นายสิบตำรวจ สายอำนวยการ: กฎหมายที่ประชาชนควรรู้ ชุดที่ 1

กฎหมายที่ประชาชนควรรู้ (นายสิบตำรวจ สายอำนวยการ) · ผู้เตรียมสอบนายสิบตำรวจ สายอำนวยการ 2569

Overview

ข้อสอบฝึกทำที่สร้างจากตัวบทกฎหมายฉบับทางการ ทุกข้อมีข้อความอ้างอิงจากตัวบท และเฉลยผ่านการตรวจซ้ำก่อนเผยแพร่ ใช้เพื่อเตรียมสอบเท่านั้น ไม่ใช่ข้อสอบจริงหรือคำปรึกษาทางกฎหมาย

Exam framework: นายสิบตำรวจ สายอำนวยการ
Language sections & stimuliEnglish Profile v1
Status:
ready
Blueprint: 140 questions · 0 topics · multiple choice · 140 min

Blueprint

Topic weighting and difficulty distribution

TopicWeight# QuestionsDifficulty (E/M/H)

Exam Set Intelligence

Deterministic estimates; observed performance is stored separately when available.

94 min

Estimated time

7

Topics

0

Coverage gaps

0

Duplicate pairs

83/100

Blueprint alignment

Blueprint Target vs Actual

difficulty: easyTarget 0% · Actual 35% · Variance +35pp · major mismatch ⚠
difficulty: mediumTarget 0% · Actual 34% · Variance +34pp · major mismatch ⚠
difficulty: hardTarget 0% · Actual 31% · Variance +31pp · major mismatch ⚠

⚠ difficulty easy: major_mismatch (+35pp).

⚠ difficulty medium: major_mismatch (+34pp).

⚠ difficulty hard: major_mismatch (+31pp).

Assessment Performance

Read-only aggregate from finalized attempts; submitted and expired are complete, abandoned is not.

0

Attempts

0

Completed

—

Completion rate

—

Average score

—

Median score

—

Average completion

No finalized attempts yet. Performance signals will appear after submitted or expired attempts.

All modes · observed-question-v1 · calculated 10/7/2026, 3:57:20 PM

Questions

Review, edit, approve, or reject generated questions.

140 approved and ready to save.

Q1
pol_law_criminal
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามประมวลกฎหมายอาญา กฎหมายห้ามมิให้นำโทษประหารชีวิตและโทษจำคุกตลอดชีวิตมาใช้บังคับแก่ผู้กระทำความผิดในขณะที่มีอายุตามเกณฑ์ใด

  • ก. มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ✓
  • ข. มีอายุต่ำกว่า 25 ปี
  • ค. มีอายุต่ำกว่า 15 ปี
  • ง. มีอายุต่ำกว่า 20 ปี

Explanation: คำตอบที่ถูก: "มีอายุต่ำกว่า 18 ปี" ตามมาตรา 18 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายอาญา บัญญัติชัดเจนว่าโทษประหารชีวิตและโทษจำคุกตลอดชีวิตมิให้นำมาใช้บังคับแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดในขณะที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี โดยหากเป็นความผิดที่มีระวางโทษดังกล่าว ให้เปลี่ยนเป็นระวางโทษจำคุก 50 ปีแทน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "มีอายุต่ำกว่า 25 ปี" ผิด: กฎหมายกำหนดเกณฑ์อายุไว้ที่ต่ำกว่า 18 ปี ไม่ใช่ต่ำกว่า 25 ปี • "มีอายุต่ำกว่า 15 ปี" ผิด: กฎหมายกำหนดเกณฑ์อายุไว้ที่ต่ำกว่า 18 ปี ไม่ใช่ต่ำกว่า 15 ปี • "มีอายุต่ำกว่า 20 ปี" ผิด: กฎหมายกำหนดเกณฑ์อายุไว้ที่ต่ำกว่า 18 ปี ไม่ใช่ต่ำกว่า 20 ปี อ้างอิงตัวบท ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 18: “โทษประหารชีวิตและโทษจำคุกตลอดชีวิตมิให้นำมาใช้บังคับแก่ผู้ซึ่ง” ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 18: “กระทำความผิดในขณะที่มีอายุต่ำกว่าสิบแปดปี”

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 18: “โทษประหารชีวิตและโทษจำคุกตลอดชีวิตมิให้นำมาใช้บังคับแก่ผู้ซึ่ง”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q2
pol_law_criminal
medium
understand
Human Approved
Confidence: —%

ตามประมวลกฎหมายอาญา การกระทำความผิดในข้อใดมีระวางโทษประหารชีวิตเพียงสถานเดียว?

  • ก. การฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาทั่วไป
  • ข. การฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ✓
  • ค. การทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย
  • ง. การทำร้ายบุพการีจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย

Explanation: คำตอบที่ถูก: "การฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน" ตามมาตรา 289 (4) บัญญัติให้การฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนต้องระวางโทษประหารชีวิตเพียงสถานเดียว ซึ่งแตกต่างจากการฆ่าผู้อื่นทั่วไปตามมาตรา 288 ที่กฎหมายกำหนดทางเลือกโทษไว้สามสถาน ได้แก่ ประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่ 15 ปีถึง 20 ปี ส่วนการกระทำความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นจนถึงแก่ความตายไม่มีระวางโทษประหารชีวิต ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "การฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาทั่วไป" ผิด: กฎหมายกำหนดโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่ 15 ปีถึง 20 ปี มิใช่ประหารชีวิตเพียงสถานเดียว • "การทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย" ผิด: เป็นการทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปีถึง 15 ปี ไม่ใช่โทษประหารชีวิต • "การทำร้ายบุพการีจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย" ผิด: เป็นการทำร้ายบุพการีจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปีถึง 20 ปี ไม่ใช่โทษประหารชีวิต อ้างอิงตัวบท ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289: “(4) ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน” ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289: “ต้องระวางโทษประหารชีวิต” ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288: “มาตรา 288 ผู้ใดฆ่าผู้อื่น ต้องระวางโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีถึงยี่สิบปี”

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289: “(4) ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q3
pol_law_criminal
hard
apply
Human Approved
Confidence: —%

นายกล้าข่มขู่แม่ค้าว่า หากไม่ยอมมอบเงินสดจำนวน 1,000 บาทให้ จะจุดไฟเผาร้านค้าให้เสียหาย แม่ค้าเกิดความกลัวจึงยอมส่งมอบเงินให้นายกล้าทันที ตามประมวลกฎหมายอาญา การกระทำของนายกล้าเป็นความผิดฐานใด

  • ก. ความผิดฐานรีดเอาทรัพย์
  • ข. ไม่เป็นความผิดอาญา
  • ค. ความผิดฐานกรรโชก ✓
  • ง. ความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ความผิดฐานกรรโชก" ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337 การข่มขืนใจผู้อื่นให้ยอมให้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน โดยขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อทรัพย์สิน หรือขู่ว่าจะทำให้เกิดเพลิงไหม้แก่ทรัพย์ จนผู้ถูกข่มขืนใจยอมมอบทรัพย์ให้ เป็นความผิดฐานกรรโชก ดังนั้น การที่นายกล้าขู่เผาร้านจนแม่ค้ายอมจ่ายเงินจึงเป็นความผิดฐานกรรโชก ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ความผิดฐานรีดเอาทรัพย์" ผิด: รีดเอาทรัพย์เป็นการขู่เข็ญว่าจะเปิดเผยความลับ มิใช่การขู่ว่าจะทำอันตรายต่อทรัพย์สิน • "ไม่เป็นความผิดอาญา" ผิด: การข่มขู่จนผู้ถูกขู่เข็ญยอมมอบทรัพย์สินให้ เป็นความผิดอาญาฐานกรรโชกสำเร็จแล้ว • "ความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์" ผิด: วิ่งราวทรัพย์เป็นการลักทรัพย์โดยฉกฉวยเอาซึ่งหน้า มิใช่การข่มขู่เพื่อให้ผู้เสียหายยอมมอบทรัพย์ให้ อ้างอิงตัวบท ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337: “จนผู้ถูกข่มขืนใจยอมเช่นว่านั้น ผู้นั้นกระทำความผิดฐานกรรโชก” ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337: “หรือขู่ว่าจะทำให้เกิดเพลิงไหม้แก่ทรัพย์ของผู้ถูกข่มขืนใจหรือผู้อื่น”

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337: “จนผู้ถูกข่มขืนใจยอมเช่นว่านั้น ผู้นั้นกระทำความผิดฐานกรรโชก”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q4
pol_law_criminal
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามประมวลกฎหมายอาญา ผู้ใดส่งเสียง ทำให้เกิดเสียงหรือกระทำความอื้ออึงโดยไม่มีเหตุอันสมควร จนทำให้ประชาชนตกใจหรือเดือดร้อน ต้องระวางโทษตามข้อใด

  • ก. ระวางโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท
  • ข. ระวางโทษปรับไม่เกิน 500 บาท
  • ค. ระวางโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท
  • ง. ระวางโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท ✓

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ระวางโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท" ตามมาตรา 370 ผู้ใดส่งเสียง ทำให้เกิดเสียงหรือกระทำความอื้ออึงโดยไม่มีเหตุอันสมควร จนทำให้ประชาชนตกใจหรือเดือดร้อน ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท ความผิดลหุโทษฐานนี้มีเพียงโทษปรับสถานเดียวไม่เกิน 1,000 บาท ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ระวางโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท" ผิด: กฎหมายกำหนดโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท ไม่ใช่ปรับไม่เกิน 5,000 บาท • "ระวางโทษปรับไม่เกิน 500 บาท" ผิด: กฎหมายกำหนดโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท ไม่ใช่ปรับไม่เกิน 500 บาท • "ระวางโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท" ผิด: กฎหมายกำหนดโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท ไม่ใช่ปรับไม่เกิน 2,000 บาท อ้างอิงตัวบท ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 370: “ผู้ใดส่งเสียง ทำให้เกิดเสียงหรือกระทำความอื้ออึงโดย ไม่มีเหตุอันสมควร จนทำให้ประชาชนตกใจหรือเดือดร้อน ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่ง พันบาท”

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 370: “ผู้ใดส่งเสียง ทำให้เกิดเสียงหรือกระทำความอื้ออึงโดย ไม่มีเหตุอันสมควร จนทำให้ประชาชนตกใจหรือเดือดร้อน ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่ง พันบาท”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q5
pol_law_criminal
medium
understand
Human Approved
Confidence: —%

ตามประมวลกฎหมายอาญา ความผิดลหุโทษฐานทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัวหรือความตกใจ กฎหมายกำหนดลักษณะการกระทำไว้อย่างไร

  • ก. กระทำโดยการขู่เข็ญ ✓
  • ข. กระทำโดยการใช้กำลังทำร้าย
  • ค. กระทำโดยการป่าวร้องโฆษณา
  • ง. กระทำโดยการดูหมิ่นซึ่งหน้า

Explanation: คำตอบที่ถูก: "กระทำโดยการขู่เข็ญ" ตามมาตรา 392 กำหนดว่า ผู้ใดทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัวหรือความตกใจ โดยการขู่เข็ญ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ การทำให้ผู้อื่นกลัวหรือตกใจในฐานนี้จึงต้องกระทำโดยการขู่เข็ญ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "กระทำโดยการใช้กำลังทำร้าย" ผิด: การใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นอันตรายแก่กายหรือจิตใจ เป็นความผิดตามมาตรา 391 • "กระทำโดยการป่าวร้องโฆษณา" ผิด: การกระทำด้วยการโฆษณา เป็นลักษณะความผิดตามมาตรา 393 • "กระทำโดยการดูหมิ่นซึ่งหน้า" ผิด: การดูหมิ่นผู้อื่นซึ่งหน้า เป็นลักษณะความผิดตามมาตรา 393 อ้างอิงตัวบท ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 392: “มาตรา 392 ผู้ใดทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัวหรือความตกใจ โดยการ ขู่เข็ญ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้ง ปรับ” ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391: “มาตรา 391 ผู้ใดใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิด อันตรายแก่กายหรือจิตใจ” ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 393: “มาตรา 393 ผู้ใดดูหมิ่นผู้อื่นซึ่งหน้าหรือด้วยการโฆษณา”

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 392: “มาตรา 392 ผู้ใดทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัวหรือความตกใจ โดยการ ขู่เข็ญ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้ง ปรับ”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q6
pol_law_criminal
hard
apply
Human Approved
Confidence: —%

นายเอกโพสต์ข้อความลงในสื่อสังคมออนไลน์ประกาศชักชวนให้บุคคลทั่วไปร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่น ซึ่งเป็นความผิดที่มีกำหนดโทษจำคุกไม่ต่ำกว่า 6 เดือน แต่ปรากฏว่ายังไม่มีผู้ใดไปลงมือกระทำความผิดตามที่ประกาศชักชวน ตามประมวลกฎหมายอาญา นายเอกต้องรับโทษอย่างไร

  • ก. ต้องระวางโทษเสมือนเป็นตัวการในการกระทำความผิดนั้น
  • ข. ต้องระวางโทษกึ่งหนึ่งของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ✓
  • ค. ต้องระวางโทษหนึ่งในสามของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น
  • ง. ไม่ต้องรับโทษทางอาญาเพราะยังไม่มีผู้ใดกระทำความผิดนั้น

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ต้องระวางโทษกึ่งหนึ่งของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น" ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 85 วรรคแรก กำหนดว่า ผู้ใดโฆษณาหรือประกาศแก่บุคคลทั่วไปให้กระทำความผิด และความผิดนั้นมีกำหนดโทษไม่ต่ำกว่า 6 เดือน ผู้นั้นต้องระวางโทษกึ่งหนึ่งของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น แม้จะยังไม่มีผู้ใดกระทำตามประกาศก็ตาม ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ต้องระวางโทษเสมือนเป็นตัวการในการกระทำความผิดนั้น" ผิด: กฎหมายกำหนดให้รับโทษเสมือนเป็นตัวการก็ต่อเมื่อได้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้นเพราะเหตุที่ได้โฆษณาหรือประกาศนั้นแล้ว • "ต้องระวางโทษหนึ่งในสามของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น" ผิด: การรับโทษหนึ่งในสามเป็นกรณีของผู้ใช้ให้กระทำความผิดทั่วๆ ไปที่ความผิดยังมิได้กระทำลงตามมาตรา 84 ไม่ใช่การโฆษณาแก่บุคคลทั่วไป • "ไม่ต้องรับโทษทางอาญาเพราะยังไม่มีผู้ใดกระทำความผิดนั้น" ผิด: กฎหมายกำหนดโทษสำหรับผู้โฆษณาหรือประกาศแก่บุคคลทั่วไปไว้ทันที แม้ยังไม่มีผู้ใดลงมือกระทำความผิดก็ตาม หากความผิดนั้นมีโทษไม่ต่ำกว่า 6 เดือน อ้างอิงตัวบท ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 85: “ผู้ใดโฆษณาหรือประกาศแก่บุคคลทั่วไปให้กระทำความผิด และความผิดนั้นมีกำหนดโทษไม่ต่ำกว่าหกเดือน ผู้นั้นต้องระวางโทษกึ่งหนึ่งของโทษที่ กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น” ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 85: “ถ้าได้มีการกระทำความผิด เพราะเหตุที่ได้มีการโฆษณาหรือประกาศตาม ความในวรรคแรก ผู้โฆษณาหรือประกาศต้องรับโทษเสมือนเป็นตัวการ”

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 85: “ผู้ใดโฆษณาหรือประกาศแก่บุคคลทั่วไปให้กระทำความผิด และความผิดนั้นมีกำหนดโทษไม่ต่ำกว่าหกเดือน ผู้นั้นต้องระวางโทษกึ่งหนึ่งของโทษที่ กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q7
pol_law_criminal
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามประมวลกฎหมายอาญา กรณีคู่ความหรือทนายความของคู่ความได้แสดงความคิดเห็นหรือข้อความในกระบวนพิจารณาคดีในศาลเพื่อประโยชน์แก่คดีของตน จะมีผลตามกฎหมายอย่างไร

  • ก. มีความผิดแต่ศาลรอการลงโทษไว้
  • ข. มีความผิดแต่ได้รับการยกเว้นโทษ
  • ค. ไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาท ✓
  • ง. มีความผิดแต่ให้ลดโทษลงกึ่งหนึ่ง

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาท" ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 331 บัญญัติว่า คู่ความ หรือทนายความของคู่ความ ซึ่งแสดงความคิดเห็นหรือข้อความในกระบวนพิจารณาคดีในศาล เพื่อประโยชน์แก่คดีของตน ย่อมไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาท จึงไม่ถือเป็นความผิดอาญาตั้งแต่แรก ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "มีความผิดแต่ศาลรอการลงโทษไว้" ผิด: กฎหมายบัญญัติว่าไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาท จึงไม่ต้องมีการรอการลงโทษ • "มีความผิดแต่ได้รับการยกเว้นโทษ" ผิด: กฎหมายบัญญัติว่าไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาท ไม่ใช่มีความผิดแต่ได้รับการยกเว้นโทษ • "มีความผิดแต่ให้ลดโทษลงกึ่งหนึ่ง" ผิด: กฎหมายบัญญัติว่าไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาท จึงไม่มีการลงโทษหรือลดโทษ อ้างอิงตัวบท ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 331: “คู่ความ หรือทนายความของคู่ความ ซึ่งแสดงความคิดเห็น หรือข้อความในกระบวนพิจารณาคดีในศาล เพื่อประโยชน์แก่คดีของตน ไม่มีความผิดฐาน หมิ่นประมาท”

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 331: “คู่ความ หรือทนายความของคู่ความ ซึ่งแสดงความคิดเห็น หรือข้อความในกระบวนพิจารณาคดีในศาล เพื่อประโยชน์แก่คดีของตน ไม่มีความผิดฐาน หมิ่นประมาท”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q8
pol_law_criminal
medium
understand
Human Approved
Confidence: —%

ตามประมวลกฎหมายอาญา การกระทำความผิดฐานยักยอกทรัพย์จะมีโทษหนักขึ้นเป็นจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หากผู้กระทำความผิดได้กระทำในฐานะใด

  • ก. ผู้รับมอบหมายให้ช่วยดูแลรักษาทรัพย์สินของเพื่อนบ้านเป็นการชั่วคราว
  • ข. ผู้เก็บได้ซึ่งสังหาริมทรัพย์อันมีค่าที่ถูกซ่อนหรือฝังไว้โดยไม่มีเจ้าของ
  • ค. ผู้ร่วมเช่าหรือผู้ร่วมอาศัยใช้สอยทรัพย์สินในครัวเรือนของเจ้าของทรัพย์
  • ง. ผู้จัดการทรัพย์สินของผู้อื่นตามคำสั่งของศาลหรือตามพินัยกรรม ✓

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ผู้จัดการทรัพย์สินของผู้อื่นตามคำสั่งของศาลหรือตามพินัยกรรม" ตามมาตรา 354 แห่งประมวลกฎหมายอาญา บัญญัติให้การยักยอกทรัพย์มีโทษหนักขึ้น หากผู้กระทำความผิดได้กระทำในฐานเป็นผู้จัดการทรัพย์สินของผู้อื่นตามคำสั่งของศาล หรือตามพินัยกรรม หรือในฐานเป็นผู้มีอาชีพหรือธุรกิจอันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน จึงต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ผู้รับมอบหมายให้ช่วยดูแลรักษาทรัพย์สินของเพื่อนบ้านเป็นการชั่วคราว" ผิด: การรับฝากหรือช่วยดูแลทรัพย์สินทั่วไปของเพื่อนบ้านชั่วคราว ไม่ใช่ฐานะพิเศษตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องรับโทษหนักขึ้น • "ผู้เก็บได้ซึ่งสังหาริมทรัพย์อันมีค่าที่ถูกซ่อนหรือฝังไว้โดยไม่มีเจ้าของ" ผิด: การเก็บสังหาริมทรัพย์มีค่าที่ซ่อนหรือฝังไว้แล้วเบียดบังไป มีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท ไม่ใช่เหตุเพิ่มโทษของการยักยอก • "ผู้ร่วมเช่าหรือผู้ร่วมอาศัยใช้สอยทรัพย์สินในครัวเรือนของเจ้าของทรัพย์" ผิด: การเป็นเพียงผู้ร่วมเช่าหรือร่วมอาศัย ไม่เข้าข่ายฐานะผู้จัดการทรัพย์สินหรือผู้มีวิชาชีพอันเป็นที่ไว้วางใจตามที่กฎหมายกำหนดโทษหนักขึ้น อ้างอิงตัวบท ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 354: “ได้กระทำในฐานที่ผู้กระทำความผิดเป็นผู้จัดการทรัพย์สินของผู้อื่นตามคำสั่งของศาล” ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 354: “ประชาชน ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้ง”

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 354: “ได้กระทำในฐานที่ผู้กระทำความผิดเป็นผู้จัดการทรัพย์สินของผู้อื่นตามคำสั่งของศาล”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q9
pol_law_criminal
hard
apply
Human Approved
Confidence: —%

ตามประมวลกฎหมายอาญา นายสมชายได้รับอนุญาตจากทางราชการให้ขุดร่องน้ำบนทางสาธารณะเพื่อวางท่อระบายน้ำ แต่นายสมชายละเลยไม่จัดให้มีสัญญาณเตือนหรือไฟเตือนตามสมควรเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ การกระทำของนายสมชายมีผลตามกฎหมายอย่างไร

  • ก. มีความผิด ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท ✓
  • ข. มีความผิด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท
  • ค. ไม่มีความผิด เพราะได้รับอนุญาตให้ขุดโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว
  • ง. ไม่มีความผิด หากยังไม่มีบุคคลอื่นหรือยานพาหนะประสบอุบัติเหตุตกลงไป

Explanation: คำตอบที่ถูก: "มีความผิด ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท" ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 386 แม้จะได้รับอนุญาตให้ขุดหลุมหรือรางในทางสาธารณะได้โดยชอบด้วยกฎหมาย แต่หากละเลยไม่แสดงสัญญาณตามสมควรเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ ย่อมมีความผิดทางอาญา โดยมีโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท และไม่มีโทษจำคุก ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "มีความผิด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท" ผิด: กฎหมายกำหนดระวางโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาทเท่านั้น ไม่ได้มีโทษจำคุก • "ไม่มีความผิด เพราะได้รับอนุญาตให้ขุดโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว" ผิด: กฎหมายกำหนดว่าแม้จะทำได้โดยชอบด้วยกฎหมาย แต่ถ้าละเลยไม่แสดงสัญญาณตามสมควรก็ยังคงเป็นความผิด • "ไม่มีความผิด หากยังไม่มีบุคคลอื่นหรือยานพาหนะประสบอุบัติเหตุตกลงไป" ผิด: ความผิดสำเร็จทันทีที่ละเลยไม่แสดงสัญญาณเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ โดยไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นจริง อ้างอิงตัวบท ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 386: “หรือทำได้โดยชอบด้วย กฎหมาย แต่ละเลยไม่แสดงสัญญาณตามสมควร เพื่อป้องกันอุปัทวเหตุ ต้องระวางโทษ ปรับไม่เกินห้าพันบาท”

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 386: “หรือทำได้โดยชอบด้วย กฎหมาย แต่ละเลยไม่แสดงสัญญาณตามสมควร เพื่อป้องกันอุปัทวเหตุ ต้องระวางโทษ ปรับไม่เกินห้าพันบาท”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q10
pol_law_criminal
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามประมวลกฎหมายอาญา ในความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่ระบุไว้ เช่น ความผิดฐานลักทรัพย์หรือฉ้อโกง หากเป็นการกระทำที่สามีกระทำต่อภริยา หรือภริยากระทำต่อสามี กฎหมายกำหนดผลไว้อย่างไร

  • ก. เป็นความผิดอันยอมความได้และศาลลดโทษได้
  • ข. ผู้กระทำไม่ต้องรับโทษ ✓
  • ค. ต้องรับโทษกึ่งหนึ่งของที่กฎหมายกำหนด
  • ง. ไม่ถือเป็นความผิดทางอาญา

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ผู้กระทำไม่ต้องรับโทษ" ตามมาตรา 71 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ตามที่ระบุไว้ เช่น ลักทรัพย์หรือฉ้อโกง หากเป็นการกระทำที่สามีกระทำต่อภริยา หรือภริยากระทำต่อสามี ผู้กระทำไม่ต้องรับโทษ จึงเป็นเหตุยกเว้นโทษตามกฎหมาย ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เป็นความผิดอันยอมความได้และศาลลดโทษได้" ผิด: การเป็นความผิดอันยอมความได้และศาลจะลงโทษน้อยเพียงใดก็ได้ เป็นกรณีการกระทำระหว่างบุพการี ผู้สืบสันดาน หรือพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน ตามมาตรา 71 วรรคสอง • "ต้องรับโทษกึ่งหนึ่งของที่กฎหมายกำหนด" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ต้องรับโทษกึ่งหนึ่ง แต่ให้ผู้กระทำไม่ต้องรับโทษเลย • "ไม่ถือเป็นความผิดทางอาญา" ผิด: กฎหมายบัญญัติให้ผู้กระทำไม่ต้องรับโทษเท่านั้น แต่การกระทำยังคงเป็นความผิด อ้างอิงตัวบท ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 71: “ถ้าเป็นการกระทำที่สามีกระทำต่อภริยา หรือภริยากระทำต่อสามี ผู้กระทำไม่ต้องรับโทษ” ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 71: “ผู้บุพการีกระทำต่อผู้สืบสันดาน ผู้สืบสันดานกระทำต่อผู้บุพการี หรือพี่หรือน้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกระทำต่อกัน แม้กฎหมายมิได้บัญญัติให้เป็นความผิดอันยอมความได้ ก็ให้เป็นความผิดอันยอมความได้”

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 71: “ถ้าเป็นการกระทำที่สามีกระทำต่อภริยา หรือภริยากระทำต่อสามี ผู้กระทำไม่ต้องรับโทษ”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q11
pol_law_criminal
medium
understand
Human Approved
Confidence: —%

ตามประมวลกฎหมายอาญา กรณีใดต่อไปนี้เป็นเหตุให้ผู้กระทำความผิดฐานข่มขืนใจผู้อื่นต้องระวางโทษหนักขึ้น เป็นจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

  • ก. กระทำโดยใช้ยานพาหนะ หรือร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่ 4 คนขึ้นไป
  • ข. กระทำต่อหน้าธารกำนัล หรือร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป
  • ค. กระทำโดยมีอาวุธ หรือร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ✓
  • ง. กระทำในเวลากลางคืน หรือร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป

Explanation: คำตอบที่ถูก: "กระทำโดยมีอาวุธ หรือร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป" ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคสอง บัญญัติเหตุฉกรรจ์ที่ทำให้ความผิดฐานข่มขืนใจผู้อื่นต้องรับโทษหนักขึ้น (จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ) ได้แก่ การกระทำโดยมีอาวุธ หรือร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป หรือกระทำเพื่อให้ทำ ถอน ทำให้เสียหาย หรือทำลายเอกสารสิทธิ ดังนั้นกรณีมีอาวุธหรือร่วมกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไปจึงเป็นคำตอบที่ถูกต้อง ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "กระทำโดยใช้ยานพาหนะ หรือร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่ 4 คนขึ้นไป" ผิด: กฎหมายไม่ได้บัญญัติให้การใช้ยานพาหนะหรือร่วมกันตั้งแต่ 4 คนขึ้นไปเป็นเหตุฉกรรจ์สำหรับความผิดฐานนี้ • "กระทำต่อหน้าธารกำนัล หรือร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป" ผิด: กฎหมายไม่ได้บัญญัติให้การกระทำต่อหน้าธารกำนัลหรือร่วมกันตั้งแต่ 3 คนขึ้นไปเป็นเหตุฉกรรจ์สำหรับความผิดฐานนี้ • "กระทำในเวลากลางคืน หรือร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป" ผิด: กฎหมายไม่ได้บัญญัติให้การกระทำในเวลากลางคืนหรือร่วมกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปเป็นเหตุฉกรรจ์สำหรับความผิดฐานนี้ อ้างอิงตัวบท ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309: “ถ้าความผิดตามวรรคแรกได้กระทำโดยมีอาวุธ หรือโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป” ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309: “ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309: “ถ้าความผิดตามวรรคแรกได้กระทำโดยมีอาวุธ หรือโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q12
pol_law_criminal
hard
apply
Human Approved
Confidence: —%

นายดำรู้ว่านายขาวเป็นผู้มีจิตอ่อนแอและไม่สามารถเข้าใจสาระสำคัญแห่งการกระทำของตน จึงชักจูงให้นายขาวนำแหวนทองคำแท้มาขายให้แก่ตนในราคาเพียง 100 บาท จนกระทั่งนายขาวยอมจำหน่ายแหวนดังกล่าวให้ตามที่ถูกชักจูง การกระทำของนายดำต้องระวางโทษอย่างไรตามประมวลกฎหมายอาญา

  • ก. จำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • ข. จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • ค. จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • ง. จำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ✓

Explanation: คำตอบที่ถูก: "จำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ตามมาตรา 346 ผู้ใดเพื่อเอาทรัพย์สินของผู้อื่นเป็นของตน ชักจูงผู้มีจิตอ่อนแอและไม่สามารถเข้าใจสาระสำคัญแห่งการกระทำของตนให้จำหน่ายทรัพย์สินโดยเสียเปรียบ จนผู้นั้นจำหน่ายทรัพย์สินให้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ การกระทำของนายดำจึงเข้าองค์ประกอบความผิดนี้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "จำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ผิด: อัตราโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 5,000 บาท เป็นโทษฐานชักดาบค่าอาหารหรือค่าโรงแรม ไม่ใช่โทษตามกรณีนี้ • "จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ผิด: อัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท เป็นโทษฐานเอาประกันวินาศภัยแล้วแกล้งทำให้ทรัพย์สินเสียหาย • "จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ผิด: กฎหมายมิได้กำหนดระวางโทษสำหรับความผิดฐานนี้ไว้ที่จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท อ้างอิงตัวบท ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 346: “การกระทำของตน จนผู้ถูกชักจูงจำหน่ายซึ่งทรัพย์สินนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี” ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 346: “หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 346: “การกระทำของตน จนผู้ถูกชักจูงจำหน่ายซึ่งทรัพย์สินนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q13
pol_law_criminal
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามประมวลกฎหมายอาญา ผู้ใดทำให้เกิดปฏิกูลแก่น้ำในบ่อ สระ หรือที่ขังน้ำอันมีไว้สำหรับประชาชนใช้สอย ต้องระวางโทษตามข้อใด

  • ก. จำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ✓
  • ข. จำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • ค. จำคุกไม่เกิน 10 วัน หรือปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • ง. จำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

Explanation: คำตอบที่ถูก: "จำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ตามมาตรา 380 บัญญัติว่า ผู้ใดทำให้เกิดปฏิกูลแก่น้ำในบ่อ สระหรือที่ขังน้ำอันมีไว้สำหรับประชาชนใช้สอย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ดังนั้น โทษที่ถูกต้องคือจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "จำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ผิด: กฎหมายกำหนดโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 1 เดือน ไม่ใช่จำคุกไม่เกิน 3 เดือน • "จำคุกไม่เกิน 10 วัน หรือปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 10 วัน หรือปรับไม่เกิน 5,000 บาท ซึ่งเป็นโทษของความผิดอื่น • "จำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ผิด: กฎหมายกำหนดโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท ไม่ใช่ปรับไม่เกิน 5,000 บาท อ้างอิงตัวบท ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 380: “สำหรับประชาชนใช้สอย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่น”

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 380: “สำหรับประชาชนใช้สอย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่น”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q14
pol_law_criminal
medium
understand
Human Approved
Confidence: —%

ตามประมวลกฎหมายอาญา หากผู้กระทำความผิดมีจิตบกพร่อง โรคจิต หรือจิตฟั่นเฟือน แต่ในขณะกระทำความผิดนั้นยังสามารถรู้ผิดชอบอยู่บ้าง หรือยังสามารถบังคับตนเองได้บ้าง กฎหมายกำหนดผลทางอาญาไว้อย่างไร

  • ก. ต้องรับโทษตามอัตราโทษปกติโดยศาลไม่อาจใช้ดุลพินิจลดโทษให้ได้
  • ข. ต้องรับโทษ แต่ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้เพียงใดก็ได้ ✓
  • ค. ถือว่าการกระทำนั้นไม่เป็นความผิดอาญาตามที่กฎหมายบัญญัติ
  • ง. ได้รับการยกเว้นโทษโดยไม่ต้องรับโทษสำหรับความผิดนั้นแต่อย่างใด

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ต้องรับโทษ แต่ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้เพียงใดก็ได้" ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 65 วรรคสอง บัญญัติว่าหากผู้กระทำความผิดยังสามารถรู้ผิดชอบอยู่บ้าง หรือยังสามารถบังคับตนเองได้บ้าง ผู้นั้นยังคงต้องรับโทษสำหรับความผิดนั้น แต่ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ต้องรับโทษตามอัตราโทษปกติโดยศาลไม่อาจใช้ดุลพินิจลดโทษให้ได้" ผิด: กฎหมายให้อำนาจศาลที่จะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้ • "ถือว่าการกระทำนั้นไม่เป็นความผิดอาญาตามที่กฎหมายบัญญัติ" ผิด: การกระทำยังคงเป็นความผิดทางอาญา มิใช่การกระทำที่ไม่เป็นความผิด • "ได้รับการยกเว้นโทษโดยไม่ต้องรับโทษสำหรับความผิดนั้นแต่อย่างใด" ผิด: การไม่ต้องรับโทษจะใช้เฉพาะกรณีที่ไม่สามารถรู้ผิดชอบหรือไม่สามารถบังคับตนเองได้เลยเท่านั้น อ้างอิงตัวบท ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 65: “สามารถบังคับตนเองได้เพราะมีจิตบกพร่อง โรคจิตหรือจิตฟั่นเฟือน ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ” ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 65: “ตนเองได้บ้าง ผู้นั้นต้องรับโทษสำหรับความผิดนั้น แต่ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมาย”

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 65: “สามารถบังคับตนเองได้เพราะมีจิตบกพร่อง โรคจิตหรือจิตฟั่นเฟือน ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q15
pol_law_criminal
hard
apply
Human Approved
Confidence: —%

ตามประมวลกฎหมายอาญา นายเอกดูแลมารดาชราซึ่งช่วยเหลือตนเองไม่ได้และต้องพึ่งพานายเอกในการดำรงชีพ แต่นายเอกกลับปฏิบัติอันทารุณทั้งทุบตีและอดอาหาร เพื่อกดดันให้มารดาฆ่าตนเอง จนกระทั่งมารดาได้พยายามกินยาเพื่อฆ่าตนเองแต่มีเพื่อนบ้านช่วยส่งโรงพยาบาลได้ทัน นายเอกต้องระวางโทษตามกฎหมายอย่างไร

  • ก. ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • ข. ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท
  • ค. ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี และปรับไม่เกิน 140,000 บาท ✓
  • ง. ไม่ต้องรับโทษทางอาญา เนื่องจากผู้ถูกกระทำยังไม่ถึงแก่ความตาย

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี และปรับไม่เกิน 140,000 บาท" ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 292 ผู้ใดกระทำด้วยการปฏิบัติอันทารุณแก่บุคคลซึ่งต้องพึ่งตนในการดำรงชีพเพื่อให้บุคคลนั้นฆ่าตนเอง หากได้มีการพยายามฆ่าตนเองเกิดขึ้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี และปรับไม่เกิน 140,000 บาท ดังนั้นแม้มารดาจะรอดชีวิต นายเอกก็ต้องรับโทษตามบทบัญญัตินี้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ผิด: อัตราโทษนี้เป็นความผิดฐานช่วยหรือยุยงเด็กหรือผู้ไม่รู้สึกผิดชอบให้ฆ่าตนเอง • "ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท" ผิด: อัตราโทษนี้เป็นความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย • "ไม่ต้องรับโทษทางอาญา เนื่องจากผู้ถูกกระทำยังไม่ถึงแก่ความตาย" ผิด: กฎหมายกำหนดให้มีความผิดและต้องรับโทษทันทีแม้เป็นเพียงขั้นที่มีการพยายามฆ่าตนเอง อ้างอิงตัวบท ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 292: “ถ้าการฆ่าตนเองนั้นได้เกิดขึ้นหรือได้มีการพยายามฆ่าตนเอง ต้องระวางโทษจำคุก” ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 292: “ไม่เกินเจ็ดปี และปรับไม่เกินหนึ่งแสนสี่หมื่นบาท”

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 292: “ถ้าการฆ่าตนเองนั้นได้เกิดขึ้นหรือได้มีการพยายามฆ่าตนเอง ต้องระวางโทษจำคุก”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q16
pol_law_criminal
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามประมวลกฎหมายอาญา การกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ จะต้องเป็นการร่วมกันชิงทรัพย์ตั้งแต่กี่คนขึ้นไป

  • ก. ตั้งแต่ 4 คนขึ้นไป
  • ข. ตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป
  • ค. ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป
  • ง. ตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป ✓

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป" ตามมาตรา 340 บัญญัติว่า ผู้ใดชิงทรัพย์โดยร่วมกันกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สามคนขึ้นไป ผู้นั้นกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ ดังนั้น การปล้นทรัพย์จึงต้องมีผู้ร่วมกระทำความผิดตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ตั้งแต่ 4 คนขึ้นไป" ผิด: กฎหมายกำหนดเกณฑ์เริ่มต้นของการปล้นทรัพย์ไว้ที่ตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป ไม่ใช่ 4 คน • "ตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป" ผิด: กฎหมายกำหนดเกณฑ์เริ่มต้นของการปล้นทรัพย์ไว้ที่ตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป ไม่ใช่ 5 คน • "ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป" ผิด: กฎหมายกำหนดเกณฑ์การปล้นทรัพย์ไว้ว่าต้องร่วมกันชิงทรัพย์ตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป ไม่ใช่ 2 คน อ้างอิงตัวบท ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340: “ผู้ใดชิงทรัพย์โดยร่วมกันกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่” ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340: “สามคนขึ้นไป ผู้นั้นกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์”

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340: “ผู้ใดชิงทรัพย์โดยร่วมกันกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q17
pol_law_criminal
medium
understand
Human Approved
Confidence: —%

ตามประมวลกฎหมายอาญา ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับความรับผิดของผู้ควบคุมดูแลบุคคลวิกลจริต

  • ก. มีความผิดและต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท เมื่อปล่อยปละละเลยให้ออกเที่ยวไปโดยลำพัง ✓
  • ข. มีความผิดก็ต่อเมื่อบุคคลวิกลจริตนั้นไปก่อความเดือดร้อนรำคาญหรือก่อเหตุร้ายในทางสาธารณะ
  • ค. มีความผิดและต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท เมื่อปล่อยปละละเลยให้ออกเที่ยวไปโดยลำพัง
  • ง. ไม่มีความผิดทางอาญาเพราะการปล่อยปละละเลยถือเป็นเรื่องทางแพ่งที่ต้องชดใช้ค่าเสียหายเท่านั้น

Explanation: คำตอบที่ถูก: "มีความผิดและต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท เมื่อปล่อยปละละเลยให้ออกเที่ยวไปโดยลำพัง" ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 373 ผู้ใดควบคุมดูแลบุคคลวิกลจริต แล้วปล่อยปละละเลยให้บุคคลวิกลจริตนั้นออกเที่ยวไปโดยลำพัง ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท โดยความผิดสำเร็จทันทีที่ปล่อยปละละเลย ไม่จำต้องรอให้เกิดความเสียหายขึ้นก่อน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "มีความผิดก็ต่อเมื่อบุคคลวิกลจริตนั้นไปก่อความเดือดร้อนรำคาญหรือก่อเหตุร้ายในทางสาธารณะ" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดว่าต้องไปก่อความเดือดร้อนรำคาญ เพียงปล่อยปละละเลยให้ออกเที่ยวไปโดยลำพังก็เป็นความผิดแล้ว • "มีความผิดและต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท เมื่อปล่อยปละละเลยให้ออกเที่ยวไปโดยลำพัง" ผิด: กฎหมายกำหนดระวางโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท ไม่ใช่ปรับไม่เกิน 10,000 บาท • "ไม่มีความผิดทางอาญาเพราะการปล่อยปละละเลยถือเป็นเรื่องทางแพ่งที่ต้องชดใช้ค่าเสียหายเท่านั้น" ผิด: กฎหมายบัญญัติให้การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดอาญาที่มีโทษปรับ ไม่ใช่เพียงความรับผิดทางแพ่ง อ้างอิงตัวบท ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 373: “ผู้ใดควบคุมดูแลบุคคลวิกลจริต ปล่อยปละละเลยให้” ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 373: “บุคคลวิกลจริตนั้นออกเที่ยวไปโดยลำพัง ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท”

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 373: “ผู้ใดควบคุมดูแลบุคคลวิกลจริต ปล่อยปละละเลยให้”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q18
pol_law_criminal
hard
apply
Human Approved
Confidence: —%

นายเดชาเลี้ยงฝูงวัวไว้ แต่ปล่อยปละละเลยจนฝูงวัวหลุดเข้าไปในไร่ข้าวโพดของเพื่อนบ้านที่มีผลิตผลพร้อมเก็บเกี่ยวอยู่ ตามประมวลกฎหมายอาญา นายเดชาต้องระวางโทษตามข้อใด

  • ก. ปรับไม่เกิน 10,000 บาท
  • ข. ปรับไม่เกิน 5,000 บาท ✓
  • ค. จำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • ง. จำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ปรับไม่เกิน 5,000 บาท" ตามมาตรา 395 ผู้ใดควบคุมสัตว์ใดๆ แล้วปล่อยปละละเลยให้สัตว์นั้นเข้าไปในสวน ไร่ หรือนาของผู้อื่นที่มีพืชพันธุ์หรือผลิตผลอยู่ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท ซึ่งไม่มีโทษจำคุก ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ปรับไม่เกิน 10,000 บาท" ผิด: โทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทไม่ใช่โทษตามฐานความผิดนี้ • "จำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ผิด: ความผิดฐานปล่อยปละละเลยสัตว์ตามมาตรานี้มีเพียงโทษปรับ ไม่มีการกำหนดโทษจำคุก • "จำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ผิด: โทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เป็นโทษตามมาตรา 394 สำหรับการไล่หรือต้อนสัตว์เข้าไป ไม่ใช่กรณีปล่อยปละละเลย อ้างอิงตัวบท ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 395: “มาตรา 395 ผู้ใดควบคุมสัตว์ใด ๆ ปล่อยปละละเลยให้สัตว์นั้นเข้าใน สวน ไร่หรือนาของผู้อื่นที่ได้แต่งดินไว้ เพาะพันธุ์ไว้ หรือมีพืชพันธุ์หรือผลิตผลอยู่ ต้อง ระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท” ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 394: “มาตรา 394 ผู้ใดไล่ ต้อนหรือทำให้สัตว์ใด ๆ เข้าในสวน ไร่หรือนา ของผู้อื่นที่ได้แต่งดินไว้ เพาะพันธุ์ไว้ หรือมีพืชพันธุ์หรือผลิตผลอยู่ ต้องระวางโทษจำคุกไม่ เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 395: “มาตรา 395 ผู้ใดควบคุมสัตว์ใด ๆ ปล่อยปละละเลยให้สัตว์นั้นเข้าใน สวน ไร่หรือนาของผู้อื่นที่ได้แต่งดินไว้ เพาะพันธุ์ไว้ หรือมีพืชพันธุ์หรือผลิตผลอยู่ ต้อง ระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q19
pol_law_criminal
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามประมวลกฎหมายอาญา ผู้ที่กระทำความผิดฐานปลอมเอกสาร ต้องระวางโทษตามข้อใด

  • ก. จำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • ข. จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • ค. จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ✓
  • ง. จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

Explanation: คำตอบที่ถูก: "จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ตามมาตรา 264 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ผู้ใดทำเอกสารปลอมขึ้นทั้งฉบับหรือส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือลงลายมือชื่อปลอม เพื่อให้ผู้อื่นหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง ผู้นั้นมีความผิดฐานปลอมเอกสาร กฎหมายกำหนดระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "จำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ผิด: กฎหมายกำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มิใช่จำคุกไม่เกิน 2 ปี • "จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ผิด: กฎหมายกำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มิใช่จำคุกไม่เกิน 1 ปี • "จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ผิด: กฎหมายกำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มิใช่จำคุกไม่เกิน 5 ปี อ้างอิงตัวบท ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264: “มาตรา 264 ผู้ใดทำเอกสารปลอมขึ้นทั้งฉบับหรือแต่ส่วนหนึ่งส่วนใด” ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264: “ผิดฐานปลอมเอกสาร ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือ”

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264: “มาตรา 264 ผู้ใดทำเอกสารปลอมขึ้นทั้งฉบับหรือแต่ส่วนหนึ่งส่วนใด”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q20
pol_law_criminal
medium
understand
Human Approved
Confidence: —%

ตามประมวลกฎหมายอาญา หากบุคคลใดเอาทรัพย์ที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริต จะมีความรับผิดตามกฎหมายอย่างไร

  • ก. มีความผิดฐานลักทรัพย์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปีถึง 5 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000 บาทถึง 100,000 บาท
  • ข. ไม่เป็นความผิดทางอาญาฐานใดเลย แต่ต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายทางแพ่งให้แก่เจ้าของร่วมเท่านั้น
  • ค. ไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ เนื่องจากตนเองมีกรรมสิทธิ์เป็นเจ้าของร่วมในทรัพย์สินนั้นอยู่ด้วย
  • ง. มีความผิดฐานลักทรัพย์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และปรับไม่เกิน 60,000 บาท ✓

Explanation: คำตอบที่ถูก: "มีความผิดฐานลักทรัพย์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และปรับไม่เกิน 60,000 บาท" ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 บัญญัติว่า ผู้ใดเอาทรัพย์ของผู้อื่น หรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริต ผู้นั้นกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ แม้จะเป็นเจ้าของร่วมแต่เมื่อเอาไปโดยทุจริตก็เป็นความผิดอาญาสำเร็จ โดยต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และปรับไม่เกิน 60,000 บาท ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "มีความผิดฐานลักทรัพย์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปีถึง 5 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000 บาทถึง 100,000 บาท" ผิด: กฎหมายระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และปรับไม่เกิน 60,000 บาท มิใช่จำคุกตั้งแต่ 1 ปีถึง 5 ปี • "ไม่เป็นความผิดทางอาญาฐานใดเลย แต่ต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายทางแพ่งให้แก่เจ้าของร่วมเท่านั้น" ผิด: การกระทำดังกล่าวมีความผิดทางอาญาฐานลักทรัพย์อย่างชัดเจน มิใช่เพียงความรับผิดทางแพ่ง • "ไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ เนื่องจากตนเองมีกรรมสิทธิ์เป็นเจ้าของร่วมในทรัพย์สินนั้นอยู่ด้วย" ผิด: กฎหมายบัญญัติชัดเจนว่าการเอาทรัพย์ที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริต ถือเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ อ้างอิงตัวบท ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334: “ผู้ใดเอาทรัพย์ของผู้อื่น หรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่” ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334: “ด้วยไปโดยทุจริต ผู้นั้นกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี” ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334: “และปรับไม่เกินหกหมื่นบาท”

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334: “ผู้ใดเอาทรัพย์ของผู้อื่น หรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q21
pol_law_criminal
hard
apply
Human Approved
Confidence: —%

ตามประมวลกฎหมายอาญา ในขณะที่เจ้าพนักงานตำรวจกำลังปฏิบัติการตามกฎหมายและได้สอบถามชื่อหรือที่อยู่ของนายสมชาย แต่นายสมชายแกล้งบอกชื่อและที่อยู่อันเป็นเท็จ นายสมชายต้องระวางโทษตามข้อใด

  • ก. ระวางโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท ✓
  • ข. ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 วัน
  • ค. ระวางโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท
  • ง. ระวางโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ระวางโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท" ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 367 บัญญัติว่าเมื่อเจ้าพนักงานถามชื่อหรือที่อยู่เพื่อปฏิบัติการตามกฎหมาย หากผู้ใดไม่ยอมบอกหรือแกล้งบอกชื่อหรือที่อยู่อันเป็นเท็จ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท ดังนั้น การกระทำของนายสมชายจึงมีโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 วัน" ผิด: กฎหมายกำหนดโทษสำหรับความผิดฐานนี้ไว้เพียงโทษปรับ ไม่ได้กำหนดโทษจำคุก • "ระวางโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท" ผิด: กฎหมายกำหนดอัตราโทษปรับไว้ไม่เกิน 1,000 บาท ไม่ใช่ปรับไม่เกิน 5,000 บาท • "ระวางโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท" ผิด: กฎหมายกำหนดอัตราโทษปรับไว้ไม่เกิน 1,000 บาท ไม่ใช่ปรับไม่เกิน 10,000 บาท อ้างอิงตัวบท ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 367: “มาตรา 367 ผู้ใดเมื่อเจ้าพนักงานถามชื่อหรือที่อยู่เพื่อปฏิบัติการ ตามกฎหมาย ไม่ยอมบอกหรือแกล้งบอกชื่อหรือที่อยู่อันเป็นเท็จ ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน หนึ่งพันบาท”

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 367: “มาตรา 367 ผู้ใดเมื่อเจ้าพนักงานถามชื่อหรือที่อยู่เพื่อปฏิบัติการ ตามกฎหมาย ไม่ยอมบอกหรือแกล้งบอกชื่อหรือที่อยู่อันเป็นเท็จ ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน หนึ่งพันบาท”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q22
pol_law_criminal
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามประมวลกฎหมายอาญา ผู้ที่กระทำด้วยประการใด ๆ ให้ของแข็งตกลง ณ ที่ใด ๆ ในลักษณะที่น่าจะเป็นอันตรายหรือเดือดร้อนรำคาญแก่บุคคล หรือแกล้งทำให้ของโสโครกเป็นที่เดือดร้อนรำคาญ ต้องระวางโทษตามข้อใด

  • ก. จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • ข. จำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ✓
  • ค. จำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • ง. จำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

Explanation: คำตอบที่ถูก: "จำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ตามมาตรา 389 แห่งประมวลกฎหมายอาญา บัญญัติให้การทำให้ของแข็งตกลงจนน่าจะเป็นอันตรายหรือเดือดร้อนรำคาญ หรือการทำให้ของโสโครกเปรอะเปื้อนหรือเดือดร้อนรำคาญ เป็นความผิดลหุโทษ ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ผิด: กฎหมายกำหนดโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท มิใช่จำคุกไม่เกินหกเดือนหรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท • "จำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ผิด: กฎหมายกำหนดโทษจำคุกสูงสุดไว้ไม่เกินหนึ่งเดือน มิใช่ไม่เกินสามเดือน • "จำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ผิด: กฎหมายกำหนดโทษปรับสูงสุดไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท มิใช่ไม่เกินห้าพันบาท อ้างอิงตัวบท ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 389: “ต้องระวางโทษจำคุก ไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 389: “ต้องระวางโทษจำคุก ไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q23
pol_law_criminal
medium
understand
Human Approved
Confidence: —%

ตามประมวลกฎหมายอาญา หากเด็กอายุกว่า 12 ปีแต่ยังไม่เกิน 15 ปี กระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด กฎหมายกำหนดผลในการรับโทษและการดำเนินการต่อเด็กไว้อย่างไร

  • ก. ต้องรับโทษตามกฎหมาย แต่ศาลจะสั่งเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นการคุมขังในสถานฝึกและอบรมแทนการเข้าเรือนจำ
  • ข. ต้องรับโทษตามกฎหมาย แต่ศาลจะลดมาตราส่วนโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดลงกึ่งหนึ่งเสมอ
  • ค. ไม่ต้องรับโทษ แต่ศาลมีอำนาจดำเนินการตามกฎหมาย เช่น ตักเตือน หรือส่งตัวไปสถานฝึกและอบรม ✓
  • ง. ไม่ต้องรับโทษ โดยให้พนักงานสอบสวนส่งตัวเด็กไปคุ้มครองสวัสดิภาพตามกฎหมายทันทีโดยไม่ผ่านศาล

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ไม่ต้องรับโทษ แต่ศาลมีอำนาจดำเนินการตามกฎหมาย เช่น ตักเตือน หรือส่งตัวไปสถานฝึกและอบรม" ตามมาตรา 74 เด็กอายุกว่า 12 ปีแต่ยังไม่เกิน 15 ปี กระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด เด็กนั้นไม่ต้องรับโทษ แต่กฎหมายให้ศาลมีอำนาจดำเนินการตามมาตรการที่กำหนด เช่น ว่ากล่าวตักเตือน หรือส่งตัวไปยังสถานฝึกและอบรมได้จนอายุครบ 18 ปี จึงไม่ใช่การลงโทษทางอาญา ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ต้องรับโทษตามกฎหมาย แต่ศาลจะสั่งเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นการคุมขังในสถานฝึกและอบรมแทนการเข้าเรือนจำ" ผิด: เด็กวัยนี้ไม่ต้องรับโทษทางอาญา และการส่งตัวไปสถานฝึกและอบรมเป็นมาตรการของศาลมิใช่การรับโทษจำคุก • "ต้องรับโทษตามกฎหมาย แต่ศาลจะลดมาตราส่วนโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดลงกึ่งหนึ่งเสมอ" ผิด: กฎหมายบัญญัติให้เด็กวัยนี้ไม่ต้องรับโทษ จึงไม่มีการสั่งลดมาตราส่วนโทษลงกึ่งหนึ่ง • "ไม่ต้องรับโทษ โดยให้พนักงานสอบสวนส่งตัวเด็กไปคุ้มครองสวัสดิภาพตามกฎหมายทันทีโดยไม่ผ่านศาล" ผิด: การให้พนักงานสอบสวนส่งตัวไปคุ้มครองสวัสดิภาพโดยตรงเป็นกรณีของเด็กอายุยังไม่เกิน 12 ปี อ้างอิงตัวบท ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74: “มาตรา 74 เด็กอายุกว่าสิบสองปีแต่ยังไม่เกินสิบห้าปี กระทำการอัน” ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74: “กฎหมายบัญญัติเป็นความผิด เด็กนั้นไม่ต้องรับโทษ แต่ให้ศาลมีอำนาจที่จะดำเนินการ ดัง” ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74: “(3) ส่งตัวเด็กนั้นไปยังสถานศึกษา หรือสถานฝึกและอบรม หรือสถาน”

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74: “มาตรา 74 เด็กอายุกว่าสิบสองปีแต่ยังไม่เกินสิบห้าปี กระทำการอัน”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q24
pol_law_criminal
hard
apply
Human Approved
Confidence: —%

นายหนึ่งพูดใส่ความนายสองซึ่งถึงแก่ความตายไปแล้วต่อนายสาม โดยข้อความนั้นมีลักษณะที่ทำให้ผู้อื่นได้รับความเสียหาย ตามประมวลกฎหมายอาญา การกระทำของนายหนึ่งจะเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้ตาย ก็ต่อเมื่อน่าจะเป็นเหตุให้บุคคลใดเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง

  • ก. ปู่ ย่า ตา ยาย หรือพี่น้อง
  • ข. ลุง ป้า น้า อา หรือคนสนิท
  • ค. ผู้จัดการมรดก หรือญาติสนิท
  • ง. บิดา มารดา คู่สมรส หรือบุตร ✓

Explanation: คำตอบที่ถูก: "บิดา มารดา คู่สมรส หรือบุตร" ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 327 บัญญัติให้การใส่ความผู้ตายต่อบุคคลที่สามเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท เมื่อการใส่ความนั้นน่าจะเป็นเหตุให้ บิดา มารดา คู่สมรส หรือบุตรของผู้ตาย เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง กฎหมายจึงจำกัดเฉพาะบุคคล 4 กลุ่มนี้เท่านั้น ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ปู่ ย่า ตา ยาย หรือพี่น้อง" ผิด: กฎหมายจำกัดเฉพาะ บิดา มารดา คู่สมรส หรือบุตรของผู้ตายเท่านั้น ไม่รวมถึงปู่ ย่า ตา ยาย หรือพี่น้อง • "ลุง ป้า น้า อา หรือคนสนิท" ผิด: กฎหมายจำกัดเฉพาะ บิดา มารดา คู่สมรส หรือบุตรของผู้ตายเท่านั้น ไม่คุ้มครองไปถึงลุง ป้า น้า อา หรือคนสนิท • "ผู้จัดการมรดก หรือญาติสนิท" ผิด: กฎหมายระบุเฉพาะความเสียหายต่อบิดา มารดา คู่สมรส หรือบุตรของผู้ตาย ไม่รวมถึงผู้จัดการมรดกหรือญาติสนิทอื่น อ้างอิงตัวบท ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 327: “ผู้ใดใส่ความผู้ตายต่อบุคคลที่สามและการใส่ความนั้นน่า จะเป็นเหตุให้ บิดา มารดา คู่สมรสหรือบุตรของผู้ตายเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียด ชัง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท”

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 327: “ผู้ใดใส่ความผู้ตายต่อบุคคลที่สามและการใส่ความนั้นน่า จะเป็นเหตุให้ บิดา มารดา คู่สมรสหรือบุตรของผู้ตายเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียด ชัง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q25
pol_law_criminal
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามประมวลกฎหมายอาญา ผู้ใดเพื่อมิให้เจ้าหนี้ของตนได้รับชำระหนี้ ซึ่งเจ้าหนี้ได้ใช้หรือจะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ชำระหนี้ ได้ย้ายไปเสีย ซ่อนเร้น หรือโอนทรัพย์สินไปให้แก่ผู้อื่น ต้องระวางโทษตามข้อใด

  • ก. จำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ✓
  • ข. จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • ค. จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • ง. จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

Explanation: คำตอบที่ถูก: "จำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 การกระทำผิดฐานโกงเจ้าหนี้ เพื่อมิให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้จากการใช้หรือจะใช้สิทธิทางศาล โดยย้าย ซ่อนเร้น โอนทรัพย์ หรือแกล้งเป็นหนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ผิด: กฎหมายกำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท ไม่ใช่จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท • "จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ผิด: กฎหมายกำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท ไม่ใช่จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท • "จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ผิด: กฎหมายกำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท ไม่ใช่จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท อ้างอิงตัวบท ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350: “ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้ง ปรับ”

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350: “ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้ง ปรับ”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q26
pol_law_criminal
medium
understand
Human Approved
Confidence: —%

ตามประมวลกฎหมายอาญา เมื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้หรือสาธารณภัยอื่น การไม่ให้ความช่วยเหลือจะถือเป็นความผิดทางอาญาเมื่อเข้าเงื่อนไขในข้อใด

  • ก. เจ้าพนักงานเรียกให้ช่วยระงับ แม้ผู้นั้นไม่อยู่ในวิสัยที่จะช่วยได้ก็ตาม
  • ข. เจ้าพนักงานเรียกให้ช่วยระงับ และผู้นั้นสามารถช่วยได้แต่ไม่ยอมช่วย ✓
  • ค. มีเหตุเกิดขึ้นตรงหน้าตนเอง แม้เจ้าพนักงานยังไม่ได้เรียกให้ช่วยก็ตาม
  • ง. เจ้าของทรัพย์สินร้องขอให้ช่วย และผู้นั้นสามารถช่วยได้แต่ไม่ยอมช่วย

Explanation: คำตอบที่ถูก: "เจ้าพนักงานเรียกให้ช่วยระงับ และผู้นั้นสามารถช่วยได้แต่ไม่ยอมช่วย" ตามมาตรา 383 ความผิดฐานไม่ช่วยระงับสาธารณภัยจะเกิดขึ้นเมื่อมีองค์ประกอบครบถ้วน คือ เกิดเพลิงไหม้หรือสาธารณภัยอื่น เจ้าพนักงานเรียกให้ช่วยระงับ และผู้นั้นอยู่ในวิสัยที่สามารถช่วยได้แต่ไม่ยอมช่วย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เจ้าพนักงานเรียกให้ช่วยระงับ แม้ผู้นั้นไม่อยู่ในวิสัยที่จะช่วยได้ก็ตาม" ผิด: กฎหมายเอาผิดเฉพาะกรณีที่ผู้นั้นสามารถช่วยได้แต่ไม่ช่วย หากไม่อยู่ในวิสัยที่สามารถช่วยได้ย่อมไม่มีความผิด • "มีเหตุเกิดขึ้นตรงหน้าตนเอง แม้เจ้าพนักงานยังไม่ได้เรียกให้ช่วยก็ตาม" ผิด: หากเจ้าพนักงานยังไม่ได้ออกปากเรียกให้ช่วยระงับ ย่อมไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายในข้อนี้ • "เจ้าของทรัพย์สินร้องขอให้ช่วย และผู้นั้นสามารถช่วยได้แต่ไม่ยอมช่วย" ผิด: กฎหมายกำหนดให้ต้องเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานเป็นผู้เรียกให้ช่วยระงับ ไม่ใช่บุคคลทั่วไปหรือเจ้าของทรัพย์สิน อ้างอิงตัวบท ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 383: “ผู้ใดเมื่อเกิดเพลิงไหม้หรือสาธารณภัยอื่น และเจ้าพนักงานเรียกให้ช่วยระงับ ถ้าผู้นั้นสามารถช่วยได้แต่ไม่ช่วย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 383: “ผู้ใดเมื่อเกิดเพลิงไหม้หรือสาธารณภัยอื่น และเจ้าพนักงานเรียกให้ช่วยระงับ ถ้าผู้นั้นสามารถช่วยได้แต่ไม่ช่วย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q27
pol_law_criminal
hard
apply
Human Approved
Confidence: —%

นายเอกเห็นคนร้ายกำลังใช้มีดไล่แทงนายโทซึ่งเป็นเพื่อนบ้าน นายเอกจึงหยิบท่อนไม้แถวนั้นฟาดไปที่แขนของคนร้ายจนมีดหลุดมือเพื่อช่วยเหลือนายโทให้พ้นจากภยันตรายที่ใกล้จะถึง โดยการกระทำนั้นพอสมควรแก่เหตุ ตามประมวลกฎหมายอาญา การกระทำของนายเอกมีผลอย่างไร

  • ก. เป็นการกระทำเกินกว่าเหตุ แต่ศาลจะไม่ลงโทษนายเอกเพราะตกใจ
  • ข. เป็นการกระทำความผิดอาญา แต่ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนด
  • ค. เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย นายเอกจึงไม่มีความผิด ✓
  • ง. เป็นการกระทำด้วยความจำเป็น นายเอกจึงไม่ต้องรับโทษ

Explanation: คำตอบที่ถูก: "เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย นายเอกจึงไม่มีความผิด" ตามมาตรา 68 การกระทำเพื่อป้องกันสิทธิของตนเองหรือของผู้อื่นให้พ้นจากภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและใกล้จะถึง หากกระทำพอสมควรแก่เหตุ ถือเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายและผู้นั้นไม่มีความผิด นายเอกทำเพื่อช่วยเหลือนายโทและพอสมควรแก่เหตุ จึงไม่มีความผิด ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เป็นการกระทำเกินกว่าเหตุ แต่ศาลจะไม่ลงโทษนายเอกเพราะตกใจ" ผิด: ข้อเท็จจริงระบุชัดเจนว่าเป็นการกระทำพอสมควรแก่เหตุ จึงไม่ใช่การกระทำเกินสมควรแก่เหตุตามมาตรา 69 • "เป็นการกระทำความผิดอาญา แต่ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนด" ผิด: การป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายมีผลให้ผู้กระทำไม่มีความผิดเลย จึงไม่ใช่เรื่องการกระทำความผิดที่ศาลจะลดโทษให้ • "เป็นการกระทำด้วยความจำเป็น นายเอกจึงไม่ต้องรับโทษ" ผิด: การกระทำด้วยความจำเป็นตามมาตรา 67 มีผลคือกฎหมายยกเว้นโทษให้ (ไม่ต้องรับโทษ) ไม่ใช่การป้องกันที่มีผลคือไม่มีความผิด อ้างอิงตัวบท ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68: “ถ้าได้กระทำพอสมควรแก่เหตุ การกระทำนั้นเป็นการป้องกันโดยชอบด้วย กฎหมาย ผู้นั้นไม่มีความผิด” ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 67: “ถ้าการกระทำนั้นไม่เป็นการเกินสมควรแก่เหตุแล้ว ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ”

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68: “ถ้าได้กระทำพอสมควรแก่เหตุ การกระทำนั้นเป็นการป้องกันโดยชอบด้วย กฎหมาย ผู้นั้นไม่มีความผิด”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q28
pol_law_criminal
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามประมวลกฎหมายอาญา ผู้ใดทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ต้องระวางโทษตามข้อใด

  • ก. จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • ข. จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • ค. จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • ง. จำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ✓

Explanation: คำตอบที่ถูก: "จำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ผู้ใดทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ เป็นความผิดฐานทำร้ายร่างกาย กฎหมายกำหนดระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ผิด: กฎหมายกำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มิใช่ไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท • "จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ผิด: กฎหมายกำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มิใช่ไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท • "จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ผิด: กฎหมายกำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มิใช่ไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท อ้างอิงตัวบท ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295: “ผู้ใดทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย หรือจิตใจของผู้อื่นนั้น ผู้นั้นกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295: “ผู้ใดทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย หรือจิตใจของผู้อื่นนั้น ผู้นั้นกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q29
pol_law_criminal
medium
understand
Human Approved
Confidence: —%

ตามประมวลกฎหมายอาญา การกระทำในข้อใดถือเป็นความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน?

  • ก. การหลอกลวงโดยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชน หรือปกปิดความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่ประชาชน ✓
  • ข. การหลอกลวงผู้อื่นโดยแสดงตนเป็นคนอื่น เพื่อให้ได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม
  • ค. การหลอกลวงผู้อื่นโดยอาศัยความเบาปัญญาของเด็ก หรืออาศัยความอ่อนแอแห่งจิตของผู้ถูกหลอกลวง
  • ง. การหลอกลวงบุคคลตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปให้ประกอบการงาน โดยเจตนาไม่จ่ายค่าแรงงานหรือค่าจ้างให้แก่บุคคลเหล่านั้น

Explanation: คำตอบที่ถูก: "การหลอกลวงโดยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชน หรือปกปิดความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่ประชาชน" ตามมาตรา 343 การกระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ต้องเป็นการหลอกลวงด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชน หรือปกปิดความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่ประชาชน ส่วนการหลอกลวงบุคคลตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปให้ทำงานโดยไม่จ่ายค่าจ้างเป็นความผิดตามมาตรา 344 และการแสดงตนเป็นคนอื่นหรืออาศัยความเบาปัญญาของเด็กเป็นเหตุฉกรรจ์ตามมาตรา 342 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "การหลอกลวงผู้อื่นโดยแสดงตนเป็นคนอื่น เพื่อให้ได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม" ผิด: เป็นเหตุฉกรรจ์ของความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 342 (1) มิใช่ฉ้อโกงประชาชน • "การหลอกลวงผู้อื่นโดยอาศัยความเบาปัญญาของเด็ก หรืออาศัยความอ่อนแอแห่งจิตของผู้ถูกหลอกลวง" ผิด: เป็นเหตุฉกรรจ์ของความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 342 (2) มิใช่ฉ้อโกงประชาชน • "การหลอกลวงบุคคลตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปให้ประกอบการงาน โดยเจตนาไม่จ่ายค่าแรงงานหรือค่าจ้างให้แก่บุคคลเหล่านั้น" ผิด: เป็นความผิดฐานหลอกลวงแรงงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 344 มิใช่ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน อ้างอิงตัวบท ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343: “การแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชน หรือด้วยการปกปิดความจริง ซึ่งควรบอกให้” ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 342: “(2) อาศัยความเบาปัญญาของผู้ถูกหลอกลวงซึ่งเป็นเด็ก หรืออาศัยความ” ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 344: “ประกอบการงานอย่างใด ๆ ให้แก่ตนหรือให้แก่บุคคลที่สาม โดยจะไม่ใช้ค่าแรงงานหรือค่า”

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343: “การแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชน หรือด้วยการปกปิดความจริง ซึ่งควรบอกให้”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q30
pol_law_criminal
hard
apply
Human Approved
Confidence: —%

นายสมชายดื่มสุราฉลองเทศกาลปีใหม่ในหมู่บ้าน เกิดความคึกคะนองจึงนำปืนซึ่งใช้ดินระเบิดออกมายิงขึ้นฟ้าโดยไม่มีเหตุอันควร ตามประมวลกฎหมายอาญา นายสมชายต้องระวางโทษอย่างไร

  • ก. จำคุกไม่เกินสิบวัน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • ข. จำคุกไม่เกินสิบวัน หรือปรับไม่เกินห้าพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ✓
  • ค. จำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินห้าพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • ง. จำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

Explanation: คำตอบที่ถูก: "จำคุกไม่เกินสิบวัน หรือปรับไม่เกินห้าพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 376 ผู้ใดยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้าน หรือที่ชุมนุมชน มีความผิดลหุโทษ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 วัน หรือปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "จำคุกไม่เกินสิบวัน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ผิด: กฎหมายกำหนดโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท ไม่ใช่ปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท • "จำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินห้าพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ผิด: กฎหมายกำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 10 วัน ไม่ใช่จำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน • "จำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ผิด: เป็นอัตราโทษในความผิดฐานปล่อยปละละเลยสัตว์ดุหรือสัตว์ร้ายตามมาตราอื่น ไม่ใช่อัตราโทษฐานยิงปืนโดยใช่เหตุ อ้างอิงตัวบท ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 376: “ผู้ใดยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้าน หรือที่ชุมนุมชน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบวัน หรือปรับไม่เกินห้าพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 376: “ผู้ใดยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้าน หรือที่ชุมนุมชน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบวัน หรือปรับไม่เกินห้าพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q31
pol_law_civil_family
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ สภาพบุคคลของมนุษย์ย่อมเริ่มต้นขึ้นเมื่อใด

  • ก. เมื่อปฏิสนธิขึ้นในครรภ์มารดา
  • ข. เมื่อทารกมีอายุครบสามสิบวันบริบูรณ์
  • ค. เมื่อคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารก ✓
  • ง. เมื่อบิดามารดาแจ้งเกิดต่อนายทะเบียน

Explanation: คำตอบที่ถูก: "เมื่อคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารก" ตามมาตรา 15 บัญญัติว่าสภาพบุคคลย่อมเริ่มแต่เมื่อคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารกและสิ้นสุดลงเมื่อตาย บุคคลจึงเริ่มมีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายได้ทันทีที่คลอดและมีชีวิตรอดเป็นทารก ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เมื่อปฏิสนธิขึ้นในครรภ์มารดา" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดให้เริ่มเมื่อปฏิสนธิ โดยทารกในครรภ์จะมีสิทธิต่าง ๆ ได้ก็ต่อเมื่อภายหลังคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารก • "เมื่อทารกมีอายุครบสามสิบวันบริบูรณ์" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดเงื่อนไขเรื่องอายุครบ 30 วัน สภาพบุคคลเกิดขึ้นทันทีที่คลอดแล้วมีชีวิตรอด • "เมื่อบิดามารดาแจ้งเกิดต่อนายทะเบียน" ผิด: การแจ้งเกิดเป็นเพียงขั้นตอนทางทะเบียนราษฎร ไม่ใช่เงื่อนไขในการเริ่มต้นสภาพบุคคลตามกฎหมาย อ้างอิงตัวบท ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 15: “สภาพบุคคลย่อมเริ่มแต่เมื่อคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารก”

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 15: “สภาพบุคคลย่อมเริ่มแต่เมื่อคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารก”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q32
pol_law_civil_family
medium
understand
Human Approved
Confidence: —%

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ข้อใดระบุผลเกี่ยวกับโมฆะกรรมได้ถูกต้อง

  • ก. เฉพาะคู่สัญญาฝ่ายที่สุจริตเท่านั้นที่จะยกความเสียเปล่าขึ้นกล่าวอ้างได้
  • ข. การคืนทรัพย์สินอันเกิดจากโมฆะกรรมให้นำบทบัญญัติว่าด้วยเรื่องละเมิดมาบังคับ
  • ค. โมฆะกรรมนั้นคู่สัญญาสามารถให้สัตยาบันเพื่อให้กลับมาสมบูรณ์ได้
  • ง. ผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดจะยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมขึ้นอ้างก็ได้ ✓

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดจะยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมขึ้นอ้างก็ได้" ตามมาตรา 172 บัญญัติว่าโมฆะกรรมนั้นไม่อาจให้สัตยาบันแก่กันได้ และผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดจะยกความเสียเปล่าขึ้นกล่าวอ้างก็ได้ ส่วนการคืนทรัพย์สินอันเกิดจากโมฆะกรรมให้นำบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้มาใช้บังคับ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เฉพาะคู่สัญญาฝ่ายที่สุจริตเท่านั้นที่จะยกความเสียเปล่าขึ้นกล่าวอ้างได้" ผิด: กฎหมายให้สิทธิแก่ผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใด ไม่ได้จำกัดเฉพาะคู่สัญญาฝ่ายที่สุจริต • "การคืนทรัพย์สินอันเกิดจากโมฆะกรรมให้นำบทบัญญัติว่าด้วยเรื่องละเมิดมาบังคับ" ผิด: การคืนทรัพย์สินอันเกิดจากโมฆะกรรมให้นำเรื่องลาภมิควรได้มาใช้บังคับ มิใช่เรื่องละเมิด • "โมฆะกรรมนั้นคู่สัญญาสามารถให้สัตยาบันเพื่อให้กลับมาสมบูรณ์ได้" ผิด: กฎหมายกำหนดชัดเจนว่าโมฆะกรรมนั้นไม่อาจให้สัตยาบันแก่กันได้ อ้างอิงตัวบท ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 172: “โมฆะกรรมนั้นไม่อาจให้สัตยาบันแก่กันได้ และผู้มีส่วนได้ เสียคนหนึ่งคนใดจะยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมขึ้นกล่าวอ้างก็ได้” ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 172: “ถ้าจะต้องคืนทรัพย์สินอันเกิดจากโมฆะกรรม ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยลาภ มิควรได้แห่งประมวลกฎหมายนี้มาใช้บังคับ”

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 172: “โมฆะกรรมนั้นไม่อาจให้สัตยาบันแก่กันได้ และผู้มีส่วนได้ เสียคนหนึ่งคนใดจะยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมขึ้นกล่าวอ้างก็ได้”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q33
pol_law_civil_family
hard
apply
Human Approved
Confidence: —%

นายสมศักดิ์เช่าที่ดินพร้อมบ้านของนายมานพเพื่อเปิดร้านค้า ต่อมานายสมศักดิ์ต้องการเงินทุนหมุนเวียน จึงประสงค์จะนำที่ดินพร้อมบ้านดังกล่าวไปจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้เงินกู้กับธนาคาร ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ นายสมศักดิ์สามารถนำทรัพย์สินดังกล่าวไปจำนองได้หรือไม่

  • ก. ทำไม่ได้ เพราะนอกจากผู้เป็นเจ้าของในขณะนั้นแล้ว บุคคลอื่นจะจำนองไม่ได้ ✓
  • ข. ทำได้ หากได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากผู้จัดการสาขาของธนาคารผู้รับจำนอง
  • ค. ทำได้ หากนายสมศักดิ์เป็นผู้ครอบครองและใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินนั้นจริง
  • ง. ทำได้ หากสัญญาเช่าได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ทำไม่ได้ เพราะนอกจากผู้เป็นเจ้าของในขณะนั้นแล้ว บุคคลอื่นจะจำนองไม่ได้" ตามมาตรา 705 การจำนองทรัพย์สินนั้น นอกจากบุคคลผู้เป็นเจ้าของในขณะนั้นแล้ว บุคคลอื่นจะนำทรัพย์สินไปจำนองไม่ได้ นายสมศักดิ์เป็นเพียงผู้เช่า ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ในขณะนั้น จึงไม่มีสิทธินำที่ดินและบ้านดังกล่าวไปจำนอง ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ทำได้ หากได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากผู้จัดการสาขาของธนาคารผู้รับจำนอง" ผิด: ความยินยอมของธนาคารผู้รับจำนองไม่สามารถลบล้างหลักกฎหมายที่ระบุว่านอกจากผู้เป็นเจ้าของแล้วผู้อื่นจะจำนองทรัพย์สินไม่ได้ • "ทำได้ หากนายสมศักดิ์เป็นผู้ครอบครองและใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินนั้นจริง" ผิด: การครอบครองหรือใช้ประโยชน์ไม่ได้ทำให้มีสิทธินำทรัพย์สินของผู้อื่นไปจำนองได้ เพราะกฎหมายกำหนดให้เฉพาะผู้เป็นเจ้าของในขณะนั้นเท่านั้นที่มีสิทธิจำนอง • "ทำได้ หากสัญญาเช่าได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่" ผิด: แม้การเช่าจะจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย ผู้เช่าก็ยังไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ จึงไม่สามารถนำทรัพย์สินนั้นไปจำนองได้ อ้างอิงตัวบท ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 705: “การจำนองทรัพย์สินนั้น นอกจากผู้เป็นเจ้าของในขณะนั้น แล้ว ท่านว่าใครอื่นจะจำนองหาได้ไม่”

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 705: “การจำนองทรัพย์สินนั้น นอกจากผู้เป็นเจ้าของในขณะนั้น แล้ว ท่านว่าใครอื่นจะจำนองหาได้ไม่”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q34
pol_law_civil_family
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หากมีเหตุจำเป็น การให้ความยินยอมให้ทำการสมรสด้วยวาจา จะต้องกระทำต่อหน้าพยานอย่างน้อยกี่คน

  • ก. 4 คน
  • ข. 2 คน ✓
  • ค. 3 คน
  • ง. 1 คน

Explanation: คำตอบที่ถูก: "2 คน" ตามมาตรา 1455 กำหนดว่าการให้ความยินยอมให้ทำการสมรส หากมีเหตุจำเป็นจะให้ความยินยอมด้วยวาจาต่อหน้าพยานอย่างน้อย 2 คนก็ได้ ดังนั้นจึงต้องมีพยานไม่น้อยกว่า 2 คน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "4 คน" ผิด: กฎหมายกำหนดจำนวนขั้นต่ำไว้เพียงอย่างน้อย 2 คน • "3 คน" ผิด: กฎหมายกำหนดจำนวนขั้นต่ำไว้เพียงอย่างน้อย 2 คน • "1 คน" ผิด: กฎหมายกำหนดให้ต้องมีพยานอย่างน้อย 2 คน ไม่ใช่ 1 คน อ้างอิงตัวบท ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1455: “(3) ถ้ามีเหตุจำเป็น จะให้ความยินยอมด้วยวาจาต่อหน้าพยานอย่างน้อย สองคนก็ได้”

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1455: “(3) ถ้ามีเหตุจำเป็น จะให้ความยินยอมด้วยวาจาต่อหน้าพยานอย่างน้อย สองคนก็ได้”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q35
pol_law_civil_family
medium
understand
Human Approved
Confidence: —%

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ในการแบ่งทรัพย์มรดกของผู้ตาย หากผู้ตายมีทายาทชั้นบุตรซึ่งยังมีชีวิตอยู่ คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่จะมีสิทธิได้รับมรดกตามข้อใด

  • ก. ได้รับส่วนแบ่งมรดกกึ่งหนึ่งของทรัพย์มรดกทั้งหมด
  • ข. ได้รับส่วนแบ่งมรดกสองส่วนในสามของทรัพย์มรดกทั้งหมด
  • ค. ได้รับส่วนแบ่งมรดกเสมือนหนึ่งว่าเป็นทายาทชั้นบุตร ✓
  • ง. ได้รับทรัพย์มรดกทั้งหมดของผู้ตายแต่เพียงผู้เดียว

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ได้รับส่วนแบ่งมรดกเสมือนหนึ่งว่าเป็นทายาทชั้นบุตร" ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1635 (1) บัญญัติว่าหากมีทายาทชั้นบุตรหรือผู้สืบสันดานยังมีชีวิตอยู่ คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นมีสิทธิได้ส่วนแบ่งเสมือนหนึ่งว่าตนเป็นทายาทชั้นบุตร จึงได้รับส่วนแบ่งมรดกในสัดส่วนเท่ากับบุตรคนหนึ่ง ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ได้รับส่วนแบ่งมรดกกึ่งหนึ่งของทรัพย์มรดกทั้งหมด" ผิด: คู่สมรสจะมีสิทธิได้รับมรดกกึ่งหนึ่งเมื่อมีทายาทชั้นบิดามารดาหรือพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน ไม่ใช่กรณีที่มีทายาทชั้นบุตร • "ได้รับส่วนแบ่งมรดกสองส่วนในสามของทรัพย์มรดกทั้งหมด" ผิด: คู่สมรสจะมีสิทธิได้รับมรดกสองส่วนในสามเมื่อมีทายาทชั้นพี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดา ปู่ย่าตายาย หรือลุงป้าน้าอา • "ได้รับทรัพย์มรดกทั้งหมดของผู้ตายแต่เพียงผู้เดียว" ผิด: คู่สมรสจะมีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกทั้งหมดก็ต่อเมื่อไม่มีทายาทโดยธรรมที่เป็นญาติเลยเท่านั้น อ้างอิงตัวบท ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1635: “มาตรา 1635 ลำดับและส่วนแบ่งของคู่สมรสทียังมีชีวิตอยู่ในการรับ มรดกของผู้ตายนั้น ให้เป็นไปดังต่อไปนี้” ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1635: “(1) ถ้ามีทายาทตามมาตรา 1629 (1) ซึงยังมีชีวิตอยู่หรือมีผู้รับมรดก แทนที่ แล้วแต่กรณี คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้น มีสิทธิได้ส่วนแบ่งเสมือนหนึ่งว่าตนเป็นทายาท ชั้นบุตร”

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1635: “มาตรา 1635 ลำดับและส่วนแบ่งของคู่สมรสทียังมีชีวิตอยู่ในการรับ มรดกของผู้ตายนั้น ให้เป็นไปดังต่อไปนี้”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q36
pol_law_civil_family
hard
apply
Human Approved
Confidence: —%

นายเอกตกลงซื้อบ้านจากนายโท โดยนายเอกตั้งใจจะซื้อบ้านหลังนี้อยู่แล้ว แต่นายโทใช้กลฉ้อฉลหลอกลวงจนทำให้นายเอกยอมตกลงซื้อในราคาที่สูงกว่าที่ควรจะยอมรับตามปกติ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ในกรณีนี้มีผลทางกฎหมายอย่างไร

  • ก. สัญญาตกเป็นโมฆะมาตั้งแต่เริ่มแรก และคู่กรณีต้องคืนทรัพย์สิน
  • ข. นายเอกมีสิทธิบอกล้างสัญญาได้ทันที เพราะนิติกรรมเป็นโมฆียะ
  • ค. นิติกรรมมีผลสมบูรณ์ทุกประการ และนายเอกไม่มีสิทธิเรียกร้องใดๆ
  • ง. นายเอกบอกล้างสัญญาไม่ได้ แต่มีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนได้ ✓

Explanation: คำตอบที่ถูก: "นายเอกบอกล้างสัญญาไม่ได้ แต่มีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนได้" ตามมาตรา 161 หากกลฉ้อฉลเป็นเพียงเหตุจูงใจให้ยอมรับข้อกำหนดอันหนักยิ่งกว่าที่จะยอมรับโดยปกติ ผู้ถูกหลอกจะบอกล้างการนั้นไม่ได้ แต่มีสิทธิเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายได้ นายเอกจึงไม่สามารถบอกล้างสัญญาได้ แต่เรียกค่าเสียหายได้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "สัญญาตกเป็นโมฆะมาตั้งแต่เริ่มแรก และคู่กรณีต้องคืนทรัพย์สิน" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดให้สัญญาเป็นโมฆะ แต่เป็นกรณีที่บอกล้างไม่ได้และเรียกค่าสินไหมทดแทนได้ • "นายเอกมีสิทธิบอกล้างสัญญาได้ทันที เพราะนิติกรรมเป็นโมฆียะ" ผิด: กลฉ้อฉลเพื่อเหตุที่ทำให้ยอมรับข้อกำหนดอันหนักยิ่งกว่าปกตินั้น กฎหมายห้ามมิให้บอกล้าง • "นิติกรรมมีผลสมบูรณ์ทุกประการ และนายเอกไม่มีสิทธิเรียกร้องใดๆ" ผิด: แม้จะบอกล้างสัญญาไม่ได้ แต่นายเอกยังชอบที่จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายได้ อ้างอิงตัวบท ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 161: “มาตรา 161 ถ้ากลฉ้อฉลเป็นแต่เพียงเหตุจูงใจให้คู่กรณีฝ่ายหนึ่งยอมรับ” ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 161: “นั้นหาได้ไม่ แต่ชอบที่จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดจากกลฉ้อฉล”

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 161: “มาตรา 161 ถ้ากลฉ้อฉลเป็นแต่เพียงเหตุจูงใจให้คู่กรณีฝ่ายหนึ่งยอมรับ”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q37
pol_law_civil_family
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ในสัญญาเช่าซื้อ ผู้เช่ามีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ด้วยวิธีใด

  • ก. ส่งมอบทรัพย์สินกลับคืนให้แก่เจ้าของในเวลาใดก็ได้ โดยตนเองเป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย ✓
  • ข. ส่งมอบทรัพย์สินกลับคืนได้เฉพาะเมื่อได้ชำระเงินค่างวดมาแล้วไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง
  • ค. ต้องได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากเจ้าของทรัพย์สินก่อน จึงมีสิทธิส่งคืนทรัพย์สินได้
  • ง. แจ้งเป็นหนังสือล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน แล้วให้เจ้าของมารับทรัพย์สินกลับคืนไป

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ส่งมอบทรัพย์สินกลับคืนให้แก่เจ้าของในเวลาใดก็ได้ โดยตนเองเป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย" ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 573 ผู้เช่ามีสิทธิบอกเลิกสัญญาในเวลาใดเวลาหนึ่งก็ได้ ด้วยการส่งมอบทรัพย์สินกลับคืนให้แก่เจ้าของโดยเสียค่าใช้จ่ายของตนเอง โดยกฎหมายไม่ได้กำหนดว่าต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของทรัพย์สิน หรือต้องผ่อนชำระถึงจำนวนหนึ่งก่อนแต่อย่างใด ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ส่งมอบทรัพย์สินกลับคืนได้เฉพาะเมื่อได้ชำระเงินค่างวดมาแล้วไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดเงื่อนไขว่าต้องผ่อนชำระค่างวดมาแล้วไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งจึงจะมีสิทธิบอกเลิกสัญญา • "ต้องได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากเจ้าของทรัพย์สินก่อน จึงมีสิทธิส่งคืนทรัพย์สินได้" ผิด: กฎหมายให้สิทธิผู้เช่าบอกเลิกสัญญาได้เองโดยส่งมอบทรัพย์สินคืน ไม่จำต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของ • "แจ้งเป็นหนังสือล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน แล้วให้เจ้าของมารับทรัพย์สินกลับคืนไป" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ต้องแจ้งล่วงหน้า 30 วัน แต่ผู้เช่าสามารถส่งมอบทรัพย์สินคืนในเวลาใดก็ได้ อ้างอิงตัวบท ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 573: “ผู้เช่าจะบอกเลิกสัญญาในเวลาใดเวลาหนึ่งก็ได้” ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 573: “มอบทรัพย์สินกลับคืนให้แก่เจ้าของโดยเสียค่าใช้จ่ายของตนเอง”

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 573: “ผู้เช่าจะบอกเลิกสัญญาในเวลาใดเวลาหนึ่งก็ได้”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q38
pol_law_civil_family
medium
understand
Human Approved
Confidence: —%

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ในกรณีที่มีเหตุสำคัญเกิดขึ้นแก่ผู้รับหมั้นจนทำให้ผู้หมั้นไม่สมควรที่จะสมรสด้วย จะมีผลตามกฎหมายอย่างไร

  • ก. ผู้หมั้นมีสิทธิบอกเลิกสัญญาหมั้นได้ แต่ผู้รับหมั้นไม่ต้องคืนของหมั้นแก่ผู้หมั้น
  • ข. ผู้หมั้นมีสิทธิบอกเลิกสัญญาหมั้นได้ และผู้รับหมั้นต้องคืนของหมั้นแก่ผู้หมั้น ✓
  • ค. สัญญาหมั้นสิ้นสุดลงทันทีโดยอัตโนมัติ และให้คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายแบ่งของหมั้นคนละครึ่ง
  • ง. ผู้รับหมั้นมีสิทธิบอกเลิกสัญญาหมั้นได้ และมิต้องส่งของหมั้นคืนแก่ฝ่ายผู้หมั้น

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ผู้หมั้นมีสิทธิบอกเลิกสัญญาหมั้นได้ และผู้รับหมั้นต้องคืนของหมั้นแก่ผู้หมั้น" ตามมาตรา 1442 หากมีเหตุสำคัญอันเกิดแก่ฝ่ายผู้รับหมั้นจนทำให้ผู้หมั้นไม่สมควรสมรสด้วย กฎหมายให้สิทธิฝ่ายผู้หมั้นบอกเลิกสัญญาหมั้นได้ และกำหนดให้ผู้รับหมั้นต้องคืนของหมั้นให้แก่ผู้หมั้น ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ผู้หมั้นมีสิทธิบอกเลิกสัญญาหมั้นได้ แต่ผู้รับหมั้นไม่ต้องคืนของหมั้นแก่ผู้หมั้น" ผิด: กฎหมายกำหนดให้ผู้รับหมั้นต้องคืนของหมั้นแก่ผู้หมั้น มิใช่ไม่ต้องคืน • "สัญญาหมั้นสิ้นสุดลงทันทีโดยอัตโนมัติ และให้คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายแบ่งของหมั้นคนละครึ่ง" ผิด: สัญญาหมั้นไม่ได้ระงับโดยอัตโนมัติหรือแบ่งของหมั้นคนละครึ่ง แต่เป็นสิทธิของผู้หมั้นในการบอกเลิกสัญญาและเรียกของหมั้นคืน • "ผู้รับหมั้นมีสิทธิบอกเลิกสัญญาหมั้นได้ และมิต้องส่งของหมั้นคืนแก่ฝ่ายผู้หมั้น" ผิด: เป็นสิทธิบอกเลิกสัญญาหมั้นของฝ่ายผู้หมั้น และผู้รับหมั้นต้องคืนของหมั้น ไม่ใช่สิทธิของผู้รับหมั้น อ้างอิงตัวบท ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1442: “ในกรณีมีเหตุสำคัญอันเกิดแก่ผู้รับหมั้นทำให้ผู้หมั้นไม่ สมควรสมรสกับผู้รับหมั้นนั้น ผู้หมั้นมีสิทธิบอกเลิกสัญญาหมั้นได้และให้ผู้รับหมั้นคืนของ หมั้นแก่ผู้หมั้น”

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1442: “ในกรณีมีเหตุสำคัญอันเกิดแก่ผู้รับหมั้นทำให้ผู้หมั้นไม่ สมควรสมรสกับผู้รับหมั้นนั้น ผู้หมั้นมีสิทธิบอกเลิกสัญญาหมั้นได้และให้ผู้รับหมั้นคืนของ หมั้นแก่ผู้หมั้น”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q39
pol_law_civil_family
hard
apply
Human Approved
Confidence: —%

นายสมหมายหายตัวไปจากภูมิลำเนาจนศาลมีคำสั่งให้เป็นคนสาบสูญ ซึ่งตามกฎหมายให้ถือว่าถึงแก่ความตาย ในกรณีเช่นนี้ ทรัพย์มรดกของนายสมหมายจะเป็นอย่างไรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

  • ก. ยังไม่สามารถตกทอดได้จนกว่าจะพบหลักฐานการเสียชีวิต
  • ข. ตกเป็นของแผ่นดินทันทีโดยไม่มีการแบ่งปัน
  • ค. ตกทอดแก่ทายาทของนายสมหมาย ✓
  • ง. ตกเป็นของเจ้าหนี้ทั้งหมดจนกว่าจะชำระหนี้สิ้นเชิง

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ตกทอดแก่ทายาทของนายสมหมาย" ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1602 กำหนดว่าเมื่อบุคคลใดต้องถือว่าถึงแก่ความตายตามคำสั่งศาลที่ให้เป็นคนสาบสูญ มรดกของบุคคลนั้นย่อมตกทอดแก่ทายาท ดังนั้น ทรัพย์มรดกของนายสมหมายจึงตกทอดแก่ทายาทได้ทันที ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ยังไม่สามารถตกทอดได้จนกว่าจะพบหลักฐานการเสียชีวิต" ผิด: เมื่อศาลสั่งให้เป็นคนสาบสูญและถือว่าถึงแก่ความตายแล้ว มรดกย่อมตกทอดแก่ทายาทได้ทันทีโดยไม่ต้องรอหลักฐานการเสียชีวิตจริง • "ตกเป็นของแผ่นดินทันทีโดยไม่มีการแบ่งปัน" ผิด: กฎหมายกำหนดให้มรดกตกทอดแก่ทายาท มิได้ตกเป็นของแผ่นดินทันที • "ตกเป็นของเจ้าหนี้ทั้งหมดจนกว่าจะชำระหนี้สิ้นเชิง" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ทรัพย์สินตกเป็นของเจ้าหนี้ทั้งหมด แต่มรดกย่อมตกทอดแก่ทายาท อ้างอิงตัวบท ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1602: “เมื่อบุคคลใดต้องถือว่าถึงแก่ความตายตามความใน มาตรา 62 แห่งประมวลกฎหมายนี้ มรดกของบุคคลนั้นตกทอดแก่ทายาท”

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1602: “เมื่อบุคคลใดต้องถือว่าถึงแก่ความตายตามความใน มาตรา 62 แห่งประมวลกฎหมายนี้ มรดกของบุคคลนั้นตกทอดแก่ทายาท”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q40
pol_law_civil_family
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การใดมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย หรือเป็นการพ้นวิสัย การนั้นมีผลตามกฎหมายอย่างไร

  • ก. มีผลสมบูรณ์
  • ข. เป็นโมฆียะ
  • ค. ไม่เป็นโมฆะ
  • ง. เป็นโมฆะ ✓

Explanation: คำตอบที่ถูก: "เป็นโมฆะ" ตามมาตรา 150 การใดมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย เป็นการพ้นวิสัย หรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การนั้นย่อมตกเป็นโมฆะ ไม่มีผลผูกพันบังคับใช้ได้ตามกฎหมายตั้งแต่ต้น ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "มีผลสมบูรณ์" ผิด: การกระทำที่มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามชัดแจ้งหรือพ้นวิสัยไม่มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย แต่เป็นโมฆะ • "เป็นโมฆียะ" ผิด: กฎหมายมิได้กำหนดให้การกระทำดังกล่าวเป็นโมฆียะ แต่บัญญัติให้ตกเป็นโมฆะ • "ไม่เป็นโมฆะ" ผิด: กฎหมายบัญญัติอย่างชัดเจนว่าการกระทำที่มีลักษณะดังกล่าวตกเป็นโมฆะ อ้างอิงตัวบท ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150: “มาตรา 150 การใดมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย เป็นการพ้นวิสัยหรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การ นั้นเป็นโมฆะ”

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150: “มาตรา 150 การใดมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย เป็นการพ้นวิสัยหรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การ นั้นเป็นโมฆะ”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q41
pol_law_civil_family
medium
understand
Human Approved
Confidence: —%

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ในการทำสัญญาขายฝากที่ดิน หากคู่สัญญาตกลงกำหนดเวลาไถ่ทรัพย์สินไว้ 15 ปี ผลทางกฎหมายเกี่ยวกับกำหนดเวลาไถ่จะเป็นอย่างไร

  • ก. ลดเวลาไถ่ลงมาเหลือ 10 ปีตามประเภทอสังหาริมทรัพย์ ✓
  • ข. ตกเป็นโมฆะทั้งฉบับเนื่องจากกำหนดเวลาขัดต่อกฎหมาย
  • ค. บังคับตามกำหนดเวลา 15 ปีได้ตามเจตนาของคู่สัญญา
  • ง. ลดเวลาไถ่ลงมาเหลือ 3 ปีตามประเภทสังหาริมทรัพย์

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ลดเวลาไถ่ลงมาเหลือ 10 ปีตามประเภทอสังหาริมทรัพย์" ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 495 กำหนดว่าถ้าในสัญญามีกำหนดเวลาไถ่เกินไปกว่าที่กฎหมายกำหนด ให้ลดลงมาเป็นสิบปีและสามปีตามประเภททรัพย์ เมื่อที่ดินเป็นอสังหาริมทรัพย์ซึ่งตามมาตรา 494 กำหนดเวลาไถ่ได้ไม่เกิน 10 ปี กำหนดเวลาไถ่ในสัญญาที่ตกลงไว้ 15 ปีจึงต้องลดลงมาเหลือ 10 ปี ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ตกเป็นโมฆะทั้งฉบับเนื่องจากกำหนดเวลาขัดต่อกฎหมาย" ผิด: กฎหมายไม่ได้ทำให้สัญญาตกเป็นโมฆะ แต่ให้ลดกำหนดเวลาไถ่ลงมาตามกรอบเวลาสูงสุดที่กฎหมายกำหนด • "บังคับตามกำหนดเวลา 15 ปีได้ตามเจตนาของคู่สัญญา" ผิด: กฎหมายไม่อนุญาตให้ไถ่อสังหาริมทรัพย์เกินกว่า 10 ปี จึงไม่สามารถบังคับตามกำหนด 15 ปีได้ • "ลดเวลาไถ่ลงมาเหลือ 3 ปีตามประเภทสังหาริมทรัพย์" ผิด: กำหนดเวลา 3 ปี เป็นกำหนดเวลาสูงสุดสำหรับสังหาริมทรัพย์ ไม่ใช่ที่ดินซึ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์ อ้างอิงตัวบท ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 495: “ถ้าในสัญญามีกำหนดเวลาไถ่เกินไปกว่านั้น ท่านให้ลดลงมา” ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 494: “(1) ถ้าเป็นอสังหาริมทรัพย์ กำหนดสิบปีนับแต่เวลาซื้อขาย”

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 495: “ถ้าในสัญญามีกำหนดเวลาไถ่เกินไปกว่านั้น ท่านให้ลดลงมา”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q42
pol_law_civil_family
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ในกรณีที่มีการเพิกถอนการสมรส กฎหมายกำหนดให้นำบทบัญญัติว่าด้วยเรื่องใดมาใช้บังคับแก่ผลของการเพิกถอนการสมรสโดยอนุโลม

  • ก. ผลของการหย่าโดยความยินยอม
  • ข. ผลของการหย่าโดยคำพิพากษา ✓
  • ค. ผลของการที่การสมรสตกเป็นโมฆะ
  • ง. ผลของการบอกเลิกสัญญาหมั้น

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ผลของการหย่าโดยคำพิพากษา" ตามมาตรา 1512 บัญญัติไว้ชัดเจนว่า ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยผลของการหย่าโดยคำพิพากษามาใช้บังคับแก่ผลของการเพิกถอนการสมรสโดยอนุโลม จึงต้องนำผลของการหย่าโดยคำพิพากษามาปรับใช้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ผลของการหย่าโดยความยินยอม" ผิด: กฎหมายไม่ได้ให้นำผลของการหย่าโดยความยินยอมมาใช้ แต่ให้นำผลของการหย่าโดยคำพิพากษามาใช้บังคับโดยอนุโลม • "ผลของการที่การสมรสตกเป็นโมฆะ" ผิด: กฎหมายไม่ได้ให้นำผลของการสมรสที่เป็นโมฆะมาใช้ แต่ให้นำผลของการหย่าโดยคำพิพากษามาใช้บังคับโดยอนุโลม • "ผลของการบอกเลิกสัญญาหมั้น" ผิด: กฎหมายไม่ได้ให้นำผลของการบอกเลิกสัญญาหมั้นมาใช้ แต่ให้นำผลของการหย่าโดยคำพิพากษามาใช้บังคับโดยอนุโลม อ้างอิงตัวบท ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1512: “ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยผลของการหย่าโดยคำพิพากษา”

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1512: “ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยผลของการหย่าโดยคำพิพากษา”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q43
pol_law_civil_family
medium
understand
Human Approved
Confidence: —%

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บุคคลอาจพ้นจากภาวะผู้เยาว์และบรรลุนิติภาวะก่อนอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ได้ด้วยกรณีใด

  • ก. การที่บิดามารดาจดทะเบียนปล่อยให้เป็นอิสระ
  • ข. การมีอาชีพและรายได้เพียงพอเลี้ยงดูตนเอง
  • ค. การทำการสมรสตามบทบัญญัติของกฎหมาย ✓
  • ง. การได้รับความยินยอมจากศาลให้เป็นผู้ใหญ่

Explanation: คำตอบที่ถูก: "การทำการสมรสตามบทบัญญัติของกฎหมาย" ตามมาตรา 20 บัญญัติให้ผู้เยาว์ย่อมบรรลุนิติภาวะเมื่อทำการสมรสตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย แม้จะยังมีอายุไม่ครบ 20 ปีบริบูรณ์ก็ตาม จึงทำให้พ้นจากภาวะผู้เยาว์ได้ ส่วนกรณีอื่นกฎหมายไม่ได้กำหนดให้เป็นเหตุแห่งการบรรลุนิติภาวะ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "การที่บิดามารดาจดทะเบียนปล่อยให้เป็นอิสระ" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดให้การจดทะเบียนปล่อยให้เป็นอิสระเป็นเหตุให้บรรลุนิติภาวะ • "การมีอาชีพและรายได้เพียงพอเลี้ยงดูตนเอง" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดให้การมีรายได้เลี้ยงดูตนเองเป็นเหตุให้ผู้เยาว์บรรลุนิติภาวะ • "การได้รับความยินยอมจากศาลให้เป็นผู้ใหญ่" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดให้การขอความยินยอมจากศาลเป็นเหตุให้ผู้เยาว์บรรลุนิติภาวะ อ้างอิงตัวบท ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 20: “ผู้เยาว์ย่อมบรรลุนิติภาวะเมื่อทำการสมรส หากการสมรสนั้น”

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 20: “ผู้เยาว์ย่อมบรรลุนิติภาวะเมื่อทำการสมรส หากการสมรสนั้น”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q44
pol_law_civil_family
hard
apply
Human Approved
Confidence: —%

นายเอกชัยค้างชำระเงินค่าภาษีอากรต่อหน่วยงานของรัฐ โดยไม่มีกฎหมายอื่นกำหนดเรื่องอายุความไว้เป็นการเฉพาะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ สิทธิเรียกร้องของรัฐที่จะเรียกเอาหนี้ค่าภาษีอากรดังกล่าวมีกำหนดอายุความกี่ปี

  • ก. มีกำหนดอายุความ 1 ปี
  • ข. มีกำหนดอายุความ 2 ปี
  • ค. มีกำหนดอายุความ 5 ปี
  • ง. มีกำหนดอายุความ 10 ปี ✓

Explanation: คำตอบที่ถูก: "มีกำหนดอายุความ 10 ปี" ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/31 บัญญัติให้สิทธิเรียกร้องของรัฐที่จะเรียกเอาค่าภาษีอากรมีกำหนดอายุความสิบปี ดังนั้น รัฐจึงสามารถใช้สิทธิเรียกร้องเรียกเอาค่าภาษีอากรที่ค้างชำระจากนายเอกชัยได้ภายในกำหนด 10 ปี ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "มีกำหนดอายุความ 1 ปี" ผิด: กฎหมายกำหนดให้อายุความเรียกร้องค่าภาษีอากรของรัฐมีกำหนดสิบปี ไม่ใช่หนึ่งปี • "มีกำหนดอายุความ 2 ปี" ผิด: กฎหมายกำหนดให้อายุความเรียกร้องค่าภาษีอากรของรัฐมีกำหนดสิบปี ไม่ใช่สองปี • "มีกำหนดอายุความ 5 ปี" ผิด: กฎหมายกำหนดให้อายุความเรียกร้องค่าภาษีอากรของรัฐมีกำหนดสิบปี ไม่ใช่ห้าปี อ้างอิงตัวบท ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/31: “มาตรา 193/31 สิทธิเรียกร้องของรัฐที่จะเรียกเอาค่าภาษีอากรให้มี” ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/31: “กำหนดอายุความสิบปี ส่วนสิทธิเรียกร้องของรัฐที่จะเรียกเอาหนี้อย่างอื่นให้บังคับตาม”

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/31: “มาตรา 193/31 สิทธิเรียกร้องของรัฐที่จะเรียกเอาค่าภาษีอากรให้มี”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q45
pol_law_civil_family
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หากคู่สัญญาตกลงกันไว้ก่อนเวลาหนี้ถึงกำหนดชำระว่า ถ้าลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ ให้ผู้รับจำนองเข้าเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่จำนองได้ทันที ข้อตกลงดังกล่าวมีผลตามกฎหมายอย่างไร

  • ก. ข้อตกลงเช่นนั้นไม่สมบูรณ์ ✓
  • ข. ข้อตกลงทำให้สัญญาจำนองเป็นโมฆะ
  • ค. ข้อตกลงเช่นนั้นมีผลสมบูรณ์
  • ง. ข้อตกลงเช่นนั้นตกเป็นโมฆียะ

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ข้อตกลงเช่นนั้นไม่สมบูรณ์" ตามมาตรา 711 กฎหมายบัญญัติว่า การตกลงกันไว้เสียแต่ก่อนเวลาหนี้ถึงกำหนดชำระว่า ถ้าไม่ชำระหนี้ให้ผู้รับจำนองเข้าเป็นเจ้าของทรัพย์สินซึ่งจำนอง ข้อตกลงเช่นนั้นท่านว่าไม่สมบูรณ์ ดังนั้นข้อตกลงดังกล่าวจึงไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ข้อตกลงทำให้สัญญาจำนองเป็นโมฆะ" ผิด: ความไม่สมบูรณ์มีผลเฉพาะข้อตกลงดังกล่าวเท่านั้น มิได้ทำให้สัญญาจำนองหลักตกเป็นโมฆะทั้งฉบับ • "ข้อตกลงเช่นนั้นมีผลสมบูรณ์" ผิด: กฎหมายบัญญัติชัดเจนว่าข้อตกลงล่วงหน้าในลักษณะนี้ไม่สมบูรณ์ จึงไม่อาจมีผลสมบูรณ์ได้ • "ข้อตกลงเช่นนั้นตกเป็นโมฆียะ" ผิด: กฎหมายกำหนดให้ข้อตกลงดังกล่าวไม่สมบูรณ์ มิใช่กรณีที่เป็นโมฆียะที่จะบอกล้างหรือให้สัตยาบันได้ อ้างอิงตัวบท ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 711: “ข้อความอย่างใดอย่างหนึ่งว่า ถ้าไม่ชำระหนี้ ให้ผู้รับจำนองเข้าเป็นเจ้าของทรัพย์สินซึ่ง” ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 711: “ทั้งหลายว่าด้วยการบังคับจำนองนั้นไซร้ ข้อตกลงเช่นนั้นท่านว่าไม่สมบูรณ์”

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 711: “ข้อความอย่างใดอย่างหนึ่งว่า ถ้าไม่ชำระหนี้ ให้ผู้รับจำนองเข้าเป็นเจ้าของทรัพย์สินซึ่ง”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q46
pol_law_civil_family
medium
understand
Human Approved
Confidence: —%

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การสมรสที่ชอบด้วยกฎหมายย่อมสิ้นสุดลงด้วยเหตุใด

  • ก. การที่บิดามารดาของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีหนังสือคัดค้าน
  • ข. ความตายของคู่สมรส การหย่า หรือศาลพิพากษาให้เพิกถอน ✓
  • ค. การแยกกันอยู่ด้วยความยินยอมของทั้งสองฝ่ายเกินกว่า 1 ปี
  • ง. การที่คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแจ้งขอยกเลิกทะเบียนสมรสฝ่ายเดียว

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ความตายของคู่สมรส การหย่า หรือศาลพิพากษาให้เพิกถอน" ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1501 บัญญัติว่า การสมรสย่อมสิ้นสุดลงด้วยความตาย การหย่า หรือศาลพิพากษาให้เพิกถอนเท่านั้น เหตุอื่นเช่นการแยกกันอยู่หรือการแจ้งยกเลิกฝ่ายเดียวไม่ทำให้การสมรสสิ้นสุดลง ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "การที่บิดามารดาของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีหนังสือคัดค้าน" ผิด: การคัดค้านของบิดามารดาไม่เป็นเหตุให้การสมรสสิ้นสุดลงตามกฎหมาย • "การแยกกันอยู่ด้วยความยินยอมของทั้งสองฝ่ายเกินกว่า 1 ปี" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดให้การแยกกันอยู่ทำให้การสมรสสิ้นสุดลงโดยอัตโนมัติ • "การที่คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแจ้งขอยกเลิกทะเบียนสมรสฝ่ายเดียว" ผิด: การสมรสไม่สามารถสิ้นสุดลงได้ด้วยการแจ้งยกเลิกฝ่ายเดียวต่อนายทะเบียน อ้างอิงตัวบท ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1501: “มาตรา 1501 การสมรสย่อมสิ้นสุดลงด้วยความตาย การหย่าหรือศาล”

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1501: “มาตรา 1501 การสมรสย่อมสิ้นสุดลงด้วยความตาย การหย่าหรือศาล”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q47
pol_law_civil_family
hard
apply
Human Approved
Confidence: —%

นายสมศักดิ์ถึงแก่ความตายและการจัดการทำศพต้องล่าช้าออกไป ผู้มีอำนาจจัดการทำศพประสงค์จะกันเงินจากกองมรดกไว้เพื่อใช้จ่ายในการนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การกันเงินค่าใช้จ่ายดังกล่าวมีหลักเกณฑ์อย่างไร

  • ก. กันเงินไว้ได้ไม่เกินกึ่งหนึ่งของทรัพย์มรดกทั้งหมด โดยต้องได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากเจ้าหนี้ทุกราย
  • ข. กันเงินไว้ได้ตามความประสงค์ของทายาททุกคน โดยพิจารณาตามฐานะทางสังคมของทายาทผู้จัดงานเป็นสำคัญ
  • ค. กันเงินไว้ได้ตามสมควรแก่ฐานะในสมาคมของผู้ตาย แต่ต้องไม่เสื่อมเสียต่อสิทธิของเจ้าหนี้ของผู้ตาย ✓
  • ง. ไม่สามารถกันเงินไว้ได้เลย โดยผู้จัดการทำศพต้องสำรองจ่ายไปก่อนแล้วจึงค่อยเรียกคืนจากกองมรดกในภายหลัง

Explanation: คำตอบที่ถูก: "กันเงินไว้ได้ตามสมควรแก่ฐานะในสมาคมของผู้ตาย แต่ต้องไม่เสื่อมเสียต่อสิทธิของเจ้าหนี้ของผู้ตาย" ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1650 บัญญัติว่า หากการจัดการทำศพต้องชักช้าไปด้วยประการใดๆ ให้กันเงินเป็นจำนวนอันสมควรจากสินทรัพย์แห่งกองมรดกเพื่อใช้ในการนี้ได้ โดยเงินค่าใช้จ่ายหรือเงินที่กันไว้นั้น ให้กันไว้ได้แต่เพียงจำนวนตามสมควรแก่ฐานะในสมาคมของผู้ตาย แต่จะต้องไม่เป็นการเสื่อมเสียต่อสิทธิของเจ้าหนี้ของผู้ตาย ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "กันเงินไว้ได้ไม่เกินกึ่งหนึ่งของทรัพย์มรดกทั้งหมด โดยต้องได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากเจ้าหนี้ทุกราย" ผิด: กฎหมายไม่ได้จำกัดเพดานไว้ที่กึ่งหนึ่ง และไม่ต้องขอความยินยอมเป็นหนังสือจากเจ้าหนี้ เพียงแต่ต้องไม่เสื่อมเสียต่อสิทธิของเจ้าหนี้ • "กันเงินไว้ได้ตามความประสงค์ของทายาททุกคน โดยพิจารณาตามฐานะทางสังคมของทายาทผู้จัดงานเป็นสำคัญ" ผิด: กฎหมายให้พิจารณาตามสมควรแก่ฐานะในสมาคมของผู้ตาย มิใช่ถือเอาตามฐานะหรือความประสงค์ของทายาท • "ไม่สามารถกันเงินไว้ได้เลย โดยผู้จัดการทำศพต้องสำรองจ่ายไปก่อนแล้วจึงค่อยเรียกคืนจากกองมรดกในภายหลัง" ผิด: กฎหมายอนุญาตให้ผู้มีอำนาจกันเงินอันสมควรจากกองมรดกไว้ล่วงหน้าได้หากการจัดงานศพต้องชักช้าไป อ้างอิงตัวบท ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1650: “ให้กันไว้ได้แต่เพียงจำนวนตามสมควรแก่ฐานะในสมาคมของผู้ตาย” ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1650: “ต้องไม่เป็นการเสื่อมเสียต่อสิทธิของเจ้าหนี้ของผู้ตาย”

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1650: “ให้กันไว้ได้แต่เพียงจำนวนตามสมควรแก่ฐานะในสมาคมของผู้ตาย”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q48
pol_law_civil_family
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ในการวินิจฉัยกรณีความสำคัญผิด กลฉ้อฉล หรือการข่มขู่ กฎหมายกำหนดให้พิเคราะห์ถึงปัจจัยใดของผู้แสดงเจตนา

  • ก. ตำแหน่งหน้าที่การงาน ยศ เกียรติยศ และชื่อเสียงในสังคม
  • ข. สัญชาติ เชื้อชาติ ศาสนา ภูมิลำเนา และวงศ์ตระกูล
  • ค. ระดับการศึกษา อาชีพ รายได้เฉลี่ย และประวัติการทำงาน
  • ง. เพศ อายุ ฐานะ สุขภาพอนามัย และภาวะแห่งจิต ✓

Explanation: คำตอบที่ถูก: "เพศ อายุ ฐานะ สุขภาพอนามัย และภาวะแห่งจิต" ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 167 กำหนดว่า ในการวินิจฉัยกรณีความสำคัญผิด กลฉ้อฉล หรือการข่มขู่ ให้พิเคราะห์ถึงเพศ อายุ ฐานะ สุขภาพอนามัย และภาวะแห่งจิตของผู้แสดงเจตนา ตลอดจนพฤติการณ์และสภาพแวดล้อมอื่น ๆ จึงตอบปัจจัยดังกล่าว ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ตำแหน่งหน้าที่การงาน ยศ เกียรติยศ และชื่อเสียงในสังคม" ผิด: กฎหมายไม่ได้ระบุเรื่องตำแหน่งหน้าที่การงาน ยศ เกียรติยศ หรือชื่อเสียงในสังคมในการวินิจฉัยเรื่องนี้ • "สัญชาติ เชื้อชาติ ศาสนา ภูมิลำเนา และวงศ์ตระกูล" ผิด: กฎหมายไม่ได้ระบุเรื่องสัญชาติ เชื้อชาติ ศาสนา ภูมิลำเนา หรือวงศ์ตระกูลในการวินิจฉัยเรื่องนี้ • "ระดับการศึกษา อาชีพ รายได้เฉลี่ย และประวัติการทำงาน" ผิด: กฎหมายไม่ได้ระบุเรื่องระดับการศึกษา อาชีพ รายได้เฉลี่ย หรือประวัติการทำงานในการวินิจฉัยเรื่องนี้ อ้างอิงตัวบท ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 167: “ให้พิเคราะห์ถึง เพศ อายุ ฐานะ สุขภาพอนามัย และภาวะแห่งจิตของผู้แสดงเจตนาตลอด”

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 167: “ให้พิเคราะห์ถึง เพศ อายุ ฐานะ สุขภาพอนามัย และภาวะแห่งจิตของผู้แสดงเจตนาตลอด”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q49
pol_law_civil_family
medium
understand
Human Approved
Confidence: —%

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ในการทำสัญญากู้ยืมเงิน กฎหมายกำหนดข้อห้ามเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยสูงสุดไว้อย่างไร

  • ก. ห้ามมิให้คิดดอกเบี้ยเกินร้อยละ 15 ต่อปี ✓
  • ข. ห้ามมิให้คิดดอกเบี้ยเกินร้อยละ 7.5 ต่อปี
  • ค. ห้ามมิให้คิดดอกเบี้ยเกินร้อยละ 10 ต่อปี
  • ง. ห้ามมิให้คิดดอกเบี้ยเกินร้อยละ 20 ต่อปี

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ห้ามมิให้คิดดอกเบี้ยเกินร้อยละ 15 ต่อปี" ตามมาตรา 654 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กฎหมายกำหนดห้ามมิให้คิดดอกเบี้ยเกินร้อยละสิบห้าต่อปี ดังนั้นการคิดดอกเบี้ยในการกู้ยืมเงินจึงต้องไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ห้ามมิให้คิดดอกเบี้ยเกินร้อยละ 7.5 ต่อปี" ผิด: กฎหมายมิได้จำกัดอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ร้อยละ 7.5 ต่อปี แต่กำหนดห้ามคิดเกินร้อยละ 15 ต่อปี • "ห้ามมิให้คิดดอกเบี้ยเกินร้อยละ 10 ต่อปี" ผิด: กฎหมายมิได้จำกัดอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ร้อยละ 10 ต่อปี แต่กำหนดห้ามคิดเกินร้อยละ 15 ต่อปี • "ห้ามมิให้คิดดอกเบี้ยเกินร้อยละ 20 ต่อปี" ผิด: กฎหมายกำหนดเพดานอัตราดอกเบี้ยไว้ไม่ให้เกินร้อยละ 15 ต่อปี จึงไม่สามารถคิดสูงถึงร้อยละ 20 ต่อปีได้ อ้างอิงตัวบท ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654: “ท่านห้ามมิให้คิดดอกเบี้ยเกินร้อยละสิบห้าต่อปี”

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654: “ท่านห้ามมิให้คิดดอกเบี้ยเกินร้อยละสิบห้าต่อปี”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q50
pol_law_civil_family
hard
apply
Human Approved
Confidence: —%

นายเอ อายุ 17 ปี และนางสาวบี อายุ 17 ปี ประสงค์จะจดทะเบียนสมรสกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ทั้งสองฝ่ายจะสามารถทำการสมรสได้ตามเงื่อนไขใด

  • ก. กระทำได้ทันทีหากได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากบิดามารดา
  • ข. กระทำได้หากมีเหตุอันสมควรและได้รับอนุญาตจากศาล ✓
  • ค. ไม่สามารถกระทำได้ในทุกกรณีจนกว่าทั้งสองฝ่ายจะอายุครบ 18 ปี
  • ง. กระทำได้ทันทีหากทั้งสองฝ่ายตกลงจัดพิธีมงคลสมรสตามประเพณี

Explanation: คำตอบที่ถูก: "กระทำได้หากมีเหตุอันสมควรและได้รับอนุญาตจากศาล" ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1448 การสมรสจะกระทำได้ต่อเมื่อบุคคลทั้งสองฝ่ายมีอายุ 18 ปีบริบูรณ์แล้ว แต่หากมีเหตุอันสมควร ศาลอาจอนุญาตให้ทำการสมรสก่อนนั้นได้ ดังนั้น ผู้ที่มีอายุ 17 ปีจึงสามารถสมรสได้หากศาลอนุญาต ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "กระทำได้ทันทีหากได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากบิดามารดา" ผิด: กฎหมายไม่ได้ยกเว้นให้เพียงหนังสือยินยอมของบิดามารดาใช้แทนการอนุญาตของศาลในกรณีที่อายุยังไม่ครบ 18 ปีบริบูรณ์ • "ไม่สามารถกระทำได้ในทุกกรณีจนกว่าทั้งสองฝ่ายจะอายุครบ 18 ปี" ผิด: กฎหมายมีข้อยกเว้นให้สมรสก่อนอายุครบ 18 ปีบริบูรณ์ได้หากมีเหตุอันสมควรและศาลอนุญาต ไม่ใช่การห้ามเด็ดขาดทุกกรณี • "กระทำได้ทันทีหากทั้งสองฝ่ายตกลงจัดพิธีมงคลสมรสตามประเพณี" ผิด: การจัดพิธีตามประเพณีไม่ทำให้มีผลเป็นการสมรสตามกฎหมาย และผู้ประสงค์จะสมรสยังมีอายุไม่ครบเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด อ้างอิงตัวบท ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1448: “การสมรสจะกระทำได้ต่อเมื่อบุคคลทั้งสองฝ่ายมีอายุ สิบแปดปีบริบูรณ์แล้ว แต่ในกรณีมีเหตุอันสมควร ศาลอาจอนุญาตให้ทำการสมรสก่อนนั้น ได้”

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1448: “การสมรสจะกระทำได้ต่อเมื่อบุคคลทั้งสองฝ่ายมีอายุ สิบแปดปีบริบูรณ์แล้ว แต่ในกรณีมีเหตุอันสมควร ศาลอาจอนุญาตให้ทำการสมรสก่อนนั้น ได้”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q51
pol_law_civil_family
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ในการรับมรดกของเจ้ามรดกที่ไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ บุคคลในข้อใดจัดเป็นทายาทโดยธรรมลำดับที่ 1

  • ก. ลุง ป้า น้า อา
  • ข. ปู่ ย่า ตา ยาย
  • ค. ผู้สืบสันดาน ✓
  • ง. บิดามารดา

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ผู้สืบสันดาน" ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 กฎหมายกำหนดลำดับทายาทโดยธรรมไว้ 6 ลำดับ ซึ่งลำดับที่ 1 ได้แก่ ผู้สืบสันดาน (เช่น บุตร หลาน เหลน) ส่วนบิดามารดาจัดเป็นลำดับที่ 2 ปู่ ย่า ตา ยาย เป็นลำดับที่ 5 และลุง ป้า น้า อา เป็นลำดับที่ 6 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ลุง ป้า น้า อา" ผิด: ลุง ป้า น้า อา เป็นทายาทโดยธรรมลำดับที่ 6 • "ปู่ ย่า ตา ยาย" ผิด: ปู่ ย่า ตา ยาย เป็นทายาทโดยธรรมลำดับที่ 5 • "บิดามารดา" ผิด: บิดามารดาเป็นทายาทโดยธรรมลำดับที่ 2 ไม่ใช่ลำดับที่ 1 อ้างอิงตัวบท ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629: “(1) ผู้สืบสันดาน (2) บิดามารดา (3) พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน (4) พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกัน (5) ปู่ ย่า ตา ยาย (6) ลุง ป้า น้า อา”

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629: “(1) ผู้สืบสันดาน (2) บิดามารดา (3) พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน (4) พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกัน (5) ปู่ ย่า ตา ยาย (6) ลุง ป้า น้า อา”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q52
pol_law_civil_family
medium
understand
Human Approved
Confidence: —%

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กับคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่ง มีผลทางกฎหมายอย่างไร

  • ก. ตกเป็นโมฆียะ และมีผลสมบูรณ์จนกว่าคู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะบอกล้างตามที่กฎหมายกำหนด
  • ข. มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย เว้นแต่คู่กรณีอีกฝ่ายจะพิสูจน์ได้ว่าตนไม่ได้ยินยอมผูกพันในใจจริง
  • ค. ตกเป็นโมฆะเด็ดขาด โดยสามารถยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกได้ทุกคนไม่ว่าจะสุจริตหรือไม่
  • ง. ตกเป็นโมฆะ แต่จะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริตและต้องเสียหายมิได้ ✓

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ตกเป็นโมฆะ แต่จะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริตและต้องเสียหายมิได้" ตามมาตรา 155 การแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กับคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งมีผลเป็นโมฆะ แต่กฎหมายคุ้มครองบุคคลภายนอก จึงห้ามยกความเป็นโมฆะนั้นขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกที่กระทำการโดยสุจริตและได้รับความเสียหาย ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ตกเป็นโมฆียะ และมีผลสมบูรณ์จนกว่าคู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะบอกล้างตามที่กฎหมายกำหนด" ผิด: กฎหมายบัญญัติว่าการแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กันมีผลเป็นโมฆะ ไม่ใช่โมฆียะ • "มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย เว้นแต่คู่กรณีอีกฝ่ายจะพิสูจน์ได้ว่าตนไม่ได้ยินยอมผูกพันในใจจริง" ผิด: การแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กันตกเป็นโมฆะตั้งแต่เริ่มแรก มิใช่มีผลสมบูรณ์ • "ตกเป็นโมฆะเด็ดขาด โดยสามารถยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกได้ทุกคนไม่ว่าจะสุจริตหรือไม่" ผิด: กฎหมายบัญญัติชัดเจนว่า จะยกความเป็นโมฆะขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้สุจริตและต้องเสียหายมิได้ อ้างอิงตัวบท ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155: “การแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กับคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งเป็น โมฆะ แต่จะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริต และต้องเสียหายจาก การแสดงเจตนาลวงนั้นมิได้”

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155: “การแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กับคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งเป็น โมฆะ แต่จะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริต และต้องเสียหายจาก การแสดงเจตนาลวงนั้นมิได้”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q53
pol_law_civil_family
hard
apply
Human Approved
Confidence: —%

นายเอกตกลงให้นายโทนำรถยนต์ของตนไปขับรับส่งผู้โดยสารเป็นเวลา 1 ปี โดยนายโทตกลงจ่ายเงินตอบแทนให้นายเอกเดือนละ 8,000 บาท ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ นิติกรรมดังกล่าวจัดเป็นสัญญาเช่าทรัพย์สินหรือไม่ เพราะเหตุใด

  • ก. เป็นสัญญาเช่าทรัพย์สิน เพราะผู้เช่าได้ใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินชั่วระยะเวลาอันมีจำกัดและตกลงจะให้ค่าเช่า ✓
  • ข. เป็นสัญญาเช่าทรัพย์สิน เพราะกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ได้โอนไปยังผู้เช่าทันทีโดยผู้เช่าไม่ต้องเสียค่าตอบแทนใดๆ
  • ค. ไม่เป็นสัญญาเช่าทรัพย์สิน เพราะสัญญาเช่าทรัพย์สินผู้เช่าต้องมีสิทธิใช้ประโยชน์ตลอดไปโดยไม่มีจำกัดระยะเวลา
  • ง. ไม่เป็นสัญญาเช่าทรัพย์สิน เพราะสัญญาเช่าทรัพย์สินตามกฎหมายจะเกิดขึ้นได้เฉพาะกับทรัพย์สินที่เป็นอสังหาริมทรัพย์เท่านั้น

Explanation: คำตอบที่ถูก: "เป็นสัญญาเช่าทรัพย์สิน เพราะผู้เช่าได้ใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินชั่วระยะเวลาอันมีจำกัดและตกลงจะให้ค่าเช่า" ตามมาตรา 537 สัญญาเช่าทรัพย์สินคือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่งเรียกว่าผู้ให้เช่า ตกลงให้บุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่าผู้เช่า ได้ใช้หรือได้รับประโยชน์ในทรัพย์สินอย่างใดอย่างหนึ่งชั่วระยะเวลาอันมีจำกัด และผู้เช่าตกลงจะให้ค่าเช่าเพื่อการนั้น การนำรถยนต์ไปใช้ 1 ปีโดยจ่ายเงินตอบแทนจึงเป็นสัญญาเช่าทรัพย์สิน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เป็นสัญญาเช่าทรัพย์สิน เพราะกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ได้โอนไปยังผู้เช่าทันทีโดยผู้เช่าไม่ต้องเสียค่าตอบแทนใดๆ" ผิด: สัญญาเช่าทรัพย์สินไม่ใช่การโอนกรรมสิทธิ์ และผู้เช่าต้องตกลงจะให้ค่าเช่าเพื่อการนั้น • "ไม่เป็นสัญญาเช่าทรัพย์สิน เพราะสัญญาเช่าทรัพย์สินผู้เช่าต้องมีสิทธิใช้ประโยชน์ตลอดไปโดยไม่มีจำกัดระยะเวลา" ผิด: กฎหมายกำหนดให้ผู้เช่าได้ใช้หรือได้รับประโยชน์ในทรัพย์สินเพียงชั่วระยะเวลาอันมีจำกัด ไม่ใช่ตลอดไป • "ไม่เป็นสัญญาเช่าทรัพย์สิน เพราะสัญญาเช่าทรัพย์สินตามกฎหมายจะเกิดขึ้นได้เฉพาะกับทรัพย์สินที่เป็นอสังหาริมทรัพย์เท่านั้น" ผิด: การเช่าทรัพย์สินครอบคลุมทรัพย์สินอย่างใดอย่างหนึ่ง จึงใช้ได้กับทั้งสังหาริมทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์ อ้างอิงตัวบท ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 537: “ให้เช่า ตกลงให้บุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่า ผู้เช่า ได้ใช้หรือได้รับประโยชน์ในทรัพย์สินอย่างใด” ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 537: “อย่างหนึ่งชั่วระยะเวลาอันมีจำกัด และผู้เช่าตกลงจะให้ค่าเช่าเพื่อการนั้น”

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 537: “ให้เช่า ตกลงให้บุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่า ผู้เช่า ได้ใช้หรือได้รับประโยชน์ในทรัพย์สินอย่างใด”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q54
pol_law_civil_family
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การหมั้นที่ผู้เยาว์กระทำโดยปราศจากความยินยอมของบิดามารดาหรือบุคคลผู้มีอำนาจให้ความยินยอมตามกฎหมาย มีผลทางกฎหมายอย่างไร

  • ก. การหมั้นตกเป็นโมฆะ
  • ข. การหมั้นตกเป็นโมฆียะ ✓
  • ค. การหมั้นไม่มีผลผูกพัน
  • ง. การหมั้นมีผลสมบูรณ์

Explanation: คำตอบที่ถูก: "การหมั้นตกเป็นโมฆียะ" ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1436 กำหนดให้ผู้เยาว์ทำการหมั้นได้ต้องได้รับความยินยอมจากบิดามารดา ผู้รับบุตรบุญธรรม หรือผู้ปกครอง แล้วแต่กรณี โดยการหมั้นที่ผู้เยาว์ทำโดยปราศจากความยินยอมดังกล่าวมีผลตกเป็นโมฆียะ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "การหมั้นตกเป็นโมฆะ" ผิด: กฎหมายบัญญัติว่าการหมั้นที่ผู้เยาว์ทำโดยปราศจากความยินยอมเป็นโมฆียะ ไม่ใช่โมฆะ • "การหมั้นไม่มีผลผูกพัน" ผิด: กฎหมายกำหนดให้เป็นโมฆียะ ซึ่งยังคงมีผลผูกพันใช้บังคับได้จนกว่าจะมีการบอกล้าง • "การหมั้นมีผลสมบูรณ์" ผิด: กฎหมายกำหนดให้เป็นโมฆียะ จึงยังไม่สมบูรณ์เด็ดขาดและอาจถูกบอกล้างได้ อ้างอิงตัวบท ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1436: “การหมั้นที่ผู้เยาว์ทำโดยปราศจากความยินยอมดังกล่าวเป็นโมฆียะ”

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1436: “การหมั้นที่ผู้เยาว์ทำโดยปราศจากความยินยอมดังกล่าวเป็นโมฆียะ”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q55
pol_law_civil_family
medium
understand
Human Approved
Confidence: —%

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บุคคลที่จะรับบุคคลอื่นเป็นบุตรบุญธรรมได้ จะต้องมีเกณฑ์เรื่องอายุตามข้อใด

  • ก. ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปี และแก่กว่าผู้จะเป็นบุตรบุญธรรมอย่างน้อย 10 ปี
  • ข. ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปี และแก่กว่าผู้จะเป็นบุตรบุญธรรมอย่างน้อย 15 ปี
  • ค. ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 25 ปี และแก่กว่าผู้จะเป็นบุตรบุญธรรมอย่างน้อย 15 ปี ✓
  • ง. ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 25 ปี และแก่กว่าผู้จะเป็นบุตรบุญธรรมอย่างน้อย 20 ปี

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 25 ปี และแก่กว่าผู้จะเป็นบุตรบุญธรรมอย่างน้อย 15 ปี" ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/19 กำหนดให้บุคคลที่จะรับผู้อื่นเป็นบุตรบุญธรรมต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 25 ปี และต้องมีอายุแก่กว่าผู้ที่จะเป็นบุตรบุญธรรมอย่างน้อย 15 ปี ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปี และแก่กว่าผู้จะเป็นบุตรบุญธรรมอย่างน้อย 10 ปี" ผิด: กฎหมายกำหนดว่าผู้รับต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 25 ปี และแก่กว่าอย่างน้อย 15 ปี • "ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปี และแก่กว่าผู้จะเป็นบุตรบุญธรรมอย่างน้อย 15 ปี" ผิด: กฎหมายกำหนดว่าผู้รับต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 25 ปี ไม่ใช่ 20 ปี • "ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 25 ปี และแก่กว่าผู้จะเป็นบุตรบุญธรรมอย่างน้อย 20 ปี" ผิด: กฎหมายกำหนดให้มีอายุแก่กว่าผู้จะเป็นบุตรบุญธรรมอย่างน้อย 15 ปี ไม่ใช่ 20 ปี อ้างอิงตัวบท ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/19: “บุคคลที่มีอายุไม่ต่ำกว่ายี่สิบห้าปีจะรับบุคคลอื่น” ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/19: “แต่ผู้นั้นต้องมีอายุแก่กว่าผู้ที่จะเป็นบุตรบุญธรรมอย่างน้อยสิบห้าปี”

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/19: “บุคคลที่มีอายุไม่ต่ำกว่ายี่สิบห้าปีจะรับบุคคลอื่น”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q56
pol_law_civil_family
hard
apply
Human Approved
Confidence: —%

นายกานต์ อายุ 17 ปี ได้รับความยินยอมจากบิดามารดาซึ่งเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมให้ทำสัญญาเป็นลูกจ้างในสัญญาจ้างแรงงานกับร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่ง ในความเกี่ยวพันกับการจ้างแรงงานดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ นายกานต์มีสถานะตามกฎหมายอย่างไร

  • ก. มีฐานะเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถในการทำงานดังกล่าว
  • ข. ต้องให้ผู้แทนโดยชอบธรรมให้ความยินยอมเป็นรายครั้ง
  • ค. บรรลุนิติภาวะเป็นการทั่วไปในการทำนิติกรรมทุกเรื่อง
  • ง. มีฐานะเสมือนดังบุคคลซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้ว ✓

Explanation: คำตอบที่ถูก: "มีฐานะเสมือนดังบุคคลซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้ว" ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 27 บัญญัติว่า ในความเกี่ยวพันกับการประกอบธุรกิจหรือการจ้างแรงงานที่ได้รับความยินยอม ให้ผู้เยาว์มีฐานะเสมือนดังบุคคลซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้ว นายกานต์จึงมีฐานะเสมือนผู้บรรลุนิติภาวะเฉพาะในการจ้างแรงงานนั้น ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "มีฐานะเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถในการทำงานดังกล่าว" ผิด: กฎหมายมิได้กำหนดให้ผู้เยาว์ตกเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ แต่ให้มีฐานะเสมือนบุคคลซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้ว • "ต้องให้ผู้แทนโดยชอบธรรมให้ความยินยอมเป็นรายครั้ง" ผิด: เมื่อได้รับความยินยอมให้เข้าทำงานแล้ว ผู้เยาว์ย่อมมีอำนาจกระทำการเกี่ยวกับการจ้างแรงงานได้เองโดยไม่ต้องขอความยินยอมเป็นรายครั้ง • "บรรลุนิติภาวะเป็นการทั่วไปในการทำนิติกรรมทุกเรื่อง" ผิด: กฎหมายให้มีฐานะเสมือนบรรลุนิติภาวะเฉพาะในความเกี่ยวพันกับการจ้างแรงงานนั้น มิได้ทำให้บรรลุนิติภาวะเป็นการทั่วไปในทุกเรื่อง อ้างอิงตัวบท ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 27: “ให้ผู้เยาว์มีฐานะเสมือนดังบุคคลซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้ว”

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 27: “ให้ผู้เยาว์มีฐานะเสมือนดังบุคคลซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้ว”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q57
pol_law_civil_family
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ในการทำสัญญาซื้อขาย ค่าฤชาธรรมเนียมทำสัญญา กฎหมายกำหนดให้ฝ่ายใดเป็นผู้ออกใช้

  • ก. ผู้ซื้อและผู้ขายพึงออกใช้เท่ากันทั้งสองฝ่าย ✓
  • ข. รัฐบาลเป็นผู้ออกใช้ให้แก่คู่สัญญาทั้งสองฝ่าย
  • ค. ผู้ซื้อเป็นผู้ออกใช้แต่เพียงฝ่ายเดียวทั้งหมด
  • ง. ผู้ขายเป็นผู้ออกใช้แต่เพียงฝ่ายเดียวทั้งหมด

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ผู้ซื้อและผู้ขายพึงออกใช้เท่ากันทั้งสองฝ่าย" ตามมาตรา 457 บัญญัติว่าค่าฤชาธรรมเนียมทำสัญญาซื้อขายนั้น ผู้ซื้อผู้ขายพึงออกใช้เท่ากันทั้งสองฝ่าย ดังนั้นกฎหมายจึงกำหนดให้ทั้งสองฝ่ายร่วมกันรับผิดชอบคนละครึ่ง ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "รัฐบาลเป็นผู้ออกใช้ให้แก่คู่สัญญาทั้งสองฝ่าย" ผิด: กฎหมายกำหนดให้เป็นภาระของผู้ซื้อและผู้ขายร่วมกันออกคนละครึ่ง มิใช่รัฐบาลเป็นผู้ออกให้ • "ผู้ซื้อเป็นผู้ออกใช้แต่เพียงฝ่ายเดียวทั้งหมด" ผิด: กฎหมายมิได้กำหนดให้ผู้ซื้อออกฝ่ายเดียว แต่ให้ผู้ซื้อและผู้ขายออกใช้เท่ากันทั้งสองฝ่าย • "ผู้ขายเป็นผู้ออกใช้แต่เพียงฝ่ายเดียวทั้งหมด" ผิด: กฎหมายมิได้กำหนดให้ผู้ขายออกฝ่ายเดียว แต่ให้ผู้ซื้อและผู้ขายออกใช้เท่ากันทั้งสองฝ่าย อ้างอิงตัวบท ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 457: “ค่าฤชาธรรมเนียมทำสัญญาซื้อขายนั้น ผู้ซื้อผู้ขายพึงออก” ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 457: “ใช้เท่ากันทั้งสองฝ่าย”

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 457: “ค่าฤชาธรรมเนียมทำสัญญาซื้อขายนั้น ผู้ซื้อผู้ขายพึงออก”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q58
pol_law_civil_family
medium
understand
Human Approved
Confidence: —%

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการเก็บรักษาทรัพย์สินที่จำนำ

  • ก. กฎหมายบังคับให้ผู้รับจำนำต้องเก็บรักษาทรัพย์สินไว้เองโดยเด็ดขาด
  • ข. คู่สัญญาจะตกลงกันให้บุคคลภายนอกเป็นผู้เก็บรักษาทรัพย์สินจำนำไว้ก็ได้ ✓
  • ค. หากตกลงให้บุคคลภายนอกเก็บรักษา สัญญาจำนำจะตกเป็นโมฆะทันที
  • ง. กฎหมายบังคับให้ผู้จำนำต้องเป็นผู้เก็บรักษาทรัพย์สินจำนำไว้เองเสมอ

Explanation: คำตอบที่ถูก: "คู่สัญญาจะตกลงกันให้บุคคลภายนอกเป็นผู้เก็บรักษาทรัพย์สินจำนำไว้ก็ได้" ตามมาตรา 749 บัญญัติว่า คู่สัญญาจำนำจะตกลงกันให้บุคคลภายนอกเป็นผู้เก็บรักษาทรัพย์สินจำนำไว้ก็ได้ ดังนั้นการฝากให้บุคคลภายนอกเก็บรักษาจึงสามารถทำได้ตามที่ตกลงกัน และไม่ทำให้สัญญาตกเป็นโมฆะ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "กฎหมายบังคับให้ผู้รับจำนำต้องเก็บรักษาทรัพย์สินไว้เองโดยเด็ดขาด" ผิด: กฎหมายไม่ได้บังคับให้ผู้รับจำนำต้องเก็บเอง แต่เปิดช่องให้ตกลงให้บุคคลภายนอกเก็บรักษาได้ • "หากตกลงให้บุคคลภายนอกเก็บรักษา สัญญาจำนำจะตกเป็นโมฆะทันที" ผิด: กฎหมายอนุญาตให้คู่สัญญาตกลงให้บุคคลภายนอกเก็บรักษาได้ สัญญาจึงไม่เป็นโมฆะ • "กฎหมายบังคับให้ผู้จำนำต้องเป็นผู้เก็บรักษาทรัพย์สินจำนำไว้เองเสมอ" ผิด: การจำนำต้องมีการส่งมอบทรัพย์สิน และกฎหมายอนุญาตให้ตกลงให้บุคคลภายนอกเป็นผู้เก็บรักษาได้ อ้างอิงตัวบท ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 749: “คู่สัญญาจำนำจะตกลงกันให้บุคคลภายนอกเป็นผู้เก็บ รักษาทรัพย์สินจำนำไว้ก็ได้”

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 749: “คู่สัญญาจำนำจะตกลงกันให้บุคคลภายนอกเป็นผู้เก็บ รักษาทรัพย์สินจำนำไว้ก็ได้”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q59
pol_law_civil_family
hard
apply
Human Approved
Confidence: —%

นายสมชายถูกข่มขู่อันถึงขนาดว่าหากไม่ยอมจดทะเบียนสมรสกับนางสาวสมหญิงจะถูกทำร้ายร่างกาย นายสมชายจึงยอมจดทะเบียนสมรสด้วย ทั้งที่หากไม่มีการข่มขู่นั้นจะไม่ยอมสมรสแน่นอน ต่อมานายสมชายได้พ้นจากภาวะการข่มขู่ดังกล่าวแล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การสมรสนี้มีผลอย่างไร และนายสมชายมีสิทธิขอเพิกถอนได้ภายในเวลาใด

  • ก. การสมรสตกเป็นโมฆะ โดยไม่มีผลผูกพันกันตั้งแต่เริ่มแรกและไม่ต้องร้องขอเพิกถอน
  • ข. การสมรสตกเป็นโมฆียะ โดยสิทธิขอเพิกถอนจะระงับเมื่อพ้น 90 วันนับแต่วันที่ทำการสมรส
  • ค. การสมรสตกเป็นโมฆียะ โดยสิทธิขอเพิกถอนจะระงับเมื่อพ้น 1 ปีนับแต่วันพ้นจากการข่มขู่ ✓
  • ง. การสมรสตกเป็นโมฆียะ โดยสิทธิขอเพิกถอนจะระงับเมื่อพ้น 1 ปีนับแต่วันที่ทำการสมรส

Explanation: คำตอบที่ถูก: "การสมรสตกเป็นโมฆียะ โดยสิทธิขอเพิกถอนจะระงับเมื่อพ้น 1 ปีนับแต่วันพ้นจากการข่มขู่" ตามมาตรา 1507 วรรคหนึ่ง การสมรสเพราะถูกข่มขู่อันถึงขนาดตกเป็นโมฆียะ ไม่ใช่โมฆะ และตามมาตรา 1507 วรรคสอง สิทธิขอเพิกถอนการสมรสจะระงับเมื่อเวลาได้ผ่านพ้นไปแล้ว 1 ปีนับแต่วันที่พ้นจากการข่มขู่ มิใช่นับแต่วันสมรส ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "การสมรสตกเป็นโมฆะ โดยไม่มีผลผูกพันกันตั้งแต่เริ่มแรกและไม่ต้องร้องขอเพิกถอน" ผิด: กฎหมายกำหนดให้การสมรสเพราะถูกข่มขู่อันถึงขนาดเป็นโมฆียะ ไม่ใช่โมฆะ • "การสมรสตกเป็นโมฆียะ โดยสิทธิขอเพิกถอนจะระงับเมื่อพ้น 90 วันนับแต่วันที่ทำการสมรส" ผิด: กำหนดเวลา 90 วันเป็นเรื่องของกลฉ้อฉล ส่วนการถูกข่มขู่มีกำหนดเวลา 1 ปีนับแต่วันที่พ้นจากการข่มขู่ • "การสมรสตกเป็นโมฆียะ โดยสิทธิขอเพิกถอนจะระงับเมื่อพ้น 1 ปีนับแต่วันที่ทำการสมรส" ผิด: กฎหมายให้นับกำหนดเวลา 1 ปีตั้งแต่วันที่พ้นจากการข่มขู่ มิใช่นับแต่วันที่ทำการสมรส อ้างอิงตัวบท ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1507: “ถ้าคู่สมรสได้ทำการสมรสโดยถูกข่มขู่อันถึงขนาดซึ่งถ้า มิได้มีการข่มขู่นั้นจะไม่ทำการสมรส การสมรสนั้นเป็นโมฆียะ” ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1507: “สิทธิขอเพิกถอนการสมรสเพราะถูกข่มขู่เป็นอันระงับ เมื่อเวลาได้ผ่านพ้น ไปแล้วหนึ่งปีนับแต่วันที่พ้นจากการข่มขู่”

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1507: “ถ้าคู่สมรสได้ทำการสมรสโดยถูกข่มขู่อันถึงขนาดซึ่งถ้า มิได้มีการข่มขู่นั้นจะไม่ทำการสมรส การสมรสนั้นเป็นโมฆียะ”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q60
pol_law_traffic
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 คำว่า “คนเดินเท้า” ให้หมายความรวมถึงบุคคลในข้อใดด้วย

  • ก. ผู้ควบคุมรถจักรยานสองล้อขณะปั่นบนทางเท้า
  • ข. ผู้ลากเข็นยานพาหนะบรรทุกสิ่งของบนไหล่ทาง
  • ค. ผู้ขี่หรือนำฝูงสัตว์สัญจรไปตามทางเดินรถ
  • ง. ผู้ใช้เก้าอี้ล้อสำหรับคนพิการหรือรถสำหรับเด็ก ✓

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ผู้ใช้เก้าอี้ล้อสำหรับคนพิการหรือรถสำหรับเด็ก" ตามมาตรา 4 (29) แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 บัญญัติว่า “คนเดินเท้า” หมายความว่า คนเดินและให้รวมตลอดถึงผู้ใช้เก้าอี้ล้อสำหรับคนพิการหรือรถสำหรับเด็กด้วย ส่วนผู้ลากเข็นยานพาหนะหรือผู้ขี่รถจักรยานนั้นจัดเป็นผู้ขับขี่ตามกฎหมาย ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ผู้ควบคุมรถจักรยานสองล้อขณะปั่นบนทางเท้า" ผิด: ผู้ขี่รถจักรยานมีฐานะเป็น “ผู้ขับขี่” มิใช่คนเดินเท้า • "ผู้ลากเข็นยานพาหนะบรรทุกสิ่งของบนไหล่ทาง" ผิด: กฎหมายจัดให้ผู้ลากเข็นยานพาหนะมีฐานะเป็น “ผู้ขับขี่” มิใช่คนเดินเท้า • "ผู้ขี่หรือนำฝูงสัตว์สัญจรไปตามทางเดินรถ" ผิด: ผู้ขี่หรือไล่ต้อนสัตว์ถูกจัดแยกต่างหากจากคนเดินเท้าในการใช้ทางตามกฎหมาย อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 4: ““คนเดินเท้า” หมายความว่า คนเดินและให้รวมตลอดถึงผู้ใช้เก้าอี้ล้อสำหรับคนพิการหรือรถสำหรับเด็กด้วย” พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 4: ““ผู้ขับขี่” หมายความว่า ผู้ขับรถ ผู้ประจำเครื่องอุปกรณ์การขนส่งตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่ง ผู้ลากเข็นยานพาหนะ”

พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 4: ““คนเดินเท้า” หมายความว่า คนเดินและให้รวมตลอดถึงผู้ใช้เก้าอี้ล้อสำหรับคนพิการหรือรถสำหรับเด็กด้วย”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q61
pol_law_traffic
medium
understand
Human Approved
Confidence: —%

ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก หากไม่มีเครื่องหมายจราจรกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น การจอดรถในลักษณะใดถือว่าฝ่าฝืนกฎหมายห้ามจอดรถ

  • ก. จอดรถห่างจากตู้ไปรษณีย์ 2 เมตร ✓
  • ข. จอดรถห่างจากทางข้าม 5 เมตร
  • ค. จอดรถห่างจากปากทางเดินรถ 7 เมตร
  • ง. จอดรถห่างจากทางร่วมทางแยก 12 เมตร

Explanation: คำตอบที่ถูก: "จอดรถห่างจากตู้ไปรษณีย์ 2 เมตร" ตามมาตรา 57 (14) แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 กฎหมายห้ามมิให้ผู้ขับขี่จอดรถในระยะ 3 เมตรจากตู้ไปรษณีย์ ดังนั้น การจอดรถห่างจากตู้ไปรษณีย์เพียง 2 เมตร จึงอยู่ในระยะต้องห้ามและเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย ส่วนกรณีทางข้ามห้ามในระยะ 3 เมตร ปากทางเดินรถห้ามในระยะ 5 เมตร และทางร่วมทางแยกห้ามในระยะ 10 เมตร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "จอดรถห่างจากทางข้าม 5 เมตร" ผิด: กฎหมายห้ามจอดในระยะ 3 เมตรจากทางข้าม การจอดห่าง 5 เมตรจึงพ้นระยะห้ามจอด • "จอดรถห่างจากปากทางเดินรถ 7 เมตร" ผิด: กฎหมายห้ามจอดในระยะ 5 เมตรจากปากทางเดินรถ การจอดห่าง 7 เมตรจึงพ้นระยะห้ามจอด • "จอดรถห่างจากทางร่วมทางแยก 12 เมตร" ผิด: กฎหมายห้ามจอดในระยะ 10 เมตรจากทางร่วมทางแยก การจอดห่าง 12 เมตรจึงพ้นระยะห้ามจอด อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 57: “(3) ในทางร่วมทางแยก หรือในระยะสิบเมตรจากทางร่วมทางแยก” พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 57: “(10) ตรงปากทางเข้าออกของอาคารหรือทางเดินรถ หรือในระยะห้าเมตรจากปากทางเดินรถ” พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 57: “(14) ในระยะสามเมตรจากตู้ไปรษณีย์”

พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 57: “(3) ในทางร่วมทางแยก หรือในระยะสิบเมตรจากทางร่วมทางแยก”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q62
pol_law_traffic
hard
apply
Human Approved
Confidence: —%

นายเอกขับรถฝ่าฝืนกฎจราจรหลายครั้งจนถูกตัดคะแนนความประพฤติในการขับรถจนหมดคะแนนตามระบบที่กำหนดไว้ ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 นายเอกจะถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่เป็นระยะเวลานานเท่าใด

  • ก. คราวละ 60 วัน
  • ข. คราวละ 90 วัน ✓
  • ค. คราวละ 120 วัน
  • ง. คราวละ 30 วัน

Explanation: คำตอบที่ถูก: "คราวละ 90 วัน" ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 142/1 วรรคสาม กำหนดว่า ในกรณีที่ผู้ได้รับใบอนุญาตขับขี่ถูกตัดคะแนนความประพฤติในการขับรถจนหมดคะแนนตามที่กำหนดไว้ ให้มีคำสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของผู้นั้นคราวละ 90 วัน ดังนั้นเมื่อนายเอกถูกตัดคะแนนจนหมดคะแนน จึงต้องถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่คราวละ 90 วัน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "คราวละ 60 วัน" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดระยะเวลาสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่คราวละ 60 วัน แต่กำหนดไว้คราวละเก้าสิบวัน • "คราวละ 120 วัน" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดระยะเวลาสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่คราวละ 120 วัน แต่กำหนดไว้คราวละเก้าสิบวัน • "คราวละ 30 วัน" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดระยะเวลาสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่คราวละ 30 วัน แต่กำหนดไว้คราวละเก้าสิบวัน อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 142/1: “มาตรา 142/1 เพื่อประโยชน์ในการควบคุมความประพฤติของผู้ได้รับใบอนุญาตขับขี่ให้เกิดความปลอดภัยในการจราจร” พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 142/1: “ในกรณีที่ผู้ได้รับใบอนุญาตขับขี่ผู้ใดถูกตัดคะแนนความประพฤติในการขับรถจนหมดคะแนนตามที่กำหนดไว้” พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 142/1: “สั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของผู้ได้รับใบอนุญาตขับขี่ผู้นั้นคราวละเก้าสิบวัน”

พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 142/1: “มาตรา 142/1 เพื่อประโยชน์ในการควบคุมความประพฤติของผู้ได้รับใบอนุญาตขับขี่ให้เกิดความปลอดภัยในการจราจร”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q63
pol_law_traffic
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 เมื่อผู้ขับขี่พบสัญญาณจราจรไฟกระพริบสีแดงติดตั้งอยู่ที่ทางร่วมทางแยก กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามข้อใด

  • ก. ลดความเร็วของรถลงและขับผ่านทางแยกไปด้วยความระมัดระวังโดยไม่จำเป็นต้องหยุดรถ
  • ข. ขับผ่านไปได้ทันทีโดยไม่ต้องหยุดรถ แต่ต้องให้สิทธิแก่รถคันอื่นที่มาจากทางขวาก่อน
  • ค. หยุดรถหลังเส้นให้รถหยุด เมื่อเห็นว่าปลอดภัยและไม่กีดขวางแล้วจึงขับต่อไปได้ ✓
  • ง. หยุดรถหลังเส้นให้รถหยุดและรอจนกว่าสัญญาณไฟจะเปลี่ยนเป็นสัญญาณไฟสีเขียวจึงไปได้

Explanation: คำตอบที่ถูก: "หยุดรถหลังเส้นให้รถหยุด เมื่อเห็นว่าปลอดภัยและไม่กีดขวางแล้วจึงขับต่อไปได้" ตามมาตรา 22 (5) แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 กำหนดว่า สัญญาณจราจรไฟกระพริบสีแดงที่ทางร่วมทางแยก ให้ผู้ขับขี่หยุดรถหลังเส้นให้รถหยุด เมื่อเห็นว่าปลอดภัยและไม่เป็นการกีดขวางการจราจรแล้ว จึงให้ขับรถต่อไปได้ด้วยความระมัดระวัง ไม่ใช่เพียงแค่ลดความเร็วหรือรอไฟเขียว ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ลดความเร็วของรถลงและขับผ่านทางแยกไปด้วยความระมัดระวังโดยไม่จำเป็นต้องหยุดรถ" ผิด: การลดความเร็วของรถลงและผ่านไปด้วยความระมัดระวังโดยไม่ต้องหยุดรถ เป็นข้อกำหนดสำหรับสัญญาณจราจรไฟกระพริบสีเหลืองอำพันตามมาตรา 22 (6) • "ขับผ่านไปได้ทันทีโดยไม่ต้องหยุดรถ แต่ต้องให้สิทธิแก่รถคันอื่นที่มาจากทางขวาก่อน" ผิด: กฎหมายกำหนดให้ต้องหยุดรถหลังเส้นให้รถหยุดก่อนเสมอ ไม่สามารถขับผ่านไปได้ทันทีโดยไม่หยุดรถ • "หยุดรถหลังเส้นให้รถหยุดและรอจนกว่าสัญญาณไฟจะเปลี่ยนเป็นสัญญาณไฟสีเขียวจึงไปได้" ผิด: สัญญาณจราจรไฟกระพริบสีแดงไม่ต้องรอไฟเขียว เมื่อหยุดรถและเห็นว่าปลอดภัยไม่กีดขวางการจราจรแล้วสามารถขับต่อไปได้ อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 22: “สัญญาณจราจรไฟกระพริบสีแดง ถ้าติดตั้งอยู่ที่ทางร่วมทางแยกใดเปิดทางด้านใดให้ผู้ขับขี่ที่มาทางด้านนั้นหยุดรถหลังเส้นให้รถหยุด เมื่อเห็นว่าปลอดภัยและไม่เป็นการกีดขวางการจราจรแล้ว จึงให้ขับรถต่อไปได้ด้วยความระมัดระวัง” พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 22: “สัญญาณจราจรไฟกระพริบสีเหลืองอำพัน ถ้าติดตั้งอยู่ ณ ที่ใด ให้ผู้ขับขี่ลดความเร็วของรถลงและผ่านทางเดินรถนั้นไปด้วยความระมัดระวัง”

พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 22: “สัญญาณจราจรไฟกระพริบสีแดง ถ้าติดตั้งอยู่ที่ทางร่วมทางแยกใดเปิดทางด้านใดให้ผู้ขับขี่ที่มาทางด้านนั้นหยุดรถหลังเส้นให้รถหยุด เมื่อเห็นว่าปลอดภัยและไม่เป็นการกีดขวางการจราจรแล้ว จึงให้ขับรถต่อไปได้ด้วยความระมัดระวัง”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q64
pol_law_traffic
medium
understand
Human Approved
Confidence: —%

ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 ในกรณีที่ขับรถมาถึงวงเวียนที่ไม่มีสัญญาณจราจรหรือเครื่องหมายจราจรติดตั้งไว้ และไม่มีเจ้าพนักงานจราจรคอยให้สัญญาณ ผู้ขับขี่ต้องปฏิบัติตามข้อใดจึงจะถูกต้อง

  • ก. ต้องให้สิทธิแก่ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถอยู่ในวงเวียนทางด้านซ้ายของตนขับผ่านไปก่อน
  • ข. สามารถขับเข้าสู่วงเวียนได้ทันทีโดยถือว่าผู้ที่ขับมาถึงทางร่วมวงเวียนมีสิทธิไปก่อน
  • ค. ต้องให้สิทธิแก่รถคันที่ขับตรงมาจากทางสายหลักหรือมีช่องเดินรถมากกว่าไปก่อน
  • ง. ต้องให้สิทธิแก่ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถอยู่ในวงเวียนทางด้านขวาของตนขับผ่านไปก่อน ✓

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ต้องให้สิทธิแก่ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถอยู่ในวงเวียนทางด้านขวาของตนขับผ่านไปก่อน" ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 73 วรรคสอง กำหนดว่าหากวงเวียนไม่มีสัญญาณจราจรหรือเครื่องหมายจราจร เมื่อผู้ขับขี่ขับรถมาถึงวงเวียน ต้องให้สิทธิแก่ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถอยู่ในวงเวียนทางด้านขวาของตนขับผ่านไปก่อน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ต้องให้สิทธิแก่ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถอยู่ในวงเวียนทางด้านซ้ายของตนขับผ่านไปก่อน" ผิด: กฎหมายกำหนดให้สิทธิแก่รถในวงเวียนทางด้านขวาของตน ไม่ใช่ทางด้านซ้าย • "สามารถขับเข้าสู่วงเวียนได้ทันทีโดยถือว่าผู้ที่ขับมาถึงทางร่วมวงเวียนมีสิทธิไปก่อน" ผิด: ผู้ขับขี่ที่มาถึงวงเวียนไม่มีสิทธิผ่านไปก่อนทันที แต่ต้องให้สิทธิแก่รถในวงเวียนทางด้านขวาผ่านไปก่อน • "ต้องให้สิทธิแก่รถคันที่ขับตรงมาจากทางสายหลักหรือมีช่องเดินรถมากกว่าไปก่อน" ผิด: กฎหมายในเรื่องวงเวียนไม่ได้ใช้เกณฑ์ทางเอกหรือจำนวนช่องเดินรถ แต่ให้สิทธิรถในวงเวียนทางด้านขวาไปก่อน อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 73: “ถ้าไม่มีสัญญาณจราจรหรือเครื่องหมายจราจรตามวรรคหนึ่ง เมื่อผู้ขับขี่ขับรถมาถึงวงเวียน ต้องให้สิทธิแก่ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถอยู่ในวงเวียนทางด้านขวาของตนขับผ่านไปก่อน”

พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 73: “ถ้าไม่มีสัญญาณจราจรหรือเครื่องหมายจราจรตามวรรคหนึ่ง เมื่อผู้ขับขี่ขับรถมาถึงวงเวียน ต้องให้สิทธิแก่ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถอยู่ในวงเวียนทางด้านขวาของตนขับผ่านไปก่อน”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q65
pol_law_traffic
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 เมื่อเจ้าพนักงานจราจรให้สัญญาณด้วยเสียงนกหวีดยาว 1 ครั้ง ผู้ขับขี่มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามข้อใด

  • ก. หยุดรถทันที ✓
  • ข. ขับรถเข้าชิดขอบทาง
  • ค. ชะลอความเร็วของรถ
  • ง. ขับรถผ่านไปได้

Explanation: คำตอบที่ถูก: "หยุดรถทันที" ตามมาตรา 25 (1) แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 กำหนดว่าเมื่อเจ้าพนักงานจราจรใช้เสียงสัญญาณนกหวีดยาวหนึ่งครั้ง ให้ผู้ขับขี่หยุดรถทันที ส่วนการให้ขับรถผ่านไปได้นั้นต้องเป็นเสียงสัญญาณนกหวีดสั้นสองครั้งติดต่อกัน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ขับรถเข้าชิดขอบทาง" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ขับรถเข้าชิดขอบทาง แต่สั่งให้หยุดรถทันทีเมื่อได้ยินเสียงนกหวีดยาวหนึ่งครั้ง • "ชะลอความเร็วของรถ" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ชะลอความเร็ว แต่สั่งให้หยุดรถทันทีเมื่อได้ยินเสียงนกหวีดยาวหนึ่งครั้ง • "ขับรถผ่านไปได้" ผิด: กฎหมายกำหนดให้ขับรถผ่านไปได้เมื่อใช้เสียงสัญญาณนกหวีดสั้นสองครั้งติดต่อกัน ไม่ใช่เสียงนกหวีดยาวหนึ่งครั้ง อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 25: “เมื่อเจ้าพนักงานจราจร*ใช้เสียงสัญญาณนกหวีดยาวหนึ่งครั้ง ให้ผู้ขับขี่หยุดรถทันที” พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 25: “เมื่อเจ้าพนักงานจราจร*ใช้เสียงสัญญาณนกหวีดสั้นสองครั้งติดต่อกัน ให้ผู้ขับขี่ขับรถผ่านไปได้”

พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 25: “เมื่อเจ้าพนักงานจราจร*ใช้เสียงสัญญาณนกหวีดยาวหนึ่งครั้ง ให้ผู้ขับขี่หยุดรถทันที”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q66
pol_law_traffic
medium
understand
Human Approved
Confidence: —%

ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 การกระทำใดของผู้ขับขี่รถจักรยานในทางเดินรถหรือไหล่ทาง สามารถกระทำได้โดยไม่ผิดกฎหมาย

  • ก. ขับขี่รถจักรยานโดยไม่จับคันบังคับรถ
  • ข. ขับขี่รถจักรยานขนานกันไม่เกิน 2 คัน ✓
  • ค. ขับขี่รถจักรยานสองล้อบรรทุกบุคคลอื่น
  • ง. ขับขี่รถจักรยานในขณะเมาสุราหรือของเมา

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ขับขี่รถจักรยานขนานกันไม่เกิน 2 คัน" ตามมาตรา 83 แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 กฎหมายกำหนดข้อห้ามเฉพาะกรณีขับขนานกันเกินสองคัน ดังนั้นการขับขี่รถจักรยานขนานกันไม่เกิน 2 คัน จึงสามารถกระทำได้ ส่วนการเมาแล้วขับ การปล่อยมือไม่จับคันบังคับ และการบรรทุกบุคคลอื่นในจักรยานสองล้อ ล้วนเป็นข้อห้ามตามกฎหมาย ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ขับขี่รถจักรยานโดยไม่จับคันบังคับรถ" ผิด: กฎหมายห้ามมิให้ขับขี่รถจักรยานโดยไม่จับคันบังคับรถ • "ขับขี่รถจักรยานสองล้อบรรทุกบุคคลอื่น" ผิด: กฎหมายห้ามบรรทุกบุคคลอื่น เว้นแต่เป็นรถจักรยานสามล้อสำหรับบรรทุกคน • "ขับขี่รถจักรยานในขณะเมาสุราหรือของเมา" ผิด: กฎหมายห้ามมิให้ขับขี่รถจักรยานในขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่น อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 83: “(1/1) ขับในขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่น (2) ขับโดยไม่จับคันบังคับรถ (3) ขับขนานกันเกินสองคัน เว้นแต่ขับในทางที่จัดไว้สำหรับรถจักรยาน” พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 83: “(5) ขับโดยบรรทุกบุคคลอื่นเว้นแต่รถจักรยานสามล้อสำหรับบรรทุกคน ทั้งนี้ ตามเงื่อนไขที่หัวหน้าเจ้าพนักงานจราจร*กำหนด”

พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 83: “(1/1) ขับในขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่น (2) ขับโดยไม่จับคันบังคับรถ (3) ขับขนานกันเกินสองคัน เว้นแต่ขับในทางที่จัดไว้สำหรับรถจักรยาน”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q67
pol_law_traffic
hard
apply
Human Approved
Confidence: —%

นายวิชัยเคยถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์เนื่องจากกระทำความผิดซ้ำตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก และพ้นกำหนดระยะเวลาการพักใช้ดังกล่าวแล้ว หากต่อมานายวิชัยกระทำความผิดและถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 อีกภายในระยะเวลาเท่าใด ที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติอาจแจ้งนายทะเบียนให้พิจารณาสั่งเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ได้

  • ก. ภายใน 2 ปีนับแต่วันที่พ้นกำหนดระยะเวลาดังกล่าว
  • ข. ภายใน 3 ปีนับแต่วันที่พ้นกำหนดระยะเวลาดังกล่าว
  • ค. ภายใน 1 ปีนับแต่วันที่พ้นกำหนดระยะเวลาดังกล่าว ✓
  • ง. ภายใน 6 เดือนนับแต่วันที่พ้นกำหนดระยะเวลาดังกล่าว

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ภายใน 1 ปีนับแต่วันที่พ้นกำหนดระยะเวลาดังกล่าว" ตามมาตรา 142/7 แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 บัญญัติว่า ผู้ที่เคยถูกสั่งยึดหรือพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ตามมาตรา 142/6 มาแล้ว หากกระทำความผิดและถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ตามพระราชบัญญัตินี้อีกภายในระยะเวลา 1 ปีนับแต่วันที่พ้นกำหนดระยะเวลาที่ถูกสั่งยึดหรือพักใช้ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติหรือผู้ได้รับมอบหมายสามารถแจ้งนายทะเบียนเพื่อพิจารณาสั่งเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ได้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ภายใน 2 ปีนับแต่วันที่พ้นกำหนดระยะเวลาดังกล่าว" ผิด: กฎหมายกำหนดกรอบเวลาไว้ที่หนึ่งปี ไม่ใช่สองปี • "ภายใน 3 ปีนับแต่วันที่พ้นกำหนดระยะเวลาดังกล่าว" ผิด: ระยะเวลาสามปีเป็นเกณฑ์การกระทำผิดซ้ำเกินสองครั้งตามมาตรา 142/6 แต่การเสนอเพิกถอนตามมาตรานี้กำหนดไว้ที่หนึ่งปี • "ภายใน 6 เดือนนับแต่วันที่พ้นกำหนดระยะเวลาดังกล่าว" ผิด: กฎหมายกำหนดกรอบเวลาไว้ที่หนึ่งปี ไม่ใช่หกเดือน มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 142/6: “มาตรา 142/6 ในกรณีที่ผู้ได้รับใบอนุญาตขับขี่ผู้ใดถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ตามพระราชบัญญัตินี้เกินสองครั้งภายในระยะเวลาสามปีนับแต่วันที่ถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ครั้งแรก …” อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 142/7: “และได้กระทำความผิดและถูกพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ตามพระราชบัญญัตินี้อีกภายในระยะเวลาหนึ่งปีนับแต่วันที่พ้นกำหนดระยะเวลาที่ถูกสั่งยึดหรือพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ตามมาตรา 142/6”

พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 142/7: “และได้กระทำความผิดและถูกพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ตามพระราชบัญญัตินี้อีกภายในระยะเวลาหนึ่งปีนับแต่วันที่พ้นกำหนดระยะเวลาที่ถูกสั่งยึดหรือพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ตามมาตรา 142/6”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q68
pol_law_traffic
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 กฎหมายห้ามมิให้ผู้ใดทำ ติดตั้ง หรือทำให้ปรากฏซึ่งสัญญาณจราจรหรือเครื่องหมายจราจรในทาง เว้นแต่บุคคลใด

  • ก. ประธานชุมชนหรือผู้นำหมู่บ้านในเขตพื้นที่
  • ข. ผู้ขับขี่หรือประชาชนที่สัญจรผ่านเป็นประจำ
  • ค. เจ้าของที่ดินหรือผู้ครอบครองอาคารริมทาง
  • ง. เจ้าพนักงานจราจรหรือเจ้าพนักงาน ✓

Explanation: คำตอบที่ถูก: "เจ้าพนักงานจราจรหรือเจ้าพนักงาน" ตามมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 บัญญัติห้ามมิให้ผู้ใดทำ ติดตั้ง หรือทำให้ปรากฏซึ่งสัญญาณจราจรหรือเครื่องหมายจราจรในทาง เว้นแต่จะเป็นเจ้าพนักงานจราจรหรือเจ้าพนักงานเท่านั้น บุคคลทั่วไปไม่มีอำนาจติดตั้งเองได้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ประธานชุมชนหรือผู้นำหมู่บ้านในเขตพื้นที่" ผิด: กฎหมายไม่ได้ยกเว้นให้ประธานชุมชนหรือผู้นำหมู่บ้านทำหรือติดตั้งได้เอง • "ผู้ขับขี่หรือประชาชนที่สัญจรผ่านเป็นประจำ" ผิด: กฎหมายไม่ได้ยกเว้นให้ผู้ขับขี่หรือประชาชนทั่วไปทำหรือติดตั้งได้เอง • "เจ้าของที่ดินหรือผู้ครอบครองอาคารริมทาง" ผิด: กฎหมายไม่ได้ยกเว้นให้เจ้าของที่ดินหรือผู้ครอบครองอาคารริมทางทำหรือติดตั้งได้เอง อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 28: “ห้ามมิให้ผู้ใดนอกจากเจ้าพนักงานจราจร*หรือเจ้าพนักงานทำ ติดตั้ง หรือทำให้ปรากฏซึ่งสัญญาณจราจร หรือเครื่องหมายจราจรในทางที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกำหนดตามมาตรา 21”

พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 28: “ห้ามมิให้ผู้ใดนอกจากเจ้าพนักงานจราจร*หรือเจ้าพนักงานทำ ติดตั้ง หรือทำให้ปรากฏซึ่งสัญญาณจราจร หรือเครื่องหมายจราจรในทางที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกำหนดตามมาตรา 21”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q69
pol_law_traffic
medium
understand
Human Approved
Confidence: —%

ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก กรณีคนเดินเท้าประสงค์จะข้ามทางเดินรถในทางข้ามที่มีไฟสัญญาณจราจรควบคุมคนเดินเท้า หากปรากฏ "สัญญาณจราจรไฟสีเขียวกระพริบ" ข้อใดระบุแนวทางปฏิบัติได้ถูกต้องตามกฎหมาย

  • ก. ผู้ที่ยังมิได้ข้ามให้หยุดรอ ส่วนผู้ที่กำลังข้ามทางเดินรถให้ข้ามโดยเร็ว ✓
  • ข. ห้ามทุกคนก้าวลงสู่ทางเดินรถ และผู้ที่กำลังข้ามอยู่ต้องหยุดยืนรอสัญญาณไฟ
  • ค. ผู้ที่กำลังข้ามทางเดินรถอยู่จะต้องเดินถอยหลังกลับไปรอที่ทางเท้าด้านเดิม
  • ง. ผู้ที่ยังมิได้ข้ามสามารถรีบข้ามได้ แต่ผู้ที่กำลังข้ามอยู่ให้หยุดรอกลางทาง

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ผู้ที่ยังมิได้ข้ามให้หยุดรอ ส่วนผู้ที่กำลังข้ามทางเดินรถให้ข้ามโดยเร็ว" ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 105 (3) บัญญัติว่า เมื่อมีสัญญาณจราจรไฟสีเขียวกระพริบ ให้คนเดินเท้าที่ยังมิได้ข้ามทางเดินรถหยุดรอบนทางเท้า บนเกาะแบ่งทางเดินรถหรือในเขตปลอดภัย แต่ถ้ากำลังข้ามทางเดินรถอยู่แล้วให้ข้ามทางเดินรถโดยเร็ว ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ห้ามทุกคนก้าวลงสู่ทางเดินรถ และผู้ที่กำลังข้ามอยู่ต้องหยุดยืนรอสัญญาณไฟ" ผิด: กฎหมายให้สิทธิผู้ที่กำลังข้ามทางเดินรถอยู่แล้วสามารถข้ามทางเดินรถต่อไปโดยเร็วได้ ไม่ใช่ให้หยุดยืนรอสัญญาณไฟ • "ผู้ที่กำลังข้ามทางเดินรถอยู่จะต้องเดินถอยหลังกลับไปรอที่ทางเท้าด้านเดิม" ผิด: กฎหมายกำหนดให้ผู้ที่กำลังข้ามอยู่ให้ข้ามทางเดินรถโดยเร็ว มิได้ให้เดินถอยหลังกลับไป • "ผู้ที่ยังมิได้ข้ามสามารถรีบข้ามได้ แต่ผู้ที่กำลังข้ามอยู่ให้หยุดรอกลางทาง" ผิด: กฎหมายกำหนดให้ผู้ที่ยังมิได้ข้ามหยุดรอ ไม่ใช่ให้รีบข้ามไป และผู้ที่กำลังข้ามอยู่ต้องรีบข้ามให้พ้น มิใช่ให้หยุดรอกลางทาง อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 105: “เมื่อมีสัญญาณจราจรไฟสีเขียวกระพริบทางด้านใดของทาง ให้คนเดินเท้าที่ยังมิได้ข้ามทางเดินรถหยุดรอบนทางเท้า บนเกาะแบ่งทางเดินรถหรือในเขตปลอดภัย แต่ถ้ากำลังข้ามทางเดินรถให้ข้ามทางเดินรถโดยเร็ว”

พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 105: “เมื่อมีสัญญาณจราจรไฟสีเขียวกระพริบทางด้านใดของทาง ให้คนเดินเท้าที่ยังมิได้ข้ามทางเดินรถหยุดรอบนทางเท้า บนเกาะแบ่งทางเดินรถหรือในเขตปลอดภัย แต่ถ้ากำลังข้ามทางเดินรถให้ข้ามทางเดินรถโดยเร็ว”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q70
pol_law_traffic
hard
apply
Human Approved
Confidence: —%

นายสมชายถูกเจ้าพนักงานสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก แต่นายสมชายยังคงฝ่าฝืนนำรถยนต์ส่วนบุคคลออกไปขับบนทางในระหว่างที่ถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตดังกล่าว นายสมชายต้องระวางโทษตามกฎหมายอย่างไร

  • ก. ปรับเป็นพินัยไม่เกิน 4,000 บาท สถานเดียว
  • ข. จำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ✓
  • ค. จำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • ง. จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

Explanation: คำตอบที่ถูก: "จำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ตามมาตรา 156 ผู้ขับขี่ที่ขับรถในระหว่างถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ การที่นายสมชายขับรถในระหว่างถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตจึงต้องรับโทษดังกล่าว ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ปรับเป็นพินัยไม่เกิน 4,000 บาท สถานเดียว" ผิด: กฎหมายกำหนดโทษอาญาทั้งจำคุกและปรับ ไม่ใช่เพียงความผิดทางพินัยที่มีโทษปรับไม่เกิน 4,000 บาท • "จำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ผิด: กฎหมายกำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ไม่ใช่จำคุกไม่เกิน 1 เดือน • "จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ผิด: กฎหมายกำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท ไม่สูงถึงจำคุกไม่เกิน 6 เดือนหรือปรับ 20,000 บาท อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 156: “ผู้ขับขี่ผู้ใดขับรถในระหว่างถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ตามมาตรา 142/1 วรรคสาม หรือมาตรา 142/5 วรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 156: “ผู้ขับขี่ผู้ใดขับรถในระหว่างถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ตามมาตรา 142/1 วรรคสาม หรือมาตรา 142/5 วรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q71
pol_law_traffic
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก ในขณะขับรถในทางเดินรถ การแสดงสิ่งใดต่อเจ้าพนักงานจราจรเมื่อขอตรวจ ให้ถือว่าผู้ขับขี่มีใบอนุญาตขับขี่อยู่กับตัวแล้ว

  • ก. บันทึกประจำวันของพนักงานสอบสวนที่ระบุว่าลืมใบอนุญาตขับขี่ไว้ที่บ้าน
  • ข. ภาพถ่ายบัตรประจำตัวประชาชนคู่กับสำเนาใบคู่มือการจดทะเบียนรถคันที่ขับ
  • ค. ข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์หรือสำเนาภาพถ่ายตามที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด ✓
  • ง. สำเนาใบเสร็จค่าธรรมเนียมการขอต่ออายุใบอนุญาตขับขี่จากสำนักงานขนส่ง

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์หรือสำเนาภาพถ่ายตามที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด" ตามมาตรา 31/1 บัญญัติว่า ในขณะขับรถผู้ขับขี่ต้องมีใบอนุญาตขับขี่อยู่กับตัวและต้องแสดงต่อเจ้าพนักงานจราจรเมื่อขอตรวจ ทั้งนี้ หากแสดงด้วยวิธีการทางข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์หรือสำเนาภาพถ่ายตามที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด ให้ถือว่ามีใบอนุญาตขับขี่อยู่กับตัวแล้ว ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "บันทึกประจำวันของพนักงานสอบสวนที่ระบุว่าลืมใบอนุญาตขับขี่ไว้ที่บ้าน" ผิด: การลงบันทึกประจำวันว่าลืมเอกสารไว้ที่บ้าน กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ถือว่ามีใบอนุญาตขับขี่อยู่กับตัว • "ภาพถ่ายบัตรประจำตัวประชาชนคู่กับสำเนาใบคู่มือการจดทะเบียนรถคันที่ขับ" ผิด: กฎหมายไม่ได้รับรองให้ใช้ภาพถ่ายบัตรประชาชนร่วมกับคู่มือจดทะเบียนรถแทนการมีใบอนุญาตขับขี่ • "สำเนาใบเสร็จค่าธรรมเนียมการขอต่ออายุใบอนุญาตขับขี่จากสำนักงานขนส่ง" ผิด: กฎหมายไม่ได้รับรองให้ใช้สำเนาใบเสร็จค่าธรรมเนียมแทนการมีใบอนุญาตขับขี่อยู่กับตัว อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 31/1: “ในกรณีที่ผู้ขับขี่แสดงใบอนุญาตขับขี่ด้วยวิธีการทางข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์หรือสำเนาภาพถ่ายใบอนุญาตขับขี่ตามที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด ให้ถือว่าผู้ขับขี่มีใบอนุญาตขับขี่อยู่กับตัวตามวรรคหนึ่งแล้ว”

พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 31/1: “ในกรณีที่ผู้ขับขี่แสดงใบอนุญาตขับขี่ด้วยวิธีการทางข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์หรือสำเนาภาพถ่ายใบอนุญาตขับขี่ตามที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด ให้ถือว่าผู้ขับขี่มีใบอนุญาตขับขี่อยู่กับตัวตามวรรคหนึ่งแล้ว”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q72
pol_law_traffic
medium
understand
Human Approved
Confidence: —%

ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 กฎหมายกำหนดข้อห้ามเกี่ยวกับการใช้ทางเท้าหรือทางที่จัดไว้สำหรับคนเดินเท้าไว้อย่างไร

  • ก. ห้ามเฉพาะผู้ขับขี่ยานพาหนะ แต่คนเดินเท้าสามารถกระทำการใด ๆ ก็ได้บนทางเท้า
  • ข. ห้ามเฉพาะการจัดขบวนแห่เท่านั้น แต่ประชาชนทั่วไปสามารถวางสิ่งของกีดขวางได้
  • ค. ห้ามมิให้บุคคลเดินรวมกลุ่มกันบนทางเท้าเกินกว่า 3 คนขึ้นไปโดยเด็ดขาด
  • ง. ห้ามกระทำด้วยประการใด ๆ ในลักษณะที่เป็นการกีดขวางผู้อื่นโดยไม่มีเหตุอันสมควร ✓

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ห้ามกระทำด้วยประการใด ๆ ในลักษณะที่เป็นการกีดขวางผู้อื่นโดยไม่มีเหตุอันสมควร" ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 109 ห้ามมิให้ผู้ใดกระทำด้วยประการใด ๆ บนทางเท้าหรือทางใด ๆ ซึ่งจัดไว้สำหรับคนเดินเท้าในลักษณะที่เป็นการกีดขวางผู้อื่นโดยไม่มีเหตุอันสมควร จึงครอบคลุมการกระทำทุกรูปแบบที่กีดขวางคนอื่นโดยไม่มีเหตุอันสมควร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ห้ามเฉพาะผู้ขับขี่ยานพาหนะ แต่คนเดินเท้าสามารถกระทำการใด ๆ ก็ได้บนทางเท้า" ผิด: ข้อห้ามตามกฎหมายใช้บังคับแก่บุคคลทุกคน ไม่ได้ยกเว้นให้คนเดินเท้ากระทำการกีดขวางผู้อื่นได้ • "ห้ามเฉพาะการจัดขบวนแห่เท่านั้น แต่ประชาชนทั่วไปสามารถวางสิ่งของกีดขวางได้" ผิด: กฎหมายห้ามการกระทำด้วยประการใด ๆ ที่เป็นการกีดขวางผู้อื่น จึงไม่สามารถวางสิ่งของกีดขวางได้ • "ห้ามมิให้บุคคลเดินรวมกลุ่มกันบนทางเท้าเกินกว่า 3 คนขึ้นไปโดยเด็ดขาด" ผิด: กฎหมายไม่ได้ห้ามการเดินรวมกลุ่มเกิน 3 คน แต่ห้ามการกระทำที่กีดขวางผู้อื่นโดยไม่มีเหตุอันสมควร อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 109: “ห้ามมิให้ผู้ใดกระทำด้วยประการใด ๆ บนทางเท้าหรือทางใด ๆ ซึ่งจัดไว้สำหรับคนเดินเท้าในลักษณะที่เป็นการกีดขวางผู้อื่นโดยไม่มีเหตุอันสมควร”

พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 109: “ห้ามมิให้ผู้ใดกระทำด้วยประการใด ๆ บนทางเท้าหรือทางใด ๆ ซึ่งจัดไว้สำหรับคนเดินเท้าในลักษณะที่เป็นการกีดขวางผู้อื่นโดยไม่มีเหตุอันสมควร”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q73
pol_law_traffic
hard
apply
Human Approved
Confidence: —%

นายเอกถูกศาลพิพากษาลงโทษในความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 ซึ่งต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับตั้งแต่ 5,000 บาทถึง 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ในส่วนของคำสั่งเกี่ยวกับใบอนุญาตขับขี่ หากศาลจะสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของนายเอก กฎหมายกำหนดกรอบระยะเวลาไว้ตามข้อใด

  • ก. มีกำหนดไม่น้อยกว่า 30 วัน แต่ไม่เกิน 180 วัน ✓
  • ข. มีกำหนดไม่น้อยกว่า 60 วัน แต่ไม่เกิน 1 ปี
  • ค. มีกำหนดไม่เกิน 90 วัน โดยไม่มีกำหนดขั้นต่ำ
  • ง. มีกำหนดไม่น้อยกว่า 15 วัน แต่ไม่เกิน 90 วัน

Explanation: คำตอบที่ถูก: "มีกำหนดไม่น้อยกว่า 30 วัน แต่ไม่เกิน 180 วัน" ตามมาตรา 160 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 บัญญัติว่า ผู้ใดกระทำความผิดที่มีระวางโทษตามวรรคหนึ่ง ให้ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของผู้นั้นมีกำหนดไม่น้อยกว่า 30 วัน แต่ไม่เกิน 180 วัน หรือสั่งเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ ดังนั้น หากศาลจะสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของนายเอก จึงต้องสั่งพักใช้มีกำหนดไม่น้อยกว่า 30 วัน แต่ไม่เกิน 180 วัน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "มีกำหนดไม่น้อยกว่า 60 วัน แต่ไม่เกิน 1 ปี" ผิด: กฎหมายกำหนดให้สั่งพักใช้มีกำหนดไม่น้อยกว่า 30 วัน ไม่ใช่ 60 วัน และไม่เกิน 180 วัน ไม่ใช่ 1 ปี • "มีกำหนดไม่เกิน 90 วัน โดยไม่มีกำหนดขั้นต่ำ" ผิด: กฎหมายกำหนดระยะเวลาขั้นต่ำไว้ไม่น้อยกว่า 30 วัน และกำหนดขั้นสูงไว้ไม่เกิน 180 วัน มิใช่ไม่มีกำหนดขั้นต่ำ • "มีกำหนดไม่น้อยกว่า 15 วัน แต่ไม่เกิน 90 วัน" ผิด: กฎหมายกำหนดให้สั่งพักใช้มีกำหนดไม่น้อยกว่า 30 วัน ไม่ใช่ 15 วัน และไม่เกิน 180 วัน ไม่ใช่ 90 วัน มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 160: “มาตรา 160 ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา 78 วรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ …” อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 160 ทวิ: “มาตรา 160 ทวิ ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 134 วรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือปรับตั้งแต่ห้าพันบาทถึงหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 160 ทวิ: “และให้ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของผู้นั้นมีกำหนดไม่น้อยกว่าสามสิบวัน แต่ไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวัน หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่”

พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 160 ทวิ: “มาตรา 160 ทวิ ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 134 วรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือปรับตั้งแต่ห้าพันบาทถึงหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q74
pol_law_traffic
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 โดยปกติกฎหมายห้ามขับรถแซงขึ้นหน้ารถอื่นทางด้านซ้าย เว้นแต่กรณีใดที่ผู้ขับขี่สามารถขับรถแซงด้านซ้ายได้เมื่อปลอดภัย

  • ก. ทางเดินรถที่สวนทางกันไม่มีรถอื่นแล่นสวนมาในระยะปลอดภัย
  • ข. รถที่จะถูกแซงกำลังเลี้ยวขวาหรือให้สัญญาณว่าจะเลี้ยวขวา ✓
  • ค. รถคันข้างหน้าขับขี่ด้วยความเร็วต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้
  • ง. รถที่จะถูกแซงกำลังเลี้ยวซ้ายหรือให้สัญญาณว่าจะเลี้ยวซ้าย

Explanation: คำตอบที่ถูก: "รถที่จะถูกแซงกำลังเลี้ยวขวาหรือให้สัญญาณว่าจะเลี้ยวขวา" ตามมาตรา 45 กฎหมายห้ามแซงขึ้นหน้ารถอื่นด้านซ้าย เว้นแต่รถที่จะถูกแซงกำลังเลี้ยวขวาหรือให้สัญญาณว่าจะเลี้ยวขวา หรือเป็นทางเดินรถที่จัดแบ่งช่องเดินรถในทิศทางเดียวกันไว้ตั้งแต่ 2 ช่องขึ้นไป โดยต้องไม่มีรถตามมาในระยะกระชั้นชิดและปลอดภัย ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ทางเดินรถที่สวนทางกันไม่มีรถอื่นแล่นสวนมาในระยะปลอดภัย" ผิด: การแซงซ้ายอนุญาตเฉพาะทางเดินรถในทิศทางเดียวกันตั้งแต่ 2 ช่องขึ้นไป ไม่ใช่ทางเดินรถสวนกัน • "รถคันข้างหน้าขับขี่ด้วยความเร็วต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้" ผิด: กฎหมายไม่ได้ยกเว้นให้แซงด้านซ้ายได้เพียงเพราะรถคันหน้าขับขี่ด้วยความเร็วต่ำ • "รถที่จะถูกแซงกำลังเลี้ยวซ้ายหรือให้สัญญาณว่าจะเลี้ยวซ้าย" ผิด: กฎหมายอนุญาตให้แซงซ้ายได้เฉพาะเมื่อรถคันหน้ากำลังเลี้ยวขวาหรือให้สัญญาณว่าจะเลี้ยวขวา ไม่ใช่เลี้ยวซ้าย อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 45: “ห้ามมิให้ผู้ขับขี่ขับรถแซงเพื่อขึ้นหน้ารถอื่นด้านซ้าย เว้นแต่ในกรณีต่อไปนี้ (1) รถที่จะถูกแซงกำลังเลี้ยวขวาหรือให้สัญญาณว่าจะเลี้ยวขวา”

พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 45: “ห้ามมิให้ผู้ขับขี่ขับรถแซงเพื่อขึ้นหน้ารถอื่นด้านซ้าย เว้นแต่ในกรณีต่อไปนี้ (1) รถที่จะถูกแซงกำลังเลี้ยวขวาหรือให้สัญญาณว่าจะเลี้ยวขวา”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q75
pol_law_traffic
medium
understand
Human Approved
Confidence: —%

ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก ในการใช้รถนั่งสองแถวหรือรถกระบะบรรทุกคนโดยสาร ข้อใดถูกต้องเกี่ยวกับการยกเว้นไม่ต้องรัดเข็มขัดนิรภัย

  • ก. ผู้ขับขี่และคนโดยสารแถวตอนหน้าได้รับยกเว้นหากขับรถตามความเร็วที่กำหนด
  • ข. คนโดยสารทุกคนในรถยนต์ได้รับยกเว้นทั้งหมด ไม่ว่าจะนั่งที่ตำแหน่งใด
  • ค. คนโดยสารที่นั่งแถวตอนหน้ายังคงต้องรัดเข็มขัดนิรภัย ไม่ได้รับยกเว้น ✓
  • ง. คนโดยสารได้รับยกเว้นได้แม้จะมีการยืนหรือนั่งในลักษณะที่เป็นการเสี่ยงภัย

Explanation: คำตอบที่ถูก: "คนโดยสารที่นั่งแถวตอนหน้ายังคงต้องรัดเข็มขัดนิรภัย ไม่ได้รับยกเว้น" ตามมาตรา 123/1 ประกอบมาตรา 123 แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 การใช้รถนั่งสองแถวหรือรถกระบะบรรทุกคนโดยสารตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด จะยกเว้นให้เฉพาะคนโดยสารอื่นเท่านั้น แต่ไม่รวมถึงคนโดยสารที่นั่งแถวตอนหน้า ดังนั้น คนโดยสารแถวตอนหน้าจึงยังคงต้องรัดเข็มขัดนิรภัยไว้กับที่นั่งตลอดเวลา ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ผู้ขับขี่และคนโดยสารแถวตอนหน้าได้รับยกเว้นหากขับรถตามความเร็วที่กำหนด" ผิด: ผู้ขับขี่และคนโดยสารแถวตอนหน้าไม่ได้รับยกเว้นจากการรัดเข็มขัดนิรภัยไม่ว่าจะใช้ความเร็วเท่าใด • "คนโดยสารทุกคนในรถยนต์ได้รับยกเว้นทั้งหมด ไม่ว่าจะนั่งที่ตำแหน่งใด" ผิด: กฎหมายยกเว้นให้เฉพาะคนโดยสารที่อยู่นอกเหนือจากคนโดยสารที่นั่งแถวตอนหน้าเท่านั้น • "คนโดยสารได้รับยกเว้นได้แม้จะมีการยืนหรือนั่งในลักษณะที่เป็นการเสี่ยงภัย" ผิด: การได้รับยกเว้นมีเงื่อนไขว่าต้องไม่มีการยืนหรือนั่งโดยสารในลักษณะที่เป็นการเสี่ยงภัย มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 123: “มาตรา 123 ภายใต้บังคับมาตรา 123/1 ในขณะขับรถยนต์ ผู้ที่อยู่ในรถยนต์ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไข ดังต่อไปนี้ (1) ผู้ขับขี่ ต้องรัดร่างกายด้วยเข็มขัดนิรภัยไว้กับที่นั่งตลอดเวลาในขณะขับรถยนต์ (2) คนโดยสาร (ก) คนโดยสารที่นั่งแถวตอนหน้าและที่นั่งแถวตอนอื่น …” อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 123/1: “มาตรา 123/1 ในการใช้รถนั่งสองแถว รถบรรทุกคนโดยสารขนาดเล็กที่มีการจัดที่นั่งตามความยาวของรถ รถกระบะ รถกึ่งกระบะ หรือรถยนต์อื่นตามที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติประกาศกำหนด” พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 123/1: “ให้คนโดยสารที่อยู่ในรถยนต์นั้นนอกจากคนโดยสารที่นั่งแถวตอนหน้า ได้รับยกเว้นไม่ต้องรัดร่างกายด้วยเข็มขัดนิรภัยตามมาตรา 123” พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 123/1: “การโดยสารนั้นต้องไม่มีการยืนหรือนั่งโดยสารในลักษณะที่เป็นการเสี่ยงภัยตามที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติประกาศกำหนดสำหรับรถยนต์แต่ละประเภท”

พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 123/1: “มาตรา 123/1 ในการใช้รถนั่งสองแถว รถบรรทุกคนโดยสารขนาดเล็กที่มีการจัดที่นั่งตามความยาวของรถ รถกระบะ รถกึ่งกระบะ หรือรถยนต์อื่นตามที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติประกาศกำหนด”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q76
pol_law_traffic
hard
apply
Human Approved
Confidence: —%

นายสมชายถูกศาลมีคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่เนื่องจากกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 ตามกฎหมายดังกล่าว ศาลมีหน้าที่ต้องแจ้งคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ให้บุคคลใดทราบ

  • ก. นายทะเบียนราษฎรตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรหรือกรมการปกครอง แล้วแต่กรณี
  • ข. เจ้าพนักงานจราจรตามกฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบกหรือหัวหน้าสถานีตำรวจ แล้วแต่กรณี
  • ค. พนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาหรือพนักงานคุมประพฤติ แล้วแต่กรณี
  • ง. นายทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์หรือกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก แล้วแต่กรณี ✓

Explanation: คำตอบที่ถูก: "นายทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์หรือกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก แล้วแต่กรณี" ตามมาตรา 162/1 ในกรณีที่ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ศาลแจ้งคำสั่งดังกล่าวให้นายทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์หรือกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก แล้วแต่กรณี เพื่อดำเนินการบันทึกหรือเพิกถอนตามขั้นตอนต่อไป ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "นายทะเบียนราษฎรตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรหรือกรมการปกครอง แล้วแต่กรณี" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดให้แจ้งนายทะเบียนราษฎรหรือกรมการปกครอง แต่ให้แจ้งนายทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์หรือกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก • "เจ้าพนักงานจราจรตามกฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบกหรือหัวหน้าสถานีตำรวจ แล้วแต่กรณี" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดให้แจ้งเจ้าพนักงานจราจรหรือหัวหน้าสถานีตำรวจ แต่ให้แจ้งนายทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์หรือกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก • "พนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาหรือพนักงานคุมประพฤติ แล้วแต่กรณี" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดให้แจ้งพนักงานสอบสวนหรือพนักงานคุมประพฤติ แต่ให้แจ้งนายทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์หรือกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 162/1: “ในกรณีที่ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ศาลแจ้งคำสั่งดังกล่าวให้นายทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์หรือกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก แล้วแต่กรณี”

พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 162/1: “ในกรณีที่ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ศาลแจ้งคำสั่งดังกล่าวให้นายทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์หรือกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก แล้วแต่กรณี”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q77
pol_law_traffic
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 กฎหมายห้ามมิให้ผู้ขับขี่ขับรถแซงหรือผ่านขึ้นหน้ารถคันอื่นล้ำเข้าไปในช่องเดินรถประจำทาง เว้นแต่กรณีใด

  • ก. มีสิ่งกีดขวางการจราจรในทางเดินรถข้างหน้า ✓
  • ข. การจราจรในช่องทางปกติติดขัดเป็นเวลานาน
  • ค. ต้องการขับรถด้วยความเร็วสูงกว่าคันข้างหน้า
  • ง. ได้รับสัญญาณขอแซงขึ้นหน้าจากคันข้างหลัง

Explanation: คำตอบที่ถูก: "มีสิ่งกีดขวางการจราจรในทางเดินรถข้างหน้า" ตามมาตรา 48 ห้ามมิให้ขับรถแซงล้ำเข้าไปในช่องเดินรถประจำทาง เว้นแต่มีสิ่งกีดขวางการจราจรในทางเดินรถข้างหน้า หรือเมื่อต้องปฏิบัติตามคำสั่งของหัวหน้าเจ้าพนักงานจราจร โดยขับเข้าไปได้เพียงเท่าที่จำเป็นเท่านั้น ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "การจราจรในช่องทางปกติติดขัดเป็นเวลานาน" ผิด: กฎหมายไม่อนุญาตให้ขับแซงล้ำเข้าช่องเดินรถประจำทางเพียงเพราะการจราจรติดขัด • "ต้องการขับรถด้วยความเร็วสูงกว่าคันข้างหน้า" ผิด: การต้องการใช้ความเร็วสูงกว่าคันหน้าไม่ใช่ข้อยกเว้นที่กฎหมายอนุญาตให้แซงล้ำเข้าช่องเดินรถประจำทาง • "ได้รับสัญญาณขอแซงขึ้นหน้าจากคันข้างหลัง" ผิด: การได้รับสัญญาณขอทางไม่ใช่ข้อยกเว้นตามกฎหมายในการแซงล้ำเข้าไปในช่องเดินรถประจำทาง อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 48: “ห้ามมิให้ผู้ขับขี่ขับรถแซงหรือผ่านขึ้นหน้ารถคันอื่นล้ำเข้าไปในช่องเดินรถประจำทาง เว้นแต่ในกรณีที่มีสิ่งกีดขวางการจราจรในทางเดินรถข้างหน้าหรือเมื่อต้องปฏิบัติตามคำสั่งของหัวหน้าเจ้าพนักงานจราจร*”

พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 48: “ห้ามมิให้ผู้ขับขี่ขับรถแซงหรือผ่านขึ้นหน้ารถคันอื่นล้ำเข้าไปในช่องเดินรถประจำทาง เว้นแต่ในกรณีที่มีสิ่งกีดขวางการจราจรในทางเดินรถข้างหน้าหรือเมื่อต้องปฏิบัติตามคำสั่งของหัวหน้าเจ้าพนักงานจราจร*”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q78
pol_law_traffic
medium
understand
Human Approved
Confidence: —%

ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก ในกรณีที่เจ้าพนักงานจราจรพบว่าผู้ขับขี่เป็นผู้ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามในการได้รับใบอนุญาตขับขี่ เจ้าพนักงานจราจรมีอำนาจดำเนินการอย่างไร

  • ก. ออกใบสั่งเปรียบเทียบปรับโดยไม่มีอำนาจยึดหรือบันทึกการยึดใบอนุญาตขับขี่
  • ข. ยึดใบอนุญาตขับขี่และส่งไปยังนายทะเบียนเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ✓
  • ค. สั่งเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ของผู้ขับขี่ผู้นั้นได้ทันทีในขณะปฏิบัติหน้าที่
  • ง. ยึดใบอนุญาตขับขี่ไว้ชั่วคราวและคืนให้ทันทีเมื่ออยู่ในสภาพขับรถต่อไปได้

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ยึดใบอนุญาตขับขี่และส่งไปยังนายทะเบียนเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป" ตามมาตรา 140/3 หากพบว่าผู้ขับขี่เป็นผู้ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามในการได้รับใบอนุญาตขับขี่ เจ้าพนักงานจราจรมีอำนาจยึดใบอนุญาตขับขี่ และต้องทำบันทึกการยึดส่งพร้อมใบอนุญาตไปยังนายทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์หรือการขนส่งทางบกเพื่อดำเนินการต่อไป ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ออกใบสั่งเปรียบเทียบปรับโดยไม่มีอำนาจยึดหรือบันทึกการยึดใบอนุญาตขับขี่" ผิด: กฎหมายให้อำนาจเจ้าพนักงานจราจรยึดใบอนุญาตขับขี่หรือบันทึกการยึดด้วยวิธีการทางข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ได้ • "สั่งเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ของผู้ขับขี่ผู้นั้นได้ทันทีในขณะปฏิบัติหน้าที่" ผิด: เจ้าพนักงานจราจรไม่มีอำนาจสั่งเพิกถอนใบอนุญาตได้เองทันที แต่ต้องส่งเรื่องให้นายทะเบียนดำเนินการตามกฎหมาย • "ยึดใบอนุญาตขับขี่ไว้ชั่วคราวและคืนให้ทันทีเมื่ออยู่ในสภาพขับรถต่อไปได้" ผิด: การคืนใบอนุญาตเมื่ออยู่ในสภาพที่ขับรถต่อไปได้เป็นกรณีผู้ขับขี่อยู่ในสภาพที่อาจเกิดอันตราย ไม่ใช่กรณีขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 140/3: “มาตรา 140/3 ในกรณีที่เจ้าพนักงานจราจรพบว่าผู้ขับขี่ผู้ใดเป็นผู้ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามในการได้รับใบอนุญาตขับขี่ ให้เจ้าพนักงานจราจรมีอำนาจยึดใบอนุญาตขับขี่” พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 140/3: “และให้ส่งบันทึกนั้นพร้อมด้วยใบอนุญาตขับขี่ของบุคคลดังกล่าว ไปยังนายทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์หรือกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก เพื่อให้นายทะเบียนดำเนินการตามกฎหมายต่อไป”

พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 140/3: “มาตรา 140/3 ในกรณีที่เจ้าพนักงานจราจรพบว่าผู้ขับขี่ผู้ใดเป็นผู้ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามในการได้รับใบอนุญาตขับขี่ ให้เจ้าพนักงานจราจรมีอำนาจยึดใบอนุญาตขับขี่”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q79
pol_law_registration_id_military
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร ในกรณีที่ไม่ปรากฏเจ้าบ้าน หรือเจ้าบ้านไม่อยู่ ตาย หรือสูญหาย กฎหมายกำหนดให้บุคคลใดทำหน้าที่เป็นเจ้าบ้าน?

  • ก. ผู้มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านที่มีอายุมากที่สุด
  • ข. เจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่บ้านนั้นตั้งอยู่
  • ค. ผู้มีหน้าที่ดูแลบ้านในขณะนั้น ✓
  • ง. ผู้ใหญ่บ้านหรือกำนันในท้องที่ที่บ้านนั้นตั้งอยู่

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ผู้มีหน้าที่ดูแลบ้านในขณะนั้น" ตามพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ในกรณีที่ไม่ปรากฏเจ้าบ้าน หรือเจ้าบ้านไม่อยู่ ตาย สูญหาย สาบสูญ หรือไม่สามารถปฏิบัติกิจการได้ กฎหมายกำหนดให้ถือว่าผู้มีหน้าที่ดูแลบ้านในขณะนั้นเป็นเจ้าบ้าน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ผู้มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านที่มีอายุมากที่สุด" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ผู้มีชื่อในทะเบียนบ้านที่มีอายุมากที่สุดเป็นเจ้าบ้าน แต่ให้ถือว่าผู้มีหน้าที่ดูแลบ้านในขณะนั้นเป็นเจ้าบ้าน • "เจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่บ้านนั้นตั้งอยู่" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดให้เจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินเป็นเจ้าบ้านแทน แต่ให้ถือว่าผู้มีหน้าที่ดูแลบ้านในขณะนั้นเป็นเจ้าบ้าน • "ผู้ใหญ่บ้านหรือกำนันในท้องที่ที่บ้านนั้นตั้งอยู่" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดให้กำนันหรือผู้ใหญ่บ้านเป็นเจ้าบ้าน แต่ให้ถือว่าผู้มีหน้าที่ดูแลบ้านในขณะนั้นเป็นเจ้าบ้าน อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 มาตรา 4: “ในกรณีที่ไม่ปรากฏเจ้าบ้าน หรือเจ้าบ้านไม่อยู่ ตาย สูญหาย สาบสูญ หรือไม่สามารถปฏิบัติกิจการได้ให้ถือว่าผู้มีหน้าที่ดูแลบ้านในขณะนั้นเป็นเจ้าบ้าน”

พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 มาตรา 4: “ในกรณีที่ไม่ปรากฏเจ้าบ้าน หรือเจ้าบ้านไม่อยู่ ตาย สูญหาย สาบสูญ หรือไม่สามารถปฏิบัติกิจการได้ให้ถือว่าผู้มีหน้าที่ดูแลบ้านในขณะนั้นเป็นเจ้าบ้าน”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q80
pol_law_registration_id_military
medium
understand
Human Approved
Confidence: —%

ตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 ประชาชนที่มีบัตรประจำตัวประชาชนหมดอายุ หรือประสงค์จะขอทำบัตรใหม่ก่อนบัตรเดิมหมดอายุ ต้องปฏิบัติตามข้อใด

  • ก. ยื่นขอมีบัตรใหม่ภายใน 90 วันนับแต่วันที่บัตรเดิมหมดอายุ หรือยื่นล่วงหน้าได้ภายใน 90 วันก่อนบัตรหมดอายุ
  • ข. ยื่นขอมีบัตรใหม่ภายใน 60 วันนับแต่วันที่บัตรเดิมหมดอายุ โดยไม่สามารถขอล่วงหน้าก่อนวันที่บัตรเดิมหมดอายุ
  • ค. ยื่นขอมีบัตรใหม่ภายใน 30 วันนับแต่วันที่บัตรเดิมหมดอายุ หรือยื่นล่วงหน้าได้ภายใน 30 วันก่อนบัตรหมดอายุ
  • ง. ยื่นขอมีบัตรใหม่ภายใน 60 วันนับแต่วันที่บัตรเดิมหมดอายุ หรือยื่นล่วงหน้าได้ภายใน 60 วันก่อนบัตรหมดอายุ ✓

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ยื่นขอมีบัตรใหม่ภายใน 60 วันนับแต่วันที่บัตรเดิมหมดอายุ หรือยื่นล่วงหน้าได้ภายใน 60 วันก่อนบัตรหมดอายุ" ตามมาตรา 6 ตรี กำหนดให้ผู้ถือบัตรต้องมีบัตรใหม่โดยยื่นคำขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายใน 60 วันนับแต่วันที่บัตรเดิมหมดอายุ และเปิดโอกาสให้สามารถยื่นคำขอมีบัตรใหม่ล่วงหน้าได้ภายใน 60 วันก่อนวันที่บัตรเดิมหมดอายุ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ยื่นขอมีบัตรใหม่ภายใน 90 วันนับแต่วันที่บัตรเดิมหมดอายุ หรือยื่นล่วงหน้าได้ภายใน 90 วันก่อนบัตรหมดอายุ" ผิด: กฎหมายกำหนดระยะเวลาไว้หกสิบวัน ไม่ใช่เก้าสิบวัน • "ยื่นขอมีบัตรใหม่ภายใน 60 วันนับแต่วันที่บัตรเดิมหมดอายุ โดยไม่สามารถขอล่วงหน้าก่อนวันที่บัตรเดิมหมดอายุ" ผิด: กฎหมายอนุญาตให้ขอมีบัตรใหม่ก่อนวันที่บัตรเดิมหมดอายุได้ภายในหกสิบวัน • "ยื่นขอมีบัตรใหม่ภายใน 30 วันนับแต่วันที่บัตรเดิมหมดอายุ หรือยื่นล่วงหน้าได้ภายใน 30 วันก่อนบัตรหมดอายุ" ผิด: กฎหมายกำหนดระยะเวลาไว้หกสิบวัน ไม่ใช่สามสิบวัน มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 6: “มาตรา 6 ผู้ซึ่งต้องมีบัตรตามมาตรา 5 ให้ยื่นคำขอมีบัตรต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายในกำหนดหกสิบวันนับแต่ (1) วันที่อายุครบเจ็ดปีบริบูรณ์ (2) วันที่ได้สัญชาติไทย สำหรับผู้ไม่ได้สัญชาติไทยโดยการเกิด หรือได้กลับคืนสัญชาติไทยตามกฎหมายว่าด้วยสัญชาติ (3) …” อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 6 ตรี: “ผู้ถือบัตรต้องมีบัตรใหม่ โดยยื่นคำขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่บัตรเดิมหมดอายุ” พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 6 ตรี: “ผู้ถือบัตรจะขอมีบัตรใหม่ก่อนวันที่บัตรเดิมหมดอายุก็ได้ โดยยื่นคำขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายในหกสิบวันก่อนวันที่บัตรเดิมหมดอายุ”

พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 6 ตรี: “ผู้ถือบัตรต้องมีบัตรใหม่ โดยยื่นคำขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่บัตรเดิมหมดอายุ”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q81
pol_law_registration_id_military
hard
apply
Human Approved
Confidence: —%

เจ้าหน้าที่กำลังจัดเตรียมเอกสารเพื่อส่งหมายเรียกให้ประชาชนมาตรวจเลือกรับราชการทหาร ตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร บุคคลที่อยู่ในกำหนดที่จะถูกออกหมายเรียกมาตรวจเลือกเข้าเป็นทหารกองประจำการได้ คือบุคคลที่มีสถานะตามข้อใด

  • ก. ผู้ที่เป็นทหารกองเกิน ✓
  • ข. ผู้ที่ปลดพ้นราชการทหารแล้ว
  • ค. ผู้ที่เป็นทหารกองหนุน
  • ง. ผู้ที่เป็นทหารกองประจำการ

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ผู้ที่เป็นทหารกองเกิน" ตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497 มาตรา 22 บัญญัติชัดเจนว่า บุคคลที่อยู่ในกำหนดออกหมายเรียกมาตรวจเลือกเข้าเป็นทหารกองประจำการนั้น คือ ผู้ที่เป็นทหารกองเกิน ดังนั้นการจะออกหมายเรียกเพื่อตรวจเลือกเข้าเป็นทหารกองประจำการได้ บุคคลนั้นต้องมีสถานะเป็นทหารกองเกิน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ผู้ที่ปลดพ้นราชการทหารแล้ว" ผิด: ผู้ที่ปลดพ้นราชการทหารแล้วไม่มีหน้าที่ต้องรับหมายเรียกมาตรวจเลือกเข้าเป็นทหารกองประจำการ • "ผู้ที่เป็นทหารกองหนุน" ผิด: กฎหมายกำหนดให้ออกหมายเรียกแก่ทหารกองเกิน ไม่ใช่ทหารกองหนุน • "ผู้ที่เป็นทหารกองประจำการ" ผิด: ทหารกองประจำการคือผู้ที่เข้าประจำการแล้ว แต่บุคคลที่จะถูกออกหมายเรียกมาตรวจเลือกต้องเป็นทหารกองเกิน อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ. 2497 มาตรา 22: “มาตรา 22 บุคคลที่อยู่ในกำหนดออกหมายเรียกมาตรวจเลือกเข้าเป็นทหารกองประจำการนั้น คือ ผู้ที่เป็นทหารกองเกิน”

พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ. 2497 มาตรา 22: “มาตรา 22 บุคคลที่อยู่ในกำหนดออกหมายเรียกมาตรวจเลือกเข้าเป็นทหารกองประจำการนั้น คือ ผู้ที่เป็นทหารกองเกิน”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q82
pol_law_registration_id_military
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร เมื่อมีคนเกิดในบ้าน กฎหมายกำหนดให้แจ้งการเกิดต่อนายทะเบียนผู้รับแจ้งภายในระยะเวลาเท่าใดนับแต่วันเกิด

  • ก. ภายใน 7 วัน
  • ข. ภายใน 15 วัน ✓
  • ค. ภายใน 30 วัน
  • ง. ภายใน 60 วัน

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ภายใน 15 วัน" ตามพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 มาตรา 18 (1) กำหนดว่าเมื่อมีคนเกิดในบ้าน ให้เจ้าบ้าน บิดา หรือมารดา แจ้งต่อนายทะเบียนผู้รับแจ้งแห่งท้องที่ที่คนเกิดในบ้านภายใน 15 วันนับแต่วันเกิด ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ภายใน 7 วัน" ผิด: กฎหมายกำหนดให้แจ้งการเกิดในบ้านภายใน 15 วันนับแต่วันเกิด มิใช่ 7 วัน • "ภายใน 30 วัน" ผิด: ระยะเวลาไม่เกิน 30 วันเป็นกรณีจำเป็นที่ไม่อาจแจ้งคนเกิดนอกบ้านได้ตามกำหนดปกติ มิใช่กำหนดเวลาปกติสำหรับคนเกิดในบ้าน • "ภายใน 60 วัน" ผิด: กฎหมายกำหนดให้แจ้งการเกิดในบ้านภายใน 15 วันนับแต่วันเกิด มิใช่ 60 วัน อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 มาตรา 18: “คนเกิดในบ้าน ให้เจ้าบ้านหรือบิดาหรือมารดาแจ้งต่อนายทะเบียนผู้รับแจ้งแห่งท้องที่ที่คนเกิดในบ้านภายในสิบห้าวันนับแต่วันเกิด”

พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 มาตรา 18: “คนเกิดในบ้าน ให้เจ้าบ้านหรือบิดาหรือมารดาแจ้งต่อนายทะเบียนผู้รับแจ้งแห่งท้องที่ที่คนเกิดในบ้านภายในสิบห้าวันนับแต่วันเกิด”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q83
pol_law_registration_id_military
medium
understand
Human Approved
Confidence: —%

ตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน หากผู้ถือบัตรประจำตัวประชาชนเสียสัญชาติไทยด้วยเหตุใดก็ตาม จะมีผลทางกฎหมายและมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามข้อใด

  • ก. ยังคงใช้บัตรได้จนกว่าจะหมดอายุ แต่ต้องส่งมอบบัตรคืนภายใน 60 วัน
  • ข. หมดสิทธิใช้บัตรทันที และต้องส่งมอบบัตรแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ภายใน 60 วัน
  • ค. หมดสิทธิใช้บัตรทันที และต้องส่งมอบบัตรแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ภายใน 30 วัน ✓
  • ง. ยังคงใช้บัตรได้จนกว่าจะหมดอายุ แต่ต้องส่งมอบบัตรคืนภายใน 30 วัน

Explanation: คำตอบที่ถูก: "หมดสิทธิใช้บัตรทันที และต้องส่งมอบบัตรแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ภายใน 30 วัน" ตามมาตรา 9 กำหนดว่าเมื่อผู้ถือบัตรเสียสัญชาติไทยไม่ว่าด้วยเหตุใด ผู้นั้นจะหมดสิทธิใช้บัตรประจำตัวประชาชนทันที และมีหน้าที่ต้องส่งมอบบัตรให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่แห่งท้องที่ที่ตนมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านภายใน 30 วันนับแต่วันที่เสียสัญชาติไทย ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ยังคงใช้บัตรได้จนกว่าจะหมดอายุ แต่ต้องส่งมอบบัตรคืนภายใน 60 วัน" ผิด: ผู้เสียสัญชาติหมดสิทธิใช้บัตรทันทีและต้องส่งมอบบัตรคืนภายใน 30 วัน ไม่ใช่ใช้ต่อได้จนหมดอายุหรือส่งคืนภายใน 60 วัน • "หมดสิทธิใช้บัตรทันที และต้องส่งมอบบัตรแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ภายใน 60 วัน" ผิด: กฎหมายกำหนดระยะเวลาส่งมอบบัตรไว้ภายใน 30 วัน ไม่ใช่ 60 วัน • "ยังคงใช้บัตรได้จนกว่าจะหมดอายุ แต่ต้องส่งมอบบัตรคืนภายใน 30 วัน" ผิด: กฎหมายกำหนดให้หมดสิทธิที่จะใช้บัตรนั้นทันที ไม่สามารถใช้ต่อไปจนหมดอายุได้ อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 9: “ผู้ถือบัตรผู้ใดเสียสัญชาติไทยเมื่อใด ไม่ว่าด้วยเหตุใดผู้นั้นหมดสิทธิที่จะใช้บัตรนั้นทันที และต้องส่งมอบบัตรนั้นให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่แห่งท้องที่ที่ตนมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่เสียสัญชาติไทย”

พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 9: “ผู้ถือบัตรผู้ใดเสียสัญชาติไทยเมื่อใด ไม่ว่าด้วยเหตุใดผู้นั้นหมดสิทธิที่จะใช้บัตรนั้นทันที และต้องส่งมอบบัตรนั้นให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่แห่งท้องที่ที่ตนมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่เสียสัญชาติไทย”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q84
pol_law_registration_id_military
hard
apply
Human Approved
Confidence: —%

นายเอได้รับหมายเรียกให้ไปเข้ารับการตรวจเลือกทหารกองเกิน แต่เมื่อถึงวันตรวจเลือก นายเอเกิดล้มป่วยกะทันหันจนไม่สามารถเดินทางไปตรวจเลือกได้ ตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร นายเอต้องปฏิบัติตามข้อใดจึงจะไม่ถือว่าหลีกเลี่ยงขัดขืน

  • ก. มอบหมายให้บิดามารดาทำหนังสือแจ้งขอเลื่อนต่อผู้ว่าราชการจังหวัดก่อนวันตรวจเลือก
  • ข. ไปแสดงตนพร้อมใบรับรองแพทย์ต่อนายอำเภอท้องที่ทันทีหลังจากที่หายจากอาการป่วยแล้ว
  • ค. ส่งใบรับรองแพทย์พร้อมคำร้องทางไปรษณีย์ด่วนพิเศษไปยังที่ว่าการอำเภอภายใน 7 วัน
  • ง. ให้บุคคลซึ่งบรรลุนิติภาวะและเชื่อถือได้ไปแจ้งต่อคณะกรรมการตรวจเลือกในวันตรวจเลือก ✓

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ให้บุคคลซึ่งบรรลุนิติภาวะและเชื่อถือได้ไปแจ้งต่อคณะกรรมการตรวจเลือกในวันตรวจเลือก" ตามมาตรา 27 (7) แห่งพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497 กำหนดข้อยกเว้นการไม่มาตรวจเลือกกรณีป่วยไว้ว่า จะไม่ถือว่าหลีกเลี่ยงขัดขืน หากป่วยไม่สามารถจะมาได้ โดยให้บุคคลซึ่งบรรลุนิติภาวะและเชื่อถือได้มาแจ้งต่อคณะกรรมการตรวจเลือกในวันตรวจเลือก ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "มอบหมายให้บิดามารดาทำหนังสือแจ้งขอเลื่อนต่อผู้ว่าราชการจังหวัดก่อนวันตรวจเลือก" ผิด: กรณีป่วยต้องให้บุคคลที่บรรลุนิติภาวะและเชื่อถือได้ไปแจ้งต่อคณะกรรมการตรวจเลือกในวันตรวจเลือก ไม่ใช่การยื่นหนังสือขอเลื่อนต่อผู้ว่าราชการจังหวัด • "ไปแสดงตนพร้อมใบรับรองแพทย์ต่อนายอำเภอท้องที่ทันทีหลังจากที่หายจากอาการป่วยแล้ว" ผิด: กฎหมายมิได้ให้รอจนหายป่วยแล้วค่อยไปรายงานตัว แต่ต้องมีผู้บรรลุนิติภาวะและเชื่อถือได้ไปแจ้งต่อคณะกรรมการในวันตรวจเลือกนั้น • "ส่งใบรับรองแพทย์พร้อมคำร้องทางไปรษณีย์ด่วนพิเศษไปยังที่ว่าการอำเภอภายใน 7 วัน" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ส่งหลักฐานทางไปรษณีย์ แต่ต้องให้บุคคลที่บรรลุนิติภาวะและเชื่อถือได้ไปแจ้งต่อคณะกรรมการในวันตรวจเลือก อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ. 2497 มาตรา 27: “ป่วยไม่สามารถจะมาได้ โดยให้บุคคลซึ่งบรรลุนิติภาวะและเชื่อถือได้มาแจ้งต่อคณะกรรมการตรวจเลือกในวันตรวจเลือก”

พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ. 2497 มาตรา 27: “ป่วยไม่สามารถจะมาได้ โดยให้บุคคลซึ่งบรรลุนิติภาวะและเชื่อถือได้มาแจ้งต่อคณะกรรมการตรวจเลือกในวันตรวจเลือก”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q85
pol_law_registration_id_military
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร ในกรณีที่เจ้าบ้านหรือบิดามารดามิได้แจ้งการเกิดให้ บุคคลดังกล่าวจะสามารถร้องขอต่อนายทะเบียนผู้รับแจ้งเพื่อแจ้งการเกิดได้ด้วยตนเองเมื่อมีอายุครบเท่าใด

  • ก. มีอายุครบ 15 ปี ✓
  • ข. มีอายุครบ 18 ปี
  • ค. มีอายุครบ 10 ปี
  • ง. มีอายุครบ 7 ปี

Explanation: คำตอบที่ถูก: "มีอายุครบ 15 ปี" ตามมาตรา 19/3 ผู้ที่เจ้าบ้านหรือบิดามารดามิได้แจ้งการเกิดให้ เมื่อมีอายุครบสิบห้าปีแล้วอาจร้องขอต่อนายทะเบียนผู้รับแจ้งเพื่อแจ้งการเกิดได้ด้วยตนเอง หากอายุยังไม่ครบสิบห้าปี กฎหมายกำหนดให้บิดามารดาหรือผู้ปกครองเป็นผู้แจ้งแทน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "มีอายุครบ 18 ปี" ผิด: กฎหมายกำหนดไว้ที่อายุครบสิบห้าปี ไม่จำเป็นต้องรอจนอายุครบสิบแปดปี • "มีอายุครบ 10 ปี" ผิด: กฎหมายกำหนดไว้ที่อายุครบสิบห้าปี มิใช่อายุครบสิบปี • "มีอายุครบ 7 ปี" ผิด: กฎหมายกำหนดไว้ที่อายุครบสิบห้าปี มิใช่อายุครบเจ็ดปี อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 มาตรา 19/3: “ผู้ซึ่งเจ้าบ้านหรือบิดามารดามิได้แจ้งการเกิดให้ตามมาตรา 18 เมื่อมีอายุครบสิบห้าปีแล้วอาจร้องขอต่อนายทะเบียนผู้รับแจ้งเพื่อแจ้งการเกิดได้ตามระเบียบที่ผู้อำนวยการทะเบียนกลางกำหนด”

พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 มาตรา 19/3: “ผู้ซึ่งเจ้าบ้านหรือบิดามารดามิได้แจ้งการเกิดให้ตามมาตรา 18 เมื่อมีอายุครบสิบห้าปีแล้วอาจร้องขอต่อนายทะเบียนผู้รับแจ้งเพื่อแจ้งการเกิดได้ตามระเบียบที่ผู้อำนวยการทะเบียนกลางกำหนด”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q86
pol_law_registration_id_military
medium
understand
Human Approved
Confidence: —%

ตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 ผู้ใดเอาไปเสียหรือยึดไว้ซึ่งบัตรประจำตัวประชาชนของผู้อื่น เพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ ต้องระวางโทษตามข้อใด

  • ก. ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 เดือนถึง 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 5,000 บาทถึง 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • ข. ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน และปรับไม่เกิน 10,000 บาท ✓
  • ค. ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • ง. ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือนถึง 5 ปี และปรับตั้งแต่ 10,000 บาทถึง 100,000 บาท

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน และปรับไม่เกิน 10,000 บาท" ตามมาตรา 15 ทวิ ผู้ใดเอาไปเสียหรือยึดไว้ซึ่งบัตรของผู้อื่น เพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน และปรับไม่เกิน 10,000 บาท ส่วนโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือนถึง 5 ปี และปรับตั้งแต่ 10,000 บาทถึง 100,000 บาท เป็นความผิดฐานนำบัตรผู้อื่นไปใช้แสดงตนตามมาตรา 15 และโทษตามมาตรา 16 เป็นกรณีการยินยอมให้ผู้อื่นนำบัตรของตนไปใช้ในทางทุจริต ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 เดือนถึง 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 5,000 บาทถึง 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ผิด: เป็นระวางโทษสำหรับความผิดฐานยินยอมให้ผู้อื่นนำบัตรของตนไปใช้ในทางทุจริตตามมาตรา 16 • "ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ผิด: เป็นอัตราโทษที่ไม่มีบัญญัติไว้สำหรับการกระทำความผิดตามมาตรานี้ • "ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือนถึง 5 ปี และปรับตั้งแต่ 10,000 บาทถึง 100,000 บาท" ผิด: เป็นระวางโทษสำหรับความผิดฐานนำบัตรของผู้อื่นไปใช้แสดงว่าตนเป็นเจ้าของบัตรตามมาตรา 15 อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 15 ทวิ: “มาตรา 15 ทวิ ผู้ใดเอาไปเสียหรือยึดไว้ซึ่งบัตรหรือใบรับหรือใบแทนใบรับของผู้อื่น เพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือนและปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท” พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 15: “มาตรา 15 ผู้ใดนำบัตรหรือใบรับหรือใบแทนใบรับของผู้อื่นไปใช้แสดงว่าตนเป็นเจ้าของบัตรหรือใบรับหรือใบแทนใบรับ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงห้าปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท” พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 16: “มาตรา 16 ผู้ใดยินยอมให้ผู้อื่นนำบัตรหรือใบรับหรือใบแทนใบรับของตนไปใช้ในทางทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามเดือนถึงสามปี หรือปรับตั้งแต่ห้าพันบาทถึงหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 15 ทวิ: “มาตรา 15 ทวิ ผู้ใดเอาไปเสียหรือยึดไว้ซึ่งบัตรหรือใบรับหรือใบแทนใบรับของผู้อื่น เพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือนและปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q87
pol_law_registration_id_military
hard
apply
Human Approved
Confidence: —%

ในวันตรวจเลือกทหารกองเกินเข้ารับราชการทหารกองประจำการ นายมานะเดินทางไปรายงานตัว ณ หน่วยตรวจเลือก และได้ยื่นคำร้องขอในเหตุผลความจำเป็นบางประการ ตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร เจ้าหน้าที่ผู้ใดมีหน้าที่ตามกฎหมายในการสอบสวนคำร้องขอดังกล่าวแล้วมอบเรื่องให้คณะกรรมการตรวจเลือกพิจารณา

  • ก. สัสดีจังหวัดที่กำกับดูแลการตรวจเลือก
  • ข. ประธานกรรมการตรวจเลือกในวันดังกล่าว
  • ค. นายอำเภอท้องที่ที่มีการตรวจเลือก ✓
  • ง. ผู้ว่าราชการจังหวัดที่รับผิดชอบในพื้นที่

Explanation: คำตอบที่ถูก: "นายอำเภอท้องที่ที่มีการตรวจเลือก" ตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497 มาตรา 28 จัตวา กำหนดให้เป็นหน้าที่ของนายอำเภอท้องที่ที่มีการตรวจเลือกในการสอบสวนบุคคลซึ่งร้องขอในเหตุผลต่าง ๆ แล้วมอบเรื่องให้คณะกรรมการตรวจเลือกพิจารณา ดังนั้น เมื่อนายมานะยื่นคำร้องขอดังกล่าว นายอำเภอท้องที่จึงมีหน้าที่ดำเนินการสอบสวน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "สัสดีจังหวัดที่กำกับดูแลการตรวจเลือก" ผิด: พระราชบัญญัติรับราชการทหารไม่ได้กำหนดให้สัสดีจังหวัดมีหน้าที่สอบสวนคำร้องขอในกรณีนี้ • "ประธานกรรมการตรวจเลือกในวันดังกล่าว" ผิด: พระราชบัญญัติรับราชการทหารกำหนดให้นายอำเภอท้องที่เป็นผู้สอบสวนแล้วจึงมอบเรื่องให้คณะกรรมการตรวจเลือกพิจารณา • "ผู้ว่าราชการจังหวัดที่รับผิดชอบในพื้นที่" ผิด: พระราชบัญญัติรับราชการทหารไม่ได้กำหนดให้เป็นหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัด แต่เป็นหน้าที่ของนายอำเภอท้องที่ที่มีการตรวจเลือก มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ. 2497 มาตรา 28: “มาตรา 28 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกำหนดผู้ดำรงตำแหน่งเทียบได้ไม่ต่ำกว่าผู้บัญชาการกองพล เป็นผู้มีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจเลือกและคณะกรรมการชั้นสูง” อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ. 2497 มาตรา 28 จัตวา: “ให้นายอำเภอท้องที่ที่มีการตรวจเลือกมีหน้าที่ดังต่อไปนี้” พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ. 2497 มาตรา 28 จัตวา: “(4) สอบสวนบุคคลซึ่งร้องขอในเหตุผลต่าง ๆ แล้วมอบเรื่องให้คณะกรรมการตรวจเลือกพิจารณา”

พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ. 2497 มาตรา 28 จัตวา: “ให้นายอำเภอท้องที่ที่มีการตรวจเลือกมีหน้าที่ดังต่อไปนี้”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q88
pol_law_registration_id_military
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 นายทะเบียนอำเภอหรือนายทะเบียนท้องถิ่น ต้องจัดทำทะเบียนคนเกิดและทะเบียนคนตายขึ้นจากหลักฐานใด

  • ก. บัตรประจำตัวประชาชนและทะเบียนบ้าน
  • ข. บันทึกการรับแจ้งและหนังสือรับรองแพทย์
  • ค. หนังสือยินยอมของบิดามารดาและญาติผู้ใหญ่
  • ง. สูติบัตรและมรณบัตร ✓

Explanation: คำตอบที่ถูก: "สูติบัตรและมรณบัตร" ตามพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 มาตรา 26 กำหนดให้นายทะเบียนอำเภอ หรือนายทะเบียนท้องถิ่น จัดทำทะเบียนคนเกิดและทะเบียนคนตายขึ้นจากสูติบัตรและมรณบัตรตามแบบพิมพ์และวิธีการที่ผู้อำนวยการทะเบียนกลางกำหนด ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "บัตรประจำตัวประชาชนและทะเบียนบ้าน" ผิด: กฎหมายกำหนดให้จัดทำทะเบียนคนเกิดและคนตายจากสูติบัตรและมรณบัตร มิใช่บัตรประจำตัวประชาชนหรือทะเบียนบ้าน • "บันทึกการรับแจ้งและหนังสือรับรองแพทย์" ผิด: กฎหมายกำหนดให้จัดทำทะเบียนคนเกิดและคนตายจากสูติบัตรและมรณบัตร มิใช่บันทึกการรับแจ้งหรือหนังสือรับรองแพทย์ • "หนังสือยินยอมของบิดามารดาและญาติผู้ใหญ่" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดให้จัดทำทะเบียนคนเกิดและคนตายจากหนังสือยินยอมของบิดามารดาหรือญาติผู้ใหญ่ อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 มาตรา 26: “ให้นายทะเบียนอำเภอ นายทะเบียนท้องถิ่น แล้วแต่กรณี จัดทำทะเบียนคนเกิด ทะเบียนคนตาย จากสูติบัตรและมรณบัตรตามแบบพิมพ์และวิธีการที่ผู้อำนวยการทะเบียนกลางกำหนด”

พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 มาตรา 26: “ให้นายทะเบียนอำเภอ นายทะเบียนท้องถิ่น แล้วแต่กรณี จัดทำทะเบียนคนเกิด ทะเบียนคนตาย จากสูติบัตรและมรณบัตรตามแบบพิมพ์และวิธีการที่ผู้อำนวยการทะเบียนกลางกำหนด”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q89
pol_law_registration_id_military
hard
apply
Human Approved
Confidence: —%

นายเอก อายุ 22 ปี มีภูมิลำเนาทหารอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ แต่ได้ไปทำงานรับจ้างอยู่ที่จังหวัดภูเก็ต ต่อมาได้รับหมายเรียกให้ไปรับการตรวจเลือกทหารที่เชียงใหม่ โดยนายอำเภอที่ภูเก็ตส่งมอบแทนให้ แต่นายเอกไม่มีค่าพาหนะและไม่สามารถเดินทางกลับไปได้ทัน ตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497 นายเอกจะต้องปฏิบัติตนอย่างไร

  • ก. รีบชี้แจงต่อนายอำเภอท้องที่ที่ตนไปอยู่ เพื่อเข้ารับการตรวจเลือกพร้อมกับคนในอำเภอนั้น ✓
  • ข. แจ้งกำนันหรือผู้ใหญ่บ้านท้องที่ที่ไปอยู่ เพื่อขอรับเงินสนับสนุนค่าพาหนะเดินทาง
  • ค. รอรับหมายเรียกฉบับใหม่ในปีถัดไป เนื่องจากมีเหตุจำเป็นเรื่องไม่มีค่าพาหนะเดินทาง
  • ง. ยื่นคำร้องต่อนายอำเภอภูมิลำเนาทหารเดิม เพื่อขอเลื่อนการตรวจเลือกไปเป็นปีถัดไป

Explanation: คำตอบที่ถูก: "รีบชี้แจงต่อนายอำเภอท้องที่ที่ตนไปอยู่ เพื่อเข้ารับการตรวจเลือกพร้อมกับคนในอำเภอนั้น" ตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497 มาตรา 32 กำหนดว่า เมื่อได้รับหมายเรียกแล้ว แต่ไม่สามารถไปตามหมายนั้นได้เพราะไม่มีค่าพาหนะหรือจะไปไม่ทัน ให้รีบชี้แจงต่อนายอำเภอท้องที่ที่ไปอยู่ เมื่อสอบสวนได้ความจริงก็ให้เข้ารับการตรวจเลือกพร้อมกับคนในอำเภอท้องที่ที่ไปอยู่นั้นได้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "แจ้งกำนันหรือผู้ใหญ่บ้านท้องที่ที่ไปอยู่ เพื่อขอรับเงินสนับสนุนค่าพาหนะเดินทาง" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดให้แจ้งผู้นำชุมชนเพื่อขอรับเงินสนับสนุน แต่ต้องรีบชี้แจงต่อนายอำเภอท้องที่ที่ไปอยู่ • "รอรับหมายเรียกฉบับใหม่ในปีถัดไป เนื่องจากมีเหตุจำเป็นเรื่องไม่มีค่าพาหนะเดินทาง" ผิด: กฎหมายไม่ได้อนุญาตให้รอรับหมายเรียกใหม่ในปีถัดไป แต่กำหนดให้ต้องรีบชี้แจงต่อนายอำเภอท้องที่ที่ไปอยู่ • "ยื่นคำร้องต่อนายอำเภอภูมิลำเนาทหารเดิม เพื่อขอเลื่อนการตรวจเลือกไปเป็นปีถัดไป" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ยื่นขอเลื่อนไปเป็นปีถัดไป แต่ให้รีบชี้แจงต่อนายอำเภอท้องที่ที่ไปอยู่เพื่อรับการตรวจเลือกในท้องที่นั้น อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ. 2497 มาตรา 32: “เมื่อได้รับหมายเรียกแล้ว แต่ไม่สามารถจะไปตามหมายนั้นได้ เพราะไม่มีค่าพาหนะหรือจะไปไม่ทัน ผู้นั้นต้องรีบชี้แจงต่อนายอำเภอท้องที่ที่ไปอยู่” พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ. 2497 มาตรา 32: “เมื่อนายอำเภอท้องที่นั้นสอบสวนได้ความจริงก็ให้เข้ารับการตรวจเลือกพร้อมกับคนในอำเภอท้องที่ที่ไปอยู่”

พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ. 2497 มาตรา 32: “เมื่อได้รับหมายเรียกแล้ว แต่ไม่สามารถจะไปตามหมายนั้นได้ เพราะไม่มีค่าพาหนะหรือจะไปไม่ทัน ผู้นั้นต้องรีบชี้แจงต่อนายอำเภอท้องที่ที่ไปอยู่”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q90
pol_law_registration_id_military
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 เมื่อมีผู้ย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านโดยมีเจตนาจะถือเป็นภูมิลำเนา เจ้าบ้านต้องแจ้งต่อนายทะเบียนผู้รับแจ้งเพื่อเพิ่มชื่อบุคคลนั้นเข้าในทะเบียนบ้านภายในกำหนดเวลาเท่าใด นับแต่วันที่ผู้ย้ายได้เข้าอยู่ในบ้าน

  • ก. ภายใน 7 วัน
  • ข. ภายใน 15 วัน ✓
  • ค. ภายใน 60 วัน
  • ง. ภายใน 30 วัน

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ภายใน 15 วัน" ตามมาตรา 30/1 แห่งพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 กำหนดว่าเมื่อมีผู้ย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านโดยมีเจตนาจะถือเป็นภูมิลำเนา ให้เจ้าบ้านแจ้งต่อนายทะเบียนผู้รับแจ้งเพื่อเพิ่มชื่อเข้าในทะเบียนบ้านภายใน 15 วันนับแต่วันที่ผู้ย้ายได้เข้าอยู่ในบ้าน ดังนั้นคำตอบที่ถูกต้องคือภายใน 15 วัน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ภายใน 7 วัน" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดระยะเวลาแจ้งย้ายเข้าภายใน 7 วัน แต่กำหนดไว้ที่ 15 วัน • "ภายใน 60 วัน" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดระยะเวลาแจ้งย้ายเข้าภายใน 60 วัน แต่กำหนดไว้ที่ 15 วัน • "ภายใน 30 วัน" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดระยะเวลาแจ้งย้ายเข้าภายใน 30 วัน แต่กำหนดไว้ที่ 15 วัน อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 มาตรา 30/1: “เจ้าบ้านใดมีผู้ย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านโดยมีเจตนาจะถือเป็นภูมิลำเนา ให้แจ้งให้นายทะเบียนผู้รับแจ้งทราบเพื่อเพิ่มชื่อบุคคลนั้นเข้าในทะเบียนบ้านภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ผู้ย้ายได้เข้าอยู่ในบ้าน”

พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 มาตรา 30/2: “เจ้าบ้านใดมีผู้ย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านโดยมีเจตนาจะถือเป็นภูมิลำเนา ให้แจ้งให้นายทะเบียนผู้รับแจ้งทราบเพื่อเพิ่มชื่อบุคคลนั้นเข้าในทะเบียนบ้านภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ผู้ย้ายได้เข้าอยู่ในบ้าน”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q91
pol_law_registration_id_military
medium
understand
Human Approved
Confidence: —%

ตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร บุคคลซึ่งต้องลงบัญชีทหารกองเกิน ในกรณีที่บิดายังมีชีวิตอยู่ จะต้องลงบัญชีทหารกองเกิน ณ อำเภอท้องที่ใด

  • ก. อำเภอท้องที่ที่พบตัวบุคคลนั้น
  • ข. อำเภอท้องที่ที่ตนเองมีภูมิลำเนา
  • ค. อำเภอท้องที่ที่บิดามีภูมิลำเนา ✓
  • ง. อำเภอท้องที่ที่มารดามีภูมิลำเนา

