุทธรณ์ต่อ ก.พ. ภายใน 30 วันนับแต่วันทราบหรือถือว่าทราบคำสั่ง
- ข. ยื่นอุทธรณ์ต่อ ก.พ.ค. ภายใน 30 วันนับแต่วันทราบหรือถือว่าทราบคำสั่ง
- ค. ยื่นอุทธรณ์ต่อ ก.พ. ภายในระยะเวลา 90 วันนับแต่วันทราบหรือถือว่าทราบคำสั่ง
- ง. ยื่นอุทธรณ์ต่อ ก.พ.ค. ภายในระยะเวลา 60 วันนับแต่วันทราบหรือถือว่าทราบคำสั่ง
199. ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 หากข้าราชการขับรถยนต์ของทางราชการไปปฏิบัติงานด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงจนเกิดอุบัติเหตุทำให้ทรัพย์สินของทางราชการเสียหาย และผลการพิจารณาปรากฏว่าข้าราชการผู้นั้นต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน กรมต้นสังกัดในฐานะหน่วยงานของรัฐที่เสียหายมีอำนาจดำเนินการอย่างไร
- ก. ยื่นฟ้องคดีต่อศาลเพื่อขอให้มีคำพิพากษาบังคับให้ชดใช้เงินค่าเสียหาย
- ข. ทำหนังสือขออนุมัติต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อออกคำสั่งให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน
- ค. ออกคำสั่งเรียกให้ข้าราชการผู้นั้นชำระเงินดังกล่าวภายในเวลาที่กำหนด
- ง. ส่งเรื่องให้นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้รักษาการเป็นผู้ออกคำสั่งเรียกชำระเงิน
200. ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 การประชุม ก.พ. ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยคณะกรรมการที่มีอำนาจดำเนินการพิจารณาทางปกครองตามกฎหมายใดมาใช้บังคับโดยอนุโลม
- ก. กฎหมายว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่
- ข. กฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน
- ค. กฎหมายว่าด้วยหลักเกณฑ์การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี
- ง. กฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง
201. ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ผู้ที่จะเข้ารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนซึ่งมีลักษณะต้องห้ามในกรณีใดที่ ก.พ. อาจพิจารณายกเว้นให้เข้ารับราชการได้
- ก. เป็นผู้เคยกระทำการทุจริตในการสอบเข้ารับราชการ
- ข. เป็นผู้อยู่ในระหว่างถูกสั่งพักราชการตามกฎหมาย
- ค. เป็นกรรมการหรือเจ้าหน้าที่ในพรรคการเมือง
- ง. เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ
202. ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 การกระทำของข้าราชการในกรณีใดต่อไปนี้ ถือเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง
- ก. ข้าราชการที่ประมาทเลินเล่อในหน้าที่ราชการจนงานล่าช้า แต่มิได้เป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง
- ข. ข้าราชการที่ละทิ้งหน้าที่ราชการติดต่อในคราวเดียวกันเป็นเวลา 16 วัน โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร
- ค. ข้าราชการที่ละทิ้งหน้าที่ราชการติดต่อในคราวเดียวกัน 12 วัน โดยไม่มีเหตุผลอันสมควรและไม่เสียหายร้ายแรง
- ง. ข้าราชการที่ถูกศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก 1 ปี ในความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท
203. ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ในกรณีที่ผลการสืบสวนหรือพิจารณาปรากฏว่ากรณีมีมูลอันเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง กฎหมายกำหนดให้ผู้ใดมีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน
- ก. คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน
- ข. ผู้ตรวจราชการกระทรวงผู้รับผิดชอบ
- ค. ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุ
- ง. ผู้บังคับบัญชาชั้นเหนือขึ้นไปหนึ่งชั้น
204. ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ในกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. หรือคณะกรรมการ ป.ป.ท. มีมติชี้มูลความผิดข้าราชการพลเรือนสามัญซึ่งออกจากราชการแล้ว การดำเนินการทางวินัยและสั่งลงโทษแก่ผู้นั้นให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขตามข้อใด
- ก. กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และระเบียบกระทรวงยุติธรรมว่าด้วยแนวทางการดำเนินคดีทุจริตและประพฤติมิชอบในหน่วยงานภาครัฐเพื่อส่งให้อัยการฟ้องคดี
- ข. กำหนดไว้ในหมวดวินัยและการรักษาวินัยตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน โดยให้ผู้มีอำนาจสั่งลงโทษดำเนินการสอบสวนและลงโทษเสมือนว่าผู้นั้นยังมิได้ออกจากราชการ
- ค. กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์และขั้นตอนการสอบสวนข้อเท็จจริงความรับผิดทางวินัยของเจ้าหน้าที่รัฐ
- ง. กำหนดไว้ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต หรือกฎหมายว่าด้วยมาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต แล้วแต่กรณี
205. ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 กรณีของข้าราชการพลเรือนสามัญในข้อใด ถือเป็นเหตุให้ผู้นั้นออกจากราชการ
- ก. นายสมหวังถูกสั่งลงโทษปลดออกจากราชการจากการกระทำผิดวินัย
- ข. นายสมศักดิ์ถูกสั่งพักราชการระหว่างรอผลการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง
- ค. นายสมยศยื่นหนังสือขอลาออกแต่ผู้บังคับบัญชายังไม่อนุญาตและยังไม่มีผลตามกฎหมาย
- ง. นายสมชายถูกสั่งลงโทษลดเงินเดือนเนื่องจากกระทำผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง
206. ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 รัฐวิสาหกิจที่จะถือเป็น “หน่วยงานของรัฐ” ตามบทนิยามแห่งกฎหมายนี้ ต้องจัดตั้งขึ้นในลักษณะใด
- ก. จัดตั้งขึ้นตามมติของคณะรัฐมนตรีเพื่อการบริการสาธารณะ
- ข. จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา
- ค. จัดตั้งขึ้นตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารงาน
- ง. จัดตั้งขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เป็นบริษัทจำกัด
207. ตามประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน การดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่ายโดยน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง พระบรมราโชวาท และหลักคำสอนทางศาสนามาปรับใช้ จัดเป็นข้อพึงปฏิบัติตนเพื่อรักษาจริยธรรมในเรื่องใด
- ก. คิดถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตัว ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน และมีจิตสาธารณะ
- ข. ยึดมั่นในสถาบันหลักของประเทศ อันได้แก่ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตย
- ค. ดำรงตนเป็นแบบอย่างด้วยการเป็นข้าราชการที่ดีและรักษาภาพลักษณ์ของทางราชการ
- ง. ซื่อสัตย์สุจริต ปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาตามกฎหมายและตามทำนองคลองธรรม โปร่งใส ตรวจสอบได้
208. นายแพทย์เอกเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญในโรงพยาบาลของรัฐ ซึ่งต้องปฏิบัติตามจรรยาวิชาชีพตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพเวชกรรมที่กำหนดไว้โดยเฉพาะ เมื่อมีผู้ป่วยนำของขวัญมามอบให้เพื่อขอให้ออกใบรับรองแพทย์ที่มีข้อความไม่ตรงกับความจริง ตามประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน นายแพทย์เอกมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตนอย่างไรจึงจะถูกต้องเหมาะสมที่สุด
- ก. ปฏิเสธการกระทำดังกล่าว โดยยึดถือเฉพาะประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือนเป็นหลัก และไม่ต้องปฏิบัติตามจรรยาวิชาชีพในการทำงานราชการ
- ข. ปฏิเสธการกระทำดังกล่าว โดยยึดมั่นเฉพาะจรรยาวิชาชีพแพทย์เป็นสำคัญ และได้รับการยกเว้นมิต้องรักษาประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน
- ค. ปฏิเสธการกระทำดังกล่าว โดยเลือกปฏิบัติตามจรรยาวิชาชีพแพทย์เฉพาะเมื่อไม่มีข้อกำหนดห้ามไว้ในประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน
- ง. ปฏิเสธการกระทำดังกล่าว โดยนอกจากจะต้องรักษาจริยธรรมตามประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือนแล้ว จะต้องยึดมั่นในจรรยาวิชาชีพนั้นด้วย
209. นายสมชายเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้มีหน้าที่ตรวจพิจารณาคำขอรับเงินช่วยเหลือเยียวยาของประชาชน ต่อมามีญาติสนิทมาขอให้ช่วยลัดคิวตรวจอนุมัติให้ตนก่อนประชาชนรายอื่น พร้อมทั้งนำกระเช้าของขวัญราคาแพงมามอบให้ ตามพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 นายสมชายควรปฏิบัติตนอย่างไรจึงจะเหมาะสมที่สุด
- ก. ปฏิเสธการรับของขวัญและพิจารณาตามลำดับอย่างเป็นธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติ
- ข. รับกระเช้าของขวัญไว้เพื่อรักษาน้ำใจแต่ดำเนินการพิจารณาตามขั้นตอนตามปกติ
- ค. โอนเรื่องให้เพื่อนร่วมงานพิจารณาลัดคิวแทนตนเพื่อจะได้ไม่ต้องรับผิดชอบโดยตรง
- ง. ช่วยลัดคิวให้ญาติเป็นกรณีพิเศษแล้วนำของขวัญไปมอบเป็นของส่วนกลางในหน่วยงาน
210. ตามพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 ในกรณีที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งไม่มีองค์กรกลางบริหารงานบุคคลที่รับผิดชอบ องค์กรใดเป็นผู้จัดทำประมวลจริยธรรมสำหรับข้าราชการการเมือง
- ก. สำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
- ข. คณะรัฐมนตรี
- ค. สภาผู้แทนราษฎร
- ง. คณะกรรมการมาตรฐานทางจริยธรรม
211. ตามพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 เรื่องใดต่อไปนี้เป็นหน้าที่และอำนาจขององค์กรกลางบริหารงานบุคคลในการรักษาจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐ
- ก. การกำหนดให้มีส่วนงานหรือผู้รับผิดชอบเกี่ยวกับการรักษาจริยธรรมประจำหน่วยงานของรัฐ
- ข. การกำหนดกลไกในการส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐ
- ค. การกำหนดมาตรการจูงใจเพื่อส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่ของรัฐมีพฤติกรรมทางจริยธรรมเป็นแบบอย่างที่ดี
- ง. การจัดทำรายงานประจำปีเพื่อประเมินผลในภาพรวมเสนอต่อคณะกรรมการมาตรฐานทางจริยธรรมทุกสิ้นปีงบประมาณ
212. นายธีระ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ถูกผู้บังคับบัญชากดดันให้ลงนามตรวจรับพัสดุที่ไม่ถูกต้องตามสัญญา โดยขู่ว่าหากไม่ยอมลงนามจะส่งผลต่อการประเมินเลื่อนขั้นเงินเดือน ตามประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน การกระทำของนายธีระในข้อใดถูกต้องเหมาะสมที่สุด
- ก. ตรวจรับตามคำสั่งไปก่อนเพื่อรักษาภาพลักษณ์ที่ดี แล้วค่อยทำรายงานขอให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงในภายหลัง
- ข. ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาไปตามหน้าที่ เพื่อรักษาประโยชน์และสถานภาพความก้าวหน้าในราชการของตนเอง
- ค. ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยหลีกเลี่ยงการไปตรวจรับ เพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งและไม่ต้องรายงานความผิดพลาด
- ง. ยืนหยัดคัดค้านการตรวจรับที่ไม่ถูกต้อง และไม่ยอมกระทำในสิ่งที่ไม่เหมาะสมเพียงเพื่อรักษาประโยชน์ของตน
213. ตามประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน การปฏิบัติตนเพื่อรักษาจริยธรรมในเรื่อง "กล้าตัดสินใจและยืนหยัดทำในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม" กำหนดให้ข้าราชการพลเรือนมีพฤติกรรมตามข้อใด
- ก. กล้าคัดค้านในสิ่งที่ไม่ถูกต้องและกล้าเปิดเผยหรือรายงานการทุจริตประพฤติมิชอบ
- ข. ดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่ายโดยน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและพระบรมราโชวาทมาปรับใช้
- ค. คำนึงถึงประโยชน์และความคุ้มค่าในการใช้ทรัพยากรของรัฐและมุ่งพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง
- ง. รักษาความเป็นกลางทางการเมืองโดยไม่อาศัยตำแหน่งหน้าที่ให้คุณให้โทษแก่นักการเมือง
214. นายวีระ ข้าราชการพลเรือนผู้รับผิดชอบการตรวจสอบและอนุมัติใบอนุญาต ถูกนักการเมืองสั่งการและกดดันให้อนุมัติใบอนุญาตแก่บุคคลใกล้ชิดเป็นกรณีพิเศษโดยไม่ต้องตรวจสอบเอกสารให้ครบถ้วน หากไม่ยินยอมจะถูกดำเนินการโยกย้าย ตามประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน นายวีระควรปฏิบัติตนตามข้อใดจึงจะเหมาะสมที่สุด
- ก. เลือกปฏิบัติโดยเร่งรัดเฉพาะรายที่มีผู้ฝากฝัง เพื่อประโยชน์ในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการทำงานราชการ
- ข. ยืนหยัดทำในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรมตามขั้นตอนกฎหมาย โดยไม่ยอมทำสิ่งที่ไม่เหมาะสมเพื่อรักษาสถานภาพของตน
- ค. ชะลอเรื่องไว้โดยไม่ดำเนินการใด ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าและปัดภาระความรับผิดชอบให้พ้นจากตนเอง
- ง. ปฏิบัติตามที่ได้รับแจ้งเพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง และป้องกันมิให้กระทบต่อความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่ของตน
215. นายวีระเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่งนายแพทย์ ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลของรัฐ ซึ่งมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามจรรยาวิชาชีพเวชกรรมตามที่กฎหมายกำหนดไว้โดยเฉพาะด้วย ในการปฏิบัติหน้าที่ราชการตามประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน นายวีระต้องปฏิบัติตนอย่างไรจึงจะถูกต้องที่สุด
- ก. ปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือนเท่านั้น เนื่องจากปฏิบัติงานในฐานะข้าราชการ
- ข. ขออนุมัติยกเว้นการปฏิบัติตามจรรยาวิชาชีพจากหัวหน้าส่วนราชการเพื่อมิให้เกิดความซ้ำซ้อน
- ค. รักษาจริยธรรมตามประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน พร้อมทั้งยึดมั่นในจรรยาวิชาชีพนั้นด้วย
- ง. ปฏิบัติตามจรรยาวิชาชีพเฉพาะด้านเท่านั้น เนื่องจากมีกฎหมายวิชาชีพกำหนดไว้โดยตรง
216. ตามพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 ข้อใดเป็นหนึ่งในมาตรฐานทางจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐ
- ก. ปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนของทางราชการอย่างเคร่งครัด
- ข. ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเด็ดขาดและรักษาผลประโยชน์ของชาติ
- ค. ยึดมั่นในความจงรักภักดีต่อองค์กรและผู้บังคับบัญชา
- ง. ปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นธรรมและไม่เลือกปฏิบัติ
217. ตามพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 หากเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้รับผิดชอบการจัดสรรงบประมาณโครงการพัฒนาชุมชน ถูกนักการเมืองท้องถิ่นขอร้องให้จัดสรรงบประมาณแก่กลุ่มของตนเป็นกรณีพิเศษโดยไม่ต้องผ่านเกณฑ์ประเมิน เพื่อแลกกับการสนับสนุนความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นี้ควรปฏิบัติตนอย่างไรจึงจะถูกต้องและเหมาะสมที่สุด
- ก. ดำเนินการตรวจสอบตามเกณฑ์อย่างเป็นธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติ และกล้าปฏิเสธคำขอที่ไม่ถูกต้อง
- ข. สั่งระงับการพิจารณาคำขอของทุกชุมชนไว้อย่างไม่มีกำหนด เพื่อมิให้เกิดแรงกดดันต่องานของตน
- ค. ปฏิบัติตามคำขอโดยไม่ทักท้วงเพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งและปัดความรับผิดชอบไปให้ผู้สั่งการ
- ง. ยอมจัดสรรงบประมาณให้ตามคำขอเพื่อประโยชน์และความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่การงานของตนเอง
218. นายสมศักดิ์ ข้าราชการในหน่วยงานของรัฐแห่งหนึ่ง ถูกร้องเรียนและผลการตรวจสอบพบว่ามีพฤติกรรมที่เป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมและไม่ปฏิบัติตามประมวลจริยธรรม ตามพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 องค์กรกลางบริหารงานบุคคลมีหน้าที่และอำนาจกำหนดมาตรการที่ใช้บังคับแก่นายสมศักดิ์ในลักษณะใด
- ก. ส่งเรื่องให้คณะกรรมการมาตรฐานทางจริยธรรมเพื่อลงโทษทางวินัยขั้นเด็ดขาดแก่นายสมศักดิ์โดยตรง
- ข. อาจกำหนดมาตรการเพื่อใช้ในการบริหารงานบุคคลตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการประเภทนั้น
- ค. มีคำสั่งให้หัวหน้าหน่วยงานของรัฐลงโทษทางวินัยโดยไม่ต้องปฏิบัติตามระเบียบข้าราชการประเภทนั้น
- ง. กำหนดให้ผู้ตรวจการแผ่นดินเป็นผู้มีอำนาจสั่งลงโทษทางวินัยและการบริหารงานบุคคลแทนองค์กรกลาง
219. ตามประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน การกำหนดให้ข้าราชการพลเรือนต้อง "กล้าเปิดเผยหรือรายงานการทุจริตประพฤติมิชอบต่อผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ" จัดอยู่ในการปฏิบัติตนเพื่อรักษาจริยธรรมด้านใด
- ก. ดำรงตนเป็นแบบอย่างด้วยการเป็นข้าราชการที่ดีและรักษาภาพลักษณ์ของทางราชการ
- ข. ซื่อสัตย์สุจริต ปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาตามกฎหมายและตามทำนองคลองธรรม
- ค. กล้าตัดสินใจและยืนหยัดทำในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม
- ง. คิดถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตัว ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน
220. นายธีระ ข้าราชการพลเรือน ได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้แก้ไขเอกสารทางราชการเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่เอกชนรายหนึ่ง ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องตามระเบียบและกฎหมาย โดยผู้บังคับบัญชาสัญญาว่าจะพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือนเป็นกรณีพิเศษให้เพื่อเป็นการตอบแทน ตามประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน นายธีระควรปฏิบัติตนอย่างไรจึงจะถูกต้องและเหมาะสมที่สุด
- ก. เพิกเฉยต่อคำสั่งและขอโอนย้ายไปสังกัดหน่วยงานอื่นทันทีเพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งในการทำงาน
- ข. ปฏิบัติตามคำสั่งที่สั่งการมา แต่ไม่ขอรับการเลื่อนขั้นเงินเดือนเพื่อมิให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อน
- ค. ยินยอมแก้ไขเอกสารตามคำสั่งเพื่อรักษาความสัมพันธ์อันดีและตอบสนองนโยบายของผู้บังคับบัญชา
- ง. ปฏิเสธการแก้ไขเอกสาร กล้าคัดค้านในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และไม่ยอมทำสิ่งที่ไม่เหมาะสมเพื่อประโยชน์ตน
221. นางสาวเกษร ข้าราชการพลเรือน ตรวจพบว่าผู้บังคับบัญชาสั่งการให้ตนจัดทำและลงนามรับรองเอกสารเบิกจ่ายงบประมาณอันเป็นเท็จ โดยผู้บังคับบัญชาขู่ว่าจะไม่พิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือนให้หากไม่ยินยอมปฏิบัติตาม ตามประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน นางสาวเกษรควรปฏิบัติตนอย่างไรจึงจะถูกต้องและเหมาะสมที่สุด
- ก. กล้าคัดค้านและรายงานการทุจริตประพฤติมิชอบต่อผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ โดยไม่ยอมทำสิ่งที่ไม่เหมาะสมเพื่อรักษาสถานภาพตนเอง
- ข. ยอมปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาไปก่อนเพื่อรักษาประโยชน์และความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่ของตนเอง แล้วจึงหาทางโอนย้ายหน่วยงานในภายหลัง
- ค. หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าโดยยื่นใบลาหยุดงานในวันลงนามเอกสาร เพื่อเปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ผู้อื่นเป็นผู้ใช้ดุลพินิจรับผิดชอบแทนตนเอง
- ง. ลงนามรับรองเอกสารตามคำสั่งแต่แอบส่งหลักฐานให้สื่อมวลชนเผยแพร่ต่อสาธารณะเพื่อกดดันผู้บังคับบัญชาให้ยกเลิกการกระทำดังกล่าว
222. นายสมศักดิ์ เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้มีหน้าที่จัดสรรสิทธิประโยชน์แก่ประชาชน ได้รับการขอร้องจากผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ให้ลัดคิวและอนุมัติสิทธิให้แก่คนสนิทของตนซึ่งเอกสารยังไม่ครบถ้วน ตามพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 การกระทำใดของนายสมศักดิ์ถือว่าเหมาะสมที่สุด
- ก. ยินยอมลัดคิวให้เป็นกรณีพิเศษเพื่อแลกกับการได้รับผลประโยชน์ส่วนตนเป็นการตอบแทน
- ข. ปฏิเสธการลัดคิวและให้ส่งเอกสารให้ครบตามเกณฑ์เพื่อปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นธรรม
- ค. อนุมัติสิทธิให้ทันทีเพื่อรักษาความสัมพันธ์และป้องกันความขัดแย้งกับผู้มีอิทธิพล
- ง. รับรองเอกสารให้ผ่านไปก่อนโดยละเว้นการตรวจสอบเพื่อความสะดวกรวดเร็วในการทำงาน
223. นายเอกเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ได้รับมอบหมายให้พิจารณาอนุมัติคำขอรับเงินช่วยเหลือเยียวยาของประชาชน ต่อมามีญาติสนิทมายื่นคำขอและขอให้นายเอกช่วยลัดคิวและอนุมัติให้ก่อนผู้อื่น หากนายเอกต้องการปฏิบัติตนให้สอดคล้องกับมาตรฐานทางจริยธรรมตามพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 นายเอกควรปฏิบัติตามข้อใดจึงจะเหมาะสมที่สุด
- ก. ยอมลัดคิวและอนุมัติให้ญาติก่อนเพื่อเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนและความสัมพันธ์ในครอบครัว
- ข. เรียกรับเงินค่าตอบแทนพิเศษจากญาติเพื่อแลกกับการเร่งรัดอนุมัติคำขอให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว
- ค. ปฏิเสธการลัดคิวและดำเนินการตรวจสอบคำขอตามลำดับขั้นตอนอย่างเป็นธรรมและไม่เลือกปฏิบัติ
- ง. ส่งเรื่องให้เพื่อนร่วมงานอนุมัติแทนทันทีเพื่อปัดความรับผิดชอบและหลีกเลี่ยงการตัดสินใจ
224. ตามพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 เพื่อประโยชน์ในการรักษาจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐ กำหนดให้หน่วยงานของรัฐจัดทำรายงานประจำปีเสนอต่อคณะกรรมการมาตรฐานทางจริยธรรม (ก.ม.จ.) ในช่วงเวลาใด
- ก. ทุกสิ้นรอบระยะเวลา 6 เดือน
- ข. ทุกสิ้นปีปฏิทิน
- ค. ทุกสิ้นรอบระยะเวลา 2 ปี
- ง. ทุกสิ้นปีงบประมาณ
225. นายสมคิดเป็นข้าราชการพลเรือน ตรวจพบว่าผู้ร่วมงานมีพฤติกรรมทุจริตต่อหน้าที่ในการจัดซื้อพัสดุ ต่อมาผู้ร่วมงานคนดังกล่าวได้เข้ามาขอร้องไม่ให้รายงานเรื่องนี้ พร้อมทั้งข่มขู่ว่าจะใช้อิทธิพลทำให้เกิดผลกระทบต่อความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่ของนายสมคิด ตามประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน นายสมคิดควรปฏิบัติตนอย่างไรจึงจะถูกต้องเหมาะสมที่สุด
- ก. ยืนหยัดคัดค้านและรายงานการทุจริตต่อผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ โดยไม่ยอมทำสิ่งที่ไม่เหมาะสมเพื่อรักษาสถานภาพตนเอง
- ข. เพิกเฉยต่อการกระทำดังกล่าวเพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งส่วนบุคคล และรักษาบรรยากาศความสามัคคีในการทำงานร่วมกันเป็นทีม
- ค. แนะนำให้ผู้ร่วมงานคนดังกล่าวแก้ไขเอกสารย้อนหลังให้ถูกต้องตามระเบียบ เพื่อมิให้เกิดความเสียหายและข้อบกพร่องแก่ทางราชการ
- ง. ยอมยุติเรื่องและไม่รายงานการกระทำความผิด เพื่อป้องกันไม่ให้ตนเองต้องได้รับผลกระทบต่อความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่ราชการ
226. นายธนาเป็นข้าราชการพลเรือน ได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้ช่วยลงนามตรวจรับพัสดุที่ไม่ถูกต้องตามสัญญา โดยผู้บังคับบัญชาแจ้งว่าจะสนับสนุนการเลื่อนตำแหน่งให้เป็นกรณีพิเศษ หากยินยอมช่วยเหลือ ตามประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน นายธนาควรปฏิบัติตนอย่างไรจึงจะถูกต้องเหมาะสมที่สุด
- ก. ยอมลงนามตรวจรับพัสดุตามคำสั่ง เพื่อรักษาผลประโยชน์และความก้าวหน้าในสถานภาพของตนเอง
- ข. กล้าคัดค้านในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และรายงานการประพฤติมิชอบนั้นต่อผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ
- ค. ยอมลงนามตรวจรับพัสดุ แต่ขอรับเงินตอบแทนพิเศษจากผู้ขายเพื่อเป็นค่าเสี่ยงภัยในการทำงาน
- ง. ลงนามตรวจรับพัสดุโดยใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัว และปกปิดข้อบกพร่องมิให้ผู้อื่นตรวจสอบได้
227. นายสมชาย ข้าราชการพลเรือน ได้รับแรงกดดันจากนักการเมืองให้เร่งรัดอนุมัติโครงการที่เอกสารไม่ถูกต้องตามระเบียบของทางราชการ โดยข่มขู่ว่าจะใช้อิทธิพลย้ายตนออกจากตำแหน่งหากไม่ยอมปฏิบัติตาม ตามประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน นายสมชายควรปฏิบัติตนอย่างไรจึงจะเหมาะสมที่สุด
- ก. ส่งเรื่องให้เจ้าหน้าที่อื่นพิจารณาลงนามแทนเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาและจะได้ไม่ต้องมีความพร้อมรับการตรวจสอบและรับผิด
- ข. เร่งรัดอนุมัติโครงการให้เสร็จสิ้นโดยเร็วเพื่อมุ่งผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพของงานตามเป้าหมายของทางราชการ
- ค. ยืนหยัดทำในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม กล้าคัดค้าน และไม่ยอมทำสิ่งที่ไม่เหมาะสมเพียงเพื่อรักษาสถานภาพของตน
- ง. ยอมอนุมัติตามที่ร้องขอเพื่อรักษาความเป็นกลางทางการเมืองโดยหลีกเลี่ยงการขัดแย้งกับนักการเมืองในพื้นที่
228. นายสมชายเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้มีหน้าที่พิจารณาอนุมัติจัดสรรเงินอุดหนุนแก่ประชาชน ต่อมามีผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นกดดันให้ลัดคิวอนุมัติคำขอแก่เครือญาติของตนก่อนประชาชนรายอื่นที่ยื่นคำขอไว้ก่อนแล้ว หากนายสมชายต้องปฏิบัติตนตามพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 การกระทำใดมีความเหมาะสมที่สุด
- ก. ดำเนินการลัดคิวให้แก่กลุ่มดังกล่าวเป็นกรณีพิเศษเพื่อมุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ของงานให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว
- ข. เจรจาขอรับเงินบริจาคส่วนตัวเข้าสำนักงานเพื่อแลกกับการเร่งรัดการอนุมัติคำขอให้เป็นกรณีเร่งด่วน
- ค. โอนงานให้ผู้อื่นพิจารณาแทนโดยไม่ตรวจสอบความถูกต้องเพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตน
- ง. กล้าตัดสินใจปฏิเสธคำขอพิเศษและพิจารณาตามลำดับก่อนหลังอย่างเป็นธรรมและไม่เลือกปฏิบัติ
229. ตามพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 กฎหมายกำหนดให้มาตรฐานทางจริยธรรมใช้เป็นหลักสำคัญในการดำเนินการเรื่องใด
- ก. การจัดทำประมวลจริยธรรมของหน่วยงานของรัฐ
- ข. การพิจารณากำหนดโทษทางวินัยของเจ้าหน้าที่ของรัฐ
- ค. การกำหนดกรอบอัตรากำลังของหน่วยงานของรัฐ
- ง. การประเมินผลการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐ
230. หน่วยงานของรัฐแห่งหนึ่งได้รับข้อร้องเรียนจากประชาชนเกี่ยวกับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของเจ้าหน้าที่ และมีข้อเสนอแนะให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการสอดส่องดูแล หากหน่วยงานดังกล่าวต้องการดำเนินการเกี่ยวกับการรักษาจริยธรรมให้ถูกต้องตามพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 ข้อใดเป็นการปฏิบัติที่ถูกต้องและเหมาะสมที่สุด
- ก. ปิดรับเรื่องร้องเรียนและมอบหมายให้บริษัทเอกชนภายนอกเป็นผู้รับผิดชอบการรักษาจริยธรรมประจำหน่วยงาน
- ข. กำหนดกลไกในการส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐ
- ค. จัดทำรายงานข้อร้องเรียนเสนอตรงต่อ ก.ม.จ. ทันทีเป็นรายกรณี โดยไม่ต้องผ่านองค์กรกลางบริหารงานบุคคล
- ง. กำหนดให้การตรวจสอบเป็นเรื่องภายในหน่วยงาน และห้ามประชาชนภายนอกเข้ามามีส่วนร่วมตรวจสอบ
231. นายเอกรินทร์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตรวจพบว่ามีการทุจริตปลอมแปลงเอกสารในโครงการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงาน โดยมีผู้บังคับบัญชาระดับต้นเข้ามาเกี่ยวข้อง เพื่อนร่วมงานจึงเตือนว่าไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวเพราะอาจกระทบต่อความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่ของตนเอง ตามประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน นายเอกรินทร์ควรปฏิบัติตนอย่างไรจึงจะถูกต้องเหมาะสมที่สุด
- ก. แก้ไขเอกสารการจัดซื้อจัดจ้างด้วยตนเองเพื่อช่วยเหลือหน่วยงานไม่ให้เกิดความเสียหายและปิดบังข้อผิดพลาด
- ข. เก็บเรื่องไว้เป็นความลับและรอให้ผู้บังคับบัญชาสั่งการหรือให้หน่วยงานตรวจสอบภายนอกเข้ามาตรวจพบเอง
- ค. รายงานการทุจริตประพฤติมิชอบต่อผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ โดยไม่ละเว้นเพื่อรักษาประโยชน์หรือสถานภาพของตนเอง
- ง. เพิกเฉยต่อเรื่องดังกล่าวเพื่อรักษาความสัมพันธ์อันดีในหน่วยงานและรักษาความก้าวหน้าในตำแหน่งของตนเอง
232. นายสมเกียรติ ข้าราชการพลเรือน ได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้ลงนามตรวจรับพัสดุที่มีรายการไม่ถูกต้องครบถ้วนตามสัญญาและส่อไปในทางทุจริต โดยผู้บังคับบัญชาแจ้งว่าหากปฏิเสธจะไม่ได้รับการพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือน ตามประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน นายสมเกียรติพึงปฏิบัติตนอย่างไรจึงจะถูกต้องเหมาะสมที่สุด
- ก. ใช้ดุลพินิจลงนามตรวจรับตามคำสั่งเพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง และรักษาบรรยากาศการทำงานเป็นทีมกับผู้บังคับบัญชาในหน่วยงาน
- ข. หลีกเลี่ยงด้วยการเพิกเฉยไม่ดำเนินการใด ๆ เพื่อปกป้องตนเองและไม่ให้กระทบกระเทือนต่อตำแหน่งหน้าที่การงานของตนในอนาคต
- ค. ยินยอมลงนามตรวจรับไปก่อนเพื่อรักษาผลประโยชน์ในการเลื่อนขั้น แล้วจึงค่อยหาทางแก้ไขข้อผิดพลาดในภายหลังเมื่อมีโอกาส
- ง. ยืนหยัดคัดค้านในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และรายงานต่อผู้มีหน้าที่รับผิดชอบโดยไม่ยอมทำสิ่งที่ไม่เหมาะสมเพียงเพื่อรักษาสถานภาพของตน
233. นายเอก ข้าราชการพลเรือน ได้รับการร้องขอจากนักการเมืองให้ใช้อำนาจหน้าที่ช่วยเร่งรัดการพิจารณาอนุมัติโครงการให้แก่กลุ่มผู้สนับสนุนพรรคการเมืองของตนเป็นกรณีพิเศษ เพื่อประโยชน์ในการหาเสียงเลือกตั้ง ตามประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน นายเอกควรปฏิบัติตนอย่างไรจึงจะถูกต้องเหมาะสมที่สุด
- ก. ปฏิเสธการให้สิทธิพิเศษและรักษาความเป็นกลางทางการเมืองโดยไม่อาศัยตำแหน่งหน้าที่ให้คุณแก่นักการเมือง
- ข. เร่งรัดโครงการตามคำขอเพื่อรักษาความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่และสถานภาพในการทำงานของตน
- ค. เลือกปฏิบัติต่อผู้สนับสนุนพรรคการเมืองเฉพาะรายที่มีความคุ้นเคยหรือมีความสัมพันธ์ส่วนตัว
- ง. ปฏิบัติตามคำขอโดยเรียกรับเงินสนับสนุนโครงการเพื่อนำมาใช้พัฒนาประสิทธิภาพการทำงานของทีม
234. นายสมศักดิ์เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้มีหน้าที่ตรวจพิจารณาคำขอรับใบอนุญาต ได้รับการร้องขอจากผู้ยื่นคำขอรายหนึ่งซึ่งเป็นคนรู้จักของผู้บังคับบัญชา ให้ลัดคิวตรวจสอบและอนุมัติให้ตนก่อนผู้ยื่นคำขอรายอื่นที่ยื่นไว้ล่วงหน้าอย่างถูกต้อง ตามพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 การปฏิบัติตนของนายสมศักดิ์ในข้อใดถูกต้องเหมาะสมที่สุด
- ก. ชะลอเรื่องของผู้ยื่นคำขอรายอื่นไว้ก่อน เพื่อให้สามารถอนุมัติคำขอของคนรู้จักได้พร้อมกันโดยไม่สะดุด
- ข. ยืนยันพิจารณาตามลำดับและระเบียบหลักเกณฑ์ เพื่อปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นธรรมและไม่เลือกปฏิบัติ
- ค. เสนอให้ผู้ยื่นคำขอมอบสินน้ำใจแก่เจ้าหน้าที่ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการเร่งรัดการดำเนินงาน
- ง. อนุมัติลัดคิวให้เป็นกรณีพิเศษ เพื่อมุ่งสร้างความสัมพันธ์อันดีและลดความขัดแย้งในการทำงาน
235. ในการประชุมคณะกรรมการมาตรฐานทางจริยธรรม (ก.ม.จ.) มีวาระพิจารณาเรื่องสำคัญซึ่งเกี่ยวกับหน่วยงานของรัฐแห่งหนึ่งโดยตรง หากที่ประชุมประสงค์จะให้หัวหน้าหน่วยงานของรัฐดังกล่าวเข้ามามีส่วนร่วมในการประชุมเพื่อประโยชน์ในการพิจารณา การดำเนินการตามพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 ต้องเป็นไปตามข้อใด
- ก. สามารถเชิญมาร่วมประชุมได้เฉพาะในฐานะผู้ให้ข้อมูลเท่านั้น โดยกฎหมายไม่อนุญาตให้มีฐานะเป็นกรรมการในการประชุม
- ข. เลขาธิการ ก.พ. มีอำนาจสั่งแต่งตั้งให้เป็นกรรมการและเลขานุการร่วม เพื่อเข้าร่วมประชุมและลงมติในเรื่องดังกล่าวได้
- ค. ก.ม.จ. อาจมีมติให้เชิญเข้าร่วมประชุมเป็นครั้งคราวในฐานะกรรมการได้ โดยมีฐานะเป็นกรรมการเฉพาะการประชุมครั้งที่ได้รับเชิญ
- ง. นายกรัฐมนตรีในฐานะประธานกรรมการต้องมีคำสั่งแต่งตั้งให้เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเพิ่มเติมก่อน จึงจะเข้าร่วมประชุมได้
236. ตามประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน การที่ข้าราชการต้องรักษาความเป็นกลางทางการเมืองโดยไม่อาศัยตำแหน่งหน้าที่ซึ่งอาจมีลักษณะเป็นการให้คุณให้โทษแก่นักการเมืองและพรรคการเมือง จัดอยู่ในการปฏิบัติตนเพื่อรักษาจริยธรรมในเรื่องใด
- ก. ดำรงตนเป็นแบบอย่างด้วยการเป็นข้าราชการที่ดีและรักษาภาพลักษณ์ของทางราชการ
- ข. คิดถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตัว และไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน
- ค. ยึดมั่นในสถาบันหลักของประเทศ อันได้แก่ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
- ง. ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเที่ยงธรรม ปราศจากอคติ และไม่เลือกปฏิบัติ
237. นางสาวกานดา ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตรวจพบข้อผิดพลาดในรายงานคำนวณงบประมาณที่ตนเองจัดทำ ซึ่งหากปล่อยไว้อาจไม่มีใครสังเกตเห็น แต่หากเปิดเผยอาจกระทบต่อผลการประเมินการปฏิบัติงานของตนเอง ตามประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน การปฏิบัติของนางสาวกานดาในข้อใดเหมาะสมที่สุด
- ก. รายงานข้อผิดพลาดต่อผู้บังคับบัญชา และแสดงความพร้อมรับการตรวจสอบและรับผิด
- ข. ปกปิดข้อมูลข้อผิดพลาดไว้ เพื่อรักษาประโยชน์และสถานภาพในการทำงานของตนเอง
- ค. ปรับแก้ข้อมูลในเอกสารย้อนหลังโดยไม่รายงาน เพื่อให้การปฏิบัติงานดูเรียบร้อย
- ง. โอนงานให้เจ้าหน้าที่คนอื่นรับผิดชอบแทน เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตั้งกรรมการสอบ
238. นายสมศักดิ์ ข้าราชการพลเรือน ตรวจพบว่าเพื่อนร่วมงานในหน่วยงานได้จัดทำเอกสารเบิกจ่ายงบประมาณอันเป็นเท็จเพื่อนำเงินไปใช้ประโยชน์ส่วนตน โดยเพื่อนร่วมงานได้ขอร้องไม่ให้เปิดเผยเรื่องนี้เพราะเกรงว่าจะกระทบต่อผลการประเมินภาพรวมของหน่วยงาน ตามประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน นายสมศักดิ์ควรปฏิบัติตนอย่างไรจึงจะถูกต้องและเหมาะสมที่สุด
- ก. นิ่งเฉยไม่รายงานเพราะเกรงว่าจะกระทบต่อสถานภาพและความก้าวหน้าของตนเอง
- ข. กล้ายืนหยัดทำสิ่งที่ถูกต้องและรายงานการทุจริตต่อผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ
- ค. ช่วยปรับแก้เอกสารย้อนหลังให้ถูกต้องเพื่อรักษาภาพลักษณ์ของทางราชการ
- ง. ยินยอมให้เบิกจ่ายต่อไปหากมีการนำเงินบางส่วนไปใช้ประโยชน์ของส่วนรวม
239. นายวิชัยเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการตรวจรับพัสดุ แต่ตรวจพบว่าอุปกรณ์ที่คู่สัญญานำมาส่งมอบมีคุณลักษณะไม่ตรงตามสัญญาจ้าง อีกทั้งตัวแทนคู่สัญญาได้เสนอสิ่งของตอบแทนเพื่อขอให้ช่วยลงนามตรวจรับให้ผ่าน ตามพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 นายวิชัยควรปฏิบัติตนอย่างไรจึงจะถูกต้องและเหมาะสมที่สุด
- ก. หลีกเลี่ยงความขัดแย้งโดยขอลาการประชุมตรวจรับ เพื่อปล่อยให้กรรมการท่านอื่นเป็นผู้พิจารณาตัดสินใจ
- ข. ยอมตรวจรับพัสดุไปก่อนเพื่อให้งานเสร็จทันกำหนดเวลา แล้วค่อยประสานให้คู่สัญญานำของมาเปลี่ยนภายหลัง
- ค. ปฏิเสธการรับสิ่งของตอบแทนและไม่ลงนามตรวจรับพัสดุที่ไม่ถูกต้อง พร้อมรายงานข้อเท็จจริงตามหน้าที่
- ง. ตรวจรับพัสดุและยอมรับสิ่งของตอบแทนไว้ เพื่อนำไปบริจาคเป็นสาธารณประโยชน์แก่ส่วนรวมของหน่วยงาน
240. ตามพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 บุคคลใดทำหน้าที่เป็นรองประธานกรรมการในคณะกรรมการมาตรฐานทางจริยธรรม (ก.ม.จ.)
- ก. รองนายกรัฐมนตรีซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมาย
- ข. เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน
- ค. ผู้แทนคณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นที่ได้รับมอบหมาย
- ง. ผู้แทนคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนที่ได้รับมอบหมาย
241. ในการประชุมเตรียมการจัดทำประมวลจริยธรรมขององค์กรกลางบริหารงานบุคคลแห่งหนึ่ง หลังจากที่คณะกรรมการมาตรฐานทางจริยธรรม (ก.ม.จ.) ได้ประกาศกำหนดหลักเกณฑ์การจัดทำประมวลจริยธรรมแล้ว นิติกรผู้รับผิดชอบควรเสนอแนวทางการดำเนินงานเกี่ยวกับกรอบระยะเวลาอย่างไร จึงจะถูกต้องตามพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562
- ก. จัดทำประมวลจริยธรรมให้แล้วเสร็จตามระยะเวลาที่ ก.ม.จ. กำหนด
- ข. กำหนดระยะเวลาการจัดทำได้เองตามความเหมาะสมของภาระงานในองค์กร
- ค. ชะลอการจัดทำไว้จนกว่าองค์กรกลางบริหารงานบุคคลอื่นจะจัดทำเสร็จ
- ง. จัดทำประมวลจริยธรรมให้แล้วเสร็จตามระยะเวลาที่คณะรัฐมนตรีกำหนด
242. นายสมศักดิ์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ได้รับมอบหมายให้ตรวจสอบโครงการหนึ่งและพบการจัดทำเอกสารเบิกจ่ายเงินอันเป็นเท็จ แต่ผู้บังคับบัญชาเตือนว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับผู้มีอิทธิพลและอาจกระทบต่อความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่ของตนเอง ตามประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน นายสมศักดิ์ควรปฏิบัติตนอย่างไรจึงจะถูกต้องเหมาะสมที่สุด
- ก. ยอมยุติการตรวจสอบเรื่องดังกล่าวและปล่อยผ่านไปตามคำเตือนของผู้บังคับบัญชา เพื่อรักษาความก้าวหน้าและความปลอดภัยในตำแหน่งหน้าที่ของตนเอง
- ข. รายงานการทุจริตประพฤติมิชอบต่อผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ โดยไม่ยอมละเว้นเพื่อรักษาประโยชน์หรือสถานภาพของตนเอง
- ค. ปฏิบัติตามคำเตือนของผู้บังคับบัญชาโดยไม่ทักท้วงหรือรายงานต่อผู้ใด เพื่อรักษาความสัมพันธ์อันดีและความสามัคคีในการทำงานร่วมกันเป็นทีมในองค์กร
- ง. ใช้ดุลพินิจช่วยเหลือแก้ไขเอกสารที่เบิกจ่ายเท็จให้ถูกต้อง เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งกับผู้มีอิทธิพลและรักษาภาพลักษณ์ของหน่วยงานราชการ
243. ตามประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน การปฏิบัติตนในข้อใดจัดอยู่ในการรักษาจริยธรรมด้าน "คิดถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตัว"
- ก. ไม่แสดงออกถึงพฤติกรรมที่มีนัยเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ รับผิดชอบต่อหน้าที่
- ข. ไม่ยอมกระทำในสิ่งที่ไม่เหมาะสมเพียงเพื่อรักษาประโยชน์หรือสถานภาพของตนเอง
- ค. ไม่ประกอบกิจการหรือเข้าไปเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์อันเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ของตน
- ง. ไม่อาศัยตำแหน่งหน้าที่ซึ่งอาจมีลักษณะเป็นการให้คุณให้โทษแก่นักการเมืองและพรรคการเมือง
244. นายสมศักดิ์ ข้าราชการพลเรือน ตรวจพบพฤติการณ์ส่อไปในทางทุจริตประพฤติมิชอบในการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงาน แต่เกรงว่าหากดำเนินการใดๆ อาจกระทบต่อความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่ของตน ตามประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน นายสมศักดิ์ควรปฏิบัติตนอย่างไรจึงจะเหมาะสมที่สุด
- ก. ปกปิดข้อมูลข่าวสารเพื่อป้องกันมิให้บุคคลภายนอกเข้ามาตรวจสอบและเพื่อรักษาภาพลักษณ์ชื่อเสียงของหน่วยงาน
- ข. ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความผ่อนปรนและช่วยเหลือผู้กระทำผิดโดยอาศัยความสัมพันธ์ส่วนตัวเพื่อลดความขัดแย้งภายในองค์กร
- ค. ยอมละเว้นการคัดค้านสิ่งที่ไม่ถูกต้องและนิ่งเฉยต่อเรื่องดังกล่าวเพื่อรักษาความก้าวหน้าในสถานภาพตำแหน่งหน้าที่ของตนเอง
- ง. ยืนหยัดทำสิ่งที่ถูกต้องและรายงานการทุจริตต่อผู้มีหน้าที่รับผิดชอบโดยไม่กระทำสิ่งที่ไม่เหมาะสมเพื่อประโยชน์ของตน