กฎหมายทั่วไปและกฎหมายที่ใช้ในการปฏิบัติราชการ: คลังข้อสอบฝึกทำ ชุดที่ 1

กฎหมายทั่วไปและกฎหมายที่ใช้ในการปฏิบัติราชการ · ผู้เตรียมสอบกรมสรรพากร 2569

Overview

ข้อสอบฝึกทำที่ผลิตจากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (แก้ไขถึงฉบับที่ 25 พ.ศ. 2568) ประมวลกฎหมายอาญา (แก้ไขถึงฉบับที่ 30 พ.ศ. 2568) พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 (แก้ไขถึงฉบับที่ 3 พ.ศ. 2562) พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 และระเบียบที่เกี่ยวข้อง ทุกข้อมีข้อความอ้างอิงจากตัวบท และผ่านการตรวจของเจ้าของระบบ ใช้เพื่อเตรียมสอบเท่านั้น ไม่ใช่ข้อสอบจริง

Exam framework: กรมสรรพากร
Language sections & stimuliEnglish Profile v1
Status:
ready
Blueprint: 56 questions · 0 topics · multiple choice · 56 min

Blueprint

Topic weighting and difficulty distribution

TopicWeight# QuestionsDifficulty (E/M/H)

Exam Set Intelligence

Deterministic estimates; observed performance is stored separately when available.

33 min

Estimated time

1

Topics

0

Coverage gaps

0

Duplicate pairs

83/100

Blueprint alignment

Blueprint Target vs Actual

difficulty: easyTarget 0% · Actual 68% · Variance +68pp · major mismatch ⚠
difficulty: mediumTarget 0% · Actual 13% · Variance +13pp · overrepresented ⚠
difficulty: hardTarget 0% · Actual 20% · Variance +20pp · major mismatch ⚠

⚠ difficulty easy: major_mismatch (+68pp).

⚠ difficulty medium: overrepresented (+13pp).

⚠ difficulty hard: major_mismatch (+20pp).

Assessment Performance

Read-only aggregate from finalized attempts; submitted and expired are complete, abandoned is not.

0

Attempts

0

Completed

—

Completion rate

—

Average score

—

Median score

—

Average completion

No finalized attempts yet. Performance signals will appear after submitted or expired attempts.

All modes · observed-question-v1 · calculated 10/7/2026, 4:00:18 PM

Questions

Review, edit, approve, or reject generated questions.

56 approved and ready to save.

Q1
general_admin_law
hard
apply
Human Approved
Confidence: —%

นาย ก. เป็นเจ้าหน้าที่ซึ่งได้รับมอบหมายให้พิจารณาคำขอใบอนุญาตของนาง ข. ซึ่งเป็นคู่กรณีและเป็นคู่สมรสของนาย ก. โดยนาย ก. มิได้เป็นคู่กรณีเองและมิได้เป็นเจ้าหนี้หรือลูกหนี้ของนาง ข. ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง นาย ก. จะทำการพิจารณาคำขอนี้ได้หรือไม่

  • ก. นาย ก. จะทำการพิจารณาทางปกครองไม่ได้ เพราะเป็นคู่สมรสของคู่กรณี ✓
  • ข. นาย ก. จะทำการพิจารณาทางปกครองได้ เพราะมิได้เป็นเจ้าหนี้หรือลูกหนี้ของคู่กรณี
  • ค. นาย ก. จะทำการพิจารณาทางปกครองได้ เพราะกรณีคู่สมรสต้องกำหนดในกฎกระทรวงก่อน
  • ง. นาย ก. จะทำการพิจารณาทางปกครองได้ เพราะมิได้เป็นคู่กรณีเอง

Explanation: คำตอบที่ถูก: "นาย ก. จะทำการพิจารณาทางปกครองไม่ได้ เพราะเป็นคู่สมรสของคู่กรณี" ข้อเท็จจริงว่า นาย ก. เป็นเจ้าหน้าที่ → “เจ้าหน้าที่”; นาง ข. เป็นคู่สมรสของนาย ก. และเป็นคู่กรณี → “เป็นคู่หมั้นหรือคู่สมรสของคู่กรณี”; นาย ก. มิได้เป็นคู่กรณีเอง → “เป็นคู่กรณีเอง” ซึ่งเงื่อนไขนี้ไม่เข้า; นาย ก. มิได้เป็นเจ้าหนี้หรือลูกหนี้ของนาง ข. → “เป็นเจ้าหนี้หรือลูกหนี้” ซึ่งเงื่อนไขนี้ไม่เข้า เมื่อเข้าเงื่อนไขเรื่องคู่สมรสแล้ว ผล คือ “จะทำการพิจารณาทางปกครองไม่ได้” ตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "นาย ก. จะทำการพิจารณาทางปกครองได้ เพราะมิได้เป็นเจ้าหนี้หรือลูกหนี้ของคู่กรณี" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นคู่หมั้นหรือคู่สมรสของคู่กรณีจะทำการพิจารณาทางปกครองไม่ได้ • "นาย ก. จะทำการพิจารณาทางปกครองได้ เพราะกรณีคู่สมรสต้องกำหนดในกฎกระทรวงก่อน" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดกรณีคู่สมรสไว้โดยตรง ส่วนกฎกระทรวงใช้สำหรับ “กรณีอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง” • "นาย ก. จะทำการพิจารณาทางปกครองได้ เพราะมิได้เป็นคู่กรณีเอง" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดแยกต่างหากว่าเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นคู่สมรสของคู่กรณีจะทำการพิจารณาทางปกครองไม่ได้ อ้างอิงตัวบท พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 13 (พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “เจ้าหน้าที่ดังต่อไปนี้จะทำการพิจารณาทางปกครองไม่ได้” พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 13 (พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “(2) เป็นคู่หมั้นหรือคู่สมรสของคู่กรณี”

พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 13 (พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “เจ้าหน้าที่ดังต่อไปนี้จะทำการพิจารณาทางปกครองไม่ได้”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q2
general_admin_law
hard
apply
Human Approved
Confidence: —%

นาย ก. เป็นคู่กรณีและได้รับแจ้งคำสั่งทางปกครองเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2569 คำสั่งดังกล่าวไม่ได้ออกโดยรัฐมนตรี และไม่มีกฎหมายกำหนดขั้นตอนอุทธรณ์ภายในฝ่ายปกครองไว้เป็นการเฉพาะ นาย ก. ประสงค์จะอุทธรณ์ ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง นาย ก. ต้องยื่นอุทธรณ์ต่อผู้ใดและภายในกำหนดใด

  • ก. ยื่นต่อเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครอง ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง
  • ข. ยื่นต่อเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครอง ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง ✓
  • ค. ยื่นต่อเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครอง ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ออกคำสั่ง
  • ง. ยื่นต่อรัฐมนตรีผู้กำกับดูแลหน่วยงาน ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ยื่นต่อเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครอง ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง" ข้อเท็จจริงที่ว่า นาย ก. เป็นคู่กรณี → “คู่กรณี”; คำสั่งไม่ได้ออกโดยรัฐมนตรี → “คำสั่งทางปกครองใดไม่ได้ออกโดยรัฐมนตรี”; ไม่มีกฎหมายกำหนดขั้นตอนอุทธรณ์ไว้เป็นการเฉพาะ → “ไม่มีกฎหมายกำหนดขั้นตอนอุทธรณ์ภายในฝ่ายปกครองไว้เป็นการเฉพาะ”; นาย ก. ประสงค์จะอุทธรณ์ → “อุทธรณ์คำสั่งทางปกครองนั้น”; และได้รับแจ้งคำสั่งเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2569 → “ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ตนได้รับแจ้งคำสั่งดังกล่าว” จึงต้องยื่นต่อเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครองภายในกำหนดดังกล่าว ตามมาตรา 44 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ยื่นต่อเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครอง ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดว่าให้ยื่นอุทธรณ์ “ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ตนได้รับแจ้งคำสั่งดังกล่าว” • "ยื่นต่อเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครอง ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ออกคำสั่ง" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดจุดเริ่มนับระยะเวลาจาก “วันที่ตนได้รับแจ้งคำสั่งดังกล่าว” ไม่ใช่วันที่ออกคำสั่ง • "ยื่นต่อรัฐมนตรีผู้กำกับดูแลหน่วยงาน ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ยื่นอุทธรณ์ “ต่อเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครอง” อ้างอิงตัวบท พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 44 (พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “ในกรณีที่คำสั่งทางปกครองใดไม่ได้ออกโดย รัฐมนตรี และไม่มีกฎหมายกำหนดขั้นตอนอุทธรณ์ภายในฝ่ายปกครองไว้เป็นการเฉพาะ ให้คู่กรณี อุทธรณ์คำสั่งทางปกครองนั้นโดยยื่นต่อเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครองภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ ตนได้รับแจ้งคำสั่งดังกล่าว”

พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 44 (พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “ในกรณีที่คำสั่งทางปกครองใดไม่ได้ออกโดย รัฐมนตรี และไม่มีกฎหมายกำหนดขั้นตอนอุทธรณ์ภายในฝ่ายปกครองไว้เป็นการเฉพาะ ให้คู่กรณี อุทธรณ์คำสั่งทางปกครองนั้นโดยยื่นต่อเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครองภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ ตนได้รับแจ้งคำสั่งดังกล่าว”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q3
general_admin_law
hard
apply
Human Approved
Confidence: —%

ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง เจ้าหน้าที่ผู้มีหน้าที่พิจารณาคำอุทธรณ์ได้รับคำอุทธรณ์ไว้ และไม่เห็นด้วยกับคำอุทธรณ์ทั้งหมด โดยไม่มีกฎหมายเฉพาะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น เจ้าหน้าที่ต้องส่งรายงานภายในกำหนดใด และใครเป็นผู้พิจารณาคำอุทธรณ์ต่อไป

  • ก. ให้เร่งรายงานความเห็นพร้อมเหตุผลภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับอุทธรณ์ ไปยังผู้มีอำนาจพิจารณาคำอุทธรณ์เพื่อพิจารณาต่อ
  • ข. ให้เจ้าหน้าที่นั้นพิจารณาให้แล้วเสร็จเองภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับอุทธรณ์ โดยไม่ต้องรายงานไปยังผู้มีอำนาจพิจารณาคำอุทธรณ์
  • ค. ให้เร่งรายงานความเห็นพร้อมเหตุผลภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับอุทธรณ์ ไปยังผู้มีอำนาจพิจารณาคำอุทธรณ์เพื่อพิจารณาต่อ ✓
  • ง. ให้เร่งรายงานความเห็นพร้อมเหตุผลภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ลงความเห็นไม่เห็นด้วย ไปยังผู้มีอำนาจพิจารณาคำอุทธรณ์เพื่อพิจารณาต่อ

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ให้เร่งรายงานความเห็นพร้อมเหตุผลภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับอุทธรณ์ ไปยังผู้มีอำนาจพิจารณาคำอุทธรณ์เพื่อพิจารณาต่อ" ข้อเท็จจริงว่าเจ้าหน้าที่ได้รับคำอุทธรณ์ → “ต้องไม่เกินสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับอุทธรณ์”; ข้อเท็จจริงว่าไม่เห็นด้วยกับคำอุทธรณ์ทั้งหมด → “ไม่เห็นด้วยกับคำอุทธรณ์ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน” ซึ่งทำให้ต้องดำเนินการ คือ “ให้เร่งรายงานความเห็นพร้อมเหตุผลไปยังผู้มีอำนาจพิจารณาคำอุทธรณ์”; และข้อเท็จจริงว่าไม่มีกฎหมายเฉพาะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น → ไม่เข้าข้อยกเว้นที่ว่า “บทบัญญัติมาตรานี้ไม่ใช้กับกรณีที่มีกฎหมายเฉพาะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น” ผู้พิจารณาต่อจึงเป็นผู้มีอำนาจพิจารณาคำอุทธรณ์ตามมาตรา 45 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ให้เร่งรายงานความเห็นพร้อมเหตุผลภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับอุทธรณ์ ไปยังผู้มีอำนาจพิจารณาคำอุทธรณ์เพื่อพิจารณาต่อ" ผิด: แหล่งกฎหมายกำหนดให้รายงานภายในกำหนดเวลาที่ต้องไม่เกินสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับอุทธรณ์ มิใช่สิบห้าวัน • "ให้เจ้าหน้าที่นั้นพิจารณาให้แล้วเสร็จเองภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับอุทธรณ์ โดยไม่ต้องรายงานไปยังผู้มีอำนาจพิจารณาคำอุทธรณ์" ผิด: เมื่อเจ้าหน้าที่ไม่เห็นด้วยกับคำอุทธรณ์ แหล่งกฎหมายกำหนดให้รายงานความเห็นพร้อมเหตุผลไปยังผู้มีอำนาจพิจารณาคำอุทธรณ์ และให้ผู้มีอำนาจนั้นพิจารณาให้แล้วเสร็จ • "ให้เร่งรายงานความเห็นพร้อมเหตุผลภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ลงความเห็นไม่เห็นด้วย ไปยังผู้มีอำนาจพิจารณาคำอุทธรณ์เพื่อพิจารณาต่อ" ผิด: แหล่งกฎหมายกำหนดจุดเริ่มนับจากวันที่ได้รับอุทธรณ์ ไม่ใช่วันที่ลงความเห็นไม่เห็นด้วย อ้างอิงตัวบท พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 45 (พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “ถ้าเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 44 วรรคหนึ่ง ไม่เห็นด้วยกับคำอุทธรณ์ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนก็ให้เร่งรายงานความเห็นพร้อมเหตุผลไปยังผู้มีอำนาจพิจารณาคำอุทธรณ์ภายในกำหนดเวลาตามวรรคหนึ่ง” พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 45 (พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “แต่ต้องไม่เกินสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับอุทธรณ์” พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 45 (พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “ให้ผู้มีอำนาจพิจารณาคำอุทธรณ์พิจารณาให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ตนได้รับรายงาน”

พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 45 (พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “ถ้าเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 44 วรรคหนึ่ง ไม่เห็นด้วยกับคำอุทธรณ์ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนก็ให้เร่งรายงานความเห็นพร้อมเหตุผลไปยังผู้มีอำนาจพิจารณาคำอุทธรณ์ภายในกำหนดเวลาตามวรรคหนึ่ง”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q4
general_admin_law
hard
apply
Human Approved
Confidence: —%

เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานแห่งหนึ่งพบเหตุที่จะให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่มีลักษณะเป็นการให้ประโยชน์ โดยคำสั่งนั้นพ้นขั้นตอนที่กำหนดให้อุทธรณ์แล้ว และมิได้ทำขึ้นเพราะการแสดงข้อความเท็จ การปกปิดข้อความจริง การข่มขู่ หรือการชักจูงใจโดยให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นที่มิชอบด้วยกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ข้อใดถูกต้อง

  • ก. อาจเพิกถอนได้ตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด และไม่มีกำหนดเวลาเมื่อพ้นขั้นตอนอุทธรณ์แล้ว
  • ข. อาจเพิกถอนได้ตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด และต้องกระทำภายในหกสิบวันนับแต่ได้รู้ถึงเหตุที่จะให้เพิกถอน
  • ค. ไม่อาจเพิกถอนได้เพราะพ้นขั้นตอนอุทธรณ์แล้ว แม้เป็นคำสั่งทางปกครองที่มีลักษณะเป็นการให้ประโยชน์
  • ง. อาจเพิกถอนได้ตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด และต้องกระทำภายในเก้าสิบวันนับแต่ได้รู้ถึงเหตุที่จะให้เพิกถอน ✓

Explanation: คำตอบที่ถูก: "อาจเพิกถอนได้ตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด และต้องกระทำภายในเก้าสิบวันนับแต่ได้รู้ถึงเหตุที่จะให้เพิกถอน" ข้อเท็จจริงว่าเจ้าหน้าที่พบเหตุที่จะให้เพิกถอน → “เจ้าหน้าที่หรือผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่” และ “นับแต่ได้รู้ถึงเหตุที่จะให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองนั้น”; คำสั่งมีลักษณะเป็นการให้ประโยชน์ → “การเพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่มีลักษณะเป็นการให้ประโยชน์ต้องกระทำ”; พ้นขั้นตอนอุทธรณ์แล้ว → “ไม่ว่าจะพ้นขั้นตอนการกำหนดให้อุทธรณ์หรือให้โต้แย้ง...มาแล้วหรือไม่”; และคำสั่งมิได้เกิดจากพฤติการณ์ที่เป็นข้อยกเว้น → “เว้นแต่คำสั่งทางปกครองจะได้ทำขึ้นเพราะ...” ดังนั้นจึงอาจเพิกถอนได้ตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด และต้องดำเนินการภายในเก้าสิบวันนับแต่รู้ถึงเหตุที่จะให้เพิกถอน ตามมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "อาจเพิกถอนได้ตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด และไม่มีกำหนดเวลาเมื่อพ้นขั้นตอนอุทธรณ์แล้ว" ผิด: คำสั่งที่มีลักษณะเป็นการให้ประโยชน์ต้องเพิกถอนภายในเก้าสิบวัน เว้นแต่คำสั่งเกิดจากการแสดงข้อความเท็จ การปกปิดข้อความจริง การข่มขู่ หรือการชักจูงใจโดยให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นที่มิชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งกรณีนี้ไม่มีเหตุดังกล่าว • "อาจเพิกถอนได้ตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด และต้องกระทำภายในหกสิบวันนับแต่ได้รู้ถึงเหตุที่จะให้เพิกถอน" ผิด: แหล่งกฎหมายกำหนดให้เพิกถอน “ภายในเก้าสิบวันนับแต่ได้รู้ถึงเหตุที่จะให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองนั้น” ไม่ใช่หกสิบวัน • "ไม่อาจเพิกถอนได้เพราะพ้นขั้นตอนอุทธรณ์แล้ว แม้เป็นคำสั่งทางปกครองที่มีลักษณะเป็นการให้ประโยชน์" ผิด: แหล่งกฎหมายระบุว่าอาจเพิกถอนได้ “ไม่ว่าจะพ้นขั้นตอนการกำหนดให้อุทธรณ์หรือให้โต้แย้งตามกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นมาแล้วหรือไม่” อ้างอิงตัวบท พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 49 (พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “อาจเพิกถอนคำสั่งทาง ปกครองได้ตามหลักเกณฑ์ในมาตรา 51 มาตรา 52 และมาตรา 53” พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 49 (พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “การเพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่มีลักษณะเป็นการให้ประโยชน์ต้องกระทำภายใน เก้าสิบวันนับแต่ได้รู้ถึงเหตุที่จะให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองนั้น เว้นแต่คำสั่งทางปกครองจะได้ทำขึ้น เพราะการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งหรือการข่มขู่หรือการ ชักจูงใจโดยการให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดที่มิชอบด้วยกฎหมาย”

พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 49 (พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “อาจเพิกถอนคำสั่งทาง ปกครองได้ตามหลักเกณฑ์ในมาตรา 51 มาตรา 52 และมาตรา 53”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q5
general_admin_law
hard
apply
Human Approved
Confidence: —%

นาย ก. ได้รับความเสียหายจากการกระทำละเมิดของนาย ข. เมื่อวันที่ 1 มกราคม ต่อมาวันที่ 1 มิถุนายน นาย ก. จึงรู้ถึงการละเมิดและรู้ว่านาย ข. เป็นผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน โดยการเรียกร้องนี้มิได้มีมูลอันเป็นความผิดที่มีโทษตามกฎหมายลักษณะอาญา ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ข้อใดกล่าวถึงกำหนดอายุความของสิทธิเรียกร้องนี้ถูกต้อง

  • ก. ขาดอายุความเมื่อพ้นหนึ่งปีนับแต่วันที่ 1 มิถุนายน หรือเมื่อพ้นสิบปีนับแต่วันที่ 1 มกราคม ✓
  • ข. ให้ใช้อายุความทางอาญาที่ยาวกว่า โดยไม่ต้องใช้อายุความหนึ่งปีหรืออายุความสิบปี
  • ค. ขาดอายุความเมื่อพ้นหนึ่งปีนับแต่วันที่ 1 มกราคม หรือเมื่อพ้นสิบปีนับแต่วันที่ 1 มิถุนายน
  • ง. ขาดอายุความเมื่อพ้นสิบปีนับแต่วันที่ 1 มกราคม โดยไม่ต้องพิจารณาวันที่ 1 มิถุนายน

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ขาดอายุความเมื่อพ้นหนึ่งปีนับแต่วันที่ 1 มิถุนายน หรือเมื่อพ้นสิบปีนับแต่วันที่ 1 มกราคม" ข้อเท็จจริงว่าทำละเมิดวันที่ 1 มกราคม → “นับแต่วันทำละเมิด”; ข้อเท็จจริงว่านาย ก. รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวนาย ข. วันที่ 1 มิถุนายน → “นับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน”; ข้อเท็จจริงว่าการเรียกร้องมิได้มีมูลอันเป็นความผิดทางอาญา → ไม่เข้าเงื่อนไข “เรียกร้องค่าเสียหายในมูลอันเป็นความผิดมีโทษตามกฎหมายลักษณะอาญา” จึงใช้อายุความหนึ่งปี และอายุความสิบปี โดยเริ่มนับตามวันดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ให้ใช้อายุความทางอาญาที่ยาวกว่า โดยไม่ต้องใช้อายุความหนึ่งปีหรืออายุความสิบปี" ผิด: แหล่งกฎหมายให้ใช้อายุความทางอาญาที่ยาวกว่าเฉพาะเมื่อเรียกร้องค่าเสียหายในมูลอันเป็นความผิดมีโทษตามกฎหมายลักษณะอาญาและมีอายุความทางอาญายาวกว่า • "ขาดอายุความเมื่อพ้นหนึ่งปีนับแต่วันที่ 1 มกราคม หรือเมื่อพ้นสิบปีนับแต่วันที่ 1 มิถุนายน" ผิด: แหล่งกฎหมายกำหนดให้หนึ่งปีนับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน ส่วนสิบปีนับแต่วันทำละเมิด • "ขาดอายุความเมื่อพ้นสิบปีนับแต่วันที่ 1 มกราคม โดยไม่ต้องพิจารณาวันที่ 1 มิถุนายน" ผิด: แหล่งกฎหมายกำหนดด้วยว่าสิทธิเรียกร้องขาดอายุความเมื่อพ้นปีหนึ่งนับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน อ้างอิงตัวบท ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448: “ขาด อายุความเมื่อพ้นปีหนึ่งนับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่า สินไหมทดแทน” ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448: “หรือเมื่อพ้นสิบปีนับแต่วันทำละเมิด”

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448: “ขาด อายุความเมื่อพ้นปีหนึ่งนับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่า สินไหมทดแทน”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q6
general_admin_law
hard
apply
Human Approved
Confidence: —%

นาย ก. เป็นเจ้าพนักงาน รับเงินจำนวนหนึ่งไว้สำหรับตนเองโดยมิชอบ เพื่อกระทำการในตำแหน่งซึ่งเป็นการชอบด้วยหน้าที่ โดยนาย ก. ยังมิได้กระทำการดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายอาญา ข้อใดถูกต้อง

  • ก. ยังไม่เป็นความผิดจากการรับทรัพย์สินโดยมิชอบ เพราะการที่จะกระทำนั้นชอบด้วยหน้าที่
  • ข. เป็นความผิดจากการรับทรัพย์สินโดยมิชอบเพื่อกระทำการในตำแหน่ง แม้การนั้นจะชอบด้วยหน้าที่ ✓
  • ค. ยังไม่เป็นความผิดจากการรับทรัพย์สินโดยมิชอบ จนกว่าจะได้กระทำการในตำแหน่งแล้ว
  • ง. เป็นความผิดจากการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด

Explanation: คำตอบที่ถูก: "เป็นความผิดจากการรับทรัพย์สินโดยมิชอบเพื่อกระทำการในตำแหน่ง แม้การนั้นจะชอบด้วยหน้าที่" ข้อเท็จจริงว่า นาย ก. เป็นเจ้าพนักงาน → “ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน”; รับเงิน → “รับ” และ “ทรัพย์สิน”; ไว้สำหรับตนเอง → “สำหรับตนเองหรือผู้อื่น”; โดยมิชอบ → “โดยมิชอบ”; เพื่อกระทำการในตำแหน่งและยังมิได้กระทำการนั้น → “เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่ง”; การนั้นชอบด้วยหน้าที่ → “ไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่” ดังนั้น การรับเงินดังกล่าวเป็นความผิด แม้การที่จะกระทำเป็นการชอบด้วยหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ยังไม่เป็นความผิดจากการรับทรัพย์สินโดยมิชอบ เพราะการที่จะกระทำนั้นชอบด้วยหน้าที่" ผิด: แหล่งกฎหมายกำหนดว่าเป็นความผิด “ไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่” • "ยังไม่เป็นความผิดจากการรับทรัพย์สินโดยมิชอบ จนกว่าจะได้กระทำการในตำแหน่งแล้ว" ผิด: แหล่งกฎหมายกำหนดองค์ประกอบว่า “เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด...เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่ง” จึงไม่ต้องรอให้กระทำการนั้นแล้ว • "เป็นความผิดจากการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด" ผิด: กรณีดังกล่าวต้องมีการ “ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด” แต่โจทย์ระบุเพียงการรับเงินเพื่อกระทำการและยังมิได้กระทำการนั้น อ้างอิงตัวบท ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149: “ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัด หรือสมาชิกสภาเทศบาล เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือ ประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใด ในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ ต้องระวางโทษ”

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149: “ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัด หรือสมาชิกสภาเทศบาล เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือ ประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใด ในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ ต้องระวางโทษ”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q7
general_admin_law
hard
apply
Human Approved
Confidence: —%

นาย ก. กำลังเงื้อมีดจะแทงนาง ข. ทันที อันเป็นการประทุษร้ายโดยละเมิดต่อกฎหมาย นาย ค. จึงผลักนาย ก. เพื่อป้องกันสิทธิของนาง ข. ให้พ้นจากการแทง โดยการผลักนั้นพอสมควรแก่เหตุ ตามประมวลกฎหมายอาญา ข้อใดถูกต้อง

  • ก. เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่นาย ค. ยังคงมีความผิด
  • ข. ไม่เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย เพราะนาย ค. ป้องกันสิทธิของนาง ข.
  • ค. เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย และนาย ค. ไม่มีความผิด ✓
  • ง. ไม่เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย เพราะภยันตรายเพียงใกล้จะถึงยังไม่เพียงพอ

Explanation: คำตอบที่ถูก: "เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย และนาย ค. ไม่มีความผิด" ข้อเท็จจริงในกรณีนี้สัมพันธ์กับองค์ประกอบดังนี้: นาย ค. เป็นผู้กระทำ → “ผู้ใด”; การผลักเพื่อป้องกันสิทธิของนาง ข. → “เพื่อป้องกันสิทธิของตน หรือของผู้อื่น ให้พ้นภยันตราย”; นาย ก. เงื้อมีดจะแทงทันทีโดยละเมิดต่อกฎหมาย → “เกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย และเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง”; การผลักพอสมควรแก่เหตุ → “ถ้าได้กระทำพอสมควรแก่เหตุ” ดังนั้น การกระทำเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายและนาย ค. ไม่มีความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่นาย ค. ยังคงมีความผิด" ผิด: แหล่งที่มาระบุผลไว้โดยตรงว่า เมื่อเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว “ผู้นั้นไม่มีความผิด” • "ไม่เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย เพราะนาย ค. ป้องกันสิทธิของนาง ข." ผิด: แหล่งที่มาระบุว่าอาจกระทำเพื่อ “ป้องกันสิทธิของตน หรือของผู้อื่น” จึงครอบคลุมการป้องกันสิทธิของนาง ข. • "ไม่เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย เพราะภยันตรายเพียงใกล้จะถึงยังไม่เพียงพอ" ผิด: แหล่งที่มากำหนดให้ป้องกันได้เมื่อเป็น “ภยันตรายที่ใกล้จะถึง” ซึ่งตรงกับการเงื้อมีดจะแทงทันที อ้างอิงตัวบท ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68: “การกระทำนั้นเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย” ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68: “ผู้นั้นไม่มีความผิด”

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68: “การกระทำนั้นเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q8
general_admin_law
hard
apply
Human Approved
Confidence: —%

นาย ก. รู้ว่านาย ข. จะนำเครื่องมือไปใช้กระทำความผิด จึงให้ยืมเครื่องมือนั้นก่อนนาย ข. ลงมือ โดยการกระทำของนาย ก. มีเพียงการให้ยืมเครื่องมือ ต่อมานาย ข. ใช้เครื่องมือนั้นกระทำความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา นาย ก. มีฐานะและต้องระวางโทษอย่างไร

  • ก. นาย ก. เป็นตัวการ และต้องระวางโทษตามที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น
  • ข. นาย ก. เป็นผู้สนับสนุน และต้องระวางโทษกึ่งหนึ่งของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดที่สนับสนุน
  • ค. นาย ก. ไม่เป็นผู้สนับสนุน และไม่ต้องรับโทษในฐานะผู้สนับสนุนความผิดนั้น
  • ง. นาย ก. เป็นผู้สนับสนุน และต้องระวางโทษสองในสามส่วนของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดที่สนับสนุน ✓

Explanation: คำตอบที่ถูก: "นาย ก. เป็นผู้สนับสนุน และต้องระวางโทษสองในสามส่วนของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดที่สนับสนุน" ข้อเท็จจริงนาย ก. → “ผู้ใด”; การที่นาย ก. รู้ว่านาย ข. จะใช้เครื่องมือกระทำความผิดและจึงให้ยืม → “กระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการช่วยเหลือ หรือให้ความสะดวกในการที่ผู้อื่นกระทำความผิด”; การให้ยืมเกิดขึ้นก่อนนาย ข. ลงมือ → “ก่อนหรือขณะกระทำความผิด”; นาย ข. ใช้เครื่องมือนั้นกระทำความผิด → “ผู้อื่นกระทำความผิด” ดังนั้น นาย ก. เป็นผู้สนับสนุนและต้องระวางโทษสองในสามส่วนของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดที่สนับสนุน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "นาย ก. เป็นตัวการ และต้องระวางโทษตามที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น" ผิด: มาตรา 83 กำหนดให้เป็นตัวการเมื่อบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป “ได้ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน” แต่กรณีนี้นาย ก. มีเพียงการให้ยืมเครื่องมือก่อนลงมือ • "นาย ก. เป็นผู้สนับสนุน และต้องระวางโทษกึ่งหนึ่งของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดที่สนับสนุน" ผิด: มาตรา 86 กำหนดโทษไว้ว่า “สองในสามส่วนของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดที่สนับสนุน” มิใช่กึ่งหนึ่ง • "นาย ก. ไม่เป็นผู้สนับสนุน และไม่ต้องรับโทษในฐานะผู้สนับสนุนความผิดนั้น" ผิด: มาตรา 86 ระบุว่าผู้ช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกก่อนหรือขณะผู้อื่นกระทำความผิด “ผู้นั้นเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิด” อ้างอิงตัวบท ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86: “ผู้ใดกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการช่วยเหลือ หรือให้ ความสะดวกในการที่ผู้อื่นกระทำความผิดก่อนหรือขณะกระทำความผิด แม้ผู้กระทำความ ผิดจะมิได้รู้ถึงการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกนั้นก็ตาม ผู้นั้นเป็นผู้สนับสนุนการกระ ทำความผิด” ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86: “ต้องระวางโทษสองในสามส่วนของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดที่สนับสนุน”

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86: “ผู้ใดกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการช่วยเหลือ หรือให้ ความสะดวกในการที่ผู้อื่นกระทำความผิดก่อนหรือขณะกระทำความผิด แม้ผู้กระทำความ ผิดจะมิได้รู้ถึงการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกนั้นก็ตาม ผู้นั้นเป็นผู้สนับสนุนการกระ ทำความผิด”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q9
general_admin_law
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ผู้ใดต้องเป็นผู้กระทำคำสั่งทางปกครอง

  • ก. เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจหน้าที่ในเรื่องนั้น ✓
  • ข. เจ้าหน้าที่ผู้ไม่มีอำนาจหน้าที่ในเรื่องนั้น
  • ค. เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจหน้าที่ในเรื่องอื่น
  • ง. เจ้าหน้าที่ผู้ใดก็ได้โดยไม่คำนึงถึงอำนาจหน้าที่

Explanation: คำตอบที่ถูก: "เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจหน้าที่ในเรื่องนั้น" มาตรา 12 กำหนดว่า คำสั่งทางปกครองจะต้องกระทำโดยเจ้าหน้าที่ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในเรื่องนั้น ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เจ้าหน้าที่ผู้ไม่มีอำนาจหน้าที่ในเรื่องนั้น" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดว่า คำสั่งทางปกครองจะต้องกระทำโดยเจ้าหน้าที่ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในเรื่องนั้น • "เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจหน้าที่ในเรื่องอื่น" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุเฉพาะเจ้าหน้าที่ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในเรื่องนั้น ไม่ใช่ในเรื่องอื่น • "เจ้าหน้าที่ผู้ใดก็ได้โดยไม่คำนึงถึงอำนาจหน้าที่" ผิด: แหล่งข้อมูลบังคับว่าผู้กระทำคำสั่งต้องเป็นเจ้าหน้าที่ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในเรื่องนั้น อ้างอิงตัวบท พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 12 (พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “คำสั่งทางปกครองจะต้องกระทำโดยเจ้าหน้าที่ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในเรื่องนั้น”

พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 12 (พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “คำสั่งทางปกครองจะต้องกระทำโดยเจ้าหน้าที่ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในเรื่องนั้น”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q10
general_admin_law
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง เจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นพี่น้องหรือลูกพี่ลูกน้องของคู่กรณีภายในกี่ชั้น จะทำการพิจารณาทางปกครองไม่ได้

  • ก. นับได้เพียงภายในหนึ่งชั้น
  • ข. นับได้เพียงภายในสามชั้น ✓
  • ค. นับได้เพียงภายในสองชั้น
  • ง. นับได้เพียงภายในสี่ชั้น

Explanation: คำตอบที่ถูก: "นับได้เพียงภายในสามชั้น" มาตรา 13 (3) กำหนดว่า เจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นพี่น้องหรือลูกพี่ลูกน้องของคู่กรณี นับได้เพียงภายในสามชั้น จะทำการพิจารณาทางปกครองไม่ได้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "นับได้เพียงภายในหนึ่งชั้น" ผิด: มาตรา 13 (3) กำหนดให้พี่น้องหรือลูกพี่ลูกน้องนับได้เพียงภายในสามชั้น มิใช่หนึ่งชั้น • "นับได้เพียงภายในสองชั้น" ผิด: มาตรา 13 (3) กำหนดให้พี่น้องหรือลูกพี่ลูกน้องนับได้เพียงภายในสามชั้น • "นับได้เพียงภายในสี่ชั้น" ผิด: มาตรา 13 (3) จำกัดพี่น้องหรือลูกพี่ลูกน้องไว้เพียงภายในสามชั้น มิใช่สี่ชั้น อ้างอิงตัวบท พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 13 (พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “เจ้าหน้าที่ดังต่อไปนี้จะทำการพิจารณาทางปกครองไม่ได้” พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 13 (พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “เป็นพี่น้องหรือลูกพี่ลูกน้องนับได้เพียงภายในสามชั้น”

พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 13 (พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “เจ้าหน้าที่ดังต่อไปนี้จะทำการพิจารณาทางปกครองไม่ได้”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q11
general_admin_law
medium
understand
Human Approved
Confidence: —%

ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ข้อใดอธิบายการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่เมื่อมีเหตุที่อาจกระทบความเป็นกลางได้ถูกต้อง

  • ก. เมื่อเจ้าหน้าที่มีเหตุอื่นซึ่งมีสภาพร้ายแรงอันอาจทำให้การพิจารณาไม่เป็นกลาง ให้พิจารณาเรื่องต่อไปจนกว่าผู้บังคับบัญชาจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น
  • ข. เมื่อเจ้าหน้าที่เห็นเองว่าตนมีเหตุอื่นซึ่งมีสภาพร้ายแรงอันอาจทำให้การพิจารณาไม่เป็นกลาง ให้พิจารณาเรื่องต่อไปได้แต่ต้องแจ้งผู้บังคับบัญชาเหนือตนขึ้นไปชั้นหนึ่ง
  • ค. เมื่อเจ้าหน้าที่เห็นเองว่าตนมีเหตุอื่นซึ่งมีสภาพร้ายแรงอันอาจทำให้การพิจารณาไม่เป็นกลาง ต้องหยุดการพิจารณาไว้ก่อนและแจ้งผู้บังคับบัญชาเหนือตนขึ้นไปชั้นหนึ่ง ✓
  • ง. เมื่อคู่กรณีคัดค้านและเจ้าหน้าที่เห็นว่าตนไม่มีเหตุตามที่คัดค้าน ต้องหยุดการพิจารณาไว้ก่อนและแจ้งผู้บังคับบัญชาเหนือตนขึ้นไปชั้นหนึ่ง

Explanation: คำตอบที่ถูก: "เมื่อเจ้าหน้าที่เห็นเองว่าตนมีเหตุอื่นซึ่งมีสภาพร้ายแรงอันอาจทำให้การพิจารณาไม่เป็นกลาง ต้องหยุดการพิจารณาไว้ก่อนและแจ้งผู้บังคับบัญชาเหนือตนขึ้นไปชั้นหนึ่ง" มาตรา 16 กำหนดว่า เมื่อเจ้าหน้าที่เห็นเองว่าตนมีเหตุอื่นซึ่งมีสภาพร้ายแรงอันอาจทำให้การพิจารณาไม่เป็นกลาง เจ้าหน้าที่ต้องหยุดการพิจารณาเรื่องไว้ก่อนและแจ้งผู้บังคับบัญชาเหนือตนขึ้นไปชั้นหนึ่ง ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เมื่อเจ้าหน้าที่มีเหตุอื่นซึ่งมีสภาพร้ายแรงอันอาจทำให้การพิจารณาไม่เป็นกลาง ให้พิจารณาเรื่องต่อไปจนกว่าผู้บังคับบัญชาจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น" ผิด: แหล่งข้อมูลบัญญัติว่า เจ้าหน้าที่ซึ่งมีเหตุที่มีสภาพร้ายแรงอันอาจทำให้การพิจารณาไม่เป็นกลาง จะทำการพิจารณาทางปกครองในเรื่องนั้นไม่ได้ • "เมื่อเจ้าหน้าที่เห็นเองว่าตนมีเหตุอื่นซึ่งมีสภาพร้ายแรงอันอาจทำให้การพิจารณาไม่เป็นกลาง ให้พิจารณาเรื่องต่อไปได้แต่ต้องแจ้งผู้บังคับบัญชาเหนือตนขึ้นไปชั้นหนึ่ง" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดว่า หากผู้นั้นเห็นเองว่าตนมีกรณีดังกล่าว ให้หยุดการพิจารณาเรื่องไว้ก่อนและแจ้งผู้บังคับบัญชาเหนือตนขึ้นไปชั้นหนึ่ง • "เมื่อคู่กรณีคัดค้านและเจ้าหน้าที่เห็นว่าตนไม่มีเหตุตามที่คัดค้าน ต้องหยุดการพิจารณาไว้ก่อนและแจ้งผู้บังคับบัญชาเหนือตนขึ้นไปชั้นหนึ่ง" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า หากเจ้าหน้าที่เห็นว่าตนไม่มีเหตุตามที่คัดค้าน เจ้าหน้าที่จะพิจารณาเรื่องต่อไปก็ได้ แต่ต้องแจ้งผู้บังคับบัญชาเหนือตนขึ้นไปชั้นหนึ่ง อ้างอิงตัวบท พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 16 (พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “ถ้าผู้นั้นเห็นเองว่าตนมีกรณีดังกล่าว ให้ผู้นั้นหยุดการพิจารณาเรื่องไว้ก่อน” พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 16 (พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “แจ้งให้ผู้บังคับบัญชาเหนือตนขึ้นไปชั้นหนึ่งหรือประธานกรรมการทราบ”

พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 16 (พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “ถ้าผู้นั้นเห็นเองว่าตนมีกรณีดังกล่าว ให้ผู้นั้นหยุดการพิจารณาเรื่องไว้ก่อน”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q12
general_admin_law
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ข้อใดกล่าวถูกต้องตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองเกี่ยวกับการให้โอกาสคู่กรณีก่อนออกคำสั่งทางปกครอง

  • ก. เมื่อคำสั่งอาจกระทบสิทธิของคู่กรณี เจ้าหน้าที่ต้องให้คู่กรณีมีโอกาสโต้แย้งและแสดงพยานหลักฐาน แต่กรณีจำเป็นรีบด่วนเจ้าหน้าที่จะเห็นสมควรปฏิบัติเป็นอย่างอื่นไม่ได้
  • ข. เมื่อคำสั่งอาจกระทบสิทธิของคู่กรณี เจ้าหน้าที่ต้องให้คู่กรณีทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอและมีโอกาสโต้แย้งและแสดงพยานหลักฐาน แม้จะก่อผลเสียหายอย่างร้ายแรงต่อประโยชน์สาธารณะ
  • ค. เมื่อคำสั่งอาจกระทบสิทธิของคู่กรณี เจ้าหน้าที่ต้องให้คู่กรณีทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอ แต่ไม่ต้องให้โอกาสโต้แย้งและแสดงพยานหลักฐานของตน
  • ง. เมื่อคำสั่งอาจกระทบสิทธิของคู่กรณี เจ้าหน้าที่ต้องให้คู่กรณีทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอและมีโอกาสโต้แย้งและแสดงพยานหลักฐาน แต่ห้ามให้โอกาสหากจะก่อผลเสียหายอย่างร้ายแรงต่อประโยชน์สาธารณะ ✓

Explanation: คำตอบที่ถูก: "เมื่อคำสั่งอาจกระทบสิทธิของคู่กรณี เจ้าหน้าที่ต้องให้คู่กรณีทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอและมีโอกาสโต้แย้งและแสดงพยานหลักฐาน แต่ห้ามให้โอกาสหากจะก่อผลเสียหายอย่างร้ายแรงต่อประโยชน์สาธารณะ" มาตรา 30 กำหนดว่า หากคำสั่งทางปกครองอาจกระทบสิทธิของคู่กรณี เจ้าหน้าที่ต้องให้คู่กรณีทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอและมีโอกาสโต้แย้งและแสดงพยานหลักฐาน ทั้งนี้ ห้ามให้โอกาสดังกล่าวหากจะก่อผลเสียหายอย่างร้ายแรงต่อประโยชน์สาธารณะ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เมื่อคำสั่งอาจกระทบสิทธิของคู่กรณี เจ้าหน้าที่ต้องให้คู่กรณีมีโอกาสโต้แย้งและแสดงพยานหลักฐาน แต่กรณีจำเป็นรีบด่วนเจ้าหน้าที่จะเห็นสมควรปฏิบัติเป็นอย่างอื่นไม่ได้" ผิด: แหล่งกฎหมายระบุว่าข้อยกเว้นไม่นำหลักการรับฟังมาใช้บังคับ เว้นแต่เจ้าหน้าที่จะเห็นสมควรปฏิบัติเป็นอย่างอื่น • "เมื่อคำสั่งอาจกระทบสิทธิของคู่กรณี เจ้าหน้าที่ต้องให้คู่กรณีทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอและมีโอกาสโต้แย้งและแสดงพยานหลักฐาน แม้จะก่อผลเสียหายอย่างร้ายแรงต่อประโยชน์สาธารณะ" ผิด: แหล่งกฎหมายระบุว่า ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ให้โอกาสดังกล่าว ถ้าจะก่อให้เกิดผลเสียหายอย่างร้ายแรงต่อประโยชน์สาธารณะ • "เมื่อคำสั่งอาจกระทบสิทธิของคู่กรณี เจ้าหน้าที่ต้องให้คู่กรณีทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอ แต่ไม่ต้องให้โอกาสโต้แย้งและแสดงพยานหลักฐานของตน" ผิด: แหล่งกฎหมายกำหนดให้เจ้าหน้าที่ต้องให้ทั้งโอกาสทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอ และโอกาสโต้แย้งและแสดงพยานหลักฐานของตน อ้างอิงตัวบท พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 30 (พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “ในกรณีที่คำสั่งทางปกครองอาจกระทบถึงสิทธิของคู่กรณี เจ้าหน้าที่ ต้องให้คู่กรณีมีโอกาสที่จะได้ทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอ” พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 30 (พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “และมีโอกาสได้โต้แย้ง” พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 30 (พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “และแสดง พยานหลักฐานของตน” พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 30 (พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ให้โอกาสตามวรรคหนึ่ง ถ้าจะก่อให้เกิดผลเสียหายอย่างร้ายแรง ต่อประโยชน์สาธารณะ”

พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 30 (พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “ในกรณีที่คำสั่งทางปกครองอาจกระทบถึงสิทธิของคู่กรณี เจ้าหน้าที่ ต้องให้คู่กรณีมีโอกาสที่จะได้ทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอ”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q13
general_admin_law
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง เหตุผลของคำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสืออย่างน้อยต้องประกอบด้วยข้อใด

  • ก. ข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ ข้อกฎหมายที่อ้างอิง และข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ ✓
  • ข. ข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ คำร้องขอของผู้อยู่ในบังคับของคำสั่ง และข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ
  • ค. การประกาศในราชกิจจานุเบกษา ข้อกฎหมายที่อ้างอิง และข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ
  • ง. ข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ ข้อกฎหมายที่อ้างอิง และเหตุที่ต้องรักษาไว้เป็นความลับตามกฎหมาย

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ ข้อกฎหมายที่อ้างอิง และข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ" มาตรา 37 กำหนดว่าเหตุผลของคำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสืออย่างน้อยต้องประกอบด้วยข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ ข้อกฎหมายที่อ้างอิง และข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ คำร้องขอของผู้อยู่ในบังคับของคำสั่ง และข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้เหตุผลต้องมี “ข้อกฎหมายที่อ้างอิง” มิใช่คำร้องขอของผู้อยู่ในบังคับของคำสั่ง • "การประกาศในราชกิจจานุเบกษา ข้อกฎหมายที่อ้างอิง และข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้เหตุผลต้องมี “ข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ” มิใช่การประกาศในราชกิจจานุเบกษา • "ข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ ข้อกฎหมายที่อ้างอิง และเหตุที่ต้องรักษาไว้เป็นความลับตามกฎหมาย" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้เหตุผลต้องมี “ข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ” ส่วนกรณีที่ต้องรักษาไว้เป็นความลับเป็นข้อยกเว้น อ้างอิงตัวบท พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 37 (พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “เหตุผลนั้นอย่างน้อยต้องประกอบด้วย (1) ข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ” พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 37 (พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “เหตุผลนั้นอย่างน้อยต้องประกอบด้วย (1) ข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ (2) ข้อกฎหมายที่อ้างอิง” พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 37 (พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “เหตุผลนั้นอย่างน้อยต้องประกอบด้วย (1) ข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ (2) ข้อกฎหมายที่อ้างอิง (3) ข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ”

พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 37 (พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “เหตุผลนั้นอย่างน้อยต้องประกอบด้วย (1) ข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q14
general_admin_law
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการใช้บังคับแก่รัฐสภาและคณะรัฐมนตรี

  • ก. ให้ใช้บังคับแก่รัฐสภา แต่มิให้ใช้บังคับแก่คณะรัฐมนตรี
  • ข. มิให้ใช้บังคับแก่รัฐสภาและคณะรัฐมนตรีทั้งสององค์กร ✓
  • ค. มิให้ใช้บังคับแก่รัฐสภา แต่ให้ใช้บังคับแก่คณะรัฐมนตรี
  • ง. ให้ใช้บังคับแก่รัฐสภาและคณะรัฐมนตรีทั้งสององค์กร

Explanation: คำตอบที่ถูก: "มิให้ใช้บังคับแก่รัฐสภาและคณะรัฐมนตรีทั้งสององค์กร" มาตรา 4 (1) กำหนดให้พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองมิให้ใช้บังคับแก่รัฐสภาและคณะรัฐมนตรี ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ให้ใช้บังคับแก่รัฐสภา แต่มิให้ใช้บังคับแก่คณะรัฐมนตรี" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า “พระราชบัญญัตินี้มิให้ใช้บังคับแก่รัฐสภาและคณะรัฐมนตรี” จึงมิให้ใช้บังคับแก่รัฐสภาด้วย • "มิให้ใช้บังคับแก่รัฐสภา แต่ให้ใช้บังคับแก่คณะรัฐมนตรี" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า “พระราชบัญญัตินี้มิให้ใช้บังคับแก่รัฐสภาและคณะรัฐมนตรี” จึงมิให้ใช้บังคับแก่คณะรัฐมนตรีด้วย • "ให้ใช้บังคับแก่รัฐสภาและคณะรัฐมนตรีทั้งสององค์กร" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดโดยตรงว่าพระราชบัญญัตินี้มิให้ใช้บังคับแก่รัฐสภาและคณะรัฐมนตรี อ้างอิงตัวบท พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 4 (พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “พระราชบัญญัตินี้มิให้ใช้บังคับแก่ (1) รัฐสภาและคณะรัฐมนตรี”

พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 4 (พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “พระราชบัญญัตินี้มิให้ใช้บังคับแก่ (1) รัฐสภาและคณะรัฐมนตรี”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q15
general_admin_law
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ในกรณีที่คำสั่งทางปกครองไม่ได้ออกโดยรัฐมนตรีและไม่มีกฎหมายกำหนดขั้นตอนอุทธรณ์ภายในฝ่ายปกครองไว้เป็นการเฉพาะ ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว

  • ก. ยื่นต่อเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครองภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ตนได้รับแจ้ง และการอุทธรณ์เป็นเหตุให้ทุเลาการบังคับทันทีโดยไม่ต้องมีคำสั่งให้ทุเลาการบังคับ
  • ข. ยื่นต่อเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครองภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ตนได้รับแจ้ง และการอุทธรณ์ไม่เป็นเหตุให้ทุเลาการบังคับ เว้นแต่จะมีการสั่งให้ทุเลาการบังคับ
  • ค. ยื่นต่อเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครองภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ตนได้รับแจ้ง และการอุทธรณ์ไม่เป็นเหตุให้ทุเลาการบังคับ เว้นแต่จะมีการสั่งให้ทุเลาการบังคับ ✓
  • ง. ยื่นต่อผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ตนได้รับแจ้ง และการอุทธรณ์ไม่เป็นเหตุให้ทุเลาการบังคับ เว้นแต่จะมีการสั่งให้ทุเลาการบังคับ

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ยื่นต่อเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครองภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ตนได้รับแจ้ง และการอุทธรณ์ไม่เป็นเหตุให้ทุเลาการบังคับ เว้นแต่จะมีการสั่งให้ทุเลาการบังคับ" มาตรา 44 กำหนดให้คู่กรณียื่นอุทธรณ์ต่อเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครองภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง และการอุทธรณ์ไม่ทำให้ทุเลาการบังคับ เว้นแต่จะมีการสั่งให้ทุเลาการบังคับตามมาตรา 63/2 วรรคหนึ่ง ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ยื่นต่อเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครองภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ตนได้รับแจ้ง และการอุทธรณ์เป็นเหตุให้ทุเลาการบังคับทันทีโดยไม่ต้องมีคำสั่งให้ทุเลาการบังคับ" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า “การอุทธรณ์ไม่เป็นเหตุให้ทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครอง” เว้นแต่จะมีการสั่งให้ทุเลาการบังคับ • "ยื่นต่อเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครองภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ตนได้รับแจ้ง และการอุทธรณ์ไม่เป็นเหตุให้ทุเลาการบังคับ เว้นแต่จะมีการสั่งให้ทุเลาการบังคับ" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ยื่นอุทธรณ์ “ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ตนได้รับแจ้งคำสั่งดังกล่าว” ไม่ใช่ภายในสามสิบวัน • "ยื่นต่อผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ตนได้รับแจ้ง และการอุทธรณ์ไม่เป็นเหตุให้ทุเลาการบังคับ เว้นแต่จะมีการสั่งให้ทุเลาการบังคับ" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้คู่กรณียื่นอุทธรณ์ “ต่อเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครอง” อ้างอิงตัวบท พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 44 (พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “ยื่นต่อเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครองภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่” พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 44 (พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “การอุทธรณ์ไม่เป็นเหตุให้ทุเลาการบังคับ” พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 44 (พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “เว้นแต่จะมีการสั่งให้ทุเลา”

พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 44 (พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “ยื่นต่อเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครองภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q16
general_admin_law
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง การเพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่มีลักษณะเป็นการให้ประโยชน์ โดยไม่เข้าข้อยกเว้นที่กฎหมายกำหนด ต้องกระทำภายในระยะเวลาใด

  • ก. ภายในสามสิบวันนับแต่ได้รู้ถึงเหตุที่จะให้เพิกถอน
  • ข. ภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่ได้รู้ถึงเหตุที่จะให้เพิกถอน
  • ค. ภายในหกสิบวันนับแต่ได้รู้ถึงเหตุที่จะให้เพิกถอน
  • ง. ภายในเก้าสิบวันนับแต่ได้รู้ถึงเหตุที่จะให้เพิกถอน ✓

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ภายในเก้าสิบวันนับแต่ได้รู้ถึงเหตุที่จะให้เพิกถอน" มาตรา 49 กำหนดว่า การเพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่มีลักษณะเป็นการให้ประโยชน์ต้องกระทำภายในเก้าสิบวันนับแต่ได้รู้ถึงเหตุที่จะให้เพิกถอน เว้นแต่เป็นกรณีตามข้อยกเว้นที่บัญญัติไว้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ภายในสามสิบวันนับแต่ได้รู้ถึงเหตุที่จะให้เพิกถอน" ผิด: กฎหมายกำหนดว่าให้กระทำภายในเก้าสิบวัน มิใช่สามสิบวัน นับแต่ได้รู้ถึงเหตุที่จะให้เพิกถอน • "ภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่ได้รู้ถึงเหตุที่จะให้เพิกถอน" ผิด: กฎหมายระบุว่าเก้าสิบวัน มิใช่หนึ่งร้อยแปดสิบวัน นับแต่ได้รู้ถึงเหตุที่จะให้เพิกถอน • "ภายในหกสิบวันนับแต่ได้รู้ถึงเหตุที่จะให้เพิกถอน" ผิด: ข้อความในแหล่งกำหนดระยะเวลาเก้าสิบวัน มิใช่หกสิบวัน นับแต่ได้รู้ถึงเหตุที่จะให้เพิกถอน อ้างอิงตัวบท พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 49 (พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “การเพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่มีลักษณะเป็นการให้ประโยชน์ต้องกระทำภายในเก้าสิบวันนับแต่ได้รู้ถึงเหตุที่จะให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองนั้น”

พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 49 (พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “การเพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่มีลักษณะเป็นการให้ประโยชน์ต้องกระทำภายในเก้าสิบวันนับแต่ได้รู้ถึงเหตุที่จะให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองนั้น”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q17
general_admin_law
medium
understand
Human Approved
Confidence: —%

ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ข้อใดอธิบายความแตกต่างระหว่างคำสั่งทางปกครองกับกฎได้ถูกต้อง

  • ก. คำสั่งทางปกครองเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายที่มีผลสร้างนิติสัมพันธ์หรือกระทบสถานภาพสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล โดยไม่รวมการออกกฎ ส่วนกฎมีผลบังคับทั่วไปโดยไม่เจาะจงกรณีหรือบุคคล ✓
  • ข. คำสั่งทางปกครองเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายที่กระทบสถานภาพสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลเฉพาะเมื่อมีผลถาวร โดยไม่รวมผลชั่วคราว ส่วนกฎมีผลบังคับทั่วไปโดยไม่เจาะจงกรณีหรือบุคคล
  • ค. คำสั่งทางปกครองเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายที่มีผลสร้างนิติสัมพันธ์หรือกระทบสถานภาพสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล และรวมการออกกฎด้วย ส่วนกฎมีผลบังคับทั่วไปโดยไม่เจาะจงกรณีหรือบุคคล
  • ง. คำสั่งทางปกครองมีผลบังคับทั่วไปโดยไม่เจาะจงกรณีหรือบุคคล ส่วนกฎเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายที่กระทบสถานภาพสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลเป็นการเฉพาะ

Explanation: คำตอบที่ถูก: "คำสั่งทางปกครองเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายที่มีผลสร้างนิติสัมพันธ์หรือกระทบสถานภาพสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล โดยไม่รวมการออกกฎ ส่วนกฎมีผลบังคับทั่วไปโดยไม่เจาะจงกรณีหรือบุคคล" มาตรา 5 กำหนดให้คำสั่งทางปกครองครอบคลุมการใช้อำนาจตามกฎหมายที่สร้างนิติสัมพันธ์หรือกระทบสถานภาพสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล แต่ไม่รวมการออกกฎ ขณะที่กฎมีผลบังคับเป็นการทั่วไปและไม่มุ่งใช้แก่กรณีหรือบุคคลใดเป็นการเฉพาะ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "คำสั่งทางปกครองเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายที่กระทบสถานภาพสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลเฉพาะเมื่อมีผลถาวร โดยไม่รวมผลชั่วคราว ส่วนกฎมีผลบังคับทั่วไปโดยไม่เจาะจงกรณีหรือบุคคล" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดว่าผลของคำสั่งทางปกครองอาจเป็นการถาวรหรือชั่วคราวก็ได้ • "คำสั่งทางปกครองเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายที่มีผลสร้างนิติสัมพันธ์หรือกระทบสถานภาพสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล และรวมการออกกฎด้วย ส่วนกฎมีผลบังคับทั่วไปโดยไม่เจาะจงกรณีหรือบุคคล" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุชัดว่าคำสั่งทางปกครอง “ไม่หมายความรวมถึงการออกกฎ” • "คำสั่งทางปกครองมีผลบังคับทั่วไปโดยไม่เจาะจงกรณีหรือบุคคล ส่วนกฎเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายที่กระทบสถานภาพสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลเป็นการเฉพาะ" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดว่าลักษณะที่มีผลบังคับเป็นการทั่วไปและไม่มุ่งหมายใช้แก่กรณีหรือบุคคลเฉพาะเป็นความหมายของ “กฎ” มิใช่คำสั่งทางปกครอง อ้างอิงตัวบท พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 5 (พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “การใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้น” พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 5 (พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิ” พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 5 (พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “หรือหน้าที่ของบุคคล” พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 5 (พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “แต่ไม่หมายความรวมถึงการออกกฎ” พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 5 (พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “บทบัญญัติอื่นที่มีผลบังคับเป็นการทั่วไป โดยไม่มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่ กรณีใด” พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 5 (พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “หรือบุคคลใดเป็นการเฉพาะ”

พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 5 (พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “การใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้น”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q18
general_admin_law
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการใช้บังคับทางปกครองระหว่างหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง

  • ก. การบังคับทางปกครองไม่ใช้บังคับกับหน่วยงานของรัฐด้วยกัน แม้จะมีกฎหมายกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น
  • ข. การบังคับทางปกครองไม่ใช้บังคับกับหน่วยงานของรัฐด้วยกัน เว้นแต่จะมีกฎหมายกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ✓
  • ค. การบังคับทางปกครองใช้บังคับกับหน่วยงานของรัฐด้วยกัน เมื่อไม่มีกฎหมายกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น
  • ง. การบังคับทางปกครองใช้บังคับกับหน่วยงานของรัฐด้วยกัน เว้นแต่จะมีกฎหมายกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น

Explanation: คำตอบที่ถูก: "การบังคับทางปกครองไม่ใช้บังคับกับหน่วยงานของรัฐด้วยกัน เว้นแต่จะมีกฎหมายกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น" มาตรา 63/1 กำหนดว่า การบังคับทางปกครองไม่ใช้บังคับกับหน่วยงานของรัฐด้วยกัน เว้นแต่จะมีกฎหมายกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "การบังคับทางปกครองไม่ใช้บังคับกับหน่วยงานของรัฐด้วยกัน แม้จะมีกฎหมายกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น" ผิด: แหล่งข้อมูลมีข้อยกเว้นว่า “เว้นแต่จะมีกฎหมายกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น” • "การบังคับทางปกครองใช้บังคับกับหน่วยงานของรัฐด้วยกัน เมื่อไม่มีกฎหมายกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น" ผิด: เมื่อไม่มีกฎหมายกำหนดเป็นอย่างอื่น หลักตามแหล่งข้อมูลคือการบังคับทางปกครองไม่ใช้บังคับกับหน่วยงานของรัฐด้วยกัน • "การบังคับทางปกครองใช้บังคับกับหน่วยงานของรัฐด้วยกัน เว้นแต่จะมีกฎหมายกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า “ไม่ใช้บังคับกับหน่วยงานของรัฐด้วยกัน” มิใช่ใช้บังคับเป็นหลักทั่วไป อ้างอิงตัวบท พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 63/1 (พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “การบังคับทางปกครองไม่ใช้บังคับกับหน่วยงานของรัฐด้วยกัน” พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 63/1 (พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “เว้นแต่จะมีกฎหมายกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น”

พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 63/1 (พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “การบังคับทางปกครองไม่ใช้บังคับกับหน่วยงานของรัฐด้วยกัน”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q19
general_admin_law
medium
understand
Human Approved
Confidence: —%

ข้อใดอธิบายอำนาจในการใช้มาตรการบังคับทางปกครองและหลักการเลือกใช้มาตรการตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองได้ถูกต้อง

  • ก. เมื่อไม่มีการสั่งให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน เจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งมีอำนาจพิจารณาใช้มาตรการ และอาจมอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตามกฎกระทรวง โดยอาจใช้เกินความจำเป็นได้หากช่วยให้คำสั่งบรรลุผล
  • ข. เมื่อไม่มีการสั่งให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน อำนาจพิจารณาใช้มาตรการเป็นของเจ้าหน้าที่อื่น มิใช่เจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่ง และผู้ใช้อำนาจต้องใช้เพียงเท่าที่จำเป็นและกระทบผู้อยู่ในบังคับน้อยที่สุด
  • ค. เมื่อไม่มีการสั่งให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน เจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งมีอำนาจพิจารณาใช้มาตรการ และอาจมอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตามกฎกระทรวง โดยต้องใช้เพียงเท่าที่จำเป็นและกระทบผู้อยู่ในบังคับน้อยที่สุด ✓
  • ง. เมื่อไม่มีการสั่งให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน เจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งมีอำนาจพิจารณาใช้มาตรการ แต่ห้ามมอบอำนาจให้ผู้ใต้บังคับบัญชาหรือเจ้าหน้าที่อื่นดำเนินการ และต้องใช้เพียงเท่าที่จำเป็นโดยกระทบน้อยที่สุด

Explanation: คำตอบที่ถูก: "เมื่อไม่มีการสั่งให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน เจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งมีอำนาจพิจารณาใช้มาตรการ และอาจมอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตามกฎกระทรวง โดยต้องใช้เพียงเท่าที่จำเป็นและกระทบผู้อยู่ในบังคับน้อยที่สุด" ตามมาตรา 63/2 เจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครองมีอำนาจพิจารณาใช้มาตรการบังคับทางปกครอง เว้นแต่มีการสั่งทุเลาการบังคับ และอาจมอบอำนาจให้ผู้ใต้บังคับบัญชาหรือเจ้าหน้าที่อื่นดำเนินการตามกฎกระทรวงได้ ทั้งนี้ ต้องใช้มาตรการเพียงเท่าที่จำเป็นและกระทบกระเทือนผู้อยู่ในบังคับของคำสั่งน้อยที่สุด ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เมื่อไม่มีการสั่งให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน เจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งมีอำนาจพิจารณาใช้มาตรการ และอาจมอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตามกฎกระทรวง โดยอาจใช้เกินความจำเป็นได้หากช่วยให้คำสั่งบรรลุผล" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ใช้มาตรการ “เพียงเท่าที่จำเป็น” เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ และให้กระทบกระเทือนผู้อยู่ในบังคับของคำสั่งน้อยที่สุด • "เมื่อไม่มีการสั่งให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน อำนาจพิจารณาใช้มาตรการเป็นของเจ้าหน้าที่อื่น มิใช่เจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่ง และผู้ใช้อำนาจต้องใช้เพียงเท่าที่จำเป็นและกระทบผู้อยู่ในบังคับน้อยที่สุด" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า “เจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครองมีอำนาจที่จะพิจารณาใช้มาตรการบังคับทางปกครอง” • "เมื่อไม่มีการสั่งให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน เจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งมีอำนาจพิจารณาใช้มาตรการ แต่ห้ามมอบอำนาจให้ผู้ใต้บังคับบัญชาหรือเจ้าหน้าที่อื่นดำเนินการ และต้องใช้เพียงเท่าที่จำเป็นโดยกระทบน้อยที่สุด" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่ง “จะมอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่ซึ่งอยู่ใต้บังคับบัญชาหรือเจ้าหน้าที่อื่นเป็นผู้ดำเนินการก็ได้” ตามหลักเกณฑ์และวิธีการในกฎกระทรวง อ้างอิงตัวบท พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 63/2 (พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “เจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครองมีอำนาจที่จะพิจารณาใช้มาตรการบังคับทางปกครองเพื่อให้เป็นไปตามคำสั่งของตนได้ตามบทบัญญัติในหมวดนี้ เว้นแต่จะมีการสั่งให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน” พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 63/2 (พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “เจ้าหน้าที่ตามวรรคหนึ่งจะมอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่ซึ่งอยู่ใต้บังคับบัญชาหรือเจ้าหน้าที่อื่นเป็นผู้ดำเนินการก็ได้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง” พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 63/2 (พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “ให้เจ้าหน้าที่ตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสองใช้มาตรการบังคับทางปกครองเพียงเท่าที่จำเป็น” พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 63/2 (พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “โดยกระทบกระเทือนผู้อยู่ในบังคับของคำสั่งทางปกครองน้อยที่สุด”

พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 63/2 (พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “เจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครองมีอำนาจที่จะพิจารณาใช้มาตรการบังคับทางปกครองเพื่อให้เป็นไปตามคำสั่งของตนได้ตามบทบัญญัติในหมวดนี้ เว้นแต่จะมีการสั่งให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q20
general_admin_law
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ คำว่า “นิติกรรม” หมายความว่าอย่างไร

  • ก. การใด ๆ อันทำลงโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่ด้วยใจสมัคร มุ่งโดยตรงต่อการผูกนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคล เพื่อจะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือระงับซึ่งสิทธิ
  • ข. การใด ๆ อันทำลงโดยชอบด้วยกฎหมายแต่ปราศจากใจสมัคร มุ่งโดยตรงต่อการผูกนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคล เพื่อจะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือระงับซึ่งสิทธิ
  • ค. การใด ๆ อันทำลงโดยชอบด้วยกฎหมายและด้วยใจสมัคร มุ่งโดยอ้อมต่อการผูกนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคล เพื่อจะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือระงับซึ่งสิทธิ
  • ง. การใด ๆ อันทำลงโดยชอบด้วยกฎหมายและด้วยใจสมัคร มุ่งโดยตรงต่อการผูกนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคล เพื่อจะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือระงับซึ่งสิทธิ ✓

Explanation: คำตอบที่ถูก: "การใด ๆ อันทำลงโดยชอบด้วยกฎหมายและด้วยใจสมัคร มุ่งโดยตรงต่อการผูกนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคล เพื่อจะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือระงับซึ่งสิทธิ" มาตรา 149 นิยามนิติกรรมว่าเป็นการที่ทำโดยชอบด้วยกฎหมายและด้วยใจสมัคร โดยมุ่งโดยตรงต่อการผูกนิติสัมพันธ์ระหว่างบุคคล เพื่อก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือระงับซึ่งสิทธิ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "การใด ๆ อันทำลงโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่ด้วยใจสมัคร มุ่งโดยตรงต่อการผูกนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคล เพื่อจะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือระงับซึ่งสิทธิ" ผิด: มาตรา 149 กำหนดว่าการนั้นต้อง “ทำลงโดยชอบด้วยกฎหมาย” • "การใด ๆ อันทำลงโดยชอบด้วยกฎหมายแต่ปราศจากใจสมัคร มุ่งโดยตรงต่อการผูกนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคล เพื่อจะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือระงับซึ่งสิทธิ" ผิด: มาตรา 149 กำหนดว่าการนั้นต้องทำ “ด้วยใจสมัคร” • "การใด ๆ อันทำลงโดยชอบด้วยกฎหมายและด้วยใจสมัคร มุ่งโดยอ้อมต่อการผูกนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคล เพื่อจะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือระงับซึ่งสิทธิ" ผิด: มาตรา 149 ระบุว่าต้อง “มุ่งโดยตรงต่อการผูกนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคล” อ้างอิงตัวบท ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 149: “การใด ๆ อันทำลงโดยชอบด้วยกฎหมาย” ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 149: “และด้วยใจสมัคร” ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 149: “มุ่งโดยตรงต่อการผูกนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคล” ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 149: “เพื่อจะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน” ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 149: “หรือ ระงับซึ่งสิทธิ”

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 149: “การใด ๆ อันทำลงโดยชอบด้วยกฎหมาย”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q21
general_admin_law
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับสภาพบุคคลและสิทธิของทารกในครรภ์มารดา

  • ก. สภาพบุคคลเริ่มเมื่อคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารกและสิ้นสุดเมื่อตาย โดยทารกในครรภ์สามารถมีสิทธิต่าง ๆ ได้หากภายหลังคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารก ✓
  • ข. สภาพบุคคลเริ่มเมื่อคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารกและสิ้นสุดเมื่อตาย โดยทารกในครรภ์สามารถมีสิทธิต่าง ๆ ได้หากภายหลังคลอดแล้วไม่อยู่รอดเป็นทารก
  • ค. สภาพบุคคลเริ่มเมื่อคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารกและสิ้นสุดเมื่อศาลสั่งให้เป็นคนสาบสูญ โดยทารกในครรภ์สามารถมีสิทธิต่าง ๆ ได้หากภายหลังคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารก
  • ง. สภาพบุคคลเริ่มขณะเป็นทารกในครรภ์และสิ้นสุดเมื่อตาย โดยทารกในครรภ์สามารถมีสิทธิต่าง ๆ ได้หากภายหลังคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารก

Explanation: คำตอบที่ถูก: "สภาพบุคคลเริ่มเมื่อคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารกและสิ้นสุดเมื่อตาย โดยทารกในครรภ์สามารถมีสิทธิต่าง ๆ ได้หากภายหลังคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารก" มาตรา 15 กำหนดว่าสภาพบุคคลเริ่มเมื่อคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารกและสิ้นสุดลงเมื่อตาย ส่วนทารกในครรภ์มารดาสามารถมีสิทธิต่าง ๆ ได้หากภายหลังคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารก ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "สภาพบุคคลเริ่มเมื่อคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารกและสิ้นสุดเมื่อตาย โดยทารกในครรภ์สามารถมีสิทธิต่าง ๆ ได้หากภายหลังคลอดแล้วไม่อยู่รอดเป็นทารก" ผิด: มาตรา 15 กำหนดเงื่อนไขว่าภายหลังคลอดแล้วต้องอยู่รอดเป็นทารก มิใช่ไม่อยู่รอดเป็นทารก • "สภาพบุคคลเริ่มเมื่อคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารกและสิ้นสุดเมื่อศาลสั่งให้เป็นคนสาบสูญ โดยทารกในครรภ์สามารถมีสิทธิต่าง ๆ ได้หากภายหลังคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารก" ผิด: มาตรา 15 ระบุว่าสภาพบุคคลสิ้นสุดลงเมื่อตาย • "สภาพบุคคลเริ่มขณะเป็นทารกในครรภ์และสิ้นสุดเมื่อตาย โดยทารกในครรภ์สามารถมีสิทธิต่าง ๆ ได้หากภายหลังคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารก" ผิด: มาตรา 15 ระบุว่าสภาพบุคคลเริ่มแต่เมื่อคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารก มิใช่เริ่มขณะเป็นทารกในครรภ์ อ้างอิงตัวบท ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 15: “สภาพบุคคลย่อมเริ่มแต่เมื่อคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารก” ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 15: “สิ้นสุดลงเมื่อตาย” ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 15: “ทารกในครรภ์มารดาก็สามารถมีสิทธิต่าง ๆ ได้” ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 15: “หากว่าภายหลังคลอดแล้ว อยู่รอดเป็นทารก”

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 15: “สภาพบุคคลย่อมเริ่มแต่เมื่อคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารก”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q22
general_admin_law
medium
understand
Human Approved
Confidence: —%

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ข้อใดกล่าวถึงผลของโมฆะกรรมได้ถูกต้อง

  • ก. โมฆะกรรมไม่อาจให้สัตยาบันแก่กันได้ และผู้มีส่วนได้เสียไม่อาจยกความเสียเปล่าขึ้นกล่าวอ้างได้
  • ข. โมฆะกรรมไม่อาจให้สัตยาบันแก่กันได้ และผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดอาจยกความเสียเปล่าขึ้นกล่าวอ้างได้ ✓
  • ค. โมฆะกรรมอาจให้สัตยาบันแก่กันได้ และผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดอาจยกความเสียเปล่าขึ้นกล่าวอ้างได้
  • ง. โมฆะกรรมไม่อาจให้สัตยาบันแก่กันได้ และผู้มีส่วนได้เสียทุกคนต้องร่วมกันยกความเสียเปล่าขึ้นกล่าวอ้าง

Explanation: คำตอบที่ถูก: "โมฆะกรรมไม่อาจให้สัตยาบันแก่กันได้ และผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดอาจยกความเสียเปล่าขึ้นกล่าวอ้างได้" มาตรา 172 กำหนดผลของโมฆะกรรมว่าไม่อาจให้สัตยาบันแก่กันได้ และเปิดให้ผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมขึ้นกล่าวอ้างได้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "โมฆะกรรมไม่อาจให้สัตยาบันแก่กันได้ และผู้มีส่วนได้เสียไม่อาจยกความเสียเปล่าขึ้นกล่าวอ้างได้" ผิด: มาตรา 172 บัญญัติให้ผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใด “จะยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมขึ้นกล่าวอ้างก็ได้” • "โมฆะกรรมอาจให้สัตยาบันแก่กันได้ และผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดอาจยกความเสียเปล่าขึ้นกล่าวอ้างได้" ผิด: มาตรา 172 บัญญัติว่า “โมฆะกรรมนั้นไม่อาจให้สัตยาบันแก่กันได้” • "โมฆะกรรมไม่อาจให้สัตยาบันแก่กันได้ และผู้มีส่วนได้เสียทุกคนต้องร่วมกันยกความเสียเปล่าขึ้นกล่าวอ้าง" ผิด: มาตรา 172 ให้ “ผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใด” ยกความเสียเปล่าขึ้นกล่าวอ้างได้ จึงไม่ต้องร่วมกันทุกคน อ้างอิงตัวบท ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 172: “โมฆะกรรมนั้นไม่อาจให้สัตยาบันแก่กันได้” ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 172: “ผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดจะยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมขึ้นกล่าวอ้างก็ได้”

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 172: “โมฆะกรรมนั้นไม่อาจให้สัตยาบันแก่กันได้”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q23
general_admin_law
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บุคคลย่อมพ้นจากภาวะผู้เยาว์และบรรลุนิติภาวะเมื่อมีอายุเท่าใด

  • ก. เมื่อมีอายุสิบแปดปีบริบูรณ์
  • ข. เมื่อมีอายุสิบเก้าปีบริบูรณ์
  • ค. เมื่อมีอายุยี่สิบปีบริบูรณ์ ✓
  • ง. เมื่อมีอายุยี่สิบเอ็ดปีบริบูรณ์

Explanation: คำตอบที่ถูก: "เมื่อมีอายุยี่สิบปีบริบูรณ์" ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 19 กำหนดว่า บุคคลย่อมพ้นจากภาวะผู้เยาว์และบรรลุนิติภาวะเมื่อมีอายุยี่สิบปีบริบูรณ์ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เมื่อมีอายุสิบแปดปีบริบูรณ์" ผิด: มาตรา 19 กำหนดว่า บุคคลบรรลุนิติภาวะเมื่อมีอายุ “ยี่สิบปีบริบูรณ์” มิใช่สิบแปดปีบริบูรณ์ • "เมื่อมีอายุสิบเก้าปีบริบูรณ์" ผิด: มาตรา 19 ระบุอายุไว้ว่า “ยี่สิบปีบริบูรณ์” มิใช่สิบเก้าปีบริบูรณ์ • "เมื่อมีอายุยี่สิบเอ็ดปีบริบูรณ์" ผิด: มาตรา 19 ระบุอายุไว้ว่า “ยี่สิบปีบริบูรณ์” มิใช่ยี่สิบเอ็ดปีบริบูรณ์ อ้างอิงตัวบท ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 19: “บุคคลย่อมพ้นจากภาวะผู้เยาว์และบรรลุนิติภาวะเมื่อมีอายุ ยี่สิบปีบริบูรณ์”

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 19: “บุคคลย่อมพ้นจากภาวะผู้เยาว์และบรรลุนิติภาวะเมื่อมีอายุ ยี่สิบปีบริบูรณ์”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q24
general_admin_law
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หากประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นมิได้บัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ ให้มีกำหนดกี่ปี

  • ก. ให้มีกำหนดสิบห้าปี
  • ข. ให้มีกำหนดเจ็ดปี
  • ค. ให้มีกำหนดห้าปี
  • ง. ให้มีกำหนดสิบปี ✓

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ให้มีกำหนดสิบปี" มาตรา 193/30 กำหนดว่า หากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือกฎหมายอื่นมิได้บัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ ให้มีกำหนดสิบปี ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ให้มีกำหนดสิบห้าปี" ผิด: แหล่งอ้างอิงกำหนดว่า “ให้มีกำหนดสิบปี” มิใช่สิบห้าปี • "ให้มีกำหนดเจ็ดปี" ผิด: แหล่งอ้างอิงกำหนดว่า “ให้มีกำหนดสิบปี” มิใช่เจ็ดปี • "ให้มีกำหนดห้าปี" ผิด: แหล่งอ้างอิงกำหนดว่า “ให้มีกำหนดสิบปี” มิใช่ห้าปี อ้างอิงตัวบท ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30: “มิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะให้มีกำหนดสิบปี”

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30: “มิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะให้มีกำหนดสิบปี”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q25
general_admin_law
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ สิทธิเรียกร้องของรัฐที่จะเรียกเอาค่าภาษีอากร มีกำหนดอายุความกี่ปี

  • ก. มีกำหนดอายุความสิบปี ✓
  • ข. มีกำหนดอายุความสามปี
  • ค. มีกำหนดอายุความยี่สิบปี
  • ง. มีกำหนดอายุความห้าปี

Explanation: คำตอบที่ถูก: "มีกำหนดอายุความสิบปี" มาตรา 193/31 บัญญัติว่า สิทธิเรียกร้องของรัฐที่จะเรียกเอาค่าภาษีอากรให้มีกำหนดอายุความสิบปี ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "มีกำหนดอายุความสามปี" ผิด: มาตรา 193/31 กำหนดอายุความไว้สิบปี มิใช่สามปี • "มีกำหนดอายุความยี่สิบปี" ผิด: มาตรา 193/31 กำหนดอายุความสิบปี มิใช่ยี่สิบปี • "มีกำหนดอายุความห้าปี" ผิด: มาตรา 193/31 ระบุว่าให้มีกำหนดอายุความสิบปี มิใช่ห้าปี อ้างอิงตัวบท ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/31: “สิทธิเรียกร้องของรัฐที่จะเรียกเอาค่าภาษีอากรให้มี กำหนดอายุความสิบปี”

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/31: “สิทธิเรียกร้องของรัฐที่จะเรียกเอาค่าภาษีอากรให้มี กำหนดอายุความสิบปี”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q26
general_admin_law
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ นิติกรรมที่ผู้เยาว์ทำโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรมก่อน มีผลอย่างไร

  • ก. มีผลสมบูรณ์ เว้นแต่จะบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น
  • ข. เป็นโมฆียะ เว้นแต่จะบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น ✓
  • ค. เป็นโมฆียะ แม้จะบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น
  • ง. เป็นโมฆะ เว้นแต่จะบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น

Explanation: คำตอบที่ถูก: "เป็นโมฆียะ เว้นแต่จะบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น" มาตรา 21 กำหนดว่า การที่ผู้เยาว์ทำลงโดยปราศจากความยินยอมของผู้แทนโดยชอบธรรมเป็นโมฆียะ เว้นแต่จะบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "มีผลสมบูรณ์ เว้นแต่จะบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น" ผิด: มาตรา 21 ระบุว่าการที่ผู้เยาว์ทำโดยปราศจากความยินยอมเป็นโมฆียะ • "เป็นโมฆียะ แม้จะบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น" ผิด: มาตรา 21 ลงท้ายว่า “เว้นแต่จะบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น” จึงไม่ใช่โมฆียะแม้มีบทบัญญัติเป็นอย่างอื่น • "เป็นโมฆะ เว้นแต่จะบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น" ผิด: มาตรา 21 กำหนดให้การที่ทำโดยปราศจากความยินยอมเป็น “โมฆียะ” ไม่ใช่โมฆะ อ้างอิงตัวบท ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 21: “การใด ๆ ที่ผู้เยาว์ได้ทำลงปราศจากความยินยอมเช่นว่านั้นเป็นโมฆียะ” ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 21: “เว้นแต่จะบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น”

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 21: “การใด ๆ ที่ผู้เยาว์ได้ทำลงปราศจากความยินยอมเช่นว่านั้นเป็นโมฆียะ”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q27
general_admin_law
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ คำเสนอจะทำสัญญาอันบ่งระยะเวลาให้ทำคำสนองมีผลอย่างไร

  • ก. คำเสนอนั้นอาจถอนได้ทุกเมื่อภายในระยะเวลาที่บ่งไว้
  • ข. คำเสนอนั้นอาจถอนได้ก่อนมีคำสนองภายในระยะเวลาที่บ่งไว้
  • ค. คำเสนอนั้นไม่อาจถอนได้ภายในระยะเวลาที่บ่งไว้ ✓
  • ง. คำเสนอนั้นอาจถอนได้ก่อนสิ้นระยะเวลาที่บ่งไว้

Explanation: คำตอบที่ถูก: "คำเสนอนั้นไม่อาจถอนได้ภายในระยะเวลาที่บ่งไว้" มาตรา 354 กำหนดว่า คำเสนอจะทำสัญญาอันบ่งระยะเวลาให้ทำคำสนองนั้น ไม่อาจถอนได้ภายในระยะเวลาที่บ่งไว้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "คำเสนอนั้นอาจถอนได้ทุกเมื่อภายในระยะเวลาที่บ่งไว้" ผิด: มาตรา 354 ระบุว่า คำเสนอเช่นนี้ “ไม่อาจจะถอนได้ภายในระยะเวลาที่บ่งไว้” • "คำเสนอนั้นอาจถอนได้ก่อนมีคำสนองภายในระยะเวลาที่บ่งไว้" ผิด: มาตรา 354 ห้ามถอนคำเสนอภายในระยะเวลาที่บ่งไว้ จึงไม่อาจถอนได้แม้ก่อนมีคำสนอง • "คำเสนอนั้นอาจถอนได้ก่อนสิ้นระยะเวลาที่บ่งไว้" ผิด: มาตรา 354 กำหนดตรงกันข้ามว่าไม่อาจถอนคำเสนอได้ภายในระยะเวลาที่บ่งไว้ อ้างอิงตัวบท ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 354: “ท่านว่าไม่อาจจะถอนได้ภายในระยะเวลาที่บ่งไว้”

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 354: “ท่านว่าไม่อาจจะถอนได้ภายในระยะเวลาที่บ่งไว้”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q28
general_admin_law
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เมื่อเข้าทำสัญญาและได้ให้สิ่งใดไว้เป็นมัดจำ การให้มัดจำนั้นมีผลอย่างไร

  • ก. ไม่เป็นพยานหลักฐานว่าสัญญาได้ทำกันขึ้นแล้ว แต่เป็นประกันการที่จะปฏิบัติตามสัญญานั้น
  • ข. ไม่เป็นพยานหลักฐานว่าสัญญาได้ทำกันขึ้นแล้ว และไม่เป็นประกันการที่จะปฏิบัติตามสัญญานั้น
  • ค. เป็นพยานหลักฐานว่าสัญญาได้ทำกันขึ้นแล้ว แต่ไม่เป็นประกันการที่จะปฏิบัติตามสัญญานั้น
  • ง. เป็นพยานหลักฐานว่าสัญญาได้ทำกันขึ้นแล้ว และเป็นประกันการที่จะปฏิบัติตามสัญญานั้นด้วย ✓

Explanation: คำตอบที่ถูก: "เป็นพยานหลักฐานว่าสัญญาได้ทำกันขึ้นแล้ว และเป็นประกันการที่จะปฏิบัติตามสัญญานั้นด้วย" ตามมาตรา 377 การให้มัดจำเป็นพยานหลักฐานว่าสัญญาได้ทำกันขึ้นแล้ว และมัดจำย่อมเป็นประกันการที่จะปฏิบัติตามสัญญานั้นด้วย ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ไม่เป็นพยานหลักฐานว่าสัญญาได้ทำกันขึ้นแล้ว แต่เป็นประกันการที่จะปฏิบัติตามสัญญานั้น" ผิด: มาตรา 377 ระบุว่า การให้มัดจำย่อมเป็นพยานหลักฐานว่าสัญญานั้นได้ทำกันขึ้นแล้ว • "ไม่เป็นพยานหลักฐานว่าสัญญาได้ทำกันขึ้นแล้ว และไม่เป็นประกันการที่จะปฏิบัติตามสัญญานั้น" ผิด: มาตรา 377 รับรองทั้งการเป็นพยานหลักฐานว่าสัญญาได้ทำกันขึ้นแล้วและการเป็นประกันการปฏิบัติตามสัญญา • "เป็นพยานหลักฐานว่าสัญญาได้ทำกันขึ้นแล้ว แต่ไม่เป็นประกันการที่จะปฏิบัติตามสัญญานั้น" ผิด: มาตรา 377 ระบุว่า มัดจำย่อมเป็นประกันการที่จะปฏิบัติตามสัญญานั้นด้วย อ้างอิงตัวบท ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 377: “ท่านให้ถือว่า การที่ให้มัดจำนั้นย่อมเป็นพยานหลักฐานว่าสัญญานั้นได้ทำกันขึ้นแล้ว” ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 377: “มัดจำนี้ย่อม เป็นประกันการที่จะปฏิบัติตามสัญญานั้นด้วย”

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 377: “ท่านให้ถือว่า การที่ให้มัดจำนั้นย่อมเป็นพยานหลักฐานว่าสัญญานั้นได้ทำกันขึ้นแล้ว”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q29
general_admin_law
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ข้อใดกล่าวถึงองค์ประกอบของการทำละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้ถูกต้อง

  • ก. ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหาย ผู้นั้นทำละเมิดและจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน ✓
  • ข. ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหาย ผู้นั้นทำละเมิดแต่ไม่ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน
  • ค. ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายแต่ไม่ทำให้เขาเสียหาย ผู้นั้นทำละเมิดและจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน
  • ง. ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่นโดยชอบด้วยกฎหมายให้เขาเสียหาย ผู้นั้นทำละเมิดและจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหาย ผู้นั้นทำละเมิดและจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน" ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 การทำละเมิดเกิดจากการจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหาย และผู้กระทำจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหาย ผู้นั้นทำละเมิดแต่ไม่ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน" ผิด: แหล่งกฎหมายระบุว่าผู้ทำละเมิด “จำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น” • "ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายแต่ไม่ทำให้เขาเสียหาย ผู้นั้นทำละเมิดและจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน" ผิด: แหล่งกฎหมายกำหนดว่าการกระทำนั้นต้อง “ให้เขาเสียหาย” • "ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่นโดยชอบด้วยกฎหมายให้เขาเสียหาย ผู้นั้นทำละเมิดและจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน" ผิด: แหล่งกฎหมายกำหนดว่าต้องเป็นการทำต่อบุคคลอื่น “โดยผิดกฎหมาย” อ้างอิงตัวบท ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420: “ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ” ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420: “ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหาย” ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420: “ท่านว่าผู้นั้นทำละเมิด” ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420: “จำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น”

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420: “ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q30
general_admin_law
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดขาดอายุความเมื่อใด

  • ก. เมื่อพ้นหนึ่งปีนับแต่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือพ้นสิบปีนับแต่วันทำละเมิด โดยไม่ใช้อายุความทางอาญาที่ยาวกว่าในกรณีที่กฎหมายกำหนด
  • ข. เมื่อพ้นหนึ่งปีนับแต่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือพ้นสิบปีนับแต่วันทำละเมิด โดยใช้อายุความทางอาญาที่ยาวกว่าในกรณีที่กฎหมายกำหนด ✓
  • ค. เมื่อพ้นสองปีนับแต่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือพ้นสิบปีนับแต่วันทำละเมิด โดยใช้อายุความทางอาญาที่ยาวกว่าในกรณีที่กฎหมายกำหนด
  • ง. เมื่อพ้นหนึ่งปีนับแต่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือพ้นห้าปีนับแต่วันทำละเมิด โดยใช้อายุความทางอาญาที่ยาวกว่าในกรณีที่กฎหมายกำหนด

Explanation: คำตอบที่ถูก: "เมื่อพ้นหนึ่งปีนับแต่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือพ้นสิบปีนับแต่วันทำละเมิด โดยใช้อายุความทางอาญาที่ยาวกว่าในกรณีที่กฎหมายกำหนด" มาตรา 448 กำหนดให้สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากมูลละเมิดขาดอายุความเมื่อพ้นหนึ่งปีนับแต่รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือเมื่อพ้นสิบปีนับแต่วันทำละเมิด และหากมูลความผิดทางอาญามีอายุความยาวกว่า ให้ใช้อายุความที่ยาวกว่านั้น ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เมื่อพ้นหนึ่งปีนับแต่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือพ้นสิบปีนับแต่วันทำละเมิด โดยไม่ใช้อายุความทางอาญาที่ยาวกว่าในกรณีที่กฎหมายกำหนด" ผิด: มาตรา 448 ให้เอาอายุความทางอาญาที่ยาวกว่ามาบังคับ เมื่อเรียกร้องค่าเสียหายในมูลอันเป็นความผิดมีโทษตามกฎหมายลักษณะอาญาและอายุความทางอาญายาวกว่า • "เมื่อพ้นสองปีนับแต่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือพ้นสิบปีนับแต่วันทำละเมิด โดยใช้อายุความทางอาญาที่ยาวกว่าในกรณีที่กฎหมายกำหนด" ผิด: มาตรา 448 กำหนดว่าเมื่อพ้นปีหนึ่ง มิใช่สองปี นับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน • "เมื่อพ้นหนึ่งปีนับแต่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือพ้นห้าปีนับแต่วันทำละเมิด โดยใช้อายุความทางอาญาที่ยาวกว่าในกรณีที่กฎหมายกำหนด" ผิด: มาตรา 448 กำหนดว่าเมื่อพ้นสิบปีนับแต่วันทำละเมิด มิใช่ห้าปี อ้างอิงตัวบท ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448: “สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดนั้น ท่านว่าขาดอายุความเมื่อพ้นปีหนึ่งนับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน” ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448: “หรือเมื่อพ้นสิบปีนับแต่วันทำละเมิด” ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448: “แต่ถ้าเรียกร้องค่าเสียหายในมูลอันเป็นความผิดมีโทษตามกฎหมายลักษณะอาญา และมีกำหนดอายุความทางอาญายาวกว่าทีกล่าวมานั้นไซร้ ท่านให้เอาอายุความทียาวกว่านั้นมาบังคับ”

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448: “สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดนั้น ท่านว่าขาดอายุความเมื่อพ้นปีหนึ่งนับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q31
general_admin_law
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามประมวลกฎหมายอาญา เจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด แล้วเบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนโดยทุจริต ต้องระวางโทษอย่างไร

  • ก. จำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท
  • ข. จำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงห้าแสนบาท
  • ค. จำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท ✓
  • ง. จำคุกตั้งแต่สิบปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ห้าหมื่นบาทถึงสองแสนบาท

Explanation: คำตอบที่ถูก: "จำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท" ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 กำหนดให้เจ้าพนักงานที่เบียดบังทรัพย์ซึ่งอยู่ในหน้าที่ของตนโดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "จำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี ไม่ใช่ตั้งแต่สามปีถึงสิบปี • "จำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงห้าแสนบาท" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดค่าปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท • "จำคุกตั้งแต่สิบปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ห้าหมื่นบาทถึงสองแสนบาท" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดโทษจำคุกขั้นต่ำห้าปี และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท อ้างอิงตัวบท ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147: “จำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี” ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147: “หรือจำคุกตลอดชีวิต” ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147: “และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท”

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147: “จำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q32
general_admin_law
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามประมวลกฎหมายอาญา ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการรับโทษทางอาญาและผลของกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง

  • ก. บุคคลจักต้องรับโทษเมื่อกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ และแม้กฎหมายภายหลังบัญญัติว่าไม่เป็นความผิดต่อไป ผู้กระทำยังคงเป็นผู้กระทำความผิด
  • ข. บุคคลจักต้องรับโทษเมื่อกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ และหากกฎหมายภายหลังบัญญัติว่าไม่เป็นความผิดต่อไป ผู้ที่รับโทษอยู่ต้องรับโทษต่อไป
  • ค. บุคคลจักต้องรับโทษเมื่อกฎหมายที่ใช้ภายหลังการกระทำบัญญัติย้อนหลังเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ และหากกฎหมายภายหลังบัญญัติว่าไม่เป็นความผิดต่อไป ผู้กระทำย่อมพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิด
  • ง. บุคคลจักต้องรับโทษเมื่อกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ และหากกฎหมายภายหลังบัญญัติว่าไม่เป็นความผิดต่อไป ผู้กระทำย่อมพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิด ✓

Explanation: คำตอบที่ถูก: "บุคคลจักต้องรับโทษเมื่อกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ และหากกฎหมายภายหลังบัญญัติว่าไม่เป็นความผิดต่อไป ผู้กระทำย่อมพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิด" มาตรา 2 กำหนดให้บุคคลรับโทษทางอาญาได้ต่อเมื่อกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำบัญญัติให้การกระทำนั้นเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ หากกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังทำให้การกระทำนั้นไม่เป็นความผิดต่อไป ผู้กระทำย่อมพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิด ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "บุคคลจักต้องรับโทษเมื่อกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ และแม้กฎหมายภายหลังบัญญัติว่าไม่เป็นความผิดต่อไป ผู้กระทำยังคงเป็นผู้กระทำความผิด" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า หากกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังกำหนดให้การกระทำนั้นไม่เป็นความผิดต่อไป ให้ผู้ที่ได้กระทำการนั้นพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิด • "บุคคลจักต้องรับโทษเมื่อกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ และหากกฎหมายภายหลังบัญญัติว่าไม่เป็นความผิดต่อไป ผู้ที่รับโทษอยู่ต้องรับโทษต่อไป" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า หากผู้กระทำกำลังรับโทษอยู่ ก็ให้การลงโทษนั้นสิ้นสุดลง • "บุคคลจักต้องรับโทษเมื่อกฎหมายที่ใช้ภายหลังการกระทำบัญญัติย้อนหลังเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ และหากกฎหมายภายหลังบัญญัติว่าไม่เป็นความผิดต่อไป ผู้กระทำย่อมพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิด" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดว่าบุคคลจักต้องรับโทษต่อเมื่อกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ มิใช่กฎหมายที่ใช้ภายหลังการกระทำ อ้างอิงตัวบท ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2: “บุคคลจักต้องรับโทษในทางอาญาต่อเมื่อได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำนั้นบัญญัติเป็นความผิด” ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2: “บัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้” ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2: “ถ้าตามบทบัญญัติของกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง การกระทำเช่นนั้นไม่เป็นความผิดต่อไป ให้ผู้ที่ได้กระทำการนั้นพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิด”

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2: “บุคคลจักต้องรับโทษในทางอาญาต่อเมื่อได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำนั้นบัญญัติเป็นความผิด”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q33
general_admin_law
medium
understand
Human Approved
Confidence: —%

ตามประมวลกฎหมายอาญา ข้อใดอธิบายความแตกต่างระหว่างการกระทำโดยเจตนากับการกระทำโดยประมาทได้ถูกต้อง

  • ก. เจตนา คือ รู้สำนึกในการกระทำและประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผล ส่วนประมาทคือมิใช่เจตนาและปราศจากความระมัดระวังที่ควรมีทั้งที่อาจใช้ได้ ✓
  • ข. เจตนา คือ รู้สำนึกในการกระทำและประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผล ส่วนประมาทคือปราศจากความระมัดระวังเพราะไม่อาจใช้ความระมัดระวังได้
  • ค. เจตนา คือ รู้สำนึกในการกระทำแม้ไม่ประสงค์หรือเล็งเห็นผล ส่วนประมาทคือมิใช่เจตนาและปราศจากความระมัดระวังที่ควรมีทั้งที่อาจใช้ได้
  • ง. เจตนา คือ กระทำโดยปราศจากความระมัดระวังที่ควรมี ส่วนประมาทคือรู้สำนึกในการกระทำและประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผล

Explanation: คำตอบที่ถูก: "เจตนา คือ รู้สำนึกในการกระทำและประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผล ส่วนประมาทคือมิใช่เจตนาและปราศจากความระมัดระวังที่ควรมีทั้งที่อาจใช้ได้" มาตรา 59 กำหนดว่า การกระทำโดยเจตนาต้องรู้สำนึกในการกระทำและประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผล ส่วนการกระทำโดยประมาทมิใช่การกระทำโดยเจตนา แต่เป็นการปราศจากความระมัดระวังที่ควรมีตามวิสัยและพฤติการณ์ ทั้งที่ผู้กระทำอาจใช้ความระมัดระวังนั้นได้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เจตนา คือ รู้สำนึกในการกระทำและประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผล ส่วนประมาทคือปราศจากความระมัดระวังเพราะไม่อาจใช้ความระมัดระวังได้" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าผู้กระทำอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ • "เจตนา คือ รู้สำนึกในการกระทำแม้ไม่ประสงค์หรือเล็งเห็นผล ส่วนประมาทคือมิใช่เจตนาและปราศจากความระมัดระวังที่ควรมีทั้งที่อาจใช้ได้" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดว่าเจตนาต้องรู้สำนึกในการกระทำและในขณะเดียวกันต้องประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลด้วย • "เจตนา คือ กระทำโดยปราศจากความระมัดระวังที่ควรมี ส่วนประมาทคือรู้สำนึกในการกระทำและประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผล" ผิด: แหล่งข้อมูลนิยามเจตนาว่าเป็นการรู้สำนึกและประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผล ส่วนประมาทเป็นการกระทำที่มิใช่โดยเจตนาและปราศจากความระมัดระวังที่ควรมี อ้างอิงตัวบท ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59: “กระทำโดยเจตนา ได้แก่กระทำโดยรู้สำนึกในการที่กระทำ” ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59: “และในขณะเดียวกันผู้กระทำประสงค์ต่อผล หรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้น” ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59: “กระทำโดยประมาท ได้แก่กระทำความผิดมิใช่โดยเจตนา” ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59: “แต่กระทำโดยปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ และผู้กระทำอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้”

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59: “กระทำโดยเจตนา ได้แก่กระทำโดยรู้สำนึกในการที่กระทำ”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q34
general_admin_law
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามประมวลกฎหมายอาญา บุคคลใดเป็นตัวการในการกระทำความผิด

  • ก. ผู้ที่ไม่ได้ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน แม้ความผิดเกิดจากการกระทำของบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป
  • ข. ผู้ที่ได้ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน เมื่อความผิดเกิดจากการกระทำของบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป ✓
  • ค. ผู้ที่เพียงอยู่ร่วมในเหตุการณ์เดียวกัน โดยไม่ได้ร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป
  • ง. ผู้ที่ได้ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน เฉพาะเมื่อความผิดเกิดจากการกระทำของบุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไป

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ผู้ที่ได้ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน เมื่อความผิดเกิดจากการกระทำของบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป" ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เมื่อความผิดเกิดขึ้นโดยการกระทำของบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป ผู้ที่ได้ร่วมกระทำความผิดด้วยกันนั้นเป็นตัวการ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ผู้ที่ไม่ได้ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน แม้ความผิดเกิดจากการกระทำของบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป" ผิด: มาตรา 83 ระบุผู้เป็นตัวการว่าเป็น “ผู้ที่ได้ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน” จึงตรงข้ามกับข้อความในตัวเลือกนี้ • "ผู้ที่เพียงอยู่ร่วมในเหตุการณ์เดียวกัน โดยไม่ได้ร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป" ผิด: มาตรา 83 กำหนดให้ผู้เป็นตัวการต้องเป็นผู้ที่ “ได้ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน” ไม่ใช่ผู้ที่ไม่ได้ร่วมกระทำความผิด • "ผู้ที่ได้ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน เฉพาะเมื่อความผิดเกิดจากการกระทำของบุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไป" ผิด: มาตรา 83 กำหนดว่า ความผิดเกิดขึ้นโดยการกระทำของบุคคล “ตั้งแต่สองคนขึ้นไป” มิใช่ตั้งแต่สามคนขึ้นไป อ้างอิงตัวบท ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83: “ผู้ที่ได้ร่วมกระทำความผิดด้วยกันนั้นเป็นตัวการ” ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83: “ในกรณีความผิดใดเกิดขึ้นโดยการกระทำของบุคคลตั้งแต่ สองคนขึ้นไป”

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83: “ผู้ที่ได้ร่วมกระทำความผิดด้วยกันนั้นเป็นตัวการ”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q35
general_admin_law
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามประมวลกฎหมายอาญา คดีความผิดที่ต้องระวางโทษจำคุกกว่าหนึ่งปีถึงเจ็ดปี หากมิได้ฟ้องและได้ตัวผู้กระทำความผิดมายังศาล มีกำหนดอายุความกี่ปีนับแต่วันกระทำความผิด

  • ก. มีกำหนดอายุความหนึ่งปีนับแต่วันกระทำความผิด
  • ข. มีกำหนดอายุความห้าปีนับแต่วันกระทำความผิด
  • ค. มีกำหนดอายุความสิบปีนับแต่วันกระทำความผิด ✓
  • ง. มีกำหนดอายุความสิบห้าปีนับแต่วันกระทำความผิด

Explanation: คำตอบที่ถูก: "มีกำหนดอายุความสิบปีนับแต่วันกระทำความผิด" ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (3) กำหนดอายุความสิบปีสำหรับความผิดที่ต้องระวางโทษจำคุกกว่าหนึ่งปีถึงเจ็ดปี โดยนับแต่วันกระทำความผิด ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "มีกำหนดอายุความหนึ่งปีนับแต่วันกระทำความผิด" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ความผิดที่ต้องระวางโทษจำคุกกว่าหนึ่งปีถึงเจ็ดปีมีอายุความสิบปี มิใช่หนึ่งปี • "มีกำหนดอายุความห้าปีนับแต่วันกระทำความผิด" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ความผิดที่ต้องระวางโทษจำคุกกว่าหนึ่งปีถึงเจ็ดปีมีอายุความสิบปี มิใช่ห้าปี • "มีกำหนดอายุความสิบห้าปีนับแต่วันกระทำความผิด" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ความผิดที่ต้องระวางโทษจำคุกกว่าหนึ่งปีถึงเจ็ดปีมีอายุความสิบปี มิใช่สิบห้าปี อ้างอิงตัวบท ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95: “สิบปี สำหรับความผิดต้องระวางโทษจำคุกกว่าหนึ่งปีถึงเจ็ดปี”

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95: “สิบปี สำหรับความผิดต้องระวางโทษจำคุกกว่าหนึ่งปีถึงเจ็ดปี”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q36
general_admin_law
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 กรณีเจ้าหน้าที่กระทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐ ข้อใดกล่าวถึงบทบัญญัติที่ใช้บังคับแก่การเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนได้ถูกต้อง

  • ก. ไม่ว่าจะเป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่หรือมิใช่ ให้บังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แก่การเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน
  • ข. ถ้าเป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ ให้บังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่ถ้ามิใช่ให้นำบทบัญญัติมาตรา 8 มาใช้โดยอนุโลม
  • ค. ไม่ว่าจะเป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่หรือมิใช่ ให้นำบทบัญญัติมาตรา 8 มาใช้บังคับโดยอนุโลมแก่การเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน
  • ง. ถ้าเป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ ให้นำบทบัญญัติมาตรา 8 มาใช้บังคับโดยอนุโลม แต่ถ้ามิใช่ให้บังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ✓

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ถ้าเป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ ให้นำบทบัญญัติมาตรา 8 มาใช้บังคับโดยอนุโลม แต่ถ้ามิใช่ให้บังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์" มาตรา 10 แยกบทบัญญัติที่ใช้บังคับตามลักษณะการกระทำ โดยการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ให้นำมาตรา 8 มาใช้โดยอนุโลม ส่วนการกระทำที่มิใช่ในการปฏิบัติหน้าที่ให้บังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ไม่ว่าจะเป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่หรือมิใช่ ให้บังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แก่การเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า ถ้าเป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ ให้นำบทบัญญัติมาตรา 8 มาใช้บังคับโดยอนุโลม • "ถ้าเป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ ให้บังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่ถ้ามิใช่ให้นำบทบัญญัติมาตรา 8 มาใช้โดยอนุโลม" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดว่า หากเป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ให้นำมาตรา 8 มาใช้โดยอนุโลม และหากมิใช่จึงให้บังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ • "ไม่ว่าจะเป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่หรือมิใช่ ให้นำบทบัญญัติมาตรา 8 มาใช้บังคับโดยอนุโลมแก่การเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า ถ้ามิใช่การกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ ให้บังคับตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ อ้างอิงตัวบท พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ มาตรา 10 (พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539): “ถ้าเป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่การเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากเจ้าหน้าที่ให้นำบทบัญญัติมาตรา 8 มาใช้บังคับโดยอนุโลม” พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ มาตรา 10 (พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539): “แต่ถ้ามิใช่การกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ให้บังคับตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์”

พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ มาตรา 10 (พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539): “ถ้าเป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่การเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากเจ้าหน้าที่ให้นำบทบัญญัติมาตรา 8 มาใช้บังคับโดยอนุโลม”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q37
general_admin_law
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 เมื่อผู้เสียหายยื่นคำขอให้หน่วยงานของรัฐพิจารณาชดใช้ค่าสินไหมทดแทน หน่วยงานของรัฐต้องพิจารณาคำขอให้แล้วเสร็จภายในกี่วัน

  • ก. ภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่ได้รับคำขอ ✓
  • ข. ภายในเก้าสิบวันนับแต่ได้รับคำขอ
  • ค. ภายในสามร้อยหกสิบวันนับแต่ได้รับคำขอ
  • ง. ภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่ได้รับคำขอ

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่ได้รับคำขอ" มาตรา 11 กำหนดให้หน่วยงานของรัฐพิจารณาคำขอชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวัน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ภายในเก้าสิบวันนับแต่ได้รับคำขอ" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้หน่วยงานของรัฐพิจารณาคำขอให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวัน มิใช่เก้าสิบวัน • "ภายในสามร้อยหกสิบวันนับแต่ได้รับคำขอ" ผิด: มาตรา 11 กำหนดระยะเวลาพิจารณาปกติไว้หนึ่งร้อยแปดสิบวัน ส่วนการขยายเวลาเป็นกรณีที่ไม่อาจพิจารณาได้ทันและต้องขออนุมัติ • "ภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่ได้รับคำขอ" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุระยะเวลาพิจารณาคำขอไว้หนึ่งร้อยแปดสิบวัน อ้างอิงตัวบท พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ มาตรา 11 (พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539): “ให้หน่วยงานของรัฐพิจารณาคำขอที่ได้รับตามวรรคหนึ่งให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวัน”

พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ มาตรา 11 (พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539): “ให้หน่วยงานของรัฐพิจารณาคำขอที่ได้รับตามวรรคหนึ่งให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวัน”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q38
general_admin_law
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 เมื่อเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐกระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการฟ้องของผู้เสียหาย

  • ก. ฟ้องหน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ผู้กระทำละเมิดพร้อมกันได้โดยตรง
  • ข. ฟ้องหน่วยงานของรัฐดังกล่าวได้โดยตรง แต่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้ ✓
  • ค. ฟ้องเจ้าหน้าที่ผู้กระทำละเมิดได้โดยตรง แต่จะฟ้องหน่วยงานของรัฐไม่ได้
  • ง. ฟ้องกระทรวงการคลังแทนหน่วยงานของรัฐดังกล่าวได้โดยตรง

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ฟ้องหน่วยงานของรัฐดังกล่าวได้โดยตรง แต่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้" ตามมาตรา 5 หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ ผู้เสียหายจึงฟ้องหน่วยงานของรัฐดังกล่าวได้โดยตรง แต่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ฟ้องหน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ผู้กระทำละเมิดพร้อมกันได้โดยตรง" ผิด: มาตรา 5 ระบุชัดว่าในกรณีนี้ผู้เสียหายจะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้ • "ฟ้องเจ้าหน้าที่ผู้กระทำละเมิดได้โดยตรง แต่จะฟ้องหน่วยงานของรัฐไม่ได้" ผิด: มาตรา 5 กำหนดว่าผู้เสียหายอาจฟ้องหน่วยงานของรัฐได้โดยตรง แต่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้ • "ฟ้องกระทรวงการคลังแทนหน่วยงานของรัฐดังกล่าวได้โดยตรง" ผิด: มาตรา 5 ให้ถือว่ากระทรวงการคลังต้องรับผิดเฉพาะเมื่อเจ้าหน้าที่ไม่ได้สังกัดหน่วยงานของรัฐแห่งใด อ้างอิงตัวบท พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ มาตรา 5 (พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539): “ในกรณีนี้ผู้เสียหายอาจฟ้องหน่วยงานของรัฐดังกล่าวได้ โดยตรง” พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ มาตรา 5 (พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539): “แต่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้”

พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ มาตรา 5 (พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539): “ในกรณีนี้ผู้เสียหายอาจฟ้องหน่วยงานของรัฐดังกล่าวได้ โดยตรง”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q39
general_admin_law
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 หากเจ้าหน้าที่กระทำละเมิดโดยมิใช่การกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ ข้อใดถูกต้อง

  • ก. หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดเป็นการเฉพาะตัว ผู้เสียหายฟ้องหน่วยงานของรัฐได้โดยตรง แต่ฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้
  • ข. เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดเป็นการเฉพาะตัว แต่ผู้เสียหายต้องฟ้องหน่วยงานของรัฐแทนการฟ้องเจ้าหน้าที่โดยตรง
  • ค. เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดเป็นการเฉพาะตัว ผู้เสียหายฟ้องเจ้าหน้าที่ได้โดยตรง แต่ฟ้องหน่วยงานของรัฐไม่ได้ ✓
  • ง. เจ้าหน้าที่และหน่วยงานของรัฐต้องร่วมกันรับผิด ผู้เสียหายฟ้องเจ้าหน้าที่และหน่วยงานของรัฐได้โดยตรง

Explanation: คำตอบที่ถูก: "เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดเป็นการเฉพาะตัว ผู้เสียหายฟ้องเจ้าหน้าที่ได้โดยตรง แต่ฟ้องหน่วยงานของรัฐไม่ได้" มาตรา 6 กำหนดว่า เมื่อการกระทำละเมิดมิใช่การกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดเป็นการเฉพาะตัว ผู้เสียหายอาจฟ้องเจ้าหน้าที่ได้โดยตรง แต่จะฟ้องหน่วยงานของรัฐไม่ได้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดเป็นการเฉพาะตัว ผู้เสียหายฟ้องหน่วยงานของรัฐได้โดยตรง แต่ฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้" ผิด: แหล่งที่มาระบุว่าเจ้าหน้าที่ต้องรับผิดเป็นการเฉพาะตัว และผู้เสียหายจะฟ้องหน่วยงานของรัฐไม่ได้ • "เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดเป็นการเฉพาะตัว แต่ผู้เสียหายต้องฟ้องหน่วยงานของรัฐแทนการฟ้องเจ้าหน้าที่โดยตรง" ผิด: แหล่งที่มาระบุว่าผู้เสียหายอาจฟ้องเจ้าหน้าที่ได้โดยตรง แต่จะฟ้องหน่วยงานของรัฐไม่ได้ • "เจ้าหน้าที่และหน่วยงานของรัฐต้องร่วมกันรับผิด ผู้เสียหายฟ้องเจ้าหน้าที่และหน่วยงานของรัฐได้โดยตรง" ผิด: แหล่งที่มากำหนดให้เจ้าหน้าที่รับผิดเป็นการเฉพาะตัว และห้ามฟ้องหน่วยงานของรัฐ อ้างอิงตัวบท พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ มาตรา 6 (พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539): “เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดในการนั้นเป็นการเฉพาะตัว” พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ มาตรา 6 (พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539): “ในกรณีนี้ผู้เสียหายอาจฟ้องเจ้าหน้าที่ได้โดยตรง” พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ มาตรา 6 (พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539): “แต่จะฟ้องหน่วยงานของรัฐไม่ได้”

พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ มาตรา 6 (พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539): “เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดในการนั้นเป็นการเฉพาะตัว”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q40
general_admin_law
hard
apply
Human Approved
Confidence: —%

นาย ก. เห็นว่าหน่วยงานของรัฐต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดแก่ตน จึงยื่นคำขอให้หน่วยงานพิจารณาชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ต่อมาพบว่าเรื่องมีปัญหาและอุปสรรคจนไม่อาจพิจารณาให้ทันกำหนด โดยหน่วยงานยังไม่มีคำสั่งและนาย ก. ยังไม่ได้รับแจ้งผลการวินิจฉัย ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ข้อใดกล่าวถึงกำหนดเวลาพิจารณาคำขอและการขยายระยะเวลาได้ถูกต้อง

  • ก. ต้องพิจารณาคำขอให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวัน หากไม่ทันหน่วยงานขยายเองได้ไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวันโดยไม่ต้องรายงานหรือขออนุมัติ
  • ข. ต้องพิจารณาคำขอให้แล้วเสร็จภายในเก้าสิบวัน หากไม่ทันต้องรายงานปัญหาและอุปสรรคและขออนุมัติ โดยรัฐมนตรีอนุมัติให้ขยายได้ไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวัน
  • ค. ต้องพิจารณาคำขอให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวัน หากไม่ทันต้องรายงานปัญหาและอุปสรรคและขออนุมัติ โดยรัฐมนตรีอนุมัติให้ขยายได้ไม่เกินเก้าสิบวัน
  • ง. ต้องพิจารณาคำขอให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวัน หากไม่ทันต้องรายงานปัญหาและอุปสรรคและขออนุมัติ โดยรัฐมนตรีอนุมัติให้ขยายได้ไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวัน ✓

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ต้องพิจารณาคำขอให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวัน หากไม่ทันต้องรายงานปัญหาและอุปสรรคและขออนุมัติ โดยรัฐมนตรีอนุมัติให้ขยายได้ไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวัน" ข้อเท็จจริงที่นาย ก. เห็นว่าหน่วยงานต้องรับผิด → “ในกรณีที่ผู้เสียหายเห็นว่า หน่วยงานของรัฐต้องรับผิด”; การยื่นคำขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน → “ยื่นคำขอต่อหน่วยงานของรัฐ”; การที่หน่วยงานยังไม่มีคำสั่งและนาย ก. ยังไม่ได้รับแจ้งผล → ยังไม่เกิดกรณี “เมื่อหน่วยงานของรัฐมีคำสั่งเช่นใดแล้วหากผู้เสียหายยังไม่พอใจในผลการวินิจฉัย”; การมีปัญหาและอุปสรรคจนพิจารณาไม่ทัน → “หากเรื่องใดไม่อาจพิจารณาได้ทันในกำหนดนั้น” จึงต้องใช้กำหนดพิจารณาคำขอหนึ่งร้อยแปดสิบวัน และหากไม่ทันต้องรายงานปัญหาและอุปสรรคพร้อมขออนุมัติ โดยรัฐมนตรีอนุมัติให้ขยายได้ไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวัน ตามมาตรา 11 วรรคสอง ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ต้องพิจารณาคำขอให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวัน หากไม่ทันหน่วยงานขยายเองได้ไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวันโดยไม่ต้องรายงานหรือขออนุมัติ" ผิด: แหล่งกฎหมายระบุว่า หากพิจารณาไม่ทัน หน่วยงานจะต้องรายงานปัญหาและอุปสรรคให้รัฐมนตรีทราบและขออนุมัติขยายระยะเวลา • "ต้องพิจารณาคำขอให้แล้วเสร็จภายในเก้าสิบวัน หากไม่ทันต้องรายงานปัญหาและอุปสรรคและขออนุมัติ โดยรัฐมนตรีอนุมัติให้ขยายได้ไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวัน" ผิด: แหล่งกฎหมายกำหนดให้หน่วยงานพิจารณาคำขอให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวัน ส่วนเก้าสิบวันเป็นระยะเวลาร้องทุกข์นับแต่ผู้เสียหายได้รับแจ้งผลการวินิจฉัย • "ต้องพิจารณาคำขอให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวัน หากไม่ทันต้องรายงานปัญหาและอุปสรรคและขออนุมัติ โดยรัฐมนตรีอนุมัติให้ขยายได้ไม่เกินเก้าสิบวัน" ผิด: แหล่งกฎหมายกำหนดว่ารัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติให้ขยายระยะเวลาได้ไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวัน อ้างอิงตัวบท พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ มาตรา 11 (พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539): “ให้หน่วยงานของรัฐพิจารณาคำขอที่ได้รับตามวรรคหนึ่งให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวัน” พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ มาตรา 11 (พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539): “หากเรื่องใดไม่อาจพิจารณาได้ทันในกำหนดนั้นจะต้องรายงานปัญหาและอุปสรรค” พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ มาตรา 11 (พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539): “และขออนุมัติขยายระยะเวลาออกไปได้” พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ มาตรา 11 (พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539): “แต่รัฐมนตรีดังกล่าวจะพิจารณาอนุมัติให้ขยายระยะเวลาให้อีกได้ไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวัน”

พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ มาตรา 11 (พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539): “ให้หน่วยงานของรัฐพิจารณาคำขอที่ได้รับตามวรรคหนึ่งให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวัน”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q41
general_admin_law
hard
apply
Human Approved
Confidence: —%

นาย ก. เป็นเจ้าหน้าที่ซึ่งสังกัดหน่วยงานของรัฐแห่งหนึ่ง ขณะปฏิบัติหน้าที่ นาย ก. กระทำละเมิด ทำให้นาง ข. ได้รับความเสียหาย ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ข้อใดถูกต้อง

  • ก. นาง ข. อาจฟ้องหน่วยงานของรัฐที่นาย ก. สังกัดได้โดยตรง แต่จะฟ้องนาย ก. ไม่ได้ ✓
  • ข. นาง ข. อาจฟ้องกระทรวงการคลังได้โดยตรง แต่จะฟ้องหน่วยงานของรัฐที่นาย ก. สังกัดไม่ได้
  • ค. นาง ข. อาจฟ้องนาย ก. ได้โดยตรง แต่จะฟ้องหน่วยงานของรัฐที่นาย ก. สังกัดไม่ได้
  • ง. นาง ข. อาจฟ้องหน่วยงานของรัฐที่นาย ก. สังกัดและฟ้องนาย ก. ได้โดยตรงในกรณีเดียวกัน

Explanation: คำตอบที่ถูก: "นาง ข. อาจฟ้องหน่วยงานของรัฐที่นาย ก. สังกัดได้โดยตรง แต่จะฟ้องนาย ก. ไม่ได้" ข้อเท็จจริง “นาย ก. สังกัดหน่วยงานของรัฐ” → “เจ้าหน้าที่ของตน”; “ขณะปฏิบัติหน้าที่” → “ได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่”; “กระทำละเมิด” → “ผลแห่งละเมิด”; และ “นาง ข. ได้รับความเสียหาย” → “ผู้เสียหาย” จึงเป็นกรณีที่นาง ข. อาจฟ้องหน่วยงานของรัฐดังกล่าวได้โดยตรง แต่จะฟ้องนาย ก. ไม่ได้ ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "นาง ข. อาจฟ้องกระทรวงการคลังได้โดยตรง แต่จะฟ้องหน่วยงานของรัฐที่นาย ก. สังกัดไม่ได้" ผิด: แหล่งข้อมูลให้ถือว่ากระทรวงการคลังเป็นหน่วยงานที่ต้องรับผิดเฉพาะเมื่อเจ้าหน้าที่ไม่ได้สังกัดหน่วยงานของรัฐแห่งใด แต่กรณีนี้นาย ก. มีหน่วยงานสังกัด • "นาง ข. อาจฟ้องนาย ก. ได้โดยตรง แต่จะฟ้องหน่วยงานของรัฐที่นาย ก. สังกัดไม่ได้" ผิด: กรณีนี้เกิดขึ้นขณะปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งแหล่งข้อมูลระบุว่า ผู้เสียหายอาจฟ้องหน่วยงานของรัฐได้โดยตรง แต่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้ • "นาง ข. อาจฟ้องหน่วยงานของรัฐที่นาย ก. สังกัดและฟ้องนาย ก. ได้โดยตรงในกรณีเดียวกัน" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดว่า ในกรณีละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ ผู้เสียหายอาจฟ้องหน่วยงานของรัฐโดยตรง แต่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้ อ้างอิงตัวบท พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ มาตรา 5 (พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539): “ในกรณีนี้ผู้เสียหายอาจฟ้องหน่วยงานของรัฐดังกล่าวได้โดยตรง” พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ มาตรา 5 (พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539): “แต่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้”

พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ มาตรา 5 (พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539): “ในกรณีนี้ผู้เสียหายอาจฟ้องหน่วยงานของรัฐดังกล่าวได้โดยตรง”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q42
general_admin_law
hard
apply
Human Approved
Confidence: —%

หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายเพื่อการละเมิดของนาย ก. ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ ผลการพิจารณาพบว่านาย ก. กระทำโดยประมาทเลินเล่อธรรมดา มิได้จงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ข้อใดเป็นผลตามกฎหมาย

  • ก. หน่วยงานของรัฐมีสิทธิเรียกให้นาย ก. ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเฉพาะส่วนของตน
  • ข. หน่วยงานของรัฐไม่มีสิทธิเรียกให้นาย ก. ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าว ✓
  • ค. หน่วยงานของรัฐมีสิทธิเรียกให้นาย ก. ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวเต็มจำนวน
  • ง. หน่วยงานของรัฐมีสิทธิเรียกให้นาย ก. ชดใช้โดยคำนึงถึงความเป็นธรรมในกรณีนี้

Explanation: คำตอบที่ถูก: "หน่วยงานของรัฐไม่มีสิทธิเรียกให้นาย ก. ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าว" ข้อเท็จจริงที่หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย → “ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย เพื่อการละเมิดของเจ้าหน้าที่” ส่วนข้อเท็จจริงที่นาย ก. ประมาทเลินเล่อธรรมดา มิได้จงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง → ไม่เข้าเงื่อนไข “ถ้าเจ้าหน้าที่ได้กระทำการนั้นไปด้วยความจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง” หน่วยงานของรัฐจึงไม่มีสิทธิเรียกให้นาย ก. ชดใช้ตามมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "หน่วยงานของรัฐมีสิทธิเรียกให้นาย ก. ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเฉพาะส่วนของตน" ผิด: สิทธิเรียกให้เจ้าหน้าที่ชดใช้เกิดได้เมื่อเจ้าหน้าที่กระทำด้วย “ความจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง” ซึ่งไม่ตรงกับข้อเท็จจริง • "หน่วยงานของรัฐมีสิทธิเรียกให้นาย ก. ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวเต็มจำนวน" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดสิทธิเรียกไว้เมื่อเจ้าหน้าที่กระทำด้วย “ความจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง” แต่นาย ก. ประมาทเลินเล่อธรรมดา • "หน่วยงานของรัฐมีสิทธิเรียกให้นาย ก. ชดใช้โดยคำนึงถึงความเป็นธรรมในกรณีนี้" ผิด: การคำนึงถึงความร้ายแรงและความเป็นธรรมใช้กำหนดว่าสิทธิเรียกตามวรรคหนึ่งจะมีได้เพียงใด แต่กรณีนี้ไม่เข้าเงื่อนไข “ความจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง” อ้างอิงตัวบท พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ มาตรา 8 (พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539): “ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย เพื่อการละเมิดของเจ้าหน้าที่ ให้หน่วยงานของรัฐมีสิทธิเรียกให้เจ้าหน้าที่ผู้ทำละเมิดชดใช้ค่าสินไหม ทดแทนดังกล่าวแก่หน่วยงานของรัฐได้ ถ้าเจ้าหน้าที่ได้กระทำการนั้นไปด้วยความจงใจหรือประมาท เลินเล่ออย่างร้ายแรง”

พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ มาตรา 8 (พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539): “ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย เพื่อการละเมิดของเจ้าหน้าที่ ให้หน่วยงานของรัฐมีสิทธิเรียกให้เจ้าหน้าที่ผู้ทำละเมิดชดใช้ค่าสินไหม ทดแทนดังกล่าวแก่หน่วยงานของรัฐได้ ถ้าเจ้าหน้าที่ได้กระทำการนั้นไปด้วยความจงใจหรือประมาท เลินเล่ออย่างร้ายแรง”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q43
general_admin_law
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามกฎกระทรวงที่ออกตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง เมื่อผู้ทำคำสั่งทางปกครองเป็นผู้ดำรงตำแหน่งอธิบดีหรือเทียบเท่าและไม่เห็นด้วยกับคำอุทธรณ์ ผู้ใดมีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์

  • ก. ผู้บริหารท้องถิ่นหรือคณะผู้บริหารท้องถิ่น แล้วแต่กรณี
  • ข. อธิบดีหรือหัวหน้าส่วนราชการที่มีฐานะเป็นกรม แล้วแต่กรณี
  • ค. ปลัดกระทรวงหรือปลัดทบวง แล้วแต่กรณี ✓
  • ง. นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี แล้วแต่กรณี

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ปลัดกระทรวงหรือปลัดทบวง แล้วแต่กรณี" ตามข้อ 2 (4) หากผู้ทำคำสั่งทางปกครองเป็นผู้ดำรงตำแหน่งอธิบดีหรือเทียบเท่า อำนาจพิจารณาอุทธรณ์เป็นของปลัดกระทรวงหรือปลัดทบวง แล้วแต่กรณี ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ผู้บริหารท้องถิ่นหรือคณะผู้บริหารท้องถิ่น แล้วแต่กรณี" ผิด: ข้อ 2 (4) กำหนดให้ปลัดกระทรวงหรือปลัดทบวง แล้วแต่กรณี เป็นผู้พิจารณาเมื่อผู้ทำคำสั่งเป็นอธิบดีหรือเทียบเท่า • "อธิบดีหรือหัวหน้าส่วนราชการที่มีฐานะเป็นกรม แล้วแต่กรณี" ผิด: ข้อ 2 (4) ระบุผู้มีอำนาจในกรณีผู้ทำคำสั่งเป็นอธิบดีหรือเทียบเท่าว่าเป็นปลัดกระทรวงหรือปลัดทบวง แล้วแต่กรณี • "นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี แล้วแต่กรณี" ผิด: ข้อ 2 (4) กำหนดกรณีผู้ทำคำสั่งเป็นอธิบดีหรือเทียบเท่าให้เป็นอำนาจของปลัดกระทรวงหรือปลัดทบวง แล้วแต่กรณี อ้างอิงตัวบท กฎกระทรวง ฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2540) ออกตามความในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ข้อ 2: “(4) ปลัดกระทรวงหรือปลัดทบวง แล้วแต่กรณี ในกรณีที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครองเป็นผู้ดำรงตำแหน่งอธิบดีหรือเทียบเท่า”

กฎกระทรวง ฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2540) ออกตามความในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ข้อ 2: “(4) ปลัดกระทรวงหรือปลัดทบวง แล้วแต่กรณี ในกรณีที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครองเป็นผู้ดำรงตำแหน่งอธิบดีหรือเทียบเท่า”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q44
general_admin_law
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับองค์ประชุมและมติที่ประชุมของคณะกรรมการ

  • ก. แม้มีกรรมการมาประชุมน้อยกว่ากึ่งหนึ่งของกรรมการทั้งหมดก็เป็นองค์ประชุมได้ และมติที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก
  • ข. ต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของกรรมการทั้งหมดจึงเป็นองค์ประชุม และมติที่ประชุมต้องเป็นเอกฉันท์
  • ค. ต้องมีกรรมการมาประชุมมากกว่ากึ่งหนึ่งของกรรมการทั้งหมดจึงเป็นองค์ประชุม และมติที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก
  • ง. ต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของกรรมการทั้งหมดจึงเป็นองค์ประชุม และมติที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก ✓

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของกรรมการทั้งหมดจึงเป็นองค์ประชุม และมติที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก" ตามข้อ 13 องค์ประชุมต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของกรรมการทั้งหมด และมติที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "แม้มีกรรมการมาประชุมน้อยกว่ากึ่งหนึ่งของกรรมการทั้งหมดก็เป็นองค์ประชุมได้ และมติที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก" ผิด: ข้อ 13 กำหนดว่าต้องมีกรรมการมาประชุม “ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของกรรมการทั้งหมดจึงจะเป็นองค์ประชุม” • "ต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของกรรมการทั้งหมดจึงเป็นองค์ประชุม และมติที่ประชุมต้องเป็นเอกฉันท์" ผิด: ข้อ 13 กำหนดว่า “มติที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก” มิได้กำหนดให้มติเป็นเอกฉันท์ • "ต้องมีกรรมการมาประชุมมากกว่ากึ่งหนึ่งของกรรมการทั้งหมดจึงเป็นองค์ประชุม และมติที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก" ผิด: ข้อ 13 กำหนดว่า “ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของกรรมการทั้งหมด” จึงรวมถึงกรณีที่มาประชุมเท่ากึ่งหนึ่งด้วย อ้างอิงตัวบท ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 13: “ในการประชุมคณะกรรมการต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของกรรมการทั้งหมดจึงจะเป็นองค์ประชุม” ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 13: “มติที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก”

ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 13: “ในการประชุมคณะกรรมการต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของกรรมการทั้งหมดจึงจะเป็นองค์ประชุม”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q45
general_admin_law
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับหน้าที่ของคณะกรรมการ

  • ก. คณะกรรมการต้องให้โอกาสแก่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องหรือผู้เสียหายได้ชี้แจงข้อเท็จจริงและโต้แย้งแสดงพยานหลักฐานของตนอย่างเพียงพอและเป็นธรรม ✓
  • ข. คณะกรรมการต้องให้โอกาสเฉพาะเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้ชี้แจงข้อเท็จจริงและโต้แย้งแสดงพยานหลักฐานของตนอย่างเพียงพอและเป็นธรรม
  • ค. คณะกรรมการอาจให้โอกาสแก่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องหรือผู้เสียหายได้ชี้แจงข้อเท็จจริงและแสดงพยานหลักฐานตามที่เห็นสมควรโดยไม่ต้องเป็นธรรม
  • ง. คณะกรรมการต้องให้โอกาสแก่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องหรือผู้เสียหายได้ชี้แจงข้อเท็จจริง แต่ไม่ต้องให้โต้แย้งแสดงพยานหลักฐานของตน

Explanation: คำตอบที่ถูก: "คณะกรรมการต้องให้โอกาสแก่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องหรือผู้เสียหายได้ชี้แจงข้อเท็จจริงและโต้แย้งแสดงพยานหลักฐานของตนอย่างเพียงพอและเป็นธรรม" ข้อ 15 กำหนดให้คณะกรรมการต้องเปิดโอกาสแก่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องหรือผู้เสียหายได้ชี้แจงข้อเท็จจริงและโต้แย้งแสดงพยานหลักฐานของตนอย่างเพียงพอและเป็นธรรม ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "คณะกรรมการต้องให้โอกาสเฉพาะเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้ชี้แจงข้อเท็จจริงและโต้แย้งแสดงพยานหลักฐานของตนอย่างเพียงพอและเป็นธรรม" ผิด: ข้อ 15 กำหนดให้โอกาสแก่ “เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องหรือผู้เสียหาย” จึงไม่จำกัดเฉพาะเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง • "คณะกรรมการอาจให้โอกาสแก่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องหรือผู้เสียหายได้ชี้แจงข้อเท็จจริงและแสดงพยานหลักฐานตามที่เห็นสมควรโดยไม่ต้องเป็นธรรม" ผิด: ข้อ 15 ใช้คำว่า “ต้องให้โอกาส” และกำหนดให้ดำเนินการ “อย่างเพียงพอและเป็นธรรม” • "คณะกรรมการต้องให้โอกาสแก่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องหรือผู้เสียหายได้ชี้แจงข้อเท็จจริง แต่ไม่ต้องให้โต้แย้งแสดงพยานหลักฐานของตน" ผิด: ข้อ 15 กำหนดให้โอกาสทั้งการชี้แจงข้อเท็จจริงและการโต้แย้งแสดงพยานหลักฐานของตน อ้างอิงตัวบท ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 15: “คณะกรรมการต้องให้โอกาสแก่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องหรือผู้เสียหายได้ชี้แจงข้อเท็จจริง” ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 15: “และโต้แย้งแสดงพยานหลักฐานของตนอย่างเพียงพอและเป็นธรรม”

ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 15: “คณะกรรมการต้องให้โอกาสแก่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องหรือผู้เสียหายได้ชี้แจงข้อเท็จจริง”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q46
general_admin_law
medium
understand
Human Approved
Confidence: —%

ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ข้อใดกล่าวถึงผลของความเห็นของคณะกรรมการได้ถูกต้อง

  • ก. ความเห็นของคณะกรรมการผูกมัดผู้แต่งตั้งและรัฐมิให้มีความเห็นเป็นอย่างอื่น
  • ข. ความเห็นของคณะกรรมการไม่ผูกมัดผู้แต่งตั้งหรือรัฐที่จะมีความเห็นเป็นอย่างอื่น ✓
  • ค. ความเห็นของคณะกรรมการผูกมัดผู้แต่งตั้ง แต่ไม่ผูกมัดรัฐที่จะมีความเห็นเป็นอย่างอื่น
  • ง. ความเห็นของคณะกรรมการไม่ผูกมัดผู้แต่งตั้ง แต่ผูกมัดรัฐมิให้มีความเห็นเป็นอย่างอื่น

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ความเห็นของคณะกรรมการไม่ผูกมัดผู้แต่งตั้งหรือรัฐที่จะมีความเห็นเป็นอย่างอื่น" ข้อ 16 กำหนดชัดว่า ความเห็นของคณะกรรมการไม่ผูกมัดผู้แต่งตั้งหรือรัฐ ดังนั้นผู้แต่งตั้งหรือรัฐอาจมีความเห็นเป็นอย่างอื่นได้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ความเห็นของคณะกรรมการผูกมัดผู้แต่งตั้งและรัฐมิให้มีความเห็นเป็นอย่างอื่น" ผิด: ข้อ 16 ระบุว่า “ความเห็นของคณะกรรมการไม่ผูกมัดผู้แต่งตั้งหรือรัฐที่จะมีความเห็นเป็นอย่างอื่น” • "ความเห็นของคณะกรรมการผูกมัดผู้แต่งตั้ง แต่ไม่ผูกมัดรัฐที่จะมีความเห็นเป็นอย่างอื่น" ผิด: ข้อ 16 ระบุโดยตรงว่า “ความเห็นของคณะกรรมการไม่ผูกมัดผู้แต่งตั้ง” ที่จะมีความเห็นเป็นอย่างอื่น • "ความเห็นของคณะกรรมการไม่ผูกมัดผู้แต่งตั้ง แต่ผูกมัดรัฐมิให้มีความเห็นเป็นอย่างอื่น" ผิด: ข้อ 16 ระบุว่าความเห็นของคณะกรรมการไม่ผูกมัดทั้ง “ผู้แต่งตั้งหรือรัฐ” ที่จะมีความเห็นเป็นอย่างอื่น อ้างอิงตัวบท ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 16: “ความเห็นของคณะกรรมการไม่ผูกมัดผู้แต่งตั้งหรือรัฐที่จะมีความเห็นเป็นอย่างอื่น”

ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 16: “ความเห็นของคณะกรรมการไม่ผูกมัดผู้แต่งตั้งหรือรัฐที่จะมีความเห็นเป็นอย่างอื่น”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q47
general_admin_law
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ผู้แต่งตั้งต้องส่งสำนวนให้กระทรวงการคลังภายในกี่วัน และต้องตระเตรียมเรื่องเพื่อมิให้ขาดอายุความกี่ปี

  • ก. ภายในเจ็ดวันนับแต่วันวินิจฉัยสั่งการ และมิให้ขาดอายุความหนึ่งปีนับจากวันดังกล่าว
  • ข. ภายในสิบห้าวันนับแต่วันวินิจฉัยสั่งการ และมิให้ขาดอายุความสองปีนับจากวันดังกล่าว
  • ค. ภายในเจ็ดวันนับแต่วันวินิจฉัยสั่งการ และมิให้ขาดอายุความสองปีนับจากวันดังกล่าว ✓
  • ง. ภายในสามสิบวันนับแต่วันวินิจฉัยสั่งการ และมิให้ขาดอายุความห้าปีนับจากวันดังกล่าว

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ภายในเจ็ดวันนับแต่วันวินิจฉัยสั่งการ และมิให้ขาดอายุความสองปีนับจากวันดังกล่าว" ข้อ 17 กำหนดให้ผู้แต่งตั้งส่งสำนวนให้กระทรวงการคลังภายในเจ็ดวันนับแต่วันวินิจฉัยสั่งการ และให้ตระเตรียมเรื่องสำหรับการออกคำสั่งหรือฟ้องคดีเพื่อมิให้ขาดอายุความสองปีนับจากวันที่ผู้แต่งตั้งวินิจฉัยสั่งการ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ภายในเจ็ดวันนับแต่วันวินิจฉัยสั่งการ และมิให้ขาดอายุความหนึ่งปีนับจากวันดังกล่าว" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุให้ตระเตรียมเรื่องเพื่อมิให้ขาด “อายุความสองปีนับจากวันที่ผู้แต่งตั้งวินิจฉัยสั่งการ” • "ภายในสิบห้าวันนับแต่วันวินิจฉัยสั่งการ และมิให้ขาดอายุความสองปีนับจากวันดังกล่าว" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ส่งสำนวน “ภายในเจ็ดวันนับแต่วันวินิจฉัยสั่งการ” มิใช่สิบห้าวัน • "ภายในสามสิบวันนับแต่วันวินิจฉัยสั่งการ และมิให้ขาดอายุความห้าปีนับจากวันดังกล่าว" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดระยะเวลาส่งสำนวนไว้เจ็ดวันและกำหนดอายุความไว้สองปี มิใช่สามสิบวันและห้าปี อ้างอิงตัวบท ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 17: “ให้ผู้แต่งตั้งส่งสำนวนภายในเจ็ดวันนับแต่วันวินิจฉัยสั่งการให้กระทรวงการคลังเพื่อตรวจสอบ” ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 17: “ในระหว่างการพิจารณาของกระทรวงการคลัง ให้ผู้แต่งตั้งสั่งการให้ตระเตรียมเรื่องให้พร้อมสำหรับการออกคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ชำระค่าสินไหมทดแทน หรือดำเนินการฟ้องคดีเพื่อมิให้ขาดอายุความสองปีนับจากวันที่ผู้แต่งตั้งวินิจฉัยสั่งการ”

ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 17: “ให้ผู้แต่งตั้งส่งสำนวนภายในเจ็ดวันนับแต่วันวินิจฉัยสั่งการให้กระทรวงการคลังเพื่อตรวจสอบ”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q48
general_admin_law
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ข้อใดระบุประธานและองค์ประกอบของคณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่งได้ถูกต้อง

  • ก. ผู้แทนสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินเป็นประธานกรรมการ ร่วมกับอธิบดีกรมบัญชีกลาง ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุด และผู้แทนกระทรวงการคลังตามจำนวนที่จำเป็น
  • ข. ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นประธานกรรมการ ร่วมกับอธิบดีกรมบัญชีกลาง ผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุด ผู้แทนสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน และผู้แทนกระทรวงการคลังตามจำนวนที่จำเป็น
  • ค. ผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุดเป็นประธานกรรมการ ร่วมกับอธิบดีกรมบัญชีกลาง ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ผู้แทนสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน และผู้แทนกระทรวงการคลังตามจำนวนที่จำเป็น
  • ง. อธิบดีกรมบัญชีกลางเป็นประธานกรรมการ ร่วมกับผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุด ผู้แทนสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน และผู้แทนกระทรวงการคลังตามจำนวนที่จำเป็น ✓

Explanation: คำตอบที่ถูก: "อธิบดีกรมบัญชีกลางเป็นประธานกรรมการ ร่วมกับผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุด ผู้แทนสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน และผู้แทนกระทรวงการคลังตามจำนวนที่จำเป็น" ข้อ 21 กำหนดให้คณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่งมีอธิบดีกรมบัญชีกลางเป็นประธานกรรมการ และมีผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน และกระทรวงการคลังตามจำนวนที่จำเป็นเป็นกรรมการ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ผู้แทนสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินเป็นประธานกรรมการ ร่วมกับอธิบดีกรมบัญชีกลาง ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุด และผู้แทนกระทรวงการคลังตามจำนวนที่จำเป็น" ผิด: ข้อ 21 กำหนดให้อธิบดีกรมบัญชีกลางเป็นประธานกรรมการ ส่วนผู้แทนสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินเป็นกรรมการ • "ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นประธานกรรมการ ร่วมกับอธิบดีกรมบัญชีกลาง ผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุด ผู้แทนสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน และผู้แทนกระทรวงการคลังตามจำนวนที่จำเป็น" ผิด: ข้อ 21 กำหนดให้อธิบดีกรมบัญชีกลางเป็นประธานกรรมการ ส่วนผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นกรรมการ • "ผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุดเป็นประธานกรรมการ ร่วมกับอธิบดีกรมบัญชีกลาง ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ผู้แทนสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน และผู้แทนกระทรวงการคลังตามจำนวนที่จำเป็น" ผิด: ข้อ 21 กำหนดให้อธิบดีกรมบัญชีกลางเป็นประธานกรรมการ ส่วนผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุดเป็นกรรมการ อ้างอิงตัวบท ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 21: “อธิบดีกรมบัญชีกลางเป็นประธานกรรมการ” ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 21: “ประกอบด้วยอธิบดีกรมบัญชีกลางเป็นประธานกรรมการ ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา” ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 21: “ผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุด” ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 21: “ผู้แทนสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน” ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 21: “และผู้แทนกระทรวงการคลังตามจำนวนที่จำเป็น”

ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 21: “อธิบดีกรมบัญชีกลางเป็นประธานกรรมการ”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q49
general_admin_law
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ในกรณีที่ความเสียหายเกิดแก่เงิน ต้องใช้ความเสียหายอย่างไร

  • ก. ให้ใช้เป็นเงินแต่เพียงอย่างเดียว ✓
  • ข. ให้ใช้เป็นสิ่งของที่มีมูลค่าเท่ากันแต่เพียงอย่างเดียว
  • ค. ให้ใช้เป็นทรัพย์สินชนิดเดียวกันแต่เพียงอย่างเดียว
  • ง. ให้ใช้เป็นเงินหรือทรัพย์สินตามความเหมาะสม

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ให้ใช้เป็นเงินแต่เพียงอย่างเดียว" ตามข้อ 22 ในกรณีที่ความเสียหายเกิดแก่เงิน ให้ใช้เป็นเงินแต่เพียงอย่างเดียว ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ให้ใช้เป็นสิ่งของที่มีมูลค่าเท่ากันแต่เพียงอย่างเดียว" ผิด: ข้อ 22 กำหนดให้ใช้เป็นเงินแต่เพียงอย่างเดียว มิใช่ใช้เป็นสิ่งของที่มีมูลค่าเท่ากัน • "ให้ใช้เป็นทรัพย์สินชนิดเดียวกันแต่เพียงอย่างเดียว" ผิด: ข้อ 22 กำหนดว่า “ให้ใช้เป็นเงินแต่เพียงอย่างเดียว” จึงไม่ใช่ให้ใช้เป็นทรัพย์สินชนิดเดียวกัน • "ให้ใช้เป็นเงินหรือทรัพย์สินตามความเหมาะสม" ผิด: ข้อ 22 ใช้คำว่า “เป็นเงินแต่เพียงอย่างเดียว” จึงไม่เปิดให้เลือกใช้ทรัพย์สินแทนเงิน อ้างอิงตัวบท ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 22: “ให้ใช้เป็นเงินแต่เพียงอย่างเดียว”

ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 22: “ให้ใช้เป็นเงินแต่เพียงอย่างเดียว”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q50
general_admin_law
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ กรณีความเสียหายมิได้เกิดแก่เงิน ข้อใดกล่าวถูกต้อง

  • ก. อาจชดใช้เป็นทรัพย์สินชนิดใดก็ได้ที่มีมูลค่าเท่ากัน หรือซ่อมแซมให้คงสภาพเดิมภายในไม่เกินหกเดือน โดยต้องได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลังก่อนเมื่อแตกต่างจากหลักเกณฑ์
  • ข. อาจชดใช้เป็นทรัพย์สินอย่างเดียวกัน หรือซ่อมแซมให้คงสภาพเดิมภายในไม่เกินหกเดือน และหากแตกต่างจากหลักเกณฑ์ดังกล่าวต้องได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลังก่อน ✓
  • ค. อาจชดใช้เป็นทรัพย์สินอย่างเดียวกัน หรือซ่อมแซมให้คงสภาพเดิมภายในไม่เกินหนึ่งปี และหากแตกต่างจากหลักเกณฑ์ดังกล่าวต้องได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลังก่อน
  • ง. อาจชดใช้เป็นทรัพย์สินอย่างเดียวกัน หรือซ่อมแซมให้คงสภาพเดิมภายในไม่เกินหกเดือน และหากแตกต่างจากหลักเกณฑ์ดังกล่าวไม่ต้องได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลังก่อน

Explanation: คำตอบที่ถูก: "อาจชดใช้เป็นทรัพย์สินอย่างเดียวกัน หรือซ่อมแซมให้คงสภาพเดิมภายในไม่เกินหกเดือน และหากแตกต่างจากหลักเกณฑ์ดังกล่าวต้องได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลังก่อน" ข้อ 23 กำหนดว่า เมื่อความเสียหายมิได้เกิดแก่เงิน อาจชดใช้เป็นทรัพย์สินอย่างเดียวกันหรือซ่อมแซมให้คงสภาพเดิมภายในไม่เกินหกเดือนแทนการชำระเงินได้ หากดำเนินการแตกต่างจากหลักเกณฑ์ดังกล่าว ต้องได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลังก่อน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "อาจชดใช้เป็นทรัพย์สินชนิดใดก็ได้ที่มีมูลค่าเท่ากัน หรือซ่อมแซมให้คงสภาพเดิมภายในไม่เกินหกเดือน โดยต้องได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลังก่อนเมื่อแตกต่างจากหลักเกณฑ์" ผิด: ข้อ 23 กำหนดให้ชดใช้เป็นทรัพย์สินอย่างเดียวกัน โดยมีสภาพ คุณภาพ ปริมาณ และลักษณะเดียวกัน และใช้งานแทนได้เช่นเดียวกัน • "อาจชดใช้เป็นทรัพย์สินอย่างเดียวกัน หรือซ่อมแซมให้คงสภาพเดิมภายในไม่เกินหนึ่งปี และหากแตกต่างจากหลักเกณฑ์ดังกล่าวต้องได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลังก่อน" ผิด: ข้อ 23 กำหนดให้จัดการให้ทรัพย์สินคงสภาพเหมือนเดิมภายในเวลาไม่เกินหกเดือน ไม่ใช่หนึ่งปี • "อาจชดใช้เป็นทรัพย์สินอย่างเดียวกัน หรือซ่อมแซมให้คงสภาพเดิมภายในไม่เกินหกเดือน และหากแตกต่างจากหลักเกณฑ์ดังกล่าวไม่ต้องได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลังก่อน" ผิด: ข้อ 23 กำหนดว่าการชดใช้เป็นทรัพย์สินหรือการซ่อมแซมหรือบูรณะที่แตกต่างไปจากหลักเกณฑ์ ต้องได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลังก่อน อ้างอิงตัวบท ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 23: “ชดใช้เป็นทรัพย์สินอย่างเดียวกันโดยมีสภาพ คุณภาพ ปริมาณ และลักษณะเดียวกันกับทรัพย์สินที่สูญหายหรือเสียหาย” ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 23: “ซ่อมแซมหรือบูรณะทรัพย์สินที่ชำรุดเสียหายให้คงสภาพเดิม โดยทำสัญญาว่าจะจัดการให้ทรัพย์สินคงสภาพเหมือนเดิมภายในเวลาไม่เกินหกเดือน” ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 23: “การชดใช้เป็นทรัพย์สินหรือการซ่อมแซมหรือบูรณะทรัพย์สินที่แตกต่างไปจาก (1) หรือ (2) ต้องได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลังก่อน”

ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 23: “ชดใช้เป็นทรัพย์สินอย่างเดียวกันโดยมีสภาพ คุณภาพ ปริมาณ และลักษณะเดียวกันกับทรัพย์สินที่สูญหายหรือเสียหาย”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q51
general_admin_law
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการขอผ่อนชำระค่าสินไหมทดแทนของเจ้าหน้าที่

  • ก. กำหนดจำนวนเงินตามความเหมาะสมโดยคำนึงถึงรายได้ ค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพตามฐานานุรูป ความรับผิดชอบตามกฎหมายหรือศีลธรรมอันดี และพฤติการณ์แห่งกรณี พร้อมจัดให้มีผู้ค้ำประกันและต้องให้วางหลักประกันด้วย
  • ข. กำหนดจำนวนเงินตามความเหมาะสมโดยคำนึงถึงรายได้ ค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพตามฐานานุรูป ความรับผิดชอบตามกฎหมายหรือศีลธรรมอันดี และพฤติการณ์แห่งกรณี โดยอาจจัดให้มีผู้ค้ำประกันและวางหลักประกันได้
  • ค. กำหนดจำนวนเงินตามความเหมาะสมโดยคำนึงถึงรายได้ ค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพตามฐานานุรูป ความรับผิดชอบตามกฎหมายหรือศีลธรรมอันดี และพฤติการณ์แห่งกรณี พร้อมจัดให้มีผู้ค้ำประกัน และอาจให้วางหลักประกันได้ ✓
  • ง. กำหนดจำนวนเงินตามความเหมาะสมโดยคำนึงถึงรายได้และค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพตามฐานานุรูป โดยไม่ต้องคำนึงถึงความรับผิดชอบและพฤติการณ์แห่งกรณี พร้อมจัดให้มีผู้ค้ำประกัน และอาจให้วางหลักประกันได้

Explanation: คำตอบที่ถูก: "กำหนดจำนวนเงินตามความเหมาะสมโดยคำนึงถึงรายได้ ค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพตามฐานานุรูป ความรับผิดชอบตามกฎหมายหรือศีลธรรมอันดี และพฤติการณ์แห่งกรณี พร้อมจัดให้มีผู้ค้ำประกัน และอาจให้วางหลักประกันได้" ข้อ 25 กำหนดให้หน่วยงานของรัฐที่เสียหายกำหนดจำนวนเงินผ่อนชำระตามความเหมาะสม โดยคำนึงถึงรายได้ ค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพตามฐานานุรูป ความรับผิดชอบตามกฎหมายหรือศีลธรรมอันดี และพฤติการณ์แห่งกรณี ทั้งต้องจัดให้มีผู้ค้ำประกัน ส่วนการให้วางหลักประกันทำได้เมื่อเห็นสมควร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "กำหนดจำนวนเงินตามความเหมาะสมโดยคำนึงถึงรายได้ ค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพตามฐานานุรูป ความรับผิดชอบตามกฎหมายหรือศีลธรรมอันดี และพฤติการณ์แห่งกรณี พร้อมจัดให้มีผู้ค้ำประกันและต้องให้วางหลักประกันด้วย" ผิด: ข้อ 25 ระบุว่า ในกรณีที่เห็นสมควร “จะให้วางหลักประกันด้วยก็ได้” จึงไม่ได้บังคับว่าต้องวางหลักประกัน • "กำหนดจำนวนเงินตามความเหมาะสมโดยคำนึงถึงรายได้ ค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพตามฐานานุรูป ความรับผิดชอบตามกฎหมายหรือศีลธรรมอันดี และพฤติการณ์แห่งกรณี โดยอาจจัดให้มีผู้ค้ำประกันและวางหลักประกันได้" ผิด: ข้อ 25 กำหนดว่า “ต้องจัดให้มีผู้ค้ำประกัน” ส่วนการให้วางหลักประกันเป็นเพียงกรณีที่เห็นสมควร • "กำหนดจำนวนเงินตามความเหมาะสมโดยคำนึงถึงรายได้และค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพตามฐานานุรูป โดยไม่ต้องคำนึงถึงความรับผิดชอบและพฤติการณ์แห่งกรณี พร้อมจัดให้มีผู้ค้ำประกัน และอาจให้วางหลักประกันได้" ผิด: ข้อ 25 กำหนดให้คำนึงถึงความรับผิดชอบตามกฎหมายหรือศีลธรรมอันดีและพฤติการณ์แห่งกรณีประกอบด้วย อ้างอิงตัวบท ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 25: “ให้หน่วยงานของรัฐที่เสียหายกำหนดจำนวนเงินที่ขอผ่อนชำระนั้นตามความเหมาะสม โดยคำนึงถึงรายได้” ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 25: “ค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพตามฐานานุรูปของเจ้าหน้าที่” ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 25: “ความรับผิดชอบที่บุคคลนั้นมีอยู่ตามกฎหมายหรือศีลธรรมอันดี” ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 25: “และพฤติการณ์แห่งกรณีประกอบด้วย” ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 25: “ในการให้ผ่อนชำระ ต้องจัดให้มีผู้ค้ำประกัน” ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 25: “และในกรณีที่เห็นสมควรจะให้วางหลักประกันด้วยก็ได้”

ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 25: “ให้หน่วยงานของรัฐที่เสียหายกำหนดจำนวนเงินที่ขอผ่อนชำระนั้นตามความเหมาะสม โดยคำนึงถึงรายได้”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q52
general_admin_law
medium
understand
Human Approved
Confidence: —%

ข้อใดอธิบายหลักการกรณีเจ้าหน้าที่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแต่ไม่สามารถชำระหนี้ได้ ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ได้ถูกต้อง

  • ก. ให้พิจารณาผ่อนผันและต้องไม่ดำเนินคดีล้มละลาย แม้เหตุเกิดจากการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงหรือกระทำการเช่นนั้นเพื่อให้หน่วยงานไม่ได้รับชำระหนี้ครบถ้วน
  • ข. ให้พิจารณาผ่อนผันและต้องไม่ดำเนินคดีล้มละลาย เว้นแต่เหตุเกิดจากการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ซึ่งหน่วยงานของรัฐที่เสียหายต้องดำเนินคดีล้มละลายเอง
  • ค. ให้ส่งเรื่องให้พนักงานอัยการดำเนินคดีล้มละลาย แต่หากเหตุเกิดจากการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ให้พิจารณาผ่อนผันและต้องไม่ดำเนินคดีล้มละลาย
  • ง. ให้พิจารณาผ่อนผันและต้องไม่ดำเนินคดีล้มละลาย เว้นแต่เหตุเกิดจากการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงหรือกระทำการเช่นนั้นเพื่อให้หน่วยงานไม่ได้รับชำระหนี้ครบถ้วน ซึ่งต้องส่งเรื่องให้พนักงานอัยการดำเนินคดีล้มละลาย ✓

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ให้พิจารณาผ่อนผันและต้องไม่ดำเนินคดีล้มละลาย เว้นแต่เหตุเกิดจากการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงหรือกระทำการเช่นนั้นเพื่อให้หน่วยงานไม่ได้รับชำระหนี้ครบถ้วน ซึ่งต้องส่งเรื่องให้พนักงานอัยการดำเนินคดีล้มละลาย" ตามข้อ 27 เมื่อเจ้าหน้าที่ไม่สามารถชำระหนี้ได้ หน่วยงานของรัฐที่เสียหายต้องพิจารณาผ่อนผันตามความเหมาะสมตามหลักเกณฑ์ที่กระทรวงการคลังกำหนดและต้องไม่ดำเนินคดีล้มละลาย เว้นแต่การไม่สามารถชำระหนี้เกิดจากการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง หรือมีการประพฤติเช่นนั้นเพื่อให้หน่วยงานไม่ได้รับชำระหนี้ครบถ้วน จึงให้ส่งเรื่องให้พนักงานอัยการดำเนินคดีล้มละลาย ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ให้พิจารณาผ่อนผันและต้องไม่ดำเนินคดีล้มละลาย แม้เหตุเกิดจากการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงหรือกระทำการเช่นนั้นเพื่อให้หน่วยงานไม่ได้รับชำระหนี้ครบถ้วน" ผิด: แหล่งที่มากำหนดข้อยกเว้นว่า หากเกิดจากการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงหรือกระทำการดังกล่าวเพื่อให้หน่วยงานไม่ได้รับชำระหนี้ครบถ้วน ให้ส่งเรื่องให้พนักงานอัยการดำเนินคดีล้มละลาย • "ให้พิจารณาผ่อนผันและต้องไม่ดำเนินคดีล้มละลาย เว้นแต่เหตุเกิดจากการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ซึ่งหน่วยงานของรัฐที่เสียหายต้องดำเนินคดีล้มละลายเอง" ผิด: แหล่งที่มากำหนดโดยเฉพาะว่าในกรณีข้อยกเว้นให้หน่วยงานของรัฐที่เสียหาย “ส่งเรื่องให้พนักงานอัยการดำเนินคดีล้มละลาย” • "ให้ส่งเรื่องให้พนักงานอัยการดำเนินคดีล้มละลาย แต่หากเหตุเกิดจากการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ให้พิจารณาผ่อนผันและต้องไม่ดำเนินคดีล้มละลาย" ผิด: แหล่งที่มากำหนดให้กรณีทั่วไปต้องไม่ดำเนินคดีล้มละลาย ส่วนกรณีที่เกิดจากการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงให้ส่งเรื่องให้พนักงานอัยการดำเนินคดีล้มละลาย อ้างอิงตัวบท ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 27: “ให้หน่วยงานของรัฐที่เสียหายพิจารณาผ่อนผันตามความเหมาะสม” ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 27: “และต้องไม่ดำเนินคดีล้มละลายแก่ผู้นั้น” ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 27: “แต่ถ้าการที่ไม่สามารถชำระหนี้ได้นั้นเกิดจากการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงของเจ้าหน้าที่” ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 27: “หรือเจ้าหน้าที่กระทำการใด ๆ อันเป็นการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงเพื่อให้หน่วยงานของรัฐไม่ได้รับชำระหนี้ครบถ้วน” ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 27: “ให้หน่วยงานของรัฐที่เสียหายส่งเรื่องให้พนักงานอัยการดำเนินคดีล้มละลาย”

ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 27: “ให้หน่วยงานของรัฐที่เสียหายพิจารณาผ่อนผันตามความเหมาะสม”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q53
general_admin_law
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการประนีประนอมยอมความ

  • ก. ต้องได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลังก่อน ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในขั้นตอนใด เว้นแต่กระทรวงการคลังจะประกาศกำหนดเป็นอย่างอื่น ✓
  • ข. ต้องได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลังภายหลัง ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในขั้นตอนใด เว้นแต่กระทรวงการคลังจะประกาศกำหนดเป็นอย่างอื่น
  • ค. ต้องได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงยุติธรรมก่อน ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในขั้นตอนใด เว้นแต่กระทรวงการคลังจะประกาศกำหนดเป็นอย่างอื่น
  • ง. ต้องได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลังก่อน ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในขั้นตอนใด โดยไม่มีข้อยกเว้น

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ต้องได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลังก่อน ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในขั้นตอนใด เว้นแต่กระทรวงการคลังจะประกาศกำหนดเป็นอย่างอื่น" ข้อ 28 กำหนดว่า การประนีประนอมยอมความไม่ว่าจะเกิดขึ้นในขั้นตอนใดต้องได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลังก่อน เว้นแต่กระทรวงการคลังจะประกาศกำหนดเป็นอย่างอื่น ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ต้องได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลังภายหลัง ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในขั้นตอนใด เว้นแต่กระทรวงการคลังจะประกาศกำหนดเป็นอย่างอื่น" ผิด: ข้อ 28 กำหนดว่าต้องได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลัง “ก่อน” • "ต้องได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงยุติธรรมก่อน ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในขั้นตอนใด เว้นแต่กระทรวงการคลังจะประกาศกำหนดเป็นอย่างอื่น" ผิด: ข้อ 28 ระบุหน่วยงานที่ต้องให้ความเห็นชอบไว้โดยเฉพาะว่าเป็น “กระทรวงการคลัง” • "ต้องได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลังก่อน ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในขั้นตอนใด โดยไม่มีข้อยกเว้น" ผิด: ข้อ 28 กำหนดข้อยกเว้นไว้ว่า “เว้นแต่กระทรวงการคลังจะประกาศกำหนดเป็นอย่างอื่น” อ้างอิงตัวบท ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 28: “การประนีประนอมยอมความไม่ว่าจะเกิดขึ้นในขั้นตอนใดต้องได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลังก่อน” ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 28: “เว้นแต่กระทรวงการคลังจะประกาศกำหนดเป็นอย่างอื่น”

ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 28: “การประนีประนอมยอมความไม่ว่าจะเกิดขึ้นในขั้นตอนใดต้องได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลังก่อน”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q54
general_admin_law
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ดอกเบี้ยผิดนัดในจำนวนเงินที่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ยื่นคำขอให้คิดตั้งแต่เมื่อใด

  • ก. นับแต่วันมีคำสั่งชดใช้จนถึงวันชำระค่าสินไหมทดแทน
  • ข. นับแต่วันกระทำละเมิดจนถึงวันชำระค่าสินไหมทดแทน ✓
  • ค. นับแต่วันยื่นคำขอจนถึงวันชำระค่าสินไหมทดแทน
  • ง. นับแต่วันครบกำหนดชำระจนถึงวันชำระค่าสินไหมทดแทน

Explanation: คำตอบที่ถูก: "นับแต่วันกระทำละเมิดจนถึงวันชำระค่าสินไหมทดแทน" ข้อ 34 กำหนดให้คิดดอกเบี้ยตามอัตราดอกเบี้ยผิดนัดในจำนวนเงินที่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน นับแต่วันกระทำละเมิดจนถึงวันชำระค่าสินไหมทดแทน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "นับแต่วันมีคำสั่งชดใช้จนถึงวันชำระค่าสินไหมทดแทน" ผิด: ข้อ 34 กำหนดให้เริ่มคิดดอกเบี้ยผิดนัด “นับแต่วันกระทำละเมิด” มิใช่วันมีคำสั่งชดใช้ • "นับแต่วันยื่นคำขอจนถึงวันชำระค่าสินไหมทดแทน" ผิด: ข้อ 34 กำหนดให้เริ่มคิดดอกเบี้ยผิดนัด “นับแต่วันกระทำละเมิด” มิใช่วันยื่นคำขอ • "นับแต่วันครบกำหนดชำระจนถึงวันชำระค่าสินไหมทดแทน" ผิด: ข้อ 34 กำหนดให้เริ่มคิดดอกเบี้ยผิดนัด “นับแต่วันกระทำละเมิด” มิใช่วันครบกำหนดชำระ อ้างอิงตัวบท ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 34: “ให้คิดดอกเบี้ยตามอัตราดอกเบี้ยผิดนัดนับแต่วันกระทำละเมิดในจำนวนเงินที่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ยื่นคำขอจนถึงวันชำระค่าสินไหมทดแทน”

ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 34: “ให้คิดดอกเบี้ยตามอัตราดอกเบี้ยผิดนัดนับแต่วันกระทำละเมิดในจำนวนเงินที่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ยื่นคำขอจนถึงวันชำระค่าสินไหมทดแทน”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q55
general_admin_law
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ คำว่า “ความเสียหาย” หมายความว่าอย่างไร

  • ก. ความเสียหายที่มิได้เกิดจากการละเมิด และไม่รวมถึงการออกคำสั่งหรือกฎ
  • ข. ความเสียหายที่เกิดจากการออกคำสั่งหรือกฎ แต่ไม่รวมถึงการละเมิดอย่างอื่น
  • ค. ความเสียหายที่เกิดจากการละเมิดอย่างใด ๆ แต่ไม่รวมถึงการออกคำสั่งหรือกฎ ✓
  • ง. ความเสียหายที่เกิดจากการละเมิดอย่างใด ๆ โดยรวมถึงการออกคำสั่งหรือกฎ

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ความเสียหายที่เกิดจากการละเมิดอย่างใด ๆ แต่ไม่รวมถึงการออกคำสั่งหรือกฎ" ข้อ 4 นิยาม “ความเสียหาย” ว่าเป็นความเสียหายที่เกิดจากการละเมิดอย่างใด ๆ แต่ไม่รวมถึงการออกคำสั่งหรือกฎ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ความเสียหายที่มิได้เกิดจากการละเมิด และไม่รวมถึงการออกคำสั่งหรือกฎ" ผิด: ข้อ 4 ระบุว่าเป็น “ความเสียหายที่เกิดจากการละเมิดอย่างใด ๆ” • "ความเสียหายที่เกิดจากการออกคำสั่งหรือกฎ แต่ไม่รวมถึงการละเมิดอย่างอื่น" ผิด: ข้อ 4 กำหนดให้หมายถึงความเสียหายที่เกิดจากการละเมิดอย่างใด ๆ และยกเว้นการออกคำสั่งหรือกฎ • "ความเสียหายที่เกิดจากการละเมิดอย่างใด ๆ โดยรวมถึงการออกคำสั่งหรือกฎ" ผิด: ข้อ 4 ระบุชัดว่า “แต่ไม่รวมถึงการออกคำสั่งหรือกฎ” อ้างอิงตัวบท ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 4: “"ความเสียหาย" หมายความว่า ความเสียหายที่เกิดจากการละเมิดอย่างใด ๆ แต่ไม่รวมถึงการออกคำสั่งหรือกฎ”

ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 4: “"ความเสียหาย" หมายความว่า ความเสียหายที่เกิดจากการละเมิดอย่างใด ๆ แต่ไม่รวมถึงการออกคำสั่งหรือกฎ”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q56
general_admin_law
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด

  • ก. กระทรวงการคลังแต่งตั้งคณะกรรมการจำนวนไม่เกินห้าคน และกำหนดเวลาแล้วเสร็จของการพิจารณาไว้ด้วย
  • ข. หัวหน้าหน่วยงานของรัฐแต่งตั้งคณะกรรมการจำนวนไม่เกินห้าคน โดยไม่ต้องกำหนดเวลาแล้วเสร็จของการพิจารณา
  • ค. หัวหน้าหน่วยงานของรัฐแต่งตั้งคณะกรรมการจำนวนไม่เกินหกคน และกำหนดเวลาแล้วเสร็จของการพิจารณาไว้ด้วย
  • ง. หัวหน้าหน่วยงานของรัฐแต่งตั้งคณะกรรมการจำนวนไม่เกินห้าคน และกำหนดเวลาแล้วเสร็จของการพิจารณาไว้ด้วย ✓

Explanation: คำตอบที่ถูก: "หัวหน้าหน่วยงานของรัฐแต่งตั้งคณะกรรมการจำนวนไม่เกินห้าคน และกำหนดเวลาแล้วเสร็จของการพิจารณาไว้ด้วย" ข้อ 8 กำหนดให้หัวหน้าหน่วยงานของรัฐแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด โดยมีจำนวนไม่เกินห้าคน และต้องกำหนดเวลาแล้วเสร็จของการพิจารณาไว้ด้วย ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "กระทรวงการคลังแต่งตั้งคณะกรรมการจำนวนไม่เกินห้าคน และกำหนดเวลาแล้วเสร็จของการพิจารณาไว้ด้วย" ผิด: ข้อ 8 กำหนดให้หัวหน้าหน่วยงานของรัฐที่เกิดความเสียหายเป็นผู้แต่งตั้งคณะกรรมการ • "หัวหน้าหน่วยงานของรัฐแต่งตั้งคณะกรรมการจำนวนไม่เกินห้าคน โดยไม่ต้องกำหนดเวลาแล้วเสร็จของการพิจารณา" ผิด: ข้อ 8 กำหนดว่าในการแต่งตั้งคณะกรรมการ ให้กำหนดเวลาแล้วเสร็จของการพิจารณาไว้ด้วย • "หัวหน้าหน่วยงานของรัฐแต่งตั้งคณะกรรมการจำนวนไม่เกินหกคน และกำหนดเวลาแล้วเสร็จของการพิจารณาไว้ด้วย" ผิด: ข้อ 8 กำหนดให้คณะกรรมการมีจำนวนไม่เกินห้าคน อ้างอิงตัวบท ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 8: “ให้หัวหน้าหน่วยงานของรัฐดังกล่าวแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดขึ้นคณะหนึ่ง” ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 8: “คณะกรรมการตามวรรคหนึ่ง ให้มีจำนวนไม่เกินห้าคน” ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 8: “ในการแต่งตั้งคณะกรรมการ ให้กำหนดเวลาแล้วเสร็จของการพิจารณาของคณะกรรมการไว้ด้วย”

ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 8: “ให้หัวหน้าหน่วยงานของรัฐดังกล่าวแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดขึ้นคณะหนึ่ง”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Exam Simulator

Start a snapshot-based practice or real-exam attempt.

Exam Preview

What an approved exam looks like to a test-taker.

กฎหมายทั่วไปและกฎหมายที่ใช้ในการปฏิบัติราชการ: คลังข้อสอบฝึกทำ ชุดที่ 1

Time limit: 56 minutes

  1. 1. นาย ก. เป็นเจ้าหน้าที่ซึ่งได้รับมอบหมายให้พิจารณาคำขอใบอนุญาตของนาง ข. ซึ่งเป็นคู่กรณีและเป็นคู่สมรสของนาย ก. โดยนาย ก. มิได้เป็นคู่กรณีเองและมิได้เป็นเจ้าหนี้หรือลูกหนี้ของนาง ข. ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง นาย ก. จะทำการพิจารณาคำขอนี้ได้หรือไม่

    • ก. นาย ก. จะทำการพิจารณาทางปกครองไม่ได้ เพราะเป็นคู่สมรสของคู่กรณี
    • ข. นาย ก. จะทำการพิจารณาทางปกครองได้ เพราะมิได้เป็นเจ้าหนี้หรือลูกหนี้ของคู่กรณี
    • ค. นาย ก. จะทำการพิจารณาทางปกครองได้ เพราะกรณีคู่สมรสต้องกำหนดในกฎกระทรวงก่อน
    • ง. นาย ก. จะทำการพิจารณาทางปกครองได้ เพราะมิได้เป็นคู่กรณีเอง
  2. 2. นาย ก. เป็นคู่กรณีและได้รับแจ้งคำสั่งทางปกครองเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2569 คำสั่งดังกล่าวไม่ได้ออกโดยรัฐมนตรี และไม่มีกฎหมายกำหนดขั้นตอนอุทธรณ์ภายในฝ่ายปกครองไว้เป็นการเฉพาะ นาย ก. ประสงค์จะอุทธรณ์ ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง นาย ก. ต้องยื่นอุทธรณ์ต่อผู้ใดและภายในกำหนดใด

    • ก. ยื่นต่อเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครอง ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง
    • ข. ยื่นต่อเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครอง ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง
    • ค. ยื่นต่อเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครอง ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ออกคำสั่ง
    • ง. ยื่นต่อรัฐมนตรีผู้กำกับดูแลหน่วยงาน ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง
  3. 3. ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง เจ้าหน้าที่ผู้มีหน้าที่พิจารณาคำอุทธรณ์ได้รับคำอุทธรณ์ไว้ และไม่เห็นด้วยกับคำอุทธรณ์ทั้งหมด โดยไม่มีกฎหมายเฉพาะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น เจ้าหน้าที่ต้องส่งรายงานภายในกำหนดใด และใครเป็นผู้พิจารณาคำอุทธรณ์ต่อไป

    • ก. ให้เร่งรายงานความเห็นพร้อมเหตุผลภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับอุทธรณ์ ไปยังผู้มีอำนาจพิจารณาคำอุทธรณ์เพื่อพิจารณาต่อ
    • ข. ให้เจ้าหน้าที่นั้นพิจารณาให้แล้วเสร็จเองภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับอุทธรณ์ โดยไม่ต้องรายงานไปยังผู้มีอำนาจพิจารณาคำอุทธรณ์
    • ค. ให้เร่งรายงานความเห็นพร้อมเหตุผลภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับอุทธรณ์ ไปยังผู้มีอำนาจพิจารณาคำอุทธรณ์เพื่อพิจารณาต่อ
    • ง. ให้เร่งรายงานความเห็นพร้อมเหตุผลภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ลงความเห็นไม่เห็นด้วย ไปยังผู้มีอำนาจพิจารณาคำอุทธรณ์เพื่อพิจารณาต่อ
  4. 4. เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานแห่งหนึ่งพบเหตุที่จะให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่มีลักษณะเป็นการให้ประโยชน์ โดยคำสั่งนั้นพ้นขั้นตอนที่กำหนดให้อุทธรณ์แล้ว และมิได้ทำขึ้นเพราะการแสดงข้อความเท็จ การปกปิดข้อความจริง การข่มขู่ หรือการชักจูงใจโดยให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นที่มิชอบด้วยกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ข้อใดถูกต้อง

    • ก. อาจเพิกถอนได้ตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด และไม่มีกำหนดเวลาเมื่อพ้นขั้นตอนอุทธรณ์แล้ว
    • ข. อาจเพิกถอนได้ตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด และต้องกระทำภายในหกสิบวันนับแต่ได้รู้ถึงเหตุที่จะให้เพิกถอน
    • ค. ไม่อาจเพิกถอนได้เพราะพ้นขั้นตอนอุทธรณ์แล้ว แม้เป็นคำสั่งทางปกครองที่มีลักษณะเป็นการให้ประโยชน์
    • ง. อาจเพิกถอนได้ตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด และต้องกระทำภายในเก้าสิบวันนับแต่ได้รู้ถึงเหตุที่จะให้เพิกถอน
  5. 5. นาย ก. ได้รับความเสียหายจากการกระทำละเมิดของนาย ข. เมื่อวันที่ 1 มกราคม ต่อมาวันที่ 1 มิถุนายน นาย ก. จึงรู้ถึงการละเมิดและรู้ว่านาย ข. เป็นผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน โดยการเรียกร้องนี้มิได้มีมูลอันเป็นความผิดที่มีโทษตามกฎหมายลักษณะอาญา ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ข้อใดกล่าวถึงกำหนดอายุความของสิทธิเรียกร้องนี้ถูกต้อง

    • ก. ขาดอายุความเมื่อพ้นหนึ่งปีนับแต่วันที่ 1 มิถุนายน หรือเมื่อพ้นสิบปีนับแต่วันที่ 1 มกราคม
    • ข. ให้ใช้อายุความทางอาญาที่ยาวกว่า โดยไม่ต้องใช้อายุความหนึ่งปีหรืออายุความสิบปี
    • ค. ขาดอายุความเมื่อพ้นหนึ่งปีนับแต่วันที่ 1 มกราคม หรือเมื่อพ้นสิบปีนับแต่วันที่ 1 มิถุนายน
    • ง. ขาดอายุความเมื่อพ้นสิบปีนับแต่วันที่ 1 มกราคม โดยไม่ต้องพิจารณาวันที่ 1 มิถุนายน
  6. 6. นาย ก. เป็นเจ้าพนักงาน รับเงินจำนวนหนึ่งไว้สำหรับตนเองโดยมิชอบ เพื่อกระทำการในตำแหน่งซึ่งเป็นการชอบด้วยหน้าที่ โดยนาย ก. ยังมิได้กระทำการดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายอาญา ข้อใดถูกต้อง

    • ก. ยังไม่เป็นความผิดจากการรับทรัพย์สินโดยมิชอบ เพราะการที่จะกระทำนั้นชอบด้วยหน้าที่
    • ข. เป็นความผิดจากการรับทรัพย์สินโดยมิชอบเพื่อกระทำการในตำแหน่ง แม้การนั้นจะชอบด้วยหน้าที่
    • ค. ยังไม่เป็นความผิดจากการรับทรัพย์สินโดยมิชอบ จนกว่าจะได้กระทำการในตำแหน่งแล้ว
    • ง. เป็นความผิดจากการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด
  7. 7. นาย ก. กำลังเงื้อมีดจะแทงนาง ข. ทันที อันเป็นการประทุษร้ายโดยละเมิดต่อกฎหมาย นาย ค. จึงผลักนาย ก. เพื่อป้องกันสิทธิของนาง ข. ให้พ้นจากการแทง โดยการผลักนั้นพอสมควรแก่เหตุ ตามประมวลกฎหมายอาญา ข้อใดถูกต้อง

    • ก. เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่นาย ค. ยังคงมีความผิด
    • ข. ไม่เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย เพราะนาย ค. ป้องกันสิทธิของนาง ข.
    • ค. เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย และนาย ค. ไม่มีความผิด
    • ง. ไม่เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย เพราะภยันตรายเพียงใกล้จะถึงยังไม่เพียงพอ
  8. 8. นาย ก. รู้ว่านาย ข. จะนำเครื่องมือไปใช้กระทำความผิด จึงให้ยืมเครื่องมือนั้นก่อนนาย ข. ลงมือ โดยการกระทำของนาย ก. มีเพียงการให้ยืมเครื่องมือ ต่อมานาย ข. ใช้เครื่องมือนั้นกระทำความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา นาย ก. มีฐานะและต้องระวางโทษอย่างไร

    • ก. นาย ก. เป็นตัวการ และต้องระวางโทษตามที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น
    • ข. นาย ก. เป็นผู้สนับสนุน และต้องระวางโทษกึ่งหนึ่งของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดที่สนับสนุน
    • ค. นาย ก. ไม่เป็นผู้สนับสนุน และไม่ต้องรับโทษในฐานะผู้สนับสนุนความผิดนั้น
    • ง. นาย ก. เป็นผู้สนับสนุน และต้องระวางโทษสองในสามส่วนของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดที่สนับสนุน
  9. 9. ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ผู้ใดต้องเป็นผู้กระทำคำสั่งทางปกครอง

    • ก. เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจหน้าที่ในเรื่องนั้น
    • ข. เจ้าหน้าที่ผู้ไม่มีอำนาจหน้าที่ในเรื่องนั้น
    • ค. เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจหน้าที่ในเรื่องอื่น
    • ง. เจ้าหน้าที่ผู้ใดก็ได้โดยไม่คำนึงถึงอำนาจหน้าที่
  10. 10. ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง เจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นพี่น้องหรือลูกพี่ลูกน้องของคู่กรณีภายในกี่ชั้น จะทำการพิจารณาทางปกครองไม่ได้

    • ก. นับได้เพียงภายในหนึ่งชั้น
    • ข. นับได้เพียงภายในสามชั้น
    • ค. นับได้เพียงภายในสองชั้น
    • ง. นับได้เพียงภายในสี่ชั้น
  11. 11. ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ข้อใดอธิบายการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่เมื่อมีเหตุที่อาจกระทบความเป็นกลางได้ถูกต้อง

    • ก. เมื่อเจ้าหน้าที่มีเหตุอื่นซึ่งมีสภาพร้ายแรงอันอาจทำให้การพิจารณาไม่เป็นกลาง ให้พิจารณาเรื่องต่อไปจนกว่าผู้บังคับบัญชาจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น
    • ข. เมื่อเจ้าหน้าที่เห็นเองว่าตนมีเหตุอื่นซึ่งมีสภาพร้ายแรงอันอาจทำให้การพิจารณาไม่เป็นกลาง ให้พิจารณาเรื่องต่อไปได้แต่ต้องแจ้งผู้บังคับบัญชาเหนือตนขึ้นไปชั้นหนึ่ง
    • ค. เมื่อเจ้าหน้าที่เห็นเองว่าตนมีเหตุอื่นซึ่งมีสภาพร้ายแรงอันอาจทำให้การพิจารณาไม่เป็นกลาง ต้องหยุดการพิจารณาไว้ก่อนและแจ้งผู้บังคับบัญชาเหนือตนขึ้นไปชั้นหนึ่ง
    • ง. เมื่อคู่กรณีคัดค้านและเจ้าหน้าที่เห็นว่าตนไม่มีเหตุตามที่คัดค้าน ต้องหยุดการพิจารณาไว้ก่อนและแจ้งผู้บังคับบัญชาเหนือตนขึ้นไปชั้นหนึ่ง
  12. 12. ข้อใดกล่าวถูกต้องตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองเกี่ยวกับการให้โอกาสคู่กรณีก่อนออกคำสั่งทางปกครอง

    • ก. เมื่อคำสั่งอาจกระทบสิทธิของคู่กรณี เจ้าหน้าที่ต้องให้คู่กรณีมีโอกาสโต้แย้งและแสดงพยานหลักฐาน แต่กรณีจำเป็นรีบด่วนเจ้าหน้าที่จะเห็นสมควรปฏิบัติเป็นอย่างอื่นไม่ได้
    • ข. เมื่อคำสั่งอาจกระทบสิทธิของคู่กรณี เจ้าหน้าที่ต้องให้คู่กรณีทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอและมีโอกาสโต้แย้งและแสดงพยานหลักฐาน แม้จะก่อผลเสียหายอย่างร้ายแรงต่อประโยชน์สาธารณะ
    • ค. เมื่อคำสั่งอาจกระทบสิทธิของคู่กรณี เจ้าหน้าที่ต้องให้คู่กรณีทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอ แต่ไม่ต้องให้โอกาสโต้แย้งและแสดงพยานหลักฐานของตน
    • ง. เมื่อคำสั่งอาจกระทบสิทธิของคู่กรณี เจ้าหน้าที่ต้องให้คู่กรณีทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอและมีโอกาสโต้แย้งและแสดงพยานหลักฐาน แต่ห้ามให้โอกาสหากจะก่อผลเสียหายอย่างร้ายแรงต่อประโยชน์สาธารณะ
  13. 13. ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง เหตุผลของคำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสืออย่างน้อยต้องประกอบด้วยข้อใด

    • ก. ข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ ข้อกฎหมายที่อ้างอิง และข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ
    • ข. ข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ คำร้องขอของผู้อยู่ในบังคับของคำสั่ง และข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ
    • ค. การประกาศในราชกิจจานุเบกษา ข้อกฎหมายที่อ้างอิง และข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ
    • ง. ข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ ข้อกฎหมายที่อ้างอิง และเหตุที่ต้องรักษาไว้เป็นความลับตามกฎหมาย
  14. 14. ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการใช้บังคับแก่รัฐสภาและคณะรัฐมนตรี

    • ก. ให้ใช้บังคับแก่รัฐสภา แต่มิให้ใช้บังคับแก่คณะรัฐมนตรี
    • ข. มิให้ใช้บังคับแก่รัฐสภาและคณะรัฐมนตรีทั้งสององค์กร
    • ค. มิให้ใช้บังคับแก่รัฐสภา แต่ให้ใช้บังคับแก่คณะรัฐมนตรี
    • ง. ให้ใช้บังคับแก่รัฐสภาและคณะรัฐมนตรีทั้งสององค์กร
  15. 15. ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ในกรณีที่คำสั่งทางปกครองไม่ได้ออกโดยรัฐมนตรีและไม่มีกฎหมายกำหนดขั้นตอนอุทธรณ์ภายในฝ่ายปกครองไว้เป็นการเฉพาะ ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว

    • ก. ยื่นต่อเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครองภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ตนได้รับแจ้ง และการอุทธรณ์เป็นเหตุให้ทุเลาการบังคับทันทีโดยไม่ต้องมีคำสั่งให้ทุเลาการบังคับ
    • ข. ยื่นต่อเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครองภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ตนได้รับแจ้ง และการอุทธรณ์ไม่เป็นเหตุให้ทุเลาการบังคับ เว้นแต่จะมีการสั่งให้ทุเลาการบังคับ
    • ค. ยื่นต่อเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครองภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ตนได้รับแจ้ง และการอุทธรณ์ไม่เป็นเหตุให้ทุเลาการบังคับ เว้นแต่จะมีการสั่งให้ทุเลาการบังคับ
    • ง. ยื่นต่อผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ตนได้รับแจ้ง และการอุทธรณ์ไม่เป็นเหตุให้ทุเลาการบังคับ เว้นแต่จะมีการสั่งให้ทุเลาการบังคับ
  16. 16. ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง การเพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่มีลักษณะเป็นการให้ประโยชน์ โดยไม่เข้าข้อยกเว้นที่กฎหมายกำหนด ต้องกระทำภายในระยะเวลาใด

    • ก. ภายในสามสิบวันนับแต่ได้รู้ถึงเหตุที่จะให้เพิกถอน
    • ข. ภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่ได้รู้ถึงเหตุที่จะให้เพิกถอน
    • ค. ภายในหกสิบวันนับแต่ได้รู้ถึงเหตุที่จะให้เพิกถอน
    • ง. ภายในเก้าสิบวันนับแต่ได้รู้ถึงเหตุที่จะให้เพิกถอน
  17. 17. ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ข้อใดอธิบายความแตกต่างระหว่างคำสั่งทางปกครองกับกฎได้ถูกต้อง

    • ก. คำสั่งทางปกครองเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายที่มีผลสร้างนิติสัมพันธ์หรือกระทบสถานภาพสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล โดยไม่รวมการออกกฎ ส่วนกฎมีผลบังคับทั่วไปโดยไม่เจาะจงกรณีหรือบุคคล
    • ข. คำสั่งทางปกครองเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายที่กระทบสถานภาพสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลเฉพาะเมื่อมีผลถาวร โดยไม่รวมผลชั่วคราว ส่วนกฎมีผลบังคับทั่วไปโดยไม่เจาะจงกรณีหรือบุคคล
    • ค. คำสั่งทางปกครองเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายที่มีผลสร้างนิติสัมพันธ์หรือกระทบสถานภาพสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล และรวมการออกกฎด้วย ส่วนกฎมีผลบังคับทั่วไปโดยไม่เจาะจงกรณีหรือบุคคล
    • ง. คำสั่งทางปกครองมีผลบังคับทั่วไปโดยไม่เจาะจงกรณีหรือบุคคล ส่วนกฎเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายที่กระทบสถานภาพสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลเป็นการเฉพาะ
  18. 18. ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการใช้บังคับทางปกครองระหว่างหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง

    • ก. การบังคับทางปกครองไม่ใช้บังคับกับหน่วยงานของรัฐด้วยกัน แม้จะมีกฎหมายกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น
    • ข. การบังคับทางปกครองไม่ใช้บังคับกับหน่วยงานของรัฐด้วยกัน เว้นแต่จะมีกฎหมายกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น
    • ค. การบังคับทางปกครองใช้บังคับกับหน่วยงานของรัฐด้วยกัน เมื่อไม่มีกฎหมายกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น
    • ง. การบังคับทางปกครองใช้บังคับกับหน่วยงานของรัฐด้วยกัน เว้นแต่จะมีกฎหมายกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น
  19. 19. ข้อใดอธิบายอำนาจในการใช้มาตรการบังคับทางปกครองและหลักการเลือกใช้มาตรการตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองได้ถูกต้อง

    • ก. เมื่อไม่มีการสั่งให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน เจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งมีอำนาจพิจารณาใช้มาตรการ และอาจมอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตามกฎกระทรวง โดยอาจใช้เกินความจำเป็นได้หากช่วยให้คำสั่งบรรลุผล
    • ข. เมื่อไม่มีการสั่งให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน อำนาจพิจารณาใช้มาตรการเป็นของเจ้าหน้าที่อื่น มิใช่เจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่ง และผู้ใช้อำนาจต้องใช้เพียงเท่าที่จำเป็นและกระทบผู้อยู่ในบังคับน้อยที่สุด
    • ค. เมื่อไม่มีการสั่งให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน เจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งมีอำนาจพิจารณาใช้มาตรการ และอาจมอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตามกฎกระทรวง โดยต้องใช้เพียงเท่าที่จำเป็นและกระทบผู้อยู่ในบังคับน้อยที่สุด
    • ง. เมื่อไม่มีการสั่งให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน เจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งมีอำนาจพิจารณาใช้มาตรการ แต่ห้ามมอบอำนาจให้ผู้ใต้บังคับบัญชาหรือเจ้าหน้าที่อื่นดำเนินการ และต้องใช้เพียงเท่าที่จำเป็นโดยกระทบน้อยที่สุด
  20. 20. ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ คำว่า “นิติกรรม” หมายความว่าอย่างไร

    • ก. การใด ๆ อันทำลงโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่ด้วยใจสมัคร มุ่งโดยตรงต่อการผูกนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคล เพื่อจะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือระงับซึ่งสิทธิ
    • ข. การใด ๆ อันทำลงโดยชอบด้วยกฎหมายแต่ปราศจากใจสมัคร มุ่งโดยตรงต่อการผูกนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคล เพื่อจะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือระงับซึ่งสิทธิ
    • ค. การใด ๆ อันทำลงโดยชอบด้วยกฎหมายและด้วยใจสมัคร มุ่งโดยอ้อมต่อการผูกนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคล เพื่อจะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือระงับซึ่งสิทธิ
    • ง. การใด ๆ อันทำลงโดยชอบด้วยกฎหมายและด้วยใจสมัคร มุ่งโดยตรงต่อการผูกนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคล เพื่อจะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือระงับซึ่งสิทธิ
  21. 21. ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับสภาพบุคคลและสิทธิของทารกในครรภ์มารดา

    • ก. สภาพบุคคลเริ่มเมื่อคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารกและสิ้นสุดเมื่อตาย โดยทารกในครรภ์สามารถมีสิทธิต่าง ๆ ได้หากภายหลังคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารก
    • ข. สภาพบุคคลเริ่มเมื่อคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารกและสิ้นสุดเมื่อตาย โดยทารกในครรภ์สามารถมีสิทธิต่าง ๆ ได้หากภายหลังคลอดแล้วไม่อยู่รอดเป็นทารก
    • ค. สภาพบุคคลเริ่มเมื่อคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารกและสิ้นสุดเมื่อศาลสั่งให้เป็นคนสาบสูญ โดยทารกในครรภ์สามารถมีสิทธิต่าง ๆ ได้หากภายหลังคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารก
    • ง. สภาพบุคคลเริ่มขณะเป็นทารกในครรภ์และสิ้นสุดเมื่อตาย โดยทารกในครรภ์สามารถมีสิทธิต่าง ๆ ได้หากภายหลังคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารก
  22. 22. ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ข้อใดกล่าวถึงผลของโมฆะกรรมได้ถูกต้อง

    • ก. โมฆะกรรมไม่อาจให้สัตยาบันแก่กันได้ และผู้มีส่วนได้เสียไม่อาจยกความเสียเปล่าขึ้นกล่าวอ้างได้
    • ข. โมฆะกรรมไม่อาจให้สัตยาบันแก่กันได้ และผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดอาจยกความเสียเปล่าขึ้นกล่าวอ้างได้
    • ค. โมฆะกรรมอาจให้สัตยาบันแก่กันได้ และผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดอาจยกความเสียเปล่าขึ้นกล่าวอ้างได้
    • ง. โมฆะกรรมไม่อาจให้สัตยาบันแก่กันได้ และผู้มีส่วนได้เสียทุกคนต้องร่วมกันยกความเสียเปล่าขึ้นกล่าวอ้าง
  23. 23. ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บุคคลย่อมพ้นจากภาวะผู้เยาว์และบรรลุนิติภาวะเมื่อมีอายุเท่าใด

    • ก. เมื่อมีอายุสิบแปดปีบริบูรณ์
    • ข. เมื่อมีอายุสิบเก้าปีบริบูรณ์
    • ค. เมื่อมีอายุยี่สิบปีบริบูรณ์
    • ง. เมื่อมีอายุยี่สิบเอ็ดปีบริบูรณ์
  24. 24. ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หากประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นมิได้บัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ ให้มีกำหนดกี่ปี

    • ก. ให้มีกำหนดสิบห้าปี
    • ข. ให้มีกำหนดเจ็ดปี
    • ค. ให้มีกำหนดห้าปี
    • ง. ให้มีกำหนดสิบปี
  25. 25. ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ สิทธิเรียกร้องของรัฐที่จะเรียกเอาค่าภาษีอากร มีกำหนดอายุความกี่ปี

    • ก. มีกำหนดอายุความสิบปี
    • ข. มีกำหนดอายุความสามปี
    • ค. มีกำหนดอายุความยี่สิบปี
    • ง. มีกำหนดอายุความห้าปี
  26. 26. ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ นิติกรรมที่ผู้เยาว์ทำโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรมก่อน มีผลอย่างไร

    • ก. มีผลสมบูรณ์ เว้นแต่จะบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น
    • ข. เป็นโมฆียะ เว้นแต่จะบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น
    • ค. เป็นโมฆียะ แม้จะบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น
    • ง. เป็นโมฆะ เว้นแต่จะบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น
  27. 27. ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ คำเสนอจะทำสัญญาอันบ่งระยะเวลาให้ทำคำสนองมีผลอย่างไร

    • ก. คำเสนอนั้นอาจถอนได้ทุกเมื่อภายในระยะเวลาที่บ่งไว้
    • ข. คำเสนอนั้นอาจถอนได้ก่อนมีคำสนองภายในระยะเวลาที่บ่งไว้
    • ค. คำเสนอนั้นไม่อาจถอนได้ภายในระยะเวลาที่บ่งไว้
    • ง. คำเสนอนั้นอาจถอนได้ก่อนสิ้นระยะเวลาที่บ่งไว้
  28. 28. ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เมื่อเข้าทำสัญญาและได้ให้สิ่งใดไว้เป็นมัดจำ การให้มัดจำนั้นมีผลอย่างไร

    • ก. ไม่เป็นพยานหลักฐานว่าสัญญาได้ทำกันขึ้นแล้ว แต่เป็นประกันการที่จะปฏิบัติตามสัญญานั้น
    • ข. ไม่เป็นพยานหลักฐานว่าสัญญาได้ทำกันขึ้นแล้ว และไม่เป็นประกันการที่จะปฏิบัติตามสัญญานั้น
    • ค. เป็นพยานหลักฐานว่าสัญญาได้ทำกันขึ้นแล้ว แต่ไม่เป็นประกันการที่จะปฏิบัติตามสัญญานั้น
    • ง. เป็นพยานหลักฐานว่าสัญญาได้ทำกันขึ้นแล้ว และเป็นประกันการที่จะปฏิบัติตามสัญญานั้นด้วย
  29. 29. ข้อใดกล่าวถึงองค์ประกอบของการทำละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้ถูกต้อง

    • ก. ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหาย ผู้นั้นทำละเมิดและจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน
    • ข. ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหาย ผู้นั้นทำละเมิดแต่ไม่ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน
    • ค. ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายแต่ไม่ทำให้เขาเสียหาย ผู้นั้นทำละเมิดและจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน
    • ง. ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่นโดยชอบด้วยกฎหมายให้เขาเสียหาย ผู้นั้นทำละเมิดและจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน
  30. 30. ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดขาดอายุความเมื่อใด

    • ก. เมื่อพ้นหนึ่งปีนับแต่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือพ้นสิบปีนับแต่วันทำละเมิด โดยไม่ใช้อายุความทางอาญาที่ยาวกว่าในกรณีที่กฎหมายกำหนด
    • ข. เมื่อพ้นหนึ่งปีนับแต่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือพ้นสิบปีนับแต่วันทำละเมิด โดยใช้อายุความทางอาญาที่ยาวกว่าในกรณีที่กฎหมายกำหนด
    • ค. เมื่อพ้นสองปีนับแต่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือพ้นสิบปีนับแต่วันทำละเมิด โดยใช้อายุความทางอาญาที่ยาวกว่าในกรณีที่กฎหมายกำหนด
    • ง. เมื่อพ้นหนึ่งปีนับแต่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือพ้นห้าปีนับแต่วันทำละเมิด โดยใช้อายุความทางอาญาที่ยาวกว่าในกรณีที่กฎหมายกำหนด
  31. 31. ตามประมวลกฎหมายอาญา เจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด แล้วเบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนโดยทุจริต ต้องระวางโทษอย่างไร

    • ก. จำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท
    • ข. จำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงห้าแสนบาท
    • ค. จำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท
    • ง. จำคุกตั้งแต่สิบปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ห้าหมื่นบาทถึงสองแสนบาท
  32. 32. ตามประมวลกฎหมายอาญา ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการรับโทษทางอาญาและผลของกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง

    • ก. บุคคลจักต้องรับโทษเมื่อกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ และแม้กฎหมายภายหลังบัญญัติว่าไม่เป็นความผิดต่อไป ผู้กระทำยังคงเป็นผู้กระทำความผิด
    • ข. บุคคลจักต้องรับโทษเมื่อกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ และหากกฎหมายภายหลังบัญญัติว่าไม่เป็นความผิดต่อไป ผู้ที่รับโทษอยู่ต้องรับโทษต่อไป
    • ค. บุคคลจักต้องรับโทษเมื่อกฎหมายที่ใช้ภายหลังการกระทำบัญญัติย้อนหลังเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ และหากกฎหมายภายหลังบัญญัติว่าไม่เป็นความผิดต่อไป ผู้กระทำย่อมพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิด
    • ง. บุคคลจักต้องรับโทษเมื่อกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ และหากกฎหมายภายหลังบัญญัติว่าไม่เป็นความผิดต่อไป ผู้กระทำย่อมพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิด
  33. 33. ตามประมวลกฎหมายอาญา ข้อใดอธิบายความแตกต่างระหว่างการกระทำโดยเจตนากับการกระทำโดยประมาทได้ถูกต้อง

    • ก. เจตนา คือ รู้สำนึกในการกระทำและประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผล ส่วนประมาทคือมิใช่เจตนาและปราศจากความระมัดระวังที่ควรมีทั้งที่อาจใช้ได้
    • ข. เจตนา คือ รู้สำนึกในการกระทำและประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผล ส่วนประมาทคือปราศจากความระมัดระวังเพราะไม่อาจใช้ความระมัดระวังได้
    • ค. เจตนา คือ รู้สำนึกในการกระทำแม้ไม่ประสงค์หรือเล็งเห็นผล ส่วนประมาทคือมิใช่เจตนาและปราศจากความระมัดระวังที่ควรมีทั้งที่อาจใช้ได้
    • ง. เจตนา คือ กระทำโดยปราศจากความระมัดระวังที่ควรมี ส่วนประมาทคือรู้สำนึกในการกระทำและประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผล
  34. 34. ตามประมวลกฎหมายอาญา บุคคลใดเป็นตัวการในการกระทำความผิด

    • ก. ผู้ที่ไม่ได้ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน แม้ความผิดเกิดจากการกระทำของบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป
    • ข. ผู้ที่ได้ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน เมื่อความผิดเกิดจากการกระทำของบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป
    • ค. ผู้ที่เพียงอยู่ร่วมในเหตุการณ์เดียวกัน โดยไม่ได้ร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป
    • ง. ผู้ที่ได้ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน เฉพาะเมื่อความผิดเกิดจากการกระทำของบุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไป
  35. 35. ตามประมวลกฎหมายอาญา คดีความผิดที่ต้องระวางโทษจำคุกกว่าหนึ่งปีถึงเจ็ดปี หากมิได้ฟ้องและได้ตัวผู้กระทำความผิดมายังศาล มีกำหนดอายุความกี่ปีนับแต่วันกระทำความผิด

    • ก. มีกำหนดอายุความหนึ่งปีนับแต่วันกระทำความผิด
    • ข. มีกำหนดอายุความห้าปีนับแต่วันกระทำความผิด
    • ค. มีกำหนดอายุความสิบปีนับแต่วันกระทำความผิด
    • ง. มีกำหนดอายุความสิบห้าปีนับแต่วันกระทำความผิด
  36. 36. ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 กรณีเจ้าหน้าที่กระทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐ ข้อใดกล่าวถึงบทบัญญัติที่ใช้บังคับแก่การเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนได้ถูกต้อง

    • ก. ไม่ว่าจะเป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่หรือมิใช่ ให้บังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แก่การเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน
    • ข. ถ้าเป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ ให้บังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่ถ้ามิใช่ให้นำบทบัญญัติมาตรา 8 มาใช้โดยอนุโลม
    • ค. ไม่ว่าจะเป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่หรือมิใช่ ให้นำบทบัญญัติมาตรา 8 มาใช้บังคับโดยอนุโลมแก่การเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน
    • ง. ถ้าเป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ ให้นำบทบัญญัติมาตรา 8 มาใช้บังคับโดยอนุโลม แต่ถ้ามิใช่ให้บังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
  37. 37. ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 เมื่อผู้เสียหายยื่นคำขอให้หน่วยงานของรัฐพิจารณาชดใช้ค่าสินไหมทดแทน หน่วยงานของรัฐต้องพิจารณาคำขอให้แล้วเสร็จภายในกี่วัน

    • ก. ภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่ได้รับคำขอ
    • ข. ภายในเก้าสิบวันนับแต่ได้รับคำขอ
    • ค. ภายในสามร้อยหกสิบวันนับแต่ได้รับคำขอ
    • ง. ภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่ได้รับคำขอ
  38. 38. ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 เมื่อเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐกระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการฟ้องของผู้เสียหาย

    • ก. ฟ้องหน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ผู้กระทำละเมิดพร้อมกันได้โดยตรง
    • ข. ฟ้องหน่วยงานของรัฐดังกล่าวได้โดยตรง แต่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้
    • ค. ฟ้องเจ้าหน้าที่ผู้กระทำละเมิดได้โดยตรง แต่จะฟ้องหน่วยงานของรัฐไม่ได้
    • ง. ฟ้องกระทรวงการคลังแทนหน่วยงานของรัฐดังกล่าวได้โดยตรง
  39. 39. ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 หากเจ้าหน้าที่กระทำละเมิดโดยมิใช่การกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ ข้อใดถูกต้อง

    • ก. หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดเป็นการเฉพาะตัว ผู้เสียหายฟ้องหน่วยงานของรัฐได้โดยตรง แต่ฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้
    • ข. เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดเป็นการเฉพาะตัว แต่ผู้เสียหายต้องฟ้องหน่วยงานของรัฐแทนการฟ้องเจ้าหน้าที่โดยตรง
    • ค. เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดเป็นการเฉพาะตัว ผู้เสียหายฟ้องเจ้าหน้าที่ได้โดยตรง แต่ฟ้องหน่วยงานของรัฐไม่ได้
    • ง. เจ้าหน้าที่และหน่วยงานของรัฐต้องร่วมกันรับผิด ผู้เสียหายฟ้องเจ้าหน้าที่และหน่วยงานของรัฐได้โดยตรง
  40. 40. นาย ก. เห็นว่าหน่วยงานของรัฐต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดแก่ตน จึงยื่นคำขอให้หน่วยงานพิจารณาชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ต่อมาพบว่าเรื่องมีปัญหาและอุปสรรคจนไม่อาจพิจารณาให้ทันกำหนด โดยหน่วยงานยังไม่มีคำสั่งและนาย ก. ยังไม่ได้รับแจ้งผลการวินิจฉัย ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ข้อใดกล่าวถึงกำหนดเวลาพิจารณาคำขอและการขยายระยะเวลาได้ถูกต้อง

    • ก. ต้องพิจารณาคำขอให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวัน หากไม่ทันหน่วยงานขยายเองได้ไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวันโดยไม่ต้องรายงานหรือขออนุมัติ
    • ข. ต้องพิจารณาคำขอให้แล้วเสร็จภายในเก้าสิบวัน หากไม่ทันต้องรายงานปัญหาและอุปสรรคและขออนุมัติ โดยรัฐมนตรีอนุมัติให้ขยายได้ไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวัน
    • ค. ต้องพิจารณาคำขอให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวัน หากไม่ทันต้องรายงานปัญหาและอุปสรรคและขออนุมัติ โดยรัฐมนตรีอนุมัติให้ขยายได้ไม่เกินเก้าสิบวัน
    • ง. ต้องพิจารณาคำขอให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวัน หากไม่ทันต้องรายงานปัญหาและอุปสรรคและขออนุมัติ โดยรัฐมนตรีอนุมัติให้ขยายได้ไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวัน
  41. 41. นาย ก. เป็นเจ้าหน้าที่ซึ่งสังกัดหน่วยงานของรัฐแห่งหนึ่ง ขณะปฏิบัติหน้าที่ นาย ก. กระทำละเมิด ทำให้นาง ข. ได้รับความเสียหาย ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ข้อใดถูกต้อง

    • ก. นาง ข. อาจฟ้องหน่วยงานของรัฐที่นาย ก. สังกัดได้โดยตรง แต่จะฟ้องนาย ก. ไม่ได้
    • ข. นาง ข. อาจฟ้องกระทรวงการคลังได้โดยตรง แต่จะฟ้องหน่วยงานของรัฐที่นาย ก. สังกัดไม่ได้
    • ค. นาง ข. อาจฟ้องนาย ก. ได้โดยตรง แต่จะฟ้องหน่วยงานของรัฐที่นาย ก. สังกัดไม่ได้
    • ง. นาง ข. อาจฟ้องหน่วยงานของรัฐที่นาย ก. สังกัดและฟ้องนาย ก. ได้โดยตรงในกรณีเดียวกัน
  42. 42. หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายเพื่อการละเมิดของนาย ก. ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ ผลการพิจารณาพบว่านาย ก. กระทำโดยประมาทเลินเล่อธรรมดา มิได้จงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ข้อใดเป็นผลตามกฎหมาย

    • ก. หน่วยงานของรัฐมีสิทธิเรียกให้นาย ก. ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเฉพาะส่วนของตน
    • ข. หน่วยงานของรัฐไม่มีสิทธิเรียกให้นาย ก. ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าว
    • ค. หน่วยงานของรัฐมีสิทธิเรียกให้นาย ก. ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวเต็มจำนวน
    • ง. หน่วยงานของรัฐมีสิทธิเรียกให้นาย ก. ชดใช้โดยคำนึงถึงความเป็นธรรมในกรณีนี้
  43. 43. ตามกฎกระทรวงที่ออกตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง เมื่อผู้ทำคำสั่งทางปกครองเป็นผู้ดำรงตำแหน่งอธิบดีหรือเทียบเท่าและไม่เห็นด้วยกับคำอุทธรณ์ ผู้ใดมีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์

    • ก. ผู้บริหารท้องถิ่นหรือคณะผู้บริหารท้องถิ่น แล้วแต่กรณี
    • ข. อธิบดีหรือหัวหน้าส่วนราชการที่มีฐานะเป็นกรม แล้วแต่กรณี
    • ค. ปลัดกระทรวงหรือปลัดทบวง แล้วแต่กรณี
    • ง. นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี แล้วแต่กรณี
  44. 44. ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับองค์ประชุมและมติที่ประชุมของคณะกรรมการ

    • ก. แม้มีกรรมการมาประชุมน้อยกว่ากึ่งหนึ่งของกรรมการทั้งหมดก็เป็นองค์ประชุมได้ และมติที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก
    • ข. ต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของกรรมการทั้งหมดจึงเป็นองค์ประชุม และมติที่ประชุมต้องเป็นเอกฉันท์
    • ค. ต้องมีกรรมการมาประชุมมากกว่ากึ่งหนึ่งของกรรมการทั้งหมดจึงเป็นองค์ประชุม และมติที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก
    • ง. ต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของกรรมการทั้งหมดจึงเป็นองค์ประชุม และมติที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก
  45. 45. ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับหน้าที่ของคณะกรรมการ

    • ก. คณะกรรมการต้องให้โอกาสแก่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องหรือผู้เสียหายได้ชี้แจงข้อเท็จจริงและโต้แย้งแสดงพยานหลักฐานของตนอย่างเพียงพอและเป็นธรรม
    • ข. คณะกรรมการต้องให้โอกาสเฉพาะเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้ชี้แจงข้อเท็จจริงและโต้แย้งแสดงพยานหลักฐานของตนอย่างเพียงพอและเป็นธรรม
    • ค. คณะกรรมการอาจให้โอกาสแก่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องหรือผู้เสียหายได้ชี้แจงข้อเท็จจริงและแสดงพยานหลักฐานตามที่เห็นสมควรโดยไม่ต้องเป็นธรรม
    • ง. คณะกรรมการต้องให้โอกาสแก่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องหรือผู้เสียหายได้ชี้แจงข้อเท็จจริง แต่ไม่ต้องให้โต้แย้งแสดงพยานหลักฐานของตน
  46. 46. ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ข้อใดกล่าวถึงผลของความเห็นของคณะกรรมการได้ถูกต้อง

    • ก. ความเห็นของคณะกรรมการผูกมัดผู้แต่งตั้งและรัฐมิให้มีความเห็นเป็นอย่างอื่น
    • ข. ความเห็นของคณะกรรมการไม่ผูกมัดผู้แต่งตั้งหรือรัฐที่จะมีความเห็นเป็นอย่างอื่น
    • ค. ความเห็นของคณะกรรมการผูกมัดผู้แต่งตั้ง แต่ไม่ผูกมัดรัฐที่จะมีความเห็นเป็นอย่างอื่น
    • ง. ความเห็นของคณะกรรมการไม่ผูกมัดผู้แต่งตั้ง แต่ผูกมัดรัฐมิให้มีความเห็นเป็นอย่างอื่น
  47. 47. ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ผู้แต่งตั้งต้องส่งสำนวนให้กระทรวงการคลังภายในกี่วัน และต้องตระเตรียมเรื่องเพื่อมิให้ขาดอายุความกี่ปี

    • ก. ภายในเจ็ดวันนับแต่วันวินิจฉัยสั่งการ และมิให้ขาดอายุความหนึ่งปีนับจากวันดังกล่าว
    • ข. ภายในสิบห้าวันนับแต่วันวินิจฉัยสั่งการ และมิให้ขาดอายุความสองปีนับจากวันดังกล่าว
    • ค. ภายในเจ็ดวันนับแต่วันวินิจฉัยสั่งการ และมิให้ขาดอายุความสองปีนับจากวันดังกล่าว
    • ง. ภายในสามสิบวันนับแต่วันวินิจฉัยสั่งการ และมิให้ขาดอายุความห้าปีนับจากวันดังกล่าว
  48. 48. ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ข้อใดระบุประธานและองค์ประกอบของคณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่งได้ถูกต้อง

    • ก. ผู้แทนสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินเป็นประธานกรรมการ ร่วมกับอธิบดีกรมบัญชีกลาง ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุด และผู้แทนกระทรวงการคลังตามจำนวนที่จำเป็น
    • ข. ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นประธานกรรมการ ร่วมกับอธิบดีกรมบัญชีกลาง ผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุด ผู้แทนสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน และผู้แทนกระทรวงการคลังตามจำนวนที่จำเป็น
    • ค. ผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุดเป็นประธานกรรมการ ร่วมกับอธิบดีกรมบัญชีกลาง ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ผู้แทนสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน และผู้แทนกระทรวงการคลังตามจำนวนที่จำเป็น
    • ง. อธิบดีกรมบัญชีกลางเป็นประธานกรรมการ ร่วมกับผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุด ผู้แทนสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน และผู้แทนกระทรวงการคลังตามจำนวนที่จำเป็น
  49. 49. ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ในกรณีที่ความเสียหายเกิดแก่เงิน ต้องใช้ความเสียหายอย่างไร

    • ก. ให้ใช้เป็นเงินแต่เพียงอย่างเดียว
    • ข. ให้ใช้เป็นสิ่งของที่มีมูลค่าเท่ากันแต่เพียงอย่างเดียว
    • ค. ให้ใช้เป็นทรัพย์สินชนิดเดียวกันแต่เพียงอย่างเดียว
    • ง. ให้ใช้เป็นเงินหรือทรัพย์สินตามความเหมาะสม
  50. 50. ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ กรณีความเสียหายมิได้เกิดแก่เงิน ข้อใดกล่าวถูกต้อง

    • ก. อาจชดใช้เป็นทรัพย์สินชนิดใดก็ได้ที่มีมูลค่าเท่ากัน หรือซ่อมแซมให้คงสภาพเดิมภายในไม่เกินหกเดือน โดยต้องได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลังก่อนเมื่อแตกต่างจากหลักเกณฑ์
    • ข. อาจชดใช้เป็นทรัพย์สินอย่างเดียวกัน หรือซ่อมแซมให้คงสภาพเดิมภายในไม่เกินหกเดือน และหากแตกต่างจากหลักเกณฑ์ดังกล่าวต้องได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลังก่อน
    • ค. อาจชดใช้เป็นทรัพย์สินอย่างเดียวกัน หรือซ่อมแซมให้คงสภาพเดิมภายในไม่เกินหนึ่งปี และหากแตกต่างจากหลักเกณฑ์ดังกล่าวต้องได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลังก่อน
    • ง. อาจชดใช้เป็นทรัพย์สินอย่างเดียวกัน หรือซ่อมแซมให้คงสภาพเดิมภายในไม่เกินหกเดือน และหากแตกต่างจากหลักเกณฑ์ดังกล่าวไม่ต้องได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลังก่อน
  51. 51. ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการขอผ่อนชำระค่าสินไหมทดแทนของเจ้าหน้าที่

    • ก. กำหนดจำนวนเงินตามความเหมาะสมโดยคำนึงถึงรายได้ ค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพตามฐานานุรูป ความรับผิดชอบตามกฎหมายหรือศีลธรรมอันดี และพฤติการณ์แห่งกรณี พร้อมจัดให้มีผู้ค้ำประกันและต้องให้วางหลักประกันด้วย
    • ข. กำหนดจำนวนเงินตามความเหมาะสมโดยคำนึงถึงรายได้ ค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพตามฐานานุรูป ความรับผิดชอบตามกฎหมายหรือศีลธรรมอันดี และพฤติการณ์แห่งกรณี โดยอาจจัดให้มีผู้ค้ำประกันและวางหลักประกันได้
    • ค. กำหนดจำนวนเงินตามความเหมาะสมโดยคำนึงถึงรายได้ ค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพตามฐานานุรูป ความรับผิดชอบตามกฎหมายหรือศีลธรรมอันดี และพฤติการณ์แห่งกรณี พร้อมจัดให้มีผู้ค้ำประกัน และอาจให้วางหลักประกันได้
    • ง. กำหนดจำนวนเงินตามความเหมาะสมโดยคำนึงถึงรายได้และค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพตามฐานานุรูป โดยไม่ต้องคำนึงถึงความรับผิดชอบและพฤติการณ์แห่งกรณี พร้อมจัดให้มีผู้ค้ำประกัน และอาจให้วางหลักประกันได้
  52. 52. ข้อใดอธิบายหลักการกรณีเจ้าหน้าที่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแต่ไม่สามารถชำระหนี้ได้ ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ได้ถูกต้อง

    • ก. ให้พิจารณาผ่อนผันและต้องไม่ดำเนินคดีล้มละลาย แม้เหตุเกิดจากการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงหรือกระทำการเช่นนั้นเพื่อให้หน่วยงานไม่ได้รับชำระหนี้ครบถ้วน
    • ข. ให้พิจารณาผ่อนผันและต้องไม่ดำเนินคดีล้มละลาย เว้นแต่เหตุเกิดจากการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ซึ่งหน่วยงานของรัฐที่เสียหายต้องดำเนินคดีล้มละลายเอง
    • ค. ให้ส่งเรื่องให้พนักงานอัยการดำเนินคดีล้มละลาย แต่หากเหตุเกิดจากการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ให้พิจารณาผ่อนผันและต้องไม่ดำเนินคดีล้มละลาย
    • ง. ให้พิจารณาผ่อนผันและต้องไม่ดำเนินคดีล้มละลาย เว้นแต่เหตุเกิดจากการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงหรือกระทำการเช่นนั้นเพื่อให้หน่วยงานไม่ได้รับชำระหนี้ครบถ้วน ซึ่งต้องส่งเรื่องให้พนักงานอัยการดำเนินคดีล้มละลาย
  53. 53. ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการประนีประนอมยอมความ

    • ก. ต้องได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลังก่อน ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในขั้นตอนใด เว้นแต่กระทรวงการคลังจะประกาศกำหนดเป็นอย่างอื่น
    • ข. ต้องได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลังภายหลัง ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในขั้นตอนใด เว้นแต่กระทรวงการคลังจะประกาศกำหนดเป็นอย่างอื่น
    • ค. ต้องได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงยุติธรรมก่อน ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในขั้นตอนใด เว้นแต่กระทรวงการคลังจะประกาศกำหนดเป็นอย่างอื่น
    • ง. ต้องได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลังก่อน ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในขั้นตอนใด โดยไม่มีข้อยกเว้น
  54. 54. ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ดอกเบี้ยผิดนัดในจำนวนเงินที่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ยื่นคำขอให้คิดตั้งแต่เมื่อใด

    • ก. นับแต่วันมีคำสั่งชดใช้จนถึงวันชำระค่าสินไหมทดแทน
    • ข. นับแต่วันกระทำละเมิดจนถึงวันชำระค่าสินไหมทดแทน
    • ค. นับแต่วันยื่นคำขอจนถึงวันชำระค่าสินไหมทดแทน
    • ง. นับแต่วันครบกำหนดชำระจนถึงวันชำระค่าสินไหมทดแทน
  55. 55. ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ คำว่า “ความเสียหาย” หมายความว่าอย่างไร

    • ก. ความเสียหายที่มิได้เกิดจากการละเมิด และไม่รวมถึงการออกคำสั่งหรือกฎ
    • ข. ความเสียหายที่เกิดจากการออกคำสั่งหรือกฎ แต่ไม่รวมถึงการละเมิดอย่างอื่น
    • ค. ความเสียหายที่เกิดจากการละเมิดอย่างใด ๆ แต่ไม่รวมถึงการออกคำสั่งหรือกฎ
    • ง. ความเสียหายที่เกิดจากการละเมิดอย่างใด ๆ โดยรวมถึงการออกคำสั่งหรือกฎ
  56. 56. ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด

    • ก. กระทรวงการคลังแต่งตั้งคณะกรรมการจำนวนไม่เกินห้าคน และกำหนดเวลาแล้วเสร็จของการพิจารณาไว้ด้วย
    • ข. หัวหน้าหน่วยงานของรัฐแต่งตั้งคณะกรรมการจำนวนไม่เกินห้าคน โดยไม่ต้องกำหนดเวลาแล้วเสร็จของการพิจารณา
    • ค. หัวหน้าหน่วยงานของรัฐแต่งตั้งคณะกรรมการจำนวนไม่เกินหกคน และกำหนดเวลาแล้วเสร็จของการพิจารณาไว้ด้วย
    • ง. หัวหน้าหน่วยงานของรัฐแต่งตั้งคณะกรรมการจำนวนไม่เกินห้าคน และกำหนดเวลาแล้วเสร็จของการพิจารณาไว้ด้วย