Explanation: คำตอบที่ถูก: "อำเภอท้องที่ที่บิดามีภูมิลำเนา" ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497 บุคคลซึ่งบิดายังมีชีวิตอยู่ กฎหมายกำหนดให้ลงบัญชีทหารกองเกินที่อำเภอท้องที่ที่บิดามีภูมิลำเนา ส่วนกรณีที่จะลงบัญชีตามภูมิลำเนาของมารดาได้นั้น บิดาต้องถึงแก่กรรมแล้ว หรือเป็นบุตรนอกสมรสที่บิดามิได้จดทะเบียนรับรองบุตร ดังนั้น จึงต้องลงบัญชี ณ อำเภอท้องที่ที่บิดามีภูมิลำเนา ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "อำเภอท้องที่ที่พบตัวบุคคลนั้น" ผิด: กฎหมายให้ลงบัญชีตามอำเภอท้องที่ที่พบตัวบุคคลเฉพาะกรณีที่ไม่ปรากฏภูมิลำเนาของบุคคลนั้น • "อำเภอท้องที่ที่ตนเองมีภูมิลำเนา" ผิด: กฎหมายให้ลงบัญชีตามภูมิลำเนาของตนเองเฉพาะกรณีไม่อาจลงบัญชีตามบิดา มารดา หรือผู้ปกครองได้ • "อำเภอท้องที่ที่มารดามีภูมิลำเนา" ผิด: กฎหมายให้ลงบัญชีตามภูมิลำเนาของมารดาได้ต่อเมื่อบิดาถึงแก่กรรมแล้ว หรือเป็นบุตรนอกสมรสที่บิดามิได้จดทะเบียนรับรองบุตร อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ. 2497 มาตรา 5: “มาตรา 5 บุคคลซึ่งต้องลงบัญชีทหารกองเกิน ให้ลงบัญชีที่อำเภอดังต่อไปนี้” พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ. 2497 มาตรา 5: “บุคคลซึ่งบิดายังมีชีวิตอยู่ หรือถ้าบิดาถึงแก่กรรมแล้วมารดายังมีชีวิตอยู่ หรือถ้าทั้งบิดาและมารดาถึงแก่กรรมแล้วมีผู้ปกครอง ให้ลงบัญชีทหารกองเกินที่อำเภอท้องที่ที่บิดาหรือมารดาหรือผู้ปกครองมีภูมิลำเนา”

พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ. 2497 มาตรา 5: “มาตรา 5 บุคคลซึ่งต้องลงบัญชีทหารกองเกิน ให้ลงบัญชีที่อำเภอดังต่อไปนี้”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q92
pol_law_registration_id_military
hard
apply
Human Approved
Confidence: —%

นายเอก เป็นทหารกองหนุนที่ถูกเรียกเข้ารับราชการทหารในการเรียกพลเพื่อฝึกวิชาทหารตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร ในระหว่างที่เข้ารับการฝึกดังกล่าว นายเอกมีสถานะเกี่ยวกับวินัยตามที่กฎหมายกำหนดไว้อย่างไร

  • ก. ได้รับการยกเว้นวินัยทหารเพราะยังมิใช่ทหารประจำการ
  • ข. อยู่ภายใต้กฎระเบียบวินัยของข้าราชการพลเรือนสามัญ
  • ค. ต้องอยู่ในวินัยทหารเฉพาะกรณีที่มีการประกาศระดมพล
  • ง. ต้องอยู่ในวินัยทหารเหมือนทหารกองประจำการ ✓

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ต้องอยู่ในวินัยทหารเหมือนทหารกองประจำการ" ตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497 มาตรา 37 กำหนดว่า ทหารกองเกินและทหารกองหนุนที่ถูกเรียกเข้ารับราชการตามมาตรา 36 (ซึ่งรวมถึงการเรียกพลเพื่อฝึกวิชาทหาร) ต้องอยู่ในวินัยทหารเหมือนทหารกองประจำการ ดังนั้น ในระหว่างที่นายเอกเข้ารับการฝึก จึงต้องปฏิบัติตนตามวินัยทหารเช่นเดียวกับทหารกองประจำการ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ได้รับการยกเว้นวินัยทหารเพราะยังมิใช่ทหารประจำการ" ผิด: กฎหมายไม่ได้ยกเว้นวินัยทหารให้ แต่บัญญัติชัดเจนว่าต้องอยู่ในวินัยทหารเหมือนทหารกองประจำการ • "อยู่ภายใต้กฎระเบียบวินัยของข้าราชการพลเรือนสามัญ" ผิด: กฎหมายกำหนดให้อยู่ในวินัยทหารเหมือนทหารกองประจำการ มิใช่กฎระเบียบของข้าราชการพลเรือน • "ต้องอยู่ในวินัยทหารเฉพาะกรณีที่มีการประกาศระดมพล" ผิด: กฎหมายใช้บังคับกับการถูกเรียกเข้ารับราชการตามมาตรา 36 ทุกกรณี ทั้งการเรียกพลและการระดมพล มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ. 2497 มาตรา 36: “มาตรา 36 ทหารกองเกินหรือทหารกองหนุนมีหน้าที่เข้ารับราชการทหารในการเรียกพลเพื่อตรวจสอบ เพื่อฝึกวิชาทหาร หรือเพื่อทดลองความพรั่งพร้อม และในการระดมพล กระทรวงกลาโหมมีอำนาจกำหนดให้ทำการเรียกพลเพื่อตรวจสอบ เพื่อฝึกวิชาทหาร …” อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ. 2497 มาตรา 37: “ทหารกองเกินและทหารกองหนุนที่ถูกเรียกเข้ารับราชการตามมาตรา 36 และทหารประจำการ ต้องอยู่ในวินัยทหารเหมือนทหารกองประจำการ”

พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ. 2497 มาตรา 37: “ทหารกองเกินและทหารกองหนุนที่ถูกเรียกเข้ารับราชการตามมาตรา 36 และทหารประจำการ ต้องอยู่ในวินัยทหารเหมือนทหารกองประจำการ”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q93
pol_law_registration_id_military
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 เมื่อบัตรประจำตัวหมดอายุ ผู้ถือบัตรมีหน้าที่ต้องยื่นคำขอต่ออายุบัตรประจำตัวภายในกำหนดเวลาใด

  • ก. ภายใน 60 วันนับแต่วันที่บัตรหมดอายุ ✓
  • ข. ภายใน 15 วันนับแต่วันที่บัตรหมดอายุ
  • ค. ภายใน 30 วันนับแต่วันที่บัตรหมดอายุ
  • ง. ภายใน 90 วันนับแต่วันที่บัตรหมดอายุ

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ภายใน 60 วันนับแต่วันที่บัตรหมดอายุ" ตามมาตรา 38/3 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 กำหนดให้บัตรประจำตัวมีอายุสิบปี และให้ผู้ถือบัตรมีหน้าที่ยื่นคำขอต่ออายุบัตรประจำตัวภายในหกสิบวันนับแต่วันที่บัตรหมดอายุ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ภายใน 15 วันนับแต่วันที่บัตรหมดอายุ" ผิด: กฎหมายกำหนดให้ยื่นคำขอต่ออายุบัตรประจำตัวภายใน 60 วัน ไม่ใช่ 15 วัน • "ภายใน 30 วันนับแต่วันที่บัตรหมดอายุ" ผิด: กฎหมายกำหนดให้ยื่นคำขอต่ออายุบัตรประจำตัวภายใน 60 วัน ไม่ใช่ 30 วัน • "ภายใน 90 วันนับแต่วันที่บัตรหมดอายุ" ผิด: กฎหมายกำหนดให้ยื่นคำขอต่ออายุบัตรประจำตัวภายใน 60 วัน ไม่ใช่ 90 วัน อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 มาตรา 38/3: “บัตรประจำตัวตามมาตรา 19/2 มาตรา 38/1 และมาตรา 38/2 มีอายุสิบปี และให้ผู้ถือบัตรมีหน้าที่ยื่นคำขอต่ออายุบัตรประจำตัวภายในหกสิบวันนับแต่วันที่บัตรหมดอายุ”

พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 มาตรา 38/3: “บัตรประจำตัวตามมาตรา 19/2 มาตรา 38/1 และมาตรา 38/2 มีอายุสิบปี และให้ผู้ถือบัตรมีหน้าที่ยื่นคำขอต่ออายุบัตรประจำตัวภายในหกสิบวันนับแต่วันที่บัตรหมดอายุ”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q94
pol_law_registration_id_military
medium
understand
Human Approved
Confidence: —%

ตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร เมื่อทหารกองเกินหรือทหารกองหนุนประสงค์จะย้ายภูมิลำเนาทหาร จะต้องปฏิบัติตามข้อใดจึงจะถูกต้อง

  • ก. แจ้งต่อนายอำเภอท้องที่ที่ตนเข้ามาอยู่ ภายใน 15 วันนับแต่วันที่ย้ายเข้ามาอยู่ในท้องที่
  • ข. แจ้งต่อนายอำเภอท้องที่ที่ตนเข้ามาอยู่ ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ย้ายเข้ามาอยู่ในท้องที่ ✓
  • ค. แจ้งต่อนายอำเภอท้องที่ที่เป็นภูมิลำเนาทหารเดิม ภายใน 15 วันนับแต่วันที่ย้ายเข้ามาอยู่ในท้องที่
  • ง. แจ้งต่อนายอำเภอท้องที่ที่เป็นภูมิลำเนาทหารเดิม ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ย้ายเข้ามาอยู่ในท้องที่

Explanation: คำตอบที่ถูก: "แจ้งต่อนายอำเภอท้องที่ที่ตนเข้ามาอยู่ ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ย้ายเข้ามาอยู่ในท้องที่" ตามมาตรา 12 วรรคสองและวรรคสาม กำหนดว่า หากประสงค์จะย้ายภูมิลำเนาทหาร ให้แจ้งต่อนายอำเภอท้องที่ที่ตนเข้ามาอยู่ และต้องดำเนินการแจ้งภายใน 30 วันนับแต่วันที่ย้ายเข้ามาอยู่ในท้องที่ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "แจ้งต่อนายอำเภอท้องที่ที่ตนเข้ามาอยู่ ภายใน 15 วันนับแต่วันที่ย้ายเข้ามาอยู่ในท้องที่" ผิด: กำหนดเวลาตามกฎหมายคือภายใน 30 วันนับแต่วันที่ย้ายเข้ามาอยู่ในท้องที่ ไม่ใช่ 15 วัน • "แจ้งต่อนายอำเภอท้องที่ที่เป็นภูมิลำเนาทหารเดิม ภายใน 15 วันนับแต่วันที่ย้ายเข้ามาอยู่ในท้องที่" ผิด: กฎหมายกำหนดให้แจ้งต่อนายอำเภอท้องที่ที่ตนเข้ามาอยู่ภายใน 30 วัน ไม่ใช่แจ้งภูมิลำเนาเดิมภายใน 15 วัน • "แจ้งต่อนายอำเภอท้องที่ที่เป็นภูมิลำเนาทหารเดิม ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ย้ายเข้ามาอยู่ในท้องที่" ผิด: กฎหมายกำหนดให้แจ้งต่อนายอำเภอท้องที่ที่ตนเข้ามาอยู่ ไม่ใช่ท้องที่ที่เป็นภูมิลำเนาทหารเดิม อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ. 2497 มาตรา 12: “ถ้าบุคคลตามวรรคหนึ่งประสงค์จะย้ายภูมิลำเนาทหาร ให้แจ้งต่อนายอำเภอท้องที่ที่ตนเข้ามาอยู่นั้น” พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ. 2497 มาตรา 12: “การแจ้งย้ายตามวรรคหนึ่งและวรรคสองให้กระทำภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ย้ายเข้ามาอยู่ในท้องที่”

พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ. 2497 มาตรา 12: “ถ้าบุคคลตามวรรคหนึ่งประสงค์จะย้ายภูมิลำเนาทหาร ให้แจ้งต่อนายอำเภอท้องที่ที่ตนเข้ามาอยู่นั้น”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q95
pol_law_registration_id_military
hard
apply
Human Approved
Confidence: —%

นายสมศักดิ์มีหน้าที่ต้องไปรับหมายเรียกที่อำเภอตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร แต่ไม่ได้ไปรับตามกำหนด ต่อมา ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะยกเรื่องขึ้นพิจารณาความผิด นายสมศักดิ์ได้เดินทางไปขอรับหมายเรียกที่อำเภอด้วยตนเอง นายสมศักดิ์จะต้องระวางโทษอย่างไรตามกฎหมาย

  • ก. ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 300 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • ข. ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 500 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • ค. ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 100 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ✓
  • ง. ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 200 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 100 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497 มาตรา 44 วรรคหนึ่ง กำหนดโทษผู้ไม่มารับหมายเรียกที่อำเภอไว้คือ จำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 300 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่ตามมาตรา 44 วรรคสอง บัญญัติว่าหากได้มาขอรับหมายเรียกที่อำเภอด้วยตนเองก่อนที่เจ้าหน้าที่จะยกเรื่องขึ้นพิจารณาความผิด จะมีอัตราโทษลดลงเหลือระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 100 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 300 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ผิด: เป็นอัตราโทษในกรณีทั่วไปที่ไม่ได้มาขอรับหมายเรียกด้วยตนเองก่อนเจ้าหน้าที่ยกเรื่องขึ้นพิจารณาความผิด • "ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 500 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ผิด: เป็นอัตราโทษที่ไม่มีบัญญัติไว้สำหรับกรณีความผิดนี้ • "ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 200 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ผิด: กฎหมายกำหนดโทษปรับไม่เกิน 100 บาท ไม่ใช่ 200 บาท อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ. 2497 มาตรา 44: “ถ้าก่อนที่เจ้าหน้าที่ยกเรื่องขึ้นพิจารณาความผิด บุคคลนั้นได้มาขอลงบัญชีทหารกองเกินหรือขอลงบัญชีทหารกองเกินใหม่ หรือมาขอรับหมายเรียกที่อำเภอด้วยตนเอง หรือให้บุคคลซึ่งบรรลุนิติภาวะและเชื่อถือได้มาแทนตน แล้วแต่กรณี ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งร้อยบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ. 2497 มาตรา 44: “หรือไม่มารับหมายเรียกที่อำเภอตามมาตรา 25 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือปรับไม่เกินสามร้อยบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ. 2497 มาตรา 44: “ถ้าก่อนที่เจ้าหน้าที่ยกเรื่องขึ้นพิจารณาความผิด บุคคลนั้นได้มาขอลงบัญชีทหารกองเกินหรือขอลงบัญชีทหารกองเกินใหม่ หรือมาขอรับหมายเรียกที่อำเภอด้วยตนเอง หรือให้บุคคลซึ่งบรรลุนิติภาวะและเชื่อถือได้มาแทนตน แล้วแต่กรณี ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งร้อยบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q96
pol_law_registration_id_military
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน บุคคลผู้มีสัญชาติไทยและมีชื่อในทะเบียนบ้าน ต้องมีบัตรประจำตัวประชาชนเมื่อมีอายุตามเกณฑ์ใด

  • ก. ตั้งแต่ 15 ปีบริบูรณ์ แต่ไม่เกิน 70 ปีบริบูรณ์
  • ข. ตั้งแต่ 15 ปีบริบูรณ์ แต่ไม่เกิน 60 ปีบริบูรณ์
  • ค. ตั้งแต่ 7 ปีบริบูรณ์ แต่ไม่เกิน 60 ปีบริบูรณ์
  • ง. ตั้งแต่ 7 ปีบริบูรณ์ แต่ไม่เกิน 70 ปีบริบูรณ์ ✓

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ตั้งแต่ 7 ปีบริบูรณ์ แต่ไม่เกิน 70 ปีบริบูรณ์" ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 กำหนดให้บุคคลสัญชาติไทยซึ่งมีอายุตั้งแต่ 7 ปีบริบูรณ์ แต่ไม่เกิน 70 ปีบริบูรณ์ และมีชื่อในทะเบียนบ้านต้องมีบัตร โดยมาตรา 4 ให้คำนิยามว่า “บัตร” หมายความว่า บัตรประจำตัวประชาชน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ตั้งแต่ 15 ปีบริบูรณ์ แต่ไม่เกิน 70 ปีบริบูรณ์" ผิด: กฎหมายกำหนดอายุเริ่มต้นที่ต้องมีบัตรไว้ที่ตั้งแต่ 7 ปีบริบูรณ์ ไม่ใช่ 15 ปีบริบูรณ์ • "ตั้งแต่ 15 ปีบริบูรณ์ แต่ไม่เกิน 60 ปีบริบูรณ์" ผิด: กฎหมายกำหนดให้เริ่มทำบัตรตั้งแต่อายุ 7 ปีบริบูรณ์ และสิ้นสุดที่ 70 ปีบริบูรณ์ ไม่ใช่ 15 ถึง 60 ปี • "ตั้งแต่ 7 ปีบริบูรณ์ แต่ไม่เกิน 60 ปีบริบูรณ์" ผิด: กฎหมายกำหนดอายุสูงสุดที่ต้องมีบัตรไว้ที่ไม่เกิน 70 ปีบริบูรณ์ ไม่ใช่ 60 ปีบริบูรณ์ อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 5: “มาตรา 5 ผู้มีสัญชาติไทยซึ่งมีอายุตั้งแต่เจ็ดปีบริบูรณ์ แต่ไม่เกินเจ็ดสิบปีบริบูรณ์ และมีชื่อในทะเบียนบ้านต้องมีบัตรตามที่กำหนดในพระราชบัญญัตินี้” พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 4: ““บัตร” หมายความว่า บัตรประจำตัวประชาชน”

พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 4: “มาตรา 5 ผู้มีสัญชาติไทยซึ่งมีอายุตั้งแต่เจ็ดปีบริบูรณ์ แต่ไม่เกินเจ็ดสิบปีบริบูรณ์ และมีชื่อในทะเบียนบ้านต้องมีบัตรตามที่กำหนดในพระราชบัญญัตินี้”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q97
pol_law_registration_id_military
medium
understand
Human Approved
Confidence: —%

ตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร บุคคลซึ่งยังมิได้ลงบัญชีทหารกองเกินพร้อมกับคนชั้นปีเดียวกัน มีหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการไปลงบัญชีทหารกองเกินอย่างไร

  • ก. ต้องมีอายุยังไม่ถึง 46 ปีบริบูรณ์ โดยต้องไปแจ้งด้วยตนเองจะให้ผู้อื่นแจ้งแทนไม่ได้ ✓
  • ข. ต้องไปแสดงตนต่อนายอำเภอเพื่อลงบัญชีภายใน 60 วัน นับแต่วันที่สามารถจะปฏิบัติได้
  • ค. สามารถให้บุคคลอื่นซึ่งบรรลุนิติภาวะไปแจ้งแทนได้ หากมีเหตุจำเป็นไม่สามารถไปด้วยตนเอง
  • ง. หากอายุเกิน 30 ปีบริบูรณ์ไปแล้ว กฎหมายยกเว้นให้ไม่ต้องไปลงบัญชีทหารกองเกินอีกต่อไป

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ต้องมีอายุยังไม่ถึง 46 ปีบริบูรณ์ โดยต้องไปแจ้งด้วยตนเองจะให้ผู้อื่นแจ้งแทนไม่ได้" ตามมาตรา 18 บุคคลที่ยังมิได้ลงบัญชีทหารกองเกินพร้อมกับคนชั้นปีเดียวกัน หากอายุยังไม่ถึง 46 ปีบริบูรณ์ ให้ไปลงบัญชีภายใน 30 วันนับแต่วันที่สามารถจะปฏิบัติได้ และกฎหมายกำหนดไว้อย่างเคร่งครัดว่าจะให้ผู้อื่นแจ้งแทนไม่ได้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ต้องไปแสดงตนต่อนายอำเภอเพื่อลงบัญชีภายใน 60 วัน นับแต่วันที่สามารถจะปฏิบัติได้" ผิด: กฎหมายกำหนดให้ปฏิบัติภายใน 30 วันนับแต่วันที่สามารถจะปฏิบัติได้ ไม่ใช่ 60 วัน • "สามารถให้บุคคลอื่นซึ่งบรรลุนิติภาวะไปแจ้งแทนได้ หากมีเหตุจำเป็นไม่สามารถไปด้วยตนเอง" ผิด: มาตรา 18 กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า จะให้ผู้อื่นแจ้งแทนไม่ได้ • "หากอายุเกิน 30 ปีบริบูรณ์ไปแล้ว กฎหมายยกเว้นให้ไม่ต้องไปลงบัญชีทหารกองเกินอีกต่อไป" ผิด: กฎหมายกำหนดเงื่อนไขอายุไว้ที่ยังไม่ถึง 46 ปีบริบูรณ์ ไม่ใช่ยกเว้นเมื่ออายุเกิน 30 ปีบริบูรณ์ อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ. 2497 มาตรา 18: “ถ้าอายุยังไม่ถึงสี่สิบหกปีบริบูรณ์ ให้ปฏิบัติทำนองเดียวกับมาตรา 16 ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่สามารถจะปฏิบัติได้ แต่จะให้ผู้อื่นแจ้งแทนไม่ได้”

พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ. 2497 มาตรา 18: “ถ้าอายุยังไม่ถึงสี่สิบหกปีบริบูรณ์ ให้ปฏิบัติทำนองเดียวกับมาตรา 16 ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่สามารถจะปฏิบัติได้ แต่จะให้ผู้อื่นแจ้งแทนไม่ได้”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q98
pol_law_procedure_other
medium
understand
Human Approved
Confidence: —%

ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ในกรณีที่ลูกจ้างทำงานที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัยตามที่กำหนดในกฎกระทรวง นายจ้างจะกำหนดเวลาทำงานปกติได้ไม่เกินตามข้อใด

  • ก. วันหนึ่งไม่เกิน 8 ชั่วโมง และสัปดาห์หนึ่งไม่เกิน 48 ชั่วโมง
  • ข. วันหนึ่งไม่เกิน 7 ชั่วโมง และสัปดาห์หนึ่งไม่เกิน 42 ชั่วโมง ✓
  • ค. วันหนึ่งไม่เกิน 6 ชั่วโมง และสัปดาห์หนึ่งไม่เกิน 36 ชั่วโมง
  • ง. วันหนึ่งไม่เกิน 7 ชั่วโมง และสัปดาห์หนึ่งไม่เกิน 40 ชั่วโมง

Explanation: คำตอบที่ถูก: "วันหนึ่งไม่เกิน 7 ชั่วโมง และสัปดาห์หนึ่งไม่เกิน 42 ชั่วโมง" ตามมาตรา 23 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 กำหนดเวลาทำงานปกติทั่วไปไว้ไม่เกินวันละ 8 ชั่วโมง และสัปดาห์ละไม่เกิน 48 ชั่วโมง แต่งานที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัยของลูกจ้าง กฎหมายกำหนดคุ้มครองเป็นพิเศษโดยให้ทำงานปกติวันหนึ่งต้องไม่เกิน 7 ชั่วโมง และเมื่อรวมทั้งสิ้นสัปดาห์หนึ่งต้องไม่เกิน 42 ชั่วโมง ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "วันหนึ่งไม่เกิน 8 ชั่วโมง และสัปดาห์หนึ่งไม่เกิน 48 ชั่วโมง" ผิด: เป็นเกณฑ์เวลาทำงานปกติของงานทั่วไป ไม่ใช่งานที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัย • "วันหนึ่งไม่เกิน 6 ชั่วโมง และสัปดาห์หนึ่งไม่เกิน 36 ชั่วโมง" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดเพดานเวลาทำงานปกติไว้ที่วันละไม่เกิน 6 ชั่วโมง หรือสัปดาห์ละไม่เกิน 36 ชั่วโมง • "วันหนึ่งไม่เกิน 7 ชั่วโมง และสัปดาห์หนึ่งไม่เกิน 40 ชั่วโมง" ผิด: กฎหมายกำหนดเวลาทำงานรวมในสัปดาห์หนึ่งไว้ไม่เกิน 42 ชั่วโมง ไม่ใช่ไม่เกิน 40 ชั่วโมง อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 23: “เว้นแต่งานที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัยของลูกจ้างตามที่กำหนดในกฎกระทรวงต้องมีเวลาทำงานปกติวันหนึ่งไม่เกินเจ็ดชั่วโมง และเมื่อรวมเวลาทำงานทั้งสิ้นแล้วสัปดาห์หนึ่งต้องไม่เกินสี่สิบสองชั่วโมง”

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 23: “เว้นแต่งานที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัยของลูกจ้างตามที่กำหนดในกฎกระทรวงต้องมีเวลาทำงานปกติวันหนึ่งไม่เกินเจ็ดชั่วโมง และเมื่อรวมเวลาทำงานทั้งสิ้นแล้วสัปดาห์หนึ่งต้องไม่เกินสี่สิบสองชั่วโมง”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q99
pol_law_procedure_other
hard
apply
Human Approved
Confidence: —%

นายเดชาได้รับใบอนุญาตให้ซื้ออาวุธปืนจากนายทะเบียนท้องที่เพื่อนำไปจัดซื้อปืนจากร้านค้าจำหน่ายอาวุธปืน ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 ใบอนุญาตให้ซื้อดังกล่าวมีกำหนดอายุเท่าใด

  • ก. มีอายุ 3 เดือนนับแต่วันออก
  • ข. มีอายุ 1 ปีนับแต่วันออก
  • ค. มีอายุ 6 เดือนนับแต่วันออก ✓
  • ง. มีอายุ 2 ปีนับแต่วันออก

Explanation: คำตอบที่ถูก: "มีอายุ 6 เดือนนับแต่วันออก" ตามมาตรา 23 (2) แห่งพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า ใบอนุญาตให้ซื้อมีอายุหกเดือนนับแต่วันออก ดังนั้น ใบอนุญาตของนายเดชาจึงมีอายุ 6 เดือนนับแต่วันที่ออกใบอนุญาต ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "มีอายุ 3 เดือนนับแต่วันออก" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดอายุใบอนุญาตให้ซื้อไว้ที่ 3 เดือน แต่กำหนดไว้ที่ 6 เดือนนับแต่วันออก • "มีอายุ 1 ปีนับแต่วันออก" ผิด: ระยะเวลา 1 ปี เป็นอายุของใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว หรือใบอนุญาตให้สั่งหรือนำเข้า ไม่ใช่ใบอนุญาตให้ซื้อ • "มีอายุ 2 ปีนับแต่วันออก" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดอายุใบอนุญาตให้ซื้อไว้ที่ 2 ปี แต่กำหนดไว้ที่ 6 เดือนนับแต่วันออก อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 23: “(2) ใบอนุญาตให้ซื้อ มีอายุหกเดือนนับแต่วันออก”

พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 23: “(2) ใบอนุญาตให้ซื้อ มีอายุหกเดือนนับแต่วันออก”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q100
pol_law_procedure_other
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด นอกจากยาเสพติดให้โทษและวัตถุออกฤทธิ์แล้ว กฎหมายยังบัญญัติห้ามมิให้ผู้ใดจูงใจ ชักนำ ยุยงส่งเสริม หลอกลวง หรือขู่เข็ญบังคับให้ผู้อื่นเสพสิ่งใด

  • ก. เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • ข. สารเคมีกำจัดศัตรูพืช
  • ค. ผลิตภัณฑ์ยาสูบ
  • ง. สารระเหย ✓

Explanation: คำตอบที่ถูก: "สารระเหย" ตามมาตรา 106 บัญญัติห้ามมิให้ผู้ใดจูงใจ ชักนำ ยุยงส่งเสริม ใช้อุบายหลอกลวง ขู่เข็ญ ใช้กำลังบังคับ หรือข่มขืนใจด้วยวิธีอื่นใด ให้ผู้อื่นเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ประเภท 2 หรือประเภท 5 วัตถุออกฤทธิ์ หรือสารระเหย ดังนั้น สิ่งที่กฎหมายบัญญัติห้ามไว้ร่วมกับยาเสพติดให้โทษและวัตถุออกฤทธิ์คือสารระเหย ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เครื่องดื่มแอลกอฮอล์" ผิด: ประมวลกฎหมายยาเสพติดไม่ได้ระบุถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่ระบุถึงสารระเหย • "สารเคมีกำจัดศัตรูพืช" ผิด: ประมวลกฎหมายยาเสพติดไม่ได้ระบุถึงสารเคมีกำจัดศัตรูพืช แต่ระบุถึงสารระเหย • "ผลิตภัณฑ์ยาสูบ" ผิด: ประมวลกฎหมายยาเสพติดไม่ได้ระบุถึงผลิตภัณฑ์ยาสูบ แต่ระบุถึงสารระเหย อ้างอิงตัวบท ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 106: “ห้ามผู้ใดจูงใจ ชักนำ ยุยงส่งเสริม ใช้อุบายหลอกลวง ขู่เข็ญ ใช้กำลังบังคับ ใช้อำนาจครอบงำผิดคลองธรรม หรือใช้วิธีข่มขืนใจด้วยประการอื่นใด ให้ผู้อื่นเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ประเภท 2 หรือประเภท 5 วัตถุออกฤทธิ์ หรือสารระเหย”

ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 106: “ห้ามผู้ใดจูงใจ ชักนำ ยุยงส่งเสริม ใช้อุบายหลอกลวง ขู่เข็ญ ใช้กำลังบังคับ ใช้อำนาจครอบงำผิดคลองธรรม หรือใช้วิธีข่มขืนใจด้วยประการอื่นใด ให้ผู้อื่นเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ประเภท 2 หรือประเภท 5 วัตถุออกฤทธิ์ หรือสารระเหย”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q101
pol_law_procedure_other
medium
understand
Human Approved
Confidence: —%

ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 หากลูกจ้างทำงานที่มีลักษณะ คุณภาพ และปริมาณเท่ากัน นายจ้างต้องกำหนดค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา และค่าทำงานในวันหยุดอย่างไร

  • ก. ต้องกำหนดในอัตราเท่ากันไม่ว่าลูกจ้างนั้นจะเป็นชายหรือหญิง ✓
  • ข. สามารถกำหนดอัตราแตกต่างกันได้โดยขออนุญาตพนักงานตรวจแรงงาน
  • ค. สามารถกำหนดให้ลูกจ้างหญิงต่ำกว่าได้หากยินยอมในสัญญาจ้าง
  • ง. สามารถกำหนดให้ลูกจ้างชายสูงกว่าได้ตามความแตกต่างทางสรีระ

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ต้องกำหนดในอัตราเท่ากันไม่ว่าลูกจ้างนั้นจะเป็นชายหรือหญิง" ตามมาตรา 53 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 บัญญัติว่างานที่มีลักษณะ คุณภาพ และปริมาณเท่ากัน หรือมีค่าเท่าเทียมกัน นายจ้างต้องกำหนดค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุดในอัตราเท่ากันเสมอ โดยไม่เลือกปฏิบัติว่าลูกจ้างนั้นจะเป็นชายหรือหญิง ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "สามารถกำหนดอัตราแตกต่างกันได้โดยขออนุญาตพนักงานตรวจแรงงาน" ผิด: กฎหมายไม่มีข้อยกเว้นให้นายจ้างขออนุญาตพนักงานตรวจแรงงานเพื่อกำหนดอัตราค่าตอบแทนแตกต่างกันตามเพศ • "สามารถกำหนดให้ลูกจ้างหญิงต่ำกว่าได้หากยินยอมในสัญญาจ้าง" ผิด: กฎหมายบังคับให้จ่ายในอัตราเท่ากันไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง โดยไม่สามารถตกลงเป็นอย่างอื่นในสัญญาจ้างได้ • "สามารถกำหนดให้ลูกจ้างชายสูงกว่าได้ตามความแตกต่างทางสรีระ" ผิด: กฎหมายกำหนดให้ต้องจ่ายในอัตราเท่ากัน ไม่สามารถกำหนดให้ลูกจ้างชายสูงกว่าโดยอ้างเพศหรือสรีระได้ อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 53: “ให้นายจ้างกำหนดค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุดและค่าล่วงเวลาในวันหยุดให้แก่ลูกจ้างที่ทำงานอันมีลักษณะ คุณภาพ และปริมาณเท่ากัน หรืองานที่มีค่าเท่าเทียมกันในอัตราเท่ากันไม่ว่าลูกจ้างนั้นจะเป็นชายหรือหญิง”

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 53: “ให้นายจ้างกำหนดค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุดและค่าล่วงเวลาในวันหยุดให้แก่ลูกจ้างที่ทำงานอันมีลักษณะ คุณภาพ และปริมาณเท่ากัน หรืองานที่มีค่าเท่าเทียมกันในอัตราเท่ากันไม่ว่าลูกจ้างนั้นจะเป็นชายหรือหญิง”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q102
pol_law_procedure_other
hard
apply
Human Approved
Confidence: —%

นายสมชายมีรถกระบะเก่าที่ชำรุดเสียหายจนใช้งานไม่ได้และไม่คิดจะซ่อมอีกต่อไป จึงลากไปจอดทิ้งไว้ริมถนนสาธารณะหน้าปากซอย การกระทำของนายสมชายขัดต่อพระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมืองหรือไม่ อย่างไร

  • ก. ไม่ขัดต่อกฎหมาย หากนายสมชายจอดชิดขอบทางด้านซ้ายและไม่กีดขวางการจราจร
  • ข. ขัดต่อกฎหมาย เพราะกฎหมายห้ามทิ้ง วาง หรือกองซากยานยนต์บนถนนหรือสถานสาธารณะ ✓
  • ค. ขัดต่อกฎหมาย เฉพาะกรณีที่นายสมชายนำไปจอดทิ้งไว้บนทางเท้าที่มีคนสัญจรเท่านั้น
  • ง. ไม่ขัดต่อกฎหมาย หากได้รับความยินยอมจากผู้อยู่อาศัยในบริเวณข้างเคียงก่อนนำไปวาง

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ขัดต่อกฎหมาย เพราะกฎหมายห้ามทิ้ง วาง หรือกองซากยานยนต์บนถนนหรือสถานสาธารณะ" ตามมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2535 กฎหมายบัญญัติห้ามมิให้ผู้ใดทิ้ง วาง หรือกองซากยานยนต์บนถนนหรือสถานสาธารณะ การที่นายสมชายนำซากรถยนต์ไปจอดทิ้งไว้ริมถนนสาธารณะจึงเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายอย่างชัดเจน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ไม่ขัดต่อกฎหมาย หากนายสมชายจอดชิดขอบทางด้านซ้ายและไม่กีดขวางการจราจร" ผิด: กฎหมายห้ามทิ้ง วาง หรือกองซากยานยนต์บนถนนเด็ดขาด แม้จะจอดชิดขอบทางก็ตาม • "ขัดต่อกฎหมาย เฉพาะกรณีที่นายสมชายนำไปจอดทิ้งไว้บนทางเท้าที่มีคนสัญจรเท่านั้น" ผิด: กฎหมายห้ามกระทำทั้งบนถนนหรือสถานสาธารณะ มิได้จำกัดเฉพาะบนทางเท้า • "ไม่ขัดต่อกฎหมาย หากได้รับความยินยอมจากผู้อยู่อาศัยในบริเวณข้างเคียงก่อนนำไปวาง" ผิด: กฎหมายไม่ได้มีข้อยกเว้นให้วางซากยานยนต์ได้แม้จะได้รับความยินยอมจากผู้อยู่อาศัยข้างเคียง อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2535 มาตรา 18: “มาตรา 18 ห้ามมิให้ผู้ใดทิ้ง วาง หรือกองซากยานยนต์บนถนนหรือสถานสาธารณะ”

พ.ร.บ.รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2535 มาตรา 18: “มาตรา 18 ห้ามมิให้ผู้ใดทิ้ง วาง หรือกองซากยานยนต์บนถนนหรือสถานสาธารณะ”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q103
pol_law_procedure_other
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด ผู้ที่เสพยาเสพติดหรือมีไว้ในครอบครองเพื่อเสพ หากสมัครใจเข้ารับการบำบัดรักษาก่อนที่เจ้าพนักงานจะตรวจพบ และปฏิบัติตามหลักเกณฑ์จนได้รับหนังสือรับรองว่าเป็นผู้ผ่านการบำบัดรักษาเป็นที่น่าพอใจ จะได้รับผลตามกฎหมายอย่างไร

  • ก. ให้ศาลสั่งรอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษไว้มีกำหนดเวลา
  • ข. ให้ได้รับการลดโทษกึ่งหนึ่งของระวางโทษที่กฎหมายกำหนด
  • ค. ให้ผู้นั้นไม่มีความผิดในฐานความผิดดังกล่าว ✓
  • ง. ให้พนักงานสอบสวนสั่งยุติคดีด้วยการเปรียบเทียบปรับ

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ให้ผู้นั้นไม่มีความผิดในฐานความผิดดังกล่าว" ตามมาตรา 113 แห่งประมวลกฎหมายยาเสพติด ผู้ที่เสพยาเสพติดหรือมีไว้ในครอบครองเพื่อเสพ หากสมัครใจเข้ารับการบำบัดรักษาก่อนเจ้าพนักงานตรวจพบ และปฏิบัติตามหลักเกณฑ์จนได้รับการรับรองเป็นหนังสือว่าเป็นผู้ผ่านการบำบัดรักษาเป็นที่น่าพอใจ กฎหมายบัญญัติให้ผู้นั้นไม่มีความผิดในมาตราดังกล่าว ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ให้ศาลสั่งรอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษไว้มีกำหนดเวลา" ผิด: กฎหมายไม่ได้ให้ศาลรอการลงโทษหรือรอการกำหนดโทษ แต่บัญญัติให้ผู้นั้นไม่มีความผิดเลย • "ให้ได้รับการลดโทษกึ่งหนึ่งของระวางโทษที่กฎหมายกำหนด" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ลดโทษลงกึ่งหนึ่ง แต่บัญญัติให้ไม่มีความผิดในฐานความผิดดังกล่าว • "ให้พนักงานสอบสวนสั่งยุติคดีด้วยการเปรียบเทียบปรับ" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดให้เปรียบเทียบปรับ แต่บัญญัติให้ไม่มีความผิดในฐานความผิดดังกล่าว อ้างอิงตัวบท ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 113: “และได้สมัครใจขอเข้ารับการบำบัดรักษาในสถานพยาบาลยาเสพติดก่อนที่เจ้าพนักงาน ป.ป.ส. หรือพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจจะตรวจพบ” ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 113: “จนได้รับการรับรองเป็นหนังสือว่าเป็นผู้ผ่านการบำบัดรักษาเป็นที่น่าพอใจจากหัวหน้าสถานพยาบาลยาเสพติดหรือสถานฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ให้ผู้นั้นไม่มีความผิดในมาตราดังกล่าว”

ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 112: “และได้สมัครใจขอเข้ารับการบำบัดรักษาในสถานพยาบาลยาเสพติดก่อนที่เจ้าพนักงาน ป.ป.ส. หรือพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจจะตรวจพบ”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q104
pol_law_procedure_other
medium
understand
Human Approved
Confidence: —%

ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน ในกรณีที่นายจ้างให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาในวันหยุด นายจ้างต้องจ่ายค่าล่วงเวลาในวันหยุดให้แก่ลูกจ้างตามอัตราใด

  • ก. ไม่น้อยกว่า 2 เท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงาน
  • ข. ไม่น้อยกว่า 4 เท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงาน
  • ค. ไม่น้อยกว่า 1 เท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงาน
  • ง. ไม่น้อยกว่า 3 เท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงาน ✓

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ไม่น้อยกว่า 3 เท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงาน" ตามมาตรา 63 กำหนดว่า ในกรณีที่นายจ้างให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาในวันหยุด ให้นายจ้างจ่ายค่าล่วงเวลาในวันหยุดให้แก่ลูกจ้างในอัตราไม่น้อยกว่า 3 เท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามจำนวนชั่วโมงที่ทำ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ไม่น้อยกว่า 2 เท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงาน" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดอัตราไม่น้อยกว่า 2 เท่าสำหรับการทำงานล่วงเวลาในวันหยุด แต่เป็นอัตราค่าทำงานในวันหยุดของลูกจ้างที่ไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันหยุด • "ไม่น้อยกว่า 4 เท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงาน" ผิด: กฎหมายคุ้มครองแรงงานไม่ได้กำหนดอัตราค่าล่วงเวลาในวันหยุดไว้ที่อัตราไม่น้อยกว่า 4 เท่า • "ไม่น้อยกว่า 1 เท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงาน" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดอัตราไม่น้อยกว่า 1 เท่าสำหรับการทำงานล่วงเวลาในวันหยุด แต่เป็นอัตราค่าทำงานในวันหยุดของลูกจ้างที่มีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันหยุด อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 63: “มาตรา 63 ในกรณีที่นายจ้างให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาในวันหยุด ให้นายจ้างจ่ายค่าล่วงเวลาในวันหยุดให้แก่ลูกจ้างในอัตราไม่น้อยกว่าสามเท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามจำนวนชั่วโมงที่ทำ”

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 63: “มาตรา 63 ในกรณีที่นายจ้างให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาในวันหยุด ให้นายจ้างจ่ายค่าล่วงเวลาในวันหยุดให้แก่ลูกจ้างในอัตราไม่น้อยกว่าสามเท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามจำนวนชั่วโมงที่ทำ”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q105
pol_law_procedure_other
hard
apply
Human Approved
Confidence: —%

ตามพระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง นายทองอาศัยอยู่บนเรือนแพในแม่น้ำ ซึ่งในท้องที่นั้นเจ้าพนักงานท้องถิ่นยังไม่ได้จัดส้วมสาธารณะหรือภาชนะสำหรับทิ้งสิ่งปฏิกูลหรือมูลฝอยไว้ให้ หากนายทองเทหรือทิ้งสิ่งปฏิกูลลงในแม่น้ำ การกระทำของนายทองมีผลตามกฎหมายอย่างไร

  • ก. ได้รับยกเว้นโดยกฎหมายไม่นำข้อห้ามมาใช้บังคับแก่กรณีนี้ ✓
  • ข. ได้รับยกเว้นเฉพาะกรณีที่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากนายอำเภอ
  • ค. เป็นความผิดทันทีเนื่องจากกฎหมายห้ามทิ้งลงในทางน้ำโดยเด็ดขาด
  • ง. เป็นความผิดเพราะการยกเว้นใช้บังคับเฉพาะเรือสัญจรทั่วไปเท่านั้น

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ได้รับยกเว้นโดยกฎหมายไม่นำข้อห้ามมาใช้บังคับแก่กรณีนี้" ตามมาตรา 33 วรรคหนึ่ง ห้ามเทหรือทิ้งสิ่งปฏิกูล มูลฝอย น้ำโสโครกลงบนถนนหรือในทางน้ำ แต่วรรคสองมีข้อยกเว้นมิให้ใช้บังคับแก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองเรือหรือเรือนแพ ซึ่งจอดหรืออยู่ในท้องที่ที่เจ้าพนักงานท้องถิ่นยังไม่ได้จัดส้วมสาธารณะหรือภาชนะสำหรับทิ้งสิ่งปฏิกูลหรือมูลฝอยไว้ให้ ดังนั้นนายทองจึงได้รับยกเว้นตามกฎหมาย ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ได้รับยกเว้นเฉพาะกรณีที่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากนายอำเภอ" ผิด: กฎหมายยกเว้นให้ตามสภาพข้อเท็จจริงของพื้นที่ ไม่ได้กำหนดให้ต้องขออนุญาตเป็นหนังสือจากนายอำเภอ • "เป็นความผิดทันทีเนื่องจากกฎหมายห้ามทิ้งลงในทางน้ำโดยเด็ดขาด" ผิด: กฎหมายมีข้อยกเว้นในวรรคสองสำหรับเรือหรือเรือนแพในท้องที่ที่ยังไม่มีการจัดส้วมสาธารณะหรือภาชนะทิ้งให้ จึงมิได้ห้ามเด็ดขาด • "เป็นความผิดเพราะการยกเว้นใช้บังคับเฉพาะเรือสัญจรทั่วไปเท่านั้น" ผิด: กฎหมายระบุข้อยกเว้นครอบคลุมถึงอาคารประเภทเรือนแพด้วย ไม่ได้จำกัดเฉพาะเรือสัญจร อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2535 มาตรา 33: “ห้ามมิให้ผู้ใดเท หรือทิ้งสิ่งปฏิกูล มูลฝอย น้ำโสโครกหรือสิ่งอื่นใดลงบนถนนหรือในทางน้ำ” พ.ร.บ.รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2535 มาตรา 33: “ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับแก่เจ้าของ หรือผู้ครอบครองเรือหรืออาคารประเภทเรือนแพ ซึ่งจอดหรืออยู่ในท้องที่ที่เจ้าพนักงานท้องถิ่นยังไม่ได้จัดส้วมสาธารณะ หรือภาชนะสำหรับทิ้งสิ่งปฏิกูลหรือมูลฝอย”

พ.ร.บ.รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2535 มาตรา 33: “ห้ามมิให้ผู้ใดเท หรือทิ้งสิ่งปฏิกูล มูลฝอย น้ำโสโครกหรือสิ่งอื่นใดลงบนถนนหรือในทางน้ำ”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q106
pol_law_procedure_other
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด ข้อใดเป็นหน้าที่และอำนาจของสถานพยาบาลยาเสพติดหรือสถานฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด

  • ก. ดำเนินการตรวจหาสารเสพติดในร่างกาย และคัดกรองความเสี่ยงทางสุขภาพ
  • ข. ดำเนินการบำบัดรักษาหรือฟื้นฟูสมรรถภาพ และลดอันตรายจากยาเสพติด ✓
  • ค. ติดตามให้คำปรึกษาและสงเคราะห์ช่วยเหลือให้มีที่อยู่อาศัยชั่วคราว
  • ง. พิจารณาส่งต่อผู้เข้ารับการบำบัดรักษาไปยังสถานพยาบาลยาเสพติด

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ดำเนินการบำบัดรักษาหรือฟื้นฟูสมรรถภาพ และลดอันตรายจากยาเสพติด" ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 117 กำหนดให้สถานพยาบาลยาเสพติดหรือสถานฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด มีหน้าที่และอำนาจดำเนินการบำบัดรักษาหรือการฟื้นฟูสมรรถภาพ ประเมินผล ติดตามดูแลอย่างต่อเนื่อง และดำเนินการลดอันตรายจากยาเสพติด ส่วนการตรวจหาสารเสพติดและคัดกรองเป็นหน้าที่ของศูนย์คัดกรองตามมาตรา 116 และการสงเคราะห์ช่วยเหลือที่อยู่อาศัยชั่วคราวเป็นหน้าที่ของศูนย์ฟื้นฟูสภาพทางสังคมตามมาตรา 118 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ดำเนินการตรวจหาสารเสพติดในร่างกาย และคัดกรองความเสี่ยงทางสุขภาพ" ผิด: เป็นหน้าที่และอำนาจของศูนย์คัดกรอง • "ติดตามให้คำปรึกษาและสงเคราะห์ช่วยเหลือให้มีที่อยู่อาศัยชั่วคราว" ผิด: เป็นหน้าที่และอำนาจของศูนย์ฟื้นฟูสภาพทางสังคม • "พิจารณาส่งต่อผู้เข้ารับการบำบัดรักษาไปยังสถานพยาบาลยาเสพติด" ผิด: เป็นหน้าที่และอำนาจของศูนย์คัดกรองในการส่งต่อผู้เข้ารับการบำบัดรักษา อ้างอิงตัวบท ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 117: “ให้สถานพยาบาลยาเสพติดหรือสถานฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดมีหน้าที่และอำนาจดำเนินการบำบัดรักษาหรือการฟื้นฟูสมรรถภาพ ประเมินผล ติดตามดูแลอย่างต่อเนื่อง” ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 116: “ให้ศูนย์คัดกรองมีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้ (1) ตรวจหาสารเสพติดในร่างกาย” ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 118: “ให้ศูนย์ฟื้นฟูสภาพทางสังคมติดตาม ดูแล ให้คำปรึกษา แนะนำ ให้ความช่วยเหลือ และสงเคราะห์แก่ผู้เข้ารับการบำบัดรักษา”

ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 117: “ให้สถานพยาบาลยาเสพติดหรือสถานฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดมีหน้าที่และอำนาจดำเนินการบำบัดรักษาหรือการฟื้นฟูสมรรถภาพ ประเมินผล ติดตามดูแลอย่างต่อเนื่อง”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q107
pol_law_procedure_other
medium
understand
Human Approved
Confidence: —%

ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ข้อใดกล่าวถึงกำหนดเวลาการจ่ายค่าจ้างและเงินที่นายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายได้ถูกต้อง

  • ก. กรณีนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้าง ต้องจ่ายเงินที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับภายในระยะเวลา 7 วันนับแต่วันที่เลิกจ้าง
  • ข. กรณีค่าล่วงเวลาและค่าทำงานในวันหยุด ให้นายจ้างจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างสัปดาห์ละไม่น้อยกว่า 1 ครั้ง
  • ค. กรณีนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้าง ต้องจ่ายเงินที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับภายใน 3 วันนับแต่วันที่เลิกจ้าง ✓
  • ง. กรณีการคำนวณค่าจ้างเป็นรายเดือน ต้องกำหนดจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างเดือนหนึ่งไม่น้อยกว่า 2 ครั้งเสมอ

Explanation: คำตอบที่ถูก: "กรณีนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้าง ต้องจ่ายเงินที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับภายใน 3 วันนับแต่วันที่เลิกจ้าง" ตามมาตรา 70 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 กำหนดว่าในกรณีที่นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้าง ให้นายจ้างจ่ายค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด ค่าล่วงเวลาในวันหยุด และเงินที่นายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายตามที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับให้แก่ลูกจ้างภายใน 3 วันนับแต่วันที่เลิกจ้าง ส่วนการจ่ายค่าจ้างรายเดือน ค่าล่วงเวลา และค่าทำงานในวันหยุดในสถานการณ์ปกตินั้น กฎหมายกำหนดให้จ่ายเดือนหนึ่งไม่น้อยกว่า 1 ครั้ง ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "กรณีนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้าง ต้องจ่ายเงินที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับภายในระยะเวลา 7 วันนับแต่วันที่เลิกจ้าง" ผิด: กฎหมายกำหนดให้จ่ายเงินที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับภายใน 3 วันนับแต่วันที่เลิกจ้าง ไม่ใช่ 7 วัน • "กรณีค่าล่วงเวลาและค่าทำงานในวันหยุด ให้นายจ้างจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างสัปดาห์ละไม่น้อยกว่า 1 ครั้ง" ผิด: กฎหมายกำหนดให้จ่ายเดือนหนึ่งไม่น้อยกว่า 1 ครั้ง ไม่ใช่สัปดาห์ละไม่น้อยกว่า 1 ครั้ง • "กรณีการคำนวณค่าจ้างเป็นรายเดือน ต้องกำหนดจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างเดือนหนึ่งไม่น้อยกว่า 2 ครั้งเสมอ" ผิด: กฎหมายกำหนดให้จ่ายเดือนหนึ่งไม่น้อยกว่า 1 ครั้ง เว้นแต่ตกลงกันเป็นอย่างอื่นที่เป็นประโยชน์แก่ลูกจ้าง อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 70: “(1) ในกรณีที่มีการคำนวณค่าจ้างเป็นรายเดือน รายวัน รายชั่วโมง หรือเป็นระยะเวลาอย่างอื่นที่ไม่เกินหนึ่งเดือน หรือตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย ให้จ่ายเดือนหนึ่งไม่น้อยกว่าหนึ่งครั้ง” พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 70: “ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด ค่าล่วงเวลาในวันหยุด และเงินที่นายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายตามพระราชบัญญัตินี้ ตามที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับ ให้แก่ลูกจ้างภายในสามวันนับแต่วันที่เลิกจ้าง”

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 70: “(1) ในกรณีที่มีการคำนวณค่าจ้างเป็นรายเดือน รายวัน รายชั่วโมง หรือเป็นระยะเวลาอย่างอื่นที่ไม่เกินหนึ่งเดือน หรือตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย ให้จ่ายเดือนหนึ่งไม่น้อยกว่าหนึ่งครั้ง”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q108
pol_law_procedure_other
hard
apply
Human Approved
Confidence: —%

นายสมชายและกลุ่มเพื่อนประสงค์จะจัดให้มีการเรี่ยไรเงินจากประชาชนทั่วไป โดยอ้างว่าจะนำเงินไปสร้างสะพานคนข้ามเพื่อสาธารณประโยชน์ของชุมชน ตามพระราชบัญญัติควบคุมการเรี่ยไร พุทธศักราช 2487 การเรี่ยไรดังกล่าวจะจัดให้มีได้ตามเงื่อนไขใด

  • ก. ได้รับการยกเว้นไม่ต้องขออนุญาตเช่นเดียวกับกรณีที่กระทรวงหรือกรมเป็นผู้จัด
  • ข. ต้องได้รับความเห็นชอบเป็นลายลักษณ์อักษรจากประชาชนในชุมชนทุกคนก่อนจัด
  • ค. สามารถจัดให้มีได้ทันทีโดยไม่ต้องขออนุญาต เพราะเป็นไปเพื่อสาธารณประโยชน์
  • ง. ต้องได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการควบคุมการเรี่ยไรก่อน จึงจะจัดให้มีได้ ✓

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ต้องได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการควบคุมการเรี่ยไรก่อน จึงจะจัดให้มีได้" ตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติควบคุมการเรี่ยไร พุทธศักราช 2487 บัญญัติว่า การเรี่ยไรซึ่งอ้างว่าเพื่อประโยชน์แก่ราชการ เทศบาล หรือสาธารณประโยชน์ จะจัดให้มีได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการควบคุมการเรี่ยไรแล้ว โดยข้อยกเว้นที่ไม่ต้องขออนุญาตนั้นกฎหมายให้ใช้เฉพาะกรณีที่กระทรวง ทบวง หรือกรมเป็นผู้จัดให้มีเท่านั้น ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ได้รับการยกเว้นไม่ต้องขออนุญาตเช่นเดียวกับกรณีที่กระทรวงหรือกรมเป็นผู้จัด" ผิด: ข้อยกเว้นไม่ต้องขออนุญาตใช้บังคับเฉพาะการเรี่ยไรที่กระทรวง ทบวง หรือกรมเป็นผู้จัดให้มี ประชาชนทั่วไปไม่ได้รับยกเว้น • "ต้องได้รับความเห็นชอบเป็นลายลักษณ์อักษรจากประชาชนในชุมชนทุกคนก่อนจัด" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดเรื่องการล่ารายชื่อหรือความเห็นชอบของประชาชนในชุมชน แต่ต้องขออนุญาตจากคณะกรรมการควบคุมการเรี่ยไร • "สามารถจัดให้มีได้ทันทีโดยไม่ต้องขออนุญาต เพราะเป็นไปเพื่อสาธารณประโยชน์" ผิด: กฎหมายกำหนดว่าแม้จะอ้างว่าทำเพื่อสาธารณประโยชน์ ก็ต้องได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการควบคุมการเรี่ยไรก่อน อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.ควบคุมการเรี่ยไร พ.ศ. 2487 มาตรา 6: “การเรี่ยไรซึ่งอ้างว่าเพื่อประโยชน์แก่ราชการ เทศบาลหรือสาธารณประโยชน์จะจัดให้มีได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการควบคุมการเรี่ยไรแล้ว” พ.ร.บ.ควบคุมการเรี่ยไร พ.ศ. 2487 มาตรา 6: “ความในวรรคก่อนมิให้ใช้บังคับแก่การเรี่ยไรซึ่งกระทรวง ทบวงหรือกรมเป็นผู้จัดให้มี”

พ.ร.บ.ควบคุมการเรี่ยไร พ.ศ. 2487 มาตรา 6: “การเรี่ยไรซึ่งอ้างว่าเพื่อประโยชน์แก่ราชการ เทศบาลหรือสาธารณประโยชน์จะจัดให้มีได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการควบคุมการเรี่ยไรแล้ว”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q109
pol_law_procedure_other
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด ผู้ใดมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 โดยฝ่าฝืนกฎหมาย ต้องระวางโทษตามข้อใด

  • ก. จำคุกไม่เกิน 15 ปี และปรับไม่เกิน 1,500,000 บาท ✓
  • ข. จำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 1,000,000 บาท
  • ค. จำคุกไม่เกิน 20 ปี และปรับไม่เกิน 2,000,000 บาท
  • ง. จำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 500,000 บาท

Explanation: คำตอบที่ถูก: "จำคุกไม่เกิน 15 ปี และปรับไม่เกิน 1,500,000 บาท" ตามมาตรา 145 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายยาเสพติด ผู้ใดผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 15 ปี และปรับไม่เกิน 1,500,000 บาท ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "จำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 1,000,000 บาท" ผิด: อัตราโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 1,000,000 บาท เป็นอัตราโทษของยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 หรือประเภท 4 • "จำคุกไม่เกิน 20 ปี และปรับไม่เกิน 2,000,000 บาท" ผิด: อัตราโทษจำคุกตั้งแต่ 2 ปีถึง 20 ปี และปรับตั้งแต่ 200,000 บาทถึง 2,000,000 บาท เป็นโทษกรณีมีพฤติการณ์ฉกรรจ์ตามวรรคสอง • "จำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 500,000 บาท" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปีสำหรับความผิดฐานนี้ แต่กำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 15 ปี และปรับไม่เกิน 1,500,000 บาท อ้างอิงตัวบท ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145: “มาตรา 145 ผู้ใดผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 90 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบห้าปี และปรับไม่เกินหนึ่งล้านห้าแสนบาท”

ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145: “มาตรา 145 ผู้ใดผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 90 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบห้าปี และปรับไม่เกินหนึ่งล้านห้าแสนบาท”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q110
pol_law_procedure_other
medium
understand
Human Approved
Confidence: —%

ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน ข้อใดกล่าวถึงหลักเกณฑ์ที่นายจ้างต้องจัดทำและประกาศใช้ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานได้ถูกต้อง

  • ก. ต้องจัดทำเป็นภาษาไทยเมื่อมีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป และประกาศใช้ภายใน 30 วัน
  • ข. ต้องจัดทำเป็นภาษาไทยเมื่อมีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป และประกาศใช้ภายใน 15 วัน ✓
  • ค. ต้องจัดทำเป็นภาษาไทยเมื่อมีลูกจ้างตั้งแต่ 20 คนขึ้นไป และประกาศใช้ภายใน 15 วัน
  • ง. ต้องจัดทำเป็นภาษาไทยเมื่อมีลูกจ้างตั้งแต่ 20 คนขึ้นไป และประกาศใช้ภายใน 30 วัน

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ต้องจัดทำเป็นภาษาไทยเมื่อมีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป และประกาศใช้ภายใน 15 วัน" ตามมาตรา 108 กำหนดให้นายจ้างซึ่งมีลูกจ้างรวมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป จัดให้มีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเป็นภาษาไทย และต้องประกาศใช้ข้อบังคับดังกล่าวภายใน 15 วันนับแต่วันที่มีลูกจ้างครบตามเกณฑ์ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ต้องจัดทำเป็นภาษาไทยเมื่อมีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป และประกาศใช้ภายใน 30 วัน" ผิด: กฎหมายกำหนดให้ประกาศใช้ภายใน 15 วัน ไม่ใช่ 30 วัน • "ต้องจัดทำเป็นภาษาไทยเมื่อมีลูกจ้างตั้งแต่ 20 คนขึ้นไป และประกาศใช้ภายใน 15 วัน" ผิด: กฎหมายกำหนดเกณฑ์ลูกจ้างรวมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ไม่ใช่ 20 คน • "ต้องจัดทำเป็นภาษาไทยเมื่อมีลูกจ้างตั้งแต่ 20 คนขึ้นไป และประกาศใช้ภายใน 30 วัน" ผิด: กฎหมายกำหนดเกณฑ์ลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป และให้ประกาศใช้ภายใน 15 วัน ไม่ใช่ 20 คน หรือ 30 วัน อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 108: “ให้นายจ้างซึ่งมีลูกจ้างรวมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป จัดให้มีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเป็นภาษาไทย” พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 108: “ให้นายจ้างประกาศใช้ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่นายจ้างมีลูกจ้างรวมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป”

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 108: “ให้นายจ้างซึ่งมีลูกจ้างรวมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป จัดให้มีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเป็นภาษาไทย”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q111
pol_law_procedure_other
hard
apply
Human Approved
Confidence: —%

นายก้องได้รับอนุญาตให้ทำการเรี่ยไรเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย ขณะที่กำลังเดินเรี่ยไรอยู่ในชุมชน นายมาโนชซึ่งประสงค์จะร่วมบริจาคเงินได้ขอตรวจดูใบอนุญาตเรี่ยไร ตามพระราชบัญญัติควบคุมการเรี่ยไร นายก้องต้องปฏิบัติตนอย่างไร

  • ก. ปฏิเสธได้เพราะผู้มีสิทธิตรวจดูต้องเป็นเจ้าหน้าที่เท่านั้น
  • ข. ให้ตรวจดูได้เฉพาะเมื่อบุคคลนั้นได้ส่งมอบเงินบริจาคแล้ว
  • ค. ต้องมีใบอนุญาตติดตัวและต้องให้ตรวจดูเมื่อถูกเรียกร้อง ✓
  • ง. ไม่ต้องพกติดตัว เพียงแค่จดเลขที่ใบอนุญาตมาแสดงก็พอ

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ต้องมีใบอนุญาตติดตัวและต้องให้ตรวจดูเมื่อถูกเรียกร้อง" ตามมาตรา 12 ผู้ได้รับอนุญาตให้ทำการเรี่ยไรต้องมีใบอนุญาตติดตัวอยู่ในขณะทำการเรี่ยไรเสมอ และกฎหมายกำหนดหน้าที่ให้ต้องแสดงให้เจ้าหน้าที่หรือบุคคลผู้ประสงค์จะเข้าส่วนในการเรี่ยไรตรวจดูเมื่อบุคคลดังกล่าวเรียกร้อง นายก้องจึงต้องมีใบอนุญาตติดตัวและให้นายมาโนชตรวจดู ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ปฏิเสธได้เพราะผู้มีสิทธิตรวจดูต้องเป็นเจ้าหน้าที่เท่านั้น" ผิด: กฎหมายกำหนดให้บุคคลผู้ประสงค์จะเข้าส่วนในการเรี่ยไรมีสิทธิตรวจดูได้ด้วย ไม่ได้จำกัดเฉพาะเจ้าหน้าที่ • "ให้ตรวจดูได้เฉพาะเมื่อบุคคลนั้นได้ส่งมอบเงินบริจาคแล้ว" ผิด: กฎหมายให้สิทธิแก่บุคคลผู้ประสงค์จะเข้าส่วนในการเรี่ยไรตรวจดูได้ทันทีเมื่อเรียกร้อง ไม่จำต้องรอบริจาคเงินก่อน • "ไม่ต้องพกติดตัว เพียงแค่จดเลขที่ใบอนุญาตมาแสดงก็พอ" ผิด: กฎหมายกำหนดชัดเจนว่าต้องมีใบอนุญาตติดตัวอยู่ในขณะทำการเรี่ยไร ไม่ใช่เพียงแค่จดเลขที่มาแสดง อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.ควบคุมการเรี่ยไร พ.ศ. 2487 มาตรา 12: “บุคคลผู้ได้รับอนุญาตให้ทำการเรี่ยไรต้องมีใบอนุญาตติดตัวอยู่ในขณะทำการเรี่ยไร และต้องให้เจ้าหน้าที่หรือบุคคลผู้ประสงค์จะเข้าส่วนในการเรี่ยไรตรวจดู เมื่อเจ้าหน้าที่หรือบุคคลนั้นเรียกร้อง”

พ.ร.บ.ควบคุมการเรี่ยไร พ.ศ. 2487 มาตรา 12: “บุคคลผู้ได้รับอนุญาตให้ทำการเรี่ยไรต้องมีใบอนุญาตติดตัวอยู่ในขณะทำการเรี่ยไร และต้องให้เจ้าหน้าที่หรือบุคคลผู้ประสงค์จะเข้าส่วนในการเรี่ยไรตรวจดู เมื่อเจ้าหน้าที่หรือบุคคลนั้นเรียกร้อง”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q112
pol_law_procedure_other
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด ในการพิจารณาและพิพากษาคดีความผิดเกี่ยวกับการเสพยาเสพติด ศาลมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีโดยคำนึงถึงสิ่งใดเป็นสำคัญยิ่งกว่าการลงโทษ

  • ก. การลงโทษกักขังเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
  • ข. การเพิ่มโทษปรับให้สูงขึ้นเพื่อป้องปรามผู้อื่น
  • ค. การคุมขังแยกเดี่ยวเพื่อตัดโอกาสการเสพซ้ำ
  • ง. การสงเคราะห์ให้เลิกเสพยาเสพติดโดยการบำบัดรักษา ✓

Explanation: คำตอบที่ถูก: "การสงเคราะห์ให้เลิกเสพยาเสพติดโดยการบำบัดรักษา" ตามมาตรา 165 แห่งประมวลกฎหมายยาเสพติด กฎหมายกำหนดให้ศาลมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีโดยคำนึงถึงการสงเคราะห์ให้จำเลยเลิกเสพยาเสพติดโดยการบำบัดรักษายิ่งกว่าการลงโทษ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เสพได้รับการรักษาและฟื้นฟูตนเองกลับคืนสู่สังคม ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "การลงโทษกักขังเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรม" ผิด: กฎหมายมิได้มุ่งเน้นการลงโทษกักขัง แต่ให้คำนึงถึงการสงเคราะห์ให้บำบัดรักษายิ่งกว่าการลงโทษ • "การเพิ่มโทษปรับให้สูงขึ้นเพื่อป้องปรามผู้อื่น" ผิด: กฎหมายมิได้มุ่งเน้นการเพิ่มโทษปรับ แต่ให้ความสำคัญกับการสงเคราะห์เพื่อบำบัดรักษา • "การคุมขังแยกเดี่ยวเพื่อตัดโอกาสการเสพซ้ำ" ผิด: กฎหมายมิได้ให้คำนึงถึงการคุมขังแยกเดี่ยว แต่เน้นการสงเคราะห์ให้เลิกเสพยาเสพติดด้วยการบำบัดรักษา อ้างอิงตัวบท ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 165: “ให้ศาลมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีโดยคำนึงถึงการสงเคราะห์ให้จำเลยเลิกเสพยาเสพติดโดยการบำบัดรักษายิ่งกว่าการลงโทษ”

ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 165: “ให้ศาลมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีโดยคำนึงถึงการสงเคราะห์ให้จำเลยเลิกเสพยาเสพติดโดยการบำบัดรักษายิ่งกว่าการลงโทษ”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q113
pol_law_procedure_other
medium
understand
Human Approved
Confidence: —%

ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 กรณีใดต่อไปนี้ที่นายจ้างมีสิทธิเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้าง

  • ก. ลูกจ้างละทิ้งหน้าที่เป็นเวลา 3 วันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร ✓
  • ข. ลูกจ้างต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกในความผิดลหุโทษที่ไม่ทำให้นายจ้างเสียหาย
  • ค. ลูกจ้างฝ่าฝืนระเบียบการทำงานที่ไม่ร้ายแรงและนายจ้างได้ตักเตือนด้วยวาจาไว้แล้ว
  • ง. ลูกจ้างกระทำโดยประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายเพียงเล็กน้อย

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ลูกจ้างละทิ้งหน้าที่เป็นเวลา 3 วันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร" ตามมาตรา 119 นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยเมื่อเลิกจ้างลูกจ้างที่ละทิ้งหน้าที่ติดต่อกัน 3 วันทำงานโดยไม่มีเหตุอันสมควร ส่วนกรณีประมาทเลินเล่อต้องเสียหายอย่างร้ายแรง การฝ่าฝืนระเบียบต้องตักเตือนเป็นหนังสือ และความผิดลหุโทษต้องทำให้นายจ้างเสียหายด้วย ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ลูกจ้างต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกในความผิดลหุโทษที่ไม่ทำให้นายจ้างเสียหาย" ผิด: กฎหมายกำหนดว่าหากเป็นโทษจำคุกในความผิดลหุโทษหรือประมาท ต้องเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายด้วย จึงจะไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย • "ลูกจ้างฝ่าฝืนระเบียบการทำงานที่ไม่ร้ายแรงและนายจ้างได้ตักเตือนด้วยวาจาไว้แล้ว" ผิด: กฎหมายกำหนดว่ากรณีฝ่าฝืนข้อบังคับที่ไม่ร้ายแรง นายจ้างต้องได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว การเตือนด้วยวาจาจึงยังต้องจ่ายค่าชดเชย • "ลูกจ้างกระทำโดยประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายเพียงเล็กน้อย" ผิด: กฎหมายกำหนดว่ากรณีประมาทเลินเล่อต้องเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง จึงจะไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119: “มาตรา 119 นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างในกรณีหนึ่งกรณีใด ดังต่อไปนี้” พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119: “(5) ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันไม่ว่าจะมีวันหยุดคั่นหรือไม่ก็ตามโดยไม่มีเหตุอันสมควร” พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119: “(3) ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง”

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119: “มาตรา 119 นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างในกรณีหนึ่งกรณีใด ดังต่อไปนี้”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q114
pol_law_procedure_other
hard
apply
Human Approved
Confidence: —%

นายสมชายได้รับอนุญาตให้ทำการเรี่ยไร แต่ได้กระทำผิดเงื่อนไขในการอนุญาตซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่กำหนดไว้ ตามพระราชบัญญัติควบคุมการเรี่ยไร นายสมชายจะต้องรับผิดตามข้อใด

  • ก. มีความผิดทางอาญา ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 500 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 6 เดือน
  • ข. มีความผิดทางพินัย ต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกิน 100 บาท ✓
  • ค. มีความผิดทางอาญา ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 200 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 1 เดือน
  • ง. มีความผิดทางพินัย ต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกิน 500 บาท

Explanation: คำตอบที่ถูก: "มีความผิดทางพินัย ต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกิน 100 บาท" ตามมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติควบคุมการเรี่ยไร พุทธศักราช 2487 ผู้ใดทำผิดเงื่อนไขในการอนุญาตซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่กำหนดไว้ มีความผิดทางพินัยต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกิน 100 บาท ดังนั้น นายสมชายจึงต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกิน 100 บาท ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "มีความผิดทางอาญา ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 500 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 6 เดือน" ผิด: โทษปรับไม่เกิน 500 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 6 เดือน เป็นโทษของความผิดฐานฝ่าฝืนข้อห้ามตามมาตรา 19 ไม่ใช่การทำผิดเงื่อนไขในการอนุญาต • "มีความผิดทางอาญา ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 200 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 1 เดือน" ผิด: โทษปรับไม่เกิน 200 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 1 เดือน เป็นโทษของความผิดกรณีอื่น เช่น การเรี่ยไรโดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา 17 • "มีความผิดทางพินัย ต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกิน 500 บาท" ผิด: กฎหมายกำหนดค่าปรับเป็นพินัยไว้ไม่เกิน 100 บาท ไม่ใช่ 500 บาท อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.ควบคุมการเรี่ยไร พ.ศ. 2487 มาตรา 18: “มาตรา 18 ผู้ใดทำผิดเงื่อนไขในการอนุญาต ซึ่งคณะกรรมการควบคุมการเรี่ยไรกำหนดตามมาตรา 9 หรือพนักงานเจ้าหน้าที่กำหนดตามมาตรา 10 หรือฝ่าฝืนมาตรา 12 มีความผิดทางพินัยต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกินหนึ่งร้อยบาท”

พ.ร.บ.ควบคุมการเรี่ยไร พ.ศ. 2487 มาตรา 18: “มาตรา 18 ผู้ใดทำผิดเงื่อนไขในการอนุญาต ซึ่งคณะกรรมการควบคุมการเรี่ยไรกำหนดตามมาตรา 9 หรือพนักงานเจ้าหน้าที่กำหนดตามมาตรา 10 หรือฝ่าฝืนมาตรา 12 มีความผิดทางพินัยต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกินหนึ่งร้อยบาท”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q115
pol_law_procedure_other
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด ผู้ที่โฆษณาเกี่ยวกับการบำบัดรักษายาเสพติดโดยไม่ได้รับอนุญาต ต้องระวางโทษตามข้อใด

  • ก. จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • ข. จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • ค. จำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ✓
  • ง. จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

Explanation: คำตอบที่ถูก: "จำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 182 ผู้ที่โฆษณาเกี่ยวกับการบำบัดรักษายาเสพติดโดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท สำหรับความผิดฐานนี้ • "จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ผิด: โทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท เป็นโทษสำหรับการบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติดเป็นปกติธุระนอกสถานพยาบาลหรือสถานฟื้นฟูฯ ตามมาตรา 181 • "จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดอัตราโทษสูงถึงจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท สำหรับความผิดฐานนี้ อ้างอิงตัวบท ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 182: “โดยไม่ได้รับอนุญาต หรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขในการโฆษณาที่กำหนดในกฎกระทรวง อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 122 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 182: “โดยไม่ได้รับอนุญาต หรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขในการโฆษณาที่กำหนดในกฎกระทรวง อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 122 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q116
pol_law_constitution_police
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ข้อใดระบุลักษณะหรือรูปแบบของรัฐไทยได้ถูกต้อง

  • ก. เป็นสหภาพรัฐที่แบ่งอำนาจการปกครองเป็นเอกเทศ
  • ข. เป็นสหพันธรัฐที่แบ่งการปกครองออกเป็นมลรัฐ
  • ค. เป็นราชอาณาจักรที่แบ่งแยกดินแดนได้ตามกฎหมาย
  • ง. เป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้ ✓

Explanation: คำตอบที่ถูก: "เป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้" ตามมาตรา 1 บัญญัติไว้ชัดเจนว่า ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้ ดังนั้น ประเทศไทยจึงมีรูปแบบเป็นรัฐเดี่ยวและไม่สามารถแบ่งแยกดินแดนออกจากกันได้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เป็นสหภาพรัฐที่แบ่งอำนาจการปกครองเป็นเอกเทศ" ผิด: รัฐธรรมนูญมิได้กำหนดให้เป็นสหภาพรัฐ แต่เป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว • "เป็นสหพันธรัฐที่แบ่งการปกครองออกเป็นมลรัฐ" ผิด: รัฐธรรมนูญมิได้กำหนดให้เป็นสหพันธรัฐ แต่กำหนดให้เป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว • "เป็นราชอาณาจักรที่แบ่งแยกดินแดนได้ตามกฎหมาย" ผิด: รัฐธรรมนูญบัญญัติชัดเจนว่าจะแบ่งแยกมิได้ ไม่สามารถแบ่งแยกได้ไม่ว่ากรณีใด อ้างอิงตัวบท รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 1: “มาตรา 1 ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้”

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 1: “มาตรา 1 ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q117
pol_law_constitution_police
medium
understand
Human Approved
Confidence: —%

ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย การตรากฎหมายจำกัดเสรีภาพในการเดินทางและการเลือกถิ่นที่อยู่ของบุคคล สามารถกระทำได้เพื่อวัตถุประสงค์ใด

  • ก. เพื่อการผังเมือง หรือเพื่อสวัสดิภาพของผู้เยาว์ ✓
  • ข. เพื่อการอันเป็นสาธารณูปโภค หรือการได้มาซึ่งทรัพยากรธรรมชาติ
  • ค. เพื่อการส่งเสริมการท่องเที่ยว หรือเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจของชาติ
  • ง. เพื่อการจัดเก็บภาษีอากร หรือเพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงิน

Explanation: คำตอบที่ถูก: "เพื่อการผังเมือง หรือเพื่อสวัสดิภาพของผู้เยาว์" ตามมาตรา 38 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บุคคลมีเสรีภาพในการเดินทางและเลือกถิ่นที่อยู่ ซึ่งจะจำกัดได้เฉพาะกรณีอาศัยอำนาจตามกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อยหรือสวัสดิภาพของประชาชน การผังเมือง เพื่อรักษาสถานภาพของครอบครัว หรือเพื่อสวัสดิภาพของผู้เยาว์เท่านั้น การผังเมืองและสวัสดิภาพของผู้เยาว์จึงเป็นเหตุผลที่กฎหมายสามารถจำกัดเสรีภาพนี้ได้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เพื่อการอันเป็นสาธารณูปโภค หรือการได้มาซึ่งทรัพยากรธรรมชาติ" ผิด: เป็นวัตถุประสงค์สำหรับการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ ไม่ใช่ข้อยกเว้นในการจำกัดเสรีภาพการเดินทางและเลือกถิ่นที่อยู่ • "เพื่อการส่งเสริมการท่องเที่ยว หรือเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจของชาติ" ผิด: รัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดให้การส่งเสริมการท่องเที่ยวหรือการพัฒนาเศรษฐกิจเป็นเหตุผลในการจำกัดเสรีภาพนี้ • "เพื่อการจัดเก็บภาษีอากร หรือเพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงิน" ผิด: รัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดให้การจัดเก็บภาษีอากรหรือรักษาเสถียรภาพทางการเงินเป็นเหตุผลในการจำกัดเสรีภาพนี้ อ้างอิงตัวบท รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 38: “เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อยหรือสวัสดิภาพของประชาชน หรือการผังเมือง หรือเพื่อรักษาสถานภาพของครอบครัว หรือเพื่อสวัสดิภาพของผู้เยาว์”

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 38: “เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อยหรือสวัสดิภาพของประชาชน หรือการผังเมือง หรือเพื่อรักษาสถานภาพของครอบครัว หรือเพื่อสวัสดิภาพของผู้เยาว์”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q118
pol_law_constitution_police
hard
apply
Human Approved
Confidence: —%

นายสมชายเคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาแล้วเป็นเวลา 5 ปี และได้พ้นจากตำแหน่งไป ต่อมาได้รับแต่งตั้งให้กลับมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย นายสมชายจะสามารถดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ได้อีกไม่เกินกี่ปี

  • ก. ไม่เกิน 4 ปี
  • ข. ไม่เกิน 3 ปี ✓
  • ค. ไม่เกิน 8 ปี
  • ง. ไม่เกิน 5 ปี

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ไม่เกิน 3 ปี" ตามมาตรา 158 วรรคสี่ บัญญัติว่านายกรัฐมนตรีจะดำรงตำแหน่งรวมกันแล้วเกิน 8 ปีมิได้ ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการดำรงตำแหน่งติดต่อกันหรือไม่ ดังนั้น เมื่อเคยดำรงตำแหน่งมาแล้ว 5 ปี จึงสามารถดำรงตำแหน่งในครั้งใหม่นี้รวมแล้วได้อีกไม่เกิน 3 ปี ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ไม่เกิน 4 ปี" ผิด: กฎหมายกำหนดระยะเวลารวมกันต้องไม่เกิน 8 ปี เมื่อเคยเป็นมาแล้ว 5 ปี จึงเหลือเวลาได้อีกไม่เกิน 3 ปี ไม่ใช่ 4 ปี • "ไม่เกิน 8 ปี" ผิด: กฎหมายกำหนดให้นับระยะเวลารวมกันทั้งหมดไม่ว่าจะติดต่อกันหรือไม่ จึงไม่สามารถดำรงตำแหน่งใหม่ได้เต็ม 8 ปี • "ไม่เกิน 5 ปี" ผิด: กฎหมายไม่ให้เริ่มนับเวลาใหม่เป็น 5 ปี เพราะต้องนับรวมระยะเวลาเดิมที่เคยดำรงตำแหน่งด้วย อ้างอิงตัวบท รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 158: “นายกรัฐมนตรีจะดำรงตำแหน่งรวมกันแล้วเกินแปดปีมิได้ ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการดำรงตำแหน่งติดต่อกันหรือไม่ แต่มิให้นับรวมระยะเวลาในระหว่างที่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปหลังพ้นจากตำแหน่ง”

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 158: “นายกรัฐมนตรีจะดำรงตำแหน่งรวมกันแล้วเกินแปดปีมิได้ ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการดำรงตำแหน่งติดต่อกันหรือไม่ แต่มิให้นับรวมระยะเวลาในระหว่างที่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปหลังพ้นจากตำแหน่ง”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q119
pol_law_constitution_police
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย การตรวจ การกัก หรือการเปิดเผยข้อมูลที่บุคคลติดต่อสื่อสารถึงกัน จะกระทำได้ในกรณีใด

  • ก. มีคำสั่งเป็นหนังสือของพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่
  • ข. มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนเพื่อประโยชน์แห่งการสืบสวนสอบสวนคดีอาญา
  • ค. มีคำสั่งหรือหมายของศาลหรือมีเหตุอย่างอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ ✓
  • ง. ได้รับความยินยอมจากคู่สนทนาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นลายลักษณ์อักษร

Explanation: คำตอบที่ถูก: "มีคำสั่งหรือหมายของศาลหรือมีเหตุอย่างอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ" ตามมาตรา 36 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการติดต่อสื่อสารถึงกัน การตรวจ การกัก หรือการเปิดเผยข้อมูลจะกระทำมิได้ เว้นแต่มีคำสั่งหรือหมายของศาลหรือมีเหตุอย่างอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ เจ้าหน้าที่จึงไม่สามารถกระทำได้เองโดยพลการ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "มีคำสั่งเป็นหนังสือของพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่" ผิด: รัฐธรรมนูญมิได้ให้อำนาจพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่สั่งการได้เองโดยไม่มีหมายศาลหรือกฎหมายเฉพาะบัญญัติ • "มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนเพื่อประโยชน์แห่งการสืบสวนสอบสวนคดีอาญา" ผิด: การอ้างเหตุจำเป็นเร่งด่วนทั่วไปไม่สามารถทำได้ เว้นแต่จะมีคำสั่งหรือหมายของศาลหรือมีกฎหมายบัญญัติให้อำนาจไว้โดยเฉพาะ • "ได้รับความยินยอมจากคู่สนทนาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นลายลักษณ์อักษร" ผิด: รัฐธรรมนูญมิได้กำหนดข้อยกเว้นเรื่องความยินยอมของคู่สนทนาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไว้ แต่ต้องเป็นไปตามคำสั่งศาลหรือกฎหมายบัญญัติ อ้างอิงตัวบท รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 36: “การตรวจ การกัก หรือการเปิดเผยข้อมูลที่บุคคลสื่อสารถึงกัน รวมทั้งการกระทำด้วยประการใด ๆ เพื่อให้ล่วงรู้หรือได้มาซึ่งข้อมูลที่บุคคลสื่อสารถึงกันจะกระทำมิได้” รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 36: “เว้นแต่มีคำสั่งหรือหมายของศาลหรือมีเหตุอย่างอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ”

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 36: “การตรวจ การกัก หรือการเปิดเผยข้อมูลที่บุคคลสื่อสารถึงกัน รวมทั้งการกระทำด้วยประการใด ๆ เพื่อให้ล่วงรู้หรือได้มาซึ่งข้อมูลที่บุคคลสื่อสารถึงกันจะกระทำมิได้”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q120
pol_law_constitution_police
medium
understand
Human Approved
Confidence: —%

ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหยุดปฏิบัติหน้าที่ระหว่างพิจารณา และต่อมามีคำวินิจฉัยว่าสมาชิกภาพสิ้นสุดลง กฎหมายกำหนดผลของการพ้นจากตำแหน่งและการปฏิบัติหน้าที่ที่ผ่านมาไว้อย่างไร

  • ก. พ้นจากตำแหน่งนับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย และไม่กระทบต่อกิจการที่ทำไปก่อนหน้านั้น
  • ข. พ้นจากตำแหน่งย้อนหลังไปถึงวันเลือกตั้ง และให้การลงมติหรือกิจการทั้งหมดที่เคยทำมาตกเป็นโมฆะ
  • ค. พ้นจากตำแหน่งนับแต่วันที่หยุดปฏิบัติหน้าที่ แต่ให้กิจการที่เคยกระทำมาระหว่างดำรงตำแหน่งตกเป็นโมฆะ
  • ง. พ้นจากตำแหน่งนับแต่วันที่หยุดปฏิบัติหน้าที่ และไม่กระทบต่อกิจการที่ได้กระทำไปก่อนพ้นจากตำแหน่ง ✓

Explanation: คำตอบที่ถูก: "พ้นจากตำแหน่งนับแต่วันที่หยุดปฏิบัติหน้าที่ และไม่กระทบต่อกิจการที่ได้กระทำไปก่อนพ้นจากตำแหน่ง" ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 82 วรรคสอง กำหนดว่าหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าสมาชิกภาพสิ้นสุดลง ให้ผู้นั้นพ้นจากตำแหน่งนับแต่วันที่หยุดปฏิบัติหน้าที่ แต่การพ้นจากตำแหน่งดังกล่าวจะไม่กระทบต่อกิจการที่ผู้นั้นได้กระทำไปก่อนพ้นจากตำแหน่ง ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "พ้นจากตำแหน่งนับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย และไม่กระทบต่อกิจการที่ทำไปก่อนหน้านั้น" ผิด: กฎหมายกำหนดให้พ้นจากตำแหน่งนับแต่วันที่หยุดปฏิบัติหน้าที่ ไม่ใช่นับแต่วันที่ศาลมีคำวินิจฉัย • "พ้นจากตำแหน่งย้อนหลังไปถึงวันเลือกตั้ง และให้การลงมติหรือกิจการทั้งหมดที่เคยทำมาตกเป็นโมฆะ" ผิด: กฎหมายไม่ได้ให้มีผลย้อนหลังไปถึงวันเลือกตั้ง และไม่ทำให้กิจการที่กระทำไปแล้วตกเป็นโมฆะ • "พ้นจากตำแหน่งนับแต่วันที่หยุดปฏิบัติหน้าที่ แต่ให้กิจการที่เคยกระทำมาระหว่างดำรงตำแหน่งตกเป็นโมฆะ" ผิด: กฎหมายระบุชัดเจนว่าไม่กระทบต่อกิจการที่ผู้นั้นได้กระทำไปก่อนพ้นจากตำแหน่ง จึงไม่ตกเป็นโมฆะ อ้างอิงตัวบท รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 82: “ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าสมาชิกภาพของสมาชิกผู้ถูกร้องสิ้นสุดลง ให้ผู้นั้นพ้นจากตำแหน่งนับแต่วันที่หยุดปฏิบัติหน้าที่ แต่ไม่กระทบต่อกิจการที่ผู้นั้นได้กระทำไปก่อนพ้นจากตำแหน่ง”

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 82: “ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าสมาชิกภาพของสมาชิกผู้ถูกร้องสิ้นสุดลง ให้ผู้นั้นพ้นจากตำแหน่งนับแต่วันที่หยุดปฏิบัติหน้าที่ แต่ไม่กระทบต่อกิจการที่ผู้นั้นได้กระทำไปก่อนพ้นจากตำแหน่ง”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q121
pol_law_constitution_police
hard
apply
Human Approved
Confidence: —%

นายสมชายพักอาศัยอยู่ในบ้านของตนเอง วันหนึ่งเจ้าพนักงานตำรวจประสงค์จะเข้าไปตรวจค้นภายในบ้าน แต่นายสมชายไม่ยินยอมให้เข้า ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เจ้าพนักงานจะเข้าไปตรวจค้นบ้านของนายสมชายได้ในกรณีใด

  • ก. กระทำมิได้ เว้นแต่มีคำสั่งหรือหมายของศาลหรือมีเหตุอย่างอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ ✓
  • ข. กระทำได้ทันทีโดยไม่ต้องมีหมายศาล หากเป็นเจ้าพนักงานตำรวจที่อยู่ในระหว่างปฏิบัติหน้าที่
  • ค. กระทำมิได้ในทุกกรณี เพราะรัฐธรรมนูญคุ้มครองเสรีภาพในเคหสถานไว้เด็ดขาดโดยไม่มีข้อยกเว้น
  • ง. กระทำได้เฉพาะเมื่อได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้ใหญ่บ้านหรือผู้นำชุมชนในท้องที่

Explanation: คำตอบที่ถูก: "กระทำมิได้ เว้นแต่มีคำสั่งหรือหมายของศาลหรือมีเหตุอย่างอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ" ตามมาตรา 33 รัฐธรรมนูญบัญญัติให้บุคคลมีเสรีภาพในเคหสถาน การเข้าไปโดยปราศจากความยินยอมหรือการค้นเคหสถานจะกระทำมิได้ เว้นแต่มีคำสั่งหรือหมายของศาล หรือมีเหตุอย่างอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ ดังนั้น แม้นายสมชายจะไม่ยินยอม เจ้าพนักงานก็ยังสามารถเข้าค้นได้หากมีหมายศาลหรือมีเหตุยกเว้นตามกฎหมาย ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "กระทำได้ทันทีโดยไม่ต้องมีหมายศาล หากเป็นเจ้าพนักงานตำรวจที่อยู่ในระหว่างปฏิบัติหน้าที่" ผิด: กฎหมายไม่อนุญาตให้เจ้าพนักงานเข้าค้นได้ทันทีเพียงเพราะอยู่ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ หากไม่มีความยินยอม ต้องมีหมายศาลหรือมีเหตุยกเว้นตามที่กฎหมายบัญญัติ • "กระทำมิได้ในทุกกรณี เพราะรัฐธรรมนูญคุ้มครองเสรีภาพในเคหสถานไว้เด็ดขาดโดยไม่มีข้อยกเว้น" ผิด: รัฐธรรมนูญไม่ได้คุ้มครองเด็ดขาดจนไม่มีข้อยกเว้น โดยยังเปิดช่องให้กระทำได้หากมีคำสั่งหรือหมายของศาลหรือมีเหตุอย่างอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ • "กระทำได้เฉพาะเมื่อได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้ใหญ่บ้านหรือผู้นำชุมชนในท้องที่" ผิด: รัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดให้ใช้ความยินยอมของผู้นำชุมชนหรือผู้ใหญ่บ้านมาทดแทนหมายศาลหรือความยินยอมของผู้ครอบครอง อ้างอิงตัวบท รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 33: “การเข้าไปในเคหสถานโดยปราศจากความยินยอมของผู้ครอบครอง หรือการค้นเคหสถานหรือที่รโหฐานจะกระทำมิได้ เว้นแต่มีคำสั่งหรือหมายของศาลหรือมีเหตุอย่างอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ”

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 33: “การเข้าไปในเคหสถานโดยปราศจากความยินยอมของผู้ครอบครอง หรือการค้นเคหสถานหรือที่รโหฐานจะกระทำมิได้ เว้นแต่มีคำสั่งหรือหมายของศาลหรือมีเหตุอย่างอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q122
pol_law_constitution_police
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ผู้ดำรงตำแหน่งใดเป็นรองประธานรัฐสภา

  • ก. ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร
  • ข. ประธานวุฒิสภา ✓
  • ค. รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่หนึ่ง
  • ง. รองประธานวุฒิสภาคนที่หนึ่ง

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ประธานวุฒิสภา" ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 80 กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นประธานรัฐสภา และประธานวุฒิสภาเป็นรองประธานรัฐสภา ดังนั้น ผู้ที่ดำรงตำแหน่งเป็นรองประธานรัฐสภาจึงเป็นประธานวุฒิสภา ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร" ผิด: รัฐธรรมนูญกำหนดให้ประธานวุฒิสภาเป็นรองประธานรัฐสภา มิใช่ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร • "รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่หนึ่ง" ผิด: รัฐธรรมนูญกำหนดให้ประธานวุฒิสภาเป็นรองประธานรัฐสภา มิใช่รองประธานสภาผู้แทนราษฎร • "รองประธานวุฒิสภาคนที่หนึ่ง" ผิด: รัฐธรรมนูญกำหนดให้ประธานวุฒิสภาเป็นรองประธานรัฐสภา มิใช่รองประธานวุฒิสภา อ้างอิงตัวบท รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 80: “ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นประธานรัฐสภา ประธานวุฒิสภาเป็นรองประธานรัฐสภา”

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 80: “ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นประธานรัฐสภา ประธานวุฒิสภาเป็นรองประธานรัฐสภา”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q123
pol_law_constitution_police
medium
understand
Human Approved
Confidence: —%

ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยหลักการแล้วการเกณฑ์แรงงานจะกระทำมิได้ เว้นแต่กรณีใดที่กฎหมายให้อำนาจกระทำได้

  • ก. กรณีมีกฎหมายตราขึ้นเพื่อส่งเสริมผลผลิตทางการเกษตรของรัฐ
  • ข. กรณีมีกฎหมายตราขึ้นเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในชนบท
  • ค. กรณีมีกฎหมายตราขึ้นเพื่อป้องกันภัยพิบัติสาธารณะ ✓
  • ง. กรณีมีกฎหมายตราขึ้นเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของชาติ

Explanation: คำตอบที่ถูก: "กรณีมีกฎหมายตราขึ้นเพื่อป้องกันภัยพิบัติสาธารณะ" ตามมาตรา 30 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย การเกณฑ์แรงงานจะกระทำมิได้ เว้นแต่อาศัยอำนาจตามกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อป้องกันภัยพิบัติสาธารณะ หรือในขณะประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ประกาศใช้กฎอัยการศึก หรืออยู่ในภาวะสงครามหรือการรบ ส่วนเหตุผลทางเศรษฐกิจหรือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานไม่ใช่ข้อยกเว้นที่รัฐธรรมนูญอนุญาตให้เกณฑ์แรงงานได้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "กรณีมีกฎหมายตราขึ้นเพื่อส่งเสริมผลผลิตทางการเกษตรของรัฐ" ผิด: รัฐธรรมนูญไม่ได้อนุญาตให้เกณฑ์แรงงานเพื่อการส่งเสริมผลผลิตทางการเกษตร • "กรณีมีกฎหมายตราขึ้นเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในชนบท" ผิด: รัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดให้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเป็นข้อยกเว้นที่จะเกณฑ์แรงงานได้ • "กรณีมีกฎหมายตราขึ้นเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของชาติ" ผิด: รัฐธรรมนูญไม่ได้เปิดช่องให้เกณฑ์แรงงานเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ อ้างอิงตัวบท รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 30: “การเกณฑ์แรงงานจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อป้องกันภัยพิบัติสาธารณะ หรือในขณะที่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินหรือประกาศใช้กฎอัยการศึก หรือในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะสงครามหรือการรบ”

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 30: “การเกณฑ์แรงงานจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อป้องกันภัยพิบัติสาธารณะ หรือในขณะที่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินหรือประกาศใช้กฎอัยการศึก หรือในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะสงครามหรือการรบ”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q124
pol_law_constitution_police
hard
apply
Human Approved
Confidence: —%

นายสมชายทราบว่ามีกลุ่มบุคคลใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จึงได้ยื่นคำร้องต่ออัยการสูงสุด แต่ต่อมาอัยการสูงสุดมีคำสั่งไม่รับดำเนินการตามที่ร้องขอ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย นายสมชายมีสิทธิดำเนินการอย่างไร

  • ก. ยื่นคำฟ้องคดีต่อศาลปกครองสูงสุด
  • ข. ยื่นเรื่องอุทธรณ์ต่อประธานรัฐสภา
  • ค. ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อคณะรัฐมนตรี
  • ง. ยื่นคำร้องโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญ ✓

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ยื่นคำร้องโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญ" ตามมาตรา 49 วรรคสาม หากอัยการสูงสุดมีคำสั่งไม่รับดำเนินการตามที่ร้องขอ หรือไม่ดำเนินการภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับคำร้องขอ ผู้ร้องขอมีสิทธิที่จะยื่นคำร้องโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ นายสมชายจึงสามารถยื่นคำร้องโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ทันที ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ยื่นคำฟ้องคดีต่อศาลปกครองสูงสุด" ผิด: รัฐธรรมนูญกำหนดให้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่การฟ้องร้องต่อศาลปกครองสูงสุด • "ยื่นเรื่องอุทธรณ์ต่อประธานรัฐสภา" ผิด: รัฐธรรมนูญไม่ได้ให้อำนาจประธานรัฐสภาในการรับคำร้องหรือพิจารณาเรื่องการล้มล้างการปกครองนี้ • "ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อคณะรัฐมนตรี" ผิด: รัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดให้ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อคณะรัฐมนตรีในกรณีดังกล่าว อ้างอิงตัวบท รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 49: “ในกรณีที่อัยการสูงสุดมีคำสั่งไม่รับดำเนินการตามที่ร้องขอ หรือไม่ดำเนินการภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับคำร้องขอ ผู้ร้องขอจะยื่นคำร้องโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญก็ได้”

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 49: “ในกรณีที่อัยการสูงสุดมีคำสั่งไม่รับดำเนินการตามที่ร้องขอ หรือไม่ดำเนินการภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับคำร้องขอ ผู้ร้องขอจะยื่นคำร้องโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญก็ได้”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q125
pol_law_constitution_police
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย การจับและการคุมขังบุคคลจะกระทำได้ในกรณีใด

  • ก. มีคำสั่งหรือหมายของศาล หรือมีเหตุอย่างอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ ✓
  • ข. มีคำสั่งของพนักงานอัยการ หรือเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของรัฐ
  • ค. มีคำร้องทุกข์จากผู้เสียหาย หรือมีพยานบุคคลยืนยันการกระทำผิด
  • ง. มีคำสั่งของพนักงานฝ่ายปกครอง หรือหัวหน้าสถานีตำรวจในท้องที่

Explanation: คำตอบที่ถูก: "มีคำสั่งหรือหมายของศาล หรือมีเหตุอย่างอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ" ตามมาตรา 28 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติว่าบุคคลมีสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย การจับและการคุมขังบุคคลจะกระทำมิได้ เว้นแต่มีคำสั่งหรือหมายของศาลหรือมีเหตุอย่างอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "มีคำสั่งของพนักงานอัยการ หรือเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของรัฐ" ผิด: รัฐธรรมนูญมิได้ให้อำนาจพนักงานอัยการหรือเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงสั่งจับหรือคุมขังโดยไม่มีหมายศาลหรือเหตุตามที่กฎหมายบัญญัติ • "มีคำร้องทุกข์จากผู้เสียหาย หรือมีพยานบุคคลยืนยันการกระทำผิด" ผิด: เพียงการมีคำร้องทุกข์หรือพยานบุคคล มิใช่ข้อยกเว้นตามรัฐธรรมนูญที่จะจับหรือคุมขังได้โดยไม่มีหมายศาลหรือเหตุที่กฎหมายบัญญัติ • "มีคำสั่งของพนักงานฝ่ายปกครอง หรือหัวหน้าสถานีตำรวจในท้องที่" ผิด: รัฐธรรมนูญมิได้ให้อำนาจพนักงานฝ่ายปกครองหรือหัวหน้าสถานีตำรวจสั่งจับหรือคุมขังได้เองโดยไม่มีหมายศาลหรือเหตุตามที่กฎหมายบัญญัติ อ้างอิงตัวบท รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 28: “การจับและการคุมขังบุคคลจะกระทำมิได้ เว้นแต่มีคำสั่งหรือหมายของศาลหรือมีเหตุอย่างอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ”

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 28: “การจับและการคุมขังบุคคลจะกระทำมิได้ เว้นแต่มีคำสั่งหรือหมายของศาลหรือมีเหตุอย่างอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q126
pol_law_constitution_police
medium
understand
Human Approved
Confidence: —%

ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย การคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคกำหนดไว้อย่างไร

  • ก. องค์กรของผู้บริโภคดำเนินงานได้แต่กฎหมายห้ามมิให้รับการสนับสนุนด้านการเงินจากภาครัฐ
  • ข. บุคคลมีสิทธิรวมกันจัดตั้งองค์กรของผู้บริโภคเพื่อคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิของผู้บริโภค ✓
  • ค. องค์กรของผู้บริโภคไม่มีสิทธิรวมกันจัดตั้งเป็นองค์กรที่มีความเป็นอิสระเพื่อพิทักษ์สิทธิ
  • ง. การรวมกลุ่มคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคต้องดำเนินการจัดตั้งโดยหน่วยงานของรัฐเท่านั้น

Explanation: คำตอบที่ถูก: "บุคคลมีสิทธิรวมกันจัดตั้งองค์กรของผู้บริโภคเพื่อคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิของผู้บริโภค" ตามมาตรา 46 บุคคลย่อมมีสิทธิรวมกันจัดตั้งองค์กรของผู้บริโภคเพื่อคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิของผู้บริโภคได้ และยังมีสิทธิรวมตัวกันเป็นองค์กรที่มีความเป็นอิสระโดยได้รับการสนับสนุนจากรัฐด้วย ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "องค์กรของผู้บริโภคดำเนินงานได้แต่กฎหมายห้ามมิให้รับการสนับสนุนด้านการเงินจากภาครัฐ" ผิด: กฎหมายบัญญัติว่าองค์กรของผู้บริโภคสามารถได้รับการสนับสนุนด้านการเงินจากรัฐได้ตามที่กฎหมายบัญญัติ • "องค์กรของผู้บริโภคไม่มีสิทธิรวมกันจัดตั้งเป็นองค์กรที่มีความเป็นอิสระเพื่อพิทักษ์สิทธิ" ผิด: กฎหมายบัญญัติให้องค์กรของผู้บริโภคมีสิทธิรวมกันจัดตั้งเป็นองค์กรที่มีความเป็นอิสระได้ • "การรวมกลุ่มคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคต้องดำเนินการจัดตั้งโดยหน่วยงานของรัฐเท่านั้น" ผิด: กฎหมายรับรองให้บุคคลทั่วไปมีสิทธิรวมกันจัดตั้งได้เอง ไม่ได้จำกัดว่าต้องจัดตั้งโดยหน่วยงานของรัฐ อ้างอิงตัวบท รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 46: “บุคคลย่อมมีสิทธิรวมกันจัดตั้งองค์กรของผู้บริโภคเพื่อคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิของผู้บริโภค” รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 46: “องค์กรของผู้บริโภคตามวรรคสองมีสิทธิรวมกันจัดตั้งเป็นองค์กรที่มีความเป็นอิสระเพื่อให้เกิดพลังในการคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิของผู้บริโภคโดยได้รับการสนับสนุนจากรัฐ”

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 46: “บุคคลย่อมมีสิทธิรวมกันจัดตั้งองค์กรของผู้บริโภคเพื่อคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิของผู้บริโภค”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q127
pol_law_constitution_police
hard
apply
Human Approved
Confidence: —%

ชาวบ้านในชุมชนแห่งหนึ่งต้องการใช้สิทธิที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ แต่ขณะนั้นฝ่ายนิติบัญญัติยังมิได้ตรากฎหมายดังกล่าวขึ้นใช้บังคับ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ชาวบ้านหรือชุมชนสามารถดำเนินการได้ตามข้อใด

  • ก. ไม่สามารถใช้สิทธิได้จนกว่ากฎหมายนั้นจะตราขึ้นและมีผลใช้บังคับ
  • ข. ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีจึงจะสามารถใช้สิทธิดังกล่าวได้
  • ค. สามารถใช้สิทธิหรือเสรีภาพนั้นได้ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ✓
  • ง. ต้องยื่นคำร้องและได้รับอนุญาตจากนายอำเภอในท้องที่เกิดเหตุก่อน

Explanation: คำตอบที่ถูก: "สามารถใช้สิทธิหรือเสรีภาพนั้นได้ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ" ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 25 วรรคสอง กำหนดว่าสิทธิหรือเสรีภาพใดที่รัฐธรรมนูญให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ แม้ยังไม่มีการตรากฎหมายนั้นขึ้นใช้บังคับ บุคคลหรือชุมชนย่อมสามารถใช้สิทธิหรือเสรีภาพนั้นได้ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ดังนั้น ชาวบ้านจึงสามารถใช้สิทธิดังกล่าวได้โดยไม่ต้องรอกฎหมายหรือขออนุญาตจากหน่วยงานใด ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ไม่สามารถใช้สิทธิได้จนกว่ากฎหมายนั้นจะตราขึ้นและมีผลใช้บังคับ" ผิด: ตามรัฐธรรมนูญระบุว่าแม้ยังไม่มีการตรากฎหมายขึ้นใช้บังคับ ก็ย่อมสามารถใช้สิทธิหรือเสรีภาพนั้นได้ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ • "ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีจึงจะสามารถใช้สิทธิดังกล่าวได้" ผิด: รัฐธรรมนูญมิได้กำหนดว่าต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีก่อนจึงจะใช้สิทธิได้ • "ต้องยื่นคำร้องและได้รับอนุญาตจากนายอำเภอในท้องที่เกิดเหตุก่อน" ผิด: รัฐธรรมนูญมิได้กำหนดเงื่อนไขให้ต้องยื่นคำร้องหรือได้รับอนุญาตจากนายอำเภอก่อนใช้สิทธิ อ้างอิงตัวบท รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 25: “มาตรา 25 สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย” รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 25: “แม้ยังไม่มีการตรากฎหมายนั้นขึ้นใช้บังคับ บุคคลหรือชุมชนย่อมสามารถใช้สิทธิหรือเสรีภาพนั้นได้ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ”

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 25: “มาตรา 25 สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q128
pol_law_constitution_police
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมตามลักษณะใด

  • ก. โดยมีผู้เข้าร่วมไม่เกินจำนวนที่กำหนด
  • ข. โดยเปิดเผยและได้รับอนุญาตล่วงหน้า
  • ค. โดยจำกัดเฉพาะในสถานที่ส่วนบุคคล
  • ง. โดยสงบและปราศจากอาวุธ ✓

Explanation: คำตอบที่ถูก: "โดยสงบและปราศจากอาวุธ" ตามมาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติรับรองว่าบุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ การชุมนุมที่มีลักษณะดังกล่าวจึงได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "โดยมีผู้เข้าร่วมไม่เกินจำนวนที่กำหนด" ผิด: รัฐธรรมนูญมิได้จำกัดจำนวนผู้เข้าร่วมชุมนุม แต่กำหนดเงื่อนไขว่าต้องกระทำโดยสงบและปราศจากอาวุธ • "โดยเปิดเผยและได้รับอนุญาตล่วงหน้า" ผิด: รัฐธรรมนูญกำหนดเงื่อนไขว่าต้องเป็นไปโดยสงบและปราศจากอาวุธ มิได้บัญญัติว่าต้องได้รับอนุญาตล่วงหน้า • "โดยจำกัดเฉพาะในสถานที่ส่วนบุคคล" ผิด: รัฐธรรมนูญคุ้มครองเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ มิได้จำกัดเฉพาะในสถานที่ส่วนบุคคล อ้างอิงตัวบท รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 44: “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ”

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 44: “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q129
pol_law_constitution_police
medium
understand
Human Approved
Confidence: —%

ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย อำนาจอธิปไตยเป็นของใคร และพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจดังกล่าวผ่านทางองค์กรใด

  • ก. เป็นของปวงชนชาวไทย ทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ✓
  • ข. เป็นของคณะรัฐมนตรี ทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา ศาล และหน่วยงานของรัฐ
  • ค. เป็นของพระมหากษัตริย์ ทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล
  • ง. เป็นของปวงชนชาวไทย ทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา องค์กรอิสระ และศาล

Explanation: คำตอบที่ถูก: "เป็นของปวงชนชาวไทย ทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล" ตามมาตรา 3 วรรคหนึ่ง แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย โดยพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุข ทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ จึงสรุปได้อย่างถูกต้องว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน และทรงใช้อำนาจผ่าน 3 องค์กรดังกล่าว ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เป็นของคณะรัฐมนตรี ทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา ศาล และหน่วยงานของรัฐ" ผิด: อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย และทรงใช้อำนาจทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล มิใช่หน่วยงานของรัฐ • "เป็นของพระมหากษัตริย์ ทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล" ผิด: อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย มิใช่เป็นของพระมหากษัตริย์ • "เป็นของปวงชนชาวไทย ทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา องค์กรอิสระ และศาล" ผิด: รัฐธรรมนูญกำหนดให้ทรงใช้อำนาจทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ไม่ได้รวมถึงองค์กรอิสระ อ้างอิงตัวบท รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 3: “อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุข ทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ”

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 3: “อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุข ทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q130
pol_law_constitution_police
hard
apply
Human Approved
Confidence: —%

ชาวบ้านในชุมชนแห่งหนึ่งได้รับความเดือดร้อนจากการทิ้งขยะส่งกลิ่นเหม็น จึงรวมตัวกันไปยื่นหนังสือร้องเรียนต่อเทศบาลในพื้นที่ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ชุมชนดังกล่าวมีสิทธิอย่างไรเกี่ยวกับการดำเนินการนี้

  • ก. เสนอเรื่องราวร้องทุกข์ต่อหน่วยงานของรัฐแต่ไม่มีสิทธิได้รับแจ้งผลการพิจารณา
  • ข. เสนอเรื่องราวร้องทุกข์ต่อหน่วยงานของรัฐและได้รับแจ้งผลการพิจารณาโดยรวดเร็ว ✓
  • ค. เสนอเรื่องราวร้องทุกข์ไม่ได้เพราะรัฐธรรมนูญให้สิทธิเฉพาะบุคคลเพียงคนเดียว
  • ง. เสนอเรื่องราวร้องทุกข์พร้อมมีอำนาจสั่งลงโทษทางวินัยแก่เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง

Explanation: คำตอบที่ถูก: "เสนอเรื่องราวร้องทุกข์ต่อหน่วยงานของรัฐและได้รับแจ้งผลการพิจารณาโดยรวดเร็ว" ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 41 บัญญัติให้ทั้งบุคคลและชุมชนย่อมมีสิทธิเสนอเรื่องราวร้องทุกข์ต่อหน่วยงานของรัฐ และมีสิทธิได้รับแจ้งผลการพิจารณาโดยรวดเร็ว ดังนั้น ชาวบ้านในชุมชนจึงสามารถยื่นเรื่องร้องเรียนและมีสิทธิได้รับการแจ้งผลการพิจารณาตามกฎหมาย ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เสนอเรื่องราวร้องทุกข์ต่อหน่วยงานของรัฐแต่ไม่มีสิทธิได้รับแจ้งผลการพิจารณา" ผิด: รัฐธรรมนูญบัญญัติให้มีสิทธิได้รับแจ้งผลการพิจารณาโดยรวดเร็ว ไม่ใช่ไม่มีสิทธิได้รับแจ้งผล • "เสนอเรื่องราวร้องทุกข์ไม่ได้เพราะรัฐธรรมนูญให้สิทธิเฉพาะบุคคลเพียงคนเดียว" ผิด: รัฐธรรมนูญรับรองสิทธิให้ทั้งบุคคลและชุมชน ไม่ได้จำกัดเฉพาะบุคคลเพียงคนเดียว • "เสนอเรื่องราวร้องทุกข์พร้อมมีอำนาจสั่งลงโทษทางวินัยแก่เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง" ผิด: รัฐธรรมนูญรับรองสิทธิร้องทุกข์และการรับแจ้งผล แต่ไม่ได้ให้อำนาจประชาชนในการสั่งลงโทษทางวินัยเจ้าหน้าที่ อ้างอิงตัวบท รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 41: “มาตรา 41 บุคคลและชุมชนย่อมมีสิทธิ” รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 41: “(2) เสนอเรื่องราวร้องทุกข์ต่อหน่วยงานของรัฐและได้รับแจ้งผลการพิจารณาโดยรวดเร็ว”

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 41: “มาตรา 41 บุคคลและชุมชนย่อมมีสิทธิ”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q131
pol_law_pdpa
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล คำว่า “ข้อมูลส่วนบุคคล” กฎหมายบัญญัติยกเว้นว่าไม่รวมถึงข้อมูลในข้อใด

  • ก. ข้อมูลการติดต่อของบุคคลธรรมดา
  • ข. ข้อมูลที่ระบุตัวบุคคลได้ทางตรง
  • ค. ข้อมูลของผู้ถึงแก่กรรม ✓
  • ง. ข้อมูลที่ระบุตัวบุคคลได้ทางอ้อม

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ข้อมูลของผู้ถึงแก่กรรม" ตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ข้อมูลส่วนบุคคลหมายถึงข้อมูลที่ทำให้ระบุตัวบุคคลได้ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม แต่กฎหมายได้บัญญัติยกเว้นไว้ว่าไม่รวมถึงข้อมูลของผู้ถึงแก่กรรมโดยเฉพาะ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ข้อมูลการติดต่อของบุคคลธรรมดา" ผิด: ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลธรรมดาที่ระบุตัวตนได้จัดเป็นข้อมูลส่วนบุคคลตามกฎหมาย • "ข้อมูลที่ระบุตัวบุคคลได้ทางตรง" ผิด: กฎหมายกำหนดให้ข้อมูลที่ระบุตัวบุคคลได้ทางตรงเป็นข้อมูลส่วนบุคคล • "ข้อมูลที่ระบุตัวบุคคลได้ทางอ้อม" ผิด: กฎหมายกำหนดให้ข้อมูลที่ระบุตัวบุคคลได้ทางอ้อมเป็นข้อมูลส่วนบุคคลเช่นกัน อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 6: ““ข้อมูลส่วนบุคคล” หมายความว่า ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลซึ่งทำให้สามารถระบุตัวบุคคลนั้นได้ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม แต่ไม่รวมถึงข้อมูลของผู้ถึงแก่กรรมโดยเฉพาะ”

พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 6: ““ข้อมูลส่วนบุคคล” หมายความว่า ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลซึ่งทำให้สามารถระบุตัวบุคคลนั้นได้ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม แต่ไม่รวมถึงข้อมูลของผู้ถึงแก่กรรมโดยเฉพาะ”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q132
pol_law_pdpa
medium
understand
Human Approved
Confidence: —%

ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลมีสิทธิขอให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล “ระงับการใช้ข้อมูลส่วนบุคคล” ได้ในกรณีใด

  • ก. เมื่อเจ้าของข้อมูลถอนความยินยอม และผู้ควบคุมข้อมูลไม่มีอำนาจตามกฎหมายที่จะเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยได้ต่อไป
  • ข. เมื่อเจ้าของข้อมูลประสงค์จะขอรับข้อมูลส่วนบุคคลของตนเพื่อโอนย้ายไปยังผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลรายอื่น
  • ค. เมื่อเจ้าของข้อมูลขอให้เปิดเผยถึงการได้มาซึ่งข้อมูลส่วนบุคคลของตนที่ตนไม่ได้ให้ความยินยอมในการเก็บรวบรวม
  • ง. เมื่อข้อมูลหมดความจำเป็นตามวัตถุประสงค์ แต่เจ้าของข้อมูลจำเป็นต้องใช้เพื่อก่อตั้งหรือต่อสู้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย ✓

Explanation: คำตอบที่ถูก: "เมื่อข้อมูลหมดความจำเป็นตามวัตถุประสงค์ แต่เจ้าของข้อมูลจำเป็นต้องใช้เพื่อก่อตั้งหรือต่อสู้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย" ตามมาตรา 34 (3) กำหนดให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลมีสิทธิขอให้ระงับการใช้ข้อมูลได้ เมื่อข้อมูลส่วนบุคคลหมดความจำเป็นในการเก็บรักษาตามวัตถุประสงค์แล้ว แต่เจ้าของข้อมูลจำเป็นต้องขอให้เก็บรักษาไว้เพื่อใช้ในการก่อตั้ง ใช้ หรือต่อสู้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย ส่วนการถอนความยินยอมและไม่มีอำนาจเก็บต่อ เป็นสิทธิขอให้ลบหรือทำลายตามมาตรา 33 (2) ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เมื่อเจ้าของข้อมูลถอนความยินยอม และผู้ควบคุมข้อมูลไม่มีอำนาจตามกฎหมายที่จะเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยได้ต่อไป" ผิด: เป็นกรณีการใช้สิทธิขอให้ลบหรือทำลายข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรา 33 (2) มิใช่การขอให้ระงับการใช้ข้อมูล • "เมื่อเจ้าของข้อมูลประสงค์จะขอรับข้อมูลส่วนบุคคลของตนเพื่อโอนย้ายไปยังผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลรายอื่น" ผิด: เป็นเรื่องสิทธิในการขอรับและโอนย้ายข้อมูลส่วนบุคคล มิใช่เหตุในการขอให้ระงับการใช้ข้อมูล • "เมื่อเจ้าของข้อมูลขอให้เปิดเผยถึงการได้มาซึ่งข้อมูลส่วนบุคคลของตนที่ตนไม่ได้ให้ความยินยอมในการเก็บรวบรวม" ผิด: เป็นเรื่องสิทธิในการเข้าถึงและขอให้เปิดเผยถึงการได้มาซึ่งข้อมูลส่วนบุคคล มิใช่เหตุในการขอให้ระงับการใช้ข้อมูล อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 34: “เมื่อข้อมูลส่วนบุคคลหมดความจำเป็นในการเก็บรักษาไว้ตามวัตถุประสงค์ในการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล แต่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลมีความจำเป็นต้องขอให้เก็บรักษาไว้เพื่อใช้ในการก่อตั้ง สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย การปฏิบัติตามหรือการใช้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย หรือการยกขึ้นต่อสู้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย” พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 33: “เมื่อเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลถอนความยินยอมในการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลและผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลไม่มีอำนาจตามกฎหมายที่จะเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลนั้นได้ต่อไป”

พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 34: “เมื่อข้อมูลส่วนบุคคลหมดความจำเป็นในการเก็บรักษาไว้ตามวัตถุประสงค์ในการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล แต่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลมีความจำเป็นต้องขอให้เก็บรักษาไว้เพื่อใช้ในการก่อตั้ง สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย การปฏิบัติตามหรือการใช้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย หรือการยกขึ้นต่อสู้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q133
pol_law_pdpa
hard
apply
Human Approved
Confidence: —%

นายกานต์ได้ยื่นคำขอเข้าถึงและขอรับสำเนาข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวกับตนเองจากบริษัทซึ่งเป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล หากเป็นกรณีที่บริษัทไม่อาจปฏิเสธคำขอได้ตามกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 บริษัทจะต้องดำเนินการตามคำขอของนายกานต์ภายในระยะเวลาใด

  • ก. ดำเนินการตามคำขอโดยไม่ชักช้า แต่ต้องไม่เกิน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับคำขอ ✓
  • ข. ดำเนินการตามคำขอโดยไม่ชักช้า แต่ต้องไม่เกิน 60 วันนับแต่วันที่ได้รับคำขอ
  • ค. ดำเนินการตามคำขอโดยไม่ชักช้า แต่ต้องไม่เกิน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับคำขอ
  • ง. ดำเนินการตามคำขอโดยไม่ชักช้า แต่ต้องไม่เกิน 45 วันนับแต่วันที่ได้รับคำขอ

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ดำเนินการตามคำขอโดยไม่ชักช้า แต่ต้องไม่เกิน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับคำขอ" ตามมาตรา 30 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 กำหนดว่าเมื่อเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลมีคำขอเข้าถึงและขอรับสำเนาข้อมูล และเป็นกรณีที่ไม่อาจปฏิเสธคำขอได้ ให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลดำเนินการตามคำขอโดยไม่ชักช้า แต่ต้องไม่เกิน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับคำขอ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ดำเนินการตามคำขอโดยไม่ชักช้า แต่ต้องไม่เกิน 60 วันนับแต่วันที่ได้รับคำขอ" ผิด: กฎหมายกำหนดระยะเวลาดำเนินการไว้ที่ไม่เกิน 30 วัน ไม่ใช่ 60 วัน • "ดำเนินการตามคำขอโดยไม่ชักช้า แต่ต้องไม่เกิน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับคำขอ" ผิด: กฎหมายกำหนดระยะเวลาดำเนินการไว้ที่ไม่เกิน 30 วัน ไม่ใช่ 15 วัน • "ดำเนินการตามคำขอโดยไม่ชักช้า แต่ต้องไม่เกิน 45 วันนับแต่วันที่ได้รับคำขอ" ผิด: กฎหมายกำหนดระยะเวลาดำเนินการไว้ที่ไม่เกิน 30 วัน ไม่ใช่ 45 วัน อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 30: “เมื่อเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลมีคำขอตามวรรคหนึ่งและเป็นกรณีที่ไม่อาจปฏิเสธคำขอได้ ตามวรรคสอง ให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลดำเนินการตามคำขอโดยไม่ชักช้า แต่ต้องไม่เกินสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำขอ”

พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 30: “เมื่อเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลมีคำขอตามวรรคหนึ่งและเป็นกรณีที่ไม่อาจปฏิเสธคำขอได้ ตามวรรคสอง ให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลดำเนินการตามคำขอโดยไม่ชักช้า แต่ต้องไม่เกินสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำขอ”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q134
pol_law_pdpa
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลมีสิทธิในการถอนความยินยอมที่เคยให้ไว้ตามหลักเกณฑ์ใด

  • ก. สามารถถอนความยินยอมได้เฉพาะเมื่อได้รับความยินยอมหรืออนุญาตจากผู้ควบคุมข้อมูล
  • ข. สามารถถอนความยินยอมเมื่อใดก็ได้ โดยต้องถอนได้ง่ายเช่นเดียวกับการให้ความยินยอม ✓
  • ค. ไม่สามารถถอนความยินยอมได้หากข้อมูลส่วนบุคคลนั้นได้ถูกจัดเก็บในระบบเรียบร้อย
  • ง. สามารถถอนความยินยอมได้ก็ต่อเมื่อพ้นกำหนดเวลาหนึ่งปีนับแต่วันที่ให้ความยินยอม

Explanation: คำตอบที่ถูก: "สามารถถอนความยินยอมเมื่อใดก็ได้ โดยต้องถอนได้ง่ายเช่นเดียวกับการให้ความยินยอม" ตามมาตรา 19 เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลมีสิทธิถอนความยินยอมเสียเมื่อใดก็ได้ และการถอนความยินยอมจะต้องทำได้ง่ายเช่นเดียวกับการให้ความยินยอม เว้นแต่มีข้อจำกัดสิทธิโดยกฎหมายหรือสัญญาที่ให้ประโยชน์แก่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "สามารถถอนความยินยอมได้เฉพาะเมื่อได้รับความยินยอมหรืออนุญาตจากผู้ควบคุมข้อมูล" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ต้องได้รับความยินยอมหรือขออนุญาตจากผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลก่อนจึงจะถอนความยินยอมได้ • "ไม่สามารถถอนความยินยอมได้หากข้อมูลส่วนบุคคลนั้นได้ถูกจัดเก็บในระบบเรียบร้อย" ผิด: กฎหมายให้สิทธิถอนความยินยอมเมื่อใดก็ได้ ไม่ได้ตัดสิทธิเพียงเพราะมีการจัดเก็บข้อมูลเข้าสู่ระบบแล้ว • "สามารถถอนความยินยอมได้ก็ต่อเมื่อพ้นกำหนดเวลาหนึ่งปีนับแต่วันที่ให้ความยินยอม" ผิด: กฎหมายกำหนดให้ถอนความยินยอมเมื่อใดก็ได้ โดยไม่มีเงื่อนไขว่าต้องรอให้พ้นกำหนดระยะเวลา 1 ปี อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 19: “เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลจะถอนความยินยอมเสียเมื่อใดก็ได้โดยจะต้องถอนความยินยอมได้ง่ายเช่นเดียวกับการให้ความยินยอม”

พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 19: “เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลจะถอนความยินยอมเสียเมื่อใดก็ได้โดยจะต้องถอนความยินยอมได้ง่ายเช่นเดียวกับการให้ความยินยอม”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q135
pol_law_pdpa
medium
understand
Human Approved
Confidence: —%

ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ในกรณีที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลได้ยื่นคำร้องขอให้แก้ไขข้อมูลส่วนบุคคลของตนให้ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน แต่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลไม่ดำเนินการตามคำร้องขอ ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามข้อใด

  • ก. แจ้งความลงบันทึกประจำวันต่อพนักงานสอบสวนไว้เป็นหลักฐานโดยไม่ชักช้า
  • ข. ยื่นเรื่องให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตก่อนจึงจะสามารถปฏิเสธคำร้องขอดังกล่าวได้
  • ค. บันทึกคำร้องขอของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลพร้อมด้วยเหตุผลไว้ในรายการ ✓
  • ง. ดำเนินการลบหรือทำลายข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลออกจากระบบทันที

Explanation: คำตอบที่ถูก: "บันทึกคำร้องขอของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลพร้อมด้วยเหตุผลไว้ในรายการ" ตามมาตรา 36 กำหนดว่า ในกรณีที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลร้องขอให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลดำเนินการแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้อง เป็นปัจจุบัน สมบูรณ์ ตามมาตรา 35 หากผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลไม่ดำเนินการตามคำร้องขอ ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลต้องบันทึกคำร้องขอของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลพร้อมด้วยเหตุผลไว้ในรายการ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "แจ้งความลงบันทึกประจำวันต่อพนักงานสอบสวนไว้เป็นหลักฐานโดยไม่ชักช้า" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดให้แจ้งความต่อพนักงานสอบสวน แต่ให้บันทึกคำร้องขอพร้อมเหตุผลไว้ในรายการ • "ยื่นเรื่องให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตก่อนจึงจะสามารถปฏิเสธคำร้องขอดังกล่าวได้" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ต้องยื่นขออนุญาตจากศาลก่อน แต่กำหนดให้บันทึกคำร้องขอพร้อมเหตุผลไว้ในรายการ • "ดำเนินการลบหรือทำลายข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลออกจากระบบทันที" ผิด: กฎหมายไม่ได้ให้ลบหรือทำลายข้อมูลทิ้งเมื่อปฏิเสธคำร้อง แต่ให้บันทึกคำร้องขอพร้อมเหตุผลไว้ในรายการ อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 36: “หากผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลไม่ดำเนินการตามคำร้องขอ ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลต้องบันทึกคำร้องขอของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลพร้อมด้วยเหตุผลไว้ในรายการตามมาตรา 39” พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 35: “มาตรา 35 ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลต้องดำเนินการให้ข้อมูลส่วนบุคคลนั้นถูกต้อง เป็นปัจจุบัน สมบูรณ์ และไม่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด”

พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 36: “หากผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลไม่ดำเนินการตามคำร้องขอ ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลต้องบันทึกคำร้องขอของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลพร้อมด้วยเหตุผลไว้ในรายการตามมาตรา 39”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q136
pol_law_pdpa
hard
apply
Human Approved
Confidence: —%

นายสมชายต้องการเปลี่ยนไปใช้บริการของผู้ให้บริการรายใหม่ จึงได้ยื่นคำขอให้ผู้ให้บริการรายเดิมส่งหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลของตน ซึ่งจัดเก็บอยู่ในรูปแบบที่เครื่องมืออัตโนมัติอ่านได้ ไปยังผู้ให้บริการรายใหม่โดยตรง ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 สิทธิของนายสมชายและการดำเนินการของผู้ให้บริการรายเดิมเป็นไปตามข้อใด

  • ก. นายสมชายไม่มีสิทธิขอให้ส่งหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลโดยตรงข้ามหน่วยงานได้ไม่ว่ากรณีใด
  • ข. ผู้ให้บริการรายเดิมจะส่งข้อมูลได้ก็ต่อเมื่อได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากเจ้าพนักงานตำรวจก่อน
  • ค. ผู้ให้บริการรายเดิมสามารถปฏิเสธคำขอได้เสมอเนื่องจากข้อมูลถือเป็นความลับทางการค้าของบริษัท
  • ง. นายสมชายมีสิทธิขอให้ส่งหรือโอนข้อมูลไปยังผู้ให้บริการรายใหม่ได้ เมื่อสามารถทำได้ด้วยวิธีการอัตโนมัติ ✓

Explanation: คำตอบที่ถูก: "นายสมชายมีสิทธิขอให้ส่งหรือโอนข้อมูลไปยังผู้ให้บริการรายใหม่ได้ เมื่อสามารถทำได้ด้วยวิธีการอัตโนมัติ" ตามมาตรา 31 เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลมีสิทธิขอให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลส่งหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลที่อยู่ในรูปแบบที่เครื่องมืออัตโนมัติอ่านได้ ไปยังผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลอื่นได้เมื่อสามารถทำได้ด้วยวิธีการอัตโนมัติ นายสมชายจึงมีสิทธิตามกฎหมายที่จะขอให้ดำเนินการดังกล่าว ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "นายสมชายไม่มีสิทธิขอให้ส่งหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลโดยตรงข้ามหน่วยงานได้ไม่ว่ากรณีใด" ผิด: กฎหมายให้สิทธิเจ้าของข้อมูลขอให้ส่งหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลไปยังผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลอื่นได้เมื่อสามารถทำได้ด้วยวิธีการอัตโนมัติ • "ผู้ให้บริการรายเดิมจะส่งข้อมูลได้ก็ต่อเมื่อได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากเจ้าพนักงานตำรวจก่อน" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดว่าต้องได้รับความเห็นชอบหรือคำสั่งเป็นหนังสือจากเจ้าพนักงานตำรวจก่อน • "ผู้ให้บริการรายเดิมสามารถปฏิเสธคำขอได้เสมอเนื่องจากข้อมูลถือเป็นความลับทางการค้าของบริษัท" ผิด: ผู้ให้บริการมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามสิทธิของเจ้าของข้อมูล และจะปฏิเสธได้เฉพาะกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้เท่านั้น อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 31: “ขอให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลส่งหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลในรูปแบบดังกล่าวไปยังผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลอื่นเมื่อสามารถทำได้ด้วยวิธีการอัตโนมัติ”

พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 31: “ขอให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลส่งหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลในรูปแบบดังกล่าวไปยังผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลอื่นเมื่อสามารถทำได้ด้วยวิธีการอัตโนมัติ”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q137
pol_law_pdpa
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล การเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่แตกต่างไปจากวัตถุประสงค์ที่เคยแจ้งไว้ จะสามารถกระทำได้ในกรณีใด

  • ก. ได้แจ้งวัตถุประสงค์ใหม่ให้เจ้าของข้อมูลทราบและได้รับความยินยอมก่อน ✓
  • ข. สามารถกระทำได้ทันทีหากเป็นการนำไปใช้เพื่อประโยชน์ในการประกอบธุรกิจ
  • ค. ได้ทำหนังสือแจ้งให้เจ้าพนักงานตำรวจในท้องที่ทราบล่วงหน้าก่อนดำเนินการ
  • ง. ได้แจ้งวัตถุประสงค์ใหม่ให้เจ้าของข้อมูลทราบหลังจากที่ได้เปิดเผยข้อมูลแล้ว

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ได้แจ้งวัตถุประสงค์ใหม่ให้เจ้าของข้อมูลทราบและได้รับความยินยอมก่อน" ตามมาตรา 21 การเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่แตกต่างไปจากวัตถุประสงค์เดิมที่แจ้งไว้จะกระทำมิได้ เว้นแต่จะได้แจ้งวัตถุประสงค์ใหม่นั้นให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลทราบและได้รับความยินยอมก่อน หรือมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายให้กระทำได้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "สามารถกระทำได้ทันทีหากเป็นการนำไปใช้เพื่อประโยชน์ในการประกอบธุรกิจ" ผิด: การใช้ข้อมูลแตกต่างจากวัตถุประสงค์เดิมจะทำมิได้ เว้นแต่จะได้รับความยินยอมก่อนหรือมีกฎหมายบัญญัติให้ทำได้ • "ได้ทำหนังสือแจ้งให้เจ้าพนักงานตำรวจในท้องที่ทราบล่วงหน้าก่อนดำเนินการ" ผิด: กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ขออนุญาตหรือแจ้งต่อเจ้าพนักงานตำรวจในท้องที่ • "ได้แจ้งวัตถุประสงค์ใหม่ให้เจ้าของข้อมูลทราบหลังจากที่ได้เปิดเผยข้อมูลแล้ว" ผิด: กฎหมายกำหนดว่าต้องได้รับความยินยอมก่อนดำเนินการ ไม่ใช่แจ้งภายหลังจากที่เปิดเผยข้อมูลแล้ว อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 21: “การเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่แตกต่างไปจากวัตถุประสงค์ที่ได้แจ้งไว้ ตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่” พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 21: “ได้แจ้งวัตถุประสงค์ใหม่นั้นให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลทราบและได้รับความยินยอมก่อนเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยแล้ว”

พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 21: “การเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่แตกต่างไปจากวัตถุประสงค์ที่ได้แจ้งไว้ ตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q138
pol_law_pdpa
medium
understand
Human Approved
Confidence: —%

ตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เมื่อเกิดเหตุการณ์ข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหลหรือถูกละเมิดขึ้น ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลมีหน้าที่ต้องดำเนินการอย่างไร

  • ก. แจ้งสำนักงานภายใน 7 วันนับแต่ทราบเหตุ และไม่ต้องแจ้งให้เจ้าของข้อมูลทราบเพื่อป้องกันความตื่นตระหนก
  • ข. แจ้งสำนักงานภายใน 72 ชั่วโมงนับแต่ทราบเหตุ และหากมีความเสี่ยงสูงต้องแจ้งเจ้าของข้อมูลพร้อมแนวทางเยียวยา ✓
  • ค. แจ้งสำนักงานภายใน 24 ชั่วโมงนับแต่ทราบเหตุ และต้องแจ้งให้เจ้าของข้อมูลทราบทุกกรณีไม่ว่ามีความเสี่ยงหรือไม่
  • ง. แจ้งสถานีตำรวจท้องที่ภายใน 48 ชั่วโมงนับแต่ทราบเหตุ โดยไม่ต้องแจ้งต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

Explanation: คำตอบที่ถูก: "แจ้งสำนักงานภายใน 72 ชั่วโมงนับแต่ทราบเหตุ และหากมีความเสี่ยงสูงต้องแจ้งเจ้าของข้อมูลพร้อมแนวทางเยียวยา" ตามมาตรา 37 (4) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 กำหนดหน้าที่ให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลต้องแจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลแก่สำนักงานโดยไม่ชักช้าภายใน 72 ชั่วโมงนับแต่ทราบเหตุเท่าที่จะทำได้ และหากการละเมิดนั้นมีความเสี่ยงสูงที่จะกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคล จะต้องแจ้งให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลทราบพร้อมแนวทางการเยียวยาโดยไม่ชักช้าด้วย ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "แจ้งสำนักงานภายใน 7 วันนับแต่ทราบเหตุ และไม่ต้องแจ้งให้เจ้าของข้อมูลทราบเพื่อป้องกันความตื่นตระหนก" ผิด: กฎหมายกำหนดให้แจ้งสำนักงานภายใน 72 ชั่วโมง มิใช่ 7 วัน และหากมีความเสี่ยงสูงก็ต้องแจ้งเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลด้วย • "แจ้งสำนักงานภายใน 24 ชั่วโมงนับแต่ทราบเหตุ และต้องแจ้งให้เจ้าของข้อมูลทราบทุกกรณีไม่ว่ามีความเสี่ยงหรือไม่" ผิด: กฎหมายกำหนดกรอบเวลาภายใน 72 ชั่วโมง มิใช่ 24 ชั่วโมง และต้องแจ้งเจ้าของข้อมูลเฉพาะกรณีที่มีความเสี่ยงสูง มิใช่ทุกกรณี • "แจ้งสถานีตำรวจท้องที่ภายใน 48 ชั่วโมงนับแต่ทราบเหตุ โดยไม่ต้องแจ้งต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล" ผิด: กฎหมายกำหนดให้แจ้งต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล มิได้กำหนดหน้าที่ให้แจ้งต่อสถานีตำรวจท้องที่ภายใน 48 ชั่วโมง อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 37: “แจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลแก่สำนักงานโดยไม่ชักช้าภายในเจ็ดสิบสองชั่วโมง นับแต่ทราบเหตุเท่าที่จะสามารถกระทำได้” พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 37: “ในกรณีที่การละเมิดมีความเสี่ยงสูงที่จะมีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพ ของบุคคล ให้แจ้งเหตุการละเมิดให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลทราบพร้อมกับแนวทางการเยียวยา โดยไม่ชักช้าด้วย”

พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 37: “แจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลแก่สำนักงานโดยไม่ชักช้าภายในเจ็ดสิบสองชั่วโมง นับแต่ทราบเหตุเท่าที่จะสามารถกระทำได้”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q139
pol_law_pdpa
hard
apply
Human Approved
Confidence: —%

นายเอกเคยให้ความยินยอมแก่บริษัทแห่งหนึ่งในการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล ต่อมานายเอกได้แจ้งถอนความยินยอม และบริษัทไม่มีอำนาจตามกฎหมายอื่นที่จะเก็บรวบรวมหรือใช้ข้อมูลนั้นได้อีกต่อไป ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 นายเอกมีสิทธิขอให้บริษัทดำเนินการอย่างไรเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลของตน

  • ก. ขอให้สั่งระงับการดำเนินกิจการของบริษัทนั้นเป็นการชั่วคราว
  • ข. ขอให้จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่นายเอกทันทีโดยไม่ต้องร้องเรียน
  • ค. ขอให้ลบ ทำลาย หรือทำให้เป็นข้อมูลที่ไม่สามารถระบุตัวบุคคลได้ ✓
  • ง. ขอให้นำข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวไปมอบให้แก่หน่วยงานของรัฐ

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ขอให้ลบ ทำลาย หรือทำให้เป็นข้อมูลที่ไม่สามารถระบุตัวบุคคลได้" ตามมาตรา 33 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 เมื่อเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลได้ถอนความยินยอมและผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลไม่มีอำนาจตามกฎหมายที่จะเก็บรวบรวมหรือใช้ข้อมูลนั้นได้ต่อไป นายเอกซึ่งเป็นเจ้าของข้อมูลมีสิทธิขอให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลดำเนินการลบหรือทำลาย หรือทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถระบุตัวบุคคลที่เป็นเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลได้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ขอให้สั่งระงับการดำเนินกิจการของบริษัทนั้นเป็นการชั่วคราว" ผิด: กฎหมายไม่ได้ให้สิทธิเจ้าของข้อมูลในการสั่งระงับกิจการของบริษัทผู้ควบคุมข้อมูล • "ขอให้จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่นายเอกทันทีโดยไม่ต้องร้องเรียน" ผิด: การถอนความยินยอมไม่ใช่กรณีที่จะเรียกค่าสินไหมทดแทนได้ทันทีตามอำเภอใจ • "ขอให้นำข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวไปมอบให้แก่หน่วยงานของรัฐ" ผิด: กฎหมายไม่ได้ให้สิทธิขอโอนย้ายข้อมูลไปมอบให้แก่หน่วยงานของรัฐในกรณีนี้ อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 33: “เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลมีสิทธิขอให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลดำเนินการลบหรือทำลาย หรือทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถระบุตัวบุคคลที่เป็นเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลได้” พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 33: “เมื่อเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลถอนความยินยอมในการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลและผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลไม่มีอำนาจตามกฎหมายที่จะเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลนั้นได้ต่อไป”

พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 33: “เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลมีสิทธิขอให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลดำเนินการลบหรือทำลาย หรือทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถระบุตัวบุคคลที่เป็นเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลได้”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q140
pol_law_pdpa
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล การเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลในกรณีใดต่อไปนี้ ที่สามารถกระทำได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล

  • ก. เพื่อประชาสัมพันธ์กิจกรรมและโปรโมชันพิเศษให้แก่ประชาชนทั่วไป
  • ข. เพื่อความสะดวกในการสำรวจความพึงพอใจของลูกค้าทั่วไปในการใช้บริการ
  • ค. เพื่อประโยชน์ทางการค้าและส่งเสริมการขายสินค้าของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล
  • ง. เพื่อป้องกันหรือระงับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือสุขภาพของบุคคล ✓

Explanation: คำตอบที่ถูก: "เพื่อป้องกันหรือระงับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือสุขภาพของบุคคล" ตามมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 กำหนดหลักการห้ามเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่ได้รับความยินยอม เว้นแต่มีข้อยกเว้นตามกฎหมาย เช่น เพื่อป้องกันหรือระงับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือสุขภาพของบุคคล ส่วนการแสวงหากำไร การสำรวจ หรือการส่งเสริมการขาย ไม่ใช่ข้อยกเว้นที่กฎหมายให้อำนาจเก็บรวบรวมได้โดยไม่ขอความยินยอม ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เพื่อประชาสัมพันธ์กิจกรรมและโปรโมชันพิเศษให้แก่ประชาชนทั่วไป" ผิด: กฎหมายไม่มีข้อยกเว้นให้เก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่ต้องขอความยินยอมเพื่อการประชาสัมพันธ์หรือโปรโมชัน • "เพื่อความสะดวกในการสำรวจความพึงพอใจของลูกค้าทั่วไปในการใช้บริการ" ผิด: กฎหมายไม่มีข้อยกเว้นให้เก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่ต้องขอความยินยอมเพื่อความสะดวกในการสำรวจความพึงพอใจ • "เพื่อประโยชน์ทางการค้าและส่งเสริมการขายสินค้าของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล" ผิด: กฎหมายไม่ยกเว้นให้เก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่ขอความยินยอมเพียงเพื่อประโยชน์ทางการค้าหรือการส่งเสริมการขาย อ้างอิงตัวบท พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 24: “ห้ามมิให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลทำการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล โดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล เว้นแต่” พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 24: “(2) เพื่อป้องกันหรือระงับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือสุขภาพของบุคคล”

พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 24: “ห้ามมิให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลทำการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล โดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล เว้นแต่”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Exam Simulator

Start a snapshot-based practice or real-exam attempt.

Exam Preview

What an approved exam looks like to a test-taker.

นายสิบตำรวจ สายอำนวยการ: กฎหมายที่ประชาชนควรรู้ ชุดที่ 1

Time limit: 140 minutes

  1. 1. ตามประมวลกฎหมายอาญา กฎหมายห้ามมิให้นำโทษประหารชีวิตและโทษจำคุกตลอดชีวิตมาใช้บังคับแก่ผู้กระทำความผิดในขณะที่มีอายุตามเกณฑ์ใด

    • ก. มีอายุต่ำกว่า 18 ปี
    • ข. มีอายุต่ำกว่า 25 ปี
    • ค. มีอายุต่ำกว่า 15 ปี
    • ง. มีอายุต่ำกว่า 20 ปี
  2. 2. ตามประมวลกฎหมายอาญา การกระทำความผิดในข้อใดมีระวางโทษประหารชีวิตเพียงสถานเดียว?

    • ก. การฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาทั่วไป
    • ข. การฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน
    • ค. การทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย
    • ง. การทำร้ายบุพการีจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย
  3. 3. นายกล้าข่มขู่แม่ค้าว่า หากไม่ยอมมอบเงินสดจำนวน 1,000 บาทให้ จะจุดไฟเผาร้านค้าให้เสียหาย แม่ค้าเกิดความกลัวจึงยอมส่งมอบเงินให้นายกล้าทันที ตามประมวลกฎหมายอาญา การกระทำของนายกล้าเป็นความผิดฐานใด

    • ก. ความผิดฐานรีดเอาทรัพย์
    • ข. ไม่เป็นความผิดอาญา
    • ค. ความผิดฐานกรรโชก
    • ง. ความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์
  4. 4. ตามประมวลกฎหมายอาญา ผู้ใดส่งเสียง ทำให้เกิดเสียงหรือกระทำความอื้ออึงโดยไม่มีเหตุอันสมควร จนทำให้ประชาชนตกใจหรือเดือดร้อน ต้องระวางโทษตามข้อใด

    • ก. ระวางโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท
    • ข. ระวางโทษปรับไม่เกิน 500 บาท
    • ค. ระวางโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท
    • ง. ระวางโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท
  5. 5. ตามประมวลกฎหมายอาญา ความผิดลหุโทษฐานทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัวหรือความตกใจ กฎหมายกำหนดลักษณะการกระทำไว้อย่างไร

    • ก. กระทำโดยการขู่เข็ญ
    • ข. กระทำโดยการใช้กำลังทำร้าย
    • ค. กระทำโดยการป่าวร้องโฆษณา
    • ง. กระทำโดยการดูหมิ่นซึ่งหน้า
  6. 6. นายเอกโพสต์ข้อความลงในสื่อสังคมออนไลน์ประกาศชักชวนให้บุคคลทั่วไปร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่น ซึ่งเป็นความผิดที่มีกำหนดโทษจำคุกไม่ต่ำกว่า 6 เดือน แต่ปรากฏว่ายังไม่มีผู้ใดไปลงมือกระทำความผิดตามที่ประกาศชักชวน ตามประมวลกฎหมายอาญา นายเอกต้องรับโทษอย่างไร

    • ก. ต้องระวางโทษเสมือนเป็นตัวการในการกระทำความผิดนั้น
    • ข. ต้องระวางโทษกึ่งหนึ่งของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น
    • ค. ต้องระวางโทษหนึ่งในสามของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น
    • ง. ไม่ต้องรับโทษทางอาญาเพราะยังไม่มีผู้ใดกระทำความผิดนั้น
  7. 7. ตามประมวลกฎหมายอาญา กรณีคู่ความหรือทนายความของคู่ความได้แสดงความคิดเห็นหรือข้อความในกระบวนพิจารณาคดีในศาลเพื่อประโยชน์แก่คดีของตน จะมีผลตามกฎหมายอย่างไร

    • ก. มีความผิดแต่ศาลรอการลงโทษไว้
    • ข. มีความผิดแต่ได้รับการยกเว้นโทษ
    • ค. ไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาท
    • ง. มีความผิดแต่ให้ลดโทษลงกึ่งหนึ่ง
  8. 8. ตามประมวลกฎหมายอาญา การกระทำความผิดฐานยักยอกทรัพย์จะมีโทษหนักขึ้นเป็นจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หากผู้กระทำความผิดได้กระทำในฐานะใด

    • ก. ผู้รับมอบหมายให้ช่วยดูแลรักษาทรัพย์สินของเพื่อนบ้านเป็นการชั่วคราว
    • ข. ผู้เก็บได้ซึ่งสังหาริมทรัพย์อันมีค่าที่ถูกซ่อนหรือฝังไว้โดยไม่มีเจ้าของ
    • ค. ผู้ร่วมเช่าหรือผู้ร่วมอาศัยใช้สอยทรัพย์สินในครัวเรือนของเจ้าของทรัพย์
    • ง. ผู้จัดการทรัพย์สินของผู้อื่นตามคำสั่งของศาลหรือตามพินัยกรรม
  9. 9. ตามประมวลกฎหมายอาญา นายสมชายได้รับอนุญาตจากทางราชการให้ขุดร่องน้ำบนทางสาธารณะเพื่อวางท่อระบายน้ำ แต่นายสมชายละเลยไม่จัดให้มีสัญญาณเตือนหรือไฟเตือนตามสมควรเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ การกระทำของนายสมชายมีผลตามกฎหมายอย่างไร

    • ก. มีความผิด ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท
    • ข. มีความผิด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท
    • ค. ไม่มีความผิด เพราะได้รับอนุญาตให้ขุดโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว
    • ง. ไม่มีความผิด หากยังไม่มีบุคคลอื่นหรือยานพาหนะประสบอุบัติเหตุตกลงไป
  10. 10. ตามประมวลกฎหมายอาญา ในความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่ระบุไว้ เช่น ความผิดฐานลักทรัพย์หรือฉ้อโกง หากเป็นการกระทำที่สามีกระทำต่อภริยา หรือภริยากระทำต่อสามี กฎหมายกำหนดผลไว้อย่างไร

    • ก. เป็นความผิดอันยอมความได้และศาลลดโทษได้
    • ข. ผู้กระทำไม่ต้องรับโทษ
    • ค. ต้องรับโทษกึ่งหนึ่งของที่กฎหมายกำหนด
    • ง. ไม่ถือเป็นความผิดทางอาญา
  11. 11. ตามประมวลกฎหมายอาญา กรณีใดต่อไปนี้เป็นเหตุให้ผู้กระทำความผิดฐานข่มขืนใจผู้อื่นต้องระวางโทษหนักขึ้น เป็นจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

    • ก. กระทำโดยใช้ยานพาหนะ หรือร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่ 4 คนขึ้นไป
    • ข. กระทำต่อหน้าธารกำนัล หรือร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป
    • ค. กระทำโดยมีอาวุธ หรือร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป
    • ง. กระทำในเวลากลางคืน หรือร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป
  12. 12. นายดำรู้ว่านายขาวเป็นผู้มีจิตอ่อนแอและไม่สามารถเข้าใจสาระสำคัญแห่งการกระทำของตน จึงชักจูงให้นายขาวนำแหวนทองคำแท้มาขายให้แก่ตนในราคาเพียง 100 บาท จนกระทั่งนายขาวยอมจำหน่ายแหวนดังกล่าวให้ตามที่ถูกชักจูง การกระทำของนายดำต้องระวางโทษอย่างไรตามประมวลกฎหมายอาญา

    • ก. จำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
    • ข. จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
    • ค. จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
    • ง. จำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  13. 13. ตามประมวลกฎหมายอาญา ผู้ใดทำให้เกิดปฏิกูลแก่น้ำในบ่อ สระ หรือที่ขังน้ำอันมีไว้สำหรับประชาชนใช้สอย ต้องระวางโทษตามข้อใด

    • ก. จำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
    • ข. จำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
    • ค. จำคุกไม่เกิน 10 วัน หรือปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
    • ง. จำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  14. 14. ตามประมวลกฎหมายอาญา หากผู้กระทำความผิดมีจิตบกพร่อง โรคจิต หรือจิตฟั่นเฟือน แต่ในขณะกระทำความผิดนั้นยังสามารถรู้ผิดชอบอยู่บ้าง หรือยังสามารถบังคับตนเองได้บ้าง กฎหมายกำหนดผลทางอาญาไว้อย่างไร

    • ก. ต้องรับโทษตามอัตราโทษปกติโดยศาลไม่อาจใช้ดุลพินิจลดโทษให้ได้
    • ข. ต้องรับโทษ แต่ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้เพียงใดก็ได้
    • ค. ถือว่าการกระทำนั้นไม่เป็นความผิดอาญาตามที่กฎหมายบัญญัติ
    • ง. ได้รับการยกเว้นโทษโดยไม่ต้องรับโทษสำหรับความผิดนั้นแต่อย่างใด
  15. 15. ตามประมวลกฎหมายอาญา นายเอกดูแลมารดาชราซึ่งช่วยเหลือตนเองไม่ได้และต้องพึ่งพานายเอกในการดำรงชีพ แต่นายเอกกลับปฏิบัติอันทารุณทั้งทุบตีและอดอาหาร เพื่อกดดันให้มารดาฆ่าตนเอง จนกระทั่งมารดาได้พยายามกินยาเพื่อฆ่าตนเองแต่มีเพื่อนบ้านช่วยส่งโรงพยาบาลได้ทัน นายเอกต้องระวางโทษตามกฎหมายอย่างไร

    • ก. ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
    • ข. ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท
    • ค. ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี และปรับไม่เกิน 140,000 บาท
    • ง. ไม่ต้องรับโทษทางอาญา เนื่องจากผู้ถูกกระทำยังไม่ถึงแก่ความตาย
  16. 16. ตามประมวลกฎหมายอาญา การกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ จะต้องเป็นการร่วมกันชิงทรัพย์ตั้งแต่กี่คนขึ้นไป

    • ก. ตั้งแต่ 4 คนขึ้นไป
    • ข. ตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป
    • ค. ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป
    • ง. ตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป
  17. 17. ตามประมวลกฎหมายอาญา ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับความรับผิดของผู้ควบคุมดูแลบุคคลวิกลจริต

    • ก. มีความผิดและต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท เมื่อปล่อยปละละเลยให้ออกเที่ยวไปโดยลำพัง
    • ข. มีความผิดก็ต่อเมื่อบุคคลวิกลจริตนั้นไปก่อความเดือดร้อนรำคาญหรือก่อเหตุร้ายในทางสาธารณะ
    • ค. มีความผิดและต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท เมื่อปล่อยปละละเลยให้ออกเที่ยวไปโดยลำพัง
    • ง. ไม่มีความผิดทางอาญาเพราะการปล่อยปละละเลยถือเป็นเรื่องทางแพ่งที่ต้องชดใช้ค่าเสียหายเท่านั้น
  18. 18. นายเดชาเลี้ยงฝูงวัวไว้ แต่ปล่อยปละละเลยจนฝูงวัวหลุดเข้าไปในไร่ข้าวโพดของเพื่อนบ้านที่มีผลิตผลพร้อมเก็บเกี่ยวอยู่ ตามประมวลกฎหมายอาญา นายเดชาต้องระวางโทษตามข้อใด

    • ก. ปรับไม่เกิน 10,000 บาท
    • ข. ปรับไม่เกิน 5,000 บาท
    • ค. จำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
    • ง. จำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  19. 19. ตามประมวลกฎหมายอาญา ผู้ที่กระทำความผิดฐานปลอมเอกสาร ต้องระวางโทษตามข้อใด

    • ก. จำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
    • ข. จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
    • ค. จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
    • ง. จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  20. 20. ตามประมวลกฎหมายอาญา หากบุคคลใดเอาทรัพย์ที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริต จะมีความรับผิดตามกฎหมายอย่างไร

    • ก. มีความผิดฐานลักทรัพย์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปีถึง 5 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000 บาทถึง 100,000 บาท
    • ข. ไม่เป็นความผิดทางอาญาฐานใดเลย แต่ต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายทางแพ่งให้แก่เจ้าของร่วมเท่านั้น
    • ค. ไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ เนื่องจากตนเองมีกรรมสิทธิ์เป็นเจ้าของร่วมในทรัพย์สินนั้นอยู่ด้วย
    • ง. มีความผิดฐานลักทรัพย์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และปรับไม่เกิน 60,000 บาท
  21. 21. ตามประมวลกฎหมายอาญา ในขณะที่เจ้าพนักงานตำรวจกำลังปฏิบัติการตามกฎหมายและได้สอบถามชื่อหรือที่อยู่ของนายสมชาย แต่นายสมชายแกล้งบอกชื่อและที่อยู่อันเป็นเท็จ นายสมชายต้องระวางโทษตามข้อใด

    • ก. ระวางโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท
    • ข. ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 วัน
    • ค. ระวางโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท
    • ง. ระวางโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท
  22. 22. ตามประมวลกฎหมายอาญา ผู้ที่กระทำด้วยประการใด ๆ ให้ของแข็งตกลง ณ ที่ใด ๆ ในลักษณะที่น่าจะเป็นอันตรายหรือเดือดร้อนรำคาญแก่บุคคล หรือแกล้งทำให้ของโสโครกเป็นที่เดือดร้อนรำคาญ ต้องระวางโทษตามข้อใด

    • ก. จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
    • ข. จำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
    • ค. จำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
    • ง. จำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  23. 23. ตามประมวลกฎหมายอาญา หากเด็กอายุกว่า 12 ปีแต่ยังไม่เกิน 15 ปี กระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด กฎหมายกำหนดผลในการรับโทษและการดำเนินการต่อเด็กไว้อย่างไร

    • ก. ต้องรับโทษตามกฎหมาย แต่ศาลจะสั่งเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นการคุมขังในสถานฝึกและอบรมแทนการเข้าเรือนจำ
    • ข. ต้องรับโทษตามกฎหมาย แต่ศาลจะลดมาตราส่วนโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดลงกึ่งหนึ่งเสมอ
    • ค. ไม่ต้องรับโทษ แต่ศาลมีอำนาจดำเนินการตามกฎหมาย เช่น ตักเตือน หรือส่งตัวไปสถานฝึกและอบรม
    • ง. ไม่ต้องรับโทษ โดยให้พนักงานสอบสวนส่งตัวเด็กไปคุ้มครองสวัสดิภาพตามกฎหมายทันทีโดยไม่ผ่านศาล
  24. 24. นายหนึ่งพูดใส่ความนายสองซึ่งถึงแก่ความตายไปแล้วต่อนายสาม โดยข้อความนั้นมีลักษณะที่ทำให้ผู้อื่นได้รับความเสียหาย ตามประมวลกฎหมายอาญา การกระทำของนายหนึ่งจะเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้ตาย ก็ต่อเมื่อน่าจะเป็นเหตุให้บุคคลใดเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง

    • ก. ปู่ ย่า ตา ยาย หรือพี่น้อง
    • ข. ลุง ป้า น้า อา หรือคนสนิท
    • ค. ผู้จัดการมรดก หรือญาติสนิท
    • ง. บิดา มารดา คู่สมรส หรือบุตร
  25. 25. ตามประมวลกฎหมายอาญา ผู้ใดเพื่อมิให้เจ้าหนี้ของตนได้รับชำระหนี้ ซึ่งเจ้าหนี้ได้ใช้หรือจะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ชำระหนี้ ได้ย้ายไปเสีย ซ่อนเร้น หรือโอนทรัพย์สินไปให้แก่ผู้อื่น ต้องระวางโทษตามข้อใด

    • ก. จำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
    • ข. จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
    • ค. จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
    • ง. จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  26. 26. ตามประมวลกฎหมายอาญา เมื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้หรือสาธารณภัยอื่น การไม่ให้ความช่วยเหลือจะถือเป็นความผิดทางอาญาเมื่อเข้าเงื่อนไขในข้อใด

    • ก. เจ้าพนักงานเรียกให้ช่วยระงับ แม้ผู้นั้นไม่อยู่ในวิสัยที่จะช่วยได้ก็ตาม
    • ข. เจ้าพนักงานเรียกให้ช่วยระงับ และผู้นั้นสามารถช่วยได้แต่ไม่ยอมช่วย
    • ค. มีเหตุเกิดขึ้นตรงหน้าตนเอง แม้เจ้าพนักงานยังไม่ได้เรียกให้ช่วยก็ตาม
    • ง. เจ้าของทรัพย์สินร้องขอให้ช่วย และผู้นั้นสามารถช่วยได้แต่ไม่ยอมช่วย
  27. 27. นายเอกเห็นคนร้ายกำลังใช้มีดไล่แทงนายโทซึ่งเป็นเพื่อนบ้าน นายเอกจึงหยิบท่อนไม้แถวนั้นฟาดไปที่แขนของคนร้ายจนมีดหลุดมือเพื่อช่วยเหลือนายโทให้พ้นจากภยันตรายที่ใกล้จะถึง โดยการกระทำนั้นพอสมควรแก่เหตุ ตามประมวลกฎหมายอาญา การกระทำของนายเอกมีผลอย่างไร

    • ก. เป็นการกระทำเกินกว่าเหตุ แต่ศาลจะไม่ลงโทษนายเอกเพราะตกใจ
    • ข. เป็นการกระทำความผิดอาญา แต่ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนด
    • ค. เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย นายเอกจึงไม่มีความผิด
    • ง. เป็นการกระทำด้วยความจำเป็น นายเอกจึงไม่ต้องรับโทษ
  28. 28. ตามประมวลกฎหมายอาญา ผู้ใดทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ต้องระวางโทษตามข้อใด

    • ก. จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
    • ข. จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
    • ค. จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
    • ง. จำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  29. 29. ตามประมวลกฎหมายอาญา การกระทำในข้อใดถือเป็นความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน?

    • ก. การหลอกลวงโดยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชน หรือปกปิดความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่ประชาชน
    • ข. การหลอกลวงผู้อื่นโดยแสดงตนเป็นคนอื่น เพื่อให้ได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม
    • ค. การหลอกลวงผู้อื่นโดยอาศัยความเบาปัญญาของเด็ก หรืออาศัยความอ่อนแอแห่งจิตของผู้ถูกหลอกลวง
    • ง. การหลอกลวงบุคคลตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปให้ประกอบการงาน โดยเจตนาไม่จ่ายค่าแรงงานหรือค่าจ้างให้แก่บุคคลเหล่านั้น
  30. 30. นายสมชายดื่มสุราฉลองเทศกาลปีใหม่ในหมู่บ้าน เกิดความคึกคะนองจึงนำปืนซึ่งใช้ดินระเบิดออกมายิงขึ้นฟ้าโดยไม่มีเหตุอันควร ตามประมวลกฎหมายอาญา นายสมชายต้องระวางโทษอย่างไร

    • ก. จำคุกไม่เกินสิบวัน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
    • ข. จำคุกไม่เกินสิบวัน หรือปรับไม่เกินห้าพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
    • ค. จำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินห้าพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
    • ง. จำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  31. 31. ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ สภาพบุคคลของมนุษย์ย่อมเริ่มต้นขึ้นเมื่อใด

    • ก. เมื่อปฏิสนธิขึ้นในครรภ์มารดา
    • ข. เมื่อทารกมีอายุครบสามสิบวันบริบูรณ์
    • ค. เมื่อคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารก
    • ง. เมื่อบิดามารดาแจ้งเกิดต่อนายทะเบียน
  32. 32. ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ข้อใดระบุผลเกี่ยวกับโมฆะกรรมได้ถูกต้อง

    • ก. เฉพาะคู่สัญญาฝ่ายที่สุจริตเท่านั้นที่จะยกความเสียเปล่าขึ้นกล่าวอ้างได้
    • ข. การคืนทรัพย์สินอันเกิดจากโมฆะกรรมให้นำบทบัญญัติว่าด้วยเรื่องละเมิดมาบังคับ
    • ค. โมฆะกรรมนั้นคู่สัญญาสามารถให้สัตยาบันเพื่อให้กลับมาสมบูรณ์ได้
    • ง. ผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดจะยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมขึ้นอ้างก็ได้
  33. 33. นายสมศักดิ์เช่าที่ดินพร้อมบ้านของนายมานพเพื่อเปิดร้านค้า ต่อมานายสมศักดิ์ต้องการเงินทุนหมุนเวียน จึงประสงค์จะนำที่ดินพร้อมบ้านดังกล่าวไปจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้เงินกู้กับธนาคาร ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ นายสมศักดิ์สามารถนำทรัพย์สินดังกล่าวไปจำนองได้หรือไม่

    • ก. ทำไม่ได้ เพราะนอกจากผู้เป็นเจ้าของในขณะนั้นแล้ว บุคคลอื่นจะจำนองไม่ได้
    • ข. ทำได้ หากได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากผู้จัดการสาขาของธนาคารผู้รับจำนอง
    • ค. ทำได้ หากนายสมศักดิ์เป็นผู้ครอบครองและใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินนั้นจริง
    • ง. ทำได้ หากสัญญาเช่าได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่
  34. 34. ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หากมีเหตุจำเป็น การให้ความยินยอมให้ทำการสมรสด้วยวาจา จะต้องกระทำต่อหน้าพยานอย่างน้อยกี่คน

    • ก. 4 คน
    • ข. 2 คน
    • ค. 3 คน
    • ง. 1 คน
  35. 35. ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ในการแบ่งทรัพย์มรดกของผู้ตาย หากผู้ตายมีทายาทชั้นบุตรซึ่งยังมีชีวิตอยู่ คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่จะมีสิทธิได้รับมรดกตามข้อใด

    • ก. ได้รับส่วนแบ่งมรดกกึ่งหนึ่งของทรัพย์มรดกทั้งหมด
    • ข. ได้รับส่วนแบ่งมรดกสองส่วนในสามของทรัพย์มรดกทั้งหมด
    • ค. ได้รับส่วนแบ่งมรดกเสมือนหนึ่งว่าเป็นทายาทชั้นบุตร
    • ง. ได้รับทรัพย์มรดกทั้งหมดของผู้ตายแต่เพียงผู้เดียว
  36. 36. นายเอกตกลงซื้อบ้านจากนายโท โดยนายเอกตั้งใจจะซื้อบ้านหลังนี้อยู่แล้ว แต่นายโทใช้กลฉ้อฉลหลอกลวงจนทำให้นายเอกยอมตกลงซื้อในราคาที่สูงกว่าที่ควรจะยอมรับตามปกติ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ในกรณีนี้มีผลทางกฎหมายอย่างไร

    • ก. สัญญาตกเป็นโมฆะมาตั้งแต่เริ่มแรก และคู่กรณีต้องคืนทรัพย์สิน
    • ข. นายเอกมีสิทธิบอกล้างสัญญาได้ทันที เพราะนิติกรรมเป็นโมฆียะ
    • ค. นิติกรรมมีผลสมบูรณ์ทุกประการ และนายเอกไม่มีสิทธิเรียกร้องใดๆ
    • ง. นายเอกบอกล้างสัญญาไม่ได้ แต่มีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนได้
  37. 37. ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ในสัญญาเช่าซื้อ ผู้เช่ามีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ด้วยวิธีใด

    • ก. ส่งมอบทรัพย์สินกลับคืนให้แก่เจ้าของในเวลาใดก็ได้ โดยตนเองเป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย
    • ข. ส่งมอบทรัพย์สินกลับคืนได้เฉพาะเมื่อได้ชำระเงินค่างวดมาแล้วไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง
    • ค. ต้องได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากเจ้าของทรัพย์สินก่อน จึงมีสิทธิส่งคืนทรัพย์สินได้
    • ง. แจ้งเป็นหนังสือล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน แล้วให้เจ้าของมารับทรัพย์สินกลับคืนไป
  38. 38. ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ในกรณีที่มีเหตุสำคัญเกิดขึ้นแก่ผู้รับหมั้นจนทำให้ผู้หมั้นไม่สมควรที่จะสมรสด้วย จะมีผลตามกฎหมายอย่างไร

    • ก. ผู้หมั้นมีสิทธิบอกเลิกสัญญาหมั้นได้ แต่ผู้รับหมั้นไม่ต้องคืนของหมั้นแก่ผู้หมั้น
    • ข. ผู้หมั้นมีสิทธิบอกเลิกสัญญาหมั้นได้ และผู้รับหมั้นต้องคืนของหมั้นแก่ผู้หมั้น
    • ค. สัญญาหมั้นสิ้นสุดลงทันทีโดยอัตโนมัติ และให้คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายแบ่งของหมั้นคนละครึ่ง
    • ง. ผู้รับหมั้นมีสิทธิบอกเลิกสัญญาหมั้นได้ และมิต้องส่งของหมั้นคืนแก่ฝ่ายผู้หมั้น
  39. 39. นายสมหมายหายตัวไปจากภูมิลำเนาจนศาลมีคำสั่งให้เป็นคนสาบสูญ ซึ่งตามกฎหมายให้ถือว่าถึงแก่ความตาย ในกรณีเช่นนี้ ทรัพย์มรดกของนายสมหมายจะเป็นอย่างไรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

    • ก. ยังไม่สามารถตกทอดได้จนกว่าจะพบหลักฐานการเสียชีวิต
    • ข. ตกเป็นของแผ่นดินทันทีโดยไม่มีการแบ่งปัน
    • ค. ตกทอดแก่ทายาทของนายสมหมาย
    • ง. ตกเป็นของเจ้าหนี้ทั้งหมดจนกว่าจะชำระหนี้สิ้นเชิง
  40. 40. ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การใดมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย หรือเป็นการพ้นวิสัย การนั้นมีผลตามกฎหมายอย่างไร

    • ก. มีผลสมบูรณ์
    • ข. เป็นโมฆียะ
    • ค. ไม่เป็นโมฆะ
    • ง. เป็นโมฆะ
  41. 41. ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ในการทำสัญญาขายฝากที่ดิน หากคู่สัญญาตกลงกำหนดเวลาไถ่ทรัพย์สินไว้ 15 ปี ผลทางกฎหมายเกี่ยวกับกำหนดเวลาไถ่จะเป็นอย่างไร

    • ก. ลดเวลาไถ่ลงมาเหลือ 10 ปีตามประเภทอสังหาริมทรัพย์
    • ข. ตกเป็นโมฆะทั้งฉบับเนื่องจากกำหนดเวลาขัดต่อกฎหมาย
    • ค. บังคับตามกำหนดเวลา 15 ปีได้ตามเจตนาของคู่สัญญา
    • ง. ลดเวลาไถ่ลงมาเหลือ 3 ปีตามประเภทสังหาริมทรัพย์
  42. 42. ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ในกรณีที่มีการเพิกถอนการสมรส กฎหมายกำหนดให้นำบทบัญญัติว่าด้วยเรื่องใดมาใช้บังคับแก่ผลของการเพิกถอนการสมรสโดยอนุโลม

    • ก. ผลของการหย่าโดยความยินยอม
    • ข. ผลของการหย่าโดยคำพิพากษา
    • ค. ผลของการที่การสมรสตกเป็นโมฆะ
    • ง. ผลของการบอกเลิกสัญญาหมั้น
  43. 43. ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บุคคลอาจพ้นจากภาวะผู้เยาว์และบรรลุนิติภาวะก่อนอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ได้ด้วยกรณีใด

    • ก. การที่บิดามารดาจดทะเบียนปล่อยให้เป็นอิสระ
    • ข. การมีอาชีพและรายได้เพียงพอเลี้ยงดูตนเอง
    • ค. การทำการสมรสตามบทบัญญัติของกฎหมาย
    • ง. การได้รับความยินยอมจากศาลให้เป็นผู้ใหญ่
  44. 44. นายเอกชัยค้างชำระเงินค่าภาษีอากรต่อหน่วยงานของรัฐ โดยไม่มีกฎหมายอื่นกำหนดเรื่องอายุความไว้เป็นการเฉพาะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ สิทธิเรียกร้องของรัฐที่จะเรียกเอาหนี้ค่าภาษีอากรดังกล่าวมีกำหนดอายุความกี่ปี

    • ก. มีกำหนดอายุความ 1 ปี
    • ข. มีกำหนดอายุความ 2 ปี
    • ค. มีกำหนดอายุความ 5 ปี
    • ง. มีกำหนดอายุความ 10 ปี
  45. 45. ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หากคู่สัญญาตกลงกันไว้ก่อนเวลาหนี้ถึงกำหนดชำระว่า ถ้าลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ ให้ผู้รับจำนองเข้าเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่จำนองได้ทันที ข้อตกลงดังกล่าวมีผลตามกฎหมายอย่างไร

    • ก. ข้อตกลงเช่นนั้นไม่สมบูรณ์
    • ข. ข้อตกลงทำให้สัญญาจำนองเป็นโมฆะ
    • ค. ข้อตกลงเช่นนั้นมีผลสมบูรณ์
    • ง. ข้อตกลงเช่นนั้นตกเป็นโมฆียะ
  46. 46. ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การสมรสที่ชอบด้วยกฎหมายย่อมสิ้นสุดลงด้วยเหตุใด

    • ก. การที่บิดามารดาของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีหนังสือคัดค้าน
    • ข. ความตายของคู่สมรส การหย่า หรือศาลพิพากษาให้เพิกถอน
    • ค. การแยกกันอยู่ด้วยความยินยอมของทั้งสองฝ่ายเกินกว่า 1 ปี
    • ง. การที่คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแจ้งขอยกเลิกทะเบียนสมรสฝ่ายเดียว
  47. 47. นายสมศักดิ์ถึงแก่ความตายและการจัดการทำศพต้องล่าช้าออกไป ผู้มีอำนาจจัดการทำศพประสงค์จะกันเงินจากกองมรดกไว้เพื่อใช้จ่ายในการนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การกันเงินค่าใช้จ่ายดังกล่าวมีหลักเกณฑ์อย่างไร

    • ก. กันเงินไว้ได้ไม่เกินกึ่งหนึ่งของทรัพย์มรดกทั้งหมด โดยต้องได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากเจ้าหนี้ทุกราย
    • ข. กันเงินไว้ได้ตามความประสงค์ของทายาททุกคน โดยพิจารณาตามฐานะทางสังคมของทายาทผู้จัดงานเป็นสำคัญ
    • ค. กันเงินไว้ได้ตามสมควรแก่ฐานะในสมาคมของผู้ตาย แต่ต้องไม่เสื่อมเสียต่อสิทธิของเจ้าหนี้ของผู้ตาย
    • ง. ไม่สามารถกันเงินไว้ได้เลย โดยผู้จัดการทำศพต้องสำรองจ่ายไปก่อนแล้วจึงค่อยเรียกคืนจากกองมรดกในภายหลัง
  48. 48. ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ในการวินิจฉัยกรณีความสำคัญผิด กลฉ้อฉล หรือการข่มขู่ กฎหมายกำหนดให้พิเคราะห์ถึงปัจจัยใดของผู้แสดงเจตนา

    • ก. ตำแหน่งหน้าที่การงาน ยศ เกียรติยศ และชื่อเสียงในสังคม
    • ข. สัญชาติ เชื้อชาติ ศาสนา ภูมิลำเนา และวงศ์ตระกูล
    • ค. ระดับการศึกษา อาชีพ รายได้เฉลี่ย และประวัติการทำงาน
    • ง. เพศ อายุ ฐานะ สุขภาพอนามัย และภาวะแห่งจิต
  49. 49. ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ในการทำสัญญากู้ยืมเงิน กฎหมายกำหนดข้อห้ามเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยสูงสุดไว้อย่างไร

    • ก. ห้ามมิให้คิดดอกเบี้ยเกินร้อยละ 15 ต่อปี
    • ข. ห้ามมิให้คิดดอกเบี้ยเกินร้อยละ 7.5 ต่อปี
    • ค. ห้ามมิให้คิดดอกเบี้ยเกินร้อยละ 10 ต่อปี
    • ง. ห้ามมิให้คิดดอกเบี้ยเกินร้อยละ 20 ต่อปี
  50. 50. นายเอ อายุ 17 ปี และนางสาวบี อายุ 17 ปี ประสงค์จะจดทะเบียนสมรสกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ทั้งสองฝ่ายจะสามารถทำการสมรสได้ตามเงื่อนไขใด

    • ก. กระทำได้ทันทีหากได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากบิดามารดา
    • ข. กระทำได้หากมีเหตุอันสมควรและได้รับอนุญาตจากศาล
    • ค. ไม่สามารถกระทำได้ในทุกกรณีจนกว่าทั้งสองฝ่ายจะอายุครบ 18 ปี
    • ง. กระทำได้ทันทีหากทั้งสองฝ่ายตกลงจัดพิธีมงคลสมรสตามประเพณี
  51. 51. ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ในการรับมรดกของเจ้ามรดกที่ไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ บุคคลในข้อใดจัดเป็นทายาทโดยธรรมลำดับที่ 1

    • ก. ลุง ป้า น้า อา
    • ข. ปู่ ย่า ตา ยาย
    • ค. ผู้สืบสันดาน
    • ง. บิดามารดา
  52. 52. ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กับคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่ง มีผลทางกฎหมายอย่างไร

    • ก. ตกเป็นโมฆียะ และมีผลสมบูรณ์จนกว่าคู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะบอกล้างตามที่กฎหมายกำหนด
    • ข. มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย เว้นแต่คู่กรณีอีกฝ่ายจะพิสูจน์ได้ว่าตนไม่ได้ยินยอมผูกพันในใจจริง
    • ค. ตกเป็นโมฆะเด็ดขาด โดยสามารถยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกได้ทุกคนไม่ว่าจะสุจริตหรือไม่
    • ง. ตกเป็นโมฆะ แต่จะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริตและต้องเสียหายมิได้
  53. 53. นายเอกตกลงให้นายโทนำรถยนต์ของตนไปขับรับส่งผู้โดยสารเป็นเวลา 1 ปี โดยนายโทตกลงจ่ายเงินตอบแทนให้นายเอกเดือนละ 8,000 บาท ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ นิติกรรมดังกล่าวจัดเป็นสัญญาเช่าทรัพย์สินหรือไม่ เพราะเหตุใด

    • ก. เป็นสัญญาเช่าทรัพย์สิน เพราะผู้เช่าได้ใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินชั่วระยะเวลาอันมีจำกัดและตกลงจะให้ค่าเช่า
    • ข. เป็นสัญญาเช่าทรัพย์สิน เพราะกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ได้โอนไปยังผู้เช่าทันทีโดยผู้เช่าไม่ต้องเสียค่าตอบแทนใดๆ
    • ค. ไม่เป็นสัญญาเช่าทรัพย์สิน เพราะสัญญาเช่าทรัพย์สินผู้เช่าต้องมีสิทธิใช้ประโยชน์ตลอดไปโดยไม่มีจำกัดระยะเวลา
    • ง. ไม่เป็นสัญญาเช่าทรัพย์สิน เพราะสัญญาเช่าทรัพย์สินตามกฎหมายจะเกิดขึ้นได้เฉพาะกับทรัพย์สินที่เป็นอสังหาริมทรัพย์เท่านั้น
  54. 54. ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การหมั้นที่ผู้เยาว์กระทำโดยปราศจากความยินยอมของบิดามารดาหรือบุคคลผู้มีอำนาจให้ความยินยอมตามกฎหมาย มีผลทางกฎหมายอย่างไร

    • ก. การหมั้นตกเป็นโมฆะ
    • ข. การหมั้นตกเป็นโมฆียะ
    • ค. การหมั้นไม่มีผลผูกพัน
    • ง. การหมั้นมีผลสมบูรณ์
  55. 55. ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บุคคลที่จะรับบุคคลอื่นเป็นบุตรบุญธรรมได้ จะต้องมีเกณฑ์เรื่องอายุตามข้อใด

    • ก. ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปี และแก่กว่าผู้จะเป็นบุตรบุญธรรมอย่างน้อย 10 ปี
    • ข. ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปี และแก่กว่าผู้จะเป็นบุตรบุญธรรมอย่างน้อย 15 ปี
    • ค. ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 25 ปี และแก่กว่าผู้จะเป็นบุตรบุญธรรมอย่างน้อย 15 ปี
    • ง. ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 25 ปี และแก่กว่าผู้จะเป็นบุตรบุญธรรมอย่างน้อย 20 ปี
  56. 56. นายกานต์ อายุ 17 ปี ได้รับความยินยอมจากบิดามารดาซึ่งเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมให้ทำสัญญาเป็นลูกจ้างในสัญญาจ้างแรงงานกับร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่ง ในความเกี่ยวพันกับการจ้างแรงงานดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ นายกานต์มีสถานะตามกฎหมายอย่างไร

    • ก. มีฐานะเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถในการทำงานดังกล่าว
    • ข. ต้องให้ผู้แทนโดยชอบธรรมให้ความยินยอมเป็นรายครั้ง
    • ค. บรรลุนิติภาวะเป็นการทั่วไปในการทำนิติกรรมทุกเรื่อง
    • ง. มีฐานะเสมือนดังบุคคลซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้ว
  57. 57. ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ในการทำสัญญาซื้อขาย ค่าฤชาธรรมเนียมทำสัญญา กฎหมายกำหนดให้ฝ่ายใดเป็นผู้ออกใช้

    • ก. ผู้ซื้อและผู้ขายพึงออกใช้เท่ากันทั้งสองฝ่าย
    • ข. รัฐบาลเป็นผู้ออกใช้ให้แก่คู่สัญญาทั้งสองฝ่าย
    • ค. ผู้ซื้อเป็นผู้ออกใช้แต่เพียงฝ่ายเดียวทั้งหมด
    • ง. ผู้ขายเป็นผู้ออกใช้แต่เพียงฝ่ายเดียวทั้งหมด
  58. 58. ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการเก็บรักษาทรัพย์สินที่จำนำ

    • ก. กฎหมายบังคับให้ผู้รับจำนำต้องเก็บรักษาทรัพย์สินไว้เองโดยเด็ดขาด
    • ข. คู่สัญญาจะตกลงกันให้บุคคลภายนอกเป็นผู้เก็บรักษาทรัพย์สินจำนำไว้ก็ได้
    • ค. หากตกลงให้บุคคลภายนอกเก็บรักษา สัญญาจำนำจะตกเป็นโมฆะทันที
    • ง. กฎหมายบังคับให้ผู้จำนำต้องเป็นผู้เก็บรักษาทรัพย์สินจำนำไว้เองเสมอ
  59. 59. นายสมชายถูกข่มขู่อันถึงขนาดว่าหากไม่ยอมจดทะเบียนสมรสกับนางสาวสมหญิงจะถูกทำร้ายร่างกาย นายสมชายจึงยอมจดทะเบียนสมรสด้วย ทั้งที่หากไม่มีการข่มขู่นั้นจะไม่ยอมสมรสแน่นอน ต่อมานายสมชายได้พ้นจากภาวะการข่มขู่ดังกล่าวแล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การสมรสนี้มีผลอย่างไร และนายสมชายมีสิทธิขอเพิกถอนได้ภายในเวลาใด

    • ก. การสมรสตกเป็นโมฆะ โดยไม่มีผลผูกพันกันตั้งแต่เริ่มแรกและไม่ต้องร้องขอเพิกถอน
    • ข. การสมรสตกเป็นโมฆียะ โดยสิทธิขอเพิกถอนจะระงับเมื่อพ้น 90 วันนับแต่วันที่ทำการสมรส
    • ค. การสมรสตกเป็นโมฆียะ โดยสิทธิขอเพิกถอนจะระงับเมื่อพ้น 1 ปีนับแต่วันพ้นจากการข่มขู่
    • ง. การสมรสตกเป็นโมฆียะ โดยสิทธิขอเพิกถอนจะระงับเมื่อพ้น 1 ปีนับแต่วันที่ทำการสมรส
  60. 60. ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 คำว่า “คนเดินเท้า” ให้หมายความรวมถึงบุคคลในข้อใดด้วย

    • ก. ผู้ควบคุมรถจักรยานสองล้อขณะปั่นบนทางเท้า
    • ข. ผู้ลากเข็นยานพาหนะบรรทุกสิ่งของบนไหล่ทาง
    • ค. ผู้ขี่หรือนำฝูงสัตว์สัญจรไปตามทางเดินรถ
    • ง. ผู้ใช้เก้าอี้ล้อสำหรับคนพิการหรือรถสำหรับเด็ก
  61. 61. ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก หากไม่มีเครื่องหมายจราจรกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น การจอดรถในลักษณะใดถือว่าฝ่าฝืนกฎหมายห้ามจอดรถ

    • ก. จอดรถห่างจากตู้ไปรษณีย์ 2 เมตร
    • ข. จอดรถห่างจากทางข้าม 5 เมตร
    • ค. จอดรถห่างจากปากทางเดินรถ 7 เมตร
    • ง. จอดรถห่างจากทางร่วมทางแยก 12 เมตร
  62. 62. นายเอกขับรถฝ่าฝืนกฎจราจรหลายครั้งจนถูกตัดคะแนนความประพฤติในการขับรถจนหมดคะแนนตามระบบที่กำหนดไว้ ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 นายเอกจะถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่เป็นระยะเวลานานเท่าใด

    • ก. คราวละ 60 วัน
    • ข. คราวละ 90 วัน
    • ค. คราวละ 120 วัน
    • ง. คราวละ 30 วัน
  63. 63. ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 เมื่อผู้ขับขี่พบสัญญาณจราจรไฟกระพริบสีแดงติดตั้งอยู่ที่ทางร่วมทางแยก กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามข้อใด

    • ก. ลดความเร็วของรถลงและขับผ่านทางแยกไปด้วยความระมัดระวังโดยไม่จำเป็นต้องหยุดรถ
    • ข. ขับผ่านไปได้ทันทีโดยไม่ต้องหยุดรถ แต่ต้องให้สิทธิแก่รถคันอื่นที่มาจากทางขวาก่อน
    • ค. หยุดรถหลังเส้นให้รถหยุด เมื่อเห็นว่าปลอดภัยและไม่กีดขวางแล้วจึงขับต่อไปได้
    • ง. หยุดรถหลังเส้นให้รถหยุดและรอจนกว่าสัญญาณไฟจะเปลี่ยนเป็นสัญญาณไฟสีเขียวจึงไปได้
  64. 64. ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 ในกรณีที่ขับรถมาถึงวงเวียนที่ไม่มีสัญญาณจราจรหรือเครื่องหมายจราจรติดตั้งไว้ และไม่มีเจ้าพนักงานจราจรคอยให้สัญญาณ ผู้ขับขี่ต้องปฏิบัติตามข้อใดจึงจะถูกต้อง

    • ก. ต้องให้สิทธิแก่ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถอยู่ในวงเวียนทางด้านซ้ายของตนขับผ่านไปก่อน
    • ข. สามารถขับเข้าสู่วงเวียนได้ทันทีโดยถือว่าผู้ที่ขับมาถึงทางร่วมวงเวียนมีสิทธิไปก่อน
    • ค. ต้องให้สิทธิแก่รถคันที่ขับตรงมาจากทางสายหลักหรือมีช่องเดินรถมากกว่าไปก่อน
    • ง. ต้องให้สิทธิแก่ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถอยู่ในวงเวียนทางด้านขวาของตนขับผ่านไปก่อน
  65. 65. ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 เมื่อเจ้าพนักงานจราจรให้สัญญาณด้วยเสียงนกหวีดยาว 1 ครั้ง ผู้ขับขี่มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามข้อใด

    • ก. หยุดรถทันที
    • ข. ขับรถเข้าชิดขอบทาง
    • ค. ชะลอความเร็วของรถ
    • ง. ขับรถผ่านไปได้
  66. 66. ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 การกระทำใดของผู้ขับขี่รถจักรยานในทางเดินรถหรือไหล่ทาง สามารถกระทำได้โดยไม่ผิดกฎหมาย

    • ก. ขับขี่รถจักรยานโดยไม่จับคันบังคับรถ
    • ข. ขับขี่รถจักรยานขนานกันไม่เกิน 2 คัน
    • ค. ขับขี่รถจักรยานสองล้อบรรทุกบุคคลอื่น
    • ง. ขับขี่รถจักรยานในขณะเมาสุราหรือของเมา
  67. 67. นายวิชัยเคยถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์เนื่องจากกระทำความผิดซ้ำตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก และพ้นกำหนดระยะเวลาการพักใช้ดังกล่าวแล้ว หากต่อมานายวิชัยกระทำความผิดและถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 อีกภายในระยะเวลาเท่าใด ที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติอาจแจ้งนายทะเบียนให้พิจารณาสั่งเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ได้

    • ก. ภายใน 2 ปีนับแต่วันที่พ้นกำหนดระยะเวลาดังกล่าว
    • ข. ภายใน 3 ปีนับแต่วันที่พ้นกำหนดระยะเวลาดังกล่าว
    • ค. ภายใน 1 ปีนับแต่วันที่พ้นกำหนดระยะเวลาดังกล่าว
    • ง. ภายใน 6 เดือนนับแต่วันที่พ้นกำหนดระยะเวลาดังกล่าว
  68. 68. ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 กฎหมายห้ามมิให้ผู้ใดทำ ติดตั้ง หรือทำให้ปรากฏซึ่งสัญญาณจราจรหรือเครื่องหมายจราจรในทาง เว้นแต่บุคคลใด

    • ก. ประธานชุมชนหรือผู้นำหมู่บ้านในเขตพื้นที่
    • ข. ผู้ขับขี่หรือประชาชนที่สัญจรผ่านเป็นประจำ
    • ค. เจ้าของที่ดินหรือผู้ครอบครองอาคารริมทาง
    • ง. เจ้าพนักงานจราจรหรือเจ้าพนักงาน
  69. 69. ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก กรณีคนเดินเท้าประสงค์จะข้ามทางเดินรถในทางข้ามที่มีไฟสัญญาณจราจรควบคุมคนเดินเท้า หากปรากฏ "สัญญาณจราจรไฟสีเขียวกระพริบ" ข้อใดระบุแนวทางปฏิบัติได้ถูกต้องตามกฎหมาย

    • ก. ผู้ที่ยังมิได้ข้ามให้หยุดรอ ส่วนผู้ที่กำลังข้ามทางเดินรถให้ข้ามโดยเร็ว
    • ข. ห้ามทุกคนก้าวลงสู่ทางเดินรถ และผู้ที่กำลังข้ามอยู่ต้องหยุดยืนรอสัญญาณไฟ
    • ค. ผู้ที่กำลังข้ามทางเดินรถอยู่จะต้องเดินถอยหลังกลับไปรอที่ทางเท้าด้านเดิม
    • ง. ผู้ที่ยังมิได้ข้ามสามารถรีบข้ามได้ แต่ผู้ที่กำลังข้ามอยู่ให้หยุดรอกลางทาง
  70. 70. นายสมชายถูกเจ้าพนักงานสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก แต่นายสมชายยังคงฝ่าฝืนนำรถยนต์ส่วนบุคคลออกไปขับบนทางในระหว่างที่ถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตดังกล่าว นายสมชายต้องระวางโทษตามกฎหมายอย่างไร

    • ก. ปรับเป็นพินัยไม่เกิน 4,000 บาท สถานเดียว
    • ข. จำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
    • ค. จำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
    • ง. จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  71. 71. ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก ในขณะขับรถในทางเดินรถ การแสดงสิ่งใดต่อเจ้าพนักงานจราจรเมื่อขอตรวจ ให้ถือว่าผู้ขับขี่มีใบอนุญาตขับขี่อยู่กับตัวแล้ว

    • ก. บันทึกประจำวันของพนักงานสอบสวนที่ระบุว่าลืมใบอนุญาตขับขี่ไว้ที่บ้าน
    • ข. ภาพถ่ายบัตรประจำตัวประชาชนคู่กับสำเนาใบคู่มือการจดทะเบียนรถคันที่ขับ
    • ค. ข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์หรือสำเนาภาพถ่ายตามที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด
    • ง. สำเนาใบเสร็จค่าธรรมเนียมการขอต่ออายุใบอนุญาตขับขี่จากสำนักงานขนส่ง
  72. 72. ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 กฎหมายกำหนดข้อห้ามเกี่ยวกับการใช้ทางเท้าหรือทางที่จัดไว้สำหรับคนเดินเท้าไว้อย่างไร

    • ก. ห้ามเฉพาะผู้ขับขี่ยานพาหนะ แต่คนเดินเท้าสามารถกระทำการใด ๆ ก็ได้บนทางเท้า
    • ข. ห้ามเฉพาะการจัดขบวนแห่เท่านั้น แต่ประชาชนทั่วไปสามารถวางสิ่งของกีดขวางได้
    • ค. ห้ามมิให้บุคคลเดินรวมกลุ่มกันบนทางเท้าเกินกว่า 3 คนขึ้นไปโดยเด็ดขาด
    • ง. ห้ามกระทำด้วยประการใด ๆ ในลักษณะที่เป็นการกีดขวางผู้อื่นโดยไม่มีเหตุอันสมควร
  73. 73. นายเอกถูกศาลพิพากษาลงโทษในความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 ซึ่งต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับตั้งแต่ 5,000 บาทถึง 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ในส่วนของคำสั่งเกี่ยวกับใบอนุญาตขับขี่ หากศาลจะสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของนายเอก กฎหมายกำหนดกรอบระยะเวลาไว้ตามข้อใด

    • ก. มีกำหนดไม่น้อยกว่า 30 วัน แต่ไม่เกิน 180 วัน
    • ข. มีกำหนดไม่น้อยกว่า 60 วัน แต่ไม่เกิน 1 ปี
    • ค. มีกำหนดไม่เกิน 90 วัน โดยไม่มีกำหนดขั้นต่ำ
    • ง. มีกำหนดไม่น้อยกว่า 15 วัน แต่ไม่เกิน 90 วัน
  74. 74. ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 โดยปกติกฎหมายห้ามขับรถแซงขึ้นหน้ารถอื่นทางด้านซ้าย เว้นแต่กรณีใดที่ผู้ขับขี่สามารถขับรถแซงด้านซ้ายได้เมื่อปลอดภัย

    • ก. ทางเดินรถที่สวนทางกันไม่มีรถอื่นแล่นสวนมาในระยะปลอดภัย
    • ข. รถที่จะถูกแซงกำลังเลี้ยวขวาหรือให้สัญญาณว่าจะเลี้ยวขวา
    • ค. รถคันข้างหน้าขับขี่ด้วยความเร็วต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้
    • ง. รถที่จะถูกแซงกำลังเลี้ยวซ้ายหรือให้สัญญาณว่าจะเลี้ยวซ้าย
  75. 75. ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก ในการใช้รถนั่งสองแถวหรือรถกระบะบรรทุกคนโดยสาร ข้อใดถูกต้องเกี่ยวกับการยกเว้นไม่ต้องรัดเข็มขัดนิรภัย

    • ก. ผู้ขับขี่และคนโดยสารแถวตอนหน้าได้รับยกเว้นหากขับรถตามความเร็วที่กำหนด
    • ข. คนโดยสารทุกคนในรถยนต์ได้รับยกเว้นทั้งหมด ไม่ว่าจะนั่งที่ตำแหน่งใด
    • ค. คนโดยสารที่นั่งแถวตอนหน้ายังคงต้องรัดเข็มขัดนิรภัย ไม่ได้รับยกเว้น
    • ง. คนโดยสารได้รับยกเว้นได้แม้จะมีการยืนหรือนั่งในลักษณะที่เป็นการเสี่ยงภัย
  76. 76. นายสมชายถูกศาลมีคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่เนื่องจากกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 ตามกฎหมายดังกล่าว ศาลมีหน้าที่ต้องแจ้งคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ให้บุคคลใดทราบ

    • ก. นายทะเบียนราษฎรตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรหรือกรมการปกครอง แล้วแต่กรณี
    • ข. เจ้าพนักงานจราจรตามกฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบกหรือหัวหน้าสถานีตำรวจ แล้วแต่กรณี
    • ค. พนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาหรือพนักงานคุมประพฤติ แล้วแต่กรณี
    • ง. นายทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์หรือกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก แล้วแต่กรณี
  77. 77. ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 กฎหมายห้ามมิให้ผู้ขับขี่ขับรถแซงหรือผ่านขึ้นหน้ารถคันอื่นล้ำเข้าไปในช่องเดินรถประจำทาง เว้นแต่กรณีใด

    • ก. มีสิ่งกีดขวางการจราจรในทางเดินรถข้างหน้า
    • ข. การจราจรในช่องทางปกติติดขัดเป็นเวลานาน
    • ค. ต้องการขับรถด้วยความเร็วสูงกว่าคันข้างหน้า
    • ง. ได้รับสัญญาณขอแซงขึ้นหน้าจากคันข้างหลัง
  78. 78. ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก ในกรณีที่เจ้าพนักงานจราจรพบว่าผู้ขับขี่เป็นผู้ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามในการได้รับใบอนุญาตขับขี่ เจ้าพนักงานจราจรมีอำนาจดำเนินการอย่างไร

    • ก. ออกใบสั่งเปรียบเทียบปรับโดยไม่มีอำนาจยึดหรือบันทึกการยึดใบอนุญาตขับขี่
    • ข. ยึดใบอนุญาตขับขี่และส่งไปยังนายทะเบียนเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
    • ค. สั่งเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ของผู้ขับขี่ผู้นั้นได้ทันทีในขณะปฏิบัติหน้าที่
    • ง. ยึดใบอนุญาตขับขี่ไว้ชั่วคราวและคืนให้ทันทีเมื่ออยู่ในสภาพขับรถต่อไปได้
  79. 79. ตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร ในกรณีที่ไม่ปรากฏเจ้าบ้าน หรือเจ้าบ้านไม่อยู่ ตาย หรือสูญหาย กฎหมายกำหนดให้บุคคลใดทำหน้าที่เป็นเจ้าบ้าน?

    • ก. ผู้มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านที่มีอายุมากที่สุด
    • ข. เจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่บ้านนั้นตั้งอยู่
    • ค. ผู้มีหน้าที่ดูแลบ้านในขณะนั้น
    • ง. ผู้ใหญ่บ้านหรือกำนันในท้องที่ที่บ้านนั้นตั้งอยู่
  80. 80. ตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 ประชาชนที่มีบัตรประจำตัวประชาชนหมดอายุ หรือประสงค์จะขอทำบัตรใหม่ก่อนบัตรเดิมหมดอายุ ต้องปฏิบัติตามข้อใด

    • ก. ยื่นขอมีบัตรใหม่ภายใน 90 วันนับแต่วันที่บัตรเดิมหมดอายุ หรือยื่นล่วงหน้าได้ภายใน 90 วันก่อนบัตรหมดอายุ
    • ข. ยื่นขอมีบัตรใหม่ภายใน 60 วันนับแต่วันที่บัตรเดิมหมดอายุ โดยไม่สามารถขอล่วงหน้าก่อนวันที่บัตรเดิมหมดอายุ
    • ค. ยื่นขอมีบัตรใหม่ภายใน 30 วันนับแต่วันที่บัตรเดิมหมดอายุ หรือยื่นล่วงหน้าได้ภายใน 30 วันก่อนบัตรหมดอายุ
    • ง. ยื่นขอมีบัตรใหม่ภายใน 60 วันนับแต่วันที่บัตรเดิมหมดอายุ หรือยื่นล่วงหน้าได้ภายใน 60 วันก่อนบัตรหมดอายุ
  81. 81. เจ้าหน้าที่กำลังจัดเตรียมเอกสารเพื่อส่งหมายเรียกให้ประชาชนมาตรวจเลือกรับราชการทหาร ตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร บุคคลที่อยู่ในกำหนดที่จะถูกออกหมายเรียกมาตรวจเลือกเข้าเป็นทหารกองประจำการได้ คือบุคคลที่มีสถานะตามข้อใด

    • ก. ผู้ที่เป็นทหารกองเกิน
    • ข. ผู้ที่ปลดพ้นราชการทหารแล้ว
    • ค. ผู้ที่เป็นทหารกองหนุน
    • ง. ผู้ที่เป็นทหารกองประจำการ
  82. 82. ตามพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร เมื่อมีคนเกิดในบ้าน กฎหมายกำหนดให้แจ้งการเกิดต่อนายทะเบียนผู้รับแจ้งภายในระยะเวลาเท่าใดนับแต่วันเกิด

    • ก. ภายใน 7 วัน
    • ข. ภายใน 15 วัน
    • ค. ภายใน 30 วัน
    • ง. ภายใน 60 วัน
  83. 83. ตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน หากผู้ถือบัตรประจำตัวประชาชนเสียสัญชาติไทยด้วยเหตุใดก็ตาม จะมีผลทางกฎหมายและมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามข้อใด

    • ก. ยังคงใช้บัตรได้จนกว่าจะหมดอายุ แต่ต้องส่งมอบบัตรคืนภายใน 60 วัน
    • ข. หมดสิทธิใช้บัตรทันที และต้องส่งมอบบัตรแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ภายใน 60 วัน
    • ค. หมดสิทธิใช้บัตรทันที และต้องส่งมอบบัตรแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ภายใน 30 วัน
    • ง. ยังคงใช้บัตรได้จนกว่าจะหมดอายุ แต่ต้องส่งมอบบัตรคืนภายใน 30 วัน
  84. 84. นายเอได้รับหมายเรียกให้ไปเข้ารับการตรวจเลือกทหารกองเกิน แต่เมื่อถึงวันตรวจเลือก นายเอเกิดล้มป่วยกะทันหันจนไม่สามารถเดินทางไปตรวจเลือกได้ ตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร นายเอต้องปฏิบัติตามข้อใดจึงจะไม่ถือว่าหลีกเลี่ยงขัดขืน

    • ก. มอบหมายให้บิดามารดาทำหนังสือแจ้งขอเลื่อนต่อผู้ว่าราชการจังหวัดก่อนวันตรวจเลือก
    • ข. ไปแสดงตนพร้อมใบรับรองแพทย์ต่อนายอำเภอท้องที่ทันทีหลังจากที่หายจากอาการป่วยแล้ว
    • ค. ส่งใบรับรองแพทย์พร้อมคำร้องทางไปรษณีย์ด่วนพิเศษไปยังที่ว่าการอำเภอภายใน 7 วัน
    • ง. ให้บุคคลซึ่งบรรลุนิติภาวะและเชื่อถือได้ไปแจ้งต่อคณะกรรมการตรวจเลือกในวันตรวจเลือก
  85. 85. ตามพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร ในกรณีที่เจ้าบ้านหรือบิดามารดามิได้แจ้งการเกิดให้ บุคคลดังกล่าวจะสามารถร้องขอต่อนายทะเบียนผู้รับแจ้งเพื่อแจ้งการเกิดได้ด้วยตนเองเมื่อมีอายุครบเท่าใด

    • ก. มีอายุครบ 15 ปี
    • ข. มีอายุครบ 18 ปี
    • ค. มีอายุครบ 10 ปี
    • ง. มีอายุครบ 7 ปี
  86. 86. ตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 ผู้ใดเอาไปเสียหรือยึดไว้ซึ่งบัตรประจำตัวประชาชนของผู้อื่น เพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ ต้องระวางโทษตามข้อใด

    • ก. ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 เดือนถึง 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 5,000 บาทถึง 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
    • ข. ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน และปรับไม่เกิน 10,000 บาท
    • ค. ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
    • ง. ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือนถึง 5 ปี และปรับตั้งแต่ 10,000 บาทถึง 100,000 บาท
  87. 87. ในวันตรวจเลือกทหารกองเกินเข้ารับราชการทหารกองประจำการ นายมานะเดินทางไปรายงานตัว ณ หน่วยตรวจเลือก และได้ยื่นคำร้องขอในเหตุผลความจำเป็นบางประการ ตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร เจ้าหน้าที่ผู้ใดมีหน้าที่ตามกฎหมายในการสอบสวนคำร้องขอดังกล่าวแล้วมอบเรื่องให้คณะกรรมการตรวจเลือกพิจารณา

    • ก. สัสดีจังหวัดที่กำกับดูแลการตรวจเลือก
    • ข. ประธานกรรมการตรวจเลือกในวันดังกล่าว
    • ค. นายอำเภอท้องที่ที่มีการตรวจเลือก
    • ง. ผู้ว่าราชการจังหวัดที่รับผิดชอบในพื้นที่
  88. 88. ตามพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 นายทะเบียนอำเภอหรือนายทะเบียนท้องถิ่น ต้องจัดทำทะเบียนคนเกิดและทะเบียนคนตายขึ้นจากหลักฐานใด

    • ก. บัตรประจำตัวประชาชนและทะเบียนบ้าน
    • ข. บันทึกการรับแจ้งและหนังสือรับรองแพทย์
    • ค. หนังสือยินยอมของบิดามารดาและญาติผู้ใหญ่
    • ง. สูติบัตรและมรณบัตร
  89. 89. นายเอก อายุ 22 ปี มีภูมิลำเนาทหารอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ แต่ได้ไปทำงานรับจ้างอยู่ที่จังหวัดภูเก็ต ต่อมาได้รับหมายเรียกให้ไปรับการตรวจเลือกทหารที่เชียงใหม่ โดยนายอำเภอที่ภูเก็ตส่งมอบแทนให้ แต่นายเอกไม่มีค่าพาหนะและไม่สามารถเดินทางกลับไปได้ทัน ตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497 นายเอกจะต้องปฏิบัติตนอย่างไร

    • ก. รีบชี้แจงต่อนายอำเภอท้องที่ที่ตนไปอยู่ เพื่อเข้ารับการตรวจเลือกพร้อมกับคนในอำเภอนั้น
    • ข. แจ้งกำนันหรือผู้ใหญ่บ้านท้องที่ที่ไปอยู่ เพื่อขอรับเงินสนับสนุนค่าพาหนะเดินทาง
    • ค. รอรับหมายเรียกฉบับใหม่ในปีถัดไป เนื่องจากมีเหตุจำเป็นเรื่องไม่มีค่าพาหนะเดินทาง
    • ง. ยื่นคำร้องต่อนายอำเภอภูมิลำเนาทหารเดิม เพื่อขอเลื่อนการตรวจเลือกไปเป็นปีถัดไป
  90. 90. ตามพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 เมื่อมีผู้ย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านโดยมีเจตนาจะถือเป็นภูมิลำเนา เจ้าบ้านต้องแจ้งต่อนายทะเบียนผู้รับแจ้งเพื่อเพิ่มชื่อบุคคลนั้นเข้าในทะเบียนบ้านภายในกำหนดเวลาเท่าใด นับแต่วันที่ผู้ย้ายได้เข้าอยู่ในบ้าน

    • ก. ภายใน 7 วัน
    • ข. ภายใน 15 วัน
    • ค. ภายใน 60 วัน
    • ง. ภายใน 30 วัน
  91. 91. ตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร บุคคลซึ่งต้องลงบัญชีทหารกองเกิน ในกรณีที่บิดายังมีชีวิตอยู่ จะต้องลงบัญชีทหารกองเกิน ณ อำเภอท้องที่ใด

    • ก. อำเภอท้องที่ที่พบตัวบุคคลนั้น
    • ข. อำเภอท้องที่ที่ตนเองมีภูมิลำเนา
    • ค. อำเภอท้องที่ที่บิดามีภูมิลำเนา
    • ง. อำเภอท้องที่ที่มารดามีภูมิลำเนา
  92. 92. นายเอก เป็นทหารกองหนุนที่ถูกเรียกเข้ารับราชการทหารในการเรียกพลเพื่อฝึกวิชาทหารตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร ในระหว่างที่เข้ารับการฝึกดังกล่าว นายเอกมีสถานะเกี่ยวกับวินัยตามที่กฎหมายกำหนดไว้อย่างไร

    • ก. ได้รับการยกเว้นวินัยทหารเพราะยังมิใช่ทหารประจำการ
    • ข. อยู่ภายใต้กฎระเบียบวินัยของข้าราชการพลเรือนสามัญ
    • ค. ต้องอยู่ในวินัยทหารเฉพาะกรณีที่มีการประกาศระดมพล
    • ง. ต้องอยู่ในวินัยทหารเหมือนทหารกองประจำการ
  93. 93. ตามพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 เมื่อบัตรประจำตัวหมดอายุ ผู้ถือบัตรมีหน้าที่ต้องยื่นคำขอต่ออายุบัตรประจำตัวภายในกำหนดเวลาใด

    • ก. ภายใน 60 วันนับแต่วันที่บัตรหมดอายุ
    • ข. ภายใน 15 วันนับแต่วันที่บัตรหมดอายุ
    • ค. ภายใน 30 วันนับแต่วันที่บัตรหมดอายุ
    • ง. ภายใน 90 วันนับแต่วันที่บัตรหมดอายุ
  94. 94. ตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร เมื่อทหารกองเกินหรือทหารกองหนุนประสงค์จะย้ายภูมิลำเนาทหาร จะต้องปฏิบัติตามข้อใดจึงจะถูกต้อง

    • ก. แจ้งต่อนายอำเภอท้องที่ที่ตนเข้ามาอยู่ ภายใน 15 วันนับแต่วันที่ย้ายเข้ามาอยู่ในท้องที่
    • ข. แจ้งต่อนายอำเภอท้องที่ที่ตนเข้ามาอยู่ ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ย้ายเข้ามาอยู่ในท้องที่
    • ค. แจ้งต่อนายอำเภอท้องที่ที่เป็นภูมิลำเนาทหารเดิม ภายใน 15 วันนับแต่วันที่ย้ายเข้ามาอยู่ในท้องที่
    • ง. แจ้งต่อนายอำเภอท้องที่ที่เป็นภูมิลำเนาทหารเดิม ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ย้ายเข้ามาอยู่ในท้องที่
  95. 95. นายสมศักดิ์มีหน้าที่ต้องไปรับหมายเรียกที่อำเภอตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร แต่ไม่ได้ไปรับตามกำหนด ต่อมา ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะยกเรื่องขึ้นพิจารณาความผิด นายสมศักดิ์ได้เดินทางไปขอรับหมายเรียกที่อำเภอด้วยตนเอง นายสมศักดิ์จะต้องระวางโทษอย่างไรตามกฎหมาย

    • ก. ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 300 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
    • ข. ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 500 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
    • ค. ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 100 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
    • ง. ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 200 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  96. 96. ตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน บุคคลผู้มีสัญชาติไทยและมีชื่อในทะเบียนบ้าน ต้องมีบัตรประจำตัวประชาชนเมื่อมีอายุตามเกณฑ์ใด

    • ก. ตั้งแต่ 15 ปีบริบูรณ์ แต่ไม่เกิน 70 ปีบริบูรณ์
    • ข. ตั้งแต่ 15 ปีบริบูรณ์ แต่ไม่เกิน 60 ปีบริบูรณ์
    • ค. ตั้งแต่ 7 ปีบริบูรณ์ แต่ไม่เกิน 60 ปีบริบูรณ์
    • ง. ตั้งแต่ 7 ปีบริบูรณ์ แต่ไม่เกิน 70 ปีบริบูรณ์
  97. 97. ตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร บุคคลซึ่งยังมิได้ลงบัญชีทหารกองเกินพร้อมกับคนชั้นปีเดียวกัน มีหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการไปลงบัญชีทหารกองเกินอย่างไร

    • ก. ต้องมีอายุยังไม่ถึง 46 ปีบริบูรณ์ โดยต้องไปแจ้งด้วยตนเองจะให้ผู้อื่นแจ้งแทนไม่ได้
    • ข. ต้องไปแสดงตนต่อนายอำเภอเพื่อลงบัญชีภายใน 60 วัน นับแต่วันที่สามารถจะปฏิบัติได้
    • ค. สามารถให้บุคคลอื่นซึ่งบรรลุนิติภาวะไปแจ้งแทนได้ หากมีเหตุจำเป็นไม่สามารถไปด้วยตนเอง
    • ง. หากอายุเกิน 30 ปีบริบูรณ์ไปแล้ว กฎหมายยกเว้นให้ไม่ต้องไปลงบัญชีทหารกองเกินอีกต่อไป
  98. 98. ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ในกรณีที่ลูกจ้างทำงานที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัยตามที่กำหนดในกฎกระทรวง นายจ้างจะกำหนดเวลาทำงานปกติได้ไม่เกินตามข้อใด

    • ก. วันหนึ่งไม่เกิน 8 ชั่วโมง และสัปดาห์หนึ่งไม่เกิน 48 ชั่วโมง
    • ข. วันหนึ่งไม่เกิน 7 ชั่วโมง และสัปดาห์หนึ่งไม่เกิน 42 ชั่วโมง
    • ค. วันหนึ่งไม่เกิน 6 ชั่วโมง และสัปดาห์หนึ่งไม่เกิน 36 ชั่วโมง
    • ง. วันหนึ่งไม่เกิน 7 ชั่วโมง และสัปดาห์หนึ่งไม่เกิน 40 ชั่วโมง
  99. 99. นายเดชาได้รับใบอนุญาตให้ซื้ออาวุธปืนจากนายทะเบียนท้องที่เพื่อนำไปจัดซื้อปืนจากร้านค้าจำหน่ายอาวุธปืน ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 ใบอนุญาตให้ซื้อดังกล่าวมีกำหนดอายุเท่าใด

    • ก. มีอายุ 3 เดือนนับแต่วันออก
    • ข. มีอายุ 1 ปีนับแต่วันออก
    • ค. มีอายุ 6 เดือนนับแต่วันออก
    • ง. มีอายุ 2 ปีนับแต่วันออก
  100. 100. ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด นอกจากยาเสพติดให้โทษและวัตถุออกฤทธิ์แล้ว กฎหมายยังบัญญัติห้ามมิให้ผู้ใดจูงใจ ชักนำ ยุยงส่งเสริม หลอกลวง หรือขู่เข็ญบังคับให้ผู้อื่นเสพสิ่งใด

    • ก. เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
    • ข. สารเคมีกำจัดศัตรูพืช
    • ค. ผลิตภัณฑ์ยาสูบ
    • ง. สารระเหย
  101. 101. ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 หากลูกจ้างทำงานที่มีลักษณะ คุณภาพ และปริมาณเท่ากัน นายจ้างต้องกำหนดค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา และค่าทำงานในวันหยุดอย่างไร

    • ก. ต้องกำหนดในอัตราเท่ากันไม่ว่าลูกจ้างนั้นจะเป็นชายหรือหญิง
    • ข. สามารถกำหนดอัตราแตกต่างกันได้โดยขออนุญาตพนักงานตรวจแรงงาน
    • ค. สามารถกำหนดให้ลูกจ้างหญิงต่ำกว่าได้หากยินยอมในสัญญาจ้าง
    • ง. สามารถกำหนดให้ลูกจ้างชายสูงกว่าได้ตามความแตกต่างทางสรีระ
  102. 102. นายสมชายมีรถกระบะเก่าที่ชำรุดเสียหายจนใช้งานไม่ได้และไม่คิดจะซ่อมอีกต่อไป จึงลากไปจอดทิ้งไว้ริมถนนสาธารณะหน้าปากซอย การกระทำของนายสมชายขัดต่อพระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมืองหรือไม่ อย่างไร

    • ก. ไม่ขัดต่อกฎหมาย หากนายสมชายจอดชิดขอบทางด้านซ้ายและไม่กีดขวางการจราจร
    • ข. ขัดต่อกฎหมาย เพราะกฎหมายห้ามทิ้ง วาง หรือกองซากยานยนต์บนถนนหรือสถานสาธารณะ
    • ค. ขัดต่อกฎหมาย เฉพาะกรณีที่นายสมชายนำไปจอดทิ้งไว้บนทางเท้าที่มีคนสัญจรเท่านั้น
    • ง. ไม่ขัดต่อกฎหมาย หากได้รับความยินยอมจากผู้อยู่อาศัยในบริเวณข้างเคียงก่อนนำไปวาง
  103. 103. ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด ผู้ที่เสพยาเสพติดหรือมีไว้ในครอบครองเพื่อเสพ หากสมัครใจเข้ารับการบำบัดรักษาก่อนที่เจ้าพนักงานจะตรวจพบ และปฏิบัติตามหลักเกณฑ์จนได้รับหนังสือรับรองว่าเป็นผู้ผ่านการบำบัดรักษาเป็นที่น่าพอใจ จะได้รับผลตามกฎหมายอย่างไร

    • ก. ให้ศาลสั่งรอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษไว้มีกำหนดเวลา
    • ข. ให้ได้รับการลดโทษกึ่งหนึ่งของระวางโทษที่กฎหมายกำหนด
    • ค. ให้ผู้นั้นไม่มีความผิดในฐานความผิดดังกล่าว
    • ง. ให้พนักงานสอบสวนสั่งยุติคดีด้วยการเปรียบเทียบปรับ
  104. 104. ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน ในกรณีที่นายจ้างให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาในวันหยุด นายจ้างต้องจ่ายค่าล่วงเวลาในวันหยุดให้แก่ลูกจ้างตามอัตราใด

    • ก. ไม่น้อยกว่า 2 เท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงาน
    • ข. ไม่น้อยกว่า 4 เท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงาน
    • ค. ไม่น้อยกว่า 1 เท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงาน
    • ง. ไม่น้อยกว่า 3 เท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงาน
  105. 105. ตามพระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง นายทองอาศัยอยู่บนเรือนแพในแม่น้ำ ซึ่งในท้องที่นั้นเจ้าพนักงานท้องถิ่นยังไม่ได้จัดส้วมสาธารณะหรือภาชนะสำหรับทิ้งสิ่งปฏิกูลหรือมูลฝอยไว้ให้ หากนายทองเทหรือทิ้งสิ่งปฏิกูลลงในแม่น้ำ การกระทำของนายทองมีผลตามกฎหมายอย่างไร

    • ก. ได้รับยกเว้นโดยกฎหมายไม่นำข้อห้ามมาใช้บังคับแก่กรณีนี้
    • ข. ได้รับยกเว้นเฉพาะกรณีที่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากนายอำเภอ
    • ค. เป็นความผิดทันทีเนื่องจากกฎหมายห้ามทิ้งลงในทางน้ำโดยเด็ดขาด
    • ง. เป็นความผิดเพราะการยกเว้นใช้บังคับเฉพาะเรือสัญจรทั่วไปเท่านั้น
  106. 106. ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด ข้อใดเป็นหน้าที่และอำนาจของสถานพยาบาลยาเสพติดหรือสถานฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด

    • ก. ดำเนินการตรวจหาสารเสพติดในร่างกาย และคัดกรองความเสี่ยงทางสุขภาพ
    • ข. ดำเนินการบำบัดรักษาหรือฟื้นฟูสมรรถภาพ และลดอันตรายจากยาเสพติด
    • ค. ติดตามให้คำปรึกษาและสงเคราะห์ช่วยเหลือให้มีที่อยู่อาศัยชั่วคราว
    • ง. พิจารณาส่งต่อผู้เข้ารับการบำบัดรักษาไปยังสถานพยาบาลยาเสพติด
  107. 107. ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ข้อใดกล่าวถึงกำหนดเวลาการจ่ายค่าจ้างและเงินที่นายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายได้ถูกต้อง

    • ก. กรณีนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้าง ต้องจ่ายเงินที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับภายในระยะเวลา 7 วันนับแต่วันที่เลิกจ้าง
    • ข. กรณีค่าล่วงเวลาและค่าทำงานในวันหยุด ให้นายจ้างจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างสัปดาห์ละไม่น้อยกว่า 1 ครั้ง
    • ค. กรณีนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้าง ต้องจ่ายเงินที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับภายใน 3 วันนับแต่วันที่เลิกจ้าง
    • ง. กรณีการคำนวณค่าจ้างเป็นรายเดือน ต้องกำหนดจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างเดือนหนึ่งไม่น้อยกว่า 2 ครั้งเสมอ
  108. 108. นายสมชายและกลุ่มเพื่อนประสงค์จะจัดให้มีการเรี่ยไรเงินจากประชาชนทั่วไป โดยอ้างว่าจะนำเงินไปสร้างสะพานคนข้ามเพื่อสาธารณประโยชน์ของชุมชน ตามพระราชบัญญัติควบคุมการเรี่ยไร พุทธศักราช 2487 การเรี่ยไรดังกล่าวจะจัดให้มีได้ตามเงื่อนไขใด

    • ก. ได้รับการยกเว้นไม่ต้องขออนุญาตเช่นเดียวกับกรณีที่กระทรวงหรือกรมเป็นผู้จัด
    • ข. ต้องได้รับความเห็นชอบเป็นลายลักษณ์อักษรจากประชาชนในชุมชนทุกคนก่อนจัด
    • ค. สามารถจัดให้มีได้ทันทีโดยไม่ต้องขออนุญาต เพราะเป็นไปเพื่อสาธารณประโยชน์
    • ง. ต้องได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการควบคุมการเรี่ยไรก่อน จึงจะจัดให้มีได้
  109. 109. ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด ผู้ใดมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 โดยฝ่าฝืนกฎหมาย ต้องระวางโทษตามข้อใด

    • ก. จำคุกไม่เกิน 15 ปี และปรับไม่เกิน 1,500,000 บาท
    • ข. จำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 1,000,000 บาท
    • ค. จำคุกไม่เกิน 20 ปี และปรับไม่เกิน 2,000,000 บาท
    • ง. จำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 500,000 บาท
  110. 110. ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน ข้อใดกล่าวถึงหลักเกณฑ์ที่นายจ้างต้องจัดทำและประกาศใช้ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานได้ถูกต้อง

    • ก. ต้องจัดทำเป็นภาษาไทยเมื่อมีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป และประกาศใช้ภายใน 30 วัน
    • ข. ต้องจัดทำเป็นภาษาไทยเมื่อมีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป และประกาศใช้ภายใน 15 วัน
    • ค. ต้องจัดทำเป็นภาษาไทยเมื่อมีลูกจ้างตั้งแต่ 20 คนขึ้นไป และประกาศใช้ภายใน 15 วัน
    • ง. ต้องจัดทำเป็นภาษาไทยเมื่อมีลูกจ้างตั้งแต่ 20 คนขึ้นไป และประกาศใช้ภายใน 30 วัน
  111. 111. นายก้องได้รับอนุญาตให้ทำการเรี่ยไรเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย ขณะที่กำลังเดินเรี่ยไรอยู่ในชุมชน นายมาโนชซึ่งประสงค์จะร่วมบริจาคเงินได้ขอตรวจดูใบอนุญาตเรี่ยไร ตามพระราชบัญญัติควบคุมการเรี่ยไร นายก้องต้องปฏิบัติตนอย่างไร

    • ก. ปฏิเสธได้เพราะผู้มีสิทธิตรวจดูต้องเป็นเจ้าหน้าที่เท่านั้น
    • ข. ให้ตรวจดูได้เฉพาะเมื่อบุคคลนั้นได้ส่งมอบเงินบริจาคแล้ว
    • ค. ต้องมีใบอนุญาตติดตัวและต้องให้ตรวจดูเมื่อถูกเรียกร้อง
    • ง. ไม่ต้องพกติดตัว เพียงแค่จดเลขที่ใบอนุญาตมาแสดงก็พอ
  112. 112. ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด ในการพิจารณาและพิพากษาคดีความผิดเกี่ยวกับการเสพยาเสพติด ศาลมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีโดยคำนึงถึงสิ่งใดเป็นสำคัญยิ่งกว่าการลงโทษ

    • ก. การลงโทษกักขังเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
    • ข. การเพิ่มโทษปรับให้สูงขึ้นเพื่อป้องปรามผู้อื่น
    • ค. การคุมขังแยกเดี่ยวเพื่อตัดโอกาสการเสพซ้ำ
    • ง. การสงเคราะห์ให้เลิกเสพยาเสพติดโดยการบำบัดรักษา
  113. 113. ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 กรณีใดต่อไปนี้ที่นายจ้างมีสิทธิเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้าง

    • ก. ลูกจ้างละทิ้งหน้าที่เป็นเวลา 3 วันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร
    • ข. ลูกจ้างต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกในความผิดลหุโทษที่ไม่ทำให้นายจ้างเสียหาย
    • ค. ลูกจ้างฝ่าฝืนระเบียบการทำงานที่ไม่ร้ายแรงและนายจ้างได้ตักเตือนด้วยวาจาไว้แล้ว
    • ง. ลูกจ้างกระทำโดยประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายเพียงเล็กน้อย
  114. 114. นายสมชายได้รับอนุญาตให้ทำการเรี่ยไร แต่ได้กระทำผิดเงื่อนไขในการอนุญาตซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่กำหนดไว้ ตามพระราชบัญญัติควบคุมการเรี่ยไร นายสมชายจะต้องรับผิดตามข้อใด

    • ก. มีความผิดทางอาญา ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 500 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 6 เดือน
    • ข. มีความผิดทางพินัย ต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกิน 100 บาท
    • ค. มีความผิดทางอาญา ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 200 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 1 เดือน
    • ง. มีความผิดทางพินัย ต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกิน 500 บาท
  115. 115. ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด ผู้ที่โฆษณาเกี่ยวกับการบำบัดรักษายาเสพติดโดยไม่ได้รับอนุญาต ต้องระวางโทษตามข้อใด

    • ก. จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
    • ข. จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
    • ค. จำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
    • ง. จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  116. 116. ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ข้อใดระบุลักษณะหรือรูปแบบของรัฐไทยได้ถูกต้อง

    • ก. เป็นสหภาพรัฐที่แบ่งอำนาจการปกครองเป็นเอกเทศ
    • ข. เป็นสหพันธรัฐที่แบ่งการปกครองออกเป็นมลรัฐ
    • ค. เป็นราชอาณาจักรที่แบ่งแยกดินแดนได้ตามกฎหมาย
    • ง. เป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้
  117. 117. ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย การตรากฎหมายจำกัดเสรีภาพในการเดินทางและการเลือกถิ่นที่อยู่ของบุคคล สามารถกระทำได้เพื่อวัตถุประสงค์ใด

    • ก. เพื่อการผังเมือง หรือเพื่อสวัสดิภาพของผู้เยาว์
    • ข. เพื่อการอันเป็นสาธารณูปโภค หรือการได้มาซึ่งทรัพยากรธรรมชาติ
    • ค. เพื่อการส่งเสริมการท่องเที่ยว หรือเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจของชาติ
    • ง. เพื่อการจัดเก็บภาษีอากร หรือเพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงิน
  118. 118. นายสมชายเคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาแล้วเป็นเวลา 5 ปี และได้พ้นจากตำแหน่งไป ต่อมาได้รับแต่งตั้งให้กลับมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย นายสมชายจะสามารถดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ได้อีกไม่เกินกี่ปี

    • ก. ไม่เกิน 4 ปี
    • ข. ไม่เกิน 3 ปี
    • ค. ไม่เกิน 8 ปี
    • ง. ไม่เกิน 5 ปี
  119. 119. ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย การตรวจ การกัก หรือการเปิดเผยข้อมูลที่บุคคลติดต่อสื่อสารถึงกัน จะกระทำได้ในกรณีใด

    • ก. มีคำสั่งเป็นหนังสือของพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่
    • ข. มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนเพื่อประโยชน์แห่งการสืบสวนสอบสวนคดีอาญา
    • ค. มีคำสั่งหรือหมายของศาลหรือมีเหตุอย่างอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ
    • ง. ได้รับความยินยอมจากคู่สนทนาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นลายลักษณ์อักษร
  120. 120. ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหยุดปฏิบัติหน้าที่ระหว่างพิจารณา และต่อมามีคำวินิจฉัยว่าสมาชิกภาพสิ้นสุดลง กฎหมายกำหนดผลของการพ้นจากตำแหน่งและการปฏิบัติหน้าที่ที่ผ่านมาไว้อย่างไร

    • ก. พ้นจากตำแหน่งนับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย และไม่กระทบต่อกิจการที่ทำไปก่อนหน้านั้น
    • ข. พ้นจากตำแหน่งย้อนหลังไปถึงวันเลือกตั้ง และให้การลงมติหรือกิจการทั้งหมดที่เคยทำมาตกเป็นโมฆะ
    • ค. พ้นจากตำแหน่งนับแต่วันที่หยุดปฏิบัติหน้าที่ แต่ให้กิจการที่เคยกระทำมาระหว่างดำรงตำแหน่งตกเป็นโมฆะ
    • ง. พ้นจากตำแหน่งนับแต่วันที่หยุดปฏิบัติหน้าที่ และไม่กระทบต่อกิจการที่ได้กระทำไปก่อนพ้นจากตำแหน่ง
  121. 121. นายสมชายพักอาศัยอยู่ในบ้านของตนเอง วันหนึ่งเจ้าพนักงานตำรวจประสงค์จะเข้าไปตรวจค้นภายในบ้าน แต่นายสมชายไม่ยินยอมให้เข้า ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เจ้าพนักงานจะเข้าไปตรวจค้นบ้านของนายสมชายได้ในกรณีใด

    • ก. กระทำมิได้ เว้นแต่มีคำสั่งหรือหมายของศาลหรือมีเหตุอย่างอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ
    • ข. กระทำได้ทันทีโดยไม่ต้องมีหมายศาล หากเป็นเจ้าพนักงานตำรวจที่อยู่ในระหว่างปฏิบัติหน้าที่
    • ค. กระทำมิได้ในทุกกรณี เพราะรัฐธรรมนูญคุ้มครองเสรีภาพในเคหสถานไว้เด็ดขาดโดยไม่มีข้อยกเว้น
    • ง. กระทำได้เฉพาะเมื่อได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้ใหญ่บ้านหรือผู้นำชุมชนในท้องที่
  122. 122. ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ผู้ดำรงตำแหน่งใดเป็นรองประธานรัฐสภา

    • ก. ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร
    • ข. ประธานวุฒิสภา
    • ค. รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่หนึ่ง
    • ง. รองประธานวุฒิสภาคนที่หนึ่ง
  123. 123. ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยหลักการแล้วการเกณฑ์แรงงานจะกระทำมิได้ เว้นแต่กรณีใดที่กฎหมายให้อำนาจกระทำได้

    • ก. กรณีมีกฎหมายตราขึ้นเพื่อส่งเสริมผลผลิตทางการเกษตรของรัฐ
    • ข. กรณีมีกฎหมายตราขึ้นเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในชนบท
    • ค. กรณีมีกฎหมายตราขึ้นเพื่อป้องกันภัยพิบัติสาธารณะ
    • ง. กรณีมีกฎหมายตราขึ้นเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของชาติ
  124. 124. นายสมชายทราบว่ามีกลุ่มบุคคลใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จึงได้ยื่นคำร้องต่ออัยการสูงสุด แต่ต่อมาอัยการสูงสุดมีคำสั่งไม่รับดำเนินการตามที่ร้องขอ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย นายสมชายมีสิทธิดำเนินการอย่างไร

    • ก. ยื่นคำฟ้องคดีต่อศาลปกครองสูงสุด
    • ข. ยื่นเรื่องอุทธรณ์ต่อประธานรัฐสภา
    • ค. ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อคณะรัฐมนตรี
    • ง. ยื่นคำร้องโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญ
  125. 125. ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย การจับและการคุมขังบุคคลจะกระทำได้ในกรณีใด

    • ก. มีคำสั่งหรือหมายของศาล หรือมีเหตุอย่างอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ
    • ข. มีคำสั่งของพนักงานอัยการ หรือเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของรัฐ
    • ค. มีคำร้องทุกข์จากผู้เสียหาย หรือมีพยานบุคคลยืนยันการกระทำผิด
    • ง. มีคำสั่งของพนักงานฝ่ายปกครอง หรือหัวหน้าสถานีตำรวจในท้องที่
  126. 126. ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย การคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคกำหนดไว้อย่างไร

    • ก. องค์กรของผู้บริโภคดำเนินงานได้แต่กฎหมายห้ามมิให้รับการสนับสนุนด้านการเงินจากภาครัฐ
    • ข. บุคคลมีสิทธิรวมกันจัดตั้งองค์กรของผู้บริโภคเพื่อคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิของผู้บริโภค
    • ค. องค์กรของผู้บริโภคไม่มีสิทธิรวมกันจัดตั้งเป็นองค์กรที่มีความเป็นอิสระเพื่อพิทักษ์สิทธิ
    • ง. การรวมกลุ่มคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคต้องดำเนินการจัดตั้งโดยหน่วยงานของรัฐเท่านั้น
  127. 127. ชาวบ้านในชุมชนแห่งหนึ่งต้องการใช้สิทธิที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ แต่ขณะนั้นฝ่ายนิติบัญญัติยังมิได้ตรากฎหมายดังกล่าวขึ้นใช้บังคับ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ชาวบ้านหรือชุมชนสามารถดำเนินการได้ตามข้อใด

    • ก. ไม่สามารถใช้สิทธิได้จนกว่ากฎหมายนั้นจะตราขึ้นและมีผลใช้บังคับ
    • ข. ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีจึงจะสามารถใช้สิทธิดังกล่าวได้
    • ค. สามารถใช้สิทธิหรือเสรีภาพนั้นได้ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ
    • ง. ต้องยื่นคำร้องและได้รับอนุญาตจากนายอำเภอในท้องที่เกิดเหตุก่อน
  128. 128. ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมตามลักษณะใด

    • ก. โดยมีผู้เข้าร่วมไม่เกินจำนวนที่กำหนด
    • ข. โดยเปิดเผยและได้รับอนุญาตล่วงหน้า
    • ค. โดยจำกัดเฉพาะในสถานที่ส่วนบุคคล
    • ง. โดยสงบและปราศจากอาวุธ
  129. 129. ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย อำนาจอธิปไตยเป็นของใคร และพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจดังกล่าวผ่านทางองค์กรใด

    • ก. เป็นของปวงชนชาวไทย ทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล
    • ข. เป็นของคณะรัฐมนตรี ทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา ศาล และหน่วยงานของรัฐ
    • ค. เป็นของพระมหากษัตริย์ ทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล
    • ง. เป็นของปวงชนชาวไทย ทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา องค์กรอิสระ และศาล
  130. 130. ชาวบ้านในชุมชนแห่งหนึ่งได้รับความเดือดร้อนจากการทิ้งขยะส่งกลิ่นเหม็น จึงรวมตัวกันไปยื่นหนังสือร้องเรียนต่อเทศบาลในพื้นที่ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ชุมชนดังกล่าวมีสิทธิอย่างไรเกี่ยวกับการดำเนินการนี้

    • ก. เสนอเรื่องราวร้องทุกข์ต่อหน่วยงานของรัฐแต่ไม่มีสิทธิได้รับแจ้งผลการพิจารณา
    • ข. เสนอเรื่องราวร้องทุกข์ต่อหน่วยงานของรัฐและได้รับแจ้งผลการพิจารณาโดยรวดเร็ว
    • ค. เสนอเรื่องราวร้องทุกข์ไม่ได้เพราะรัฐธรรมนูญให้สิทธิเฉพาะบุคคลเพียงคนเดียว
    • ง. เสนอเรื่องราวร้องทุกข์พร้อมมีอำนาจสั่งลงโทษทางวินัยแก่เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง
  131. 131. ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล คำว่า “ข้อมูลส่วนบุคคล” กฎหมายบัญญัติยกเว้นว่าไม่รวมถึงข้อมูลในข้อใด

    • ก. ข้อมูลการติดต่อของบุคคลธรรมดา
    • ข. ข้อมูลที่ระบุตัวบุคคลได้ทางตรง
    • ค. ข้อมูลของผู้ถึงแก่กรรม
    • ง. ข้อมูลที่ระบุตัวบุคคลได้ทางอ้อม
  132. 132. ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลมีสิทธิขอให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล “ระงับการใช้ข้อมูลส่วนบุคคล” ได้ในกรณีใด

    • ก. เมื่อเจ้าของข้อมูลถอนความยินยอม และผู้ควบคุมข้อมูลไม่มีอำนาจตามกฎหมายที่จะเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยได้ต่อไป
    • ข. เมื่อเจ้าของข้อมูลประสงค์จะขอรับข้อมูลส่วนบุคคลของตนเพื่อโอนย้ายไปยังผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลรายอื่น
    • ค. เมื่อเจ้าของข้อมูลขอให้เปิดเผยถึงการได้มาซึ่งข้อมูลส่วนบุคคลของตนที่ตนไม่ได้ให้ความยินยอมในการเก็บรวบรวม
    • ง. เมื่อข้อมูลหมดความจำเป็นตามวัตถุประสงค์ แต่เจ้าของข้อมูลจำเป็นต้องใช้เพื่อก่อตั้งหรือต่อสู้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย
  133. 133. นายกานต์ได้ยื่นคำขอเข้าถึงและขอรับสำเนาข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวกับตนเองจากบริษัทซึ่งเป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล หากเป็นกรณีที่บริษัทไม่อาจปฏิเสธคำขอได้ตามกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 บริษัทจะต้องดำเนินการตามคำขอของนายกานต์ภายในระยะเวลาใด

    • ก. ดำเนินการตามคำขอโดยไม่ชักช้า แต่ต้องไม่เกิน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับคำขอ
    • ข. ดำเนินการตามคำขอโดยไม่ชักช้า แต่ต้องไม่เกิน 60 วันนับแต่วันที่ได้รับคำขอ
    • ค. ดำเนินการตามคำขอโดยไม่ชักช้า แต่ต้องไม่เกิน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับคำขอ
    • ง. ดำเนินการตามคำขอโดยไม่ชักช้า แต่ต้องไม่เกิน 45 วันนับแต่วันที่ได้รับคำขอ
  134. 134. ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลมีสิทธิในการถอนความยินยอมที่เคยให้ไว้ตามหลักเกณฑ์ใด

    • ก. สามารถถอนความยินยอมได้เฉพาะเมื่อได้รับความยินยอมหรืออนุญาตจากผู้ควบคุมข้อมูล
    • ข. สามารถถอนความยินยอมเมื่อใดก็ได้ โดยต้องถอนได้ง่ายเช่นเดียวกับการให้ความยินยอม
    • ค. ไม่สามารถถอนความยินยอมได้หากข้อมูลส่วนบุคคลนั้นได้ถูกจัดเก็บในระบบเรียบร้อย
    • ง. สามารถถอนความยินยอมได้ก็ต่อเมื่อพ้นกำหนดเวลาหนึ่งปีนับแต่วันที่ให้ความยินยอม
  135. 135. ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ในกรณีที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลได้ยื่นคำร้องขอให้แก้ไขข้อมูลส่วนบุคคลของตนให้ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน แต่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลไม่ดำเนินการตามคำร้องขอ ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามข้อใด

    • ก. แจ้งความลงบันทึกประจำวันต่อพนักงานสอบสวนไว้เป็นหลักฐานโดยไม่ชักช้า
    • ข. ยื่นเรื่องให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตก่อนจึงจะสามารถปฏิเสธคำร้องขอดังกล่าวได้
    • ค. บันทึกคำร้องขอของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลพร้อมด้วยเหตุผลไว้ในรายการ
    • ง. ดำเนินการลบหรือทำลายข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลออกจากระบบทันที
  136. 136. นายสมชายต้องการเปลี่ยนไปใช้บริการของผู้ให้บริการรายใหม่ จึงได้ยื่นคำขอให้ผู้ให้บริการรายเดิมส่งหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลของตน ซึ่งจัดเก็บอยู่ในรูปแบบที่เครื่องมืออัตโนมัติอ่านได้ ไปยังผู้ให้บริการรายใหม่โดยตรง ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 สิทธิของนายสมชายและการดำเนินการของผู้ให้บริการรายเดิมเป็นไปตามข้อใด

    • ก. นายสมชายไม่มีสิทธิขอให้ส่งหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลโดยตรงข้ามหน่วยงานได้ไม่ว่ากรณีใด
    • ข. ผู้ให้บริการรายเดิมจะส่งข้อมูลได้ก็ต่อเมื่อได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากเจ้าพนักงานตำรวจก่อน
    • ค. ผู้ให้บริการรายเดิมสามารถปฏิเสธคำขอได้เสมอเนื่องจากข้อมูลถือเป็นความลับทางการค้าของบริษัท
    • ง. นายสมชายมีสิทธิขอให้ส่งหรือโอนข้อมูลไปยังผู้ให้บริการรายใหม่ได้ เมื่อสามารถทำได้ด้วยวิธีการอัตโนมัติ
  137. 137. ตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล การเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่แตกต่างไปจากวัตถุประสงค์ที่เคยแจ้งไว้ จะสามารถกระทำได้ในกรณีใด

    • ก. ได้แจ้งวัตถุประสงค์ใหม่ให้เจ้าของข้อมูลทราบและได้รับความยินยอมก่อน
    • ข. สามารถกระทำได้ทันทีหากเป็นการนำไปใช้เพื่อประโยชน์ในการประกอบธุรกิจ
    • ค. ได้ทำหนังสือแจ้งให้เจ้าพนักงานตำรวจในท้องที่ทราบล่วงหน้าก่อนดำเนินการ
    • ง. ได้แจ้งวัตถุประสงค์ใหม่ให้เจ้าของข้อมูลทราบหลังจากที่ได้เปิดเผยข้อมูลแล้ว
  138. 138. ตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เมื่อเกิดเหตุการณ์ข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหลหรือถูกละเมิดขึ้น ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลมีหน้าที่ต้องดำเนินการอย่างไร

    • ก. แจ้งสำนักงานภายใน 7 วันนับแต่ทราบเหตุ และไม่ต้องแจ้งให้เจ้าของข้อมูลทราบเพื่อป้องกันความตื่นตระหนก
    • ข. แจ้งสำนักงานภายใน 72 ชั่วโมงนับแต่ทราบเหตุ และหากมีความเสี่ยงสูงต้องแจ้งเจ้าของข้อมูลพร้อมแนวทางเยียวยา
    • ค. แจ้งสำนักงานภายใน 24 ชั่วโมงนับแต่ทราบเหตุ และต้องแจ้งให้เจ้าของข้อมูลทราบทุกกรณีไม่ว่ามีความเสี่ยงหรือไม่
    • ง. แจ้งสถานีตำรวจท้องที่ภายใน 48 ชั่วโมงนับแต่ทราบเหตุ โดยไม่ต้องแจ้งต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
  139. 139. นายเอกเคยให้ความยินยอมแก่บริษัทแห่งหนึ่งในการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล ต่อมานายเอกได้แจ้งถอนความยินยอม และบริษัทไม่มีอำนาจตามกฎหมายอื่นที่จะเก็บรวบรวมหรือใช้ข้อมูลนั้นได้อีกต่อไป ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 นายเอกมีสิทธิขอให้บริษัทดำเนินการอย่างไรเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลของตน

    • ก. ขอให้สั่งระงับการดำเนินกิจการของบริษัทนั้นเป็นการชั่วคราว
    • ข. ขอให้จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่นายเอกทันทีโดยไม่ต้องร้องเรียน
    • ค. ขอให้ลบ ทำลาย หรือทำให้เป็นข้อมูลที่ไม่สามารถระบุตัวบุคคลได้
    • ง. ขอให้นำข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวไปมอบให้แก่หน่วยงานของรัฐ
  140. 140. ตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล การเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลในกรณีใดต่อไปนี้ ที่สามารถกระทำได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล

    • ก. เพื่อประชาสัมพันธ์กิจกรรมและโปรโมชันพิเศษให้แก่ประชาชนทั่วไป
    • ข. เพื่อความสะดวกในการสำรวจความพึงพอใจของลูกค้าทั่วไปในการใช้บริการ
    • ค. เพื่อประโยชน์ทางการค้าและส่งเสริมการขายสินค้าของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล
    • ง. เพื่อป้องกันหรือระงับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือสุขภาพของบุคคล