การวิเคราะห์งบการเงิน: คลังข้อสอบฝึกทำ ชุดที่ 1

การวิเคราะห์งบการเงิน · ผู้เตรียมสอบกรมสรรพากร 2569

Overview

ข้อสอบฝึกทำที่ผลิตจากคู่มือการวิเคราะห์งบการเงินของ SIENSOB (ตรวจเทียบเอกสารการสอนและมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1) ผ่านการตรวจของเจ้าของระบบ ใช้เพื่อเตรียมสอบเท่านั้น ไม่ใช่ข้อสอบจริง

Exam framework: กรมสรรพากร
Language sections & stimuliEnglish Profile v1
Status:
ready
Blueprint: 20 questions · 0 topics · multiple choice · 20 min

Blueprint

Topic weighting and difficulty distribution

TopicWeight# QuestionsDifficulty (E/M/H)

Exam Set Intelligence

Deterministic estimates; observed performance is stored separately when available.

14 min

Estimated time

1

Topics

0

Coverage gaps

0

Duplicate pairs

83/100

Blueprint alignment

Blueprint Target vs Actual

difficulty: easyTarget 0% · Actual 50% · Variance +50pp · major mismatch ⚠
difficulty: mediumTarget 0% · Actual 50% · Variance +50pp · major mismatch ⚠
difficulty: hardTarget 0% · Actual 0% · Variance 0pp · within tolerance ✓

⚠ difficulty easy: major_mismatch (+50pp).

⚠ difficulty medium: major_mismatch (+50pp).

Assessment Performance

Read-only aggregate from finalized attempts; submitted and expired are complete, abandoned is not.

0

Attempts

0

Completed

—

Completion rate

—

Average score

—

Median score

—

Average completion

No finalized attempts yet. Performance signals will appear after submitted or expired attempts.

All modes · observed-question-v1 · calculated 10/7/2026, 3:57:00 PM

Questions

Review, edit, approve, or reject generated questions.

20 approved and ready to save.

Q1
fs_analysis
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ข้อใดหมายถึงการวิเคราะห์งบการเงิน

  • ก. การค้นหาข้อเท็จจริงจากงบการเงินเกี่ยวกับฐานะการเงินและผลการดำเนินงาน เพื่อนำไปประกอบการตัดสินใจ ✓
  • ข. การค้นหาความผิดปกติของตัวเลขจากงบการเงินที่ควรตรวจเพิ่ม เพื่อใช้ประกอบการตรวจสอบภาษีของกิจการ
  • ค. การค้นหาข้อมูลจากงบการเงินเกี่ยวกับความสามารถในการทำกำไร ผลตอบแทน และเงินปันผลของกิจการ
  • ง. การค้นหาข้อมูลจากงบการเงินเกี่ยวกับประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์ เพื่อใช้วางแผนและควบคุมกิจการ

Explanation: คำตอบที่ถูก: "การค้นหาข้อเท็จจริงจากงบการเงินเกี่ยวกับฐานะการเงินและผลการดำเนินงาน เพื่อนำไปประกอบการตัดสินใจ" ตามหัวข้อ 1.1 การวิเคราะห์งบการเงินคือกระบวนการค้นหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับฐานะการเงินและผลการดำเนินงานของกิจการจากงบการเงิน แล้วนำไปประกอบการตัดสินใจ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "การค้นหาความผิดปกติของตัวเลขจากงบการเงินที่ควรตรวจเพิ่ม เพื่อใช้ประกอบการตรวจสอบภาษีของกิจการ" ผิด: แหล่งข้อมูลนิยามว่าเป็นการค้นหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับฐานะการเงินและผลการดำเนินงาน แล้วนำไปประกอบการตัดสินใจ ไม่ใช่เฉพาะการค้นหาความผิดปกติที่ควรตรวจเพิ่ม • "การค้นหาข้อมูลจากงบการเงินเกี่ยวกับความสามารถในการทำกำไร ผลตอบแทน และเงินปันผลของกิจการ" ผิด: ข้อความดังกล่าวเป็นเรื่องที่ผู้ถือหุ้นหรือนักลงทุนสนใจ ส่วนคำนิยามระบุถึงฐานะการเงินและผลการดำเนินงานเพื่อนำไปประกอบการตัดสินใจ • "การค้นหาข้อมูลจากงบการเงินเกี่ยวกับประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์ เพื่อใช้วางแผนและควบคุมกิจการ" ผิด: ข้อความดังกล่าวเป็นเรื่องที่ผู้บริหารสนใจ แต่คำนิยามกำหนดว่าเป็นการค้นหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับฐานะการเงินและผลการดำเนินงาน แล้วนำไปประกอบการตัดสินใจ อ้างอิงตัวบท หัวข้อ 1.1 ความหมายและประโยชน์ (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “การวิเคราะห์งบการเงิน (Financial Statement Analysis) คือ กระบวนการค้นหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับฐานะการเงินและผลการดำเนินงานของกิจการจากงบการเงิน” หัวข้อ 1.1 ความหมายและประโยชน์ (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “การวิเคราะห์งบการเงิน (Financial Statement Analysis) คือ กระบวนการค้นหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับฐานะการเงินและผลการดำเนินงานของกิจการจากงบการเงิน แล้วนำไปประกอบการตัดสินใจ”

หัวข้อ 1.1 ความหมายและประโยชน์ (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “การวิเคราะห์งบการเงิน (Financial Statement Analysis) คือ กระบวนการค้นหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับฐานะการเงินและผลการดำเนินงานของกิจการจากงบการเงิน”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q2
fs_analysis
medium
understand
Human Approved
Confidence: —%

ในการวิเคราะห์งบการเงิน ข้อใดอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มผู้ใช้กับเรื่องที่สนใจเป็นหลักได้ถูกต้อง

  • ก. ผู้ถือหุ้นเน้นโครงสร้างหนี้สิน เพื่อประเมินความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ย
  • ข. เจ้าหนี้ระยะสั้นเน้นสภาพคล่อง เพื่อประเมินว่าจะจ่ายหนี้ระยะสั้นได้หรือไม่ ✓
  • ค. เจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาษีเน้นการใช้สินทรัพย์ เพื่อวางแผนและควบคุมกิจการ
  • ง. เจ้าหนี้ระยะยาวเน้นสภาพคล่อง เพื่อประเมินว่าจะจ่ายหนี้ระยะสั้นได้หรือไม่

Explanation: คำตอบที่ถูก: "เจ้าหนี้ระยะสั้นเน้นสภาพคล่อง เพื่อประเมินว่าจะจ่ายหนี้ระยะสั้นได้หรือไม่" ตามหัวข้อ 1.1 เจ้าหนี้ระยะสั้นสนใจสภาพคล่องเป็นหลัก เพื่อพิจารณาว่ากิจการจะจ่ายหนี้ระยะสั้นได้หรือไม่ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ผู้ถือหุ้นเน้นโครงสร้างหนี้สิน เพื่อประเมินความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ย" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าผู้ถือหุ้นหรือนักลงทุนสนใจความสามารถในการทำกำไร ผลตอบแทน และเงินปันผลเป็นหลัก • "เจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาษีเน้นการใช้สินทรัพย์ เพื่อวางแผนและควบคุมกิจการ" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าเจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาษีสนใจความผิดปกติของตัวเลขที่ควรตรวจเพิ่ม ส่วนการใช้สินทรัพย์และการวางแผนควบคุมเป็นเรื่องที่ผู้บริหารสนใจ • "เจ้าหนี้ระยะยาวเน้นสภาพคล่อง เพื่อประเมินว่าจะจ่ายหนี้ระยะสั้นได้หรือไม่" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าเจ้าหนี้ระยะยาวสนใจโครงสร้างหนี้สินและความสามารถจ่ายดอกเบี้ยเป็นหลัก อ้างอิงตัวบท หัวข้อ 1.1 ความหมายและประโยชน์ (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “เจ้าหนี้ระยะสั้น (ผู้ขายสินค้าเงินเชื่อ ธนาคารที่ให้เงินกู้ระยะสั้น) | สภาพคล่อง — จะจ่ายหนี้ระยะสั้นได้หรือไม่”

หัวข้อ 1.1 ความหมายและประโยชน์ (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “เจ้าหนี้ระยะสั้น (ผู้ขายสินค้าเงินเชื่อ ธนาคารที่ให้เงินกู้ระยะสั้น) | สภาพคล่อง — จะจ่ายหนี้ระยะสั้นได้หรือไม่”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q3
fs_analysis
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามมาตรฐานการบัญชีฉบับที่ 1 ข้อใดเป็นองค์ประกอบของงบการเงินฉบับสมบูรณ์

  • ก. งบแสดงฐานะการเงิน งบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จ งบแสดงการเปลี่ยนแปลงส่วนของเจ้าของ และงบกระแสเงินสด โดยไม่รวมหมายเหตุประกอบงบการเงิน
  • ข. งบแสดงฐานะการเงิน งบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จ งบกระแสเงินสด และหมายเหตุประกอบงบการเงิน โดยไม่รวมงบแสดงการเปลี่ยนแปลงส่วนของเจ้าของ
  • ค. งบแสดงฐานะการเงิน งบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จ งบแสดงการเปลี่ยนแปลงส่วนของเจ้าของ งบกระแสเงินสด และหมายเหตุประกอบงบการเงิน ✓
  • ง. งบแสดงฐานะการเงิน งบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จ งบแสดงการเปลี่ยนแปลงส่วนของเจ้าของ และหมายเหตุประกอบงบการเงิน โดยไม่รวมงบกระแสเงินสด

Explanation: คำตอบที่ถูก: "งบแสดงฐานะการเงิน งบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จ งบแสดงการเปลี่ยนแปลงส่วนของเจ้าของ งบกระแสเงินสด และหมายเหตุประกอบงบการเงิน" ตามมาตรฐานการบัญชีฉบับที่ 1 งบการเงินฉบับสมบูรณ์ประกอบด้วยงบแสดงฐานะการเงิน งบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จ งบแสดงการเปลี่ยนแปลงส่วนของเจ้าของ งบกระแสเงินสด และหมายเหตุประกอบงบการเงิน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "งบแสดงฐานะการเงิน งบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จ งบแสดงการเปลี่ยนแปลงส่วนของเจ้าของ และงบกระแสเงินสด โดยไม่รวมหมายเหตุประกอบงบการเงิน" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุให้งบการเงินฉบับสมบูรณ์ประกอบด้วยหมายเหตุประกอบงบการเงินด้วย • "งบแสดงฐานะการเงิน งบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จ งบกระแสเงินสด และหมายเหตุประกอบงบการเงิน โดยไม่รวมงบแสดงการเปลี่ยนแปลงส่วนของเจ้าของ" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุให้งบการเงินฉบับสมบูรณ์ประกอบด้วยงบแสดงการเปลี่ยนแปลงส่วนของเจ้าของ • "งบแสดงฐานะการเงิน งบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จ งบแสดงการเปลี่ยนแปลงส่วนของเจ้าของ และหมายเหตุประกอบงบการเงิน โดยไม่รวมงบกระแสเงินสด" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุให้งบการเงินฉบับสมบูรณ์ประกอบด้วยงบกระแสเงินสด อ้างอิงตัวบท หัวข้อ 1.2 งบการเงินที่ใช้วิเคราะห์ (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “งบการเงินฉบับสมบูรณ์ประกอบด้วย 1. งบแสดงฐานะการเงิน” หัวข้อ 1.2 งบการเงินที่ใช้วิเคราะห์ (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “2. งบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จ” หัวข้อ 1.2 งบการเงินที่ใช้วิเคราะห์ (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “3. งบแสดงการเปลี่ยนแปลงส่วนของเจ้าของ” หัวข้อ 1.2 งบการเงินที่ใช้วิเคราะห์ (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “4. งบกระแสเงินสด” หัวข้อ 1.2 งบการเงินที่ใช้วิเคราะห์ (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “5. หมายเหตุประกอบงบการเงิน”

หัวข้อ 1.2 งบการเงินที่ใช้วิเคราะห์ (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “งบการเงินฉบับสมบูรณ์ประกอบด้วย 1. งบแสดงฐานะการเงิน”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q4
fs_analysis
medium
understand
Human Approved
Confidence: —%

ในการวิเคราะห์งบการเงิน ข้อใดอธิบายความแตกต่างระหว่างงบที่แสดงฐานะ ณ วันใดวันหนึ่งกับงบที่แสดงผลสำหรับงวดได้ถูกต้อง

  • ก. งบแสดงฐานะการเงินและงบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จต่างแสดงข้อมูลสำหรับงวดเหมือนกัน
  • ข. งบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จแสดงฐานะ ณ วันใดวันหนึ่ง ส่วนงบแสดงฐานะการเงินแสดงรายได้และค่าใช้จ่ายสำหรับงวด
  • ค. งบแสดงฐานะการเงินและงบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จต่างแสดงข้อมูล ณ วันใดวันหนึ่งเหมือนกัน
  • ง. งบแสดงฐานะการเงินแสดงฐานะ ณ วันใดวันหนึ่ง ส่วนงบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จแสดงรายได้และค่าใช้จ่ายสำหรับงวด ✓

Explanation: คำตอบที่ถูก: "งบแสดงฐานะการเงินแสดงฐานะ ณ วันใดวันหนึ่ง ส่วนงบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จแสดงรายได้และค่าใช้จ่ายสำหรับงวด" ตามหัวข้อ 1.2 งบแสดงฐานะการเงินเปรียบเสมือนภาพถ่าย ณ วันหนึ่ง โดยแสดงสินทรัพย์ หนี้สิน และส่วนของเจ้าของ ขณะที่งบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จแสดงรายได้หักค่าใช้จ่ายสำหรับงวด ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "งบแสดงฐานะการเงินและงบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จต่างแสดงข้อมูลสำหรับงวดเหมือนกัน" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่างบแสดงฐานะการเงินแสดงฐานะ ณ วันใดวันหนึ่ง ไม่ใช่ข้อมูลสำหรับงวด • "งบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จแสดงฐานะ ณ วันใดวันหนึ่ง ส่วนงบแสดงฐานะการเงินแสดงรายได้และค่าใช้จ่ายสำหรับงวด" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า งบแสดงฐานะการเงินเป็นงบ ณ วันใดวันหนึ่ง และงบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จเป็นงบสำหรับงวด • "งบแสดงฐานะการเงินและงบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จต่างแสดงข้อมูล ณ วันใดวันหนึ่งเหมือนกัน" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่างบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จแสดงข้อมูลสำหรับงวด ไม่ใช่ ณ วันใดวันหนึ่ง อ้างอิงตัวบท หัวข้อ 1.2 งบการเงินที่ใช้วิเคราะห์ (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “1. งบแสดงฐานะการเงิน (เดิมเรียก "งบดุล") — ณ วันใดวันหนึ่ง” หัวข้อ 1.2 งบการเงินที่ใช้วิเคราะห์ (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “2. งบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จ — สำหรับงวด: รายได้ − ค่าใช้จ่าย”

หัวข้อ 1.2 งบการเงินที่ใช้วิเคราะห์ (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “1. งบแสดงฐานะการเงิน (เดิมเรียก "งบดุล") — ณ วันใดวันหนึ่ง”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q5
fs_analysis
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ข้อใดเรียงลำดับขั้นตอนในการวิเคราะห์งบการเงินได้ถูกต้อง

  • ก. กำหนดเป้าหมาย → รวบรวมข้อมูล → จัดเรียงรายการให้เปรียบเทียบได้ → เลือกเครื่องมือ → แปลความหมาย → จัดทำรายงาน → ตัดสินใจ ✓
  • ข. กำหนดเป้าหมาย → จัดเรียงรายการให้เปรียบเทียบได้ → รวบรวมข้อมูล → เลือกเครื่องมือ → แปลความหมาย → จัดทำรายงาน → ตัดสินใจ
  • ค. กำหนดเป้าหมาย → รวบรวมข้อมูล → เลือกเครื่องมือ → จัดเรียงรายการให้เปรียบเทียบได้ → แปลความหมาย → จัดทำรายงาน → ตัดสินใจ
  • ง. กำหนดเป้าหมาย → รวบรวมข้อมูล → จัดเรียงรายการให้เปรียบเทียบได้ → เลือกเครื่องมือ → จัดทำรายงาน → ตัดสินใจ → แปลความหมาย

Explanation: คำตอบที่ถูก: "กำหนดเป้าหมาย → รวบรวมข้อมูล → จัดเรียงรายการให้เปรียบเทียบได้ → เลือกเครื่องมือ → แปลความหมาย → จัดทำรายงาน → ตัดสินใจ" ขั้นตอนที่ถูกต้องคือ กำหนดเป้าหมาย รวบรวมข้อมูล จัดเรียงรายการให้เปรียบเทียบได้ เลือกเครื่องมือ แปลความหมาย จัดทำรายงาน และตัดสินใจ ตามลำดับ 1–7 ในหัวข้อขั้นตอนการวิเคราะห์ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "กำหนดเป้าหมาย → จัดเรียงรายการให้เปรียบเทียบได้ → รวบรวมข้อมูล → เลือกเครื่องมือ → แปลความหมาย → จัดทำรายงาน → ตัดสินใจ" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ขั้นที่ 2 คือรวบรวมข้อมูล และขั้นที่ 3 คือจัดเรียงรายการให้เปรียบเทียบได้ • "กำหนดเป้าหมาย → รวบรวมข้อมูล → เลือกเครื่องมือ → จัดเรียงรายการให้เปรียบเทียบได้ → แปลความหมาย → จัดทำรายงาน → ตัดสินใจ" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้จัดเรียงรายการให้เปรียบเทียบได้เป็นขั้นที่ 3 ก่อนเลือกเครื่องมือในขั้นที่ 4 • "กำหนดเป้าหมาย → รวบรวมข้อมูล → จัดเรียงรายการให้เปรียบเทียบได้ → เลือกเครื่องมือ → จัดทำรายงาน → ตัดสินใจ → แปลความหมาย" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้แปลความหมายเป็นขั้นที่ 5 จัดทำรายงานเป็นขั้นที่ 6 และตัดสินใจเป็นขั้นที่ 7 อ้างอิงตัวบท หัวข้อ 1.3 ขั้นตอนการวิเคราะห์ (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “1. กำหนดเป้าหมาย (วิเคราะห์เพื่อใคร เพื่ออะไร) 2. รวบรวมข้อมูล (งบการเงินหลายงวด ข้อมูลอุตสาหกรรม) 3. จัดเรียงรายการให้เปรียบเทียบได้ 4. เลือกเครื่องมือ (แนวนอน แนวดิ่ง อัตราส่วน) 5. แปลความหมาย 6. จัดทำรายงาน 7. ตัดสินใจ”

หัวข้อ 1.3 ขั้นตอนการวิเคราะห์ (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “1. กำหนดเป้าหมาย (วิเคราะห์เพื่อใคร เพื่ออะไร) 2. รวบรวมข้อมูล (งบการเงินหลายงวด ข้อมูลอุตสาหกรรม) 3. จัดเรียงรายการให้เปรียบเทียบได้ 4. เลือกเครื่องมือ (แนวนอน แนวดิ่ง อัตราส่วน) 5. แปลความหมาย 6. จัดทำรายงาน 7. ตัดสินใจ”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q6
fs_analysis
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ข้อใดระบุเครื่องมือหลัก 3 อย่างในการวิเคราะห์งบการเงินและชื่ออื่นได้ถูกต้อง

  • ก. แนวนอนเรียกว่าการวิเคราะห์อัตราส่วน แนวดิ่งเรียกว่างบการเงินร้อยละ และอีกเครื่องมือคือแนวโน้ม
  • ข. แนวนอนเรียกว่าแนวโน้มเมื่อดูหลายปี แนวดิ่งเรียกว่างบการเงินร้อยละหรืองบขนาดร่วม และอีกเครื่องมือคืออัตราส่วน ✓
  • ค. แนวนอนเรียกว่างบขนาดร่วม แนวดิ่งเรียกว่าแนวโน้มเมื่อดูหลายปี และอีกเครื่องมือคืออัตราส่วน
  • ง. แนวนอนเรียกว่าแนวโน้มเมื่อดูหลายปี แนวดิ่งเรียกว่าการวิเคราะห์อัตราส่วน และอีกเครื่องมือคืองบขนาดร่วม

Explanation: คำตอบที่ถูก: "แนวนอนเรียกว่าแนวโน้มเมื่อดูหลายปี แนวดิ่งเรียกว่างบการเงินร้อยละหรืองบขนาดร่วม และอีกเครื่องมือคืออัตราส่วน" เครื่องมือหลัก 3 อย่าง ได้แก่ การวิเคราะห์แนวนอน ซึ่งเรียกว่าการวิเคราะห์แนวโน้มเมื่อดูหลายปี การวิเคราะห์แนวดิ่ง ซึ่งเรียกว่างบการเงินร้อยละหรืองบขนาดร่วม และการวิเคราะห์อัตราส่วน ตามหัวข้อ 1.4 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "แนวนอนเรียกว่าการวิเคราะห์อัตราส่วน แนวดิ่งเรียกว่างบการเงินร้อยละ และอีกเครื่องมือคือแนวโน้ม" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าการวิเคราะห์แนวโน้มเป็นชื่อของการวิเคราะห์แนวนอนเมื่อดูหลายปี ส่วนการวิเคราะห์อัตราส่วนเป็นเครื่องมือหลักอีกอย่างหนึ่ง • "แนวนอนเรียกว่างบขนาดร่วม แนวดิ่งเรียกว่าแนวโน้มเมื่อดูหลายปี และอีกเครื่องมือคืออัตราส่วน" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าแนวนอนเรียกว่าการวิเคราะห์แนวโน้มเมื่อดูหลายปี ส่วนแนวดิ่งเรียกว่างบการเงินร้อยละหรืองบขนาดร่วม • "แนวนอนเรียกว่าแนวโน้มเมื่อดูหลายปี แนวดิ่งเรียกว่าการวิเคราะห์อัตราส่วน และอีกเครื่องมือคืองบขนาดร่วม" ผิด: แหล่งข้อมูลแยกการวิเคราะห์อัตราส่วนเป็นเครื่องมือหลักอีกอย่างหนึ่ง และระบุชื่องบขนาดร่วมไว้กับการวิเคราะห์แนวดิ่ง อ้างอิงตัวบท หัวข้อ 1.4 เครื่องมือหลัก 3 อย่าง (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “การวิเคราะห์แนวนอน (Horizontal Analysis) | ตัวเลขรายการเดียวกัน ต่างงวดเวลา | การวิเคราะห์แนวโน้ม (Trend Analysis) เมื่อดูหลายปี” หัวข้อ 1.4 เครื่องมือหลัก 3 อย่าง (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “การวิเคราะห์แนวดิ่ง (Vertical Analysis) | รายการต่าง ๆ ในงวดเดียวกัน เทียบกับยอดรวมที่ตั้งเป็น 100% | งบการเงินร้อยละ / งบขนาดร่วม (Common-size)” หัวข้อ 1.4 เครื่องมือหลัก 3 อย่าง (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “งบการเงินร้อยละ / งบขนาดร่วม (Common-size)” หัวข้อ 1.4 เครื่องมือหลัก 3 อย่าง (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “1.4 เครื่องมือหลัก 3 อย่าง เครื่องมือ | เปรียบเทียบอะไร | ชื่ออื่น การวิเคราะห์แนวนอน (Horizontal Analysis) | ตัวเลขรายการเดียวกัน ต่างงวดเวลา | การวิเคราะห์แนวโน้ม (Trend Analysis) เมื่อดูหลายปี การวิเคราะห์แนวดิ่ง (Vertical Analysis) | รายการต่าง ๆ ในงวดเดียวกัน เทียบกับยอดรวมที่ตั้งเป็น 100% | งบการเงินร้อยละ / งบขนาดร่วม (Common-size) การวิเคราะห์อัตราส่วน (Ratio Analysis)”

หัวข้อ 1.4 เครื่องมือหลัก 3 อย่าง (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “การวิเคราะห์แนวนอน (Horizontal Analysis) | ตัวเลขรายการเดียวกัน ต่างงวดเวลา | การวิเคราะห์แนวโน้ม (Trend Analysis) เมื่อดูหลายปี”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q7
fs_analysis
medium
understand
Human Approved
Confidence: —%

ในการวิเคราะห์งบการเงิน งานที่ 1 เปรียบเทียบตัวเลขรายการเดียวกันต่างงวดเวลา งานที่ 2 เปรียบเทียบรายการต่าง ๆ ในงวดเดียวกันกับยอดรวมที่กำหนดเป็น 100% และงานที่ 3 พิจารณาความสัมพันธ์ระหว่าง 2 รายการ ข้อใดเลือกเครื่องมือได้ถูกต้อง

  • ก. งานที่ 1 ใช้การวิเคราะห์แนวดิ่ง งานที่ 2 ใช้การวิเคราะห์แนวนอน และงานที่ 3 ใช้การวิเคราะห์อัตราส่วน
  • ข. งานที่ 1 ใช้การวิเคราะห์อัตราส่วน งานที่ 2 ใช้การวิเคราะห์แนวดิ่ง และงานที่ 3 ใช้การวิเคราะห์แนวนอน
  • ค. งานที่ 1 ใช้การวิเคราะห์แนวนอน งานที่ 2 ใช้การวิเคราะห์แนวดิ่ง และงานที่ 3 ใช้การวิเคราะห์อัตราส่วน ✓
  • ง. งานที่ 1 ใช้การวิเคราะห์แนวนอน งานที่ 2 ใช้การวิเคราะห์อัตราส่วน และงานที่ 3 ใช้การวิเคราะห์แนวดิ่ง

Explanation: คำตอบที่ถูก: "งานที่ 1 ใช้การวิเคราะห์แนวนอน งานที่ 2 ใช้การวิเคราะห์แนวดิ่ง และงานที่ 3 ใช้การวิเคราะห์อัตราส่วน" การวิเคราะห์แนวนอนเหมาะกับการเปรียบเทียบรายการเดียวกันต่างงวดเวลา การวิเคราะห์แนวดิ่งเหมาะกับการเปรียบเทียบรายการต่าง ๆ ในงวดเดียวกันกับยอดรวม 100% และการวิเคราะห์อัตราส่วนใช้พิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างรายการ ตามหัวข้อเครื่องมือหลัก 3 อย่าง ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "งานที่ 1 ใช้การวิเคราะห์แนวดิ่ง งานที่ 2 ใช้การวิเคราะห์แนวนอน และงานที่ 3 ใช้การวิเคราะห์อัตราส่วน" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า การวิเคราะห์แนวนอนใช้เปรียบเทียบตัวเลขรายการเดียวกันต่างงวดเวลา ส่วนการวิเคราะห์แนวดิ่งใช้เปรียบเทียบรายการต่าง ๆ ในงวดเดียวกันกับยอดรวมที่ตั้งเป็น 100% • "งานที่ 1 ใช้การวิเคราะห์อัตราส่วน งานที่ 2 ใช้การวิเคราะห์แนวดิ่ง และงานที่ 3 ใช้การวิเคราะห์แนวนอน" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า การวิเคราะห์แนวนอนใช้เปรียบเทียบรายการเดียวกันต่างงวดเวลา ส่วนการวิเคราะห์อัตราส่วนใช้พิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างรายการ • "งานที่ 1 ใช้การวิเคราะห์แนวนอน งานที่ 2 ใช้การวิเคราะห์อัตราส่วน และงานที่ 3 ใช้การวิเคราะห์แนวดิ่ง" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า การวิเคราะห์แนวดิ่งใช้กับรายการต่าง ๆ ในงวดเดียวกันเทียบยอดรวม 100% ส่วนการวิเคราะห์อัตราส่วนใช้พิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างรายการ อ้างอิงตัวบท หัวข้อ 1.4 เครื่องมือหลัก 3 อย่าง (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “การวิเคราะห์แนวนอน (Horizontal Analysis) | ตัวเลขรายการเดียวกัน ต่างงวดเวลา” หัวข้อ 1.4 เครื่องมือหลัก 3 อย่าง (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “การวิเคราะห์แนวดิ่ง (Vertical Analysis) | รายการต่าง ๆ ในงวดเดียวกัน เทียบกับยอดรวมที่ตั้งเป็น 100%” หัวข้อ 1.4 เครื่องมือหลัก 3 อย่าง (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “การวิเคราะห์อัตราส่วน (Ratio Analysis) | ความสัมพันธ์ระหว่างรายการ”

หัวข้อ 1.4 เครื่องมือหลัก 3 อย่าง (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “การวิเคราะห์แนวนอน (Horizontal Analysis) | ตัวเลขรายการเดียวกัน ต่างงวดเวลา”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q8
fs_analysis
medium
understand
Human Approved
Confidence: —%

ในการวิเคราะห์งบการเงิน ข้อใดอธิบายการวิเคราะห์แนวนอนและการวิเคราะห์แนวโน้ม รวมถึงปัญหาของปีฐานที่เป็นศูนย์หรือติดลบได้ถูกต้อง

  • ก. แนวนอนเปรียบเทียบจำนวนปีปัจจุบันกับปีฐาน ส่วนแนวโน้มตั้งปีฐานเป็น 100 เพื่อเทียบปีอื่น และปีฐานที่เป็นศูนย์หรือติดลบยังใช้คำนวณร้อยละการเปลี่ยนแปลงได้ตามปกติ
  • ข. แนวนอนเปรียบเทียบจำนวนปีปัจจุบันกับค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม ส่วนแนวโน้มตั้งปีฐานเป็น 100 เพื่อเทียบปีอื่น และปีฐานที่เป็นศูนย์หรือติดลบทำให้คำนวณร้อยละการเปลี่ยนแปลงให้มีความหมายไม่ได้
  • ค. แนวนอนเปรียบเทียบจำนวนปีปัจจุบันกับปีฐาน ส่วนแนวโน้มเปรียบเทียบแต่ละปีกับปีก่อนหน้า และปีฐานที่เป็นศูนย์หรือติดลบทำให้คำนวณร้อยละการเปลี่ยนแปลงให้มีความหมายไม่ได้
  • ง. แนวนอนเปรียบเทียบจำนวนปีปัจจุบันกับปีฐาน ส่วนแนวโน้มตั้งปีฐานเป็น 100 เพื่อเทียบปีอื่น และปีฐานที่เป็นศูนย์หรือติดลบทำให้คำนวณร้อยละการเปลี่ยนแปลงให้มีความหมายไม่ได้ ✓

Explanation: คำตอบที่ถูก: "แนวนอนเปรียบเทียบจำนวนปีปัจจุบันกับปีฐาน ส่วนแนวโน้มตั้งปีฐานเป็น 100 เพื่อเทียบปีอื่น และปีฐานที่เป็นศูนย์หรือติดลบทำให้คำนวณร้อยละการเปลี่ยนแปลงให้มีความหมายไม่ได้" ตามหัวข้อ 1.5 การวิเคราะห์แนวนอนหารผลต่างระหว่างจำนวนปีปัจจุบันกับปีฐานด้วยจำนวนปีฐาน ส่วนการวิเคราะห์แนวโน้มกำหนดปีฐานเป็น 100 แล้วเทียบปีอื่นกับปีฐาน ดังนั้นเมื่อปีฐานเป็นศูนย์หรือติดลบ ร้อยละการเปลี่ยนแปลงจึงไม่สามารถคำนวณให้มีความหมายได้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "แนวนอนเปรียบเทียบจำนวนปีปัจจุบันกับปีฐาน ส่วนแนวโน้มตั้งปีฐานเป็น 100 เพื่อเทียบปีอื่น และปีฐานที่เป็นศูนย์หรือติดลบยังใช้คำนวณร้อยละการเปลี่ยนแปลงได้ตามปกติ" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าถ้าปีฐานเป็นศูนย์หรือติดลบ จะคำนวณร้อยละการเปลี่ยนแปลงให้มีความหมายไม่ได้ • "แนวนอนเปรียบเทียบจำนวนปีปัจจุบันกับค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม ส่วนแนวโน้มตั้งปีฐานเป็น 100 เพื่อเทียบปีอื่น และปีฐานที่เป็นศูนย์หรือติดลบทำให้คำนวณร้อยละการเปลี่ยนแปลงให้มีความหมายไม่ได้" ผิด: สูตรร้อยละการเปลี่ยนแปลงของการวิเคราะห์แนวนอนใช้จำนวนปีปัจจุบันและจำนวนปีฐาน ไม่ได้ใช้ค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมแทนปีฐาน • "แนวนอนเปรียบเทียบจำนวนปีปัจจุบันกับปีฐาน ส่วนแนวโน้มเปรียบเทียบแต่ละปีกับปีก่อนหน้า และปีฐานที่เป็นศูนย์หรือติดลบทำให้คำนวณร้อยละการเปลี่ยนแปลงให้มีความหมายไม่ได้" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุให้ตั้งปีฐานเป็น 100 แล้วคิดปีอื่นเป็นดัชนีเทียบปีฐาน ไม่ใช่เทียบกับปีก่อนหน้า อ้างอิงตัวบท หัวข้อ 1.5 การวิเคราะห์แนวนอนและแนวโน้ม (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “ร้อยละการเปลี่ยนแปลง = (จำนวนปีปัจจุบัน − จำนวนปีฐาน) ÷ จำนวนปีฐาน × 100” หัวข้อ 1.5 การวิเคราะห์แนวนอนและแนวโน้ม (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “การวิเคราะห์แนวโน้ม (Trend): ตั้งปีฐาน = 100 แล้วคิดปีอื่นเป็นดัชนีเทียบปีฐาน” หัวข้อ 1.5 การวิเคราะห์แนวนอนและแนวโน้ม (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “ถ้าปีฐานเป็นศูนย์หรือติดลบ คำนวณร้อยละการเปลี่ยนแปลงให้มีความหมายไม่ได้”

หัวข้อ 1.5 การวิเคราะห์แนวนอนและแนวโน้ม (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “ร้อยละการเปลี่ยนแปลง = (จำนวนปีปัจจุบัน − จำนวนปีฐาน) ÷ จำนวนปีฐาน × 100”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q9
fs_analysis
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ในการวิเคราะห์แนวดิ่ง ยอดใดกำหนดให้เท่ากับ 100% สำหรับงบแสดงฐานะการเงินและงบกำไรขาดทุน ตามลำดับ

  • ก. สินทรัพย์รวม และขายสุทธิ ✓
  • ข. ส่วนของเจ้าของรวม และกำไรสุทธิ
  • ค. สินทรัพย์หมุนเวียน และกำไรขั้นต้น
  • ง. หนี้สินรวม และต้นทุนขาย

Explanation: คำตอบที่ถูก: "สินทรัพย์รวม และขายสุทธิ" ตามหัวข้อ 1.6 การวิเคราะห์แนวดิ่งกำหนดให้สินทรัพย์รวมในงบแสดงฐานะการเงินเท่ากับ 100% และขายสุทธิในงบกำไรขาดทุนเท่ากับ 100% ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ส่วนของเจ้าของรวม และกำไรสุทธิ" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดฐาน 100% เป็นสินทรัพย์รวมสำหรับงบแสดงฐานะการเงิน และขายสุทธิสำหรับงบกำไรขาดทุน • "สินทรัพย์หมุนเวียน และกำไรขั้นต้น" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้สินทรัพย์รวมและขายสุทธิเป็นยอดฐาน 100% ไม่ใช่สินทรัพย์หมุนเวียนและกำไรขั้นต้น • "หนี้สินรวม และต้นทุนขาย" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุให้งบแสดงฐานะการเงินใช้สินทรัพย์รวม และงบกำไรขาดทุนใช้ขายสุทธิเป็นยอดฐาน 100% อ้างอิงตัวบท หัวข้อ 1.6 การวิเคราะห์แนวดิ่ง (งบการเงินร้อยละ) (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “งบแสดงฐานะการเงิน: ให้ สินทรัพย์รวม = 100%” หัวข้อ 1.6 การวิเคราะห์แนวดิ่ง (งบการเงินร้อยละ) (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “งบกำไรขาดทุน: ให้ ขายสุทธิ (รายได้จากการขาย) = 100%”

หัวข้อ 1.6 การวิเคราะห์แนวดิ่ง (งบการเงินร้อยละ) (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “งบแสดงฐานะการเงิน: ให้ สินทรัพย์รวม = 100%”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q10
fs_analysis
medium
understand
Human Approved
Confidence: —%

เหตุใดงบการเงินร้อยละจากการวิเคราะห์แนวดิ่งจึงช่วยให้เปรียบเทียบกิจการที่มีขนาดต่างกันได้

  • ก. เพราะกำหนดกำไรสุทธิเป็นฐาน 100% แล้วเปรียบเทียบต้นทุนและค่าใช้จ่าย
  • ข. เพราะแปลงแต่ละรายการเป็นร้อยละของยอดฐาน 100% จึงเปรียบเทียบกิจการต่างขนาดกันได้ ✓
  • ค. เพราะกำหนดสินทรัพย์แต่ละรายการเป็นฐาน 100% แล้วเปรียบเทียบกับหนี้สินรวม
  • ง. เพราะแปลงยอดเงินของแต่ละกิจการให้เป็นจำนวนเงินเท่ากันก่อนนำมาเปรียบเทียบ

Explanation: คำตอบที่ถูก: "เพราะแปลงแต่ละรายการเป็นร้อยละของยอดฐาน 100% จึงเปรียบเทียบกิจการต่างขนาดกันได้" การวิเคราะห์แนวดิ่งแปลงรายการในงบการเงินเป็นร้อยละของยอดฐาน 100% จึงทำให้สามารถเปรียบเทียบกิจการที่มีขนาดต่างกันได้ ตามหัวข้อการวิเคราะห์แนวดิ่ง ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เพราะกำหนดกำไรสุทธิเป็นฐาน 100% แล้วเปรียบเทียบต้นทุนและค่าใช้จ่าย" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ขายสุทธิเป็น 100% แล้วคิดต้นทุนขาย ค่าใช้จ่าย และกำไรเป็นร้อยละของขายสุทธิ • "เพราะกำหนดสินทรัพย์แต่ละรายการเป็นฐาน 100% แล้วเปรียบเทียบกับหนี้สินรวม" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้สินทรัพย์รวมเป็น 100% แล้วจึงคิดแต่ละรายการเป็นร้อยละของยอดนั้น • "เพราะแปลงยอดเงินของแต่ละกิจการให้เป็นจำนวนเงินเท่ากันก่อนนำมาเปรียบเทียบ" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าแปลงแต่ละรายการเป็นร้อยละ ไม่ใช่แปลงให้เป็นจำนวนเงินเท่ากัน อ้างอิงตัวบท หัวข้อ 1.6 การวิเคราะห์แนวดิ่ง (งบการเงินร้อยละ) (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “ให้ สินทรัพย์รวม = 100% (และหนี้สินรวมส่วนของเจ้าของ = 100%) แล้วคิดแต่ละรายการเป็นร้อยละของยอดนั้น” หัวข้อ 1.6 การวิเคราะห์แนวดิ่ง (งบการเงินร้อยละ) (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “ให้ ขายสุทธิ (รายได้จากการขาย) = 100% แล้วคิดต้นทุนขาย ค่าใช้จ่าย กำไร เป็นร้อยละของขายสุทธิ” หัวข้อ 1.6 การวิเคราะห์แนวดิ่ง (งบการเงินร้อยละ) (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “ประโยชน์: เทียบกิจการต่างขนาดกันได้ เพราะแปลงเป็นร้อยละแล้ว”

หัวข้อ 1.6 การวิเคราะห์แนวดิ่ง (งบการเงินร้อยละ) (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “ให้ สินทรัพย์รวม = 100% (และหนี้สินรวมส่วนของเจ้าของ = 100%) แล้วคิดแต่ละรายการเป็นร้อยละของยอดนั้น”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q11
fs_analysis
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ในการวิเคราะห์งบการเงิน อัตราส่วนทุนหมุนเวียนเร็วตัดรายการใดออกจากสินทรัพย์หมุนเวียน และเพราะเหตุใด

  • ก. ตัดเงินลงทุนระยะสั้นออก เพราะเป็นรายการที่เปลี่ยนเป็นเงินสดช้าที่สุด
  • ข. ตัดลูกหนี้ออก เพราะเป็นรายการที่เปลี่ยนเป็นเงินสดช้าที่สุด
  • ค. ตัดสินค้าคงเหลือออก เพราะเป็นรายการที่เปลี่ยนเป็นเงินสดช้าที่สุด ✓
  • ง. ตัดเงินสดออก เพราะเป็นรายการที่เปลี่ยนเป็นเงินสดช้าที่สุด

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ตัดสินค้าคงเหลือออก เพราะเป็นรายการที่เปลี่ยนเป็นเงินสดช้าที่สุด" อัตราส่วนทุนหมุนเวียนเร็วคำนวณจาก (สินทรัพย์หมุนเวียน − สินค้าคงเหลือ) ÷ หนี้สินหมุนเวียน โดยเข้มกว่าอัตราส่วนทุนหมุนเวียนเพราะตัดสินค้าคงเหลือซึ่งเปลี่ยนเป็นเงินสดช้าที่สุดออก ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ตัดเงินลงทุนระยะสั้นออก เพราะเป็นรายการที่เปลี่ยนเป็นเงินสดช้าที่สุด" ผิด: สูตรที่กำหนดตัดสินค้าคงเหลือออก และสูตรทางเลือกที่ยกมายังรวมเงินลงทุนระยะสั้นไว้ • "ตัดลูกหนี้ออก เพราะเป็นรายการที่เปลี่ยนเป็นเงินสดช้าที่สุด" ผิด: สูตรระบุให้หักสินค้าคงเหลือจากสินทรัพย์หมุนเวียน และระบุว่าสินค้าคงเหลือเปลี่ยนเป็นเงินสดช้าที่สุด • "ตัดเงินสดออก เพราะเป็นรายการที่เปลี่ยนเป็นเงินสดช้าที่สุด" ผิด: สูตรที่กำหนดตัดสินค้าคงเหลือออก และสูตรทางเลือกที่ยกมายังรวมเงินสดไว้ อ้างอิงตัวบท หัวข้อ 1.7 (1) สภาพคล่อง (Liquidity) — จ่ายหนี้ระยะสั้นได้หรือไม่ (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “เพราะตัดสินค้าคงเหลือซึ่งเปลี่ยนเป็นเงินสดช้าที่สุดออก”

หัวข้อ 1.7 (1) สภาพคล่อง (Liquidity) — จ่ายหนี้ระยะสั้นได้หรือไม่ (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “เพราะตัดสินค้าคงเหลือซึ่งเปลี่ยนเป็นเงินสดช้าที่สุดออก”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q12
fs_analysis
medium
understand
Human Approved
Confidence: —%

ในการวิเคราะห์สภาพคล่อง ข้อใดอธิบายความแตกต่างระหว่างเงินทุนหมุนเวียนกับอัตราส่วนทุนหมุนเวียนได้ถูกต้อง

  • ก. เงินทุนหมุนเวียนใช้สินทรัพย์หมุนเวียนลบหนี้สินหมุนเวียน มีหน่วยเป็นเท่า ส่วนอัตราส่วนทุนหมุนเวียนใช้การหารและมีหน่วยเป็นบาท
  • ข. เงินทุนหมุนเวียนใช้สินทรัพย์หมุนเวียนหักสินค้าคงเหลือแล้วหารหนี้สินหมุนเวียน ส่วนอัตราส่วนทุนหมุนเวียนใช้สินทรัพย์หมุนเวียนลบหนี้สินหมุนเวียน
  • ค. เงินทุนหมุนเวียนใช้สินทรัพย์หมุนเวียนหารหนี้สินหมุนเวียน มีหน่วยเป็นเท่า ส่วนอัตราส่วนทุนหมุนเวียนใช้การลบและมีหน่วยเป็นบาท
  • ง. เงินทุนหมุนเวียนใช้สินทรัพย์หมุนเวียนลบหนี้สินหมุนเวียน มีหน่วยเป็นบาท ส่วนอัตราส่วนทุนหมุนเวียนใช้การหารและมีหน่วยเป็นเท่า ✓

Explanation: คำตอบที่ถูก: "เงินทุนหมุนเวียนใช้สินทรัพย์หมุนเวียนลบหนี้สินหมุนเวียน มีหน่วยเป็นบาท ส่วนอัตราส่วนทุนหมุนเวียนใช้การหารและมีหน่วยเป็นเท่า" ตามหัวข้อ 1.7 (1) เงินทุนหมุนเวียนเป็นจำนวนเงิน คำนวณจากสินทรัพย์หมุนเวียน − หนี้สินหมุนเวียน และมีหน่วยเป็นบาท ขณะที่อัตราส่วนทุนหมุนเวียนคำนวณจากสินทรัพย์หมุนเวียน ÷ หนี้สินหมุนเวียน และมีหน่วยเป็นเท่า ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เงินทุนหมุนเวียนใช้สินทรัพย์หมุนเวียนลบหนี้สินหมุนเวียน มีหน่วยเป็นเท่า ส่วนอัตราส่วนทุนหมุนเวียนใช้การหารและมีหน่วยเป็นบาท" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าเงินทุนหมุนเวียนมีหน่วยเป็นบาทและเป็นจำนวนเงิน ไม่ใช่อัตราส่วน ขณะที่อัตราส่วนทุนหมุนเวียนมีหน่วยเป็นเท่า • "เงินทุนหมุนเวียนใช้สินทรัพย์หมุนเวียนหักสินค้าคงเหลือแล้วหารหนี้สินหมุนเวียน ส่วนอัตราส่วนทุนหมุนเวียนใช้สินทรัพย์หมุนเวียนลบหนี้สินหมุนเวียน" ผิด: สูตรที่หักสินค้าคงเหลือแล้วหารหนี้สินหมุนเวียนเป็นอัตราส่วนทุนหมุนเวียนเร็ว ส่วนเงินทุนหมุนเวียนต้องใช้สินทรัพย์หมุนเวียนลบหนี้สินหมุนเวียน • "เงินทุนหมุนเวียนใช้สินทรัพย์หมุนเวียนหารหนี้สินหมุนเวียน มีหน่วยเป็นเท่า ส่วนอัตราส่วนทุนหมุนเวียนใช้การลบและมีหน่วยเป็นบาท" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดว่าเงินทุนหมุนเวียนใช้สินทรัพย์หมุนเวียนลบหนี้สินหมุนเวียนและมีหน่วยเป็นบาท ส่วนอัตราส่วนทุนหมุนเวียนใช้การหารและมีหน่วยเป็นเท่า อ้างอิงตัวบท หัวข้อ 1.7 (1) สภาพคล่อง (Liquidity) — จ่ายหนี้ระยะสั้นได้หรือไม่ (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “เงินทุนหมุนเวียน (Working Capital) | สินทรัพย์หมุนเวียน − หนี้สินหมุนเวียน” หัวข้อ 1.7 (1) สภาพคล่อง (Liquidity) — จ่ายหนี้ระยะสั้นได้หรือไม่ (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “เงินทุนหมุนเวียน (Working Capital) | สินทรัพย์หมุนเวียน − หนี้สินหมุนเวียน | บาท” หัวข้อ 1.7 (1) สภาพคล่อง (Liquidity) — จ่ายหนี้ระยะสั้นได้หรือไม่ (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “อัตราส่วนทุนหมุนเวียน (Current Ratio) | สินทรัพย์หมุนเวียน ÷ หนี้สินหมุนเวียน” หัวข้อ 1.7 (1) สภาพคล่อง (Liquidity) — จ่ายหนี้ระยะสั้นได้หรือไม่ (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “อัตราส่วนทุนหมุนเวียน (Current Ratio) | สินทรัพย์หมุนเวียน ÷ หนี้สินหมุนเวียน | เท่า”

หัวข้อ 1.7 (1) สภาพคล่อง (Liquidity) — จ่ายหนี้ระยะสั้นได้หรือไม่ (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “เงินทุนหมุนเวียน (Working Capital) | สินทรัพย์หมุนเวียน − หนี้สินหมุนเวียน”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q13
fs_analysis
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ในการวิเคราะห์งบการเงิน ตัวเลขใดเป็นตัวตั้งของอัตราการหมุนของสินค้าคงเหลือและอัตราการหมุนของลูกหนี้ ตามลำดับ

  • ก. ต้นทุนขาย และขายเชื่อสุทธิ ✓
  • ข. ซื้อเชื่อสุทธิ และขายสุทธิ
  • ค. ขายเชื่อสุทธิ และซื้อเชื่อสุทธิ
  • ง. ขายสุทธิ และต้นทุนขาย

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ต้นทุนขาย และขายเชื่อสุทธิ" ตามหัวข้อ 1.7 (2) อัตราการหมุนของสินค้าคงเหลือคำนวณจากต้นทุนขายหารด้วยสินค้าคงเหลือเฉลี่ย ส่วนอัตราการหมุนของลูกหนี้คำนวณจากขายเชื่อสุทธิหารด้วยลูกหนี้การค้าเฉลี่ย ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ซื้อเชื่อสุทธิ และขายสุทธิ" ผิด: ซื้อเชื่อสุทธิเป็นตัวตั้งของอัตราการหมุนของเจ้าหนี้ ไม่ใช่อัตราการหมุนของสินค้าคงเหลือ • "ขายเชื่อสุทธิ และซื้อเชื่อสุทธิ" ผิด: อัตราการหมุนของสินค้าคงเหลือต้องใช้ต้นทุนขาย และอัตราการหมุนของลูกหนี้ใช้ขายเชื่อสุทธิ • "ขายสุทธิ และต้นทุนขาย" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้อัตราการหมุนของสินค้าคงเหลือใช้ต้นทุนขาย และอัตราการหมุนของลูกหนี้ใช้ขายเชื่อสุทธิ อ้างอิงตัวบท หัวข้อ 1.7 (2) ประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์ (Activity / Asset Management) (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “อัตราการหมุนของสินค้าคงเหลือ (Inventory Turnover) | ต้นทุนขาย ÷ สินค้าคงเหลือเฉลี่ย” หัวข้อ 1.7 (2) ประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์ (Activity / Asset Management) (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “อัตราการหมุนของลูกหนี้ (Receivable Turnover) | ขายเชื่อสุทธิ ÷ ลูกหนี้การค้าเฉลี่ย”

หัวข้อ 1.7 (2) ประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์ (Activity / Asset Management) (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “อัตราการหมุนของสินค้าคงเหลือ (Inventory Turnover) | ต้นทุนขาย ÷ สินค้าคงเหลือเฉลี่ย”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q14
fs_analysis
medium
understand
Human Approved
Confidence: —%

ในการวิเคราะห์ประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์ ข้อใดอธิบายความหมายของค่าที่คำนวณได้ถูกต้อง

  • ก. อัตราการหมุนของลูกหนี้และสินค้าคงเหลือยิ่งสูง ยิ่งเก็บเงินและขายสินค้าได้เร็ว ระยะเวลาเก็บหนี้ยิ่งสูงยิ่งดี และวงจรเงินสดยิ่งสั้นยิ่งมีเงินจมน้อย
  • ข. อัตราการหมุนของลูกหนี้และสินค้าคงเหลือยิ่งสูง ยิ่งเก็บเงินและขายสินค้าได้เร็ว ระยะเวลาเก็บหนี้ยิ่งต่ำยิ่งดี และวงจรเงินสดยิ่งสั้นยิ่งมีเงินจมน้อย ✓
  • ค. อัตราการหมุนของลูกหนี้และสินค้าคงเหลือยิ่งสูง ยิ่งเก็บเงินและขายสินค้าได้เร็ว ระยะเวลาเก็บหนี้ยิ่งต่ำยิ่งดี และวงจรเงินสดยิ่งยาวยิ่งมีเงินจมน้อย
  • ง. อัตราการหมุนของลูกหนี้และสินค้าคงเหลือยิ่งต่ำ ยิ่งเก็บเงินและขายสินค้าได้เร็ว ระยะเวลาเก็บหนี้ยิ่งต่ำยิ่งดี และวงจรเงินสดยิ่งสั้นยิ่งมีเงินจมน้อย

Explanation: คำตอบที่ถูก: "อัตราการหมุนของลูกหนี้และสินค้าคงเหลือยิ่งสูง ยิ่งเก็บเงินและขายสินค้าได้เร็ว ระยะเวลาเก็บหนี้ยิ่งต่ำยิ่งดี และวงจรเงินสดยิ่งสั้นยิ่งมีเงินจมน้อย" ตามหัวข้อ 1.7 (2) อัตราการหมุนของลูกหนี้และสินค้าคงเหลือควรอ่านค่าสูงว่าเก็บเงินหรือขายสินค้าได้เร็ว ระยะเวลาเก็บหนี้ต่ำเป็นผลดี และวงจรเงินสดสั้นหมายถึงเงินจมน้อย ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "อัตราการหมุนของลูกหนี้และสินค้าคงเหลือยิ่งสูง ยิ่งเก็บเงินและขายสินค้าได้เร็ว ระยะเวลาเก็บหนี้ยิ่งสูงยิ่งดี และวงจรเงินสดยิ่งสั้นยิ่งมีเงินจมน้อย" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าระยะเวลาเก็บหนี้เฉลี่ยต่ำจึงดี ไม่ใช่ยิ่งสูงยิ่งดี • "อัตราการหมุนของลูกหนี้และสินค้าคงเหลือยิ่งสูง ยิ่งเก็บเงินและขายสินค้าได้เร็ว ระยะเวลาเก็บหนี้ยิ่งต่ำยิ่งดี และวงจรเงินสดยิ่งยาวยิ่งมีเงินจมน้อย" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าวงจรเงินสดสั้นหมายถึงเงินจมน้อย ไม่ใช่วงจรเงินสดยาว • "อัตราการหมุนของลูกหนี้และสินค้าคงเหลือยิ่งต่ำ ยิ่งเก็บเงินและขายสินค้าได้เร็ว ระยะเวลาเก็บหนี้ยิ่งต่ำยิ่งดี และวงจรเงินสดยิ่งสั้นยิ่งมีเงินจมน้อย" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าอัตราการหมุนของลูกหนี้สูงหมายถึงเก็บเงินได้เร็ว และอัตราการหมุนของสินค้าคงเหลือสูงหมายถึงขายได้เร็ว อ้างอิงตัวบท หัวข้อ 1.7 (2) ประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์ (Activity / Asset Management) (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “อัตราการหมุนของลูกหนี้ (Receivable Turnover) | ขายเชื่อสุทธิ ÷ ลูกหนี้การค้าเฉลี่ย | ครั้ง | สูง = เก็บเงินได้เร็ว” หัวข้อ 1.7 (2) ประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์ (Activity / Asset Management) (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “อัตราการหมุนของสินค้าคงเหลือ (Inventory Turnover) | ต้นทุนขาย ÷ สินค้าคงเหลือเฉลี่ย | ครั้ง | สูง = ขายได้เร็ว” หัวข้อ 1.7 (2) ประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์ (Activity / Asset Management) (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “ระยะเวลาเก็บหนี้เฉลี่ย (Collection Period) | 365 ÷ อัตราการหมุนของลูกหนี้ | วัน | ต่ำ = ดี” หัวข้อ 1.7 (2) ประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์ (Activity / Asset Management) (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “วงจรเงินสด (Cash Cycle) | ระยะเวลาขายสินค้า + ระยะเวลาเก็บหนี้ − ระยะเวลาชำระหนี้ | วัน | สั้น = เงินจมน้อย”

หัวข้อ 1.7 (2) ประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์ (Activity / Asset Management) (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “อัตราการหมุนของลูกหนี้ (Receivable Turnover) | ขายเชื่อสุทธิ ÷ ลูกหนี้การค้าเฉลี่ย | ครั้ง | สูง = เก็บเงินได้เร็ว”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q15
fs_analysis
medium
understand
Human Approved
Confidence: —%

ในการวิเคราะห์งบการเงิน ข้อใดอธิบายความหมายของอัตราส่วนการก่อหนี้และความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ยได้ถูกต้อง

  • ก. Debt Ratio หรือ D/E สูง หมายถึงความเสี่ยงต่ำ ขณะที่ Times Interest Earned สูง หมายถึงจ่ายดอกเบี้ยได้ลำบาก
  • ข. Debt Ratio หรือ D/E สูง หมายถึงความเสี่ยงสูง ขณะที่ Times Interest Earned สูง หมายถึงจ่ายดอกเบี้ยได้ลำบาก
  • ค. Debt Ratio หรือ D/E สูง หมายถึงความเสี่ยงสูง ขณะที่ Times Interest Earned สูง หมายถึงจ่ายดอกเบี้ยได้สบาย ✓
  • ง. Debt Ratio หรือ D/E สูง หมายถึงความเสี่ยงต่ำ ขณะที่ Times Interest Earned สูง หมายถึงจ่ายดอกเบี้ยได้สบาย

Explanation: คำตอบที่ถูก: "Debt Ratio หรือ D/E สูง หมายถึงความเสี่ยงสูง ขณะที่ Times Interest Earned สูง หมายถึงจ่ายดอกเบี้ยได้สบาย" ตามหัวข้อการก่อหนี้และโครงสร้างเงินทุน Debt Ratio และ D/E ที่สูงแสดงถึงความเสี่ยงสูง ส่วน Times Interest Earned ที่สูงแสดงว่าสามารถจ่ายดอกเบี้ยได้สบาย ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "Debt Ratio หรือ D/E สูง หมายถึงความเสี่ยงต่ำ ขณะที่ Times Interest Earned สูง หมายถึงจ่ายดอกเบี้ยได้ลำบาก" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า Debt Ratio และ D/E สูงหมายถึงเสี่ยงสูง ส่วน Times Interest Earned สูงหมายถึงจ่ายดอกเบี้ยได้สบาย • "Debt Ratio หรือ D/E สูง หมายถึงความเสี่ยงสูง ขณะที่ Times Interest Earned สูง หมายถึงจ่ายดอกเบี้ยได้ลำบาก" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า Times Interest Earned สูงหมายถึงจ่ายดอกเบี้ยได้สบาย • "Debt Ratio หรือ D/E สูง หมายถึงความเสี่ยงต่ำ ขณะที่ Times Interest Earned สูง หมายถึงจ่ายดอกเบี้ยได้สบาย" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า Debt Ratio สูงหมายถึงเสี่ยงสูงเพราะใช้เงินกู้มาก และ D/E สูงหมายถึงเสี่ยงสูง อ้างอิงตัวบท หัวข้อ 1.7 (3) การก่อหนี้ / โครงสร้างเงินทุน (Leverage) (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “อัตราส่วนหนี้สินต่อสินทรัพย์รวม (Debt Ratio) | หนี้สินรวม ÷ สินทรัพย์รวม × 100 | % | สูง = เสี่ยงสูง” หัวข้อ 1.7 (3) การก่อหนี้ / โครงสร้างเงินทุน (Leverage) (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของเจ้าของ (D/E Ratio) | หนี้สินรวม ÷ ส่วนของเจ้าของ | เท่า | สูง = เสี่ยงสูง” หัวข้อ 1.7 (3) การก่อหนี้ / โครงสร้างเงินทุน (Leverage) (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “ความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ย (Times Interest Earned) | กำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษี (EBIT) ÷ ดอกเบี้ยจ่าย | เท่า | สูง = จ่ายดอกเบี้ยได้สบาย”

หัวข้อ 1.7 (3) การก่อหนี้ / โครงสร้างเงินทุน (Leverage) (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “อัตราส่วนหนี้สินต่อสินทรัพย์รวม (Debt Ratio) | หนี้สินรวม ÷ สินทรัพย์รวม × 100 | % | สูง = เสี่ยงสูง”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q16
fs_analysis
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ในการวิเคราะห์ความสามารถในการทำกำไร ข้อใดระบุสูตรอัตรากำไรขั้นต้น อัตรากำไรสุทธิ ROA และ ROE ได้ถูกต้องครบถ้วน

  • ก. กำไรขั้นต้น = (ขายสุทธิ − ต้นทุนขาย) ÷ ขายสุทธิ × 100; กำไรสุทธิ = กำไรสุทธิ ÷ ขายสุทธิ × 100; ROA = กำไรสุทธิ ÷ ส่วนของเจ้าของเฉลี่ย × 100; ROE = กำไรสุทธิ ÷ สินทรัพย์รวมเฉลี่ย × 100
  • ข. กำไรขั้นต้น = (ขายสุทธิ − ต้นทุนขาย) ÷ ขายสุทธิ × 100; กำไรสุทธิ = EBIT ÷ ขายสุทธิ × 100; ROA = กำไรสุทธิ ÷ สินทรัพย์รวมเฉลี่ย × 100; ROE = กำไรสุทธิ ÷ ส่วนของเจ้าของเฉลี่ย × 100
  • ค. กำไรขั้นต้น = (ขายสุทธิ − ต้นทุนขาย) ÷ ต้นทุนขาย × 100; กำไรสุทธิ = กำไรสุทธิ ÷ ขายสุทธิ × 100; ROA = กำไรสุทธิ ÷ สินทรัพย์รวมเฉลี่ย × 100; ROE = กำไรสุทธิ ÷ ส่วนของเจ้าของเฉลี่ย × 100
  • ง. กำไรขั้นต้น = (ขายสุทธิ − ต้นทุนขาย) ÷ ขายสุทธิ × 100; กำไรสุทธิ = กำไรสุทธิ ÷ ขายสุทธิ × 100; ROA = กำไรสุทธิ ÷ สินทรัพย์รวมเฉลี่ย × 100; ROE = กำไรสุทธิ ÷ ส่วนของเจ้าของเฉลี่ย × 100 ✓

Explanation: คำตอบที่ถูก: "กำไรขั้นต้น = (ขายสุทธิ − ต้นทุนขาย) ÷ ขายสุทธิ × 100; กำไรสุทธิ = กำไรสุทธิ ÷ ขายสุทธิ × 100; ROA = กำไรสุทธิ ÷ สินทรัพย์รวมเฉลี่ย × 100; ROE = กำไรสุทธิ ÷ ส่วนของเจ้าของเฉลี่ย × 100" สูตรที่ถูกต้องคือ อัตรากำไรขั้นต้น = (ขายสุทธิ − ต้นทุนขาย) ÷ ขายสุทธิ × 100, อัตรากำไรสุทธิ = กำไรสุทธิ ÷ ขายสุทธิ × 100, ROA = กำไรสุทธิ ÷ สินทรัพย์รวม (เฉลี่ย) × 100 และ ROE = กำไรสุทธิ ÷ ส่วนของเจ้าของ (เฉลี่ย) × 100 ตามหัวข้อความสามารถในการทำกำไร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "กำไรขั้นต้น = (ขายสุทธิ − ต้นทุนขาย) ÷ ขายสุทธิ × 100; กำไรสุทธิ = กำไรสุทธิ ÷ ขายสุทธิ × 100; ROA = กำไรสุทธิ ÷ ส่วนของเจ้าของเฉลี่ย × 100; ROE = กำไรสุทธิ ÷ สินทรัพย์รวมเฉลี่ย × 100" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ ROA หารด้วยสินทรัพย์รวม (เฉลี่ย) และ ROE หารด้วยส่วนของเจ้าของ (เฉลี่ย) • "กำไรขั้นต้น = (ขายสุทธิ − ต้นทุนขาย) ÷ ขายสุทธิ × 100; กำไรสุทธิ = EBIT ÷ ขายสุทธิ × 100; ROA = กำไรสุทธิ ÷ สินทรัพย์รวมเฉลี่ย × 100; ROE = กำไรสุทธิ ÷ ส่วนของเจ้าของเฉลี่ย × 100" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าอัตรากำไรสุทธิใช้กำไรสุทธิหารด้วยขายสุทธิ ส่วน EBIT ใช้สำหรับอัตรากำไรจากการดำเนินงาน • "กำไรขั้นต้น = (ขายสุทธิ − ต้นทุนขาย) ÷ ต้นทุนขาย × 100; กำไรสุทธิ = กำไรสุทธิ ÷ ขายสุทธิ × 100; ROA = กำไรสุทธิ ÷ สินทรัพย์รวมเฉลี่ย × 100; ROE = กำไรสุทธิ ÷ ส่วนของเจ้าของเฉลี่ย × 100" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าอัตรากำไรขั้นต้นต้องหารด้วยขายสุทธิ ไม่ใช่ต้นทุนขาย อ้างอิงตัวบท หัวข้อ 1.7 (4) ความสามารถในการทำกำไร (Profitability) (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) | (ขายสุทธิ − ต้นทุนขาย) ÷ ขายสุทธิ × 100” หัวข้อ 1.7 (4) ความสามารถในการทำกำไร (Profitability) (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “อัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) | กำไรสุทธิ ÷ ขายสุทธิ × 100” หัวข้อ 1.7 (4) ความสามารถในการทำกำไร (Profitability) (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ (ROA) | กำไรสุทธิ ÷ สินทรัพย์รวม (เฉลี่ย) × 100” หัวข้อ 1.7 (4) ความสามารถในการทำกำไร (Profitability) (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “อัตราผลตอบแทนจากส่วนของเจ้าของ (ROE) | กำไรสุทธิ ÷ ส่วนของเจ้าของ (เฉลี่ย) × 100”

หัวข้อ 1.7 (4) ความสามารถในการทำกำไร (Profitability) (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) | (ขายสุทธิ − ต้นทุนขาย) ÷ ขายสุทธิ × 100”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q17
fs_analysis
medium
understand
Human Approved
Confidence: —%

ข้อใดอธิบายองค์ประกอบ 3 ปัจจัยของสมการดูปองท์และสิ่งที่แต่ละปัจจัยแสดงได้ถูกต้อง

  • ก. อัตรากำไรสุทธิแสดงกำไรต่อยอดขาย อัตราการหมุนของสินทรัพย์รวมแสดงการใช้สินทรัพย์ และสินทรัพย์รวมหารส่วนของเจ้าของแสดงการก่อหนี้ ✓
  • ข. อัตรากำไรสุทธิแสดงกำไรต่อยอดขาย อัตราการหมุนของสินทรัพย์รวมแสดงการก่อหนี้ และสินทรัพย์รวมหารส่วนของเจ้าของแสดงการใช้สินทรัพย์
  • ค. อัตรากำไรขั้นต้นแสดงกำไรต่อยอดขาย อัตราการหมุนของสินทรัพย์รวมแสดงการใช้สินทรัพย์ และสินทรัพย์รวมหารส่วนของเจ้าของแสดงการก่อหนี้
  • ง. อัตรากำไรสุทธิแสดงการใช้สินทรัพย์ อัตราการหมุนของสินทรัพย์รวมแสดงกำไรต่อยอดขาย และสินทรัพย์รวมหารส่วนของเจ้าของแสดงการก่อหนี้

Explanation: คำตอบที่ถูก: "อัตรากำไรสุทธิแสดงกำไรต่อยอดขาย อัตราการหมุนของสินทรัพย์รวมแสดงการใช้สินทรัพย์ และสินทรัพย์รวมหารส่วนของเจ้าของแสดงการก่อหนี้" สมการดูปองท์กำหนดว่า ROE เท่ากับอัตรากำไรสุทธิ × อัตราการหมุนของสินทรัพย์รวม × (สินทรัพย์รวม ÷ ส่วนของเจ้าของ) เพื่อแยกว่า ROE มาจากกำไรต่อยอดขาย การใช้สินทรัพย์ หรือการก่อหนี้ ตามลำดับ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "อัตรากำไรสุทธิแสดงกำไรต่อยอดขาย อัตราการหมุนของสินทรัพย์รวมแสดงการก่อหนี้ และสินทรัพย์รวมหารส่วนของเจ้าของแสดงการใช้สินทรัพย์" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าการใช้สินทรัพย์แสดงผ่านอัตราการหมุนของสินทรัพย์รวม ส่วนการก่อหนี้แสดงผ่านสินทรัพย์รวมหารส่วนของเจ้าของ • "อัตรากำไรขั้นต้นแสดงกำไรต่อยอดขาย อัตราการหมุนของสินทรัพย์รวมแสดงการใช้สินทรัพย์ และสินทรัพย์รวมหารส่วนของเจ้าของแสดงการก่อหนี้" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุปัจจัยแรกของสมการดูปองท์ว่าเป็น “อัตรากำไรสุทธิ” ไม่ใช่อัตรากำไรขั้นต้น • "อัตรากำไรสุทธิแสดงการใช้สินทรัพย์ อัตราการหมุนของสินทรัพย์รวมแสดงกำไรต่อยอดขาย และสินทรัพย์รวมหารส่วนของเจ้าของแสดงการก่อหนี้" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าอัตรากำไรสุทธิสัมพันธ์กับกำไรต่อยอดขาย ส่วนอัตราการหมุนของสินทรัพย์รวมสัมพันธ์กับการใช้สินทรัพย์ อ้างอิงตัวบท หัวข้อ 1.7 (4) ความสามารถในการทำกำไร (Profitability) (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “สมการดูปองท์ (DuPont): ROE = อัตรากำไรสุทธิ × อัตราการหมุนของสินทรัพย์รวม × (สินทรัพย์รวม ÷ ส่วนของเจ้าของ) — ใช้แยกว่า ROE สูงมาจากกำไรต่อยอดขาย การใช้สินทรัพย์ หรือการก่อหนี้”

หัวข้อ 1.7 (4) ความสามารถในการทำกำไร (Profitability) (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “สมการดูปองท์ (DuPont): ROE = อัตรากำไรสุทธิ × อัตราการหมุนของสินทรัพย์รวม × (สินทรัพย์รวม ÷ ส่วนของเจ้าของ) — ใช้แยกว่า ROE สูงมาจากกำไรต่อยอดขาย การใช้สินทรัพย์ หรือการก่อหนี้”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q18
fs_analysis
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ในการวิเคราะห์อัตราส่วนมูลค่าตลาดสำหรับบริษัทมหาชน ข้อใดระบุสูตรได้ถูกต้องครบทั้ง 4 อัตราส่วน

  • ก. EPS = (กำไรสุทธิ + เงินปันผลหุ้นบุริมสิทธิ) ÷ จำนวนหุ้นสามัญถัวเฉลี่ย; P/E = ราคาตลาดต่อหุ้น ÷ กำไรต่อหุ้น; Payout Ratio = เงินปันผลต่อหุ้น ÷ กำไรต่อหุ้น × 100; Dividend Yield = เงินปันผลต่อหุ้น ÷ ราคาตลาดต่อหุ้น × 100
  • ข. EPS = (กำไรสุทธิ − เงินปันผลหุ้นบุริมสิทธิ) ÷ จำนวนหุ้นสามัญถัวเฉลี่ย; P/E = ราคาตลาดต่อหุ้น ÷ กำไรต่อหุ้น; Payout Ratio = เงินปันผลต่อหุ้น ÷ กำไรต่อหุ้น × 100; Dividend Yield = เงินปันผลต่อหุ้น ÷ ราคาตลาดต่อหุ้น × 100 ✓
  • ค. EPS = (กำไรสุทธิ − เงินปันผลหุ้นบุริมสิทธิ) ÷ จำนวนหุ้นสามัญถัวเฉลี่ย; P/E = กำไรต่อหุ้น ÷ ราคาตลาดต่อหุ้น; Payout Ratio = เงินปันผลต่อหุ้น ÷ กำไรต่อหุ้น × 100; Dividend Yield = เงินปันผลต่อหุ้น ÷ ราคาตลาดต่อหุ้น × 100
  • ง. EPS = (กำไรสุทธิ − เงินปันผลหุ้นบุริมสิทธิ) ÷ จำนวนหุ้นสามัญถัวเฉลี่ย; P/E = ราคาตลาดต่อหุ้น ÷ กำไรต่อหุ้น; Payout Ratio = เงินปันผลต่อหุ้น ÷ ราคาตลาดต่อหุ้น × 100; Dividend Yield = เงินปันผลต่อหุ้น ÷ กำไรต่อหุ้น × 100

Explanation: คำตอบที่ถูก: "EPS = (กำไรสุทธิ − เงินปันผลหุ้นบุริมสิทธิ) ÷ จำนวนหุ้นสามัญถัวเฉลี่ย; P/E = ราคาตลาดต่อหุ้น ÷ กำไรต่อหุ้น; Payout Ratio = เงินปันผลต่อหุ้น ÷ กำไรต่อหุ้น × 100; Dividend Yield = เงินปันผลต่อหุ้น ÷ ราคาตลาดต่อหุ้น × 100" สูตรที่ถูกต้องในกลุ่มมูลค่าตลาดคือ EPS ใช้กำไรสุทธิหักเงินปันผลหุ้นบุริมสิทธิแล้วหารด้วยจำนวนหุ้นสามัญถัวเฉลี่ย, P/E ใช้ราคาตลาดต่อหุ้นหารด้วยกำไรต่อหุ้น, Payout Ratio ใช้เงินปันผลต่อหุ้นหารด้วยกำไรต่อหุ้น × 100 และ Dividend Yield ใช้เงินปันผลต่อหุ้นหารด้วยราคาตลาดต่อหุ้น × 100 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "EPS = (กำไรสุทธิ + เงินปันผลหุ้นบุริมสิทธิ) ÷ จำนวนหุ้นสามัญถัวเฉลี่ย; P/E = ราคาตลาดต่อหุ้น ÷ กำไรต่อหุ้น; Payout Ratio = เงินปันผลต่อหุ้น ÷ กำไรต่อหุ้น × 100; Dividend Yield = เงินปันผลต่อหุ้น ÷ ราคาตลาดต่อหุ้น × 100" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ EPS ใช้กำไรสุทธิหักเงินปันผลหุ้นบุริมสิทธิ ไม่ใช่นำมาบวก • "EPS = (กำไรสุทธิ − เงินปันผลหุ้นบุริมสิทธิ) ÷ จำนวนหุ้นสามัญถัวเฉลี่ย; P/E = กำไรต่อหุ้น ÷ ราคาตลาดต่อหุ้น; Payout Ratio = เงินปันผลต่อหุ้น ÷ กำไรต่อหุ้น × 100; Dividend Yield = เงินปันผลต่อหุ้น ÷ ราคาตลาดต่อหุ้น × 100" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ P/E เท่ากับราคาตลาดต่อหุ้นหารด้วยกำไรต่อหุ้น • "EPS = (กำไรสุทธิ − เงินปันผลหุ้นบุริมสิทธิ) ÷ จำนวนหุ้นสามัญถัวเฉลี่ย; P/E = ราคาตลาดต่อหุ้น ÷ กำไรต่อหุ้น; Payout Ratio = เงินปันผลต่อหุ้น ÷ ราคาตลาดต่อหุ้น × 100; Dividend Yield = เงินปันผลต่อหุ้น ÷ กำไรต่อหุ้น × 100" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ Payout Ratio หารด้วยกำไรต่อหุ้น ส่วน Dividend Yield หารด้วยราคาตลาดต่อหุ้น อ้างอิงตัวบท หัวข้อ 1.7 (5) มูลค่าตลาด (Market Value) — สำหรับบริษัทมหาชน (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “กำไรต่อหุ้น (EPS) | (กำไรสุทธิ − เงินปันผลหุ้นบุริมสิทธิ) ÷ จำนวนหุ้นสามัญถัวเฉลี่ย” หัวข้อ 1.7 (5) มูลค่าตลาด (Market Value) — สำหรับบริษัทมหาชน (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “อัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E) | ราคาตลาดต่อหุ้น ÷ กำไรต่อหุ้น” หัวข้อ 1.7 (5) มูลค่าตลาด (Market Value) — สำหรับบริษัทมหาชน (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “อัตราการจ่ายเงินปันผล (Payout Ratio) | เงินปันผลต่อหุ้น ÷ กำไรต่อหุ้น × 100” หัวข้อ 1.7 (5) มูลค่าตลาด (Market Value) — สำหรับบริษัทมหาชน (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “อัตราผลตอบแทนเงินปันผล (Dividend Yield) | เงินปันผลต่อหุ้น ÷ ราคาตลาดต่อหุ้น × 100”

หัวข้อ 1.7 (5) มูลค่าตลาด (Market Value) — สำหรับบริษัทมหาชน (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “กำไรต่อหุ้น (EPS) | (กำไรสุทธิ − เงินปันผลหุ้นบุริมสิทธิ) ÷ จำนวนหุ้นสามัญถัวเฉลี่ย”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q19
fs_analysis
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ข้อใดกล่าวถึงข้อจำกัดของการวิเคราะห์งบการเงินได้ถูกต้อง

  • ก. กิจการที่ใช้นโยบายบัญชีต่างกัน สามารถนำตัวเลขมาเทียบกันตรง ๆ ได้
  • ข. งบ ณ วันสิ้นงวดไม่อาจถูกตกแต่งให้ดูดีเฉพาะวันสิ้นงวดได้
  • ค. อัตราส่วนตัวเดียวสรุปไม่ได้ จึงต้องดูหลายอัตราส่วนประกอบกัน ✓
  • ง. ตัวเลขในงบเป็นข้อมูลปัจจุบัน และส่วนใหญ่บันทึกด้วยมูลค่าปัจจุบัน

Explanation: คำตอบที่ถูก: "อัตราส่วนตัวเดียวสรุปไม่ได้ จึงต้องดูหลายอัตราส่วนประกอบกัน" ตามหัวข้อ 1.8 อัตราส่วนตัวเดียวไม่สามารถใช้สรุปผลได้ ต้องพิจารณาหลายอัตราส่วนประกอบกัน รวมทั้งเทียบกับปีก่อนและค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "กิจการที่ใช้นโยบายบัญชีต่างกัน สามารถนำตัวเลขมาเทียบกันตรง ๆ ได้" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่ากิจการต่างกันใช้นโยบายบัญชีต่างกัน จึงเทียบกันตรง ๆ ไม่ได้ • "งบ ณ วันสิ้นงวดไม่อาจถูกตกแต่งให้ดูดีเฉพาะวันสิ้นงวดได้" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่างบ ณ วันสิ้นงวดอาจถูกตกแต่งให้ดูดีเฉพาะวันนั้น • "ตัวเลขในงบเป็นข้อมูลปัจจุบัน และส่วนใหญ่บันทึกด้วยมูลค่าปัจจุบัน" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าตัวเลขเป็นข้อมูลในอดีต และส่วนใหญ่บันทึกด้วยราคาทุน ไม่สะท้อนมูลค่าปัจจุบันหรือเงินเฟ้อ อ้างอิงตัวบท หัวข้อ 1.8 ข้อจำกัด และการใช้สัญญาณผิดปกติ (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “อัตราส่วนตัวเดียวสรุปไม่ได้ ต้องดูหลายอัตราส่วนประกอบกัน”

หัวข้อ 1.8 ข้อจำกัด และการใช้สัญญาณผิดปกติ (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “อัตราส่วนตัวเดียวสรุปไม่ได้ ต้องดูหลายอัตราส่วนประกอบกัน”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q20
fs_analysis
medium
understand
Human Approved
Confidence: —%

ในการวิเคราะห์งบการเงิน ข้อใดอธิบายการเปลี่ยนแปลงของอัตราส่วนที่เป็นสัญญาณควรตรวจสอบเพิ่มเติมได้ถูกต้อง

  • ก. อัตรากำไรขั้นต้นต่ำผิดปกติเมื่อเทียบกับปีก่อน แสดงว่าไม่มีประเด็นที่ต้องตรวจสอบเพิ่มเติม
  • ข. ระยะเวลาเก็บหนี้ยาวขึ้นมาก แสดงว่าลูกหนี้เก็บได้และยอดขายเชื่อมีตัวตนอย่างแน่นอน
  • ค. สินค้าคงเหลือหมุนช้าลงมากทั้งที่ยอดขายคงเดิม แสดงว่าสินค้าไม่ล้าสมัยและยอดสินค้าตรงกับของจริง
  • ง. อัตรากำไรขั้นต้นต่ำผิดปกติเมื่อเทียบกับปีก่อน อาจเกิดจากรายได้บันทึกไม่ครบหรือต้นทุนสูงเกินจริง ✓

Explanation: คำตอบที่ถูก: "อัตรากำไรขั้นต้นต่ำผิดปกติเมื่อเทียบกับปีก่อน อาจเกิดจากรายได้บันทึกไม่ครบหรือต้นทุนสูงเกินจริง" ตามหัวข้อ 1.8 อัตรากำไรขั้นต้นที่ต่ำผิดปกติเมื่อเทียบกับปีก่อนหรือกิจการประเภทเดียวกันเป็นสัญญาณควรตรวจเพิ่ม เพราะอาจมีรายได้บันทึกไม่ครบหรือต้นทุนสูงเกินจริง ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "อัตรากำไรขั้นต้นต่ำผิดปกติเมื่อเทียบกับปีก่อน แสดงว่าไม่มีประเด็นที่ต้องตรวจสอบเพิ่มเติม" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าอัตรากำไรขั้นต้นต่ำผิดปกติเมื่อเทียบกับปีก่อนเป็นสัญญาณที่ควรตรวจเพิ่ม • "ระยะเวลาเก็บหนี้ยาวขึ้นมาก แสดงว่าลูกหนี้เก็บได้และยอดขายเชื่อมีตัวตนอย่างแน่นอน" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าระยะเวลาเก็บหนี้ยาวขึ้นมากอาจหมายถึงลูกหนี้เก็บไม่ได้หรือยอดขายเชื่อไม่มีตัวตน • "สินค้าคงเหลือหมุนช้าลงมากทั้งที่ยอดขายคงเดิม แสดงว่าสินค้าไม่ล้าสมัยและยอดสินค้าตรงกับของจริง" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าสินค้าคงเหลือหมุนช้าลงมากทั้งที่ยอดขายคงเดิมอาจเกิดจากสินค้าล้าสมัยหรือยอดสินค้าไม่ตรงกับของจริง อ้างอิงตัวบท หัวข้อ 1.8 ข้อจำกัด และการใช้สัญญาณผิดปกติ (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “อัตรากำไรขั้นต้นต่ำผิดปกติเมื่อเทียบกับปีก่อนหรือกิจการประเภทเดียวกัน → อาจมีรายได้ที่บันทึกไม่ครบ” หัวข้อ 1.8 ข้อจำกัด และการใช้สัญญาณผิดปกติ (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “หรือต้นทุนสูงเกินจริง”

หัวข้อ 1.8 ข้อจำกัด และการใช้สัญญาณผิดปกติ (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “อัตรากำไรขั้นต้นต่ำผิดปกติเมื่อเทียบกับปีก่อนหรือกิจการประเภทเดียวกัน → อาจมีรายได้ที่บันทึกไม่ครบ”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Exam Simulator

Start a snapshot-based practice or real-exam attempt.

Exam Preview

What an approved exam looks like to a test-taker.

การวิเคราะห์งบการเงิน: คลังข้อสอบฝึกทำ ชุดที่ 1

Time limit: 20 minutes

  1. 1. ข้อใดหมายถึงการวิเคราะห์งบการเงิน

    • ก. การค้นหาข้อเท็จจริงจากงบการเงินเกี่ยวกับฐานะการเงินและผลการดำเนินงาน เพื่อนำไปประกอบการตัดสินใจ
    • ข. การค้นหาความผิดปกติของตัวเลขจากงบการเงินที่ควรตรวจเพิ่ม เพื่อใช้ประกอบการตรวจสอบภาษีของกิจการ
    • ค. การค้นหาข้อมูลจากงบการเงินเกี่ยวกับความสามารถในการทำกำไร ผลตอบแทน และเงินปันผลของกิจการ
    • ง. การค้นหาข้อมูลจากงบการเงินเกี่ยวกับประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์ เพื่อใช้วางแผนและควบคุมกิจการ
  2. 2. ในการวิเคราะห์งบการเงิน ข้อใดอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มผู้ใช้กับเรื่องที่สนใจเป็นหลักได้ถูกต้อง

    • ก. ผู้ถือหุ้นเน้นโครงสร้างหนี้สิน เพื่อประเมินความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ย
    • ข. เจ้าหนี้ระยะสั้นเน้นสภาพคล่อง เพื่อประเมินว่าจะจ่ายหนี้ระยะสั้นได้หรือไม่
    • ค. เจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาษีเน้นการใช้สินทรัพย์ เพื่อวางแผนและควบคุมกิจการ
    • ง. เจ้าหนี้ระยะยาวเน้นสภาพคล่อง เพื่อประเมินว่าจะจ่ายหนี้ระยะสั้นได้หรือไม่
  3. 3. ตามมาตรฐานการบัญชีฉบับที่ 1 ข้อใดเป็นองค์ประกอบของงบการเงินฉบับสมบูรณ์

    • ก. งบแสดงฐานะการเงิน งบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จ งบแสดงการเปลี่ยนแปลงส่วนของเจ้าของ และงบกระแสเงินสด โดยไม่รวมหมายเหตุประกอบงบการเงิน
    • ข. งบแสดงฐานะการเงิน งบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จ งบกระแสเงินสด และหมายเหตุประกอบงบการเงิน โดยไม่รวมงบแสดงการเปลี่ยนแปลงส่วนของเจ้าของ
    • ค. งบแสดงฐานะการเงิน งบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จ งบแสดงการเปลี่ยนแปลงส่วนของเจ้าของ งบกระแสเงินสด และหมายเหตุประกอบงบการเงิน
    • ง. งบแสดงฐานะการเงิน งบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จ งบแสดงการเปลี่ยนแปลงส่วนของเจ้าของ และหมายเหตุประกอบงบการเงิน โดยไม่รวมงบกระแสเงินสด
  4. 4. ในการวิเคราะห์งบการเงิน ข้อใดอธิบายความแตกต่างระหว่างงบที่แสดงฐานะ ณ วันใดวันหนึ่งกับงบที่แสดงผลสำหรับงวดได้ถูกต้อง

    • ก. งบแสดงฐานะการเงินและงบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จต่างแสดงข้อมูลสำหรับงวดเหมือนกัน
    • ข. งบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จแสดงฐานะ ณ วันใดวันหนึ่ง ส่วนงบแสดงฐานะการเงินแสดงรายได้และค่าใช้จ่ายสำหรับงวด
    • ค. งบแสดงฐานะการเงินและงบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จต่างแสดงข้อมูล ณ วันใดวันหนึ่งเหมือนกัน
    • ง. งบแสดงฐานะการเงินแสดงฐานะ ณ วันใดวันหนึ่ง ส่วนงบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จแสดงรายได้และค่าใช้จ่ายสำหรับงวด
  5. 5. ข้อใดเรียงลำดับขั้นตอนในการวิเคราะห์งบการเงินได้ถูกต้อง

    • ก. กำหนดเป้าหมาย → รวบรวมข้อมูล → จัดเรียงรายการให้เปรียบเทียบได้ → เลือกเครื่องมือ → แปลความหมาย → จัดทำรายงาน → ตัดสินใจ
    • ข. กำหนดเป้าหมาย → จัดเรียงรายการให้เปรียบเทียบได้ → รวบรวมข้อมูล → เลือกเครื่องมือ → แปลความหมาย → จัดทำรายงาน → ตัดสินใจ
    • ค. กำหนดเป้าหมาย → รวบรวมข้อมูล → เลือกเครื่องมือ → จัดเรียงรายการให้เปรียบเทียบได้ → แปลความหมาย → จัดทำรายงาน → ตัดสินใจ
    • ง. กำหนดเป้าหมาย → รวบรวมข้อมูล → จัดเรียงรายการให้เปรียบเทียบได้ → เลือกเครื่องมือ → จัดทำรายงาน → ตัดสินใจ → แปลความหมาย
  6. 6. ข้อใดระบุเครื่องมือหลัก 3 อย่างในการวิเคราะห์งบการเงินและชื่ออื่นได้ถูกต้อง

    • ก. แนวนอนเรียกว่าการวิเคราะห์อัตราส่วน แนวดิ่งเรียกว่างบการเงินร้อยละ และอีกเครื่องมือคือแนวโน้ม
    • ข. แนวนอนเรียกว่าแนวโน้มเมื่อดูหลายปี แนวดิ่งเรียกว่างบการเงินร้อยละหรืองบขนาดร่วม และอีกเครื่องมือคืออัตราส่วน
    • ค. แนวนอนเรียกว่างบขนาดร่วม แนวดิ่งเรียกว่าแนวโน้มเมื่อดูหลายปี และอีกเครื่องมือคืออัตราส่วน
    • ง. แนวนอนเรียกว่าแนวโน้มเมื่อดูหลายปี แนวดิ่งเรียกว่าการวิเคราะห์อัตราส่วน และอีกเครื่องมือคืองบขนาดร่วม
  7. 7. ในการวิเคราะห์งบการเงิน งานที่ 1 เปรียบเทียบตัวเลขรายการเดียวกันต่างงวดเวลา งานที่ 2 เปรียบเทียบรายการต่าง ๆ ในงวดเดียวกันกับยอดรวมที่กำหนดเป็น 100% และงานที่ 3 พิจารณาความสัมพันธ์ระหว่าง 2 รายการ ข้อใดเลือกเครื่องมือได้ถูกต้อง

    • ก. งานที่ 1 ใช้การวิเคราะห์แนวดิ่ง งานที่ 2 ใช้การวิเคราะห์แนวนอน และงานที่ 3 ใช้การวิเคราะห์อัตราส่วน
    • ข. งานที่ 1 ใช้การวิเคราะห์อัตราส่วน งานที่ 2 ใช้การวิเคราะห์แนวดิ่ง และงานที่ 3 ใช้การวิเคราะห์แนวนอน
    • ค. งานที่ 1 ใช้การวิเคราะห์แนวนอน งานที่ 2 ใช้การวิเคราะห์แนวดิ่ง และงานที่ 3 ใช้การวิเคราะห์อัตราส่วน
    • ง. งานที่ 1 ใช้การวิเคราะห์แนวนอน งานที่ 2 ใช้การวิเคราะห์อัตราส่วน และงานที่ 3 ใช้การวิเคราะห์แนวดิ่ง
  8. 8. ในการวิเคราะห์งบการเงิน ข้อใดอธิบายการวิเคราะห์แนวนอนและการวิเคราะห์แนวโน้ม รวมถึงปัญหาของปีฐานที่เป็นศูนย์หรือติดลบได้ถูกต้อง

    • ก. แนวนอนเปรียบเทียบจำนวนปีปัจจุบันกับปีฐาน ส่วนแนวโน้มตั้งปีฐานเป็น 100 เพื่อเทียบปีอื่น และปีฐานที่เป็นศูนย์หรือติดลบยังใช้คำนวณร้อยละการเปลี่ยนแปลงได้ตามปกติ
    • ข. แนวนอนเปรียบเทียบจำนวนปีปัจจุบันกับค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม ส่วนแนวโน้มตั้งปีฐานเป็น 100 เพื่อเทียบปีอื่น และปีฐานที่เป็นศูนย์หรือติดลบทำให้คำนวณร้อยละการเปลี่ยนแปลงให้มีความหมายไม่ได้
    • ค. แนวนอนเปรียบเทียบจำนวนปีปัจจุบันกับปีฐาน ส่วนแนวโน้มเปรียบเทียบแต่ละปีกับปีก่อนหน้า และปีฐานที่เป็นศูนย์หรือติดลบทำให้คำนวณร้อยละการเปลี่ยนแปลงให้มีความหมายไม่ได้
    • ง. แนวนอนเปรียบเทียบจำนวนปีปัจจุบันกับปีฐาน ส่วนแนวโน้มตั้งปีฐานเป็น 100 เพื่อเทียบปีอื่น และปีฐานที่เป็นศูนย์หรือติดลบทำให้คำนวณร้อยละการเปลี่ยนแปลงให้มีความหมายไม่ได้
  9. 9. ในการวิเคราะห์แนวดิ่ง ยอดใดกำหนดให้เท่ากับ 100% สำหรับงบแสดงฐานะการเงินและงบกำไรขาดทุน ตามลำดับ

    • ก. สินทรัพย์รวม และขายสุทธิ
    • ข. ส่วนของเจ้าของรวม และกำไรสุทธิ
    • ค. สินทรัพย์หมุนเวียน และกำไรขั้นต้น
    • ง. หนี้สินรวม และต้นทุนขาย
  10. 10. เหตุใดงบการเงินร้อยละจากการวิเคราะห์แนวดิ่งจึงช่วยให้เปรียบเทียบกิจการที่มีขนาดต่างกันได้

    • ก. เพราะกำหนดกำไรสุทธิเป็นฐาน 100% แล้วเปรียบเทียบต้นทุนและค่าใช้จ่าย
    • ข. เพราะแปลงแต่ละรายการเป็นร้อยละของยอดฐาน 100% จึงเปรียบเทียบกิจการต่างขนาดกันได้
    • ค. เพราะกำหนดสินทรัพย์แต่ละรายการเป็นฐาน 100% แล้วเปรียบเทียบกับหนี้สินรวม
    • ง. เพราะแปลงยอดเงินของแต่ละกิจการให้เป็นจำนวนเงินเท่ากันก่อนนำมาเปรียบเทียบ
  11. 11. ในการวิเคราะห์งบการเงิน อัตราส่วนทุนหมุนเวียนเร็วตัดรายการใดออกจากสินทรัพย์หมุนเวียน และเพราะเหตุใด

    • ก. ตัดเงินลงทุนระยะสั้นออก เพราะเป็นรายการที่เปลี่ยนเป็นเงินสดช้าที่สุด
    • ข. ตัดลูกหนี้ออก เพราะเป็นรายการที่เปลี่ยนเป็นเงินสดช้าที่สุด
    • ค. ตัดสินค้าคงเหลือออก เพราะเป็นรายการที่เปลี่ยนเป็นเงินสดช้าที่สุด
    • ง. ตัดเงินสดออก เพราะเป็นรายการที่เปลี่ยนเป็นเงินสดช้าที่สุด
  12. 12. ในการวิเคราะห์สภาพคล่อง ข้อใดอธิบายความแตกต่างระหว่างเงินทุนหมุนเวียนกับอัตราส่วนทุนหมุนเวียนได้ถูกต้อง

    • ก. เงินทุนหมุนเวียนใช้สินทรัพย์หมุนเวียนลบหนี้สินหมุนเวียน มีหน่วยเป็นเท่า ส่วนอัตราส่วนทุนหมุนเวียนใช้การหารและมีหน่วยเป็นบาท
    • ข. เงินทุนหมุนเวียนใช้สินทรัพย์หมุนเวียนหักสินค้าคงเหลือแล้วหารหนี้สินหมุนเวียน ส่วนอัตราส่วนทุนหมุนเวียนใช้สินทรัพย์หมุนเวียนลบหนี้สินหมุนเวียน
    • ค. เงินทุนหมุนเวียนใช้สินทรัพย์หมุนเวียนหารหนี้สินหมุนเวียน มีหน่วยเป็นเท่า ส่วนอัตราส่วนทุนหมุนเวียนใช้การลบและมีหน่วยเป็นบาท
    • ง. เงินทุนหมุนเวียนใช้สินทรัพย์หมุนเวียนลบหนี้สินหมุนเวียน มีหน่วยเป็นบาท ส่วนอัตราส่วนทุนหมุนเวียนใช้การหารและมีหน่วยเป็นเท่า
  13. 13. ในการวิเคราะห์งบการเงิน ตัวเลขใดเป็นตัวตั้งของอัตราการหมุนของสินค้าคงเหลือและอัตราการหมุนของลูกหนี้ ตามลำดับ

    • ก. ต้นทุนขาย และขายเชื่อสุทธิ
    • ข. ซื้อเชื่อสุทธิ และขายสุทธิ
    • ค. ขายเชื่อสุทธิ และซื้อเชื่อสุทธิ
    • ง. ขายสุทธิ และต้นทุนขาย
  14. 14. ในการวิเคราะห์ประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์ ข้อใดอธิบายความหมายของค่าที่คำนวณได้ถูกต้อง

    • ก. อัตราการหมุนของลูกหนี้และสินค้าคงเหลือยิ่งสูง ยิ่งเก็บเงินและขายสินค้าได้เร็ว ระยะเวลาเก็บหนี้ยิ่งสูงยิ่งดี และวงจรเงินสดยิ่งสั้นยิ่งมีเงินจมน้อย
    • ข. อัตราการหมุนของลูกหนี้และสินค้าคงเหลือยิ่งสูง ยิ่งเก็บเงินและขายสินค้าได้เร็ว ระยะเวลาเก็บหนี้ยิ่งต่ำยิ่งดี และวงจรเงินสดยิ่งสั้นยิ่งมีเงินจมน้อย
    • ค. อัตราการหมุนของลูกหนี้และสินค้าคงเหลือยิ่งสูง ยิ่งเก็บเงินและขายสินค้าได้เร็ว ระยะเวลาเก็บหนี้ยิ่งต่ำยิ่งดี และวงจรเงินสดยิ่งยาวยิ่งมีเงินจมน้อย
    • ง. อัตราการหมุนของลูกหนี้และสินค้าคงเหลือยิ่งต่ำ ยิ่งเก็บเงินและขายสินค้าได้เร็ว ระยะเวลาเก็บหนี้ยิ่งต่ำยิ่งดี และวงจรเงินสดยิ่งสั้นยิ่งมีเงินจมน้อย
  15. 15. ในการวิเคราะห์งบการเงิน ข้อใดอธิบายความหมายของอัตราส่วนการก่อหนี้และความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ยได้ถูกต้อง

    • ก. Debt Ratio หรือ D/E สูง หมายถึงความเสี่ยงต่ำ ขณะที่ Times Interest Earned สูง หมายถึงจ่ายดอกเบี้ยได้ลำบาก
    • ข. Debt Ratio หรือ D/E สูง หมายถึงความเสี่ยงสูง ขณะที่ Times Interest Earned สูง หมายถึงจ่ายดอกเบี้ยได้ลำบาก
    • ค. Debt Ratio หรือ D/E สูง หมายถึงความเสี่ยงสูง ขณะที่ Times Interest Earned สูง หมายถึงจ่ายดอกเบี้ยได้สบาย
    • ง. Debt Ratio หรือ D/E สูง หมายถึงความเสี่ยงต่ำ ขณะที่ Times Interest Earned สูง หมายถึงจ่ายดอกเบี้ยได้สบาย
  16. 16. ในการวิเคราะห์ความสามารถในการทำกำไร ข้อใดระบุสูตรอัตรากำไรขั้นต้น อัตรากำไรสุทธิ ROA และ ROE ได้ถูกต้องครบถ้วน

    • ก. กำไรขั้นต้น = (ขายสุทธิ − ต้นทุนขาย) ÷ ขายสุทธิ × 100; กำไรสุทธิ = กำไรสุทธิ ÷ ขายสุทธิ × 100; ROA = กำไรสุทธิ ÷ ส่วนของเจ้าของเฉลี่ย × 100; ROE = กำไรสุทธิ ÷ สินทรัพย์รวมเฉลี่ย × 100
    • ข. กำไรขั้นต้น = (ขายสุทธิ − ต้นทุนขาย) ÷ ขายสุทธิ × 100; กำไรสุทธิ = EBIT ÷ ขายสุทธิ × 100; ROA = กำไรสุทธิ ÷ สินทรัพย์รวมเฉลี่ย × 100; ROE = กำไรสุทธิ ÷ ส่วนของเจ้าของเฉลี่ย × 100
    • ค. กำไรขั้นต้น = (ขายสุทธิ − ต้นทุนขาย) ÷ ต้นทุนขาย × 100; กำไรสุทธิ = กำไรสุทธิ ÷ ขายสุทธิ × 100; ROA = กำไรสุทธิ ÷ สินทรัพย์รวมเฉลี่ย × 100; ROE = กำไรสุทธิ ÷ ส่วนของเจ้าของเฉลี่ย × 100
    • ง. กำไรขั้นต้น = (ขายสุทธิ − ต้นทุนขาย) ÷ ขายสุทธิ × 100; กำไรสุทธิ = กำไรสุทธิ ÷ ขายสุทธิ × 100; ROA = กำไรสุทธิ ÷ สินทรัพย์รวมเฉลี่ย × 100; ROE = กำไรสุทธิ ÷ ส่วนของเจ้าของเฉลี่ย × 100
  17. 17. ข้อใดอธิบายองค์ประกอบ 3 ปัจจัยของสมการดูปองท์และสิ่งที่แต่ละปัจจัยแสดงได้ถูกต้อง

    • ก. อัตรากำไรสุทธิแสดงกำไรต่อยอดขาย อัตราการหมุนของสินทรัพย์รวมแสดงการใช้สินทรัพย์ และสินทรัพย์รวมหารส่วนของเจ้าของแสดงการก่อหนี้
    • ข. อัตรากำไรสุทธิแสดงกำไรต่อยอดขาย อัตราการหมุนของสินทรัพย์รวมแสดงการก่อหนี้ และสินทรัพย์รวมหารส่วนของเจ้าของแสดงการใช้สินทรัพย์
    • ค. อัตรากำไรขั้นต้นแสดงกำไรต่อยอดขาย อัตราการหมุนของสินทรัพย์รวมแสดงการใช้สินทรัพย์ และสินทรัพย์รวมหารส่วนของเจ้าของแสดงการก่อหนี้
    • ง. อัตรากำไรสุทธิแสดงการใช้สินทรัพย์ อัตราการหมุนของสินทรัพย์รวมแสดงกำไรต่อยอดขาย และสินทรัพย์รวมหารส่วนของเจ้าของแสดงการก่อหนี้
  18. 18. ในการวิเคราะห์อัตราส่วนมูลค่าตลาดสำหรับบริษัทมหาชน ข้อใดระบุสูตรได้ถูกต้องครบทั้ง 4 อัตราส่วน

    • ก. EPS = (กำไรสุทธิ + เงินปันผลหุ้นบุริมสิทธิ) ÷ จำนวนหุ้นสามัญถัวเฉลี่ย; P/E = ราคาตลาดต่อหุ้น ÷ กำไรต่อหุ้น; Payout Ratio = เงินปันผลต่อหุ้น ÷ กำไรต่อหุ้น × 100; Dividend Yield = เงินปันผลต่อหุ้น ÷ ราคาตลาดต่อหุ้น × 100
    • ข. EPS = (กำไรสุทธิ − เงินปันผลหุ้นบุริมสิทธิ) ÷ จำนวนหุ้นสามัญถัวเฉลี่ย; P/E = ราคาตลาดต่อหุ้น ÷ กำไรต่อหุ้น; Payout Ratio = เงินปันผลต่อหุ้น ÷ กำไรต่อหุ้น × 100; Dividend Yield = เงินปันผลต่อหุ้น ÷ ราคาตลาดต่อหุ้น × 100
    • ค. EPS = (กำไรสุทธิ − เงินปันผลหุ้นบุริมสิทธิ) ÷ จำนวนหุ้นสามัญถัวเฉลี่ย; P/E = กำไรต่อหุ้น ÷ ราคาตลาดต่อหุ้น; Payout Ratio = เงินปันผลต่อหุ้น ÷ กำไรต่อหุ้น × 100; Dividend Yield = เงินปันผลต่อหุ้น ÷ ราคาตลาดต่อหุ้น × 100
    • ง. EPS = (กำไรสุทธิ − เงินปันผลหุ้นบุริมสิทธิ) ÷ จำนวนหุ้นสามัญถัวเฉลี่ย; P/E = ราคาตลาดต่อหุ้น ÷ กำไรต่อหุ้น; Payout Ratio = เงินปันผลต่อหุ้น ÷ ราคาตลาดต่อหุ้น × 100; Dividend Yield = เงินปันผลต่อหุ้น ÷ กำไรต่อหุ้น × 100
  19. 19. ข้อใดกล่าวถึงข้อจำกัดของการวิเคราะห์งบการเงินได้ถูกต้อง

    • ก. กิจการที่ใช้นโยบายบัญชีต่างกัน สามารถนำตัวเลขมาเทียบกันตรง ๆ ได้
    • ข. งบ ณ วันสิ้นงวดไม่อาจถูกตกแต่งให้ดูดีเฉพาะวันสิ้นงวดได้
    • ค. อัตราส่วนตัวเดียวสรุปไม่ได้ จึงต้องดูหลายอัตราส่วนประกอบกัน
    • ง. ตัวเลขในงบเป็นข้อมูลปัจจุบัน และส่วนใหญ่บันทึกด้วยมูลค่าปัจจุบัน
  20. 20. ในการวิเคราะห์งบการเงิน ข้อใดอธิบายการเปลี่ยนแปลงของอัตราส่วนที่เป็นสัญญาณควรตรวจสอบเพิ่มเติมได้ถูกต้อง

    • ก. อัตรากำไรขั้นต้นต่ำผิดปกติเมื่อเทียบกับปีก่อน แสดงว่าไม่มีประเด็นที่ต้องตรวจสอบเพิ่มเติม
    • ข. ระยะเวลาเก็บหนี้ยาวขึ้นมาก แสดงว่าลูกหนี้เก็บได้และยอดขายเชื่อมีตัวตนอย่างแน่นอน
    • ค. สินค้าคงเหลือหมุนช้าลงมากทั้งที่ยอดขายคงเดิม แสดงว่าสินค้าไม่ล้าสมัยและยอดสินค้าตรงกับของจริง
    • ง. อัตรากำไรขั้นต้นต่ำผิดปกติเมื่อเทียบกับปีก่อน อาจเกิดจากรายได้บันทึกไม่ครบหรือต้นทุนสูงเกินจริง