Overview
สัดส่วนข้อสอบแต่ละวิชาเป็นการประมาณการของ SIENSOB ไม่ได้มาจากประกาศรับสมัคร 100 ข้อ · เวลา 150 นาที
Blueprint
Topic weighting and difficulty distribution
| Topic | Weight | # Questions | Difficulty (E/M/H) |
|---|
Exam Set Intelligence
Deterministic estimates; observed performance is stored separately when available.
68 min
Estimated time
18
Topics
0
Coverage gaps
0
Duplicate pairs
83/100
Blueprint alignment
Blueprint Target vs Actual
⚠ difficulty easy: major_mismatch (+40pp).
⚠ difficulty medium: major_mismatch (+30pp).
⚠ difficulty hard: major_mismatch (+30pp).
Assessment Performance
Read-only aggregate from finalized attempts; submitted and expired are complete, abandoned is not.
1
Attempts
0
Completed
0.0%
Completion rate
—
Average score
—
Median score
—
Average completion
No finalized attempts yet. Performance signals will appear after submitted or expired attempts.
All modes · observed-question-v1 · calculated 10/7/2026, 3:58:12 PM
Questions
Review, edit, approve, or reject generated questions.
100 approved and ready to save.
ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1 เรื่อง การนำเสนองบการเงิน (ปรับปรุง 2567) ข้อใดระบุงบและช่วงเวลาที่จัดทำซึ่งเป็นองค์ประกอบของงบการเงินฉบับสมบูรณ์ได้ถูกต้อง
- ก. งบกระแสเงินสด ณ วันสิ้นรอบระยะเวลา
- ข. งบการเปลี่ยนแปลงส่วนของเจ้าของ ณ วันสิ้นรอบระยะเวลา
- ค. งบกำไรขาดทุนและกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จอื่น ณ วันสิ้นรอบระยะเวลา
- ง. งบฐานะการเงิน ณ วันสิ้นรอบระยะเวลา ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "งบฐานะการเงิน ณ วันสิ้นรอบระยะเวลา" ตามย่อหน้าที่ 10.1 งบการเงินฉบับสมบูรณ์ประกอบด้วยงบฐานะการเงิน ณ วันสิ้นรอบระยะเวลา ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "งบกำไรขาดทุนและกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จอื่น ณ วันสิ้นรอบระยะเวลา" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดว่าเป็นงบกำไรขาดทุนและกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จอื่น “สำหรับรอบระยะเวลา” ไม่ใช่ ณ วันสิ้นรอบระยะเวลา • "งบการเปลี่ยนแปลงส่วนของเจ้าของ ณ วันสิ้นรอบระยะเวลา" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดว่าเป็นงบการเปลี่ยนแปลงส่วนของเจ้าของ “สำหรับรอบระยะเวลา” ไม่ใช่ ณ วันสิ้นรอบระยะเวลา • "งบกระแสเงินสด ณ วันสิ้นรอบระยะเวลา" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดว่าเป็นงบกระแสเงินสด “สำหรับรอบระยะเวลา” ไม่ใช่ ณ วันสิ้นรอบระยะเวลา อ้างอิงตัวบท ย่อหน้าที่ 10 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1 เรื่อง การนำเสนองบการเงิน (ปรับปรุง 2567): “งบฐานะการเงิน ณ วันสิ้นรอบระยะเวลา”
ย่อหน้าที่ 10 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1 เรื่อง การนำเสนองบการเงิน (ปรับปรุง 2567): “งบฐานะการเงิน ณ วันสิ้นรอบระยะเวลา”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
บริษัท ค. จำกัดเป็นผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี เอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีของบริษัทเสียหายมาก่อน แต่บริษัทเพิ่งทราบถึงความเสียหายในภายหลัง ตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 ข้อใดระบุผู้รับแจ้งและกำหนดเวลาได้ถูกต้อง
- ก. แจ้งต่อสารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชี ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่เอกสารเกิดความเสียหาย
- ข. แจ้งต่ออธิบดี ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ทราบหรือควรทราบถึงความเสียหาย
- ค. แจ้งต่อสารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชี ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ทราบหรือควรทราบถึงความเสียหาย ✓
- ง. แจ้งต่อสารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชี ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ทราบหรือควรทราบถึงความเสียหาย
Explanation: คำตอบที่ถูก: "แจ้งต่อสารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชี ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ทราบหรือควรทราบถึงความเสียหาย" บริษัท ค. จำกัดเป็นผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี → “ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี”; เอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีเสียหาย → “ถ้าบัญชีหรือเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีสูญหายหรือเสียหาย”; บริษัทเพิ่งทราบความเสียหายในภายหลัง → “ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ทราบหรือควรทราบถึงการสูญหายหรือเสียหายนั้น” ดังนั้นต้องแจ้งต่อสารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีภายในกำหนดดังกล่าว ตามมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "แจ้งต่ออธิบดี ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ทราบหรือควรทราบถึงความเสียหาย" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้แจ้งต่อ “สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชี” ไม่ใช่แจ้งต่ออธิบดี • "แจ้งต่อสารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชี ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ทราบหรือควรทราบถึงความเสียหาย" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดว่า “ภายในสิบห้าวัน” ไม่ใช่ภายในสามสิบวัน • "แจ้งต่อสารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชี ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่เอกสารเกิดความเสียหาย" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้เริ่มนับจาก “วันที่ทราบหรือควรทราบถึงการสูญหายหรือเสียหายนั้น” อ้างอิงตัวบท มาตรา 15 พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543: “ให้ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีแจ้งต่อสารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชี” มาตรา 15 พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543: “ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ทราบหรือควรทราบถึงการสูญหายหรือเสียหายนั้น”
มาตรา 15 พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543: “ให้ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีแจ้งต่อสารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชี”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
นาย ก. เป็นผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี ได้เลิกประกอบธุรกิจโดยมิได้มีการชำระบัญชี มิได้ร้องขอขยายเวลาส่งมอบ และยังไม่เคยส่งมอบบัญชีหรือเอกสารมาก่อน ตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 นาย ก. ต้องส่งมอบบัญชีและเอกสารแก่ผู้ใดและภายในกำหนดใด
- ก. ส่งมอบแก่สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีภายในเก้าสิบวันนับแต่วันเลิกประกอบธุรกิจ ✓
- ข. ส่งมอบแก่สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันเลิกประกอบธุรกิจ
- ค. ส่งมอบให้ครบถ้วนถูกต้องแก่สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีภายในเวลาที่กำหนด
- ง. ส่งมอบแก่สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีภายในเก้าสิบวันนับแต่วันร้องขอขยายเวลา
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ส่งมอบแก่สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีภายในเก้าสิบวันนับแต่วันเลิกประกอบธุรกิจ" ข้อเท็จจริงที่นาย ก. เป็นผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี → “ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี”; การเลิกประกอบธุรกิจโดยมิได้มีการชำระบัญชี → “เลิกประกอบธุรกิจด้วยเหตุใด ๆ โดยมิได้มีการชำระบัญชี”; การมิได้ร้องขอขยายเวลา → ไม่เกิดขึ้น → “เมื่อผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีร้องขอ”; และการยังไม่เคยส่งมอบมาก่อน → ไม่เกิดขึ้น → “ส่งมอบบัญชีและเอกสาร...ไม่ครบถ้วนถูกต้อง” ดังนั้นต้องใช้กำหนดปกติ คือส่งมอบแก่สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีภายในเก้าสิบวันนับแต่วันเลิกประกอบธุรกิจ ตามมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ส่งมอบให้ครบถ้วนถูกต้องแก่สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีภายในเวลาที่กำหนด" ผิด: กำหนด “ภายในเวลาที่กำหนด” ใช้ในกรณีที่ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี “ส่งมอบบัญชีและเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีไม่ครบถ้วนถูกต้อง” แต่กรณีนี้ยังไม่เคยส่งมอบมาก่อน • "ส่งมอบแก่สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีภายในเก้าสิบวันนับแต่วันร้องขอขยายเวลา" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุจุดเริ่มนับว่า “นับแต่วันเลิกประกอบธุรกิจ” มิใช่นับแต่วันร้องขอขยายเวลา • "ส่งมอบแก่สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันเลิกประกอบธุรกิจ" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดระยะเวลาปกติว่า “ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันเลิกประกอบธุรกิจ” ส่วนการขยายเวลาเกิดขึ้น “เมื่อผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีร้องขอ” อ้างอิงตัวบท มาตรา 17 พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543: “เมื่อผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีเลิกประกอบธุรกิจด้วยเหตุใด ๆ โดยมิได้มีการชำระบัญชี ให้ส่งมอบบัญชีและเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีแก่สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชี” มาตรา 17 พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543: “ให้ส่งมอบบัญชีและเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีแก่สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีภายในเก้าสิบวันนับแต่วันเลิกประกอบธุรกิจ”
มาตรา 17 พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543: “เมื่อผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีเลิกประกอบธุรกิจด้วยเหตุใด ๆ โดยมิได้มีการชำระบัญชี ให้ส่งมอบบัญชีและเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีแก่สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชี”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
บริษัท ค. จำกัดมีสินค้าคงเหลือชนิด ก. และชนิด ข. ซึ่งไม่อยู่ในกรณีที่มาตรฐานกล่าวไว้ต่างหาก สินค้าทั้งสองชนิดมีลักษณะและการใช้คล้ายคลึงกัน โดยบริษัทใช้วิธีเข้าก่อนออกก่อนกับสินค้าชนิด ก. ข้อใดเป็นการปฏิบัติที่ถูกต้อง
- ก. กิจการอาจใช้วิธีต้นทุนถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักกับชนิด ข. หากเห็นว่าเหมาะสม
- ข. กิจการต้องใช้วิธีเข้าก่อนออกก่อนกับสินค้าชนิด ข. เช่นเดียวกับชนิด ก. ✓
- ค. กิจการต้องเปลี่ยนสินค้าทั้งสองชนิดไปใช้วิธีต้นทุนถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก
- ง. กิจการไม่ต้องใช้วิธีเดียวกัน และอาจเลือกสองวิธีแยกกันสำหรับสินค้าแต่ละชนิด
Explanation: คำตอบที่ถูก: "กิจการต้องใช้วิธีเข้าก่อนออกก่อนกับสินค้าชนิด ข. เช่นเดียวกับชนิด ก." ข้อเท็จจริงที่ว่าเป็นสินค้าคงเหลือซึ่งไม่อยู่ในกรณีที่กล่าวไว้ต่างหาก → “ต้นทุนสินค้าคงเหลือนอกจากที่กล่าวในย่อหน้าที่ 23”; บริษัท ค. จำกัดเป็นกิจการ → “กิจการ”; การใช้วิธีเข้าก่อนออกก่อนกับชนิด ก. → “วิธีเข้าก่อนออกก่อน หรือวิธีต้นทุนถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก”; สินค้าชนิด ก. และ ข. มีลักษณะและการใช้คล้ายคลึงกัน → “สำหรับสินค้าคงเหลือทุกชนิดที่มีลักษณะและการใช้คล้ายคลึงกัน” จึงเกิดผล คือ “ต้องใช้วิธีการคำนวณต้นทุนด้วยวิธีเดียวกัน” ดังนั้นชนิด ข. ต้องใช้วิธีเข้าก่อนออกก่อนเช่นเดียวกับชนิด ก. ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 2 ย่อหน้าที่ 25 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "กิจการอาจใช้วิธีต้นทุนถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักกับชนิด ข. หากเห็นว่าเหมาะสม" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ใช้วิธีเดียวกันสำหรับสินค้าคงเหลือทุกชนิดที่มีลักษณะและการใช้คล้ายคลึงกัน ส่วนการใช้วิธีต่างกันได้ใช้กับสินค้าที่มีลักษณะและการใช้ต่างกัน • "กิจการไม่ต้องใช้วิธีเดียวกัน และอาจเลือกสองวิธีแยกกันสำหรับสินค้าแต่ละชนิด" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า “กิจการต้องใช้วิธีการคำนวณต้นทุนด้วยวิธีเดียวกัน” สำหรับสินค้าที่มีลักษณะและการใช้คล้ายคลึงกัน • "กิจการต้องเปลี่ยนสินค้าทั้งสองชนิดไปใช้วิธีต้นทุนถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก" ผิด: แหล่งข้อมูลให้คำนวณมูลค่าโดยวิธีเข้าก่อนออกก่อนหรือวิธีต้นทุนถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก จึงไม่ได้บังคับให้เปลี่ยนจากวิธีเข้าก่อนออกก่อน อ้างอิงตัวบท ย่อหน้าที่ 25 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 2 เรื่อง สินค้าคงเหลือ (ปรับปรุง 2567): “กิจการต้องใช้วิธีการคำนวณต้นทุนด้วยวิธีเดียวกัน สำหรับสินค้าคงเหลือทุกชนิดที่มีลักษณะและการใช้คล้ายคลึงกัน”
ย่อหน้าที่ 25 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 2 เรื่อง สินค้าคงเหลือ (ปรับปรุง 2567): “กิจการต้องใช้วิธีการคำนวณต้นทุนด้วยวิธีเดียวกัน สำหรับสินค้าคงเหลือทุกชนิดที่มีลักษณะและการใช้คล้ายคลึงกัน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 7 เรื่อง งบกระแสเงินสด ข้อใดอธิบายการจัดประเภทเงินปันผลจ่ายได้ถูกต้อง
- ก. เงินปันผลจ่ายอาจจัดเป็นกระแสเงินสดจากการจัดหาเงิน หรือเป็นกิจกรรมดำเนินงานเพื่อช่วยพิจารณาความสามารถในการจ่ายเงินปันผลจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน ✓
- ข. เงินปันผลจ่ายต้องจัดเป็นองค์ประกอบของกระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงานเท่านั้น เพื่อช่วยพิจารณาความสามารถในการจ่ายเงินปันผลจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน
- ค. เงินปันผลจ่ายต้องจัดเป็นกระแสเงินสดจากการจัดหาเงินเท่านั้น เนื่องจากเป็นต้นทุนของการจัดหาทรัพยากรทางการเงิน และไม่อาจจัดเป็นกิจกรรมดำเนินงาน
- ง. เงินปันผลจ่ายอาจจัดเป็นกระแสเงินสดจากการจัดหาเงินหรือกิจกรรมดำเนินงาน แต่การจัดเป็นกิจกรรมดำเนินงานไม่ช่วยพิจารณาความสามารถในการจ่ายเงินปันผล
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เงินปันผลจ่ายอาจจัดเป็นกระแสเงินสดจากการจัดหาเงิน หรือเป็นกิจกรรมดำเนินงานเพื่อช่วยพิจารณาความสามารถในการจ่ายเงินปันผลจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน" ตามย่อหน้าที่ 34 เงินปันผลจ่ายอาจจัดเป็นกระแสเงินสดจากการจัดหาเงิน เพราะเป็นต้นทุนของการจัดหาทรัพยากรทางการเงิน หรืออาจจัดเป็นกิจกรรมดำเนินงานเพื่อช่วยผู้ใช้งบการเงินพิจารณาความสามารถในการจ่ายเงินปันผลจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เงินปันผลจ่ายต้องจัดเป็นกระแสเงินสดจากการจัดหาเงินเท่านั้น เนื่องจากเป็นต้นทุนของการจัดหาทรัพยากรทางการเงิน และไม่อาจจัดเป็นกิจกรรมดำเนินงาน" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุอีกวิธีหนึ่งว่าเงินปันผลจ่ายอาจจัดเป็นองค์ประกอบของกระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงานได้ • "เงินปันผลจ่ายต้องจัดเป็นองค์ประกอบของกระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงานเท่านั้น เพื่อช่วยพิจารณาความสามารถในการจ่ายเงินปันผลจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าเงินปันผลจ่ายอาจจัดประเภทเป็นกระแสเงินสดจากการจัดหาเงินได้ด้วย • "เงินปันผลจ่ายอาจจัดเป็นกระแสเงินสดจากการจัดหาเงินหรือกิจกรรมดำเนินงาน แต่การจัดเป็นกิจกรรมดำเนินงานไม่ช่วยพิจารณาความสามารถในการจ่ายเงินปันผล" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าการจัดเป็นกิจกรรมดำเนินงานมีขึ้นเพื่อช่วยผู้ใช้งบการเงินพิจารณาความสามารถในการจ่ายเงินปันผลจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน อ้างอิงตัวบท ย่อหน้าที่ 34 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 7 เรื่อง งบกระแสเงินสด (ปรับปรุง 2567): “เงินปันผลจ่ายอาจจัดประเภทเป็นกระแสเงินสดจากการจัดหาเงิน” ย่อหน้าที่ 34 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 7 เรื่อง งบกระแสเงินสด (ปรับปรุง 2567): “อีกวิธีหนึ่งเห็นว่าเงินปันผลจ่ายอาจจัดเป็นองค์ประกอบหนึ่งของกระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน” ย่อหน้าที่ 34 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 7 เรื่อง งบกระแสเงินสด (ปรับปรุง 2567): “เพื่อช่วยผู้ใช้งบการเงินในการพิจารณาความสามารถของกิจการในการจ่ายเงินปันผลจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน”
ย่อหน้าที่ 34 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 7 เรื่อง งบกระแสเงินสด (ปรับปรุง 2567): “เงินปันผลจ่ายอาจจัดประเภทเป็นกระแสเงินสดจากการจัดหาเงิน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
นิติบุคคล ค. เป็นผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศ และมิได้จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย ข้อใดเป็นสิ่งที่นิติบุคคล ค. ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543
- ก. ไม่ต้องจัดทำงบการเงินหรือยื่นต่อสำนักงานกลางบัญชีหรือสำนักงานบัญชีประจำท้องที่
- ข. ต้องจัดทำงบการเงินและยื่นต่อสำนักงานกลางบัญชีหรือสำนักงานบัญชีประจำท้องที่ ✓
- ค. ต้องจัดทำงบการเงินและยื่นงบการเงินต่อผู้สอบบัญชีรับอนุญาต
- ง. ต้องจัดทำงบการเงิน แต่ไม่ต้องยื่นต่อสำนักงานกลางบัญชีหรือสำนักงานบัญชีประจำท้องที่
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ต้องจัดทำงบการเงินและยื่นต่อสำนักงานกลางบัญชีหรือสำนักงานบัญชีประจำท้องที่" ข้อเท็จจริงว่าเป็น “ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี” → “ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี”; ข้อเท็จจริงว่าตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศ → “นิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศ”; และข้อเท็จจริงว่ามิได้จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย → ไม่เข้าเงื่อนไข “บริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย” ดังนั้น กำหนดให้ “ต้องจัดทำงบการเงินและยื่นงบการเงินดังกล่าวต่อสำนักงานกลางบัญชีหรือสำนักงานบัญชีประจำท้องที่” ตามมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ต้องจัดทำงบการเงิน แต่ไม่ต้องยื่นต่อสำนักงานกลางบัญชีหรือสำนักงานบัญชีประจำท้องที่" ผิด: แหล่งกฎหมายกำหนดทั้ง “ต้องจัดทำงบการเงิน” และ “ยื่นงบการเงินดังกล่าว” • "ต้องจัดทำงบการเงินและยื่นงบการเงินต่อผู้สอบบัญชีรับอนุญาต" ผิด: แหล่งกฎหมายกำหนดให้ยื่นต่อ “สำนักงานกลางบัญชีหรือสำนักงานบัญชีประจำท้องที่” ไม่ใช่ยื่นต่อผู้สอบบัญชีรับอนุญาต • "ไม่ต้องจัดทำงบการเงินหรือยื่นต่อสำนักงานกลางบัญชีหรือสำนักงานบัญชีประจำท้องที่" ผิด: แหล่งกฎหมายระบุ “นิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศ” เป็นผู้ที่ต้องจัดทำและยื่นงบการเงิน อ้างอิงตัวบท มาตรา 11 พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543: “ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีซึ่งเป็นห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย นิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศ และกิจการร่วมค้าตามประมวลรัษฎากร ต้องจัดทำงบการเงิน” มาตรา 11 พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543: “นิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศ และกิจการร่วมค้าตามประมวลรัษฎากร ต้องจัดทำงบการเงินและยื่นงบการเงินดังกล่าวต่อสำนักงานกลางบัญชีหรือสำนักงานบัญชีประจำท้องที่”
มาตรา 11 พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543: “ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีซึ่งเป็นห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย นิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศ และกิจการร่วมค้าตามประมวลรัษฎากร ต้องจัดทำงบการเงิน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1 เรื่อง การนำเสนองบการเงิน ข้อใดอธิบายหลักการวิเคราะห์ค่าใช้จ่ายที่รับรู้ในกำไรหรือขาดทุนได้ถูกต้อง
- ก. กิจการเลือกจัดประเภทตามธรรมชาติหรือตามหน้าที่ได้ตามความสะดวก โดยไม่ต้องพิจารณาความน่าเชื่อถือและความเกี่ยวข้อง
- ข. กิจการต้องจัดประเภทตามธรรมชาติในทุกกรณี แม้ว่าตามหน้าที่จะให้ข้อมูลที่เชื่อถือได้และเกี่ยวข้องมากกว่า
- ค. กิจการเลือกจัดประเภทตามธรรมชาติหรือตามหน้าที่ โดยใช้วิธีที่ให้ข้อมูลที่เชื่อถือได้และมีความเกี่ยวข้องมากกว่า ✓
- ง. กิจการต้องจัดประเภททั้งตามธรรมชาติและตามหน้าที่ควบคู่กัน โดยไม่อาจเลือกใช้เพียงวิธีใดวิธีหนึ่ง
Explanation: คำตอบที่ถูก: "กิจการเลือกจัดประเภทตามธรรมชาติหรือตามหน้าที่ โดยใช้วิธีที่ให้ข้อมูลที่เชื่อถือได้และมีความเกี่ยวข้องมากกว่า" ตามย่อหน้าที่ 99 กิจการต้องวิเคราะห์ค่าใช้จ่ายที่รับรู้ในกำไรหรือขาดทุนโดยจัดประเภทตามธรรมชาติหรือตามหน้าที่ และเลือกวิธีที่ให้ข้อมูลที่เชื่อถือได้และมีความเกี่ยวข้องมากกว่า ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "กิจการต้องจัดประเภททั้งตามธรรมชาติและตามหน้าที่ควบคู่กัน โดยไม่อาจเลือกใช้เพียงวิธีใดวิธีหนึ่ง" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ใช้การจัดประเภท “ตามธรรมชาติหรือตามหน้าที่” มิได้กำหนดให้ใช้ทั้งสองวิธีควบคู่กัน • "กิจการต้องจัดประเภทตามธรรมชาติในทุกกรณี แม้ว่าตามหน้าที่จะให้ข้อมูลที่เชื่อถือได้และเกี่ยวข้องมากกว่า" ผิด: แหล่งข้อมูลให้เลือกตามวิธีที่ให้ข้อมูลที่เชื่อถือได้และมีความเกี่ยวข้องมากกว่า จึงมิได้บังคับใช้ตามธรรมชาติในทุกกรณี • "กิจการเลือกจัดประเภทตามธรรมชาติหรือตามหน้าที่ได้ตามความสะดวก โดยไม่ต้องพิจารณาความน่าเชื่อถือและความเกี่ยวข้อง" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ใช้วิธีที่ให้ข้อมูลที่เชื่อถือได้และมีความเกี่ยวข้องมากกว่า มิใช่เลือกตามความสะดวก อ้างอิงตัวบท ย่อหน้าที่ 99 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1 เรื่อง การนำเสนองบการเงิน (ปรับปรุง 2567): “โดยใช้การจัดประเภทตามธรรมชาติหรือตามหน้าที่” ย่อหน้าที่ 99 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1 เรื่อง การนำเสนองบการเงิน (ปรับปรุง 2567): “ที่ให้ข้อมูลที่เชื่อถือได้และมีความเกี่ยวข้องมากกว่า”
ย่อหน้าที่ 99 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1 เรื่อง การนำเสนองบการเงิน (ปรับปรุง 2567): “โดยใช้การจัดประเภทตามธรรมชาติหรือตามหน้าที่”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1 เรื่อง การนำเสนองบการเงิน ส่วนของกำไรหรือขาดทุนหรืองบกำไรขาดทุนต้องแสดงรายการใดพร้อมจำนวนเงินสำหรับรอบระยะเวลา
- ก. ส่วนแบ่งกำไรหรือขาดทุนของบริษัทร่วมและการร่วมค้าที่ใช้วิธีราคาทุน
- ข. ผลขาดทุนจากการด้อยค่าโดยไม่รวมการกลับรายการผลกำไรหรือขาดทุนจากการด้อยค่า
- ค. ยอดรวมของการดำเนินงานต่อเนื่องซึ่งแสดงเป็นจำนวนเดียว
- ง. ส่วนแบ่งกำไรหรือขาดทุนของบริษัทร่วมและการร่วมค้าที่ใช้วิธีส่วนได้เสีย ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ส่วนแบ่งกำไรหรือขาดทุนของบริษัทร่วมและการร่วมค้าที่ใช้วิธีส่วนได้เสีย" ย่อหน้าที่ 82.3 กำหนดให้แสดงส่วนแบ่งกำไรหรือขาดทุนของบริษัทร่วมและการร่วมค้าที่ใช้วิธีส่วนได้เสียเป็นรายการแต่ละบรรทัดพร้อมจำนวนเงินสำหรับรอบระยะเวลา ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ยอดรวมของการดำเนินงานต่อเนื่องซึ่งแสดงเป็นจำนวนเดียว" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้แสดง “ยอดรวมของการดำเนินงานที่ยกเลิกซึ่งแสดงเป็นจำนวนเดียว” • "ผลขาดทุนจากการด้อยค่าโดยไม่รวมการกลับรายการผลกำไรหรือขาดทุนจากการด้อยค่า" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าผลขาดทุนจากการด้อยค่า “รวมถึงการกลับรายการผลกำไรหรือขาดทุนจากการด้อยค่า” • "ส่วนแบ่งกำไรหรือขาดทุนของบริษัทร่วมและการร่วมค้าที่ใช้วิธีราคาทุน" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุเฉพาะรายการที่ใช้ “วิธีส่วนได้เสีย” ไม่ใช่วิธีราคาทุน อ้างอิงตัวบท ย่อหน้าที่ 82 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1 เรื่อง การนำเสนองบการเงิน (ปรับปรุง 2567): “82.3 ส่วนแบ่งกำไรหรือขาดทุนของบริษัทร่วมและการร่วมค้าที่ใช้วิธีส่วนได้เสีย”
ย่อหน้าที่ 82 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1 เรื่อง การนำเสนองบการเงิน (ปรับปรุง 2567): “82.3 ส่วนแบ่งกำไรหรือขาดทุนของบริษัทร่วมและการร่วมค้าที่ใช้วิธีส่วนได้เสีย”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 7 เรื่อง งบกระแสเงินสด ข้อใดอธิบายกระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงินได้ถูกต้อง
- ก. เงินสดที่ผู้เช่าจ่ายเพื่อเพิ่มยอดหนี้สินตามสัญญาเช่า ถือเป็นกระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงิน
- ข. การซื้อหรือไถ่ถอนหุ้นแล้วกิจการได้รับเงินสดจากเจ้าของ ถือเป็นกระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงิน
- ค. การจ่ายชำระเงินสดคืนเงินกู้ยืม ไม่ถือเป็นกระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงิน
- ง. การออกหุ้นหรือตราสารทุนอื่นแล้วกิจการได้รับเงินสด ถือเป็นกระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงิน ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "การออกหุ้นหรือตราสารทุนอื่นแล้วกิจการได้รับเงินสด ถือเป็นกระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงิน" ตามย่อหน้าที่ 17.1 เงินสดรับจากการออกหุ้นหรือตราสารทุนอื่นเป็นตัวอย่างของกระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงิน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "การซื้อหรือไถ่ถอนหุ้นแล้วกิจการได้รับเงินสดจากเจ้าของ ถือเป็นกระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงิน" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าเป็นการจ่ายชำระเงินสดให้กับผู้เป็นเจ้าของ ไม่ใช่กิจการได้รับเงินสดจากเจ้าของ • "การจ่ายชำระเงินสดคืนเงินกู้ยืม ไม่ถือเป็นกระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงิน" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าการจ่ายชำระเงินสดคืนเงินกู้ยืมเป็นตัวอย่างของกระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงิน • "เงินสดที่ผู้เช่าจ่ายเพื่อเพิ่มยอดหนี้สินตามสัญญาเช่า ถือเป็นกระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงิน" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าเงินสดที่ผู้เช่าจ่ายต้องเป็นการจ่ายเพื่อลดจำนวนคงเหลือของหนี้สินที่เกี่ยวข้องกับสัญญาเช่า อ้างอิงตัวบท ย่อหน้าที่ 17 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 7 เรื่อง งบกระแสเงินสด (ปรับปรุง 2567): “ตัวอย่างของกระแสเงินสดที่เกิดจากกิจกรรมจัดหาเงิน คือ” ย่อหน้าที่ 17 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 7 เรื่อง งบกระแสเงินสด (ปรับปรุง 2567): “17.1 เงินสดรับจากการออกหุ้นหรือตราสารทุนอื่น”
ย่อหน้าที่ 17 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 7 เรื่อง งบกระแสเงินสด (ปรับปรุง 2567): “ตัวอย่างของกระแสเงินสดที่เกิดจากกิจกรรมจัดหาเงิน คือ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
บริษัท ค. จำกัด มีต้นทุนในการเก็บรักษาสินค้าที่จำเป็นในกระบวนการผลิตก่อนจะถึงขั้นตอนการผลิตถัดไป และมีต้นทุนในการขายสินค้า บริษัทควรปฏิบัติอย่างไร
- ก. ไม่นำต้นทุนทั้งสองรายการมารวมเป็นต้นทุนสินค้าคงเหลือ และรับรู้เป็นค่าใช้จ่ายในงวดที่เกิดขึ้น
- ข. นำต้นทุนการเก็บรักษามารวมเป็นต้นทุนสินค้าคงเหลือ และรับรู้ต้นทุนในการขายเป็นค่าใช้จ่ายในงวดถัดไป
- ค. นำต้นทุนการเก็บรักษามารวมเป็นต้นทุนสินค้าคงเหลือ และรับรู้ต้นทุนในการขายเป็นค่าใช้จ่ายในงวดที่เกิดขึ้น ✓
- ง. นำต้นทุนทั้งสองรายการมารวมเป็นต้นทุนสินค้าคงเหลือ และไม่รับรู้เป็นค่าใช้จ่ายในงวดที่เกิดขึ้น
Explanation: คำตอบที่ถูก: "นำต้นทุนการเก็บรักษามารวมเป็นต้นทุนสินค้าคงเหลือ และรับรู้ต้นทุนในการขายเป็นค่าใช้จ่ายในงวดที่เกิดขึ้น" ข้อเท็จจริงเรื่องต้นทุนในการเก็บรักษาสินค้า → “ต้นทุนในการเก็บรักษาสินค้า”; ข้อเท็จจริงที่ว่าจำเป็นก่อนถึงขั้นตอนการผลิตถัดไป → “เว้นแต่เป็นต้นทุนที่จำเป็นในกระบวนการผลิตก่อนจะถึงขั้นตอนการผลิตถัดไป”; และข้อเท็จจริงเรื่องต้นทุนในการขาย → “ต้นทุนในการขาย” ซึ่งเข้าหลัก คือไม่นำมารวมเป็นต้นทุนสินค้าคงเหลือและให้รับรู้เป็นค่าใช้จ่ายในงวดที่เกิดขึ้น ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 2 ย่อหน้าที่ 16.2 และ 16.4 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ไม่นำต้นทุนทั้งสองรายการมารวมเป็นต้นทุนสินค้าคงเหลือ และรับรู้เป็นค่าใช้จ่ายในงวดที่เกิดขึ้น" ผิด: แหล่งข้อมูลยกเว้นต้นทุนการเก็บรักษาที่ “จำเป็นในกระบวนการผลิตก่อนจะถึงขั้นตอนการผลิตถัดไป” จากต้นทุนที่ไม่นำมารวมเป็นต้นทุนสินค้าคงเหลือ • "นำต้นทุนทั้งสองรายการมารวมเป็นต้นทุนสินค้าคงเหลือ และไม่รับรู้เป็นค่าใช้จ่ายในงวดที่เกิดขึ้น" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า “ต้นทุนในการขาย” ไม่นำมารวมเป็นต้นทุนสินค้าคงเหลือและให้รับรู้เป็นค่าใช้จ่ายในงวดที่เกิดขึ้น • "นำต้นทุนการเก็บรักษามารวมเป็นต้นทุนสินค้าคงเหลือ และรับรู้ต้นทุนในการขายเป็นค่าใช้จ่ายในงวดถัดไป" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้รับรู้ต้นทุนที่ไม่นำมารวมเป็นต้นทุนสินค้าคงเหลือเป็นค่าใช้จ่าย “ในงวดที่เกิดขึ้น” อ้างอิงตัวบท ย่อหน้าที่ 16 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 2 เรื่อง สินค้าคงเหลือ (ปรับปรุง 2567): “ตัวอย่างของต้นทุนที่ไม่นำมารวมเป็นต้นทุนสินค้าคงเหลือและให้รับรู้เป็นค่าใช้จ่ายในงวด ที่เกิดขึ้น” ย่อหน้าที่ 16 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 2 เรื่อง สินค้าคงเหลือ (ปรับปรุง 2567): “16.2 ต้นทุนในการเก็บรักษาสินค้า เว้นแต่เป็นต้นทุนที่จำเป็นในกระบวนการผลิตก่อนจะถึง ขั้นตอนการผลิตถัดไป” ย่อหน้าที่ 16 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 2 เรื่อง สินค้าคงเหลือ (ปรับปรุง 2567): “16.4 ต้นทุนในการขาย”
ย่อหน้าที่ 16 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 2 เรื่อง สินค้าคงเหลือ (ปรับปรุง 2567): “ตัวอย่างของต้นทุนที่ไม่นำมารวมเป็นต้นทุนสินค้าคงเหลือและให้รับรู้เป็นค่าใช้จ่ายในงวด ที่เกิดขึ้น”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 7 เรื่อง งบกระแสเงินสด ข้อใดกล่าวถึงความหมายของเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดได้ถูกต้อง
- ก. เงินสดประกอบด้วยเงินสดในมือและเงินฝากธนาคารที่ต้องจ่ายคืนเมื่อครบกำหนด ส่วนรายการเทียบเท่าเงินสดเป็นเงินลงทุนระยะสั้นที่มีสภาพคล่องสูง พร้อมเปลี่ยนเป็นเงินสดในจำนวนที่ทราบได้ และมีความเสี่ยงที่ไม่มีนัยสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงในมูลค่า
- ข. เงินสดประกอบด้วยเงินสดในมือและเงินฝากธนาคารที่ต้องจ่ายคืนเมื่อทวงถาม ส่วนรายการเทียบเท่าเงินสดเป็นเงินลงทุนระยะสั้นที่มีสภาพคล่องสูง พร้อมเปลี่ยนเป็นเงินสดในจำนวนที่ทราบได้ และมีความเสี่ยงที่ไม่มีนัยสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงในมูลค่า ✓
- ค. เงินสดประกอบด้วยเงินสดในมือและเงินฝากธนาคารที่ต้องจ่ายคืนเมื่อทวงถาม ส่วนรายการเทียบเท่าเงินสดเป็นเงินลงทุนระยะสั้นที่มีสภาพคล่องสูง พร้อมเปลี่ยนเป็นเงินสดในจำนวนที่ทราบได้ และมีความเสี่ยงที่มีนัยสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงในมูลค่า
- ง. เงินสดประกอบด้วยเงินสดในมือและเงินฝากธนาคารที่ต้องจ่ายคืนเมื่อทวงถาม ส่วนรายการเทียบเท่าเงินสดเป็นเงินลงทุนระยะสั้นที่มีสภาพคล่องสูง พร้อมเปลี่ยนเป็นเงินสดในจำนวนที่ไม่ทราบได้ และมีความเสี่ยงที่ไม่มีนัยสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงในมูลค่า
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เงินสดประกอบด้วยเงินสดในมือและเงินฝากธนาคารที่ต้องจ่ายคืนเมื่อทวงถาม ส่วนรายการเทียบเท่าเงินสดเป็นเงินลงทุนระยะสั้นที่มีสภาพคล่องสูง พร้อมเปลี่ยนเป็นเงินสดในจำนวนที่ทราบได้ และมีความเสี่ยงที่ไม่มีนัยสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงในมูลค่า" ตามย่อหน้าที่ 6 เงินสดประกอบด้วยเงินสดในมือและเงินฝากธนาคารที่ต้องจ่ายคืนเมื่อทวงถาม ส่วนรายการเทียบเท่าเงินสดคือเงินลงทุนระยะสั้นที่มีสภาพคล่องสูง พร้อมเปลี่ยนเป็นเงินสดในจำนวนที่ทราบได้ และมีความเสี่ยงที่ไม่มีนัยสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงในมูลค่า ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เงินสดประกอบด้วยเงินสดในมือและเงินฝากธนาคารที่ต้องจ่ายคืนเมื่อทวงถาม ส่วนรายการเทียบเท่าเงินสดเป็นเงินลงทุนระยะสั้นที่มีสภาพคล่องสูง พร้อมเปลี่ยนเป็นเงินสดในจำนวนที่ทราบได้ และมีความเสี่ยงที่มีนัยสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงในมูลค่า" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดว่ารายการเทียบเท่าเงินสดต้องมีความเสี่ยงที่ไม่มีนัยสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงในมูลค่า • "เงินสดประกอบด้วยเงินสดในมือและเงินฝากธนาคารที่ต้องจ่ายคืนเมื่อทวงถาม ส่วนรายการเทียบเท่าเงินสดเป็นเงินลงทุนระยะสั้นที่มีสภาพคล่องสูง พร้อมเปลี่ยนเป็นเงินสดในจำนวนที่ไม่ทราบได้ และมีความเสี่ยงที่ไม่มีนัยสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงในมูลค่า" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่ารายการเทียบเท่าเงินสดต้องพร้อมเปลี่ยนเป็นเงินสดในจำนวนที่ทราบได้ • "เงินสดประกอบด้วยเงินสดในมือและเงินฝากธนาคารที่ต้องจ่ายคืนเมื่อครบกำหนด ส่วนรายการเทียบเท่าเงินสดเป็นเงินลงทุนระยะสั้นที่มีสภาพคล่องสูง พร้อมเปลี่ยนเป็นเงินสดในจำนวนที่ทราบได้ และมีความเสี่ยงที่ไม่มีนัยสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงในมูลค่า" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดว่าเงินสดประกอบด้วยเงินฝากธนาคารที่ต้องจ่ายคืนเมื่อทวงถาม ไม่ใช่เมื่อครบกำหนด อ้างอิงตัวบท ย่อหน้าที่ 6 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 7 เรื่อง งบกระแสเงินสด (ปรับปรุง 2567): “ประกอบด้วย เงินสดในมือและเงินฝากธนาคารที่ต้องจ่ายคืน” ย่อหน้าที่ 6 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 7 เรื่อง งบกระแสเงินสด (ปรับปรุง 2567): “เงินฝากธนาคารที่ต้องจ่ายคืน เมื่อทวงถาม” ย่อหน้าที่ 6 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 7 เรื่อง งบกระแสเงินสด (ปรับปรุง 2567): “รายการเทียบเท่าเงินสด หมายถึง เงินลงทุนระยะสั้นที่มีสภาพคล่องสูง” ย่อหน้าที่ 6 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 7 เรื่อง งบกระแสเงินสด (ปรับปรุง 2567): “ซึ่งพร้อมที่ จะเปลี่ยนเป็นเงินสดในจำนวนที่ทราบได้” ย่อหน้าที่ 6 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 7 เรื่อง งบกระแสเงินสด (ปรับปรุง 2567): “มีความเสี่ยงที่ไม่มีนัยสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลง ในมูลค่า”
ย่อหน้าที่ 6 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 7 เรื่อง งบกระแสเงินสด (ปรับปรุง 2567): “ประกอบด้วย เงินสดในมือและเงินฝากธนาคารที่ต้องจ่ายคืน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 7 เรื่อง งบกระแสเงินสด งบกระแสเงินสดต้องจำแนกกระแสเงินสดในระหว่างรอบระยะเวลาเป็นกิจกรรมใดบ้าง
- ก. กิจกรรมดำเนินงาน กิจกรรมลงทุน และกิจกรรมจัดหาเงิน ✓
- ข. กิจกรรมดำเนินงาน กิจกรรมลงทุน และกิจกรรมบริหารงาน
- ค. กิจกรรมดำเนินงาน กิจกรรมผลิต และกิจกรรมจัดหาเงิน
- ง. กิจกรรมควบคุม กิจกรรมลงทุน และกิจกรรมจัดหาเงิน
Explanation: คำตอบที่ถูก: "กิจกรรมดำเนินงาน กิจกรรมลงทุน และกิจกรรมจัดหาเงิน" ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 7 ย่อหน้าที่ 10 งบกระแสเงินสดต้องจำแนกกระแสเงินสดเป็นกระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน กิจกรรมลงทุน และกิจกรรมจัดหาเงิน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "กิจกรรมควบคุม กิจกรรมลงทุน และกิจกรรมจัดหาเงิน" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดประเภทแรกว่า “กิจกรรมดำเนินงาน” ไม่ใช่กิจกรรมควบคุม • "กิจกรรมดำเนินงาน กิจกรรมผลิต และกิจกรรมจัดหาเงิน" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้จำแนกเป็น “กิจกรรมลงทุน” ไม่ใช่กิจกรรมผลิต • "กิจกรรมดำเนินงาน กิจกรรมลงทุน และกิจกรรมบริหารงาน" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดประเภทที่สามว่า “กิจกรรมจัดหาเงิน” ไม่ใช่กิจกรรมบริหารงาน อ้างอิงตัวบท ย่อหน้าที่ 10 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 7 เรื่อง งบกระแสเงินสด (ปรับปรุง 2567): “โดยจำแนกเป็นกระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน กิจกรรมลงทุน และกิจกรรมจัดหาเงิน”
ย่อหน้าที่ 10 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 7 เรื่อง งบกระแสเงินสด (ปรับปรุง 2567): “โดยจำแนกเป็นกระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน กิจกรรมลงทุน และกิจกรรมจัดหาเงิน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 16 เรื่อง ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ กิจการต้องปันส่วนจำนวนที่คิดค่าเสื่อมราคาของสินทรัพย์อย่างไร
- ก. กิจการต้องปันส่วนอย่างมีระบบตลอดรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้สินทรัพย์มา
- ข. กิจการต้องปันส่วนอย่างมีระบบตลอดอายุการใช้ประโยชน์ของสินทรัพย์ ✓
- ค. กิจการต้องรับรู้จำนวนทั้งหมดในรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้สินทรัพย์มา
- ง. กิจการต้องปันส่วนโดยไม่เป็นระบบตลอดอายุการใช้ประโยชน์ของสินทรัพย์
Explanation: คำตอบที่ถูก: "กิจการต้องปันส่วนอย่างมีระบบตลอดอายุการใช้ประโยชน์ของสินทรัพย์" มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 16 ย่อหน้าที่ 50 กำหนดให้กิจการปันส่วนจำนวนที่คิดค่าเสื่อมราคาของสินทรัพย์อย่างมีระบบตลอดอายุการใช้ประโยชน์ของสินทรัพย์ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "กิจการต้องปันส่วนโดยไม่เป็นระบบตลอดอายุการใช้ประโยชน์ของสินทรัพย์" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดชัดว่ากิจการต้องปันส่วน “อย่างมีระบบ” • "กิจการต้องรับรู้จำนวนทั้งหมดในรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้สินทรัพย์มา" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ปันส่วนจำนวนที่คิดค่าเสื่อมราคาอย่างมีระบบตลอดอายุการใช้ประโยชน์ของสินทรัพย์ • "กิจการต้องปันส่วนอย่างมีระบบตลอดรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้สินทรัพย์มา" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ปันส่วน “ตลอดอายุการใช้ประโยชน์ของสินทรัพย์” ไม่ใช่ตลอดรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้สินทรัพย์มา อ้างอิงตัวบท ย่อหน้าที่ 50 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 16 เรื่อง ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ (ปรับปรุง 2567): “กิจการต้องปันส่วนจำนวนที่คิดค่าเสื่อมราคาของสินทรัพย์อย่างมีระบบ” ย่อหน้าที่ 50 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 16 เรื่อง ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ (ปรับปรุง 2567): “ตลอดอายุการใช้ประโยชน์ของสินทรัพย์”
ย่อหน้าที่ 50 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 16 เรื่อง ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ (ปรับปรุง 2567): “กิจการต้องปันส่วนจำนวนที่คิดค่าเสื่อมราคาของสินทรัพย์อย่างมีระบบ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1 เรื่อง การนำเสนองบการเงิน ข้อใดอธิบายเกณฑ์เกี่ยวกับสิทธิในการเลื่อนการชำระหนี้ที่ทำให้กิจการต้องจัดประเภทหนี้สินเป็นรายการหมุนเวียนได้ถูกต้อง
- ก. ณ วันสิ้นรอบระยะเวลารายงาน กิจการมีสิทธิเลื่อนการชำระหนี้ออกไปอย่างน้อย 12 เดือน
- ข. ณ วันสิ้นรอบระยะเวลารายงาน กิจการไม่มีสิทธิเลื่อนการชำระหนี้ออกไปอย่างน้อย 6 เดือน
- ค. ณ วันสิ้นรอบระยะเวลารายงาน กิจการไม่มีสิทธิเลื่อนการชำระหนี้ออกไปอย่างน้อย 12 เดือน ✓
- ง. ณ วันเริ่มรอบระยะเวลารายงาน กิจการไม่มีสิทธิเลื่อนการชำระหนี้ออกไปอย่างน้อย 12 เดือน
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ณ วันสิ้นรอบระยะเวลารายงาน กิจการไม่มีสิทธิเลื่อนการชำระหนี้ออกไปอย่างน้อย 12 เดือน" ตามย่อหน้าที่ 69.4 หาก ณ วันสิ้นรอบระยะเวลารายงาน กิจการไม่มีสิทธิเลื่อนการชำระหนี้ออกไปอย่างน้อย 12 เดือนภายหลังรอบระยะเวลารายงาน กิจการต้องจัดประเภทหนี้สินนั้นเป็นรายการหมุนเวียน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ณ วันสิ้นรอบระยะเวลารายงาน กิจการมีสิทธิเลื่อนการชำระหนี้ออกไปอย่างน้อย 12 เดือน" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าเกณฑ์นี้เกิดเมื่อกิจการ “ไม่มีสิทธิที่จะเลื่อนการชำระหนี้ออกไป” ไม่ใช่เมื่อกิจการมีสิทธิ • "ณ วันเริ่มรอบระยะเวลารายงาน กิจการไม่มีสิทธิเลื่อนการชำระหนี้ออกไปอย่างน้อย 12 เดือน" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้พิจารณาสิทธิ ณ วันสิ้นรอบระยะเวลารายงาน ไม่ใช่วันเริ่มรอบระยะเวลารายงาน • "ณ วันสิ้นรอบระยะเวลารายงาน กิจการไม่มีสิทธิเลื่อนการชำระหนี้ออกไปอย่างน้อย 6 เดือน" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดระยะเวลาอย่างน้อย 12 เดือนภายหลังรอบระยะเวลารายงาน ไม่ใช่ 6 เดือน อ้างอิงตัวบท ย่อหน้าที่ 69 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1 เรื่อง การนำเสนองบการเงิน (ปรับปรุง 2567): “69.4 ณ วันสิ้นรอบระยะเวลารายงาน กิจการไม่มีสิทธิที่จะเลื่อนการชำระหนี้ออกไป อย่างน้อย 12 เดือนภายหลังรอบระยะเวลารายงาน”
ย่อหน้าที่ 69 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1 เรื่อง การนำเสนองบการเงิน (ปรับปรุง 2567): “69.4 ณ วันสิ้นรอบระยะเวลารายงาน กิจการไม่มีสิทธิที่จะเลื่อนการชำระหนี้ออกไป อย่างน้อย 12 เดือนภายหลังรอบระยะเวลารายงาน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
บริษัท ค. จำกัดกำลังพิจารณาต้นทุนของอุปกรณ์หนึ่งรายการ โดยมีความเป็นไปได้ค่อนข้างแน่ว่าจะได้รับประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในอนาคตจากอุปกรณ์นั้น และบริษัทสามารถวัดมูลค่าต้นทุนได้อย่างน่าเชื่อถือ ตามมาตรฐานการบัญชี บริษัทต้องดำเนินการอย่างไร
- ก. ต้องรับรู้ต้นทุนของอุปกรณ์เป็นค่าใช้จ่าย เพราะวัดมูลค่าต้นทุนได้อย่างน่าเชื่อถือ
- ข. ยังไม่ต้องรับรู้ต้นทุนของอุปกรณ์เป็นสินทรัพย์ จนกว่าจะได้รับประโยชน์เชิงเศรษฐกิจจริง
- ค. ยังไม่ต้องรับรู้ต้นทุนของอุปกรณ์เป็นสินทรัพย์ จนกว่าจะวัดมูลค่าต้นทุนได้อย่างแน่นอน
- ง. ต้องรับรู้ต้นทุนของอุปกรณ์เป็นสินทรัพย์ เพราะเป็นไปตามเงื่อนไขทุกข้อ ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ต้องรับรู้ต้นทุนของอุปกรณ์เป็นสินทรัพย์ เพราะเป็นไปตามเงื่อนไขทุกข้อ" ข้อเท็จจริง “บริษัท ค. จำกัด” → “กิจการ”; “ต้นทุนของอุปกรณ์หนึ่งรายการ” → “ต้องรับรู้ต้นทุนของรายการที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ เป็นสินทรัพย์”; “มีความเป็นไปได้ค่อนข้างแน่ว่าจะได้รับประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในอนาคต” → “มีความเป็นไปได้ค่อนข้างแน่ที่กิจการจะได้รับประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในอนาคตจากรายการนั้น”; และ “สามารถวัดมูลค่าต้นทุนได้อย่างน่าเชื่อถือ” → “กิจการสามารถวัดมูลค่าต้นทุนของรายการนั้นได้อย่างน่าเชื่อถือ” เมื่อครบเงื่อนไขทุกข้อ กิจการจึงต้องรับรู้ต้นทุนเป็นสินทรัพย์ ตามย่อหน้าที่ 7 ของมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 16 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ยังไม่ต้องรับรู้ต้นทุนของอุปกรณ์เป็นสินทรัพย์ จนกว่าจะได้รับประโยชน์เชิงเศรษฐกิจจริง" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดเงื่อนไขว่า “มีความเป็นไปได้ค่อนข้างแน่” ที่จะได้รับประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในอนาคต ไม่ได้กำหนดว่าต้องได้รับประโยชน์แล้วจริง • "ยังไม่ต้องรับรู้ต้นทุนของอุปกรณ์เป็นสินทรัพย์ จนกว่าจะวัดมูลค่าต้นทุนได้อย่างแน่นอน" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดว่ากิจการสามารถวัดมูลค่าต้นทุนได้ “อย่างน่าเชื่อถือ” ซึ่งข้อเท็จจริงในกรณีนี้เป็นไปตามเงื่อนไขแล้ว • "ต้องรับรู้ต้นทุนของอุปกรณ์เป็นค่าใช้จ่าย เพราะวัดมูลค่าต้นทุนได้อย่างน่าเชื่อถือ" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้กิจการรับรู้ต้นทุนเป็นสินทรัพย์เมื่อเป็นไปตามเงื่อนไขทุกข้อ ไม่ใช่รับรู้เป็นค่าใช้จ่าย อ้างอิงตัวบท ย่อหน้าที่ 7 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 16 เรื่อง ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ (ปรับปรุง 2567): “กิจการต้องรับรู้ต้นทุนของรายการที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ เป็นสินทรัพย์ก็ต่อเมื่อเป็นไปตามเงื่อนไขทุกข้อต่อไปนี้ 7.1 มีความเป็นไปได้ค่อนข้างแน่ที่กิจการจะได้รับประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในอนาคตจากรายการนั้น และ 7.2 กิจการสามารถวัดมูลค่าต้นทุนของรายการนั้นได้อย่างน่าเชื่อถือ” ย่อหน้าที่ 7 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 16 เรื่อง ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ (ปรับปรุง 2567): “เป็นสินทรัพย์ก็ต่อเมื่อเป็นไปตามเงื่อนไขทุกข้อต่อไปนี้ 7.1 มีความเป็นไปได้ค่อนข้างแน่ที่กิจการจะได้รับประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในอนาคตจากรายการนั้น และ 7.2 กิจการสามารถวัดมูลค่าต้นทุนของรายการนั้นได้อย่างน่าเชื่อถือ”
ย่อหน้าที่ 7 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 16 เรื่อง ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ (ปรับปรุง 2567): “กิจการต้องรับรู้ต้นทุนของรายการที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ เป็นสินทรัพย์ก็ต่อเมื่อเป็นไปตามเงื่อนไขทุกข้อต่อไปนี้ 7.1 มีความเป็นไปได้ค่อนข้างแน่ที่กิจการจะได้รับประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในอนาคตจากรายการนั้น และ 7.2 กิจการสามารถวัดมูลค่าต้นทุนของรายการนั้นได้อย่างน่าเชื่อถือ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
เทศบาลแห่งหนึ่งจ่ายเงินได้พึงประเมินให้บริษัท ค. จำกัด และได้หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีปัจจุบัน ผลของภาษีที่หักไว้นั้นเป็นอย่างไรตามประมวลรัษฎากร
- ก. ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีเงินได้ของบริษัทในรอบระยะเวลาบัญชีที่หักไว้ ✓
- ข. ไม่ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีเงินได้ของบริษัทในรอบระยะเวลาบัญชีที่หักไว้
- ค. ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีเงินได้ของบริษัทในรอบระยะเวลาบัญชีถัดไป
- ง. ให้นำไปหักออกจากเงินได้พึงประเมินของบริษัทในรอบระยะเวลาบัญชีที่หักไว้
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีเงินได้ของบริษัทในรอบระยะเวลาบัญชีที่หักไว้" เทศบาลเป็นผู้จ่าย → “เทศบาล”; การจ่ายเงินได้พึงประเมินให้บริษัท ค. จำกัด → “เป็นผู้จ่ายเงินได้พึงประเมิน...ให้กับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใด”; การหักเกิดในรอบระยะเวลาบัญชีปัจจุบัน → “ตามรอบระยะเวลาบัญชีที่หักไว้นั้น” จึงต้องถือภาษีที่หักไว้เป็นเครดิตในการคำนวณภาษีเงินได้ของบริษัทสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่หักไว้ ตามมาตรา 69 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีเงินได้ของบริษัทในรอบระยะเวลาบัญชีถัดไป" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดว่าให้ถือเป็นเครดิต “ตามรอบระยะเวลาบัญชีที่หักไว้นั้น” ไม่ใช่รอบถัดไป • "ให้นำไปหักออกจากเงินได้พึงประเมินของบริษัทในรอบระยะเวลาบัญชีที่หักไว้" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดผลให้ภาษีที่หักไว้เป็น “เครดิตในการคำนวณภาษีเงินได้” มิใช่รายการหักออกจากเงินได้พึงประเมิน • "ไม่ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีเงินได้ของบริษัทในรอบระยะเวลาบัญชีที่หักไว้" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุโดยตรงว่า “ภาษีที่หักไว้นี้ให้ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีเงินได้ของบริษัท” อ้างอิงตัวบท มาตรา 69 ทวิ: “ภาษีที่หักไว้นี้ให้ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามรอบระยะเวลาบัญชีที่หักไว้นั้น”
มาตรา 69 ทวิ: “ภาษีที่หักไว้นี้ให้ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามรอบระยะเวลาบัญชีที่หักไว้นั้น”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตราสารที่ต้องเสียอากรฉบับหนึ่งทำขึ้นนอกสยาม นาย ก. เป็นผู้ทรงตราสารคนแรกในสยาม ต่อมานาง ข. ได้ตราสารมาไว้ในครอบครองก่อนพ้นกำหนดสามสิบวันนับแต่วันที่นาย ก. ได้รับตราสาร ตามประมวลรัษฎากร ข้อใดถูกต้อง
- ก. นาย ก. ต้องปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับตราสาร แต่ไม่ต้องขีดฆ่า
- ข. นาย ก. ต้องปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าเมื่อพ้นสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับตราสาร
- ค. นาย ก. ต้องปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับตราสาร ✓
- ง. นาง ข. ต้องปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าภายในสามสิบวันนับแต่วันที่นาย ก. ได้รับตราสาร
Explanation: คำตอบที่ถูก: "นาย ก. ต้องปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับตราสาร" ข้อเท็จจริงว่า “ตราสารที่ต้องเสียอากรฉบับหนึ่งทำขึ้นนอกสยาม” → “ถ้าตราสารที่ต้องเสียอากรได้ทำขึ้นนอกสยาม”; ข้อเท็จจริงว่า “นาย ก. เป็นผู้ทรงตราสารคนแรกในสยาม” → “ผู้ทรงตราสารคนแรกในสยาม”; ข้อเท็จจริงว่า “นาง ข. ได้ตราสารมาไว้ในครอบครองก่อนพ้นกำหนด” → “ผู้ทรงตราสารคนใดได้ตราสาร...มาไว้ในครอบครองก่อนพ้นกำหนดเวลา...จะเสียอากร...ก็ได้” ดังนั้นหน้าที่ต้องปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าภายในสามสิบวันยังเป็นของนาย ก. ส่วนนาง ข. มีสิทธิดำเนินการได้ตามที่กฎหมายกำหนด ตามมาตรา 111 แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "นาย ก. ต้องปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับตราสาร แต่ไม่ต้องขีดฆ่า" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ผู้ทรงตราสารคนแรกในสยามต้อง “ปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่า” จึงละเว้นการขีดฆ่าไม่ได้ • "นาง ข. ต้องปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าภายในสามสิบวันนับแต่วันที่นาย ก. ได้รับตราสาร" ผิด: ผู้ทรงที่ได้ตราสารมาไว้ในครอบครองก่อนพ้นกำหนดนั้น กฎหมายระบุว่า “จะเสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าก็ได้” มิได้กำหนดว่าต้องเสียอากรแทนผู้ทรงคนแรก • "นาย ก. ต้องปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าเมื่อพ้นสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับตราสาร" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ปิดแสตมป์และขีดฆ่า “ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับตราสารนั้น” ไม่ใช่เมื่อพ้นสามสิบวัน อ้างอิงตัวบท มาตรา 111: “ถ้าตราสารที่ต้องเสียอากรได้ทำขึ้นนอกสยาม ให้เป็นหน้าที่ของผู้ทรงตราสารคนแรกในสยามต้องเสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับตราสารนั้น”
มาตรา 111: “ถ้าตราสารที่ต้องเสียอากรได้ทำขึ้นนอกสยาม ให้เป็นหน้าที่ของผู้ทรงตราสารคนแรกในสยามต้องเสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับตราสารนั้น”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อใดอธิบายผลของมาตรา 6 ได้ถูกต้อง เมื่อคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลเป็นผู้มีหน้าที่ตามประมวลรัษฎากร
- ก. ให้คณะบุคคลนั้นเป็นผู้รับผิดชอบเองแม้มิใช่นิติบุคคล
- ข. ไม่มีผู้รับผิดชอบเพราะคณะบุคคลนั้นมิใช่นิติบุคคล
- ค. ให้สมาชิกทุกคนของคณะนั้นร่วมกันเป็นผู้รับผิดชอบ
- ง. ให้ผู้อำนวยการหรือผู้จัดการคณะนั้นเป็นผู้รับผิดชอบ ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ให้ผู้อำนวยการหรือผู้จัดการคณะนั้นเป็นผู้รับผิดชอบ" มาตรา 6 บัญญัติว่า ในกรณีที่คณะบุคคลเป็นผู้มีหน้าที่และคณะนั้นมิใช่นิติบุคคล ให้ผู้อำนวยการหรือผู้จัดการคณะนั้นเป็นผู้รับผิดชอบ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ไม่มีผู้รับผิดชอบเพราะคณะบุคคลนั้นมิใช่นิติบุคคล" ผิด: มาตรา 6 ยืนยันให้ผู้อำนวยการหรือผู้จัดการคณะนั้นเป็นผู้รับผิดชอบในกรณีดังกล่าว • "ให้สมาชิกทุกคนของคณะนั้นร่วมกันเป็นผู้รับผิดชอบ" ผิด: มาตรา 6 กำหนดเฉพาะว่า “ให้ผู้อำนวยการหรือผู้จัดการคณะนั้นเป็นผู้รับผิดชอบ” มิได้กำหนดให้สมาชิกทุกคนร่วมกันรับผิดชอบ • "ให้คณะบุคคลนั้นเป็นผู้รับผิดชอบเองแม้มิใช่นิติบุคคล" ผิด: มาตรา 6 กำหนดให้ผู้อำนวยการหรือผู้จัดการคณะนั้นเป็นผู้รับผิดชอบ ไม่ใช่ให้คณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลรับผิดชอบเอง อ้างอิงตัวบท มาตรา 6: “ให้ผู้อำนวยการหรือผู้จัดการคณะนั้นเป็นผู้รับผิดชอบ”
มาตรา 6: “ให้ผู้อำนวยการหรือผู้จัดการคณะนั้นเป็นผู้รับผิดชอบ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
นาย ก. เป็นผู้ต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติแห่งส่วนนี้จำนวน 9,000 บาท โดยไม่เข้ากรณียกเว้นตาม 18 ทวิ และภาษีนี้ไม่ได้ต้องเสียตาม 56 ทวิหรือ 57 จัตวา นาย ก. ได้รับแจ้งจำนวนภาษีที่ประเมินและประสงค์ชำระเป็นสามงวดเท่า ๆ กัน งวดที่หนึ่งต้องชำระภายในระยะใดตามประมวลรัษฎากร
- ก. ภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันสุดท้ายที่ต้องชำระงวดที่หนึ่ง
- ข. ภายในสามสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งจำนวนภาษีที่ประเมิน ✓
- ค. ภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจำนวนภาษีที่ประเมิน
- ง. ตามกำหนดชำระที่ใช้แก่กรณีตาม 56 ทวิหรือ 57 จัตวา
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ภายในสามสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งจำนวนภาษีที่ประเมิน" ข้อเท็จจริงแต่ละส่วนสัมพันธ์กับองค์ประกอบดังนี้: นาย ก. เป็นผู้ต้องเสียภาษี → “ผู้ต้องเสียภาษี”; ภาษีจำนวน 9,000 บาท → “มีจำนวนตั้งแต่ 3,000 บาทขึ้นไป”; ไม่เข้ากรณียกเว้นตาม 18 ทวิ → “เว้นแต่กรณีตามมาตรา 18 ทวิ”; ไม่ได้ต้องเสียตาม 56 ทวิหรือ 57 จัตวา → “ในกรณีอื่น”; ประสงค์ชำระสามงวดเท่า ๆ กัน → “จะชำระเป็นสามงวด ๆ ละเท่า ๆ กันก็ได้”; ได้รับแจ้งจำนวนภาษีที่ประเมิน → “งวดที่หนึ่งต้องชำระภายในสามสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งจำนวนภาษีที่ประเมิน” ดังนั้นกำหนดเวลาที่ถูกต้องเป็นไปตามมาตรา 64 (2) แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจำนวนภาษีที่ประเมิน" ผิด: แหล่งที่มากำหนดว่า “ภายในสามสิบวัน” ไม่ใช่ภายในหนึ่งเดือน • "ภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันสุดท้ายที่ต้องชำระงวดที่หนึ่ง" ผิด: ถ้อยคำนี้เป็นกำหนดของงวดที่สอง ส่วนงวดที่หนึ่งให้นับจากวันได้รับแจ้งจำนวนภาษีที่ประเมิน • "ตามกำหนดชำระที่ใช้แก่กรณีตาม 56 ทวิหรือ 57 จัตวา" ผิด: กรณีนี้ไม่ได้ต้องเสียตามบทบัญญัติทั้งสอง จึงเป็น “กรณีอื่น” ซึ่งงวดที่หนึ่งต้องชำระภายในสามสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งจำนวนภาษีที่ประเมิน มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 18 ทวิ: “มาตรา 18 ทวิ ในกรณีจำเป็นเพื่อรักษาประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากร เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจที่จะประเมินเรียกเก็บภาษีจากผู้ต้องเสียภาษีก่อนถึงกำหนดเวลายื่นรายการได้ เมื่อได้ประเมินแล้วให้แจ้งจำนวนภาษีที่ต้องเสียไปยังผู้ต้องเสียภาษีและให้ผู้ต้องเสียภาษีชำระภาษีภายในเจ็ดวันนับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน ในกรณีนี้จะอุทธรณ์การประเมินก็ได้” • มาตรา 56 ทวิ: “มาตรา 56 ทวิ เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีก่อนถึงกำหนดเวลาตามมาตรา 56 ให้ผู้มีหน้าที่ยื่นรายการตามมาตรา 56 มาตรา 57 มาตรา 57 ทวิ และมาตรา 57 ตรี ยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนด แสดงรายการเงินได้เฉพาะตามมาตรา 40 (5) (6) (7) หรือ (8) ไม่ว่าจะมีเงินได้ประเภทอื่นรวมอยู่ด้วยหรือไม่ ที่ได้รับตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนมิถุนายน ภายในเดือนกันยายนของทุกปีภาษี” • มาตรา 57 จัตวา: “มาตรา 57 จัตวา ภายใต้บังคับมาตรา 64 การยื่นรายการตามมาตรา 56 มาตรา 57 มาตรา 57 ทวิ มาตรา 57 ตรี หรือมาตรา 57 เบญจ ถ้ามีภาษีต้องเสียให้ชำระต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ภายในกำหนดเวลาพร้อมกับการยื่นรายการ” อ้างอิงตัวบท มาตรา 64: “(2) ในกรณีอื่น งวดที่หนึ่งต้องชำระภายในสามสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งจำนวนภาษีที่ประเมิน”
มาตรา 64: “(2) ในกรณีอื่น งวดที่หนึ่งต้องชำระภายในสามสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งจำนวนภาษีที่ประเมิน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
บริษัท ค. จำกัดเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ได้ขายสินค้าให้นาย ก. ไปแล้ว ต่อมาเกิดเหตุการณ์ที่กฎหมายระบุ ทำให้มูลค่าสินค้าเพิ่มขึ้นและมีภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องคำนวณใหม่ แต่บริษัทมีเหตุจำเป็นจนไม่สามารถออกใบเพิ่มหนี้ได้ทันในเดือนภาษีที่เกิดเหตุการณ์ ตามประมวลรัษฎากร บริษัท ค. จำกัดต้องดำเนินการอย่างไร
- ก. ต้องออกใบเพิ่มหนี้ให้นาย ก. ในเดือนภาษีถัดจากเดือนที่เกิดเหตุการณ์ ✓
- ข. ไม่ต้องออกใบเพิ่มหนี้ให้นาย ก. เพราะไม่สามารถออกได้ทันเดือนภาษีที่เกิดเหตุการณ์
- ค. ยังคงต้องออกใบเพิ่มหนี้ให้นาย ก. ภายในเดือนภาษีที่เกิดเหตุการณ์
- ง. ต้องออกใบเพิ่มหนี้ให้นาย ก. ในเดือนภาษีที่สองถัดจากเดือนที่เกิดเหตุการณ์
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ต้องออกใบเพิ่มหนี้ให้นาย ก. ในเดือนภาษีถัดจากเดือนที่เกิดเหตุการณ์" ข้อเท็จจริงในกรณีนี้สัมพันธ์กับองค์ประกอบดังนี้: บริษัท ค. จำกัดเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน → “ผู้ประกอบการจดทะเบียน”; ขายสินค้าไปแล้ว → “ที่ได้ขายสินค้าหรือให้บริการไปแล้ว”; มูลค่าสินค้าเพิ่มขึ้นจากเหตุการณ์ที่กฎหมายระบุ → “มูลค่าของสินค้าหรือบริการมีจำนวนเพิ่มขึ้นเพราะเหตุการณ์ตามที่ระบุไว้”; มีภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องคำนวณใหม่ → “แต่ต้องคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มใหม่”; และมีเหตุจำเป็นจนออกใบเพิ่มหนี้ไม่ทันในเดือนที่เกิดเหตุการณ์ → “มีเหตุจำเป็นที่ไม่สามารถออกใบเพิ่มหนี้ได้ทันในเดือนภาษีที่มีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น” จึงต้องใช้ข้อยกเว้น ให้ออกใบเพิ่มหนี้แก่ผู้ซื้อในเดือนภาษีถัดจากเดือนที่เกิดเหตุการณ์ ตามมาตรา 86/9 แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ไม่ต้องออกใบเพิ่มหนี้ให้นาย ก. เพราะไม่สามารถออกได้ทันเดือนภาษีที่เกิดเหตุการณ์" ผิด: แหล่งข้อมูลยังคงกำหนดว่า “ก็ให้ออกใบเพิ่มหนี้” โดยเพียงเลื่อนกำหนดไปเป็นเดือนภาษีถัดไป • "ต้องออกใบเพิ่มหนี้ให้นาย ก. ในเดือนภาษีที่สองถัดจากเดือนที่เกิดเหตุการณ์" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ออกใน “เดือนภาษีถัดจากเดือนที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้น” ไม่ใช่เดือนภาษีที่สองถัดไป • "ยังคงต้องออกใบเพิ่มหนี้ให้นาย ก. ภายในเดือนภาษีที่เกิดเหตุการณ์" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดข้อยกเว้นว่า หากมีเหตุจำเป็นที่ไม่สามารถออกได้ทันในเดือนภาษีที่เกิดเหตุการณ์ ให้ออกในเดือนภาษีถัดไป อ้างอิงตัวบท มาตรา 86/9: “ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ได้ขายสินค้าหรือให้บริการไปแล้ว แต่ต้องคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มใหม่เนื่องจากมูลค่าของสินค้าหรือบริการมีจำนวนเพิ่มขึ้นเพราะเหตุการณ์ตามที่ระบุไว้ในมาตรา 82/9 ออกใบเพิ่มหนี้ให้กับผู้ซื้อสินค้า” มาตรา 86/9: “เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นที่ไม่สามารถออกใบเพิ่มหนี้ได้ทันในเดือนภาษีที่มีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น ก็ให้ออกใบเพิ่มหนี้ให้กับผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการในเดือนภาษีถัดจากเดือนที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้น”
มาตรา 86/9: “ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ได้ขายสินค้าหรือให้บริการไปแล้ว แต่ต้องคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มใหม่เนื่องจากมูลค่าของสินค้าหรือบริการมีจำนวนเพิ่มขึ้นเพราะเหตุการณ์ตามที่ระบุไว้ในมาตรา 82/9 ออกใบเพิ่มหนี้ให้กับผู้ซื้อสินค้า”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามมาตรา 69 ตรี ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) เฉพาะที่จ่ายให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งขายอสังหาริมทรัพย์ ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตราเท่าใด
- ก. ร้อยละ 5
- ข. ร้อยละ 2
- ค. ร้อยละ 3
- ง. ร้อยละ 1 ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ร้อยละ 1" มาตรา 69 ตรีกำหนดให้คำนวณหักภาษีเงินได้ไว้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 1 สำหรับเงินได้ดังกล่าว ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ร้อยละ 3" ผิด: ข้อความในมาตรา 69 ตรีระบุให้คำนวณหักภาษีเงินได้ไว้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 1 • "ร้อยละ 5" ผิด: มาตรา 69 ตรีกำหนดอัตราร้อยละ 1 จึงไม่ใช่ร้อยละ 5 • "ร้อยละ 2" ผิด: มาตรา 69 ตรีกำหนดอัตราร้อยละ 1 ไม่ใช่ร้อยละ 2 มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 40 (8): “(8) เงินได้จากการธุรกิจ การพาณิชย์ การเกษตร การอุตสาหกรรม การขนส่ง หรือการอื่นนอกจากที่ระบุไว้ใน (1) ถึง (7) แล้ว” อ้างอิงตัวบท มาตรา 69 ตรี: “คำนวณหักภาษีเงินได้ไว้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 1”
มาตรา 69 ตรี: “คำนวณหักภาษีเงินได้ไว้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 1”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
บริษัท ค. จำกัด เป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีจากกิจการที่ไม่ใช่การขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร และมีสถานประกอบการหลายแห่ง บริษัทได้ยื่นคำร้องต่ออธิบดีขอยื่นแบบแสดงรายการภาษีรวมกัน ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่แห่งหนึ่ง ต่อมาอธิบดีพิจารณาเห็นสมควรและอนุมัติคำร้อง ข้อใดเป็นผลตามประมวลรัษฎากร
- ก. บริษัทยังต้องแยกยื่นแบบเป็นรายสถานประกอบการ แม้อธิบดีอนุมัติให้ยื่นรวมกันแล้ว
- ข. บริษัทต้องยื่นแบบและชำระภาษีขณะจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมต่อพนักงานผู้รับจดทะเบียน
- ค. บริษัทสามารถยื่นแบบแสดงรายการภาษีรวมกัน ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่แห่งที่ได้รับอนุมัติได้ ✓
- ง. บริษัทสามารถยื่นแบบรวมกันได้ตั้งแต่ยื่นคำร้อง แม้อธิบดียังไม่ได้พิจารณาอนุมัติ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "บริษัทสามารถยื่นแบบแสดงรายการภาษีรวมกัน ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่แห่งที่ได้รับอนุมัติได้" ข้อเท็จจริงว่าเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษี → “ผู้มีหน้าที่เสียภาษี”; กิจการไม่ใช่การขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร → ข้อยกเว้นเฉพาะ “สำหรับกิจการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร” จึงไม่เข้าเงื่อนไข; มีสถานประกอบการหลายแห่ง → “มีสถานประกอบการหลายแห่ง”; ยื่นคำร้องขอยื่นรวม ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่แห่งหนึ่ง → “ยื่นคำร้องต่ออธิบดีขอยื่นแบบแสดงรายการภาษีรวมกัน ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่แห่งใดแห่งหนึ่ง”; อธิบดีเห็นสมควรและอนุมัติ → “เมื่ออธิบดีพิจารณาเห็นสมควร” และ “จะอนุมัติก็ได้” ดังนั้นบริษัทจึงยื่นแบบรวมกัน ณ สถานที่ที่ได้รับอนุมัติได้ ตามมาตรา 91/10 แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "บริษัทต้องยื่นแบบและชำระภาษีขณะจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมต่อพนักงานผู้รับจดทะเบียน" ผิด: การยื่นขณะจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมใช้แก่กิจการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร แต่โจทย์ระบุว่าไม่ใช่กิจการดังกล่าว • "บริษัทสามารถยื่นแบบรวมกันได้ตั้งแต่ยื่นคำร้อง แม้อธิบดียังไม่ได้พิจารณาอนุมัติ" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า “เมื่ออธิบดีพิจารณาเห็นสมควรจะอนุมัติก็ได้” จึงมิใช่ผลที่เกิดจากการยื่นคำร้องเพียงอย่างเดียว • "บริษัทยังต้องแยกยื่นแบบเป็นรายสถานประกอบการ แม้อธิบดีอนุมัติให้ยื่นรวมกันแล้ว" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดข้อยกเว้นให้ขอยื่นรวมกันได้ และเมื่ออธิบดีพิจารณาเห็นสมควรจะอนุมัติก็ได้ อ้างอิงตัวบท มาตรา 91/10: “ถ้ามีผู้มีหน้าที่เสียภาษีมีสถานประกอบการหลายแห่ง การยื่นแบบแสดงรายการภาษีและการชำระภาษีตามวรรคหนึ่งให้แยกยื่นเป็นรายสถานประกอบการ ทั้งนี้ เว้นแต่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีจะยื่นคำร้องต่ออธิบดีขอยื่นแบบแสดงรายการภาษีรวมกัน ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่แห่งใดแห่งหนึ่ง หรือ ณ สถานที่ที่อธิบดีกำหนดตามวรรคสามก็ได้ และเมื่ออธิบดีพิจารณาเห็นสมควรจะอนุมัติก็ได้”
มาตรา 91/10: “ถ้ามีผู้มีหน้าที่เสียภาษีมีสถานประกอบการหลายแห่ง การยื่นแบบแสดงรายการภาษีและการชำระภาษีตามวรรคหนึ่งให้แยกยื่นเป็นรายสถานประกอบการ ทั้งนี้ เว้นแต่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีจะยื่นคำร้องต่ออธิบดีขอยื่นแบบแสดงรายการภาษีรวมกัน ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่แห่งใดแห่งหนึ่ง หรือ ณ สถานที่ที่อธิบดีกำหนดตามวรรคสามก็ได้ และเมื่ออธิบดีพิจารณาเห็นสมควรจะอนุมัติก็ได้”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อใดอธิบายหลักการตีราคาทรัพย์สินกรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลควบเข้ากันได้ถูกต้องตามมาตรา 74
- ก. ตีทรัพย์สินตามราคาบัญชีในวันที่ควบเข้ากัน และบริษัทใหม่ถือราคาตลาดเพื่อคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิ
- ข. ตีทรัพย์สินตามราคาตลาดในวันที่ควบเข้ากัน แต่บริษัทใหม่ถือราคาตามบัญชีเดิมเพื่อคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิ ✓
- ค. ตีทรัพย์สินตามราคาตลาดในวันที่ควบเข้ากัน และบริษัทเดิมถือราคาดังกล่าวเป็นรายได้หรือรายจ่าย
- ง. ตีทรัพย์สินตามราคาตลาดในวันเลิก และบริษัทใหม่ถือราคาตามบัญชีเดิมเพื่อคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ตีทรัพย์สินตามราคาตลาดในวันที่ควบเข้ากัน แต่บริษัทใหม่ถือราคาตามบัญชีเดิมเพื่อคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิ" มาตรา 74 (1) (ข) กำหนดให้กรณีควบเข้ากันตีทรัพย์สินตามราคาตลาดในวันที่ควบเข้ากัน แต่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใหม่ต้องถือราคาตามบัญชีของบริษัทเดิมเพื่อคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ตีทรัพย์สินตามราคาบัญชีในวันที่ควบเข้ากัน และบริษัทใหม่ถือราคาตลาดเพื่อคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิ" ผิด: มาตรา 74 (1) (ข) กำหนดให้ตีตามราคาตลาดในวันที่ควบเข้ากัน แต่ให้บริษัทใหม่ถือราคาตามที่ปรากฏในบัญชีของบริษัทเดิม • "ตีทรัพย์สินตามราคาตลาดในวันเลิก และบริษัทใหม่ถือราคาตามบัญชีเดิมเพื่อคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิ" ผิด: มาตรา 74 (1) (ข) กำหนดกรณีควบเข้ากันให้ตีตามราคาตลาดในวันที่ควบเข้ากัน มิใช่ในวันเลิก • "ตีทรัพย์สินตามราคาตลาดในวันที่ควบเข้ากัน และบริษัทเดิมถือราคาดังกล่าวเป็นรายได้หรือรายจ่าย" ผิด: มาตรา 74 (1) (ข) ระบุว่าไม่ให้ถือว่าราคาดังกล่าวเป็นรายได้หรือรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเดิม อ้างอิงตัวบท มาตรา 74: “ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลควบเข้ากันให้ตีตามราคาตลาดในวันที่ควบเข้ากัน” มาตรา 74: “และให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใหม่อันได้ควบเข้ากันถือราคาของทรัพย์สินนั้นตามราคาที่ปรากฏในบัญชีของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเดิมในวันที่ควบเข้ากันเพื่อประโยชน์ในการคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิ”
มาตรา 74: “ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลควบเข้ากันให้ตีตามราคาตลาดในวันที่ควบเข้ากัน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามมาตรา 82/10 ผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องนำภาษีขายที่คำนวณจากมูลค่าของสินค้าหรือบริการที่ลดลงมาหักออกจากภาษีขายของตนในเดือนภาษีใด
- ก. เดือนภาษีที่ได้ออกใบลดหนี้ ✓
- ข. เดือนภาษีที่ได้รับใบลดหนี้
- ค. เดือนภาษีที่ขายสินค้าหรือให้บริการ
- ง. เดือนภาษีถัดจากเดือนที่ออกใบลดหนี้
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เดือนภาษีที่ได้ออกใบลดหนี้" มาตรา 82/10 กำหนดให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนนำภาษีขายที่คำนวณจากมูลค่าของสินค้าหรือบริการที่ลดลงมาหักออกจากภาษีขายของตนในเดือนภาษีที่ได้ออกใบลดหนี้ตามมาตรา 86/10 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เดือนภาษีที่ขายสินค้าหรือให้บริการ" ผิด: มาตรา 82/10 กำหนดเดือนภาษีที่ได้ออกใบลดหนี้เป็นเดือนสำหรับหักภาษีขายที่ลดลง • "เดือนภาษีถัดจากเดือนที่ออกใบลดหนี้" ผิด: มาตรา 82/10 ระบุว่าให้หักในเดือนภาษีที่ได้ออกใบลดหนี้ มิใช่เดือนภาษีถัดไป • "เดือนภาษีที่ได้รับใบลดหนี้" ผิด: มาตรา 82/10 กำหนดให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนหักภาษีขายในเดือนภาษีที่ได้ออกใบลดหนี้ ส่วนเดือนที่ได้รับใบลดหนี้ใช้กับการหักออกจากภาษีซื้อของผู้ได้รับใบลดหนี้ มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 86/10: “มาตรา 86/10 ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ได้ขายสินค้าหรือให้บริการไปแล้ว แต่ต้องคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มใหม่เนื่องจากมูลค่าของสินค้าหรือบริการมีจำนวนลดลงเพราะเหตุการณ์ตามที่ระบุไว้ในมาตรา 82/10 ออกใบลดหนี้ให้กับผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการในเดือนภาษีที่เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นไม่สามารถออกใบลดหนี้ได้ทันในเดือนภาษีที่มีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นก็ให้ออกใบลดหนี้ให้กับผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการในเดือนภาษีถัดจากเดือนที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้น” อ้างอิงตัวบท มาตรา 82/10: “ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนดังกล่าวนำภาษีขายที่คำนวณจากมูลค่าของสินค้าหรือบริการที่ลดลงนั้นมาหักออกจากภาษีขายของตนในเดือนภาษีที่ได้ออกใบลดหนี้ตามมาตรา 86/10”
มาตรา 82/10: “ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนดังกล่าวนำภาษีขายที่คำนวณจากมูลค่าของสินค้าหรือบริการที่ลดลงนั้นมาหักออกจากภาษีขายของตนในเดือนภาษีที่ได้ออกใบลดหนี้ตามมาตรา 86/10”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามมาตรา 91/8 ผู้มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับกิจการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร ต้องเสียภาษีในเวลาใด
- ก. ในเดือนภาษีของผู้มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะ
- ข. ภายหลังจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์นั้น
- ค. ก่อนจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์นั้น
- ง. ในขณะที่จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์นั้น ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ในขณะที่จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์นั้น" มาตรา 91/8 กำหนดให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีสำหรับกิจการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรเสียภาษีในขณะที่จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์นั้น ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ก่อนจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์นั้น" ผิด: มาตรา 91/8 ระบุว่าให้เสียภาษี “ในขณะที่จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม” ไม่ใช่ก่อนจดทะเบียน • "ภายหลังจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์นั้น" ผิด: มาตรา 91/8 ระบุว่าให้เสียภาษี “ในขณะที่จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม” ไม่ใช่ภายหลังจดทะเบียน • "ในเดือนภาษีของผู้มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะ" ผิด: มาตรา 91/8 กำหนดมิให้นำความในวรรคหนึ่งมาใช้บังคับแก่กรณีนี้ และให้เสียภาษีในขณะที่จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์นั้น มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 91/8 วรรค 1: “มาตรา 91/8 ให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะเสียภาษีโดยคำนวณจากฐานภาษีตามมาตรา 91/5 ในเดือนภาษีของผู้มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามอัตราภาษีที่กำหนดไว้ตามมาตรา 91/6 แต่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีมีสิทธิอุทธรณ์การประเมินภาษีตามบทบัญญัติว่าด้วยการอุทธรณ์ในส่วน 2 หมวด 2 ลักษณะ 2” อ้างอิงตัวบท มาตรา 91/8: “ความในวรรคหนึ่งและวรรคสองมิให้ใช้บังคับแก่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับกิจการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรตามมาตรา 91/2 (6) และให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีกรณีดังกล่าวเสียภาษีโดยคำนวณจากฐานภาษีตามมาตรา 91/5 (6) ในขณะที่จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์นั้น”
มาตรา 91/8: “ความในวรรคหนึ่งและวรรคสองมิให้ใช้บังคับแก่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับกิจการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรตามมาตรา 91/2 (6) และให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีกรณีดังกล่าวเสียภาษีโดยคำนวณจากฐานภาษีตามมาตรา 91/5 (6) ในขณะที่จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์นั้น”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
นาย ก. ไม่ชำระภาษีให้ครบถ้วนภายในกำหนดเวลาและไม่ได้รับอนุมัติจากอธิบดีให้ขยายเวลา เมื่อคำนวณเงินเพิ่มจนถึงวันชำระภาษี ปรากฏว่าเงินเพิ่มสูงกว่าจำนวนภาษีที่ต้องชำระ ตามประมวลรัษฎากร ผลเป็นอย่างไร
- ก. เงินเพิ่มต้องไม่เกินสองเท่าของจำนวนภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่ง
- ข. ให้เรียกเงินเพิ่มตามจำนวนที่คำนวณได้แม้เกินภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่ง
- ค. เงินเพิ่มต้องไม่เกินจำนวนภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่ง ✓
- ง. เงินเพิ่มให้ลดเหลือร้อยละ 0.75 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เงินเพิ่มต้องไม่เกินจำนวนภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่ง" นาย ก. → “บุคคลใด”; ไม่ชำระภาษีให้ครบถ้วน → “ไม่ชำระภาษีหรือนำส่งภาษีให้ครบถ้วน”; ภายในกำหนดเวลา → “ภายในกำหนดเวลาตามบทบัญญัติในหมวดนี้”; ไม่ได้รับอนุมัติให้ขยายเวลา → ไม่เข้าเงื่อนไข “อธิบดีอนุมัติให้ขยายเวลาเสียภาษี”; คำนวณจนถึงวันชำระภาษี → “การคำนวณเงินเพิ่ม” และ “จนถึงวันชำระภาษีหรือนำส่งภาษี”; เงินเพิ่มสูงกว่าภาษีที่ต้องชำระ → “เงินเพิ่มที่คำนวณได้มิให้เกินจำนวนภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่ง” ดังนั้นต้องจำกัดเงินเพิ่มไม่ให้เกินจำนวนภาษี ตามมาตรา 89/1 แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เงินเพิ่มให้ลดเหลือร้อยละ 0.75 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน" ผิด: อัตราร้อยละ 0.75 ใช้ในกรณีที่ “อธิบดีอนุมัติให้ขยายเวลาเสียภาษี” และมีการชำระภายในเวลาที่ขยายให้ แต่กรณีนี้ไม่ได้รับอนุมัติ • "เงินเพิ่มต้องไม่เกินสองเท่าของจำนวนภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่ง" ผิด: แหล่งที่มากำหนดเพดานไว้เพียง “จำนวนภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่ง” ไม่ใช่สองเท่าของจำนวนดังกล่าว • "ให้เรียกเงินเพิ่มตามจำนวนที่คำนวณได้แม้เกินภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่ง" ผิด: แหล่งที่มากำหนดว่า “แต่เงินเพิ่มที่คำนวณได้มิให้เกินจำนวนภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่ง” อ้างอิงตัวบท มาตรา 89/1: “แต่เงินเพิ่มที่คำนวณได้มิให้เกินจำนวนภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่ง”
มาตรา 89/1: “แต่เงินเพิ่มที่คำนวณได้มิให้เกินจำนวนภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่ง”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามมาตรา 42 ทวิ เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ (2) เมื่อหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมารวมกันแล้ว ต้องไม่เกินจำนวนเท่าใด
- ก. 60,000 บาท
- ข. 100,000 บาท ✓
- ค. 120,000 บาท
- ง. 80,000 บาท
Explanation: คำตอบที่ถูก: "100,000 บาท" มาตรา 42 ทวิ กำหนดให้เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ (2) หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาได้ร้อยละ 50 แต่รวมกันต้องไม่เกิน 100,000 บาท ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "60,000 บาท" ผิด: มาตรา 42 ทวิ ระบุว่าเมื่อรวมกันต้องไม่เกิน 100,000 บาท • "120,000 บาท" ผิด: มาตรา 42 ทวิ กำหนดให้รวมกันต้องไม่เกิน 100,000 บาท • "80,000 บาท" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดจำนวนสูงสุดไว้ที่ 100,000 บาท ไม่ใช่ 80,000 บาท มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 40 (1): “(1) เงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงานไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่นายจ้างให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่นายจ้างจ่ายชำระหนี้ใด ๆ ซึ่งลูกจ้างมีหน้าที่ต้องชำระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน” อ้างอิงตัวบท มาตรา 42 ทวิ: “แต่รวมกันต้องไม่เกิน 100,000 บาท”
มาตรา 42 ทวิ: “แต่รวมกันต้องไม่เกิน 100,000 บาท”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
บริษัท ค. จำกัดเป็นบริษัทจดทะเบียน และรอบระยะเวลาบัญชีนี้มีระยะเวลาสิบสองเดือน ตามประมวลรัษฎากร บริษัท ค. จำกัดต้องคำนวณและชำระภาษีสำหรับรอบระยะเวลาหกเดือนอย่างไร
- ก. ให้คำนวณและชำระภาษีจากกำไรสุทธิของรอบระยะเวลาหกเดือนนับแต่วันแรกของรอบระยะเวลาบัญชี ตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี ✓
- ข. ให้คำนวณและชำระภาษีจากกำไรสุทธิของรอบระยะเวลาสิบสองเดือนนับแต่วันแรกของรอบระยะเวลาบัญชี ตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี
- ค. ให้จัดทำประมาณการกำไรสุทธิทั้งรอบระยะเวลาบัญชี แล้วคำนวณและชำระภาษีจากจำนวนกึ่งหนึ่งของประมาณการกำไรสุทธินั้น
- ง. ไม่ต้องยื่นรายการและชำระภาษีก่อนกำหนด เพราะความในวรรคหนึ่งไม่ใช้บังคับแก่รอบระยะเวลาบัญชีที่มีระยะเวลาสิบสองเดือน
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ให้คำนวณและชำระภาษีจากกำไรสุทธิของรอบระยะเวลาหกเดือนนับแต่วันแรกของรอบระยะเวลาบัญชี ตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี" ข้อเท็จจริงว่า “เป็นบริษัทจดทะเบียน” → “ในกรณีบริษัทจดทะเบียน” จึงเลือกหลักเกณฑ์ใน (2) ส่วนข้อเท็จจริงว่ารอบระยะเวลาบัญชี “มีระยะเวลาสิบสองเดือน” → ไม่เข้าเงื่อนไข “รอบระยะเวลาบัญชีแรก หรือรอบระยะเวลาบัญชีสุดท้ายน้อยกว่าสิบสองเดือน” ดังนั้น บริษัท ค. จำกัดต้องคำนวณและชำระภาษีจากกำไรสุทธิของรอบระยะเวลาหกเดือนนับแต่วันแรกของรอบระยะเวลาบัญชี ตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี ตามมาตรา 67 ทวิ (2) แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ไม่ต้องยื่นรายการและชำระภาษีก่อนกำหนด เพราะความในวรรคหนึ่งไม่ใช้บังคับแก่รอบระยะเวลาบัญชีที่มีระยะเวลาสิบสองเดือน" ผิด: แหล่งข้อมูลยกเว้นเฉพาะบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งมีรอบระยะเวลาบัญชีแรกหรือรอบระยะเวลาบัญชีสุดท้ายน้อยกว่าสิบสองเดือน • "ให้จัดทำประมาณการกำไรสุทธิทั้งรอบระยะเวลาบัญชี แล้วคำนวณและชำระภาษีจากจำนวนกึ่งหนึ่งของประมาณการกำไรสุทธินั้น" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้บริษัทจดทะเบียนคำนวณและชำระภาษีจากกำไรสุทธิของรอบระยะเวลาหกเดือน มิใช่จากกึ่งหนึ่งของประมาณการกำไรสุทธิทั้งรอบระยะเวลาบัญชี • "ให้คำนวณและชำระภาษีจากกำไรสุทธิของรอบระยะเวลาสิบสองเดือนนับแต่วันแรกของรอบระยะเวลาบัญชี ตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าให้คำนวณจากกำไรสุทธิของรอบระยะเวลาหกเดือนนับแต่วันแรกของรอบระยะเวลาบัญชี มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 67 ทวิ วรรค 1: “มาตรา 67 ทวิ เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีก่อนถึงกำหนดเวลาตามมาตรา 68 ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดพร้อมกับชำระภาษีต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ภายในสองเดือนนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาหกเดือนนับแต่วันแรกของรอบระยะเวลาบัญชี ดังนี้” • มาตรา 65 ทวิ: “มาตรา 65 ทวิ การคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิในส่วนนี้ให้เป็นไปตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้ (1) รายการที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ตรี ไม่ให้ถือเป็นรายจ่าย (2) ค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สิน ให้หักได้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และอัตราที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา การหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาดังกล่าว ให้คำนวณหักตามส่วนเฉลี่ยแห่งระยะเวลาที่ได้ทรัพย์สินนั้นมา” • มาตรา 65 ตรี: “มาตรา 65 ตรี รายการต่อไปนี้ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ” อ้างอิงตัวบท มาตรา 67 ทวิ: “(2) ในกรณีบริษัทจดทะเบียน ธนาคารพาณิชย์ตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์” มาตรา 67 ทวิ: “ให้คำนวณและชำระภาษีจากกำไรสุทธิของรอบระยะเวลาหกเดือนนับแต่วันแรกของรอบระยะเวลาบัญชี” มาตรา 67 ทวิ: “ให้คำนวณและชำระภาษีจากกำไรสุทธิของรอบระยะเวลาหกเดือนนับแต่วันแรกของรอบระยะเวลาบัญชี ตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี” มาตรา 67 ทวิ: “ตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี”
มาตรา 67 ทวิ: “(2) ในกรณีบริษัทจดทะเบียน ธนาคารพาณิชย์ตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามมาตรา 35 ตรี ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา 71 ตรี หรือยื่นรายงาน เอกสาร หรือหลักฐานโดยแสดงข้อมูลไม่ถูกต้องครบถ้วนโดยไม่มีเหตุอันสมควร ต้องระวางโทษอย่างไร
- ก. ปรับไม่เกินสามแสนบาท
- ข. ปรับไม่เกินสองแสนบาท ✓
- ค. ปรับไม่เกินห้าแสนบาท
- ง. ปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ปรับไม่เกินสองแสนบาท" มาตรา 35 ตรีกำหนดว่า ผู้กระทำดังกล่าวโดยไม่มีเหตุอันสมควรต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองแสนบาท ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท" ผิด: มาตรา 35 ตรีกำหนดให้ปรับไม่เกินสองแสนบาท มิใช่หนึ่งแสนบาท • "ปรับไม่เกินสามแสนบาท" ผิด: มาตรา 35 ตรีระบุจำนวนค่าปรับสูงสุดไว้ที่สองแสนบาท มิใช่สามแสนบาท • "ปรับไม่เกินห้าแสนบาท" ผิด: ข้อความในมาตรา 35 ตรีกำหนดโทษปรับไม่เกินสองแสนบาท มิใช่ห้าแสนบาท มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 71 ตรี: “มาตรา 71 ตรี ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลอื่นในลักษณะของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันตามมาตรา 71 ทวิ วรรคสอง ไม่ว่าความสัมพันธ์นั้นจะมีอยู่ตลอดรอบระยะเวลาบัญชีหรือมีธุรกรรมระหว่างกันในรอบระยะเวลาบัญชีหรือไม่ จัดทำรายงานข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันและมูลค่ารวมของธุรกรรมระหว่างกันในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชีตามแบบที่อธิบดีกำหนด และยื่นต่อเจ้าพนักงานประเมินพร้อมกับการยื่นรายการภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 69” อ้างอิงตัวบท มาตรา 35 ตรี: “ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองแสนบาท”
มาตรา 35 ตรี: “ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองแสนบาท”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ผู้กระทำการตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 37 แห่งประมวลรัษฎากร ต้องระวางโทษเท่าใด
- ก. จำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองแสนบาท
- ข. จำคุกตั้งแต่สามเดือนถึงห้าปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองแสนบาท
- ค. จำคุกตั้งแต่สามเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองแสนบาท ✓
- ง. จำคุกตั้งแต่สามเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่ห้าพันบาทถึงหนึ่งแสนบาท
Explanation: คำตอบที่ถูก: "จำคุกตั้งแต่สามเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองแสนบาท" มาตรา 37 กำหนดให้ผู้กระทำการตามที่บัญญัติไว้ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองแสนบาท ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "จำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองแสนบาท" ผิด: มาตรา 37 กำหนดโทษจำคุกขั้นต่ำไว้ที่สามเดือน ไม่ใช่หกเดือน • "จำคุกตั้งแต่สามเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่ห้าพันบาทถึงหนึ่งแสนบาท" ผิด: มาตรา 37 กำหนดค่าปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองแสนบาท • "จำคุกตั้งแต่สามเดือนถึงห้าปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองแสนบาท" ผิด: มาตรา 37 กำหนดโทษจำคุกขั้นสูงไว้ที่เจ็ดปี ไม่ใช่ห้าปี อ้างอิงตัวบท มาตรา 37: “ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามเดือนถึงเจ็ดปี” มาตรา 37: “และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองแสนบาท”
มาตรา 37: “ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามเดือนถึงเจ็ดปี”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
บริษัท ก. จำกัด จ่ายเงินได้พึงประเมินประเภท (3) จากประเทศไทยให้บริษัท ค. ซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศและมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย โดยเงินได้นี้มิใช่ดอกเบี้ยจากรัฐบาลหรือสถาบันการเงินตามกรณียกเว้น ตามประมวลรัษฎากร บริษัท ก. จำกัดต้องนำส่งภาษีภายในกำหนดใด
- ก. ภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่จ่ายเงินได้พึงประเมินนั้น
- ข. ภายในสิบห้าวันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้พึงประเมินนั้น
- ค. ไม่ต้องนำส่งภาษี เพราะผู้รับเงินมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย
- ง. ภายในเจ็ดวันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้พึงประเมินนั้น ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ภายในเจ็ดวันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้พึงประเมินนั้น" ข้อเท็จจริงในกรณีนี้เชื่อมกับองค์ประกอบดังนี้: บริษัท ค. ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศ → “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ”; มิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย → “มิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย”; ได้รับเงินได้ประเภท (3) ที่จ่ายจากประเทศไทย → “ได้รับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2)(3) (4) (5) หรือ (6) ที่จ่ายจากหรือในประเทศไทย”; บริษัท ก. เป็นผู้จ่าย → “ผู้จ่าย”; เงินได้มิใช่ดอกเบี้ยตามกรณียกเว้น → ไม่เข้าเงื่อนไข “เงินได้พึงประเมินที่เป็นดอกเบี้ยจากรัฐบาลหรือสถาบันการเงิน...” ดังนั้นกำหนดเวลา คือ “ภายในเจ็ดวันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้พึงประเมินนั้น” ตามมาตรา 70 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ภายในสิบห้าวันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้พึงประเมินนั้น" ผิด: แหล่งที่มากำหนดระยะเวลาไว้ว่า “ภายในเจ็ดวัน” ไม่ใช่ภายในสิบห้าวัน • "ภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่จ่ายเงินได้พึงประเมินนั้น" ผิด: แหล่งที่มากำหนดให้เริ่มนับจาก “วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้พึงประเมินนั้น” มิใช่วันที่จ่ายเงินได้ • "ไม่ต้องนำส่งภาษี เพราะผู้รับเงินมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย" ผิด: แหล่งที่มากำหนดกรณีบริษัทต่างประเทศที่มิได้ประกอบกิจการในประเทศไทยแต่ได้รับเงินได้ประเภทที่ระบุว่า ให้ผู้จ่ายหักภาษีแล้วนำส่ง และข้อเท็จจริงไม่เข้ากรณียกเว้นเรื่องดอกเบี้ย มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 40 (2): “(2) เงินได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้ ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียม ค่านายหน้า ค่าส่วนลด เงินอุดหนุนในงานที่ทำ เบี้ยประชุม บำเหน็จ โบนัส เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่ผู้จ่ายเงินได้ให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่ผู้จ่ายเงินได้จ่ายชำระหนี้ใด ๆ ซึ่งผู้มีเงินได้มีหน้าที่ต้องชำระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้นั้น ไม่ว่าหน้าที่หรือตำแหน่งงานหรืองานที่รับทำให้นั้นจะเป็นการประจำหรือชั่วคราว” • มาตรา 40 (3): “(3) ค่าแห่งกู๊ดวิลล์ ค่าแห่งลิขสิทธิ์ หรือสิทธิอย่างอื่น เงินปีหรือเงินได้มีลักษณะเป็นเงินรายปีอันได้มาจากพินัยกรรม นิติกรรมอย่างอื่น หรือคำพิพากษาของศาล” • มาตรา 40 (4): “(4) เงินได้ที่เป็น” • มาตรา 40 (5): “(5) เงินหรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้เนื่องจาก” • มาตรา 70 วรรค 1: “มาตรา 70 บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทยแต่ได้รับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2)(3) (4) (5) หรือ (6) ที่จ่ายจากหรือในประเทศไทย ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นเสียภาษี โดยให้ผู้จ่ายหักภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่ายตามอัตราภาษีเงินได้สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล แล้วนำส่งอำเภอท้องที่พร้อมกับยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดภายในเจ็ดวันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้พึงประเมินนั้น ทั้งนี้ ให้นำมาตรา 54 มาใช้บังคับโดยอนุโลม” • มาตรา 70 วรรค 2: “ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ ได้รับเงินได้พึงประเมินที่เป็นดอกเบี้ยจากรัฐบาลหรือสถาบันการเงินที่มีกฎหมายโดยเฉพาะของประเทศไทยจัดตั้งขึ้นสำหรับให้กู้ยืมเงินเพื่อส่งเสริมเกษตรกรรม พาณิชยกรรม หรืออุตสาหกรรม” อ้างอิงตัวบท มาตรา 70: “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทยแต่ได้รับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2)(3) (4) (5) หรือ (6) ที่จ่ายจากหรือในประเทศไทย ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นเสียภาษี โดยให้ผู้จ่ายหักภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่ายตามอัตราภาษีเงินได้สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล แล้วนำส่งอำเภอท้องที่พร้อมกับยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดภายในเจ็ดวันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้พึงประเมินนั้น”
มาตรา 70: “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทยแต่ได้รับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2)(3) (4) (5) หรือ (6) ที่จ่ายจากหรือในประเทศไทย ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นเสียภาษี โดยให้ผู้จ่ายหักภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่ายตามอัตราภาษีเงินได้สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล แล้วนำส่งอำเภอท้องที่พร้อมกับยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดภายในเจ็ดวันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้พึงประเมินนั้น”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อใดอธิบายอำนาจตามมาตรา 12 ตรี เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามมาตรา 12 ได้ถูกต้อง
- ก. ผู้มีอำนาจตามมาตรา 12 หรือสรรพากรจังหวัดมีอำนาจออกหมายเรียก สั่งให้นำหลักฐานมาตรวจสอบ และออกคำสั่งเป็นหนังสือให้เจ้าพนักงานสรรพากรตรวจค้นหรือยึดหลักฐาน ✓
- ข. ผู้มีอำนาจตามมาตรา 12 หรือสรรพากรจังหวัดออกหมายเรียกได้เฉพาะผู้ต้องรับผิดชำระภาษีอากรค้าง แต่เรียกบุคคลอื่นไม่ได้
- ค. อำนาจออกหมายเรียก สั่งให้นำหลักฐาน และสั่งตรวจค้นหรือยึดหลักฐานเป็นของผู้มีอำนาจตามมาตรา 12 โดยสรรพากรจังหวัดไม่มีอำนาจดังกล่าว
- ง. ผู้มีอำนาจตามมาตรา 12 หรือสรรพากรจังหวัดต้องตรวจค้นหรือยึดหลักฐานด้วยตนเอง โดยไม่ออกคำสั่งให้เจ้าพนักงานสรรพากร
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ผู้มีอำนาจตามมาตรา 12 หรือสรรพากรจังหวัดมีอำนาจออกหมายเรียก สั่งให้นำหลักฐานมาตรวจสอบ และออกคำสั่งเป็นหนังสือให้เจ้าพนักงานสรรพากรตรวจค้นหรือยึดหลักฐาน" มาตรา 12 ตรีให้อำนาจแก่ทั้งผู้มีอำนาจตามมาตรา 12 หรือสรรพากรจังหวัดในการออกหมายเรียก สั่งให้นำบัญชี เอกสาร หรือหลักฐานมาตรวจสอบ และออกคำสั่งเป็นหนังสือให้เจ้าพนักงานสรรพากรตรวจค้นหรือยึดหลักฐาน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ผู้มีอำนาจตามมาตรา 12 หรือสรรพากรจังหวัดต้องตรวจค้นหรือยึดหลักฐานด้วยตนเอง โดยไม่ออกคำสั่งให้เจ้าพนักงานสรรพากร" ผิด: มาตรา 12 ตรี (3) กำหนดให้ออกคำสั่งเป็นหนังสือให้เจ้าพนักงานสรรพากรทำการตรวจค้นหรือยึด • "ผู้มีอำนาจตามมาตรา 12 หรือสรรพากรจังหวัดออกหมายเรียกได้เฉพาะผู้ต้องรับผิดชำระภาษีอากรค้าง แต่เรียกบุคคลอื่นไม่ได้" ผิด: มาตรา 12 ตรี (1) ให้อำนาจออกหมายเรียกทั้งผู้ต้องรับผิดชำระภาษีอากรค้างและบุคคลใด ๆ ที่มีเหตุอันควรเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์แก่การจัดเก็บภาษีอากรค้าง • "อำนาจออกหมายเรียก สั่งให้นำหลักฐาน และสั่งตรวจค้นหรือยึดหลักฐานเป็นของผู้มีอำนาจตามมาตรา 12 โดยสรรพากรจังหวัดไม่มีอำนาจดังกล่าว" ผิด: มาตรา 12 ตรีระบุให้ผู้มีอำนาจตามมาตรา 12 หรือสรรพากรจังหวัดมีอำนาจดำเนินการตาม (1) ถึง (3) มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 12: “มาตรา 12 ภาษีอากรซึ่งต้องเสียหรือนำส่งตามลักษณะนี้ เมื่อถึงกำหนดชำระแล้ว ถ้ามิได้เสียหรือนำส่ง ให้ถือเป็นภาษีอากรค้าง” อ้างอิงตัวบท มาตรา 12 ตรี: “ให้ผู้มีอำนาจตามมาตรา 12 หรือสรรพากรจังหวัดมีอำนาจ (1) ออกหมายเรียกผู้ต้องรับผิดชำระภาษีอากรค้าง” มาตรา 12 ตรี: “(2) สั่งบุคคลดังกล่าวใน (1) ให้นำบัญชี เอกสาร หรือหลักฐานอื่นอันจำเป็นแก่การจัดเก็บภาษีอากรค้างมาตรวจสอบ” มาตรา 12 ตรี: “(3) ออกคำสั่งเป็นหนังสือให้เจ้าพนักงานสรรพากรทำการตรวจค้น” มาตรา 12 ตรี: “หรือยึดบัญชี เอกสาร หรือหลักฐานอื่นของบุคคลดังกล่าวใน (1)”
มาตรา 12 ตรี: “ให้ผู้มีอำนาจตามมาตรา 12 หรือสรรพากรจังหวัดมีอำนาจ (1) ออกหมายเรียกผู้ต้องรับผิดชำระภาษีอากรค้าง”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
บริษัท ค. จำกัด ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ มิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย และได้รับเงินได้พึงประเมินที่เป็นดอกเบี้ยจากรัฐบาล ข้อใดเป็นผลตามประมวลรัษฎากร
- ก. ผู้จ่ายต้องหักภาษีจากดอกเบี้ยดังกล่าว แต่นำส่งโดยไม่ต้องยื่นรายการ
- ข. บริษัทต้องเสียภาษีจากดอกเบี้ยดังกล่าว แต่ผู้จ่ายไม่ต้องหักภาษีจากเงินได้
- ค. ให้นำความในวรรคหนึ่งมาใช้บังคับ โดยผู้จ่ายต้องหักภาษีจากดอกเบี้ยดังกล่าว
- ง. มิให้นำความในวรรคหนึ่งมาใช้บังคับแก่ดอกเบี้ยที่บริษัทได้รับจากรัฐบาล ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "มิให้นำความในวรรคหนึ่งมาใช้บังคับแก่ดอกเบี้ยที่บริษัทได้รับจากรัฐบาล" บริษัท ค. จำกัดตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ → “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ”; มิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย → “มิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย”; ได้รับเงินได้พึงประเมินที่เป็นดอกเบี้ย → “ได้รับเงินได้พึงประเมินที่เป็นดอกเบี้ย”; และได้รับจากรัฐบาล → “จากรัฐบาล” จึงเข้าข้อยกเว้นที่กำหนดว่า “ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับ” ตามมาตรา 70 วรรคสอง ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "บริษัทต้องเสียภาษีจากดอกเบี้ยดังกล่าว แต่ผู้จ่ายไม่ต้องหักภาษีจากเงินได้" ผิด: ข้อยกเว้นกำหนดมิให้นำความในวรรคหนึ่งมาใช้บังคับ มิได้คงหน้าที่เสียภาษีตามวรรคหนึ่งไว้แก่บริษัท • "ผู้จ่ายต้องหักภาษีจากดอกเบี้ยดังกล่าว แต่นำส่งโดยไม่ต้องยื่นรายการ" ผิด: กรณีดอกเบี้ยจากรัฐบาลอยู่ภายใต้ถ้อยคำว่า “ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับ” จึงไม่นำหน้าที่หักและนำส่งตามวรรคหนึ่งมาใช้ • "ให้นำความในวรรคหนึ่งมาใช้บังคับ โดยผู้จ่ายต้องหักภาษีจากดอกเบี้ยดังกล่าว" ผิด: แหล่งที่มาระบุว่า “ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับ” เมื่อบริษัทต่างประเทศได้รับเงินได้พึงประเมินที่เป็นดอกเบี้ยจากรัฐบาล มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 70 วรรค 1: “มาตรา 70 บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทยแต่ได้รับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2)(3) (4) (5) หรือ (6) ที่จ่ายจากหรือในประเทศไทย ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นเสียภาษี โดยให้ผู้จ่ายหักภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่ายตามอัตราภาษีเงินได้สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล แล้วนำส่งอำเภอท้องที่พร้อมกับยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดภายในเจ็ดวันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้พึงประเมินนั้น ทั้งนี้ ให้นำมาตรา 54 มาใช้บังคับโดยอนุโลม” • มาตรา 70 วรรค 2: “ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ ได้รับเงินได้พึงประเมินที่เป็นดอกเบี้ยจากรัฐบาลหรือสถาบันการเงินที่มีกฎหมายโดยเฉพาะของประเทศไทยจัดตั้งขึ้นสำหรับให้กู้ยืมเงินเพื่อส่งเสริมเกษตรกรรม พาณิชยกรรม หรืออุตสาหกรรม” อ้างอิงตัวบท มาตรา 70: “ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ ได้รับเงินได้พึงประเมินที่เป็นดอกเบี้ยจากรัฐบาล”
มาตรา 70: “ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ ได้รับเงินได้พึงประเมินที่เป็นดอกเบี้ยจากรัฐบาล”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ก่อนถึงกำหนดเวลายื่นรายการ นาย ก. มีเงินได้พึงประเมินประเภทที่ไม่ต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายจำนวน 10,000 บาท ตามประมวลรัษฎากร ข้อใดเป็นวิธีที่นาย ก. ดำเนินการได้
- ก. ยังนำภาษีไปชำระก่อนกำหนดไม่ได้ เพราะต้องมีเงินได้เกิน 10,000 บาท แม้พร้อมยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนด
- ข. นำภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 ไปชำระต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอ พร้อมยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดได้ ✓
- ค. นำภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 ไปชำระต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอได้ โดยไม่ต้องยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนด
- ง. ต้องรอถึงกำหนดเวลายื่นรายการก่อน จึงนำภาษีไปชำระต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอ พร้อมยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนด
Explanation: คำตอบที่ถูก: "นำภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 ไปชำระต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอ พร้อมยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดได้" ข้อเท็จจริงที่ว่าเป็นเงินได้ประเภทไม่ต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย → “ผู้มีเงินได้พึงประเมินประเภทที่ไม่ต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย”; จำนวน 10,000 บาท → “ถ้ามีเงินได้พึงประเมินตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป”; และดำเนินการก่อนถึงกำหนดเวลายื่นรายการ → “ก่อนถึงกำหนดเวลายื่นรายการ” ทำให้ใช้วิธีนำภาษีไปชำระต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอ พร้อมยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดได้ ตามมาตรา 52 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ต้องรอถึงกำหนดเวลายื่นรายการก่อน จึงนำภาษีไปชำระต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอ พร้อมยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนด" ผิด: แหล่งข้อมูลอนุญาตให้ดำเนินการ “ก่อนถึงกำหนดเวลายื่นรายการ” • "ยังนำภาษีไปชำระก่อนกำหนดไม่ได้ เพราะต้องมีเงินได้เกิน 10,000 บาท แม้พร้อมยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนด" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดว่า “ตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป” จึงรวมกรณีที่มีเงินได้เท่ากับ 10,000 บาท • "นำภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 ไปชำระต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอได้ โดยไม่ต้องยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนด" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุให้ชำระภาษี “พร้อมกับยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนด” มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 48: “มาตรา 48 เงินได้พึงประเมินต้องเสียภาษีเงินได้ดังต่อไปนี้ (1) เงินได้พึงประเมินเมื่อได้หักตามมาตรา 42 ทวิ ถึงมาตรา 47 หรือมาตรา 57 เบญจ แล้ว เหลือเท่าใดเป็นเงินได้สุทธิ ต้องเสียภาษีในอัตราที่กำหนดในบัญชีอัตราภาษีเงินได้ท้ายหมวดนี้ (2) สำหรับผู้มีเงินได้พึงประเมินตั้งแต่ 120,000 บาทขึ้นไป การคำนวณภาษีตาม (1) ให้เสียไม่น้อยกว่าร้อยละ 0.5 ของยอดเงินได้พึงประเมิน (…” อ้างอิงตัวบท มาตรา 52 ทวิ: “ก่อนถึงกำหนดเวลายื่นรายการตามความในมาตรา 56 ผู้มีเงินได้พึงประเมินประเภทที่ไม่ต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย ถ้ามีเงินได้พึงประเมินตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป จะนำภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 ไปชำระต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอพร้อมกับยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดก็ได้”
มาตรา 52 ทวิ: “ก่อนถึงกำหนดเวลายื่นรายการตามความในมาตรา 56 ผู้มีเงินได้พึงประเมินประเภทที่ไม่ต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย ถ้ามีเงินได้พึงประเมินตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป จะนำภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 ไปชำระต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอพร้อมกับยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดก็ได้”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อใดกล่าวถึงกรณีที่อยู่ในความหมายของ “ใบรับ” ตามมาตรา 103 ได้ถูกต้อง
- ก. ใบรับหมายถึงเอกสารที่ต้องเสียอากรตามหมวดนี้
- ข. ใบรับหมายถึงการลงลายมือชื่อตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
- ค. บันทึกหรือหนังสือที่เป็นหลักฐานว่าหนี้หรือสิทธิเรียกร้องได้ชำระหรือปลดให้แล้ว แม้ไม่มีลายมือชื่อ ✓
- ง. บันทึกหรือหนังสือที่เป็นหลักฐานการรับชำระเงินต้องมีลายมือชื่อจึงเป็นใบรับ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "บันทึกหรือหนังสือที่เป็นหลักฐานว่าหนี้หรือสิทธิเรียกร้องได้ชำระหรือปลดให้แล้ว แม้ไม่มีลายมือชื่อ" มาตรา 103 กำหนดว่า “ใบรับ” รวมถึงบันทึกหรือหนังสือที่เป็นหลักฐานว่าหนี้หรือสิทธิเรียกร้องได้ชำระหรือปลดให้แล้ว และการมีหรือไม่มีลายมือชื่อไม่สำคัญ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ใบรับหมายถึงการลงลายมือชื่อตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์" ผิด: มาตรา 103 กำหนดให้การลงลายมือชื่อดังกล่าวเป็นความหมายของ “กระทำ” เมื่อใช้เกี่ยวกับตราสาร • "บันทึกหรือหนังสือที่เป็นหลักฐานการรับชำระเงินต้องมีลายมือชื่อจึงเป็นใบรับ" ผิด: มาตรา 103 ระบุว่าบันทึกหรือหนังสือดังกล่าวจะมีลายมือชื่อของบุคคลใด ๆ หรือไม่ ไม่สำคัญ • "ใบรับหมายถึงเอกสารที่ต้องเสียอากรตามหมวดนี้" ผิด: มาตรา 103 กำหนดให้ข้อความนี้เป็นความหมายของ “ตราสาร” ไม่ใช่ “ใบรับ” อ้างอิงตัวบท มาตรา 103: ““ใบรับ” หมายความว่า (ก) บันทึก หรือหนังสือใด ๆ ที่เป็นหลักฐานแสดงว่าได้รับ ได้รับฝากหรือได้รับชำระเงินหรือตั๋วเงิน หรือ (ข) บันทึก หรือหนังสือใด ๆ ที่เป็นหลักฐานแสดงว่าหนี้หรือสิทธิเรียกร้องได้ชำระหรือปลดให้แล้ว บันทึก หรือหนังสือที่กล่าวนั้นจะมีลายมือชื่อของบุคคลใด ๆ หรือไม่ ไม่สำคัญ”
มาตรา 103: ““ใบรับ” หมายความว่า (ก) บันทึก หรือหนังสือใด ๆ ที่เป็นหลักฐานแสดงว่าได้รับ ได้รับฝากหรือได้รับชำระเงินหรือตั๋วเงิน หรือ (ข) บันทึก หรือหนังสือใด ๆ ที่เป็นหลักฐานแสดงว่าหนี้หรือสิทธิเรียกร้องได้ชำระหรือปลดให้แล้ว บันทึก หรือหนังสือที่กล่าวนั้นจะมีลายมือชื่อของบุคคลใด ๆ หรือไม่ ไม่สำคัญ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
บริษัท ค. จำกัด มีรอบระยะเวลาบัญชีสิบสองเดือน และได้ยื่นรายการพร้อมชำระภาษีภายในสองเดือนนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาหกเดือน ต่อมาบริษัทกำลังคำนวณภาษีที่ต้องชำระประจำรอบระยะเวลาบัญชี ภาษีที่ชำระไว้ดังกล่าวมีผลอย่างไรตามประมวลรัษฎากร
- ก. ให้ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีที่ต้องชำระตามมาตรา 68 ✓
- ข. ให้ถือว่าเป็นการชำระภาษีตามมาตรา 68 เสร็จสิ้นแล้วโดยไม่ต้องคำนวณอีก
- ค. ให้ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีครึ่งรอบของรอบระยะเวลาบัญชีถัดไป
- ง. ให้แยกจากการคำนวณภาษีตามมาตรา 68 และมิให้ถือเป็นเครดิต
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ให้ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีที่ต้องชำระตามมาตรา 68" ข้อเท็จจริงแต่ละส่วนสัมพันธ์กับองค์ประกอบดังนี้: บริษัท ค. จำกัด → “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล”; การยื่นรายการพร้อมชำระภาษี → “ยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดพร้อมกับชำระภาษี”; การยื่นภายในสองเดือนหลังสิ้นรอบหกเดือน → “ภายในสองเดือนนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาหกเดือนนับแต่วันแรกของรอบระยะเวลาบัญชี”; รอบระยะเวลาบัญชีสิบสองเดือน → “น้อยกว่าสิบสองเดือน” จึงไม่เข้าเงื่อนไขข้อยกเว้น; และการคำนวณภาษีประจำรอบ → “ภาษีที่ชำระตามวรรคหนึ่ง ให้ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีที่ต้องชำระตามมาตรา 68” ดังนั้นต้องถือภาษีที่ชำระไว้เป็นเครดิตตามมาตรา 67 ทวิ วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ให้แยกจากการคำนวณภาษีตามมาตรา 68 และมิให้ถือเป็นเครดิต" ผิด: ขัดกับข้อความที่กำหนดว่า “ให้ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีที่ต้องชำระตามมาตรา 68” • "ให้ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีครึ่งรอบของรอบระยะเวลาบัญชีถัดไป" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุให้ใช้เป็นเครดิตในการคำนวณภาษีที่ต้องชำระตามมาตรา 68 ไม่ใช่ภาษีครึ่งรอบของรอบระยะเวลาบัญชีถัดไป • "ให้ถือว่าเป็นการชำระภาษีตามมาตรา 68 เสร็จสิ้นแล้วโดยไม่ต้องคำนวณอีก" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ภาษีที่ชำระถือเป็นเพียง “เครดิตในการคำนวณภาษีที่ต้องชำระตามมาตรา 68” มิใช่การชำระเสร็จสิ้นโดยไม่ต้องคำนวณอีก มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 68: “มาตรา 68 ภายในหนึ่งร้อยห้าสิบวันนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลยื่นรายการ ซึ่งจำเป็นต้องใช้ในการคำนวณภาษีในรอบระยะเวลาบัญชีตามแบบที่อธิบดีกำหนดพร้อมกับชำระภาษีต่ออำเภอ” • มาตรา 67 ทวิ วรรค 1: “มาตรา 67 ทวิ เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีก่อนถึงกำหนดเวลาตามมาตรา 68 ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดพร้อมกับชำระภาษีต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ภายในสองเดือนนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาหกเดือนนับแต่วันแรกของรอบระยะเวลาบัญชี ดังนี้” • มาตรา 67 ทวิ วรรค 2: “ภาษีที่ชำระตามวรรคหนึ่ง ให้ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีที่ต้องชำระตามมาตรา 68” อ้างอิงตัวบท มาตรา 67 ทวิ: “ภาษีที่ชำระตามวรรคหนึ่ง ให้ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีที่ต้องชำระตามมาตรา 68”
มาตรา 67 ทวิ: “ภาษีที่ชำระตามวรรคหนึ่ง ให้ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีที่ต้องชำระตามมาตรา 68”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
บริษัท ค. จำกัด เป็นผู้ประกอบการและมิได้นำภาษีซื้อรายการหนึ่งไปหักในการคำนวณภาษีในเดือนภาษีนั้น เพราะมีเหตุจำเป็นตามที่อธิบดีกำหนด บริษัทฯ มีสิทธินำภาษีซื้อนั้นไปหักภายในระยะเวลาสูงสุดเท่าใดและเริ่มนับจากเมื่อใด ตามประมวลรัษฎากร
- ก. นำไปหักในเดือนภาษีหลังจากนั้นได้ แต่ต้องไม่เกินสองปีนับจากวันที่ได้มีการออกใบกำกับภาษี
- ข. นำไปหักในเดือนภาษีหลังจากนั้นได้ แต่ต้องไม่เกินสามปีนับจากวันสุดท้ายของเดือนภาษีที่มิได้นำไปหัก
- ค. นำไปหักในเดือนภาษีหลังจากนั้นได้ แต่ต้องไม่เกินสามปีนับจากวันที่ได้มีการออกใบกำกับภาษี ✓
- ง. นำไปหักได้เฉพาะในเดือนภาษีเดิม โดยไม่มีสิทธินำไปหักในเดือนภาษีหลังจากนั้น
Explanation: คำตอบที่ถูก: "นำไปหักในเดือนภาษีหลังจากนั้นได้ แต่ต้องไม่เกินสามปีนับจากวันที่ได้มีการออกใบกำกับภาษี" ข้อเท็จจริงที่ว่า บริษัท ค. จำกัดเป็นผู้ประกอบการ → “ผู้ประกอบการ”; มิได้นำภาษีซื้อไปหักในเดือนภาษีนั้น → “ภาษีซื้อที่มิได้นำไปหักในการคำนวณภาษีในเดือนภาษีตามวรรคหนึ่ง”; และเกิดจากเหตุจำเป็นตามที่อธิบดีกำหนด → “เพราะมีเหตุจำเป็น” และ “อธิบดีกำหนด” ทำให้ใช้หลัก คือมีสิทธินำไปหักในเดือนภาษีหลังจากนั้น แต่ต้องไม่เกินสามปีนับจากวันที่ได้มีการออกใบกำกับภาษี ตามมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "นำไปหักในเดือนภาษีหลังจากนั้นได้ แต่ต้องไม่เกินสามปีนับจากวันสุดท้ายของเดือนภาษีที่มิได้นำไปหัก" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดจุดเริ่มนับว่า “นับจากวันที่ได้มีการออกใบกำกับภาษี” มิใช่วันสุดท้ายของเดือนภาษีเดิม • "นำไปหักในเดือนภาษีหลังจากนั้นได้ แต่ต้องไม่เกินสองปีนับจากวันที่ได้มีการออกใบกำกับภาษี" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดว่า “ต้องไม่เกินสามปี” นับจากวันที่ได้มีการออกใบกำกับภาษี • "นำไปหักได้เฉพาะในเดือนภาษีเดิม โดยไม่มีสิทธินำไปหักในเดือนภาษีหลังจากนั้น" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าเมื่อมิได้นำไปหักเพราะมีเหตุจำเป็นตามที่อธิบดีกำหนด “ให้มีสิทธินำไปหักในการคำนวณภาษีในเดือนภาษีหลังจากนั้นได้” มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 82/3 วรรค 1: “มาตรา 82/3 ภายใต้บังคับมาตรา 82/7 มาตรา 82/8 และมาตรา 82/16 ให้ผู้ประกอบการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มโดยคำนวณจากภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อในแต่ละเดือนภาษี” อ้างอิงตัวบท มาตรา 82/3: “ให้มีสิทธินำไปหักในการคำนวณภาษีในเดือนภาษีหลังจากนั้นได้” มาตรา 82/3: “แต่ต้องไม่เกินสามปีนับจากวันที่ได้มีการออกใบกำกับภาษี”
มาตรา 82/3: “ให้มีสิทธินำไปหักในการคำนวณภาษีในเดือนภาษีหลังจากนั้นได้”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามมาตรา 77/4 มูลค่าของสัญญาตาม (1) และ (2) จะต้องกำหนดไม่น้อยกว่าเท่าใด
- ก. 100,000 บาท
- ข. 300,000 บาท
- ค. 1,000,000 บาท
- ง. 500,000 บาท ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "500,000 บาท" มาตรา 77/4 กำหนดว่า มูลค่าของสัญญาตาม (1) และ (2) จะต้องกำหนดไม่น้อยกว่า 500,000 บาท ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "300,000 บาท" ผิด: มาตรา 77/4 ระบุจำนวนเงินขั้นต่ำไว้ที่ 500,000 บาท มิใช่ 300,000 บาท • "100,000 บาท" ผิด: มาตรา 77/4 กำหนดว่ามูลค่าของสัญญาต้องไม่น้อยกว่า 500,000 บาท • "1,000,000 บาท" ผิด: มาตรา 77/4 กำหนดขั้นต่ำไว้ที่ 500,000 บาท มิใช่ 1,000,000 บาท อ้างอิงตัวบท มาตรา 77/4: “มูลค่าของสัญญาตาม (1) และ (2) จะต้องกำหนดไม่น้อยกว่า 500,000 บาท”
มาตรา 77/4: “มูลค่าของสัญญาตาม (1) และ (2) จะต้องกำหนดไม่น้อยกว่า 500,000 บาท”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อใดอธิบายผลของมาตรา 85/9 สำหรับสถานประกอบการชั่วคราวที่มีลักษณะและเงื่อนไขเป็นสถานประกอบการเฉพาะกิจตามที่อธิบดีกำหนดได้ถูกต้อง
- ก. ไม่ให้ถือว่าอยู่ในบังคับของมาตรา 85/6 และมาตรา 85/7 แต่ยังคงอยู่ในบังคับของมาตรา 85/8
- ข. ไม่ให้ถือว่าอยู่ในบังคับของมาตรา 85/6 มาตรา 85/7 และมาตรา 85/8 แต่ผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องทำรายงานและปฏิบัติตามที่อธิบดีกำหนด ✓
- ค. ให้ถือว่าอยู่ในบังคับของมาตรา 85/6 มาตรา 85/7 และมาตรา 85/8 และผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องทำรายงานตามที่อธิบดีกำหนด
- ง. ไม่ให้ถือว่าอยู่ในบังคับของมาตรา 85/6 มาตรา 85/7 และมาตรา 85/8 และผู้ประกอบการจดทะเบียนไม่ต้องทำรายงาน
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ไม่ให้ถือว่าอยู่ในบังคับของมาตรา 85/6 มาตรา 85/7 และมาตรา 85/8 แต่ผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องทำรายงานและปฏิบัติตามที่อธิบดีกำหนด" มาตรา 85/9 หมายความว่า สถานประกอบการชั่วคราวที่เป็นสถานประกอบการเฉพาะกิจตามลักษณะและเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด ไม่ถือว่าอยู่ในบังคับของมาตรา 85/6 มาตรา 85/7 และมาตรา 85/8 แต่ผู้ประกอบการจดทะเบียนยังต้องทำรายงานและปฏิบัติตามข้อกำหนดของอธิบดี ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ให้ถือว่าอยู่ในบังคับของมาตรา 85/6 มาตรา 85/7 และมาตรา 85/8 และผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องทำรายงานตามที่อธิบดีกำหนด" ผิด: มาตรา 85/9 ระบุว่า “ไม่ให้ถือว่าเป็นสถานประกอบการที่อยู่ในบังคับของมาตรา 85/6 มาตรา 85/7 และมาตรา 85/8” • "ไม่ให้ถือว่าอยู่ในบังคับของมาตรา 85/6 และมาตรา 85/7 แต่ยังคงอยู่ในบังคับของมาตรา 85/8" ผิด: มาตรา 85/9 ระบุข้อยกเว้นครอบคลุมมาตรา 85/6 มาตรา 85/7 และมาตรา 85/8 • "ไม่ให้ถือว่าอยู่ในบังคับของมาตรา 85/6 มาตรา 85/7 และมาตรา 85/8 และผู้ประกอบการจดทะเบียนไม่ต้องทำรายงาน" ผิด: มาตรา 85/9 กำหนดว่า ผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งจัดตั้งสถานประกอบการเฉพาะกิจ “จะต้องทำรายงานและปฏิบัติตามแบบ หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด” มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 85/6: “มาตรา 85/6 ในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงรายการที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มในสาระสำคัญ ซึ่งรวมถึงการเปลี่ยนแปลงชื่อสถานประกอบการ ประเภทกิจการ ประเภทสินค้าหรือบริการ ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนแจ้งการเปลี่ยนแปลงนั้น ณ สถานที่ที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ภายในสิบห้าวันนับจากวันที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น” • มาตรา 85/7: “มาตรา 85/7 ผู้ประกอบการจดทะเบียนใดประสงค์จะเปิดสถานประกอบการเพิ่มเติม ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนนั้นแจ้งการเปลี่ยนแปลงทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ สถานที่ที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ ก่อนวันเปิดสถานประกอบการเพิ่มเติมไม่น้อยกว่าสิบห้าวัน เพื่อขอรับใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับสถานประกอบการนั้น” • มาตรา 85/8: “มาตรา 85/8 ผู้ประกอบการจดทะเบียนใดประสงค์จะย้ายสถานประกอบการ ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนนั้นแจ้งการเปลี่ยนแปลงทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ สถานที่ที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ก่อนวันย้ายสถานประกอบการไม่น้อยกว่าสิบห้าวัน” อ้างอิงตัวบท มาตรา 85/9: “ไม่ให้ถือว่าเป็นสถานประกอบการที่อยู่ในบังคับของมาตรา 85/6 มาตรา 85/7 และมาตรา 85/8” มาตรา 85/9: “แต่ผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งจัดตั้งสถานประกอบการเฉพาะกิจจะต้องทำรายงานและปฏิบัติตามแบบ หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด”
มาตรา 85/9: “ไม่ให้ถือว่าเป็นสถานประกอบการที่อยู่ในบังคับของมาตรา 85/6 มาตรา 85/7 และมาตรา 85/8”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
บริษัท ค. จำกัด เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ได้เลิกประกอบกิจการ และจะไปแจ้งการเลิกกิจการ ณ สถานที่ที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ บริษัทต้องแจ้งภายในกำหนดใด
- ก. แจ้งภายในสิบห้าวันนับจากวันเลิกประกอบกิจการ ✓
- ข. แจ้งพร้อมการคืนใบทะเบียนโดยไม่มีกำหนดนับจากวันเลิกกิจการ
- ค. แจ้งภายในสิบห้าวันนับจากวันจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
- ง. แจ้งภายในสามสิบวันนับจากวันเลิกประกอบกิจการ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "แจ้งภายในสิบห้าวันนับจากวันเลิกประกอบกิจการ" ข้อเท็จจริงว่า บริษัท ค. จำกัดเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน → “ผู้ประกอบการจดทะเบียนใด”; ได้เลิกประกอบกิจการ → “เลิกประกอบกิจการ”; จะไปแจ้งการเลิกกิจการ → “แจ้งการเลิกกิจการ”; ณ สถานที่ที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ → “ณ สถานที่ที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้” จึงใช้กำหนด คือ “ภายในสิบห้าวันนับจากวันเลิกประกอบกิจการ” ตามมาตรา 85/15 แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "แจ้งภายในสิบห้าวันนับจากวันจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้เริ่มนับจาก “วันเลิกประกอบกิจการ” ไม่ใช่วันจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม • "แจ้งภายในสามสิบวันนับจากวันเลิกประกอบกิจการ" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดว่า “ภายในสิบห้าวันนับจากวันเลิกประกอบกิจการ” ไม่ใช่สามสิบวัน • "แจ้งพร้อมการคืนใบทะเบียนโดยไม่มีกำหนดนับจากวันเลิกกิจการ" ผิด: แม้ต้องคืนใบทะเบียน “พร้อมกับการแจ้งเลิกประกอบกิจการ” แต่การแจ้งยังต้องทำ “ภายในสิบห้าวันนับจากวันเลิกประกอบกิจการ” อ้างอิงตัวบท มาตรา 85/15: “ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนนั้นแจ้งการเลิกกิจการตามแบบที่อธิบดีกำหนด ณ สถานที่ที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ภายในสิบห้าวันนับจากวันเลิกประกอบกิจการ”
มาตรา 85/15: “ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนนั้นแจ้งการเลิกกิจการตามแบบที่อธิบดีกำหนด ณ สถานที่ที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ภายในสิบห้าวันนับจากวันเลิกประกอบกิจการ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อใดอธิบายหลักการคำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยตามมาตรา 9 ได้ถูกต้อง
- ก. แม้จะมีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น หากจำเป็นต้องคำนวณเพื่อปฏิบัติการตามลักษณะนี้ ต้องใช้อัตราที่กระทรวงการคลังประกาศเป็นคราว ๆ
- ข. เว้นแต่จะมีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น หากจำเป็นต้องคำนวณเพื่อปฏิบัติการตามลักษณะนี้ ให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนที่กระทรวงการคลังประกาศเป็นคราว ๆ ✓
- ค. เว้นแต่จะมีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น หากจำเป็นต้องคำนวณเพื่อปฏิบัติการตามลักษณะนี้ ให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศ
- ง. เว้นแต่จะมีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น หากจำเป็นต้องคำนวณเพื่อปฏิบัติการตามลักษณะนี้ ให้ผู้คำนวณเลือกใช้อัตราแลกเปลี่ยนได้เอง
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เว้นแต่จะมีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น หากจำเป็นต้องคำนวณเพื่อปฏิบัติการตามลักษณะนี้ ให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนที่กระทรวงการคลังประกาศเป็นคราว ๆ" มาตรา 9 วางหลักว่า เมื่อจำเป็นต้องคำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยเพื่อปฏิบัติการตามลักษณะนี้ ให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนที่กระทรวงการคลังประกาศเป็นคราว ๆ แต่หลักดังกล่าวใช้ภายใต้ข้อยกเว้นว่าไม่มีบทบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เว้นแต่จะมีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น หากจำเป็นต้องคำนวณเพื่อปฏิบัติการตามลักษณะนี้ ให้ผู้คำนวณเลือกใช้อัตราแลกเปลี่ยนได้เอง" ผิด: มาตรา 9 กำหนดโดยเฉพาะให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนซึ่งกระทรวงการคลังประกาศเป็นคราว ๆ มิใช่ให้ผู้คำนวณเลือกเอง • "เว้นแต่จะมีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น หากจำเป็นต้องคำนวณเพื่อปฏิบัติการตามลักษณะนี้ ให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศ" ผิด: มาตรา 9 กำหนดให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนซึ่งกระทรวงการคลังประกาศเป็นคราว ๆ • "แม้จะมีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น หากจำเป็นต้องคำนวณเพื่อปฏิบัติการตามลักษณะนี้ ต้องใช้อัตราที่กระทรวงการคลังประกาศเป็นคราว ๆ" ผิด: มาตรา 9 เปิดข้อยกเว้นไว้ด้วยถ้อยคำว่า “เว้นแต่จะมีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น” อ้างอิงตัวบท มาตรา 9: “เว้นแต่จะมีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น” มาตรา 9: “ถ้าจำเป็นต้องคำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยเพื่อปฏิบัติการตามลักษณะนี้” มาตรา 9: “ให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนซึ่งกระทรวงการคลังประกาศเป็นคราว ๆ”
มาตรา 9: “เว้นแต่จะมีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อใดอธิบายอำนาจเปิดเผยรายละเอียดของอธิบดีตามมาตรา 10 ทวิ ได้ถูกต้อง
- ก. แม้เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากร อธิบดีก็ไม่มีอำนาจเปิดเผยชื่อผู้เสียภาษีอากรและจำนวนภาษีอากรที่เสีย
- ข. เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากร อธิบดีเปิดเผยชื่อผู้ประกอบการจดทะเบียนได้ แต่เปิดเผยฐานภาษีมูลค่าเพิ่มไม่ได้
- ค. เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากร อธิบดีเปิดเผยชื่อผู้สอบบัญชีได้ แต่เปิดเผยพฤติการณ์ของผู้สอบบัญชีไม่ได้
- ง. เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากร อธิบดีมีอำนาจเปิดเผยชื่อผู้เสียภาษีอากรและจำนวนภาษีอากรที่เสีย ตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนด ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากร อธิบดีมีอำนาจเปิดเผยชื่อผู้เสียภาษีอากรและจำนวนภาษีอากรที่เสีย ตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนด" มาตรา 10 ทวิ ให้อธิบดีมีอำนาจเปิดเผยชื่อผู้เสียภาษีอากรและจำนวนภาษีอากรที่เสียเพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากร ทั้งนี้ ตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนด ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากร อธิบดีเปิดเผยชื่อผู้ประกอบการจดทะเบียนได้ แต่เปิดเผยฐานภาษีมูลค่าเพิ่มไม่ได้" ผิด: มาตรา 10 ทวิ (1) ระบุให้อธิบดีมีอำนาจเปิดเผยฐานภาษีมูลค่าเพิ่มของผู้ประกอบการจดทะเบียนด้วย • "เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากร อธิบดีเปิดเผยชื่อผู้สอบบัญชีได้ แต่เปิดเผยพฤติการณ์ของผู้สอบบัญชีไม่ได้" ผิด: มาตรา 10 ทวิ (3) ระบุให้เปิดเผยได้ทั้งชื่อผู้สอบบัญชีและพฤติการณ์เกี่ยวกับการตรวจสอบและรับรองบัญชีตามมาตรา 3 สัตต • "แม้เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากร อธิบดีก็ไม่มีอำนาจเปิดเผยชื่อผู้เสียภาษีอากรและจำนวนภาษีอากรที่เสีย" ผิด: มาตรา 10 ทวิ (2) ระบุให้อธิบดีมีอำนาจเปิดเผยชื่อผู้เสียภาษีอากรและจำนวนภาษีอากรที่เสีย มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 3 สัตต: “มาตรา 3 สัตต เพื่อประโยชน์แห่งการจัดเก็บภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร การตรวจสอบและรับรองบัญชีจะกระทำได้ก็แต่โดยบุคคลที่ได้รับใบอนุญาตจากอธิบดี” อ้างอิงตัวบท มาตรา 10 ทวิ: “เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากร อธิบดีมีอำนาจเปิดเผยรายละเอียดดังต่อไปนี้” มาตรา 10 ทวิ: “(2) ชื่อผู้เสียภาษีอากร” มาตรา 10 ทวิ: “(2) ชื่อผู้เสียภาษีอากรและจำนวนภาษีอากรที่เสีย” มาตรา 10 ทวิ: “ทั้งนี้ ตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนด”
มาตรา 10 ทวิ: “เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากร อธิบดีมีอำนาจเปิดเผยรายละเอียดดังต่อไปนี้”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามมาตรา 13 เจ้าพนักงานผู้ฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา 10 ต้องระวางโทษอย่างไร
- ก. จำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- ข. จำคุกไม่เกินหนึ่งปี และปรับไม่เกินสองหมื่นบาท
- ค. จำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ✓
- ง. จำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "จำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" มาตรา 13 กำหนดว่า เจ้าพนักงานผู้ฝ่าฝืนมาตรา 10 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "จำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ผิด: มาตรา 13 กำหนดโทษจำคุกไว้ว่า “ไม่เกินหนึ่งปี” • "จำคุกไม่เกินหนึ่งปี และปรับไม่เกินสองหมื่นบาท" ผิด: มาตรา 13 ใช้คำว่า “หรือ” และกำหนดทางเลือกไว้ว่า “หรือทั้งจำทั้งปรับ” มิได้บังคับว่าต้องจำคุกและปรับพร้อมกัน • "จำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ผิด: มาตรา 13 กำหนดโทษปรับไว้ว่า “ไม่เกินสองหมื่นบาท” มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 10: “มาตรา 10 เจ้าพนักงานผู้ใดโดยหน้าที่ราชการตามลักษณะนี้ ได้รู้เรื่องกิจการของผู้เสียภาษีอากร หรือของผู้อื่นที่เกี่ยวข้อง ห้ามมิให้นำออกแจ้งแก่ผู้ใด หรือยังให้ทราบกันไปโดยวิธีใด เว้นแต่จะมีอำนาจที่จะทำได้โดยชอบด้วยกฎหมาย” อ้างอิงตัวบท มาตรา 13: “ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี” มาตรา 13: “หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท” มาตรา 13: “หรือทั้งจำทั้งปรับ”
มาตรา 13: “ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อใดอธิบายผลของมาตรา 41 ทวิ กรณีโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์โดยไม่มีค่าตอบแทนได้ถูกต้อง
- ก. ให้ถือว่าผู้โอนเป็นผู้มีเงินได้และต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ ✓
- ข. ให้ถือว่าผู้โอนเป็นผู้มีเงินได้ แต่ไม่ต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้
- ค. ให้ถือว่าผู้รับโอนแทนผู้โอนเป็นผู้มีเงินได้และต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้
- ง. ให้ถือว่าผู้โอนไม่เป็นผู้มีเงินได้และไม่ต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ให้ถือว่าผู้โอนเป็นผู้มีเงินได้และต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้" มาตรา 41 ทวิ กำหนดว่า เมื่อมีการโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์โดยไม่มีค่าตอบแทน ให้ถือว่าผู้โอนเป็นผู้มีเงินได้และต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ให้ถือว่าผู้โอนไม่เป็นผู้มีเงินได้และไม่ต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้" ผิด: มาตรา 41 ทวิ ระบุว่า “ให้ถือว่าผู้โอนเป็นผู้มีเงินได้และต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้” • "ให้ถือว่าผู้โอนเป็นผู้มีเงินได้ แต่ไม่ต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้" ผิด: มาตรา 41 ทวิ ระบุชัดว่าผู้โอน “ต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้” • "ให้ถือว่าผู้รับโอนแทนผู้โอนเป็นผู้มีเงินได้และต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้" ผิด: มาตรา 41 ทวิ กำหนดให้ถือว่า “ผู้โอน” เป็นผู้มีเงินได้ มิใช่ผู้รับโอนแทนผู้โอน อ้างอิงตัวบท มาตรา 41 ทวิ: “ให้ถือว่าผู้โอนเป็นผู้มีเงินได้” มาตรา 41 ทวิ: “และต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้”
มาตรา 41 ทวิ: “ให้ถือว่าผู้โอนเป็นผู้มีเงินได้”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อใดอธิบายสิทธิของผู้ประกอบการจดทะเบียนเกี่ยวกับเครดิตภาษีที่เหลืออยู่ในแต่ละเดือนภาษีตามมาตรา 84 ได้ถูกต้อง
- ก. ขอคืนเครดิตภาษีได้ภายหลังการยื่นแบบของเดือนนั้นแล้ว โดยไม่ต้องขอคืนพร้อมกับการยื่นแบบ
- ข. นำเครดิตภาษีไปชำระภาษีมูลค่าเพิ่มได้ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด หรือขอคืนพร้อมการยื่นแบบของเดือนนั้น และกรณียื่นแบบเพิ่มเติมตามมาตรา 83/4 ขอคืนพร้อมแบบเพิ่มเติมได้ ✓
- ค. ต้องนำเครดิตภาษีไปชำระภาษีมูลค่าเพิ่มเท่านั้น โดยไม่มีสิทธิขอคืนพร้อมการยื่นแบบของเดือนนั้น
- ง. กรณียื่นแบบเพิ่มเติมตามมาตรา 83/4 ไม่มีสิทธิขอคืนเครดิตภาษีพร้อมกับการยื่นแบบเพิ่มเติมนั้น
Explanation: คำตอบที่ถูก: "นำเครดิตภาษีไปชำระภาษีมูลค่าเพิ่มได้ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด หรือขอคืนพร้อมการยื่นแบบของเดือนนั้น และกรณียื่นแบบเพิ่มเติมตามมาตรา 83/4 ขอคืนพร้อมแบบเพิ่มเติมได้" มาตรา 84 ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนนำเครดิตภาษีที่เหลือไปชำระภาษีมูลค่าเพิ่มตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด หรือขอคืนพร้อมการยื่นแบบของเดือนภาษีนั้นได้ และหากยื่นแบบเพิ่มเติมตามมาตรา 83/4 ก็ขอคืนพร้อมแบบเพิ่มเติมนั้นได้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ขอคืนเครดิตภาษีได้ภายหลังการยื่นแบบของเดือนนั้นแล้ว โดยไม่ต้องขอคืนพร้อมกับการยื่นแบบ" ผิด: มาตรา 84 กำหนดให้ขอคืนพร้อมกับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีของเดือนภาษีนั้น • "กรณียื่นแบบเพิ่มเติมตามมาตรา 83/4 ไม่มีสิทธิขอคืนเครดิตภาษีพร้อมกับการยื่นแบบเพิ่มเติมนั้น" ผิด: มาตรา 84 ระบุว่า กรณียื่นแบบเพิ่มเติมตามมาตรา 83/4 ให้มีสิทธิขอคืนพร้อมกับการยื่นแบบเพิ่มเติมนั้น • "ต้องนำเครดิตภาษีไปชำระภาษีมูลค่าเพิ่มเท่านั้น โดยไม่มีสิทธิขอคืนพร้อมการยื่นแบบของเดือนนั้น" ผิด: มาตรา 84 ระบุว่า ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสิทธิขอคืนพร้อมกับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีของเดือนภาษีนั้นได้ด้วย มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 83/4: “มาตรา 83/4 ภายใต้บังคับส่วน 13 และส่วน 14 ในกรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนยื่นแบบแสดงรายการภาษีไว้ไม่ถูกต้องครบถ้วน ไม่ว่าการคลาดเคลื่อนนั้นจะเป็นเหตุให้จำนวนภาษีในเดือนภาษีเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ก็ตาม ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนยื่นแบบแสดงรายการภาษีเพิ่มเติมอีกครั้งหนึ่ง พร้อมกับชำระภาษีถ้ามี ให้ถูกต้องครบถ้วน โดยยื่น ณ สถานที่ที่ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีไว้ก่อน” อ้างอิงตัวบท มาตรา 84: “ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสิทธินำไปชำระภาษีมูลค่าเพิ่มได้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา” มาตรา 84: “หรือมีสิทธิขอคืนพร้อมกับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีของเดือนภาษีนั้นตามมาตรา 83 หรือมาตรา 83/1” มาตรา 84: “เว้นแต่ในกรณีที่มีการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเพิ่มเติมเพราะการยื่นแบบแสดงรายการภาษีไม่ถูกต้องครบถ้วนตามมาตรา 83/4 ก็ให้มีสิทธิขอคืนพร้อมกับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเพิ่มเติมนั้น”
มาตรา 84: “ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสิทธินำไปชำระภาษีมูลค่าเพิ่มได้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
นาย ก. มีเงินได้พึงประเมินประเภทที่ไม่ต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายจำนวน 15,000 บาท ก่อนถึงกำหนดเวลายื่นรายการ นาย ก. ได้ชำระภาษีต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอ พร้อมยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนด ภาษีที่ชำระดังกล่าวมีผลอย่างไรในการคำนวณภาษีตามประมวลรัษฎากร
- ก. ให้ถือเป็นภาษีสุดท้ายโดยไม่ต้องนำไปคำนวณภาษีอีก
- ข. ให้ตัดออกจากการคำนวณภาษีโดยไม่ถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสียภาษี
- ค. ให้ถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสียภาษีในการคำนวณภาษี ✓
- ง. ให้คืนแก่ผู้ต้องเสียภาษีทันทีโดยไม่นำไปคำนวณภาษี
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ให้ถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสียภาษีในการคำนวณภาษี" ข้อเท็จจริงว่าเป็นเงินได้ประเภทที่ไม่ต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย → “ผู้มีเงินได้พึงประเมินประเภทที่ไม่ต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย”; จำนวน 15,000 บาท → “ถ้ามีเงินได้พึงประเมินตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป”; ชำระก่อนถึงกำหนดเวลายื่นรายการ → “ก่อนถึงกำหนดเวลายื่นรายการ”; ชำระต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอ → “นำภาษี...ไปชำระต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอ”; และยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนด → “ยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนด” จึงเป็นภาษีที่ชำระตามวรรคก่อน ซึ่งต้องถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสียภาษีในการคำนวณภาษี ตามมาตรา 52 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ให้คืนแก่ผู้ต้องเสียภาษีทันทีโดยไม่นำไปคำนวณภาษี" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุผลไว้ว่า “ให้ถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสียภาษีในการคำนวณภาษี” มิได้กำหนดให้คืนทันที • "ให้ตัดออกจากการคำนวณภาษีโดยไม่ถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสียภาษี" ผิด: เมื่อเป็นภาษีที่ชำระตามวรรคก่อน แหล่งข้อมูลบังคับว่าให้ถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสียภาษีในการคำนวณภาษี • "ให้ถือเป็นภาษีสุดท้ายโดยไม่ต้องนำไปคำนวณภาษีอีก" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ภาษีที่ชำระถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษี มิใช่ภาษีสุดท้าย อ้างอิงตัวบท มาตรา 52 ทวิ: “ภาษีที่ชำระตามความในวรรคก่อน ให้ถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสียภาษีในการคำนวณภาษี”
มาตรา 52 ทวิ: “ภาษีที่ชำระตามความในวรรคก่อน ให้ถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสียภาษีในการคำนวณภาษี”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามมาตรา 88/4 เจ้าพนักงานประเมินจะต้องให้เวลาล่วงหน้าแก่บุคคลที่ได้รับหมายเรียกหรือคำสั่งไม่น้อยกว่าเท่าใด
- ก. ไม่น้อยกว่าสิบห้าวันนับแต่วันได้รับหมายเรียกหรือได้รับคำสั่ง
- ข. ไม่น้อยกว่าสามวันนับแต่วันได้รับหมายเรียกหรือได้รับคำสั่ง
- ค. ไม่น้อยกว่าสิบวันนับแต่วันได้รับหมายเรียกหรือได้รับคำสั่ง
- ง. ไม่น้อยกว่าเจ็ดวันนับแต่วันได้รับหมายเรียกหรือได้รับคำสั่ง ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ไม่น้อยกว่าเจ็ดวันนับแต่วันได้รับหมายเรียกหรือได้รับคำสั่ง" มาตรา 88/4 กำหนดให้เจ้าพนักงานประเมินต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวันนับแต่วันได้รับหมายเรียกหรือได้รับคำสั่ง ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ไม่น้อยกว่าสามวันนับแต่วันได้รับหมายเรียกหรือได้รับคำสั่ง" ผิด: มาตรา 88/4 กำหนดว่า “ไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน” ไม่ใช่สามวัน • "ไม่น้อยกว่าสิบวันนับแต่วันได้รับหมายเรียกหรือได้รับคำสั่ง" ผิด: มาตรา 88/4 กำหนดว่า “ไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน” ไม่ใช่สิบวัน • "ไม่น้อยกว่าสิบห้าวันนับแต่วันได้รับหมายเรียกหรือได้รับคำสั่ง" ผิด: มาตรา 88/4 กำหนดว่า “ไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน” ไม่ใช่สิบห้าวัน อ้างอิงตัวบท มาตรา 88/4: “จะต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวันนับแต่วันได้รับหมายเรียก” มาตรา 88/4: “นับแต่วันได้รับหมายเรียก หรือได้รับคำสั่ง”
มาตรา 88/4: “จะต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวันนับแต่วันได้รับหมายเรียก”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ผู้ใดโดยรู้อยู่แล้วหรือจงใจไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกหรือคำสั่งที่ระบุไว้ในมาตรา 36 แห่งประมวลรัษฎากร ต้องระวางโทษอย่างไร
- ก. จำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ✓
- ข. จำคุกไม่เกินสองเดือน หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- ค. จำคุกไม่เกินหนึ่งเดือนและปรับไม่เกินสองพันบาทในทุกกรณี
- ง. จำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "จำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ตามมาตรา 36 ผู้กระทำดังกล่าวต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "จำคุกไม่เกินสองเดือน หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ผิด: มาตรา 36 กำหนดโทษจำคุกไว้ว่า “ไม่เกินหนึ่งเดือน” • "จำคุกไม่เกินหนึ่งเดือนและปรับไม่เกินสองพันบาทในทุกกรณี" ผิด: มาตรา 36 ใช้ถ้อยคำว่า “หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” จึงไม่ได้บังคับให้ลงโทษทั้งสองอย่างในทุกกรณี • "จำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ผิด: มาตรา 36 กำหนดค่าปรับไว้ว่า “ไม่เกินสองพันบาท” อ้างอิงตัวบท มาตรา 36: “ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน” มาตรา 36: “หรือปรับไม่เกินสองพันบาท” มาตรา 36: “หรือทั้งจำทั้งปรับ”
มาตรา 36: “ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อใดอธิบายหลักเกณฑ์เกี่ยวกับตราสารที่ต้องเสียอากรซึ่งทำขึ้นนอกสยามตามมาตรา 111 ได้ถูกต้อง
- ก. ผู้ทรงที่ได้ตราสารไว้ก่อนพ้นกำหนดต้องรอให้พ้นกำหนดก่อนจึงปิดแสตมป์และขีดฆ่าได้
- ข. เมื่อผู้ทรงคนแรกไม่ปฏิบัติตาม ผู้ทรงคนอื่นยื่นตราสารเพื่อให้จ่ายเงินได้โดยไม่ต้องปิดแสตมป์และขีดฆ่าก่อน
- ค. ผู้ทรงตราสารคนแรกในสยามต้องปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับตราสาร
- ง. ผู้ทรงตราสารคนแรกในสยามต้องปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับตราสาร ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ผู้ทรงตราสารคนแรกในสยามต้องปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับตราสาร" มาตรา 111 กำหนดให้ผู้ทรงตราสารคนแรกในสยามปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับตราสารซึ่งทำขึ้นนอกสยาม ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ผู้ทรงที่ได้ตราสารไว้ก่อนพ้นกำหนดต้องรอให้พ้นกำหนดก่อนจึงปิดแสตมป์และขีดฆ่าได้" ผิด: มาตรา 111 ระบุว่าผู้ทรงที่ได้ตราสารมาไว้ในครอบครองก่อนพ้นกำหนดจะปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าก็ได้ • "ผู้ทรงตราสารคนแรกในสยามต้องปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับตราสาร" ผิด: มาตรา 111 กำหนดระยะเวลาไว้ว่า “ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับตราสารนั้น” ไม่ใช่ 15 วัน • "เมื่อผู้ทรงคนแรกไม่ปฏิบัติตาม ผู้ทรงคนอื่นยื่นตราสารเพื่อให้จ่ายเงินได้โดยไม่ต้องปิดแสตมป์และขีดฆ่าก่อน" ผิด: มาตรา 111 กำหนดให้ผู้ทรงคนใดคนหนึ่งต้องปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าก่อน แล้วจึงยื่นตราสารเพื่อให้จ่ายเงินได้ อ้างอิงตัวบท มาตรา 111: “ให้เป็นหน้าที่ของผู้ทรงตราสารคนแรกในสยามต้องเสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับตราสารนั้น”
มาตรา 111: “ให้เป็นหน้าที่ของผู้ทรงตราสารคนแรกในสยามต้องเสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับตราสารนั้น”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อใดอธิบายหลักเกณฑ์ตามมาตรา 41 สำหรับเงินได้เนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในประเทศไทยได้ถูกต้อง
- ก. หากจ่ายเงินได้ในต่างประเทศ ต้องเสียภาษีเมื่อนำเงินได้นั้นเข้ามาในประเทศไทย
- ข. ต้องเสียภาษีไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ ✓
- ค. ต้องเสียภาษีเฉพาะเมื่อเงินได้นั้นจ่ายในประเทศไทย
- ง. หากนายจ้างมีกิจการในต่างประเทศ เงินได้จากงานที่ทำในประเทศไทยไม่ต้องเสียภาษี
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ต้องเสียภาษีไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ" มาตรา 41 กำหนดว่าเงินได้พึงประเมินเนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในประเทศไทยต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ ไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "หากนายจ้างมีกิจการในต่างประเทศ เงินได้จากงานที่ทำในประเทศไทยไม่ต้องเสียภาษี" ผิด: มาตรา 41 ใช้คำว่า “หรือ” แยกเหตุจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในประเทศไทยออกจากเหตุเนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทย • "ต้องเสียภาษีเฉพาะเมื่อเงินได้นั้นจ่ายในประเทศไทย" ผิด: มาตรา 41 กำหนดว่าให้เสียภาษี “ไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ” • "หากจ่ายเงินได้ในต่างประเทศ ต้องเสียภาษีเมื่อนำเงินได้นั้นเข้ามาในประเทศไทย" ผิด: กรณีงานหรือกิจการที่ทำในประเทศไทยต้องเสียภาษีไม่ว่าจะจ่ายในหรือนอกประเทศ โดยไม่ใช้เงื่อนไขการนำเงินได้เข้ามาในประเทศไทย อ้างอิงตัวบท มาตรา 41: “ผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในประเทศไทย หรือเนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย ต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ”
มาตรา 41: “ผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในประเทศไทย หรือเนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย ต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
กรมสรรพากรย้ายที่ทำการไปอยู่ ณ หอรัษฎากรพิพัฒน์ในพระบรมมหาราชวังเมื่อวันที่ใด
- ก. วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2476 ✓
- ข. วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2473
- ค. วันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2478
- ง. วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2491
Explanation: คำตอบที่ถูก: "วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2476" ตามหัวข้อสถานที่ตั้งกรมสรรพากร กรมสรรพากรย้ายที่ทำการไปอยู่ ณ หอรัษฎากรพิพัฒน์ในพระบรมมหาราชวังเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2476 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2473" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าวันย้ายที่ทำการไปยังหอรัษฎากรพิพัฒน์คือวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2476 • "วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2491" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าวันย้ายที่ทำการไปยังหอรัษฎากรพิพัฒน์คือวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2476 • "วันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2478" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าวันย้ายที่ทำการไปยังหอรัษฎากรพิพัฒน์คือวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2476 อ้างอิงตัวบท ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “และได้ย้ายที่ ทำการไปอยู่ ณ หอรัษฎากรพิพัฒน์ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2476”
ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “และได้ย้ายที่ ทำการไปอยู่ ณ หอรัษฎากรพิพัฒน์ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2476”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามประวัติกรมสรรพากร ตราพระอุเทนทราธิราชนั่งดีดพิณสามสายมีดอกสี่กลีบ (ประจำยาม) คั่นระหว่างอักษรภาษาไทยและภาษาอังกฤษข้างละกี่ดอก
- ก. ข้างละ 2 ดอก
- ข. ข้างละ 1 ดอก
- ค. ข้างละ 3 ดอก ✓
- ง. ข้างละ 4 ดอก
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ข้างละ 3 ดอก" คำบรรยายตราพระอุเทนทราธิราชนั่งดีดพิณสามสายในประวัติกรมสรรพากรระบุว่า ระหว่างอักษรภาษาไทยและภาษาอังกฤษมีดอกสี่กลีบ (ประจำยาม) ข้างละ 3 ดอก ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ข้างละ 4 ดอก" ผิด: คำว่า “สี่กลีบ” เป็นลักษณะของดอก แต่จำนวนดอกระบุว่าข้างละ 3 ดอก • "ข้างละ 2 ดอก" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดจำนวนไว้ข้างละ 3 ดอก ไม่ใช่ข้างละ 2 ดอก • "ข้างละ 1 ดอก" ผิด: คำบรรยายตราระบุว่ามีดอกสี่กลีบ (ประจำยาม) ข้างละ 3 ดอก อ้างอิงตัวบท ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “ระหว่างอักษรภาษาไทยและภาษาอังกฤษ มีดอกสี่กลีบ (ประจำยาม) ข้างละ 3 ดอก”
ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “ระหว่างอักษรภาษาไทยและภาษาอังกฤษ มีดอกสี่กลีบ (ประจำยาม) ข้างละ 3 ดอก”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อใดอธิบายภารกิจของกรมสรรพากรตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมสรรพากร ได้ถูกต้อง
- ก. มุ่งให้ได้ภาษีตามเป้าหมายโดยไม่ต้องคำนึงถึงความทั่วถึงและเป็นธรรม
- ข. มุ่งให้เกิดการเสียภาษีโดยไม่คำนึงถึงความสมัครใจของผู้เสียภาษี
- ค. มุ่งใช้นโยบายภาษีโดยไม่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม
- ง. มุ่งให้ได้ภาษีตามเป้าหมายอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม และให้เกิดความสมัครใจในการเสียภาษี ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "มุ่งให้ได้ภาษีตามเป้าหมายอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม และให้เกิดความสมัครใจในการเสียภาษี" ตามข้อ 2 กรมสรรพากรมีภารกิจด้านการจัดเก็บภาษี การเสนอแนะและการใช้นโยบายทางภาษีอากร เพื่อให้ได้ภาษีตามเป้าหมายอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม รวมทั้งให้เกิดความสมัครใจในการเสียภาษี ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "มุ่งใช้นโยบายภาษีโดยไม่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม" ผิด: ข้อ 2 ระบุให้การดำเนินภารกิจเป็นกลไกในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม • "มุ่งให้ได้ภาษีตามเป้าหมายโดยไม่ต้องคำนึงถึงความทั่วถึงและเป็นธรรม" ผิด: ข้อ 2 กำหนดเป้าหมายให้ได้ภาษีอย่างทั่วถึงและเป็นธรรมโดยชัดแจ้ง • "มุ่งให้เกิดการเสียภาษีโดยไม่คำนึงถึงความสมัครใจของผู้เสียภาษี" ผิด: ข้อ 2 ระบุผลที่มุ่งหมายว่าให้เกิดความสมัครใจในการเสียภาษี อ้างอิงตัวบท ข้อ 2 กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2567): “เพื่อให้ได้ภาษีตามเป้าหมายอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม” ข้อ 2 กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2567): “และเกิดความสมัครใจในการเสียภาษี”
ข้อ 2 กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2567): “เพื่อให้ได้ภาษีตามเป้าหมายอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อใดสรุปขอบเขตของบทความเรื่องประวัติการจัดเก็บภาษีอากรได้ถูกต้อง
- ก. บทความถือว่าการเกณฑ์แรงงานภายในประเทศไม่เป็นรูปแบบหนึ่งของการเก็บภาษี
- ข. บทความเน้นวิวัฒนาการการจัดเก็บภาษีที่มีหลักฐานอ้างอิงได้ตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยจนถึงปัจจุบัน ✓
- ค. บทความถือว่าเรื่องภาษีก่อนสมัยกรุงสุโขทัยเป็นข้อยืนยันจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์โดยตรง
- ง. บทความเน้นวิวัฒนาการการจัดเก็บภาษีที่มีหลักฐานอ้างอิงได้ตั้งแต่สมัยก่อนกรุงสุโขทัยจนถึงปัจจุบัน
Explanation: คำตอบที่ถูก: "บทความเน้นวิวัฒนาการการจัดเก็บภาษีที่มีหลักฐานอ้างอิงได้ตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยจนถึงปัจจุบัน" ตามตอนท้ายของประวัติการจัดเก็บภาษีอากร บทความเน้นส่วนที่มีหลักฐานอ้างอิงได้ตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยเป็นต้นมา เพื่อแสดงวิวัฒนาการการจัดเก็บภาษีของไทยจนถึงปัจจุบัน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "บทความถือว่าเรื่องภาษีก่อนสมัยกรุงสุโขทัยเป็นข้อยืนยันจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์โดยตรง" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าเรื่องก่อนยุคสุโขทัยเป็นเพียงการวิเคราะห์วิวัฒนาการของระบบภาษีโดยอิงกับรูปแบบการปกครอง • "บทความเน้นวิวัฒนาการการจัดเก็บภาษีที่มีหลักฐานอ้างอิงได้ตั้งแต่สมัยก่อนกรุงสุโขทัยจนถึงปัจจุบัน" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าหลักฐานที่อ้างอิงได้เริ่มตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยเป็นต้นมา ส่วนก่อนหน้านั้นเป็นการวิเคราะห์จากรูปแบบการปกครอง • "บทความถือว่าการเกณฑ์แรงงานภายในประเทศไม่เป็นรูปแบบหนึ่งของการเก็บภาษี" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าการเกณฑ์แรงงานอาจถือเป็นรูปแบบการเก็บภาษีที่ไม่เป็นตัวเงินประเภทหนึ่ง อ้างอิงตัวบท ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “แต่ตามบทความนี้จะเน้นเฉพาะประวัติการจัดเก็บภาษีอากรในส่วนที่มีหลักฐานอ้างอิงได้ โดยเป็นหลักฐานตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยเป็นต้นมาว่า ประเทศไทยได้มีวิวัฒนาการในการจัดเก็บภาษี เป็นอย่างใดมาจนถึงปัจจุบัน”
ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “แต่ตามบทความนี้จะเน้นเฉพาะประวัติการจัดเก็บภาษีอากรในส่วนที่มีหลักฐานอ้างอิงได้ โดยเป็นหลักฐานตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยเป็นต้นมาว่า ประเทศไทยได้มีวิวัฒนาการในการจัดเก็บภาษี เป็นอย่างใดมาจนถึงปัจจุบัน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามประวัติกรมสรรพากร กรมสรรพากรย้ายเข้าทำงานในอาคารที่ทำการของตนเองตั้งแต่วันใด
- ก. วันที่ 31 เมษายน พ.ศ. 2540
- ข. วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2539
- ค. วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2540 ✓
- ง. วันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2540
Explanation: คำตอบที่ถูก: "วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2540" ตามประวัติกรมสรรพากร เมื่อก่อสร้างอาคารแล้วเสร็จ ได้มีการย้ายเข้าทำงานตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2540 เป็นต้นมา ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "วันที่ 31 เมษายน พ.ศ. 2540" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุเดือนมีนาคม ไม่ใช่เดือนเมษายน • "วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2539" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าย้ายเข้าทำงานตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2540 ไม่ใช่ พ.ศ. 2539 • "วันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2540" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2540 ไม่ใช่วันที่ 30 มีนาคม อ้างอิงตัวบท ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “ย้ายเข้าทำงานตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2540 เป็นต้นมา”
ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “ย้ายเข้าทำงานตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2540 เป็นต้นมา”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อใดอธิบายความหมายของ D – Development ในค่านิยม I AM RD ได้ถูกต้อง
- ก. พัฒนาและคิดค้นนวัตกรรมใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพงานและบริการให้ผู้เสียภาษีพึงพอใจ ✓
- ข. มีจริยธรรมและจรรยาบรรณ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต
- ค. มีความรับผิดชอบ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความขยันหมั่นเพียร มุ่งมั่นและกระตือรือร้น
- ง. มีความเป็นมืออาชีพ สั่งสมความรู้และความเชี่ยวชาญในงานที่รับผิดชอบ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "พัฒนาและคิดค้นนวัตกรรมใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพงานและบริการให้ผู้เสียภาษีพึงพอใจ" ตามค่านิยมกรมสรรพากร I AM RD ตัว D – Development หมายถึง พัฒนาและคิดค้นนวัตกรรมใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพงานและบริการให้ผู้เสียภาษีพึงพอใจ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "มีความเป็นมืออาชีพ สั่งสมความรู้และความเชี่ยวชาญในงานที่รับผิดชอบ" ผิด: ข้อความนี้เป็นความหมายของ M – Mastery ไม่ใช่ D – Development • "มีความรับผิดชอบ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความขยันหมั่นเพียร มุ่งมั่นและกระตือรือร้น" ผิด: ข้อความนี้เป็นความหมายของ A – Accountability ไม่ใช่ D – Development • "มีจริยธรรมและจรรยาบรรณ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต" ผิด: ข้อความนี้เป็นความหมายของ I – Integrity ส่วน D – Development หมายถึงการพัฒนาและคิดค้นนวัตกรรมใหม่ อ้างอิงตัวบท ค่านิยมกรมสรรพากร I AM RD: “D – Development: พัฒนาและคิดค้นนวัตกรรมใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพงานและบริการให้ผู้เสียภาษีพึงพอใจ”
ค่านิยมกรมสรรพากร I AM RD: “D – Development: พัฒนาและคิดค้นนวัตกรรมใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพงานและบริการให้ผู้เสียภาษีพึงพอใจ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
หน่วยงานหนึ่งของกรมสรรพากรซึ่งปฏิบัติงานด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ประสบปัญหาเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและขอความช่วยเหลือจากกองเทคโนโลยีสารสนเทศ ตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมสรรพากร กองเทคโนโลยีสารสนเทศต้องดำเนินการอย่างไร
- ก. ให้การสนับสนุนด้านงบประมาณแก่หน่วยงานนั้นแทนการสนับสนุนทางวิชาการ
- ข. ให้การสนับสนุนทางวิชาการเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศแก่ประชาชนแทนหน่วยงานนั้น
- ค. ไม่ให้การสนับสนุนทางวิชาการเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศแก่หน่วยงานนั้น
- ง. ให้การสนับสนุนทางวิชาการเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศแก่หน่วยงานนั้น ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ให้การสนับสนุนทางวิชาการเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศแก่หน่วยงานนั้น" กรณีนี้เป็นหน่วยงานของกรมที่ปฏิบัติงานด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์และมีปัญหาเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ จึงเข้าตามข้อ 10 (3) ซึ่งกำหนดให้กองเทคโนโลยีสารสนเทศให้การสนับสนุนทางวิชาการเกี่ยวกับระบบดังกล่าวแก่หน่วยงานของกรม ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ให้การสนับสนุนทางวิชาการเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศแก่ประชาชนแทนหน่วยงานนั้น" ผิด: ข้อ 10 (3) ระบุผู้รับการสนับสนุนทางวิชาการว่าเป็นหน่วยงานของกรมซึ่งปฏิบัติงานด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ • "ให้การสนับสนุนด้านงบประมาณแก่หน่วยงานนั้นแทนการสนับสนุนทางวิชาการ" ผิด: ข้อ 10 (3) ระบุการสนับสนุนทางวิชาการเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ไม่ใช่การสนับสนุนด้านงบประมาณ • "ไม่ให้การสนับสนุนทางวิชาการเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศแก่หน่วยงานนั้น" ผิด: ข้อ 10 (3) กำหนดให้กองเทคโนโลยีสารสนเทศ “ให้การสนับสนุนทางวิชาการเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ” แก่หน่วยงานของกรมซึ่งปฏิบัติงานด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ อ้างอิงตัวบท ข้อ 10 กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2567): “ให้การสนับสนุนทางวิชาการเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศให้แก่หน่วยงานของกรม ซึ่งปฏิบัติงานด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์”
ข้อ 10 กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2567): “ให้การสนับสนุนทางวิชาการเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศให้แก่หน่วยงานของกรม ซึ่งปฏิบัติงานด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามประวัติกรมสรรพากร การบังคับบัญชาอากรเก่าและอากรใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 3 แยกออกเป็นกี่แผนก
- ก. 4 แผนก
- ข. 2 แผนก ✓
- ค. 1 แผนก
- ง. 3 แผนก
Explanation: คำตอบที่ถูก: "2 แผนก" ตามประวัติกรมสรรพากร ตอนที่ 3 การบังคับบัญชาอากรเก่าและอากรใหม่แยกออกเป็น 2 แผนก โดยอากรเก่าอยู่ในพระคลังมหาสมบัติ ส่วนอากรใหม่อยู่ในกรมพระคลังสินค้า ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "4 แผนก" ผิด: ถ้อยคำในแหล่งข้อมูลระบุชัดว่า “สองแผนก” • "3 แผนก" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดจำนวนไว้สองแผนก ไม่ใช่สามแผนก • "1 แผนก" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า “แยกออกเป็นสองแผนก” อ้างอิงตัวบท ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “การบังคับบัญชาอากรเก่าใหม่เหล่านี้ จึงได้แยกออกเป็นสองแผนก”
ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “การบังคับบัญชาอากรเก่าใหม่เหล่านี้ จึงได้แยกออกเป็นสองแผนก”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อใดอธิบายสาระสำคัญของการรวมกรมสรรพากรนอกกับกรมสรรพากรในได้ถูกต้อง
- ก. ย้ายทั้งสองกรมมาสังกัดกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ แล้วรวมเป็นกรมสรรพากรเพื่อให้การตรวจตราและจัดการเกิดประโยชน์ยิ่งขึ้น ✓
- ข. ย้ายทั้งสองกรมมาสังกัดกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ แต่ยังคงแยกเป็นสองกรมตามเดิม
- ค. รวมทั้งสองกรมเป็นกรมสรรพากร แล้วให้สังกัดกระทรวงมหาดไทยเพราะเป็นงานปกครองท้องที่
- ง. ย้ายทั้งสองกรมมาสังกัดกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ และรวมเป็นกรมสรรพากรตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2457
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ย้ายทั้งสองกรมมาสังกัดกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ แล้วรวมเป็นกรมสรรพากรเพื่อให้การตรวจตราและจัดการเกิดประโยชน์ยิ่งขึ้น" ตามประวัติกรมสรรพากร พระราชดำริเห็นว่างานตรวจเก็บภาษี การบัญชี และการรวบรวมผลประโยชน์แผ่นดินเหมาะที่จะอยู่ในกระทรวงพระคลังมหาสมบัติซึ่งบัญชาการเงิน จึงย้ายกรมสรรพากรในและกรมสรรพากรนอกมาสังกัดกระทรวงดังกล่าวและรวมเป็นกรมสรรพากร เพื่อให้การตรวจตราและจัดการเกิดประโยชน์ยิ่งขึ้น ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ย้ายทั้งสองกรมมาสังกัดกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ และรวมเป็นกรมสรรพากรตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2457" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าให้รวมเป็นกรมสรรพากรตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2458 • "ย้ายทั้งสองกรมมาสังกัดกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ แต่ยังคงแยกเป็นสองกรมตามเดิม" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุให้รวมกรมสรรพากรนอกและกรมสรรพากรในเข้าเป็นกรมเดียวกัน เรียกว่า กรมสรรพากร • "รวมทั้งสองกรมเป็นกรมสรรพากร แล้วให้สังกัดกระทรวงมหาดไทยเพราะเป็นงานปกครองท้องที่" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่างานดังกล่าวอยู่ในกระทรวงที่มีหน้าที่ปกครองยังไม่เหมาะ และให้ย้ายมาขึ้นกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ อ้างอิงตัวบท ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “ให้ยกกรมสรรพากรใน ซึ่งแต่เดิมขึ้นอยู่ในกระทรวงนครบาล และกรมสรรพากรนอกซึ่งเดิมขึ้นอยู่ในกระทรวงมหาดไทยมาขึ้นอยู่ในบังคับบัญชากระทรวงพระคลังมหาสมบัติ” ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “เพื่อจะได้จัดการตรวจตราและจัดการให้เป็นประโยชน์ยิ่งขึ้นฉะนั้นจึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ยกกรมสรรพากรใน ซึ่งแต่เดิมขึ้นอยู่ในกระทรวงนครบาล และกรมสรรพากรนอกซึ่งเดิมขึ้นอยู่ในกระทรวงมหาดไทยมาขึ้นอยู่ในบังคับบัญชากระทรวงพระคลังมหาสมบัติและให้รวมเข้าเป็นกรมเดียวกันเรียกว่ากรมสรรพากร”
ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “ให้ยกกรมสรรพากรใน ซึ่งแต่เดิมขึ้นอยู่ในกระทรวงนครบาล และกรมสรรพากรนอกซึ่งเดิมขึ้นอยู่ในกระทรวงมหาดไทยมาขึ้นอยู่ในบังคับบัญชากระทรวงพระคลังมหาสมบัติ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
นับตั้งแต่การก่อตั้งกรมสรรพากรจนถึงปัจจุบัน มีอธิบดีเข้ามาบริหารงานกรมสรรพากรจำนวนกี่ท่าน
- ก. 27 ท่าน
- ข. 30 ท่าน
- ค. 29 ท่าน ✓
- ง. 28 ท่าน
Explanation: คำตอบที่ถูก: "29 ท่าน" ตามประวัติกรมสรรพากร ระบุว่านับตั้งแต่การก่อตั้งจนถึงปัจจุบันมีอธิบดีเข้ามาบริหารงานกรมสรรพากรจำนวน 29 ท่าน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "27 ท่าน" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่ามีอธิบดีจำนวน 29 ท่าน • "30 ท่าน" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่ามีอธิบดีจำนวน 29 ท่าน ไม่ใช่ 30 ท่าน • "28 ท่าน" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุจำนวนไว้ชัดเจนว่า 29 ท่าน และรายนามสิ้นสุดที่ลำดับ 29 อ้างอิงตัวบท ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “นับตั้งแต่การก่อตั้งกรมสรรพากรมาจนถึงปัจจุบันนี้มีอธิบดีเข้ามาบริหารงานกรมสรรพากรจำนวน 29 ท่าน”
ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “นับตั้งแต่การก่อตั้งกรมสรรพากรมาจนถึงปัจจุบันนี้มีอธิบดีเข้ามาบริหารงานกรมสรรพากรจำนวน 29 ท่าน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ในสมัยรัชกาลที่ 5 มีการจัดทำงบประมาณแผ่นดินขึ้นเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. ใด
- ก. พ.ศ. 2416
- ข. พ.ศ. 2433
- ค. พ.ศ. 2418
- ง. พ.ศ. 2439 ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "พ.ศ. 2439" ตามประวัติการจัดเก็บภาษีอากรในสมัยรัชกาลที่ 5 ระบุว่า ในปี พ.ศ. 2439 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการจัดทำงบประมาณแผ่นดินขึ้นเป็นครั้งแรก ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "พ.ศ. 2418" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า พ.ศ. 2418 เป็นปีที่ตราพระราชบัญญัติกรมพระคลังมหาสมบัติ ส่วนการจัดทำงบประมาณแผ่นดินครั้งแรกเกิดขึ้นใน พ.ศ. 2439 • "พ.ศ. 2416" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า พ.ศ. 2416 เป็นปีที่ตราพระราชบัญญัติสำหรับหอรัษฎากรพิพัฒน์ ส่วนการจัดทำงบประมาณแผ่นดินครั้งแรกเกิดขึ้นใน พ.ศ. 2439 • "พ.ศ. 2433" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า พ.ศ. 2433 เป็นปีที่ยกฐานะกรมพระคลังมหาสมบัติเป็นกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ ส่วนการจัดทำงบประมาณแผ่นดินครั้งแรกเกิดขึ้นใน พ.ศ. 2439 อ้างอิงตัวบท ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “การจัดเก็บภาษีอากรในสมัยรัชกาลที่ 5 (พ.ศ. 2411 - พ.ศ. 2453)” ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “โดยเฉพาะในปี พ.ศ. 2439 พระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการจัดทำงบประมาณแผ่นดินขึ้นเป็นครั้งแรก”
ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “การจัดเก็บภาษีอากรในสมัยรัชกาลที่ 5 (พ.ศ. 2411 - พ.ศ. 2453)”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามประวัติกรมสรรพากร พระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรเป็นครั้งแรกกำหนดให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันใด
- ก. วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2481
- ข. วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2482 ✓
- ค. วันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2482
- ง. วันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2481
Explanation: คำตอบที่ถูก: "วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2482" ตามประวัติกรมสรรพากรในหัวข้อประมวลรัษฎากร พระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรเป็นครั้งแรกมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2482 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "วันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2482" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุวันมีผลบังคับใช้เป็นวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2482 ไม่ใช่วันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2482 • "วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2481" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2482 ไม่ใช่ พ.ศ. 2481 • "วันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2481" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2482 อ้างอิงตัวบท ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “โดยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2482”
ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “โดยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2482”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
อาคารที่ทำการถาวรหลังใหม่ของกรมสรรพากรทำพิธีวางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ใด
- ก. วันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2540
- ข. วันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2538
- ค. วันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2537 ✓
- ง. วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2540
Explanation: คำตอบที่ถูก: "วันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2537" ตามประวัติกรมสรรพากร อาคารที่ทำการถาวรหลังใหม่ได้ทำพิธีวางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2537 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2540" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าเจ้าหน้าที่เริ่มเข้ามาทำงานตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2540 แต่พิธีวางศิลาฤกษ์มีขึ้นวันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2537 • "วันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2538" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุชัดว่าทำพิธีวางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2537 ไม่ใช่ พ.ศ. 2538 • "วันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2540" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าวันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2540 เป็นวันที่อาคารสร้างแล้วเสร็จและส่งมอบ ส่วนพิธีวางศิลาฤกษ์มีขึ้นวันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2537 อ้างอิงตัวบท ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “สำหรับการก่อสร้างอาคารที่ทำการถาวรหลังใหม่ของกรมสรรพากรนั้น” ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “ได้ทำพิธีวางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2537”
ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “สำหรับการก่อสร้างอาคารที่ทำการถาวรหลังใหม่ของกรมสรรพากรนั้น”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
กรมสรรพากรในและข้าราชการกรมสรรพากรในย้ายจากกระทรวงนครบาลมาขึ้นอยู่ในบังคับบัญชากระทรวงพระคลังมหาสมบัติตั้งแต่วันใด
- ก. วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2458 ✓
- ข. วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2467
- ค. วันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2458
- ง. วันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2458
Explanation: คำตอบที่ถูก: "วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2458" ตามหัวข้อการจัดเก็บภาษีอากรในสมัยรัชกาลที่ 6 กรมสรรพากรในและข้าราชการกรมสรรพากรในย้ายมาขึ้นอยู่ในบังคับบัญชากระทรวงพระคลังมหาสมบัติตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2458 เป็นต้นไป ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2467" ผิด: ข้อความระบุปีที่ย้ายกรมสรรพากรในว่า พ.ศ. 2458 ไม่ใช่ พ.ศ. 2467 • "วันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2458" ผิด: ข้อความระบุว่าย้ายกรมสรรพากรในตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2458 ส่วนวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2458 เป็นวันที่กล่าวถึงกรมสรรพากรนอก • "วันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2458" ผิด: ข้อความกำหนดวันที่ย้ายกรมสรรพากรในไว้เป็นวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2458 ไม่ใช่วันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2458 อ้างอิงตัวบท ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “ให้ยกกรมสรรพากรใน และข้าราชการกรมสรรพากรใน ซึ่งเดิมขึ้นอยู่กับกระทรวงนครบาล มาขึ้นอยู่ในบังคับบัญชากระทรวงพระคลังมหาสมบัติ ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2458 เป็นต้นไป”
ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “ให้ยกกรมสรรพากรใน และข้าราชการกรมสรรพากรใน ซึ่งเดิมขึ้นอยู่กับกระทรวงนครบาล มาขึ้นอยู่ในบังคับบัญชากระทรวงพระคลังมหาสมบัติ ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2458 เป็นต้นไป”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
กรมสรรพากรต้องวางกรอบตัวเลขการจัดเก็บและการคืนภาษีอากรล่วงหน้า และต้องตรวจสอบภายหลังว่าผลการจัดเก็บเป็นไปตามกรอบดังกล่าวหรือไม่ กองวิชาการแผนภาษีต้องดำเนินการอย่างไรตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมสรรพากร
- ก. ติดตามประเมินผลการจัดเก็บภาษีอากรให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลแทนประมาณการที่กำหนดไว้
- ข. จัดทำประมาณการจัดเก็บและคืนภาษีอากร โดยไม่ต้องติดตามประเมินผลการจัดเก็บภาษีอากร
- ค. จัดทำประมาณการเฉพาะการจัดเก็บภาษีอากร โดยไม่ต้องประมาณการคืนภาษีอากร
- ง. จัดทำประมาณการจัดเก็บและคืนภาษีอากร พร้อมทั้งติดตามประเมินผลการจัดเก็บภาษีอากรให้สอดคล้องกับประมาณการที่ได้กำหนดไว้ ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "จัดทำประมาณการจัดเก็บและคืนภาษีอากร พร้อมทั้งติดตามประเมินผลการจัดเก็บภาษีอากรให้สอดคล้องกับประมาณการที่ได้กำหนดไว้" กรณีนี้มีทั้งการวางกรอบตัวเลขการจัดเก็บและคืนภาษีอากร และการตรวจสอบผลจริงเทียบกับกรอบ จึงตรงกับข้อ 19 (4) ซึ่งกำหนดให้กองวิชาการแผนภาษีจัดทำประมาณการจัดเก็บและคืนภาษีอากร พร้อมทั้งติดตามประเมินผลการจัดเก็บให้สอดคล้องกับประมาณการที่กำหนดไว้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ติดตามประเมินผลการจัดเก็บภาษีอากรให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลแทนประมาณการที่กำหนดไว้" ผิด: ข้อ 19 (4) กำหนดให้ติดตามประเมินผลการจัดเก็บภาษีอากรให้สอดคล้องกับ “ประมาณการที่ได้กำหนดไว้” • "จัดทำประมาณการเฉพาะการจัดเก็บภาษีอากร โดยไม่ต้องประมาณการคืนภาษีอากร" ผิด: ข้อ 19 (4) ระบุให้จัดทำประมาณการทั้ง “จัดเก็บและคืนภาษีอากร” • "จัดทำประมาณการจัดเก็บและคืนภาษีอากร โดยไม่ต้องติดตามประเมินผลการจัดเก็บภาษีอากร" ผิด: ข้อ 19 (4) ระบุว่า “พร้อมทั้งติดตามประเมินผลการจัดเก็บภาษีอากร” อ้างอิงตัวบท ข้อ 19 กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2567): “จัดทำประมาณการจัดเก็บและคืนภาษีอากร” ข้อ 19 กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2567): “พร้อมทั้งติดตามประเมินผลการจัดเก็บภาษีอากรให้สอดคล้องกับประมาณการที่ได้กำหนดไว้”
ข้อ 19 กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2567): “จัดทำประมาณการจัดเก็บและคืนภาษีอากร”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ หนังสือสั่งการมีกี่ชนิด
- ก. 2 ชนิด
- ข. 4 ชนิด
- ค. 3 ชนิด ✓
- ง. 5 ชนิด
Explanation: คำตอบที่ถูก: "3 ชนิด" ข้อ 15 กำหนดว่า หนังสือสั่งการมี 3 ชนิด ได้แก่ คำสั่ง ระเบียบ และข้อบังคับ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "5 ชนิด" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุชัดว่าหนังสือสั่งการมี 3 ชนิด • "2 ชนิด" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า หนังสือสั่งการมี 3 ชนิด • "4 ชนิด" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดจำนวนไว้ 3 ชนิด ไม่ใช่ 4 ชนิด อ้างอิงตัวบท ข้อ 15 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “หนังสือสั่งการมี 3 ชนิด”
ข้อ 15 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “หนังสือสั่งการมี 3 ชนิด”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ ข้อใดอธิบายขอบเขตความหมายของ “ส่วนราชการ” ได้ถูกต้อง
- ก. หมายถึงคณะบุคคลที่ทางราชการมอบหมายให้ปฏิบัติงาน และรวมถึงคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงาน
- ข. ครอบคลุมหน่วยงานของรัฐทั้งในส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น หรือในต่างประเทศ และรวมถึงคณะกรรมการด้วย ✓
- ค. ครอบคลุมหน่วยงานของรัฐทั้งในส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น หรือในต่างประเทศ แต่ไม่รวมคณะกรรมการ
- ง. ครอบคลุมหน่วยงานของรัฐในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค แต่ไม่รวมส่วนท้องถิ่นหรือหน่วยงานในต่างประเทศ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ครอบคลุมหน่วยงานของรัฐทั้งในส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น หรือในต่างประเทศ และรวมถึงคณะกรรมการด้วย" ข้อ 6 กำหนดให้ “ส่วนราชการ” ครอบคลุมกระทรวง ทบวง กรม สำนักงาน หรือหน่วยงานอื่นใดของรัฐ ทั้งในราชการบริหารส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น หรือในต่างประเทศ และให้รวมถึงคณะกรรมการด้วย ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ครอบคลุมหน่วยงานของรัฐในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค แต่ไม่รวมส่วนท้องถิ่นหรือหน่วยงานในต่างประเทศ" ผิด: แหล่งที่มารวมราชการบริหารส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานของรัฐในต่างประเทศไว้ด้วย • "ครอบคลุมหน่วยงานของรัฐทั้งในส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น หรือในต่างประเทศ แต่ไม่รวมคณะกรรมการ" ผิด: แหล่งที่มาระบุว่า “ให้หมายความรวมถึงคณะกรรมการด้วย” • "หมายถึงคณะบุคคลที่ทางราชการมอบหมายให้ปฏิบัติงาน และรวมถึงคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงาน" ผิด: ข้อความดังกล่าวเป็นความหมายของ “คณะกรรมการ” ขณะที่ “ส่วนราชการ” หมายถึงกระทรวง ทบวง กรม สำนักงาน หรือหน่วยงานอื่นใดของรัฐ และรวมถึงคณะกรรมการ อ้างอิงตัวบท ข้อ 6 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): ““ส่วนราชการ” หมายความว่า กระทรวง ทบวง กรม สำนักงาน หรือหน่วยงานอื่นใดของรัฐทั้งในราชการบริหารส่วนกลาง ราชการบริหารส่วนภูมิภาค ราชการบริหารส่วนท้องถิ่น หรือในต่างประเทศ” ข้อ 6 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “และให้หมายความรวมถึงคณะกรรมการด้วย”
ข้อ 6 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): ““ส่วนราชการ” หมายความว่า กระทรวง ทบวง กรม สำนักงาน หรือหน่วยงานอื่นใดของรัฐทั้งในราชการบริหารส่วนกลาง ราชการบริหารส่วนภูมิภาค ราชการบริหารส่วนท้องถิ่น หรือในต่างประเทศ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ ข้อใดอธิบายความหมายของ “สื่อกลางบันทึกข้อมูล” ได้ถูกต้อง
- ก. สื่อใด ๆ ที่อาจใช้บันทึกข้อมูลได้ด้วยอุปกรณ์ทางอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงพื้นที่ที่ส่วนราชการใช้จัดเก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ✓
- ข. สื่อที่ใช้บันทึกข้อมูลได้ด้วยอุปกรณ์ทางอิเล็กทรอนิกส์ แต่ไม่รวมพื้นที่จัดเก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์
- ค. พื้นที่ที่ส่วนราชการใช้จัดเก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น ไม่รวมสื่อบันทึกข้อมูลประเภทอื่น
- ง. สื่อใด ๆ ที่ใช้บันทึกข้อมูลโดยไม่ต้องอาศัยอุปกรณ์ทางอิเล็กทรอนิกส์
Explanation: คำตอบที่ถูก: "สื่อใด ๆ ที่อาจใช้บันทึกข้อมูลได้ด้วยอุปกรณ์ทางอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงพื้นที่ที่ส่วนราชการใช้จัดเก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์" ข้อ 27 กำหนดว่า “สื่อกลางบันทึกข้อมูล” หมายถึงสื่อใด ๆ ที่อาจใช้บันทึกข้อมูลได้ด้วยอุปกรณ์ทางอิเล็กทรอนิกส์ และรวมถึงพื้นที่ที่ส่วนราชการใช้จัดเก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ เช่น บริการคลาวด์ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "สื่อใด ๆ ที่ใช้บันทึกข้อมูลโดยไม่ต้องอาศัยอุปกรณ์ทางอิเล็กทรอนิกส์" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าสื่อนั้นอาจใช้บันทึกข้อมูลได้ด้วยอุปกรณ์ทางอิเล็กทรอนิกส์ • "พื้นที่ที่ส่วนราชการใช้จัดเก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น ไม่รวมสื่อบันทึกข้อมูลประเภทอื่น" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดความหมายหลักว่าเป็น “สื่อใด ๆ ที่อาจใช้บันทึกข้อมูลได้ด้วยอุปกรณ์ทางอิเล็กทรอนิกส์” และจึงรวมพื้นที่จัดเก็บข้อมูลด้วย • "สื่อที่ใช้บันทึกข้อมูลได้ด้วยอุปกรณ์ทางอิเล็กทรอนิกส์ แต่ไม่รวมพื้นที่จัดเก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าให้รวมตลอดทั้งพื้นที่ที่ส่วนราชการใช้ในการจัดเก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ด้วย อ้างอิงตัวบท ข้อ 27 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “สื่อกลางบันทึกข้อมูลตามวรรคหนึ่ง หมายความว่า สื่อใด ๆ ที่อาจใช้บันทึกข้อมูลได้ด้วยอุปกรณ์ทางอิเล็กทรอนิกส์” ข้อ 27 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “รวมตลอดทั้งพื้นที่ที่ส่วนราชการใช้ในการจัดเก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ด้วย”
ข้อ 27 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “สื่อกลางบันทึกข้อมูลตามวรรคหนึ่ง หมายความว่า สื่อใด ๆ ที่อาจใช้บันทึกข้อมูลได้ด้วยอุปกรณ์ทางอิเล็กทรอนิกส์”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
คณะกรรมการทำลายหนังสือพิจารณาหนังสือเรื่องหนึ่งตามบัญชีหนังสือขอทำลาย และมีความเห็นว่าหนังสือเรื่องนั้นควรให้ทำลาย ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ คณะกรรมการต้องดำเนินการอย่างไรในบัญชีหนังสือขอทำลาย
- ก. ลงความเห็นว่าจะขยายเวลาการเก็บหนังสือไว้ถึงเมื่อใดในช่องการพิจารณา
- ข. ไม่ต้องกรอกข้อความหรือเครื่องหมายใดลงในช่องการพิจารณา
- ค. กรอกคำว่า “อนุมัติทำลาย” ลงในช่องการพิจารณาของบัญชีหนังสือขอทำลาย
- ง. กรอกเครื่องหมายกากบาท (×) ลงในช่องการพิจารณาของบัญชีหนังสือขอทำลาย ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "กรอกเครื่องหมายกากบาท (×) ลงในช่องการพิจารณาของบัญชีหนังสือขอทำลาย" ข้อ 68.3 กำหนดว่า เมื่อคณะกรรมการมีความเห็นว่าหนังสือเรื่องใดควรให้ทำลาย ให้กรอกเครื่องหมายกากบาท (×) ลงในช่องการพิจารณาของบัญชีหนังสือขอทำลาย ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "กรอกคำว่า “อนุมัติทำลาย” ลงในช่องการพิจารณาของบัญชีหนังสือขอทำลาย" ผิด: ข้อ 68.3 กำหนดให้กรอกเครื่องหมายกากบาท (×) ไม่ใช่คำว่า “อนุมัติทำลาย” • "ลงความเห็นว่าจะขยายเวลาการเก็บหนังสือไว้ถึงเมื่อใดในช่องการพิจารณา" ผิด: ข้อ 68.2 ใช้เมื่อเห็นว่าไม่ควรทำลายและควรขยายเวลาการเก็บ แต่กรณีที่เห็นว่าควรทำลาย ข้อ 68.3 ให้กรอกเครื่องหมายกากบาท (×) • "ไม่ต้องกรอกข้อความหรือเครื่องหมายใดลงในช่องการพิจารณา" ผิด: ข้อ 68.3 กำหนดโดยตรงให้กรอกเครื่องหมายกากบาท (×) ลงในช่องการพิจารณา อ้างอิงตัวบท ข้อ 68 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “ในกรณีที่คณะกรรมการมีความเห็นว่าหนังสือเรื่องใดควรให้ทำลาย ให้กรอกเครื่องหมายกากบาท (×) ลงในช่อง การพิจารณา ตามข้อ 66.11 ของบัญชีหนังสือขอทำลาย”
ข้อ 68 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “ในกรณีที่คณะกรรมการมีความเห็นว่าหนังสือเรื่องใดควรให้ทำลาย ให้กรอกเครื่องหมายกากบาท (×) ลงในช่อง การพิจารณา ตามข้อ 66.11 ของบัญชีหนังสือขอทำลาย”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
สำนักงานสรรพากรแห่งหนึ่งจะส่งหนังสือไปยังส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเพื่อขอรายละเอียดเพิ่มเติม โดยเรื่องดังกล่าวไม่ใช่เรื่องสำคัญ และหัวหน้าส่วนราชการระดับกองจะลงชื่อย่อกำกับตรา ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ ควรดำเนินการอย่างไร
- ก. ใช้หนังสือประทับตราได้ โดยไม่ต้องมีผู้ลงชื่อย่อกำกับตรา
- ข. ใช้หนังสือประทับตราได้ โดยหัวหน้าส่วนราชการระดับกองลงชื่อย่อกำกับตรา ✓
- ค. ใช้หนังสือประทับตราได้ โดยหัวหน้าส่วนราชการระดับกองลงชื่อเต็มกำกับตรา
- ง. ต้องใช้หนังสือลงชื่อ โดยหัวหน้าส่วนราชการระดับกรมขึ้นไปเป็นผู้ลงชื่อ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ใช้หนังสือประทับตราได้ โดยหัวหน้าส่วนราชการระดับกองลงชื่อย่อกำกับตรา" ข้อเท็จจริง “ส่งหนังสือไปยังส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง” → “ทั้งระหว่างส่วนราชการกับส่วนราชการ”; “ขอรายละเอียดเพิ่มเติม” → “การขอรายละเอียดเพิ่มเติม”; “ไม่ใช่เรื่องสำคัญ” → “เฉพาะกรณีที่ไม่ใช่เรื่องสำคัญ”; และ “หัวหน้าส่วนราชการระดับกองจะลงชื่อย่อกำกับตรา” → “หัวหน้าส่วนราชการระดับกอง...เป็นผู้รับผิดชอบลงชื่อย่อกำกับตรา” จึงใช้หนังสือประทับตราได้ตามข้อ 13 แห่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ต้องใช้หนังสือลงชื่อ โดยหัวหน้าส่วนราชการระดับกรมขึ้นไปเป็นผู้ลงชื่อ" ผิด: แหล่งที่มาระบุว่าหนังสือประทับตราใช้ได้ระหว่างส่วนราชการกับส่วนราชการ และการขอรายละเอียดเพิ่มเติมเป็นกรณีที่ใช้ได้ • "ใช้หนังสือประทับตราได้ โดยหัวหน้าส่วนราชการระดับกองลงชื่อเต็มกำกับตรา" ผิด: แหล่งที่มากำหนดวิธีการไว้ว่าให้ผู้รับผิดชอบ “ลงชื่อย่อกำกับตรา” มิใช่ลงชื่อเต็มกำกับตรา • "ใช้หนังสือประทับตราได้ โดยไม่ต้องมีผู้ลงชื่อย่อกำกับตรา" ผิด: แหล่งที่มากำหนดให้หัวหน้าส่วนราชการระดับกองหรือผู้ได้รับมอบหมายเป็นผู้รับผิดชอบลงชื่อย่อกำกับตรา อ้างอิงตัวบท ข้อ 13 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “หนังสือประทับตราให้ใช้ได้ทั้งระหว่างส่วนราชการกับส่วนราชการ และระหว่าง ส่วนราชการกับบุคคลภายนอก เฉพาะกรณีที่ไม่ใช่เรื่องสำคัญ ได้แก่ 13.1 การขอรายละเอียดเพิ่มเติม” ข้อ 13 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “โดยให้หัวหน้าส่วนราชการระดับกอง หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจากหัวหน้าส่วนราชการระดับกรมขึ้นไป เป็นผู้รับผิดชอบลงชื่อย่อกำกับตรา”
ข้อ 13 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “หนังสือประทับตราให้ใช้ได้ทั้งระหว่างส่วนราชการกับส่วนราชการ และระหว่าง ส่วนราชการกับบุคคลภายนอก เฉพาะกรณีที่ไม่ใช่เรื่องสำคัญ ได้แก่ 13.1 การขอรายละเอียดเพิ่มเติม”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบได้รับหนังสือจากเจ้าของเรื่อง โดยหนังสือนั้นมีกำหนดเก็บถึง พ.ศ. 2575 ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ เจ้าหน้าที่ต้องปฏิบัติเกี่ยวกับตรากำหนดเก็บหนังสืออย่างไร
- ก. ประทับตราคำว่า “เก็บถึง พ.ศ. 2575” ด้วยหมึกสีน้ำเงินที่มุมบนด้านขวาของกระดาษแผ่นแรก และลงลายมือชื่อย่อกำกับตรา
- ข. ประทับตราคำว่า “ห้ามทำลาย” ด้วยหมึกสีแดงที่มุมล่างด้านขวาของกระดาษแผ่นแรก และลงลายมือชื่อย่อกำกับตรา
- ค. ประทับตราคำว่า “เก็บถึง พ.ศ. 2575” ด้วยหมึกสีน้ำเงินที่มุมล่างด้านขวาของกระดาษแผ่นแรก และลงลายมือชื่อย่อกำกับตรา ✓
- ง. ประทับตราคำว่า “เก็บถึง พ.ศ. 2575” ด้วยหมึกสีน้ำเงินที่มุมล่างด้านขวาของกระดาษแผ่นแรก โดยไม่ต้องลงลายมือชื่อย่อ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ประทับตราคำว่า “เก็บถึง พ.ศ. 2575” ด้วยหมึกสีน้ำเงินที่มุมล่างด้านขวาของกระดาษแผ่นแรก และลงลายมือชื่อย่อกำกับตรา" กรณีนี้เป็นหนังสือที่เก็บโดยมีกำหนดเวลา จึงต้องปฏิบัติตามข้อ 55.1 และ 55.1.2 โดยประทับตราคำว่า “เก็บถึง พ.ศ. 2575” ด้วยหมึกสีน้ำเงินที่มุมล่างด้านขวาของกระดาษแผ่นแรก และลงลายมือชื่อย่อกำกับตรา ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ประทับตราคำว่า “ห้ามทำลาย” ด้วยหมึกสีแดงที่มุมล่างด้านขวาของกระดาษแผ่นแรก และลงลายมือชื่อย่อกำกับตรา" ผิด: ข้อ 55.1.2 กำหนดให้หนังสือที่เก็บโดยมีกำหนดเวลาประทับตราคำว่า “เก็บถึง พ.ศ. ....” ด้วยหมึกสีน้ำเงิน ส่วนคำว่า “ห้ามทำลาย” ใช้กับหนังสือที่ต้องเก็บไว้ตลอดไปตามข้อ 55.1.1 • "ประทับตราคำว่า “เก็บถึง พ.ศ. 2575” ด้วยหมึกสีน้ำเงินที่มุมล่างด้านขวาของกระดาษแผ่นแรก โดยไม่ต้องลงลายมือชื่อย่อ" ผิด: ข้อ 55.1 กำหนดให้ลงลายมือชื่อย่อกำกับตรา • "ประทับตราคำว่า “เก็บถึง พ.ศ. 2575” ด้วยหมึกสีน้ำเงินที่มุมบนด้านขวาของกระดาษแผ่นแรก และลงลายมือชื่อย่อกำกับตรา" ผิด: ข้อ 55.1 กำหนดให้ประทับตราไว้ที่มุมล่างด้านขวาของกระดาษแผ่นแรก อ้างอิงตัวบท ข้อ 55 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “ประทับตรากำหนดเก็บหนังสือตามข้อ 73 ไว้ที่มุมล่างด้านขวาของกระดาษแผ่นแรกของหนังสือฉบับนั้น” ข้อ 55 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “หนังสือที่เก็บโดยมีกำหนดเวลา ให้ประทับตราคำว่า เก็บถึง พ.ศ. .... ด้วยหมึกสีน้ำเงิน และลงเลขของปีพุทธศักราชที่ให้เก็บถึง” ข้อ 55 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “ประทับตรากำหนดเก็บหนังสือตามข้อ 73 ไว้ที่มุมล่างด้านขวาของกระดาษแผ่นแรกของหนังสือฉบับนั้น และลงลายมือชื่อย่อกำกับตรา”
ข้อ 55 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “ประทับตรากำหนดเก็บหนังสือตามข้อ 73 ไว้ที่มุมล่างด้านขวาของกระดาษแผ่นแรกของหนังสือฉบับนั้น”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ ข้อใดกล่าวถึงความหมายของคำสั่งและกระดาษที่ใช้ได้ถูกต้อง
- ก. ข้อความที่ผู้บังคับบัญชาสั่งการให้ปฏิบัติโดยชอบด้วยกฎหมาย และใช้กระดาษตราครุฑ ✓
- ข. ข้อความที่ผู้บังคับบัญชาสั่งการให้ปฏิบัติโดยไม่ต้องชอบด้วยกฎหมาย และใช้กระดาษตราครุฑ
- ค. ข้อความที่ผู้ใต้บังคับบัญชาเสนอให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาสั่งการ และใช้กระดาษตราครุฑ
- ง. ข้อความที่ผู้บังคับบัญชาสั่งการให้ปฏิบัติโดยชอบด้วยกฎหมาย และใช้กระดาษบันทึกข้อความ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ข้อความที่ผู้บังคับบัญชาสั่งการให้ปฏิบัติโดยชอบด้วยกฎหมาย และใช้กระดาษตราครุฑ" ข้อ 16 กำหนดว่า คำสั่งคือบรรดาข้อความที่ผู้บังคับบัญชาสั่งการให้ปฏิบัติโดยชอบด้วยกฎหมาย และให้ใช้กระดาษตราครุฑ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ข้อความที่ผู้ใต้บังคับบัญชาเสนอให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาสั่งการ และใช้กระดาษตราครุฑ" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดว่า คำสั่งคือข้อความที่ผู้บังคับบัญชาสั่งการให้ปฏิบัติ มิใช่ข้อความที่ผู้ใต้บังคับบัญชาเสนอให้สั่งการ • "ข้อความที่ผู้บังคับบัญชาสั่งการให้ปฏิบัติโดยไม่ต้องชอบด้วยกฎหมาย และใช้กระดาษตราครุฑ" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุชัดว่าเป็นข้อความที่ผู้บังคับบัญชาสั่งการให้ปฏิบัติ “โดยชอบด้วยกฎหมาย” • "ข้อความที่ผู้บังคับบัญชาสั่งการให้ปฏิบัติโดยชอบด้วยกฎหมาย และใช้กระดาษบันทึกข้อความ" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้คำสั่งใช้กระดาษตราครุฑ ไม่ใช่กระดาษบันทึกข้อความ อ้างอิงตัวบท ข้อ 16 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “คำสั่ง คือ บรรดาข้อความที่ผู้บังคับบัญชาสั่งการให้ปฏิบัติโดยชอบด้วยกฎหมาย” ข้อ 16 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “ใช้กระดาษตราครุฑ”
ข้อ 16 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “คำสั่ง คือ บรรดาข้อความที่ผู้บังคับบัญชาสั่งการให้ปฏิบัติโดยชอบด้วยกฎหมาย”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อใดอธิบายหลักเกี่ยวกับอายุการเก็บหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณได้ถูกต้อง
- ก. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์มีอายุการเก็บ 10 ปี โดยปกติเก็บไว้จนครบกำหนด แล้วหัวหน้าส่วนราชการต้องสั่งทำลาย
- ข. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ไม่มีอายุการเก็บ โดยปกติเก็บไว้ตลอดไป และหัวหน้าส่วนราชการห้ามสั่งทำลายในทุกกรณี
- ค. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ไม่มีอายุการเก็บ โดยปกติเก็บไว้ตลอดไป แต่เมื่อเข้าเงื่อนไขที่กำหนด หัวหน้าส่วนราชการต้องสั่งทำลาย
- ง. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ไม่มีอายุการเก็บ โดยปกติเก็บไว้ตลอดไป แต่เมื่อเข้าเงื่อนไขที่กำหนด หัวหน้าส่วนราชการอาจสั่งทำลายได้ ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ไม่มีอายุการเก็บ โดยปกติเก็บไว้ตลอดไป แต่เมื่อเข้าเงื่อนไขที่กำหนด หัวหน้าส่วนราชการอาจสั่งทำลายได้" ตามข้อ 89/5 หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ไม่มีอายุการเก็บและโดยปกติให้เก็บไว้ตลอดไป แต่เมื่อมีเหตุจำเป็นตามที่กำหนด หัวหน้าส่วนราชการอาจสั่งทำลายหนังสือที่เข้าเงื่อนไขได้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ไม่มีอายุการเก็บ โดยปกติเก็บไว้ตลอดไป แต่เมื่อเข้าเงื่อนไขที่กำหนด หัวหน้าส่วนราชการต้องสั่งทำลาย" ผิด: ข้อ 89/5 ใช้ถ้อยคำว่า หัวหน้าส่วนราชการ “จะมีคำสั่งให้ทำลาย...ก็ได้” จึงเป็นอำนาจที่จะสั่งทำลาย มิใช่หน้าที่ต้องสั่งทำลาย • "หนังสืออิเล็กทรอนิกส์มีอายุการเก็บ 10 ปี โดยปกติเก็บไว้จนครบกำหนด แล้วหัวหน้าส่วนราชการต้องสั่งทำลาย" ผิด: ข้อ 89/5 ระบุว่า “หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ไม่มีอายุการเก็บหนังสือ โดยปกติให้เก็บไว้ตลอดไป” และการทำลายเป็นเพียงกรณีที่หัวหน้าส่วนราชการจะสั่งก็ได้เมื่อมีเหตุจำเป็น • "หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ไม่มีอายุการเก็บ โดยปกติเก็บไว้ตลอดไป และหัวหน้าส่วนราชการห้ามสั่งทำลายในทุกกรณี" ผิด: ข้อ 89/5 กำหนดข้อยกเว้นว่า เมื่อมีความจำเป็น หัวหน้าส่วนราชการจะมีคำสั่งให้ทำลายหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ตามเงื่อนไขที่กำหนดก็ได้ อ้างอิงตัวบท ข้อ 89/5 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ไม่มีอายุการเก็บหนังสือ” ข้อ 89/5 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “โดยปกติให้เก็บไว้ตลอดไป” ข้อ 89/5 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “เว้นแต่กรณีมีความจำเป็นต้องเพิ่มพื้นที่จัดเก็บในระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ของส่วนราชการ หรือมีเหตุผลความจำเป็นอื่นใด” ข้อ 89/5 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “หัวหน้าส่วนราชการจะมีคำสั่งให้ทำลายหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ที่มิใช่เอกสารจดหมายเหตุตามกฎหมายว่าด้วยจดหมายเหตุแห่งชาติ ที่เก็บมาเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปีแล้วก็ได้”
ข้อ 89/5 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ไม่มีอายุการเก็บหนังสือ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ หนังสือรับรองหมายถึงหนังสือลักษณะใด
- ก. หนังสือที่ส่วนราชการออกให้เพื่อแจ้งคำสั่งแก่บุคคล นิติบุคคล หรือหน่วยงาน เพื่อให้ปรากฏแก่บุคคลโดยทั่วไปไม่จำเพาะเจาะจง ใช้กระดาษตราครุฑและจัดทำตามแบบที่ 10 ท้ายระเบียบ
- ข. หนังสือที่ส่วนราชการออกให้เพื่อรับรองแก่บุคคล นิติบุคคล หรือหน่วยงาน เพื่อให้ปรากฏแก่บุคคลโดยทั่วไปไม่จำเพาะเจาะจง ใช้กระดาษตราครุฑและจัดทำตามแบบที่ 10 ท้ายระเบียบ ✓
- ค. หนังสือที่ส่วนราชการออกให้เพื่อรับรองแก่บุคคล นิติบุคคล หรือหน่วยงาน เพื่อให้ปรากฏแก่บุคคลโดยทั่วไปไม่จำเพาะเจาะจง ใช้กระดาษบันทึกข้อความและจัดทำตามแบบหนังสือภายใน
- ง. หนังสือที่ส่วนราชการออกให้เพื่อรับรองแก่บุคคล นิติบุคคล หรือหน่วยงาน เพื่อให้ปรากฏแก่บุคคลที่กำหนดไว้โดยเฉพาะเจาะจง ใช้กระดาษตราครุฑและจัดทำตามแบบที่ 10 ท้ายระเบียบ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "หนังสือที่ส่วนราชการออกให้เพื่อรับรองแก่บุคคล นิติบุคคล หรือหน่วยงาน เพื่อให้ปรากฏแก่บุคคลโดยทั่วไปไม่จำเพาะเจาะจง ใช้กระดาษตราครุฑและจัดทำตามแบบที่ 10 ท้ายระเบียบ" ข้อ 24 กำหนดว่า หนังสือรับรองคือหนังสือที่ส่วนราชการออกให้เพื่อรับรองแก่บุคคล นิติบุคคล หรือหน่วยงาน เพื่อวัตถุประสงค์อย่างหนึ่งอย่างใดให้ปรากฏแก่บุคคลโดยทั่วไปไม่จำเพาะเจาะจง โดยใช้กระดาษตราครุฑและจัดทำตามแบบที่ 10 ท้ายระเบียบ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "หนังสือที่ส่วนราชการออกให้เพื่อรับรองแก่บุคคล นิติบุคคล หรือหน่วยงาน เพื่อให้ปรากฏแก่บุคคลโดยทั่วไปไม่จำเพาะเจาะจง ใช้กระดาษบันทึกข้อความและจัดทำตามแบบหนังสือภายใน" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ใช้กระดาษตราครุฑและจัดทำตามแบบที่ 10 ท้ายระเบียบ • "หนังสือที่ส่วนราชการออกให้เพื่อรับรองแก่บุคคล นิติบุคคล หรือหน่วยงาน เพื่อให้ปรากฏแก่บุคคลที่กำหนดไว้โดยเฉพาะเจาะจง ใช้กระดาษตราครุฑและจัดทำตามแบบที่ 10 ท้ายระเบียบ" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าให้ปรากฏแก่บุคคลโดยทั่วไปไม่จำเพาะเจาะจง มิใช่แก่บุคคลที่กำหนดไว้โดยเฉพาะเจาะจง • "หนังสือที่ส่วนราชการออกให้เพื่อแจ้งคำสั่งแก่บุคคล นิติบุคคล หรือหน่วยงาน เพื่อให้ปรากฏแก่บุคคลโดยทั่วไปไม่จำเพาะเจาะจง ใช้กระดาษตราครุฑและจัดทำตามแบบที่ 10 ท้ายระเบียบ" ผิด: แหล่งข้อมูลนิยามว่าเป็นหนังสือที่ส่วนราชการออกให้เพื่อรับรอง มิใช่เพื่อแจ้งคำสั่ง อ้างอิงตัวบท ข้อ 24 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “หนังสือที่ส่วนราชการออกให้เพื่อรับรองแก่ บุคคล นิติบุคคล” ข้อ 24 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “บุคคล นิติบุคคล หรือหน่วยงาน” ข้อ 24 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “ให้ปรากฏแก่บุคคลโดยทั่วไปไม่จำเพาะเจาะจง” ข้อ 24 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “ใช้กระดาษตราครุฑ” ข้อ 24 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “และให้จัดทำตามแบบที่ 10 ท้ายระเบียบ”
ข้อ 24 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “หนังสือที่ส่วนราชการออกให้เพื่อรับรองแก่ บุคคล นิติบุคคล”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ ตราชื่อส่วนราชการมีลักษณะและขนาดอย่างไร
- ก. เป็นรูปวงกลมสองวงซ้อนกัน วงนอกเส้นผ่าศูนย์กลาง 4.5 เซนติเมตร วงใน 3.5 เซนติเมตร ✓
- ข. เป็นรูปวงกลมสองวงซ้อนกัน วงนอกเส้นผ่าศูนย์กลาง 5 เซนติเมตร วงใน 4 เซนติเมตร
- ค. เป็นรูปวงกลมสองวงซ้อนกัน วงนอกเส้นผ่าศูนย์กลาง 4.5 เซนติเมตร วงใน 3 เซนติเมตร
- ง. เป็นรูปวงกลมสองวงซ้อนกัน วงนอกเส้นผ่าศูนย์กลาง 4 เซนติเมตร วงใน 3 เซนติเมตร
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เป็นรูปวงกลมสองวงซ้อนกัน วงนอกเส้นผ่าศูนย์กลาง 4.5 เซนติเมตร วงใน 3.5 เซนติเมตร" ตามข้อ 72 ตราชื่อส่วนราชการเป็นรูปวงกลมสองวงซ้อนกัน โดยวงนอกมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 4.5 เซนติเมตร และวงใน 3.5 เซนติเมตร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เป็นรูปวงกลมสองวงซ้อนกัน วงนอกเส้นผ่าศูนย์กลาง 4.5 เซนติเมตร วงใน 3 เซนติเมตร" ผิด: ข้อ 72 กำหนดให้วงในมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 3.5 เซนติเมตร ไม่ใช่ 3 เซนติเมตร • "เป็นรูปวงกลมสองวงซ้อนกัน วงนอกเส้นผ่าศูนย์กลาง 5 เซนติเมตร วงใน 4 เซนติเมตร" ผิด: ข้อ 72 กำหนดเส้นผ่าศูนย์กลางวงนอก 4.5 เซนติเมตร และวงใน 3.5 เซนติเมตร • "เป็นรูปวงกลมสองวงซ้อนกัน วงนอกเส้นผ่าศูนย์กลาง 4 เซนติเมตร วงใน 3 เซนติเมตร" ผิด: ข้อ 72 กำหนดเส้นผ่าศูนย์กลางวงนอก 4.5 เซนติเมตร และวงใน 3.5 เซนติเมตร อ้างอิงตัวบท ข้อ 72 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “มีลักษณะเป็นรูปวงกลมสองวงซ้อนกัน” ข้อ 72 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “เส้นผ่าศูนย์กลางวงนอก 4.5 เซนติเมตร” ข้อ 72 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “วงใน 3.5 เซนติเมตร”
ข้อ 72 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “มีลักษณะเป็นรูปวงกลมสองวงซ้อนกัน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนที่มุ่งเน้นความร่วมมือ สอดคล้องกับองค์ประกอบใดในกรอบ 5P
- ก. Prosperity ด้านความมั่งคั่ง
- ข. Peace ด้านสันติภาพ
- ค. Partnership ด้านความร่วมมือ ✓
- ง. Planet ด้านโลกและสิ่งแวดล้อม
Explanation: คำตอบที่ถูก: "Partnership ด้านความร่วมมือ" กรอบ 5P ของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนกำหนดให้ Partnership หมายถึง “ความร่วมมือ” ตามหัวข้อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "Prosperity ด้านความมั่งคั่ง" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า Prosperity หมายถึงความมั่งคั่ง ส่วนความร่วมมือตรงกับ Partnership • "Planet ด้านโลกและสิ่งแวดล้อม" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า Planet หมายถึงโลก ไม่ใช่ความร่วมมือ • "Peace ด้านสันติภาพ" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า Peace หมายถึงสันติภาพ ส่วนความร่วมมือตรงกับ Partnership อ้างอิงตัวบท หัวข้อ 2.2 เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “- Partnership: ความร่วมมือ”
หัวข้อ 2.2 เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “- Partnership: ความร่วมมือ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2569 หน่วยงานใดเป็นเจ้าภาพโครงการที่มีจุดประสงค์เพื่อลงทะเบียนรับสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569
- ก. กระทรวงพาณิชย์ เป็นเจ้าภาพโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ
- ข. กระทรวงแรงงาน เป็นเจ้าภาพโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ
- ค. กระทรวงมหาดไทย เป็นเจ้าภาพโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ
- ง. กระทรวงการคลัง เป็นเจ้าภาพโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "กระทรวงการคลัง เป็นเจ้าภาพโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ" ข่าววันที่ 29 กันยายน 2569 ระบุว่าโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 มีจุดประสงค์เพื่อลงทะเบียนรับสวัสดิการแห่งรัฐ และมีกระทรวงการคลังเป็นเจ้าภาพ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "กระทรวงพาณิชย์ เป็นเจ้าภาพโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดเจ้าภาพเป็น “กระทรวงการคลัง” ไม่ใช่กระทรวงพาณิชย์ • "กระทรวงมหาดไทย เป็นเจ้าภาพโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุชัดว่าเจ้าภาพคือ “กระทรวงการคลัง” ไม่ใช่กระทรวงมหาดไทย • "กระทรวงแรงงาน เป็นเจ้าภาพโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าเจ้าภาพคือ “กระทรวงการคลัง” ไม่ใช่กระทรวงแรงงาน อ้างอิงตัวบท ข่าวในกระแส: สวัสดิการ / มาตรการรัฐ (29 ก.ย. 2569 (กระทรวงการคลังเสนอผลคัดกรองเข้า ครม.)) (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ("บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ" / "บัตรคนจน") — เจ้าภาพคือ กระทรวงการคลัง”
ข่าวในกระแส: สวัสดิการ / มาตรการรัฐ (29 ก.ย. 2569 (กระทรวงการคลังเสนอผลคัดกรองเข้า ครม.)) (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ("บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ" / "บัตรคนจน") — เจ้าภาพคือ กระทรวงการคลัง”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อใดระบุวันก่อตั้ง ปฏิญญาที่เกี่ยวข้อง ประเทศผู้ก่อตั้ง 5 ประเทศ และที่ตั้งสำนักเลขาธิการอาเซียนได้ถูกต้อง
- ก. ก่อตั้ง 8 สิงหาคม 2510 ตามปฏิญญากรุงเทพ โดยไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ สำนักเลขาธิการอยู่ที่จาการ์ตา ✓
- ข. ก่อตั้ง 8 สิงหาคม 2510 ตามการประชุมเบรตตันวูดส์ โดยไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ สำนักเลขาธิการอยู่ที่จาการ์ตา
- ค. ก่อตั้ง 8 สิงหาคม 2511 ตามปฏิญญากรุงเทพ โดยไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ สำนักเลขาธิการอยู่ที่จาการ์ตา
- ง. ก่อตั้ง 8 สิงหาคม 2510 ตามปฏิญญากรุงเทพ โดยไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และติมอร์-เลสเต สำนักเลขาธิการอยู่ที่กรุงเทพฯ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ก่อตั้ง 8 สิงหาคม 2510 ตามปฏิญญากรุงเทพ โดยไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ สำนักเลขาธิการอยู่ที่จาการ์ตา" หัวข้ออาเซียนใน gk5_0 ระบุว่า อาเซียนก่อตั้งเมื่อ 8 สิงหาคม 2510 ตามปฏิญญากรุงเทพ มีผู้ก่อตั้ง 5 ประเทศ ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ โดยสำนักเลขาธิการอยู่ที่จาการ์ตา ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ก่อตั้ง 8 สิงหาคม 2510 ตามการประชุมเบรตตันวูดส์ โดยไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ สำนักเลขาธิการอยู่ที่จาการ์ตา" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าอาเซียนก่อตั้งตามปฏิญญากรุงเทพ ไม่ใช่ตามการประชุมเบรตตันวูดส์ • "ก่อตั้ง 8 สิงหาคม 2510 ตามปฏิญญากรุงเทพ โดยไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และติมอร์-เลสเต สำนักเลขาธิการอยู่ที่กรุงเทพฯ" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าประเทศผู้ก่อตั้งลำดับที่ 5 คือสิงคโปร์ และสำนักเลขาธิการอยู่ที่จาการ์ตา • "ก่อตั้ง 8 สิงหาคม 2511 ตามปฏิญญากรุงเทพ โดยไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ สำนักเลขาธิการอยู่ที่จาการ์ตา" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าอาเซียนก่อตั้งเมื่อ 8 สิงหาคม 2510 ไม่ใช่ปี 2511 อ้างอิงตัวบท หมวด 5 องค์การระหว่างประเทศ (~15%) (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “อาเซียน (ASEAN) | ก่อตั้ง 8 สิงหาคม 2510 (ค.ศ. 1967)” หมวด 5 องค์การระหว่างประเทศ (~15%) (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “ก่อตั้ง 8 สิงหาคม 2510 (ค.ศ. 1967) ตามปฏิญญากรุงเทพ” หมวด 5 องค์การระหว่างประเทศ (~15%) (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “ผู้ก่อตั้ง 5 ประเทศ: ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์” หมวด 5 องค์การระหว่างประเทศ (~15%) (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “สำนักเลขาธิการอยู่ที่จาการ์ตา”
หมวด 5 องค์การระหว่างประเทศ (~15%) (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “อาเซียน (ASEAN) | ก่อตั้ง 8 สิงหาคม 2510 (ค.ศ. 1967)”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีที่แถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการดำเนินการต่อกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่
- ก. คงกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการค้าการลงทุนสมัยใหม่ไว้ และไม่ปรับกฎหมายโรงแรมให้ทันสมัย
- ข. ทบทวนกฎหมายให้สอดคล้องกับสถานการณ์ และเร่งยกเลิกกฎหมายที่หมดความจำเป็นหรือซ้ำซ้อน ✓
- ค. แก้ไขกฎหมายจัดซื้อจัดจ้างให้คำนึงถึงราคาต่ำสุดอย่างเดียว และลดการสนับสนุนอุตสาหกรรมในประเทศ
- ง. คงกฎหมายที่หมดความจำเป็นหรือซ้ำซ้อนไว้ และเพิ่มกระบวนงานกับขั้นตอนที่ไม่จำเป็น
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ทบทวนกฎหมายให้สอดคล้องกับสถานการณ์ และเร่งยกเลิกกฎหมายที่หมดความจำเป็นหรือซ้ำซ้อน" นโยบายข้อ 22.1 และ 22.2 กำหนดให้ทบทวนกฎหมายที่ใช้บังคับให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป และเร่งยกเลิกกฎหมายที่หมดความจำเป็นหรือซ้ำซ้อนกับกฎหมายอื่น ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "แก้ไขกฎหมายจัดซื้อจัดจ้างให้คำนึงถึงราคาต่ำสุดอย่างเดียว และลดการสนับสนุนอุตสาหกรรมในประเทศ" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าให้ได้พัสดุหรือบริการที่คุ้มค่าและสมเหตุสมผล “ไม่คำนึงถึงราคาต่ำสุดอย่างเดียว” และให้สนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศ • "คงกฎหมายที่หมดความจำเป็นหรือซ้ำซ้อนไว้ และเพิ่มกระบวนงานกับขั้นตอนที่ไม่จำเป็น" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุให้ “เร่งยกเลิกกฎหมายที่หมดความจำเป็นหรือซ้ำซ้อน” และให้ลดกระบวนงานและขั้นตอนที่ไม่จำเป็นให้ได้มากที่สุด • "คงกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการค้าการลงทุนสมัยใหม่ไว้ และไม่ปรับกฎหมายโรงแรมให้ทันสมัย" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุให้ “ปรับปรุงกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการค้าการลงทุนสมัยใหม่” รวมถึงกฎหมายว่าด้วยโรงแรม เพื่อให้ทันสมัยและสอดคล้องกับสภาพการประกอบธุรกิจในปัจจุบัน อ้างอิงตัวบท นโยบายข้อ 22 (คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงต่อรัฐสภา วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน 2569): “ทบทวนกฎหมายที่ใช้บังคับให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ที่เปลี่ยนแปลงไป” นโยบายข้อ 22 (คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงต่อรัฐสภา วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน 2569): “เร่งยกเลิกกฎหมายที่หมดความจำเป็นหรือซ้ำซ้อนกับกฎหมายอื่น”
นโยบายข้อ 22 (คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงต่อรัฐสภา วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน 2569): “ทบทวนกฎหมายที่ใช้บังคับให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ที่เปลี่ยนแปลงไป”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (เพิ่มเติม)” ที่ ครม. อนุมัติในเดือนกันยายน พ.ศ. 2569 ข้อใดระบุสัดส่วนร่วมจ่าย วงเงินสูงสุด และแอปที่ใช้ได้ถูกต้อง
- ก. รัฐร่วมจ่าย 50% สูงสุดวันละ 200 บาท รวมไม่เกิน 1,000 บาทต่อคน และยืนยันสิทธิพร้อมใช้จ่ายผ่านแอปเป๋าตัง
- ข. รัฐร่วมจ่าย 60% สูงสุดวันละ 200 บาท รวมไม่เกิน 1,000 บาทต่อคน และยืนยันสิทธิพร้อมใช้จ่ายผ่านแอปทางรัฐแทนแอปเป๋าตัง
- ค. รัฐร่วมจ่าย 60% สูงสุดวันละ 200 บาท รวมไม่เกิน 1,000 บาทต่อคน และยืนยันสิทธิพร้อมใช้จ่ายผ่านแอปเป๋าตัง ✓
- ง. รัฐร่วมจ่าย 60% สูงสุดวันละ 300 บาท รวมไม่เกิน 1,500 บาทต่อคน และยืนยันสิทธิพร้อมใช้จ่ายผ่านแอปเป๋าตัง
Explanation: คำตอบที่ถูก: "รัฐร่วมจ่าย 60% สูงสุดวันละ 200 บาท รวมไม่เกิน 1,000 บาทต่อคน และยืนยันสิทธิพร้อมใช้จ่ายผ่านแอปเป๋าตัง" ตามข่าวมาตรการรัฐเดือนกันยายน พ.ศ. 2569 รัฐร่วมจ่าย 60% สูงสุดวันละ 200 บาท รวมไม่เกิน 1,000 บาทต่อคน โดยยืนยันสิทธิและใช้จ่ายผ่านแอปเป๋าตัง (gk8_9) ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "รัฐร่วมจ่าย 60% สูงสุดวันละ 200 บาท รวมไม่เกิน 1,000 บาทต่อคน และยืนยันสิทธิพร้อมใช้จ่ายผ่านแอปทางรัฐแทนแอปเป๋าตัง" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุให้ยืนยันสิทธิและใช้จ่ายผ่านแอปเป๋าตัง • "รัฐร่วมจ่าย 60% สูงสุดวันละ 300 บาท รวมไม่เกิน 1,500 บาทต่อคน และยืนยันสิทธิพร้อมใช้จ่ายผ่านแอปเป๋าตัง" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดสูงสุดวันละ 200 บาท และรวมไม่เกิน 1,000 บาทต่อคน • "รัฐร่วมจ่าย 50% สูงสุดวันละ 200 บาท รวมไม่เกิน 1,000 บาทต่อคน และยืนยันสิทธิพร้อมใช้จ่ายผ่านแอปเป๋าตัง" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า “รัฐร่วมจ่าย 60%” ไม่ใช่ 50% อ้างอิงตัวบท ข่าวในกระแส: เศรษฐกิจ / มาตรการรัฐ (ก.ย. 2569 (ครม. อนุมัติราว 23 ก.ย.)) (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “รัฐร่วมจ่าย 60% สูงสุดวันละ 200 บาท รวมไม่เกิน 1,000 บาทต่อคน” ข่าวในกระแส: เศรษฐกิจ / มาตรการรัฐ (ก.ย. 2569 (ครม. อนุมัติราว 23 ก.ย.)) (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “ยืนยันสิทธิและใช้จ่ายผ่านแอปเป๋าตัง”
ข่าวในกระแส: เศรษฐกิจ / มาตรการรัฐ (ก.ย. 2569 (ครม. อนุมัติราว 23 ก.ย.)) (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “รัฐร่วมจ่าย 60% สูงสุดวันละ 200 บาท รวมไม่เกิน 1,000 บาทต่อคน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อใดระบุช่วงเวลา หน่วยงานผู้จัดทำ และแนวคิดหลักของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 ได้ถูกต้อง
- ก. พ.ศ. 2566–2570 จัดทำโดย สศช. ภายใต้แนวคิด “พลิกโฉมประเทศไทยสู่ สังคมก้าวหน้า เศรษฐกิจสร้างมูลค่าอย่างยั่งยืน” ✓
- ข. พ.ศ. 2565–2569 จัดทำโดย สศช. ภายใต้แนวคิด “พลิกโฉมประเทศไทยสู่ สังคมก้าวหน้า เศรษฐกิจสร้างมูลค่าอย่างยั่งยืน”
- ค. พ.ศ. 2566–2570 จัดทำโดยสำนักงบประมาณ ภายใต้แนวคิด “พลิกโฉมประเทศไทยสู่ สังคมก้าวหน้า เศรษฐกิจสร้างมูลค่าอย่างยั่งยืน”
- ง. พ.ศ. 2566–2570 จัดทำโดย สศช. ภายใต้แนวคิด “พลิกโฉมประเทศไทยสู่ สังคมก้าวหน้า เศรษฐกิจสร้างมูลค่าในระยะสั้น”
Explanation: คำตอบที่ถูก: "พ.ศ. 2566–2570 จัดทำโดย สศช. ภายใต้แนวคิด “พลิกโฉมประเทศไทยสู่ สังคมก้าวหน้า เศรษฐกิจสร้างมูลค่าอย่างยั่งยืน”" แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 มีช่วงเวลา พ.ศ. 2566–2570 จัดทำโดย สศช. และมีแนวคิดหลักว่า “พลิกโฉมประเทศไทยสู่ สังคมก้าวหน้า เศรษฐกิจสร้างมูลค่าอย่างยั่งยืน” ตาม anchor gk1_2 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "พ.ศ. 2566–2570 จัดทำโดยสำนักงบประมาณ ภายใต้แนวคิด “พลิกโฉมประเทศไทยสู่ สังคมก้าวหน้า เศรษฐกิจสร้างมูลค่าอย่างยั่งยืน”" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าแผน 5 ปีฉบับนี้จัดทำโดย สศช. ไม่ใช่สำนักงบประมาณ • "พ.ศ. 2566–2570 จัดทำโดย สศช. ภายใต้แนวคิด “พลิกโฉมประเทศไทยสู่ สังคมก้าวหน้า เศรษฐกิจสร้างมูลค่าในระยะสั้น”" ผิด: แนวคิดหลักระบุว่า “เศรษฐกิจสร้างมูลค่าอย่างยั่งยืน” ไม่ใช่การสร้างมูลค่าในระยะสั้น • "พ.ศ. 2565–2569 จัดทำโดย สศช. ภายใต้แนวคิด “พลิกโฉมประเทศไทยสู่ สังคมก้าวหน้า เศรษฐกิจสร้างมูลค่าอย่างยั่งยืน”" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุช่วงเวลาของแผนฉบับที่ 13 ว่า พ.ศ. 2566–2570 ไม่ใช่ พ.ศ. 2565–2569 อ้างอิงตัวบท หัวข้อ 1.2 แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566–2570) (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566–2570)” หัวข้อ 1.2 แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566–2570) (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “จัดทำโดย สศช.” หัวข้อ 1.2 แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566–2570) (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “แนวคิดหลัก: "พลิกโฉมประเทศไทยสู่ สังคมก้าวหน้า เศรษฐกิจสร้างมูลค่าอย่างยั่งยืน"”
หัวข้อ 1.2 แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566–2570) (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566–2570)”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
นาย ก. ได้รับบรรจุเข้ารับราชการที่กรมสรรพากร และต้องกรอกข้อมูลเกี่ยวกับระดับการบริหารราชการของหน่วยงานต้นสังกัด นาย ก. ควรระบุข้อใด
- ก. เป็นส่วนราชการส่วนภูมิภาคในระดับจังหวัด
- ข. เป็นส่วนราชการส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษเช่นเดียวกับกรุงเทพมหานคร
- ค. เป็นส่วนราชการส่วนท้องถิ่นประเภทองค์การบริหารส่วนจังหวัด
- ง. เป็นส่วนราชการส่วนกลาง สังกัดกระทรวงการคลัง ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เป็นส่วนราชการส่วนกลาง สังกัดกระทรวงการคลัง" เมื่อหน่วยงานต้นสังกัดของนาย ก. คือกรมสรรพากร จึงใช้หลักที่ระบุว่ากรมสรรพากรเป็นส่วนราชการส่วนกลาง สังกัดกระทรวงการคลัง ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เป็นส่วนราชการส่วนท้องถิ่นประเภทองค์การบริหารส่วนจังหวัด" ผิด: แหล่งข้อมูลจัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดไว้ในส่วนท้องถิ่น แต่ระบุว่ากรมสรรพากรเป็นส่วนราชการส่วนกลาง • "เป็นส่วนราชการส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษเช่นเดียวกับกรุงเทพมหานคร" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่ารูปแบบพิเศษ ได้แก่ กรุงเทพมหานครและเมืองพัทยา ขณะที่กรมสรรพากรเป็นส่วนราชการส่วนกลาง • "เป็นส่วนราชการส่วนภูมิภาคในระดับจังหวัด" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุโดยตรงว่า “กรมสรรพากร เป็นส่วนราชการส่วนกลาง” ไม่ใช่ส่วนภูมิภาค อ้างอิงตัวบท หัวข้อ 4.4 การจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “กรมสรรพากร เป็นส่วนราชการส่วนกลาง สังกัดกระทรวงการคลัง”
หัวข้อ 4.4 การจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “กรมสรรพากร เป็นส่วนราชการส่วนกลาง สังกัดกระทรวงการคลัง”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
เป้าหมายที่มุ่งพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพของคน จัดอยู่ในยุทธศาสตร์ชาติด้านใดใน 6 ด้าน
- ก. ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ
- ข. ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ ✓
- ค. ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
- ง. ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์" ยุทธศาสตร์ชาติ (พ.ศ. 2561–2580) กำหนด 6 ด้าน โดยเป้าหมายที่กล่าวถึงการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพของคนตรงกับด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม" ผิด: แหล่งข้อมูลแยกด้านสิ่งแวดล้อมออกจากด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์อย่างชัดเจน • "ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุการพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐเป็นอีกด้านหนึ่ง ไม่ใช่ด้านที่มุ่งพัฒนาศักยภาพคน • "ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม" ผิด: แหล่งข้อมูลแยกด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคมออกจากด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ อ้างอิงตัวบท หัวข้อ 1.1 ยุทธศาสตร์ชาติ (พ.ศ. 2561–2580) (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “3. ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์” หัวข้อ 1.1 ยุทธศาสตร์ชาติ (พ.ศ. 2561–2580) (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “6 ด้าน "มั่นคง – แข่งขัน – คน – เสมอภาค – สิ่งแวดล้อม – รัฐ"”
หัวข้อ 1.1 ยุทธศาสตร์ชาติ (พ.ศ. 2561–2580) (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “3. ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อใดระบุปีที่สหประชาชาติรับรอง จำนวนเป้าหมาย และวาระของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ได้ถูกต้อง
- ก. รับรองใน ค.ศ. 2015 มี 15 เป้าหมาย ภายใต้วาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2030
- ข. รับรองใน ค.ศ. 2015 มี 17 เป้าหมาย ภายใต้วาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2025
- ค. รับรองใน ค.ศ. 2015 มี 17 เป้าหมาย ภายใต้วาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2030 ✓
- ง. รับรองใน ค.ศ. 2016 มี 17 เป้าหมาย ภายใต้วาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2030
Explanation: คำตอบที่ถูก: "รับรองใน ค.ศ. 2015 มี 17 เป้าหมาย ภายใต้วาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2030" หัวข้อ 2.2 ระบุว่า สหประชาชาติรับรอง SDGs เมื่อ ค.ศ. 2015 (พ.ศ. 2558) มี 17 เป้าหมาย ภายใต้วาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2030 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "รับรองใน ค.ศ. 2015 มี 17 เป้าหมาย ภายใต้วาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2025" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าอยู่ภายใต้วาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2030 ไม่ใช่ ค.ศ. 2025 • "รับรองใน ค.ศ. 2016 มี 17 เป้าหมาย ภายใต้วาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2030" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าสหประชาชาติรับรองเมื่อ ค.ศ. 2015 ไม่ใช่ ค.ศ. 2016 • "รับรองใน ค.ศ. 2015 มี 15 เป้าหมาย ภายใต้วาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2030" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า SDGs มี 17 เป้าหมาย ไม่ใช่ 15 เป้าหมาย อ้างอิงตัวบท หัวข้อ 2.2 เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “สหประชาชาติรับรองเมื่อ ค.ศ. 2015” หัวข้อ 2.2 เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “มี 17 เป้าหมาย” หัวข้อ 2.2 เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “ภายใต้ วาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2030”
หัวข้อ 2.2 เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “สหประชาชาติรับรองเมื่อ ค.ศ. 2015”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
องค์การระหว่างประเทศใดมีบทบาทกำกับกติกาที่ประเทศต่าง ๆ ใช้ในการค้าระหว่างกัน
- ก. องค์การดังกล่าวคือ World Bank
- ข. องค์การดังกล่าวคือ IMF
- ค. องค์การดังกล่าวคือ APEC
- ง. องค์การดังกล่าวคือ WTO ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "องค์การดังกล่าวคือ WTO" องค์การการค้าโลก (WTO) มีบทบาทดูแลกติกาการค้าระหว่างประเทศตามข้อมูลเรื่ององค์การระหว่างประเทศ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "องค์การดังกล่าวคือ IMF" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า IMF ดูแลเสถียรภาพการเงินระหว่างประเทศ ส่วนองค์การที่ดูแลกติกาการค้าระหว่างประเทศคือ WTO • "องค์การดังกล่าวคือ APEC" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า APEC เป็นความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก 21 เขตเศรษฐกิจ ขณะที่บทบาทดูแลกติกาการค้าระหว่างประเทศเป็นของ WTO • "องค์การดังกล่าวคือ World Bank" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าธนาคารโลกให้กู้เพื่อการพัฒนา ส่วน WTO ดูแลกติกาการค้าระหว่างประเทศ อ้างอิงตัวบท หมวด 5 องค์การระหว่างประเทศ (~15%) (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “องค์การการค้าโลก (WTO) | ดูแลกติกาการค้าระหว่างประเทศ”
หมวด 5 องค์การระหว่างประเทศ (~15%) (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “องค์การการค้าโลก (WTO) | ดูแลกติกาการค้าระหว่างประเทศ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
คุณสมบัติของสารสนเทศที่หมายถึงการได้ข้อมูลมาทันใช้ตัดสินใจคือข้อใด
- ก. ทันเวลา (Timeliness) ✓
- ข. ครบถ้วนสมบูรณ์ (Completeness)
- ค. ถูกต้องแม่นยำ (Accuracy)
- ง. ตรงกับความต้องการ (Relevancy)
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ทันเวลา (Timeliness)" ตามหัวข้อ 5.2 สารสนเทศที่ได้มาทันใช้ตัดสินใจมีคุณสมบัติด้านความทันเวลา (Timeliness) ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ตรงกับความต้องการ (Relevancy)" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุคำอธิบาย “ได้มาทันใช้ตัดสินใจ” ไว้หลัง “ทันเวลา (Timeliness)” ไม่ใช่ “ตรงกับความต้องการ” • "ครบถ้วนสมบูรณ์ (Completeness)" ผิด: แหล่งข้อมูลจับคู่ข้อความ “ได้มาทันใช้ตัดสินใจ” กับ “ทันเวลา (Timeliness)” ไม่ใช่ “ครบถ้วนสมบูรณ์” • "ถูกต้องแม่นยำ (Accuracy)" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า “ได้มาทันใช้ตัดสินใจ” เป็นความหมายของ “ทันเวลา (Timeliness)” อ้างอิงตัวบท หัวข้อ 5.2 คุณสมบัติของสารสนเทศที่ดี (คู่มือคอมพิวเตอร์พื้นฐาน SIENSOB บทที่ 5 ข้อมูล สารสนเทศ ฐานข้อมูล และระบบสารสนเทศ): “ทันเวลา (Timeliness): ได้มาทันใช้ตัดสินใจ”
หัวข้อ 5.2 คุณสมบัติของสารสนเทศที่ดี (คู่มือคอมพิวเตอร์พื้นฐาน SIENSOB บทที่ 5 ข้อมูล สารสนเทศ ฐานข้อมูล และระบบสารสนเทศ): “ทันเวลา (Timeliness): ได้มาทันใช้ตัดสินใจ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
เครื่องมือช่วยนับและคำนวณที่เก่าแก่ที่สุดคือข้อใด
- ก. Napier's Bones
- ข. ไม้บรรทัดคำนวณ (Slide Rule)
- ค. ลูกคิด (Abacus) ✓
- ง. Pascaline
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ลูกคิด (Abacus)" หัวข้อ 1.1 ระบุว่า ลูกคิด (Abacus) เป็นเครื่องมือช่วยนับและคำนวณที่เก่าแก่ที่สุด ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "Napier's Bones" ผิด: หัวข้อ 1.1 ระบุว่า Napier's Bones เป็นแท่งตัวเลขช่วยคูณและหาร ส่วนเครื่องมือช่วยนับและคำนวณที่เก่าแก่ที่สุดคือลูกคิด • "Pascaline" ผิด: หัวข้อ 1.1 ระบุว่า Pascaline เป็นเครื่องคำนวณแบบฟันเฟืองที่ทำได้บวกและลบ ส่วนลูกคิดเป็นเครื่องมือช่วยนับและคำนวณที่เก่าแก่ที่สุด • "ไม้บรรทัดคำนวณ (Slide Rule)" ผิด: หัวข้อ 1.1 ระบุว่าไม้บรรทัดคำนวณเป็นเครื่องคำนวณแบบแอนะล็อกยุคแรก ไม่ใช่เครื่องมือช่วยนับและคำนวณที่เก่าแก่ที่สุด อ้างอิงตัวบท หัวข้อ 1.1 เครื่องมือช่วยคำนวณก่อนยุคคอมพิวเตอร์ (คู่มือคอมพิวเตอร์พื้นฐาน SIENSOB บทที่ 1 ประวัติและยุคของคอมพิวเตอร์): “ลูกคิด (Abacus) | หลายพันปีก่อน (จีน และบาบิโลน) | เครื่องมือช่วยนับและคำนวณที่เก่าแก่ที่สุด”
หัวข้อ 1.1 เครื่องมือช่วยคำนวณก่อนยุคคอมพิวเตอร์ (คู่มือคอมพิวเตอร์พื้นฐาน SIENSOB บทที่ 1 ประวัติและยุคของคอมพิวเตอร์): “ลูกคิด (Abacus) | หลายพันปีก่อน (จีน และบาบิโลน) | เครื่องมือช่วยนับและคำนวณที่เก่าแก่ที่สุด”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามหลักคอมพิวเตอร์พื้นฐาน ข้อใดอธิบายความแตกต่างระหว่าง RAM และ ROM ได้ถูกต้อง
- ก. RAM อ่านได้อย่างเดียวและข้อมูลไม่หายเมื่อปิดเครื่อง ส่วน ROM อ่านและเขียนได้และข้อมูลหาย
- ข. RAM เก็บโปรแกรมที่กำลังทำงานและข้อมูลหายเมื่อปิดเครื่อง ส่วน ROM เก็บชุดคำสั่งเริ่มต้นเครื่องและข้อมูลไม่หาย ✓
- ค. RAM เก็บชุดคำสั่งเริ่มต้นเครื่องและข้อมูลไม่หายเมื่อปิดเครื่อง ส่วน ROM เก็บโปรแกรมที่กำลังทำงานและข้อมูลหาย
- ง. RAM เก็บชุดคำสั่งเริ่มต้นเครื่องและข้อมูลหายเมื่อปิดเครื่อง ส่วน ROM เก็บโปรแกรมที่กำลังทำงานและข้อมูลไม่หาย
Explanation: คำตอบที่ถูก: "RAM เก็บโปรแกรมที่กำลังทำงานและข้อมูลหายเมื่อปิดเครื่อง ส่วน ROM เก็บชุดคำสั่งเริ่มต้นเครื่องและข้อมูลไม่หาย" หัวข้อ 2.4 ระบุว่า RAM ใช้เก็บโปรแกรมและข้อมูลที่กำลังทำงานอยู่ โดยข้อมูลหายเมื่อปิดเครื่อง ส่วน ROM ใช้เก็บชุดคำสั่งเริ่มต้นเครื่อง เช่น BIOS/UEFI และข้อมูลไม่หายเมื่อปิดเครื่อง ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "RAM อ่านได้อย่างเดียวและข้อมูลไม่หายเมื่อปิดเครื่อง ส่วน ROM อ่านและเขียนได้และข้อมูลหาย" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า RAM อ่านและเขียนได้และข้อมูลหายเมื่อปิดเครื่อง ส่วน ROM อ่านได้อย่างเดียวในการใช้งานปกติและข้อมูลไม่หาย • "RAM เก็บชุดคำสั่งเริ่มต้นเครื่องและข้อมูลไม่หายเมื่อปิดเครื่อง ส่วน ROM เก็บโปรแกรมที่กำลังทำงานและข้อมูลหาย" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดตรงกันข้าม โดย RAM เก็บโปรแกรมและข้อมูลที่กำลังทำงานและข้อมูลหาย ส่วน ROM เก็บชุดคำสั่งเริ่มต้นเครื่องและข้อมูลไม่หาย • "RAM เก็บชุดคำสั่งเริ่มต้นเครื่องและข้อมูลหายเมื่อปิดเครื่อง ส่วน ROM เก็บโปรแกรมที่กำลังทำงานและข้อมูลไม่หาย" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า RAM ใช้เก็บโปรแกรมและข้อมูลที่กำลังทำงานอยู่ ส่วน ROM ใช้เก็บชุดคำสั่งเริ่มต้นเครื่อง อ้างอิงตัวบท หัวข้อ 2.4 หน่วยความจำ: RAM และ ROM (คู่มือคอมพิวเตอร์พื้นฐาน SIENSOB บทที่ 2 คอมพิวเตอร์เบื้องต้น): “ใช้เก็บ | โปรแกรมและข้อมูลที่กำลังทำงานอยู่” หัวข้อ 2.4 หน่วยความจำ: RAM และ ROM (คู่มือคอมพิวเตอร์พื้นฐาน SIENSOB บทที่ 2 คอมพิวเตอร์เบื้องต้น): “เมื่อปิดเครื่อง | ข้อมูลหาย (Volatile)” หัวข้อ 2.4 หน่วยความจำ: RAM และ ROM (คู่มือคอมพิวเตอร์พื้นฐาน SIENSOB บทที่ 2 คอมพิวเตอร์เบื้องต้น): “ชุดคำสั่งเริ่มต้นเครื่อง เช่น BIOS/UEFI” หัวข้อ 2.4 หน่วยความจำ: RAM และ ROM (คู่มือคอมพิวเตอร์พื้นฐาน SIENSOB บทที่ 2 คอมพิวเตอร์เบื้องต้น): “ข้อมูลไม่หาย (Non-volatile)”
หัวข้อ 2.4 หน่วยความจำ: RAM และ ROM (คู่มือคอมพิวเตอร์พื้นฐาน SIENSOB บทที่ 2 คอมพิวเตอร์เบื้องต้น): “ใช้เก็บ | โปรแกรมและข้อมูลที่กำลังทำงานอยู่”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อใดจัดเป็นบริการเก็บไฟล์และทำงานร่วมกันตามหลักคอมพิวเตอร์พื้นฐาน
- ก. บริการ LINE
- ข. บริการ Google Meet
- ค. บริการ Microsoft Teams
- ง. บริการ OneDrive ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "บริการ OneDrive" หัวข้อ 7.6 ระบุว่า OneDrive เป็นบริการสำหรับเก็บไฟล์และทำงานร่วมกัน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "บริการ Google Meet" ผิด: หัวข้อ 7.6 จัด Google Meet อยู่ในกลุ่มประชุมออนไลน์ • "บริการ Microsoft Teams" ผิด: หัวข้อ 7.6 จัด Microsoft Teams อยู่ในกลุ่มประชุมออนไลน์ • "บริการ LINE" ผิด: หัวข้อ 7.6 จัด LINE อยู่ในกลุ่มแชตและการสื่อสาร อ้างอิงตัวบท หัวข้อ 7.6 บริการออนไลน์ในการทำงานปัจจุบัน (คู่มือคอมพิวเตอร์พื้นฐาน SIENSOB บทที่ 7 อินเทอร์เน็ต): “เก็บไฟล์และทำงานร่วมกัน: OneDrive, Google Drive”
หัวข้อ 7.6 บริการออนไลน์ในการทำงานปัจจุบัน (คู่มือคอมพิวเตอร์พื้นฐาน SIENSOB บทที่ 7 อินเทอร์เน็ต): “เก็บไฟล์และทำงานร่วมกัน: OneDrive, Google Drive”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
เลขฐานสิบ 12 เขียนเป็นเลขฐานสองได้ตรงกับข้อใด
- ก. 0011₂
- ข. 1100₂ ✓
- ค. 1011₂
- ง. 1101₂
Explanation: คำตอบที่ถูก: "1100₂" หารด้วย 2 แล้วอ่านเศษจากล่างขึ้นบนได้ 1100 (ตรวจกลับ: 1100 ฐานสอง = 12) ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "0011₂" ผิด: อ่านเศษจากบนลงล่าง ซึ่งกลับลำดับ (ต้องอ่านจากล่างขึ้นบน) • "1101₂" ผิด: เป็นเลขฐานสองของ 13 ไม่ใช่ 12 • "1011₂" ผิด: เป็นเลขฐานสองของ 11 ไม่ใช่ 12 อ้างอิงตัวบท คู่มือคอมพิวเตอร์พื้นฐาน SIENSOB บทที่ 3 หน่วยข้อมูล เลขฐาน และรหัสแทนข้อมูล (กฎ N2): “ฐาน 10 → ฐานอื่น: หารด้วยฐานไปเรื่อย ๆ จนผลหารเป็น 0 แล้วอ่านเศษจากล่างขึ้นบน”
คู่มือคอมพิวเตอร์พื้นฐาน SIENSOB บทที่ 3 หน่วยข้อมูล เลขฐาน และรหัสแทนข้อมูล: “ฐาน 10 → ฐานอื่น: หารด้วยฐานไปเรื่อย ๆ จนผลหารเป็น 0 แล้วอ่านเศษจากล่างขึ้นบน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อใดอธิบายความแตกต่างระหว่างคุกกี้กับแคชได้ถูกต้องตามหลักคอมพิวเตอร์พื้นฐาน
- ก. คุกกี้และแคชต่างเป็นสำเนาข้อมูลเว็บที่เบราว์เซอร์เก็บไว้เพื่อช่วยให้เปิดเว็บไซต์ครั้งต่อไปได้เร็วขึ้นเหมือนกัน
- ข. คุกกี้และแคชต่างเป็นข้อมูลเล็ก ๆ ที่เว็บไซต์ฝากไว้ในเบราว์เซอร์เพื่อช่วยจดจำการเข้าสู่ระบบเหมือนกัน
- ค. คุกกี้คือข้อมูลเล็ก ๆ ที่เว็บไซต์ฝากไว้ในเบราว์เซอร์ ส่วนแคชคือสำเนาข้อมูลเว็บที่ช่วยให้เปิดครั้งหน้าเร็วขึ้น ✓
- ง. คุกกี้คือสำเนาข้อมูลเว็บที่ช่วยให้เปิดครั้งหน้าเร็วขึ้น ส่วนแคชคือข้อมูลเล็ก ๆ ที่เว็บไซต์ฝากไว้ในเบราว์เซอร์
Explanation: คำตอบที่ถูก: "คุกกี้คือข้อมูลเล็ก ๆ ที่เว็บไซต์ฝากไว้ในเบราว์เซอร์ ส่วนแคชคือสำเนาข้อมูลเว็บที่ช่วยให้เปิดครั้งหน้าเร็วขึ้น" ตามหัวข้อ 7.4 คุกกี้คือข้อมูลเล็ก ๆ ที่เว็บไซต์ฝากไว้ในเบราว์เซอร์ เช่น ใช้จำการเข้าสู่ระบบ ส่วนแคชคือสำเนาข้อมูลเว็บที่เบราว์เซอร์เก็บไว้เพื่อให้เปิดครั้งหน้าเร็วขึ้น ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "คุกกี้และแคชต่างเป็นสำเนาข้อมูลเว็บที่เบราว์เซอร์เก็บไว้เพื่อช่วยให้เปิดเว็บไซต์ครั้งต่อไปได้เร็วขึ้นเหมือนกัน" ผิด: แหล่งข้อมูลนิยามเฉพาะแคชว่าเป็นสำเนาข้อมูลเว็บที่เก็บไว้ให้เปิดครั้งหน้าเร็วขึ้น แต่คุกกี้เป็นข้อมูลที่เว็บไซต์ฝากไว้ในเบราว์เซอร์ • "คุกกี้และแคชต่างเป็นข้อมูลเล็ก ๆ ที่เว็บไซต์ฝากไว้ในเบราว์เซอร์เพื่อช่วยจดจำการเข้าสู่ระบบเหมือนกัน" ผิด: แหล่งข้อมูลยกการจำการเข้าสู่ระบบเป็นตัวอย่างของคุกกี้ ขณะที่แคชหมายถึงสำเนาข้อมูลเว็บที่ช่วยให้เปิดครั้งหน้าเร็วขึ้น • "คุกกี้คือสำเนาข้อมูลเว็บที่ช่วยให้เปิดครั้งหน้าเร็วขึ้น ส่วนแคชคือข้อมูลเล็ก ๆ ที่เว็บไซต์ฝากไว้ในเบราว์เซอร์" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าคุกกี้เป็นข้อมูลเล็ก ๆ ที่เว็บไซต์ฝากไว้ในเบราว์เซอร์ ส่วนแคชเป็นสำเนาข้อมูลเว็บที่เบราว์เซอร์เก็บไว้ อ้างอิงตัวบท หัวข้อ 7.4 บริการและคำศัพท์บนอินเทอร์เน็ต (คู่มือคอมพิวเตอร์พื้นฐาน SIENSOB บทที่ 7 อินเทอร์เน็ต): “คุกกี้ (Cookie) | ข้อมูลเล็ก ๆ ที่เว็บไซต์ฝากไว้ในเบราว์เซอร์ เช่น จำการเข้าสู่ระบบ” หัวข้อ 7.4 บริการและคำศัพท์บนอินเทอร์เน็ต (คู่มือคอมพิวเตอร์พื้นฐาน SIENSOB บทที่ 7 อินเทอร์เน็ต): “แคช (Cache) | สำเนาข้อมูลเว็บที่เบราว์เซอร์เก็บไว้ให้เปิดครั้งหน้าเร็วขึ้น”
หัวข้อ 7.4 บริการและคำศัพท์บนอินเทอร์เน็ต (คู่มือคอมพิวเตอร์พื้นฐาน SIENSOB บทที่ 7 อินเทอร์เน็ต): “คุกกี้ (Cookie) | ข้อมูลเล็ก ๆ ที่เว็บไซต์ฝากไว้ในเบราว์เซอร์ เช่น จำการเข้าสู่ระบบ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามหลักคอมพิวเตอร์พื้นฐาน ข้อใดจับคู่รูปแบบคลาวด์กับบริการที่ผู้ใช้ได้รับได้ถูกต้อง
- ก. PaaS — แพลตฟอร์มสำหรับพัฒนาและรันแอปพลิเคชัน ✓
- ข. Public Cloud — ระบบคลาวด์ที่ใช้เฉพาะองค์กรเดียว
- ค. IaaS — ซอฟต์แวร์สำเร็จรูปที่ใช้ผ่านเว็บหรือแอป
- ง. SaaS — โครงสร้างพื้นฐานสำหรับเช่าเครื่องเซิร์ฟเวอร์เสมือน
Explanation: คำตอบที่ถูก: "PaaS — แพลตฟอร์มสำหรับพัฒนาและรันแอปพลิเคชัน" ตามหัวข้อ 11.1 PaaS ย่อมาจาก Platform as a Service เป็นแพลตฟอร์มสำหรับพัฒนาและรันแอปพลิเคชัน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "Public Cloud — ระบบคลาวด์ที่ใช้เฉพาะองค์กรเดียว" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า Public Cloud เปิดให้ลูกค้าทั่วไปใช้ร่วมกัน ส่วนคลาวด์ที่ใช้เฉพาะองค์กรเดียวคือ Private Cloud • "IaaS — ซอฟต์แวร์สำเร็จรูปที่ใช้ผ่านเว็บหรือแอป" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า IaaS ให้โครงสร้างพื้นฐาน เช่น เครื่องเซิร์ฟเวอร์เสมือน พื้นที่เก็บข้อมูล และเครือข่าย • "SaaS — โครงสร้างพื้นฐานสำหรับเช่าเครื่องเซิร์ฟเวอร์เสมือน" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า SaaS คือซอฟต์แวร์สำเร็จรูปที่ใช้ผ่านเว็บหรือแอป ส่วนเครื่องเซิร์ฟเวอร์เสมือนเป็น IaaS อ้างอิงตัวบท หัวข้อ 11.1 คลาวด์คอมพิวติ้ง (Cloud Computing) (คู่มือคอมพิวเตอร์พื้นฐาน SIENSOB บทที่ 11 คลาวด์ ปัญญาประดิษฐ์ และเทคโนโลยีใหม่): “PaaS | Platform as a Service | แพลตฟอร์มสำหรับพัฒนาและรันแอปพลิเคชัน”
หัวข้อ 11.1 คลาวด์คอมพิวติ้ง (Cloud Computing) (คู่มือคอมพิวเตอร์พื้นฐาน SIENSOB บทที่ 11 คลาวด์ ปัญญาประดิษฐ์ และเทคโนโลยีใหม่): “PaaS | Platform as a Service | แพลตฟอร์มสำหรับพัฒนาและรันแอปพลิเคชัน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ส่วนติดต่อผู้ใช้แบบใดใช้ภาพ ไอคอน หน้าต่าง และเมาส์
- ก. Multi-user (การทำงานแบบหลายผู้ใช้)
- ข. CLI (Command Line Interface)
- ค. Multitasking (การทำงานแบบหลายงาน)
- ง. GUI (Graphical User Interface) ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "GUI (Graphical User Interface)" ตามหัวข้อ 4.2 GUI (Graphical User Interface) เป็นส่วนติดต่อผู้ใช้ที่ใช้ภาพ ไอคอน หน้าต่าง และเมาส์ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "CLI (Command Line Interface)" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า CLI ใช้การพิมพ์คำสั่งเป็นตัวอักษร ส่วนการใช้ภาพ ไอคอน หน้าต่าง และเมาส์เป็น GUI • "Multitasking (การทำงานแบบหลายงาน)" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า Multitasking หมายถึงการเปิดหลายโปรแกรมพร้อมกันได้ ไม่ใช่ส่วนติดต่อที่ใช้ภาพและไอคอน • "Multi-user (การทำงานแบบหลายผู้ใช้)" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า Multi-user หมายถึงการมีหลายบัญชีผู้ใช้ในเครื่องเดียว ไม่ใช่ส่วนติดต่อที่ใช้หน้าต่างและเมาส์ อ้างอิงตัวบท หัวข้อ 4.2 ระบบปฏิบัติการ (OS: Operating System) (คู่มือคอมพิวเตอร์พื้นฐาน SIENSOB บทที่ 4 ซอฟต์แวร์และระบบปฏิบัติการ): “- GUI (Graphical User Interface): ใช้ภาพ ไอคอน หน้าต่าง และเมาส์”
หัวข้อ 4.2 ระบบปฏิบัติการ (OS: Operating System) (คู่มือคอมพิวเตอร์พื้นฐาน SIENSOB บทที่ 4 ซอฟต์แวร์และระบบปฏิบัติการ): “- GUI (Graphical User Interface): ใช้ภาพ ไอคอน หน้าต่าง และเมาส์”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อมูลขนาด 6 KB เท่ากับกี่ไบต์
- ก. 6,000
- ข. 6,144 ✓
- ค. 1,024
- ง. 48
Explanation: คำตอบที่ถูก: "6,144" 6 × 1,024 = 6,144 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "6,000" ผิด: 6,000 ได้จากการคูณ 1,000 ซึ่งไม่ใช่อัตราที่ใช้ (1 KB = 1,024 B) • "48" ผิด: 48 ได้จากการคูณ 8 ซึ่งเป็นอัตราระหว่างไบต์กับบิต ไม่ใช่ระหว่าง KB กับ B • "1,024" ผิด: 1,024 คือขนาดของ 1 KB เท่านั้น ยังไม่ได้คูณด้วย 6 อ้างอิงตัวบท คู่มือคอมพิวเตอร์พื้นฐาน SIENSOB บทที่ 3 หน่วยข้อมูล เลขฐาน และรหัสแทนข้อมูล (กฎ U2): “แต่ละขั้นคูณ 1,024 ลำดับคือ B → KB → MB → GB → TB → PB”
คู่มือคอมพิวเตอร์พื้นฐาน SIENSOB บทที่ 3 หน่วยข้อมูล เลขฐาน และรหัสแทนข้อมูล: “แต่ละขั้นคูณ 1,024 ลำดับคือ B → KB → MB → GB → TB → PB”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
DNS (Domain Name System) ทำหน้าที่ใด
- ก. เป็นหมายเลขประจำเครื่องบนเครือข่าย
- ข. เป็นชื่อที่จำง่ายแทนหมายเลข IP
- ค. แปลงชื่อโดเมนเป็นหมายเลข IP ✓
- ง. เป็นที่อยู่เต็มของหน้าเว็บหรือไฟล์
Explanation: คำตอบที่ถูก: "แปลงชื่อโดเมนเป็นหมายเลข IP" DNS (Domain Name System) คือระบบที่แปลงชื่อโดเมนเป็นหมายเลข IP ตามหัวข้อที่อยู่บนอินเทอร์เน็ต ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เป็นชื่อที่จำง่ายแทนหมายเลข IP" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าชื่อโดเมนคือชื่อที่จำง่ายแทนหมายเลข IP ส่วน DNS ทำหน้าที่แปลงชื่อนั้นเป็นหมายเลข IP • "เป็นหมายเลขประจำเครื่องบนเครือข่าย" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า IP Address คือหมายเลขประจำเครื่องบนเครือข่าย ส่วน DNS เป็นระบบที่แปลงชื่อโดเมนเป็นหมายเลข IP • "เป็นที่อยู่เต็มของหน้าเว็บหรือไฟล์" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า URL คือที่อยู่เต็มของหน้าเว็บหรือไฟล์ ไม่ใช่ DNS อ้างอิงตัวบท หัวข้อ 7.2 ที่อยู่บนอินเทอร์เน็ต (คู่มือคอมพิวเตอร์พื้นฐาน SIENSOB บทที่ 7 อินเทอร์เน็ต): “DNS (Domain Name System): ระบบที่แปลงชื่อโดเมนเป็นหมายเลข IP”
หัวข้อ 7.2 ที่อยู่บนอินเทอร์เน็ต (คู่มือคอมพิวเตอร์พื้นฐาน SIENSOB บทที่ 7 อินเทอร์เน็ต): “DNS (Domain Name System): ระบบที่แปลงชื่อโดเมนเป็นหมายเลข IP”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามมาตรา 52 ต้องดำเนินการแต่งตั้งประธานกรรมการหรือกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแทนตำแหน่งที่ว่างภายในกี่วันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง
- ก. ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง ✓
- ข. ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง
- ค. ภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง
- ง. ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง" มาตรา 52 กำหนดให้ดำเนินการแต่งตั้งประธานกรรมการหรือกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแทนตำแหน่งที่ว่างภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง" ผิด: มาตรา 52 กำหนดระยะเวลาดำเนินการแต่งตั้งไว้หกสิบวัน ไม่ใช่เก้าสิบวัน • "ภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง" ผิด: มาตรา 52 ระบุให้ดำเนินการแต่งตั้งภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง ไม่ใช่หนึ่งร้อยยี่สิบวัน • "ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง" ผิด: มาตรา 52 กำหนดว่าให้ดำเนินการแต่งตั้งภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง ไม่ใช่สามสิบวัน อ้างอิงตัวบท มาตรา 52 พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562: “ให้ดำเนินการแต่งตั้งประธานกรรมการหรือกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแทนตำแหน่งที่ว่างภายใน หกสิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง”
มาตรา 52 พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562: “ให้ดำเนินการแต่งตั้งประธานกรรมการหรือกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแทนตำแหน่งที่ว่างภายใน หกสิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อใดอธิบายผลของมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ได้ถูกต้อง
- ก. เจ้าหน้าที่ของรัฐยังต้องรับผิด แม้เปิดเผยโดยสุจริตและดำเนินการถูกต้องตามระเบียบตามมาตรา 16
- ข. การเปิดเผยโดยสุจริตในกรณีที่กำหนดทำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ต้องรับผิด แต่ไม่เป็นเหตุให้หน่วยงานของรัฐพ้นจากความรับผิดตามกฎหมายหากจะพึงมี ✓
- ค. การเปิดเผยโดยสุจริตในกรณีที่กำหนดทำให้ทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานของรัฐพ้นจากความรับผิด
- ง. เจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ต้องรับผิดเมื่อเปิดเผยโดยสุจริต ไม่ว่าการเปิดเผยนั้นจะเป็นกรณีใด
Explanation: คำตอบที่ถูก: "การเปิดเผยโดยสุจริตในกรณีที่กำหนดทำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ต้องรับผิด แต่ไม่เป็นเหตุให้หน่วยงานของรัฐพ้นจากความรับผิดตามกฎหมายหากจะพึงมี" มาตรา 20 กำหนดให้เจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ต้องรับผิดเมื่อเปิดเผยข้อมูลโดยสุจริตในกรณีตาม (1) หรือ (2) แต่การเปิดเผยนั้นไม่ทำให้หน่วยงานของรัฐพ้นจากความรับผิดตามกฎหมายหากจะพึงมี ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เจ้าหน้าที่ของรัฐยังต้องรับผิด แม้เปิดเผยโดยสุจริตและดำเนินการถูกต้องตามระเบียบตามมาตรา 16" ผิด: มาตรา 20 (1) ให้ถือว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ต้องรับผิด หากกระทำโดยสุจริตและดำเนินการถูกต้องตามระเบียบตามมาตรา 16 • "เจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ต้องรับผิดเมื่อเปิดเผยโดยสุจริต ไม่ว่าการเปิดเผยนั้นจะเป็นกรณีใด" ผิด: มาตรา 20 จำกัดการไม่ต้องรับผิดไว้เฉพาะการกระทำโดยสุจริตในกรณีตาม (1) หรือ (2) • "การเปิดเผยโดยสุจริตในกรณีที่กำหนดทำให้ทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานของรัฐพ้นจากความรับผิด" ผิด: มาตรา 20 ระบุว่า การเปิดเผยดังกล่าวไม่เป็นเหตุให้หน่วยงานของรัฐพ้นจากความรับผิดตามกฎหมายหากจะพึงมี มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 16: “มาตรา 16 เพื่อให้เกิดความชัดเจนในทางปฏิบัติว่าข้อมูลข่าวสารของราชการจะเปิดเผยต่อบุคคลใดได้หรือไม่ภายใต้เงื่อนไขเช่นใด และสมควรมีวิธีรักษามิให้รั่วไหลให้หน่วยงานของรัฐกำหนดวิธีการคุ้มครองข้อมูลข่าวสารนั้น ทั้งนี้ ตามระเบียบที่คณะรัฐมนตรีกำหนดว่าด้วยการรักษาความลับของทางราชการ” อ้างอิงตัวบท มาตรา 20 พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540: “ให้ถือว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ต้องรับผิดหากเป็นการกระทำโดยสุจริตในกรณีดังต่อไปนี้” มาตรา 20 พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540: “การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารตามวรรคหนึ่งไม่เป็นเหตุให้หน่วยงานของรัฐพ้นจากความรับผิดตามกฎหมายหากจะพึงมีในกรณีดังกล่าว”
มาตรา 20 พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540: “ให้ถือว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ต้องรับผิดหากเป็นการกระทำโดยสุจริตในกรณีดังต่อไปนี้”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
นาย ก. ยื่นคำขอข้อมูลข่าวสารตามมาตรา 11 ต่อหน่วยงานของรัฐแห่งหนึ่ง หน่วยงานผู้รับคำขอเห็นว่าข้อมูลดังกล่าวจัดทำโดยหน่วยงานของรัฐแห่งอื่นและระบุห้ามการเปิดเผยไว้ตามระเบียบที่กำหนดตามมาตรา 16 หน่วยงานผู้รับคำขอต้องดำเนินการอย่างไร
- ก. พิจารณาคำขอและมีคำสั่งเกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูลนั้นเอง
- ข. ปฏิเสธคำขอทันทีเพราะข้อมูลดังกล่าวระบุห้ามการเปิดเผยไว้
- ค. ส่งคำขอให้หน่วยงานของรัฐผู้จัดทำข้อมูลข่าวสารนั้นพิจารณาเพื่อมีคำสั่งต่อไป ✓
- ง. แนะนำให้นาย ก. ไปยื่นคำขอต่อหน่วยงานที่ควบคุมดูแลข้อมูลโดยไม่ชักช้า
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ส่งคำขอให้หน่วยงานของรัฐผู้จัดทำข้อมูลข่าวสารนั้นพิจารณาเพื่อมีคำสั่งต่อไป" ข้อเท็จจริงที่ว่าข้อมูลจัดทำโดยหน่วยงานของรัฐแห่งอื่นและระบุห้ามการเปิดเผยไว้ตามระเบียบที่กำหนดตามมาตรา 16 ทำให้ต้องใช้กรณีเฉพาะตามมาตรา 12 คือส่งคำขอให้หน่วยงานผู้จัดทำข้อมูลข่าวสารนั้นพิจารณาเพื่อมีคำสั่งต่อไป ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ปฏิเสธคำขอทันทีเพราะข้อมูลดังกล่าวระบุห้ามการเปิดเผยไว้" ผิด: ข้อความในมาตรา 12 กำหนดผลให้ส่งคำขอแก่หน่วยงานผู้จัดทำเพื่อพิจารณามีคำสั่ง มิได้กำหนดให้ผู้รับคำขอปฏิเสธทันที • "แนะนำให้นาย ก. ไปยื่นคำขอต่อหน่วยงานที่ควบคุมดูแลข้อมูลโดยไม่ชักช้า" ผิด: มาตรา 12 กำหนดกรณีนี้ไว้โดยเฉพาะว่า “ให้ส่งคำขอนั้นให้หน่วยงานของรัฐผู้จัดทำข้อมูลข่าวสารนั้นพิจารณาเพื่อมีคำสั่งต่อไป” • "พิจารณาคำขอและมีคำสั่งเกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูลนั้นเอง" ผิด: มาตรา 12 กำหนดให้ส่งคำขอไปยังหน่วยงานของรัฐผู้จัดทำข้อมูลข่าวสารเพื่อพิจารณาและมีคำสั่งต่อไป มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 11: “มาตรา 11 นอกจากข้อมูลข่าวสารของราชการที่ลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษาแล้วหรือที่จัดไว้ให้ประชาชนเข้าตรวจดูได้แล้วหรือที่มีการจัดให้ประชาชนได้ค้นคว้าตามมาตรา 26 แล้ว ถ้าบุคคลใดขอข้อมูลข่าวสารอื่นใดของราชการและคำขอของผู้นั้นระบุข้อมูลข่าวสารที่ต้องการในลักษณะที่อาจเข้าใจได้ตามควร ให้หน่วยงานของรัฐผู้รับผิดชอบจัดหาข้อมูลข่าวสารนั้นให้แก่ผู้ขอภายในเวลาอันสมควร เว้นแต่ผู้นั้นขอจำนวนมากหรือบ่อยครั้งโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ข้อมูลข่าวสารของราชการใดมีสภาพที่อาจบุบสลายง่าย หน่วยงานของรัฐจะขอขยายเวลาในการจัดหาให้หรือจะจัดทำสำเนาให้ในสภาพอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อมิให้เกิดความเสียหายแก่ข้อมูลข่าวสารนั้นก็ได้ ข้อมูล…” • มาตรา 16: “มาตรา 16 เพื่อให้เกิดความชัดเจนในทางปฏิบัติว่าข้อมูลข่าวสารของราชการจะเปิดเผยต่อบุคคลใดได้หรือไม่ภายใต้เงื่อนไขเช่นใด และสมควรมีวิธีรักษามิให้รั่วไหลให้หน่วยงานของรัฐกำหนดวิธีการคุ้มครองข้อมูลข่าวสารนั้น ทั้งนี้ ตามระเบียบที่คณะรัฐมนตรีกำหนดว่าด้วยการรักษาความลับของทางราชการ” อ้างอิงตัวบท มาตรา 12 พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540: “ถ้าหน่วยงานของรัฐผู้รับคำขอเห็นว่าข้อมูลข่าวสารที่มีคำขอเป็นข้อมูลข่าวสารที่จัดทำโดยหน่วยงานของรัฐแห่งอื่น และได้ระบุห้ามการเปิดเผยไว้ตามระเบียบที่กำหนดตามมาตรา 16 ให้ส่งคำขอนั้นให้หน่วยงานของรัฐผู้จัดทำข้อมูลข่าวสารนั้นพิจารณาเพื่อมีคำสั่งต่อไป”
มาตรา 12 พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540: “ถ้าหน่วยงานของรัฐผู้รับคำขอเห็นว่าข้อมูลข่าวสารที่มีคำขอเป็นข้อมูลข่าวสารที่จัดทำโดยหน่วยงานของรัฐแห่งอื่น และได้ระบุห้ามการเปิดเผยไว้ตามระเบียบที่กำหนดตามมาตรา 16 ให้ส่งคำขอนั้นให้หน่วยงานของรัฐผู้จัดทำข้อมูลข่าวสารนั้นพิจารณาเพื่อมีคำสั่งต่อไป”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามมาตรา 74 หากคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญพิจารณาหรือตรวจสอบแล้วรับฟังได้ว่า เรื่องร้องเรียนหรือการกระทำนั้นอาจไกล่เกลี่ยได้และคู่กรณีประสงค์จะให้ไกล่เกลี่ย ข้อใดอธิบายผลของบทบัญญัติได้ถูกต้อง
- ก. ให้คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญไม่รับเรื่องร้องเรียนไว้พิจารณา
- ข. ให้คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญออกคำสั่งให้แก้ไขการกระทำทันที
- ค. ให้คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญมีคำสั่งยุติเรื่อง
- ง. ให้คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญดำเนินการไกล่เกลี่ย ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ให้คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญดำเนินการไกล่เกลี่ย" มาตรา 74 กำหนดว่า เมื่อรับฟังได้ว่าเรื่องร้องเรียนหรือการกระทำนั้นเป็นกรณีซึ่งอาจไกล่เกลี่ยได้และคู่กรณีประสงค์จะให้ไกล่เกลี่ย ให้คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญดำเนินการไกล่เกลี่ย ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ให้คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญไม่รับเรื่องร้องเรียนไว้พิจารณา" ผิด: มาตรา 74 ให้ไม่รับเรื่องไว้พิจารณาเฉพาะกรณีผู้ร้องเรียนไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามระเบียบ หรือเป็นเรื่องที่ระเบียบกำหนดไม่ให้รับไว้พิจารณา มิใช่ผลของกรณีที่อาจไกล่เกลี่ยได้และคู่กรณีประสงค์จะไกล่เกลี่ย • "ให้คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญมีคำสั่งยุติเรื่อง" ผิด: มาตรา 74 กำหนดให้ยุติเรื่องเมื่อรับฟังได้ว่าเรื่องร้องเรียนหรือการกระทำนั้นไม่มีมูล แต่กรณีตามคำถามอาจไกล่เกลี่ยได้และคู่กรณีประสงค์จะให้ไกล่เกลี่ย จึงต้องดำเนินการไกล่เกลี่ย • "ให้คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญออกคำสั่งให้แก้ไขการกระทำทันที" ผิด: มาตรา 74 กำหนดให้ออกคำสั่งได้เมื่อเรื่องนั้นไม่อาจไกล่เกลี่ยได้หรือไกล่เกลี่ยไม่สำเร็จ แต่กรณีตามคำถามอาจไกล่เกลี่ยได้และคู่กรณีประสงค์จะให้ไกล่เกลี่ย อ้างอิงตัวบท มาตรา 74 พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562: “ในกรณีที่คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญพิจารณาหรือตรวจสอบตามวรรคสองแล้วรับฟังได้ว่า เรื่องร้องเรียนหรือการกระทำนั้นเป็นกรณีซึ่งอาจไกล่เกลี่ยได้และคู่กรณีประสงค์จะให้ไกล่เกลี่ย ให้คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญดำเนินการไกล่เกลี่ย”
มาตรา 74 พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562: “ในกรณีที่คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญพิจารณาหรือตรวจสอบตามวรรคสองแล้วรับฟังได้ว่า เรื่องร้องเรียนหรือการกระทำนั้นเป็นกรณีซึ่งอาจไกล่เกลี่ยได้และคู่กรณีประสงค์จะให้ไกล่เกลี่ย ให้คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญดำเนินการไกล่เกลี่ย”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
บริษัท ค. จำกัดทำสัญญากับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ต่อมาบริษัทโต้แย้งว่าสำนักงานไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล เมื่อพิจารณาตามมาตรา 43 สถานะของสำนักงานเป็นอย่างไร
- ก. เป็นหน่วยงานของรัฐ มีฐานะเป็นนิติบุคคล และไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ ✓
- ข. เป็นส่วนราชการและมีฐานะเป็นนิติบุคคล
- ค. เป็นรัฐวิสาหกิจและมีฐานะเป็นนิติบุคคล
- ง. เป็นหน่วยงานของรัฐ แต่ไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เป็นหน่วยงานของรัฐ มีฐานะเป็นนิติบุคคล และไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ" ข้อเท็จจริงที่มีการโต้แย้งฐานะของสำนักงานต้องพิจารณาตามมาตรา 43 ซึ่งกำหนดให้สำนักงานเป็นหน่วยงานของรัฐ มีฐานะเป็นนิติบุคคล และไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เป็นส่วนราชการและมีฐานะเป็นนิติบุคคล" ผิด: มาตรา 43 ระบุว่าสำนักงานไม่เป็นส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน • "เป็นรัฐวิสาหกิจและมีฐานะเป็นนิติบุคคล" ผิด: มาตรา 43 ระบุว่าสำนักงานไม่เป็นรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณหรือกฎหมายอื่น • "เป็นหน่วยงานของรัฐ แต่ไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล" ผิด: มาตรา 43 ระบุว่าสำนักงานเป็นหน่วยงานของรัฐและมีฐานะเป็นนิติบุคคล อ้างอิงตัวบท มาตรา 43 พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562: “สำนักงานเป็นหน่วยงานของรัฐ” มาตรา 43 พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562: “มีฐานะเป็นนิติบุคคล” มาตรา 43 พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562: “และไม่เป็นส่วนราชการตามกฎหมาย” มาตรา 43 พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562: “หรือรัฐวิสาหกิจตามกฎหมาย”
มาตรา 43 พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562: “สำนักงานเป็นหน่วยงานของรัฐ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
Exam Simulator
Start a snapshot-based practice or real-exam attempt.
Exam Preview
What an approved exam looks like to a test-taker.
ชุดจำลอง เจ้าพนักงานสรรพากรปฏิบัติงาน (ทดลอง)
Time limit: 150 minutes
1. ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1 เรื่อง การนำเสนองบการเงิน (ปรับปรุง 2567) ข้อใดระบุงบและช่วงเวลาที่จัดทำซึ่งเป็นองค์ประกอบของงบการเงินฉบับสมบูรณ์ได้ถูกต้อง
- ก. งบกระแสเงินสด ณ วันสิ้นรอบระยะเวลา
- ข. งบการเปลี่ยนแปลงส่วนของเจ้าของ ณ วันสิ้นรอบระยะเวลา
- ค. งบกำไรขาดทุนและกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จอื่น ณ วันสิ้นรอบระยะเวลา
- ง. งบฐานะการเงิน ณ วันสิ้นรอบระยะเวลา
2. บริษัท ค. จำกัดเป็นผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี เอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีของบริษัทเสียหายมาก่อน แต่บริษัทเพิ่งทราบถึงความเสียหายในภายหลัง ตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 ข้อใดระบุผู้รับแจ้งและกำหนดเวลาได้ถูกต้อง
- ก. แจ้งต่อสารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชี ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่เอกสารเกิดความเสียหาย
- ข. แจ้งต่ออธิบดี ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ทราบหรือควรทราบถึงความเสียหาย
- ค. แจ้งต่อสารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชี ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ทราบหรือควรทราบถึงความเสียหาย
- ง. แจ้งต่อสารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชี ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ทราบหรือควรทราบถึงความเสียหาย
3. นาย ก. เป็นผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี ได้เลิกประกอบธุรกิจโดยมิได้มีการชำระบัญชี มิได้ร้องขอขยายเวลาส่งมอบ และยังไม่เคยส่งมอบบัญชีหรือเอกสารมาก่อน ตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 นาย ก. ต้องส่งมอบบัญชีและเอกสารแก่ผู้ใดและภายในกำหนดใด
- ก. ส่งมอบแก่สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีภายในเก้าสิบวันนับแต่วันเลิกประกอบธุรกิจ
- ข. ส่งมอบแก่สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันเลิกประกอบธุรกิจ
- ค. ส่งมอบให้ครบถ้วนถูกต้องแก่สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีภายในเวลาที่กำหนด
- ง. ส่งมอบแก่สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีภายในเก้าสิบวันนับแต่วันร้องขอขยายเวลา
4. บริษัท ค. จำกัดมีสินค้าคงเหลือชนิด ก. และชนิด ข. ซึ่งไม่อยู่ในกรณีที่มาตรฐานกล่าวไว้ต่างหาก สินค้าทั้งสองชนิดมีลักษณะและการใช้คล้ายคลึงกัน โดยบริษัทใช้วิธีเข้าก่อนออกก่อนกับสินค้าชนิด ก. ข้อใดเป็นการปฏิบัติที่ถูกต้อง
- ก. กิจการอาจใช้วิธีต้นทุนถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักกับชนิด ข. หากเห็นว่าเหมาะสม
- ข. กิจการต้องใช้วิธีเข้าก่อนออกก่อนกับสินค้าชนิด ข. เช่นเดียวกับชนิด ก.
- ค. กิจการต้องเปลี่ยนสินค้าทั้งสองชนิดไปใช้วิธีต้นทุนถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก
- ง. กิจการไม่ต้องใช้วิธีเดียวกัน และอาจเลือกสองวิธีแยกกันสำหรับสินค้าแต่ละชนิด
5. ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 7 เรื่อง งบกระแสเงินสด ข้อใดอธิบายการจัดประเภทเงินปันผลจ่ายได้ถูกต้อง
- ก. เงินปันผลจ่ายอาจจัดเป็นกระแสเงินสดจากการจัดหาเงิน หรือเป็นกิจกรรมดำเนินงานเพื่อช่วยพิจารณาความสามารถในการจ่ายเงินปันผลจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน
- ข. เงินปันผลจ่ายต้องจัดเป็นองค์ประกอบของกระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงานเท่านั้น เพื่อช่วยพิจารณาความสามารถในการจ่ายเงินปันผลจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน
- ค. เงินปันผลจ่ายต้องจัดเป็นกระแสเงินสดจากการจัดหาเงินเท่านั้น เนื่องจากเป็นต้นทุนของการจัดหาทรัพยากรทางการเงิน และไม่อาจจัดเป็นกิจกรรมดำเนินงาน
- ง. เงินปันผลจ่ายอาจจัดเป็นกระแสเงินสดจากการจัดหาเงินหรือกิจกรรมดำเนินงาน แต่การจัดเป็นกิจกรรมดำเนินงานไม่ช่วยพิจารณาความสามารถในการจ่ายเงินปันผล
6. นิติบุคคล ค. เป็นผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศ และมิได้จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย ข้อใดเป็นสิ่งที่นิติบุคคล ค. ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543
- ก. ไม่ต้องจัดทำงบการเงินหรือยื่นต่อสำนักงานกลางบัญชีหรือสำนักงานบัญชีประจำท้องที่
- ข. ต้องจัดทำงบการเงินและยื่นต่อสำนักงานกลางบัญชีหรือสำนักงานบัญชีประจำท้องที่
- ค. ต้องจัดทำงบการเงินและยื่นงบการเงินต่อผู้สอบบัญชีรับอนุญาต
- ง. ต้องจัดทำงบการเงิน แต่ไม่ต้องยื่นต่อสำนักงานกลางบัญชีหรือสำนักงานบัญชีประจำท้องที่
7. ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1 เรื่อง การนำเสนองบการเงิน ข้อใดอธิบายหลักการวิเคราะห์ค่าใช้จ่ายที่รับรู้ในกำไรหรือขาดทุนได้ถูกต้อง
- ก. กิจการเลือกจัดประเภทตามธรรมชาติหรือตามหน้าที่ได้ตามความสะดวก โดยไม่ต้องพิจารณาความน่าเชื่อถือและความเกี่ยวข้อง
- ข. กิจการต้องจัดประเภทตามธรรมชาติในทุกกรณี แม้ว่าตามหน้าที่จะให้ข้อมูลที่เชื่อถือได้และเกี่ยวข้องมากกว่า
- ค. กิจการเลือกจัดประเภทตามธรรมชาติหรือตามหน้าที่ โดยใช้วิธีที่ให้ข้อมูลที่เชื่อถือได้และมีความเกี่ยวข้องมากกว่า
- ง. กิจการต้องจัดประเภททั้งตามธรรมชาติและตามหน้าที่ควบคู่กัน โดยไม่อาจเลือกใช้เพียงวิธีใดวิธีหนึ่ง
8. ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1 เรื่อง การนำเสนองบการเงิน ส่วนของกำไรหรือขาดทุนหรืองบกำไรขาดทุนต้องแสดงรายการใดพร้อมจำนวนเงินสำหรับรอบระยะเวลา
- ก. ส่วนแบ่งกำไรหรือขาดทุนของบริษัทร่วมและการร่วมค้าที่ใช้วิธีราคาทุน
- ข. ผลขาดทุนจากการด้อยค่าโดยไม่รวมการกลับรายการผลกำไรหรือขาดทุนจากการด้อยค่า
- ค. ยอดรวมของการดำเนินงานต่อเนื่องซึ่งแสดงเป็นจำนวนเดียว
- ง. ส่วนแบ่งกำไรหรือขาดทุนของบริษัทร่วมและการร่วมค้าที่ใช้วิธีส่วนได้เสีย
9. ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 7 เรื่อง งบกระแสเงินสด ข้อใดอธิบายกระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงินได้ถูกต้อง
- ก. เงินสดที่ผู้เช่าจ่ายเพื่อเพิ่มยอดหนี้สินตามสัญญาเช่า ถือเป็นกระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงิน
- ข. การซื้อหรือไถ่ถอนหุ้นแล้วกิจการได้รับเงินสดจากเจ้าของ ถือเป็นกระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงิน
- ค. การจ่ายชำระเงินสดคืนเงินกู้ยืม ไม่ถือเป็นกระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงิน
- ง. การออกหุ้นหรือตราสารทุนอื่นแล้วกิจการได้รับเงินสด ถือเป็นกระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงิน
10. บริษัท ค. จำกัด มีต้นทุนในการเก็บรักษาสินค้าที่จำเป็นในกระบวนการผลิตก่อนจะถึงขั้นตอนการผลิตถัดไป และมีต้นทุนในการขายสินค้า บริษัทควรปฏิบัติอย่างไร
- ก. ไม่นำต้นทุนทั้งสองรายการมารวมเป็นต้นทุนสินค้าคงเหลือ และรับรู้เป็นค่าใช้จ่ายในงวดที่เกิดขึ้น
- ข. นำต้นทุนการเก็บรักษามารวมเป็นต้นทุนสินค้าคงเหลือ และรับรู้ต้นทุนในการขายเป็นค่าใช้จ่ายในงวดถัดไป
- ค. นำต้นทุนการเก็บรักษามารวมเป็นต้นทุนสินค้าคงเหลือ และรับรู้ต้นทุนในการขายเป็นค่าใช้จ่ายในงวดที่เกิดขึ้น
- ง. นำต้นทุนทั้งสองรายการมารวมเป็นต้นทุนสินค้าคงเหลือ และไม่รับรู้เป็นค่าใช้จ่ายในงวดที่เกิดขึ้น
11. ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 7 เรื่อง งบกระแสเงินสด ข้อใดกล่าวถึงความหมายของเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดได้ถูกต้อง
- ก. เงินสดประกอบด้วยเงินสดในมือและเงินฝากธนาคารที่ต้องจ่ายคืนเมื่อครบกำหนด ส่วนรายการเทียบเท่าเงินสดเป็นเงินลงทุนระยะสั้นที่มีสภาพคล่องสูง พร้อมเปลี่ยนเป็นเงินสดในจำนวนที่ทราบได้ และมีความเสี่ยงที่ไม่มีนัยสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงในมูลค่า
- ข. เงินสดประกอบด้วยเงินสดในมือและเงินฝากธนาคารที่ต้องจ่ายคืนเมื่อทวงถาม ส่วนรายการเทียบเท่าเงินสดเป็นเงินลงทุนระยะสั้นที่มีสภาพคล่องสูง พร้อมเปลี่ยนเป็นเงินสดในจำนวนที่ทราบได้ และมีความเสี่ยงที่ไม่มีนัยสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงในมูลค่า
- ค. เงินสดประกอบด้วยเงินสดในมือและเงินฝากธนาคารที่ต้องจ่ายคืนเมื่อทวงถาม ส่วนรายการเทียบเท่าเงินสดเป็นเงินลงทุนระยะสั้นที่มีสภาพคล่องสูง พร้อมเปลี่ยนเป็นเงินสดในจำนวนที่ทราบได้ และมีความเสี่ยงที่มีนัยสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงในมูลค่า
- ง. เงินสดประกอบด้วยเงินสดในมือและเงินฝากธนาคารที่ต้องจ่ายคืนเมื่อทวงถาม ส่วนรายการเทียบเท่าเงินสดเป็นเงินลงทุนระยะสั้นที่มีสภาพคล่องสูง พร้อมเปลี่ยนเป็นเงินสดในจำนวนที่ไม่ทราบได้ และมีความเสี่ยงที่ไม่มีนัยสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงในมูลค่า
12. ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 7 เรื่อง งบกระแสเงินสด งบกระแสเงินสดต้องจำแนกกระแสเงินสดในระหว่างรอบระยะเวลาเป็นกิจกรรมใดบ้าง
- ก. กิจกรรมดำเนินงาน กิจกรรมลงทุน และกิจกรรมจัดหาเงิน
- ข. กิจกรรมดำเนินงาน กิจกรรมลงทุน และกิจกรรมบริหารงาน
- ค. กิจกรรมดำเนินงาน กิจกรรมผลิต และกิจกรรมจัดหาเงิน
- ง. กิจกรรมควบคุม กิจกรรมลงทุน และกิจกรรมจัดหาเงิน
13. ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 16 เรื่อง ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ กิจการต้องปันส่วนจำนวนที่คิดค่าเสื่อมราคาของสินทรัพย์อย่างไร
- ก. กิจการต้องปันส่วนอย่างมีระบบตลอดรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้สินทรัพย์มา
- ข. กิจการต้องปันส่วนอย่างมีระบบตลอดอายุการใช้ประโยชน์ของสินทรัพย์
- ค. กิจการต้องรับรู้จำนวนทั้งหมดในรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้สินทรัพย์มา
- ง. กิจการต้องปันส่วนโดยไม่เป็นระบบตลอดอายุการใช้ประโยชน์ของสินทรัพย์
14. ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1 เรื่อง การนำเสนองบการเงิน ข้อใดอธิบายเกณฑ์เกี่ยวกับสิทธิในการเลื่อนการชำระหนี้ที่ทำให้กิจการต้องจัดประเภทหนี้สินเป็นรายการหมุนเวียนได้ถูกต้อง
- ก. ณ วันสิ้นรอบระยะเวลารายงาน กิจการมีสิทธิเลื่อนการชำระหนี้ออกไปอย่างน้อย 12 เดือน
- ข. ณ วันสิ้นรอบระยะเวลารายงาน กิจการไม่มีสิทธิเลื่อนการชำระหนี้ออกไปอย่างน้อย 6 เดือน
- ค. ณ วันสิ้นรอบระยะเวลารายงาน กิจการไม่มีสิทธิเลื่อนการชำระหนี้ออกไปอย่างน้อย 12 เดือน
- ง. ณ วันเริ่มรอบระยะเวลารายงาน กิจการไม่มีสิทธิเลื่อนการชำระหนี้ออกไปอย่างน้อย 12 เดือน
15. บริษัท ค. จำกัดกำลังพิจารณาต้นทุนของอุปกรณ์หนึ่งรายการ โดยมีความเป็นไปได้ค่อนข้างแน่ว่าจะได้รับประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในอนาคตจากอุปกรณ์นั้น และบริษัทสามารถวัดมูลค่าต้นทุนได้อย่างน่าเชื่อถือ ตามมาตรฐานการบัญชี บริษัทต้องดำเนินการอย่างไร
- ก. ต้องรับรู้ต้นทุนของอุปกรณ์เป็นค่าใช้จ่าย เพราะวัดมูลค่าต้นทุนได้อย่างน่าเชื่อถือ
- ข. ยังไม่ต้องรับรู้ต้นทุนของอุปกรณ์เป็นสินทรัพย์ จนกว่าจะได้รับประโยชน์เชิงเศรษฐกิจจริง
- ค. ยังไม่ต้องรับรู้ต้นทุนของอุปกรณ์เป็นสินทรัพย์ จนกว่าจะวัดมูลค่าต้นทุนได้อย่างแน่นอน
- ง. ต้องรับรู้ต้นทุนของอุปกรณ์เป็นสินทรัพย์ เพราะเป็นไปตามเงื่อนไขทุกข้อ
16. เทศบาลแห่งหนึ่งจ่ายเงินได้พึงประเมินให้บริษัท ค. จำกัด และได้หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีปัจจุบัน ผลของภาษีที่หักไว้นั้นเป็นอย่างไรตามประมวลรัษฎากร
- ก. ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีเงินได้ของบริษัทในรอบระยะเวลาบัญชีที่หักไว้
- ข. ไม่ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีเงินได้ของบริษัทในรอบระยะเวลาบัญชีที่หักไว้
- ค. ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีเงินได้ของบริษัทในรอบระยะเวลาบัญชีถัดไป
- ง. ให้นำไปหักออกจากเงินได้พึงประเมินของบริษัทในรอบระยะเวลาบัญชีที่หักไว้
17. ตราสารที่ต้องเสียอากรฉบับหนึ่งทำขึ้นนอกสยาม นาย ก. เป็นผู้ทรงตราสารคนแรกในสยาม ต่อมานาง ข. ได้ตราสารมาไว้ในครอบครองก่อนพ้นกำหนดสามสิบวันนับแต่วันที่นาย ก. ได้รับตราสาร ตามประมวลรัษฎากร ข้อใดถูกต้อง
- ก. นาย ก. ต้องปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับตราสาร แต่ไม่ต้องขีดฆ่า
- ข. นาย ก. ต้องปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าเมื่อพ้นสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับตราสาร
- ค. นาย ก. ต้องปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับตราสาร
- ง. นาง ข. ต้องปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าภายในสามสิบวันนับแต่วันที่นาย ก. ได้รับตราสาร
18. ข้อใดอธิบายผลของมาตรา 6 ได้ถูกต้อง เมื่อคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลเป็นผู้มีหน้าที่ตามประมวลรัษฎากร
- ก. ให้คณะบุคคลนั้นเป็นผู้รับผิดชอบเองแม้มิใช่นิติบุคคล
- ข. ไม่มีผู้รับผิดชอบเพราะคณะบุคคลนั้นมิใช่นิติบุคคล
- ค. ให้สมาชิกทุกคนของคณะนั้นร่วมกันเป็นผู้รับผิดชอบ
- ง. ให้ผู้อำนวยการหรือผู้จัดการคณะนั้นเป็นผู้รับผิดชอบ
19. นาย ก. เป็นผู้ต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติแห่งส่วนนี้จำนวน 9,000 บาท โดยไม่เข้ากรณียกเว้นตาม 18 ทวิ และภาษีนี้ไม่ได้ต้องเสียตาม 56 ทวิหรือ 57 จัตวา นาย ก. ได้รับแจ้งจำนวนภาษีที่ประเมินและประสงค์ชำระเป็นสามงวดเท่า ๆ กัน งวดที่หนึ่งต้องชำระภายในระยะใดตามประมวลรัษฎากร
- ก. ภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันสุดท้ายที่ต้องชำระงวดที่หนึ่ง
- ข. ภายในสามสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งจำนวนภาษีที่ประเมิน
- ค. ภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจำนวนภาษีที่ประเมิน
- ง. ตามกำหนดชำระที่ใช้แก่กรณีตาม 56 ทวิหรือ 57 จัตวา
20. บริษัท ค. จำกัดเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ได้ขายสินค้าให้นาย ก. ไปแล้ว ต่อมาเกิดเหตุการณ์ที่กฎหมายระบุ ทำให้มูลค่าสินค้าเพิ่มขึ้นและมีภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องคำนวณใหม่ แต่บริษัทมีเหตุจำเป็นจนไม่สามารถออกใบเพิ่มหนี้ได้ทันในเดือนภาษีที่เกิดเหตุการณ์ ตามประมวลรัษฎากร บริษัท ค. จำกัดต้องดำเนินการอย่างไร
- ก. ต้องออกใบเพิ่มหนี้ให้นาย ก. ในเดือนภาษีถัดจากเดือนที่เกิดเหตุการณ์
- ข. ไม่ต้องออกใบเพิ่มหนี้ให้นาย ก. เพราะไม่สามารถออกได้ทันเดือนภาษีที่เกิดเหตุการณ์
- ค. ยังคงต้องออกใบเพิ่มหนี้ให้นาย ก. ภายในเดือนภาษีที่เกิดเหตุการณ์
- ง. ต้องออกใบเพิ่มหนี้ให้นาย ก. ในเดือนภาษีที่สองถัดจากเดือนที่เกิดเหตุการณ์
21. ตามมาตรา 69 ตรี ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) เฉพาะที่จ่ายให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งขายอสังหาริมทรัพย์ ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตราเท่าใด
- ก. ร้อยละ 5
- ข. ร้อยละ 2
- ค. ร้อยละ 3
- ง. ร้อยละ 1
22. บริษัท ค. จำกัด เป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีจากกิจการที่ไม่ใช่การขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร และมีสถานประกอบการหลายแห่ง บริษัทได้ยื่นคำร้องต่ออธิบดีขอยื่นแบบแสดงรายการภาษีรวมกัน ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่แห่งหนึ่ง ต่อมาอธิบดีพิจารณาเห็นสมควรและอนุมัติคำร้อง ข้อใดเป็นผลตามประมวลรัษฎากร
- ก. บริษัทยังต้องแยกยื่นแบบเป็นรายสถานประกอบการ แม้อธิบดีอนุมัติให้ยื่นรวมกันแล้ว
- ข. บริษัทต้องยื่นแบบและชำระภาษีขณะจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมต่อพนักงานผู้รับจดทะเบียน
- ค. บริษัทสามารถยื่นแบบแสดงรายการภาษีรวมกัน ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่แห่งที่ได้รับอนุมัติได้
- ง. บริษัทสามารถยื่นแบบรวมกันได้ตั้งแต่ยื่นคำร้อง แม้อธิบดียังไม่ได้พิจารณาอนุมัติ
23. ข้อใดอธิบายหลักการตีราคาทรัพย์สินกรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลควบเข้ากันได้ถูกต้องตามมาตรา 74
- ก. ตีทรัพย์สินตามราคาบัญชีในวันที่ควบเข้ากัน และบริษัทใหม่ถือราคาตลาดเพื่อคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิ
- ข. ตีทรัพย์สินตามราคาตลาดในวันที่ควบเข้ากัน แต่บริษัทใหม่ถือราคาตามบัญชีเดิมเพื่อคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิ
- ค. ตีทรัพย์สินตามราคาตลาดในวันที่ควบเข้ากัน และบริษัทเดิมถือราคาดังกล่าวเป็นรายได้หรือรายจ่าย
- ง. ตีทรัพย์สินตามราคาตลาดในวันเลิก และบริษัทใหม่ถือราคาตามบัญชีเดิมเพื่อคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิ
24. ตามมาตรา 82/10 ผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องนำภาษีขายที่คำนวณจากมูลค่าของสินค้าหรือบริการที่ลดลงมาหักออกจากภาษีขายของตนในเดือนภาษีใด
- ก. เดือนภาษีที่ได้ออกใบลดหนี้
- ข. เดือนภาษีที่ได้รับใบลดหนี้
- ค. เดือนภาษีที่ขายสินค้าหรือให้บริการ
- ง. เดือนภาษีถัดจากเดือนที่ออกใบลดหนี้
25. ตามมาตรา 91/8 ผู้มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับกิจการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร ต้องเสียภาษีในเวลาใด
- ก. ในเดือนภาษีของผู้มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะ
- ข. ภายหลังจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์นั้น
- ค. ก่อนจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์นั้น
- ง. ในขณะที่จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์นั้น
26. นาย ก. ไม่ชำระภาษีให้ครบถ้วนภายในกำหนดเวลาและไม่ได้รับอนุมัติจากอธิบดีให้ขยายเวลา เมื่อคำนวณเงินเพิ่มจนถึงวันชำระภาษี ปรากฏว่าเงินเพิ่มสูงกว่าจำนวนภาษีที่ต้องชำระ ตามประมวลรัษฎากร ผลเป็นอย่างไร
- ก. เงินเพิ่มต้องไม่เกินสองเท่าของจำนวนภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่ง
- ข. ให้เรียกเงินเพิ่มตามจำนวนที่คำนวณได้แม้เกินภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่ง
- ค. เงินเพิ่มต้องไม่เกินจำนวนภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่ง
- ง. เงินเพิ่มให้ลดเหลือร้อยละ 0.75 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน
27. ตามมาตรา 42 ทวิ เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ (2) เมื่อหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมารวมกันแล้ว ต้องไม่เกินจำนวนเท่าใด
- ก. 60,000 บาท
- ข. 100,000 บาท
- ค. 120,000 บาท
- ง. 80,000 บาท
28. บริษัท ค. จำกัดเป็นบริษัทจดทะเบียน และรอบระยะเวลาบัญชีนี้มีระยะเวลาสิบสองเดือน ตามประมวลรัษฎากร บริษัท ค. จำกัดต้องคำนวณและชำระภาษีสำหรับรอบระยะเวลาหกเดือนอย่างไร
- ก. ให้คำนวณและชำระภาษีจากกำไรสุทธิของรอบระยะเวลาหกเดือนนับแต่วันแรกของรอบระยะเวลาบัญชี ตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี
- ข. ให้คำนวณและชำระภาษีจากกำไรสุทธิของรอบระยะเวลาสิบสองเดือนนับแต่วันแรกของรอบระยะเวลาบัญชี ตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี
- ค. ให้จัดทำประมาณการกำไรสุทธิทั้งรอบระยะเวลาบัญชี แล้วคำนวณและชำระภาษีจากจำนวนกึ่งหนึ่งของประมาณการกำไรสุทธินั้น
- ง. ไม่ต้องยื่นรายการและชำระภาษีก่อนกำหนด เพราะความในวรรคหนึ่งไม่ใช้บังคับแก่รอบระยะเวลาบัญชีที่มีระยะเวลาสิบสองเดือน
29. ตามมาตรา 35 ตรี ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา 71 ตรี หรือยื่นรายงาน เอกสาร หรือหลักฐานโดยแสดงข้อมูลไม่ถูกต้องครบถ้วนโดยไม่มีเหตุอันสมควร ต้องระวางโทษอย่างไร
- ก. ปรับไม่เกินสามแสนบาท
- ข. ปรับไม่เกินสองแสนบาท
- ค. ปรับไม่เกินห้าแสนบาท
- ง. ปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท
30. ผู้กระทำการตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 37 แห่งประมวลรัษฎากร ต้องระวางโทษเท่าใด
- ก. จำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองแสนบาท
- ข. จำคุกตั้งแต่สามเดือนถึงห้าปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองแสนบาท
- ค. จำคุกตั้งแต่สามเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองแสนบาท
- ง. จำคุกตั้งแต่สามเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่ห้าพันบาทถึงหนึ่งแสนบาท
31. บริษัท ก. จำกัด จ่ายเงินได้พึงประเมินประเภท (3) จากประเทศไทยให้บริษัท ค. ซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศและมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย โดยเงินได้นี้มิใช่ดอกเบี้ยจากรัฐบาลหรือสถาบันการเงินตามกรณียกเว้น ตามประมวลรัษฎากร บริษัท ก. จำกัดต้องนำส่งภาษีภายในกำหนดใด
- ก. ภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่จ่ายเงินได้พึงประเมินนั้น
- ข. ภายในสิบห้าวันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้พึงประเมินนั้น
- ค. ไม่ต้องนำส่งภาษี เพราะผู้รับเงินมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย
- ง. ภายในเจ็ดวันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้พึงประเมินนั้น
32. ข้อใดอธิบายอำนาจตามมาตรา 12 ตรี เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามมาตรา 12 ได้ถูกต้อง
- ก. ผู้มีอำนาจตามมาตรา 12 หรือสรรพากรจังหวัดมีอำนาจออกหมายเรียก สั่งให้นำหลักฐานมาตรวจสอบ และออกคำสั่งเป็นหนังสือให้เจ้าพนักงานสรรพากรตรวจค้นหรือยึดหลักฐาน
- ข. ผู้มีอำนาจตามมาตรา 12 หรือสรรพากรจังหวัดออกหมายเรียกได้เฉพาะผู้ต้องรับผิดชำระภาษีอากรค้าง แต่เรียกบุคคลอื่นไม่ได้
- ค. อำนาจออกหมายเรียก สั่งให้นำหลักฐาน และสั่งตรวจค้นหรือยึดหลักฐานเป็นของผู้มีอำนาจตามมาตรา 12 โดยสรรพากรจังหวัดไม่มีอำนาจดังกล่าว
- ง. ผู้มีอำนาจตามมาตรา 12 หรือสรรพากรจังหวัดต้องตรวจค้นหรือยึดหลักฐานด้วยตนเอง โดยไม่ออกคำสั่งให้เจ้าพนักงานสรรพากร
33. บริษัท ค. จำกัด ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ มิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย และได้รับเงินได้พึงประเมินที่เป็นดอกเบี้ยจากรัฐบาล ข้อใดเป็นผลตามประมวลรัษฎากร
- ก. ผู้จ่ายต้องหักภาษีจากดอกเบี้ยดังกล่าว แต่นำส่งโดยไม่ต้องยื่นรายการ
- ข. บริษัทต้องเสียภาษีจากดอกเบี้ยดังกล่าว แต่ผู้จ่ายไม่ต้องหักภาษีจากเงินได้
- ค. ให้นำความในวรรคหนึ่งมาใช้บังคับ โดยผู้จ่ายต้องหักภาษีจากดอกเบี้ยดังกล่าว
- ง. มิให้นำความในวรรคหนึ่งมาใช้บังคับแก่ดอกเบี้ยที่บริษัทได้รับจากรัฐบาล
34. ก่อนถึงกำหนดเวลายื่นรายการ นาย ก. มีเงินได้พึงประเมินประเภทที่ไม่ต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายจำนวน 10,000 บาท ตามประมวลรัษฎากร ข้อใดเป็นวิธีที่นาย ก. ดำเนินการได้
- ก. ยังนำภาษีไปชำระก่อนกำหนดไม่ได้ เพราะต้องมีเงินได้เกิน 10,000 บาท แม้พร้อมยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนด
- ข. นำภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 ไปชำระต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอ พร้อมยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดได้
- ค. นำภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 ไปชำระต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอได้ โดยไม่ต้องยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนด
- ง. ต้องรอถึงกำหนดเวลายื่นรายการก่อน จึงนำภาษีไปชำระต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอ พร้อมยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนด
35. ข้อใดกล่าวถึงกรณีที่อยู่ในความหมายของ “ใบรับ” ตามมาตรา 103 ได้ถูกต้อง
- ก. ใบรับหมายถึงเอกสารที่ต้องเสียอากรตามหมวดนี้
- ข. ใบรับหมายถึงการลงลายมือชื่อตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
- ค. บันทึกหรือหนังสือที่เป็นหลักฐานว่าหนี้หรือสิทธิเรียกร้องได้ชำระหรือปลดให้แล้ว แม้ไม่มีลายมือชื่อ
- ง. บันทึกหรือหนังสือที่เป็นหลักฐานการรับชำระเงินต้องมีลายมือชื่อจึงเป็นใบรับ
36. บริษัท ค. จำกัด มีรอบระยะเวลาบัญชีสิบสองเดือน และได้ยื่นรายการพร้อมชำระภาษีภายในสองเดือนนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาหกเดือน ต่อมาบริษัทกำลังคำนวณภาษีที่ต้องชำระประจำรอบระยะเวลาบัญชี ภาษีที่ชำระไว้ดังกล่าวมีผลอย่างไรตามประมวลรัษฎากร
- ก. ให้ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีที่ต้องชำระตามมาตรา 68
- ข. ให้ถือว่าเป็นการชำระภาษีตามมาตรา 68 เสร็จสิ้นแล้วโดยไม่ต้องคำนวณอีก
- ค. ให้ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีครึ่งรอบของรอบระยะเวลาบัญชีถัดไป
- ง. ให้แยกจากการคำนวณภาษีตามมาตรา 68 และมิให้ถือเป็นเครดิต
37. บริษัท ค. จำกัด เป็นผู้ประกอบการและมิได้นำภาษีซื้อรายการหนึ่งไปหักในการคำนวณภาษีในเดือนภาษีนั้น เพราะมีเหตุจำเป็นตามที่อธิบดีกำหนด บริษัทฯ มีสิทธินำภาษีซื้อนั้นไปหักภายในระยะเวลาสูงสุดเท่าใดและเริ่มนับจากเมื่อใด ตามประมวลรัษฎากร
- ก. นำไปหักในเดือนภาษีหลังจากนั้นได้ แต่ต้องไม่เกินสองปีนับจากวันที่ได้มีการออกใบกำกับภาษี
- ข. นำไปหักในเดือนภาษีหลังจากนั้นได้ แต่ต้องไม่เกินสามปีนับจากวันสุดท้ายของเดือนภาษีที่มิได้นำไปหัก
- ค. นำไปหักในเดือนภาษีหลังจากนั้นได้ แต่ต้องไม่เกินสามปีนับจากวันที่ได้มีการออกใบกำกับภาษี
- ง. นำไปหักได้เฉพาะในเดือนภาษีเดิม โดยไม่มีสิทธินำไปหักในเดือนภาษีหลังจากนั้น
38. ตามมาตรา 77/4 มูลค่าของสัญญาตาม (1) และ (2) จะต้องกำหนดไม่น้อยกว่าเท่าใด
- ก. 100,000 บาท
- ข. 300,000 บาท
- ค. 1,000,000 บาท
- ง. 500,000 บาท
39. ข้อใดอธิบายผลของมาตรา 85/9 สำหรับสถานประกอบการชั่วคราวที่มีลักษณะและเงื่อนไขเป็นสถานประกอบการเฉพาะกิจตามที่อธิบดีกำหนดได้ถูกต้อง
- ก. ไม่ให้ถือว่าอยู่ในบังคับของมาตรา 85/6 และมาตรา 85/7 แต่ยังคงอยู่ในบังคับของมาตรา 85/8
- ข. ไม่ให้ถือว่าอยู่ในบังคับของมาตรา 85/6 มาตรา 85/7 และมาตรา 85/8 แต่ผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องทำรายงานและปฏิบัติตามที่อธิบดีกำหนด
- ค. ให้ถือว่าอยู่ในบังคับของมาตรา 85/6 มาตรา 85/7 และมาตรา 85/8 และผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องทำรายงานตามที่อธิบดีกำหนด
- ง. ไม่ให้ถือว่าอยู่ในบังคับของมาตรา 85/6 มาตรา 85/7 และมาตรา 85/8 และผู้ประกอบการจดทะเบียนไม่ต้องทำรายงาน
40. บริษัท ค. จำกัด เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ได้เลิกประกอบกิจการ และจะไปแจ้งการเลิกกิจการ ณ สถานที่ที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ บริษัทต้องแจ้งภายในกำหนดใด
- ก. แจ้งภายในสิบห้าวันนับจากวันเลิกประกอบกิจการ
- ข. แจ้งพร้อมการคืนใบทะเบียนโดยไม่มีกำหนดนับจากวันเลิกกิจการ
- ค. แจ้งภายในสิบห้าวันนับจากวันจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
- ง. แจ้งภายในสามสิบวันนับจากวันเลิกประกอบกิจการ
41. ข้อใดอธิบายหลักการคำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยตามมาตรา 9 ได้ถูกต้อง
- ก. แม้จะมีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น หากจำเป็นต้องคำนวณเพื่อปฏิบัติการตามลักษณะนี้ ต้องใช้อัตราที่กระทรวงการคลังประกาศเป็นคราว ๆ
- ข. เว้นแต่จะมีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น หากจำเป็นต้องคำนวณเพื่อปฏิบัติการตามลักษณะนี้ ให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนที่กระทรวงการคลังประกาศเป็นคราว ๆ
- ค. เว้นแต่จะมีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น หากจำเป็นต้องคำนวณเพื่อปฏิบัติการตามลักษณะนี้ ให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศ
- ง. เว้นแต่จะมีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น หากจำเป็นต้องคำนวณเพื่อปฏิบัติการตามลักษณะนี้ ให้ผู้คำนวณเลือกใช้อัตราแลกเปลี่ยนได้เอง
42. ข้อใดอธิบายอำนาจเปิดเผยรายละเอียดของอธิบดีตามมาตรา 10 ทวิ ได้ถูกต้อง
- ก. แม้เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากร อธิบดีก็ไม่มีอำนาจเปิดเผยชื่อผู้เสียภาษีอากรและจำนวนภาษีอากรที่เสีย
- ข. เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากร อธิบดีเปิดเผยชื่อผู้ประกอบการจดทะเบียนได้ แต่เปิดเผยฐานภาษีมูลค่าเพิ่มไม่ได้
- ค. เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากร อธิบดีเปิดเผยชื่อผู้สอบบัญชีได้ แต่เปิดเผยพฤติการณ์ของผู้สอบบัญชีไม่ได้
- ง. เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากร อธิบดีมีอำนาจเปิดเผยชื่อผู้เสียภาษีอากรและจำนวนภาษีอากรที่เสีย ตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนด
43. ตามมาตรา 13 เจ้าพนักงานผู้ฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา 10 ต้องระวางโทษอย่างไร
- ก. จำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- ข. จำคุกไม่เกินหนึ่งปี และปรับไม่เกินสองหมื่นบาท
- ค. จำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- ง. จำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
44. ข้อใดอธิบายผลของมาตรา 41 ทวิ กรณีโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์โดยไม่มีค่าตอบแทนได้ถูกต้อง
- ก. ให้ถือว่าผู้โอนเป็นผู้มีเงินได้และต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้
- ข. ให้ถือว่าผู้โอนเป็นผู้มีเงินได้ แต่ไม่ต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้
- ค. ให้ถือว่าผู้รับโอนแทนผู้โอนเป็นผู้มีเงินได้และต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้
- ง. ให้ถือว่าผู้โอนไม่เป็นผู้มีเงินได้และไม่ต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้
45. ข้อใดอธิบายสิทธิของผู้ประกอบการจดทะเบียนเกี่ยวกับเครดิตภาษีที่เหลืออยู่ในแต่ละเดือนภาษีตามมาตรา 84 ได้ถูกต้อง
- ก. ขอคืนเครดิตภาษีได้ภายหลังการยื่นแบบของเดือนนั้นแล้ว โดยไม่ต้องขอคืนพร้อมกับการยื่นแบบ
- ข. นำเครดิตภาษีไปชำระภาษีมูลค่าเพิ่มได้ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด หรือขอคืนพร้อมการยื่นแบบของเดือนนั้น และกรณียื่นแบบเพิ่มเติมตามมาตรา 83/4 ขอคืนพร้อมแบบเพิ่มเติมได้
- ค. ต้องนำเครดิตภาษีไปชำระภาษีมูลค่าเพิ่มเท่านั้น โดยไม่มีสิทธิขอคืนพร้อมการยื่นแบบของเดือนนั้น
- ง. กรณียื่นแบบเพิ่มเติมตามมาตรา 83/4 ไม่มีสิทธิขอคืนเครดิตภาษีพร้อมกับการยื่นแบบเพิ่มเติมนั้น
46. นาย ก. มีเงินได้พึงประเมินประเภทที่ไม่ต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายจำนวน 15,000 บาท ก่อนถึงกำหนดเวลายื่นรายการ นาย ก. ได้ชำระภาษีต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอ พร้อมยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนด ภาษีที่ชำระดังกล่าวมีผลอย่างไรในการคำนวณภาษีตามประมวลรัษฎากร
- ก. ให้ถือเป็นภาษีสุดท้ายโดยไม่ต้องนำไปคำนวณภาษีอีก
- ข. ให้ตัดออกจากการคำนวณภาษีโดยไม่ถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสียภาษี
- ค. ให้ถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสียภาษีในการคำนวณภาษี
- ง. ให้คืนแก่ผู้ต้องเสียภาษีทันทีโดยไม่นำไปคำนวณภาษี
47. ตามมาตรา 88/4 เจ้าพนักงานประเมินจะต้องให้เวลาล่วงหน้าแก่บุคคลที่ได้รับหมายเรียกหรือคำสั่งไม่น้อยกว่าเท่าใด
- ก. ไม่น้อยกว่าสิบห้าวันนับแต่วันได้รับหมายเรียกหรือได้รับคำสั่ง
- ข. ไม่น้อยกว่าสามวันนับแต่วันได้รับหมายเรียกหรือได้รับคำสั่ง
- ค. ไม่น้อยกว่าสิบวันนับแต่วันได้รับหมายเรียกหรือได้รับคำสั่ง
- ง. ไม่น้อยกว่าเจ็ดวันนับแต่วันได้รับหมายเรียกหรือได้รับคำสั่ง
48. ผู้ใดโดยรู้อยู่แล้วหรือจงใจไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกหรือคำสั่งที่ระบุไว้ในมาตรา 36 แห่งประมวลรัษฎากร ต้องระวางโทษอย่างไร
- ก. จำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- ข. จำคุกไม่เกินสองเดือน หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- ค. จำคุกไม่เกินหนึ่งเดือนและปรับไม่เกินสองพันบาทในทุกกรณี
- ง. จำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
49. ข้อใดอธิบายหลักเกณฑ์เกี่ยวกับตราสารที่ต้องเสียอากรซึ่งทำขึ้นนอกสยามตามมาตรา 111 ได้ถูกต้อง
- ก. ผู้ทรงที่ได้ตราสารไว้ก่อนพ้นกำหนดต้องรอให้พ้นกำหนดก่อนจึงปิดแสตมป์และขีดฆ่าได้
- ข. เมื่อผู้ทรงคนแรกไม่ปฏิบัติตาม ผู้ทรงคนอื่นยื่นตราสารเพื่อให้จ่ายเงินได้โดยไม่ต้องปิดแสตมป์และขีดฆ่าก่อน
- ค. ผู้ทรงตราสารคนแรกในสยามต้องปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับตราสาร
- ง. ผู้ทรงตราสารคนแรกในสยามต้องปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับตราสาร
50. ข้อใดอธิบายหลักเกณฑ์ตามมาตรา 41 สำหรับเงินได้เนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในประเทศไทยได้ถูกต้อง
- ก. หากจ่ายเงินได้ในต่างประเทศ ต้องเสียภาษีเมื่อนำเงินได้นั้นเข้ามาในประเทศไทย
- ข. ต้องเสียภาษีไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ
- ค. ต้องเสียภาษีเฉพาะเมื่อเงินได้นั้นจ่ายในประเทศไทย
- ง. หากนายจ้างมีกิจการในต่างประเทศ เงินได้จากงานที่ทำในประเทศไทยไม่ต้องเสียภาษี
51. กรมสรรพากรย้ายที่ทำการไปอยู่ ณ หอรัษฎากรพิพัฒน์ในพระบรมมหาราชวังเมื่อวันที่ใด
- ก. วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2476
- ข. วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2473
- ค. วันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2478
- ง. วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2491
52. ตามประวัติกรมสรรพากร ตราพระอุเทนทราธิราชนั่งดีดพิณสามสายมีดอกสี่กลีบ (ประจำยาม) คั่นระหว่างอักษรภาษาไทยและภาษาอังกฤษข้างละกี่ดอก
- ก. ข้างละ 2 ดอก
- ข. ข้างละ 1 ดอก
- ค. ข้างละ 3 ดอก
- ง. ข้างละ 4 ดอก
53. ข้อใดอธิบายภารกิจของกรมสรรพากรตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมสรรพากร ได้ถูกต้อง
- ก. มุ่งให้ได้ภาษีตามเป้าหมายโดยไม่ต้องคำนึงถึงความทั่วถึงและเป็นธรรม
- ข. มุ่งให้เกิดการเสียภาษีโดยไม่คำนึงถึงความสมัครใจของผู้เสียภาษี
- ค. มุ่งใช้นโยบายภาษีโดยไม่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม
- ง. มุ่งให้ได้ภาษีตามเป้าหมายอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม และให้เกิดความสมัครใจในการเสียภาษี
54. ข้อใดสรุปขอบเขตของบทความเรื่องประวัติการจัดเก็บภาษีอากรได้ถูกต้อง
- ก. บทความถือว่าการเกณฑ์แรงงานภายในประเทศไม่เป็นรูปแบบหนึ่งของการเก็บภาษี
- ข. บทความเน้นวิวัฒนาการการจัดเก็บภาษีที่มีหลักฐานอ้างอิงได้ตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยจนถึงปัจจุบัน
- ค. บทความถือว่าเรื่องภาษีก่อนสมัยกรุงสุโขทัยเป็นข้อยืนยันจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์โดยตรง
- ง. บทความเน้นวิวัฒนาการการจัดเก็บภาษีที่มีหลักฐานอ้างอิงได้ตั้งแต่สมัยก่อนกรุงสุโขทัยจนถึงปัจจุบัน
55. ตามประวัติกรมสรรพากร กรมสรรพากรย้ายเข้าทำงานในอาคารที่ทำการของตนเองตั้งแต่วันใด
- ก. วันที่ 31 เมษายน พ.ศ. 2540
- ข. วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2539
- ค. วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2540
- ง. วันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2540
56. ข้อใดอธิบายความหมายของ D – Development ในค่านิยม I AM RD ได้ถูกต้อง
- ก. พัฒนาและคิดค้นนวัตกรรมใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพงานและบริการให้ผู้เสียภาษีพึงพอใจ
- ข. มีจริยธรรมและจรรยาบรรณ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต
- ค. มีความรับผิดชอบ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความขยันหมั่นเพียร มุ่งมั่นและกระตือรือร้น
- ง. มีความเป็นมืออาชีพ สั่งสมความรู้และความเชี่ยวชาญในงานที่รับผิดชอบ
57. หน่วยงานหนึ่งของกรมสรรพากรซึ่งปฏิบัติงานด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ประสบปัญหาเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและขอความช่วยเหลือจากกองเทคโนโลยีสารสนเทศ ตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมสรรพากร กองเทคโนโลยีสารสนเทศต้องดำเนินการอย่างไร
- ก. ให้การสนับสนุนด้านงบประมาณแก่หน่วยงานนั้นแทนการสนับสนุนทางวิชาการ
- ข. ให้การสนับสนุนทางวิชาการเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศแก่ประชาชนแทนหน่วยงานนั้น
- ค. ไม่ให้การสนับสนุนทางวิชาการเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศแก่หน่วยงานนั้น
- ง. ให้การสนับสนุนทางวิชาการเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศแก่หน่วยงานนั้น
58. ตามประวัติกรมสรรพากร การบังคับบัญชาอากรเก่าและอากรใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 3 แยกออกเป็นกี่แผนก
- ก. 4 แผนก
- ข. 2 แผนก
- ค. 1 แผนก
- ง. 3 แผนก
59. ข้อใดอธิบายสาระสำคัญของการรวมกรมสรรพากรนอกกับกรมสรรพากรในได้ถูกต้อง
- ก. ย้ายทั้งสองกรมมาสังกัดกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ แล้วรวมเป็นกรมสรรพากรเพื่อให้การตรวจตราและจัดการเกิดประโยชน์ยิ่งขึ้น
- ข. ย้ายทั้งสองกรมมาสังกัดกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ แต่ยังคงแยกเป็นสองกรมตามเดิม
- ค. รวมทั้งสองกรมเป็นกรมสรรพากร แล้วให้สังกัดกระทรวงมหาดไทยเพราะเป็นงานปกครองท้องที่
- ง. ย้ายทั้งสองกรมมาสังกัดกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ และรวมเป็นกรมสรรพากรตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2457
60. นับตั้งแต่การก่อตั้งกรมสรรพากรจนถึงปัจจุบัน มีอธิบดีเข้ามาบริหารงานกรมสรรพากรจำนวนกี่ท่าน
- ก. 27 ท่าน
- ข. 30 ท่าน
- ค. 29 ท่าน
- ง. 28 ท่าน
61. ในสมัยรัชกาลที่ 5 มีการจัดทำงบประมาณแผ่นดินขึ้นเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. ใด
- ก. พ.ศ. 2416
- ข. พ.ศ. 2433
- ค. พ.ศ. 2418
- ง. พ.ศ. 2439
62. ตามประวัติกรมสรรพากร พระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรเป็นครั้งแรกกำหนดให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันใด
- ก. วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2481
- ข. วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2482
- ค. วันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2482
- ง. วันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2481
63. อาคารที่ทำการถาวรหลังใหม่ของกรมสรรพากรทำพิธีวางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ใด
- ก. วันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2540
- ข. วันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2538
- ค. วันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2537
- ง. วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2540
64. กรมสรรพากรในและข้าราชการกรมสรรพากรในย้ายจากกระทรวงนครบาลมาขึ้นอยู่ในบังคับบัญชากระทรวงพระคลังมหาสมบัติตั้งแต่วันใด
- ก. วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2458
- ข. วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2467
- ค. วันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2458
- ง. วันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2458
65. กรมสรรพากรต้องวางกรอบตัวเลขการจัดเก็บและการคืนภาษีอากรล่วงหน้า และต้องตรวจสอบภายหลังว่าผลการจัดเก็บเป็นไปตามกรอบดังกล่าวหรือไม่ กองวิชาการแผนภาษีต้องดำเนินการอย่างไรตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมสรรพากร
- ก. ติดตามประเมินผลการจัดเก็บภาษีอากรให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลแทนประมาณการที่กำหนดไว้
- ข. จัดทำประมาณการจัดเก็บและคืนภาษีอากร โดยไม่ต้องติดตามประเมินผลการจัดเก็บภาษีอากร
- ค. จัดทำประมาณการเฉพาะการจัดเก็บภาษีอากร โดยไม่ต้องประมาณการคืนภาษีอากร
- ง. จัดทำประมาณการจัดเก็บและคืนภาษีอากร พร้อมทั้งติดตามประเมินผลการจัดเก็บภาษีอากรให้สอดคล้องกับประมาณการที่ได้กำหนดไว้
66. ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ หนังสือสั่งการมีกี่ชนิด
- ก. 2 ชนิด
- ข. 4 ชนิด
- ค. 3 ชนิด
- ง. 5 ชนิด
67. ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ ข้อใดอธิบายขอบเขตความหมายของ “ส่วนราชการ” ได้ถูกต้อง
- ก. หมายถึงคณะบุคคลที่ทางราชการมอบหมายให้ปฏิบัติงาน และรวมถึงคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงาน
- ข. ครอบคลุมหน่วยงานของรัฐทั้งในส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น หรือในต่างประเทศ และรวมถึงคณะกรรมการด้วย
- ค. ครอบคลุมหน่วยงานของรัฐทั้งในส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น หรือในต่างประเทศ แต่ไม่รวมคณะกรรมการ
- ง. ครอบคลุมหน่วยงานของรัฐในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค แต่ไม่รวมส่วนท้องถิ่นหรือหน่วยงานในต่างประเทศ
68. ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ ข้อใดอธิบายความหมายของ “สื่อกลางบันทึกข้อมูล” ได้ถูกต้อง
- ก. สื่อใด ๆ ที่อาจใช้บันทึกข้อมูลได้ด้วยอุปกรณ์ทางอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงพื้นที่ที่ส่วนราชการใช้จัดเก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์
- ข. สื่อที่ใช้บันทึกข้อมูลได้ด้วยอุปกรณ์ทางอิเล็กทรอนิกส์ แต่ไม่รวมพื้นที่จัดเก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์
- ค. พื้นที่ที่ส่วนราชการใช้จัดเก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น ไม่รวมสื่อบันทึกข้อมูลประเภทอื่น
- ง. สื่อใด ๆ ที่ใช้บันทึกข้อมูลโดยไม่ต้องอาศัยอุปกรณ์ทางอิเล็กทรอนิกส์
69. คณะกรรมการทำลายหนังสือพิจารณาหนังสือเรื่องหนึ่งตามบัญชีหนังสือขอทำลาย และมีความเห็นว่าหนังสือเรื่องนั้นควรให้ทำลาย ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ คณะกรรมการต้องดำเนินการอย่างไรในบัญชีหนังสือขอทำลาย
- ก. ลงความเห็นว่าจะขยายเวลาการเก็บหนังสือไว้ถึงเมื่อใดในช่องการพิจารณา
- ข. ไม่ต้องกรอกข้อความหรือเครื่องหมายใดลงในช่องการพิจารณา
- ค. กรอกคำว่า “อนุมัติทำลาย” ลงในช่องการพิจารณาของบัญชีหนังสือขอทำลาย
- ง. กรอกเครื่องหมายกากบาท (×) ลงในช่องการพิจารณาของบัญชีหนังสือขอทำลาย
70. สำนักงานสรรพากรแห่งหนึ่งจะส่งหนังสือไปยังส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเพื่อขอรายละเอียดเพิ่มเติม โดยเรื่องดังกล่าวไม่ใช่เรื่องสำคัญ และหัวหน้าส่วนราชการระดับกองจะลงชื่อย่อกำกับตรา ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ ควรดำเนินการอย่างไร
- ก. ใช้หนังสือประทับตราได้ โดยไม่ต้องมีผู้ลงชื่อย่อกำกับตรา
- ข. ใช้หนังสือประทับตราได้ โดยหัวหน้าส่วนราชการระดับกองลงชื่อย่อกำกับตรา
- ค. ใช้หนังสือประทับตราได้ โดยหัวหน้าส่วนราชการระดับกองลงชื่อเต็มกำกับตรา
- ง. ต้องใช้หนังสือลงชื่อ โดยหัวหน้าส่วนราชการระดับกรมขึ้นไปเป็นผู้ลงชื่อ
71. เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบได้รับหนังสือจากเจ้าของเรื่อง โดยหนังสือนั้นมีกำหนดเก็บถึง พ.ศ. 2575 ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ เจ้าหน้าที่ต้องปฏิบัติเกี่ยวกับตรากำหนดเก็บหนังสืออย่างไร
- ก. ประทับตราคำว่า “เก็บถึง พ.ศ. 2575” ด้วยหมึกสีน้ำเงินที่มุมบนด้านขวาของกระดาษแผ่นแรก และลงลายมือชื่อย่อกำกับตรา
- ข. ประทับตราคำว่า “ห้ามทำลาย” ด้วยหมึกสีแดงที่มุมล่างด้านขวาของกระดาษแผ่นแรก และลงลายมือชื่อย่อกำกับตรา
- ค. ประทับตราคำว่า “เก็บถึง พ.ศ. 2575” ด้วยหมึกสีน้ำเงินที่มุมล่างด้านขวาของกระดาษแผ่นแรก และลงลายมือชื่อย่อกำกับตรา
- ง. ประทับตราคำว่า “เก็บถึง พ.ศ. 2575” ด้วยหมึกสีน้ำเงินที่มุมล่างด้านขวาของกระดาษแผ่นแรก โดยไม่ต้องลงลายมือชื่อย่อ
72. ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ ข้อใดกล่าวถึงความหมายของคำสั่งและกระดาษที่ใช้ได้ถูกต้อง
- ก. ข้อความที่ผู้บังคับบัญชาสั่งการให้ปฏิบัติโดยชอบด้วยกฎหมาย และใช้กระดาษตราครุฑ
- ข. ข้อความที่ผู้บังคับบัญชาสั่งการให้ปฏิบัติโดยไม่ต้องชอบด้วยกฎหมาย และใช้กระดาษตราครุฑ
- ค. ข้อความที่ผู้ใต้บังคับบัญชาเสนอให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาสั่งการ และใช้กระดาษตราครุฑ
- ง. ข้อความที่ผู้บังคับบัญชาสั่งการให้ปฏิบัติโดยชอบด้วยกฎหมาย และใช้กระดาษบันทึกข้อความ
73. ข้อใดอธิบายหลักเกี่ยวกับอายุการเก็บหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณได้ถูกต้อง
- ก. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์มีอายุการเก็บ 10 ปี โดยปกติเก็บไว้จนครบกำหนด แล้วหัวหน้าส่วนราชการต้องสั่งทำลาย
- ข. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ไม่มีอายุการเก็บ โดยปกติเก็บไว้ตลอดไป และหัวหน้าส่วนราชการห้ามสั่งทำลายในทุกกรณี
- ค. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ไม่มีอายุการเก็บ โดยปกติเก็บไว้ตลอดไป แต่เมื่อเข้าเงื่อนไขที่กำหนด หัวหน้าส่วนราชการต้องสั่งทำลาย
- ง. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ไม่มีอายุการเก็บ โดยปกติเก็บไว้ตลอดไป แต่เมื่อเข้าเงื่อนไขที่กำหนด หัวหน้าส่วนราชการอาจสั่งทำลายได้
74. ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ หนังสือรับรองหมายถึงหนังสือลักษณะใด
- ก. หนังสือที่ส่วนราชการออกให้เพื่อแจ้งคำสั่งแก่บุคคล นิติบุคคล หรือหน่วยงาน เพื่อให้ปรากฏแก่บุคคลโดยทั่วไปไม่จำเพาะเจาะจง ใช้กระดาษตราครุฑและจัดทำตามแบบที่ 10 ท้ายระเบียบ
- ข. หนังสือที่ส่วนราชการออกให้เพื่อรับรองแก่บุคคล นิติบุคคล หรือหน่วยงาน เพื่อให้ปรากฏแก่บุคคลโดยทั่วไปไม่จำเพาะเจาะจง ใช้กระดาษตราครุฑและจัดทำตามแบบที่ 10 ท้ายระเบียบ
- ค. หนังสือที่ส่วนราชการออกให้เพื่อรับรองแก่บุคคล นิติบุคคล หรือหน่วยงาน เพื่อให้ปรากฏแก่บุคคลโดยทั่วไปไม่จำเพาะเจาะจง ใช้กระดาษบันทึกข้อความและจัดทำตามแบบหนังสือภายใน
- ง. หนังสือที่ส่วนราชการออกให้เพื่อรับรองแก่บุคคล นิติบุคคล หรือหน่วยงาน เพื่อให้ปรากฏแก่บุคคลที่กำหนดไว้โดยเฉพาะเจาะจง ใช้กระดาษตราครุฑและจัดทำตามแบบที่ 10 ท้ายระเบียบ
75. ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ ตราชื่อส่วนราชการมีลักษณะและขนาดอย่างไร
- ก. เป็นรูปวงกลมสองวงซ้อนกัน วงนอกเส้นผ่าศูนย์กลาง 4.5 เซนติเมตร วงใน 3.5 เซนติเมตร
- ข. เป็นรูปวงกลมสองวงซ้อนกัน วงนอกเส้นผ่าศูนย์กลาง 5 เซนติเมตร วงใน 4 เซนติเมตร
- ค. เป็นรูปวงกลมสองวงซ้อนกัน วงนอกเส้นผ่าศูนย์กลาง 4.5 เซนติเมตร วงใน 3 เซนติเมตร
- ง. เป็นรูปวงกลมสองวงซ้อนกัน วงนอกเส้นผ่าศูนย์กลาง 4 เซนติเมตร วงใน 3 เซนติเมตร
76. เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนที่มุ่งเน้นความร่วมมือ สอดคล้องกับองค์ประกอบใดในกรอบ 5P
- ก. Prosperity ด้านความมั่งคั่ง
- ข. Peace ด้านสันติภาพ
- ค. Partnership ด้านความร่วมมือ
- ง. Planet ด้านโลกและสิ่งแวดล้อม
77. ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2569 หน่วยงานใดเป็นเจ้าภาพโครงการที่มีจุดประสงค์เพื่อลงทะเบียนรับสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569
- ก. กระทรวงพาณิชย์ เป็นเจ้าภาพโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ
- ข. กระทรวงแรงงาน เป็นเจ้าภาพโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ
- ค. กระทรวงมหาดไทย เป็นเจ้าภาพโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ
- ง. กระทรวงการคลัง เป็นเจ้าภาพโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ
78. ข้อใดระบุวันก่อตั้ง ปฏิญญาที่เกี่ยวข้อง ประเทศผู้ก่อตั้ง 5 ประเทศ และที่ตั้งสำนักเลขาธิการอาเซียนได้ถูกต้อง
- ก. ก่อตั้ง 8 สิงหาคม 2510 ตามปฏิญญากรุงเทพ โดยไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ สำนักเลขาธิการอยู่ที่จาการ์ตา
- ข. ก่อตั้ง 8 สิงหาคม 2510 ตามการประชุมเบรตตันวูดส์ โดยไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ สำนักเลขาธิการอยู่ที่จาการ์ตา
- ค. ก่อตั้ง 8 สิงหาคม 2511 ตามปฏิญญากรุงเทพ โดยไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ สำนักเลขาธิการอยู่ที่จาการ์ตา
- ง. ก่อตั้ง 8 สิงหาคม 2510 ตามปฏิญญากรุงเทพ โดยไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และติมอร์-เลสเต สำนักเลขาธิการอยู่ที่กรุงเทพฯ
79. ตามคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีที่แถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการดำเนินการต่อกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่
- ก. คงกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการค้าการลงทุนสมัยใหม่ไว้ และไม่ปรับกฎหมายโรงแรมให้ทันสมัย
- ข. ทบทวนกฎหมายให้สอดคล้องกับสถานการณ์ และเร่งยกเลิกกฎหมายที่หมดความจำเป็นหรือซ้ำซ้อน
- ค. แก้ไขกฎหมายจัดซื้อจัดจ้างให้คำนึงถึงราคาต่ำสุดอย่างเดียว และลดการสนับสนุนอุตสาหกรรมในประเทศ
- ง. คงกฎหมายที่หมดความจำเป็นหรือซ้ำซ้อนไว้ และเพิ่มกระบวนงานกับขั้นตอนที่ไม่จำเป็น
80. ตามโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (เพิ่มเติม)” ที่ ครม. อนุมัติในเดือนกันยายน พ.ศ. 2569 ข้อใดระบุสัดส่วนร่วมจ่าย วงเงินสูงสุด และแอปที่ใช้ได้ถูกต้อง
- ก. รัฐร่วมจ่าย 50% สูงสุดวันละ 200 บาท รวมไม่เกิน 1,000 บาทต่อคน และยืนยันสิทธิพร้อมใช้จ่ายผ่านแอปเป๋าตัง
- ข. รัฐร่วมจ่าย 60% สูงสุดวันละ 200 บาท รวมไม่เกิน 1,000 บาทต่อคน และยืนยันสิทธิพร้อมใช้จ่ายผ่านแอปทางรัฐแทนแอปเป๋าตัง
- ค. รัฐร่วมจ่าย 60% สูงสุดวันละ 200 บาท รวมไม่เกิน 1,000 บาทต่อคน และยืนยันสิทธิพร้อมใช้จ่ายผ่านแอปเป๋าตัง
- ง. รัฐร่วมจ่าย 60% สูงสุดวันละ 300 บาท รวมไม่เกิน 1,500 บาทต่อคน และยืนยันสิทธิพร้อมใช้จ่ายผ่านแอปเป๋าตัง
81. ข้อใดระบุช่วงเวลา หน่วยงานผู้จัดทำ และแนวคิดหลักของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 ได้ถูกต้อง
- ก. พ.ศ. 2566–2570 จัดทำโดย สศช. ภายใต้แนวคิด “พลิกโฉมประเทศไทยสู่ สังคมก้าวหน้า เศรษฐกิจสร้างมูลค่าอย่างยั่งยืน”
- ข. พ.ศ. 2565–2569 จัดทำโดย สศช. ภายใต้แนวคิด “พลิกโฉมประเทศไทยสู่ สังคมก้าวหน้า เศรษฐกิจสร้างมูลค่าอย่างยั่งยืน”
- ค. พ.ศ. 2566–2570 จัดทำโดยสำนักงบประมาณ ภายใต้แนวคิด “พลิกโฉมประเทศไทยสู่ สังคมก้าวหน้า เศรษฐกิจสร้างมูลค่าอย่างยั่งยืน”
- ง. พ.ศ. 2566–2570 จัดทำโดย สศช. ภายใต้แนวคิด “พลิกโฉมประเทศไทยสู่ สังคมก้าวหน้า เศรษฐกิจสร้างมูลค่าในระยะสั้น”
82. นาย ก. ได้รับบรรจุเข้ารับราชการที่กรมสรรพากร และต้องกรอกข้อมูลเกี่ยวกับระดับการบริหารราชการของหน่วยงานต้นสังกัด นาย ก. ควรระบุข้อใด
- ก. เป็นส่วนราชการส่วนภูมิภาคในระดับจังหวัด
- ข. เป็นส่วนราชการส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษเช่นเดียวกับกรุงเทพมหานคร
- ค. เป็นส่วนราชการส่วนท้องถิ่นประเภทองค์การบริหารส่วนจังหวัด
- ง. เป็นส่วนราชการส่วนกลาง สังกัดกระทรวงการคลัง
83. เป้าหมายที่มุ่งพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพของคน จัดอยู่ในยุทธศาสตร์ชาติด้านใดใน 6 ด้าน
- ก. ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ
- ข. ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์
- ค. ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
- ง. ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม
84. ข้อใดระบุปีที่สหประชาชาติรับรอง จำนวนเป้าหมาย และวาระของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ได้ถูกต้อง
- ก. รับรองใน ค.ศ. 2015 มี 15 เป้าหมาย ภายใต้วาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2030
- ข. รับรองใน ค.ศ. 2015 มี 17 เป้าหมาย ภายใต้วาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2025
- ค. รับรองใน ค.ศ. 2015 มี 17 เป้าหมาย ภายใต้วาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2030
- ง. รับรองใน ค.ศ. 2016 มี 17 เป้าหมาย ภายใต้วาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2030
85. องค์การระหว่างประเทศใดมีบทบาทกำกับกติกาที่ประเทศต่าง ๆ ใช้ในการค้าระหว่างกัน
- ก. องค์การดังกล่าวคือ World Bank
- ข. องค์การดังกล่าวคือ IMF
- ค. องค์การดังกล่าวคือ APEC
- ง. องค์การดังกล่าวคือ WTO
86. คุณสมบัติของสารสนเทศที่หมายถึงการได้ข้อมูลมาทันใช้ตัดสินใจคือข้อใด
- ก. ทันเวลา (Timeliness)
- ข. ครบถ้วนสมบูรณ์ (Completeness)
- ค. ถูกต้องแม่นยำ (Accuracy)
- ง. ตรงกับความต้องการ (Relevancy)
87. เครื่องมือช่วยนับและคำนวณที่เก่าแก่ที่สุดคือข้อใด
- ก. Napier's Bones
- ข. ไม้บรรทัดคำนวณ (Slide Rule)
- ค. ลูกคิด (Abacus)
- ง. Pascaline
88. ตามหลักคอมพิวเตอร์พื้นฐาน ข้อใดอธิบายความแตกต่างระหว่าง RAM และ ROM ได้ถูกต้อง
- ก. RAM อ่านได้อย่างเดียวและข้อมูลไม่หายเมื่อปิดเครื่อง ส่วน ROM อ่านและเขียนได้และข้อมูลหาย
- ข. RAM เก็บโปรแกรมที่กำลังทำงานและข้อมูลหายเมื่อปิดเครื่อง ส่วน ROM เก็บชุดคำสั่งเริ่มต้นเครื่องและข้อมูลไม่หาย
- ค. RAM เก็บชุดคำสั่งเริ่มต้นเครื่องและข้อมูลไม่หายเมื่อปิดเครื่อง ส่วน ROM เก็บโปรแกรมที่กำลังทำงานและข้อมูลหาย
- ง. RAM เก็บชุดคำสั่งเริ่มต้นเครื่องและข้อมูลหายเมื่อปิดเครื่อง ส่วน ROM เก็บโปรแกรมที่กำลังทำงานและข้อมูลไม่หาย
89. ข้อใดจัดเป็นบริการเก็บไฟล์และทำงานร่วมกันตามหลักคอมพิวเตอร์พื้นฐาน
- ก. บริการ LINE
- ข. บริการ Google Meet
- ค. บริการ Microsoft Teams
- ง. บริการ OneDrive
90. เลขฐานสิบ 12 เขียนเป็นเลขฐานสองได้ตรงกับข้อใด
- ก. 0011₂
- ข. 1100₂
- ค. 1011₂
- ง. 1101₂
91. ข้อใดอธิบายความแตกต่างระหว่างคุกกี้กับแคชได้ถูกต้องตามหลักคอมพิวเตอร์พื้นฐาน
- ก. คุกกี้และแคชต่างเป็นสำเนาข้อมูลเว็บที่เบราว์เซอร์เก็บไว้เพื่อช่วยให้เปิดเว็บไซต์ครั้งต่อไปได้เร็วขึ้นเหมือนกัน
- ข. คุกกี้และแคชต่างเป็นข้อมูลเล็ก ๆ ที่เว็บไซต์ฝากไว้ในเบราว์เซอร์เพื่อช่วยจดจำการเข้าสู่ระบบเหมือนกัน
- ค. คุกกี้คือข้อมูลเล็ก ๆ ที่เว็บไซต์ฝากไว้ในเบราว์เซอร์ ส่วนแคชคือสำเนาข้อมูลเว็บที่ช่วยให้เปิดครั้งหน้าเร็วขึ้น
- ง. คุกกี้คือสำเนาข้อมูลเว็บที่ช่วยให้เปิดครั้งหน้าเร็วขึ้น ส่วนแคชคือข้อมูลเล็ก ๆ ที่เว็บไซต์ฝากไว้ในเบราว์เซอร์
92. ตามหลักคอมพิวเตอร์พื้นฐาน ข้อใดจับคู่รูปแบบคลาวด์กับบริการที่ผู้ใช้ได้รับได้ถูกต้อง
- ก. PaaS — แพลตฟอร์มสำหรับพัฒนาและรันแอปพลิเคชัน
- ข. Public Cloud — ระบบคลาวด์ที่ใช้เฉพาะองค์กรเดียว
- ค. IaaS — ซอฟต์แวร์สำเร็จรูปที่ใช้ผ่านเว็บหรือแอป
- ง. SaaS — โครงสร้างพื้นฐานสำหรับเช่าเครื่องเซิร์ฟเวอร์เสมือน
93. ส่วนติดต่อผู้ใช้แบบใดใช้ภาพ ไอคอน หน้าต่าง และเมาส์
- ก. Multi-user (การทำงานแบบหลายผู้ใช้)
- ข. CLI (Command Line Interface)
- ค. Multitasking (การทำงานแบบหลายงาน)
- ง. GUI (Graphical User Interface)
94. ข้อมูลขนาด 6 KB เท่ากับกี่ไบต์
- ก. 6,000
- ข. 6,144
- ค. 1,024
- ง. 48
95. DNS (Domain Name System) ทำหน้าที่ใด
- ก. เป็นหมายเลขประจำเครื่องบนเครือข่าย
- ข. เป็นชื่อที่จำง่ายแทนหมายเลข IP
- ค. แปลงชื่อโดเมนเป็นหมายเลข IP
- ง. เป็นที่อยู่เต็มของหน้าเว็บหรือไฟล์
96. ตามมาตรา 52 ต้องดำเนินการแต่งตั้งประธานกรรมการหรือกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแทนตำแหน่งที่ว่างภายในกี่วันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง
- ก. ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง
- ข. ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง
- ค. ภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง
- ง. ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง
97. ข้อใดอธิบายผลของมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ได้ถูกต้อง
- ก. เจ้าหน้าที่ของรัฐยังต้องรับผิด แม้เปิดเผยโดยสุจริตและดำเนินการถูกต้องตามระเบียบตามมาตรา 16
- ข. การเปิดเผยโดยสุจริตในกรณีที่กำหนดทำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ต้องรับผิด แต่ไม่เป็นเหตุให้หน่วยงานของรัฐพ้นจากความรับผิดตามกฎหมายหากจะพึงมี
- ค. การเปิดเผยโดยสุจริตในกรณีที่กำหนดทำให้ทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานของรัฐพ้นจากความรับผิด
- ง. เจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ต้องรับผิดเมื่อเปิดเผยโดยสุจริต ไม่ว่าการเปิดเผยนั้นจะเป็นกรณีใด
98. นาย ก. ยื่นคำขอข้อมูลข่าวสารตามมาตรา 11 ต่อหน่วยงานของรัฐแห่งหนึ่ง หน่วยงานผู้รับคำขอเห็นว่าข้อมูลดังกล่าวจัดทำโดยหน่วยงานของรัฐแห่งอื่นและระบุห้ามการเปิดเผยไว้ตามระเบียบที่กำหนดตามมาตรา 16 หน่วยงานผู้รับคำขอต้องดำเนินการอย่างไร
- ก. พิจารณาคำขอและมีคำสั่งเกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูลนั้นเอง
- ข. ปฏิเสธคำขอทันทีเพราะข้อมูลดังกล่าวระบุห้ามการเปิดเผยไว้
- ค. ส่งคำขอให้หน่วยงานของรัฐผู้จัดทำข้อมูลข่าวสารนั้นพิจารณาเพื่อมีคำสั่งต่อไป
- ง. แนะนำให้นาย ก. ไปยื่นคำขอต่อหน่วยงานที่ควบคุมดูแลข้อมูลโดยไม่ชักช้า
99. ตามมาตรา 74 หากคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญพิจารณาหรือตรวจสอบแล้วรับฟังได้ว่า เรื่องร้องเรียนหรือการกระทำนั้นอาจไกล่เกลี่ยได้และคู่กรณีประสงค์จะให้ไกล่เกลี่ย ข้อใดอธิบายผลของบทบัญญัติได้ถูกต้อง
- ก. ให้คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญไม่รับเรื่องร้องเรียนไว้พิจารณา
- ข. ให้คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญออกคำสั่งให้แก้ไขการกระทำทันที
- ค. ให้คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญมีคำสั่งยุติเรื่อง
- ง. ให้คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญดำเนินการไกล่เกลี่ย
100. บริษัท ค. จำกัดทำสัญญากับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ต่อมาบริษัทโต้แย้งว่าสำนักงานไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล เมื่อพิจารณาตามมาตรา 43 สถานะของสำนักงานเป็นอย่างไร
- ก. เป็นหน่วยงานของรัฐ มีฐานะเป็นนิติบุคคล และไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ
- ข. เป็นส่วนราชการและมีฐานะเป็นนิติบุคคล
- ค. เป็นรัฐวิสาหกิจและมีฐานะเป็นนิติบุคคล
- ง. เป็นหน่วยงานของรัฐ แต่ไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล