Overview
สัดส่วนข้อสอบแต่ละวิชาเป็นการประมาณการของ SIENSOB ไม่ได้มาจากประกาศรับสมัคร 100 ข้อ · เวลา 150 นาที
Blueprint
Topic weighting and difficulty distribution
| Topic | Weight | # Questions | Difficulty (E/M/H) |
|---|
Exam Set Intelligence
Deterministic estimates; observed performance is stored separately when available.
69 min
Estimated time
15
Topics
0
Coverage gaps
0
Duplicate pairs
83/100
Blueprint alignment
Blueprint Target vs Actual
⚠ difficulty easy: major_mismatch (+34pp).
⚠ difficulty medium: major_mismatch (+30pp).
⚠ difficulty hard: major_mismatch (+36pp).
Assessment Performance
Read-only aggregate from finalized attempts; submitted and expired are complete, abandoned is not.
0
Attempts
0
Completed
—
Completion rate
—
Average score
—
Median score
—
Average completion
No finalized attempts yet. Performance signals will appear after submitted or expired attempts.
All modes · observed-question-v1 · calculated 10/7/2026, 3:58:53 PM
Questions
Review, edit, approve, or reject generated questions.
100 approved and ready to save.
ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1 เรื่อง การนำเสนองบการเงิน ข้อใดอธิบายการจัดทำงบการเงินตามเกณฑ์การดำเนินงานต่อเนื่องได้ถูกต้อง
- ก. งบการเงินอาจจัดทำตามเกณฑ์การดำเนินงานต่อเนื่องได้โดยไม่ต้องประเมินความสามารถของกิจการ หากฝ่ายบริหารยังมิได้ตัดสินใจหยุดธุรกิจ
- ข. งบการเงินจัดทำตามเกณฑ์การดำเนินงานต่อเนื่อง เว้นแต่ฝ่ายบริหารตั้งใจชำระบัญชีหรือหยุดประกอบธุรกิจ หรือไม่มีทางเลือกอื่นที่เป็นไปได้จริง ✓
- ค. งบการเงินจัดทำตามเกณฑ์การดำเนินงานต่อเนื่อง แม้ฝ่ายบริหารตั้งใจชำระบัญชีหรือหยุดประกอบธุรกิจ หรือไม่มีทางเลือกอื่นที่เป็นไปได้จริง
- ง. งบการเงินต้องไม่จัดทำตามเกณฑ์การดำเนินงานต่อเนื่องทันที เมื่อพบความไม่แน่นอนอย่างมีสาระสำคัญที่ทำให้เกิดข้อสงสัย
Explanation: คำตอบที่ถูก: "งบการเงินจัดทำตามเกณฑ์การดำเนินงานต่อเนื่อง เว้นแต่ฝ่ายบริหารตั้งใจชำระบัญชีหรือหยุดประกอบธุรกิจ หรือไม่มีทางเลือกอื่นที่เป็นไปได้จริง" ย่อหน้าที่ 25 กำหนดให้งบการเงินจัดทำตามเกณฑ์การดำเนินงานต่อเนื่อง เว้นแต่ฝ่ายบริหารตั้งใจชำระบัญชีหรือหยุดประกอบธุรกิจ หรือไม่มีทางเลือกที่เป็นไปได้จริงอื่นใดนอกจากสองทางดังกล่าว ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "งบการเงินอาจจัดทำตามเกณฑ์การดำเนินงานต่อเนื่องได้โดยไม่ต้องประเมินความสามารถของกิจการ หากฝ่ายบริหารยังมิได้ตัดสินใจหยุดธุรกิจ" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าในการจัดทำงบการเงิน ฝ่ายบริหารต้องประเมินความสามารถของกิจการในการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง • "งบการเงินต้องไม่จัดทำตามเกณฑ์การดำเนินงานต่อเนื่องทันที เมื่อพบความไม่แน่นอนอย่างมีสาระสำคัญที่ทำให้เกิดข้อสงสัย" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดว่าเมื่อพบความไม่แน่นอนอย่างมีสาระสำคัญ กิจการต้องเปิดเผยความไม่แน่นอนดังกล่าว มิได้กำหนดให้เลิกใช้เกณฑ์นี้ทันที • "งบการเงินจัดทำตามเกณฑ์การดำเนินงานต่อเนื่อง แม้ฝ่ายบริหารตั้งใจชำระบัญชีหรือหยุดประกอบธุรกิจ หรือไม่มีทางเลือกอื่นที่เป็นไปได้จริง" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดข้อยกเว้นเมื่อฝ่ายบริหารตั้งใจชำระบัญชีหรือหยุดประกอบธุรกิจ หรือไม่มีทางเลือกที่เป็นไปได้จริงอื่นใด อ้างอิงตัวบท ย่อหน้าที่ 25 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1 เรื่อง การนำเสนองบการเงิน (ปรับปรุง 2567): “งบการเงินต้องจัดทำขึ้นตามเกณฑ์การดำเนินงานต่อเนื่อง” ย่อหน้าที่ 25 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1 เรื่อง การนำเสนองบการเงิน (ปรับปรุง 2567): “เว้นแต่ฝ่ายบริหารมีความตั้งใจที่จะชำระบัญชี” ย่อหน้าที่ 25 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1 เรื่อง การนำเสนองบการเงิน (ปรับปรุง 2567): “หรือหยุดประกอบธุรกิจ” ย่อหน้าที่ 25 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1 เรื่อง การนำเสนองบการเงิน (ปรับปรุง 2567): “หรือไม่มีทางเลือกที่เป็นไปได้จริงอื่นใดนอกเหนือจากชำระบัญชีหรือหยุดประกอบธุรกิจ”
ย่อหน้าที่ 25 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1 เรื่อง การนำเสนองบการเงิน (ปรับปรุง 2567): “งบการเงินต้องจัดทำขึ้นตามเกณฑ์การดำเนินงานต่อเนื่อง”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
บริษัท ค. จำกัดกำลังพิจารณาต้นทุนของอุปกรณ์หนึ่งรายการ โดยมีความเป็นไปได้ค่อนข้างแน่ว่าจะได้รับประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในอนาคตจากอุปกรณ์นั้น และบริษัทสามารถวัดมูลค่าต้นทุนได้อย่างน่าเชื่อถือ ตามมาตรฐานการบัญชี บริษัทต้องดำเนินการอย่างไร
- ก. ต้องรับรู้ต้นทุนของอุปกรณ์เป็นสินทรัพย์ เพราะเป็นไปตามเงื่อนไขทุกข้อ ✓
- ข. ยังไม่ต้องรับรู้ต้นทุนของอุปกรณ์เป็นสินทรัพย์ จนกว่าจะได้รับประโยชน์เชิงเศรษฐกิจจริง
- ค. ยังไม่ต้องรับรู้ต้นทุนของอุปกรณ์เป็นสินทรัพย์ จนกว่าจะวัดมูลค่าต้นทุนได้อย่างแน่นอน
- ง. ต้องรับรู้ต้นทุนของอุปกรณ์เป็นค่าใช้จ่าย เพราะวัดมูลค่าต้นทุนได้อย่างน่าเชื่อถือ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ต้องรับรู้ต้นทุนของอุปกรณ์เป็นสินทรัพย์ เพราะเป็นไปตามเงื่อนไขทุกข้อ" ข้อเท็จจริง “บริษัท ค. จำกัด” → “กิจการ”; “ต้นทุนของอุปกรณ์หนึ่งรายการ” → “ต้องรับรู้ต้นทุนของรายการที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ เป็นสินทรัพย์”; “มีความเป็นไปได้ค่อนข้างแน่ว่าจะได้รับประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในอนาคต” → “มีความเป็นไปได้ค่อนข้างแน่ที่กิจการจะได้รับประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในอนาคตจากรายการนั้น”; และ “สามารถวัดมูลค่าต้นทุนได้อย่างน่าเชื่อถือ” → “กิจการสามารถวัดมูลค่าต้นทุนของรายการนั้นได้อย่างน่าเชื่อถือ” เมื่อครบเงื่อนไขทุกข้อ กิจการจึงต้องรับรู้ต้นทุนเป็นสินทรัพย์ ตามย่อหน้าที่ 7 ของมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 16 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ยังไม่ต้องรับรู้ต้นทุนของอุปกรณ์เป็นสินทรัพย์ จนกว่าจะได้รับประโยชน์เชิงเศรษฐกิจจริง" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดเงื่อนไขว่า “มีความเป็นไปได้ค่อนข้างแน่” ที่จะได้รับประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในอนาคต ไม่ได้กำหนดว่าต้องได้รับประโยชน์แล้วจริง • "ยังไม่ต้องรับรู้ต้นทุนของอุปกรณ์เป็นสินทรัพย์ จนกว่าจะวัดมูลค่าต้นทุนได้อย่างแน่นอน" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดว่ากิจการสามารถวัดมูลค่าต้นทุนได้ “อย่างน่าเชื่อถือ” ซึ่งข้อเท็จจริงในกรณีนี้เป็นไปตามเงื่อนไขแล้ว • "ต้องรับรู้ต้นทุนของอุปกรณ์เป็นค่าใช้จ่าย เพราะวัดมูลค่าต้นทุนได้อย่างน่าเชื่อถือ" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้กิจการรับรู้ต้นทุนเป็นสินทรัพย์เมื่อเป็นไปตามเงื่อนไขทุกข้อ ไม่ใช่รับรู้เป็นค่าใช้จ่าย อ้างอิงตัวบท ย่อหน้าที่ 7 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 16 เรื่อง ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ (ปรับปรุง 2567): “กิจการต้องรับรู้ต้นทุนของรายการที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ เป็นสินทรัพย์ก็ต่อเมื่อเป็นไปตามเงื่อนไขทุกข้อต่อไปนี้ 7.1 มีความเป็นไปได้ค่อนข้างแน่ที่กิจการจะได้รับประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในอนาคตจากรายการนั้น และ 7.2 กิจการสามารถวัดมูลค่าต้นทุนของรายการนั้นได้อย่างน่าเชื่อถือ” ย่อหน้าที่ 7 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 16 เรื่อง ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ (ปรับปรุง 2567): “เป็นสินทรัพย์ก็ต่อเมื่อเป็นไปตามเงื่อนไขทุกข้อต่อไปนี้ 7.1 มีความเป็นไปได้ค่อนข้างแน่ที่กิจการจะได้รับประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในอนาคตจากรายการนั้น และ 7.2 กิจการสามารถวัดมูลค่าต้นทุนของรายการนั้นได้อย่างน่าเชื่อถือ”
ย่อหน้าที่ 7 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 16 เรื่อง ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ (ปรับปรุง 2567): “กิจการต้องรับรู้ต้นทุนของรายการที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ เป็นสินทรัพย์ก็ต่อเมื่อเป็นไปตามเงื่อนไขทุกข้อต่อไปนี้ 7.1 มีความเป็นไปได้ค่อนข้างแน่ที่กิจการจะได้รับประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในอนาคตจากรายการนั้น และ 7.2 กิจการสามารถวัดมูลค่าต้นทุนของรายการนั้นได้อย่างน่าเชื่อถือ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1 เรื่อง การนำเสนองบการเงิน (ปรับปรุง 2567) ข้อใดระบุงบและช่วงเวลาที่จัดทำซึ่งเป็นองค์ประกอบของงบการเงินฉบับสมบูรณ์ได้ถูกต้อง
- ก. งบกำไรขาดทุนและกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จอื่น ณ วันสิ้นรอบระยะเวลา
- ข. งบการเปลี่ยนแปลงส่วนของเจ้าของ ณ วันสิ้นรอบระยะเวลา
- ค. งบฐานะการเงิน ณ วันสิ้นรอบระยะเวลา ✓
- ง. งบกระแสเงินสด ณ วันสิ้นรอบระยะเวลา
Explanation: คำตอบที่ถูก: "งบฐานะการเงิน ณ วันสิ้นรอบระยะเวลา" ตามย่อหน้าที่ 10.1 งบการเงินฉบับสมบูรณ์ประกอบด้วยงบฐานะการเงิน ณ วันสิ้นรอบระยะเวลา ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "งบกำไรขาดทุนและกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จอื่น ณ วันสิ้นรอบระยะเวลา" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดว่าเป็นงบกำไรขาดทุนและกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จอื่น “สำหรับรอบระยะเวลา” ไม่ใช่ ณ วันสิ้นรอบระยะเวลา • "งบการเปลี่ยนแปลงส่วนของเจ้าของ ณ วันสิ้นรอบระยะเวลา" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดว่าเป็นงบการเปลี่ยนแปลงส่วนของเจ้าของ “สำหรับรอบระยะเวลา” ไม่ใช่ ณ วันสิ้นรอบระยะเวลา • "งบกระแสเงินสด ณ วันสิ้นรอบระยะเวลา" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดว่าเป็นงบกระแสเงินสด “สำหรับรอบระยะเวลา” ไม่ใช่ ณ วันสิ้นรอบระยะเวลา อ้างอิงตัวบท ย่อหน้าที่ 10 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1 เรื่อง การนำเสนองบการเงิน (ปรับปรุง 2567): “งบฐานะการเงิน ณ วันสิ้นรอบระยะเวลา”
ย่อหน้าที่ 10 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1 เรื่อง การนำเสนองบการเงิน (ปรับปรุง 2567): “งบฐานะการเงิน ณ วันสิ้นรอบระยะเวลา”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
นาย ก. เป็นผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี ได้เลิกประกอบธุรกิจโดยมิได้มีการชำระบัญชี มิได้ร้องขอขยายเวลาส่งมอบ และยังไม่เคยส่งมอบบัญชีหรือเอกสารมาก่อน ตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 นาย ก. ต้องส่งมอบบัญชีและเอกสารแก่ผู้ใดและภายในกำหนดใด
- ก. ส่งมอบให้ครบถ้วนถูกต้องแก่สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีภายในเวลาที่กำหนด
- ข. ส่งมอบแก่สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันเลิกประกอบธุรกิจ
- ค. ส่งมอบแก่สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีภายในเก้าสิบวันนับแต่วันร้องขอขยายเวลา
- ง. ส่งมอบแก่สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีภายในเก้าสิบวันนับแต่วันเลิกประกอบธุรกิจ ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ส่งมอบแก่สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีภายในเก้าสิบวันนับแต่วันเลิกประกอบธุรกิจ" ข้อเท็จจริงที่นาย ก. เป็นผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี → “ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี”; การเลิกประกอบธุรกิจโดยมิได้มีการชำระบัญชี → “เลิกประกอบธุรกิจด้วยเหตุใด ๆ โดยมิได้มีการชำระบัญชี”; การมิได้ร้องขอขยายเวลา → ไม่เกิดขึ้น → “เมื่อผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีร้องขอ”; และการยังไม่เคยส่งมอบมาก่อน → ไม่เกิดขึ้น → “ส่งมอบบัญชีและเอกสาร...ไม่ครบถ้วนถูกต้อง” ดังนั้นต้องใช้กำหนดปกติ คือส่งมอบแก่สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีภายในเก้าสิบวันนับแต่วันเลิกประกอบธุรกิจ ตามมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ส่งมอบให้ครบถ้วนถูกต้องแก่สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีภายในเวลาที่กำหนด" ผิด: กำหนด “ภายในเวลาที่กำหนด” ใช้ในกรณีที่ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี “ส่งมอบบัญชีและเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีไม่ครบถ้วนถูกต้อง” แต่กรณีนี้ยังไม่เคยส่งมอบมาก่อน • "ส่งมอบแก่สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีภายในเก้าสิบวันนับแต่วันร้องขอขยายเวลา" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุจุดเริ่มนับว่า “นับแต่วันเลิกประกอบธุรกิจ” มิใช่นับแต่วันร้องขอขยายเวลา • "ส่งมอบแก่สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันเลิกประกอบธุรกิจ" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดระยะเวลาปกติว่า “ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันเลิกประกอบธุรกิจ” ส่วนการขยายเวลาเกิดขึ้น “เมื่อผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีร้องขอ” อ้างอิงตัวบท มาตรา 17 พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543: “เมื่อผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีเลิกประกอบธุรกิจด้วยเหตุใด ๆ โดยมิได้มีการชำระบัญชี ให้ส่งมอบบัญชีและเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีแก่สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชี” มาตรา 17 พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543: “ให้ส่งมอบบัญชีและเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีแก่สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีภายในเก้าสิบวันนับแต่วันเลิกประกอบธุรกิจ”
มาตรา 17 พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543: “เมื่อผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีเลิกประกอบธุรกิจด้วยเหตุใด ๆ โดยมิได้มีการชำระบัญชี ให้ส่งมอบบัญชีและเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีแก่สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชี”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 7 เรื่อง งบกระแสเงินสด งบกระแสเงินสดต้องจำแนกกระแสเงินสดในระหว่างรอบระยะเวลาเป็นกิจกรรมใดบ้าง
- ก. กิจกรรมดำเนินงาน กิจกรรมลงทุน และกิจกรรมบริหารงาน
- ข. กิจกรรมควบคุม กิจกรรมลงทุน และกิจกรรมจัดหาเงิน
- ค. กิจกรรมดำเนินงาน กิจกรรมลงทุน และกิจกรรมจัดหาเงิน ✓
- ง. กิจกรรมดำเนินงาน กิจกรรมผลิต และกิจกรรมจัดหาเงิน
Explanation: คำตอบที่ถูก: "กิจกรรมดำเนินงาน กิจกรรมลงทุน และกิจกรรมจัดหาเงิน" ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 7 ย่อหน้าที่ 10 งบกระแสเงินสดต้องจำแนกกระแสเงินสดเป็นกระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน กิจกรรมลงทุน และกิจกรรมจัดหาเงิน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "กิจกรรมควบคุม กิจกรรมลงทุน และกิจกรรมจัดหาเงิน" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดประเภทแรกว่า “กิจกรรมดำเนินงาน” ไม่ใช่กิจกรรมควบคุม • "กิจกรรมดำเนินงาน กิจกรรมผลิต และกิจกรรมจัดหาเงิน" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้จำแนกเป็น “กิจกรรมลงทุน” ไม่ใช่กิจกรรมผลิต • "กิจกรรมดำเนินงาน กิจกรรมลงทุน และกิจกรรมบริหารงาน" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดประเภทที่สามว่า “กิจกรรมจัดหาเงิน” ไม่ใช่กิจกรรมบริหารงาน อ้างอิงตัวบท ย่อหน้าที่ 10 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 7 เรื่อง งบกระแสเงินสด (ปรับปรุง 2567): “โดยจำแนกเป็นกระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน กิจกรรมลงทุน และกิจกรรมจัดหาเงิน”
ย่อหน้าที่ 10 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 7 เรื่อง งบกระแสเงินสด (ปรับปรุง 2567): “โดยจำแนกเป็นกระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน กิจกรรมลงทุน และกิจกรรมจัดหาเงิน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 16 เรื่อง ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ กิจการต้องปันส่วนจำนวนที่คิดค่าเสื่อมราคาของสินทรัพย์อย่างไร
- ก. กิจการต้องรับรู้จำนวนทั้งหมดในรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้สินทรัพย์มา
- ข. กิจการต้องปันส่วนอย่างมีระบบตลอดรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้สินทรัพย์มา
- ค. กิจการต้องปันส่วนโดยไม่เป็นระบบตลอดอายุการใช้ประโยชน์ของสินทรัพย์
- ง. กิจการต้องปันส่วนอย่างมีระบบตลอดอายุการใช้ประโยชน์ของสินทรัพย์ ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "กิจการต้องปันส่วนอย่างมีระบบตลอดอายุการใช้ประโยชน์ของสินทรัพย์" มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 16 ย่อหน้าที่ 50 กำหนดให้กิจการปันส่วนจำนวนที่คิดค่าเสื่อมราคาของสินทรัพย์อย่างมีระบบตลอดอายุการใช้ประโยชน์ของสินทรัพย์ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "กิจการต้องปันส่วนโดยไม่เป็นระบบตลอดอายุการใช้ประโยชน์ของสินทรัพย์" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดชัดว่ากิจการต้องปันส่วน “อย่างมีระบบ” • "กิจการต้องรับรู้จำนวนทั้งหมดในรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้สินทรัพย์มา" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ปันส่วนจำนวนที่คิดค่าเสื่อมราคาอย่างมีระบบตลอดอายุการใช้ประโยชน์ของสินทรัพย์ • "กิจการต้องปันส่วนอย่างมีระบบตลอดรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้สินทรัพย์มา" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ปันส่วน “ตลอดอายุการใช้ประโยชน์ของสินทรัพย์” ไม่ใช่ตลอดรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้สินทรัพย์มา อ้างอิงตัวบท ย่อหน้าที่ 50 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 16 เรื่อง ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ (ปรับปรุง 2567): “กิจการต้องปันส่วนจำนวนที่คิดค่าเสื่อมราคาของสินทรัพย์อย่างมีระบบ” ย่อหน้าที่ 50 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 16 เรื่อง ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ (ปรับปรุง 2567): “ตลอดอายุการใช้ประโยชน์ของสินทรัพย์”
ย่อหน้าที่ 50 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 16 เรื่อง ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ (ปรับปรุง 2567): “กิจการต้องปันส่วนจำนวนที่คิดค่าเสื่อมราคาของสินทรัพย์อย่างมีระบบ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
บริษัท ค. จำกัดเป็นผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีและได้ปิดบัญชีของกิจการแล้ว กรณีนี้ไม่ใช่กรณีส่งมอบบัญชีและเอกสารตามที่กฎหมายกำหนด และอธิบดีไม่ได้กำหนดให้กิจการประเภทนี้เก็บรักษาไว้เกินห้าปี บริษัท ค. จำกัดต้องเก็บรักษาบัญชีและเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีนานเท่าใด และเริ่มนับจากเมื่อใด
- ก. ไม่เกินห้าปีนับแต่วันปิดบัญชี
- ข. ไม่น้อยกว่าห้าปีนับแต่วันปิดบัญชี ✓
- ค. ไม่น้อยกว่าห้าปีนับแต่วันส่งมอบบัญชีและเอกสาร
- ง. เกินห้าปีแต่ไม่เกินเจ็ดปีนับแต่วันปิดบัญชี
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ไม่น้อยกว่าห้าปีนับแต่วันปิดบัญชี" ข้อเท็จจริงว่า บริษัท ค. จำกัดเป็นผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี → “ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี”; ได้ปิดบัญชีแล้ว → “ไม่น้อยกว่าห้าปีนับแต่วันปิดบัญชี”; ไม่ใช่กรณีส่งมอบบัญชีและเอกสาร → “หรือจนกว่าจะมีการส่งมอบบัญชีและเอกสาร”; และอธิบดีไม่ได้กำหนดให้เก็บเกินห้าปี → “ให้อธิบดี...มีอำนาจกำหนดให้...เก็บรักษา...ไว้เกินห้าปี” ดังนั้นจึงต้องเก็บรักษาไม่น้อยกว่าห้าปีนับแต่วันปิดบัญชี ตามมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เกินห้าปีแต่ไม่เกินเจ็ดปีนับแต่วันปิดบัญชี" ผิด: กรณีนี้อธิบดีไม่ได้กำหนดให้เก็บเกินห้าปี จึงใช้หลักที่ว่า “ไม่น้อยกว่าห้าปีนับแต่วันปิดบัญชี” ไม่ใช่ระยะเวลาพิเศษเกินห้าปีแต่ไม่เกินเจ็ดปี • "ไม่น้อยกว่าห้าปีนับแต่วันส่งมอบบัญชีและเอกสาร" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ระยะเวลาห้าปี “นับแต่วันปิดบัญชี” ส่วนการส่งมอบเป็นอีกกรณีหนึ่ง มิใช่จุดเริ่มนับระยะเวลาห้าปี • "ไม่เกินห้าปีนับแต่วันปิดบัญชี" ผิด: แหล่งข้อมูลใช้ถ้อยคำว่า “ไม่น้อยกว่าห้าปี” ไม่ใช่ “ไม่เกินห้าปี” อ้างอิงตัวบท มาตรา 14 พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543: “ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีต้องเก็บรักษาบัญชีและเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีไว้เป็นเวลาไม่น้อยกว่าห้าปีนับแต่วันปิดบัญชีหรือจนกว่าจะมีการส่งมอบบัญชีและเอกสารตามมาตรา 17”
มาตรา 14 พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543: “ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีต้องเก็บรักษาบัญชีและเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีไว้เป็นเวลาไม่น้อยกว่าห้าปีนับแต่วันปิดบัญชีหรือจนกว่าจะมีการส่งมอบบัญชีและเอกสารตามมาตรา 17”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
บริษัท ค. จำกัด มีต้นทุนในการเก็บรักษาสินค้าที่จำเป็นในกระบวนการผลิตก่อนจะถึงขั้นตอนการผลิตถัดไป และมีต้นทุนในการขายสินค้า บริษัทควรปฏิบัติอย่างไร
- ก. นำต้นทุนการเก็บรักษามารวมเป็นต้นทุนสินค้าคงเหลือ และรับรู้ต้นทุนในการขายเป็นค่าใช้จ่ายในงวดที่เกิดขึ้น ✓
- ข. นำต้นทุนทั้งสองรายการมารวมเป็นต้นทุนสินค้าคงเหลือ และไม่รับรู้เป็นค่าใช้จ่ายในงวดที่เกิดขึ้น
- ค. นำต้นทุนการเก็บรักษามารวมเป็นต้นทุนสินค้าคงเหลือ และรับรู้ต้นทุนในการขายเป็นค่าใช้จ่ายในงวดถัดไป
- ง. ไม่นำต้นทุนทั้งสองรายการมารวมเป็นต้นทุนสินค้าคงเหลือ และรับรู้เป็นค่าใช้จ่ายในงวดที่เกิดขึ้น
Explanation: คำตอบที่ถูก: "นำต้นทุนการเก็บรักษามารวมเป็นต้นทุนสินค้าคงเหลือ และรับรู้ต้นทุนในการขายเป็นค่าใช้จ่ายในงวดที่เกิดขึ้น" ข้อเท็จจริงเรื่องต้นทุนในการเก็บรักษาสินค้า → “ต้นทุนในการเก็บรักษาสินค้า”; ข้อเท็จจริงที่ว่าจำเป็นก่อนถึงขั้นตอนการผลิตถัดไป → “เว้นแต่เป็นต้นทุนที่จำเป็นในกระบวนการผลิตก่อนจะถึงขั้นตอนการผลิตถัดไป”; และข้อเท็จจริงเรื่องต้นทุนในการขาย → “ต้นทุนในการขาย” ซึ่งเข้าหลัก คือไม่นำมารวมเป็นต้นทุนสินค้าคงเหลือและให้รับรู้เป็นค่าใช้จ่ายในงวดที่เกิดขึ้น ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 2 ย่อหน้าที่ 16.2 และ 16.4 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ไม่นำต้นทุนทั้งสองรายการมารวมเป็นต้นทุนสินค้าคงเหลือ และรับรู้เป็นค่าใช้จ่ายในงวดที่เกิดขึ้น" ผิด: แหล่งข้อมูลยกเว้นต้นทุนการเก็บรักษาที่ “จำเป็นในกระบวนการผลิตก่อนจะถึงขั้นตอนการผลิตถัดไป” จากต้นทุนที่ไม่นำมารวมเป็นต้นทุนสินค้าคงเหลือ • "นำต้นทุนทั้งสองรายการมารวมเป็นต้นทุนสินค้าคงเหลือ และไม่รับรู้เป็นค่าใช้จ่ายในงวดที่เกิดขึ้น" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า “ต้นทุนในการขาย” ไม่นำมารวมเป็นต้นทุนสินค้าคงเหลือและให้รับรู้เป็นค่าใช้จ่ายในงวดที่เกิดขึ้น • "นำต้นทุนการเก็บรักษามารวมเป็นต้นทุนสินค้าคงเหลือ และรับรู้ต้นทุนในการขายเป็นค่าใช้จ่ายในงวดถัดไป" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้รับรู้ต้นทุนที่ไม่นำมารวมเป็นต้นทุนสินค้าคงเหลือเป็นค่าใช้จ่าย “ในงวดที่เกิดขึ้น” อ้างอิงตัวบท ย่อหน้าที่ 16 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 2 เรื่อง สินค้าคงเหลือ (ปรับปรุง 2567): “ตัวอย่างของต้นทุนที่ไม่นำมารวมเป็นต้นทุนสินค้าคงเหลือและให้รับรู้เป็นค่าใช้จ่ายในงวด ที่เกิดขึ้น” ย่อหน้าที่ 16 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 2 เรื่อง สินค้าคงเหลือ (ปรับปรุง 2567): “16.2 ต้นทุนในการเก็บรักษาสินค้า เว้นแต่เป็นต้นทุนที่จำเป็นในกระบวนการผลิตก่อนจะถึง ขั้นตอนการผลิตถัดไป” ย่อหน้าที่ 16 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 2 เรื่อง สินค้าคงเหลือ (ปรับปรุง 2567): “16.4 ต้นทุนในการขาย”
ย่อหน้าที่ 16 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 2 เรื่อง สินค้าคงเหลือ (ปรับปรุง 2567): “ตัวอย่างของต้นทุนที่ไม่นำมารวมเป็นต้นทุนสินค้าคงเหลือและให้รับรู้เป็นค่าใช้จ่ายในงวด ที่เกิดขึ้น”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1 เรื่อง การนำเสนองบการเงิน ข้อใดอธิบายหลักการวิเคราะห์ค่าใช้จ่ายที่รับรู้ในกำไรหรือขาดทุนได้ถูกต้อง
- ก. กิจการต้องจัดประเภททั้งตามธรรมชาติและตามหน้าที่ควบคู่กัน โดยไม่อาจเลือกใช้เพียงวิธีใดวิธีหนึ่ง
- ข. กิจการเลือกจัดประเภทตามธรรมชาติหรือตามหน้าที่ โดยใช้วิธีที่ให้ข้อมูลที่เชื่อถือได้และมีความเกี่ยวข้องมากกว่า ✓
- ค. กิจการเลือกจัดประเภทตามธรรมชาติหรือตามหน้าที่ได้ตามความสะดวก โดยไม่ต้องพิจารณาความน่าเชื่อถือและความเกี่ยวข้อง
- ง. กิจการต้องจัดประเภทตามธรรมชาติในทุกกรณี แม้ว่าตามหน้าที่จะให้ข้อมูลที่เชื่อถือได้และเกี่ยวข้องมากกว่า
Explanation: คำตอบที่ถูก: "กิจการเลือกจัดประเภทตามธรรมชาติหรือตามหน้าที่ โดยใช้วิธีที่ให้ข้อมูลที่เชื่อถือได้และมีความเกี่ยวข้องมากกว่า" ตามย่อหน้าที่ 99 กิจการต้องวิเคราะห์ค่าใช้จ่ายที่รับรู้ในกำไรหรือขาดทุนโดยจัดประเภทตามธรรมชาติหรือตามหน้าที่ และเลือกวิธีที่ให้ข้อมูลที่เชื่อถือได้และมีความเกี่ยวข้องมากกว่า ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "กิจการต้องจัดประเภททั้งตามธรรมชาติและตามหน้าที่ควบคู่กัน โดยไม่อาจเลือกใช้เพียงวิธีใดวิธีหนึ่ง" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ใช้การจัดประเภท “ตามธรรมชาติหรือตามหน้าที่” มิได้กำหนดให้ใช้ทั้งสองวิธีควบคู่กัน • "กิจการต้องจัดประเภทตามธรรมชาติในทุกกรณี แม้ว่าตามหน้าที่จะให้ข้อมูลที่เชื่อถือได้และเกี่ยวข้องมากกว่า" ผิด: แหล่งข้อมูลให้เลือกตามวิธีที่ให้ข้อมูลที่เชื่อถือได้และมีความเกี่ยวข้องมากกว่า จึงมิได้บังคับใช้ตามธรรมชาติในทุกกรณี • "กิจการเลือกจัดประเภทตามธรรมชาติหรือตามหน้าที่ได้ตามความสะดวก โดยไม่ต้องพิจารณาความน่าเชื่อถือและความเกี่ยวข้อง" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ใช้วิธีที่ให้ข้อมูลที่เชื่อถือได้และมีความเกี่ยวข้องมากกว่า มิใช่เลือกตามความสะดวก อ้างอิงตัวบท ย่อหน้าที่ 99 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1 เรื่อง การนำเสนองบการเงิน (ปรับปรุง 2567): “โดยใช้การจัดประเภทตามธรรมชาติหรือตามหน้าที่” ย่อหน้าที่ 99 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1 เรื่อง การนำเสนองบการเงิน (ปรับปรุง 2567): “ที่ให้ข้อมูลที่เชื่อถือได้และมีความเกี่ยวข้องมากกว่า”
ย่อหน้าที่ 99 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1 เรื่อง การนำเสนองบการเงิน (ปรับปรุง 2567): “โดยใช้การจัดประเภทตามธรรมชาติหรือตามหน้าที่”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
บริษัท ค. จำกัดเป็นผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี แต่ไม่จัดให้มีการทำบัญชี และจนถึงขณะพิจารณายังไม่ได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง บริษัท ค. จำกัดได้รับผลตามกฎหมายข้อใด
- ก. มีความผิดทางพินัย ต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกินสามหมื่นบาท แต่ไม่ต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยเป็นรายวันแม้ยังไม่ปฏิบัติให้ถูกต้อง
- ข. มีความผิดอาญา ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสามหมื่นบาท และถูกปรับเป็นรายวันอีกไม่เกินวันละหนึ่งพันบาทจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง
- ค. มีความผิดทางพินัย ต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกินสี่หมื่นบาท และชำระค่าปรับเป็นพินัยเป็นรายวันอีกไม่เกินวันละหนึ่งพันบาทจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง
- ง. มีความผิดทางพินัย ต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกินสามหมื่นบาท และชำระค่าปรับเป็นพินัยเป็นรายวันอีกไม่เกินวันละหนึ่งพันบาทจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "มีความผิดทางพินัย ต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกินสามหมื่นบาท และชำระค่าปรับเป็นพินัยเป็นรายวันอีกไม่เกินวันละหนึ่งพันบาทจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง" ข้อเท็จจริงที่ว่า บริษัท ค. จำกัดเป็นผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี → “ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีผู้ใด”; การไม่จัดให้มีการทำบัญชี → “ไม่จัดให้มีการทำบัญชี”; และการที่ยังไม่ได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง → “จนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง” จึงเกิดผลคือมีความผิดทางพินัย ชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกินสามหมื่นบาท และชำระค่าปรับเป็นพินัยเป็นรายวันอีกไม่เกินวันละหนึ่งพันบาทจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง ตามมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "มีความผิดอาญา ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสามหมื่นบาท และถูกปรับเป็นรายวันอีกไม่เกินวันละหนึ่งพันบาทจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า “มีความผิดทางพินัยต้องชำระค่าปรับเป็นพินัย” ไม่ใช่มีความผิดอาญาและต้องระวางโทษปรับ • "มีความผิดทางพินัย ต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกินสี่หมื่นบาท และชำระค่าปรับเป็นพินัยเป็นรายวันอีกไม่เกินวันละหนึ่งพันบาทจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดค่าปรับเป็นพินัยไว้ว่า “ไม่เกินสามหมื่นบาท” มิใช่ไม่เกินสี่หมื่นบาท • "มีความผิดทางพินัย ต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกินสามหมื่นบาท แต่ไม่ต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยเป็นรายวันแม้ยังไม่ปฏิบัติให้ถูกต้อง" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ “ชำระค่าปรับเป็นพินัยเป็นรายวันอีกไม่เกินวันละหนึ่งพันบาทจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง” อ้างอิงตัวบท มาตรา 28 พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543: “ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีผู้ใดไม่จัดให้มีการทำบัญชีตามมาตรา 8 หรือมาตรา 9 มีความผิดทางพินัย” มาตรา 28 พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543: “ต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกินสามหมื่นบาท” มาตรา 28 พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543: “และชำระค่าปรับเป็นพินัยเป็นรายวันอีกไม่ เกินวันละหนึ่งพันบาทจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง”
มาตรา 28 พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543: “ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีผู้ใดไม่จัดให้มีการทำบัญชีตามมาตรา 8 หรือมาตรา 9 มีความผิดทางพินัย”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 7 เรื่อง งบกระแสเงินสด ข้อใดกล่าวถึงความหมายของเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดได้ถูกต้อง
- ก. เงินสดประกอบด้วยเงินสดในมือและเงินฝากธนาคารที่ต้องจ่ายคืนเมื่อทวงถาม ส่วนรายการเทียบเท่าเงินสดเป็นเงินลงทุนระยะสั้นที่มีสภาพคล่องสูง พร้อมเปลี่ยนเป็นเงินสดในจำนวนที่ทราบได้ และมีความเสี่ยงที่ไม่มีนัยสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงในมูลค่า ✓
- ข. เงินสดประกอบด้วยเงินสดในมือและเงินฝากธนาคารที่ต้องจ่ายคืนเมื่อทวงถาม ส่วนรายการเทียบเท่าเงินสดเป็นเงินลงทุนระยะสั้นที่มีสภาพคล่องสูง พร้อมเปลี่ยนเป็นเงินสดในจำนวนที่ไม่ทราบได้ และมีความเสี่ยงที่ไม่มีนัยสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงในมูลค่า
- ค. เงินสดประกอบด้วยเงินสดในมือและเงินฝากธนาคารที่ต้องจ่ายคืนเมื่อทวงถาม ส่วนรายการเทียบเท่าเงินสดเป็นเงินลงทุนระยะสั้นที่มีสภาพคล่องสูง พร้อมเปลี่ยนเป็นเงินสดในจำนวนที่ทราบได้ และมีความเสี่ยงที่มีนัยสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงในมูลค่า
- ง. เงินสดประกอบด้วยเงินสดในมือและเงินฝากธนาคารที่ต้องจ่ายคืนเมื่อครบกำหนด ส่วนรายการเทียบเท่าเงินสดเป็นเงินลงทุนระยะสั้นที่มีสภาพคล่องสูง พร้อมเปลี่ยนเป็นเงินสดในจำนวนที่ทราบได้ และมีความเสี่ยงที่ไม่มีนัยสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงในมูลค่า
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เงินสดประกอบด้วยเงินสดในมือและเงินฝากธนาคารที่ต้องจ่ายคืนเมื่อทวงถาม ส่วนรายการเทียบเท่าเงินสดเป็นเงินลงทุนระยะสั้นที่มีสภาพคล่องสูง พร้อมเปลี่ยนเป็นเงินสดในจำนวนที่ทราบได้ และมีความเสี่ยงที่ไม่มีนัยสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงในมูลค่า" ตามย่อหน้าที่ 6 เงินสดประกอบด้วยเงินสดในมือและเงินฝากธนาคารที่ต้องจ่ายคืนเมื่อทวงถาม ส่วนรายการเทียบเท่าเงินสดคือเงินลงทุนระยะสั้นที่มีสภาพคล่องสูง พร้อมเปลี่ยนเป็นเงินสดในจำนวนที่ทราบได้ และมีความเสี่ยงที่ไม่มีนัยสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงในมูลค่า ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เงินสดประกอบด้วยเงินสดในมือและเงินฝากธนาคารที่ต้องจ่ายคืนเมื่อทวงถาม ส่วนรายการเทียบเท่าเงินสดเป็นเงินลงทุนระยะสั้นที่มีสภาพคล่องสูง พร้อมเปลี่ยนเป็นเงินสดในจำนวนที่ทราบได้ และมีความเสี่ยงที่มีนัยสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงในมูลค่า" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดว่ารายการเทียบเท่าเงินสดต้องมีความเสี่ยงที่ไม่มีนัยสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงในมูลค่า • "เงินสดประกอบด้วยเงินสดในมือและเงินฝากธนาคารที่ต้องจ่ายคืนเมื่อทวงถาม ส่วนรายการเทียบเท่าเงินสดเป็นเงินลงทุนระยะสั้นที่มีสภาพคล่องสูง พร้อมเปลี่ยนเป็นเงินสดในจำนวนที่ไม่ทราบได้ และมีความเสี่ยงที่ไม่มีนัยสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงในมูลค่า" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่ารายการเทียบเท่าเงินสดต้องพร้อมเปลี่ยนเป็นเงินสดในจำนวนที่ทราบได้ • "เงินสดประกอบด้วยเงินสดในมือและเงินฝากธนาคารที่ต้องจ่ายคืนเมื่อครบกำหนด ส่วนรายการเทียบเท่าเงินสดเป็นเงินลงทุนระยะสั้นที่มีสภาพคล่องสูง พร้อมเปลี่ยนเป็นเงินสดในจำนวนที่ทราบได้ และมีความเสี่ยงที่ไม่มีนัยสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงในมูลค่า" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดว่าเงินสดประกอบด้วยเงินฝากธนาคารที่ต้องจ่ายคืนเมื่อทวงถาม ไม่ใช่เมื่อครบกำหนด อ้างอิงตัวบท ย่อหน้าที่ 6 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 7 เรื่อง งบกระแสเงินสด (ปรับปรุง 2567): “ประกอบด้วย เงินสดในมือและเงินฝากธนาคารที่ต้องจ่ายคืน” ย่อหน้าที่ 6 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 7 เรื่อง งบกระแสเงินสด (ปรับปรุง 2567): “เงินฝากธนาคารที่ต้องจ่ายคืน เมื่อทวงถาม” ย่อหน้าที่ 6 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 7 เรื่อง งบกระแสเงินสด (ปรับปรุง 2567): “รายการเทียบเท่าเงินสด หมายถึง เงินลงทุนระยะสั้นที่มีสภาพคล่องสูง” ย่อหน้าที่ 6 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 7 เรื่อง งบกระแสเงินสด (ปรับปรุง 2567): “ซึ่งพร้อมที่ จะเปลี่ยนเป็นเงินสดในจำนวนที่ทราบได้” ย่อหน้าที่ 6 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 7 เรื่อง งบกระแสเงินสด (ปรับปรุง 2567): “มีความเสี่ยงที่ไม่มีนัยสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลง ในมูลค่า”
ย่อหน้าที่ 6 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 7 เรื่อง งบกระแสเงินสด (ปรับปรุง 2567): “ประกอบด้วย เงินสดในมือและเงินฝากธนาคารที่ต้องจ่ายคืน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1 เรื่อง การนำเสนองบการเงิน ข้อใดอธิบายหลักการจัดประเภทสินทรัพย์หมุนเวียนได้ถูกต้อง
- ก. สินทรัพย์ที่ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดให้จัดประเภทเป็นสินทรัพย์หมุนเวียน
- ข. สินทรัพย์เป็นสินทรัพย์หมุนเวียนเมื่อต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดครบทุกข้อ
- ค. สินทรัพย์เป็นสินทรัพย์หมุนเวียนเมื่อเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดข้อใดข้อหนึ่ง ✓
- ง. เงินสดที่มีข้อจำกัดในการใช้ชำระหนี้สินอย่างน้อย 12 เดือนเป็นสินทรัพย์หมุนเวียน
Explanation: คำตอบที่ถูก: "สินทรัพย์เป็นสินทรัพย์หมุนเวียนเมื่อเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดข้อใดข้อหนึ่ง" ตามย่อหน้าที่ 66 กิจการต้องจัดประเภทสินทรัพย์เป็นสินทรัพย์หมุนเวียนเมื่อสินทรัพย์นั้นเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดข้อใดข้อหนึ่ง ส่วนสินทรัพย์ที่ไม่เข้าเงื่อนไขให้จัดเป็นสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เงินสดที่มีข้อจำกัดในการใช้ชำระหนี้สินอย่างน้อย 12 เดือนเป็นสินทรัพย์หมุนเวียน" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดว่าเงินสดหรือรายการเทียบเท่าเงินสดต้องไม่มีข้อจำกัดในการแลกเปลี่ยนหรือใช้ชำระหนี้สินภายในระยะเวลาอย่างน้อย 12 เดือนหลังรอบระยะเวลารายงาน • "สินทรัพย์เป็นสินทรัพย์หมุนเวียนเมื่อต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดครบทุกข้อ" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าให้จัดเป็นสินทรัพย์หมุนเวียนเมื่อเป็นไปตามเงื่อนไข “ข้อใดข้อหนึ่ง” ไม่ใช่ครบทุกข้อ • "สินทรัพย์ที่ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดให้จัดประเภทเป็นสินทรัพย์หมุนเวียน" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้สินทรัพย์ที่ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขข้างต้นเป็นสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน อ้างอิงตัวบท ย่อหน้าที่ 66 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1 เรื่อง การนำเสนองบการเงิน (ปรับปรุง 2567): “กิจการต้องจัดประเภทสินทรัพย์เป็นสินทรัพย์หมุนเวียนเมื่อสินทรัพย์นั้นเป็นไปตามเงื่อนไข ข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้”
ย่อหน้าที่ 66 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1 เรื่อง การนำเสนองบการเงิน (ปรับปรุง 2567): “กิจการต้องจัดประเภทสินทรัพย์เป็นสินทรัพย์หมุนเวียนเมื่อสินทรัพย์นั้นเป็นไปตามเงื่อนไข ข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1 เรื่อง การนำเสนองบการเงิน กิจการต้องจัดทำงบการเงินตามข้อใด
- ก. กิจการต้องจัดทำงบการเงินตามเกณฑ์คงค้าง เว้นแต่เป็นข้อมูลที่ไม่ใช่กระแสเงินสด
- ข. กิจการต้องจัดทำงบการเงินตามเกณฑ์คงค้าง เว้นแต่เป็นข้อมูลกระแสเงินสด ✓
- ค. กิจการต้องจัดทำงบการเงินตามเกณฑ์คงค้าง รวมถึงข้อมูลกระแสเงินสดด้วย
- ง. กิจการต้องจัดทำงบการเงินตามเกณฑ์เงินสด เว้นแต่เป็นข้อมูลกระแสเงินสด
Explanation: คำตอบที่ถูก: "กิจการต้องจัดทำงบการเงินตามเกณฑ์คงค้าง เว้นแต่เป็นข้อมูลกระแสเงินสด" ย่อหน้าที่ 27 กำหนดให้กิจการจัดทำงบการเงินตามเกณฑ์คงค้าง โดยมีข้อยกเว้นสำหรับข้อมูลกระแสเงินสด ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "กิจการต้องจัดทำงบการเงินตามเกณฑ์เงินสด เว้นแต่เป็นข้อมูลกระแสเงินสด" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้จัดทำงบการเงิน “ตามเกณฑ์คงค้าง” ไม่ใช่ตามเกณฑ์เงินสด • "กิจการต้องจัดทำงบการเงินตามเกณฑ์คงค้าง เว้นแต่เป็นข้อมูลที่ไม่ใช่กระแสเงินสด" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดข้อยกเว้นเป็น “ข้อมูลกระแสเงินสด” ไม่ใช่ข้อมูลที่ไม่ใช่กระแสเงินสด • "กิจการต้องจัดทำงบการเงินตามเกณฑ์คงค้าง รวมถึงข้อมูลกระแสเงินสดด้วย" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุข้อยกเว้นไว้ว่า “เว้นแต่เป็นข้อมูลกระแสเงินสด” อ้างอิงตัวบท ย่อหน้าที่ 27 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1 เรื่อง การนำเสนองบการเงิน (ปรับปรุง 2567): “กิจการต้องจัดทำงบการเงินตามเกณฑ์คงค้าง” ย่อหน้าที่ 27 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1 เรื่อง การนำเสนองบการเงิน (ปรับปรุง 2567): “เว้นแต่เป็นข้อมูลกระแสเงินสด”
ย่อหน้าที่ 27 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1 เรื่อง การนำเสนองบการเงิน (ปรับปรุง 2567): “กิจการต้องจัดทำงบการเงินตามเกณฑ์คงค้าง”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
นิติบุคคล ค. เป็นผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศ และมิได้จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย ข้อใดเป็นสิ่งที่นิติบุคคล ค. ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543
- ก. ต้องจัดทำงบการเงิน แต่ไม่ต้องยื่นต่อสำนักงานกลางบัญชีหรือสำนักงานบัญชีประจำท้องที่
- ข. ต้องจัดทำงบการเงินและยื่นงบการเงินต่อผู้สอบบัญชีรับอนุญาต
- ค. ไม่ต้องจัดทำงบการเงินหรือยื่นต่อสำนักงานกลางบัญชีหรือสำนักงานบัญชีประจำท้องที่
- ง. ต้องจัดทำงบการเงินและยื่นต่อสำนักงานกลางบัญชีหรือสำนักงานบัญชีประจำท้องที่ ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ต้องจัดทำงบการเงินและยื่นต่อสำนักงานกลางบัญชีหรือสำนักงานบัญชีประจำท้องที่" ข้อเท็จจริงว่าเป็น “ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี” → “ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี”; ข้อเท็จจริงว่าตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศ → “นิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศ”; และข้อเท็จจริงว่ามิได้จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย → ไม่เข้าเงื่อนไข “บริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย” ดังนั้น กำหนดให้ “ต้องจัดทำงบการเงินและยื่นงบการเงินดังกล่าวต่อสำนักงานกลางบัญชีหรือสำนักงานบัญชีประจำท้องที่” ตามมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ต้องจัดทำงบการเงิน แต่ไม่ต้องยื่นต่อสำนักงานกลางบัญชีหรือสำนักงานบัญชีประจำท้องที่" ผิด: แหล่งกฎหมายกำหนดทั้ง “ต้องจัดทำงบการเงิน” และ “ยื่นงบการเงินดังกล่าว” • "ต้องจัดทำงบการเงินและยื่นงบการเงินต่อผู้สอบบัญชีรับอนุญาต" ผิด: แหล่งกฎหมายกำหนดให้ยื่นต่อ “สำนักงานกลางบัญชีหรือสำนักงานบัญชีประจำท้องที่” ไม่ใช่ยื่นต่อผู้สอบบัญชีรับอนุญาต • "ไม่ต้องจัดทำงบการเงินหรือยื่นต่อสำนักงานกลางบัญชีหรือสำนักงานบัญชีประจำท้องที่" ผิด: แหล่งกฎหมายระบุ “นิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศ” เป็นผู้ที่ต้องจัดทำและยื่นงบการเงิน อ้างอิงตัวบท มาตรา 11 พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543: “ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีซึ่งเป็นห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย นิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศ และกิจการร่วมค้าตามประมวลรัษฎากร ต้องจัดทำงบการเงิน” มาตรา 11 พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543: “นิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศ และกิจการร่วมค้าตามประมวลรัษฎากร ต้องจัดทำงบการเงินและยื่นงบการเงินดังกล่าวต่อสำนักงานกลางบัญชีหรือสำนักงานบัญชีประจำท้องที่”
มาตรา 11 พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543: “ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีซึ่งเป็นห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย นิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศ และกิจการร่วมค้าตามประมวลรัษฎากร ต้องจัดทำงบการเงิน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1 เรื่อง การนำเสนองบการเงิน ข้อใดอธิบายเกณฑ์เกี่ยวกับสิทธิในการเลื่อนการชำระหนี้ที่ทำให้กิจการต้องจัดประเภทหนี้สินเป็นรายการหมุนเวียนได้ถูกต้อง
- ก. ณ วันสิ้นรอบระยะเวลารายงาน กิจการไม่มีสิทธิเลื่อนการชำระหนี้ออกไปอย่างน้อย 12 เดือน ✓
- ข. ณ วันสิ้นรอบระยะเวลารายงาน กิจการมีสิทธิเลื่อนการชำระหนี้ออกไปอย่างน้อย 12 เดือน
- ค. ณ วันสิ้นรอบระยะเวลารายงาน กิจการไม่มีสิทธิเลื่อนการชำระหนี้ออกไปอย่างน้อย 6 เดือน
- ง. ณ วันเริ่มรอบระยะเวลารายงาน กิจการไม่มีสิทธิเลื่อนการชำระหนี้ออกไปอย่างน้อย 12 เดือน
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ณ วันสิ้นรอบระยะเวลารายงาน กิจการไม่มีสิทธิเลื่อนการชำระหนี้ออกไปอย่างน้อย 12 เดือน" ตามย่อหน้าที่ 69.4 หาก ณ วันสิ้นรอบระยะเวลารายงาน กิจการไม่มีสิทธิเลื่อนการชำระหนี้ออกไปอย่างน้อย 12 เดือนภายหลังรอบระยะเวลารายงาน กิจการต้องจัดประเภทหนี้สินนั้นเป็นรายการหมุนเวียน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ณ วันสิ้นรอบระยะเวลารายงาน กิจการมีสิทธิเลื่อนการชำระหนี้ออกไปอย่างน้อย 12 เดือน" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าเกณฑ์นี้เกิดเมื่อกิจการ “ไม่มีสิทธิที่จะเลื่อนการชำระหนี้ออกไป” ไม่ใช่เมื่อกิจการมีสิทธิ • "ณ วันเริ่มรอบระยะเวลารายงาน กิจการไม่มีสิทธิเลื่อนการชำระหนี้ออกไปอย่างน้อย 12 เดือน" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้พิจารณาสิทธิ ณ วันสิ้นรอบระยะเวลารายงาน ไม่ใช่วันเริ่มรอบระยะเวลารายงาน • "ณ วันสิ้นรอบระยะเวลารายงาน กิจการไม่มีสิทธิเลื่อนการชำระหนี้ออกไปอย่างน้อย 6 เดือน" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดระยะเวลาอย่างน้อย 12 เดือนภายหลังรอบระยะเวลารายงาน ไม่ใช่ 6 เดือน อ้างอิงตัวบท ย่อหน้าที่ 69 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1 เรื่อง การนำเสนองบการเงิน (ปรับปรุง 2567): “69.4 ณ วันสิ้นรอบระยะเวลารายงาน กิจการไม่มีสิทธิที่จะเลื่อนการชำระหนี้ออกไป อย่างน้อย 12 เดือนภายหลังรอบระยะเวลารายงาน”
ย่อหน้าที่ 69 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1 เรื่อง การนำเสนองบการเงิน (ปรับปรุง 2567): “69.4 ณ วันสิ้นรอบระยะเวลารายงาน กิจการไม่มีสิทธิที่จะเลื่อนการชำระหนี้ออกไป อย่างน้อย 12 เดือนภายหลังรอบระยะเวลารายงาน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
บริษัท ค. จำกัดเป็นผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี เอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีของบริษัทเสียหายมาก่อน แต่บริษัทเพิ่งทราบถึงความเสียหายในภายหลัง ตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 ข้อใดระบุผู้รับแจ้งและกำหนดเวลาได้ถูกต้อง
- ก. แจ้งต่ออธิบดี ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ทราบหรือควรทราบถึงความเสียหาย
- ข. แจ้งต่อสารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชี ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่เอกสารเกิดความเสียหาย
- ค. แจ้งต่อสารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชี ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ทราบหรือควรทราบถึงความเสียหาย ✓
- ง. แจ้งต่อสารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชี ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ทราบหรือควรทราบถึงความเสียหาย
Explanation: คำตอบที่ถูก: "แจ้งต่อสารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชี ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ทราบหรือควรทราบถึงความเสียหาย" บริษัท ค. จำกัดเป็นผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี → “ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี”; เอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีเสียหาย → “ถ้าบัญชีหรือเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีสูญหายหรือเสียหาย”; บริษัทเพิ่งทราบความเสียหายในภายหลัง → “ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ทราบหรือควรทราบถึงการสูญหายหรือเสียหายนั้น” ดังนั้นต้องแจ้งต่อสารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีภายในกำหนดดังกล่าว ตามมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "แจ้งต่ออธิบดี ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ทราบหรือควรทราบถึงความเสียหาย" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้แจ้งต่อ “สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชี” ไม่ใช่แจ้งต่ออธิบดี • "แจ้งต่อสารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชี ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ทราบหรือควรทราบถึงความเสียหาย" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดว่า “ภายในสิบห้าวัน” ไม่ใช่ภายในสามสิบวัน • "แจ้งต่อสารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชี ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่เอกสารเกิดความเสียหาย" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้เริ่มนับจาก “วันที่ทราบหรือควรทราบถึงการสูญหายหรือเสียหายนั้น” อ้างอิงตัวบท มาตรา 15 พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543: “ให้ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีแจ้งต่อสารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชี” มาตรา 15 พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543: “ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ทราบหรือควรทราบถึงการสูญหายหรือเสียหายนั้น”
มาตรา 15 พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543: “ให้ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีแจ้งต่อสารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชี”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 7 เรื่อง งบกระแสเงินสด ข้อใดอธิบายการจัดประเภทเงินปันผลจ่ายได้ถูกต้อง
- ก. เงินปันผลจ่ายต้องจัดเป็นองค์ประกอบของกระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงานเท่านั้น เพื่อช่วยพิจารณาความสามารถในการจ่ายเงินปันผลจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน
- ข. เงินปันผลจ่ายอาจจัดเป็นกระแสเงินสดจากการจัดหาเงิน หรือเป็นกิจกรรมดำเนินงานเพื่อช่วยพิจารณาความสามารถในการจ่ายเงินปันผลจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน ✓
- ค. เงินปันผลจ่ายอาจจัดเป็นกระแสเงินสดจากการจัดหาเงินหรือกิจกรรมดำเนินงาน แต่การจัดเป็นกิจกรรมดำเนินงานไม่ช่วยพิจารณาความสามารถในการจ่ายเงินปันผล
- ง. เงินปันผลจ่ายต้องจัดเป็นกระแสเงินสดจากการจัดหาเงินเท่านั้น เนื่องจากเป็นต้นทุนของการจัดหาทรัพยากรทางการเงิน และไม่อาจจัดเป็นกิจกรรมดำเนินงาน
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เงินปันผลจ่ายอาจจัดเป็นกระแสเงินสดจากการจัดหาเงิน หรือเป็นกิจกรรมดำเนินงานเพื่อช่วยพิจารณาความสามารถในการจ่ายเงินปันผลจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน" ตามย่อหน้าที่ 34 เงินปันผลจ่ายอาจจัดเป็นกระแสเงินสดจากการจัดหาเงิน เพราะเป็นต้นทุนของการจัดหาทรัพยากรทางการเงิน หรืออาจจัดเป็นกิจกรรมดำเนินงานเพื่อช่วยผู้ใช้งบการเงินพิจารณาความสามารถในการจ่ายเงินปันผลจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เงินปันผลจ่ายต้องจัดเป็นกระแสเงินสดจากการจัดหาเงินเท่านั้น เนื่องจากเป็นต้นทุนของการจัดหาทรัพยากรทางการเงิน และไม่อาจจัดเป็นกิจกรรมดำเนินงาน" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุอีกวิธีหนึ่งว่าเงินปันผลจ่ายอาจจัดเป็นองค์ประกอบของกระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงานได้ • "เงินปันผลจ่ายต้องจัดเป็นองค์ประกอบของกระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงานเท่านั้น เพื่อช่วยพิจารณาความสามารถในการจ่ายเงินปันผลจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าเงินปันผลจ่ายอาจจัดประเภทเป็นกระแสเงินสดจากการจัดหาเงินได้ด้วย • "เงินปันผลจ่ายอาจจัดเป็นกระแสเงินสดจากการจัดหาเงินหรือกิจกรรมดำเนินงาน แต่การจัดเป็นกิจกรรมดำเนินงานไม่ช่วยพิจารณาความสามารถในการจ่ายเงินปันผล" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าการจัดเป็นกิจกรรมดำเนินงานมีขึ้นเพื่อช่วยผู้ใช้งบการเงินพิจารณาความสามารถในการจ่ายเงินปันผลจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน อ้างอิงตัวบท ย่อหน้าที่ 34 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 7 เรื่อง งบกระแสเงินสด (ปรับปรุง 2567): “เงินปันผลจ่ายอาจจัดประเภทเป็นกระแสเงินสดจากการจัดหาเงิน” ย่อหน้าที่ 34 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 7 เรื่อง งบกระแสเงินสด (ปรับปรุง 2567): “อีกวิธีหนึ่งเห็นว่าเงินปันผลจ่ายอาจจัดเป็นองค์ประกอบหนึ่งของกระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน” ย่อหน้าที่ 34 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 7 เรื่อง งบกระแสเงินสด (ปรับปรุง 2567): “เพื่อช่วยผู้ใช้งบการเงินในการพิจารณาความสามารถของกิจการในการจ่ายเงินปันผลจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน”
ย่อหน้าที่ 34 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 7 เรื่อง งบกระแสเงินสด (ปรับปรุง 2567): “เงินปันผลจ่ายอาจจัดประเภทเป็นกระแสเงินสดจากการจัดหาเงิน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 7 เรื่อง งบกระแสเงินสด ข้อใดอธิบายกระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงินได้ถูกต้อง
- ก. การออกหุ้นหรือตราสารทุนอื่นแล้วกิจการได้รับเงินสด ถือเป็นกระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงิน ✓
- ข. การซื้อหรือไถ่ถอนหุ้นแล้วกิจการได้รับเงินสดจากเจ้าของ ถือเป็นกระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงิน
- ค. เงินสดที่ผู้เช่าจ่ายเพื่อเพิ่มยอดหนี้สินตามสัญญาเช่า ถือเป็นกระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงิน
- ง. การจ่ายชำระเงินสดคืนเงินกู้ยืม ไม่ถือเป็นกระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงิน
Explanation: คำตอบที่ถูก: "การออกหุ้นหรือตราสารทุนอื่นแล้วกิจการได้รับเงินสด ถือเป็นกระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงิน" ตามย่อหน้าที่ 17.1 เงินสดรับจากการออกหุ้นหรือตราสารทุนอื่นเป็นตัวอย่างของกระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงิน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "การซื้อหรือไถ่ถอนหุ้นแล้วกิจการได้รับเงินสดจากเจ้าของ ถือเป็นกระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงิน" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าเป็นการจ่ายชำระเงินสดให้กับผู้เป็นเจ้าของ ไม่ใช่กิจการได้รับเงินสดจากเจ้าของ • "การจ่ายชำระเงินสดคืนเงินกู้ยืม ไม่ถือเป็นกระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงิน" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าการจ่ายชำระเงินสดคืนเงินกู้ยืมเป็นตัวอย่างของกระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงิน • "เงินสดที่ผู้เช่าจ่ายเพื่อเพิ่มยอดหนี้สินตามสัญญาเช่า ถือเป็นกระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงิน" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าเงินสดที่ผู้เช่าจ่ายต้องเป็นการจ่ายเพื่อลดจำนวนคงเหลือของหนี้สินที่เกี่ยวข้องกับสัญญาเช่า อ้างอิงตัวบท ย่อหน้าที่ 17 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 7 เรื่อง งบกระแสเงินสด (ปรับปรุง 2567): “ตัวอย่างของกระแสเงินสดที่เกิดจากกิจกรรมจัดหาเงิน คือ” ย่อหน้าที่ 17 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 7 เรื่อง งบกระแสเงินสด (ปรับปรุง 2567): “17.1 เงินสดรับจากการออกหุ้นหรือตราสารทุนอื่น”
ย่อหน้าที่ 17 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 7 เรื่อง งบกระแสเงินสด (ปรับปรุง 2567): “ตัวอย่างของกระแสเงินสดที่เกิดจากกิจกรรมจัดหาเงิน คือ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1 เรื่อง การนำเสนองบการเงิน ส่วนของกำไรหรือขาดทุนหรืองบกำไรขาดทุนต้องแสดงรายการใดพร้อมจำนวนเงินสำหรับรอบระยะเวลา
- ก. ผลขาดทุนจากการด้อยค่าโดยไม่รวมการกลับรายการผลกำไรหรือขาดทุนจากการด้อยค่า
- ข. ยอดรวมของการดำเนินงานต่อเนื่องซึ่งแสดงเป็นจำนวนเดียว
- ค. ส่วนแบ่งกำไรหรือขาดทุนของบริษัทร่วมและการร่วมค้าที่ใช้วิธีราคาทุน
- ง. ส่วนแบ่งกำไรหรือขาดทุนของบริษัทร่วมและการร่วมค้าที่ใช้วิธีส่วนได้เสีย ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ส่วนแบ่งกำไรหรือขาดทุนของบริษัทร่วมและการร่วมค้าที่ใช้วิธีส่วนได้เสีย" ย่อหน้าที่ 82.3 กำหนดให้แสดงส่วนแบ่งกำไรหรือขาดทุนของบริษัทร่วมและการร่วมค้าที่ใช้วิธีส่วนได้เสียเป็นรายการแต่ละบรรทัดพร้อมจำนวนเงินสำหรับรอบระยะเวลา ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ยอดรวมของการดำเนินงานต่อเนื่องซึ่งแสดงเป็นจำนวนเดียว" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้แสดง “ยอดรวมของการดำเนินงานที่ยกเลิกซึ่งแสดงเป็นจำนวนเดียว” • "ผลขาดทุนจากการด้อยค่าโดยไม่รวมการกลับรายการผลกำไรหรือขาดทุนจากการด้อยค่า" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าผลขาดทุนจากการด้อยค่า “รวมถึงการกลับรายการผลกำไรหรือขาดทุนจากการด้อยค่า” • "ส่วนแบ่งกำไรหรือขาดทุนของบริษัทร่วมและการร่วมค้าที่ใช้วิธีราคาทุน" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุเฉพาะรายการที่ใช้ “วิธีส่วนได้เสีย” ไม่ใช่วิธีราคาทุน อ้างอิงตัวบท ย่อหน้าที่ 82 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1 เรื่อง การนำเสนองบการเงิน (ปรับปรุง 2567): “82.3 ส่วนแบ่งกำไรหรือขาดทุนของบริษัทร่วมและการร่วมค้าที่ใช้วิธีส่วนได้เสีย”
ย่อหน้าที่ 82 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1 เรื่อง การนำเสนองบการเงิน (ปรับปรุง 2567): “82.3 ส่วนแบ่งกำไรหรือขาดทุนของบริษัทร่วมและการร่วมค้าที่ใช้วิธีส่วนได้เสีย”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
บริษัท ค. จำกัดมีสินค้าคงเหลือชนิด ก. และชนิด ข. ซึ่งไม่อยู่ในกรณีที่มาตรฐานกล่าวไว้ต่างหาก สินค้าทั้งสองชนิดมีลักษณะและการใช้คล้ายคลึงกัน โดยบริษัทใช้วิธีเข้าก่อนออกก่อนกับสินค้าชนิด ก. ข้อใดเป็นการปฏิบัติที่ถูกต้อง
- ก. กิจการอาจใช้วิธีต้นทุนถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักกับชนิด ข. หากเห็นว่าเหมาะสม
- ข. กิจการไม่ต้องใช้วิธีเดียวกัน และอาจเลือกสองวิธีแยกกันสำหรับสินค้าแต่ละชนิด
- ค. กิจการต้องใช้วิธีเข้าก่อนออกก่อนกับสินค้าชนิด ข. เช่นเดียวกับชนิด ก. ✓
- ง. กิจการต้องเปลี่ยนสินค้าทั้งสองชนิดไปใช้วิธีต้นทุนถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก
Explanation: คำตอบที่ถูก: "กิจการต้องใช้วิธีเข้าก่อนออกก่อนกับสินค้าชนิด ข. เช่นเดียวกับชนิด ก." ข้อเท็จจริงที่ว่าเป็นสินค้าคงเหลือซึ่งไม่อยู่ในกรณีที่กล่าวไว้ต่างหาก → “ต้นทุนสินค้าคงเหลือนอกจากที่กล่าวในย่อหน้าที่ 23”; บริษัท ค. จำกัดเป็นกิจการ → “กิจการ”; การใช้วิธีเข้าก่อนออกก่อนกับชนิด ก. → “วิธีเข้าก่อนออกก่อน หรือวิธีต้นทุนถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก”; สินค้าชนิด ก. และ ข. มีลักษณะและการใช้คล้ายคลึงกัน → “สำหรับสินค้าคงเหลือทุกชนิดที่มีลักษณะและการใช้คล้ายคลึงกัน” จึงเกิดผล คือ “ต้องใช้วิธีการคำนวณต้นทุนด้วยวิธีเดียวกัน” ดังนั้นชนิด ข. ต้องใช้วิธีเข้าก่อนออกก่อนเช่นเดียวกับชนิด ก. ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 2 ย่อหน้าที่ 25 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "กิจการอาจใช้วิธีต้นทุนถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักกับชนิด ข. หากเห็นว่าเหมาะสม" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ใช้วิธีเดียวกันสำหรับสินค้าคงเหลือทุกชนิดที่มีลักษณะและการใช้คล้ายคลึงกัน ส่วนการใช้วิธีต่างกันได้ใช้กับสินค้าที่มีลักษณะและการใช้ต่างกัน • "กิจการไม่ต้องใช้วิธีเดียวกัน และอาจเลือกสองวิธีแยกกันสำหรับสินค้าแต่ละชนิด" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า “กิจการต้องใช้วิธีการคำนวณต้นทุนด้วยวิธีเดียวกัน” สำหรับสินค้าที่มีลักษณะและการใช้คล้ายคลึงกัน • "กิจการต้องเปลี่ยนสินค้าทั้งสองชนิดไปใช้วิธีต้นทุนถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก" ผิด: แหล่งข้อมูลให้คำนวณมูลค่าโดยวิธีเข้าก่อนออกก่อนหรือวิธีต้นทุนถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก จึงไม่ได้บังคับให้เปลี่ยนจากวิธีเข้าก่อนออกก่อน อ้างอิงตัวบท ย่อหน้าที่ 25 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 2 เรื่อง สินค้าคงเหลือ (ปรับปรุง 2567): “กิจการต้องใช้วิธีการคำนวณต้นทุนด้วยวิธีเดียวกัน สำหรับสินค้าคงเหลือทุกชนิดที่มีลักษณะและการใช้คล้ายคลึงกัน”
ย่อหน้าที่ 25 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 2 เรื่อง สินค้าคงเหลือ (ปรับปรุง 2567): “กิจการต้องใช้วิธีการคำนวณต้นทุนด้วยวิธีเดียวกัน สำหรับสินค้าคงเหลือทุกชนิดที่มีลักษณะและการใช้คล้ายคลึงกัน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามมาตรา 85/6 ผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องแจ้งการเปลี่ยนแปลงรายการที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มในสาระสำคัญภายในกี่วันนับจากวันที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น
- ก. ภายในเจ็ดวัน
- ข. ภายในสิบห้าวัน ✓
- ค. ภายในสามสิบวัน
- ง. ภายในหกสิบวัน
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ภายในสิบห้าวัน" มาตรา 85/6 กำหนดให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนแจ้งการเปลี่ยนแปลงรายการที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มในสาระสำคัญภายในสิบห้าวันนับจากวันที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ภายในหกสิบวัน" ผิด: ข้อความในมาตรา 85/6 กำหนดให้แจ้งภายในสิบห้าวัน มิใช่หกสิบวัน • "ภายในสามสิบวัน" ผิด: มาตรา 85/6 ระบุระยะเวลาไว้สิบห้าวัน มิใช่สามสิบวัน • "ภายในเจ็ดวัน" ผิด: มาตรา 85/6 กำหนดว่าให้แจ้งภายในสิบห้าวันนับจากวันที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น มิใช่เจ็ดวัน อ้างอิงตัวบท มาตรา 85/6: “ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนแจ้งการเปลี่ยนแปลงนั้น ณ สถานที่ที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ภายในสิบห้าวันนับจากวันที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น”
มาตรา 85/6: “ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนแจ้งการเปลี่ยนแปลงนั้น ณ สถานที่ที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ภายในสิบห้าวันนับจากวันที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
บริษัท ค. จำกัดเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ได้ขายสินค้าให้นาย ก. ไปแล้ว ต่อมาเกิดเหตุการณ์ที่กฎหมายระบุ ทำให้มูลค่าสินค้าเพิ่มขึ้นและมีภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องคำนวณใหม่ แต่บริษัทมีเหตุจำเป็นจนไม่สามารถออกใบเพิ่มหนี้ได้ทันในเดือนภาษีที่เกิดเหตุการณ์ ตามประมวลรัษฎากร บริษัท ค. จำกัดต้องดำเนินการอย่างไร
- ก. ต้องออกใบเพิ่มหนี้ให้นาย ก. ในเดือนภาษีที่สองถัดจากเดือนที่เกิดเหตุการณ์
- ข. ไม่ต้องออกใบเพิ่มหนี้ให้นาย ก. เพราะไม่สามารถออกได้ทันเดือนภาษีที่เกิดเหตุการณ์
- ค. ยังคงต้องออกใบเพิ่มหนี้ให้นาย ก. ภายในเดือนภาษีที่เกิดเหตุการณ์
- ง. ต้องออกใบเพิ่มหนี้ให้นาย ก. ในเดือนภาษีถัดจากเดือนที่เกิดเหตุการณ์ ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ต้องออกใบเพิ่มหนี้ให้นาย ก. ในเดือนภาษีถัดจากเดือนที่เกิดเหตุการณ์" ข้อเท็จจริงในกรณีนี้สัมพันธ์กับองค์ประกอบดังนี้: บริษัท ค. จำกัดเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน → “ผู้ประกอบการจดทะเบียน”; ขายสินค้าไปแล้ว → “ที่ได้ขายสินค้าหรือให้บริการไปแล้ว”; มูลค่าสินค้าเพิ่มขึ้นจากเหตุการณ์ที่กฎหมายระบุ → “มูลค่าของสินค้าหรือบริการมีจำนวนเพิ่มขึ้นเพราะเหตุการณ์ตามที่ระบุไว้”; มีภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องคำนวณใหม่ → “แต่ต้องคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มใหม่”; และมีเหตุจำเป็นจนออกใบเพิ่มหนี้ไม่ทันในเดือนที่เกิดเหตุการณ์ → “มีเหตุจำเป็นที่ไม่สามารถออกใบเพิ่มหนี้ได้ทันในเดือนภาษีที่มีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น” จึงต้องใช้ข้อยกเว้น ให้ออกใบเพิ่มหนี้แก่ผู้ซื้อในเดือนภาษีถัดจากเดือนที่เกิดเหตุการณ์ ตามมาตรา 86/9 แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ไม่ต้องออกใบเพิ่มหนี้ให้นาย ก. เพราะไม่สามารถออกได้ทันเดือนภาษีที่เกิดเหตุการณ์" ผิด: แหล่งข้อมูลยังคงกำหนดว่า “ก็ให้ออกใบเพิ่มหนี้” โดยเพียงเลื่อนกำหนดไปเป็นเดือนภาษีถัดไป • "ต้องออกใบเพิ่มหนี้ให้นาย ก. ในเดือนภาษีที่สองถัดจากเดือนที่เกิดเหตุการณ์" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ออกใน “เดือนภาษีถัดจากเดือนที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้น” ไม่ใช่เดือนภาษีที่สองถัดไป • "ยังคงต้องออกใบเพิ่มหนี้ให้นาย ก. ภายในเดือนภาษีที่เกิดเหตุการณ์" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดข้อยกเว้นว่า หากมีเหตุจำเป็นที่ไม่สามารถออกได้ทันในเดือนภาษีที่เกิดเหตุการณ์ ให้ออกในเดือนภาษีถัดไป อ้างอิงตัวบท มาตรา 86/9: “ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ได้ขายสินค้าหรือให้บริการไปแล้ว แต่ต้องคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มใหม่เนื่องจากมูลค่าของสินค้าหรือบริการมีจำนวนเพิ่มขึ้นเพราะเหตุการณ์ตามที่ระบุไว้ในมาตรา 82/9 ออกใบเพิ่มหนี้ให้กับผู้ซื้อสินค้า” มาตรา 86/9: “เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นที่ไม่สามารถออกใบเพิ่มหนี้ได้ทันในเดือนภาษีที่มีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น ก็ให้ออกใบเพิ่มหนี้ให้กับผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการในเดือนภาษีถัดจากเดือนที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้น”
มาตรา 86/9: “ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ได้ขายสินค้าหรือให้บริการไปแล้ว แต่ต้องคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มใหม่เนื่องจากมูลค่าของสินค้าหรือบริการมีจำนวนเพิ่มขึ้นเพราะเหตุการณ์ตามที่ระบุไว้ในมาตรา 82/9 ออกใบเพิ่มหนี้ให้กับผู้ซื้อสินค้า”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อใดอธิบายผลของการควบเข้ากันตามมาตรา 73 ได้ถูกต้อง
- ก. เพื่อประโยชน์ในการคำนวณภาษี ให้ถือว่าเฉพาะบางบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ควบเข้ากันได้เลิกกัน
- ข. บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใหม่ไม่มีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีแทนนิติบุคคลเดิม
- ค. เพื่อประโยชน์ในการคำนวณภาษี ให้ถือว่าแต่ละบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ควบเข้ากันได้เลิกกัน ✓
- ง. เพื่อประโยชน์ในการคำนวณภาษี ให้ถือว่าแต่ละบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ควบเข้ากันยังมิได้เลิกกัน
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เพื่อประโยชน์ในการคำนวณภาษี ให้ถือว่าแต่ละบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ควบเข้ากันได้เลิกกัน" มาตรา 73 กำหนดว่า เพื่อประโยชน์ในการคำนวณภาษี ให้ถือว่าแต่ละบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งควบเข้ากันได้เลิกกัน และให้นิติบุคคลใหม่รับหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีแทน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เพื่อประโยชน์ในการคำนวณภาษี ให้ถือว่าแต่ละบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ควบเข้ากันยังมิได้เลิกกัน" ผิด: มาตรา 73 ระบุว่าให้ถือว่าแต่ละบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งควบเข้ากันนั้นได้เลิกกัน • "เพื่อประโยชน์ในการคำนวณภาษี ให้ถือว่าเฉพาะบางบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ควบเข้ากันได้เลิกกัน" ผิด: มาตรา 73 ใช้คำว่า “แต่ละบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งควบเข้ากันนั้น” จึงมิใช่เฉพาะบางราย • "บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใหม่ไม่มีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีแทนนิติบุคคลเดิม" ผิด: มาตรา 73 กำหนดให้นิติบุคคลใหม่มีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีแทนนิติบุคคลที่ให้ถือว่าเลิกกัน อ้างอิงตัวบท มาตรา 73: “เพื่อประโยชน์ในการคำนวณภาษี ให้ถือว่าแต่ละบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งควบเข้ากันนั้นได้เลิกกัน”
มาตรา 73: “เพื่อประโยชน์ในการคำนวณภาษี ให้ถือว่าแต่ละบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งควบเข้ากันนั้นได้เลิกกัน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับอำนาจของอธิบดีตามมาตรา 84/4 แห่งประมวลรัษฎากร
- ก. กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขให้ผู้เดินทางออกไปนอกราชอาณาจักรซึ่งซื้อสินค้าจากผู้ประกอบการจดทะเบียนเพื่อนำออกไปนอกราชอาณาจักรขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ถูกเรียกเก็บไว้แล้วได้ ✓
- ข. กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขให้ผู้เดินทางซึ่งซื้อสินค้าจากผู้ประกอบการที่มิได้จดทะเบียนขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มได้
- ค. กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขห้ามผู้เดินทางออกไปนอกราชอาณาจักรขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ถูกเรียกเก็บไว้แล้ว
- ง. กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขให้ผู้เดินทางซึ่งซื้อสินค้าไว้ใช้ในราชอาณาจักรขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ถูกเรียกเก็บไว้แล้วได้
Explanation: คำตอบที่ถูก: "กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขให้ผู้เดินทางออกไปนอกราชอาณาจักรซึ่งซื้อสินค้าจากผู้ประกอบการจดทะเบียนเพื่อนำออกไปนอกราชอาณาจักรขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ถูกเรียกเก็บไว้แล้วได้" มาตรา 84/4 ให้อธิบดีมีอำนาจกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขให้ผู้เดินทางออกไปนอกราชอาณาจักรซึ่งซื้อสินค้าจากผู้ประกอบการจดทะเบียนเพื่อนำออกไปนอกราชอาณาจักร ขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ถูกเรียกเก็บไว้แล้วได้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขห้ามผู้เดินทางออกไปนอกราชอาณาจักรขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ถูกเรียกเก็บไว้แล้ว" ผิด: มาตรา 84/4 ระบุว่าอธิบดีมีอำนาจกำหนดให้ผู้เดินทางดังกล่าว “ขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ถูกเรียกเก็บไว้แล้วได้” มิใช่ห้ามขอคืน • "กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขให้ผู้เดินทางซึ่งซื้อสินค้าจากผู้ประกอบการที่มิได้จดทะเบียนขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มได้" ผิด: มาตรา 84/4 ระบุกรณีซื้อสินค้าจาก “ผู้ประกอบการจดทะเบียน” ไม่ใช่ผู้ประกอบการที่มิได้จดทะเบียน • "กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขให้ผู้เดินทางซึ่งซื้อสินค้าไว้ใช้ในราชอาณาจักรขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ถูกเรียกเก็บไว้แล้วได้" ผิด: มาตรา 84/4 ระบุว่าสินค้าที่ซื้อเป็นสินค้า “เพื่อนำออกไปนอกราชอาณาจักร” ไม่ใช่สินค้าไว้ใช้ในราชอาณาจักร อ้างอิงตัวบท มาตรา 84/4: “ให้อธิบดีมีอำนาจกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขให้ผู้เดินทางออกไปนอกราชอาณาจักรที่ซื้อสินค้าจากผู้ประกอบการจดทะเบียนเพื่อนำออกไปนอกราชอาณาจักรขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ถูกเรียกเก็บไว้แล้วได้”
มาตรา 84/4: “ให้อธิบดีมีอำนาจกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขให้ผู้เดินทางออกไปนอกราชอาณาจักรที่ซื้อสินค้าจากผู้ประกอบการจดทะเบียนเพื่อนำออกไปนอกราชอาณาจักรขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ถูกเรียกเก็บไว้แล้วได้”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามมาตรา 82/10 ผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องนำภาษีขายที่คำนวณจากมูลค่าของสินค้าหรือบริการที่ลดลงมาหักออกจากภาษีขายของตนในเดือนภาษีใด
- ก. เดือนภาษีที่ได้ออกใบลดหนี้ ✓
- ข. เดือนภาษีถัดจากเดือนที่ออกใบลดหนี้
- ค. เดือนภาษีที่ขายสินค้าหรือให้บริการ
- ง. เดือนภาษีที่ได้รับใบลดหนี้
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เดือนภาษีที่ได้ออกใบลดหนี้" มาตรา 82/10 กำหนดให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนนำภาษีขายที่คำนวณจากมูลค่าของสินค้าหรือบริการที่ลดลงมาหักออกจากภาษีขายของตนในเดือนภาษีที่ได้ออกใบลดหนี้ตามมาตรา 86/10 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เดือนภาษีที่ขายสินค้าหรือให้บริการ" ผิด: มาตรา 82/10 กำหนดเดือนภาษีที่ได้ออกใบลดหนี้เป็นเดือนสำหรับหักภาษีขายที่ลดลง • "เดือนภาษีถัดจากเดือนที่ออกใบลดหนี้" ผิด: มาตรา 82/10 ระบุว่าให้หักในเดือนภาษีที่ได้ออกใบลดหนี้ มิใช่เดือนภาษีถัดไป • "เดือนภาษีที่ได้รับใบลดหนี้" ผิด: มาตรา 82/10 กำหนดให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนหักภาษีขายในเดือนภาษีที่ได้ออกใบลดหนี้ ส่วนเดือนที่ได้รับใบลดหนี้ใช้กับการหักออกจากภาษีซื้อของผู้ได้รับใบลดหนี้ มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 86/10: “มาตรา 86/10 ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ได้ขายสินค้าหรือให้บริการไปแล้ว แต่ต้องคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มใหม่เนื่องจากมูลค่าของสินค้าหรือบริการมีจำนวนลดลงเพราะเหตุการณ์ตามที่ระบุไว้ในมาตรา 82/10 ออกใบลดหนี้ให้กับผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการในเดือนภาษีที่เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นไม่สามารถออกใบลดหนี้ได้ทันในเดือนภาษีที่มีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นก็ให้ออกใบลดหนี้ให้กับผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการในเดือนภาษีถัดจากเดือนที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้น” อ้างอิงตัวบท มาตรา 82/10: “ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนดังกล่าวนำภาษีขายที่คำนวณจากมูลค่าของสินค้าหรือบริการที่ลดลงนั้นมาหักออกจากภาษีขายของตนในเดือนภาษีที่ได้ออกใบลดหนี้ตามมาตรา 86/10”
มาตรา 82/10: “ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนดังกล่าวนำภาษีขายที่คำนวณจากมูลค่าของสินค้าหรือบริการที่ลดลงนั้นมาหักออกจากภาษีขายของตนในเดือนภาษีที่ได้ออกใบลดหนี้ตามมาตรา 86/10”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
นาย ก. ไม่ชำระภาษีให้ครบถ้วนภายในกำหนดเวลาและไม่ได้รับอนุมัติจากอธิบดีให้ขยายเวลา เมื่อคำนวณเงินเพิ่มจนถึงวันชำระภาษี ปรากฏว่าเงินเพิ่มสูงกว่าจำนวนภาษีที่ต้องชำระ ตามประมวลรัษฎากร ผลเป็นอย่างไร
- ก. ให้เรียกเงินเพิ่มตามจำนวนที่คำนวณได้แม้เกินภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่ง
- ข. เงินเพิ่มให้ลดเหลือร้อยละ 0.75 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน
- ค. เงินเพิ่มต้องไม่เกินสองเท่าของจำนวนภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่ง
- ง. เงินเพิ่มต้องไม่เกินจำนวนภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่ง ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เงินเพิ่มต้องไม่เกินจำนวนภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่ง" นาย ก. → “บุคคลใด”; ไม่ชำระภาษีให้ครบถ้วน → “ไม่ชำระภาษีหรือนำส่งภาษีให้ครบถ้วน”; ภายในกำหนดเวลา → “ภายในกำหนดเวลาตามบทบัญญัติในหมวดนี้”; ไม่ได้รับอนุมัติให้ขยายเวลา → ไม่เข้าเงื่อนไข “อธิบดีอนุมัติให้ขยายเวลาเสียภาษี”; คำนวณจนถึงวันชำระภาษี → “การคำนวณเงินเพิ่ม” และ “จนถึงวันชำระภาษีหรือนำส่งภาษี”; เงินเพิ่มสูงกว่าภาษีที่ต้องชำระ → “เงินเพิ่มที่คำนวณได้มิให้เกินจำนวนภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่ง” ดังนั้นต้องจำกัดเงินเพิ่มไม่ให้เกินจำนวนภาษี ตามมาตรา 89/1 แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เงินเพิ่มให้ลดเหลือร้อยละ 0.75 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน" ผิด: อัตราร้อยละ 0.75 ใช้ในกรณีที่ “อธิบดีอนุมัติให้ขยายเวลาเสียภาษี” และมีการชำระภายในเวลาที่ขยายให้ แต่กรณีนี้ไม่ได้รับอนุมัติ • "เงินเพิ่มต้องไม่เกินสองเท่าของจำนวนภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่ง" ผิด: แหล่งที่มากำหนดเพดานไว้เพียง “จำนวนภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่ง” ไม่ใช่สองเท่าของจำนวนดังกล่าว • "ให้เรียกเงินเพิ่มตามจำนวนที่คำนวณได้แม้เกินภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่ง" ผิด: แหล่งที่มากำหนดว่า “แต่เงินเพิ่มที่คำนวณได้มิให้เกินจำนวนภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่ง” อ้างอิงตัวบท มาตรา 89/1: “แต่เงินเพิ่มที่คำนวณได้มิให้เกินจำนวนภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่ง”
มาตรา 89/1: “แต่เงินเพิ่มที่คำนวณได้มิให้เกินจำนวนภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่ง”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อใดอธิบายผลของมาตรา 110 เกี่ยวกับคู่ฉบับหรือคู่ฉีกได้ถูกต้อง
- ก. การแสดงว่าต้นฉบับปิดแสตมป์บริบูรณ์ต้องนำทั้งตราสารต้นฉบับและพยานหลักฐานมาแสดงประกอบกัน
- ข. เมื่อคู่ฉบับหรือคู่ฉีกปิดแสตมป์ตามอัตราของตนแล้ว ให้ถือว่าปิดแสตมป์บริบูรณ์แม้ไม่แสดงต้นฉบับหรือพยานหลักฐาน
- ค. หากไม่แสดงต้นฉบับหรือพยานหลักฐานให้พอใจว่าต้นฉบับปิดแสตมป์บริบูรณ์ จะยังไม่ถือว่าคู่ฉบับหรือคู่ฉีกปิดแสตมป์บริบูรณ์จนกว่าจะปิดแสตมป์ครบอากรสำหรับต้นฉบับและขีดฆ่า ✓
- ง. แม้แสดงต้นฉบับหรือพยานหลักฐานจนพอใจว่าต้นฉบับปิดแสตมป์บริบูรณ์แล้ว ก็ยังต้องปิดแสตมป์ครบอากรสำหรับต้นฉบับอีก
Explanation: คำตอบที่ถูก: "หากไม่แสดงต้นฉบับหรือพยานหลักฐานให้พอใจว่าต้นฉบับปิดแสตมป์บริบูรณ์ จะยังไม่ถือว่าคู่ฉบับหรือคู่ฉีกปิดแสตมป์บริบูรณ์จนกว่าจะปิดแสตมป์ครบอากรสำหรับต้นฉบับและขีดฆ่า" มาตรา 110 หมายความว่า แม้คู่ฉบับหรือคู่ฉีกจะปิดแสตมป์ตามอัตราแล้ว หากไม่แสดงต้นฉบับหรือพยานหลักฐานให้พอใจว่าต้นฉบับปิดแสตมป์บริบูรณ์ ก็ยังไม่ถือว่าปิดแสตมป์บริบูรณ์จนกว่าจะเสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรสำหรับต้นฉบับและขีดฆ่าแล้ว ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เมื่อคู่ฉบับหรือคู่ฉีกปิดแสตมป์ตามอัตราของตนแล้ว ให้ถือว่าปิดแสตมป์บริบูรณ์แม้ไม่แสดงต้นฉบับหรือพยานหลักฐาน" ผิด: มาตรา 110 ระบุว่า หากมิได้นำต้นฉบับหรือพยานหลักฐานมาแสดงให้พอใจว่าต้นฉบับปิดแสตมป์บริบูรณ์ มิให้ถือว่าคู่ฉบับหรือคู่ฉีกปิดแสตมป์บริบูรณ์ • "แม้แสดงต้นฉบับหรือพยานหลักฐานจนพอใจว่าต้นฉบับปิดแสตมป์บริบูรณ์แล้ว ก็ยังต้องปิดแสตมป์ครบอากรสำหรับต้นฉบับอีก" ผิด: มาตรา 110 กำหนดผลให้ต้องปิดแสตมป์ครบอากรสำหรับต้นฉบับเมื่อมิได้นำต้นฉบับหรือพยานหลักฐานมาแสดงให้เป็นที่พอใจ • "การแสดงว่าต้นฉบับปิดแสตมป์บริบูรณ์ต้องนำทั้งตราสารต้นฉบับและพยานหลักฐานมาแสดงประกอบกัน" ผิด: มาตรา 110 ใช้คำว่า “ตราสารต้นฉบับหรือพยานหลักฐาน” จึงมิได้กำหนดให้ต้องนำทั้งสองอย่างมาแสดงประกอบกัน อ้างอิงตัวบท มาตรา 110: “ถ้ามิได้นำตราสารต้นฉบับหรือพยานหลักฐานมาแสดงให้เป็นที่พอใจว่าตราสารต้นฉบับนั้นได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์แล้ว” มาตรา 110: “มิให้ถือว่าคู่ฉบับหรือคู่ฉีกนั้นได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์” มาตรา 110: “มิให้ถือว่าคู่ฉบับหรือคู่ฉีกนั้นได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ จนกว่าจะได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรสำหรับตราสารต้นฉบับ” มาตรา 110: “จนกว่าจะได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรสำหรับตราสารต้นฉบับและขีดฆ่าแล้ว”
มาตรา 110: “ถ้ามิได้นำตราสารต้นฉบับหรือพยานหลักฐานมาแสดงให้เป็นที่พอใจว่าตราสารต้นฉบับนั้นได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์แล้ว”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
บริษัท ค. จำกัด เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ได้เลิกประกอบกิจการ และจะไปแจ้งการเลิกกิจการ ณ สถานที่ที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ บริษัทต้องแจ้งภายในกำหนดใด
- ก. แจ้งพร้อมการคืนใบทะเบียนโดยไม่มีกำหนดนับจากวันเลิกกิจการ
- ข. แจ้งภายในสิบห้าวันนับจากวันเลิกประกอบกิจการ ✓
- ค. แจ้งภายในสิบห้าวันนับจากวันจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
- ง. แจ้งภายในสามสิบวันนับจากวันเลิกประกอบกิจการ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "แจ้งภายในสิบห้าวันนับจากวันเลิกประกอบกิจการ" ข้อเท็จจริงว่า บริษัท ค. จำกัดเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน → “ผู้ประกอบการจดทะเบียนใด”; ได้เลิกประกอบกิจการ → “เลิกประกอบกิจการ”; จะไปแจ้งการเลิกกิจการ → “แจ้งการเลิกกิจการ”; ณ สถานที่ที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ → “ณ สถานที่ที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้” จึงใช้กำหนด คือ “ภายในสิบห้าวันนับจากวันเลิกประกอบกิจการ” ตามมาตรา 85/15 แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "แจ้งภายในสิบห้าวันนับจากวันจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้เริ่มนับจาก “วันเลิกประกอบกิจการ” ไม่ใช่วันจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม • "แจ้งภายในสามสิบวันนับจากวันเลิกประกอบกิจการ" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดว่า “ภายในสิบห้าวันนับจากวันเลิกประกอบกิจการ” ไม่ใช่สามสิบวัน • "แจ้งพร้อมการคืนใบทะเบียนโดยไม่มีกำหนดนับจากวันเลิกกิจการ" ผิด: แม้ต้องคืนใบทะเบียน “พร้อมกับการแจ้งเลิกประกอบกิจการ” แต่การแจ้งยังต้องทำ “ภายในสิบห้าวันนับจากวันเลิกประกอบกิจการ” อ้างอิงตัวบท มาตรา 85/15: “ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนนั้นแจ้งการเลิกกิจการตามแบบที่อธิบดีกำหนด ณ สถานที่ที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ภายในสิบห้าวันนับจากวันเลิกประกอบกิจการ”
มาตรา 85/15: “ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนนั้นแจ้งการเลิกกิจการตามแบบที่อธิบดีกำหนด ณ สถานที่ที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ภายในสิบห้าวันนับจากวันเลิกประกอบกิจการ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อใดอธิบายหลักการตีราคาทรัพย์สินกรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลควบเข้ากันได้ถูกต้องตามมาตรา 74
- ก. ตีทรัพย์สินตามราคาตลาดในวันที่ควบเข้ากัน แต่บริษัทใหม่ถือราคาตามบัญชีเดิมเพื่อคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิ ✓
- ข. ตีทรัพย์สินตามราคาตลาดในวันที่ควบเข้ากัน และบริษัทเดิมถือราคาดังกล่าวเป็นรายได้หรือรายจ่าย
- ค. ตีทรัพย์สินตามราคาบัญชีในวันที่ควบเข้ากัน และบริษัทใหม่ถือราคาตลาดเพื่อคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิ
- ง. ตีทรัพย์สินตามราคาตลาดในวันเลิก และบริษัทใหม่ถือราคาตามบัญชีเดิมเพื่อคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ตีทรัพย์สินตามราคาตลาดในวันที่ควบเข้ากัน แต่บริษัทใหม่ถือราคาตามบัญชีเดิมเพื่อคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิ" มาตรา 74 (1) (ข) กำหนดให้กรณีควบเข้ากันตีทรัพย์สินตามราคาตลาดในวันที่ควบเข้ากัน แต่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใหม่ต้องถือราคาตามบัญชีของบริษัทเดิมเพื่อคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ตีทรัพย์สินตามราคาบัญชีในวันที่ควบเข้ากัน และบริษัทใหม่ถือราคาตลาดเพื่อคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิ" ผิด: มาตรา 74 (1) (ข) กำหนดให้ตีตามราคาตลาดในวันที่ควบเข้ากัน แต่ให้บริษัทใหม่ถือราคาตามที่ปรากฏในบัญชีของบริษัทเดิม • "ตีทรัพย์สินตามราคาตลาดในวันเลิก และบริษัทใหม่ถือราคาตามบัญชีเดิมเพื่อคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิ" ผิด: มาตรา 74 (1) (ข) กำหนดกรณีควบเข้ากันให้ตีตามราคาตลาดในวันที่ควบเข้ากัน มิใช่ในวันเลิก • "ตีทรัพย์สินตามราคาตลาดในวันที่ควบเข้ากัน และบริษัทเดิมถือราคาดังกล่าวเป็นรายได้หรือรายจ่าย" ผิด: มาตรา 74 (1) (ข) ระบุว่าไม่ให้ถือว่าราคาดังกล่าวเป็นรายได้หรือรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเดิม อ้างอิงตัวบท มาตรา 74: “ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลควบเข้ากันให้ตีตามราคาตลาดในวันที่ควบเข้ากัน” มาตรา 74: “และให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใหม่อันได้ควบเข้ากันถือราคาของทรัพย์สินนั้นตามราคาที่ปรากฏในบัญชีของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเดิมในวันที่ควบเข้ากันเพื่อประโยชน์ในการคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิ”
มาตรา 74: “ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลควบเข้ากันให้ตีตามราคาตลาดในวันที่ควบเข้ากัน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
บริษัท ค. จำกัดเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ประกอบกิจการให้บริการเท่านั้นและไม่ได้ประกอบกิจการขายสินค้า บริษัทต้องจัดทำรายงานใดเกี่ยวกับการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม
- ก. ต้องจัดทำเฉพาะรายงานภาษีขาย โดยไม่ต้องจัดทำรายงานภาษีซื้อ
- ข. ต้องจัดทำรายงานภาษีขาย รายงานภาษีซื้อ และรายงานสินค้าและวัตถุดิบ
- ค. ต้องจัดทำรายงานภาษีขายและรายงานภาษีซื้อ โดยไม่รวมรายงานสินค้าและวัตถุดิบ ✓
- ง. ต้องจัดทำเฉพาะรายงานภาษีซื้อ โดยไม่ต้องจัดทำรายงานภาษีขาย
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ต้องจัดทำรายงานภาษีขายและรายงานภาษีซื้อ โดยไม่รวมรายงานสินค้าและวัตถุดิบ" ข้อเท็จจริงที่บริษัทเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน → “ผู้ประกอบการจดทะเบียน” จึงมีหน้าที่จัดทำรายงานภาษีขายและรายงานภาษีซื้อ ส่วนข้อเท็จจริงที่บริษัทให้บริการเท่านั้นและไม่ได้ขายสินค้า → “เฉพาะผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ประกอบกิจการขายสินค้า” ทำให้ไม่อยู่ในกลุ่มที่ต้องจัดทำรายงานสินค้าและวัตถุดิบ ตามมาตรา 87 แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ต้องจัดทำรายงานภาษีขาย รายงานภาษีซื้อ และรายงานสินค้าและวัตถุดิบ" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดรายงานสินค้าและวัตถุดิบไว้ “เฉพาะผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ประกอบกิจการขายสินค้า” แต่บริษัทประกอบกิจการให้บริการและไม่ได้ขายสินค้า • "ต้องจัดทำเฉพาะรายงานภาษีซื้อ โดยไม่ต้องจัดทำรายงานภาษีขาย" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีหน้าที่จัดทำทั้ง “รายงานภาษีขาย” และ “รายงานภาษีซื้อ” • "ต้องจัดทำเฉพาะรายงานภาษีขาย โดยไม่ต้องจัดทำรายงานภาษีซื้อ" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีหน้าที่จัดทำทั้ง “รายงานภาษีขาย” และ “รายงานภาษีซื้อ” อ้างอิงตัวบท มาตรา 87: “ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีหน้าที่จัดทำรายงานเกี่ยวกับการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มดังต่อไปนี้ (1) รายงานภาษีขาย” มาตรา 87: “ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีหน้าที่จัดทำรายงานเกี่ยวกับการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มดังต่อไปนี้ (1) รายงานภาษีขาย (2) รายงานภาษีซื้อ” มาตรา 87: “(3) รายงานสินค้าและวัตถุดิบเฉพาะผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ประกอบกิจการขายสินค้า”
มาตรา 87: “ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีหน้าที่จัดทำรายงานเกี่ยวกับการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มดังต่อไปนี้ (1) รายงานภาษีขาย”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อใดอธิบายหลักเกณฑ์ตามมาตรา 41 สำหรับเงินได้เนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในประเทศไทยได้ถูกต้อง
- ก. หากจ่ายเงินได้ในต่างประเทศ ต้องเสียภาษีเมื่อนำเงินได้นั้นเข้ามาในประเทศไทย
- ข. หากนายจ้างมีกิจการในต่างประเทศ เงินได้จากงานที่ทำในประเทศไทยไม่ต้องเสียภาษี
- ค. ต้องเสียภาษีเฉพาะเมื่อเงินได้นั้นจ่ายในประเทศไทย
- ง. ต้องเสียภาษีไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ต้องเสียภาษีไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ" มาตรา 41 กำหนดว่าเงินได้พึงประเมินเนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในประเทศไทยต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ ไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "หากนายจ้างมีกิจการในต่างประเทศ เงินได้จากงานที่ทำในประเทศไทยไม่ต้องเสียภาษี" ผิด: มาตรา 41 ใช้คำว่า “หรือ” แยกเหตุจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในประเทศไทยออกจากเหตุเนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทย • "ต้องเสียภาษีเฉพาะเมื่อเงินได้นั้นจ่ายในประเทศไทย" ผิด: มาตรา 41 กำหนดว่าให้เสียภาษี “ไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ” • "หากจ่ายเงินได้ในต่างประเทศ ต้องเสียภาษีเมื่อนำเงินได้นั้นเข้ามาในประเทศไทย" ผิด: กรณีงานหรือกิจการที่ทำในประเทศไทยต้องเสียภาษีไม่ว่าจะจ่ายในหรือนอกประเทศ โดยไม่ใช้เงื่อนไขการนำเงินได้เข้ามาในประเทศไทย อ้างอิงตัวบท มาตรา 41: “ผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในประเทศไทย หรือเนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย ต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ”
มาตรา 41: “ผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในประเทศไทย หรือเนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย ต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ห้างหุ้นส่วนสามัญ ง. ซึ่งมิใช่นิติบุคคล มีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว 80,000 บาท และไม่มีภาษีค้างชำระ โดยนาย ก. เป็นผู้จัดการ ส่วนนาย ข. เป็นหุ้นส่วน ตามประมวลรัษฎากร ใครต้องยื่นรายการและยื่นในชื่อใด
- ก. นาย ข. หุ้นส่วนยื่นรายการในชื่อห้างหุ้นส่วนสามัญ ง.
- ข. นาย ก. ผู้จัดการยื่นรายการในชื่อห้างหุ้นส่วนสามัญ ง. ✓
- ค. นาย ก. และนาย ข. ร่วมกันยื่นรายการในชื่อห้างหุ้นส่วนสามัญ ง.
- ง. นาย ก. ผู้จัดการยื่นรายการในชื่อตนเองแทนห้างหุ้นส่วนสามัญ ง.
Explanation: คำตอบที่ถูก: "นาย ก. ผู้จัดการยื่นรายการในชื่อห้างหุ้นส่วนสามัญ ง." ข้อเท็จจริงจับคู่องค์ประกอบได้ดังนี้: ห้างหุ้นส่วนสามัญ ง. มิใช่นิติบุคคล → “ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล”; มีเงินได้ 80,000 บาท → “เกินจำนวนตาม (1)” ซึ่ง (1) กำหนดเกิน 60,000 บาท; นาย ก. เป็นผู้จัดการ → “ผู้อำนวยการหรือผู้จัดการ”; ไม่มีภาษีค้างชำระ → ไม่เข้าเงื่อนไข “แต่ถ้าห้างหุ้นส่วนหรือคณะบุคคลนั้นมีภาษีค้างชำระ”; นาย ข. เป็นหุ้นส่วน → “ผู้เป็นหุ้นส่วนหรือบุคคลในคณะบุคคลแต่ละคน” ดังนั้น นาย ก. ต้องยื่นรายการ “ในชื่อของห้างหุ้นส่วนหรือคณะบุคคลนั้น” ตามมาตรา 56 แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "นาย ก. ผู้จัดการยื่นรายการในชื่อตนเองแทนห้างหุ้นส่วนสามัญ ง." ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ผู้จัดการยื่นรายการ “ในชื่อของห้างหุ้นส่วนหรือคณะบุคคลนั้น” ไม่ใช่ในชื่อของผู้จัดการ • "นาย ข. หุ้นส่วนยื่นรายการในชื่อห้างหุ้นส่วนสามัญ ง." ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดโดยเฉพาะว่า “ให้ผู้อำนวยการหรือผู้จัดการยื่นรายการ” • "นาย ก. และนาย ข. ร่วมกันยื่นรายการในชื่อห้างหุ้นส่วนสามัญ ง." ผิด: การให้ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนร่วมรับผิดมีเงื่อนไขว่า “ถ้าห้างหุ้นส่วนหรือคณะบุคคลนั้นมีภาษีค้างชำระ” แต่กรณีนี้ไม่มีภาษีค้างชำระ และผู้ยื่นรายการต้องเป็นผู้อำนวยการหรือผู้จัดการ อ้างอิงตัวบท มาตรา 56: “ในกรณีห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเกินจำนวนตาม (1) ให้ผู้อำนวยการหรือผู้จัดการยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมิน” มาตรา 56: “(1) ไม่มีสามีหรือภริยาและมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเกิน 60,000 บาท” มาตรา 56: “ให้ผู้อำนวยการหรือผู้จัดการยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินในชื่อของห้างหุ้นส่วนหรือคณะบุคคลนั้น”
มาตรา 56: “ในกรณีห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเกินจำนวนตาม (1) ให้ผู้อำนวยการหรือผู้จัดการยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมิน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อใดอธิบายผลตามมาตรา 78/2 (1) ได้ถูกต้อง สำหรับการนำเข้าที่ไม่อยู่ในบังคับตาม (2) (3) หรือ (4) และเป็นกรณีไม่ต้องเสียอากรขาเข้าหรือได้รับยกเว้นอากรขาเข้า
- ก. ความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อชำระอากรขาเข้า วางหลักประกัน หรือจัดให้มีผู้ค้ำประกันอากรขาเข้า
- ข. ความรับผิดไม่เกิดขึ้นเพราะไม่ต้องเสียหรือได้รับยกเว้นอากรขาเข้า
- ค. ความรับผิดเกิดขึ้นในวันที่มีการออกใบขนสินค้าตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร ✓
- ง. ความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อทางราชการขายทอดตลอดหรือขายโดยวิธีอื่นเพื่อนำเงินมาชำระค่าใช้จ่าย
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ความรับผิดเกิดขึ้นในวันที่มีการออกใบขนสินค้าตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร" ตามมาตรา 78/2 (1) หากเป็นการนำเข้าที่ไม่อยู่ในบังคับตาม (2) (3) หรือ (4) และไม่ต้องเสียอากรขาเข้าหรือได้รับยกเว้นอากรขาเข้า ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นในวันที่มีการออกใบขนสินค้าตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อทางราชการขายทอดตลอดหรือขายโดยวิธีอื่นเพื่อนำเงินมาชำระค่าใช้จ่าย" ผิด: เหตุขายทอดตลอดหรือขายโดยวิธีอื่นเป็นหลักเกณฑ์ตามมาตรา 78/2 (3) สำหรับของตกค้าง ไม่ใช่กรณีตามที่โจทย์กำหนด • "ความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อชำระอากรขาเข้า วางหลักประกัน หรือจัดให้มีผู้ค้ำประกันอากรขาเข้า" ผิด: มาตรา 78/2 (1) กำหนดข้อยกเว้นว่า กรณีไม่ต้องเสียอากรขาเข้าหรือได้รับยกเว้นอากรขาเข้า ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นในวันที่มีการออกใบขนสินค้า • "ความรับผิดไม่เกิดขึ้นเพราะไม่ต้องเสียหรือได้รับยกเว้นอากรขาเข้า" ผิด: มาตรา 78/2 (1) ยังคงให้ความรับผิดเกิดขึ้น โดยกำหนดให้เกิดในวันที่มีการออกใบขนสินค้า อ้างอิงตัวบท มาตรา 78/2: “เว้นแต่กรณีที่ไม่ต้องเสียอากรขาเข้าหรือได้รับยกเว้นอากรขาเข้า ก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นในวันที่มีการออกใบขนสินค้าตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร”
มาตรา 78/2: “เว้นแต่กรณีที่ไม่ต้องเสียอากรขาเข้าหรือได้รับยกเว้นอากรขาเข้า ก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นในวันที่มีการออกใบขนสินค้าตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
บริษัท ค. จำกัด เป็นผู้ประกอบการและมิได้นำภาษีซื้อรายการหนึ่งไปหักในการคำนวณภาษีในเดือนภาษีนั้น เพราะมีเหตุจำเป็นตามที่อธิบดีกำหนด บริษัทฯ มีสิทธินำภาษีซื้อนั้นไปหักภายในระยะเวลาสูงสุดเท่าใดและเริ่มนับจากเมื่อใด ตามประมวลรัษฎากร
- ก. นำไปหักในเดือนภาษีหลังจากนั้นได้ แต่ต้องไม่เกินสามปีนับจากวันที่ได้มีการออกใบกำกับภาษี ✓
- ข. นำไปหักในเดือนภาษีหลังจากนั้นได้ แต่ต้องไม่เกินสองปีนับจากวันที่ได้มีการออกใบกำกับภาษี
- ค. นำไปหักได้เฉพาะในเดือนภาษีเดิม โดยไม่มีสิทธินำไปหักในเดือนภาษีหลังจากนั้น
- ง. นำไปหักในเดือนภาษีหลังจากนั้นได้ แต่ต้องไม่เกินสามปีนับจากวันสุดท้ายของเดือนภาษีที่มิได้นำไปหัก
Explanation: คำตอบที่ถูก: "นำไปหักในเดือนภาษีหลังจากนั้นได้ แต่ต้องไม่เกินสามปีนับจากวันที่ได้มีการออกใบกำกับภาษี" ข้อเท็จจริงที่ว่า บริษัท ค. จำกัดเป็นผู้ประกอบการ → “ผู้ประกอบการ”; มิได้นำภาษีซื้อไปหักในเดือนภาษีนั้น → “ภาษีซื้อที่มิได้นำไปหักในการคำนวณภาษีในเดือนภาษีตามวรรคหนึ่ง”; และเกิดจากเหตุจำเป็นตามที่อธิบดีกำหนด → “เพราะมีเหตุจำเป็น” และ “อธิบดีกำหนด” ทำให้ใช้หลัก คือมีสิทธินำไปหักในเดือนภาษีหลังจากนั้น แต่ต้องไม่เกินสามปีนับจากวันที่ได้มีการออกใบกำกับภาษี ตามมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "นำไปหักในเดือนภาษีหลังจากนั้นได้ แต่ต้องไม่เกินสามปีนับจากวันสุดท้ายของเดือนภาษีที่มิได้นำไปหัก" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดจุดเริ่มนับว่า “นับจากวันที่ได้มีการออกใบกำกับภาษี” มิใช่วันสุดท้ายของเดือนภาษีเดิม • "นำไปหักในเดือนภาษีหลังจากนั้นได้ แต่ต้องไม่เกินสองปีนับจากวันที่ได้มีการออกใบกำกับภาษี" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดว่า “ต้องไม่เกินสามปี” นับจากวันที่ได้มีการออกใบกำกับภาษี • "นำไปหักได้เฉพาะในเดือนภาษีเดิม โดยไม่มีสิทธินำไปหักในเดือนภาษีหลังจากนั้น" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าเมื่อมิได้นำไปหักเพราะมีเหตุจำเป็นตามที่อธิบดีกำหนด “ให้มีสิทธินำไปหักในการคำนวณภาษีในเดือนภาษีหลังจากนั้นได้” มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 82/3 วรรค 1: “มาตรา 82/3 ภายใต้บังคับมาตรา 82/7 มาตรา 82/8 และมาตรา 82/16 ให้ผู้ประกอบการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มโดยคำนวณจากภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อในแต่ละเดือนภาษี” อ้างอิงตัวบท มาตรา 82/3: “ให้มีสิทธินำไปหักในการคำนวณภาษีในเดือนภาษีหลังจากนั้นได้” มาตรา 82/3: “แต่ต้องไม่เกินสามปีนับจากวันที่ได้มีการออกใบกำกับภาษี”
มาตรา 82/3: “ให้มีสิทธินำไปหักในการคำนวณภาษีในเดือนภาษีหลังจากนั้นได้”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามมาตรา 91/8 ผู้มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับกิจการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร ต้องเสียภาษีในเวลาใด
- ก. ก่อนจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์นั้น
- ข. ภายหลังจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์นั้น
- ค. ในเดือนภาษีของผู้มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะ
- ง. ในขณะที่จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์นั้น ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ในขณะที่จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์นั้น" มาตรา 91/8 กำหนดให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีสำหรับกิจการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรเสียภาษีในขณะที่จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์นั้น ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ก่อนจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์นั้น" ผิด: มาตรา 91/8 ระบุว่าให้เสียภาษี “ในขณะที่จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม” ไม่ใช่ก่อนจดทะเบียน • "ภายหลังจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์นั้น" ผิด: มาตรา 91/8 ระบุว่าให้เสียภาษี “ในขณะที่จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม” ไม่ใช่ภายหลังจดทะเบียน • "ในเดือนภาษีของผู้มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะ" ผิด: มาตรา 91/8 กำหนดมิให้นำความในวรรคหนึ่งมาใช้บังคับแก่กรณีนี้ และให้เสียภาษีในขณะที่จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์นั้น มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 91/8 วรรค 1: “มาตรา 91/8 ให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะเสียภาษีโดยคำนวณจากฐานภาษีตามมาตรา 91/5 ในเดือนภาษีของผู้มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามอัตราภาษีที่กำหนดไว้ตามมาตรา 91/6 แต่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีมีสิทธิอุทธรณ์การประเมินภาษีตามบทบัญญัติว่าด้วยการอุทธรณ์ในส่วน 2 หมวด 2 ลักษณะ 2” อ้างอิงตัวบท มาตรา 91/8: “ความในวรรคหนึ่งและวรรคสองมิให้ใช้บังคับแก่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับกิจการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรตามมาตรา 91/2 (6) และให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีกรณีดังกล่าวเสียภาษีโดยคำนวณจากฐานภาษีตามมาตรา 91/5 (6) ในขณะที่จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์นั้น”
มาตรา 91/8: “ความในวรรคหนึ่งและวรรคสองมิให้ใช้บังคับแก่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับกิจการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรตามมาตรา 91/2 (6) และให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีกรณีดังกล่าวเสียภาษีโดยคำนวณจากฐานภาษีตามมาตรา 91/5 (6) ในขณะที่จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์นั้น”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
กรมสรรพากรย้ายที่ทำการไปอยู่ ณ หอรัษฎากรพิพัฒน์ในพระบรมมหาราชวังเมื่อวันที่ใด
- ก. วันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2478
- ข. วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2476 ✓
- ค. วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2473
- ง. วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2491
Explanation: คำตอบที่ถูก: "วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2476" ตามหัวข้อสถานที่ตั้งกรมสรรพากร กรมสรรพากรย้ายที่ทำการไปอยู่ ณ หอรัษฎากรพิพัฒน์ในพระบรมมหาราชวังเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2476 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2473" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าวันย้ายที่ทำการไปยังหอรัษฎากรพิพัฒน์คือวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2476 • "วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2491" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าวันย้ายที่ทำการไปยังหอรัษฎากรพิพัฒน์คือวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2476 • "วันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2478" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าวันย้ายที่ทำการไปยังหอรัษฎากรพิพัฒน์คือวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2476 อ้างอิงตัวบท ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “และได้ย้ายที่ ทำการไปอยู่ ณ หอรัษฎากรพิพัฒน์ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2476”
ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “และได้ย้ายที่ ทำการไปอยู่ ณ หอรัษฎากรพิพัฒน์ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2476”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อใดอธิบายความหมายของ D – Development ในค่านิยม I AM RD ได้ถูกต้อง
- ก. มีความรับผิดชอบ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความขยันหมั่นเพียร มุ่งมั่นและกระตือรือร้น
- ข. มีความเป็นมืออาชีพ สั่งสมความรู้และความเชี่ยวชาญในงานที่รับผิดชอบ
- ค. พัฒนาและคิดค้นนวัตกรรมใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพงานและบริการให้ผู้เสียภาษีพึงพอใจ ✓
- ง. มีจริยธรรมและจรรยาบรรณ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต
Explanation: คำตอบที่ถูก: "พัฒนาและคิดค้นนวัตกรรมใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพงานและบริการให้ผู้เสียภาษีพึงพอใจ" ตามค่านิยมกรมสรรพากร I AM RD ตัว D – Development หมายถึง พัฒนาและคิดค้นนวัตกรรมใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพงานและบริการให้ผู้เสียภาษีพึงพอใจ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "มีความเป็นมืออาชีพ สั่งสมความรู้และความเชี่ยวชาญในงานที่รับผิดชอบ" ผิด: ข้อความนี้เป็นความหมายของ M – Mastery ไม่ใช่ D – Development • "มีความรับผิดชอบ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความขยันหมั่นเพียร มุ่งมั่นและกระตือรือร้น" ผิด: ข้อความนี้เป็นความหมายของ A – Accountability ไม่ใช่ D – Development • "มีจริยธรรมและจรรยาบรรณ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต" ผิด: ข้อความนี้เป็นความหมายของ I – Integrity ส่วน D – Development หมายถึงการพัฒนาและคิดค้นนวัตกรรมใหม่ อ้างอิงตัวบท ค่านิยมกรมสรรพากร I AM RD: “D – Development: พัฒนาและคิดค้นนวัตกรรมใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพงานและบริการให้ผู้เสียภาษีพึงพอใจ”
ค่านิยมกรมสรรพากร I AM RD: “D – Development: พัฒนาและคิดค้นนวัตกรรมใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพงานและบริการให้ผู้เสียภาษีพึงพอใจ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามประวัติกรมสรรพากร สงครามมหาเอเชียบูรพาเกิดขึ้นเมื่อใด
- ก. วันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2485 ✓
- ข. วันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2486
- ค. วันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2482
- ง. วันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2481
Explanation: คำตอบที่ถูก: "วันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2485" ข้อความในหัวข้อการจัดเก็บภาษีอากรตั้งแต่รัชกาลที่ 7 ระบุว่า สงครามมหาเอเชียบูรพาเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2485 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "วันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2486" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุวันที่เกิดสงครามไว้เป็นวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2485 ไม่ใช่ พ.ศ. 2486 • "วันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2481" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าสงครามมหาเอเชียบูรพาเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2485 ไม่ใช่ พ.ศ. 2481 • "วันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2482" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าสงครามมหาเอเชียบูรพาเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2485 ไม่ใช่ พ.ศ. 2482 อ้างอิงตัวบท ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “ครั้นเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2485 ได้เกิดสงครามมหาเอเชียบูรพาขึ้น”
ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “ครั้นเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2485 ได้เกิดสงครามมหาเอเชียบูรพาขึ้น”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อใดอธิบายภารกิจของกรมสรรพากรตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมสรรพากร ได้ถูกต้อง
- ก. มุ่งให้ได้ภาษีตามเป้าหมายโดยไม่ต้องคำนึงถึงความทั่วถึงและเป็นธรรม
- ข. มุ่งใช้นโยบายภาษีโดยไม่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม
- ค. มุ่งให้เกิดการเสียภาษีโดยไม่คำนึงถึงความสมัครใจของผู้เสียภาษี
- ง. มุ่งให้ได้ภาษีตามเป้าหมายอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม และให้เกิดความสมัครใจในการเสียภาษี ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "มุ่งให้ได้ภาษีตามเป้าหมายอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม และให้เกิดความสมัครใจในการเสียภาษี" ตามข้อ 2 กรมสรรพากรมีภารกิจด้านการจัดเก็บภาษี การเสนอแนะและการใช้นโยบายทางภาษีอากร เพื่อให้ได้ภาษีตามเป้าหมายอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม รวมทั้งให้เกิดความสมัครใจในการเสียภาษี ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "มุ่งใช้นโยบายภาษีโดยไม่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม" ผิด: ข้อ 2 ระบุให้การดำเนินภารกิจเป็นกลไกในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม • "มุ่งให้ได้ภาษีตามเป้าหมายโดยไม่ต้องคำนึงถึงความทั่วถึงและเป็นธรรม" ผิด: ข้อ 2 กำหนดเป้าหมายให้ได้ภาษีอย่างทั่วถึงและเป็นธรรมโดยชัดแจ้ง • "มุ่งให้เกิดการเสียภาษีโดยไม่คำนึงถึงความสมัครใจของผู้เสียภาษี" ผิด: ข้อ 2 ระบุผลที่มุ่งหมายว่าให้เกิดความสมัครใจในการเสียภาษี อ้างอิงตัวบท ข้อ 2 กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2567): “เพื่อให้ได้ภาษีตามเป้าหมายอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม” ข้อ 2 กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2567): “และเกิดความสมัครใจในการเสียภาษี”
ข้อ 2 กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2567): “เพื่อให้ได้ภาษีตามเป้าหมายอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
หน่วยงานหนึ่งของกรมสรรพากรซึ่งปฏิบัติงานด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ประสบปัญหาเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและขอความช่วยเหลือจากกองเทคโนโลยีสารสนเทศ ตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมสรรพากร กองเทคโนโลยีสารสนเทศต้องดำเนินการอย่างไร
- ก. ให้การสนับสนุนด้านงบประมาณแก่หน่วยงานนั้นแทนการสนับสนุนทางวิชาการ
- ข. ให้การสนับสนุนทางวิชาการเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศแก่หน่วยงานนั้น ✓
- ค. ไม่ให้การสนับสนุนทางวิชาการเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศแก่หน่วยงานนั้น
- ง. ให้การสนับสนุนทางวิชาการเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศแก่ประชาชนแทนหน่วยงานนั้น
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ให้การสนับสนุนทางวิชาการเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศแก่หน่วยงานนั้น" กรณีนี้เป็นหน่วยงานของกรมที่ปฏิบัติงานด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์และมีปัญหาเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ จึงเข้าตามข้อ 10 (3) ซึ่งกำหนดให้กองเทคโนโลยีสารสนเทศให้การสนับสนุนทางวิชาการเกี่ยวกับระบบดังกล่าวแก่หน่วยงานของกรม ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ให้การสนับสนุนทางวิชาการเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศแก่ประชาชนแทนหน่วยงานนั้น" ผิด: ข้อ 10 (3) ระบุผู้รับการสนับสนุนทางวิชาการว่าเป็นหน่วยงานของกรมซึ่งปฏิบัติงานด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ • "ให้การสนับสนุนด้านงบประมาณแก่หน่วยงานนั้นแทนการสนับสนุนทางวิชาการ" ผิด: ข้อ 10 (3) ระบุการสนับสนุนทางวิชาการเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ไม่ใช่การสนับสนุนด้านงบประมาณ • "ไม่ให้การสนับสนุนทางวิชาการเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศแก่หน่วยงานนั้น" ผิด: ข้อ 10 (3) กำหนดให้กองเทคโนโลยีสารสนเทศ “ให้การสนับสนุนทางวิชาการเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ” แก่หน่วยงานของกรมซึ่งปฏิบัติงานด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ อ้างอิงตัวบท ข้อ 10 กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2567): “ให้การสนับสนุนทางวิชาการเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศให้แก่หน่วยงานของกรม ซึ่งปฏิบัติงานด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์”
ข้อ 10 กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2567): “ให้การสนับสนุนทางวิชาการเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศให้แก่หน่วยงานของกรม ซึ่งปฏิบัติงานด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
อาคารที่ทำการถาวรหลังใหม่ของกรมสรรพากรทำพิธีวางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ใด
- ก. วันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2540
- ข. วันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2538
- ค. วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2540
- ง. วันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2537 ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "วันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2537" ตามประวัติกรมสรรพากร อาคารที่ทำการถาวรหลังใหม่ได้ทำพิธีวางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2537 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2540" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าเจ้าหน้าที่เริ่มเข้ามาทำงานตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2540 แต่พิธีวางศิลาฤกษ์มีขึ้นวันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2537 • "วันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2538" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุชัดว่าทำพิธีวางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2537 ไม่ใช่ พ.ศ. 2538 • "วันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2540" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าวันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2540 เป็นวันที่อาคารสร้างแล้วเสร็จและส่งมอบ ส่วนพิธีวางศิลาฤกษ์มีขึ้นวันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2537 อ้างอิงตัวบท ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “สำหรับการก่อสร้างอาคารที่ทำการถาวรหลังใหม่ของกรมสรรพากรนั้น” ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “ได้ทำพิธีวางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2537”
ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “สำหรับการก่อสร้างอาคารที่ทำการถาวรหลังใหม่ของกรมสรรพากรนั้น”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามประวัติกรมสรรพากร พระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรเป็นครั้งแรกกำหนดให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันใด
- ก. วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2482 ✓
- ข. วันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2481
- ค. วันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2482
- ง. วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2481
Explanation: คำตอบที่ถูก: "วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2482" ตามประวัติกรมสรรพากรในหัวข้อประมวลรัษฎากร พระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรเป็นครั้งแรกมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2482 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "วันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2482" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุวันมีผลบังคับใช้เป็นวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2482 ไม่ใช่วันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2482 • "วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2481" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2482 ไม่ใช่ พ.ศ. 2481 • "วันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2481" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2482 อ้างอิงตัวบท ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “โดยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2482”
ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “โดยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2482”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
กรมสรรพากรต้องวางกรอบตัวเลขการจัดเก็บและการคืนภาษีอากรล่วงหน้า และต้องตรวจสอบภายหลังว่าผลการจัดเก็บเป็นไปตามกรอบดังกล่าวหรือไม่ กองวิชาการแผนภาษีต้องดำเนินการอย่างไรตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมสรรพากร
- ก. จัดทำประมาณการเฉพาะการจัดเก็บภาษีอากร โดยไม่ต้องประมาณการคืนภาษีอากร
- ข. จัดทำประมาณการจัดเก็บและคืนภาษีอากร โดยไม่ต้องติดตามประเมินผลการจัดเก็บภาษีอากร
- ค. จัดทำประมาณการจัดเก็บและคืนภาษีอากร พร้อมทั้งติดตามประเมินผลการจัดเก็บภาษีอากรให้สอดคล้องกับประมาณการที่ได้กำหนดไว้ ✓
- ง. ติดตามประเมินผลการจัดเก็บภาษีอากรให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลแทนประมาณการที่กำหนดไว้
Explanation: คำตอบที่ถูก: "จัดทำประมาณการจัดเก็บและคืนภาษีอากร พร้อมทั้งติดตามประเมินผลการจัดเก็บภาษีอากรให้สอดคล้องกับประมาณการที่ได้กำหนดไว้" กรณีนี้มีทั้งการวางกรอบตัวเลขการจัดเก็บและคืนภาษีอากร และการตรวจสอบผลจริงเทียบกับกรอบ จึงตรงกับข้อ 19 (4) ซึ่งกำหนดให้กองวิชาการแผนภาษีจัดทำประมาณการจัดเก็บและคืนภาษีอากร พร้อมทั้งติดตามประเมินผลการจัดเก็บให้สอดคล้องกับประมาณการที่กำหนดไว้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ติดตามประเมินผลการจัดเก็บภาษีอากรให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลแทนประมาณการที่กำหนดไว้" ผิด: ข้อ 19 (4) กำหนดให้ติดตามประเมินผลการจัดเก็บภาษีอากรให้สอดคล้องกับ “ประมาณการที่ได้กำหนดไว้” • "จัดทำประมาณการเฉพาะการจัดเก็บภาษีอากร โดยไม่ต้องประมาณการคืนภาษีอากร" ผิด: ข้อ 19 (4) ระบุให้จัดทำประมาณการทั้ง “จัดเก็บและคืนภาษีอากร” • "จัดทำประมาณการจัดเก็บและคืนภาษีอากร โดยไม่ต้องติดตามประเมินผลการจัดเก็บภาษีอากร" ผิด: ข้อ 19 (4) ระบุว่า “พร้อมทั้งติดตามประเมินผลการจัดเก็บภาษีอากร” อ้างอิงตัวบท ข้อ 19 กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2567): “จัดทำประมาณการจัดเก็บและคืนภาษีอากร” ข้อ 19 กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2567): “พร้อมทั้งติดตามประเมินผลการจัดเก็บภาษีอากรให้สอดคล้องกับประมาณการที่ได้กำหนดไว้”
ข้อ 19 กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2567): “จัดทำประมาณการจัดเก็บและคืนภาษีอากร”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อใดสรุปขอบเขตของบทความเรื่องประวัติการจัดเก็บภาษีอากรได้ถูกต้อง
- ก. บทความเน้นวิวัฒนาการการจัดเก็บภาษีที่มีหลักฐานอ้างอิงได้ตั้งแต่สมัยก่อนกรุงสุโขทัยจนถึงปัจจุบัน
- ข. บทความเน้นวิวัฒนาการการจัดเก็บภาษีที่มีหลักฐานอ้างอิงได้ตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยจนถึงปัจจุบัน ✓
- ค. บทความถือว่าการเกณฑ์แรงงานภายในประเทศไม่เป็นรูปแบบหนึ่งของการเก็บภาษี
- ง. บทความถือว่าเรื่องภาษีก่อนสมัยกรุงสุโขทัยเป็นข้อยืนยันจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์โดยตรง
Explanation: คำตอบที่ถูก: "บทความเน้นวิวัฒนาการการจัดเก็บภาษีที่มีหลักฐานอ้างอิงได้ตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยจนถึงปัจจุบัน" ตามตอนท้ายของประวัติการจัดเก็บภาษีอากร บทความเน้นส่วนที่มีหลักฐานอ้างอิงได้ตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยเป็นต้นมา เพื่อแสดงวิวัฒนาการการจัดเก็บภาษีของไทยจนถึงปัจจุบัน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "บทความถือว่าเรื่องภาษีก่อนสมัยกรุงสุโขทัยเป็นข้อยืนยันจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์โดยตรง" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าเรื่องก่อนยุคสุโขทัยเป็นเพียงการวิเคราะห์วิวัฒนาการของระบบภาษีโดยอิงกับรูปแบบการปกครอง • "บทความเน้นวิวัฒนาการการจัดเก็บภาษีที่มีหลักฐานอ้างอิงได้ตั้งแต่สมัยก่อนกรุงสุโขทัยจนถึงปัจจุบัน" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าหลักฐานที่อ้างอิงได้เริ่มตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยเป็นต้นมา ส่วนก่อนหน้านั้นเป็นการวิเคราะห์จากรูปแบบการปกครอง • "บทความถือว่าการเกณฑ์แรงงานภายในประเทศไม่เป็นรูปแบบหนึ่งของการเก็บภาษี" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าการเกณฑ์แรงงานอาจถือเป็นรูปแบบการเก็บภาษีที่ไม่เป็นตัวเงินประเภทหนึ่ง อ้างอิงตัวบท ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “แต่ตามบทความนี้จะเน้นเฉพาะประวัติการจัดเก็บภาษีอากรในส่วนที่มีหลักฐานอ้างอิงได้ โดยเป็นหลักฐานตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยเป็นต้นมาว่า ประเทศไทยได้มีวิวัฒนาการในการจัดเก็บภาษี เป็นอย่างใดมาจนถึงปัจจุบัน”
ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “แต่ตามบทความนี้จะเน้นเฉพาะประวัติการจัดเก็บภาษีอากรในส่วนที่มีหลักฐานอ้างอิงได้ โดยเป็นหลักฐานตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยเป็นต้นมาว่า ประเทศไทยได้มีวิวัฒนาการในการจัดเก็บภาษี เป็นอย่างใดมาจนถึงปัจจุบัน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
นับตั้งแต่การก่อตั้งกรมสรรพากรจนถึงปัจจุบัน มีอธิบดีเข้ามาบริหารงานกรมสรรพากรจำนวนกี่ท่าน
- ก. 29 ท่าน ✓
- ข. 30 ท่าน
- ค. 28 ท่าน
- ง. 27 ท่าน
Explanation: คำตอบที่ถูก: "29 ท่าน" ตามประวัติกรมสรรพากร ระบุว่านับตั้งแต่การก่อตั้งจนถึงปัจจุบันมีอธิบดีเข้ามาบริหารงานกรมสรรพากรจำนวน 29 ท่าน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "27 ท่าน" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่ามีอธิบดีจำนวน 29 ท่าน • "30 ท่าน" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่ามีอธิบดีจำนวน 29 ท่าน ไม่ใช่ 30 ท่าน • "28 ท่าน" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุจำนวนไว้ชัดเจนว่า 29 ท่าน และรายนามสิ้นสุดที่ลำดับ 29 อ้างอิงตัวบท ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “นับตั้งแต่การก่อตั้งกรมสรรพากรมาจนถึงปัจจุบันนี้มีอธิบดีเข้ามาบริหารงานกรมสรรพากรจำนวน 29 ท่าน”
ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “นับตั้งแต่การก่อตั้งกรมสรรพากรมาจนถึงปัจจุบันนี้มีอธิบดีเข้ามาบริหารงานกรมสรรพากรจำนวน 29 ท่าน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
หน่วยงานของรัฐทำสัญญากับบริษัท ค. จำกัด ซึ่งเป็นผู้ประกอบการคู่สัญญา ต่อมาหัวหน้าหน่วยงานเห็นว่าจำเป็นต้องจ่ายเงินค่าพัสดุล่วงหน้า แต่ก่อนทำสัญญาไม่ได้กำหนดเงื่อนไขการจ่ายล่วงหน้าไว้ หน่วยงานของรัฐจะดำเนินการอย่างไร
- ก. จ่ายเงินค่าพัสดุล่วงหน้าได้ เพราะหัวหน้าหน่วยงานเห็นว่ามีความจำเป็นแล้ว
- ข. ต้องจ่ายเงินค่าพัสดุล่วงหน้า เพราะหัวหน้าหน่วยงานเห็นว่ามีความจำเป็นแล้ว
- ค. จ่ายเงินค่าพัสดุล่วงหน้าได้ หากเพิ่มเงื่อนไขดังกล่าวไว้ภายหลังทำสัญญา
- ง. จ่ายเงินค่าพัสดุล่วงหน้าไม่ได้ เพราะไม่ได้กำหนดเงื่อนไขไว้ก่อนทำสัญญา ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "จ่ายเงินค่าพัสดุล่วงหน้าไม่ได้ เพราะไม่ได้กำหนดเงื่อนไขไว้ก่อนทำสัญญา" ข้อเท็จจริง “บริษัท ค. จำกัด ซึ่งเป็นผู้ประกอบการคู่สัญญา” → “ผู้ประกอบการที่เป็นคู่สัญญา”; ข้อเท็จจริง “หัวหน้าหน่วยงานเห็นว่าจำเป็นต้องจ่าย” → “หัวหน้าหน่วยงานของรัฐเห็นว่ามีความจำเป็นจะต้องจ่าย”; และข้อเท็จจริง “ก่อนทำสัญญาไม่ได้กำหนดเงื่อนไขการจ่ายล่วงหน้าไว้” → กฎกำหนดว่าต้อง “มีการกำหนดเงื่อนไขไว้ก่อนการทำสัญญาหรือข้อตกลง” เมื่อขาดเงื่อนไขหลัง ข้อยกเว้นจึงไม่ใช้และจ่ายเงินค่าพัสดุล่วงหน้าไม่ได้ ตามข้อ 89 แห่งระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "จ่ายเงินค่าพัสดุล่วงหน้าได้ หากเพิ่มเงื่อนไขดังกล่าวไว้ภายหลังทำสัญญา" ผิด: ข้อ 89 ระบุว่าต้องมีการกำหนดเงื่อนไขไว้ “ก่อนการทำสัญญาหรือข้อตกลง” • "ต้องจ่ายเงินค่าพัสดุล่วงหน้า เพราะหัวหน้าหน่วยงานเห็นว่ามีความจำเป็นแล้ว" ผิด: ข้อ 89 วางหลักว่าการจ่ายเงินค่าพัสดุล่วงหน้า “จะกระทำมิได้” เว้นแต่ครบเงื่อนไขที่กำหนด ซึ่งกรณีนี้ไม่ได้กำหนดเงื่อนไขไว้ก่อนทำสัญญา • "จ่ายเงินค่าพัสดุล่วงหน้าได้ เพราะหัวหน้าหน่วยงานเห็นว่ามีความจำเป็นแล้ว" ผิด: ข้อ 89 กำหนดทั้งการเห็นว่ามีความจำเป็นและการกำหนดเงื่อนไขไว้ก่อนทำสัญญาหรือข้อตกลง แต่กรณีนี้ขาดเงื่อนไขประการหลัง อ้างอิงตัวบท ข้อ 89 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 3 พ.ศ. 2569): “การจ่ายเงินค่าพัสดุล่วงหน้าให้แก่ผู้ประกอบการที่เป็นคู่สัญญาจะกระทำมิได้ เว้นแต่หัวหน้าหน่วยงานของรัฐเห็นว่ามีความจำเป็นจะต้องจ่าย และมีการกำหนดเงื่อนไขไว้ก่อนการ ทำสัญญาหรือข้อตกลง”
ข้อ 89 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 3 พ.ศ. 2569): “การจ่ายเงินค่าพัสดุล่วงหน้าให้แก่ผู้ประกอบการที่เป็นคู่สัญญาจะกระทำมิได้ เว้นแต่หัวหน้าหน่วยงานของรัฐเห็นว่ามีความจำเป็นจะต้องจ่าย และมีการกำหนดเงื่อนไขไว้ก่อนการ ทำสัญญาหรือข้อตกลง”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
หน่วยงานของรัฐแห่งหนึ่งประสงค์จ้างที่ปรึกษาเพื่อทำงานที่ไม่ซับซ้อน และมีที่ปรึกษาซึ่งสามารถทำงานนั้นได้เป็นการทั่วไป ตามมาตรา 70 แห่งพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 หน่วยงานต้องเลือกใช้วิธีใด
- ก. ใช้วิธีคัดเลือก
- ข. ใช้วิธีประกาศเชิญชวนทั่วไป ✓
- ค. ใช้วิธีเฉพาะเจาะจง
- ง. เลือกใช้วิธีใดก็ได้ตามความเหมาะสม
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ใช้วิธีประกาศเชิญชวนทั่วไป" กรณีนี้เป็นงานที่ไม่ซับซ้อนและมีที่ปรึกษาซึ่งสามารถทำงานได้เป็นการทั่วไป จึงเข้าเงื่อนไขมาตรา 70 (1) ซึ่งกำหนดให้ใช้วิธีประกาศเชิญชวนทั่วไป ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ใช้วิธีเฉพาะเจาะจง" ผิด: ข้อเท็จจริงเป็นงานที่ไม่ซับซ้อนและมีที่ปรึกษาทำได้เป็นการทั่วไป ซึ่งมาตรา 70 (1) กำหนดให้ใช้วิธีประกาศเชิญชวนทั่วไป • "ใช้วิธีคัดเลือก" ผิด: มาตรา 70 (1) กำหนดให้งานที่ไม่ซับซ้อนและมีที่ปรึกษาซึ่งสามารถทำงานนั้นได้เป็นการทั่วไปใช้วิธีประกาศเชิญชวนทั่วไป • "เลือกใช้วิธีใดก็ได้ตามความเหมาะสม" ผิด: มาตรา 70 กำหนดให้เลือกใช้วิธีตามหลักเกณฑ์ และกรณีงานไม่ซับซ้อนที่มีที่ปรึกษาทำได้เป็นการทั่วไปให้ใช้วิธีประกาศเชิญชวนทั่วไป อ้างอิงตัวบท มาตรา 70 พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560: “งานจ้างที่ปรึกษาโดยวิธีประกาศเชิญชวนทั่วไป ให้ใช้กับงานที่ไม่ซับซ้อน งานที่มีลักษณะเป็นงานประจำของหน่วยงานของรัฐ หรืองานที่มีมาตรฐานตามหลักวิชาชีพ และมีที่ปรึกษาซึ่งสามารถทำงานนั้นได้เป็นการทั่วไป”
มาตรา 70 พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560: “งานจ้างที่ปรึกษาโดยวิธีประกาศเชิญชวนทั่วไป ให้ใช้กับงานที่ไม่ซับซ้อน งานที่มีลักษณะเป็นงานประจำของหน่วยงานของรัฐ หรืองานที่มีมาตรฐานตามหลักวิชาชีพ และมีที่ปรึกษาซึ่งสามารถทำงานนั้นได้เป็นการทั่วไป”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างฯ ข้อใดอธิบายการกำหนดหลักประกันสำหรับสัญญาจัดซื้อจัดจ้างที่ผูกพันเกิน 1 ปี และพัสดุไม่ต้องมีการประกันเพื่อความชำรุดบกพร่องได้ถูกต้อง
- ก. กำหนดร้อยละห้าของราคาพัสดุที่ส่งมอบในแต่ละปี โดยไม่ต้องปรับเมื่อราคาปีต่อไปเปลี่ยนแปลง
- ข. กำหนดร้อยละห้าของราคาพัสดุรวมตลอดสัญญา และถือเป็นการค้ำประกันตลอดอายุสัญญา
- ค. กำหนดร้อยละห้าของราคาพัสดุที่ส่งมอบในแต่ละปี และถือเป็นการค้ำประกันตลอดอายุสัญญา ✓
- ง. กำหนดร้อยละห้าของราคาพัสดุที่ส่งมอบในแต่ละปี และค้ำประกันเฉพาะปีนั้น
Explanation: คำตอบที่ถูก: "กำหนดร้อยละห้าของราคาพัสดุที่ส่งมอบในแต่ละปี และถือเป็นการค้ำประกันตลอดอายุสัญญา" ข้อ 168 กำหนดว่า สำหรับสัญญาที่ผูกพันเกิน 1 ปีและพัสดุไม่ต้องมีการประกันเพื่อความชำรุดบกพร่อง ให้กำหนดหลักประกันร้อยละห้าของราคาพัสดุที่ส่งมอบในแต่ละปี และให้ถือเป็นการค้ำประกันตลอดอายุสัญญา ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "กำหนดร้อยละห้าของราคาพัสดุรวมตลอดสัญญา และถือเป็นการค้ำประกันตลอดอายุสัญญา" ผิด: ข้อ 168 กำหนดให้คิดร้อยละห้าจากราคาพัสดุที่ส่งมอบในแต่ละปีของสัญญา ไม่ใช่ราคาพัสดุรวมตลอดสัญญา • "กำหนดร้อยละห้าของราคาพัสดุที่ส่งมอบในแต่ละปี และค้ำประกันเฉพาะปีนั้น" ผิด: ข้อ 168 ให้ถือว่าหลักประกันนี้เป็นการค้ำประกันตลอดอายุสัญญา • "กำหนดร้อยละห้าของราคาพัสดุที่ส่งมอบในแต่ละปี โดยไม่ต้องปรับเมื่อราคาปีต่อไปเปลี่ยนแปลง" ผิด: ข้อ 168 กำหนดว่า หากราคาพัสดุที่ส่งมอบในปีต่อไปแตกต่างจากรอบปีก่อน ให้ปรับปรุงหลักประกันตามอัตราส่วนที่เปลี่ยนแปลงไป อ้างอิงตัวบท ข้อ 168 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 3 พ.ศ. 2569): “ให้กำหนดหลักประกันในอัตราร้อยละห้าของราคาพัสดุที่ส่งมอบในแต่ละปีของสัญญา” ข้อ 168 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 3 พ.ศ. 2569): “โดยให้ถือว่าหลักประกันนี้เป็นการค้ำประกันตลอดอายุสัญญา”
ข้อ 168 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 3 พ.ศ. 2569): “ให้กำหนดหลักประกันในอัตราร้อยละห้าของราคาพัสดุที่ส่งมอบในแต่ละปีของสัญญา”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
หน่วยงานของรัฐทำสัญญาเป็นหนังสือและลงนามแล้ว ต่อมามีความจำเป็นต้องแก้ไขสัญญา โดยการแก้ไขไม่ทำให้หน่วยงานเสียประโยชน์ และหน่วยงานไม่เห็นว่าร่างสัญญาที่แก้ไขจะมีปัญหาในทางเสียประโยชน์หรือไม่รัดกุมพอ ตามกฎหมายควรดำเนินการอย่างไร
- ก. ให้อยู่ในดุลพินิจของผู้มีอำนาจที่จะพิจารณาอนุมัติให้แก้ไขได้ ✓
- ข. ผู้มีอำนาจต้องอนุมัติให้แก้ไขสัญญาดังกล่าวโดยไม่มีดุลพินิจ
- ค. ห้ามแก้ไขสัญญาดังกล่าว เพราะเป็นสัญญาที่ได้ลงนามแล้ว
- ง. ต้องส่งร่างสัญญาที่แก้ไขให้อัยการสูงสุดเห็นชอบก่อนทุกครั้ง
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ให้อยู่ในดุลพินิจของผู้มีอำนาจที่จะพิจารณาอนุมัติให้แก้ไขได้" ข้อเท็จจริงว่าเป็นสัญญาเป็นหนังสือและลงนามแล้ว → “สัญญาหรือข้อตกลงเป็นหนังสือที่ได้ลงนามแล้ว”; มีความจำเป็นต้องแก้ไข → “ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องแก้ไขสัญญาหรือข้อตกลง”; การแก้ไขไม่ทำให้หน่วยงานเสียประโยชน์ → “หากการแก้ไขนั้นไม่ทำให้หน่วยงานของรัฐเสียประโยชน์” จึงเกิดผล คือ “ให้อยู่ในดุลพินิจของผู้มีอำนาจที่จะพิจารณาอนุมัติให้แก้ไขได้” ส่วนข้อเท็จจริงที่หน่วยงานไม่เห็นว่าร่างจะมีปัญหา ทำให้เงื่อนไข เรื่อง “หน่วยงานของรัฐเห็นว่าจะมีปัญหาในทางเสียประโยชน์หรือไม่รัดกุมพอ” ไม่เกิดขึ้น จึงไม่ต้องใช้ขั้นตอนส่งร่างให้อัยการสูงสุดตามกรณีนั้น ตามมาตรา 97 แห่งพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ต้องส่งร่างสัญญาที่แก้ไขให้อัยการสูงสุดเห็นชอบก่อนทุกครั้ง" ผิด: การส่งร่างไปให้สำนักงานอัยการสูงสุดเห็นชอบก่อนใช้เมื่อหน่วยงานเห็นว่าจะมีปัญหาในทางเสียประโยชน์หรือไม่รัดกุมพอ แต่กรณีนี้หน่วยงานไม่เห็นว่ามีปัญหาดังกล่าว • "ผู้มีอำนาจต้องอนุมัติให้แก้ไขสัญญาดังกล่าวโดยไม่มีดุลพินิจ" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า “ให้อยู่ในดุลพินิจของผู้มีอำนาจที่จะพิจารณาอนุมัติให้แก้ไขได้” มิได้บังคับว่าต้องอนุมัติ • "ห้ามแก้ไขสัญญาดังกล่าว เพราะเป็นสัญญาที่ได้ลงนามแล้ว" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดข้อยกเว้นเมื่อมีความจำเป็นต้องแก้ไขและการแก้ไขไม่ทำให้หน่วยงานของรัฐเสียประโยชน์ อ้างอิงตัวบท มาตรา 97 พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560: “เว้นแต่ในกรณีดังต่อไปนี้ให้อยู่ในดุลพินิจของผู้มีอำนาจที่จะพิจารณาอนุมัติให้แก้ไขได้” มาตรา 97 พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560: “(2) ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องแก้ไขสัญญาหรือข้อตกลง หากการแก้ไขนั้นไม่ทำให้หน่วยงานของรัฐเสียประโยชน์”
มาตรา 97 พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560: “เว้นแต่ในกรณีดังต่อไปนี้ให้อยู่ในดุลพินิจของผู้มีอำนาจที่จะพิจารณาอนุมัติให้แก้ไขได้”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 หน่วยงานของรัฐมีหน้าที่อย่างไรเกี่ยวกับข้อเสนอส่วนที่เป็นสาระสำคัญและเป็นข้อมูลทางเทคนิคของผู้ยื่นข้อเสนอ
- ก. ต้องเปิดเผยต่อผู้ที่มิได้เกี่ยวข้องและผู้ยื่นข้อเสนอรายอื่น
- ข. เปิดเผยต่อผู้ยื่นข้อเสนอรายอื่นได้โดยไม่มีข้อห้าม
- ค. ห้ามเปิดเผยแม้ต่อผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย
- ง. ห้ามเปิดเผยต่อผู้ที่มิได้เกี่ยวข้องหรือผู้ยื่นข้อเสนอรายอื่น เว้นแต่เปิดเผยต่อผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายหรือเป็นการดำเนินการตามกฎหมาย ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ห้ามเปิดเผยต่อผู้ที่มิได้เกี่ยวข้องหรือผู้ยื่นข้อเสนอรายอื่น เว้นแต่เปิดเผยต่อผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายหรือเป็นการดำเนินการตามกฎหมาย" มาตรา 10 ห้ามหน่วยงานของรัฐเปิดเผยข้อเสนอส่วนที่เป็นสาระสำคัญและเป็นข้อมูลทางเทคนิคซึ่งอาจก่อให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบต่อผู้ที่มิได้เกี่ยวข้องหรือผู้ยื่นข้อเสนอรายอื่น เว้นแต่เปิดเผยต่อผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายหรือเป็นการดำเนินการตามกฎหมาย ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เปิดเผยต่อผู้ยื่นข้อเสนอรายอื่นได้โดยไม่มีข้อห้าม" ผิด: มาตรา 10 ห้ามเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวต่อผู้ยื่นข้อเสนอรายอื่น หากอาจก่อให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบ • "ต้องเปิดเผยต่อผู้ที่มิได้เกี่ยวข้องและผู้ยื่นข้อเสนอรายอื่น" ผิด: มาตรา 10 ใช้ถ้อยคำว่า “ห้ามมิให้หน่วยงานของรัฐเปิดเผย” ต่อผู้ซึ่งมิได้เกี่ยวข้องหรือผู้ยื่นข้อเสนอรายอื่น • "ห้ามเปิดเผยแม้ต่อผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย" ผิด: มาตรา 10 ยกเว้นให้เปิดเผยข้อมูลต่อผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายได้ อ้างอิงตัวบท มาตรา 10 พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560: “ห้ามมิให้หน่วยงานของรัฐเปิดเผยข้อเสนอของผู้ยื่นข้อเสนอในส่วนที่เป็นสาระสำคัญและเป็นข้อมูลทางเทคนิคของผู้ยื่นข้อเสนอ ซึ่งอาจก่อให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างผู้ยื่นข้อเสนอด้วยกันต่อผู้ซึ่งมิได้เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อจัดจ้างครั้งนั้น” มาตรา 10 พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560: “หรือต่อผู้ยื่นข้อเสนอรายอื่น” มาตรา 10 พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560: “เว้นแต่เป็นการเปิดเผยข้อมูลต่อผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย” มาตรา 10 พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560: “หรือการดำเนินการตามกฎหมาย”
มาตรา 10 พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560: “ห้ามมิให้หน่วยงานของรัฐเปิดเผยข้อเสนอของผู้ยื่นข้อเสนอในส่วนที่เป็นสาระสำคัญและเป็นข้อมูลทางเทคนิคของผู้ยื่นข้อเสนอ ซึ่งอาจก่อให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างผู้ยื่นข้อเสนอด้วยกันต่อผู้ซึ่งมิได้เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อจัดจ้างครั้งนั้น”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
หน่วยงานของรัฐแห่งหนึ่งได้รับอุทธรณ์และพิจารณาแล้ว โดยเห็นด้วยกับข้ออุทธรณ์บางส่วน แต่ไม่เห็นด้วยกับอีกบางส่วน หน่วยงานต้องดำเนินการอย่างไรและภายในกำหนดเวลาใด
- ก. ให้เร่งรายงานความเห็นพร้อมเหตุผลไปยังคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ภายในสามวันทำการนับแต่วันที่หน่วยงานได้รับอุทธรณ์
- ข. ให้วินิจฉัยเฉพาะส่วนที่เห็นด้วยภายในเจ็ดวันทำการ โดยไม่ต้องรายงานส่วนที่ไม่เห็นด้วยไปยังคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์
- ค. ให้เร่งรายงานความเห็นพร้อมเหตุผลไปยังคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ภายในสามวันทำการนับแต่วันที่ครบกำหนดเจ็ดวันทำการสำหรับพิจารณาและวินิจฉัยอุทธรณ์ ✓
- ง. ให้ดำเนินการตามความเห็นของหน่วยงานนั้น ภายในเจ็ดวันทำการนับแต่วันที่หน่วยงานได้รับอุทธรณ์
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ให้เร่งรายงานความเห็นพร้อมเหตุผลไปยังคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ภายในสามวันทำการนับแต่วันที่ครบกำหนดเจ็ดวันทำการสำหรับพิจารณาและวินิจฉัยอุทธรณ์" ข้อเท็จจริง “หน่วยงานของรัฐแห่งหนึ่ง” → “หน่วยงานของรัฐ”; ข้อเท็จจริง “ได้รับอุทธรณ์และพิจารณาแล้ว” → “พิจารณาและวินิจฉัยอุทธรณ์”; ข้อเท็จจริง “ไม่เห็นด้วยกับอีกบางส่วน” → “ไม่เห็นด้วยกับอุทธรณ์ ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน” จึงเกิดผล คือ “ให้เร่งรายงานความเห็นพร้อมเหตุผลไปยังคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์” ภายในกำหนด คือ “ภายในสามวันทำการนับแต่วันที่ครบกำหนดตามวรรคหนึ่ง” ตามมาตรา 118 แห่งพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ให้วินิจฉัยเฉพาะส่วนที่เห็นด้วยภายในเจ็ดวันทำการ โดยไม่ต้องรายงานส่วนที่ไม่เห็นด้วยไปยังคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าเมื่อไม่เห็นด้วยกับอุทธรณ์ “ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน” ให้เร่งรายงานความเห็นพร้อมเหตุผลไปยังคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ • "ให้เร่งรายงานความเห็นพร้อมเหตุผลไปยังคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ภายในสามวันทำการนับแต่วันที่หน่วยงานได้รับอุทธรณ์" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุให้รายงานภายในสามวันทำการนับแต่วันที่ครบกำหนดตามวรรคหนึ่ง มิใช่นับแต่วันที่ได้รับอุทธรณ์ • "ให้ดำเนินการตามความเห็นของหน่วยงานนั้น ภายในเจ็ดวันทำการนับแต่วันที่หน่วยงานได้รับอุทธรณ์" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดว่า หากหน่วยงานไม่เห็นด้วยกับอุทธรณ์ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน ต้องเร่งรายงานความเห็นพร้อมเหตุผลไปยังคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ อ้างอิงตัวบท มาตรา 118 พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560: “ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐไม่เห็นด้วยกับอุทธรณ์ ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนให้เร่งรายงานความเห็นพร้อมเหตุผลไปยังคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์” มาตรา 118 พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560: “ให้หน่วยงานของรัฐพิจารณาและวินิจฉัยอุทธรณ์ให้แล้วเสร็จภายในเจ็ดวันทำการ” มาตรา 118 พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560: “ภายในสามวันทำการนับแต่วันที่ ครบกำหนดตามวรรคหนึ่ง”
มาตรา 118 พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560: “ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐไม่เห็นด้วยกับอุทธรณ์ ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนให้เร่งรายงานความเห็นพร้อมเหตุผลไปยังคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างฯ ในกรณีจำเป็นต้องจ่ายค่าเช่าล่วงหน้าสำหรับการเช่าจากเอกชนซึ่งมีระยะเวลาไม่เกิน 3 ปี จะจ่ายได้สูงสุดเท่าใด
- ก. ไม่เกินร้อยละสามสิบของค่าเช่าทั้งสัญญา
- ข. ไม่เกินร้อยละยี่สิบของค่าเช่าทั้งสัญญา ✓
- ค. ไม่เกินร้อยละสิบของค่าเช่าทั้งสัญญา
- ง. ไม่เกินร้อยละห้าสิบของค่าเช่าทั้งสัญญา
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ไม่เกินร้อยละยี่สิบของค่าเช่าทั้งสัญญา" ข้อ 92 (2) กำหนดว่า การเช่าจากเอกชนจ่ายค่าเช่าล่วงหน้าได้ไม่เกินร้อยละยี่สิบของค่าเช่าทั้งสัญญา ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ไม่เกินร้อยละสามสิบของค่าเช่าทั้งสัญญา" ผิด: ข้อ 92 (2) ระบุอัตราไม่เกินร้อยละยี่สิบของค่าเช่าทั้งสัญญา ไม่ใช่ร้อยละสามสิบ • "ไม่เกินร้อยละสิบของค่าเช่าทั้งสัญญา" ผิด: ข้อ 92 (2) กำหนดให้การเช่าจากเอกชนจ่ายได้ไม่เกินร้อยละยี่สิบของค่าเช่าทั้งสัญญา ไม่ใช่ร้อยละสิบ • "ไม่เกินร้อยละห้าสิบของค่าเช่าทั้งสัญญา" ผิด: ข้อ 92 (2) กำหนดอัตราสำหรับการเช่าจากเอกชนไว้ไม่เกินร้อยละยี่สิบ ส่วนร้อยละห้าสิบเป็นอัตราสำหรับการเช่าจากหน่วยงานของรัฐตามข้อ 92 (1) อ้างอิงตัวบท ข้อ 92 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 3 พ.ศ. 2569): “(2) การเช่าจากเอกชนจ่ายได้ไม่เกินร้อยละยี่สิบของค่าเช่าทั้งสัญญา”
ข้อ 92 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 3 พ.ศ. 2569): “(2) การเช่าจากเอกชนจ่ายได้ไม่เกินร้อยละยี่สิบของค่าเช่าทั้งสัญญา”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ในการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ครั้งหนึ่ง คณะกรรมการพิจารณาผลพบว่ามีผู้ยื่นข้อเสนอหลายราย แต่มีเพียงบริษัท ค. จำกัดรายเดียวที่ถูกต้องตรงตามเงื่อนไขในเอกสารประกวดราคา คณะกรรมการควรดำเนินการอย่างไรตามระเบียบกระทรวงการคลัง
- ก. เสนอหัวหน้าหน่วยงานของรัฐผ่านหัวหน้าเจ้าหน้าที่เพื่อยกเลิก เว้นแต่เห็นว่ามีเหตุผลสมควรดำเนินการต่อ จึงดำเนินการตามข้อ 57 หรือข้อ 58 แล้วแต่กรณี โดยอนุโลม ✓
- ข. เสนอหัวหน้าหน่วยงานของรัฐโดยตรงเพื่อยกเลิก เว้นแต่เห็นว่ามีเหตุผลสมควรดำเนินการต่อ จึงดำเนินการตามข้อ 57 หรือข้อ 58 โดยอนุโลม
- ค. เสนอหัวหน้าหน่วยงานของรัฐผ่านหัวหน้าเจ้าหน้าที่เพื่อยกเลิกและดำเนินการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ใหม่ แม้ยังมีข้อเสนอที่ถูกต้องหนึ่งราย
- ง. ดำเนินการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ต่อไปได้ทันทีเมื่อมีข้อเสนอที่ถูกต้องหนึ่งราย โดยไม่ต้องพิจารณาว่ามีเหตุผลสมควรหรือไม่
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เสนอหัวหน้าหน่วยงานของรัฐผ่านหัวหน้าเจ้าหน้าที่เพื่อยกเลิก เว้นแต่เห็นว่ามีเหตุผลสมควรดำเนินการต่อ จึงดำเนินการตามข้อ 57 หรือข้อ 58 แล้วแต่กรณี โดยอนุโลม" ข้อเท็จจริง “มีผู้ยื่นข้อเสนอหลายราย” → “มีผู้ยื่นข้อเสนอหลายราย แต่ถูกต้องตรงตามเงื่อนไขที่กำหนดในเอกสารประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์”; ข้อเท็จจริง “มีเพียงบริษัท ค. จำกัดรายเดียวที่ถูกต้องตรงตามเงื่อนไข” → “เพียงรายเดียว”; และผู้ดำเนินการคือ “คณะกรรมการพิจารณาผล” → “คณะกรรมการพิจารณาผลการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์” กรณีนี้จึงต้องเสนอหัวหน้าหน่วยงานของรัฐผ่านหัวหน้าเจ้าหน้าที่เพื่อยกเลิก แต่หากคณะกรรมการเห็นว่ามีเหตุผลสมควรดำเนินการต่อ ให้ดำเนินการตามข้อ 57 หรือข้อ 58 แล้วแต่กรณีโดยอนุโลม ตามข้อ 56 แห่งระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ดำเนินการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ต่อไปได้ทันทีเมื่อมีข้อเสนอที่ถูกต้องหนึ่งราย โดยไม่ต้องพิจารณาว่ามีเหตุผลสมควรหรือไม่" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ดำเนินการต่อได้เมื่อ “คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่ามีเหตุผลสมควรที่จะดำเนินการต่อไป” ไม่ใช่ดำเนินการต่อได้ทันที • "เสนอหัวหน้าหน่วยงานของรัฐผ่านหัวหน้าเจ้าหน้าที่เพื่อยกเลิกและดำเนินการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ใหม่ แม้ยังมีข้อเสนอที่ถูกต้องหนึ่งราย" ผิด: การดำเนินการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ใหม่ใช้ในกรณีที่ “ไม่มีผู้ยื่นข้อเสนอหรือมีแต่ไม่ถูกต้องตรงตามเงื่อนไข” แต่กรณีนี้มีข้อเสนอที่ถูกต้องหนึ่งราย • "เสนอหัวหน้าหน่วยงานของรัฐโดยตรงเพื่อยกเลิก เว้นแต่เห็นว่ามีเหตุผลสมควรดำเนินการต่อ จึงดำเนินการตามข้อ 57 หรือข้อ 58 โดยอนุโลม" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดขั้นตอนไว้โดยเฉพาะว่าให้ “เสนอหัวหน้าหน่วยงานของรัฐผ่านหัวหน้าเจ้าหน้าที่” จึงเสนอโดยตรงไม่ได้ มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • ข้อ 57: “ข้อ 57 ในการพิจารณาผลการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ กรณีที่หน่วยงานของรัฐเลือกใช้เกณฑ์ราคา หากปรากฏว่ามีผู้เสนอราคาต่ำสุดเท่ากันหลายราย ให้คณะกรรมการพิจารณาราคาต่ำสุดของผู้ที่เสนอราคาเข้าสู่ระบบประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ในลำดับแรกเป็นผู้ชนะการเสนอราคาในครั้งนั้น ในกรณีที่ปรากฏว่าราคาของผู้ที่ชนะการเสนอราคายังสูงกว่าวงเงินที่จะซื้อหรือจ้างตามข้อ 22 ให้คณะกรรมการดำเนินการ ดังนี้ (1) ให้แจ้งผู้ที่เสนอราคารายที่คณะกรรมการเห็นสมควรซื้อหรือจ้างนั้นผ่านระบบประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์เพื่อต่อรองราคาให้ต่ำสุดเท่าที่จะทำได้ หากผู้ที่เสนอราคารายนั้นยอมลดราคาและยื่น ใบเสนอราคาผ่านระบบประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์แล้ว…” • ข้อ 58: “ข้อ 58 ในการพิจารณาผลการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ กรณีที่หน่วยงานของรัฐเลือกใช้เกณฑ์ราคาประกอบเกณฑ์อื่น หากปรากฏว่าราคาของผู้ที่ได้คะแนนรวมสูงสุด สูงกว่าวงเงินที่จะซื้อ หรือจ้างตามข้อ 22 ให้คณะกรรมการดำเนินการแจ้งผู้ที่เสนอราคารายที่คณะกรรมการเห็นสมควรซื้อหรือจ้างนั้นผ่านระบบประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์เพื่อต่อรองราคาให้ต่ำสุดเท่าที่จะทำได้ หากผู้ที่เสนอราคารายนั้นยอมลดราคาและยื่นใบเสนอราคาผ่านระบบประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์แล้ว ราคาที่เสนอใหม่ ไม่สูงกว่าวงเงินที่จะซื้อหรือจ้าง หรือสูงกว่าแต่ส่วนที่สูงกว่านั้นไม่เกินร้อยละสิบของวงเงินที่จะซื้อหรือจ้าง หรือต่อรองราคาแล้วไม่ยอมลดราคาลงอีก แต่ส่วนที่สูงก…” อ้างอิงตัวบท ข้อ 56 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 3 พ.ศ. 2569): “มีผู้ยื่นข้อเสนอหลายราย แต่ถูกต้องตรงตามเงื่อนไขที่กำหนดในเอกสารประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์เพียงรายเดียว ให้คณะกรรมการพิจารณาผลการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์เสนอหัวหน้าหน่วยงานของรัฐผ่านหัวหน้าเจ้าหน้าที่เพื่อยกเลิกการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ครั้งนั้น” ข้อ 56 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 3 พ.ศ. 2569): “แต่ถ้าคณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่ามีเหตุผลสมควรที่จะดำเนินการต่อไปโดยไม่ต้องยกเลิกการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์” ข้อ 56 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 3 พ.ศ. 2569): “ให้คณะกรรมการดำเนินการตามข้อ 57 หรือข้อ 58 แล้วแต่กรณี โดยอนุโลม”
ข้อ 56 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 3 พ.ศ. 2569): “มีผู้ยื่นข้อเสนอหลายราย แต่ถูกต้องตรงตามเงื่อนไขที่กำหนดในเอกสารประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์เพียงรายเดียว ให้คณะกรรมการพิจารณาผลการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์เสนอหัวหน้าหน่วยงานของรัฐผ่านหัวหน้าเจ้าหน้าที่เพื่อยกเลิกการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ครั้งนั้น”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามมาตรา 2 แห่งพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดกี่วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
- ก. สองร้อยสี่สิบวัน
- ข. เก้าสิบวัน
- ค. หนึ่งร้อยแปดสิบวัน ✓
- ง. หนึ่งร้อยยี่สิบวัน
Explanation: คำตอบที่ถูก: "หนึ่งร้อยแปดสิบวัน" มาตรา 2 กำหนดให้พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "หนึ่งร้อยยี่สิบวัน" ผิด: มาตรา 2 ระบุระยะเวลาไว้หนึ่งร้อยแปดสิบวัน มิใช่หนึ่งร้อยยี่สิบวัน • "สองร้อยสี่สิบวัน" ผิด: มาตรา 2 กำหนดระยะเวลาหนึ่งร้อยแปดสิบวัน มิใช่สองร้อยสี่สิบวัน • "เก้าสิบวัน" ผิด: มาตรา 2 กำหนดว่าให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวัน มิใช่เก้าสิบวัน อ้างอิงตัวบท มาตรา 2 พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560: “พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป”
มาตรา 2 พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560: “พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ หากไม่มีราคาที่คำนวณตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการราคากลางกำหนด แต่มีทั้งราคาจากฐานข้อมูลราคาอ้างอิงของกรมบัญชีกลางและราคามาตรฐานที่สำนักงบประมาณกำหนด ข้อใดอธิบายการเลือกใช้ราคากลางได้ถูกต้อง
- ก. ต้องใช้ราคาจากฐานข้อมูลราคาอ้างอิงของกรมบัญชีกลางก่อนราคามาตรฐาน
- ข. เลือกใช้ราคาใดราคาหนึ่งจากสองราคานั้นก่อน โดยคำนึงถึงประโยชน์ของหน่วยงานของรัฐเป็นสำคัญ ✓
- ค. ให้ใช้ราคาที่ได้จากการสืบราคาจากท้องตลาดก่อน โดยคำนึงถึงประโยชน์ของหน่วยงาน
- ง. ราคาจากฐานข้อมูลอ้างอิงและราคามาตรฐานไม่อยู่ในความหมายของราคากลาง
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เลือกใช้ราคาใดราคาหนึ่งจากสองราคานั้นก่อน โดยคำนึงถึงประโยชน์ของหน่วยงานของรัฐเป็นสำคัญ" มาตรา 4 กำหนดว่า เมื่อไม่มีราคาที่คำนวณตามหลักเกณฑ์ของคณะกรรมการราคากลาง แต่มีราคาจากฐานข้อมูลอ้างอิงหรือราคามาตรฐาน ให้ใช้ราคาใดราคาหนึ่งในสองประเภทนั้นก่อน โดยคำนึงถึงประโยชน์ของหน่วยงานของรัฐเป็นสำคัญ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ราคาจากฐานข้อมูลอ้างอิงและราคามาตรฐานไม่อยู่ในความหมายของราคากลาง" ผิด: มาตรา 4 ระบุให้ราคาจากฐานข้อมูลราคาอ้างอิงของกรมบัญชีกลางและราคามาตรฐานที่สำนักงบประมาณหรือหน่วยงานกลางอื่นกำหนดเป็นราคาที่ใช้เป็นราคากลางได้ • "ต้องใช้ราคาจากฐานข้อมูลราคาอ้างอิงของกรมบัญชีกลางก่อนราคามาตรฐาน" ผิด: มาตรา 4 ให้ใช้ราคาตาม (2) หรือ (3) ก่อน และให้พิจารณาว่าจะใช้ราคาใดโดยคำนึงถึงประโยชน์ของหน่วยงานของรัฐ มิได้กำหนดให้ราคาตาม (2) มาก่อนราคาตาม (3) • "ให้ใช้ราคาที่ได้จากการสืบราคาจากท้องตลาดก่อน โดยคำนึงถึงประโยชน์ของหน่วยงาน" ผิด: มาตรา 4 กำหนดว่าเมื่อไม่มีราคาตาม (1) แต่มีราคาตาม (2) หรือ (3) ให้ใช้ราคาตาม (2) หรือ (3) ก่อน อ้างอิงตัวบท มาตรา 4 พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560: “ในกรณีที่ไม่มีราคาตาม (1) แต่มีราคาตาม (2) หรือ (3) ให้ใช้ราคาตาม (2) หรือ (3) ก่อน โดยจะใช้ราคาใดตาม (2) หรือ (3) ให้คำนึงถึงประโยชน์ของหน่วยงานของรัฐเป็นสำคัญ”
มาตรา 4 พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560: “ในกรณีที่ไม่มีราคาตาม (1) แต่มีราคาตาม (2) หรือ (3) ให้ใช้ราคาตาม (2) หรือ (3) ก่อน โดยจะใช้ราคาใดตาม (2) หรือ (3) ให้คำนึงถึงประโยชน์ของหน่วยงานของรัฐเป็นสำคัญ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
หน่วยงานของรัฐแห่งหนึ่งจัดซื้อพัสดุโดยวิธีประกาศเชิญชวนทั่วไป โดยกำหนดคุณลักษณะเฉพาะที่ต้องคำนึงถึงเทคโนโลยีของพัสดุและคุณสมบัติของผู้ยื่นข้อเสนอ อีกทั้งข้อเสนออาจไม่อยู่ในฐานเดียวกันจนเกิดปัญหาในการพิจารณาคัดเลือก ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างฯ หน่วยงานต้องกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับการยื่นข้อเสนออย่างไร
- ก. ให้ยื่นข้อเสนอด้านเทคนิคเมื่อผ่านการคัดเลือกด้านราคาแล้ว
- ข. ให้ยื่นเฉพาะข้อเสนอด้านราคาโดยไม่ต้องยื่นข้อเสนอด้านเทคนิค
- ค. ให้รวมข้อเสนอด้านเทคนิคไว้กับข้อเสนอด้านราคา
- ง. ให้ยื่นข้อเสนอด้านเทคนิคหรือข้อเสนออื่นแยกมาต่างหาก ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ให้ยื่นข้อเสนอด้านเทคนิคหรือข้อเสนออื่นแยกมาต่างหาก" ข้อ 83 (3) กำหนดว่า เมื่อคุณลักษณะเฉพาะต้องคำนึงถึงเทคโนโลยีของพัสดุหรือคุณสมบัติของผู้ยื่นข้อเสนอ และข้อเสนออาจไม่อยู่ในฐานเดียวกันจนเกิดปัญหาในการคัดเลือก หน่วยงานของรัฐต้องกำหนดเงื่อนไขให้ยื่นข้อเสนอด้านเทคนิคหรือข้อเสนออื่นแยกมาต่างหาก ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ให้ยื่นเฉพาะข้อเสนอด้านราคาโดยไม่ต้องยื่นข้อเสนอด้านเทคนิค" ผิด: กรณีนี้แหล่งข้อมูลกำหนดให้มีการยื่นข้อเสนอด้านเทคนิคหรือข้อเสนออื่นแยกมาต่างหาก • "ให้รวมข้อเสนอด้านเทคนิคไว้กับข้อเสนอด้านราคา" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ยื่นข้อเสนอด้านเทคนิคหรือข้อเสนออื่น “แยกมาต่างหาก” • "ให้ยื่นข้อเสนอด้านเทคนิคเมื่อผ่านการคัดเลือกด้านราคาแล้ว" ผิด: แหล่งข้อมูลให้พิจารณาคะแนนข้อเสนอด้านเทคนิคหรือข้อเสนออื่นให้ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำก่อน แล้วจึงดำเนินการตาม (1) หรือ (2) ต่อไป อ้างอิงตัวบท ข้อ 83 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 3 พ.ศ. 2569): “ให้หน่วยงานของรัฐกำหนดเป็นเงื่อนไขให้มีการยื่นข้อเสนอด้านเทคนิค หรือข้อเสนออื่นแยกมาต่างหาก”
ข้อ 83 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 3 พ.ศ. 2569): “ให้หน่วยงานของรัฐกำหนดเป็นเงื่อนไขให้มีการยื่นข้อเสนอด้านเทคนิค หรือข้อเสนออื่นแยกมาต่างหาก”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามมาตรา 93 แห่งพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ข้อใดอธิบายหลักเกณฑ์การทำสัญญาเป็นภาษาต่างประเทศได้ถูกต้อง
- ก. เมื่อจำเป็นต้องทำสัญญาเป็นภาษาต่างประเทศ ให้ทำเป็นภาษาอังกฤษและจัดทำข้อสรุปสาระสำคัญเป็นภาษาไทย เว้นแต่เป็นสัญญาตามแบบที่คณะกรรมการนโยบายกำหนด ✓
- ข. เมื่อจำเป็นต้องทำสัญญาเป็นภาษาต่างประเทศ ให้เลือกใช้ภาษาต่างประเทศใดก็ได้และจัดทำข้อสรุปเป็นภาษาไทย
- ค. เมื่อจำเป็นต้องทำสัญญาเป็นภาษาต่างประเทศ ให้ทำเป็นภาษาอังกฤษและจัดทำคำแปลสัญญาทั้งฉบับเป็นภาษาไทย
- ง. เมื่อจำเป็นต้องทำสัญญาเป็นภาษาต่างประเทศ ให้ทำเป็นภาษาอังกฤษและจัดทำข้อสรุปสาระสำคัญเป็นภาษาไทยทุกกรณี
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เมื่อจำเป็นต้องทำสัญญาเป็นภาษาต่างประเทศ ให้ทำเป็นภาษาอังกฤษและจัดทำข้อสรุปสาระสำคัญเป็นภาษาไทย เว้นแต่เป็นสัญญาตามแบบที่คณะกรรมการนโยบายกำหนด" มาตรา 93 กำหนดว่า หากจำเป็นต้องทำสัญญาเป็นภาษาต่างประเทศ ต้องทำเป็นภาษาอังกฤษและจัดทำข้อสรุปสาระสำคัญแห่งสัญญาเป็นภาษาไทยตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด เว้นแต่เป็นการทำสัญญาตามแบบสัญญาที่คณะกรรมการนโยบายกำหนด ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เมื่อจำเป็นต้องทำสัญญาเป็นภาษาต่างประเทศ ให้ทำเป็นภาษาอังกฤษและจัดทำคำแปลสัญญาทั้งฉบับเป็นภาษาไทย" ผิด: มาตรา 93 กำหนดให้จัดทำเพียง “ข้อสรุปสาระสำคัญแห่งสัญญาเป็นภาษาไทย” ไม่ได้กำหนดให้จัดทำคำแปลทั้งฉบับ • "เมื่อจำเป็นต้องทำสัญญาเป็นภาษาต่างประเทศ ให้เลือกใช้ภาษาต่างประเทศใดก็ได้และจัดทำข้อสรุปเป็นภาษาไทย" ผิด: มาตรา 93 ระบุโดยเฉพาะว่า “ให้ทำเป็นภาษาอังกฤษ” • "เมื่อจำเป็นต้องทำสัญญาเป็นภาษาต่างประเทศ ให้ทำเป็นภาษาอังกฤษและจัดทำข้อสรุปสาระสำคัญเป็นภาษาไทยทุกกรณี" ผิด: มาตรา 93 ยกเว้นกรณีการทำสัญญาเป็นภาษาต่างประเทศตามแบบสัญญาที่คณะกรรมการนโยบายกำหนด อ้างอิงตัวบท มาตรา 93 พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560: “ในกรณีจำเป็นต้องทำสัญญาเป็นภาษาต่างประเทศ ให้ทำเป็นภาษาอังกฤษ” มาตรา 93 พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560: “และต้องจัดทำข้อสรุปสาระสำคัญแห่งสัญญาเป็นภาษาไทย” มาตรา 93 พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560: “เว้นแต่การทำสัญญาเป็นภาษาต่างประเทศตามแบบสัญญาที่คณะกรรมการนโยบายกำหนด”
มาตรา 93 พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560: “ในกรณีจำเป็นต้องทำสัญญาเป็นภาษาต่างประเทศ ให้ทำเป็นภาษาอังกฤษ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างฯ หากกรรมการตรวจรับพัสดุบางคนไม่ยอมรับงานจ้างก่อสร้างและได้ทำความเห็นแย้งไว้ ข้อใดกล่าวถึงผลของกรณีดังกล่าวได้ถูกต้อง
- ก. ให้คณะกรรมการตรวจรับงานจ้างนั้นไว้ก่อน แล้วจึงเสนอหัวหน้าหน่วยงานของรัฐเพื่อพิจารณา
- ข. ให้รายงานหัวหน้าหน่วยงานของรัฐผ่านหัวหน้าเจ้าหน้าที่เพื่อทราบ โดยไม่ต้องรอการสั่งการ
- ค. ให้ยุติการตรวจรับงานจ้างนั้น เพราะเมื่อมีความเห็นแย้งแล้วย่อมไม่อาจตรวจรับได้
- ง. ให้เสนอหัวหน้าหน่วยงานของรัฐเพื่อพิจารณาสั่งการ และหากสั่งให้ตรวจรับงานจ้างนั้นไว้จึงดำเนินการตรวจรับต่อไป ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ให้เสนอหัวหน้าหน่วยงานของรัฐเพื่อพิจารณาสั่งการ และหากสั่งให้ตรวจรับงานจ้างนั้นไว้จึงดำเนินการตรวจรับต่อไป" ข้อ 176 (7) กำหนดว่า เมื่อกรรมการบางคนไม่ยอมรับงานและทำความเห็นแย้งไว้ ต้องเสนอหัวหน้าหน่วยงานของรัฐเพื่อพิจารณาสั่งการ และถ้าสั่งให้ตรวจรับงานนั้นไว้จึงดำเนินการต่อไป ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ให้ยุติการตรวจรับงานจ้างนั้น เพราะเมื่อมีความเห็นแย้งแล้วย่อมไม่อาจตรวจรับได้" ผิด: ข้อ 176 (7) ระบุว่า หากหัวหน้าหน่วยงานของรัฐสั่งให้ตรวจรับงานจ้างนั้นไว้ จึงดำเนินการต่อได้ • "ให้รายงานหัวหน้าหน่วยงานของรัฐผ่านหัวหน้าเจ้าหน้าที่เพื่อทราบ โดยไม่ต้องรอการสั่งการ" ผิด: ข้อ 176 (7) กำหนดเฉพาะให้เสนอหัวหน้าหน่วยงานของรัฐเพื่อพิจารณาสั่งการ มิใช่รายงานผ่านหัวหน้าเจ้าหน้าที่โดยไม่รอคำสั่ง • "ให้คณะกรรมการตรวจรับงานจ้างนั้นไว้ก่อน แล้วจึงเสนอหัวหน้าหน่วยงานของรัฐเพื่อพิจารณา" ผิด: ข้อ 176 (7) กำหนดให้เสนอหัวหน้าหน่วยงานของรัฐเพื่อพิจารณาสั่งการ และต้องได้รับคำสั่งให้ตรวจรับก่อนจึงดำเนินการต่อได้ อ้างอิงตัวบท ข้อ 176 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 3 พ.ศ. 2569): “ในกรณีที่กรรมการตรวจรับพัสดุบางคนไม่ยอมรับงานโดยทำความเห็นแย้งไว้ ให้เสนอหัวหน้าหน่วยงานของรัฐเพื่อพิจารณาสั่งการ” ข้อ 176 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 3 พ.ศ. 2569): “ถ้าหัวหน้าหน่วยงานของรัฐสั่งการให้ตรวจรับงานจ้างนั้นไว้จึงดำเนินการตาม (6)”
ข้อ 176 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 3 พ.ศ. 2569): “ในกรณีที่กรรมการตรวจรับพัสดุบางคนไม่ยอมรับงานโดยทำความเห็นแย้งไว้ ให้เสนอหัวหน้าหน่วยงานของรัฐเพื่อพิจารณาสั่งการ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ แผนการจัดซื้อจัดจ้างประจำปีต้องประกอบด้วยรายการอย่างน้อยกี่รายการ
- ก. อย่างน้อย 5 รายการ
- ข. อย่างน้อย 4 รายการ ✓
- ค. อย่างน้อย 2 รายการ
- ง. อย่างน้อย 3 รายการ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "อย่างน้อย 4 รายการ" ข้อ 11 กำหนดให้แผนการจัดซื้อจัดจ้างประจำปีประกอบด้วยรายการอย่างน้อย 4 รายการ ได้แก่ ชื่อโครงการ วงเงินโดยประมาณ ระยะเวลาที่คาดว่าจะจัดซื้อจัดจ้าง และรายการอื่นตามที่กรมบัญชีกลางกำหนด ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "อย่างน้อย 5 รายการ" ผิด: ข้อ 11 แจกแจงรายการขั้นต่ำไว้ 4 รายการ ตั้งแต่ (1) ถึง (4) มิใช่ 5 รายการ • "อย่างน้อย 3 รายการ" ผิด: ข้อ 11 ระบุรายการที่ (4) คือ รายการอื่นตามที่กรมบัญชีกลางกำหนด จึงรวมเป็นอย่างน้อย 4 รายการ • "อย่างน้อย 2 รายการ" ผิด: ข้อ 11 กำหนดรายการไว้ตั้งแต่ (1) ถึง (4) รวมอย่างน้อย 4 รายการ อ้างอิงตัวบท ข้อ 11 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 3 พ.ศ. 2569): “แผนการจัดซื้อจัดจ้างประจำปีให้ประกอบด้วยรายการอย่างน้อย ดังต่อไปนี้ (1) ชื่อโครงการที่จะจัดซื้อจัดจ้าง (2) วงเงินที่จะจัดซื้อจัดจ้างโดยประมาณ (3) ระยะเวลาที่คาดว่าจะจัดซื้อจัดจ้าง (4) รายการอื่นตามที่กรมบัญชีกลางกำหนด”
ข้อ 11 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 3 พ.ศ. 2569): “แผนการจัดซื้อจัดจ้างประจำปีให้ประกอบด้วยรายการอย่างน้อย ดังต่อไปนี้ (1) ชื่อโครงการที่จะจัดซื้อจัดจ้าง (2) วงเงินที่จะจัดซื้อจัดจ้างโดยประมาณ (3) ระยะเวลาที่คาดว่าจะจัดซื้อจัดจ้าง (4) รายการอื่นตามที่กรมบัญชีกลางกำหนด”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามมาตรา 131 แห่งพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 รายชื่อผู้ทิ้งงานตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. ใด ที่มีอยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ถือว่าเป็นรายชื่อผู้ทิ้งงานตามพระราชบัญญัตินี้
- ก. พ.ศ. 2534
- ข. พ.ศ. 2536
- ค. พ.ศ. 2535 ✓
- ง. พ.ศ. 2540
Explanation: คำตอบที่ถูก: "พ.ศ. 2535" มาตรา 131 กำหนดให้รายชื่อผู้ทิ้งงานตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 ที่มีอยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ถือเป็นรายชื่อผู้ทิ้งงานตามพระราชบัญญัตินี้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "พ.ศ. 2540" ผิด: ข้อความในมาตรา 131 อ้างถึงระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 ไม่ใช่ พ.ศ. 2540 • "พ.ศ. 2534" ผิด: มาตรา 131 ระบุว่าเป็นระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 ไม่ใช่ พ.ศ. 2534 • "พ.ศ. 2536" ผิด: มาตรา 131 กำหนดปีของระเบียบไว้เป็น พ.ศ. 2535 ไม่ใช่ พ.ศ. 2536 อ้างอิงตัวบท มาตรา 131 พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560: “รายชื่อผู้ทิ้งงานตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535”
มาตรา 131 พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560: “รายชื่อผู้ทิ้งงานตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างฯ ผู้ขอเพิกถอนการเป็นผู้ทิ้งงานซึ่งไม่ได้ถูกสั่งเพราะขัดขวางการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรมหรือกระทำการโดยไม่สุจริต และไม่เคยมีผลการประเมินเป็นผู้ไม่ผ่านเกณฑ์จนถูกระงับ ต้องถูกขึ้นบัญชีเป็นผู้ทิ้งงานมาแล้วไม่น้อยกว่ากี่ปี
- ก. ไม่น้อยกว่า 2 ปี ✓
- ข. ไม่น้อยกว่า 3 ปี
- ค. ไม่น้อยกว่า 5 ปี
- ง. ไม่น้อยกว่า 1 ปี
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ไม่น้อยกว่า 2 ปี" ข้อ 198 (1) กำหนดว่า ผู้ขอเพิกถอนในกรณีดังกล่าวต้องถูกขึ้นบัญชีเป็นผู้ทิ้งงานมาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปี ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ไม่น้อยกว่า 3 ปี" ผิด: ข้อ 198 (1) ระบุระยะเวลาไม่น้อยกว่า 2 ปี ไม่ใช่ 3 ปี • "ไม่น้อยกว่า 1 ปี" ผิด: ข้อ 198 (1) กำหนดว่า ต้องถูกขึ้นบัญชีเป็นผู้ทิ้งงานมาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปี • "ไม่น้อยกว่า 5 ปี" ผิด: สำหรับกรณีตามคำถาม ข้อ 198 (1) กำหนดระยะเวลาไม่น้อยกว่า 2 ปี ส่วนระยะเวลา 5 ปีเป็นหลักเกณฑ์ตามข้อ 198 (2) อ้างอิงตัวบท ข้อ 198 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 3 พ.ศ. 2569): “ถูกขึ้นบัญชีเป็นผู้ทิ้งงานมาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปี โดยจะต้องไม่ได้ถูกสั่งให้เป็นผู้ทิ้งงาน เนื่องจากมีการกระทำการอันมีลักษณะเป็นการขัดขวางการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม หรือกระทำการโดยไม่สุจริต ทั้งนี้ ผู้ขอเพิกถอนที่จะได้รับการเพิกถอนในข้อนี้ ต้องไม่เคยมีผลการประเมินตามหมวด 7 เป็นผู้ไม่ผ่านเกณฑ์ที่กำหนดและถูกระงับ”
ข้อ 198 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 3 พ.ศ. 2569): “ถูกขึ้นบัญชีเป็นผู้ทิ้งงานมาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปี โดยจะต้องไม่ได้ถูกสั่งให้เป็นผู้ทิ้งงาน เนื่องจากมีการกระทำการอันมีลักษณะเป็นการขัดขวางการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม หรือกระทำการโดยไม่สุจริต ทั้งนี้ ผู้ขอเพิกถอนที่จะได้รับการเพิกถอนในข้อนี้ ต้องไม่เคยมีผลการประเมินตามหมวด 7 เป็นผู้ไม่ผ่านเกณฑ์ที่กำหนดและถูกระงับ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ข้อใดอธิบายความหมายของคำว่า “เจ้าหน้าที่” ได้ถูกต้อง
- ก. ผู้มีหน้าที่เกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างหรือการบริหารพัสดุโดยตำแหน่ง แต่ไม่รวมผู้ที่ได้รับมอบหมาย
- ข. ผู้ที่ได้รับมอบหมายจากบุคคลใดให้ปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างหรือการบริหารพัสดุ
- ค. ผู้มีหน้าที่เกี่ยวกับการเงินหรืองบประมาณของหน่วยงานของรัฐ แม้ไม่เกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างหรือการบริหารพัสดุ
- ง. ผู้มีหน้าที่เกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างหรือการบริหารพัสดุ รวมถึงผู้ที่ได้รับมอบหมายจากผู้มีอำนาจให้ปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ผู้มีหน้าที่เกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างหรือการบริหารพัสดุ รวมถึงผู้ที่ได้รับมอบหมายจากผู้มีอำนาจให้ปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว" มาตรา 4 นิยาม “เจ้าหน้าที่” ว่าครอบคลุมทั้งผู้มีหน้าที่เกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างหรือการบริหารพัสดุ และผู้ที่ได้รับมอบหมายจากผู้มีอำนาจให้ปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวของหน่วยงานของรัฐ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ผู้มีหน้าที่เกี่ยวกับการเงินหรืองบประมาณของหน่วยงานของรัฐ แม้ไม่เกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างหรือการบริหารพัสดุ" ผิด: มาตรา 4 นิยามเจ้าหน้าที่โดยผูกกับหน้าที่ “เกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างหรือการบริหารพัสดุ” • "ผู้มีหน้าที่เกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างหรือการบริหารพัสดุโดยตำแหน่ง แต่ไม่รวมผู้ที่ได้รับมอบหมาย" ผิด: มาตรา 4 รวมถึง “ผู้ที่ได้รับมอบหมายจากผู้มีอำนาจให้ปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างหรือการบริหารพัสดุ” ด้วย • "ผู้ที่ได้รับมอบหมายจากบุคคลใดให้ปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างหรือการบริหารพัสดุ" ผิด: มาตรา 4 กำหนดเฉพาะกรณีที่ได้รับมอบหมาย “จากผู้มีอำนาจ” อ้างอิงตัวบท มาตรา 4 พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560: ““เจ้าหน้าที่” หมายความว่า ผู้มีหน้าที่เกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างหรือการบริหารพัสดุ” มาตรา 4 พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560: “หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจากผู้มีอำนาจให้ปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างหรือการบริหารพัสดุของหน่วยงานของรัฐ”
มาตรา 4 พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560: ““เจ้าหน้าที่” หมายความว่า ผู้มีหน้าที่เกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างหรือการบริหารพัสดุ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ เมื่อที่ประชุมพิจารณาข้อสงสัยว่าประธานกรรมการหรือกรรมการมีส่วนได้เสียในเรื่องที่พิจารณาหรือไม่ ข้อใดอธิบายการปฏิบัติต่อบุคคลนั้นได้ถูกต้อง
- ก. หากสงสัยว่ามีส่วนได้เสียโดยอ้อม บุคคลนั้นไม่ต้องออกจากที่ประชุม
- ข. เมื่อชี้แจงและตอบข้อซักถามแล้ว บุคคลนั้นต้องออกจากที่ประชุมระหว่างการพิจารณาเรื่องดังกล่าว ✓
- ค. เมื่อชี้แจงและตอบข้อซักถามแล้ว บุคคลนั้นอยู่ร่วมพิจารณาได้ แต่ห้ามลงมติ
- ง. บุคคลนั้นต้องออกจากที่ประชุมก่อนชี้แจงและตอบข้อซักถามต่อที่ประชุม
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เมื่อชี้แจงและตอบข้อซักถามแล้ว บุคคลนั้นต้องออกจากที่ประชุมระหว่างการพิจารณาเรื่องดังกล่าว" มาตรา 25 กำหนดว่า ระหว่างที่ประชุมพิจารณาข้อสงสัยเรื่องส่วนได้เสียโดยตรงหรือโดยอ้อม บุคคลนั้นเมื่อได้ชี้แจงและตอบข้อซักถามแล้วจะต้องออกจากที่ประชุม ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เมื่อชี้แจงและตอบข้อซักถามแล้ว บุคคลนั้นอยู่ร่วมพิจารณาได้ แต่ห้ามลงมติ" ผิด: มาตรา 25 กำหนดว่าเมื่อชี้แจงและตอบข้อซักถามแล้ว บุคคลนั้นจะต้องออกจากที่ประชุม • "บุคคลนั้นต้องออกจากที่ประชุมก่อนชี้แจงและตอบข้อซักถามต่อที่ประชุม" ผิด: มาตรา 25 กำหนดให้บุคคลนั้นชี้แจงและตอบข้อซักถามก่อน แล้วจึงต้องออกจากที่ประชุม • "หากสงสัยว่ามีส่วนได้เสียโดยอ้อม บุคคลนั้นไม่ต้องออกจากที่ประชุม" ผิด: มาตรา 25 ครอบคลุมเหตุอันควรสงสัยว่ามีส่วนได้เสียทั้งโดยตรงหรือโดยอ้อม อ้างอิงตัวบท มาตรา 25 พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560: “ซึ่งในระหว่างที่ประชุมพิจารณาเรื่องดังกล่าว ประธานกรรมการหรือกรรมการผู้นั้นเมื่อได้ชี้แจงและตอบข้อซักถามแล้วจะต้องออกจากที่ประชุม”
มาตรา 25 พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560: “ซึ่งในระหว่างที่ประชุมพิจารณาเรื่องดังกล่าว ประธานกรรมการหรือกรรมการผู้นั้นเมื่อได้ชี้แจงและตอบข้อซักถามแล้วจะต้องออกจากที่ประชุม”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
บริษัท ค. จำกัดทำสัญญาเป็นหนังสือกับหน่วยงานของรัฐเพื่อก่อสร้างสาธารณูปโภค งานดังกล่าวมีผลกระทบต่อการจราจรและมิใช่การจ้างที่ปรึกษา ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ ต้องกำหนดค่าปรับรายวันในอัตราใด
- ก. ให้กำหนดค่าปรับเป็นรายวันในอัตราร้อยละ 0.20 ของราคางานจ้างนั้น
- ข. ให้กำหนดค่าปรับเป็นรายวันในอัตราร้อยละ 0.01 - 0.10 ของราคางานจ้างนั้น
- ค. ให้กำหนดค่าปรับเป็นรายวันในอัตราร้อยละ 0.25 ของราคางานจ้างนั้น ✓
- ง. ให้กำหนดค่าปรับเป็นรายวันในอัตราร้อยละ 0.01 - 0.20 ของราคาพัสดุที่ยังไม่ได้รับมอบ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ให้กำหนดค่าปรับเป็นรายวันในอัตราร้อยละ 0.25 ของราคางานจ้างนั้น" ข้อเท็จจริงว่า “ทำสัญญาเป็นหนังสือ” → “การทำสัญญาหรือข้อตกลงเป็นหนังสือ”; ข้อเท็จจริงว่า “มิใช่การจ้างที่ปรึกษา” → “นอกจากการจ้างที่ปรึกษา”; และข้อเท็จจริงว่าเป็นการ “ก่อสร้างสาธารณูปโภค” ซึ่ง “มีผลกระทบต่อการจราจร” → “สำหรับงานก่อสร้างสาธารณูปโภค ที่มีผลกระทบต่อการจราจร” จึงเกิดผล คือให้กำหนดค่าปรับเป็นรายวันในอัตราร้อยละ 0.25 ของราคางานจ้างนั้น ตามข้อ 162 แห่งระเบียบกระทรวงการคลังฯ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ให้กำหนดค่าปรับเป็นรายวันในอัตราร้อยละ 0.20 ของราคางานจ้างนั้น" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุอัตราร้อยละ 0.25 ของราคางานจ้างนั้น มิใช่ร้อยละ 0.20 • "ให้กำหนดค่าปรับเป็นรายวันในอัตราร้อยละ 0.01 - 0.10 ของราคางานจ้างนั้น" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดเฉพาะสำหรับงานก่อสร้างสาธารณูปโภคที่มีผลกระทบต่อการจราจรว่าให้ใช้อัตราร้อยละ 0.25 ของราคางานจ้างนั้น • "ให้กำหนดค่าปรับเป็นรายวันในอัตราร้อยละ 0.01 - 0.20 ของราคาพัสดุที่ยังไม่ได้รับมอบ" ผิด: กรณีนี้เป็นงานก่อสร้างสาธารณูปโภคที่มีผลกระทบต่อการจราจร ซึ่งแหล่งข้อมูลกำหนดอัตราร้อยละ 0.25 ของราคางานจ้างนั้น อ้างอิงตัวบท ข้อ 162 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 3 พ.ศ. 2569): “สำหรับงานก่อสร้างสาธารณูปโภค ที่มีผลกระทบต่อการจราจร ให้กำหนดค่าปรับเป็นรายวันในอัตราร้อยละ 0.25 ของราคางานจ้างนั้น”
ข้อ 162 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 3 พ.ศ. 2569): “สำหรับงานก่อสร้างสาธารณูปโภค ที่มีผลกระทบต่อการจราจร ให้กำหนดค่าปรับเป็นรายวันในอัตราร้อยละ 0.25 ของราคางานจ้างนั้น”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างฯ กรม ก. จะจ้างบริษัท ค. จำกัดเป็นที่ปรึกษา โดยมีข้อมูลเกี่ยวกับลักษณะงาน อัตราค่าจ้างของงานลักษณะเดียวกัน จำนวนคน-เดือนที่จำเป็น และดัชนีค่าครองชีพ ทั้งผู้รักษาการตามระเบียบได้ประกาศกำหนดอัตราค่าจ้างที่ปรึกษาไว้แล้ว กรม ก. ต้องกำหนดอัตราค่าจ้างอย่างไร
- ก. กำหนดให้เหมาะสมและประหยัดโดยคำนึงถึงองค์ประกอบต่าง ๆ และต้องไม่เกินอัตราที่ประกาศกำหนด ✓
- ข. กำหนดตามความเหมาะสมของงานโดยไม่ต้องคำนึงถึงความประหยัด หากไม่เกินอัตราที่ประกาศ
- ค. กำหนดเท่ากับอัตราของงานลักษณะเดียวกันที่หน่วยงานอื่นเคยจ้าง โดยไม่ต้องพิจารณาองค์ประกอบอื่น
- ง. กำหนดเกินอัตราที่ประกาศได้ หากเห็นว่าเหมาะสมกับลักษณะงาน
Explanation: คำตอบที่ถูก: "กำหนดให้เหมาะสมและประหยัดโดยคำนึงถึงองค์ประกอบต่าง ๆ และต้องไม่เกินอัตราที่ประกาศกำหนด" กรณีนี้มีการประกาศกำหนดอัตราค่าจ้างที่ปรึกษาแล้ว จึงเข้าเงื่อนไขตามข้อ 129 ที่ให้กำหนดอัตราอย่างเหมาะสมและประหยัดโดยคำนึงถึงองค์ประกอบต่าง ๆ และต้องไม่เกินอัตราที่ผู้รักษาการตามระเบียบประกาศกำหนด ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "กำหนดเกินอัตราที่ประกาศได้ หากเห็นว่าเหมาะสมกับลักษณะงาน" ผิด: ข้อ 129 กำหนดว่าจะต้องไม่เกินอัตราค่าจ้างที่ปรึกษาตามที่ผู้รักษาการตามระเบียบประกาศกำหนด เมื่อมีประกาศดังกล่าว • "กำหนดตามความเหมาะสมของงานโดยไม่ต้องคำนึงถึงความประหยัด หากไม่เกินอัตราที่ประกาศ" ผิด: ข้อ 129 กำหนดให้อัตราค่าจ้างเป็นไปตามความเหมาะสมและประหยัด มิใช่พิจารณาเฉพาะความเหมาะสมหรือเพดานที่ประกาศ • "กำหนดเท่ากับอัตราของงานลักษณะเดียวกันที่หน่วยงานอื่นเคยจ้าง โดยไม่ต้องพิจารณาองค์ประกอบอื่น" ผิด: ข้อ 129 ระบุให้อัตราที่หน่วยงานอื่นเคยจ้างเป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งที่นำมาคำนึงถึงในการกำหนดอัตราให้เหมาะสมและประหยัด อ้างอิงตัวบท ข้อ 129 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 3 พ.ศ. 2569): “อัตราค่าจ้างที่ปรึกษาให้เป็นไปตามความเหมาะสมและประหยัด” ข้อ 129 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 3 พ.ศ. 2569): “โดยคำนึงถึงองค์ประกอบต่าง ๆ เช่น ลักษณะของงานที่จะจ้าง” ข้อ 129 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 3 พ.ศ. 2569): “แต่ทั้งนี้จะต้องไม่เกินกว่าอัตราค่าจ้างที่ปรึกษาตามที่ผู้รักษาการตามระเบียบประกาศกำหนด (ถ้ามี)”
ข้อ 129 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 3 พ.ศ. 2569): “อัตราค่าจ้างที่ปรึกษาให้เป็นไปตามความเหมาะสมและประหยัด”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง หากหน่วยงานของรัฐก่อหนี้ผูกพันไว้ก่อนสิ้นปีงบประมาณ มีวงเงินตั้งแต่หนึ่งแสนบาทขึ้นไป และไม่สามารถเบิกเงินไปชำระหนี้ได้ทันสิ้นปีงบประมาณ จะขอกันเงินไว้เบิกเหลื่อมปีต่อไปได้ไม่เกินเท่าใด
- ก. ไม่เกินเก้าเดือนของปีงบประมาณถัดไป
- ข. ไม่เกินหกเดือนของปีงบประมาณถัดไป ✓
- ค. ไม่เกินสิบสองเดือนของปีงบประมาณถัดไป
- ง. ไม่เกินสามเดือนของปีงบประมาณถัดไป
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ไม่เกินหกเดือนของปีงบประมาณถัดไป" ข้อ 105 กำหนดว่า เมื่อเข้าเงื่อนไขดังกล่าวและไม่สามารถเบิกเงินไปชำระหนี้ได้ทันสิ้นปีงบประมาณ ให้ขอกันเงินไว้เบิกเหลื่อมปีต่อไปได้อีกไม่เกินหกเดือนของปีงบประมาณถัดไป ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ไม่เกินสามเดือนของปีงบประมาณถัดไป" ผิด: ข้อ 105 กำหนดว่าให้ขอกันเงินไว้เบิกเหลื่อมปีต่อไปได้อีก “ไม่เกินหกเดือนของปีงบประมาณถัดไป” มิใช่สามเดือน • "ไม่เกินเก้าเดือนของปีงบประมาณถัดไป" ผิด: ข้อ 105 ระบุระยะเวลาไว้ไม่เกินหกเดือนของปีงบประมาณถัดไป มิใช่เก้าเดือน • "ไม่เกินสิบสองเดือนของปีงบประมาณถัดไป" ผิด: ข้อ 105 กำหนดระยะเวลาการกันเงินไว้เบิกเหลื่อมปีไม่เกินหกเดือน มิใช่สิบสองเดือน อ้างอิงตัวบท ข้อ 105 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2563): “หน่วยงานของรัฐใดได้ก่อหนี้ผูกพันไว้ก่อนสิ้นปีงบประมาณและมีวงเงินตั้งแต่ หนึ่งแสนบาทขึ้นไปหรือตามที่กระทรวงการคลังกำหนด กรณีที่ไม่สามารถเบิกเงินไปชำระหนี้ได้ทัน สิ้นปีงบประมาณให้ขอกันเงินไว้เบิกเหลื่อมปีต่อไปได้อีกไม่เกินหกเดือนของปีงบประมาณถัดไป”
ข้อ 105 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2563): “หน่วยงานของรัฐใดได้ก่อหนี้ผูกพันไว้ก่อนสิ้นปีงบประมาณและมีวงเงินตั้งแต่ หนึ่งแสนบาทขึ้นไปหรือตามที่กระทรวงการคลังกำหนด กรณีที่ไม่สามารถเบิกเงินไปชำระหนี้ได้ทัน สิ้นปีงบประมาณให้ขอกันเงินไว้เบิกเหลื่อมปีต่อไปได้อีกไม่เกินหกเดือนของปีงบประมาณถัดไป”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง ข้อใดอธิบายการใช้ใบเสร็จรับเงินเมื่อขึ้นปีงบประมาณใหม่ได้ถูกต้อง
- ก. ให้ใช้ใบเสร็จรับเงินเล่มเดิมต่อจนหมด และเก็บฉบับที่เหลือไว้รับเงินในปีงบประมาณใหม่
- ข. ให้ใช้ใบเสร็จรับเงินเล่มใหม่ และนำฉบับที่ยังไม่ใช้ในเล่มเดิมออกไปทำลายแยกจากเล่ม
- ค. ให้ใช้ใบเสร็จรับเงินเล่มใหม่ และคงฉบับที่ยังไม่ใช้ติดไว้กับเล่มเดิมโดยไม่ต้องทำเครื่องหมายเลิกใช้
- ง. ให้ใช้ใบเสร็จรับเงินเล่มใหม่ และคงฉบับที่ยังไม่ใช้ติดไว้กับเล่มเดิมพร้อมทำให้สังเกตได้ว่าเลิกใช้ ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ให้ใช้ใบเสร็จรับเงินเล่มใหม่ และคงฉบับที่ยังไม่ใช้ติดไว้กับเล่มเดิมพร้อมทำให้สังเกตได้ว่าเลิกใช้" ข้อ 75 กำหนดว่าเมื่อขึ้นปีงบประมาณใหม่ให้ใช้ใบเสร็จรับเงินเล่มใหม่ ส่วนฉบับที่ยังไม่ใช้ต้องคงติดไว้กับเล่มและทำให้เป็นที่สังเกตว่าเลิกใช้ เพื่อมิให้นำมารับเงินอีก ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ให้ใช้ใบเสร็จรับเงินเล่มเดิมต่อจนหมด และเก็บฉบับที่เหลือไว้รับเงินในปีงบประมาณใหม่" ผิด: ข้อ 75 กำหนดให้ใช้ใบเสร็จรับเงินภายในปีงบประมาณนั้น และเมื่อขึ้นปีงบประมาณใหม่ให้ใช้เล่มใหม่ • "ให้ใช้ใบเสร็จรับเงินเล่มใหม่ และคงฉบับที่ยังไม่ใช้ติดไว้กับเล่มเดิมโดยไม่ต้องทำเครื่องหมายเลิกใช้" ผิด: ข้อ 75 กำหนดให้ปรุ เจาะรู หรือประทับตราเลิกใช้ เพื่อมิให้นำมารับเงินได้อีกต่อไป • "ให้ใช้ใบเสร็จรับเงินเล่มใหม่ และนำฉบับที่ยังไม่ใช้ในเล่มเดิมออกไปทำลายแยกจากเล่ม" ผิด: ข้อ 75 กำหนดให้ฉบับที่ยังไม่ใช้คงติดไว้กับเล่ม ไม่ใช่นำออกไปทำลายแยกจากเล่ม อ้างอิงตัวบท ข้อ 75 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2563): “เมื่อขึ้นปีงบประมาณใหม่ ให้ใช้ใบเสร็จรับเงินเล่มใหม่” ข้อ 75 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2563): “ใบเสร็จรับเงินฉบับใดยังไม่ใช้ ให้คงติดไว้กับเล่มแต่ให้ปรุ เจาะรู หรือประทับตราเลิกใช้ เพื่อให้เป็นที่สังเกตมิให้นำมารับเงิน ได้อีกต่อไป”
ข้อ 75 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2563): “เมื่อขึ้นปีงบประมาณใหม่ ให้ใช้ใบเสร็จรับเงินเล่มใหม่”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง ข้อใดอธิบายการจ่ายเงินยืมเพื่อปฏิบัติราชการที่คาบเกี่ยวไปถึงปีงบประมาณถัดไปได้ถูกต้อง
- ก. ให้เบิกจากงบประมาณปีถัดไปและถือเป็นรายจ่ายปีถัดไป โดยค่าเดินทางใช้ได้ไม่เกิน 90 วัน ส่วนงานอื่นใช้ได้ไม่เกิน 30 วันนับแต่เริ่มปีงบประมาณใหม่
- ข. ให้เบิกจากงบประมาณปีปัจจุบันและถือเป็นรายจ่ายปีปัจจุบัน โดยค่าเดินทางใช้ได้ไม่เกิน 30 วัน ส่วนงานอื่นใช้ได้ไม่เกิน 90 วันนับแต่เริ่มปีงบประมาณใหม่
- ค. ให้เบิกจากงบประมาณปีปัจจุบันและถือเป็นรายจ่ายปีปัจจุบัน โดยค่าเดินทางใช้ได้ไม่เกิน 90 วัน ส่วนงานอื่นใช้ได้ไม่เกิน 30 วันนับแต่เริ่มปีงบประมาณใหม่ ✓
- ง. ให้เบิกจากงบประมาณปีปัจจุบันแต่ถือเป็นรายจ่ายปีถัดไป โดยค่าเดินทางใช้ได้ไม่เกิน 90 วัน ส่วนงานอื่นใช้ได้ไม่เกิน 30 วันนับแต่เริ่มปีงบประมาณใหม่
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ให้เบิกจากงบประมาณปีปัจจุบันและถือเป็นรายจ่ายปีปัจจุบัน โดยค่าเดินทางใช้ได้ไม่เกิน 90 วัน ส่วนงานอื่นใช้ได้ไม่เกิน 30 วันนับแต่เริ่มปีงบประมาณใหม่" ข้อ 62 กำหนดว่าเงินยืมสำหรับการปฏิบัติราชการที่คาบเกี่ยวปีงบประมาณต้องเบิกจากงบประมาณปีปัจจุบันและถือเป็นรายจ่ายของปีปัจจุบัน โดยเงินยืมค่าเดินทางใช้ได้ไม่เกิน 90 วัน ส่วนเงินยืมสำหรับปฏิบัติราชการอื่นใช้ได้ไม่เกิน 30 วันนับแต่วันเริ่มต้นปีงบประมาณใหม่ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ให้เบิกจากงบประมาณปีปัจจุบันแต่ถือเป็นรายจ่ายปีถัดไป โดยค่าเดินทางใช้ได้ไม่เกิน 90 วัน ส่วนงานอื่นใช้ได้ไม่เกิน 30 วันนับแต่เริ่มปีงบประมาณใหม่" ผิด: ข้อ 62 ระบุให้ถือเงินยืมดังกล่าวเป็นรายจ่ายของงบประมาณปีปัจจุบัน ไม่ใช่ปีงบประมาณถัดไป • "ให้เบิกจากงบประมาณปีปัจจุบันและถือเป็นรายจ่ายปีปัจจุบัน โดยค่าเดินทางใช้ได้ไม่เกิน 30 วัน ส่วนงานอื่นใช้ได้ไม่เกิน 90 วันนับแต่เริ่มปีงบประมาณใหม่" ผิด: ข้อ 62 กำหนดให้ค่าเดินทางใช้ได้ไม่เกิน 90 วัน และเงินยืมสำหรับปฏิบัติราชการอื่นใช้ได้ไม่เกิน 30 วันนับแต่วันเริ่มต้นปีงบประมาณใหม่ • "ให้เบิกจากงบประมาณปีถัดไปและถือเป็นรายจ่ายปีถัดไป โดยค่าเดินทางใช้ได้ไม่เกิน 90 วัน ส่วนงานอื่นใช้ได้ไม่เกิน 30 วันนับแต่เริ่มปีงบประมาณใหม่" ผิด: ข้อ 62 กำหนดให้เบิกเงินยืมงบประมาณในปีปัจจุบันและให้ถือว่าเป็นรายจ่ายของงบประมาณปีปัจจุบัน อ้างอิงตัวบท ข้อ 62 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2563): “ให้เบิกเงินยืมงบประมาณในปีปัจจุบัน” ข้อ 62 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2563): “โดยให้ถือว่าเป็นรายจ่าย ของงบประมาณปีปัจจุบัน” ข้อ 62 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2563): “เงินยืมสำหรับค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ ให้ใช้จ่ายได้ไม่เกินเก้าสิบวัน” ข้อ 62 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2563): “เงินยืมสำหรับปฏิบัติราชการอื่น ๆ ให้ใช้จ่ายได้ไม่เกินสามสิบวันนับแต่วันเริ่มต้นปีงบประมาณใหม่”
ข้อ 62 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2563): “ให้เบิกเงินยืมงบประมาณในปีปัจจุบัน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง ข้อใดอธิบายความหมายของ “หน่วยงานผู้เบิก” ได้ถูกต้อง
- ก. หน่วยงานของรัฐที่ได้รับจัดสรรงบประมาณรายจ่าย และเบิกเงินจากกรมบัญชีกลางหรือสำนักงานคลังจังหวัด แล้วแต่กรณี ✓
- ข. หน่วยงานของรัฐที่เบิกเงินจากกรมบัญชีกลางหรือสำนักงานคลังจังหวัด แต่ไม่ได้รับจัดสรรงบประมาณรายจ่าย
- ค. หน่วยงานของรัฐที่ได้รับจัดสรรงบประมาณรายจ่าย แต่ไม่ได้เบิกเงินจากกรมบัญชีกลางหรือสำนักงานคลังจังหวัด
- ง. หน่วยงานของรัฐที่ได้รับจัดสรรงบประมาณรายจ่าย และเบิกเงินจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แล้วแต่กรณี
Explanation: คำตอบที่ถูก: "หน่วยงานของรัฐที่ได้รับจัดสรรงบประมาณรายจ่าย และเบิกเงินจากกรมบัญชีกลางหรือสำนักงานคลังจังหวัด แล้วแต่กรณี" ข้อ 4 กำหนดว่า “หน่วยงานผู้เบิก” หมายถึงหน่วยงานของรัฐที่มีองค์ประกอบทั้งการได้รับจัดสรรงบประมาณรายจ่าย และการเบิกเงินจากกรมบัญชีกลางหรือสำนักงานคลังจังหวัด แล้วแต่กรณี ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "หน่วยงานของรัฐที่ได้รับจัดสรรงบประมาณรายจ่าย และเบิกเงินจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แล้วแต่กรณี" ผิด: นิยามระบุแหล่งเบิกเงินไว้ว่าเป็นกรมบัญชีกลางหรือสำนักงานคลังจังหวัด แล้วแต่กรณี ไม่ใช่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น • "หน่วยงานของรัฐที่เบิกเงินจากกรมบัญชีกลางหรือสำนักงานคลังจังหวัด แต่ไม่ได้รับจัดสรรงบประมาณรายจ่าย" ผิด: นิยามกำหนดให้หน่วยงานผู้เบิกต้องได้รับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายด้วย • "หน่วยงานของรัฐที่ได้รับจัดสรรงบประมาณรายจ่าย แต่ไม่ได้เบิกเงินจากกรมบัญชีกลางหรือสำนักงานคลังจังหวัด" ผิด: นิยามระบุว่าต้องเป็นหน่วยงานของรัฐที่ได้รับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายและเบิกเงินจากกรมบัญชีกลางหรือสำนักงานคลังจังหวัด แล้วแต่กรณี อ้างอิงตัวบท ข้อ 4 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2563): ““หน่วยงานผู้เบิก” หมายความว่า หน่วยงานของรัฐที่ได้รับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายและ เบิกเงินจากกรมบัญชีกลางหรือสำนักงานคลังจังหวัด แล้วแต่กรณี”
ข้อ 4 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2563): ““หน่วยงานผู้เบิก” หมายความว่า หน่วยงานของรัฐที่ได้รับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายและ เบิกเงินจากกรมบัญชีกลางหรือสำนักงานคลังจังหวัด แล้วแต่กรณี”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ส่วนราชการแห่งหนึ่งในราชการบริหารส่วนกลางไม่มีรายการรับจ่ายเงินในวันจันทร์ และได้รับเงินสดในวันอังคาร ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง ส่วนราชการดังกล่าวต้องดำเนินการอย่างไร
- ก. ไม่จัดทำรายงานของวันจันทร์ก็ได้ แต่ต้องทำหมายเหตุเป็นเอกสารแยกต่างหาก
- ข. ไม่จัดทำรายงานของวันจันทร์ก็ได้ และไม่ต้องหมายเหตุในรายงานของวันอังคาร
- ค. ต้องจัดทำรายงานของวันจันทร์ แม้วันนั้นไม่มีรายการรับจ่ายเงิน
- ง. ไม่จัดทำรายงานของวันจันทร์ก็ได้ แต่ต้องหมายเหตุไว้ในรายงานของวันอังคาร ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ไม่จัดทำรายงานของวันจันทร์ก็ได้ แต่ต้องหมายเหตุไว้ในรายงานของวันอังคาร" ข้อ 92 กำหนดว่า วันที่ไม่มีรายการรับจ่ายเงินจะไม่จัดทำรายงานเงินคงเหลือประจำวันก็ได้ แต่เมื่อวันอังคารมีการรับเงินสด ซึ่งเป็นวันถัดไปที่มีรายการรับจ่ายเงิน ต้องหมายเหตุเรื่องวันจันทร์ไว้ในรายงานเงินคงเหลือประจำวันของวันอังคาร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ไม่จัดทำรายงานของวันจันทร์ก็ได้ และไม่ต้องหมายเหตุในรายงานของวันอังคาร" ผิด: ข้อ 92 กำหนดให้หมายเหตุไว้ในรายงานเงินคงเหลือประจำวันที่มีการรับจ่ายเงินของวันถัดไปด้วย • "ต้องจัดทำรายงานของวันจันทร์ แม้วันนั้นไม่มีรายการรับจ่ายเงิน" ผิด: ข้อ 92 ระบุว่า หากวันใดไม่มีรายการรับจ่ายเงิน จะไม่ทำรายงานเงินคงเหลือประจำวันสำหรับวันนั้นก็ได้ • "ไม่จัดทำรายงานของวันจันทร์ก็ได้ แต่ต้องทำหมายเหตุเป็นเอกสารแยกต่างหาก" ผิด: ข้อ 92 กำหนดให้หมายเหตุไว้ในรายงานเงินคงเหลือประจำวันที่มีการรับจ่ายเงินของวันถัดไป ไม่ใช่เอกสารแยกต่างหาก อ้างอิงตัวบท ข้อ 92 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2563): “ในกรณีที่วันใดไม่มีรายการรับจ่ายเงินตามวรรคหนึ่ง จะไม่ทำรายงานเงินคงเหลือประจำวันสำหรับวันนั้นก็ได้” ข้อ 92 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2563): “แต่ให้หมายเหตุไว้ในรายงานเงินคงเหลือประจำวันที่มีการรับจ่ายเงินของวันถัดไปด้วย”
ข้อ 92 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2563): “ในกรณีที่วันใดไม่มีรายการรับจ่ายเงินตามวรรคหนึ่ง จะไม่ทำรายงานเงินคงเหลือประจำวันสำหรับวันนั้นก็ได้”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
นาย ก. เป็นข้าราชการและได้จ่ายเงินในการปฏิบัติราชการ โดยได้รับใบเสร็จรับเงินแล้วแต่ใบเสร็จดังกล่าวสูญหาย ทั้งนี้ นาย ก. สามารถขอสำเนาใบเสร็จรับเงินจากผู้รับเงินได้ ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง นาย ก. สามารถดำเนินการอย่างไร
- ก. ขอเบิกเงินได้โดยไม่ต้องใช้เอกสารประกอบ เพราะเคยได้รับใบเสร็จรับเงินก่อนสูญหาย
- ข. ใช้สำเนาใบเสร็จรับเงินซึ่งผู้รับเงินรับรองเป็นเอกสารประกอบการขอเบิกเงินแทนได้ ✓
- ค. ต้องทำใบรับรองการจ่ายเงินชี้แจงการสูญหาย แม้ยังสามารถขอสำเนาใบเสร็จรับเงินได้
- ง. ใช้สำเนาใบเสร็จรับเงินที่ไม่มีผู้รับเงินรับรองเป็นเอกสารประกอบการขอเบิกเงินแทนได้
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ใช้สำเนาใบเสร็จรับเงินซึ่งผู้รับเงินรับรองเป็นเอกสารประกอบการขอเบิกเงินแทนได้" กรณีนี้นาย ก. ได้รับใบเสร็จรับเงินแล้วแต่เกิดสูญหาย และยังสามารถขอสำเนาได้ จึงเข้ากรณีตามข้อ 48 ที่ให้ใช้สำเนาใบเสร็จรับเงินซึ่งผู้รับเงินรับรองเป็นเอกสารประกอบการขอเบิกเงินแทนได้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ขอเบิกเงินได้โดยไม่ต้องใช้เอกสารประกอบ เพราะเคยได้รับใบเสร็จรับเงินก่อนสูญหาย" ผิด: ข้อ 48 ระบุให้ใช้สำเนาใบเสร็จรับเงินซึ่งผู้รับเงินรับรองเป็นเอกสารประกอบการขอเบิกเงินแทน • "ต้องทำใบรับรองการจ่ายเงินชี้แจงการสูญหาย แม้ยังสามารถขอสำเนาใบเสร็จรับเงินได้" ผิด: ข้อ 48 ให้ทำใบรับรองการจ่ายเงินพร้อมชี้แจงเหตุผลและพฤติการณ์เมื่อไม่อาจขอสำเนาใบเสร็จรับเงินได้ แต่กรณีนี้ยังขอสำเนาได้ • "ใช้สำเนาใบเสร็จรับเงินที่ไม่มีผู้รับเงินรับรองเป็นเอกสารประกอบการขอเบิกเงินแทนได้" ผิด: ข้อ 48 กำหนดให้ใช้สำเนาใบเสร็จรับเงินซึ่งผู้รับเงินรับรอง จึงต้องมีการรับรองจากผู้รับเงิน อ้างอิงตัวบท ข้อ 48 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2563): “ในกรณีที่ได้รับใบเสร็จรับเงินแล้วแต่เกิดสูญหาย ให้ใช้สำเนาใบเสร็จรับเงินซึ่งผู้รับเงินรับรองเป็นเอกสารประกอบการขอเบิกเงินแทนได้”
ข้อ 48 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2563): “ในกรณีที่ได้รับใบเสร็จรับเงินแล้วแต่เกิดสูญหาย ให้ใช้สำเนาใบเสร็จรับเงินซึ่งผู้รับเงินรับรองเป็นเอกสารประกอบการขอเบิกเงินแทนได้”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ส่วนราชการแห่งหนึ่งมีสำนักงานในต่างประเทศ โดยสำนักงานดังกล่าวยังไม่ได้รับเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามที่ได้รับจัดสรร ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลังฯ ส่วนราชการต้องดำเนินการอย่างไร
- ก. ให้เบิกเงินเป็นงวด ๆ ตามความจำเป็นแทนการใช้เงินทดรองราชการในต่างประเทศ
- ข. ให้รอรับเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีก่อน จึงดำเนินการเบิกเงินสำหรับต่างประเทศได้
- ค. ให้ปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการของส่วนราชการในต่างประเทศ ✓
- ง. ให้ส่งคำขอเบิกเงินเพื่อซื้อเงินตราต่างประเทศได้ทั้งจำนวนตามที่ได้รับจัดสรร
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ให้ปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการของส่วนราชการในต่างประเทศ" ข้อ 32 กำหนดว่า เมื่อสำนักงานในต่างประเทศยังไม่ได้รับเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามที่ได้รับจัดสรร ให้ปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการของส่วนราชการในต่างประเทศ ซึ่งตรงกับข้อเท็จจริงในโจทย์ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ให้ส่งคำขอเบิกเงินเพื่อซื้อเงินตราต่างประเทศได้ทั้งจำนวนตามที่ได้รับจัดสรร" ผิด: กรณีสำนักงานในต่างประเทศยังไม่ได้รับเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามที่ได้รับจัดสรร ข้อ 32 กำหนดให้ปฏิบัติตามระเบียบว่าด้วยเงินทดรองราชการของส่วนราชการในต่างประเทศ • "ให้เบิกเงินเป็นงวด ๆ ตามความจำเป็นแทนการใช้เงินทดรองราชการในต่างประเทศ" ผิด: ข้อ 32 กำหนดกรณีตามโจทย์ให้ปฏิบัติตามระเบียบว่าด้วยเงินทดรองราชการ มิใช่ให้เบิกเป็นงวด ๆ แทน และการเบิกเป็นงวดเป็นสิ่งที่กระทรวงการคลังอาจกำหนดเมื่อเห็นสมควร • "ให้รอรับเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีก่อน จึงดำเนินการเบิกเงินสำหรับต่างประเทศได้" ผิด: ข้อ 32 มิได้กำหนดให้รอ แต่กำหนดให้ปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการของส่วนราชการในต่างประเทศ อ้างอิงตัวบท ข้อ 32 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2563): “กรณีสำนักงานในต่างประเทศยังไม่ได้รับเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามที่ได้รับจัดสรร ให้ปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการของส่วนราชการในต่างประเทศ”
ข้อ 32 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2563): “กรณีสำนักงานในต่างประเทศยังไม่ได้รับเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามที่ได้รับจัดสรร ให้ปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการของส่วนราชการในต่างประเทศ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลังฯ กรณีจ่ายเงินให้แก่เจ้าหนี้หรือผู้มีสิทธิรับเงินเพื่อซื้อทรัพย์สิน ต้องออกเช็คสั่งจ่ายอย่างไร
- ก. สั่งจ่ายในนามเจ้าหนี้หรือผู้มีสิทธิรับเงิน ขีดฆ่าคำว่า “หรือผู้ถือ” และขีดคร่อม ✓
- ข. สั่งจ่ายในนามเจ้าหน้าที่การเงินของส่วนราชการ ขีดฆ่าคำว่า “หรือผู้ถือ” และขีดคร่อม
- ค. สั่งจ่ายในนามเจ้าหนี้หรือผู้มีสิทธิรับเงิน ขีดฆ่าคำว่า “หรือผู้ถือ” แต่ไม่ขีดคร่อม
- ง. สั่งจ่ายในนามเจ้าหนี้หรือผู้มีสิทธิรับเงิน ไม่ขีดฆ่าคำว่า “หรือผู้ถือ” แต่ขีดคร่อม
Explanation: คำตอบที่ถูก: "สั่งจ่ายในนามเจ้าหนี้หรือผู้มีสิทธิรับเงิน ขีดฆ่าคำว่า “หรือผู้ถือ” และขีดคร่อม" ข้อ 53 (1) กำหนดว่า การจ่ายเงินกรณีซื้อทรัพย์สินให้ออกเช็คสั่งจ่ายในนามเจ้าหนี้หรือผู้มีสิทธิรับเงิน โดยขีดฆ่าคำว่า “หรือผู้ถือ” ออกและขีดคร่อมด้วย ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "สั่งจ่ายในนามเจ้าหนี้หรือผู้มีสิทธิรับเงิน ขีดฆ่าคำว่า “หรือผู้ถือ” แต่ไม่ขีดคร่อม" ผิด: ข้อ 53 (1) กำหนดให้ขีดคร่อมเช็คด้วยสำหรับกรณีซื้อทรัพย์สิน • "สั่งจ่ายในนามเจ้าหน้าที่การเงินของส่วนราชการ ขีดฆ่าคำว่า “หรือผู้ถือ” และขีดคร่อม" ผิด: ข้อ 53 (1) กำหนดให้กรณีซื้อทรัพย์สินออกเช็คในนามเจ้าหนี้หรือผู้มีสิทธิรับเงิน มิใช่เจ้าหน้าที่การเงิน • "สั่งจ่ายในนามเจ้าหนี้หรือผู้มีสิทธิรับเงิน ไม่ขีดฆ่าคำว่า “หรือผู้ถือ” แต่ขีดคร่อม" ผิด: ข้อ 53 (1) กำหนดให้ขีดฆ่าคำว่า “หรือผู้ถือ” ออกและขีดคร่อมด้วย อ้างอิงตัวบท ข้อ 53 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2563): “(1) การจ่ายเงินให้แก่เจ้าหนี้หรือผู้มีสิทธิรับเงิน ในกรณีซื้อทรัพย์สิน จ้างทำของ หรือ เช่าทรัพย์สิน ให้ออกเช็คสั่งจ่ายในนามของเจ้าหนี้หรือผู้มีสิทธิรับเงิน” ข้อ 53 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2563): “โดยขีดฆ่าคำว่า “หรือผู้ถือ” ออก” ข้อ 53 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2563): “และขีดคร่อมด้วย”
ข้อ 53 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2563): “(1) การจ่ายเงินให้แก่เจ้าหนี้หรือผู้มีสิทธิรับเงิน ในกรณีซื้อทรัพย์สิน จ้างทำของ หรือ เช่าทรัพย์สิน ให้ออกเช็คสั่งจ่ายในนามของเจ้าหนี้หรือผู้มีสิทธิรับเงิน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง หัวหน้าส่วนราชการต้องพิจารณาแต่งตั้งข้าราชการเป็นกรรมการเก็บรักษาเงินของส่วนราชการนั้นอย่างน้อยกี่คน
- ก. อย่างน้อยสี่คน
- ข. อย่างน้อยหนึ่งคน
- ค. อย่างน้อยสองคน ✓
- ง. อย่างน้อยสามคน
Explanation: คำตอบที่ถูก: "อย่างน้อยสองคน" ข้อ 86 กำหนดให้หัวหน้าส่วนราชการพิจารณาแต่งตั้งข้าราชการตามคุณสมบัติที่ระบุ อย่างน้อยสองคน เป็นกรรมการเก็บรักษาเงินของส่วนราชการนั้น ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "อย่างน้อยสี่คน" ผิด: ข้อ 86 กำหนดให้แต่งตั้ง “อย่างน้อยสองคน” ไม่ใช่อย่างน้อยสี่คน • "อย่างน้อยหนึ่งคน" ผิด: ข้อ 86 กำหนดว่าให้แต่งตั้งกรรมการเก็บรักษาเงิน “อย่างน้อยสองคน” ไม่ใช่อย่างน้อยหนึ่งคน • "อย่างน้อยสามคน" ผิด: ข้อ 86 ระบุจำนวนขั้นต่ำไว้ว่า “อย่างน้อยสองคน” ไม่ใช่อย่างน้อยสามคน อ้างอิงตัวบท ข้อ 86 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2563): “อย่างน้อยสองคน เป็นกรรมการเก็บรักษาเงิน”
ข้อ 86 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2563): “อย่างน้อยสองคน เป็นกรรมการเก็บรักษาเงิน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
นาย ก. ยืมเงินจากส่วนราชการและมิได้ชำระคืนภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยไม่มีเหตุที่ทำให้ผู้อำนวยการกองคลังไม่อาจดำเนินการตามระเบียบได้ ผู้อำนวยการกองคลังต้องดำเนินการอย่างไร
- ก. รายงานหัวหน้าส่วนราชการเพื่อพิจารณาสั่งการบังคับตามสัญญาทันที โดยไม่ต้องเรียกให้นาย ก. ชดใช้เงินยืมก่อน
- ข. เรียกให้นาย ก. ชดใช้เงินยืมตามเงื่อนไขที่นาย ก. กำหนดขึ้นใหม่ ให้เสร็จสิ้นไม่เกินสามสิบวันนับแต่วันครบกำหนด
- ค. เรียกให้นาย ก. ชดใช้เงินยืมตามเงื่อนไขในสัญญาให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว อย่างช้าไม่เกินหกสิบวันนับแต่วันครบกำหนด
- ง. เรียกให้นาย ก. ชดใช้เงินยืมตามเงื่อนไขในสัญญาให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว อย่างช้าไม่เกินสามสิบวันนับแต่วันครบกำหนด ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เรียกให้นาย ก. ชดใช้เงินยืมตามเงื่อนไขในสัญญาให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว อย่างช้าไม่เกินสามสิบวันนับแต่วันครบกำหนด" กรณีนี้นาย ก. ไม่ชำระคืนเงินยืมภายในกำหนดและไม่มีเหตุที่ทำให้ดำเนินการตามวรรคหนึ่งไม่ได้ จึงเข้าหลักข้อ 68 ที่ให้ผู้อำนวยการกองคลังเรียกชดใช้ตามเงื่อนไขในสัญญาให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว อย่างช้าไม่เกินสามสิบวันนับแต่วันครบกำหนด ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เรียกให้นาย ก. ชดใช้เงินยืมตามเงื่อนไขในสัญญาให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว อย่างช้าไม่เกินหกสิบวันนับแต่วันครบกำหนด" ผิด: ข้อ 68 กำหนดว่า “อย่างช้าไม่เกินสามสิบวันนับแต่วันครบกำหนด” มิใช่หกสิบวัน • "รายงานหัวหน้าส่วนราชการเพื่อพิจารณาสั่งการบังคับตามสัญญาทันที โดยไม่ต้องเรียกให้นาย ก. ชดใช้เงินยืมก่อน" ผิด: ข้อ 68 ให้รายงานหัวหน้าส่วนราชการหรือผู้ว่าราชการจังหวัดเมื่อ “ไม่อาจปฏิบัติตามวรรคหนึ่งได้” แต่กรณีนี้ไม่มีเหตุดังกล่าว • "เรียกให้นาย ก. ชดใช้เงินยืมตามเงื่อนไขที่นาย ก. กำหนดขึ้นใหม่ ให้เสร็จสิ้นไม่เกินสามสิบวันนับแต่วันครบกำหนด" ผิด: ข้อ 68 กำหนดให้เรียกชดใช้เงินยืม “ตามเงื่อนไขในสัญญาการยืมเงิน” ไม่ใช่ตามเงื่อนไขที่ผู้ยืมกำหนดขึ้นใหม่ อ้างอิงตัวบท ข้อ 68 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2563): “ในกรณีที่ผู้ยืมมิได้ชำระคืนเงินยืมภายในระยะเวลาที่กำหนด ให้ผู้อำนวยการ กองคลังเรียกให้ชดใช้เงินยืมตามเงื่อนไขในสัญญาการยืมเงินให้เสร็จสิ้นไปโดยเร็ว” ข้อ 68 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2563): “อย่างช้าไม่เกิน สามสิบวันนับแต่วันครบกำหนด”
ข้อ 68 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2563): “ในกรณีที่ผู้ยืมมิได้ชำระคืนเงินยืมภายในระยะเวลาที่กำหนด ให้ผู้อำนวยการ กองคลังเรียกให้ชดใช้เงินยืมตามเงื่อนไขในสัญญาการยืมเงินให้เสร็จสิ้นไปโดยเร็ว”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง ส่วนราชการต้องเก็บรักษาสำเนาใบเสร็จรับเงินที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินยังมิได้ตรวจสอบอย่างไร
- ก. เก็บรักษาไว้ในที่ทำการทั่วไป โดยไม่ต้องป้องกันความเสียหาย
- ข. เก็บรักษาไว้ในที่ปลอดภัย อย่าให้สูญหายหรือเสียหายได้ ✓
- ค. ไม่ต้องเก็บรักษาสำเนาใบเสร็จรับเงินไว้ก่อนการตรวจสอบ
- ง. เก็บรักษาไว้อย่างเอกสารธรรมดาได้ แม้ยังมิได้ตรวจสอบ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เก็บรักษาไว้ในที่ปลอดภัย อย่าให้สูญหายหรือเสียหายได้" ข้อ 77 กำหนดให้ส่วนราชการเก็บรักษาสำเนาใบเสร็จรับเงินที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินยังมิได้ตรวจสอบไว้ในที่ปลอดภัย อย่าให้สูญหายหรือเสียหายได้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เก็บรักษาไว้ในที่ทำการทั่วไป โดยไม่ต้องป้องกันความเสียหาย" ผิด: ข้อ 77 กำหนดให้เก็บไว้ในที่ปลอดภัย และอย่าให้สูญหายหรือเสียหายได้ • "เก็บรักษาไว้อย่างเอกสารธรรมดาได้ แม้ยังมิได้ตรวจสอบ" ผิด: ข้อ 77 อนุญาตให้เก็บไว้อย่างเอกสารธรรมดาได้เมื่อสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินตรวจสอบแล้ว ไม่ใช่เมื่อยังมิได้ตรวจสอบ • "ไม่ต้องเก็บรักษาสำเนาใบเสร็จรับเงินไว้ก่อนการตรวจสอบ" ผิด: ข้อ 77 กำหนดให้ส่วนราชการเก็บรักษาสำเนาใบเสร็จรับเงินซึ่งสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินยังมิได้ตรวจสอบ อ้างอิงตัวบท ข้อ 77 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2563): “ให้ส่วนราชการเก็บรักษาสำเนาใบเสร็จรับเงินซึ่งสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ยังมิได้ตรวจสอบไว้ในที่ปลอดภัย” ข้อ 77 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2563): “อย่าให้สูญหายหรือเสียหายได้”
ข้อ 77 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2563): “ให้ส่วนราชการเก็บรักษาสำเนาใบเสร็จรับเงินซึ่งสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ยังมิได้ตรวจสอบไว้ในที่ปลอดภัย”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง การจ่ายเงินยืมเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการในราชอาณาจักร ให้จ่ายได้สำหรับระยะเวลาการเดินทางไม่เกินกี่วัน
- ก. ไม่เกินเก้าสิบวัน ✓
- ข. ไม่เกินสามสิบวัน
- ค. ไม่เกินหนึ่งร้อยยี่สิบวัน
- ง. ไม่เกินหกสิบวัน
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ไม่เกินเก้าสิบวัน" ข้อ 64 กำหนดให้จ่ายเงินยืมเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการในราชอาณาจักรได้สำหรับระยะเวลาการเดินทางที่ไม่เกินเก้าสิบวัน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ไม่เกินหกสิบวัน" ผิด: ข้อ 64 ระบุระยะเวลาไม่เกินเก้าสิบวัน มิใช่หกสิบวัน • "ไม่เกินหนึ่งร้อยยี่สิบวัน" ผิด: ข้อ 64 กำหนดระยะเวลาไม่เกินเก้าสิบวัน และหากจำเป็นต้องจ่ายเกินกำหนดดังกล่าวต้องขอทำความตกลงกับกระทรวงการคลังก่อน • "ไม่เกินสามสิบวัน" ผิด: ข้อ 64 กำหนดว่าให้จ่ายได้สำหรับระยะเวลาการเดินทางที่ไม่เกินเก้าสิบวัน มิใช่สามสิบวัน อ้างอิงตัวบท ข้อ 64 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2563): “ให้จ่ายได้สำหรับระยะเวลาการเดินทางที่ไม่เกินเก้าสิบวัน”
ข้อ 64 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2563): “ให้จ่ายได้สำหรับระยะเวลาการเดินทางที่ไม่เกินเก้าสิบวัน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ส่วนราชการ ก. ได้รับเงินเบิกเกินที่ผู้รับเงินนำมาคืน ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง ส่วนราชการ ก. ต้องดำเนินการอย่างไร
- ก. ให้นำส่งภายในสามวันทำการนับแต่วันที่ได้รับคืน
- ข. ให้นำส่งภายในสิบห้าวันทำการนับแต่วันที่ได้รับคืน ✓
- ค. ให้นำฝากคลังภายในสิบห้าวันทำการนับแต่วันที่ได้รับคืน
- ง. ให้นำส่งอย่างน้อยเดือนละหนึ่งครั้งโดยเริ่มในเดือนที่ได้รับคืน
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ให้นำส่งภายในสิบห้าวันทำการนับแต่วันที่ได้รับคืน" กรณีนี้เป็นเงินเบิกเกินที่ส่วนราชการได้รับคืน จึงเข้าตามข้อ 101 (4) ซึ่งกำหนดให้นำส่งภายในสิบห้าวันทำการนับแต่วันที่ได้รับคืน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ให้นำฝากคลังภายในสิบห้าวันทำการนับแต่วันที่ได้รับคืน" ผิด: ข้อ 101 (4) ใช้คำว่า “ให้นำส่ง” สำหรับเงินเบิกเกินส่งคืน ไม่ใช่ให้นำฝากคลัง • "ให้นำส่งอย่างน้อยเดือนละหนึ่งครั้งโดยเริ่มในเดือนที่ได้รับคืน" ผิด: ข้อ 101 (4) กำหนดระยะเวลาเฉพาะว่าต้องนำส่งภายในสิบห้าวันทำการนับแต่วันที่ได้รับคืน ไม่ใช่อย่างน้อยเดือนละหนึ่งครั้ง • "ให้นำส่งภายในสามวันทำการนับแต่วันที่ได้รับคืน" ผิด: ข้อ 101 (4) กำหนดให้เงินเบิกเกินส่งคืนนำส่งภายในสิบห้าวันทำการ ไม่ใช่สามวันทำการ อ้างอิงตัวบท ข้อ 101 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2563): “เงินเบิกเกินส่งคืน หรือเงินเหลือจ่ายปีเก่าส่งคืน ให้นำส่งภายในสิบห้าวันทำการ” ข้อ 101 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2563): “เงินเบิกเกินส่งคืน หรือเงินเหลือจ่ายปีเก่าส่งคืน ให้นำส่งภายในสิบห้าวันทำการนับแต่ วันรับเงินจากคลังหรือนับแต่วันที่ได้รับคืน”
ข้อ 101 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2563): “เงินเบิกเกินส่งคืน หรือเงินเหลือจ่ายปีเก่าส่งคืน ให้นำส่งภายในสิบห้าวันทำการ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง ข้อใดอธิบายความหมายของคำว่า “คลัง” ได้ถูกต้อง
- ก. “คลัง” หมายถึงที่เก็บรักษาเงินแผ่นดินของกระทรวงการคลัง แต่ไม่รวมบัญชีเงินฝากที่ธนาคารแห่งประเทศไทย
- ข. “คลัง” หมายถึงที่เก็บรักษาเงินแผ่นดินของส่วนราชการ และรวมถึงบัญชีเงินฝากของส่วนราชการในธนาคารพาณิชย์ด้วย
- ค. “คลัง” หมายถึงบัญชีเงินฝากที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อการนี้ แต่ไม่รวมที่เก็บรักษาเงินแผ่นดินของกระทรวงการคลัง
- ง. “คลัง” หมายถึงที่เก็บรักษาเงินแผ่นดินของกระทรวงการคลัง และรวมถึงบัญชีเงินฝากที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อการนี้ด้วย ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "“คลัง” หมายถึงที่เก็บรักษาเงินแผ่นดินของกระทรวงการคลัง และรวมถึงบัญชีเงินฝากที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อการนี้ด้วย" ข้อ 4 กำหนดว่า “คลัง” คือที่เก็บรักษาเงินแผ่นดินของกระทรวงการคลัง และให้รวมถึงบัญชีเงินฝากที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อการนี้ด้วย ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "“คลัง” หมายถึงที่เก็บรักษาเงินแผ่นดินของกระทรวงการคลัง แต่ไม่รวมบัญชีเงินฝากที่ธนาคารแห่งประเทศไทย" ผิด: แหล่งอ้างอิงระบุให้หมายความรวมถึงบัญชีเงินฝากที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อการนี้ด้วย • "“คลัง” หมายถึงที่เก็บรักษาเงินแผ่นดินของส่วนราชการ และรวมถึงบัญชีเงินฝากของส่วนราชการในธนาคารพาณิชย์ด้วย" ผิด: แหล่งอ้างอิงระบุเฉพาะที่เก็บรักษาเงินแผ่นดินของกระทรวงการคลัง และบัญชีเงินฝากที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อการนี้ • "“คลัง” หมายถึงบัญชีเงินฝากที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อการนี้ แต่ไม่รวมที่เก็บรักษาเงินแผ่นดินของกระทรวงการคลัง" ผิด: แหล่งอ้างอิงกำหนดความหมายหลักว่าเป็นที่เก็บรักษาเงินแผ่นดินของกระทรวงการคลัง อ้างอิงตัวบท ข้อ 4 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2563): ““คลัง” หมายความว่า ที่เก็บรักษาเงินแผ่นดินของกระทรวงการคลัง” ข้อ 4 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2563): “และให้หมายความรวมถึงบัญชีเงินฝากที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อการนี้ด้วย”
ข้อ 4 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2563): ““คลัง” หมายความว่า ที่เก็บรักษาเงินแผ่นดินของกระทรวงการคลัง”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง ข้อใดอธิบายหลักเกณฑ์สำหรับค่าใช้จ่ายตามประเภทที่กระทรวงการคลังกำหนดซึ่งมีลักษณะเป็นค่าใช้จ่ายประจำหรือค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ได้ถูกต้อง
- ก. เมื่อส่วนราชการได้รับแจ้งให้ชำระหนี้ ยังไม่ถือว่าค่าใช้จ่ายเกิดขึ้น และห้ามเบิกจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีนั้น
- ข. ถือว่าค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นเมื่อส่วนราชการได้รับแจ้งให้ชำระหนี้ แต่ให้เบิกจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีถัดไป
- ค. ถือว่าค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นเมื่อส่วนราชการได้รับแจ้งให้ชำระหนี้ และให้เบิกจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีที่ได้รับแจ้งให้ชำระหนี้ ✓
- ง. ถือว่าค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นเมื่อส่วนราชการชำระหนี้แล้ว และให้เบิกจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีที่ได้ชำระหนี้
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ถือว่าค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นเมื่อส่วนราชการได้รับแจ้งให้ชำระหนี้ และให้เบิกจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีที่ได้รับแจ้งให้ชำระหนี้" ข้อ 25 กำหนดให้ถือว่าค่าใช้จ่ายประเภทดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อส่วนราชการได้รับแจ้งให้ชำระหนี้ และให้นำมาเบิกจ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีที่ได้รับแจ้งให้ชำระหนี้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ถือว่าค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นเมื่อส่วนราชการชำระหนี้แล้ว และให้เบิกจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีที่ได้ชำระหนี้" ผิด: ข้อ 25 กำหนดให้ถือว่าค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นเมื่อส่วนราชการได้รับแจ้งให้ชำระหนี้ ไม่ใช่เมื่อชำระหนี้แล้ว • "ถือว่าค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นเมื่อส่วนราชการได้รับแจ้งให้ชำระหนี้ แต่ให้เบิกจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีถัดไป" ผิด: ข้อ 25 กำหนดให้นำมาเบิกจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีที่ได้รับแจ้งให้ชำระหนี้ • "เมื่อส่วนราชการได้รับแจ้งให้ชำระหนี้ ยังไม่ถือว่าค่าใช้จ่ายเกิดขึ้น และห้ามเบิกจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีนั้น" ผิด: ข้อ 25 ระบุให้ถือว่าค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นเมื่อได้รับแจ้งให้ชำระหนี้ และให้นำมาเบิกจ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีที่ได้รับแจ้งนั้น อ้างอิงตัวบท ข้อ 25 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2563): “ให้ถือว่าค่าใช้จ่ายนั้นเกิดขึ้นเมื่อส่วนราชการได้รับแจ้งให้ชำระหนี้” ข้อ 25 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2563): “และให้นำมาเบิกจ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีที่ได้รับแจ้งให้ชำระหนี้”
ข้อ 25 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2563): “ให้ถือว่าค่าใช้จ่ายนั้นเกิดขึ้นเมื่อส่วนราชการได้รับแจ้งให้ชำระหนี้”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณ คำว่า “แผนงาน” มีความหมายครอบคลุมข้อใด
- ก. แผนงานที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่าย โดยไม่รวมแผนงานที่กำหนดขึ้นใหม่ในระหว่างปีงบประมาณ
- ข. แผนแสดงรายละเอียดการใช้จ่ายงบประมาณสำหรับหน่วยรับงบประมาณ เพื่อดำเนินงานตามแผนการปฏิบัติงานในรอบปีงบประมาณ
- ค. แผนงานที่กำหนดไว้ในเอกสารประกอบกฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่าย หรือที่กำหนดขึ้นใหม่ในระหว่างปีงบประมาณ
- ง. แผนงานที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่าย หรือที่กำหนดขึ้นใหม่ในระหว่างปีงบประมาณ ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "แผนงานที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่าย หรือที่กำหนดขึ้นใหม่ในระหว่างปีงบประมาณ" ข้อ 3 กำหนดว่า “แผนงาน” หมายถึงแผนงานที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่าย หรือที่กำหนดขึ้นใหม่ในระหว่างปีงบประมาณ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "แผนแสดงรายละเอียดการใช้จ่ายงบประมาณสำหรับหน่วยรับงบประมาณ เพื่อดำเนินงานตามแผนการปฏิบัติงานในรอบปีงบประมาณ" ผิด: ข้อ 3 กำหนดข้อความนี้เป็นความหมายของ “แผนการใช้จ่ายงบประมาณ” มิใช่ความหมายของ “แผนงาน” • "แผนงานที่กำหนดไว้ในเอกสารประกอบกฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่าย หรือที่กำหนดขึ้นใหม่ในระหว่างปีงบประมาณ" ผิด: ข้อ 3 ระบุว่าแผนงานกำหนดไว้ใน “กฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่าย” ไม่ใช่ในเอกสารประกอบกฎหมายดังกล่าว • "แผนงานที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่าย โดยไม่รวมแผนงานที่กำหนดขึ้นใหม่ในระหว่างปีงบประมาณ" ผิด: ข้อ 3 รวมแผนงาน “ที่กำหนดขึ้นใหม่ในระหว่างปีงบประมาณ” ไว้ในความหมายด้วย อ้างอิงตัวบท ข้อ 3 ระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณ พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2567): “"แผนงาน" หมายความว่า แผนงานที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่าย หรือที่กำหนดขึ้นใหม่ในระหว่างปีงบประมาณ”
ข้อ 3 ระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณ พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2567): “"แผนงาน" หมายความว่า แผนงานที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่าย หรือที่กำหนดขึ้นใหม่ในระหว่างปีงบประมาณ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณ พ.ศ. 2562 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เมื่อหน่วยรับงบประมาณขอทำความตกลงกับสำนักงบประมาณเพื่อขอรับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายงบกลาง ต้องยื่นเอกสารและระบุข้อมูลใด
- ก. ยื่นคำขออนุมัติพร้อมแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณเป็นรายเดือน พร้อมระบุสำนักเบิก ✓
- ข. ยื่นคำขออนุมัติพร้อมแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณเป็นรายเดือน โดยไม่ต้องระบุสำนักเบิก
- ค. ยื่นคำขออนุมัติพร้อมแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณเป็นรายไตรมาส พร้อมระบุสำนักเบิก
- ง. ยื่นคำขออนุมัติโดยไม่ต้องแนบแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ แต่ให้ระบุสำนักเบิก
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ยื่นคำขออนุมัติพร้อมแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณเป็นรายเดือน พร้อมระบุสำนักเบิก" ข้อ 31 กำหนดให้ยื่นคำขออนุมัติงบประมาณรายจ่ายงบกลางพร้อมแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณเป็นรายเดือน และต้องระบุสำนักเบิกที่จะเบิกจ่ายด้วย ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ยื่นคำขออนุมัติโดยไม่ต้องแนบแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ แต่ให้ระบุสำนักเบิก" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ยื่นคำขออนุมัติพร้อมกับแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณเป็นรายเดือน • "ยื่นคำขออนุมัติพร้อมแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณเป็นรายเดือน โดยไม่ต้องระบุสำนักเบิก" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดว่าให้ระบุสำนักเบิกที่จะเบิกจ่ายด้วย • "ยื่นคำขออนุมัติพร้อมแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณเป็นรายไตรมาส พร้อมระบุสำนักเบิก" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ยื่นแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณเป็นรายเดือน ไม่ใช่รายไตรมาส อ้างอิงตัวบท ข้อ 31 ระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณ พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2567): “ยื่นคำขออนุมัติงบประมาณรายจ่ายงบกลาง” ข้อ 31 ระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณ พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2567): “ยื่นคำขออนุมัติงบประมาณรายจ่ายงบกลางพร้อมกับแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณเป็นรายเดือน” ข้อ 31 ระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณ พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2567): “พร้อมทั้งระบุสำนักเบิกที่จะเบิกจ่ายด้วย”
ข้อ 31 ระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณ พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2567): “ยื่นคำขออนุมัติงบประมาณรายจ่ายงบกลาง”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
หน่วยรับงบประมาณแห่งหนึ่งจะส่งแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณสำหรับปีงบประมาณที่จะเริ่มขึ้น โดยมิใช่กรณีที่ได้รับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมหรือได้รับจัดสรรตามกฎหมายว่าด้วยการโอนงบประมาณรายจ่าย หน่วยรับงบประมาณต้องดำเนินการอย่างไร
- ก. ส่งให้สำนักงบประมาณไม่น้อยกว่าสิบวันก่อนวันเริ่มปีงบประมาณ
- ข. ส่งให้สำนักงบประมาณไม่น้อยกว่าสิบห้าวันก่อนวันเริ่มปีงบประมาณ ✓
- ค. ส่งให้สำนักงบประมาณภายในระยะเวลาที่สำนักงบประมาณกำหนดเป็นกรณีไป
- ง. ไม่ต้องส่งให้สำนักงบประมาณก่อนวันเริ่มปีงบประมาณ แต่อาจส่งภายหลังได้
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ส่งให้สำนักงบประมาณไม่น้อยกว่าสิบห้าวันก่อนวันเริ่มปีงบประมาณ" ข้อเท็จจริง “หน่วยรับงบประมาณ” → “หน่วยรับงบประมาณ”; การส่งแผนทั้งสองประเภท → “ส่งแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณให้สำนักงบประมาณ”; และข้อเท็จจริงที่มิใช่กรณีงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมหรือการโอนงบประมาณ → ไม่เข้าเงื่อนไขข้อยกเว้น จึงใช้กำหนดหลัก คือ “ไม่น้อยกว่าสิบห้าวันก่อนวันเริ่มปีงบประมาณ” ตามข้อ 9 แห่งระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณ พ.ศ. 2562 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ส่งให้สำนักงบประมาณไม่น้อยกว่าสิบวันก่อนวันเริ่มปีงบประมาณ" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดว่า “ไม่น้อยกว่าสิบห้าวันก่อนวันเริ่มปีงบประมาณ” มิใช่สิบวัน • "ส่งให้สำนักงบประมาณภายในระยะเวลาที่สำนักงบประมาณกำหนดเป็นกรณีไป" ผิด: กรณีในโจทย์มิใช่ข้อยกเว้น ส่วนข้อความ “ภายในระยะเวลาที่สำนักงบประมาณกำหนดเป็นกรณีไป” ใช้กับกรณีที่ได้รับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมหรือตามกฎหมายว่าด้วยการโอนงบประมาณรายจ่าย • "ไม่ต้องส่งให้สำนักงบประมาณก่อนวันเริ่มปีงบประมาณ แต่อาจส่งภายหลังได้" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้หน่วยรับงบประมาณส่งแผนให้สำนักงบประมาณ “ไม่น้อยกว่าสิบห้าวันก่อนวันเริ่มปีงบประมาณ” อ้างอิงตัวบท ข้อ 9 ระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณ พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2567): “ให้หน่วยรับงบประมาณส่งแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณให้สำนักงบประมาณไม่น้อยกว่าสิบห้าวันก่อนวันเริ่มปีงบประมาณ”
ข้อ 9 ระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณ พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2567): “ให้หน่วยรับงบประมาณส่งแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณให้สำนักงบประมาณไม่น้อยกว่าสิบห้าวันก่อนวันเริ่มปีงบประมาณ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561 ข้อใดอธิบายบทบาทของรัฐมนตรีในการควบคุมการเบิกจ่ายเงินงบประมาณรายจ่ายได้ถูกต้อง
- ก. รัฐมนตรีไม่ต้องรับผิดชอบควบคุมการเบิกจ่ายให้เป็นไปตามกฎหมาย แต่ออกระเบียบเกี่ยวกับการเบิกจ่ายได้โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี
- ข. รัฐมนตรีรับผิดชอบควบคุมการเบิกจ่ายให้เป็นไปตามกฎหมาย แต่ไม่มีอำนาจเรียกข้อเท็จจริงหรือมอบหมายพนักงานเจ้าหน้าที่เข้าตรวจหลักฐาน
- ค. รัฐมนตรีรับผิดชอบควบคุมการเบิกจ่ายให้เป็นไปตามกฎหมาย และออกระเบียบเกี่ยวกับการเบิกจ่ายได้โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ✓
- ง. รัฐมนตรีรับผิดชอบควบคุมการเบิกจ่ายให้เป็นไปตามกฎหมาย และออกระเบียบเกี่ยวกับการเบิกจ่ายได้โดยไม่ต้องขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี
Explanation: คำตอบที่ถูก: "รัฐมนตรีรับผิดชอบควบคุมการเบิกจ่ายให้เป็นไปตามกฎหมาย และออกระเบียบเกี่ยวกับการเบิกจ่ายได้โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี" มาตรา 37 กำหนดให้รัฐมนตรีรับผิดชอบควบคุมการเบิกจ่ายเงินงบประมาณรายจ่ายให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้และกฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่าย โดยการออกระเบียบเกี่ยวกับการเบิกจ่ายต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "รัฐมนตรีรับผิดชอบควบคุมการเบิกจ่ายให้เป็นไปตามกฎหมาย และออกระเบียบเกี่ยวกับการเบิกจ่ายได้โดยไม่ต้องขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้รัฐมนตรีออกระเบียบ “โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี” • "รัฐมนตรีไม่ต้องรับผิดชอบควบคุมการเบิกจ่ายให้เป็นไปตามกฎหมาย แต่ออกระเบียบเกี่ยวกับการเบิกจ่ายได้โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดว่า “ให้รัฐมนตรีเป็นผู้รับผิดชอบควบคุมการเบิกจ่ายเงินงบประมาณรายจ่าย” • "รัฐมนตรีรับผิดชอบควบคุมการเบิกจ่ายให้เป็นไปตามกฎหมาย แต่ไม่มีอำนาจเรียกข้อเท็จจริงหรือมอบหมายพนักงานเจ้าหน้าที่เข้าตรวจหลักฐาน" ผิด: แหล่งข้อมูลให้อำนาจรัฐมนตรีเรียกให้หน่วยรับงบประมาณเสนอข้อเท็จจริง และมอบหมายพนักงานเจ้าหน้าที่เข้าตรวจเอกสารหลักฐานได้ อ้างอิงตัวบท มาตรา 37 พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561: “ให้รัฐมนตรีเป็นผู้รับผิดชอบควบคุมการเบิกจ่ายเงินงบประมาณรายจ่ายของหน่วยรับงบประมาณให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ และกฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่าย” มาตรา 37 พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561: “ให้รัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีมีอำนาจออกระเบียบกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงินดังกล่าวด้วย”
มาตรา 37 พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561: “ให้รัฐมนตรีเป็นผู้รับผิดชอบควบคุมการเบิกจ่ายเงินงบประมาณรายจ่ายของหน่วยรับงบประมาณให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ และกฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่าย”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
หน่วยรับงบประมาณ ก. ได้ก่อหนี้ผูกพันไว้ก่อนสิ้นปีงบประมาณ แต่ไม่ได้กันเงินไว้ตามระเบียบเกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงินจากคลัง และไม่สามารถเบิกเงินจากคลังได้ภายในปีงบประมาณนั้น เมื่อพ้นหกเดือนของปีงบประมาณถัดไปยังมีความจำเป็นต้องขอเบิกเงินดังกล่าว ข้อใดถูกต้องตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561
- ก. หน่วยรับงบประมาณ ก. ขอเบิกได้ตลอดปีงบประมาณถัดไปโดยไม่ต้องขยายเวลา เพราะก่อหนี้ไว้ก่อนสิ้นปี
- ข. หน่วยรับงบประมาณ ก. ทำความตกลงกับกระทรวงการคลังเพื่อขยายได้อีกไม่เกินหกเดือน เพราะมีความจำเป็น
- ค. หน่วยรับงบประมาณ ก. ขยายเวลาขอเบิกได้ไม่เกินหกเดือน เพราะก่อหนี้ผูกพันไว้ก่อนสิ้นปีแล้ว
- ง. หน่วยรับงบประมาณ ก. ขยายเวลาขอเบิกเงินไม่ได้ แม้มีความจำเป็น เพราะไม่ได้กันเงินไว้ตามระเบียบ ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "หน่วยรับงบประมาณ ก. ขยายเวลาขอเบิกเงินไม่ได้ แม้มีความจำเป็น เพราะไม่ได้กันเงินไว้ตามระเบียบ" ข้อเท็จจริงแมปกับองค์ประกอบดังนี้: หน่วยรับงบประมาณ ก. → “หน่วยรับงบประมาณ”; ก่อหนี้ผูกพันไว้ก่อนสิ้นปี → “ได้ก่อหนี้ผูกพันไว้” และ “ก่อนสิ้นปีงบประมาณ”; ไม่ได้กันเงินไว้ → ไม่ครบเงื่อนไข “ได้มีการกันเงินไว้ ตามระเบียบเกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงินจากคลังแล้ว”; ไม่สามารถเบิกได้ภายในปีงบประมาณ → “ไม่สามารถเบิกเงินจากคลังได้ภายในปีงบประมาณ”; และความจำเป็นภายหลังหกเดือน → “มีความจำเป็นต้องขอเบิกเงินจากคลังภายหลังเวลาดังกล่าว” อย่างไรก็ดี มาตรา 43 กำหนดให้ขยายเวลาได้เฉพาะเมื่อก่อหนี้ผูกพันก่อนสิ้นปีและได้กันเงินไว้แล้ว เมื่อกรณีนี้ไม่ได้กันเงินไว้ จึงขยายเวลาขอเบิกเงินไม่ได้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "หน่วยรับงบประมาณ ก. ขอเบิกได้ตลอดปีงบประมาณถัดไปโดยไม่ต้องขยายเวลา เพราะก่อหนี้ไว้ก่อนสิ้นปี" ผิด: แหล่งที่มาระบุว่าให้ขอเบิกได้ “แต่เฉพาะภายในปีงบประมาณนั้น” ส่วนการเบิกภายหลังต้องเข้าเงื่อนไขการขยายเวลา • "หน่วยรับงบประมาณ ก. ขยายเวลาขอเบิกได้ไม่เกินหกเดือน เพราะก่อหนี้ผูกพันไว้ก่อนสิ้นปีแล้ว" ผิด: แหล่งที่มากำหนดให้ต้องทั้ง “ได้ก่อหนี้ผูกพันไว้ก่อนสิ้นปีงบประมาณ” และ “ได้มีการกันเงินไว้ ตามระเบียบเกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงินจากคลังแล้ว” • "หน่วยรับงบประมาณ ก. ทำความตกลงกับกระทรวงการคลังเพื่อขยายได้อีกไม่เกินหกเดือน เพราะมีความจำเป็น" ผิด: การขยายเวลาทำได้เฉพาะเมื่อก่อหนี้ผูกพันก่อนสิ้นปีและได้กันเงินไว้แล้ว แต่กรณีนี้ไม่ได้กันเงินไว้ตามระเบียบ อ้างอิงตัวบท มาตรา 43 พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561: “ให้ขยายเวลาขอเบิกเงินจากคลังได้เฉพาะในกรณีที่หน่วยรับงบประมาณได้ก่อหนี้ผูกพันไว้ก่อนสิ้นปีงบประมาณ และได้มีการกันเงินไว้ ตามระเบียบเกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงินจากคลังแล้ว”
มาตรา 43 พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561: “ให้ขยายเวลาขอเบิกเงินจากคลังได้เฉพาะในกรณีที่หน่วยรับงบประมาณได้ก่อหนี้ผูกพันไว้ก่อนสิ้นปีงบประมาณ และได้มีการกันเงินไว้ ตามระเบียบเกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงินจากคลังแล้ว”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ ข้อใดอธิบายสถานะและลักษณะของการประเมินผลในการบริหารงบประมาณได้ถูกต้อง
- ก. การประเมินผลเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหารงบประมาณ และต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องโดยไม่เปิดเผยต่อสาธารณชน
- ข. การประเมินผลเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหารงบประมาณ และต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องพร้อมเปิดเผยต่อสาธารณชน ✓
- ค. การประเมินผลไม่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหารงบประมาณ แม้ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องพร้อมเปิดเผยต่อสาธารณชน
- ง. การประเมินผลเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหารงบประมาณ แต่ดำเนินการเป็นครั้งคราวพร้อมเปิดเผยต่อสาธารณชน
Explanation: คำตอบที่ถูก: "การประเมินผลเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหารงบประมาณ และต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องพร้อมเปิดเผยต่อสาธารณชน" มาตรา 47 ให้ถือว่าการประเมินผลเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหารงบประมาณ โดยต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องและเปิดเผยต่อสาธารณชนด้วย ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "การประเมินผลเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหารงบประมาณ แต่ดำเนินการเป็นครั้งคราวพร้อมเปิดเผยต่อสาธารณชน" ผิด: มาตรา 47 กำหนดว่าการประเมินผลต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง • "การประเมินผลไม่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหารงบประมาณ แม้ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องพร้อมเปิดเผยต่อสาธารณชน" ผิด: มาตรา 47 กำหนดให้ถือว่าการประเมินผลเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหารงบประมาณ • "การประเมินผลเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหารงบประมาณ และต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องโดยไม่เปิดเผยต่อสาธารณชน" ผิด: มาตรา 47 กำหนดให้การประเมินผลต้องเปิดเผยต่อสาธารณชนด้วย อ้างอิงตัวบท มาตรา 47 พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561: “ให้ถือว่าการประเมินผลเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหารงบประมาณ” มาตรา 47 พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561: “ที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง” มาตรา 47 พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561: “และเปิดเผยต่อสาธารณชนด้วย”
มาตรา 47 พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561: “ให้ถือว่าการประเมินผลเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหารงบประมาณ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
หน่วยรับงบประมาณ ก. ประสงค์จะโอนเงินจัดสรรจากแผนงานยุทธศาสตร์หนึ่งไปตั้งจ่ายในแผนงานยุทธศาสตร์อีกแผนงานหนึ่ง โดยทั้งสองแผนงานอยู่ภายในหน่วยรับงบประมาณเดียวกัน และไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น หน่วยรับงบประมาณ ก. ต้องดำเนินการอย่างไร
- ก. โอนได้ต่อเมื่อแผนงานยุทธศาสตร์ทั้งสองอยู่ต่างหน่วยรับงบประมาณกัน โดยขอทำความตกลงกับสำนักงบประมาณ
- ข. โอนไม่ได้ระหว่างแผนงานยุทธศาสตร์ แม้ทั้งสองแผนงานอยู่ภายในหน่วยรับงบประมาณเดียวกัน
- ค. โอนได้ระหว่างแผนงานยุทธศาสตร์ภายในหน่วยรับงบประมาณเดียวกัน โดยให้ขอทำความตกลงกับสำนักงบประมาณ ✓
- ง. โอนได้ระหว่างแผนงานยุทธศาสตร์ภายในหน่วยรับงบประมาณเดียวกัน โดยไม่ต้องขอทำความตกลงกับสำนักงบประมาณ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "โอนได้ระหว่างแผนงานยุทธศาสตร์ภายในหน่วยรับงบประมาณเดียวกัน โดยให้ขอทำความตกลงกับสำนักงบประมาณ" ข้อเท็จจริง “โอนเงินจัดสรรจากแผนงานหนึ่งไปตั้งจ่ายในแผนงานอื่น” → “การโอนเงินจัดสรรจากแผนงานหนึ่งไปตั้งจ่ายในแผนงานอื่น”; “จากแผนงานยุทธศาสตร์หนึ่งไปยังแผนงานยุทธศาสตร์อีกแผนงานหนึ่ง” → “ระหว่างแผนงานยุทธศาสตร์”; “ทั้งสองแผนงานอยู่ภายในหน่วยรับงบประมาณเดียวกัน” → “ภายในหน่วยรับงบประมาณเดียวกัน”; และ “ไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น” → “เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น” ซึ่งทำให้ข้อยกเว้นไม่ถูกใช้ กรณีนี้จึงโอนได้และต้องขอทำความตกลงกับสำนักงบประมาณ ตามข้อ 26 แห่งระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณ พ.ศ. 2562 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "โอนได้ต่อเมื่อแผนงานยุทธศาสตร์ทั้งสองอยู่ต่างหน่วยรับงบประมาณกัน โดยขอทำความตกลงกับสำนักงบประมาณ" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้การโอนดังกล่าวอยู่ “ภายในหน่วยรับงบประมาณเดียวกัน” • "โอนได้ระหว่างแผนงานยุทธศาสตร์ภายในหน่วยรับงบประมาณเดียวกัน โดยไม่ต้องขอทำความตกลงกับสำนักงบประมาณ" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดว่า “โดยให้ขอทำความตกลงกับสำนักงบประมาณ” • "โอนไม่ได้ระหว่างแผนงานยุทธศาสตร์ แม้ทั้งสองแผนงานอยู่ภายในหน่วยรับงบประมาณเดียวกัน" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุให้กระทำได้เฉพาะ “ระหว่างแผนงานยุทธศาสตร์” ภายในหน่วยรับงบประมาณเดียวกัน อ้างอิงตัวบท ข้อ 26 ระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณ พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2567): “ให้กระทำได้เฉพาะการโอนระหว่างแผนงานพื้นฐาน หรือระหว่างแผนงานยุทธศาสตร์ หรือระหว่างแผนงานพื้นฐานและแผนงานยุทธศาสตร์ ภายในหน่วยรับงบประมาณเดียวกัน” ข้อ 26 ระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณ พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2567): “โดยให้ขอทำความตกลงกับสำนักงบประมาณ”
ข้อ 26 ระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณ พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2567): “ให้กระทำได้เฉพาะการโอนระหว่างแผนงานพื้นฐาน หรือระหว่างแผนงานยุทธศาสตร์ หรือระหว่างแผนงานพื้นฐานและแผนงานยุทธศาสตร์ ภายในหน่วยรับงบประมาณเดียวกัน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561 รัฐมนตรีผู้มีหน้าที่ตามกฎหมายต้องกำกับหรือควบคุมการใช้จ่ายงบประมาณของหน่วยรับงบประมาณอย่างไร
- ก. ให้ใช้จ่ายภายในวงเงินงบประมาณรายจ่ายที่ได้รับจัดสรร และเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐอย่างเคร่งครัด ✓
- ข. ให้ใช้จ่ายนอกวงเงินงบประมาณรายจ่ายที่ได้รับจัดสรรได้ โดยไม่ต้องเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ
- ค. ให้ใช้จ่ายเกินวงเงินงบประมาณรายจ่ายที่ได้รับจัดสรรได้ และเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐอย่างเคร่งครัด
- ง. ให้ใช้จ่ายภายในวงเงินงบประมาณรายจ่ายที่ได้รับจัดสรร โดยไม่ต้องเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ให้ใช้จ่ายภายในวงเงินงบประมาณรายจ่ายที่ได้รับจัดสรร และเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐอย่างเคร่งครัด" มาตรา 38 กำหนดให้รัฐมนตรีผู้มีหน้าที่ตามกฎหมายรับผิดชอบกำกับหรือควบคุมการใช้จ่ายงบประมาณให้อยู่ภายในวงเงินงบประมาณรายจ่ายที่ได้รับจัดสรร และเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐอย่างเคร่งครัด ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ให้ใช้จ่ายเกินวงเงินงบประมาณรายจ่ายที่ได้รับจัดสรรได้ และเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐอย่างเคร่งครัด" ผิด: มาตรา 38 กำหนดให้มีการใช้จ่ายงบประมาณ “ภายในวงเงินงบประมาณรายจ่ายที่ได้รับจัดสรร” • "ให้ใช้จ่ายภายในวงเงินงบประมาณรายจ่ายที่ได้รับจัดสรร โดยไม่ต้องเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ" ผิด: มาตรา 38 กำหนดให้การใช้จ่าย “เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐอย่างเคร่งครัด” • "ให้ใช้จ่ายนอกวงเงินงบประมาณรายจ่ายที่ได้รับจัดสรรได้ โดยไม่ต้องเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ" ผิด: มาตรา 38 กำหนดทั้งให้ใช้จ่ายภายในวงเงินที่ได้รับจัดสรร และให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐอย่างเคร่งครัด อ้างอิงตัวบท มาตรา 38 พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561: “ให้มีการใช้จ่ายงบประมาณภายในวงเงินงบประมาณรายจ่ายที่ได้รับจัดสรร” มาตรา 38 พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561: “และเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐอย่างเคร่งครัด”
มาตรา 38 พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561: “ให้มีการใช้จ่ายงบประมาณภายในวงเงินงบประมาณรายจ่ายที่ได้รับจัดสรร”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
หน่วยรับงบประมาณแห่งหนึ่งยื่นคำขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีหลังพ้นกำหนดเวลาที่ผู้อำนวยการกำหนด แม้ได้แนบรายงานเกี่ยวกับเงินนอกงบประมาณมาด้วย ตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ ผู้อำนวยการต้องดำเนินการอย่างไร
- ก. ผู้อำนวยการตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีให้ตรงตามจำนวนในคำขอเดิม
- ข. ผู้อำนวยการตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีให้ได้ตามที่เห็นสมควร ✓
- ค. ผู้อำนวยการงดตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีแก่หน่วยรับงบประมาณนั้น
- ง. ผู้อำนวยการรอให้หน่วยรับงบประมาณยื่นคำขอใหม่ภายในกำหนดก่อนจึงตั้งงบประมาณ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ผู้อำนวยการตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีให้ได้ตามที่เห็นสมควร" ข้อเท็จจริงว่าเป็นหน่วยรับงบประมาณ → “หน่วยรับงบประมาณ”; การยื่นหลังพ้นกำหนด → “มิได้ยื่นภายในกำหนดระยะเวลาตามที่ผู้อำนวยการกำหนด”; การแนบรายงานเกี่ยวกับเงินนอกงบประมาณ → ไม่เข้าเงื่อนไข “ยื่นคำขอโดยไม่มีรายงานเกี่ยวกับเงินนอกงบประมาณ” แต่ไม่ทำให้เงื่อนไขยื่นล่าช้าหมดไป ดังนั้น กำหนดว่า “ให้ผู้อำนวยการตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีให้ได้ตามที่เห็นสมควร” ตามมาตรา 30 แห่งพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ผู้อำนวยการรอให้หน่วยรับงบประมาณยื่นคำขอใหม่ภายในกำหนดก่อนจึงตั้งงบประมาณ" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดผลของการมิได้ยื่นภายในกำหนดไว้โดยตรงว่า “ให้ผู้อำนวยการตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีให้ได้ตามที่เห็นสมควร” • "ผู้อำนวยการตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีให้ตรงตามจำนวนในคำขอเดิม" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปี “ตามที่เห็นสมควร” มิได้บังคับให้ตรงตามคำขอเดิม • "ผู้อำนวยการงดตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีแก่หน่วยรับงบประมาณนั้น" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าเมื่อมิได้ยื่นภายในกำหนด “ให้ผู้อำนวยการตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีให้ได้” อ้างอิงตัวบท มาตรา 30 พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561: “ถ้าหน่วยรับงบประมาณมิได้ยื่นภายในกำหนดระยะเวลาตามที่ผู้อำนวยการกำหนด หรือยื่นคำขอโดยไม่มีรายงานเกี่ยวกับเงินนอกงบประมาณตามมาตรา 25 และมาตรา 28 ให้ผู้อำนวยการตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีให้ได้ตามที่เห็นสมควร”
มาตรา 30 พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561: “ถ้าหน่วยรับงบประมาณมิได้ยื่นภายในกำหนดระยะเวลาตามที่ผู้อำนวยการกำหนด หรือยื่นคำขอโดยไม่มีรายงานเกี่ยวกับเงินนอกงบประมาณตามมาตรา 25 และมาตรา 28 ให้ผู้อำนวยการตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีให้ได้ตามที่เห็นสมควร”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณ ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการยื่นคำขออนุมัติเงินจัดสรร
- ก. กรณีงบประมาณรายจ่ายประจำปี หน่วยรับงบประมาณไม่ต้องยื่นคำขออนุมัติเงินจัดสรร ✓
- ข. กรณีงบประมาณรายจ่ายที่โอนมาจากหน่วยอื่น หน่วยรับงบประมาณต้องยื่นคำขออนุมัติเงินจัดสรรทุกกรณี
- ค. กรณีงบประมาณรายจ่ายประจำปี หน่วยรับงบประมาณต้องยื่นคำขออนุมัติเงินจัดสรร
- ง. กรณีงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม หน่วยรับงบประมาณไม่อาจถูกกำหนดให้ยื่นคำขออนุมัติเงินจัดสรร
Explanation: คำตอบที่ถูก: "กรณีงบประมาณรายจ่ายประจำปี หน่วยรับงบประมาณไม่ต้องยื่นคำขออนุมัติเงินจัดสรร" ข้อ 18 กำหนดว่า สำหรับเงินจัดสรรในวงเงินตามพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี หน่วยรับงบประมาณไม่ต้องยื่นคำขออนุมัติเงินจัดสรร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "กรณีงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม หน่วยรับงบประมาณไม่อาจถูกกำหนดให้ยื่นคำขออนุมัติเงินจัดสรร" ผิด: ข้อ 18 ระบุว่า สำนักงบประมาณอาจกำหนดให้หน่วยรับงบประมาณต้องยื่นคำขออนุมัติเงินจัดสรรก็ได้ • "กรณีงบประมาณรายจ่ายประจำปี หน่วยรับงบประมาณต้องยื่นคำขออนุมัติเงินจัดสรร" ผิด: ข้อ 18 ระบุว่า หน่วยรับงบประมาณไม่ต้องยื่นคำขออนุมัติเงินจัดสรรในกรณีดังกล่าว • "กรณีงบประมาณรายจ่ายที่โอนมาจากหน่วยอื่น หน่วยรับงบประมาณต้องยื่นคำขออนุมัติเงินจัดสรรทุกกรณี" ผิด: ข้อ 18 กำหนดเพียงว่าสำนักงบประมาณอาจกำหนดให้ยื่นคำขอได้ มิได้กำหนดว่าต้องยื่นทุกกรณี อ้างอิงตัวบท ข้อ 18 ระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณ พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2567): “สำนักงบประมาณจะอนุมัติเงินจัดสรรในวงเงินที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี ให้สอดคล้องกับแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ หรือตามที่สำนักงบประมาณกำหนด โดยหน่วยรับงบประมาณไม่ต้องยื่นคำขออนุมัติเงินจัดสรร”
ข้อ 18 ระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณ พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2567): “สำนักงบประมาณจะอนุมัติเงินจัดสรรในวงเงินที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี ให้สอดคล้องกับแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ หรือตามที่สำนักงบประมาณกำหนด โดยหน่วยรับงบประมาณไม่ต้องยื่นคำขออนุมัติเงินจัดสรร”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีที่แถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 ข้อใดอธิบายเป้าหมายและความร่วมมือด้านความมั่นคงชายแดนได้ถูกต้อง
- ก. มุ่งให้ชายแดนปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ และแก้ไขปัญหาข้ามพรมแดนโดยไทยดำเนินการฝ่ายเดียว เพื่อสร้างความสงบสุขให้กับสังคมไทย
- ข. มุ่งให้ชายแดนปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ และแก้ไขปัญหาข้ามพรมแดนร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน แต่ไม่ร่วมกับประเทศในภูมิภาค เพื่อสร้างความสงบสุขให้กับสังคมไทย
- ค. มุ่งให้ชายแดนปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ และแก้ไขปัญหาข้ามพรมแดนร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศในภูมิภาค เพื่อสร้างความสงบสุขให้กับสังคมไทย ✓
- ง. มุ่งให้ชายแดนปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ และแก้ไขปัญหาข้ามพรมแดนร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศในภูมิภาค โดยไม่มุ่งสร้างความสงบสุขให้กับสังคมไทย
Explanation: คำตอบที่ถูก: "มุ่งให้ชายแดนปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ และแก้ไขปัญหาข้ามพรมแดนร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศในภูมิภาค เพื่อสร้างความสงบสุขให้กับสังคมไทย" คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีกำหนดให้ส่งเสริมความมั่นคงชายแดนให้ปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ พร้อมแก้ไขปัญหาข้ามพรมแดนร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศในภูมิภาค เพื่อสร้างความสงบสุขให้กับสังคมไทย ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "มุ่งให้ชายแดนปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ และแก้ไขปัญหาข้ามพรมแดนร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศในภูมิภาค โดยไม่มุ่งสร้างความสงบสุขให้กับสังคมไทย" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุชัดว่าการดำเนินนโยบายดังกล่าวเป็นไป “เพื่อสร้างความสงบสุขให้กับสังคมไทย” • "มุ่งให้ชายแดนปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ และแก้ไขปัญหาข้ามพรมแดนร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน แต่ไม่ร่วมกับประเทศในภูมิภาค เพื่อสร้างความสงบสุขให้กับสังคมไทย" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดความร่วมมือทั้งกับ “ประเทศเพื่อนบ้านและประเทศในภูมิภาค” จึงไม่อาจตัดประเทศในภูมิภาคออกได้ • "มุ่งให้ชายแดนปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ และแก้ไขปัญหาข้ามพรมแดนโดยไทยดำเนินการฝ่ายเดียว เพื่อสร้างความสงบสุขให้กับสังคมไทย" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุให้แก้ไขปัญหาข้ามพรมแดน “ร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศในภูมิภาค” ไม่ใช่ดำเนินการฝ่ายเดียว อ้างอิงตัวบท นโยบายข้อ 9 (คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงต่อรัฐสภา วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน 2569): “ส่งเสริมความมั่นคงชายแดนให้ปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ” นโยบายข้อ 9 (คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงต่อรัฐสภา วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน 2569): “และแก้ไขปัญหา ข้ามพรมแดนร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน” นโยบายข้อ 9 (คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงต่อรัฐสภา วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน 2569): “และประเทศในภูมิภาค” นโยบายข้อ 9 (คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงต่อรัฐสภา วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน 2569): “เพื่อสร้างความสงบสุข ให้กับสังคมไทย”
นโยบายข้อ 9 (คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงต่อรัฐสภา วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน 2569): “ส่งเสริมความมั่นคงชายแดนให้ปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ในเดือน ส.ค. 2569 ข้อใดระบุคณะกรรมการและมติเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยนโยบายได้ถูกต้อง
- ก. กนง. มีมติเอกฉันท์ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเป็น 1.00% ต่อปี
- ข. กนง. มีมติเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.25% ต่อปี
- ค. กนง. มีมติไม่เป็นเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ต่อปี
- ง. กนง. มีมติเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ต่อปี ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "กนง. มีมติเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ต่อปี" ข่าวเศรษฐกิจและการเงินวันที่ 26 ส.ค. 2569 ระบุว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ต่อปี ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "กนง. มีมติเอกฉันท์ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเป็น 1.00% ต่อปี" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า กนง. มีมติ “คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย” ไม่ใช่ลดอัตราดอกเบี้ย • "กนง. มีมติเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.25% ต่อปี" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่คงไว้เท่ากับ 1.00% ต่อปี • "กนง. มีมติไม่เป็นเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ต่อปี" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุชัดว่า กนง. “มีมติเอกฉันท์” อ้างอิงตัวบท ข่าวในกระแส: เศรษฐกิจ / การเงิน (26 ส.ค. 2569) (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเอกฉันท์” ข่าวในกระแส: เศรษฐกิจ / การเงิน (26 ส.ค. 2569) (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ต่อปี”
ข่าวในกระแส: เศรษฐกิจ / การเงิน (26 ส.ค. 2569) (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเอกฉันท์”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีที่แถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 นโยบายเรียนฟรีกำหนดเรื่องแพลตฟอร์มการเรียนรู้และการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตไว้อย่างไร
- ก. พัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ฟรี และเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเพื่อเรียนรู้ในแพลตฟอร์มได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ✓
- ข. พัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์แบบมีค่าใช้จ่าย และเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเพื่อเรียนรู้ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
- ค. พัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ฟรี และเปิดให้เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเพื่อเรียนรู้ได้เฉพาะเวลาที่กำหนด
- ง. พัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ฟรี และเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเพื่อเรียนรู้ในแพลตฟอร์มโดยมีค่าใช้จ่าย
Explanation: คำตอบที่ถูก: "พัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ฟรี และเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเพื่อเรียนรู้ในแพลตฟอร์มได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย" ตามส่วน 13.1 กำหนดให้พัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ฟรีที่ประชาชนเข้าถึงได้ตลอดเวลา และเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเพื่อเรียนรู้ในแพลตฟอร์มได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "พัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์แบบมีค่าใช้จ่าย และเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเพื่อเรียนรู้ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุให้ “พัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ฟรี” จึงไม่ใช่แพลตฟอร์มแบบมีค่าใช้จ่าย • "พัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ฟรี และเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเพื่อเรียนรู้ในแพลตฟอร์มโดยมีค่าใช้จ่าย" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าสามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเพื่อการเรียนรู้ในแพลตฟอร์มได้ “โดยไม่มีค่าใช้จ่าย” • "พัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ฟรี และเปิดให้เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเพื่อเรียนรู้ได้เฉพาะเวลาที่กำหนด" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าประชาชนเข้าถึงแพลตฟอร์มเพื่อ “เรียนรู้ได้ตลอดเวลา” และเรียนฟรีได้ทุกที่ทุกเวลา อ้างอิงตัวบท นโยบายข้อ 13 (คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงต่อรัฐสภา วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน 2569): “พัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ฟรี” นโยบายข้อ 13 (คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงต่อรัฐสภา วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน 2569): “สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเพื่อการเรียนรู้ในแพลตฟอร์มได้ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย”
นโยบายข้อ 13 (คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงต่อรัฐสภา วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน 2569): “พัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ฟรี”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2569 หน่วยงานใดเป็นเจ้าภาพโครงการที่มีจุดประสงค์เพื่อลงทะเบียนรับสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569
- ก. กระทรวงพาณิชย์ เป็นเจ้าภาพโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ
- ข. กระทรวงการคลัง เป็นเจ้าภาพโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ✓
- ค. กระทรวงแรงงาน เป็นเจ้าภาพโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ
- ง. กระทรวงมหาดไทย เป็นเจ้าภาพโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "กระทรวงการคลัง เป็นเจ้าภาพโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ" ข่าววันที่ 29 กันยายน 2569 ระบุว่าโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 มีจุดประสงค์เพื่อลงทะเบียนรับสวัสดิการแห่งรัฐ และมีกระทรวงการคลังเป็นเจ้าภาพ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "กระทรวงพาณิชย์ เป็นเจ้าภาพโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดเจ้าภาพเป็น “กระทรวงการคลัง” ไม่ใช่กระทรวงพาณิชย์ • "กระทรวงมหาดไทย เป็นเจ้าภาพโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุชัดว่าเจ้าภาพคือ “กระทรวงการคลัง” ไม่ใช่กระทรวงมหาดไทย • "กระทรวงแรงงาน เป็นเจ้าภาพโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าเจ้าภาพคือ “กระทรวงการคลัง” ไม่ใช่กระทรวงแรงงาน อ้างอิงตัวบท ข่าวในกระแส: สวัสดิการ / มาตรการรัฐ (29 ก.ย. 2569 (กระทรวงการคลังเสนอผลคัดกรองเข้า ครม.)) (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ("บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ" / "บัตรคนจน") — เจ้าภาพคือ กระทรวงการคลัง”
ข่าวในกระแส: สวัสดิการ / มาตรการรัฐ (29 ก.ย. 2569 (กระทรวงการคลังเสนอผลคัดกรองเข้า ครม.)) (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ("บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ" / "บัตรคนจน") — เจ้าภาพคือ กระทรวงการคลัง”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
บริษัท ค. จำกัดกำลังพิจารณาลงทุนโครงการใหม่ ผู้จัดการจึงรวบรวมข้อมูลอย่างรอบรู้ ตรวจสอบข้อมูลอย่างรอบคอบ และตัดสินใจด้วยความระมัดระวัง การปฏิบัตินี้สะท้อนองค์ประกอบใดของปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
- ก. ห่วงด้านความมีเหตุผล
- ข. เงื่อนไขด้านคุณธรรม
- ค. ห่วงด้านความพอประมาณ
- ง. เงื่อนไขด้านความรู้ ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เงื่อนไขด้านความรู้" ตามหัวข้อ 2.1 ความรู้เป็นหนึ่งใน 2 เงื่อนไข โดยครอบคลุมความรอบรู้ รอบคอบ และระมัดระวัง ข้อเท็จจริงที่ผู้จัดการรวบรวมและตรวจสอบข้อมูลก่อนตัดสินใจจึงสะท้อนเงื่อนไขด้านความรู้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เงื่อนไขด้านคุณธรรม" ผิด: แหล่งข้อมูลจัดความรอบรู้ ความรอบคอบ และความระมัดระวังไว้ในเงื่อนไขความรู้ ส่วนคุณธรรมประกอบด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต ขยัน อดทน และแบ่งปัน • "ห่วงด้านความพอประมาณ" ผิด: แหล่งข้อมูลจัดคำว่า รอบรู้ รอบคอบ และระมัดระวังไว้ภายใต้เงื่อนไขความรู้ ไม่ใช่ห่วงความพอประมาณ • "ห่วงด้านความมีเหตุผล" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุโดยตรงว่า รอบรู้ รอบคอบ และระมัดระวังเป็นองค์ประกอบของเงื่อนไขความรู้ อ้างอิงตัวบท หัวข้อ 2.1 ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “- ความรู้ (รอบรู้ รอบคอบ ระมัดระวัง)”
หัวข้อ 2.1 ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “- ความรู้ (รอบรู้ รอบคอบ ระมัดระวัง)”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามมาตรา 78 ศาลมีอำนาจกำหนดค่าสินไหมทดแทนเพื่อการลงโทษได้ไม่เกินเท่าใด
- ก. ไม่เกินสี่เท่าของค่าสินไหมทดแทนที่แท้จริง
- ข. ไม่เกินสามเท่าของค่าสินไหมทดแทนที่แท้จริง
- ค. ไม่เกินสองเท่าของค่าสินไหมทดแทนที่แท้จริง ✓
- ง. ไม่เกินหนึ่งเท่าของค่าสินไหมทดแทนที่แท้จริง
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ไม่เกินสองเท่าของค่าสินไหมทดแทนที่แท้จริง" มาตรา 78 ให้อำนาจศาลกำหนดค่าสินไหมทดแทนเพื่อการลงโทษได้ตามที่เห็นสมควร แต่ไม่เกินสองเท่าของค่าสินไหมทดแทนที่แท้จริง ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ไม่เกินสี่เท่าของค่าสินไหมทดแทนที่แท้จริง" ผิด: มาตรา 78 ระบุว่าไม่เกินสองเท่าของค่าสินไหมทดแทนที่แท้จริง มิใช่สี่เท่า • "ไม่เกินสามเท่าของค่าสินไหมทดแทนที่แท้จริง" ผิด: มาตรา 78 ระบุจำนวนสูงสุดไว้ที่สองเท่าของค่าสินไหมทดแทนที่แท้จริง • "ไม่เกินหนึ่งเท่าของค่าสินไหมทดแทนที่แท้จริง" ผิด: มาตรา 78 กำหนดว่าไม่เกินสองเท่าของค่าสินไหมทดแทนที่แท้จริง มิใช่หนึ่งเท่า อ้างอิงตัวบท มาตรา 78 พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562: “แต่ไม่เกินสองเท่าของค่าสินไหมทดแทนที่แท้จริงนั้น”
มาตรา 78 พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562: “แต่ไม่เกินสองเท่าของค่าสินไหมทดแทนที่แท้จริงนั้น”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
บริษัท ค. จำกัดเก็บประวัติการทำงานและแผ่นบันทึกลักษณะเสียงของนาย ก. โดยระบุชื่อไว้ในแฟ้ม ต่อมานาย ก. ถึงแก่กรรม ข้อมูลดังกล่าวมีสถานะอย่างไรตามมาตรา 4
- ก. ไม่เป็นข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล เพราะนาย ก. ถึงแก่กรรมแล้ว
- ข. ไม่เป็นข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล เพราะเป็นเพียงประวัติการทำงาน
- ค. ไม่เป็นข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล เพราะจัดเก็บเป็นแผ่นบันทึกลักษณะเสียง
- ง. เป็นข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล แม้นาย ก. ถึงแก่กรรมแล้ว ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เป็นข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล แม้นาย ก. ถึงแก่กรรมแล้ว" ประวัติการทำงานและแผ่นบันทึกลักษณะเสียงที่ระบุชื่อของนาย ก. เป็นข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งเฉพาะตัวที่ทำให้รู้ตัวบุคคลได้ และมาตรา 4 ให้รวมถึงข้อมูลของผู้ที่ถึงแก่กรรมแล้วด้วย จึงเป็นข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ไม่เป็นข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล เพราะเป็นเพียงประวัติการทำงาน" ผิด: มาตรา 4 ยกประวัติการทำงานเป็นตัวอย่างของข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสิ่งเฉพาะตัวของบุคคล • "ไม่เป็นข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล เพราะจัดเก็บเป็นแผ่นบันทึกลักษณะเสียง" ผิด: มาตรา 4 ระบุแผ่นบันทึกลักษณะเสียงของคนเป็นสิ่งบอกลักษณะที่ทำให้รู้ตัวบุคคลได้ • "ไม่เป็นข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล เพราะนาย ก. ถึงแก่กรรมแล้ว" ผิด: มาตรา 4 ให้หมายความรวมถึงข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสิ่งเฉพาะตัวของผู้ที่ถึงแก่กรรมแล้วด้วย อ้างอิงตัวบท มาตรา 4 พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540: ““ข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล” หมายความว่า ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสิ่งเฉพาะตัวของบุคคล เช่น การศึกษา ฐานะการเงิน ประวัติสุขภาพ ประวัติอาชญากรรม หรือประวัติการทำงาน บรรดาที่มีชื่อของผู้นั้นหรือมีเลขหมาย รหัส หรือสิ่งบอกลักษณะอื่นที่ทำให้รู้ตัวผู้นั้นได้ เช่น ลายพิมพ์นิ้วมือ แผ่นบันทึกลักษณะเสียงของคนหรือรูปถ่าย” มาตรา 4 พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540: “และให้หมายความรวมถึงข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสิ่งเฉพาะตัวของผู้ที่ถึงแก่กรรมแล้วด้วย”
มาตรา 4 พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540: ““ข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล” หมายความว่า ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสิ่งเฉพาะตัวของบุคคล เช่น การศึกษา ฐานะการเงิน ประวัติสุขภาพ ประวัติอาชญากรรม หรือประวัติการทำงาน บรรดาที่มีชื่อของผู้นั้นหรือมีเลขหมาย รหัส หรือสิ่งบอกลักษณะอื่นที่ทำให้รู้ตัวผู้นั้นได้ เช่น ลายพิมพ์นิ้วมือ แผ่นบันทึกลักษณะเสียงของคนหรือรูปถ่าย”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามมาตรา 6 ข้อใดอธิบายขอบเขตความหมายของ “ข้อมูลส่วนบุคคล” ได้ถูกต้อง
- ก. ข้อมูลของผู้ถึงแก่กรรมโดยเฉพาะ อยู่ในความหมายของข้อมูลส่วนบุคคล
- ข. ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลที่ทำให้สามารถระบุตัวบุคคลนั้นได้ทางอ้อม อยู่ในความหมายของข้อมูลส่วนบุคคล ✓
- ค. ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลที่ไม่ทำให้ระบุตัวบุคคลได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม อยู่ในความหมายของข้อมูลส่วนบุคคล
- ง. ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลที่ระบุตัวได้ทางอ้อม ไม่อยู่ในความหมายของข้อมูลส่วนบุคคล
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลที่ทำให้สามารถระบุตัวบุคคลนั้นได้ทางอ้อม อยู่ในความหมายของข้อมูลส่วนบุคคล" มาตรา 6 ให้นิยามข้อมูลส่วนบุคคลว่าหมายถึงข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลซึ่งทำให้สามารถระบุตัวบุคคลนั้นได้ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม และไม่รวมข้อมูลของผู้ถึงแก่กรรมโดยเฉพาะ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลที่ไม่ทำให้ระบุตัวบุคคลได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม อยู่ในความหมายของข้อมูลส่วนบุคคล" ผิด: มาตรา 6 กำหนดว่าข้อมูลส่วนบุคคลต้องเป็นข้อมูลที่ทำให้สามารถระบุตัวบุคคลนั้นได้ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม • "ข้อมูลของผู้ถึงแก่กรรมโดยเฉพาะ อยู่ในความหมายของข้อมูลส่วนบุคคล" ผิด: มาตรา 6 ระบุว่าไม่รวมถึงข้อมูลของผู้ถึงแก่กรรมโดยเฉพาะ • "ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลที่ระบุตัวได้ทางอ้อม ไม่อยู่ในความหมายของข้อมูลส่วนบุคคล" ผิด: มาตรา 6 ระบุว่าการระบุตัวบุคคลได้ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมอยู่ในความหมายของข้อมูลส่วนบุคคล อ้างอิงตัวบท มาตรา 6 พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562: ““ข้อมูลส่วนบุคคล” หมายความว่า ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลซึ่งทำให้สามารถระบุตัวบุคคลนั้นได้ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม”
มาตรา 6 พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562: ““ข้อมูลส่วนบุคคล” หมายความว่า ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลซึ่งทำให้สามารถระบุตัวบุคคลนั้นได้ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
นาย ก. เคยเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่ไม่เคยเป็นข้าราชการการเมือง และพ้นจากตำแหน่งมาแล้ว 8 เดือน ตามมาตรา 59 ผลเป็นอย่างไร
- ก. นาย ก. ต้องห้ามมิให้เป็นเลขาธิการ เพราะพ้นจากตำแหน่งมายังไม่ถึงหนึ่งปี ✓
- ข. นาย ก. ไม่อยู่ในลักษณะต้องห้าม เพราะไม่เคยเป็นข้าราชการการเมือง
- ค. นาย ก. ไม่อยู่ในลักษณะต้องห้าม เพราะพ้นจากตำแหน่งมาเกินหกเดือนแล้ว
- ง. นาย ก. ไม่อยู่ในลักษณะต้องห้าม เพราะปัจจุบันพ้นจากตำแหน่งแล้ว
Explanation: คำตอบที่ถูก: "นาย ก. ต้องห้ามมิให้เป็นเลขาธิการ เพราะพ้นจากตำแหน่งมายังไม่ถึงหนึ่งปี" ข้อเท็จจริงที่นาย ก. เคยเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและพ้นจากตำแหน่งเพียง 8 เดือน ทำให้ยังไม่ได้รับข้อยกเว้นตามมาตรา 59 (5) ซึ่งกำหนดให้พ้นจากตำแหน่งมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งปี นาย ก. จึงต้องห้ามมิให้เป็นเลขาธิการ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "นาย ก. ไม่อยู่ในลักษณะต้องห้าม เพราะปัจจุบันพ้นจากตำแหน่งแล้ว" ผิด: มาตรา 59 (5) ยกเว้นลักษณะต้องห้ามเมื่อพ้นจากตำแหน่งมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งปี มิใช่เพียงพ้นจากตำแหน่งแล้ว • "นาย ก. ไม่อยู่ในลักษณะต้องห้าม เพราะไม่เคยเป็นข้าราชการการเมือง" ผิด: มาตรา 59 (5) ระบุทั้งข้าราชการการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นาย ก. จึงอยู่ในลักษณะที่มาตรานี้กำหนด • "นาย ก. ไม่อยู่ในลักษณะต้องห้าม เพราะพ้นจากตำแหน่งมาเกินหกเดือนแล้ว" ผิด: มาตรา 59 (5) กำหนดระยะเวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งปี ไม่ใช่หกเดือน อ้างอิงตัวบท มาตรา 59 พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562: “ผู้มีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ ต้องห้ามมิให้เป็นเลขาธิการ” มาตรา 59 พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562: “(5) เป็นหรือเคยเป็นข้าราชการการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น เว้นแต่จะได้พ้นจากตำแหน่งมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งปี”
มาตรา 59 พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562: “ผู้มีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ ต้องห้ามมิให้เป็นเลขาธิการ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามมาตรา 52 ต้องดำเนินการแต่งตั้งประธานกรรมการหรือกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแทนตำแหน่งที่ว่างภายในกี่วันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง
- ก. ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง
- ข. ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง
- ค. ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง ✓
- ง. ภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง" มาตรา 52 กำหนดให้ดำเนินการแต่งตั้งประธานกรรมการหรือกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแทนตำแหน่งที่ว่างภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง" ผิด: มาตรา 52 กำหนดระยะเวลาดำเนินการแต่งตั้งไว้หกสิบวัน ไม่ใช่เก้าสิบวัน • "ภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง" ผิด: มาตรา 52 ระบุให้ดำเนินการแต่งตั้งภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง ไม่ใช่หนึ่งร้อยยี่สิบวัน • "ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง" ผิด: มาตรา 52 กำหนดว่าให้ดำเนินการแต่งตั้งภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง ไม่ใช่สามสิบวัน อ้างอิงตัวบท มาตรา 52 พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562: “ให้ดำเนินการแต่งตั้งประธานกรรมการหรือกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแทนตำแหน่งที่ว่างภายใน หกสิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง”
มาตรา 52 พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562: “ให้ดำเนินการแต่งตั้งประธานกรรมการหรือกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแทนตำแหน่งที่ว่างภายใน หกสิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
Exam Simulator
Start a snapshot-based practice or real-exam attempt.
Exam Preview
What an approved exam looks like to a test-taker.
ชุดจำลอง เจ้าพนักงานการเงินและบัญชีปฏิบัติงาน (ทดลอง)
Time limit: 150 minutes
1. ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1 เรื่อง การนำเสนองบการเงิน ข้อใดอธิบายการจัดทำงบการเงินตามเกณฑ์การดำเนินงานต่อเนื่องได้ถูกต้อง
- ก. งบการเงินอาจจัดทำตามเกณฑ์การดำเนินงานต่อเนื่องได้โดยไม่ต้องประเมินความสามารถของกิจการ หากฝ่ายบริหารยังมิได้ตัดสินใจหยุดธุรกิจ
- ข. งบการเงินจัดทำตามเกณฑ์การดำเนินงานต่อเนื่อง เว้นแต่ฝ่ายบริหารตั้งใจชำระบัญชีหรือหยุดประกอบธุรกิจ หรือไม่มีทางเลือกอื่นที่เป็นไปได้จริง
- ค. งบการเงินจัดทำตามเกณฑ์การดำเนินงานต่อเนื่อง แม้ฝ่ายบริหารตั้งใจชำระบัญชีหรือหยุดประกอบธุรกิจ หรือไม่มีทางเลือกอื่นที่เป็นไปได้จริง
- ง. งบการเงินต้องไม่จัดทำตามเกณฑ์การดำเนินงานต่อเนื่องทันที เมื่อพบความไม่แน่นอนอย่างมีสาระสำคัญที่ทำให้เกิดข้อสงสัย
2. บริษัท ค. จำกัดกำลังพิจารณาต้นทุนของอุปกรณ์หนึ่งรายการ โดยมีความเป็นไปได้ค่อนข้างแน่ว่าจะได้รับประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในอนาคตจากอุปกรณ์นั้น และบริษัทสามารถวัดมูลค่าต้นทุนได้อย่างน่าเชื่อถือ ตามมาตรฐานการบัญชี บริษัทต้องดำเนินการอย่างไร
- ก. ต้องรับรู้ต้นทุนของอุปกรณ์เป็นสินทรัพย์ เพราะเป็นไปตามเงื่อนไขทุกข้อ
- ข. ยังไม่ต้องรับรู้ต้นทุนของอุปกรณ์เป็นสินทรัพย์ จนกว่าจะได้รับประโยชน์เชิงเศรษฐกิจจริง
- ค. ยังไม่ต้องรับรู้ต้นทุนของอุปกรณ์เป็นสินทรัพย์ จนกว่าจะวัดมูลค่าต้นทุนได้อย่างแน่นอน
- ง. ต้องรับรู้ต้นทุนของอุปกรณ์เป็นค่าใช้จ่าย เพราะวัดมูลค่าต้นทุนได้อย่างน่าเชื่อถือ
3. ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1 เรื่อง การนำเสนองบการเงิน (ปรับปรุง 2567) ข้อใดระบุงบและช่วงเวลาที่จัดทำซึ่งเป็นองค์ประกอบของงบการเงินฉบับสมบูรณ์ได้ถูกต้อง
- ก. งบกำไรขาดทุนและกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จอื่น ณ วันสิ้นรอบระยะเวลา
- ข. งบการเปลี่ยนแปลงส่วนของเจ้าของ ณ วันสิ้นรอบระยะเวลา
- ค. งบฐานะการเงิน ณ วันสิ้นรอบระยะเวลา
- ง. งบกระแสเงินสด ณ วันสิ้นรอบระยะเวลา
4. นาย ก. เป็นผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี ได้เลิกประกอบธุรกิจโดยมิได้มีการชำระบัญชี มิได้ร้องขอขยายเวลาส่งมอบ และยังไม่เคยส่งมอบบัญชีหรือเอกสารมาก่อน ตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 นาย ก. ต้องส่งมอบบัญชีและเอกสารแก่ผู้ใดและภายในกำหนดใด
- ก. ส่งมอบให้ครบถ้วนถูกต้องแก่สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีภายในเวลาที่กำหนด
- ข. ส่งมอบแก่สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันเลิกประกอบธุรกิจ
- ค. ส่งมอบแก่สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีภายในเก้าสิบวันนับแต่วันร้องขอขยายเวลา
- ง. ส่งมอบแก่สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีภายในเก้าสิบวันนับแต่วันเลิกประกอบธุรกิจ
5. ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 7 เรื่อง งบกระแสเงินสด งบกระแสเงินสดต้องจำแนกกระแสเงินสดในระหว่างรอบระยะเวลาเป็นกิจกรรมใดบ้าง
- ก. กิจกรรมดำเนินงาน กิจกรรมลงทุน และกิจกรรมบริหารงาน
- ข. กิจกรรมควบคุม กิจกรรมลงทุน และกิจกรรมจัดหาเงิน
- ค. กิจกรรมดำเนินงาน กิจกรรมลงทุน และกิจกรรมจัดหาเงิน
- ง. กิจกรรมดำเนินงาน กิจกรรมผลิต และกิจกรรมจัดหาเงิน
6. ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 16 เรื่อง ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ กิจการต้องปันส่วนจำนวนที่คิดค่าเสื่อมราคาของสินทรัพย์อย่างไร
- ก. กิจการต้องรับรู้จำนวนทั้งหมดในรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้สินทรัพย์มา
- ข. กิจการต้องปันส่วนอย่างมีระบบตลอดรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้สินทรัพย์มา
- ค. กิจการต้องปันส่วนโดยไม่เป็นระบบตลอดอายุการใช้ประโยชน์ของสินทรัพย์
- ง. กิจการต้องปันส่วนอย่างมีระบบตลอดอายุการใช้ประโยชน์ของสินทรัพย์
7. บริษัท ค. จำกัดเป็นผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีและได้ปิดบัญชีของกิจการแล้ว กรณีนี้ไม่ใช่กรณีส่งมอบบัญชีและเอกสารตามที่กฎหมายกำหนด และอธิบดีไม่ได้กำหนดให้กิจการประเภทนี้เก็บรักษาไว้เกินห้าปี บริษัท ค. จำกัดต้องเก็บรักษาบัญชีและเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีนานเท่าใด และเริ่มนับจากเมื่อใด
- ก. ไม่เกินห้าปีนับแต่วันปิดบัญชี
- ข. ไม่น้อยกว่าห้าปีนับแต่วันปิดบัญชี
- ค. ไม่น้อยกว่าห้าปีนับแต่วันส่งมอบบัญชีและเอกสาร
- ง. เกินห้าปีแต่ไม่เกินเจ็ดปีนับแต่วันปิดบัญชี
8. บริษัท ค. จำกัด มีต้นทุนในการเก็บรักษาสินค้าที่จำเป็นในกระบวนการผลิตก่อนจะถึงขั้นตอนการผลิตถัดไป และมีต้นทุนในการขายสินค้า บริษัทควรปฏิบัติอย่างไร
- ก. นำต้นทุนการเก็บรักษามารวมเป็นต้นทุนสินค้าคงเหลือ และรับรู้ต้นทุนในการขายเป็นค่าใช้จ่ายในงวดที่เกิดขึ้น
- ข. นำต้นทุนทั้งสองรายการมารวมเป็นต้นทุนสินค้าคงเหลือ และไม่รับรู้เป็นค่าใช้จ่ายในงวดที่เกิดขึ้น
- ค. นำต้นทุนการเก็บรักษามารวมเป็นต้นทุนสินค้าคงเหลือ และรับรู้ต้นทุนในการขายเป็นค่าใช้จ่ายในงวดถัดไป
- ง. ไม่นำต้นทุนทั้งสองรายการมารวมเป็นต้นทุนสินค้าคงเหลือ และรับรู้เป็นค่าใช้จ่ายในงวดที่เกิดขึ้น
9. ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1 เรื่อง การนำเสนองบการเงิน ข้อใดอธิบายหลักการวิเคราะห์ค่าใช้จ่ายที่รับรู้ในกำไรหรือขาดทุนได้ถูกต้อง
- ก. กิจการต้องจัดประเภททั้งตามธรรมชาติและตามหน้าที่ควบคู่กัน โดยไม่อาจเลือกใช้เพียงวิธีใดวิธีหนึ่ง
- ข. กิจการเลือกจัดประเภทตามธรรมชาติหรือตามหน้าที่ โดยใช้วิธีที่ให้ข้อมูลที่เชื่อถือได้และมีความเกี่ยวข้องมากกว่า
- ค. กิจการเลือกจัดประเภทตามธรรมชาติหรือตามหน้าที่ได้ตามความสะดวก โดยไม่ต้องพิจารณาความน่าเชื่อถือและความเกี่ยวข้อง
- ง. กิจการต้องจัดประเภทตามธรรมชาติในทุกกรณี แม้ว่าตามหน้าที่จะให้ข้อมูลที่เชื่อถือได้และเกี่ยวข้องมากกว่า
10. บริษัท ค. จำกัดเป็นผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี แต่ไม่จัดให้มีการทำบัญชี และจนถึงขณะพิจารณายังไม่ได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง บริษัท ค. จำกัดได้รับผลตามกฎหมายข้อใด
- ก. มีความผิดทางพินัย ต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกินสามหมื่นบาท แต่ไม่ต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยเป็นรายวันแม้ยังไม่ปฏิบัติให้ถูกต้อง
- ข. มีความผิดอาญา ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสามหมื่นบาท และถูกปรับเป็นรายวันอีกไม่เกินวันละหนึ่งพันบาทจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง
- ค. มีความผิดทางพินัย ต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกินสี่หมื่นบาท และชำระค่าปรับเป็นพินัยเป็นรายวันอีกไม่เกินวันละหนึ่งพันบาทจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง
- ง. มีความผิดทางพินัย ต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกินสามหมื่นบาท และชำระค่าปรับเป็นพินัยเป็นรายวันอีกไม่เกินวันละหนึ่งพันบาทจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง
11. ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 7 เรื่อง งบกระแสเงินสด ข้อใดกล่าวถึงความหมายของเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดได้ถูกต้อง
- ก. เงินสดประกอบด้วยเงินสดในมือและเงินฝากธนาคารที่ต้องจ่ายคืนเมื่อทวงถาม ส่วนรายการเทียบเท่าเงินสดเป็นเงินลงทุนระยะสั้นที่มีสภาพคล่องสูง พร้อมเปลี่ยนเป็นเงินสดในจำนวนที่ทราบได้ และมีความเสี่ยงที่ไม่มีนัยสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงในมูลค่า
- ข. เงินสดประกอบด้วยเงินสดในมือและเงินฝากธนาคารที่ต้องจ่ายคืนเมื่อทวงถาม ส่วนรายการเทียบเท่าเงินสดเป็นเงินลงทุนระยะสั้นที่มีสภาพคล่องสูง พร้อมเปลี่ยนเป็นเงินสดในจำนวนที่ไม่ทราบได้ และมีความเสี่ยงที่ไม่มีนัยสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงในมูลค่า
- ค. เงินสดประกอบด้วยเงินสดในมือและเงินฝากธนาคารที่ต้องจ่ายคืนเมื่อทวงถาม ส่วนรายการเทียบเท่าเงินสดเป็นเงินลงทุนระยะสั้นที่มีสภาพคล่องสูง พร้อมเปลี่ยนเป็นเงินสดในจำนวนที่ทราบได้ และมีความเสี่ยงที่มีนัยสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงในมูลค่า
- ง. เงินสดประกอบด้วยเงินสดในมือและเงินฝากธนาคารที่ต้องจ่ายคืนเมื่อครบกำหนด ส่วนรายการเทียบเท่าเงินสดเป็นเงินลงทุนระยะสั้นที่มีสภาพคล่องสูง พร้อมเปลี่ยนเป็นเงินสดในจำนวนที่ทราบได้ และมีความเสี่ยงที่ไม่มีนัยสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงในมูลค่า
12. ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1 เรื่อง การนำเสนองบการเงิน ข้อใดอธิบายหลักการจัดประเภทสินทรัพย์หมุนเวียนได้ถูกต้อง
- ก. สินทรัพย์ที่ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดให้จัดประเภทเป็นสินทรัพย์หมุนเวียน
- ข. สินทรัพย์เป็นสินทรัพย์หมุนเวียนเมื่อต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดครบทุกข้อ
- ค. สินทรัพย์เป็นสินทรัพย์หมุนเวียนเมื่อเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดข้อใดข้อหนึ่ง
- ง. เงินสดที่มีข้อจำกัดในการใช้ชำระหนี้สินอย่างน้อย 12 เดือนเป็นสินทรัพย์หมุนเวียน
13. ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1 เรื่อง การนำเสนองบการเงิน กิจการต้องจัดทำงบการเงินตามข้อใด
- ก. กิจการต้องจัดทำงบการเงินตามเกณฑ์คงค้าง เว้นแต่เป็นข้อมูลที่ไม่ใช่กระแสเงินสด
- ข. กิจการต้องจัดทำงบการเงินตามเกณฑ์คงค้าง เว้นแต่เป็นข้อมูลกระแสเงินสด
- ค. กิจการต้องจัดทำงบการเงินตามเกณฑ์คงค้าง รวมถึงข้อมูลกระแสเงินสดด้วย
- ง. กิจการต้องจัดทำงบการเงินตามเกณฑ์เงินสด เว้นแต่เป็นข้อมูลกระแสเงินสด
14. นิติบุคคล ค. เป็นผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศ และมิได้จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย ข้อใดเป็นสิ่งที่นิติบุคคล ค. ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543
- ก. ต้องจัดทำงบการเงิน แต่ไม่ต้องยื่นต่อสำนักงานกลางบัญชีหรือสำนักงานบัญชีประจำท้องที่
- ข. ต้องจัดทำงบการเงินและยื่นงบการเงินต่อผู้สอบบัญชีรับอนุญาต
- ค. ไม่ต้องจัดทำงบการเงินหรือยื่นต่อสำนักงานกลางบัญชีหรือสำนักงานบัญชีประจำท้องที่
- ง. ต้องจัดทำงบการเงินและยื่นต่อสำนักงานกลางบัญชีหรือสำนักงานบัญชีประจำท้องที่
15. ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1 เรื่อง การนำเสนองบการเงิน ข้อใดอธิบายเกณฑ์เกี่ยวกับสิทธิในการเลื่อนการชำระหนี้ที่ทำให้กิจการต้องจัดประเภทหนี้สินเป็นรายการหมุนเวียนได้ถูกต้อง
- ก. ณ วันสิ้นรอบระยะเวลารายงาน กิจการไม่มีสิทธิเลื่อนการชำระหนี้ออกไปอย่างน้อย 12 เดือน
- ข. ณ วันสิ้นรอบระยะเวลารายงาน กิจการมีสิทธิเลื่อนการชำระหนี้ออกไปอย่างน้อย 12 เดือน
- ค. ณ วันสิ้นรอบระยะเวลารายงาน กิจการไม่มีสิทธิเลื่อนการชำระหนี้ออกไปอย่างน้อย 6 เดือน
- ง. ณ วันเริ่มรอบระยะเวลารายงาน กิจการไม่มีสิทธิเลื่อนการชำระหนี้ออกไปอย่างน้อย 12 เดือน
16. บริษัท ค. จำกัดเป็นผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี เอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีของบริษัทเสียหายมาก่อน แต่บริษัทเพิ่งทราบถึงความเสียหายในภายหลัง ตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 ข้อใดระบุผู้รับแจ้งและกำหนดเวลาได้ถูกต้อง
- ก. แจ้งต่ออธิบดี ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ทราบหรือควรทราบถึงความเสียหาย
- ข. แจ้งต่อสารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชี ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่เอกสารเกิดความเสียหาย
- ค. แจ้งต่อสารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชี ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ทราบหรือควรทราบถึงความเสียหาย
- ง. แจ้งต่อสารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชี ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ทราบหรือควรทราบถึงความเสียหาย
17. ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 7 เรื่อง งบกระแสเงินสด ข้อใดอธิบายการจัดประเภทเงินปันผลจ่ายได้ถูกต้อง
- ก. เงินปันผลจ่ายต้องจัดเป็นองค์ประกอบของกระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงานเท่านั้น เพื่อช่วยพิจารณาความสามารถในการจ่ายเงินปันผลจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน
- ข. เงินปันผลจ่ายอาจจัดเป็นกระแสเงินสดจากการจัดหาเงิน หรือเป็นกิจกรรมดำเนินงานเพื่อช่วยพิจารณาความสามารถในการจ่ายเงินปันผลจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน
- ค. เงินปันผลจ่ายอาจจัดเป็นกระแสเงินสดจากการจัดหาเงินหรือกิจกรรมดำเนินงาน แต่การจัดเป็นกิจกรรมดำเนินงานไม่ช่วยพิจารณาความสามารถในการจ่ายเงินปันผล
- ง. เงินปันผลจ่ายต้องจัดเป็นกระแสเงินสดจากการจัดหาเงินเท่านั้น เนื่องจากเป็นต้นทุนของการจัดหาทรัพยากรทางการเงิน และไม่อาจจัดเป็นกิจกรรมดำเนินงาน
18. ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 7 เรื่อง งบกระแสเงินสด ข้อใดอธิบายกระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงินได้ถูกต้อง
- ก. การออกหุ้นหรือตราสารทุนอื่นแล้วกิจการได้รับเงินสด ถือเป็นกระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงิน
- ข. การซื้อหรือไถ่ถอนหุ้นแล้วกิจการได้รับเงินสดจากเจ้าของ ถือเป็นกระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงิน
- ค. เงินสดที่ผู้เช่าจ่ายเพื่อเพิ่มยอดหนี้สินตามสัญญาเช่า ถือเป็นกระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงิน
- ง. การจ่ายชำระเงินสดคืนเงินกู้ยืม ไม่ถือเป็นกระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงิน
19. ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1 เรื่อง การนำเสนองบการเงิน ส่วนของกำไรหรือขาดทุนหรืองบกำไรขาดทุนต้องแสดงรายการใดพร้อมจำนวนเงินสำหรับรอบระยะเวลา
- ก. ผลขาดทุนจากการด้อยค่าโดยไม่รวมการกลับรายการผลกำไรหรือขาดทุนจากการด้อยค่า
- ข. ยอดรวมของการดำเนินงานต่อเนื่องซึ่งแสดงเป็นจำนวนเดียว
- ค. ส่วนแบ่งกำไรหรือขาดทุนของบริษัทร่วมและการร่วมค้าที่ใช้วิธีราคาทุน
- ง. ส่วนแบ่งกำไรหรือขาดทุนของบริษัทร่วมและการร่วมค้าที่ใช้วิธีส่วนได้เสีย
20. บริษัท ค. จำกัดมีสินค้าคงเหลือชนิด ก. และชนิด ข. ซึ่งไม่อยู่ในกรณีที่มาตรฐานกล่าวไว้ต่างหาก สินค้าทั้งสองชนิดมีลักษณะและการใช้คล้ายคลึงกัน โดยบริษัทใช้วิธีเข้าก่อนออกก่อนกับสินค้าชนิด ก. ข้อใดเป็นการปฏิบัติที่ถูกต้อง
- ก. กิจการอาจใช้วิธีต้นทุนถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักกับชนิด ข. หากเห็นว่าเหมาะสม
- ข. กิจการไม่ต้องใช้วิธีเดียวกัน และอาจเลือกสองวิธีแยกกันสำหรับสินค้าแต่ละชนิด
- ค. กิจการต้องใช้วิธีเข้าก่อนออกก่อนกับสินค้าชนิด ข. เช่นเดียวกับชนิด ก.
- ง. กิจการต้องเปลี่ยนสินค้าทั้งสองชนิดไปใช้วิธีต้นทุนถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก
21. ตามมาตรา 85/6 ผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องแจ้งการเปลี่ยนแปลงรายการที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มในสาระสำคัญภายในกี่วันนับจากวันที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น
- ก. ภายในเจ็ดวัน
- ข. ภายในสิบห้าวัน
- ค. ภายในสามสิบวัน
- ง. ภายในหกสิบวัน
22. บริษัท ค. จำกัดเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ได้ขายสินค้าให้นาย ก. ไปแล้ว ต่อมาเกิดเหตุการณ์ที่กฎหมายระบุ ทำให้มูลค่าสินค้าเพิ่มขึ้นและมีภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องคำนวณใหม่ แต่บริษัทมีเหตุจำเป็นจนไม่สามารถออกใบเพิ่มหนี้ได้ทันในเดือนภาษีที่เกิดเหตุการณ์ ตามประมวลรัษฎากร บริษัท ค. จำกัดต้องดำเนินการอย่างไร
- ก. ต้องออกใบเพิ่มหนี้ให้นาย ก. ในเดือนภาษีที่สองถัดจากเดือนที่เกิดเหตุการณ์
- ข. ไม่ต้องออกใบเพิ่มหนี้ให้นาย ก. เพราะไม่สามารถออกได้ทันเดือนภาษีที่เกิดเหตุการณ์
- ค. ยังคงต้องออกใบเพิ่มหนี้ให้นาย ก. ภายในเดือนภาษีที่เกิดเหตุการณ์
- ง. ต้องออกใบเพิ่มหนี้ให้นาย ก. ในเดือนภาษีถัดจากเดือนที่เกิดเหตุการณ์
23. ข้อใดอธิบายผลของการควบเข้ากันตามมาตรา 73 ได้ถูกต้อง
- ก. เพื่อประโยชน์ในการคำนวณภาษี ให้ถือว่าเฉพาะบางบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ควบเข้ากันได้เลิกกัน
- ข. บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใหม่ไม่มีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีแทนนิติบุคคลเดิม
- ค. เพื่อประโยชน์ในการคำนวณภาษี ให้ถือว่าแต่ละบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ควบเข้ากันได้เลิกกัน
- ง. เพื่อประโยชน์ในการคำนวณภาษี ให้ถือว่าแต่ละบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ควบเข้ากันยังมิได้เลิกกัน
24. ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับอำนาจของอธิบดีตามมาตรา 84/4 แห่งประมวลรัษฎากร
- ก. กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขให้ผู้เดินทางออกไปนอกราชอาณาจักรซึ่งซื้อสินค้าจากผู้ประกอบการจดทะเบียนเพื่อนำออกไปนอกราชอาณาจักรขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ถูกเรียกเก็บไว้แล้วได้
- ข. กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขให้ผู้เดินทางซึ่งซื้อสินค้าจากผู้ประกอบการที่มิได้จดทะเบียนขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มได้
- ค. กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขห้ามผู้เดินทางออกไปนอกราชอาณาจักรขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ถูกเรียกเก็บไว้แล้ว
- ง. กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขให้ผู้เดินทางซึ่งซื้อสินค้าไว้ใช้ในราชอาณาจักรขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ถูกเรียกเก็บไว้แล้วได้
25. ตามมาตรา 82/10 ผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องนำภาษีขายที่คำนวณจากมูลค่าของสินค้าหรือบริการที่ลดลงมาหักออกจากภาษีขายของตนในเดือนภาษีใด
- ก. เดือนภาษีที่ได้ออกใบลดหนี้
- ข. เดือนภาษีถัดจากเดือนที่ออกใบลดหนี้
- ค. เดือนภาษีที่ขายสินค้าหรือให้บริการ
- ง. เดือนภาษีที่ได้รับใบลดหนี้
26. นาย ก. ไม่ชำระภาษีให้ครบถ้วนภายในกำหนดเวลาและไม่ได้รับอนุมัติจากอธิบดีให้ขยายเวลา เมื่อคำนวณเงินเพิ่มจนถึงวันชำระภาษี ปรากฏว่าเงินเพิ่มสูงกว่าจำนวนภาษีที่ต้องชำระ ตามประมวลรัษฎากร ผลเป็นอย่างไร
- ก. ให้เรียกเงินเพิ่มตามจำนวนที่คำนวณได้แม้เกินภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่ง
- ข. เงินเพิ่มให้ลดเหลือร้อยละ 0.75 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน
- ค. เงินเพิ่มต้องไม่เกินสองเท่าของจำนวนภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่ง
- ง. เงินเพิ่มต้องไม่เกินจำนวนภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่ง
27. ข้อใดอธิบายผลของมาตรา 110 เกี่ยวกับคู่ฉบับหรือคู่ฉีกได้ถูกต้อง
- ก. การแสดงว่าต้นฉบับปิดแสตมป์บริบูรณ์ต้องนำทั้งตราสารต้นฉบับและพยานหลักฐานมาแสดงประกอบกัน
- ข. เมื่อคู่ฉบับหรือคู่ฉีกปิดแสตมป์ตามอัตราของตนแล้ว ให้ถือว่าปิดแสตมป์บริบูรณ์แม้ไม่แสดงต้นฉบับหรือพยานหลักฐาน
- ค. หากไม่แสดงต้นฉบับหรือพยานหลักฐานให้พอใจว่าต้นฉบับปิดแสตมป์บริบูรณ์ จะยังไม่ถือว่าคู่ฉบับหรือคู่ฉีกปิดแสตมป์บริบูรณ์จนกว่าจะปิดแสตมป์ครบอากรสำหรับต้นฉบับและขีดฆ่า
- ง. แม้แสดงต้นฉบับหรือพยานหลักฐานจนพอใจว่าต้นฉบับปิดแสตมป์บริบูรณ์แล้ว ก็ยังต้องปิดแสตมป์ครบอากรสำหรับต้นฉบับอีก
28. บริษัท ค. จำกัด เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ได้เลิกประกอบกิจการ และจะไปแจ้งการเลิกกิจการ ณ สถานที่ที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ บริษัทต้องแจ้งภายในกำหนดใด
- ก. แจ้งพร้อมการคืนใบทะเบียนโดยไม่มีกำหนดนับจากวันเลิกกิจการ
- ข. แจ้งภายในสิบห้าวันนับจากวันเลิกประกอบกิจการ
- ค. แจ้งภายในสิบห้าวันนับจากวันจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
- ง. แจ้งภายในสามสิบวันนับจากวันเลิกประกอบกิจการ
29. ข้อใดอธิบายหลักการตีราคาทรัพย์สินกรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลควบเข้ากันได้ถูกต้องตามมาตรา 74
- ก. ตีทรัพย์สินตามราคาตลาดในวันที่ควบเข้ากัน แต่บริษัทใหม่ถือราคาตามบัญชีเดิมเพื่อคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิ
- ข. ตีทรัพย์สินตามราคาตลาดในวันที่ควบเข้ากัน และบริษัทเดิมถือราคาดังกล่าวเป็นรายได้หรือรายจ่าย
- ค. ตีทรัพย์สินตามราคาบัญชีในวันที่ควบเข้ากัน และบริษัทใหม่ถือราคาตลาดเพื่อคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิ
- ง. ตีทรัพย์สินตามราคาตลาดในวันเลิก และบริษัทใหม่ถือราคาตามบัญชีเดิมเพื่อคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิ
30. บริษัท ค. จำกัดเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ประกอบกิจการให้บริการเท่านั้นและไม่ได้ประกอบกิจการขายสินค้า บริษัทต้องจัดทำรายงานใดเกี่ยวกับการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม
- ก. ต้องจัดทำเฉพาะรายงานภาษีขาย โดยไม่ต้องจัดทำรายงานภาษีซื้อ
- ข. ต้องจัดทำรายงานภาษีขาย รายงานภาษีซื้อ และรายงานสินค้าและวัตถุดิบ
- ค. ต้องจัดทำรายงานภาษีขายและรายงานภาษีซื้อ โดยไม่รวมรายงานสินค้าและวัตถุดิบ
- ง. ต้องจัดทำเฉพาะรายงานภาษีซื้อ โดยไม่ต้องจัดทำรายงานภาษีขาย
31. ข้อใดอธิบายหลักเกณฑ์ตามมาตรา 41 สำหรับเงินได้เนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในประเทศไทยได้ถูกต้อง
- ก. หากจ่ายเงินได้ในต่างประเทศ ต้องเสียภาษีเมื่อนำเงินได้นั้นเข้ามาในประเทศไทย
- ข. หากนายจ้างมีกิจการในต่างประเทศ เงินได้จากงานที่ทำในประเทศไทยไม่ต้องเสียภาษี
- ค. ต้องเสียภาษีเฉพาะเมื่อเงินได้นั้นจ่ายในประเทศไทย
- ง. ต้องเสียภาษีไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ
32. ห้างหุ้นส่วนสามัญ ง. ซึ่งมิใช่นิติบุคคล มีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว 80,000 บาท และไม่มีภาษีค้างชำระ โดยนาย ก. เป็นผู้จัดการ ส่วนนาย ข. เป็นหุ้นส่วน ตามประมวลรัษฎากร ใครต้องยื่นรายการและยื่นในชื่อใด
- ก. นาย ข. หุ้นส่วนยื่นรายการในชื่อห้างหุ้นส่วนสามัญ ง.
- ข. นาย ก. ผู้จัดการยื่นรายการในชื่อห้างหุ้นส่วนสามัญ ง.
- ค. นาย ก. และนาย ข. ร่วมกันยื่นรายการในชื่อห้างหุ้นส่วนสามัญ ง.
- ง. นาย ก. ผู้จัดการยื่นรายการในชื่อตนเองแทนห้างหุ้นส่วนสามัญ ง.
33. ข้อใดอธิบายผลตามมาตรา 78/2 (1) ได้ถูกต้อง สำหรับการนำเข้าที่ไม่อยู่ในบังคับตาม (2) (3) หรือ (4) และเป็นกรณีไม่ต้องเสียอากรขาเข้าหรือได้รับยกเว้นอากรขาเข้า
- ก. ความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อชำระอากรขาเข้า วางหลักประกัน หรือจัดให้มีผู้ค้ำประกันอากรขาเข้า
- ข. ความรับผิดไม่เกิดขึ้นเพราะไม่ต้องเสียหรือได้รับยกเว้นอากรขาเข้า
- ค. ความรับผิดเกิดขึ้นในวันที่มีการออกใบขนสินค้าตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร
- ง. ความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อทางราชการขายทอดตลอดหรือขายโดยวิธีอื่นเพื่อนำเงินมาชำระค่าใช้จ่าย
34. บริษัท ค. จำกัด เป็นผู้ประกอบการและมิได้นำภาษีซื้อรายการหนึ่งไปหักในการคำนวณภาษีในเดือนภาษีนั้น เพราะมีเหตุจำเป็นตามที่อธิบดีกำหนด บริษัทฯ มีสิทธินำภาษีซื้อนั้นไปหักภายในระยะเวลาสูงสุดเท่าใดและเริ่มนับจากเมื่อใด ตามประมวลรัษฎากร
- ก. นำไปหักในเดือนภาษีหลังจากนั้นได้ แต่ต้องไม่เกินสามปีนับจากวันที่ได้มีการออกใบกำกับภาษี
- ข. นำไปหักในเดือนภาษีหลังจากนั้นได้ แต่ต้องไม่เกินสองปีนับจากวันที่ได้มีการออกใบกำกับภาษี
- ค. นำไปหักได้เฉพาะในเดือนภาษีเดิม โดยไม่มีสิทธินำไปหักในเดือนภาษีหลังจากนั้น
- ง. นำไปหักในเดือนภาษีหลังจากนั้นได้ แต่ต้องไม่เกินสามปีนับจากวันสุดท้ายของเดือนภาษีที่มิได้นำไปหัก
35. ตามมาตรา 91/8 ผู้มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับกิจการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร ต้องเสียภาษีในเวลาใด
- ก. ก่อนจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์นั้น
- ข. ภายหลังจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์นั้น
- ค. ในเดือนภาษีของผู้มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะ
- ง. ในขณะที่จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์นั้น
36. กรมสรรพากรย้ายที่ทำการไปอยู่ ณ หอรัษฎากรพิพัฒน์ในพระบรมมหาราชวังเมื่อวันที่ใด
- ก. วันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2478
- ข. วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2476
- ค. วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2473
- ง. วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2491
37. ข้อใดอธิบายความหมายของ D – Development ในค่านิยม I AM RD ได้ถูกต้อง
- ก. มีความรับผิดชอบ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความขยันหมั่นเพียร มุ่งมั่นและกระตือรือร้น
- ข. มีความเป็นมืออาชีพ สั่งสมความรู้และความเชี่ยวชาญในงานที่รับผิดชอบ
- ค. พัฒนาและคิดค้นนวัตกรรมใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพงานและบริการให้ผู้เสียภาษีพึงพอใจ
- ง. มีจริยธรรมและจรรยาบรรณ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต
38. ตามประวัติกรมสรรพากร สงครามมหาเอเชียบูรพาเกิดขึ้นเมื่อใด
- ก. วันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2485
- ข. วันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2486
- ค. วันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2482
- ง. วันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2481
39. ข้อใดอธิบายภารกิจของกรมสรรพากรตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมสรรพากร ได้ถูกต้อง
- ก. มุ่งให้ได้ภาษีตามเป้าหมายโดยไม่ต้องคำนึงถึงความทั่วถึงและเป็นธรรม
- ข. มุ่งใช้นโยบายภาษีโดยไม่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม
- ค. มุ่งให้เกิดการเสียภาษีโดยไม่คำนึงถึงความสมัครใจของผู้เสียภาษี
- ง. มุ่งให้ได้ภาษีตามเป้าหมายอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม และให้เกิดความสมัครใจในการเสียภาษี
40. หน่วยงานหนึ่งของกรมสรรพากรซึ่งปฏิบัติงานด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ประสบปัญหาเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและขอความช่วยเหลือจากกองเทคโนโลยีสารสนเทศ ตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมสรรพากร กองเทคโนโลยีสารสนเทศต้องดำเนินการอย่างไร
- ก. ให้การสนับสนุนด้านงบประมาณแก่หน่วยงานนั้นแทนการสนับสนุนทางวิชาการ
- ข. ให้การสนับสนุนทางวิชาการเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศแก่หน่วยงานนั้น
- ค. ไม่ให้การสนับสนุนทางวิชาการเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศแก่หน่วยงานนั้น
- ง. ให้การสนับสนุนทางวิชาการเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศแก่ประชาชนแทนหน่วยงานนั้น
41. อาคารที่ทำการถาวรหลังใหม่ของกรมสรรพากรทำพิธีวางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ใด
- ก. วันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2540
- ข. วันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2538
- ค. วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2540
- ง. วันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2537
42. ตามประวัติกรมสรรพากร พระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรเป็นครั้งแรกกำหนดให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันใด
- ก. วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2482
- ข. วันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2481
- ค. วันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2482
- ง. วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2481
43. กรมสรรพากรต้องวางกรอบตัวเลขการจัดเก็บและการคืนภาษีอากรล่วงหน้า และต้องตรวจสอบภายหลังว่าผลการจัดเก็บเป็นไปตามกรอบดังกล่าวหรือไม่ กองวิชาการแผนภาษีต้องดำเนินการอย่างไรตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมสรรพากร
- ก. จัดทำประมาณการเฉพาะการจัดเก็บภาษีอากร โดยไม่ต้องประมาณการคืนภาษีอากร
- ข. จัดทำประมาณการจัดเก็บและคืนภาษีอากร โดยไม่ต้องติดตามประเมินผลการจัดเก็บภาษีอากร
- ค. จัดทำประมาณการจัดเก็บและคืนภาษีอากร พร้อมทั้งติดตามประเมินผลการจัดเก็บภาษีอากรให้สอดคล้องกับประมาณการที่ได้กำหนดไว้
- ง. ติดตามประเมินผลการจัดเก็บภาษีอากรให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลแทนประมาณการที่กำหนดไว้
44. ข้อใดสรุปขอบเขตของบทความเรื่องประวัติการจัดเก็บภาษีอากรได้ถูกต้อง
- ก. บทความเน้นวิวัฒนาการการจัดเก็บภาษีที่มีหลักฐานอ้างอิงได้ตั้งแต่สมัยก่อนกรุงสุโขทัยจนถึงปัจจุบัน
- ข. บทความเน้นวิวัฒนาการการจัดเก็บภาษีที่มีหลักฐานอ้างอิงได้ตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยจนถึงปัจจุบัน
- ค. บทความถือว่าการเกณฑ์แรงงานภายในประเทศไม่เป็นรูปแบบหนึ่งของการเก็บภาษี
- ง. บทความถือว่าเรื่องภาษีก่อนสมัยกรุงสุโขทัยเป็นข้อยืนยันจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์โดยตรง
45. นับตั้งแต่การก่อตั้งกรมสรรพากรจนถึงปัจจุบัน มีอธิบดีเข้ามาบริหารงานกรมสรรพากรจำนวนกี่ท่าน
- ก. 29 ท่าน
- ข. 30 ท่าน
- ค. 28 ท่าน
- ง. 27 ท่าน
46. หน่วยงานของรัฐทำสัญญากับบริษัท ค. จำกัด ซึ่งเป็นผู้ประกอบการคู่สัญญา ต่อมาหัวหน้าหน่วยงานเห็นว่าจำเป็นต้องจ่ายเงินค่าพัสดุล่วงหน้า แต่ก่อนทำสัญญาไม่ได้กำหนดเงื่อนไขการจ่ายล่วงหน้าไว้ หน่วยงานของรัฐจะดำเนินการอย่างไร
- ก. จ่ายเงินค่าพัสดุล่วงหน้าได้ เพราะหัวหน้าหน่วยงานเห็นว่ามีความจำเป็นแล้ว
- ข. ต้องจ่ายเงินค่าพัสดุล่วงหน้า เพราะหัวหน้าหน่วยงานเห็นว่ามีความจำเป็นแล้ว
- ค. จ่ายเงินค่าพัสดุล่วงหน้าได้ หากเพิ่มเงื่อนไขดังกล่าวไว้ภายหลังทำสัญญา
- ง. จ่ายเงินค่าพัสดุล่วงหน้าไม่ได้ เพราะไม่ได้กำหนดเงื่อนไขไว้ก่อนทำสัญญา
47. หน่วยงานของรัฐแห่งหนึ่งประสงค์จ้างที่ปรึกษาเพื่อทำงานที่ไม่ซับซ้อน และมีที่ปรึกษาซึ่งสามารถทำงานนั้นได้เป็นการทั่วไป ตามมาตรา 70 แห่งพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 หน่วยงานต้องเลือกใช้วิธีใด
- ก. ใช้วิธีคัดเลือก
- ข. ใช้วิธีประกาศเชิญชวนทั่วไป
- ค. ใช้วิธีเฉพาะเจาะจง
- ง. เลือกใช้วิธีใดก็ได้ตามความเหมาะสม
48. ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างฯ ข้อใดอธิบายการกำหนดหลักประกันสำหรับสัญญาจัดซื้อจัดจ้างที่ผูกพันเกิน 1 ปี และพัสดุไม่ต้องมีการประกันเพื่อความชำรุดบกพร่องได้ถูกต้อง
- ก. กำหนดร้อยละห้าของราคาพัสดุที่ส่งมอบในแต่ละปี โดยไม่ต้องปรับเมื่อราคาปีต่อไปเปลี่ยนแปลง
- ข. กำหนดร้อยละห้าของราคาพัสดุรวมตลอดสัญญา และถือเป็นการค้ำประกันตลอดอายุสัญญา
- ค. กำหนดร้อยละห้าของราคาพัสดุที่ส่งมอบในแต่ละปี และถือเป็นการค้ำประกันตลอดอายุสัญญา
- ง. กำหนดร้อยละห้าของราคาพัสดุที่ส่งมอบในแต่ละปี และค้ำประกันเฉพาะปีนั้น
49. หน่วยงานของรัฐทำสัญญาเป็นหนังสือและลงนามแล้ว ต่อมามีความจำเป็นต้องแก้ไขสัญญา โดยการแก้ไขไม่ทำให้หน่วยงานเสียประโยชน์ และหน่วยงานไม่เห็นว่าร่างสัญญาที่แก้ไขจะมีปัญหาในทางเสียประโยชน์หรือไม่รัดกุมพอ ตามกฎหมายควรดำเนินการอย่างไร
- ก. ให้อยู่ในดุลพินิจของผู้มีอำนาจที่จะพิจารณาอนุมัติให้แก้ไขได้
- ข. ผู้มีอำนาจต้องอนุมัติให้แก้ไขสัญญาดังกล่าวโดยไม่มีดุลพินิจ
- ค. ห้ามแก้ไขสัญญาดังกล่าว เพราะเป็นสัญญาที่ได้ลงนามแล้ว
- ง. ต้องส่งร่างสัญญาที่แก้ไขให้อัยการสูงสุดเห็นชอบก่อนทุกครั้ง
50. ตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 หน่วยงานของรัฐมีหน้าที่อย่างไรเกี่ยวกับข้อเสนอส่วนที่เป็นสาระสำคัญและเป็นข้อมูลทางเทคนิคของผู้ยื่นข้อเสนอ
- ก. ต้องเปิดเผยต่อผู้ที่มิได้เกี่ยวข้องและผู้ยื่นข้อเสนอรายอื่น
- ข. เปิดเผยต่อผู้ยื่นข้อเสนอรายอื่นได้โดยไม่มีข้อห้าม
- ค. ห้ามเปิดเผยแม้ต่อผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย
- ง. ห้ามเปิดเผยต่อผู้ที่มิได้เกี่ยวข้องหรือผู้ยื่นข้อเสนอรายอื่น เว้นแต่เปิดเผยต่อผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายหรือเป็นการดำเนินการตามกฎหมาย
51. หน่วยงานของรัฐแห่งหนึ่งได้รับอุทธรณ์และพิจารณาแล้ว โดยเห็นด้วยกับข้ออุทธรณ์บางส่วน แต่ไม่เห็นด้วยกับอีกบางส่วน หน่วยงานต้องดำเนินการอย่างไรและภายในกำหนดเวลาใด
- ก. ให้เร่งรายงานความเห็นพร้อมเหตุผลไปยังคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ภายในสามวันทำการนับแต่วันที่หน่วยงานได้รับอุทธรณ์
- ข. ให้วินิจฉัยเฉพาะส่วนที่เห็นด้วยภายในเจ็ดวันทำการ โดยไม่ต้องรายงานส่วนที่ไม่เห็นด้วยไปยังคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์
- ค. ให้เร่งรายงานความเห็นพร้อมเหตุผลไปยังคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ภายในสามวันทำการนับแต่วันที่ครบกำหนดเจ็ดวันทำการสำหรับพิจารณาและวินิจฉัยอุทธรณ์
- ง. ให้ดำเนินการตามความเห็นของหน่วยงานนั้น ภายในเจ็ดวันทำการนับแต่วันที่หน่วยงานได้รับอุทธรณ์
52. ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างฯ ในกรณีจำเป็นต้องจ่ายค่าเช่าล่วงหน้าสำหรับการเช่าจากเอกชนซึ่งมีระยะเวลาไม่เกิน 3 ปี จะจ่ายได้สูงสุดเท่าใด
- ก. ไม่เกินร้อยละสามสิบของค่าเช่าทั้งสัญญา
- ข. ไม่เกินร้อยละยี่สิบของค่าเช่าทั้งสัญญา
- ค. ไม่เกินร้อยละสิบของค่าเช่าทั้งสัญญา
- ง. ไม่เกินร้อยละห้าสิบของค่าเช่าทั้งสัญญา
53. ในการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ครั้งหนึ่ง คณะกรรมการพิจารณาผลพบว่ามีผู้ยื่นข้อเสนอหลายราย แต่มีเพียงบริษัท ค. จำกัดรายเดียวที่ถูกต้องตรงตามเงื่อนไขในเอกสารประกวดราคา คณะกรรมการควรดำเนินการอย่างไรตามระเบียบกระทรวงการคลัง
- ก. เสนอหัวหน้าหน่วยงานของรัฐผ่านหัวหน้าเจ้าหน้าที่เพื่อยกเลิก เว้นแต่เห็นว่ามีเหตุผลสมควรดำเนินการต่อ จึงดำเนินการตามข้อ 57 หรือข้อ 58 แล้วแต่กรณี โดยอนุโลม
- ข. เสนอหัวหน้าหน่วยงานของรัฐโดยตรงเพื่อยกเลิก เว้นแต่เห็นว่ามีเหตุผลสมควรดำเนินการต่อ จึงดำเนินการตามข้อ 57 หรือข้อ 58 โดยอนุโลม
- ค. เสนอหัวหน้าหน่วยงานของรัฐผ่านหัวหน้าเจ้าหน้าที่เพื่อยกเลิกและดำเนินการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ใหม่ แม้ยังมีข้อเสนอที่ถูกต้องหนึ่งราย
- ง. ดำเนินการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ต่อไปได้ทันทีเมื่อมีข้อเสนอที่ถูกต้องหนึ่งราย โดยไม่ต้องพิจารณาว่ามีเหตุผลสมควรหรือไม่
54. ตามมาตรา 2 แห่งพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดกี่วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
- ก. สองร้อยสี่สิบวัน
- ข. เก้าสิบวัน
- ค. หนึ่งร้อยแปดสิบวัน
- ง. หนึ่งร้อยยี่สิบวัน
55. ตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ หากไม่มีราคาที่คำนวณตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการราคากลางกำหนด แต่มีทั้งราคาจากฐานข้อมูลราคาอ้างอิงของกรมบัญชีกลางและราคามาตรฐานที่สำนักงบประมาณกำหนด ข้อใดอธิบายการเลือกใช้ราคากลางได้ถูกต้อง
- ก. ต้องใช้ราคาจากฐานข้อมูลราคาอ้างอิงของกรมบัญชีกลางก่อนราคามาตรฐาน
- ข. เลือกใช้ราคาใดราคาหนึ่งจากสองราคานั้นก่อน โดยคำนึงถึงประโยชน์ของหน่วยงานของรัฐเป็นสำคัญ
- ค. ให้ใช้ราคาที่ได้จากการสืบราคาจากท้องตลาดก่อน โดยคำนึงถึงประโยชน์ของหน่วยงาน
- ง. ราคาจากฐานข้อมูลอ้างอิงและราคามาตรฐานไม่อยู่ในความหมายของราคากลาง
56. หน่วยงานของรัฐแห่งหนึ่งจัดซื้อพัสดุโดยวิธีประกาศเชิญชวนทั่วไป โดยกำหนดคุณลักษณะเฉพาะที่ต้องคำนึงถึงเทคโนโลยีของพัสดุและคุณสมบัติของผู้ยื่นข้อเสนอ อีกทั้งข้อเสนออาจไม่อยู่ในฐานเดียวกันจนเกิดปัญหาในการพิจารณาคัดเลือก ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างฯ หน่วยงานต้องกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับการยื่นข้อเสนออย่างไร
- ก. ให้ยื่นข้อเสนอด้านเทคนิคเมื่อผ่านการคัดเลือกด้านราคาแล้ว
- ข. ให้ยื่นเฉพาะข้อเสนอด้านราคาโดยไม่ต้องยื่นข้อเสนอด้านเทคนิค
- ค. ให้รวมข้อเสนอด้านเทคนิคไว้กับข้อเสนอด้านราคา
- ง. ให้ยื่นข้อเสนอด้านเทคนิคหรือข้อเสนออื่นแยกมาต่างหาก
57. ตามมาตรา 93 แห่งพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ข้อใดอธิบายหลักเกณฑ์การทำสัญญาเป็นภาษาต่างประเทศได้ถูกต้อง
- ก. เมื่อจำเป็นต้องทำสัญญาเป็นภาษาต่างประเทศ ให้ทำเป็นภาษาอังกฤษและจัดทำข้อสรุปสาระสำคัญเป็นภาษาไทย เว้นแต่เป็นสัญญาตามแบบที่คณะกรรมการนโยบายกำหนด
- ข. เมื่อจำเป็นต้องทำสัญญาเป็นภาษาต่างประเทศ ให้เลือกใช้ภาษาต่างประเทศใดก็ได้และจัดทำข้อสรุปเป็นภาษาไทย
- ค. เมื่อจำเป็นต้องทำสัญญาเป็นภาษาต่างประเทศ ให้ทำเป็นภาษาอังกฤษและจัดทำคำแปลสัญญาทั้งฉบับเป็นภาษาไทย
- ง. เมื่อจำเป็นต้องทำสัญญาเป็นภาษาต่างประเทศ ให้ทำเป็นภาษาอังกฤษและจัดทำข้อสรุปสาระสำคัญเป็นภาษาไทยทุกกรณี
58. ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างฯ หากกรรมการตรวจรับพัสดุบางคนไม่ยอมรับงานจ้างก่อสร้างและได้ทำความเห็นแย้งไว้ ข้อใดกล่าวถึงผลของกรณีดังกล่าวได้ถูกต้อง
- ก. ให้คณะกรรมการตรวจรับงานจ้างนั้นไว้ก่อน แล้วจึงเสนอหัวหน้าหน่วยงานของรัฐเพื่อพิจารณา
- ข. ให้รายงานหัวหน้าหน่วยงานของรัฐผ่านหัวหน้าเจ้าหน้าที่เพื่อทราบ โดยไม่ต้องรอการสั่งการ
- ค. ให้ยุติการตรวจรับงานจ้างนั้น เพราะเมื่อมีความเห็นแย้งแล้วย่อมไม่อาจตรวจรับได้
- ง. ให้เสนอหัวหน้าหน่วยงานของรัฐเพื่อพิจารณาสั่งการ และหากสั่งให้ตรวจรับงานจ้างนั้นไว้จึงดำเนินการตรวจรับต่อไป
59. ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ แผนการจัดซื้อจัดจ้างประจำปีต้องประกอบด้วยรายการอย่างน้อยกี่รายการ
- ก. อย่างน้อย 5 รายการ
- ข. อย่างน้อย 4 รายการ
- ค. อย่างน้อย 2 รายการ
- ง. อย่างน้อย 3 รายการ
60. ตามมาตรา 131 แห่งพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 รายชื่อผู้ทิ้งงานตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. ใด ที่มีอยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ถือว่าเป็นรายชื่อผู้ทิ้งงานตามพระราชบัญญัตินี้
- ก. พ.ศ. 2534
- ข. พ.ศ. 2536
- ค. พ.ศ. 2535
- ง. พ.ศ. 2540
61. ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างฯ ผู้ขอเพิกถอนการเป็นผู้ทิ้งงานซึ่งไม่ได้ถูกสั่งเพราะขัดขวางการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรมหรือกระทำการโดยไม่สุจริต และไม่เคยมีผลการประเมินเป็นผู้ไม่ผ่านเกณฑ์จนถูกระงับ ต้องถูกขึ้นบัญชีเป็นผู้ทิ้งงานมาแล้วไม่น้อยกว่ากี่ปี
- ก. ไม่น้อยกว่า 2 ปี
- ข. ไม่น้อยกว่า 3 ปี
- ค. ไม่น้อยกว่า 5 ปี
- ง. ไม่น้อยกว่า 1 ปี
62. ตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ข้อใดอธิบายความหมายของคำว่า “เจ้าหน้าที่” ได้ถูกต้อง
- ก. ผู้มีหน้าที่เกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างหรือการบริหารพัสดุโดยตำแหน่ง แต่ไม่รวมผู้ที่ได้รับมอบหมาย
- ข. ผู้ที่ได้รับมอบหมายจากบุคคลใดให้ปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างหรือการบริหารพัสดุ
- ค. ผู้มีหน้าที่เกี่ยวกับการเงินหรืองบประมาณของหน่วยงานของรัฐ แม้ไม่เกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างหรือการบริหารพัสดุ
- ง. ผู้มีหน้าที่เกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างหรือการบริหารพัสดุ รวมถึงผู้ที่ได้รับมอบหมายจากผู้มีอำนาจให้ปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว
63. ตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ เมื่อที่ประชุมพิจารณาข้อสงสัยว่าประธานกรรมการหรือกรรมการมีส่วนได้เสียในเรื่องที่พิจารณาหรือไม่ ข้อใดอธิบายการปฏิบัติต่อบุคคลนั้นได้ถูกต้อง
- ก. หากสงสัยว่ามีส่วนได้เสียโดยอ้อม บุคคลนั้นไม่ต้องออกจากที่ประชุม
- ข. เมื่อชี้แจงและตอบข้อซักถามแล้ว บุคคลนั้นต้องออกจากที่ประชุมระหว่างการพิจารณาเรื่องดังกล่าว
- ค. เมื่อชี้แจงและตอบข้อซักถามแล้ว บุคคลนั้นอยู่ร่วมพิจารณาได้ แต่ห้ามลงมติ
- ง. บุคคลนั้นต้องออกจากที่ประชุมก่อนชี้แจงและตอบข้อซักถามต่อที่ประชุม
64. บริษัท ค. จำกัดทำสัญญาเป็นหนังสือกับหน่วยงานของรัฐเพื่อก่อสร้างสาธารณูปโภค งานดังกล่าวมีผลกระทบต่อการจราจรและมิใช่การจ้างที่ปรึกษา ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ ต้องกำหนดค่าปรับรายวันในอัตราใด
- ก. ให้กำหนดค่าปรับเป็นรายวันในอัตราร้อยละ 0.20 ของราคางานจ้างนั้น
- ข. ให้กำหนดค่าปรับเป็นรายวันในอัตราร้อยละ 0.01 - 0.10 ของราคางานจ้างนั้น
- ค. ให้กำหนดค่าปรับเป็นรายวันในอัตราร้อยละ 0.25 ของราคางานจ้างนั้น
- ง. ให้กำหนดค่าปรับเป็นรายวันในอัตราร้อยละ 0.01 - 0.20 ของราคาพัสดุที่ยังไม่ได้รับมอบ
65. ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างฯ กรม ก. จะจ้างบริษัท ค. จำกัดเป็นที่ปรึกษา โดยมีข้อมูลเกี่ยวกับลักษณะงาน อัตราค่าจ้างของงานลักษณะเดียวกัน จำนวนคน-เดือนที่จำเป็น และดัชนีค่าครองชีพ ทั้งผู้รักษาการตามระเบียบได้ประกาศกำหนดอัตราค่าจ้างที่ปรึกษาไว้แล้ว กรม ก. ต้องกำหนดอัตราค่าจ้างอย่างไร
- ก. กำหนดให้เหมาะสมและประหยัดโดยคำนึงถึงองค์ประกอบต่าง ๆ และต้องไม่เกินอัตราที่ประกาศกำหนด
- ข. กำหนดตามความเหมาะสมของงานโดยไม่ต้องคำนึงถึงความประหยัด หากไม่เกินอัตราที่ประกาศ
- ค. กำหนดเท่ากับอัตราของงานลักษณะเดียวกันที่หน่วยงานอื่นเคยจ้าง โดยไม่ต้องพิจารณาองค์ประกอบอื่น
- ง. กำหนดเกินอัตราที่ประกาศได้ หากเห็นว่าเหมาะสมกับลักษณะงาน
66. ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง หากหน่วยงานของรัฐก่อหนี้ผูกพันไว้ก่อนสิ้นปีงบประมาณ มีวงเงินตั้งแต่หนึ่งแสนบาทขึ้นไป และไม่สามารถเบิกเงินไปชำระหนี้ได้ทันสิ้นปีงบประมาณ จะขอกันเงินไว้เบิกเหลื่อมปีต่อไปได้ไม่เกินเท่าใด
- ก. ไม่เกินเก้าเดือนของปีงบประมาณถัดไป
- ข. ไม่เกินหกเดือนของปีงบประมาณถัดไป
- ค. ไม่เกินสิบสองเดือนของปีงบประมาณถัดไป
- ง. ไม่เกินสามเดือนของปีงบประมาณถัดไป
67. ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง ข้อใดอธิบายการใช้ใบเสร็จรับเงินเมื่อขึ้นปีงบประมาณใหม่ได้ถูกต้อง
- ก. ให้ใช้ใบเสร็จรับเงินเล่มเดิมต่อจนหมด และเก็บฉบับที่เหลือไว้รับเงินในปีงบประมาณใหม่
- ข. ให้ใช้ใบเสร็จรับเงินเล่มใหม่ และนำฉบับที่ยังไม่ใช้ในเล่มเดิมออกไปทำลายแยกจากเล่ม
- ค. ให้ใช้ใบเสร็จรับเงินเล่มใหม่ และคงฉบับที่ยังไม่ใช้ติดไว้กับเล่มเดิมโดยไม่ต้องทำเครื่องหมายเลิกใช้
- ง. ให้ใช้ใบเสร็จรับเงินเล่มใหม่ และคงฉบับที่ยังไม่ใช้ติดไว้กับเล่มเดิมพร้อมทำให้สังเกตได้ว่าเลิกใช้
68. ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง ข้อใดอธิบายการจ่ายเงินยืมเพื่อปฏิบัติราชการที่คาบเกี่ยวไปถึงปีงบประมาณถัดไปได้ถูกต้อง
- ก. ให้เบิกจากงบประมาณปีถัดไปและถือเป็นรายจ่ายปีถัดไป โดยค่าเดินทางใช้ได้ไม่เกิน 90 วัน ส่วนงานอื่นใช้ได้ไม่เกิน 30 วันนับแต่เริ่มปีงบประมาณใหม่
- ข. ให้เบิกจากงบประมาณปีปัจจุบันและถือเป็นรายจ่ายปีปัจจุบัน โดยค่าเดินทางใช้ได้ไม่เกิน 30 วัน ส่วนงานอื่นใช้ได้ไม่เกิน 90 วันนับแต่เริ่มปีงบประมาณใหม่
- ค. ให้เบิกจากงบประมาณปีปัจจุบันและถือเป็นรายจ่ายปีปัจจุบัน โดยค่าเดินทางใช้ได้ไม่เกิน 90 วัน ส่วนงานอื่นใช้ได้ไม่เกิน 30 วันนับแต่เริ่มปีงบประมาณใหม่
- ง. ให้เบิกจากงบประมาณปีปัจจุบันแต่ถือเป็นรายจ่ายปีถัดไป โดยค่าเดินทางใช้ได้ไม่เกิน 90 วัน ส่วนงานอื่นใช้ได้ไม่เกิน 30 วันนับแต่เริ่มปีงบประมาณใหม่
69. ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง ข้อใดอธิบายความหมายของ “หน่วยงานผู้เบิก” ได้ถูกต้อง
- ก. หน่วยงานของรัฐที่ได้รับจัดสรรงบประมาณรายจ่าย และเบิกเงินจากกรมบัญชีกลางหรือสำนักงานคลังจังหวัด แล้วแต่กรณี
- ข. หน่วยงานของรัฐที่เบิกเงินจากกรมบัญชีกลางหรือสำนักงานคลังจังหวัด แต่ไม่ได้รับจัดสรรงบประมาณรายจ่าย
- ค. หน่วยงานของรัฐที่ได้รับจัดสรรงบประมาณรายจ่าย แต่ไม่ได้เบิกเงินจากกรมบัญชีกลางหรือสำนักงานคลังจังหวัด
- ง. หน่วยงานของรัฐที่ได้รับจัดสรรงบประมาณรายจ่าย และเบิกเงินจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แล้วแต่กรณี
70. ส่วนราชการแห่งหนึ่งในราชการบริหารส่วนกลางไม่มีรายการรับจ่ายเงินในวันจันทร์ และได้รับเงินสดในวันอังคาร ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง ส่วนราชการดังกล่าวต้องดำเนินการอย่างไร
- ก. ไม่จัดทำรายงานของวันจันทร์ก็ได้ แต่ต้องทำหมายเหตุเป็นเอกสารแยกต่างหาก
- ข. ไม่จัดทำรายงานของวันจันทร์ก็ได้ และไม่ต้องหมายเหตุในรายงานของวันอังคาร
- ค. ต้องจัดทำรายงานของวันจันทร์ แม้วันนั้นไม่มีรายการรับจ่ายเงิน
- ง. ไม่จัดทำรายงานของวันจันทร์ก็ได้ แต่ต้องหมายเหตุไว้ในรายงานของวันอังคาร
71. นาย ก. เป็นข้าราชการและได้จ่ายเงินในการปฏิบัติราชการ โดยได้รับใบเสร็จรับเงินแล้วแต่ใบเสร็จดังกล่าวสูญหาย ทั้งนี้ นาย ก. สามารถขอสำเนาใบเสร็จรับเงินจากผู้รับเงินได้ ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง นาย ก. สามารถดำเนินการอย่างไร
- ก. ขอเบิกเงินได้โดยไม่ต้องใช้เอกสารประกอบ เพราะเคยได้รับใบเสร็จรับเงินก่อนสูญหาย
- ข. ใช้สำเนาใบเสร็จรับเงินซึ่งผู้รับเงินรับรองเป็นเอกสารประกอบการขอเบิกเงินแทนได้
- ค. ต้องทำใบรับรองการจ่ายเงินชี้แจงการสูญหาย แม้ยังสามารถขอสำเนาใบเสร็จรับเงินได้
- ง. ใช้สำเนาใบเสร็จรับเงินที่ไม่มีผู้รับเงินรับรองเป็นเอกสารประกอบการขอเบิกเงินแทนได้
72. ส่วนราชการแห่งหนึ่งมีสำนักงานในต่างประเทศ โดยสำนักงานดังกล่าวยังไม่ได้รับเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามที่ได้รับจัดสรร ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลังฯ ส่วนราชการต้องดำเนินการอย่างไร
- ก. ให้เบิกเงินเป็นงวด ๆ ตามความจำเป็นแทนการใช้เงินทดรองราชการในต่างประเทศ
- ข. ให้รอรับเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีก่อน จึงดำเนินการเบิกเงินสำหรับต่างประเทศได้
- ค. ให้ปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการของส่วนราชการในต่างประเทศ
- ง. ให้ส่งคำขอเบิกเงินเพื่อซื้อเงินตราต่างประเทศได้ทั้งจำนวนตามที่ได้รับจัดสรร
73. ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลังฯ กรณีจ่ายเงินให้แก่เจ้าหนี้หรือผู้มีสิทธิรับเงินเพื่อซื้อทรัพย์สิน ต้องออกเช็คสั่งจ่ายอย่างไร
- ก. สั่งจ่ายในนามเจ้าหนี้หรือผู้มีสิทธิรับเงิน ขีดฆ่าคำว่า “หรือผู้ถือ” และขีดคร่อม
- ข. สั่งจ่ายในนามเจ้าหน้าที่การเงินของส่วนราชการ ขีดฆ่าคำว่า “หรือผู้ถือ” และขีดคร่อม
- ค. สั่งจ่ายในนามเจ้าหนี้หรือผู้มีสิทธิรับเงิน ขีดฆ่าคำว่า “หรือผู้ถือ” แต่ไม่ขีดคร่อม
- ง. สั่งจ่ายในนามเจ้าหนี้หรือผู้มีสิทธิรับเงิน ไม่ขีดฆ่าคำว่า “หรือผู้ถือ” แต่ขีดคร่อม
74. ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง หัวหน้าส่วนราชการต้องพิจารณาแต่งตั้งข้าราชการเป็นกรรมการเก็บรักษาเงินของส่วนราชการนั้นอย่างน้อยกี่คน
- ก. อย่างน้อยสี่คน
- ข. อย่างน้อยหนึ่งคน
- ค. อย่างน้อยสองคน
- ง. อย่างน้อยสามคน
75. นาย ก. ยืมเงินจากส่วนราชการและมิได้ชำระคืนภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยไม่มีเหตุที่ทำให้ผู้อำนวยการกองคลังไม่อาจดำเนินการตามระเบียบได้ ผู้อำนวยการกองคลังต้องดำเนินการอย่างไร
- ก. รายงานหัวหน้าส่วนราชการเพื่อพิจารณาสั่งการบังคับตามสัญญาทันที โดยไม่ต้องเรียกให้นาย ก. ชดใช้เงินยืมก่อน
- ข. เรียกให้นาย ก. ชดใช้เงินยืมตามเงื่อนไขที่นาย ก. กำหนดขึ้นใหม่ ให้เสร็จสิ้นไม่เกินสามสิบวันนับแต่วันครบกำหนด
- ค. เรียกให้นาย ก. ชดใช้เงินยืมตามเงื่อนไขในสัญญาให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว อย่างช้าไม่เกินหกสิบวันนับแต่วันครบกำหนด
- ง. เรียกให้นาย ก. ชดใช้เงินยืมตามเงื่อนไขในสัญญาให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว อย่างช้าไม่เกินสามสิบวันนับแต่วันครบกำหนด
76. ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง ส่วนราชการต้องเก็บรักษาสำเนาใบเสร็จรับเงินที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินยังมิได้ตรวจสอบอย่างไร
- ก. เก็บรักษาไว้ในที่ทำการทั่วไป โดยไม่ต้องป้องกันความเสียหาย
- ข. เก็บรักษาไว้ในที่ปลอดภัย อย่าให้สูญหายหรือเสียหายได้
- ค. ไม่ต้องเก็บรักษาสำเนาใบเสร็จรับเงินไว้ก่อนการตรวจสอบ
- ง. เก็บรักษาไว้อย่างเอกสารธรรมดาได้ แม้ยังมิได้ตรวจสอบ
77. ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง การจ่ายเงินยืมเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการในราชอาณาจักร ให้จ่ายได้สำหรับระยะเวลาการเดินทางไม่เกินกี่วัน
- ก. ไม่เกินเก้าสิบวัน
- ข. ไม่เกินสามสิบวัน
- ค. ไม่เกินหนึ่งร้อยยี่สิบวัน
- ง. ไม่เกินหกสิบวัน
78. ส่วนราชการ ก. ได้รับเงินเบิกเกินที่ผู้รับเงินนำมาคืน ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง ส่วนราชการ ก. ต้องดำเนินการอย่างไร
- ก. ให้นำส่งภายในสามวันทำการนับแต่วันที่ได้รับคืน
- ข. ให้นำส่งภายในสิบห้าวันทำการนับแต่วันที่ได้รับคืน
- ค. ให้นำฝากคลังภายในสิบห้าวันทำการนับแต่วันที่ได้รับคืน
- ง. ให้นำส่งอย่างน้อยเดือนละหนึ่งครั้งโดยเริ่มในเดือนที่ได้รับคืน
79. ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง ข้อใดอธิบายความหมายของคำว่า “คลัง” ได้ถูกต้อง
- ก. “คลัง” หมายถึงที่เก็บรักษาเงินแผ่นดินของกระทรวงการคลัง แต่ไม่รวมบัญชีเงินฝากที่ธนาคารแห่งประเทศไทย
- ข. “คลัง” หมายถึงที่เก็บรักษาเงินแผ่นดินของส่วนราชการ และรวมถึงบัญชีเงินฝากของส่วนราชการในธนาคารพาณิชย์ด้วย
- ค. “คลัง” หมายถึงบัญชีเงินฝากที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อการนี้ แต่ไม่รวมที่เก็บรักษาเงินแผ่นดินของกระทรวงการคลัง
- ง. “คลัง” หมายถึงที่เก็บรักษาเงินแผ่นดินของกระทรวงการคลัง และรวมถึงบัญชีเงินฝากที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อการนี้ด้วย
80. ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง ข้อใดอธิบายหลักเกณฑ์สำหรับค่าใช้จ่ายตามประเภทที่กระทรวงการคลังกำหนดซึ่งมีลักษณะเป็นค่าใช้จ่ายประจำหรือค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ได้ถูกต้อง
- ก. เมื่อส่วนราชการได้รับแจ้งให้ชำระหนี้ ยังไม่ถือว่าค่าใช้จ่ายเกิดขึ้น และห้ามเบิกจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีนั้น
- ข. ถือว่าค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นเมื่อส่วนราชการได้รับแจ้งให้ชำระหนี้ แต่ให้เบิกจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีถัดไป
- ค. ถือว่าค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นเมื่อส่วนราชการได้รับแจ้งให้ชำระหนี้ และให้เบิกจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีที่ได้รับแจ้งให้ชำระหนี้
- ง. ถือว่าค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นเมื่อส่วนราชการชำระหนี้แล้ว และให้เบิกจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีที่ได้ชำระหนี้
81. ตามระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณ คำว่า “แผนงาน” มีความหมายครอบคลุมข้อใด
- ก. แผนงานที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่าย โดยไม่รวมแผนงานที่กำหนดขึ้นใหม่ในระหว่างปีงบประมาณ
- ข. แผนแสดงรายละเอียดการใช้จ่ายงบประมาณสำหรับหน่วยรับงบประมาณ เพื่อดำเนินงานตามแผนการปฏิบัติงานในรอบปีงบประมาณ
- ค. แผนงานที่กำหนดไว้ในเอกสารประกอบกฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่าย หรือที่กำหนดขึ้นใหม่ในระหว่างปีงบประมาณ
- ง. แผนงานที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่าย หรือที่กำหนดขึ้นใหม่ในระหว่างปีงบประมาณ
82. ตามระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณ พ.ศ. 2562 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เมื่อหน่วยรับงบประมาณขอทำความตกลงกับสำนักงบประมาณเพื่อขอรับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายงบกลาง ต้องยื่นเอกสารและระบุข้อมูลใด
- ก. ยื่นคำขออนุมัติพร้อมแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณเป็นรายเดือน พร้อมระบุสำนักเบิก
- ข. ยื่นคำขออนุมัติพร้อมแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณเป็นรายเดือน โดยไม่ต้องระบุสำนักเบิก
- ค. ยื่นคำขออนุมัติพร้อมแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณเป็นรายไตรมาส พร้อมระบุสำนักเบิก
- ง. ยื่นคำขออนุมัติโดยไม่ต้องแนบแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ แต่ให้ระบุสำนักเบิก
83. หน่วยรับงบประมาณแห่งหนึ่งจะส่งแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณสำหรับปีงบประมาณที่จะเริ่มขึ้น โดยมิใช่กรณีที่ได้รับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมหรือได้รับจัดสรรตามกฎหมายว่าด้วยการโอนงบประมาณรายจ่าย หน่วยรับงบประมาณต้องดำเนินการอย่างไร
- ก. ส่งให้สำนักงบประมาณไม่น้อยกว่าสิบวันก่อนวันเริ่มปีงบประมาณ
- ข. ส่งให้สำนักงบประมาณไม่น้อยกว่าสิบห้าวันก่อนวันเริ่มปีงบประมาณ
- ค. ส่งให้สำนักงบประมาณภายในระยะเวลาที่สำนักงบประมาณกำหนดเป็นกรณีไป
- ง. ไม่ต้องส่งให้สำนักงบประมาณก่อนวันเริ่มปีงบประมาณ แต่อาจส่งภายหลังได้
84. ตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561 ข้อใดอธิบายบทบาทของรัฐมนตรีในการควบคุมการเบิกจ่ายเงินงบประมาณรายจ่ายได้ถูกต้อง
- ก. รัฐมนตรีไม่ต้องรับผิดชอบควบคุมการเบิกจ่ายให้เป็นไปตามกฎหมาย แต่ออกระเบียบเกี่ยวกับการเบิกจ่ายได้โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี
- ข. รัฐมนตรีรับผิดชอบควบคุมการเบิกจ่ายให้เป็นไปตามกฎหมาย แต่ไม่มีอำนาจเรียกข้อเท็จจริงหรือมอบหมายพนักงานเจ้าหน้าที่เข้าตรวจหลักฐาน
- ค. รัฐมนตรีรับผิดชอบควบคุมการเบิกจ่ายให้เป็นไปตามกฎหมาย และออกระเบียบเกี่ยวกับการเบิกจ่ายได้โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี
- ง. รัฐมนตรีรับผิดชอบควบคุมการเบิกจ่ายให้เป็นไปตามกฎหมาย และออกระเบียบเกี่ยวกับการเบิกจ่ายได้โดยไม่ต้องขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี
85. หน่วยรับงบประมาณ ก. ได้ก่อหนี้ผูกพันไว้ก่อนสิ้นปีงบประมาณ แต่ไม่ได้กันเงินไว้ตามระเบียบเกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงินจากคลัง และไม่สามารถเบิกเงินจากคลังได้ภายในปีงบประมาณนั้น เมื่อพ้นหกเดือนของปีงบประมาณถัดไปยังมีความจำเป็นต้องขอเบิกเงินดังกล่าว ข้อใดถูกต้องตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561
- ก. หน่วยรับงบประมาณ ก. ขอเบิกได้ตลอดปีงบประมาณถัดไปโดยไม่ต้องขยายเวลา เพราะก่อหนี้ไว้ก่อนสิ้นปี
- ข. หน่วยรับงบประมาณ ก. ทำความตกลงกับกระทรวงการคลังเพื่อขยายได้อีกไม่เกินหกเดือน เพราะมีความจำเป็น
- ค. หน่วยรับงบประมาณ ก. ขยายเวลาขอเบิกได้ไม่เกินหกเดือน เพราะก่อหนี้ผูกพันไว้ก่อนสิ้นปีแล้ว
- ง. หน่วยรับงบประมาณ ก. ขยายเวลาขอเบิกเงินไม่ได้ แม้มีความจำเป็น เพราะไม่ได้กันเงินไว้ตามระเบียบ
86. ตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ ข้อใดอธิบายสถานะและลักษณะของการประเมินผลในการบริหารงบประมาณได้ถูกต้อง
- ก. การประเมินผลเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหารงบประมาณ และต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องโดยไม่เปิดเผยต่อสาธารณชน
- ข. การประเมินผลเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหารงบประมาณ และต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องพร้อมเปิดเผยต่อสาธารณชน
- ค. การประเมินผลไม่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหารงบประมาณ แม้ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องพร้อมเปิดเผยต่อสาธารณชน
- ง. การประเมินผลเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหารงบประมาณ แต่ดำเนินการเป็นครั้งคราวพร้อมเปิดเผยต่อสาธารณชน
87. หน่วยรับงบประมาณ ก. ประสงค์จะโอนเงินจัดสรรจากแผนงานยุทธศาสตร์หนึ่งไปตั้งจ่ายในแผนงานยุทธศาสตร์อีกแผนงานหนึ่ง โดยทั้งสองแผนงานอยู่ภายในหน่วยรับงบประมาณเดียวกัน และไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น หน่วยรับงบประมาณ ก. ต้องดำเนินการอย่างไร
- ก. โอนได้ต่อเมื่อแผนงานยุทธศาสตร์ทั้งสองอยู่ต่างหน่วยรับงบประมาณกัน โดยขอทำความตกลงกับสำนักงบประมาณ
- ข. โอนไม่ได้ระหว่างแผนงานยุทธศาสตร์ แม้ทั้งสองแผนงานอยู่ภายในหน่วยรับงบประมาณเดียวกัน
- ค. โอนได้ระหว่างแผนงานยุทธศาสตร์ภายในหน่วยรับงบประมาณเดียวกัน โดยให้ขอทำความตกลงกับสำนักงบประมาณ
- ง. โอนได้ระหว่างแผนงานยุทธศาสตร์ภายในหน่วยรับงบประมาณเดียวกัน โดยไม่ต้องขอทำความตกลงกับสำนักงบประมาณ
88. ตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561 รัฐมนตรีผู้มีหน้าที่ตามกฎหมายต้องกำกับหรือควบคุมการใช้จ่ายงบประมาณของหน่วยรับงบประมาณอย่างไร
- ก. ให้ใช้จ่ายภายในวงเงินงบประมาณรายจ่ายที่ได้รับจัดสรร และเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐอย่างเคร่งครัด
- ข. ให้ใช้จ่ายนอกวงเงินงบประมาณรายจ่ายที่ได้รับจัดสรรได้ โดยไม่ต้องเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ
- ค. ให้ใช้จ่ายเกินวงเงินงบประมาณรายจ่ายที่ได้รับจัดสรรได้ และเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐอย่างเคร่งครัด
- ง. ให้ใช้จ่ายภายในวงเงินงบประมาณรายจ่ายที่ได้รับจัดสรร โดยไม่ต้องเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ
89. หน่วยรับงบประมาณแห่งหนึ่งยื่นคำขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีหลังพ้นกำหนดเวลาที่ผู้อำนวยการกำหนด แม้ได้แนบรายงานเกี่ยวกับเงินนอกงบประมาณมาด้วย ตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ ผู้อำนวยการต้องดำเนินการอย่างไร
- ก. ผู้อำนวยการตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีให้ตรงตามจำนวนในคำขอเดิม
- ข. ผู้อำนวยการตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีให้ได้ตามที่เห็นสมควร
- ค. ผู้อำนวยการงดตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีแก่หน่วยรับงบประมาณนั้น
- ง. ผู้อำนวยการรอให้หน่วยรับงบประมาณยื่นคำขอใหม่ภายในกำหนดก่อนจึงตั้งงบประมาณ
90. ตามระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณ ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการยื่นคำขออนุมัติเงินจัดสรร
- ก. กรณีงบประมาณรายจ่ายประจำปี หน่วยรับงบประมาณไม่ต้องยื่นคำขออนุมัติเงินจัดสรร
- ข. กรณีงบประมาณรายจ่ายที่โอนมาจากหน่วยอื่น หน่วยรับงบประมาณต้องยื่นคำขออนุมัติเงินจัดสรรทุกกรณี
- ค. กรณีงบประมาณรายจ่ายประจำปี หน่วยรับงบประมาณต้องยื่นคำขออนุมัติเงินจัดสรร
- ง. กรณีงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม หน่วยรับงบประมาณไม่อาจถูกกำหนดให้ยื่นคำขออนุมัติเงินจัดสรร
91. ตามคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีที่แถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 ข้อใดอธิบายเป้าหมายและความร่วมมือด้านความมั่นคงชายแดนได้ถูกต้อง
- ก. มุ่งให้ชายแดนปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ และแก้ไขปัญหาข้ามพรมแดนโดยไทยดำเนินการฝ่ายเดียว เพื่อสร้างความสงบสุขให้กับสังคมไทย
- ข. มุ่งให้ชายแดนปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ และแก้ไขปัญหาข้ามพรมแดนร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน แต่ไม่ร่วมกับประเทศในภูมิภาค เพื่อสร้างความสงบสุขให้กับสังคมไทย
- ค. มุ่งให้ชายแดนปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ และแก้ไขปัญหาข้ามพรมแดนร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศในภูมิภาค เพื่อสร้างความสงบสุขให้กับสังคมไทย
- ง. มุ่งให้ชายแดนปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ และแก้ไขปัญหาข้ามพรมแดนร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศในภูมิภาค โดยไม่มุ่งสร้างความสงบสุขให้กับสังคมไทย
92. ในเดือน ส.ค. 2569 ข้อใดระบุคณะกรรมการและมติเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยนโยบายได้ถูกต้อง
- ก. กนง. มีมติเอกฉันท์ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเป็น 1.00% ต่อปี
- ข. กนง. มีมติเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.25% ต่อปี
- ค. กนง. มีมติไม่เป็นเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ต่อปี
- ง. กนง. มีมติเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ต่อปี
93. ตามคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีที่แถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 นโยบายเรียนฟรีกำหนดเรื่องแพลตฟอร์มการเรียนรู้และการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตไว้อย่างไร
- ก. พัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ฟรี และเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเพื่อเรียนรู้ในแพลตฟอร์มได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
- ข. พัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์แบบมีค่าใช้จ่าย และเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเพื่อเรียนรู้ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
- ค. พัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ฟรี และเปิดให้เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเพื่อเรียนรู้ได้เฉพาะเวลาที่กำหนด
- ง. พัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ฟรี และเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเพื่อเรียนรู้ในแพลตฟอร์มโดยมีค่าใช้จ่าย
94. ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2569 หน่วยงานใดเป็นเจ้าภาพโครงการที่มีจุดประสงค์เพื่อลงทะเบียนรับสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569
- ก. กระทรวงพาณิชย์ เป็นเจ้าภาพโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ
- ข. กระทรวงการคลัง เป็นเจ้าภาพโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ
- ค. กระทรวงแรงงาน เป็นเจ้าภาพโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ
- ง. กระทรวงมหาดไทย เป็นเจ้าภาพโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ
95. บริษัท ค. จำกัดกำลังพิจารณาลงทุนโครงการใหม่ ผู้จัดการจึงรวบรวมข้อมูลอย่างรอบรู้ ตรวจสอบข้อมูลอย่างรอบคอบ และตัดสินใจด้วยความระมัดระวัง การปฏิบัตินี้สะท้อนองค์ประกอบใดของปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
- ก. ห่วงด้านความมีเหตุผล
- ข. เงื่อนไขด้านคุณธรรม
- ค. ห่วงด้านความพอประมาณ
- ง. เงื่อนไขด้านความรู้
96. ตามมาตรา 78 ศาลมีอำนาจกำหนดค่าสินไหมทดแทนเพื่อการลงโทษได้ไม่เกินเท่าใด
- ก. ไม่เกินสี่เท่าของค่าสินไหมทดแทนที่แท้จริง
- ข. ไม่เกินสามเท่าของค่าสินไหมทดแทนที่แท้จริง
- ค. ไม่เกินสองเท่าของค่าสินไหมทดแทนที่แท้จริง
- ง. ไม่เกินหนึ่งเท่าของค่าสินไหมทดแทนที่แท้จริง
97. บริษัท ค. จำกัดเก็บประวัติการทำงานและแผ่นบันทึกลักษณะเสียงของนาย ก. โดยระบุชื่อไว้ในแฟ้ม ต่อมานาย ก. ถึงแก่กรรม ข้อมูลดังกล่าวมีสถานะอย่างไรตามมาตรา 4
- ก. ไม่เป็นข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล เพราะนาย ก. ถึงแก่กรรมแล้ว
- ข. ไม่เป็นข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล เพราะเป็นเพียงประวัติการทำงาน
- ค. ไม่เป็นข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล เพราะจัดเก็บเป็นแผ่นบันทึกลักษณะเสียง
- ง. เป็นข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล แม้นาย ก. ถึงแก่กรรมแล้ว
98. ตามมาตรา 6 ข้อใดอธิบายขอบเขตความหมายของ “ข้อมูลส่วนบุคคล” ได้ถูกต้อง
- ก. ข้อมูลของผู้ถึงแก่กรรมโดยเฉพาะ อยู่ในความหมายของข้อมูลส่วนบุคคล
- ข. ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลที่ทำให้สามารถระบุตัวบุคคลนั้นได้ทางอ้อม อยู่ในความหมายของข้อมูลส่วนบุคคล
- ค. ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลที่ไม่ทำให้ระบุตัวบุคคลได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม อยู่ในความหมายของข้อมูลส่วนบุคคล
- ง. ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลที่ระบุตัวได้ทางอ้อม ไม่อยู่ในความหมายของข้อมูลส่วนบุคคล
99. นาย ก. เคยเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่ไม่เคยเป็นข้าราชการการเมือง และพ้นจากตำแหน่งมาแล้ว 8 เดือน ตามมาตรา 59 ผลเป็นอย่างไร
- ก. นาย ก. ต้องห้ามมิให้เป็นเลขาธิการ เพราะพ้นจากตำแหน่งมายังไม่ถึงหนึ่งปี
- ข. นาย ก. ไม่อยู่ในลักษณะต้องห้าม เพราะไม่เคยเป็นข้าราชการการเมือง
- ค. นาย ก. ไม่อยู่ในลักษณะต้องห้าม เพราะพ้นจากตำแหน่งมาเกินหกเดือนแล้ว
- ง. นาย ก. ไม่อยู่ในลักษณะต้องห้าม เพราะปัจจุบันพ้นจากตำแหน่งแล้ว
100. ตามมาตรา 52 ต้องดำเนินการแต่งตั้งประธานกรรมการหรือกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแทนตำแหน่งที่ว่างภายในกี่วันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง
- ก. ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง
- ข. ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง
- ค. ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง
- ง. ภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง