Overview
สัดส่วนข้อสอบแต่ละวิชาเป็นการประมาณการของ SIENSOB ไม่ได้มาจากประกาศรับสมัคร 100 ข้อ · เวลา 150 นาที
Blueprint
Topic weighting and difficulty distribution
| Topic | Weight | # Questions | Difficulty (E/M/H) |
|---|
Exam Set Intelligence
Deterministic estimates; observed performance is stored separately when available.
69 min
Estimated time
17
Topics
0
Coverage gaps
0
Duplicate pairs
83/100
Blueprint alignment
Blueprint Target vs Actual
⚠ difficulty easy: major_mismatch (+35pp).
⚠ difficulty medium: major_mismatch (+29pp).
⚠ difficulty hard: major_mismatch (+36pp).
Assessment Performance
Read-only aggregate from finalized attempts; submitted and expired are complete, abandoned is not.
0
Attempts
0
Completed
—
Completion rate
—
Average score
—
Median score
—
Average completion
No finalized attempts yet. Performance signals will appear after submitted or expired attempts.
All modes · observed-question-v1 · calculated 10/7/2026, 3:58:52 PM
Questions
Review, edit, approve, or reject generated questions.
100 approved and ready to save.
บริษัท ค. จำกัดมีสินค้าคงเหลือชนิด ก. และชนิด ข. ซึ่งไม่อยู่ในกรณีที่มาตรฐานกล่าวไว้ต่างหาก สินค้าทั้งสองชนิดมีลักษณะและการใช้คล้ายคลึงกัน โดยบริษัทใช้วิธีเข้าก่อนออกก่อนกับสินค้าชนิด ก. ข้อใดเป็นการปฏิบัติที่ถูกต้อง
- ก. กิจการไม่ต้องใช้วิธีเดียวกัน และอาจเลือกสองวิธีแยกกันสำหรับสินค้าแต่ละชนิด
- ข. กิจการต้องใช้วิธีเข้าก่อนออกก่อนกับสินค้าชนิด ข. เช่นเดียวกับชนิด ก. ✓
- ค. กิจการอาจใช้วิธีต้นทุนถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักกับชนิด ข. หากเห็นว่าเหมาะสม
- ง. กิจการต้องเปลี่ยนสินค้าทั้งสองชนิดไปใช้วิธีต้นทุนถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก
Explanation: คำตอบที่ถูก: "กิจการต้องใช้วิธีเข้าก่อนออกก่อนกับสินค้าชนิด ข. เช่นเดียวกับชนิด ก." ข้อเท็จจริงที่ว่าเป็นสินค้าคงเหลือซึ่งไม่อยู่ในกรณีที่กล่าวไว้ต่างหาก → “ต้นทุนสินค้าคงเหลือนอกจากที่กล่าวในย่อหน้าที่ 23”; บริษัท ค. จำกัดเป็นกิจการ → “กิจการ”; การใช้วิธีเข้าก่อนออกก่อนกับชนิด ก. → “วิธีเข้าก่อนออกก่อน หรือวิธีต้นทุนถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก”; สินค้าชนิด ก. และ ข. มีลักษณะและการใช้คล้ายคลึงกัน → “สำหรับสินค้าคงเหลือทุกชนิดที่มีลักษณะและการใช้คล้ายคลึงกัน” จึงเกิดผล คือ “ต้องใช้วิธีการคำนวณต้นทุนด้วยวิธีเดียวกัน” ดังนั้นชนิด ข. ต้องใช้วิธีเข้าก่อนออกก่อนเช่นเดียวกับชนิด ก. ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 2 ย่อหน้าที่ 25 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "กิจการอาจใช้วิธีต้นทุนถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักกับชนิด ข. หากเห็นว่าเหมาะสม" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ใช้วิธีเดียวกันสำหรับสินค้าคงเหลือทุกชนิดที่มีลักษณะและการใช้คล้ายคลึงกัน ส่วนการใช้วิธีต่างกันได้ใช้กับสินค้าที่มีลักษณะและการใช้ต่างกัน • "กิจการไม่ต้องใช้วิธีเดียวกัน และอาจเลือกสองวิธีแยกกันสำหรับสินค้าแต่ละชนิด" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า “กิจการต้องใช้วิธีการคำนวณต้นทุนด้วยวิธีเดียวกัน” สำหรับสินค้าที่มีลักษณะและการใช้คล้ายคลึงกัน • "กิจการต้องเปลี่ยนสินค้าทั้งสองชนิดไปใช้วิธีต้นทุนถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก" ผิด: แหล่งข้อมูลให้คำนวณมูลค่าโดยวิธีเข้าก่อนออกก่อนหรือวิธีต้นทุนถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก จึงไม่ได้บังคับให้เปลี่ยนจากวิธีเข้าก่อนออกก่อน อ้างอิงตัวบท ย่อหน้าที่ 25 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 2 เรื่อง สินค้าคงเหลือ (ปรับปรุง 2567): “กิจการต้องใช้วิธีการคำนวณต้นทุนด้วยวิธีเดียวกัน สำหรับสินค้าคงเหลือทุกชนิดที่มีลักษณะและการใช้คล้ายคลึงกัน”
ย่อหน้าที่ 25 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 2 เรื่อง สินค้าคงเหลือ (ปรับปรุง 2567): “กิจการต้องใช้วิธีการคำนวณต้นทุนด้วยวิธีเดียวกัน สำหรับสินค้าคงเหลือทุกชนิดที่มีลักษณะและการใช้คล้ายคลึงกัน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 7 เรื่อง งบกระแสเงินสด งบกระแสเงินสดต้องจำแนกกระแสเงินสดในระหว่างรอบระยะเวลาเป็นกิจกรรมใดบ้าง
- ก. กิจกรรมดำเนินงาน กิจกรรมผลิต และกิจกรรมจัดหาเงิน
- ข. กิจกรรมควบคุม กิจกรรมลงทุน และกิจกรรมจัดหาเงิน
- ค. กิจกรรมดำเนินงาน กิจกรรมลงทุน และกิจกรรมบริหารงาน
- ง. กิจกรรมดำเนินงาน กิจกรรมลงทุน และกิจกรรมจัดหาเงิน ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "กิจกรรมดำเนินงาน กิจกรรมลงทุน และกิจกรรมจัดหาเงิน" ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 7 ย่อหน้าที่ 10 งบกระแสเงินสดต้องจำแนกกระแสเงินสดเป็นกระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน กิจกรรมลงทุน และกิจกรรมจัดหาเงิน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "กิจกรรมควบคุม กิจกรรมลงทุน และกิจกรรมจัดหาเงิน" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดประเภทแรกว่า “กิจกรรมดำเนินงาน” ไม่ใช่กิจกรรมควบคุม • "กิจกรรมดำเนินงาน กิจกรรมผลิต และกิจกรรมจัดหาเงิน" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้จำแนกเป็น “กิจกรรมลงทุน” ไม่ใช่กิจกรรมผลิต • "กิจกรรมดำเนินงาน กิจกรรมลงทุน และกิจกรรมบริหารงาน" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดประเภทที่สามว่า “กิจกรรมจัดหาเงิน” ไม่ใช่กิจกรรมบริหารงาน อ้างอิงตัวบท ย่อหน้าที่ 10 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 7 เรื่อง งบกระแสเงินสด (ปรับปรุง 2567): “โดยจำแนกเป็นกระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน กิจกรรมลงทุน และกิจกรรมจัดหาเงิน”
ย่อหน้าที่ 10 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 7 เรื่อง งบกระแสเงินสด (ปรับปรุง 2567): “โดยจำแนกเป็นกระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน กิจกรรมลงทุน และกิจกรรมจัดหาเงิน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 16 เรื่อง ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ กิจการต้องปันส่วนจำนวนที่คิดค่าเสื่อมราคาของสินทรัพย์อย่างไร
- ก. กิจการต้องปันส่วนอย่างมีระบบตลอดรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้สินทรัพย์มา
- ข. กิจการต้องรับรู้จำนวนทั้งหมดในรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้สินทรัพย์มา
- ค. กิจการต้องปันส่วนอย่างมีระบบตลอดอายุการใช้ประโยชน์ของสินทรัพย์ ✓
- ง. กิจการต้องปันส่วนโดยไม่เป็นระบบตลอดอายุการใช้ประโยชน์ของสินทรัพย์
Explanation: คำตอบที่ถูก: "กิจการต้องปันส่วนอย่างมีระบบตลอดอายุการใช้ประโยชน์ของสินทรัพย์" มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 16 ย่อหน้าที่ 50 กำหนดให้กิจการปันส่วนจำนวนที่คิดค่าเสื่อมราคาของสินทรัพย์อย่างมีระบบตลอดอายุการใช้ประโยชน์ของสินทรัพย์ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "กิจการต้องปันส่วนโดยไม่เป็นระบบตลอดอายุการใช้ประโยชน์ของสินทรัพย์" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดชัดว่ากิจการต้องปันส่วน “อย่างมีระบบ” • "กิจการต้องรับรู้จำนวนทั้งหมดในรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้สินทรัพย์มา" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ปันส่วนจำนวนที่คิดค่าเสื่อมราคาอย่างมีระบบตลอดอายุการใช้ประโยชน์ของสินทรัพย์ • "กิจการต้องปันส่วนอย่างมีระบบตลอดรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้สินทรัพย์มา" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ปันส่วน “ตลอดอายุการใช้ประโยชน์ของสินทรัพย์” ไม่ใช่ตลอดรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้สินทรัพย์มา อ้างอิงตัวบท ย่อหน้าที่ 50 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 16 เรื่อง ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ (ปรับปรุง 2567): “กิจการต้องปันส่วนจำนวนที่คิดค่าเสื่อมราคาของสินทรัพย์อย่างมีระบบ” ย่อหน้าที่ 50 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 16 เรื่อง ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ (ปรับปรุง 2567): “ตลอดอายุการใช้ประโยชน์ของสินทรัพย์”
ย่อหน้าที่ 50 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 16 เรื่อง ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ (ปรับปรุง 2567): “กิจการต้องปันส่วนจำนวนที่คิดค่าเสื่อมราคาของสินทรัพย์อย่างมีระบบ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 7 เรื่อง งบกระแสเงินสด ข้อใดอธิบายการจัดประเภทเงินปันผลจ่ายได้ถูกต้อง
- ก. เงินปันผลจ่ายอาจจัดเป็นกระแสเงินสดจากการจัดหาเงิน หรือเป็นกิจกรรมดำเนินงานเพื่อช่วยพิจารณาความสามารถในการจ่ายเงินปันผลจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน ✓
- ข. เงินปันผลจ่ายอาจจัดเป็นกระแสเงินสดจากการจัดหาเงินหรือกิจกรรมดำเนินงาน แต่การจัดเป็นกิจกรรมดำเนินงานไม่ช่วยพิจารณาความสามารถในการจ่ายเงินปันผล
- ค. เงินปันผลจ่ายต้องจัดเป็นกระแสเงินสดจากการจัดหาเงินเท่านั้น เนื่องจากเป็นต้นทุนของการจัดหาทรัพยากรทางการเงิน และไม่อาจจัดเป็นกิจกรรมดำเนินงาน
- ง. เงินปันผลจ่ายต้องจัดเป็นองค์ประกอบของกระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงานเท่านั้น เพื่อช่วยพิจารณาความสามารถในการจ่ายเงินปันผลจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เงินปันผลจ่ายอาจจัดเป็นกระแสเงินสดจากการจัดหาเงิน หรือเป็นกิจกรรมดำเนินงานเพื่อช่วยพิจารณาความสามารถในการจ่ายเงินปันผลจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน" ตามย่อหน้าที่ 34 เงินปันผลจ่ายอาจจัดเป็นกระแสเงินสดจากการจัดหาเงิน เพราะเป็นต้นทุนของการจัดหาทรัพยากรทางการเงิน หรืออาจจัดเป็นกิจกรรมดำเนินงานเพื่อช่วยผู้ใช้งบการเงินพิจารณาความสามารถในการจ่ายเงินปันผลจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เงินปันผลจ่ายต้องจัดเป็นกระแสเงินสดจากการจัดหาเงินเท่านั้น เนื่องจากเป็นต้นทุนของการจัดหาทรัพยากรทางการเงิน และไม่อาจจัดเป็นกิจกรรมดำเนินงาน" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุอีกวิธีหนึ่งว่าเงินปันผลจ่ายอาจจัดเป็นองค์ประกอบของกระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงานได้ • "เงินปันผลจ่ายต้องจัดเป็นองค์ประกอบของกระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงานเท่านั้น เพื่อช่วยพิจารณาความสามารถในการจ่ายเงินปันผลจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าเงินปันผลจ่ายอาจจัดประเภทเป็นกระแสเงินสดจากการจัดหาเงินได้ด้วย • "เงินปันผลจ่ายอาจจัดเป็นกระแสเงินสดจากการจัดหาเงินหรือกิจกรรมดำเนินงาน แต่การจัดเป็นกิจกรรมดำเนินงานไม่ช่วยพิจารณาความสามารถในการจ่ายเงินปันผล" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าการจัดเป็นกิจกรรมดำเนินงานมีขึ้นเพื่อช่วยผู้ใช้งบการเงินพิจารณาความสามารถในการจ่ายเงินปันผลจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน อ้างอิงตัวบท ย่อหน้าที่ 34 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 7 เรื่อง งบกระแสเงินสด (ปรับปรุง 2567): “เงินปันผลจ่ายอาจจัดประเภทเป็นกระแสเงินสดจากการจัดหาเงิน” ย่อหน้าที่ 34 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 7 เรื่อง งบกระแสเงินสด (ปรับปรุง 2567): “อีกวิธีหนึ่งเห็นว่าเงินปันผลจ่ายอาจจัดเป็นองค์ประกอบหนึ่งของกระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน” ย่อหน้าที่ 34 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 7 เรื่อง งบกระแสเงินสด (ปรับปรุง 2567): “เพื่อช่วยผู้ใช้งบการเงินในการพิจารณาความสามารถของกิจการในการจ่ายเงินปันผลจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน”
ย่อหน้าที่ 34 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 7 เรื่อง งบกระแสเงินสด (ปรับปรุง 2567): “เงินปันผลจ่ายอาจจัดประเภทเป็นกระแสเงินสดจากการจัดหาเงิน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
นาย ก. เป็นผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี ได้เลิกประกอบธุรกิจโดยมิได้มีการชำระบัญชี มิได้ร้องขอขยายเวลาส่งมอบ และยังไม่เคยส่งมอบบัญชีหรือเอกสารมาก่อน ตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 นาย ก. ต้องส่งมอบบัญชีและเอกสารแก่ผู้ใดและภายในกำหนดใด
- ก. ส่งมอบแก่สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีภายในเก้าสิบวันนับแต่วันร้องขอขยายเวลา
- ข. ส่งมอบให้ครบถ้วนถูกต้องแก่สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีภายในเวลาที่กำหนด
- ค. ส่งมอบแก่สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีภายในเก้าสิบวันนับแต่วันเลิกประกอบธุรกิจ ✓
- ง. ส่งมอบแก่สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันเลิกประกอบธุรกิจ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ส่งมอบแก่สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีภายในเก้าสิบวันนับแต่วันเลิกประกอบธุรกิจ" ข้อเท็จจริงที่นาย ก. เป็นผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี → “ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี”; การเลิกประกอบธุรกิจโดยมิได้มีการชำระบัญชี → “เลิกประกอบธุรกิจด้วยเหตุใด ๆ โดยมิได้มีการชำระบัญชี”; การมิได้ร้องขอขยายเวลา → ไม่เกิดขึ้น → “เมื่อผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีร้องขอ”; และการยังไม่เคยส่งมอบมาก่อน → ไม่เกิดขึ้น → “ส่งมอบบัญชีและเอกสาร...ไม่ครบถ้วนถูกต้อง” ดังนั้นต้องใช้กำหนดปกติ คือส่งมอบแก่สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีภายในเก้าสิบวันนับแต่วันเลิกประกอบธุรกิจ ตามมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ส่งมอบให้ครบถ้วนถูกต้องแก่สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีภายในเวลาที่กำหนด" ผิด: กำหนด “ภายในเวลาที่กำหนด” ใช้ในกรณีที่ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี “ส่งมอบบัญชีและเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีไม่ครบถ้วนถูกต้อง” แต่กรณีนี้ยังไม่เคยส่งมอบมาก่อน • "ส่งมอบแก่สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีภายในเก้าสิบวันนับแต่วันร้องขอขยายเวลา" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุจุดเริ่มนับว่า “นับแต่วันเลิกประกอบธุรกิจ” มิใช่นับแต่วันร้องขอขยายเวลา • "ส่งมอบแก่สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันเลิกประกอบธุรกิจ" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดระยะเวลาปกติว่า “ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันเลิกประกอบธุรกิจ” ส่วนการขยายเวลาเกิดขึ้น “เมื่อผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีร้องขอ” อ้างอิงตัวบท มาตรา 17 พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543: “เมื่อผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีเลิกประกอบธุรกิจด้วยเหตุใด ๆ โดยมิได้มีการชำระบัญชี ให้ส่งมอบบัญชีและเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีแก่สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชี” มาตรา 17 พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543: “ให้ส่งมอบบัญชีและเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีแก่สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีภายในเก้าสิบวันนับแต่วันเลิกประกอบธุรกิจ”
มาตรา 17 พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543: “เมื่อผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีเลิกประกอบธุรกิจด้วยเหตุใด ๆ โดยมิได้มีการชำระบัญชี ให้ส่งมอบบัญชีและเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีแก่สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชี”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
บริษัท ค. จำกัดกำลังพิจารณาต้นทุนของอุปกรณ์หนึ่งรายการ โดยมีความเป็นไปได้ค่อนข้างแน่ว่าจะได้รับประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในอนาคตจากอุปกรณ์นั้น และบริษัทสามารถวัดมูลค่าต้นทุนได้อย่างน่าเชื่อถือ ตามมาตรฐานการบัญชี บริษัทต้องดำเนินการอย่างไร
- ก. ยังไม่ต้องรับรู้ต้นทุนของอุปกรณ์เป็นสินทรัพย์ จนกว่าจะได้รับประโยชน์เชิงเศรษฐกิจจริง
- ข. ต้องรับรู้ต้นทุนของอุปกรณ์เป็นสินทรัพย์ เพราะเป็นไปตามเงื่อนไขทุกข้อ ✓
- ค. ต้องรับรู้ต้นทุนของอุปกรณ์เป็นค่าใช้จ่าย เพราะวัดมูลค่าต้นทุนได้อย่างน่าเชื่อถือ
- ง. ยังไม่ต้องรับรู้ต้นทุนของอุปกรณ์เป็นสินทรัพย์ จนกว่าจะวัดมูลค่าต้นทุนได้อย่างแน่นอน
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ต้องรับรู้ต้นทุนของอุปกรณ์เป็นสินทรัพย์ เพราะเป็นไปตามเงื่อนไขทุกข้อ" ข้อเท็จจริง “บริษัท ค. จำกัด” → “กิจการ”; “ต้นทุนของอุปกรณ์หนึ่งรายการ” → “ต้องรับรู้ต้นทุนของรายการที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ เป็นสินทรัพย์”; “มีความเป็นไปได้ค่อนข้างแน่ว่าจะได้รับประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในอนาคต” → “มีความเป็นไปได้ค่อนข้างแน่ที่กิจการจะได้รับประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในอนาคตจากรายการนั้น”; และ “สามารถวัดมูลค่าต้นทุนได้อย่างน่าเชื่อถือ” → “กิจการสามารถวัดมูลค่าต้นทุนของรายการนั้นได้อย่างน่าเชื่อถือ” เมื่อครบเงื่อนไขทุกข้อ กิจการจึงต้องรับรู้ต้นทุนเป็นสินทรัพย์ ตามย่อหน้าที่ 7 ของมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 16 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ยังไม่ต้องรับรู้ต้นทุนของอุปกรณ์เป็นสินทรัพย์ จนกว่าจะได้รับประโยชน์เชิงเศรษฐกิจจริง" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดเงื่อนไขว่า “มีความเป็นไปได้ค่อนข้างแน่” ที่จะได้รับประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในอนาคต ไม่ได้กำหนดว่าต้องได้รับประโยชน์แล้วจริง • "ยังไม่ต้องรับรู้ต้นทุนของอุปกรณ์เป็นสินทรัพย์ จนกว่าจะวัดมูลค่าต้นทุนได้อย่างแน่นอน" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดว่ากิจการสามารถวัดมูลค่าต้นทุนได้ “อย่างน่าเชื่อถือ” ซึ่งข้อเท็จจริงในกรณีนี้เป็นไปตามเงื่อนไขแล้ว • "ต้องรับรู้ต้นทุนของอุปกรณ์เป็นค่าใช้จ่าย เพราะวัดมูลค่าต้นทุนได้อย่างน่าเชื่อถือ" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้กิจการรับรู้ต้นทุนเป็นสินทรัพย์เมื่อเป็นไปตามเงื่อนไขทุกข้อ ไม่ใช่รับรู้เป็นค่าใช้จ่าย อ้างอิงตัวบท ย่อหน้าที่ 7 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 16 เรื่อง ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ (ปรับปรุง 2567): “กิจการต้องรับรู้ต้นทุนของรายการที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ เป็นสินทรัพย์ก็ต่อเมื่อเป็นไปตามเงื่อนไขทุกข้อต่อไปนี้ 7.1 มีความเป็นไปได้ค่อนข้างแน่ที่กิจการจะได้รับประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในอนาคตจากรายการนั้น และ 7.2 กิจการสามารถวัดมูลค่าต้นทุนของรายการนั้นได้อย่างน่าเชื่อถือ” ย่อหน้าที่ 7 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 16 เรื่อง ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ (ปรับปรุง 2567): “เป็นสินทรัพย์ก็ต่อเมื่อเป็นไปตามเงื่อนไขทุกข้อต่อไปนี้ 7.1 มีความเป็นไปได้ค่อนข้างแน่ที่กิจการจะได้รับประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในอนาคตจากรายการนั้น และ 7.2 กิจการสามารถวัดมูลค่าต้นทุนของรายการนั้นได้อย่างน่าเชื่อถือ”
ย่อหน้าที่ 7 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 16 เรื่อง ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ (ปรับปรุง 2567): “กิจการต้องรับรู้ต้นทุนของรายการที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ เป็นสินทรัพย์ก็ต่อเมื่อเป็นไปตามเงื่อนไขทุกข้อต่อไปนี้ 7.1 มีความเป็นไปได้ค่อนข้างแน่ที่กิจการจะได้รับประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในอนาคตจากรายการนั้น และ 7.2 กิจการสามารถวัดมูลค่าต้นทุนของรายการนั้นได้อย่างน่าเชื่อถือ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
บริษัท ค. จำกัด มีต้นทุนในการเก็บรักษาสินค้าที่จำเป็นในกระบวนการผลิตก่อนจะถึงขั้นตอนการผลิตถัดไป และมีต้นทุนในการขายสินค้า บริษัทควรปฏิบัติอย่างไร
- ก. นำต้นทุนการเก็บรักษามารวมเป็นต้นทุนสินค้าคงเหลือ และรับรู้ต้นทุนในการขายเป็นค่าใช้จ่ายในงวดที่เกิดขึ้น ✓
- ข. ไม่นำต้นทุนทั้งสองรายการมารวมเป็นต้นทุนสินค้าคงเหลือ และรับรู้เป็นค่าใช้จ่ายในงวดที่เกิดขึ้น
- ค. นำต้นทุนทั้งสองรายการมารวมเป็นต้นทุนสินค้าคงเหลือ และไม่รับรู้เป็นค่าใช้จ่ายในงวดที่เกิดขึ้น
- ง. นำต้นทุนการเก็บรักษามารวมเป็นต้นทุนสินค้าคงเหลือ และรับรู้ต้นทุนในการขายเป็นค่าใช้จ่ายในงวดถัดไป
Explanation: คำตอบที่ถูก: "นำต้นทุนการเก็บรักษามารวมเป็นต้นทุนสินค้าคงเหลือ และรับรู้ต้นทุนในการขายเป็นค่าใช้จ่ายในงวดที่เกิดขึ้น" ข้อเท็จจริงเรื่องต้นทุนในการเก็บรักษาสินค้า → “ต้นทุนในการเก็บรักษาสินค้า”; ข้อเท็จจริงที่ว่าจำเป็นก่อนถึงขั้นตอนการผลิตถัดไป → “เว้นแต่เป็นต้นทุนที่จำเป็นในกระบวนการผลิตก่อนจะถึงขั้นตอนการผลิตถัดไป”; และข้อเท็จจริงเรื่องต้นทุนในการขาย → “ต้นทุนในการขาย” ซึ่งเข้าหลัก คือไม่นำมารวมเป็นต้นทุนสินค้าคงเหลือและให้รับรู้เป็นค่าใช้จ่ายในงวดที่เกิดขึ้น ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 2 ย่อหน้าที่ 16.2 และ 16.4 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ไม่นำต้นทุนทั้งสองรายการมารวมเป็นต้นทุนสินค้าคงเหลือ และรับรู้เป็นค่าใช้จ่ายในงวดที่เกิดขึ้น" ผิด: แหล่งข้อมูลยกเว้นต้นทุนการเก็บรักษาที่ “จำเป็นในกระบวนการผลิตก่อนจะถึงขั้นตอนการผลิตถัดไป” จากต้นทุนที่ไม่นำมารวมเป็นต้นทุนสินค้าคงเหลือ • "นำต้นทุนทั้งสองรายการมารวมเป็นต้นทุนสินค้าคงเหลือ และไม่รับรู้เป็นค่าใช้จ่ายในงวดที่เกิดขึ้น" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า “ต้นทุนในการขาย” ไม่นำมารวมเป็นต้นทุนสินค้าคงเหลือและให้รับรู้เป็นค่าใช้จ่ายในงวดที่เกิดขึ้น • "นำต้นทุนการเก็บรักษามารวมเป็นต้นทุนสินค้าคงเหลือ และรับรู้ต้นทุนในการขายเป็นค่าใช้จ่ายในงวดถัดไป" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้รับรู้ต้นทุนที่ไม่นำมารวมเป็นต้นทุนสินค้าคงเหลือเป็นค่าใช้จ่าย “ในงวดที่เกิดขึ้น” อ้างอิงตัวบท ย่อหน้าที่ 16 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 2 เรื่อง สินค้าคงเหลือ (ปรับปรุง 2567): “ตัวอย่างของต้นทุนที่ไม่นำมารวมเป็นต้นทุนสินค้าคงเหลือและให้รับรู้เป็นค่าใช้จ่ายในงวด ที่เกิดขึ้น” ย่อหน้าที่ 16 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 2 เรื่อง สินค้าคงเหลือ (ปรับปรุง 2567): “16.2 ต้นทุนในการเก็บรักษาสินค้า เว้นแต่เป็นต้นทุนที่จำเป็นในกระบวนการผลิตก่อนจะถึง ขั้นตอนการผลิตถัดไป” ย่อหน้าที่ 16 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 2 เรื่อง สินค้าคงเหลือ (ปรับปรุง 2567): “16.4 ต้นทุนในการขาย”
ย่อหน้าที่ 16 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 2 เรื่อง สินค้าคงเหลือ (ปรับปรุง 2567): “ตัวอย่างของต้นทุนที่ไม่นำมารวมเป็นต้นทุนสินค้าคงเหลือและให้รับรู้เป็นค่าใช้จ่ายในงวด ที่เกิดขึ้น”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1 เรื่อง การนำเสนองบการเงิน ข้อใดอธิบายหลักการวิเคราะห์ค่าใช้จ่ายที่รับรู้ในกำไรหรือขาดทุนได้ถูกต้อง
- ก. กิจการต้องจัดประเภทตามธรรมชาติในทุกกรณี แม้ว่าตามหน้าที่จะให้ข้อมูลที่เชื่อถือได้และเกี่ยวข้องมากกว่า
- ข. กิจการเลือกจัดประเภทตามธรรมชาติหรือตามหน้าที่ได้ตามความสะดวก โดยไม่ต้องพิจารณาความน่าเชื่อถือและความเกี่ยวข้อง
- ค. กิจการต้องจัดประเภททั้งตามธรรมชาติและตามหน้าที่ควบคู่กัน โดยไม่อาจเลือกใช้เพียงวิธีใดวิธีหนึ่ง
- ง. กิจการเลือกจัดประเภทตามธรรมชาติหรือตามหน้าที่ โดยใช้วิธีที่ให้ข้อมูลที่เชื่อถือได้และมีความเกี่ยวข้องมากกว่า ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "กิจการเลือกจัดประเภทตามธรรมชาติหรือตามหน้าที่ โดยใช้วิธีที่ให้ข้อมูลที่เชื่อถือได้และมีความเกี่ยวข้องมากกว่า" ตามย่อหน้าที่ 99 กิจการต้องวิเคราะห์ค่าใช้จ่ายที่รับรู้ในกำไรหรือขาดทุนโดยจัดประเภทตามธรรมชาติหรือตามหน้าที่ และเลือกวิธีที่ให้ข้อมูลที่เชื่อถือได้และมีความเกี่ยวข้องมากกว่า ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "กิจการต้องจัดประเภททั้งตามธรรมชาติและตามหน้าที่ควบคู่กัน โดยไม่อาจเลือกใช้เพียงวิธีใดวิธีหนึ่ง" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ใช้การจัดประเภท “ตามธรรมชาติหรือตามหน้าที่” มิได้กำหนดให้ใช้ทั้งสองวิธีควบคู่กัน • "กิจการต้องจัดประเภทตามธรรมชาติในทุกกรณี แม้ว่าตามหน้าที่จะให้ข้อมูลที่เชื่อถือได้และเกี่ยวข้องมากกว่า" ผิด: แหล่งข้อมูลให้เลือกตามวิธีที่ให้ข้อมูลที่เชื่อถือได้และมีความเกี่ยวข้องมากกว่า จึงมิได้บังคับใช้ตามธรรมชาติในทุกกรณี • "กิจการเลือกจัดประเภทตามธรรมชาติหรือตามหน้าที่ได้ตามความสะดวก โดยไม่ต้องพิจารณาความน่าเชื่อถือและความเกี่ยวข้อง" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ใช้วิธีที่ให้ข้อมูลที่เชื่อถือได้และมีความเกี่ยวข้องมากกว่า มิใช่เลือกตามความสะดวก อ้างอิงตัวบท ย่อหน้าที่ 99 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1 เรื่อง การนำเสนองบการเงิน (ปรับปรุง 2567): “โดยใช้การจัดประเภทตามธรรมชาติหรือตามหน้าที่” ย่อหน้าที่ 99 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1 เรื่อง การนำเสนองบการเงิน (ปรับปรุง 2567): “ที่ให้ข้อมูลที่เชื่อถือได้และมีความเกี่ยวข้องมากกว่า”
ย่อหน้าที่ 99 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1 เรื่อง การนำเสนองบการเงิน (ปรับปรุง 2567): “โดยใช้การจัดประเภทตามธรรมชาติหรือตามหน้าที่”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1 เรื่อง การนำเสนองบการเงิน ข้อใดอธิบายเกณฑ์เกี่ยวกับสิทธิในการเลื่อนการชำระหนี้ที่ทำให้กิจการต้องจัดประเภทหนี้สินเป็นรายการหมุนเวียนได้ถูกต้อง
- ก. ณ วันสิ้นรอบระยะเวลารายงาน กิจการมีสิทธิเลื่อนการชำระหนี้ออกไปอย่างน้อย 12 เดือน
- ข. ณ วันเริ่มรอบระยะเวลารายงาน กิจการไม่มีสิทธิเลื่อนการชำระหนี้ออกไปอย่างน้อย 12 เดือน
- ค. ณ วันสิ้นรอบระยะเวลารายงาน กิจการไม่มีสิทธิเลื่อนการชำระหนี้ออกไปอย่างน้อย 6 เดือน
- ง. ณ วันสิ้นรอบระยะเวลารายงาน กิจการไม่มีสิทธิเลื่อนการชำระหนี้ออกไปอย่างน้อย 12 เดือน ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ณ วันสิ้นรอบระยะเวลารายงาน กิจการไม่มีสิทธิเลื่อนการชำระหนี้ออกไปอย่างน้อย 12 เดือน" ตามย่อหน้าที่ 69.4 หาก ณ วันสิ้นรอบระยะเวลารายงาน กิจการไม่มีสิทธิเลื่อนการชำระหนี้ออกไปอย่างน้อย 12 เดือนภายหลังรอบระยะเวลารายงาน กิจการต้องจัดประเภทหนี้สินนั้นเป็นรายการหมุนเวียน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ณ วันสิ้นรอบระยะเวลารายงาน กิจการมีสิทธิเลื่อนการชำระหนี้ออกไปอย่างน้อย 12 เดือน" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าเกณฑ์นี้เกิดเมื่อกิจการ “ไม่มีสิทธิที่จะเลื่อนการชำระหนี้ออกไป” ไม่ใช่เมื่อกิจการมีสิทธิ • "ณ วันเริ่มรอบระยะเวลารายงาน กิจการไม่มีสิทธิเลื่อนการชำระหนี้ออกไปอย่างน้อย 12 เดือน" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้พิจารณาสิทธิ ณ วันสิ้นรอบระยะเวลารายงาน ไม่ใช่วันเริ่มรอบระยะเวลารายงาน • "ณ วันสิ้นรอบระยะเวลารายงาน กิจการไม่มีสิทธิเลื่อนการชำระหนี้ออกไปอย่างน้อย 6 เดือน" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดระยะเวลาอย่างน้อย 12 เดือนภายหลังรอบระยะเวลารายงาน ไม่ใช่ 6 เดือน อ้างอิงตัวบท ย่อหน้าที่ 69 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1 เรื่อง การนำเสนองบการเงิน (ปรับปรุง 2567): “69.4 ณ วันสิ้นรอบระยะเวลารายงาน กิจการไม่มีสิทธิที่จะเลื่อนการชำระหนี้ออกไป อย่างน้อย 12 เดือนภายหลังรอบระยะเวลารายงาน”
ย่อหน้าที่ 69 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1 เรื่อง การนำเสนองบการเงิน (ปรับปรุง 2567): “69.4 ณ วันสิ้นรอบระยะเวลารายงาน กิจการไม่มีสิทธิที่จะเลื่อนการชำระหนี้ออกไป อย่างน้อย 12 เดือนภายหลังรอบระยะเวลารายงาน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1 เรื่อง การนำเสนองบการเงิน ส่วนของกำไรหรือขาดทุนหรืองบกำไรขาดทุนต้องแสดงรายการใดพร้อมจำนวนเงินสำหรับรอบระยะเวลา
- ก. ส่วนแบ่งกำไรหรือขาดทุนของบริษัทร่วมและการร่วมค้าที่ใช้วิธีส่วนได้เสีย ✓
- ข. ส่วนแบ่งกำไรหรือขาดทุนของบริษัทร่วมและการร่วมค้าที่ใช้วิธีราคาทุน
- ค. ยอดรวมของการดำเนินงานต่อเนื่องซึ่งแสดงเป็นจำนวนเดียว
- ง. ผลขาดทุนจากการด้อยค่าโดยไม่รวมการกลับรายการผลกำไรหรือขาดทุนจากการด้อยค่า
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ส่วนแบ่งกำไรหรือขาดทุนของบริษัทร่วมและการร่วมค้าที่ใช้วิธีส่วนได้เสีย" ย่อหน้าที่ 82.3 กำหนดให้แสดงส่วนแบ่งกำไรหรือขาดทุนของบริษัทร่วมและการร่วมค้าที่ใช้วิธีส่วนได้เสียเป็นรายการแต่ละบรรทัดพร้อมจำนวนเงินสำหรับรอบระยะเวลา ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ยอดรวมของการดำเนินงานต่อเนื่องซึ่งแสดงเป็นจำนวนเดียว" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้แสดง “ยอดรวมของการดำเนินงานที่ยกเลิกซึ่งแสดงเป็นจำนวนเดียว” • "ผลขาดทุนจากการด้อยค่าโดยไม่รวมการกลับรายการผลกำไรหรือขาดทุนจากการด้อยค่า" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าผลขาดทุนจากการด้อยค่า “รวมถึงการกลับรายการผลกำไรหรือขาดทุนจากการด้อยค่า” • "ส่วนแบ่งกำไรหรือขาดทุนของบริษัทร่วมและการร่วมค้าที่ใช้วิธีราคาทุน" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุเฉพาะรายการที่ใช้ “วิธีส่วนได้เสีย” ไม่ใช่วิธีราคาทุน อ้างอิงตัวบท ย่อหน้าที่ 82 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1 เรื่อง การนำเสนองบการเงิน (ปรับปรุง 2567): “82.3 ส่วนแบ่งกำไรหรือขาดทุนของบริษัทร่วมและการร่วมค้าที่ใช้วิธีส่วนได้เสีย”
ย่อหน้าที่ 82 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1 เรื่อง การนำเสนองบการเงิน (ปรับปรุง 2567): “82.3 ส่วนแบ่งกำไรหรือขาดทุนของบริษัทร่วมและการร่วมค้าที่ใช้วิธีส่วนได้เสีย”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อใดอธิบายขอบเขตของการประกอบกิจการในราชอาณาจักรตามมาตรา 91/2 ได้ถูกต้อง
- ก. บุคคลนอกราชอาณาจักรจะถือว่าประกอบกิจการในราชอาณาจักรเมื่อดำเนินการผ่านสถานประกอบการของตนเท่านั้น ไม่รวมตัวแทน
- ข. บุคคลนอกราชอาณาจักรที่ประกอบกิจการผ่านสถานประกอบการหรือตัวแทนของตนในราชอาณาจักร ให้ถือว่าประกอบกิจการในราชอาณาจักร ✓
- ค. บุคคลนอกราชอาณาจักรที่ประกอบกิจการผ่านสถานประกอบการหรือตัวแทนของตนในราชอาณาจักร ให้ถือว่าประกอบกิจการนอกราชอาณาจักร
- ง. บุคคลนอกราชอาณาจักรจะถือว่าประกอบกิจการในราชอาณาจักรเมื่อดำเนินการผ่านตัวแทนของตนเท่านั้น ไม่รวมสถานประกอบการ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "บุคคลนอกราชอาณาจักรที่ประกอบกิจการผ่านสถานประกอบการหรือตัวแทนของตนในราชอาณาจักร ให้ถือว่าประกอบกิจการในราชอาณาจักร" มาตรา 91/2 ให้ถือว่าบุคคลที่อยู่นอกราชอาณาจักรประกอบกิจการในราชอาณาจักร หากประกอบกิจการผ่านสถานประกอบการหรือตัวแทนของตนที่อยู่ในราชอาณาจักร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "บุคคลนอกราชอาณาจักรจะถือว่าประกอบกิจการในราชอาณาจักรเมื่อดำเนินการผ่านตัวแทนของตนเท่านั้น ไม่รวมสถานประกอบการ" ผิด: มาตรา 91/2 ระบุทั้งการประกอบกิจการผ่านสถานประกอบการหรือตัวแทนของตนที่อยู่ในราชอาณาจักร • "บุคคลนอกราชอาณาจักรจะถือว่าประกอบกิจการในราชอาณาจักรเมื่อดำเนินการผ่านสถานประกอบการของตนเท่านั้น ไม่รวมตัวแทน" ผิด: มาตรา 91/2 ระบุทั้งการประกอบกิจการผ่านสถานประกอบการหรือตัวแทนของตนที่อยู่ในราชอาณาจักร • "บุคคลนอกราชอาณาจักรที่ประกอบกิจการผ่านสถานประกอบการหรือตัวแทนของตนในราชอาณาจักร ให้ถือว่าประกอบกิจการนอกราชอาณาจักร" ผิด: มาตรา 91/2 กำหนดให้ถือว่าเป็นการประกอบกิจการในราชอาณาจักร ไม่ใช่นอกราชอาณาจักร อ้างอิงตัวบท มาตรา 91/2: “ในกรณีที่บุคคลอยู่นอกราชอาณาจักรประกอบกิจการโดยผ่านสถานประกอบการหรือตัวแทนของตนที่อยู่ในราชอาณาจักร ให้ถือว่าประกอบกิจการในราชอาณาจักรตามมาตรานี้” มาตรา 91/2: “ให้ถือว่าประกอบกิจการในราชอาณาจักรตามมาตรานี้”
มาตรา 91/2: “ในกรณีที่บุคคลอยู่นอกราชอาณาจักรประกอบกิจการโดยผ่านสถานประกอบการหรือตัวแทนของตนที่อยู่ในราชอาณาจักร ให้ถือว่าประกอบกิจการในราชอาณาจักรตามมาตรานี้”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
บริษัท ค. จำกัด เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ได้เลิกประกอบกิจการ และจะไปแจ้งการเลิกกิจการ ณ สถานที่ที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ บริษัทต้องแจ้งภายในกำหนดใด
- ก. แจ้งพร้อมการคืนใบทะเบียนโดยไม่มีกำหนดนับจากวันเลิกกิจการ
- ข. แจ้งภายในสามสิบวันนับจากวันเลิกประกอบกิจการ
- ค. แจ้งภายในสิบห้าวันนับจากวันเลิกประกอบกิจการ ✓
- ง. แจ้งภายในสิบห้าวันนับจากวันจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
Explanation: คำตอบที่ถูก: "แจ้งภายในสิบห้าวันนับจากวันเลิกประกอบกิจการ" ข้อเท็จจริงว่า บริษัท ค. จำกัดเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน → “ผู้ประกอบการจดทะเบียนใด”; ได้เลิกประกอบกิจการ → “เลิกประกอบกิจการ”; จะไปแจ้งการเลิกกิจการ → “แจ้งการเลิกกิจการ”; ณ สถานที่ที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ → “ณ สถานที่ที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้” จึงใช้กำหนด คือ “ภายในสิบห้าวันนับจากวันเลิกประกอบกิจการ” ตามมาตรา 85/15 แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "แจ้งภายในสิบห้าวันนับจากวันจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้เริ่มนับจาก “วันเลิกประกอบกิจการ” ไม่ใช่วันจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม • "แจ้งภายในสามสิบวันนับจากวันเลิกประกอบกิจการ" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดว่า “ภายในสิบห้าวันนับจากวันเลิกประกอบกิจการ” ไม่ใช่สามสิบวัน • "แจ้งพร้อมการคืนใบทะเบียนโดยไม่มีกำหนดนับจากวันเลิกกิจการ" ผิด: แม้ต้องคืนใบทะเบียน “พร้อมกับการแจ้งเลิกประกอบกิจการ” แต่การแจ้งยังต้องทำ “ภายในสิบห้าวันนับจากวันเลิกประกอบกิจการ” อ้างอิงตัวบท มาตรา 85/15: “ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนนั้นแจ้งการเลิกกิจการตามแบบที่อธิบดีกำหนด ณ สถานที่ที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ภายในสิบห้าวันนับจากวันเลิกประกอบกิจการ”
มาตรา 85/15: “ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนนั้นแจ้งการเลิกกิจการตามแบบที่อธิบดีกำหนด ณ สถานที่ที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ภายในสิบห้าวันนับจากวันเลิกประกอบกิจการ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามมาตรา 42 ทวิ เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ (2) เมื่อหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมารวมกันแล้ว ต้องไม่เกินจำนวนเท่าใด
- ก. 120,000 บาท
- ข. 60,000 บาท
- ค. 80,000 บาท
- ง. 100,000 บาท ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "100,000 บาท" มาตรา 42 ทวิ กำหนดให้เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ (2) หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาได้ร้อยละ 50 แต่รวมกันต้องไม่เกิน 100,000 บาท ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "60,000 บาท" ผิด: มาตรา 42 ทวิ ระบุว่าเมื่อรวมกันต้องไม่เกิน 100,000 บาท • "120,000 บาท" ผิด: มาตรา 42 ทวิ กำหนดให้รวมกันต้องไม่เกิน 100,000 บาท • "80,000 บาท" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดจำนวนสูงสุดไว้ที่ 100,000 บาท ไม่ใช่ 80,000 บาท มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 40 (1): “(1) เงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงานไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่นายจ้างให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่นายจ้างจ่ายชำระหนี้ใด ๆ ซึ่งลูกจ้างมีหน้าที่ต้องชำระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน” อ้างอิงตัวบท มาตรา 42 ทวิ: “แต่รวมกันต้องไม่เกิน 100,000 บาท”
มาตรา 42 ทวิ: “แต่รวมกันต้องไม่เกิน 100,000 บาท”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามมาตรา 84 กรณียื่นแบบแสดงรายการภาษีเพิ่มเติมเพราะแบบเดิมไม่ถูกต้องครบถ้วน ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสิทธิขอคืนเครดิตภาษีพร้อมกับการดำเนินการใด
- ก. การยื่นแบบแสดงรายการภาษีเพิ่มเติมนั้น ✓
- ข. การยื่นแบบแสดงรายการภาษีของเดือนภาษีถัดไป
- ค. การยื่นแบบแสดงรายการภาษีเพิ่มเติมครั้งถัดไป
- ง. การยื่นแบบแสดงรายการภาษีของเดือนภาษีเดิมเท่านั้น
Explanation: คำตอบที่ถูก: "การยื่นแบบแสดงรายการภาษีเพิ่มเติมนั้น" มาตรา 84 กำหนดว่า หากยื่นแบบเพิ่มเติมเพราะแบบเดิมไม่ถูกต้องครบถ้วนตามมาตรา 83/4 ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสิทธิขอคืนพร้อมกับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเพิ่มเติมนั้น ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "การยื่นแบบแสดงรายการภาษีของเดือนภาษีถัดไป" ผิด: มาตรา 84 ระบุให้ขอคืนพร้อมกับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเพิ่มเติมนั้น มิใช่แบบของเดือนภาษีถัดไป • "การยื่นแบบแสดงรายการภาษีเพิ่มเติมครั้งถัดไป" ผิด: มาตรา 84 ระบุให้ขอคืนพร้อมกับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเพิ่มเติมนั้น ไม่ใช่การยื่นครั้งถัดไป • "การยื่นแบบแสดงรายการภาษีของเดือนภาษีเดิมเท่านั้น" ผิด: มาตรา 84 กำหนดข้อยกเว้นกรณีแบบเดิมไม่ถูกต้องครบถ้วนว่า ให้มีสิทธิขอคืนพร้อมกับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเพิ่มเติมนั้น มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 83/4: “มาตรา 83/4 ภายใต้บังคับส่วน 13 และส่วน 14 ในกรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนยื่นแบบแสดงรายการภาษีไว้ไม่ถูกต้องครบถ้วน ไม่ว่าการคลาดเคลื่อนนั้นจะเป็นเหตุให้จำนวนภาษีในเดือนภาษีเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ก็ตาม ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนยื่นแบบแสดงรายการภาษีเพิ่มเติมอีกครั้งหนึ่ง พร้อมกับชำระภาษีถ้ามี ให้ถูกต้องครบถ้วน โดยยื่น ณ สถานที่ที่ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีไว้ก่อน” อ้างอิงตัวบท มาตรา 84: “เว้นแต่ในกรณีที่มีการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเพิ่มเติมเพราะการยื่นแบบแสดงรายการภาษีไม่ถูกต้องครบถ้วนตามมาตรา 83/4 ก็ให้มีสิทธิขอคืนพร้อมกับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเพิ่มเติมนั้น”
มาตรา 84: “เว้นแต่ในกรณีที่มีการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเพิ่มเติมเพราะการยื่นแบบแสดงรายการภาษีไม่ถูกต้องครบถ้วนตามมาตรา 83/4 ก็ให้มีสิทธิขอคืนพร้อมกับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเพิ่มเติมนั้น”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
บริษัท ค. จำกัดเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษี เดือนภาษีนี้ไม่มีรายรับ และมิได้ประกอบกิจการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร โดยอธิบดีมิได้กำหนดกำหนดเวลาไว้เป็นอย่างอื่น บริษัทต้องยื่นแบบและชำระภาษีถ้ามีเมื่อใด
- ก. ในขณะจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม พร้อมกับชำระภาษีถ้ามี
- ข. ภายในวันสุดท้ายของเดือนถัดไป พร้อมกับชำระภาษีถ้ามี
- ค. ภายในวันที่สิบห้าของเดือนถัดไป พร้อมกับชำระภาษีถ้ามี ✓
- ง. ไม่ต้องยื่นแบบสำหรับเดือนนั้น เพราะเดือนภาษีนี้ไม่มีรายรับ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ภายในวันที่สิบห้าของเดือนถัดไป พร้อมกับชำระภาษีถ้ามี" บริษัท ค. จำกัดเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษี → “ผู้มีหน้าที่เสียภาษี”; เดือนภาษีนี้ไม่มีรายรับ → “ไม่ว่าผู้มีหน้าที่เสียภาษีจะมีรายรับในเดือนภาษีหรือไม่ก็ตาม”; มิได้ประกอบกิจการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร → ไม่เข้าเงื่อนไข “สำหรับกิจการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร”; อธิบดีมิได้กำหนดเวลาเป็นอย่างอื่น → “เว้นแต่อธิบดีจะกำหนดเป็นอย่างอื่น” จึงใช้กำหนดเวลา คือ “ภายในวันที่สิบห้าของเดือนถัดไป” และยื่นพร้อมชำระภาษีถ้ามี ตามมาตรา 91/10 แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ภายในวันสุดท้ายของเดือนถัดไป พร้อมกับชำระภาษีถ้ามี" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ยื่น “ภายในวันที่สิบห้าของเดือนถัดไป” มิใช่ภายในวันสุดท้ายของเดือนถัดไป • "ไม่ต้องยื่นแบบสำหรับเดือนนั้น เพราะเดือนภาษีนี้ไม่มีรายรับ" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ยื่นเป็นรายเดือนภาษี “ไม่ว่าผู้มีหน้าที่เสียภาษีจะมีรายรับในเดือนภาษีหรือไม่ก็ตาม” • "ในขณะจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม พร้อมกับชำระภาษีถ้ามี" ผิด: กรณีนี้มิใช่กิจการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร จึงไม่เข้าข้อยกเว้นที่ให้ยื่นในขณะจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ อ้างอิงตัวบท มาตรา 91/10: “การยื่นแบบแสดงรายการภาษีและการชำระภาษีสำหรับเดือนภาษีใดให้ยื่นภายในวันที่สิบห้าของเดือนถัดไป เว้นแต่อธิบดีจะกำหนดเป็นอย่างอื่น” มาตรา 91/10: “ให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษียื่นแบบแสดงรายการภาษีตามแบบที่อธิบดีกำหนดโดยให้ยื่นเป็นรายเดือนภาษีพร้อมกับชำระภาษีถ้ามี”
มาตรา 91/10: “การยื่นแบบแสดงรายการภาษีและการชำระภาษีสำหรับเดือนภาษีใดให้ยื่นภายในวันที่สิบห้าของเดือนถัดไป เว้นแต่อธิบดีจะกำหนดเป็นอย่างอื่น”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
บริษัท ค. จำกัด เป็นผู้มีหน้าที่หักภาษีที่คำนวณหักไว้ตามบทบัญญัติ 50 (5) และธุรกรรมนั้นมีการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ตามประมวลรัษฎากร บริษัทต้องดำเนินการอย่างไร
- ก. พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมต้องเป็นผู้นำส่งภาษีในขณะที่มีการจดทะเบียน
- ข. ผู้มีหน้าที่หักภาษีต้องนำส่งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในขณะที่มีการจดทะเบียน ✓
- ค. ผู้มีหน้าที่หักภาษีต้องนำส่ง ณ ที่ว่าการอำเภอภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่จ่ายเงิน
- ง. ผู้มีหน้าที่หักภาษีต้องนำส่งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่จ่ายเงิน
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ผู้มีหน้าที่หักภาษีต้องนำส่งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในขณะที่มีการจดทะเบียน" ข้อเท็จจริงที่ว่า บริษัท ค. จำกัดเป็นผู้มีหน้าที่หักภาษี → “ผู้มีหน้าที่หักภาษี”; ภาษีเป็นภาษีที่คำนวณหักไว้ตามบทบัญญัติ 50 (5) → “ภาษีที่คำนวณหักไว้” และ “ตามมาตรา 50 (5) และ (6)”; ธุรกรรมมีการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม → “นำส่งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม” และ “ในขณะที่มีการจดทะเบียน” ดังนั้นบริษัทต้องนำส่งภาษีต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนในขณะที่มีการจดทะเบียน ตามมาตรา 52 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ผู้มีหน้าที่หักภาษีต้องนำส่ง ณ ที่ว่าการอำเภอภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่จ่ายเงิน" ผิด: กรณีมีการจดทะเบียน แหล่งที่มากำหนดให้นำส่งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในขณะที่มีการจดทะเบียน ส่วนการนำส่งตามวรรคหนึ่งใช้ในกรณีที่ไม่มีการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม • "ผู้มีหน้าที่หักภาษีต้องนำส่งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่จ่ายเงิน" ผิด: แหล่งที่มากำหนดให้นำส่งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม “ในขณะที่มีการจดทะเบียน” • "พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมต้องเป็นผู้นำส่งภาษีในขณะที่มีการจดทะเบียน" ผิด: แหล่งที่มาระบุว่า “ให้ผู้มีหน้าที่หักภาษีนำส่งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม” มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 50 (5): “(5) ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) เฉพาะที่จ่ายให้แก่ผู้รับซึ่งขายอสังหาริมทรัพย์ ให้คำนวณหักดังต่อไปนี้” • มาตรา 52 วรรค 2: “ภาษีที่คำนวณหักไว้ตามมาตรา 50 (5) และ (6) ให้ผู้มีหน้าที่หักภาษีนำส่งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในขณะที่มีการจดทะเบียนและห้ามพนักงานเจ้าหน้าที่ลงนามรับรู้ยอมให้ทำหรือบันทึกไว้จนกว่าจะได้รับเงินภาษีที่นำส่งไว้ครบถ้วนถูกต้องแล้ว และในกรณีที่ไม่มีการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ให้นำส่งตามวรรคหนึ่ง” • มาตรา 52 วรรค 1: “มาตรา 52 บุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคม หรือคณะบุคคลซึ่งมีหน้าที่หักภาษีตามมาตรา 50 (1) (2) (3) และ (4) ต้องนำเงินภาษีที่ตนมีหน้าที่ต้องหักไปส่ง ณ ที่ว่าการอำเภอภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่จ่ายเงิน ไม่ว่าตนจะได้หักภาษีไว้แล้วหรือไม่” อ้างอิงตัวบท มาตรา 52: “ภาษีที่คำนวณหักไว้ตามมาตรา 50 (5) และ (6) ให้ผู้มีหน้าที่หักภาษีนำส่งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในขณะที่มีการจดทะเบียน”
มาตรา 52: “ภาษีที่คำนวณหักไว้ตามมาตรา 50 (5) และ (6) ให้ผู้มีหน้าที่หักภาษีนำส่งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในขณะที่มีการจดทะเบียน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ผู้ใดโดยรู้อยู่แล้วหรือจงใจไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกหรือคำสั่งที่ระบุไว้ในมาตรา 36 แห่งประมวลรัษฎากร ต้องระวางโทษอย่างไร
- ก. จำคุกไม่เกินหนึ่งเดือนและปรับไม่เกินสองพันบาทในทุกกรณี
- ข. จำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- ค. จำคุกไม่เกินสองเดือน หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- ง. จำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "จำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ตามมาตรา 36 ผู้กระทำดังกล่าวต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "จำคุกไม่เกินสองเดือน หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ผิด: มาตรา 36 กำหนดโทษจำคุกไว้ว่า “ไม่เกินหนึ่งเดือน” • "จำคุกไม่เกินหนึ่งเดือนและปรับไม่เกินสองพันบาทในทุกกรณี" ผิด: มาตรา 36 ใช้ถ้อยคำว่า “หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” จึงไม่ได้บังคับให้ลงโทษทั้งสองอย่างในทุกกรณี • "จำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ผิด: มาตรา 36 กำหนดค่าปรับไว้ว่า “ไม่เกินสองพันบาท” อ้างอิงตัวบท มาตรา 36: “ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน” มาตรา 36: “หรือปรับไม่เกินสองพันบาท” มาตรา 36: “หรือทั้งจำทั้งปรับ”
มาตรา 36: “ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อใดอธิบายอำนาจตามมาตรา 12 ตรี เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามมาตรา 12 ได้ถูกต้อง
- ก. ผู้มีอำนาจตามมาตรา 12 หรือสรรพากรจังหวัดมีอำนาจออกหมายเรียก สั่งให้นำหลักฐานมาตรวจสอบ และออกคำสั่งเป็นหนังสือให้เจ้าพนักงานสรรพากรตรวจค้นหรือยึดหลักฐาน ✓
- ข. ผู้มีอำนาจตามมาตรา 12 หรือสรรพากรจังหวัดต้องตรวจค้นหรือยึดหลักฐานด้วยตนเอง โดยไม่ออกคำสั่งให้เจ้าพนักงานสรรพากร
- ค. อำนาจออกหมายเรียก สั่งให้นำหลักฐาน และสั่งตรวจค้นหรือยึดหลักฐานเป็นของผู้มีอำนาจตามมาตรา 12 โดยสรรพากรจังหวัดไม่มีอำนาจดังกล่าว
- ง. ผู้มีอำนาจตามมาตรา 12 หรือสรรพากรจังหวัดออกหมายเรียกได้เฉพาะผู้ต้องรับผิดชำระภาษีอากรค้าง แต่เรียกบุคคลอื่นไม่ได้
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ผู้มีอำนาจตามมาตรา 12 หรือสรรพากรจังหวัดมีอำนาจออกหมายเรียก สั่งให้นำหลักฐานมาตรวจสอบ และออกคำสั่งเป็นหนังสือให้เจ้าพนักงานสรรพากรตรวจค้นหรือยึดหลักฐาน" มาตรา 12 ตรีให้อำนาจแก่ทั้งผู้มีอำนาจตามมาตรา 12 หรือสรรพากรจังหวัดในการออกหมายเรียก สั่งให้นำบัญชี เอกสาร หรือหลักฐานมาตรวจสอบ และออกคำสั่งเป็นหนังสือให้เจ้าพนักงานสรรพากรตรวจค้นหรือยึดหลักฐาน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ผู้มีอำนาจตามมาตรา 12 หรือสรรพากรจังหวัดต้องตรวจค้นหรือยึดหลักฐานด้วยตนเอง โดยไม่ออกคำสั่งให้เจ้าพนักงานสรรพากร" ผิด: มาตรา 12 ตรี (3) กำหนดให้ออกคำสั่งเป็นหนังสือให้เจ้าพนักงานสรรพากรทำการตรวจค้นหรือยึด • "ผู้มีอำนาจตามมาตรา 12 หรือสรรพากรจังหวัดออกหมายเรียกได้เฉพาะผู้ต้องรับผิดชำระภาษีอากรค้าง แต่เรียกบุคคลอื่นไม่ได้" ผิด: มาตรา 12 ตรี (1) ให้อำนาจออกหมายเรียกทั้งผู้ต้องรับผิดชำระภาษีอากรค้างและบุคคลใด ๆ ที่มีเหตุอันควรเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์แก่การจัดเก็บภาษีอากรค้าง • "อำนาจออกหมายเรียก สั่งให้นำหลักฐาน และสั่งตรวจค้นหรือยึดหลักฐานเป็นของผู้มีอำนาจตามมาตรา 12 โดยสรรพากรจังหวัดไม่มีอำนาจดังกล่าว" ผิด: มาตรา 12 ตรีระบุให้ผู้มีอำนาจตามมาตรา 12 หรือสรรพากรจังหวัดมีอำนาจดำเนินการตาม (1) ถึง (3) มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 12: “มาตรา 12 ภาษีอากรซึ่งต้องเสียหรือนำส่งตามลักษณะนี้ เมื่อถึงกำหนดชำระแล้ว ถ้ามิได้เสียหรือนำส่ง ให้ถือเป็นภาษีอากรค้าง” อ้างอิงตัวบท มาตรา 12 ตรี: “ให้ผู้มีอำนาจตามมาตรา 12 หรือสรรพากรจังหวัดมีอำนาจ (1) ออกหมายเรียกผู้ต้องรับผิดชำระภาษีอากรค้าง” มาตรา 12 ตรี: “(2) สั่งบุคคลดังกล่าวใน (1) ให้นำบัญชี เอกสาร หรือหลักฐานอื่นอันจำเป็นแก่การจัดเก็บภาษีอากรค้างมาตรวจสอบ” มาตรา 12 ตรี: “(3) ออกคำสั่งเป็นหนังสือให้เจ้าพนักงานสรรพากรทำการตรวจค้น” มาตรา 12 ตรี: “หรือยึดบัญชี เอกสาร หรือหลักฐานอื่นของบุคคลดังกล่าวใน (1)”
มาตรา 12 ตรี: “ให้ผู้มีอำนาจตามมาตรา 12 หรือสรรพากรจังหวัดมีอำนาจ (1) ออกหมายเรียกผู้ต้องรับผิดชำระภาษีอากรค้าง”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามมาตรา 46 เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) ยอมให้หักค่าใช้จ่ายได้ตามที่กำหนดโดยกฎหมายใด
- ก. พระราชบัญญัติ
- ข. กฎกระทรวง
- ค. พระราชกฤษฎีกา ✓
- ง. ประกาศกระทรวงการคลัง
Explanation: คำตอบที่ถูก: "พระราชกฤษฎีกา" มาตรา 46 บัญญัติว่า เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) ยอมให้หักค่าใช้จ่ายได้ตามที่จะได้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ประกาศกระทรวงการคลัง" ผิด: ถ้อยคำในมาตรา 46 ระบุให้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา มิใช่ประกาศกระทรวงการคลัง • "กฎกระทรวง" ผิด: มาตรา 46 ระบุว่าให้หักค่าใช้จ่ายได้ตามที่จะได้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา • "พระราชบัญญัติ" ผิด: มาตรา 46 กำหนดรูปแบบกฎหมายไว้เฉพาะว่าเป็นพระราชกฤษฎีกา มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 40 (8): “(8) เงินได้จากการธุรกิจ การพาณิชย์ การเกษตร การอุตสาหกรรม การขนส่ง หรือการอื่นนอกจากที่ระบุไว้ใน (1) ถึง (7) แล้ว” อ้างอิงตัวบท มาตรา 46: “ยอมให้หักค่าใช้จ่ายได้ตามที่จะได้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา”
มาตรา 46: “ยอมให้หักค่าใช้จ่ายได้ตามที่จะได้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตราสารที่ต้องเสียอากรฉบับหนึ่งทำขึ้นนอกสยาม วันนี้นาย ก. เป็นผู้ทรงตราสารคนแรกในสยามและได้รับตราสารนั้น นาย ก. ต้องปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าภายในกำหนดใด
- ก. ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับตราสารนั้น
- ข. ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับตราสารนั้น ✓
- ค. ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ตราสารได้ทำขึ้นนอกสยาม
- ง. ก่อนยื่นตราสารเพื่อให้จ่ายเงิน โดยไม่ต้องนับจากวันที่ได้รับตราสาร
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับตราสารนั้น" ตราสารที่ต้องเสียอากรและทำขึ้นนอกสยาม → “ถ้าตราสารที่ต้องเสียอากรได้ทำขึ้นนอกสยาม”; นาย ก. เป็นผู้ทรงตราสารคนแรกในสยาม → “ผู้ทรงตราสารคนแรกในสยาม”; นาย ก. ได้รับตราสารวันนี้ → “ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับตราสารนั้น” ดังนั้นต้องปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับตราสาร ตามมาตรา 111 แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ก่อนยื่นตราสารเพื่อให้จ่ายเงิน โดยไม่ต้องนับจากวันที่ได้รับตราสาร" ผิด: กรณีผู้ทรงตราสารคนแรกในสยาม แหล่งที่มากำหนดให้ปิดแสตมป์และขีดฆ่า “ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับตราสารนั้น” ส่วนการปิดแสตมป์ก่อนยื่นตราสารใช้เมื่อมิได้ปฏิบัติตามความในวรรคก่อน • "ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับตราสารนั้น" ผิด: แหล่งที่มากำหนดว่า “ภายใน 30 วัน” ไม่ใช่ 15 วัน • "ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ตราสารได้ทำขึ้นนอกสยาม" ผิด: แหล่งที่มากำหนดให้เริ่มนับ “นับแต่วันที่ได้รับตราสารนั้น” ไม่ใช่วันที่ทำตราสาร อ้างอิงตัวบท มาตรา 111: “ให้เป็นหน้าที่ของผู้ทรงตราสารคนแรกในสยามต้องเสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับตราสารนั้น”
มาตรา 111: “ให้เป็นหน้าที่ของผู้ทรงตราสารคนแรกในสยามต้องเสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับตราสารนั้น”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
บริษัท ค. จำกัดเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ประกอบกิจการขายสินค้า และได้สินค้ามาเพื่อใช้ในกิจการ โดยไม่ปรากฏว่าเป็นกรณีจำเป็นที่อธิบดีกำหนดเป็นอย่างอื่น บริษัทต้องลงรายการในรายงานสินค้าและวัตถุดิบภายในระยะเวลาใด และนับแต่เมื่อใด ตามประมวลรัษฎากร
- ก. ภายในสามวันทำการนับแต่วันสิ้นเดือนที่ได้มาซึ่งสินค้านั้น
- ข. ภายในเจ็ดวันทำการนับแต่วันที่ได้มาซึ่งสินค้านั้น
- ค. ไม่มีกำหนดระยะเวลาแน่นอน โดยลงตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีกำหนด
- ง. ภายในสามวันทำการนับแต่วันที่ได้มาซึ่งสินค้านั้น ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ภายในสามวันทำการนับแต่วันที่ได้มาซึ่งสินค้านั้น" ข้อเท็จจริงว่าเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน → “ผู้ประกอบการจดทะเบียน”; ประกอบกิจการขายสินค้า → “เฉพาะผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ประกอบกิจการขายสินค้า”; ได้สินค้ามา → “นับแต่วันที่ได้มาหรือจำหน่ายออกไปซึ่งสินค้าหรือบริการนั้น”; และไม่เป็นกรณีจำเป็น → “เว้นแต่ในกรณีจำเป็น” จึงไม่ใช้ข้อยกเว้นดังกล่าว บริษัทต้องลงรายการภายในสามวันทำการนับแต่วันที่ได้มาซึ่งสินค้านั้น ตามมาตรา 87 แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ภายในเจ็ดวันทำการนับแต่วันที่ได้มาซึ่งสินค้านั้น" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ลงรายการ “ภายในสามวันทำการ” ไม่ใช่เจ็ดวันทำการ • "ภายในสามวันทำการนับแต่วันสิ้นเดือนที่ได้มาซึ่งสินค้านั้น" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้เริ่มนับ “แต่วันที่ได้มาหรือจำหน่ายออกไปซึ่งสินค้าหรือบริการนั้น” ไม่ใช่วันสิ้นเดือน • "ไม่มีกำหนดระยะเวลาแน่นอน โดยลงตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีกำหนด" ผิด: แม้วิธีลงรายการให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด แต่แหล่งข้อมูลยังกำหนดให้ลงรายการภายในสามวันทำการ และกรณีนี้ไม่เข้าเงื่อนไขยกเว้นกรณีจำเป็น อ้างอิงตัวบท มาตรา 87: “การลงรายการให้ลงภายในสามวันทำการนับแต่วันที่ได้มาหรือจำหน่ายออกไปซึ่งสินค้าหรือบริการนั้น ทั้งนี้ เว้นแต่ในกรณีจำเป็น อธิบดีจะกำหนดเป็นอย่างอื่นตามที่เห็นสมควรก็ได้”
มาตรา 87: “การลงรายการให้ลงภายในสามวันทำการนับแต่วันที่ได้มาหรือจำหน่ายออกไปซึ่งสินค้าหรือบริการนั้น ทั้งนี้ เว้นแต่ในกรณีจำเป็น อธิบดีจะกำหนดเป็นอย่างอื่นตามที่เห็นสมควรก็ได้”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
บริษัท ค. จำกัด มิใช่บริษัทจดทะเบียน ธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุน บริษัทหลักทรัพย์ หรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ และมิได้อยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด โดยมีรอบระยะเวลาบัญชีแรก 10 เดือน สำหรับการยื่นรายการพร้อมชำระภาษีก่อนกำหนดตามประมวลรัษฎากร ข้อใดถูกต้อง
- ก. การยื่นรายการพร้อมชำระภาษีก่อนกำหนดตามวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับแก่บริษัท ค. จำกัด ✓
- ข. บริษัท ค. จำกัดต้องคำนวณและชำระภาษีจากกึ่งหนึ่งของประมาณการกำไรสุทธิในรอบบัญชี
- ค. บริษัท ค. จำกัดต้องยื่นรายการพร้อมชำระภาษีภายในสองเดือนนับแต่วันสุดท้ายของรอบหกเดือน
- ง. บริษัท ค. จำกัดต้องคำนวณและชำระภาษีจากกำไรสุทธิของรอบระยะเวลาหกเดือนแรก
Explanation: คำตอบที่ถูก: "การยื่นรายการพร้อมชำระภาษีก่อนกำหนดตามวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับแก่บริษัท ค. จำกัด" ข้อเท็จจริงในกรณีนี้เชื่อมกับองค์ประกอบดังนี้: บริษัท ค. จำกัด → “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล”; การมิใช่บริษัทหรือสถาบันการเงินตามกลุ่มที่ระบุและมิได้อยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ของอธิบดี → “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนอกจากที่กล่าวใน (2)”; รอบระยะเวลาบัญชีแรก 10 เดือน → “มีรอบระยะเวลาบัญชีแรก...น้อยกว่าสิบสองเดือน” จึงเกิดผล คือ “ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับ” แก่บริษัทดังกล่าว ตามมาตรา 67 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "บริษัท ค. จำกัดต้องยื่นรายการพร้อมชำระภาษีภายในสองเดือนนับแต่วันสุดท้ายของรอบหกเดือน" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า “ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับ” แก่บริษัทซึ่งมีรอบระยะเวลาบัญชีแรกน้อยกว่าสิบสองเดือน จึงใช้กำหนดเวลาตามวรรคหนึ่งกับกรณีนี้ไม่ได้ • "บริษัท ค. จำกัดต้องคำนวณและชำระภาษีจากกึ่งหนึ่งของประมาณการกำไรสุทธิในรอบบัญชี" ผิด: แม้บริษัทจะเป็นกรณีนอกจากที่กล่าวใน (2) แต่แหล่งข้อมูลกำหนดให้ความในวรรคหนึ่งมิใช้บังคับเมื่อรอบระยะเวลาบัญชีแรกน้อยกว่าสิบสองเดือน • "บริษัท ค. จำกัดต้องคำนวณและชำระภาษีจากกำไรสุทธิของรอบระยะเวลาหกเดือนแรก" ผิด: บริษัทในกรณี (2) จึงคำนวณจากกำไรสุทธิของรอบหกเดือน แต่ข้อเท็จจริงไม่เข้าเงื่อนไขดังกล่าว และรอบบัญชีแรก 10 เดือนยังอยู่ในข้อยกเว้นที่มิให้ใช้วรรคหนึ่ง มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 67 ทวิ วรรค 1: “มาตรา 67 ทวิ เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีก่อนถึงกำหนดเวลาตามมาตรา 68 ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดพร้อมกับชำระภาษีต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ภายในสองเดือนนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาหกเดือนนับแต่วันแรกของรอบระยะเวลาบัญชี ดังนี้” อ้างอิงตัวบท มาตรา 67 ทวิ: “ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับแก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งมีรอบระยะเวลาบัญชีแรก หรือรอบระยะเวลาบัญชีสุดท้ายน้อยกว่าสิบสองเดือน”
มาตรา 67 ทวิ: “ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับแก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งมีรอบระยะเวลาบัญชีแรก หรือรอบระยะเวลาบัญชีสุดท้ายน้อยกว่าสิบสองเดือน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับความหมายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันตามมาตรา 71 ทวิ
- ก. นิติบุคคลหนึ่งถือหุ้นในอีกนิติบุคคลหนึ่งโดยตรงหรือโดยอ้อมร้อยละสี่สิบของทุนทั้งหมด
- ข. นิติบุคคลหนึ่งถือหุ้นในอีกนิติบุคคลหนึ่งโดยตรงหรือโดยอ้อมไม่น้อยกว่าร้อยละห้าสิบของทุนทั้งหมด ✓
- ค. นิติบุคคลสองแห่งมีเพียงความสัมพันธ์ด้านการจัดการ แม้ยังดำเนินการโดยอิสระจากกันได้
- ง. นิติบุคคลสองแห่งมีข้อกำหนดทางการพาณิชย์แตกต่างกัน จึงถือว่ามีความสัมพันธ์กัน
Explanation: คำตอบที่ถูก: "นิติบุคคลหนึ่งถือหุ้นในอีกนิติบุคคลหนึ่งโดยตรงหรือโดยอ้อมไม่น้อยกว่าร้อยละห้าสิบของทุนทั้งหมด" มาตรา 71 ทวิ วรรคสอง (1) กำหนดว่า นิติบุคคลหนึ่งถือหุ้นหรือเป็นหุ้นส่วนในอีกนิติบุคคลหนึ่งไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อมไม่น้อยกว่าร้อยละห้าสิบของทุนทั้งหมด ถือเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "นิติบุคคลหนึ่งถือหุ้นในอีกนิติบุคคลหนึ่งโดยตรงหรือโดยอ้อมร้อยละสี่สิบของทุนทั้งหมด" ผิด: มาตรา 71 ทวิ วรรคสอง (1) กำหนดสัดส่วนไว้ว่าไม่น้อยกว่าร้อยละห้าสิบของทุนทั้งหมด • "นิติบุคคลสองแห่งมีข้อกำหนดทางการพาณิชย์แตกต่างกัน จึงถือว่ามีความสัมพันธ์กัน" ผิด: มาตรา 71 ทวิ วรรคสองให้นิยามจากความสัมพันธ์ด้านการถือหุ้น การเป็นหุ้นส่วน ทุน การจัดการ หรือการควบคุม มิใช่จากความแตกต่างของข้อกำหนดทางการพาณิชย์เพียงอย่างเดียว • "นิติบุคคลสองแห่งมีเพียงความสัมพันธ์ด้านการจัดการ แม้ยังดำเนินการโดยอิสระจากกันได้" ผิด: มาตรา 71 ทวิ วรรคสอง (3) ระบุลักษณะที่นิติบุคคลหนึ่งไม่อาจดำเนินการโดยอิสระจากอีกนิติบุคคลหนึ่ง มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 71 ทวิ วรรค 2: “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันตามวรรคหนึ่ง หมายความว่า บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตั้งแต่สองนิติบุคคลขึ้นไปที่มีความสัมพันธ์กันในลักษณะ ดังต่อไปนี้” อ้างอิงตัวบท มาตรา 71 ทวิ: “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันตามวรรคหนึ่ง หมายความว่า บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตั้งแต่สองนิติบุคคลขึ้นไปที่มีความสัมพันธ์กันในลักษณะ ดังต่อไปนี้ (1) นิติบุคคลหนึ่งถือหุ้นหรือเป็นหุ้นส่วนในอีกนิติบุคคลหนึ่งไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อมไม่น้อยกว่าร้อยละห้าสิบของทุนทั้งหมด”
มาตรา 71 ทวิ: “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันตามวรรคหนึ่ง หมายความว่า บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตั้งแต่สองนิติบุคคลขึ้นไปที่มีความสัมพันธ์กันในลักษณะ ดังต่อไปนี้ (1) นิติบุคคลหนึ่งถือหุ้นหรือเป็นหุ้นส่วนในอีกนิติบุคคลหนึ่งไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อมไม่น้อยกว่าร้อยละห้าสิบของทุนทั้งหมด”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามมาตรา 69 ตรี ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) เฉพาะที่จ่ายให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งขายอสังหาริมทรัพย์ ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตราเท่าใด
- ก. ร้อยละ 2
- ข. ร้อยละ 5
- ค. ร้อยละ 1 ✓
- ง. ร้อยละ 3
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ร้อยละ 1" มาตรา 69 ตรีกำหนดให้คำนวณหักภาษีเงินได้ไว้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 1 สำหรับเงินได้ดังกล่าว ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ร้อยละ 3" ผิด: ข้อความในมาตรา 69 ตรีระบุให้คำนวณหักภาษีเงินได้ไว้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 1 • "ร้อยละ 5" ผิด: มาตรา 69 ตรีกำหนดอัตราร้อยละ 1 จึงไม่ใช่ร้อยละ 5 • "ร้อยละ 2" ผิด: มาตรา 69 ตรีกำหนดอัตราร้อยละ 1 ไม่ใช่ร้อยละ 2 มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 40 (8): “(8) เงินได้จากการธุรกิจ การพาณิชย์ การเกษตร การอุตสาหกรรม การขนส่ง หรือการอื่นนอกจากที่ระบุไว้ใน (1) ถึง (7) แล้ว” อ้างอิงตัวบท มาตรา 69 ตรี: “คำนวณหักภาษีเงินได้ไว้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 1”
มาตรา 69 ตรี: “คำนวณหักภาษีเงินได้ไว้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 1”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อใดอธิบายผลของมาตรา 88/2 ในกรณีตามมาตรา 88 (3) (4) หรือ (5) ได้ถูกต้อง
- ก. เจ้าพนักงานประเมินไม่อาจประเมินภาษีตามที่รู้เห็นหรือพิจารณาว่าถูกต้อง
- ข. เจ้าพนักงานประเมินทำได้เฉพาะแก้ไขมูลค่าของสินค้าที่ซื้อหรือค่าบริการเท่านั้น
- ค. เจ้าพนักงานประเมินต้องปฏิบัติตาม (1) ถึง (4) ให้ครบก่อนประเมินภาษี
- ง. เจ้าพนักงานประเมินอาจประเมินภาษีตามที่รู้เห็นหรือพิจารณาว่าถูกต้อง โดยไม่จำต้องปฏิบัติตาม (1) ถึง (4) ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เจ้าพนักงานประเมินอาจประเมินภาษีตามที่รู้เห็นหรือพิจารณาว่าถูกต้อง โดยไม่จำต้องปฏิบัติตาม (1) ถึง (4)" มาตรา 88/2 (6) หมายความว่า เมื่อมีกรณีตามมาตรา 88 (3) (4) หรือ (5) เจ้าพนักงานประเมินอาจประเมินภาษีตามที่รู้เห็นหรือพิจารณาว่าถูกต้องได้ โดยไม่จำต้องดำเนินการตามมาตรา 88/2 (1) ถึง (4) ก่อน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เจ้าพนักงานประเมินทำได้เฉพาะแก้ไขมูลค่าของสินค้าที่ซื้อหรือค่าบริการเท่านั้น" ผิด: มาตรา 88/2 (6) ให้อำนาจประเมินภาษีตามที่รู้เห็นหรือพิจารณาว่าถูกต้องด้วย มิได้จำกัดเฉพาะอำนาจตาม (5) • "เจ้าพนักงานประเมินต้องปฏิบัติตาม (1) ถึง (4) ให้ครบก่อนประเมินภาษี" ผิด: มาตรา 88/2 (6) ระบุว่าเจ้าพนักงานประเมินประเมินภาษีได้โดยไม่จำต้องปฏิบัติตาม (1) ถึง (4) • "เจ้าพนักงานประเมินไม่อาจประเมินภาษีตามที่รู้เห็นหรือพิจารณาว่าถูกต้อง" ผิด: มาตรา 88/2 (6) ให้อำนาจประเมินภาษีตามที่รู้เห็นหรือพิจารณาว่าถูกต้อง มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 88 (3): “(3) ผู้มีหน้าที่เสียภาษีไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกของเจ้าพนักงานประเมินหรือไม่ยอมตอบคำถามของเจ้าพนักงานประเมินโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร” • มาตรา 88 (4): “(4) ผู้ประกอบการไม่สามารถแสดงใบกำกับภาษีในกรณีภาษีซื้อ หรือสำเนาใบกำกับภาษีในกรณีภาษีขาย พร้อมทั้งหลักฐานอื่นเพื่อการคำนวณภาษีหรือการเครดิตภาษี” อ้างอิงตัวบท มาตรา 88/2: “(6) ประเมินภาษีตามที่รู้เห็นหรือพิจารณาว่าถูกต้อง เมื่อมีกรณีตามมาตรา 88 (3) (4) หรือ (5)” มาตรา 88/2: “โดยไม่จำต้องปฏิบัติตาม (1) ถึง (4) ก็ได้”
มาตรา 88/2: “(6) ประเมินภาษีตามที่รู้เห็นหรือพิจารณาว่าถูกต้อง เมื่อมีกรณีตามมาตรา 88 (3) (4) หรือ (5)”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
กรมสรรพากรต้องวางกรอบตัวเลขการจัดเก็บและการคืนภาษีอากรล่วงหน้า และต้องตรวจสอบภายหลังว่าผลการจัดเก็บเป็นไปตามกรอบดังกล่าวหรือไม่ กองวิชาการแผนภาษีต้องดำเนินการอย่างไรตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมสรรพากร
- ก. จัดทำประมาณการจัดเก็บและคืนภาษีอากร พร้อมทั้งติดตามประเมินผลการจัดเก็บภาษีอากรให้สอดคล้องกับประมาณการที่ได้กำหนดไว้ ✓
- ข. จัดทำประมาณการจัดเก็บและคืนภาษีอากร โดยไม่ต้องติดตามประเมินผลการจัดเก็บภาษีอากร
- ค. จัดทำประมาณการเฉพาะการจัดเก็บภาษีอากร โดยไม่ต้องประมาณการคืนภาษีอากร
- ง. ติดตามประเมินผลการจัดเก็บภาษีอากรให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลแทนประมาณการที่กำหนดไว้
Explanation: คำตอบที่ถูก: "จัดทำประมาณการจัดเก็บและคืนภาษีอากร พร้อมทั้งติดตามประเมินผลการจัดเก็บภาษีอากรให้สอดคล้องกับประมาณการที่ได้กำหนดไว้" กรณีนี้มีทั้งการวางกรอบตัวเลขการจัดเก็บและคืนภาษีอากร และการตรวจสอบผลจริงเทียบกับกรอบ จึงตรงกับข้อ 19 (4) ซึ่งกำหนดให้กองวิชาการแผนภาษีจัดทำประมาณการจัดเก็บและคืนภาษีอากร พร้อมทั้งติดตามประเมินผลการจัดเก็บให้สอดคล้องกับประมาณการที่กำหนดไว้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ติดตามประเมินผลการจัดเก็บภาษีอากรให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลแทนประมาณการที่กำหนดไว้" ผิด: ข้อ 19 (4) กำหนดให้ติดตามประเมินผลการจัดเก็บภาษีอากรให้สอดคล้องกับ “ประมาณการที่ได้กำหนดไว้” • "จัดทำประมาณการเฉพาะการจัดเก็บภาษีอากร โดยไม่ต้องประมาณการคืนภาษีอากร" ผิด: ข้อ 19 (4) ระบุให้จัดทำประมาณการทั้ง “จัดเก็บและคืนภาษีอากร” • "จัดทำประมาณการจัดเก็บและคืนภาษีอากร โดยไม่ต้องติดตามประเมินผลการจัดเก็บภาษีอากร" ผิด: ข้อ 19 (4) ระบุว่า “พร้อมทั้งติดตามประเมินผลการจัดเก็บภาษีอากร” อ้างอิงตัวบท ข้อ 19 กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2567): “จัดทำประมาณการจัดเก็บและคืนภาษีอากร” ข้อ 19 กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2567): “พร้อมทั้งติดตามประเมินผลการจัดเก็บภาษีอากรให้สอดคล้องกับประมาณการที่ได้กำหนดไว้”
ข้อ 19 กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2567): “จัดทำประมาณการจัดเก็บและคืนภาษีอากร”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
เครื่องจำหน่ายตั๋วเข้าชมการแข่งม้ายี่ห้อ NCR เริ่มนำมาใช้ครั้งแรกเมื่อใด
- ก. วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2510
- ข. วันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2514
- ค. วันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2510 ✓
- ง. วันที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2510
Explanation: คำตอบที่ถูก: "วันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2510" ตามข้อมูลพิพิธภัณฑ์กรมสรรพากร เครื่องจำหน่ายตั๋วเข้าชมการแข่งม้ายี่ห้อ NCR เริ่มนำมาใช้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2510 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "วันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2514" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าเริ่มนำมาใช้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2510 ไม่ใช่ พ.ศ. 2514 • "วันที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2510" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุวันที่ 1 ไม่ใช่วันที่ 10 • "วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2510" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุเดือนกันยายน ไม่ใช่เดือนตุลาคม อ้างอิงตัวบท ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “เป็นเครื่องจำหน่ายตั๋วเข้าชมการแข่งม้ายี่ห้อ NCR เริ่มนำมาใช้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2510”
ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “เป็นเครื่องจำหน่ายตั๋วเข้าชมการแข่งม้ายี่ห้อ NCR เริ่มนำมาใช้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2510”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อใดสรุปขอบเขตของบทความเรื่องประวัติการจัดเก็บภาษีอากรได้ถูกต้อง
- ก. บทความถือว่าการเกณฑ์แรงงานภายในประเทศไม่เป็นรูปแบบหนึ่งของการเก็บภาษี
- ข. บทความเน้นวิวัฒนาการการจัดเก็บภาษีที่มีหลักฐานอ้างอิงได้ตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยจนถึงปัจจุบัน ✓
- ค. บทความเน้นวิวัฒนาการการจัดเก็บภาษีที่มีหลักฐานอ้างอิงได้ตั้งแต่สมัยก่อนกรุงสุโขทัยจนถึงปัจจุบัน
- ง. บทความถือว่าเรื่องภาษีก่อนสมัยกรุงสุโขทัยเป็นข้อยืนยันจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์โดยตรง
Explanation: คำตอบที่ถูก: "บทความเน้นวิวัฒนาการการจัดเก็บภาษีที่มีหลักฐานอ้างอิงได้ตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยจนถึงปัจจุบัน" ตามตอนท้ายของประวัติการจัดเก็บภาษีอากร บทความเน้นส่วนที่มีหลักฐานอ้างอิงได้ตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยเป็นต้นมา เพื่อแสดงวิวัฒนาการการจัดเก็บภาษีของไทยจนถึงปัจจุบัน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "บทความถือว่าเรื่องภาษีก่อนสมัยกรุงสุโขทัยเป็นข้อยืนยันจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์โดยตรง" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าเรื่องก่อนยุคสุโขทัยเป็นเพียงการวิเคราะห์วิวัฒนาการของระบบภาษีโดยอิงกับรูปแบบการปกครอง • "บทความเน้นวิวัฒนาการการจัดเก็บภาษีที่มีหลักฐานอ้างอิงได้ตั้งแต่สมัยก่อนกรุงสุโขทัยจนถึงปัจจุบัน" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าหลักฐานที่อ้างอิงได้เริ่มตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยเป็นต้นมา ส่วนก่อนหน้านั้นเป็นการวิเคราะห์จากรูปแบบการปกครอง • "บทความถือว่าการเกณฑ์แรงงานภายในประเทศไม่เป็นรูปแบบหนึ่งของการเก็บภาษี" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าการเกณฑ์แรงงานอาจถือเป็นรูปแบบการเก็บภาษีที่ไม่เป็นตัวเงินประเภทหนึ่ง อ้างอิงตัวบท ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “แต่ตามบทความนี้จะเน้นเฉพาะประวัติการจัดเก็บภาษีอากรในส่วนที่มีหลักฐานอ้างอิงได้ โดยเป็นหลักฐานตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยเป็นต้นมาว่า ประเทศไทยได้มีวิวัฒนาการในการจัดเก็บภาษี เป็นอย่างใดมาจนถึงปัจจุบัน”
ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “แต่ตามบทความนี้จะเน้นเฉพาะประวัติการจัดเก็บภาษีอากรในส่วนที่มีหลักฐานอ้างอิงได้ โดยเป็นหลักฐานตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยเป็นต้นมาว่า ประเทศไทยได้มีวิวัฒนาการในการจัดเก็บภาษี เป็นอย่างใดมาจนถึงปัจจุบัน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
กรมสรรพากรนอกแบ่งส่วนราชการออกเป็นกี่แผนก
- ก. 8 แผนก
- ข. 7 แผนก
- ค. 5 แผนก
- ง. 6 แผนก ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "6 แผนก" ตามหัวข้อการแบ่งส่วนราชการกรมสรรพากรนอก กรมสรรพากรนอกแบ่งส่วนราชการออกเป็น 6 แผนก ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "5 แผนก" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าแบ่งส่วนราชการออกเป็น 6 แผนก • "7 แผนก" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุจำนวนไว้ 6 แผนก ไม่ใช่ 7 แผนก • "8 แผนก" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าแบ่งส่วนราชการเป็น 6 แผนก ส่วนการจัดเก็บภาษีแบ่งเป็น 8 หมวด อ้างอิงตัวบท ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “แบ่งส่วนราชการออกเป็น 6 แผนก”
ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “แบ่งส่วนราชการออกเป็น 6 แผนก”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามประวัติกรมสรรพากร สงครามมหาเอเชียบูรพาเกิดขึ้นเมื่อใด
- ก. วันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2482
- ข. วันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2485 ✓
- ค. วันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2486
- ง. วันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2481
Explanation: คำตอบที่ถูก: "วันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2485" ข้อความในหัวข้อการจัดเก็บภาษีอากรตั้งแต่รัชกาลที่ 7 ระบุว่า สงครามมหาเอเชียบูรพาเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2485 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "วันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2486" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุวันที่เกิดสงครามไว้เป็นวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2485 ไม่ใช่ พ.ศ. 2486 • "วันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2481" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าสงครามมหาเอเชียบูรพาเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2485 ไม่ใช่ พ.ศ. 2481 • "วันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2482" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าสงครามมหาเอเชียบูรพาเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2485 ไม่ใช่ พ.ศ. 2482 อ้างอิงตัวบท ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “ครั้นเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2485 ได้เกิดสงครามมหาเอเชียบูรพาขึ้น”
ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “ครั้นเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2485 ได้เกิดสงครามมหาเอเชียบูรพาขึ้น”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามประวัติกรมสรรพากร การบังคับบัญชาอากรเก่าและอากรใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 3 แยกออกเป็นกี่แผนก
- ก. 2 แผนก ✓
- ข. 3 แผนก
- ค. 1 แผนก
- ง. 4 แผนก
Explanation: คำตอบที่ถูก: "2 แผนก" ตามประวัติกรมสรรพากร ตอนที่ 3 การบังคับบัญชาอากรเก่าและอากรใหม่แยกออกเป็น 2 แผนก โดยอากรเก่าอยู่ในพระคลังมหาสมบัติ ส่วนอากรใหม่อยู่ในกรมพระคลังสินค้า ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "4 แผนก" ผิด: ถ้อยคำในแหล่งข้อมูลระบุชัดว่า “สองแผนก” • "3 แผนก" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดจำนวนไว้สองแผนก ไม่ใช่สามแผนก • "1 แผนก" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า “แยกออกเป็นสองแผนก” อ้างอิงตัวบท ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “การบังคับบัญชาอากรเก่าใหม่เหล่านี้ จึงได้แยกออกเป็นสองแผนก”
ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “การบังคับบัญชาอากรเก่าใหม่เหล่านี้ จึงได้แยกออกเป็นสองแผนก”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อใดอธิบายความหมายของ D – Development ในค่านิยม I AM RD ได้ถูกต้อง
- ก. มีจริยธรรมและจรรยาบรรณ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต
- ข. มีความเป็นมืออาชีพ สั่งสมความรู้และความเชี่ยวชาญในงานที่รับผิดชอบ
- ค. พัฒนาและคิดค้นนวัตกรรมใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพงานและบริการให้ผู้เสียภาษีพึงพอใจ ✓
- ง. มีความรับผิดชอบ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความขยันหมั่นเพียร มุ่งมั่นและกระตือรือร้น
Explanation: คำตอบที่ถูก: "พัฒนาและคิดค้นนวัตกรรมใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพงานและบริการให้ผู้เสียภาษีพึงพอใจ" ตามค่านิยมกรมสรรพากร I AM RD ตัว D – Development หมายถึง พัฒนาและคิดค้นนวัตกรรมใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพงานและบริการให้ผู้เสียภาษีพึงพอใจ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "มีความเป็นมืออาชีพ สั่งสมความรู้และความเชี่ยวชาญในงานที่รับผิดชอบ" ผิด: ข้อความนี้เป็นความหมายของ M – Mastery ไม่ใช่ D – Development • "มีความรับผิดชอบ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความขยันหมั่นเพียร มุ่งมั่นและกระตือรือร้น" ผิด: ข้อความนี้เป็นความหมายของ A – Accountability ไม่ใช่ D – Development • "มีจริยธรรมและจรรยาบรรณ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต" ผิด: ข้อความนี้เป็นความหมายของ I – Integrity ส่วน D – Development หมายถึงการพัฒนาและคิดค้นนวัตกรรมใหม่ อ้างอิงตัวบท ค่านิยมกรมสรรพากร I AM RD: “D – Development: พัฒนาและคิดค้นนวัตกรรมใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพงานและบริการให้ผู้เสียภาษีพึงพอใจ”
ค่านิยมกรมสรรพากร I AM RD: “D – Development: พัฒนาและคิดค้นนวัตกรรมใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพงานและบริการให้ผู้เสียภาษีพึงพอใจ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
หน่วยงานหนึ่งของกรมสรรพากรซึ่งปฏิบัติงานด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ประสบปัญหาเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและขอความช่วยเหลือจากกองเทคโนโลยีสารสนเทศ ตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมสรรพากร กองเทคโนโลยีสารสนเทศต้องดำเนินการอย่างไร
- ก. ไม่ให้การสนับสนุนทางวิชาการเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศแก่หน่วยงานนั้น
- ข. ให้การสนับสนุนทางวิชาการเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศแก่ประชาชนแทนหน่วยงานนั้น
- ค. ให้การสนับสนุนด้านงบประมาณแก่หน่วยงานนั้นแทนการสนับสนุนทางวิชาการ
- ง. ให้การสนับสนุนทางวิชาการเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศแก่หน่วยงานนั้น ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ให้การสนับสนุนทางวิชาการเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศแก่หน่วยงานนั้น" กรณีนี้เป็นหน่วยงานของกรมที่ปฏิบัติงานด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์และมีปัญหาเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ จึงเข้าตามข้อ 10 (3) ซึ่งกำหนดให้กองเทคโนโลยีสารสนเทศให้การสนับสนุนทางวิชาการเกี่ยวกับระบบดังกล่าวแก่หน่วยงานของกรม ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ให้การสนับสนุนทางวิชาการเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศแก่ประชาชนแทนหน่วยงานนั้น" ผิด: ข้อ 10 (3) ระบุผู้รับการสนับสนุนทางวิชาการว่าเป็นหน่วยงานของกรมซึ่งปฏิบัติงานด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ • "ให้การสนับสนุนด้านงบประมาณแก่หน่วยงานนั้นแทนการสนับสนุนทางวิชาการ" ผิด: ข้อ 10 (3) ระบุการสนับสนุนทางวิชาการเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ไม่ใช่การสนับสนุนด้านงบประมาณ • "ไม่ให้การสนับสนุนทางวิชาการเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศแก่หน่วยงานนั้น" ผิด: ข้อ 10 (3) กำหนดให้กองเทคโนโลยีสารสนเทศ “ให้การสนับสนุนทางวิชาการเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ” แก่หน่วยงานของกรมซึ่งปฏิบัติงานด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ อ้างอิงตัวบท ข้อ 10 กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2567): “ให้การสนับสนุนทางวิชาการเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศให้แก่หน่วยงานของกรม ซึ่งปฏิบัติงานด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์”
ข้อ 10 กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2567): “ให้การสนับสนุนทางวิชาการเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศให้แก่หน่วยงานของกรม ซึ่งปฏิบัติงานด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
กรมสรรพากรย้ายที่ทำการไปอยู่ ณ หอรัษฎากรพิพัฒน์ในพระบรมมหาราชวังเมื่อวันที่ใด
- ก. วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2491
- ข. วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2473
- ค. วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2476 ✓
- ง. วันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2478
Explanation: คำตอบที่ถูก: "วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2476" ตามหัวข้อสถานที่ตั้งกรมสรรพากร กรมสรรพากรย้ายที่ทำการไปอยู่ ณ หอรัษฎากรพิพัฒน์ในพระบรมมหาราชวังเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2476 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2473" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าวันย้ายที่ทำการไปยังหอรัษฎากรพิพัฒน์คือวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2476 • "วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2491" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าวันย้ายที่ทำการไปยังหอรัษฎากรพิพัฒน์คือวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2476 • "วันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2478" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าวันย้ายที่ทำการไปยังหอรัษฎากรพิพัฒน์คือวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2476 อ้างอิงตัวบท ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “และได้ย้ายที่ ทำการไปอยู่ ณ หอรัษฎากรพิพัฒน์ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2476”
ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “และได้ย้ายที่ ทำการไปอยู่ ณ หอรัษฎากรพิพัฒน์ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2476”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อใดอธิบายภารกิจของกรมสรรพากรตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมสรรพากร ได้ถูกต้อง
- ก. มุ่งให้ได้ภาษีตามเป้าหมายอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม และให้เกิดความสมัครใจในการเสียภาษี ✓
- ข. มุ่งใช้นโยบายภาษีโดยไม่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม
- ค. มุ่งให้เกิดการเสียภาษีโดยไม่คำนึงถึงความสมัครใจของผู้เสียภาษี
- ง. มุ่งให้ได้ภาษีตามเป้าหมายโดยไม่ต้องคำนึงถึงความทั่วถึงและเป็นธรรม
Explanation: คำตอบที่ถูก: "มุ่งให้ได้ภาษีตามเป้าหมายอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม และให้เกิดความสมัครใจในการเสียภาษี" ตามข้อ 2 กรมสรรพากรมีภารกิจด้านการจัดเก็บภาษี การเสนอแนะและการใช้นโยบายทางภาษีอากร เพื่อให้ได้ภาษีตามเป้าหมายอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม รวมทั้งให้เกิดความสมัครใจในการเสียภาษี ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "มุ่งใช้นโยบายภาษีโดยไม่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม" ผิด: ข้อ 2 ระบุให้การดำเนินภารกิจเป็นกลไกในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม • "มุ่งให้ได้ภาษีตามเป้าหมายโดยไม่ต้องคำนึงถึงความทั่วถึงและเป็นธรรม" ผิด: ข้อ 2 กำหนดเป้าหมายให้ได้ภาษีอย่างทั่วถึงและเป็นธรรมโดยชัดแจ้ง • "มุ่งให้เกิดการเสียภาษีโดยไม่คำนึงถึงความสมัครใจของผู้เสียภาษี" ผิด: ข้อ 2 ระบุผลที่มุ่งหมายว่าให้เกิดความสมัครใจในการเสียภาษี อ้างอิงตัวบท ข้อ 2 กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2567): “เพื่อให้ได้ภาษีตามเป้าหมายอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม” ข้อ 2 กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2567): “และเกิดความสมัครใจในการเสียภาษี”
ข้อ 2 กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2567): “เพื่อให้ได้ภาษีตามเป้าหมายอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ หากไม่มีราคาที่คำนวณตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการราคากลางกำหนด แต่มีทั้งราคาจากฐานข้อมูลราคาอ้างอิงของกรมบัญชีกลางและราคามาตรฐานที่สำนักงบประมาณกำหนด ข้อใดอธิบายการเลือกใช้ราคากลางได้ถูกต้อง
- ก. ให้ใช้ราคาที่ได้จากการสืบราคาจากท้องตลาดก่อน โดยคำนึงถึงประโยชน์ของหน่วยงาน
- ข. เลือกใช้ราคาใดราคาหนึ่งจากสองราคานั้นก่อน โดยคำนึงถึงประโยชน์ของหน่วยงานของรัฐเป็นสำคัญ ✓
- ค. ราคาจากฐานข้อมูลอ้างอิงและราคามาตรฐานไม่อยู่ในความหมายของราคากลาง
- ง. ต้องใช้ราคาจากฐานข้อมูลราคาอ้างอิงของกรมบัญชีกลางก่อนราคามาตรฐาน
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เลือกใช้ราคาใดราคาหนึ่งจากสองราคานั้นก่อน โดยคำนึงถึงประโยชน์ของหน่วยงานของรัฐเป็นสำคัญ" มาตรา 4 กำหนดว่า เมื่อไม่มีราคาที่คำนวณตามหลักเกณฑ์ของคณะกรรมการราคากลาง แต่มีราคาจากฐานข้อมูลอ้างอิงหรือราคามาตรฐาน ให้ใช้ราคาใดราคาหนึ่งในสองประเภทนั้นก่อน โดยคำนึงถึงประโยชน์ของหน่วยงานของรัฐเป็นสำคัญ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ราคาจากฐานข้อมูลอ้างอิงและราคามาตรฐานไม่อยู่ในความหมายของราคากลาง" ผิด: มาตรา 4 ระบุให้ราคาจากฐานข้อมูลราคาอ้างอิงของกรมบัญชีกลางและราคามาตรฐานที่สำนักงบประมาณหรือหน่วยงานกลางอื่นกำหนดเป็นราคาที่ใช้เป็นราคากลางได้ • "ต้องใช้ราคาจากฐานข้อมูลราคาอ้างอิงของกรมบัญชีกลางก่อนราคามาตรฐาน" ผิด: มาตรา 4 ให้ใช้ราคาตาม (2) หรือ (3) ก่อน และให้พิจารณาว่าจะใช้ราคาใดโดยคำนึงถึงประโยชน์ของหน่วยงานของรัฐ มิได้กำหนดให้ราคาตาม (2) มาก่อนราคาตาม (3) • "ให้ใช้ราคาที่ได้จากการสืบราคาจากท้องตลาดก่อน โดยคำนึงถึงประโยชน์ของหน่วยงาน" ผิด: มาตรา 4 กำหนดว่าเมื่อไม่มีราคาตาม (1) แต่มีราคาตาม (2) หรือ (3) ให้ใช้ราคาตาม (2) หรือ (3) ก่อน อ้างอิงตัวบท มาตรา 4 พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560: “ในกรณีที่ไม่มีราคาตาม (1) แต่มีราคาตาม (2) หรือ (3) ให้ใช้ราคาตาม (2) หรือ (3) ก่อน โดยจะใช้ราคาใดตาม (2) หรือ (3) ให้คำนึงถึงประโยชน์ของหน่วยงานของรัฐเป็นสำคัญ”
มาตรา 4 พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560: “ในกรณีที่ไม่มีราคาตาม (1) แต่มีราคาตาม (2) หรือ (3) ให้ใช้ราคาตาม (2) หรือ (3) ก่อน โดยจะใช้ราคาใดตาม (2) หรือ (3) ให้คำนึงถึงประโยชน์ของหน่วยงานของรัฐเป็นสำคัญ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างฯ ในกรณีจำเป็นต้องจ่ายค่าเช่าล่วงหน้าสำหรับการเช่าจากเอกชนซึ่งมีระยะเวลาไม่เกิน 3 ปี จะจ่ายได้สูงสุดเท่าใด
- ก. ไม่เกินร้อยละยี่สิบของค่าเช่าทั้งสัญญา ✓
- ข. ไม่เกินร้อยละสามสิบของค่าเช่าทั้งสัญญา
- ค. ไม่เกินร้อยละสิบของค่าเช่าทั้งสัญญา
- ง. ไม่เกินร้อยละห้าสิบของค่าเช่าทั้งสัญญา
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ไม่เกินร้อยละยี่สิบของค่าเช่าทั้งสัญญา" ข้อ 92 (2) กำหนดว่า การเช่าจากเอกชนจ่ายค่าเช่าล่วงหน้าได้ไม่เกินร้อยละยี่สิบของค่าเช่าทั้งสัญญา ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ไม่เกินร้อยละสามสิบของค่าเช่าทั้งสัญญา" ผิด: ข้อ 92 (2) ระบุอัตราไม่เกินร้อยละยี่สิบของค่าเช่าทั้งสัญญา ไม่ใช่ร้อยละสามสิบ • "ไม่เกินร้อยละสิบของค่าเช่าทั้งสัญญา" ผิด: ข้อ 92 (2) กำหนดให้การเช่าจากเอกชนจ่ายได้ไม่เกินร้อยละยี่สิบของค่าเช่าทั้งสัญญา ไม่ใช่ร้อยละสิบ • "ไม่เกินร้อยละห้าสิบของค่าเช่าทั้งสัญญา" ผิด: ข้อ 92 (2) กำหนดอัตราสำหรับการเช่าจากเอกชนไว้ไม่เกินร้อยละยี่สิบ ส่วนร้อยละห้าสิบเป็นอัตราสำหรับการเช่าจากหน่วยงานของรัฐตามข้อ 92 (1) อ้างอิงตัวบท ข้อ 92 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 3 พ.ศ. 2569): “(2) การเช่าจากเอกชนจ่ายได้ไม่เกินร้อยละยี่สิบของค่าเช่าทั้งสัญญา”
ข้อ 92 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 3 พ.ศ. 2569): “(2) การเช่าจากเอกชนจ่ายได้ไม่เกินร้อยละยี่สิบของค่าเช่าทั้งสัญญา”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างฯ วิธีสอบราคาสำหรับการซื้อหรือจ้างครั้งหนึ่งกำหนดวงเงินไว้เท่าใด
- ก. เกิน 1,000,000 บาท แต่ไม่เกิน 5,000,000 บาท
- ข. ตั้งแต่ 500,000 บาท แต่ไม่เกิน 5,000,000 บาท
- ค. เกิน 500,000 บาท แต่ไม่เกิน 10,000,000 บาท
- ง. เกิน 500,000 บาท แต่ไม่เกิน 5,000,000 บาท ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เกิน 500,000 บาท แต่ไม่เกิน 5,000,000 บาท" ตามข้อ 32 วิธีสอบราคาเป็นการซื้อหรือจ้างครั้งหนึ่งซึ่งมีวงเงินเกิน 500,000 บาท แต่ไม่เกิน 5,000,000 บาท ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เกิน 500,000 บาท แต่ไม่เกิน 10,000,000 บาท" ผิด: ข้อ 32 กำหนดวงเงินสูงสุดไว้ว่า “ไม่เกิน 5,000,000 บาท” • "เกิน 1,000,000 บาท แต่ไม่เกิน 5,000,000 บาท" ผิด: ข้อ 32 กำหนดวงเงินขั้นต่ำว่า “เกิน 500,000 บาท” • "ตั้งแต่ 500,000 บาท แต่ไม่เกิน 5,000,000 บาท" ผิด: ข้อ 32 ใช้คำว่า “วงเงินเกิน 500,000 บาท” จึงไม่รวมวงเงิน 500,000 บาท อ้างอิงตัวบท ข้อ 32 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 3 พ.ศ. 2569): “วิธีสอบราคา คือ การซื้อหรือจ้างครั้งหนึ่ง ซึ่งมีวงเงินเกิน 500,000 บาท แต่ไม่เกิน 5,000,000 บาท”
ข้อ 32 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 3 พ.ศ. 2569): “วิธีสอบราคา คือ การซื้อหรือจ้างครั้งหนึ่ง ซึ่งมีวงเงินเกิน 500,000 บาท แต่ไม่เกิน 5,000,000 บาท”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างฯ หน่วยงานของรัฐได้บริษัท ค. จำกัดเป็นผู้ชนะการเสนอราคาด้วยวิธีตลาดอิเล็กทรอนิกส์ แต่ภายหลังพบว่าแค็ตตาล็อกของพัสดุไม่ตรงตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในเอกสารซื้อ ข้อใดเป็นการดำเนินการที่ถูกต้อง
- ก. ให้ถือว่าบริษัท ค. จำกัดผ่านคุณสมบัติ และให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการซื้อกับบริษัทดังกล่าวในฐานะผู้ชนะต่อไป
- ข. ให้ถือว่าบริษัท ค. จำกัดไม่ผ่านคุณสมบัติ และให้เจ้าหน้าที่ยกเลิกการซื้อครั้งนั้นทันทีโดยไม่ต้องเสนอหัวหน้าหน่วยงานของรัฐ
- ค. ให้ถือว่าบริษัท ค. จำกัดไม่ผ่านคุณสมบัติ และให้เจ้าหน้าที่เสนอหัวหน้าหน่วยงานของรัฐผ่านหัวหน้าเจ้าหน้าที่เพื่อพิจารณายกเลิก หรือพิจารณาผู้เสนอราคาต่ำในลำดับถัดไปเป็นผู้ชนะก็ได้ ✓
- ง. ให้ถือว่าบริษัท ค. จำกัดไม่ผ่านคุณสมบัติ และให้ผู้เสนอราคาต่ำในลำดับถัดไปเป็นผู้ชนะทันทีโดยไม่มีทางเลือกยกเลิก
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ให้ถือว่าบริษัท ค. จำกัดไม่ผ่านคุณสมบัติ และให้เจ้าหน้าที่เสนอหัวหน้าหน่วยงานของรัฐผ่านหัวหน้าเจ้าหน้าที่เพื่อพิจารณายกเลิก หรือพิจารณาผู้เสนอราคาต่ำในลำดับถัดไปเป็นผู้ชนะก็ได้" กรณีนี้แค็ตตาล็อกของผู้ชนะไม่ตรงตามเงื่อนไขในเอกสารซื้อ จึงเข้ากรณีตามข้อ 40 ที่ให้ถือว่าผู้เสนอราคารายนั้นไม่ผ่านคุณสมบัติ และให้เจ้าหน้าที่เสนอหัวหน้าหน่วยงานของรัฐผ่านหัวหน้าเจ้าหน้าที่เพื่อพิจารณายกเลิก หรือพิจารณาผู้เสนอราคาต่ำในลำดับถัดไปเป็นผู้ชนะก็ได้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ให้ถือว่าบริษัท ค. จำกัดผ่านคุณสมบัติ และให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการซื้อกับบริษัทดังกล่าวในฐานะผู้ชนะต่อไป" ผิด: ข้อ 40 กำหนดว่า หากเสนอแค็ตตาล็อกไม่ถูกต้องตรงตามเงื่อนไข ให้ถือว่าผู้เสนอราคารายนั้นไม่ผ่านคุณสมบัติ • "ให้ถือว่าบริษัท ค. จำกัดไม่ผ่านคุณสมบัติ และให้เจ้าหน้าที่ยกเลิกการซื้อครั้งนั้นทันทีโดยไม่ต้องเสนอหัวหน้าหน่วยงานของรัฐ" ผิด: ข้อ 40 กำหนดให้เจ้าหน้าที่เสนอหัวหน้าหน่วยงานของรัฐผ่านหัวหน้าเจ้าหน้าที่เพื่อพิจารณายกเลิก หรือพิจารณาผู้เสนอราคาต่ำในลำดับถัดไปเป็นผู้ชนะก็ได้ • "ให้ถือว่าบริษัท ค. จำกัดไม่ผ่านคุณสมบัติ และให้ผู้เสนอราคาต่ำในลำดับถัดไปเป็นผู้ชนะทันทีโดยไม่มีทางเลือกยกเลิก" ผิด: ข้อ 40 ให้หัวหน้าหน่วยงานของรัฐพิจารณาได้ทั้งการยกเลิกการซื้อหรือการพิจารณาผู้เสนอราคาต่ำในลำดับถัดไปเป็นผู้ชนะ อ้างอิงตัวบท ข้อ 40 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 3 พ.ศ. 2569): “เสนอแค็ตตาล็อก (catalog) หรือรายละเอียดคุณลักษณะเฉพาะ ของพัสดุไม่ถูกต้องตรงตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในเอกสารซื้อหรือจ้างด้วยวิธีตลาดอิเล็กทรอนิกส์ ให้ถือว่าผู้เสนอราคารายนั้นไม่ผ่านคุณสมบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในเอกสารซื้อหรือจ้างด้วยวิธีตลาดอิเล็กทรอนิกส์” ข้อ 40 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 3 พ.ศ. 2569): “ให้เจ้าหน้าที่เสนอหัวหน้าหน่วยงานของรัฐผ่านหัวหน้าเจ้าหน้าที่เพื่อพิจารณายกเลิกการซื้อหรือจ้าง ในครั้งนั้น” ข้อ 40 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 3 พ.ศ. 2569): “หรือพิจารณาผู้ที่เสนอราคาต่ำในลำดับถัดไปเป็นผู้ชนะการเสนอราคาก็ได้”
ข้อ 40 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 3 พ.ศ. 2569): “เสนอแค็ตตาล็อก (catalog) หรือรายละเอียดคุณลักษณะเฉพาะ ของพัสดุไม่ถูกต้องตรงตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในเอกสารซื้อหรือจ้างด้วยวิธีตลาดอิเล็กทรอนิกส์ ให้ถือว่าผู้เสนอราคารายนั้นไม่ผ่านคุณสมบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในเอกสารซื้อหรือจ้างด้วยวิธีตลาดอิเล็กทรอนิกส์”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ เมื่อที่ประชุมพิจารณาข้อสงสัยว่าประธานกรรมการหรือกรรมการมีส่วนได้เสียในเรื่องที่พิจารณาหรือไม่ ข้อใดอธิบายการปฏิบัติต่อบุคคลนั้นได้ถูกต้อง
- ก. บุคคลนั้นต้องออกจากที่ประชุมก่อนชี้แจงและตอบข้อซักถามต่อที่ประชุม
- ข. เมื่อชี้แจงและตอบข้อซักถามแล้ว บุคคลนั้นต้องออกจากที่ประชุมระหว่างการพิจารณาเรื่องดังกล่าว ✓
- ค. หากสงสัยว่ามีส่วนได้เสียโดยอ้อม บุคคลนั้นไม่ต้องออกจากที่ประชุม
- ง. เมื่อชี้แจงและตอบข้อซักถามแล้ว บุคคลนั้นอยู่ร่วมพิจารณาได้ แต่ห้ามลงมติ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เมื่อชี้แจงและตอบข้อซักถามแล้ว บุคคลนั้นต้องออกจากที่ประชุมระหว่างการพิจารณาเรื่องดังกล่าว" มาตรา 25 กำหนดว่า ระหว่างที่ประชุมพิจารณาข้อสงสัยเรื่องส่วนได้เสียโดยตรงหรือโดยอ้อม บุคคลนั้นเมื่อได้ชี้แจงและตอบข้อซักถามแล้วจะต้องออกจากที่ประชุม ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เมื่อชี้แจงและตอบข้อซักถามแล้ว บุคคลนั้นอยู่ร่วมพิจารณาได้ แต่ห้ามลงมติ" ผิด: มาตรา 25 กำหนดว่าเมื่อชี้แจงและตอบข้อซักถามแล้ว บุคคลนั้นจะต้องออกจากที่ประชุม • "บุคคลนั้นต้องออกจากที่ประชุมก่อนชี้แจงและตอบข้อซักถามต่อที่ประชุม" ผิด: มาตรา 25 กำหนดให้บุคคลนั้นชี้แจงและตอบข้อซักถามก่อน แล้วจึงต้องออกจากที่ประชุม • "หากสงสัยว่ามีส่วนได้เสียโดยอ้อม บุคคลนั้นไม่ต้องออกจากที่ประชุม" ผิด: มาตรา 25 ครอบคลุมเหตุอันควรสงสัยว่ามีส่วนได้เสียทั้งโดยตรงหรือโดยอ้อม อ้างอิงตัวบท มาตรา 25 พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560: “ซึ่งในระหว่างที่ประชุมพิจารณาเรื่องดังกล่าว ประธานกรรมการหรือกรรมการผู้นั้นเมื่อได้ชี้แจงและตอบข้อซักถามแล้วจะต้องออกจากที่ประชุม”
มาตรา 25 พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560: “ซึ่งในระหว่างที่ประชุมพิจารณาเรื่องดังกล่าว ประธานกรรมการหรือกรรมการผู้นั้นเมื่อได้ชี้แจงและตอบข้อซักถามแล้วจะต้องออกจากที่ประชุม”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างฯ เมื่อถึงกำหนดวันยื่นซองข้อเสนอในงานจ้างที่ปรึกษาโดยวิธีประกาศเชิญชวนทั่วไป ต้องปฏิบัติอย่างไร
- ก. ห้ามมิให้ร่นหรือเลื่อน หรือเปลี่ยนแปลงกำหนดวันยื่นซองข้อเสนอ ✓
- ข. อาจเปลี่ยนแปลงกำหนดวันยื่นซองข้อเสนอได้ แต่ห้ามร่นหรือเลื่อน
- ค. อาจเลื่อนกำหนดวันยื่นซองข้อเสนอได้ แต่ห้ามร่นหรือเปลี่ยนแปลง
- ง. อาจร่นกำหนดวันยื่นซองข้อเสนอได้ แต่ห้ามเลื่อนหรือเปลี่ยนแปลง
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ห้ามมิให้ร่นหรือเลื่อน หรือเปลี่ยนแปลงกำหนดวันยื่นซองข้อเสนอ" ข้อ 112 กำหนดว่า เมื่อถึงกำหนดวันยื่นซองข้อเสนอในงานจ้างที่ปรึกษาโดยวิธีประกาศเชิญชวนทั่วไป ห้ามร่น เลื่อน หรือเปลี่ยนแปลงกำหนดวันยื่นซองข้อเสนอ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "อาจร่นกำหนดวันยื่นซองข้อเสนอได้ แต่ห้ามเลื่อนหรือเปลี่ยนแปลง" ผิด: ข้อ 112 ห้ามมิให้ร่นกำหนดวันยื่นซองข้อเสนอ • "อาจเลื่อนกำหนดวันยื่นซองข้อเสนอได้ แต่ห้ามร่นหรือเปลี่ยนแปลง" ผิด: ข้อ 112 ห้ามมิให้เลื่อนกำหนดวันยื่นซองข้อเสนอ • "อาจเปลี่ยนแปลงกำหนดวันยื่นซองข้อเสนอได้ แต่ห้ามร่นหรือเลื่อน" ผิด: ข้อ 112 ห้ามมิให้เปลี่ยนแปลงกำหนดวันยื่นซองข้อเสนอ อ้างอิงตัวบท ข้อ 112 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 3 พ.ศ. 2569): “ห้ามมิให้ร่นหรือเลื่อน หรือเปลี่ยนแปลงกำหนดวันยื่นซองข้อเสนอ”
ข้อ 112 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 3 พ.ศ. 2569): “ห้ามมิให้ร่นหรือเลื่อน หรือเปลี่ยนแปลงกำหนดวันยื่นซองข้อเสนอ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
หน่วยงานของรัฐแห่งหนึ่งได้รับอุทธรณ์และพิจารณาแล้ว โดยเห็นด้วยกับข้ออุทธรณ์บางส่วน แต่ไม่เห็นด้วยกับอีกบางส่วน หน่วยงานต้องดำเนินการอย่างไรและภายในกำหนดเวลาใด
- ก. ให้ดำเนินการตามความเห็นของหน่วยงานนั้น ภายในเจ็ดวันทำการนับแต่วันที่หน่วยงานได้รับอุทธรณ์
- ข. ให้เร่งรายงานความเห็นพร้อมเหตุผลไปยังคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ภายในสามวันทำการนับแต่วันที่หน่วยงานได้รับอุทธรณ์
- ค. ให้วินิจฉัยเฉพาะส่วนที่เห็นด้วยภายในเจ็ดวันทำการ โดยไม่ต้องรายงานส่วนที่ไม่เห็นด้วยไปยังคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์
- ง. ให้เร่งรายงานความเห็นพร้อมเหตุผลไปยังคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ภายในสามวันทำการนับแต่วันที่ครบกำหนดเจ็ดวันทำการสำหรับพิจารณาและวินิจฉัยอุทธรณ์ ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ให้เร่งรายงานความเห็นพร้อมเหตุผลไปยังคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ภายในสามวันทำการนับแต่วันที่ครบกำหนดเจ็ดวันทำการสำหรับพิจารณาและวินิจฉัยอุทธรณ์" ข้อเท็จจริง “หน่วยงานของรัฐแห่งหนึ่ง” → “หน่วยงานของรัฐ”; ข้อเท็จจริง “ได้รับอุทธรณ์และพิจารณาแล้ว” → “พิจารณาและวินิจฉัยอุทธรณ์”; ข้อเท็จจริง “ไม่เห็นด้วยกับอีกบางส่วน” → “ไม่เห็นด้วยกับอุทธรณ์ ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน” จึงเกิดผล คือ “ให้เร่งรายงานความเห็นพร้อมเหตุผลไปยังคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์” ภายในกำหนด คือ “ภายในสามวันทำการนับแต่วันที่ครบกำหนดตามวรรคหนึ่ง” ตามมาตรา 118 แห่งพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ให้วินิจฉัยเฉพาะส่วนที่เห็นด้วยภายในเจ็ดวันทำการ โดยไม่ต้องรายงานส่วนที่ไม่เห็นด้วยไปยังคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าเมื่อไม่เห็นด้วยกับอุทธรณ์ “ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน” ให้เร่งรายงานความเห็นพร้อมเหตุผลไปยังคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ • "ให้เร่งรายงานความเห็นพร้อมเหตุผลไปยังคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ภายในสามวันทำการนับแต่วันที่หน่วยงานได้รับอุทธรณ์" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุให้รายงานภายในสามวันทำการนับแต่วันที่ครบกำหนดตามวรรคหนึ่ง มิใช่นับแต่วันที่ได้รับอุทธรณ์ • "ให้ดำเนินการตามความเห็นของหน่วยงานนั้น ภายในเจ็ดวันทำการนับแต่วันที่หน่วยงานได้รับอุทธรณ์" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดว่า หากหน่วยงานไม่เห็นด้วยกับอุทธรณ์ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน ต้องเร่งรายงานความเห็นพร้อมเหตุผลไปยังคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ อ้างอิงตัวบท มาตรา 118 พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560: “ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐไม่เห็นด้วยกับอุทธรณ์ ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนให้เร่งรายงานความเห็นพร้อมเหตุผลไปยังคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์” มาตรา 118 พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560: “ให้หน่วยงานของรัฐพิจารณาและวินิจฉัยอุทธรณ์ให้แล้วเสร็จภายในเจ็ดวันทำการ” มาตรา 118 พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560: “ภายในสามวันทำการนับแต่วันที่ ครบกำหนดตามวรรคหนึ่ง”
มาตรา 118 พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560: “ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐไม่เห็นด้วยกับอุทธรณ์ ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนให้เร่งรายงานความเห็นพร้อมเหตุผลไปยังคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
หน่วยงานของรัฐแห่งหนึ่งได้รับอุทธรณ์และอยู่ระหว่างพิจารณา โดยยังไม่ได้ข้อสรุปว่าเห็นด้วยกับอุทธรณ์หรือไม่ ตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ หน่วยงานต้องพิจารณาและวินิจฉัยอุทธรณ์ให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาใด โดยนับจากวันใด
- ก. ภายในสามวันทำการนับแต่วันที่ได้รับอุทธรณ์
- ข. ภายในเจ็ดวันทำการนับแต่วันที่เห็นด้วยกับอุทธรณ์
- ค. ภายในเจ็ดวันทำการนับแต่วันที่ได้รับอุทธรณ์ ✓
- ง. ภายในสามวันทำการนับแต่วันที่ครบกำหนดพิจารณาอุทธรณ์
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ภายในเจ็ดวันทำการนับแต่วันที่ได้รับอุทธรณ์" ข้อเท็จจริงที่หน่วยงานของรัฐได้รับอุทธรณ์ → “หน่วยงานของรัฐ” และ “ภายในเจ็ดวันทำการนับแต่วันที่ได้รับอุทธรณ์”; ข้อเท็จจริงที่อยู่ระหว่างพิจารณา → “พิจารณาและวินิจฉัยอุทธรณ์”; ข้อเท็จจริงที่ยังไม่ได้ข้อสรุปว่าเห็นด้วยหรือไม่ → ยังไม่เข้าสู่กรณี “เห็นด้วยกับอุทธรณ์” หรือ “ไม่เห็นด้วยกับอุทธรณ์ ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน” จึงใช้กำหนดหลักให้พิจารณาและวินิจฉัยให้แล้วเสร็จภายในเจ็ดวันทำการนับแต่วันที่ได้รับอุทธรณ์ ตามมาตรา 118 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ภายในสามวันทำการนับแต่วันที่ครบกำหนดพิจารณาอุทธรณ์" ผิด: กำหนดสามวันทำการนับแต่วันที่ครบกำหนดใช้กับการรายงานความเห็นพร้อมเหตุผลเมื่อหน่วยงานไม่เห็นด้วยกับอุทธรณ์ มิใช่กำหนดพิจารณาและวินิจฉัยอุทธรณ์ • "ภายในสามวันทำการนับแต่วันที่ได้รับอุทธรณ์" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้พิจารณาและวินิจฉัยอุทธรณ์ให้แล้วเสร็จ “ภายในเจ็ดวันทำการนับแต่วันที่ได้รับอุทธรณ์” • "ภายในเจ็ดวันทำการนับแต่วันที่เห็นด้วยกับอุทธรณ์" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดจุดเริ่มนับจาก “วันที่ได้รับอุทธรณ์” ไม่ใช่วันที่เห็นด้วยกับอุทธรณ์ อ้างอิงตัวบท มาตรา 118 พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560: “ให้หน่วยงานของรัฐพิจารณาและวินิจฉัยอุทธรณ์ให้แล้วเสร็จภายในเจ็ดวันทำการนับแต่วันที่ได้รับอุทธรณ์”
มาตรา 118 พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560: “ให้หน่วยงานของรัฐพิจารณาและวินิจฉัยอุทธรณ์ให้แล้วเสร็จภายในเจ็ดวันทำการนับแต่วันที่ได้รับอุทธรณ์”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ คำว่า “คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์” มีความหมายตรงกับข้อใด
- ก. หมายถึงคณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ
- ข. หมายถึงคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และข้อร้องเรียน ✓
- ค. หมายถึงคณะกรรมการความร่วมมือป้องกันการทุจริต
- ง. หมายถึงคณะกรรมการราคากลางและขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "หมายถึงคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และข้อร้องเรียน" มาตรา 4 นิยามว่า “คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์” หมายถึง คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และข้อร้องเรียน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "หมายถึงคณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ" ผิด: มาตรา 4 กำหนดให้ข้อความนี้เป็นความหมายของ “คณะกรรมการวินิจฉัย” ไม่ใช่ “คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์” • "หมายถึงคณะกรรมการราคากลางและขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการ" ผิด: มาตรา 4 กำหนดให้ข้อความนี้เป็นความหมายของ “คณะกรรมการราคากลาง” ไม่ใช่ “คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์” • "หมายถึงคณะกรรมการความร่วมมือป้องกันการทุจริต" ผิด: มาตรา 4 กำหนดให้ข้อความนี้เป็นความหมายของ “คณะกรรมการ ค.ป.ท.” ไม่ใช่ “คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์” อ้างอิงตัวบท มาตรา 4 พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560: ““คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์” หมายความว่า คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และข้อร้องเรียน”
มาตรา 4 พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560: ““คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์” หมายความว่า คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และข้อร้องเรียน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
บริษัท ค. จำกัดเป็นคู่สัญญาของหน่วยงานของรัฐ เกิดเหตุสุดวิสัยทำให้ไม่สามารถส่งมอบงานตามกำหนดเวลาได้ ต่อมาเหตุสุดวิสัยสิ้นสุดลง โดยสัญญากำหนดให้แจ้งเหตุต่อหน่วยงานของรัฐ และไม่มีกฎกระทรวงกำหนดระยะเวลาไว้เป็นอย่างอื่น บริษัทต้องแจ้งเหตุภายในระยะเวลาใด
- ก. ภายใน 30 วัน นับถัดจากวันที่เหตุสุดวิสัยสิ้นสุดลง
- ข. ภายใน 15 วัน นับถัดจากวันครบกำหนดส่งมอบตามสัญญา
- ค. ภายใน 15 วัน นับถัดจากวันที่เหตุสุดวิสัยสิ้นสุดลง ✓
- ง. ภายใน 15 วัน นับถัดจากวันที่เหตุสุดวิสัยเริ่มเกิดขึ้น
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ภายใน 15 วัน นับถัดจากวันที่เหตุสุดวิสัยสิ้นสุดลง" ข้อเท็จจริงว่า บริษัท ค. จำกัดเป็นคู่สัญญา → “คู่สัญญา”; เกิดเหตุสุดวิสัย → “เหตุสุดวิสัย”; ทำให้ส่งมอบงานตามกำหนดไม่ได้ → “ทำให้คู่สัญญาไม่สามารถส่งมอบสิ่งของหรืองานตามเงื่อนไขและกำหนดเวลาแห่งสัญญาได้”; สัญญากำหนดให้แจ้งเหตุ → “ต้องแจ้งเหตุดังกล่าวให้หน่วยงานของรัฐทราบ”; เหตุสิ้นสุดลงและไม่มีกฎกระทรวงกำหนดระยะเวลาเป็นอย่างอื่น → “ภายใน 15 วัน นับถัดจากวันที่เหตุนั้นได้สิ้นสุดลง หรือตามที่กำหนดในกฎกระทรวง” ดังนั้น บริษัทต้องแจ้งภายใน 15 วันนับถัดจากวันที่เหตุสุดวิสัยสิ้นสุดลง ตามข้อ 182 แห่งระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ภายใน 15 วัน นับถัดจากวันครบกำหนดส่งมอบตามสัญญา" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้เริ่มนับถัดจากวันที่เหตุนั้นได้สิ้นสุดลง ไม่ใช่วันครบกำหนดส่งมอบตามสัญญา • "ภายใน 15 วัน นับถัดจากวันที่เหตุสุดวิสัยเริ่มเกิดขึ้น" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้เริ่มนับถัดจากวันที่เหตุนั้นได้สิ้นสุดลง ไม่ใช่วันที่เหตุเริ่มเกิดขึ้น • "ภายใน 30 วัน นับถัดจากวันที่เหตุสุดวิสัยสิ้นสุดลง" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดว่าให้แจ้งภายใน 15 วัน ไม่ใช่ 30 วัน อ้างอิงตัวบท ข้อ 182 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 3 พ.ศ. 2569): “ต้องแจ้งเหตุดังกล่าวให้หน่วยงานของรัฐทราบภายใน 15 วัน นับถัดจากวันที่เหตุนั้นได้สิ้นสุดลง”
ข้อ 182 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 3 พ.ศ. 2569): “ต้องแจ้งเหตุดังกล่าวให้หน่วยงานของรัฐทราบภายใน 15 วัน นับถัดจากวันที่เหตุนั้นได้สิ้นสุดลง”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างฯ ผู้ขอเพิกถอนการเป็นผู้ทิ้งงานซึ่งไม่ได้ถูกสั่งเพราะขัดขวางการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรมหรือกระทำการโดยไม่สุจริต และไม่เคยมีผลการประเมินเป็นผู้ไม่ผ่านเกณฑ์จนถูกระงับ ต้องถูกขึ้นบัญชีเป็นผู้ทิ้งงานมาแล้วไม่น้อยกว่ากี่ปี
- ก. ไม่น้อยกว่า 5 ปี
- ข. ไม่น้อยกว่า 1 ปี
- ค. ไม่น้อยกว่า 3 ปี
- ง. ไม่น้อยกว่า 2 ปี ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ไม่น้อยกว่า 2 ปี" ข้อ 198 (1) กำหนดว่า ผู้ขอเพิกถอนในกรณีดังกล่าวต้องถูกขึ้นบัญชีเป็นผู้ทิ้งงานมาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปี ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ไม่น้อยกว่า 3 ปี" ผิด: ข้อ 198 (1) ระบุระยะเวลาไม่น้อยกว่า 2 ปี ไม่ใช่ 3 ปี • "ไม่น้อยกว่า 1 ปี" ผิด: ข้อ 198 (1) กำหนดว่า ต้องถูกขึ้นบัญชีเป็นผู้ทิ้งงานมาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปี • "ไม่น้อยกว่า 5 ปี" ผิด: สำหรับกรณีตามคำถาม ข้อ 198 (1) กำหนดระยะเวลาไม่น้อยกว่า 2 ปี ส่วนระยะเวลา 5 ปีเป็นหลักเกณฑ์ตามข้อ 198 (2) อ้างอิงตัวบท ข้อ 198 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 3 พ.ศ. 2569): “ถูกขึ้นบัญชีเป็นผู้ทิ้งงานมาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปี โดยจะต้องไม่ได้ถูกสั่งให้เป็นผู้ทิ้งงาน เนื่องจากมีการกระทำการอันมีลักษณะเป็นการขัดขวางการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม หรือกระทำการโดยไม่สุจริต ทั้งนี้ ผู้ขอเพิกถอนที่จะได้รับการเพิกถอนในข้อนี้ ต้องไม่เคยมีผลการประเมินตามหมวด 7 เป็นผู้ไม่ผ่านเกณฑ์ที่กำหนดและถูกระงับ”
ข้อ 198 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 3 พ.ศ. 2569): “ถูกขึ้นบัญชีเป็นผู้ทิ้งงานมาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปี โดยจะต้องไม่ได้ถูกสั่งให้เป็นผู้ทิ้งงาน เนื่องจากมีการกระทำการอันมีลักษณะเป็นการขัดขวางการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม หรือกระทำการโดยไม่สุจริต ทั้งนี้ ผู้ขอเพิกถอนที่จะได้รับการเพิกถอนในข้อนี้ ต้องไม่เคยมีผลการประเมินตามหมวด 7 เป็นผู้ไม่ผ่านเกณฑ์ที่กำหนดและถูกระงับ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
หน่วยงานของรัฐมีสัญญาเป็นหนังสือที่ลงนามแล้ว และเห็นว่าร่างแก้ไขสัญญาอาจมีปัญหาในทางเสียประโยชน์หรือไม่รัดกุมพอ โดยการแก้ไขไม่ได้เพิ่มหรือลดวงเงิน หน่วยงานต้องส่งร่างสัญญาให้ผู้ใดพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อน
- ก. สำนักงานอัยการสูงสุดพิจารณาให้ความเห็นชอบร่างสัญญาที่แก้ไขก่อน ✓
- ข. ผู้มีอำนาจอนุมัติสั่งซื้อหรือสั่งจ้างตามวงเงินเดิมพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อน
- ค. ผู้มีอำนาจอนุมัติสั่งซื้อหรือสั่งจ้างตามวงเงินรวมพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อน
- ง. หน่วยงานของรัฐพิจารณาให้ความเห็นชอบร่างสัญญาที่แก้ไขได้เองก่อน
Explanation: คำตอบที่ถูก: "สำนักงานอัยการสูงสุดพิจารณาให้ความเห็นชอบร่างสัญญาที่แก้ไขก่อน" ข้อเท็จจริงว่าเป็นสัญญาเป็นหนังสือที่ลงนามแล้ว → “สัญญาหรือข้อตกลงเป็นหนังสือที่ได้ลงนามแล้ว”; หน่วยงานเห็นว่าอาจเสียประโยชน์หรือไม่รัดกุมพอ → “หน่วยงานของรัฐเห็นว่าจะมีปัญหาในทางเสียประโยชน์หรือไม่รัดกุมพอ”; ไม่มีการเพิ่มวงเงิน → ไม่เข้าเงื่อนไข “แก้ไขสัญญาหรือข้อตกลงเพื่อเพิ่มวงเงิน”; และไม่มีการลดวงเงิน → ไม่เข้าเงื่อนไข “แก้ไขสัญญาหรือข้อตกลงเพื่อลดวงเงิน” ดังนั้นต้องส่งร่างสัญญาที่แก้ไขไปให้สำนักงานอัยการสูงสุดพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อน ตามมาตรา 97 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "หน่วยงานของรัฐพิจารณาให้ความเห็นชอบร่างสัญญาที่แก้ไขได้เองก่อน" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้หน่วยงานของรัฐส่งร่างสัญญาที่แก้ไขไปให้สำนักงานอัยการสูงสุดพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อน • "ผู้มีอำนาจอนุมัติสั่งซื้อหรือสั่งจ้างตามวงเงินรวมพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อน" ผิด: แหล่งข้อมูลใช้ผู้มีอำนาจตามวงเงินรวมเมื่อมีการเพิ่มวงเงินและทำให้ผู้มีอำนาจเปลี่ยนแปลงไป แต่กรณีนี้ไม่ได้เพิ่มวงเงิน • "ผู้มีอำนาจอนุมัติสั่งซื้อหรือสั่งจ้างตามวงเงินเดิมพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อน" ผิด: กรณีนี้ไม่ได้ลดวงเงิน และแหล่งข้อมูลกำหนดกรณีที่อาจเสียประโยชน์หรือไม่รัดกุมพอว่าให้ส่งร่างไปให้สำนักงานอัยการสูงสุดพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อน อ้างอิงตัวบท มาตรา 97 พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560: “ในกรณีการแก้ไขสัญญาที่หน่วยงานของรัฐเห็นว่าจะมีปัญหาในทางเสียประโยชน์หรือไม่รัดกุมพอก็ให้ส่งร่างสัญญาที่แก้ไขนั้นไปให้สำนักงานอัยการสูงสุดพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อน”
มาตรา 97 พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560: “ในกรณีการแก้ไขสัญญาที่หน่วยงานของรัฐเห็นว่าจะมีปัญหาในทางเสียประโยชน์หรือไม่รัดกุมพอก็ให้ส่งร่างสัญญาที่แก้ไขนั้นไปให้สำนักงานอัยการสูงสุดพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
หน่วยงานของรัฐทำสัญญาจ้างเป็นหนังสือซึ่งไม่ใช่การจ้างที่ปรึกษา งานนี้ต้องการผลสำเร็จทั้งหมดพร้อมกันและไม่ใช่งานก่อสร้างสาธารณูปโภคที่มีผลกระทบต่อการจราจร หากคำนวณค่าปรับตามอัตราที่กำหนดได้วันละ 50 บาท หน่วยงานต้องกำหนดค่าปรับอย่างไร
- ก. ต้องกำหนดค่าปรับเป็นรายวันร้อยละ 0.25 ของราคางานจ้างนั้น
- ข. ต้องกำหนดค่าปรับเป็นรายวันเป็นจำนวนเงินตายตัววันละ 100 บาท ✓
- ค. ต้องกำหนดค่าปรับเป็นรายวันร้อยละ 0.20 ของราคาพัสดุที่ยังไม่ได้รับมอบ
- ง. ต้องกำหนดค่าปรับเป็นรายวันเป็นจำนวนเงินตายตัววันละ 50 บาท
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ต้องกำหนดค่าปรับเป็นรายวันเป็นจำนวนเงินตายตัววันละ 100 บาท" ข้อเท็จจริงว่าเป็นสัญญาจ้างเป็นหนังสือ → “การทำสัญญาหรือข้อตกลงเป็นหนังสือ”; ไม่ใช่การจ้างที่ปรึกษา → “นอกจากการจ้างที่ปรึกษา”; ต้องการผลสำเร็จทั้งหมดพร้อมกัน → “การจ้าง ซึ่งต้องการผลสำเร็จของงานทั้งหมดพร้อมกัน”; ไม่ใช่งานก่อสร้างสาธารณูปโภคที่กระทบการจราจร → ไม่เข้าเงื่อนไข “งานก่อสร้างสาธารณูปโภค ที่มีผลกระทบต่อการจราจร”; และจำนวนที่คำนวณได้วันละ 50 บาท → ต้องใช้หลักว่า “จะต้องไม่ต่ำกว่าวันละ 100 บาท” ดังนั้นต้องกำหนดค่าปรับเป็นรายวันเป็นจำนวนเงินตายตัววันละ 100 บาท ตามข้อ 162 แห่งระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ต้องกำหนดค่าปรับเป็นรายวันเป็นจำนวนเงินตายตัววันละ 50 บาท" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดว่า ค่าปรับสำหรับการจ้างที่ต้องการผลสำเร็จทั้งหมดพร้อมกันต้องไม่ต่ำกว่าวันละ 100 บาท • "ต้องกำหนดค่าปรับเป็นรายวันร้อยละ 0.25 ของราคางานจ้างนั้น" ผิด: อัตราร้อยละ 0.25 ใช้สำหรับงานก่อสร้างสาธารณูปโภคที่มีผลกระทบต่อการจราจร แต่โจทย์ระบุว่าไม่ใช่งานดังกล่าว • "ต้องกำหนดค่าปรับเป็นรายวันร้อยละ 0.20 ของราคาพัสดุที่ยังไม่ได้รับมอบ" ผิด: กรณีนี้อยู่ในข้อยกเว้นสำหรับการจ้างที่ต้องการผลสำเร็จของงานทั้งหมดพร้อมกัน ซึ่งกำหนดอัตราร้อยละ 0.01-0.10 ของราคางานจ้างและมีขั้นต่ำวันละ 100 บาท อ้างอิงตัวบท ข้อ 162 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 3 พ.ศ. 2569): “เว้นแต่การจ้าง ซึ่งต้องการผลสำเร็จของงานทั้งหมดพร้อมกัน ให้กำหนดค่าปรับเป็นรายวันเป็นจำนวนเงินตายตัวในอัตรา ร้อยละ 0.01 - 0.10 ของราคางานจ้างนั้น แต่จะต้องไม่ต่ำกว่าวันละ 100 บาท”
ข้อ 162 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 3 พ.ศ. 2569): “เว้นแต่การจ้าง ซึ่งต้องการผลสำเร็จของงานทั้งหมดพร้อมกัน ให้กำหนดค่าปรับเป็นรายวันเป็นจำนวนเงินตายตัวในอัตรา ร้อยละ 0.01 - 0.10 ของราคางานจ้างนั้น แต่จะต้องไม่ต่ำกว่าวันละ 100 บาท”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างฯ ข้อใดอธิบายขอบเขตความหมายของ “การขัดขวางการแข่งขันอย่างเป็นธรรม” ได้ถูกต้อง
- ก. ครอบคลุมเฉพาะการสมยอมกันระหว่างผู้ยื่นข้อเสนอ เพื่อให้ผู้ยื่นข้อเสนอรายหนึ่งเป็นผู้มีสิทธิทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐ
- ข. ครอบคลุมการสร้างความได้เปรียบหน่วยงานของรัฐ แม้เป็นไปในทางการประกอบธุรกิจปกติ
- ค. ครอบคลุมการข่มขู่ว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายโดยผู้ยื่นข้อเสนอ เพื่อให้ผู้ยื่นข้อเสนอรายหนึ่งเป็นผู้มีสิทธิทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐ ✓
- ง. ครอบคลุมการที่หน่วยงานของรัฐเป็นผู้ขัดขวางการแข่งขันอย่างเป็นธรรมในการเสนอราคา
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ครอบคลุมการข่มขู่ว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายโดยผู้ยื่นข้อเสนอ เพื่อให้ผู้ยื่นข้อเสนอรายหนึ่งเป็นผู้มีสิทธิทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐ" ข้อ 4 กำหนดให้นิยามนี้ครอบคลุมการข่มขู่ว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายโดยผู้ยื่นข้อเสนอ เมื่อมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ยื่นข้อเสนอรายหนึ่งเป็นผู้มีสิทธิทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ครอบคลุมการที่หน่วยงานของรัฐเป็นผู้ขัดขวางการแข่งขันอย่างเป็นธรรมในการเสนอราคา" ผิด: นิยามระบุว่าเป็น “การที่ผู้ยื่นข้อเสนอรายหนึ่งหรือหลายราย” กระทำการขัดขวางหรือเป็นอุปสรรคต่อการแข่งขันอย่างเป็นธรรม • "ครอบคลุมเฉพาะการสมยอมกันระหว่างผู้ยื่นข้อเสนอ เพื่อให้ผู้ยื่นข้อเสนอรายหนึ่งเป็นผู้มีสิทธิทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐ" ผิด: แหล่งที่มาระบุวิธีการหลายลักษณะ โดยใช้ถ้อยคำว่า “ไม่ว่าจะกระทำโดยการสมยอมกัน หรือโดยการให้... หรือใช้กำลังประทุษร้าย... หรือแสดงเอกสารอันเป็นเท็จ” จึงไม่ได้จำกัดเฉพาะการสมยอมกัน • "ครอบคลุมการสร้างความได้เปรียบหน่วยงานของรัฐ แม้เป็นไปในทางการประกอบธุรกิจปกติ" ผิด: แหล่งที่มากำหนดว่าเป็นการทำให้เกิดความได้เปรียบหน่วยงานของรัฐ “โดยมิใช่เป็นไปในทางการประกอบธุรกิจปกติ” อ้างอิงตัวบท ข้อ 4 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 3 พ.ศ. 2569): “การที่ผู้ยื่นข้อเสนอรายหนึ่งหรือหลายราย กระทำการอย่างใด ๆ” ข้อ 4 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 3 พ.ศ. 2569): “หรือข่มขู่ว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย” ข้อ 4 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 3 พ.ศ. 2569): “เพื่อให้ประโยชน์แก่ผู้ยื่นข้อเสนอรายหนึ่งรายใดเป็นผู้มีสิทธิทำสัญญา กับหน่วยงานของรัฐนั้น”
ข้อ 4 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 3 พ.ศ. 2569): “การที่ผู้ยื่นข้อเสนอรายหนึ่งหรือหลายราย กระทำการอย่างใด ๆ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ แผนการจัดซื้อจัดจ้างประจำปีต้องประกอบด้วยรายการอย่างน้อยกี่รายการ
- ก. อย่างน้อย 4 รายการ ✓
- ข. อย่างน้อย 3 รายการ
- ค. อย่างน้อย 2 รายการ
- ง. อย่างน้อย 5 รายการ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "อย่างน้อย 4 รายการ" ข้อ 11 กำหนดให้แผนการจัดซื้อจัดจ้างประจำปีประกอบด้วยรายการอย่างน้อย 4 รายการ ได้แก่ ชื่อโครงการ วงเงินโดยประมาณ ระยะเวลาที่คาดว่าจะจัดซื้อจัดจ้าง และรายการอื่นตามที่กรมบัญชีกลางกำหนด ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "อย่างน้อย 5 รายการ" ผิด: ข้อ 11 แจกแจงรายการขั้นต่ำไว้ 4 รายการ ตั้งแต่ (1) ถึง (4) มิใช่ 5 รายการ • "อย่างน้อย 3 รายการ" ผิด: ข้อ 11 ระบุรายการที่ (4) คือ รายการอื่นตามที่กรมบัญชีกลางกำหนด จึงรวมเป็นอย่างน้อย 4 รายการ • "อย่างน้อย 2 รายการ" ผิด: ข้อ 11 กำหนดรายการไว้ตั้งแต่ (1) ถึง (4) รวมอย่างน้อย 4 รายการ อ้างอิงตัวบท ข้อ 11 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 3 พ.ศ. 2569): “แผนการจัดซื้อจัดจ้างประจำปีให้ประกอบด้วยรายการอย่างน้อย ดังต่อไปนี้ (1) ชื่อโครงการที่จะจัดซื้อจัดจ้าง (2) วงเงินที่จะจัดซื้อจัดจ้างโดยประมาณ (3) ระยะเวลาที่คาดว่าจะจัดซื้อจัดจ้าง (4) รายการอื่นตามที่กรมบัญชีกลางกำหนด”
ข้อ 11 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 3 พ.ศ. 2569): “แผนการจัดซื้อจัดจ้างประจำปีให้ประกอบด้วยรายการอย่างน้อย ดังต่อไปนี้ (1) ชื่อโครงการที่จะจัดซื้อจัดจ้าง (2) วงเงินที่จะจัดซื้อจัดจ้างโดยประมาณ (3) ระยะเวลาที่คาดว่าจะจัดซื้อจัดจ้าง (4) รายการอื่นตามที่กรมบัญชีกลางกำหนด”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
หน่วยงานของรัฐแห่งหนึ่งดำเนินการซื้อพัสดุโดยการประกวดราคานานาชาติ และอยู่ในขั้นเผยแพร่ประกาศและเอกสารซื้อ ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างฯ หน่วยงานต้องเผยแพร่เอกสารดังกล่าวเป็นเวลาเท่าใด
- ก. เผยแพร่ติดต่อกันไม่น้อยกว่า 20 วันทำการ
- ข. เผยแพร่ติดต่อกันไม่น้อยกว่า 30 วันปฏิทิน
- ค. เผยแพร่ติดต่อกันไม่น้อยกว่า 15 วันทำการ
- ง. เผยแพร่ติดต่อกันไม่น้อยกว่า 30 วันทำการ ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เผยแพร่ติดต่อกันไม่น้อยกว่า 30 วันทำการ" กรณีนี้เป็นการซื้อโดยการประกวดราคานานาชาติ จึงเข้าหลักเกณฑ์ข้อ 60 (3) ซึ่งกำหนดให้เผยแพร่ประกาศและเอกสารซื้อหรือจ้างติดต่อกันไม่น้อยกว่า 30 วันทำการ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เผยแพร่ติดต่อกันไม่น้อยกว่า 20 วันทำการ" ผิด: ข้อ 60 (3) ระบุระยะเวลาไม่น้อยกว่า 30 วันทำการ ไม่ใช่ 20 วันทำการ • "เผยแพร่ติดต่อกันไม่น้อยกว่า 30 วันปฏิทิน" ผิด: ข้อ 60 (3) ใช้คำว่า “30 วันทำการ” ไม่ใช่ 30 วันปฏิทิน • "เผยแพร่ติดต่อกันไม่น้อยกว่า 15 วันทำการ" ผิด: ข้อ 60 (3) กำหนดให้เผยแพร่ติดต่อกันไม่น้อยกว่า 30 วันทำการ ไม่ใช่ 15 วันทำการ อ้างอิงตัวบท ข้อ 60 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 3 พ.ศ. 2569): “เว้นแต่การเผยแพร่ประกาศและเอกสารซื้อหรือจ้างให้เผยแพร่ติดต่อกันไม่น้อยกว่า 30 วันทำการ”
ข้อ 60 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 3 พ.ศ. 2569): “เว้นแต่การเผยแพร่ประกาศและเอกสารซื้อหรือจ้างให้เผยแพร่ติดต่อกันไม่น้อยกว่า 30 วันทำการ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
หน่วยงานของรัฐมีเหตุอันเชื่อได้ว่าผู้รับจ้างไม่สามารถทำงานให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนด และหน่วยงานไม่ได้ตกลงกับผู้รับจ้างว่าจะบอกเลิกสัญญา กรณีนี้ผู้มีอำนาจดำเนินการอย่างไรได้ตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ
- ก. ผู้มีอำนาจต้องบอกเลิกสัญญากับผู้รับจ้างทันทีเมื่อมีเหตุดังกล่าว
- ข. ให้อยู่ในดุลพินิจของผู้มีอำนาจที่จะบอกเลิกสัญญากับผู้รับจ้าง ✓
- ค. ผู้มีอำนาจต้องรอให้พ้นระยะเวลาที่กำหนดก่อนจึงบอกเลิกสัญญากับผู้รับจ้าง
- ง. ผู้มีอำนาจยังบอกเลิกสัญญากับผู้รับจ้างไม่ได้เมื่อมีเพียงเหตุดังกล่าว
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ให้อยู่ในดุลพินิจของผู้มีอำนาจที่จะบอกเลิกสัญญากับผู้รับจ้าง" ข้อเท็จจริงว่าเป็น “ผู้รับจ้าง” → “ผู้ขายหรือผู้รับจ้าง”; การมีเหตุอันเชื่อว่าทำงานไม่เสร็จตามกำหนด → “ไม่สามารถส่งมอบงานหรือทำงานให้แล้วเสร็จได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด”; และการไม่ได้ตกลงกันว่าจะบอกเลิก → ไม่ใช่ “การตกลงกับคู่สัญญาที่จะบอกเลิกสัญญาหรือข้อตกลง” ดังนั้น ผล คือให้อยู่ในดุลพินิจของผู้มีอำนาจที่จะบอกเลิกสัญญากับคู่สัญญา ตามมาตรา 103 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ผู้มีอำนาจต้องบอกเลิกสัญญากับผู้รับจ้างทันทีเมื่อมีเหตุดังกล่าว" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า “ให้อยู่ในดุลพินิจของผู้มีอำนาจ” มิได้กำหนดให้ต้องบอกเลิกสัญญาทันที • "ผู้มีอำนาจต้องรอให้พ้นระยะเวลาที่กำหนดก่อนจึงบอกเลิกสัญญากับผู้รับจ้าง" ผิด: แหล่งข้อมูลใช้เงื่อนไขเพียงมี “เหตุอันเชื่อได้” ว่าผู้รับจ้างไม่สามารถทำงานให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนด จึงไม่ได้กำหนดให้รอจนพ้นระยะเวลาก่อน • "ผู้มีอำนาจยังบอกเลิกสัญญากับผู้รับจ้างไม่ได้เมื่อมีเพียงเหตุดังกล่าว" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดเหตุนี้ไว้โดยตรงว่า “เหตุอันเชื่อได้ว่าผู้ขายหรือผู้รับจ้างไม่สามารถส่งมอบงานหรือทำงานให้แล้วเสร็จได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด” อ้างอิงตัวบท มาตรา 103 พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560: “ในกรณีที่มีเหตุบอกเลิกสัญญาหรือข้อตกลงต่อไปนี้ ให้อยู่ในดุลพินิจของ ผู้มีอำนาจที่จะบอกเลิกสัญญาหรือข้อตกลงกับคู่สัญญา (1) เหตุตามที่กฎหมายกำหนด (2) เหตุอันเชื่อได้ว่าผู้ขายหรือผู้รับจ้างไม่สามารถส่งมอบงานหรือทำงานให้แล้วเสร็จได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด”
มาตรา 103 พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560: “ในกรณีที่มีเหตุบอกเลิกสัญญาหรือข้อตกลงต่อไปนี้ ให้อยู่ในดุลพินิจของ ผู้มีอำนาจที่จะบอกเลิกสัญญาหรือข้อตกลงกับคู่สัญญา (1) เหตุตามที่กฎหมายกำหนด (2) เหตุอันเชื่อได้ว่าผู้ขายหรือผู้รับจ้างไม่สามารถส่งมอบงานหรือทำงานให้แล้วเสร็จได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
หน่วยงานของรัฐแห่งหนึ่งจะจัดซื้ออะไหล่สำหรับเครื่องจักรเดิม โดยตรวจสอบแล้วพบว่าต้องใช้อะไหล่ยี่ห้อ ก. ตามมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 หน่วยงานควรดำเนินการอย่างไร
- ก. หน่วยงานกำหนดคุณลักษณะเฉพาะโดยไม่ต้องคำนึงถึงคุณภาพและเทคนิคได้
- ข. หน่วยงานกำหนดคุณลักษณะเฉพาะให้ใกล้เคียงกับของผู้ขายรายหนึ่งได้
- ค. หน่วยงานระบุยี่ห้อ ก. ในคุณลักษณะเฉพาะได้ ✓
- ง. หน่วยงานห้ามระบุยี่ห้อ ก. ในคุณลักษณะเฉพาะ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "หน่วยงานระบุยี่ห้อ ก. ในคุณลักษณะเฉพาะได้" กรณีนี้ข้อเท็จจริงระบุว่าต้องใช้อะไหล่ยี่ห้อ ก. จึงเข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 9 ที่บัญญัติว่า หากจะต้องใช้อะไหล่ของยี่ห้อใด ก็ให้ระบุยี่ห้อนั้นได้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "หน่วยงานห้ามระบุยี่ห้อ ก. ในคุณลักษณะเฉพาะ" ผิด: มาตรา 9 ยกเว้นว่า หากจะต้องใช้อะไหล่ของยี่ห้อใด ก็ให้ระบุยี่ห้อนั้นได้ • "หน่วยงานกำหนดคุณลักษณะเฉพาะโดยไม่ต้องคำนึงถึงคุณภาพและเทคนิคได้" ผิด: มาตรา 9 กำหนดให้หน่วยงานของรัฐคำนึงถึงคุณภาพ เทคนิค และวัตถุประสงค์ของการจัดซื้อจัดจ้าง • "หน่วยงานกำหนดคุณลักษณะเฉพาะให้ใกล้เคียงกับของผู้ขายรายหนึ่งได้" ผิด: มาตรา 9 ห้ามกำหนดคุณลักษณะเฉพาะให้ใกล้เคียงกับของผู้ขายรายใดรายหนึ่งโดยเฉพาะ อ้างอิงตัวบท มาตรา 9 พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560: “เว้นแต่พัสดุที่จะทำ การจัดซื้อจัดจ้างตามวัตถุประสงค์นั้นมียี่ห้อเดียวหรือจะต้องใช้อะไหล่ของยี่ห้อใด ก็ให้ระบุยี่ห้อนั้นได้”
มาตรา 9 พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560: “เว้นแต่พัสดุที่จะทำ การจัดซื้อจัดจ้างตามวัตถุประสงค์นั้นมียี่ห้อเดียวหรือจะต้องใช้อะไหล่ของยี่ห้อใด ก็ให้ระบุยี่ห้อนั้นได้”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามมาตรา 93 แห่งพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ข้อใดอธิบายหลักเกณฑ์การทำสัญญาเป็นภาษาต่างประเทศได้ถูกต้อง
- ก. เมื่อจำเป็นต้องทำสัญญาเป็นภาษาต่างประเทศ ให้เลือกใช้ภาษาต่างประเทศใดก็ได้และจัดทำข้อสรุปเป็นภาษาไทย
- ข. เมื่อจำเป็นต้องทำสัญญาเป็นภาษาต่างประเทศ ให้ทำเป็นภาษาอังกฤษและจัดทำข้อสรุปสาระสำคัญเป็นภาษาไทยทุกกรณี
- ค. เมื่อจำเป็นต้องทำสัญญาเป็นภาษาต่างประเทศ ให้ทำเป็นภาษาอังกฤษและจัดทำคำแปลสัญญาทั้งฉบับเป็นภาษาไทย
- ง. เมื่อจำเป็นต้องทำสัญญาเป็นภาษาต่างประเทศ ให้ทำเป็นภาษาอังกฤษและจัดทำข้อสรุปสาระสำคัญเป็นภาษาไทย เว้นแต่เป็นสัญญาตามแบบที่คณะกรรมการนโยบายกำหนด ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เมื่อจำเป็นต้องทำสัญญาเป็นภาษาต่างประเทศ ให้ทำเป็นภาษาอังกฤษและจัดทำข้อสรุปสาระสำคัญเป็นภาษาไทย เว้นแต่เป็นสัญญาตามแบบที่คณะกรรมการนโยบายกำหนด" มาตรา 93 กำหนดว่า หากจำเป็นต้องทำสัญญาเป็นภาษาต่างประเทศ ต้องทำเป็นภาษาอังกฤษและจัดทำข้อสรุปสาระสำคัญแห่งสัญญาเป็นภาษาไทยตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด เว้นแต่เป็นการทำสัญญาตามแบบสัญญาที่คณะกรรมการนโยบายกำหนด ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เมื่อจำเป็นต้องทำสัญญาเป็นภาษาต่างประเทศ ให้ทำเป็นภาษาอังกฤษและจัดทำคำแปลสัญญาทั้งฉบับเป็นภาษาไทย" ผิด: มาตรา 93 กำหนดให้จัดทำเพียง “ข้อสรุปสาระสำคัญแห่งสัญญาเป็นภาษาไทย” ไม่ได้กำหนดให้จัดทำคำแปลทั้งฉบับ • "เมื่อจำเป็นต้องทำสัญญาเป็นภาษาต่างประเทศ ให้เลือกใช้ภาษาต่างประเทศใดก็ได้และจัดทำข้อสรุปเป็นภาษาไทย" ผิด: มาตรา 93 ระบุโดยเฉพาะว่า “ให้ทำเป็นภาษาอังกฤษ” • "เมื่อจำเป็นต้องทำสัญญาเป็นภาษาต่างประเทศ ให้ทำเป็นภาษาอังกฤษและจัดทำข้อสรุปสาระสำคัญเป็นภาษาไทยทุกกรณี" ผิด: มาตรา 93 ยกเว้นกรณีการทำสัญญาเป็นภาษาต่างประเทศตามแบบสัญญาที่คณะกรรมการนโยบายกำหนด อ้างอิงตัวบท มาตรา 93 พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560: “ในกรณีจำเป็นต้องทำสัญญาเป็นภาษาต่างประเทศ ให้ทำเป็นภาษาอังกฤษ” มาตรา 93 พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560: “และต้องจัดทำข้อสรุปสาระสำคัญแห่งสัญญาเป็นภาษาไทย” มาตรา 93 พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560: “เว้นแต่การทำสัญญาเป็นภาษาต่างประเทศตามแบบสัญญาที่คณะกรรมการนโยบายกำหนด”
มาตรา 93 พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560: “ในกรณีจำเป็นต้องทำสัญญาเป็นภาษาต่างประเทศ ให้ทำเป็นภาษาอังกฤษ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามมาตรา 2 แห่งพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดกี่วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
- ก. หนึ่งร้อยแปดสิบวัน ✓
- ข. หนึ่งร้อยยี่สิบวัน
- ค. เก้าสิบวัน
- ง. สองร้อยสี่สิบวัน
Explanation: คำตอบที่ถูก: "หนึ่งร้อยแปดสิบวัน" มาตรา 2 กำหนดให้พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "หนึ่งร้อยยี่สิบวัน" ผิด: มาตรา 2 ระบุระยะเวลาไว้หนึ่งร้อยแปดสิบวัน มิใช่หนึ่งร้อยยี่สิบวัน • "สองร้อยสี่สิบวัน" ผิด: มาตรา 2 กำหนดระยะเวลาหนึ่งร้อยแปดสิบวัน มิใช่สองร้อยสี่สิบวัน • "เก้าสิบวัน" ผิด: มาตรา 2 กำหนดว่าให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวัน มิใช่เก้าสิบวัน อ้างอิงตัวบท มาตรา 2 พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560: “พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป”
มาตรา 2 พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560: “พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามมาตรา 131 แห่งพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 รายชื่อผู้ทิ้งงานตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. ใด ที่มีอยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ถือว่าเป็นรายชื่อผู้ทิ้งงานตามพระราชบัญญัตินี้
- ก. พ.ศ. 2534
- ข. พ.ศ. 2535 ✓
- ค. พ.ศ. 2540
- ง. พ.ศ. 2536
Explanation: คำตอบที่ถูก: "พ.ศ. 2535" มาตรา 131 กำหนดให้รายชื่อผู้ทิ้งงานตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 ที่มีอยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ถือเป็นรายชื่อผู้ทิ้งงานตามพระราชบัญญัตินี้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "พ.ศ. 2540" ผิด: ข้อความในมาตรา 131 อ้างถึงระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 ไม่ใช่ พ.ศ. 2540 • "พ.ศ. 2534" ผิด: มาตรา 131 ระบุว่าเป็นระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 ไม่ใช่ พ.ศ. 2534 • "พ.ศ. 2536" ผิด: มาตรา 131 กำหนดปีของระเบียบไว้เป็น พ.ศ. 2535 ไม่ใช่ พ.ศ. 2536 อ้างอิงตัวบท มาตรา 131 พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560: “รายชื่อผู้ทิ้งงานตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535”
มาตรา 131 พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560: “รายชื่อผู้ทิ้งงานตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างฯ ข้อใดอธิบายการกำหนดหลักประกันสำหรับสัญญาจัดซื้อจัดจ้างที่ผูกพันเกิน 1 ปี และพัสดุไม่ต้องมีการประกันเพื่อความชำรุดบกพร่องได้ถูกต้อง
- ก. กำหนดร้อยละห้าของราคาพัสดุที่ส่งมอบในแต่ละปี และถือเป็นการค้ำประกันตลอดอายุสัญญา ✓
- ข. กำหนดร้อยละห้าของราคาพัสดุที่ส่งมอบในแต่ละปี และค้ำประกันเฉพาะปีนั้น
- ค. กำหนดร้อยละห้าของราคาพัสดุรวมตลอดสัญญา และถือเป็นการค้ำประกันตลอดอายุสัญญา
- ง. กำหนดร้อยละห้าของราคาพัสดุที่ส่งมอบในแต่ละปี โดยไม่ต้องปรับเมื่อราคาปีต่อไปเปลี่ยนแปลง
Explanation: คำตอบที่ถูก: "กำหนดร้อยละห้าของราคาพัสดุที่ส่งมอบในแต่ละปี และถือเป็นการค้ำประกันตลอดอายุสัญญา" ข้อ 168 กำหนดว่า สำหรับสัญญาที่ผูกพันเกิน 1 ปีและพัสดุไม่ต้องมีการประกันเพื่อความชำรุดบกพร่อง ให้กำหนดหลักประกันร้อยละห้าของราคาพัสดุที่ส่งมอบในแต่ละปี และให้ถือเป็นการค้ำประกันตลอดอายุสัญญา ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "กำหนดร้อยละห้าของราคาพัสดุรวมตลอดสัญญา และถือเป็นการค้ำประกันตลอดอายุสัญญา" ผิด: ข้อ 168 กำหนดให้คิดร้อยละห้าจากราคาพัสดุที่ส่งมอบในแต่ละปีของสัญญา ไม่ใช่ราคาพัสดุรวมตลอดสัญญา • "กำหนดร้อยละห้าของราคาพัสดุที่ส่งมอบในแต่ละปี และค้ำประกันเฉพาะปีนั้น" ผิด: ข้อ 168 ให้ถือว่าหลักประกันนี้เป็นการค้ำประกันตลอดอายุสัญญา • "กำหนดร้อยละห้าของราคาพัสดุที่ส่งมอบในแต่ละปี โดยไม่ต้องปรับเมื่อราคาปีต่อไปเปลี่ยนแปลง" ผิด: ข้อ 168 กำหนดว่า หากราคาพัสดุที่ส่งมอบในปีต่อไปแตกต่างจากรอบปีก่อน ให้ปรับปรุงหลักประกันตามอัตราส่วนที่เปลี่ยนแปลงไป อ้างอิงตัวบท ข้อ 168 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 3 พ.ศ. 2569): “ให้กำหนดหลักประกันในอัตราร้อยละห้าของราคาพัสดุที่ส่งมอบในแต่ละปีของสัญญา” ข้อ 168 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 3 พ.ศ. 2569): “โดยให้ถือว่าหลักประกันนี้เป็นการค้ำประกันตลอดอายุสัญญา”
ข้อ 168 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 3 พ.ศ. 2569): “ให้กำหนดหลักประกันในอัตราร้อยละห้าของราคาพัสดุที่ส่งมอบในแต่ละปีของสัญญา”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ในการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ครั้งหนึ่ง คณะกรรมการพิจารณาผลพบว่ามีผู้ยื่นข้อเสนอหลายราย แต่มีเพียงบริษัท ค. จำกัดรายเดียวที่ถูกต้องตรงตามเงื่อนไขในเอกสารประกวดราคา คณะกรรมการควรดำเนินการอย่างไรตามระเบียบกระทรวงการคลัง
- ก. เสนอหัวหน้าหน่วยงานของรัฐโดยตรงเพื่อยกเลิก เว้นแต่เห็นว่ามีเหตุผลสมควรดำเนินการต่อ จึงดำเนินการตามข้อ 57 หรือข้อ 58 โดยอนุโลม
- ข. เสนอหัวหน้าหน่วยงานของรัฐผ่านหัวหน้าเจ้าหน้าที่เพื่อยกเลิกและดำเนินการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ใหม่ แม้ยังมีข้อเสนอที่ถูกต้องหนึ่งราย
- ค. ดำเนินการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ต่อไปได้ทันทีเมื่อมีข้อเสนอที่ถูกต้องหนึ่งราย โดยไม่ต้องพิจารณาว่ามีเหตุผลสมควรหรือไม่
- ง. เสนอหัวหน้าหน่วยงานของรัฐผ่านหัวหน้าเจ้าหน้าที่เพื่อยกเลิก เว้นแต่เห็นว่ามีเหตุผลสมควรดำเนินการต่อ จึงดำเนินการตามข้อ 57 หรือข้อ 58 แล้วแต่กรณี โดยอนุโลม ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เสนอหัวหน้าหน่วยงานของรัฐผ่านหัวหน้าเจ้าหน้าที่เพื่อยกเลิก เว้นแต่เห็นว่ามีเหตุผลสมควรดำเนินการต่อ จึงดำเนินการตามข้อ 57 หรือข้อ 58 แล้วแต่กรณี โดยอนุโลม" ข้อเท็จจริง “มีผู้ยื่นข้อเสนอหลายราย” → “มีผู้ยื่นข้อเสนอหลายราย แต่ถูกต้องตรงตามเงื่อนไขที่กำหนดในเอกสารประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์”; ข้อเท็จจริง “มีเพียงบริษัท ค. จำกัดรายเดียวที่ถูกต้องตรงตามเงื่อนไข” → “เพียงรายเดียว”; และผู้ดำเนินการคือ “คณะกรรมการพิจารณาผล” → “คณะกรรมการพิจารณาผลการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์” กรณีนี้จึงต้องเสนอหัวหน้าหน่วยงานของรัฐผ่านหัวหน้าเจ้าหน้าที่เพื่อยกเลิก แต่หากคณะกรรมการเห็นว่ามีเหตุผลสมควรดำเนินการต่อ ให้ดำเนินการตามข้อ 57 หรือข้อ 58 แล้วแต่กรณีโดยอนุโลม ตามข้อ 56 แห่งระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ดำเนินการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ต่อไปได้ทันทีเมื่อมีข้อเสนอที่ถูกต้องหนึ่งราย โดยไม่ต้องพิจารณาว่ามีเหตุผลสมควรหรือไม่" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ดำเนินการต่อได้เมื่อ “คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่ามีเหตุผลสมควรที่จะดำเนินการต่อไป” ไม่ใช่ดำเนินการต่อได้ทันที • "เสนอหัวหน้าหน่วยงานของรัฐผ่านหัวหน้าเจ้าหน้าที่เพื่อยกเลิกและดำเนินการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ใหม่ แม้ยังมีข้อเสนอที่ถูกต้องหนึ่งราย" ผิด: การดำเนินการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ใหม่ใช้ในกรณีที่ “ไม่มีผู้ยื่นข้อเสนอหรือมีแต่ไม่ถูกต้องตรงตามเงื่อนไข” แต่กรณีนี้มีข้อเสนอที่ถูกต้องหนึ่งราย • "เสนอหัวหน้าหน่วยงานของรัฐโดยตรงเพื่อยกเลิก เว้นแต่เห็นว่ามีเหตุผลสมควรดำเนินการต่อ จึงดำเนินการตามข้อ 57 หรือข้อ 58 โดยอนุโลม" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดขั้นตอนไว้โดยเฉพาะว่าให้ “เสนอหัวหน้าหน่วยงานของรัฐผ่านหัวหน้าเจ้าหน้าที่” จึงเสนอโดยตรงไม่ได้ มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • ข้อ 57: “ข้อ 57 ในการพิจารณาผลการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ กรณีที่หน่วยงานของรัฐเลือกใช้เกณฑ์ราคา หากปรากฏว่ามีผู้เสนอราคาต่ำสุดเท่ากันหลายราย ให้คณะกรรมการพิจารณาราคาต่ำสุดของผู้ที่เสนอราคาเข้าสู่ระบบประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ในลำดับแรกเป็นผู้ชนะการเสนอราคาในครั้งนั้น ในกรณีที่ปรากฏว่าราคาของผู้ที่ชนะการเสนอราคายังสูงกว่าวงเงินที่จะซื้อหรือจ้างตามข้อ 22 ให้คณะกรรมการดำเนินการ ดังนี้ (1) ให้แจ้งผู้ที่เสนอราคารายที่คณะกรรมการเห็นสมควรซื้อหรือจ้างนั้นผ่านระบบประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์เพื่อต่อรองราคาให้ต่ำสุดเท่าที่จะทำได้ หากผู้ที่เสนอราคารายนั้นยอมลดราคาและยื่น ใบเสนอราคาผ่านระบบประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์แล้ว…” • ข้อ 58: “ข้อ 58 ในการพิจารณาผลการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ กรณีที่หน่วยงานของรัฐเลือกใช้เกณฑ์ราคาประกอบเกณฑ์อื่น หากปรากฏว่าราคาของผู้ที่ได้คะแนนรวมสูงสุด สูงกว่าวงเงินที่จะซื้อ หรือจ้างตามข้อ 22 ให้คณะกรรมการดำเนินการแจ้งผู้ที่เสนอราคารายที่คณะกรรมการเห็นสมควรซื้อหรือจ้างนั้นผ่านระบบประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์เพื่อต่อรองราคาให้ต่ำสุดเท่าที่จะทำได้ หากผู้ที่เสนอราคารายนั้นยอมลดราคาและยื่นใบเสนอราคาผ่านระบบประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์แล้ว ราคาที่เสนอใหม่ ไม่สูงกว่าวงเงินที่จะซื้อหรือจ้าง หรือสูงกว่าแต่ส่วนที่สูงกว่านั้นไม่เกินร้อยละสิบของวงเงินที่จะซื้อหรือจ้าง หรือต่อรองราคาแล้วไม่ยอมลดราคาลงอีก แต่ส่วนที่สูงก…” อ้างอิงตัวบท ข้อ 56 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 3 พ.ศ. 2569): “มีผู้ยื่นข้อเสนอหลายราย แต่ถูกต้องตรงตามเงื่อนไขที่กำหนดในเอกสารประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์เพียงรายเดียว ให้คณะกรรมการพิจารณาผลการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์เสนอหัวหน้าหน่วยงานของรัฐผ่านหัวหน้าเจ้าหน้าที่เพื่อยกเลิกการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ครั้งนั้น” ข้อ 56 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 3 พ.ศ. 2569): “แต่ถ้าคณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่ามีเหตุผลสมควรที่จะดำเนินการต่อไปโดยไม่ต้องยกเลิกการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์” ข้อ 56 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 3 พ.ศ. 2569): “ให้คณะกรรมการดำเนินการตามข้อ 57 หรือข้อ 58 แล้วแต่กรณี โดยอนุโลม”
ข้อ 56 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 3 พ.ศ. 2569): “มีผู้ยื่นข้อเสนอหลายราย แต่ถูกต้องตรงตามเงื่อนไขที่กำหนดในเอกสารประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์เพียงรายเดียว ให้คณะกรรมการพิจารณาผลการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์เสนอหัวหน้าหน่วยงานของรัฐผ่านหัวหน้าเจ้าหน้าที่เพื่อยกเลิกการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ครั้งนั้น”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างฯ หากกรรมการตรวจรับพัสดุบางคนไม่ยอมรับงานจ้างก่อสร้างและได้ทำความเห็นแย้งไว้ ข้อใดกล่าวถึงผลของกรณีดังกล่าวได้ถูกต้อง
- ก. ให้ยุติการตรวจรับงานจ้างนั้น เพราะเมื่อมีความเห็นแย้งแล้วย่อมไม่อาจตรวจรับได้
- ข. ให้คณะกรรมการตรวจรับงานจ้างนั้นไว้ก่อน แล้วจึงเสนอหัวหน้าหน่วยงานของรัฐเพื่อพิจารณา
- ค. ให้เสนอหัวหน้าหน่วยงานของรัฐเพื่อพิจารณาสั่งการ และหากสั่งให้ตรวจรับงานจ้างนั้นไว้จึงดำเนินการตรวจรับต่อไป ✓
- ง. ให้รายงานหัวหน้าหน่วยงานของรัฐผ่านหัวหน้าเจ้าหน้าที่เพื่อทราบ โดยไม่ต้องรอการสั่งการ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ให้เสนอหัวหน้าหน่วยงานของรัฐเพื่อพิจารณาสั่งการ และหากสั่งให้ตรวจรับงานจ้างนั้นไว้จึงดำเนินการตรวจรับต่อไป" ข้อ 176 (7) กำหนดว่า เมื่อกรรมการบางคนไม่ยอมรับงานและทำความเห็นแย้งไว้ ต้องเสนอหัวหน้าหน่วยงานของรัฐเพื่อพิจารณาสั่งการ และถ้าสั่งให้ตรวจรับงานนั้นไว้จึงดำเนินการต่อไป ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ให้ยุติการตรวจรับงานจ้างนั้น เพราะเมื่อมีความเห็นแย้งแล้วย่อมไม่อาจตรวจรับได้" ผิด: ข้อ 176 (7) ระบุว่า หากหัวหน้าหน่วยงานของรัฐสั่งให้ตรวจรับงานจ้างนั้นไว้ จึงดำเนินการต่อได้ • "ให้รายงานหัวหน้าหน่วยงานของรัฐผ่านหัวหน้าเจ้าหน้าที่เพื่อทราบ โดยไม่ต้องรอการสั่งการ" ผิด: ข้อ 176 (7) กำหนดเฉพาะให้เสนอหัวหน้าหน่วยงานของรัฐเพื่อพิจารณาสั่งการ มิใช่รายงานผ่านหัวหน้าเจ้าหน้าที่โดยไม่รอคำสั่ง • "ให้คณะกรรมการตรวจรับงานจ้างนั้นไว้ก่อน แล้วจึงเสนอหัวหน้าหน่วยงานของรัฐเพื่อพิจารณา" ผิด: ข้อ 176 (7) กำหนดให้เสนอหัวหน้าหน่วยงานของรัฐเพื่อพิจารณาสั่งการ และต้องได้รับคำสั่งให้ตรวจรับก่อนจึงดำเนินการต่อได้ อ้างอิงตัวบท ข้อ 176 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 3 พ.ศ. 2569): “ในกรณีที่กรรมการตรวจรับพัสดุบางคนไม่ยอมรับงานโดยทำความเห็นแย้งไว้ ให้เสนอหัวหน้าหน่วยงานของรัฐเพื่อพิจารณาสั่งการ” ข้อ 176 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 3 พ.ศ. 2569): “ถ้าหัวหน้าหน่วยงานของรัฐสั่งการให้ตรวจรับงานจ้างนั้นไว้จึงดำเนินการตาม (6)”
ข้อ 176 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 3 พ.ศ. 2569): “ในกรณีที่กรรมการตรวจรับพัสดุบางคนไม่ยอมรับงานโดยทำความเห็นแย้งไว้ ให้เสนอหัวหน้าหน่วยงานของรัฐเพื่อพิจารณาสั่งการ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างฯ ข้อใดอธิบายบุคคลที่อยู่ในความหมายของ “หัวหน้าหน่วยงานของรัฐ” สำหรับรัฐวิสาหกิจได้ถูกต้อง
- ก. อธิบดี หรือหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นนิติบุคคล
- ข. ผู้ว่าการ ผู้อำนวยการ กรรมการผู้จัดการใหญ่ หรือผู้ดำรงตำแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่า ✓
- ค. ผู้บริหารสูงสุดของหน่วยงานตามกฎหมายจัดตั้งหน่วยงานนั้น
- ง. อธิการบดี
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ผู้ว่าการ ผู้อำนวยการ กรรมการผู้จัดการใหญ่ หรือผู้ดำรงตำแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่า" ตามข้อ 4 รัฐวิสาหกิจมี “หัวหน้าหน่วยงานของรัฐ” หมายถึงผู้ว่าการ ผู้อำนวยการ กรรมการผู้จัดการใหญ่ หรือผู้ดำรงตำแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่า ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "อธิบดี หรือหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นนิติบุคคล" ผิด: ข้อความนี้เป็นความหมายสำหรับราชการส่วนกลาง ส่วนรัฐวิสาหกิจหมายถึงผู้ว่าการ ผู้อำนวยการ กรรมการผู้จัดการใหญ่ หรือผู้ดำรงตำแหน่งที่มีฐานะเทียบเท่า • "อธิการบดี" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้อธิการบดีเป็นหัวหน้าหน่วยงานของรัฐสำหรับมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ ไม่ใช่รัฐวิสาหกิจ • "ผู้บริหารสูงสุดของหน่วยงานตามกฎหมายจัดตั้งหน่วยงานนั้น" ผิด: ข้อความนี้เป็นความหมายสำหรับหน่วยงานอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ขณะที่รัฐวิสาหกิจมีรายชื่อตำแหน่งกำหนดไว้ต่างหาก อ้างอิงตัวบท ข้อ 4 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 3 พ.ศ. 2569): “(4) รัฐวิสาหกิจ หมายถึง ผู้ว่าการ ผู้อำนวยการ กรรมการผู้จัดการใหญ่ หรือผู้ดำรงตำแหน่ง ที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่า”
ข้อ 4 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 3 พ.ศ. 2569): “(4) รัฐวิสาหกิจ หมายถึง ผู้ว่าการ ผู้อำนวยการ กรรมการผู้จัดการใหญ่ หรือผู้ดำรงตำแหน่ง ที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่า”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
หน่วยงานของรัฐแห่งหนึ่งจัดซื้อพัสดุโดยวิธีประกาศเชิญชวนทั่วไป โดยกำหนดคุณลักษณะเฉพาะที่ต้องคำนึงถึงเทคโนโลยีของพัสดุและคุณสมบัติของผู้ยื่นข้อเสนอ อีกทั้งข้อเสนออาจไม่อยู่ในฐานเดียวกันจนเกิดปัญหาในการพิจารณาคัดเลือก ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างฯ หน่วยงานต้องกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับการยื่นข้อเสนออย่างไร
- ก. ให้รวมข้อเสนอด้านเทคนิคไว้กับข้อเสนอด้านราคา
- ข. ให้ยื่นเฉพาะข้อเสนอด้านราคาโดยไม่ต้องยื่นข้อเสนอด้านเทคนิค
- ค. ให้ยื่นข้อเสนอด้านเทคนิคหรือข้อเสนออื่นแยกมาต่างหาก ✓
- ง. ให้ยื่นข้อเสนอด้านเทคนิคเมื่อผ่านการคัดเลือกด้านราคาแล้ว
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ให้ยื่นข้อเสนอด้านเทคนิคหรือข้อเสนออื่นแยกมาต่างหาก" ข้อ 83 (3) กำหนดว่า เมื่อคุณลักษณะเฉพาะต้องคำนึงถึงเทคโนโลยีของพัสดุหรือคุณสมบัติของผู้ยื่นข้อเสนอ และข้อเสนออาจไม่อยู่ในฐานเดียวกันจนเกิดปัญหาในการคัดเลือก หน่วยงานของรัฐต้องกำหนดเงื่อนไขให้ยื่นข้อเสนอด้านเทคนิคหรือข้อเสนออื่นแยกมาต่างหาก ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ให้ยื่นเฉพาะข้อเสนอด้านราคาโดยไม่ต้องยื่นข้อเสนอด้านเทคนิค" ผิด: กรณีนี้แหล่งข้อมูลกำหนดให้มีการยื่นข้อเสนอด้านเทคนิคหรือข้อเสนออื่นแยกมาต่างหาก • "ให้รวมข้อเสนอด้านเทคนิคไว้กับข้อเสนอด้านราคา" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ยื่นข้อเสนอด้านเทคนิคหรือข้อเสนออื่น “แยกมาต่างหาก” • "ให้ยื่นข้อเสนอด้านเทคนิคเมื่อผ่านการคัดเลือกด้านราคาแล้ว" ผิด: แหล่งข้อมูลให้พิจารณาคะแนนข้อเสนอด้านเทคนิคหรือข้อเสนออื่นให้ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำก่อน แล้วจึงดำเนินการตาม (1) หรือ (2) ต่อไป อ้างอิงตัวบท ข้อ 83 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 3 พ.ศ. 2569): “ให้หน่วยงานของรัฐกำหนดเป็นเงื่อนไขให้มีการยื่นข้อเสนอด้านเทคนิค หรือข้อเสนออื่นแยกมาต่างหาก”
ข้อ 83 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 3 พ.ศ. 2569): “ให้หน่วยงานของรัฐกำหนดเป็นเงื่อนไขให้มีการยื่นข้อเสนอด้านเทคนิค หรือข้อเสนออื่นแยกมาต่างหาก”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
มหาวิทยาลัย ก. เป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐและประสงค์จะจัดให้มีระเบียบเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างขึ้นใช้เองบางส่วน ตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ มหาวิทยาลัย ก. ต้องดำเนินการกับระเบียบดังกล่าวอย่างไร
- ก. ไม่ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบาย แต่ต้องประกาศในราชกิจจานุเบกษา
- ข. ห้ามจัดให้มีระเบียบเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างขึ้นใช้เองบางส่วน
- ค. ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบาย แต่ไม่ต้องประกาศในราชกิจจานุเบกษา
- ง. ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบาย และประกาศในราชกิจจานุเบกษา ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบาย และประกาศในราชกิจจานุเบกษา" กรณีนี้มหาวิทยาลัย ก. เป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐและประสงค์จัดทำระเบียบขึ้นใช้เองบางส่วน จึงเข้าหลักมาตรา 6 ซึ่งกำหนดว่าระเบียบดังกล่าวต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบาย และให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ห้ามจัดให้มีระเบียบเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างขึ้นใช้เองบางส่วน" ผิด: มาตรา 6 ระบุว่า หากมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐประสงค์จะจัดให้มีระเบียบขึ้นใช้เองทั้งหมดหรือแต่บางส่วน ก็ให้กระทำได้ • "ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบาย แต่ไม่ต้องประกาศในราชกิจจานุเบกษา" ผิด: มาตรา 6 กำหนดทั้งให้ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายและให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา • "ไม่ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบาย แต่ต้องประกาศในราชกิจจานุเบกษา" ผิด: มาตรา 6 ระบุว่าระเบียบดังกล่าวต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายด้วย อ้างอิงตัวบท มาตรา 6 พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560: “มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ” มาตรา 6 พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560: “ประสงค์จะจัดให้มีระเบียบ ข้อบังคับ หรือข้อบัญญัติเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุขึ้นใช้เองทั้งหมดหรือแต่บางส่วน ก็ให้กระทำได้” มาตรา 6 พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560: “ระเบียบ ข้อบังคับ หรือข้อบัญญัติตามวรรคสองและวรรคสาม ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบาย” มาตรา 6 พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560: “ระเบียบ ข้อบังคับ หรือข้อบัญญัติตามวรรคสองและวรรคสาม ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบาย และให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา”
มาตรา 6 พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560: “มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 หน่วยงานของรัฐมีหน้าที่อย่างไรเกี่ยวกับข้อเสนอส่วนที่เป็นสาระสำคัญและเป็นข้อมูลทางเทคนิคของผู้ยื่นข้อเสนอ
- ก. ห้ามเปิดเผยต่อผู้ที่มิได้เกี่ยวข้องหรือผู้ยื่นข้อเสนอรายอื่น เว้นแต่เปิดเผยต่อผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายหรือเป็นการดำเนินการตามกฎหมาย ✓
- ข. ห้ามเปิดเผยแม้ต่อผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย
- ค. เปิดเผยต่อผู้ยื่นข้อเสนอรายอื่นได้โดยไม่มีข้อห้าม
- ง. ต้องเปิดเผยต่อผู้ที่มิได้เกี่ยวข้องและผู้ยื่นข้อเสนอรายอื่น
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ห้ามเปิดเผยต่อผู้ที่มิได้เกี่ยวข้องหรือผู้ยื่นข้อเสนอรายอื่น เว้นแต่เปิดเผยต่อผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายหรือเป็นการดำเนินการตามกฎหมาย" มาตรา 10 ห้ามหน่วยงานของรัฐเปิดเผยข้อเสนอส่วนที่เป็นสาระสำคัญและเป็นข้อมูลทางเทคนิคซึ่งอาจก่อให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบต่อผู้ที่มิได้เกี่ยวข้องหรือผู้ยื่นข้อเสนอรายอื่น เว้นแต่เปิดเผยต่อผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายหรือเป็นการดำเนินการตามกฎหมาย ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เปิดเผยต่อผู้ยื่นข้อเสนอรายอื่นได้โดยไม่มีข้อห้าม" ผิด: มาตรา 10 ห้ามเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวต่อผู้ยื่นข้อเสนอรายอื่น หากอาจก่อให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบ • "ต้องเปิดเผยต่อผู้ที่มิได้เกี่ยวข้องและผู้ยื่นข้อเสนอรายอื่น" ผิด: มาตรา 10 ใช้ถ้อยคำว่า “ห้ามมิให้หน่วยงานของรัฐเปิดเผย” ต่อผู้ซึ่งมิได้เกี่ยวข้องหรือผู้ยื่นข้อเสนอรายอื่น • "ห้ามเปิดเผยแม้ต่อผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย" ผิด: มาตรา 10 ยกเว้นให้เปิดเผยข้อมูลต่อผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายได้ อ้างอิงตัวบท มาตรา 10 พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560: “ห้ามมิให้หน่วยงานของรัฐเปิดเผยข้อเสนอของผู้ยื่นข้อเสนอในส่วนที่เป็นสาระสำคัญและเป็นข้อมูลทางเทคนิคของผู้ยื่นข้อเสนอ ซึ่งอาจก่อให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างผู้ยื่นข้อเสนอด้วยกันต่อผู้ซึ่งมิได้เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อจัดจ้างครั้งนั้น” มาตรา 10 พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560: “หรือต่อผู้ยื่นข้อเสนอรายอื่น” มาตรา 10 พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560: “เว้นแต่เป็นการเปิดเผยข้อมูลต่อผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย” มาตรา 10 พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560: “หรือการดำเนินการตามกฎหมาย”
มาตรา 10 พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560: “ห้ามมิให้หน่วยงานของรัฐเปิดเผยข้อเสนอของผู้ยื่นข้อเสนอในส่วนที่เป็นสาระสำคัญและเป็นข้อมูลทางเทคนิคของผู้ยื่นข้อเสนอ ซึ่งอาจก่อให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างผู้ยื่นข้อเสนอด้วยกันต่อผู้ซึ่งมิได้เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อจัดจ้างครั้งนั้น”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างฯ กรณีงานจ้างที่ปรึกษาที่มีความซับซ้อนมาก หน่วยงานของรัฐต้องคัดเลือกผู้ยื่นข้อเสนออย่างไร
- ก. คัดเลือกผู้ยื่นข้อเสนอที่ไม่ผ่านเกณฑ์ด้านคุณภาพจากรายที่ได้คะแนนด้านคุณภาพมากที่สุด
- ข. คัดเลือกผู้ยื่นข้อเสนอที่ผ่านเกณฑ์ด้านคุณภาพแล้วจากรายที่ได้คะแนนด้านคุณภาพมากที่สุด ✓
- ค. คัดเลือกผู้ยื่นข้อเสนอที่ผ่านเกณฑ์ด้านคุณภาพแล้วจากรายที่ได้คะแนนรวมด้านคุณภาพและด้านราคามากที่สุด
- ง. คัดเลือกผู้ยื่นข้อเสนอที่ผ่านเกณฑ์ด้านคุณภาพแล้วจากรายที่เสนอราคาต่ำสุด
Explanation: คำตอบที่ถูก: "คัดเลือกผู้ยื่นข้อเสนอที่ผ่านเกณฑ์ด้านคุณภาพแล้วจากรายที่ได้คะแนนด้านคุณภาพมากที่สุด" ข้อ 126 (3) กำหนดว่า กรณีงานจ้างที่ปรึกษาที่มีความซับซ้อนมาก ให้คัดเลือกผู้ยื่นข้อเสนอที่ผ่านเกณฑ์ด้านคุณภาพแล้วจากรายที่ได้คะแนนด้านคุณภาพมากที่สุด ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "คัดเลือกผู้ยื่นข้อเสนอที่ไม่ผ่านเกณฑ์ด้านคุณภาพจากรายที่ได้คะแนนด้านคุณภาพมากที่สุด" ผิด: ข้อ 126 (3) ระบุชัดว่าให้คัดเลือกผู้ยื่นข้อเสนอที่ผ่านเกณฑ์ด้านคุณภาพแล้ว • "คัดเลือกผู้ยื่นข้อเสนอที่ผ่านเกณฑ์ด้านคุณภาพแล้วจากรายที่ได้คะแนนรวมด้านคุณภาพและด้านราคามากที่สุด" ผิด: ข้อ 126 (3) กำหนดให้คัดเลือกจากรายที่ได้คะแนนด้านคุณภาพมากที่สุด มิใช่คะแนนรวมด้านคุณภาพและด้านราคา • "คัดเลือกผู้ยื่นข้อเสนอที่ผ่านเกณฑ์ด้านคุณภาพแล้วจากรายที่เสนอราคาต่ำสุด" ผิด: ข้อ 126 (3) กำหนดให้งานที่มีความซับซ้อนมากคัดเลือกจากรายที่ได้คะแนนด้านคุณภาพมากที่สุด ไม่ใช่รายที่เสนอราคาต่ำสุด อ้างอิงตัวบท ข้อ 126 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 3 พ.ศ. 2569): “(3) กรณีงานจ้างที่ปรึกษาที่มีความซับซ้อนมาก ให้หน่วยงานของรัฐคัดเลือกผู้ยื่นข้อเสนอ ที่ผ่านเกณฑ์ด้านคุณภาพแล้วและให้คัดเลือกจากรายที่ได้คะแนนด้านคุณภาพมากที่สุด”
ข้อ 126 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 3 พ.ศ. 2569): “(3) กรณีงานจ้างที่ปรึกษาที่มีความซับซ้อนมาก ให้หน่วยงานของรัฐคัดเลือกผู้ยื่นข้อเสนอ ที่ผ่านเกณฑ์ด้านคุณภาพแล้วและให้คัดเลือกจากรายที่ได้คะแนนด้านคุณภาพมากที่สุด”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างฯ หากการต่อรองราคากับผู้เสนอราคารายต่ำสุดที่ชนะการเสนอราคาไม่ได้ผล ข้อใดอธิบายการดำเนินการต่อไปได้ถูกต้อง
- ก. ให้แจ้งผู้เสนอราคาที่เสนอราคาถูกต้องตรงตามเงื่อนไขทุกรายผ่านระบบตลาดอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้เสนอราคาใหม่พร้อมกัน ✓
- ข. ให้แจ้งเฉพาะผู้เสนอราคารายต่ำสุดเดิมผ่านระบบตลาดอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้เสนอราคาใหม่อีกครั้ง
- ค. ให้ผู้เสนอราคาทุกรายเสนอราคาใหม่พร้อมกัน และถือว่าผู้ที่ไม่ยื่นราคาใหม่ถอนราคาเดิม
- ง. ให้เสนอหัวหน้าหน่วยงานของรัฐพิจารณายกเลิกการซื้อหรือจ้างในครั้งนั้นทันที
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ให้แจ้งผู้เสนอราคาที่เสนอราคาถูกต้องตรงตามเงื่อนไขทุกรายผ่านระบบตลาดอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้เสนอราคาใหม่พร้อมกัน" ข้อ 39 (2) กำหนดว่า เมื่อการดำเนินการตาม (1) ไม่ได้ผล ให้แจ้งผู้เสนอราคาที่เสนอราคาถูกต้องตรงตามเงื่อนไขทุกรายผ่านระบบตลาดอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้เสนอราคาใหม่พร้อมกัน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ให้เสนอหัวหน้าหน่วยงานของรัฐพิจารณายกเลิกการซื้อหรือจ้างในครั้งนั้นทันที" ผิด: ข้อ 39 (2) กำหนดว่าเมื่อดำเนินการตาม (1) แล้วไม่ได้ผล ต้องแจ้งผู้เสนอราคาที่ถูกต้องตรงตามเงื่อนไขทุกรายให้เสนอราคาใหม่พร้อมกัน ส่วนการเสนอให้พิจารณายกเลิกเป็นขั้นตอนเมื่อดำเนินการตาม (2) แล้วไม่ได้ผล • "ให้ผู้เสนอราคาทุกรายเสนอราคาใหม่พร้อมกัน และถือว่าผู้ที่ไม่ยื่นราคาใหม่ถอนราคาเดิม" ผิด: ข้อ 39 (2) กำหนดว่า หากผู้เสนอราคารายใดไม่ยื่นใบเสนอราคาใหม่ ให้ถือว่าผู้เสนอราคารายนั้นยืนราคาตามที่เสนอไว้เดิม • "ให้แจ้งเฉพาะผู้เสนอราคารายต่ำสุดเดิมผ่านระบบตลาดอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้เสนอราคาใหม่อีกครั้ง" ผิด: ข้อ 39 (2) ระบุให้แจ้งผู้เสนอราคาที่เสนอราคาถูกต้องตรงตามเงื่อนไขทุกราย ไม่ใช่เฉพาะผู้เสนอราคารายต่ำสุดเดิม อ้างอิงตัวบท ข้อ 39 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 3 พ.ศ. 2569): “ถ้าดำเนินการตาม (1) แล้วไม่ได้ผล ให้แจ้งผู้เสนอราคาที่เสนอราคาถูกต้องตรงตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในเอกสารซื้อหรือจ้างด้วยวิธีตลาดอิเล็กทรอนิกส์ทุกรายผ่านทางระบบตลาดอิเล็กทรอนิกส์เพื่อให้เสนอราคาใหม่พร้อมกัน”
ข้อ 39 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 3 พ.ศ. 2569): “ถ้าดำเนินการตาม (1) แล้วไม่ได้ผล ให้แจ้งผู้เสนอราคาที่เสนอราคาถูกต้องตรงตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในเอกสารซื้อหรือจ้างด้วยวิธีตลาดอิเล็กทรอนิกส์ทุกรายผ่านทางระบบตลาดอิเล็กทรอนิกส์เพื่อให้เสนอราคาใหม่พร้อมกัน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง หากหน่วยงานของรัฐก่อหนี้ผูกพันไว้ก่อนสิ้นปีงบประมาณ มีวงเงินตั้งแต่หนึ่งแสนบาทขึ้นไป และไม่สามารถเบิกเงินไปชำระหนี้ได้ทันสิ้นปีงบประมาณ จะขอกันเงินไว้เบิกเหลื่อมปีต่อไปได้ไม่เกินเท่าใด
- ก. ไม่เกินเก้าเดือนของปีงบประมาณถัดไป
- ข. ไม่เกินหกเดือนของปีงบประมาณถัดไป ✓
- ค. ไม่เกินสิบสองเดือนของปีงบประมาณถัดไป
- ง. ไม่เกินสามเดือนของปีงบประมาณถัดไป
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ไม่เกินหกเดือนของปีงบประมาณถัดไป" ข้อ 105 กำหนดว่า เมื่อเข้าเงื่อนไขดังกล่าวและไม่สามารถเบิกเงินไปชำระหนี้ได้ทันสิ้นปีงบประมาณ ให้ขอกันเงินไว้เบิกเหลื่อมปีต่อไปได้อีกไม่เกินหกเดือนของปีงบประมาณถัดไป ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ไม่เกินสามเดือนของปีงบประมาณถัดไป" ผิด: ข้อ 105 กำหนดว่าให้ขอกันเงินไว้เบิกเหลื่อมปีต่อไปได้อีก “ไม่เกินหกเดือนของปีงบประมาณถัดไป” มิใช่สามเดือน • "ไม่เกินเก้าเดือนของปีงบประมาณถัดไป" ผิด: ข้อ 105 ระบุระยะเวลาไว้ไม่เกินหกเดือนของปีงบประมาณถัดไป มิใช่เก้าเดือน • "ไม่เกินสิบสองเดือนของปีงบประมาณถัดไป" ผิด: ข้อ 105 กำหนดระยะเวลาการกันเงินไว้เบิกเหลื่อมปีไม่เกินหกเดือน มิใช่สิบสองเดือน อ้างอิงตัวบท ข้อ 105 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2563): “หน่วยงานของรัฐใดได้ก่อหนี้ผูกพันไว้ก่อนสิ้นปีงบประมาณและมีวงเงินตั้งแต่ หนึ่งแสนบาทขึ้นไปหรือตามที่กระทรวงการคลังกำหนด กรณีที่ไม่สามารถเบิกเงินไปชำระหนี้ได้ทัน สิ้นปีงบประมาณให้ขอกันเงินไว้เบิกเหลื่อมปีต่อไปได้อีกไม่เกินหกเดือนของปีงบประมาณถัดไป”
ข้อ 105 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2563): “หน่วยงานของรัฐใดได้ก่อหนี้ผูกพันไว้ก่อนสิ้นปีงบประมาณและมีวงเงินตั้งแต่ หนึ่งแสนบาทขึ้นไปหรือตามที่กระทรวงการคลังกำหนด กรณีที่ไม่สามารถเบิกเงินไปชำระหนี้ได้ทัน สิ้นปีงบประมาณให้ขอกันเงินไว้เบิกเหลื่อมปีต่อไปได้อีกไม่เกินหกเดือนของปีงบประมาณถัดไป”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง ข้อใดอธิบายการใช้ใบเสร็จรับเงินเมื่อขึ้นปีงบประมาณใหม่ได้ถูกต้อง
- ก. ให้ใช้ใบเสร็จรับเงินเล่มเดิมต่อจนหมด และเก็บฉบับที่เหลือไว้รับเงินในปีงบประมาณใหม่
- ข. ให้ใช้ใบเสร็จรับเงินเล่มใหม่ และนำฉบับที่ยังไม่ใช้ในเล่มเดิมออกไปทำลายแยกจากเล่ม
- ค. ให้ใช้ใบเสร็จรับเงินเล่มใหม่ และคงฉบับที่ยังไม่ใช้ติดไว้กับเล่มเดิมโดยไม่ต้องทำเครื่องหมายเลิกใช้
- ง. ให้ใช้ใบเสร็จรับเงินเล่มใหม่ และคงฉบับที่ยังไม่ใช้ติดไว้กับเล่มเดิมพร้อมทำให้สังเกตได้ว่าเลิกใช้ ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ให้ใช้ใบเสร็จรับเงินเล่มใหม่ และคงฉบับที่ยังไม่ใช้ติดไว้กับเล่มเดิมพร้อมทำให้สังเกตได้ว่าเลิกใช้" ข้อ 75 กำหนดว่าเมื่อขึ้นปีงบประมาณใหม่ให้ใช้ใบเสร็จรับเงินเล่มใหม่ ส่วนฉบับที่ยังไม่ใช้ต้องคงติดไว้กับเล่มและทำให้เป็นที่สังเกตว่าเลิกใช้ เพื่อมิให้นำมารับเงินอีก ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ให้ใช้ใบเสร็จรับเงินเล่มเดิมต่อจนหมด และเก็บฉบับที่เหลือไว้รับเงินในปีงบประมาณใหม่" ผิด: ข้อ 75 กำหนดให้ใช้ใบเสร็จรับเงินภายในปีงบประมาณนั้น และเมื่อขึ้นปีงบประมาณใหม่ให้ใช้เล่มใหม่ • "ให้ใช้ใบเสร็จรับเงินเล่มใหม่ และคงฉบับที่ยังไม่ใช้ติดไว้กับเล่มเดิมโดยไม่ต้องทำเครื่องหมายเลิกใช้" ผิด: ข้อ 75 กำหนดให้ปรุ เจาะรู หรือประทับตราเลิกใช้ เพื่อมิให้นำมารับเงินได้อีกต่อไป • "ให้ใช้ใบเสร็จรับเงินเล่มใหม่ และนำฉบับที่ยังไม่ใช้ในเล่มเดิมออกไปทำลายแยกจากเล่ม" ผิด: ข้อ 75 กำหนดให้ฉบับที่ยังไม่ใช้คงติดไว้กับเล่ม ไม่ใช่นำออกไปทำลายแยกจากเล่ม อ้างอิงตัวบท ข้อ 75 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2563): “เมื่อขึ้นปีงบประมาณใหม่ ให้ใช้ใบเสร็จรับเงินเล่มใหม่” ข้อ 75 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2563): “ใบเสร็จรับเงินฉบับใดยังไม่ใช้ ให้คงติดไว้กับเล่มแต่ให้ปรุ เจาะรู หรือประทับตราเลิกใช้ เพื่อให้เป็นที่สังเกตมิให้นำมารับเงิน ได้อีกต่อไป”
ข้อ 75 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2563): “เมื่อขึ้นปีงบประมาณใหม่ ให้ใช้ใบเสร็จรับเงินเล่มใหม่”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง ข้อใดอธิบายการจ่ายเงินยืมเพื่อปฏิบัติราชการที่คาบเกี่ยวไปถึงปีงบประมาณถัดไปได้ถูกต้อง
- ก. ให้เบิกจากงบประมาณปีถัดไปและถือเป็นรายจ่ายปีถัดไป โดยค่าเดินทางใช้ได้ไม่เกิน 90 วัน ส่วนงานอื่นใช้ได้ไม่เกิน 30 วันนับแต่เริ่มปีงบประมาณใหม่
- ข. ให้เบิกจากงบประมาณปีปัจจุบันและถือเป็นรายจ่ายปีปัจจุบัน โดยค่าเดินทางใช้ได้ไม่เกิน 30 วัน ส่วนงานอื่นใช้ได้ไม่เกิน 90 วันนับแต่เริ่มปีงบประมาณใหม่
- ค. ให้เบิกจากงบประมาณปีปัจจุบันและถือเป็นรายจ่ายปีปัจจุบัน โดยค่าเดินทางใช้ได้ไม่เกิน 90 วัน ส่วนงานอื่นใช้ได้ไม่เกิน 30 วันนับแต่เริ่มปีงบประมาณใหม่ ✓
- ง. ให้เบิกจากงบประมาณปีปัจจุบันแต่ถือเป็นรายจ่ายปีถัดไป โดยค่าเดินทางใช้ได้ไม่เกิน 90 วัน ส่วนงานอื่นใช้ได้ไม่เกิน 30 วันนับแต่เริ่มปีงบประมาณใหม่
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ให้เบิกจากงบประมาณปีปัจจุบันและถือเป็นรายจ่ายปีปัจจุบัน โดยค่าเดินทางใช้ได้ไม่เกิน 90 วัน ส่วนงานอื่นใช้ได้ไม่เกิน 30 วันนับแต่เริ่มปีงบประมาณใหม่" ข้อ 62 กำหนดว่าเงินยืมสำหรับการปฏิบัติราชการที่คาบเกี่ยวปีงบประมาณต้องเบิกจากงบประมาณปีปัจจุบันและถือเป็นรายจ่ายของปีปัจจุบัน โดยเงินยืมค่าเดินทางใช้ได้ไม่เกิน 90 วัน ส่วนเงินยืมสำหรับปฏิบัติราชการอื่นใช้ได้ไม่เกิน 30 วันนับแต่วันเริ่มต้นปีงบประมาณใหม่ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ให้เบิกจากงบประมาณปีปัจจุบันแต่ถือเป็นรายจ่ายปีถัดไป โดยค่าเดินทางใช้ได้ไม่เกิน 90 วัน ส่วนงานอื่นใช้ได้ไม่เกิน 30 วันนับแต่เริ่มปีงบประมาณใหม่" ผิด: ข้อ 62 ระบุให้ถือเงินยืมดังกล่าวเป็นรายจ่ายของงบประมาณปีปัจจุบัน ไม่ใช่ปีงบประมาณถัดไป • "ให้เบิกจากงบประมาณปีปัจจุบันและถือเป็นรายจ่ายปีปัจจุบัน โดยค่าเดินทางใช้ได้ไม่เกิน 30 วัน ส่วนงานอื่นใช้ได้ไม่เกิน 90 วันนับแต่เริ่มปีงบประมาณใหม่" ผิด: ข้อ 62 กำหนดให้ค่าเดินทางใช้ได้ไม่เกิน 90 วัน และเงินยืมสำหรับปฏิบัติราชการอื่นใช้ได้ไม่เกิน 30 วันนับแต่วันเริ่มต้นปีงบประมาณใหม่ • "ให้เบิกจากงบประมาณปีถัดไปและถือเป็นรายจ่ายปีถัดไป โดยค่าเดินทางใช้ได้ไม่เกิน 90 วัน ส่วนงานอื่นใช้ได้ไม่เกิน 30 วันนับแต่เริ่มปีงบประมาณใหม่" ผิด: ข้อ 62 กำหนดให้เบิกเงินยืมงบประมาณในปีปัจจุบันและให้ถือว่าเป็นรายจ่ายของงบประมาณปีปัจจุบัน อ้างอิงตัวบท ข้อ 62 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2563): “ให้เบิกเงินยืมงบประมาณในปีปัจจุบัน” ข้อ 62 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2563): “โดยให้ถือว่าเป็นรายจ่าย ของงบประมาณปีปัจจุบัน” ข้อ 62 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2563): “เงินยืมสำหรับค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ ให้ใช้จ่ายได้ไม่เกินเก้าสิบวัน” ข้อ 62 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2563): “เงินยืมสำหรับปฏิบัติราชการอื่น ๆ ให้ใช้จ่ายได้ไม่เกินสามสิบวันนับแต่วันเริ่มต้นปีงบประมาณใหม่”
ข้อ 62 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2563): “ให้เบิกเงินยืมงบประมาณในปีปัจจุบัน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง ข้อใดอธิบายความหมายของ “หน่วยงานผู้เบิก” ได้ถูกต้อง
- ก. หน่วยงานของรัฐที่ได้รับจัดสรรงบประมาณรายจ่าย และเบิกเงินจากกรมบัญชีกลางหรือสำนักงานคลังจังหวัด แล้วแต่กรณี ✓
- ข. หน่วยงานของรัฐที่เบิกเงินจากกรมบัญชีกลางหรือสำนักงานคลังจังหวัด แต่ไม่ได้รับจัดสรรงบประมาณรายจ่าย
- ค. หน่วยงานของรัฐที่ได้รับจัดสรรงบประมาณรายจ่าย แต่ไม่ได้เบิกเงินจากกรมบัญชีกลางหรือสำนักงานคลังจังหวัด
- ง. หน่วยงานของรัฐที่ได้รับจัดสรรงบประมาณรายจ่าย และเบิกเงินจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แล้วแต่กรณี
Explanation: คำตอบที่ถูก: "หน่วยงานของรัฐที่ได้รับจัดสรรงบประมาณรายจ่าย และเบิกเงินจากกรมบัญชีกลางหรือสำนักงานคลังจังหวัด แล้วแต่กรณี" ข้อ 4 กำหนดว่า “หน่วยงานผู้เบิก” หมายถึงหน่วยงานของรัฐที่มีองค์ประกอบทั้งการได้รับจัดสรรงบประมาณรายจ่าย และการเบิกเงินจากกรมบัญชีกลางหรือสำนักงานคลังจังหวัด แล้วแต่กรณี ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "หน่วยงานของรัฐที่ได้รับจัดสรรงบประมาณรายจ่าย และเบิกเงินจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แล้วแต่กรณี" ผิด: นิยามระบุแหล่งเบิกเงินไว้ว่าเป็นกรมบัญชีกลางหรือสำนักงานคลังจังหวัด แล้วแต่กรณี ไม่ใช่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น • "หน่วยงานของรัฐที่เบิกเงินจากกรมบัญชีกลางหรือสำนักงานคลังจังหวัด แต่ไม่ได้รับจัดสรรงบประมาณรายจ่าย" ผิด: นิยามกำหนดให้หน่วยงานผู้เบิกต้องได้รับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายด้วย • "หน่วยงานของรัฐที่ได้รับจัดสรรงบประมาณรายจ่าย แต่ไม่ได้เบิกเงินจากกรมบัญชีกลางหรือสำนักงานคลังจังหวัด" ผิด: นิยามระบุว่าต้องเป็นหน่วยงานของรัฐที่ได้รับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายและเบิกเงินจากกรมบัญชีกลางหรือสำนักงานคลังจังหวัด แล้วแต่กรณี อ้างอิงตัวบท ข้อ 4 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2563): ““หน่วยงานผู้เบิก” หมายความว่า หน่วยงานของรัฐที่ได้รับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายและ เบิกเงินจากกรมบัญชีกลางหรือสำนักงานคลังจังหวัด แล้วแต่กรณี”
ข้อ 4 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2563): ““หน่วยงานผู้เบิก” หมายความว่า หน่วยงานของรัฐที่ได้รับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายและ เบิกเงินจากกรมบัญชีกลางหรือสำนักงานคลังจังหวัด แล้วแต่กรณี”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ส่วนราชการแห่งหนึ่งในราชการบริหารส่วนกลางไม่มีรายการรับจ่ายเงินในวันจันทร์ และได้รับเงินสดในวันอังคาร ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง ส่วนราชการดังกล่าวต้องดำเนินการอย่างไร
- ก. ไม่จัดทำรายงานของวันจันทร์ก็ได้ แต่ต้องทำหมายเหตุเป็นเอกสารแยกต่างหาก
- ข. ไม่จัดทำรายงานของวันจันทร์ก็ได้ และไม่ต้องหมายเหตุในรายงานของวันอังคาร
- ค. ต้องจัดทำรายงานของวันจันทร์ แม้วันนั้นไม่มีรายการรับจ่ายเงิน
- ง. ไม่จัดทำรายงานของวันจันทร์ก็ได้ แต่ต้องหมายเหตุไว้ในรายงานของวันอังคาร ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ไม่จัดทำรายงานของวันจันทร์ก็ได้ แต่ต้องหมายเหตุไว้ในรายงานของวันอังคาร" ข้อ 92 กำหนดว่า วันที่ไม่มีรายการรับจ่ายเงินจะไม่จัดทำรายงานเงินคงเหลือประจำวันก็ได้ แต่เมื่อวันอังคารมีการรับเงินสด ซึ่งเป็นวันถัดไปที่มีรายการรับจ่ายเงิน ต้องหมายเหตุเรื่องวันจันทร์ไว้ในรายงานเงินคงเหลือประจำวันของวันอังคาร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ไม่จัดทำรายงานของวันจันทร์ก็ได้ และไม่ต้องหมายเหตุในรายงานของวันอังคาร" ผิด: ข้อ 92 กำหนดให้หมายเหตุไว้ในรายงานเงินคงเหลือประจำวันที่มีการรับจ่ายเงินของวันถัดไปด้วย • "ต้องจัดทำรายงานของวันจันทร์ แม้วันนั้นไม่มีรายการรับจ่ายเงิน" ผิด: ข้อ 92 ระบุว่า หากวันใดไม่มีรายการรับจ่ายเงิน จะไม่ทำรายงานเงินคงเหลือประจำวันสำหรับวันนั้นก็ได้ • "ไม่จัดทำรายงานของวันจันทร์ก็ได้ แต่ต้องทำหมายเหตุเป็นเอกสารแยกต่างหาก" ผิด: ข้อ 92 กำหนดให้หมายเหตุไว้ในรายงานเงินคงเหลือประจำวันที่มีการรับจ่ายเงินของวันถัดไป ไม่ใช่เอกสารแยกต่างหาก อ้างอิงตัวบท ข้อ 92 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2563): “ในกรณีที่วันใดไม่มีรายการรับจ่ายเงินตามวรรคหนึ่ง จะไม่ทำรายงานเงินคงเหลือประจำวันสำหรับวันนั้นก็ได้” ข้อ 92 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2563): “แต่ให้หมายเหตุไว้ในรายงานเงินคงเหลือประจำวันที่มีการรับจ่ายเงินของวันถัดไปด้วย”
ข้อ 92 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2563): “ในกรณีที่วันใดไม่มีรายการรับจ่ายเงินตามวรรคหนึ่ง จะไม่ทำรายงานเงินคงเหลือประจำวันสำหรับวันนั้นก็ได้”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
นาย ก. เป็นข้าราชการและได้จ่ายเงินในการปฏิบัติราชการ โดยได้รับใบเสร็จรับเงินแล้วแต่ใบเสร็จดังกล่าวสูญหาย ทั้งนี้ นาย ก. สามารถขอสำเนาใบเสร็จรับเงินจากผู้รับเงินได้ ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง นาย ก. สามารถดำเนินการอย่างไร
- ก. ขอเบิกเงินได้โดยไม่ต้องใช้เอกสารประกอบ เพราะเคยได้รับใบเสร็จรับเงินก่อนสูญหาย
- ข. ใช้สำเนาใบเสร็จรับเงินซึ่งผู้รับเงินรับรองเป็นเอกสารประกอบการขอเบิกเงินแทนได้ ✓
- ค. ต้องทำใบรับรองการจ่ายเงินชี้แจงการสูญหาย แม้ยังสามารถขอสำเนาใบเสร็จรับเงินได้
- ง. ใช้สำเนาใบเสร็จรับเงินที่ไม่มีผู้รับเงินรับรองเป็นเอกสารประกอบการขอเบิกเงินแทนได้
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ใช้สำเนาใบเสร็จรับเงินซึ่งผู้รับเงินรับรองเป็นเอกสารประกอบการขอเบิกเงินแทนได้" กรณีนี้นาย ก. ได้รับใบเสร็จรับเงินแล้วแต่เกิดสูญหาย และยังสามารถขอสำเนาได้ จึงเข้ากรณีตามข้อ 48 ที่ให้ใช้สำเนาใบเสร็จรับเงินซึ่งผู้รับเงินรับรองเป็นเอกสารประกอบการขอเบิกเงินแทนได้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ขอเบิกเงินได้โดยไม่ต้องใช้เอกสารประกอบ เพราะเคยได้รับใบเสร็จรับเงินก่อนสูญหาย" ผิด: ข้อ 48 ระบุให้ใช้สำเนาใบเสร็จรับเงินซึ่งผู้รับเงินรับรองเป็นเอกสารประกอบการขอเบิกเงินแทน • "ต้องทำใบรับรองการจ่ายเงินชี้แจงการสูญหาย แม้ยังสามารถขอสำเนาใบเสร็จรับเงินได้" ผิด: ข้อ 48 ให้ทำใบรับรองการจ่ายเงินพร้อมชี้แจงเหตุผลและพฤติการณ์เมื่อไม่อาจขอสำเนาใบเสร็จรับเงินได้ แต่กรณีนี้ยังขอสำเนาได้ • "ใช้สำเนาใบเสร็จรับเงินที่ไม่มีผู้รับเงินรับรองเป็นเอกสารประกอบการขอเบิกเงินแทนได้" ผิด: ข้อ 48 กำหนดให้ใช้สำเนาใบเสร็จรับเงินซึ่งผู้รับเงินรับรอง จึงต้องมีการรับรองจากผู้รับเงิน อ้างอิงตัวบท ข้อ 48 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2563): “ในกรณีที่ได้รับใบเสร็จรับเงินแล้วแต่เกิดสูญหาย ให้ใช้สำเนาใบเสร็จรับเงินซึ่งผู้รับเงินรับรองเป็นเอกสารประกอบการขอเบิกเงินแทนได้”
ข้อ 48 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2563): “ในกรณีที่ได้รับใบเสร็จรับเงินแล้วแต่เกิดสูญหาย ให้ใช้สำเนาใบเสร็จรับเงินซึ่งผู้รับเงินรับรองเป็นเอกสารประกอบการขอเบิกเงินแทนได้”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ส่วนราชการแห่งหนึ่งมีสำนักงานในต่างประเทศ โดยสำนักงานดังกล่าวยังไม่ได้รับเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามที่ได้รับจัดสรร ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลังฯ ส่วนราชการต้องดำเนินการอย่างไร
- ก. ให้เบิกเงินเป็นงวด ๆ ตามความจำเป็นแทนการใช้เงินทดรองราชการในต่างประเทศ
- ข. ให้รอรับเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีก่อน จึงดำเนินการเบิกเงินสำหรับต่างประเทศได้
- ค. ให้ปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการของส่วนราชการในต่างประเทศ ✓
- ง. ให้ส่งคำขอเบิกเงินเพื่อซื้อเงินตราต่างประเทศได้ทั้งจำนวนตามที่ได้รับจัดสรร
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ให้ปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการของส่วนราชการในต่างประเทศ" ข้อ 32 กำหนดว่า เมื่อสำนักงานในต่างประเทศยังไม่ได้รับเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามที่ได้รับจัดสรร ให้ปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการของส่วนราชการในต่างประเทศ ซึ่งตรงกับข้อเท็จจริงในโจทย์ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ให้ส่งคำขอเบิกเงินเพื่อซื้อเงินตราต่างประเทศได้ทั้งจำนวนตามที่ได้รับจัดสรร" ผิด: กรณีสำนักงานในต่างประเทศยังไม่ได้รับเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามที่ได้รับจัดสรร ข้อ 32 กำหนดให้ปฏิบัติตามระเบียบว่าด้วยเงินทดรองราชการของส่วนราชการในต่างประเทศ • "ให้เบิกเงินเป็นงวด ๆ ตามความจำเป็นแทนการใช้เงินทดรองราชการในต่างประเทศ" ผิด: ข้อ 32 กำหนดกรณีตามโจทย์ให้ปฏิบัติตามระเบียบว่าด้วยเงินทดรองราชการ มิใช่ให้เบิกเป็นงวด ๆ แทน และการเบิกเป็นงวดเป็นสิ่งที่กระทรวงการคลังอาจกำหนดเมื่อเห็นสมควร • "ให้รอรับเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีก่อน จึงดำเนินการเบิกเงินสำหรับต่างประเทศได้" ผิด: ข้อ 32 มิได้กำหนดให้รอ แต่กำหนดให้ปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการของส่วนราชการในต่างประเทศ อ้างอิงตัวบท ข้อ 32 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2563): “กรณีสำนักงานในต่างประเทศยังไม่ได้รับเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามที่ได้รับจัดสรร ให้ปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการของส่วนราชการในต่างประเทศ”
ข้อ 32 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2563): “กรณีสำนักงานในต่างประเทศยังไม่ได้รับเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามที่ได้รับจัดสรร ให้ปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการของส่วนราชการในต่างประเทศ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลังฯ กรณีจ่ายเงินให้แก่เจ้าหนี้หรือผู้มีสิทธิรับเงินเพื่อซื้อทรัพย์สิน ต้องออกเช็คสั่งจ่ายอย่างไร
- ก. สั่งจ่ายในนามเจ้าหนี้หรือผู้มีสิทธิรับเงิน ขีดฆ่าคำว่า “หรือผู้ถือ” และขีดคร่อม ✓
- ข. สั่งจ่ายในนามเจ้าหน้าที่การเงินของส่วนราชการ ขีดฆ่าคำว่า “หรือผู้ถือ” และขีดคร่อม
- ค. สั่งจ่ายในนามเจ้าหนี้หรือผู้มีสิทธิรับเงิน ขีดฆ่าคำว่า “หรือผู้ถือ” แต่ไม่ขีดคร่อม
- ง. สั่งจ่ายในนามเจ้าหนี้หรือผู้มีสิทธิรับเงิน ไม่ขีดฆ่าคำว่า “หรือผู้ถือ” แต่ขีดคร่อม
Explanation: คำตอบที่ถูก: "สั่งจ่ายในนามเจ้าหนี้หรือผู้มีสิทธิรับเงิน ขีดฆ่าคำว่า “หรือผู้ถือ” และขีดคร่อม" ข้อ 53 (1) กำหนดว่า การจ่ายเงินกรณีซื้อทรัพย์สินให้ออกเช็คสั่งจ่ายในนามเจ้าหนี้หรือผู้มีสิทธิรับเงิน โดยขีดฆ่าคำว่า “หรือผู้ถือ” ออกและขีดคร่อมด้วย ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "สั่งจ่ายในนามเจ้าหนี้หรือผู้มีสิทธิรับเงิน ขีดฆ่าคำว่า “หรือผู้ถือ” แต่ไม่ขีดคร่อม" ผิด: ข้อ 53 (1) กำหนดให้ขีดคร่อมเช็คด้วยสำหรับกรณีซื้อทรัพย์สิน • "สั่งจ่ายในนามเจ้าหน้าที่การเงินของส่วนราชการ ขีดฆ่าคำว่า “หรือผู้ถือ” และขีดคร่อม" ผิด: ข้อ 53 (1) กำหนดให้กรณีซื้อทรัพย์สินออกเช็คในนามเจ้าหนี้หรือผู้มีสิทธิรับเงิน มิใช่เจ้าหน้าที่การเงิน • "สั่งจ่ายในนามเจ้าหนี้หรือผู้มีสิทธิรับเงิน ไม่ขีดฆ่าคำว่า “หรือผู้ถือ” แต่ขีดคร่อม" ผิด: ข้อ 53 (1) กำหนดให้ขีดฆ่าคำว่า “หรือผู้ถือ” ออกและขีดคร่อมด้วย อ้างอิงตัวบท ข้อ 53 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2563): “(1) การจ่ายเงินให้แก่เจ้าหนี้หรือผู้มีสิทธิรับเงิน ในกรณีซื้อทรัพย์สิน จ้างทำของ หรือ เช่าทรัพย์สิน ให้ออกเช็คสั่งจ่ายในนามของเจ้าหนี้หรือผู้มีสิทธิรับเงิน” ข้อ 53 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2563): “โดยขีดฆ่าคำว่า “หรือผู้ถือ” ออก” ข้อ 53 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2563): “และขีดคร่อมด้วย”
ข้อ 53 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2563): “(1) การจ่ายเงินให้แก่เจ้าหนี้หรือผู้มีสิทธิรับเงิน ในกรณีซื้อทรัพย์สิน จ้างทำของ หรือ เช่าทรัพย์สิน ให้ออกเช็คสั่งจ่ายในนามของเจ้าหนี้หรือผู้มีสิทธิรับเงิน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง หัวหน้าส่วนราชการต้องพิจารณาแต่งตั้งข้าราชการเป็นกรรมการเก็บรักษาเงินของส่วนราชการนั้นอย่างน้อยกี่คน
- ก. อย่างน้อยสี่คน
- ข. อย่างน้อยหนึ่งคน
- ค. อย่างน้อยสองคน ✓
- ง. อย่างน้อยสามคน
Explanation: คำตอบที่ถูก: "อย่างน้อยสองคน" ข้อ 86 กำหนดให้หัวหน้าส่วนราชการพิจารณาแต่งตั้งข้าราชการตามคุณสมบัติที่ระบุ อย่างน้อยสองคน เป็นกรรมการเก็บรักษาเงินของส่วนราชการนั้น ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "อย่างน้อยสี่คน" ผิด: ข้อ 86 กำหนดให้แต่งตั้ง “อย่างน้อยสองคน” ไม่ใช่อย่างน้อยสี่คน • "อย่างน้อยหนึ่งคน" ผิด: ข้อ 86 กำหนดว่าให้แต่งตั้งกรรมการเก็บรักษาเงิน “อย่างน้อยสองคน” ไม่ใช่อย่างน้อยหนึ่งคน • "อย่างน้อยสามคน" ผิด: ข้อ 86 ระบุจำนวนขั้นต่ำไว้ว่า “อย่างน้อยสองคน” ไม่ใช่อย่างน้อยสามคน อ้างอิงตัวบท ข้อ 86 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2563): “อย่างน้อยสองคน เป็นกรรมการเก็บรักษาเงิน”
ข้อ 86 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2563): “อย่างน้อยสองคน เป็นกรรมการเก็บรักษาเงิน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
นาย ก. ยืมเงินจากส่วนราชการและมิได้ชำระคืนภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยไม่มีเหตุที่ทำให้ผู้อำนวยการกองคลังไม่อาจดำเนินการตามระเบียบได้ ผู้อำนวยการกองคลังต้องดำเนินการอย่างไร
- ก. รายงานหัวหน้าส่วนราชการเพื่อพิจารณาสั่งการบังคับตามสัญญาทันที โดยไม่ต้องเรียกให้นาย ก. ชดใช้เงินยืมก่อน
- ข. เรียกให้นาย ก. ชดใช้เงินยืมตามเงื่อนไขที่นาย ก. กำหนดขึ้นใหม่ ให้เสร็จสิ้นไม่เกินสามสิบวันนับแต่วันครบกำหนด
- ค. เรียกให้นาย ก. ชดใช้เงินยืมตามเงื่อนไขในสัญญาให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว อย่างช้าไม่เกินหกสิบวันนับแต่วันครบกำหนด
- ง. เรียกให้นาย ก. ชดใช้เงินยืมตามเงื่อนไขในสัญญาให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว อย่างช้าไม่เกินสามสิบวันนับแต่วันครบกำหนด ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เรียกให้นาย ก. ชดใช้เงินยืมตามเงื่อนไขในสัญญาให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว อย่างช้าไม่เกินสามสิบวันนับแต่วันครบกำหนด" กรณีนี้นาย ก. ไม่ชำระคืนเงินยืมภายในกำหนดและไม่มีเหตุที่ทำให้ดำเนินการตามวรรคหนึ่งไม่ได้ จึงเข้าหลักข้อ 68 ที่ให้ผู้อำนวยการกองคลังเรียกชดใช้ตามเงื่อนไขในสัญญาให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว อย่างช้าไม่เกินสามสิบวันนับแต่วันครบกำหนด ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เรียกให้นาย ก. ชดใช้เงินยืมตามเงื่อนไขในสัญญาให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว อย่างช้าไม่เกินหกสิบวันนับแต่วันครบกำหนด" ผิด: ข้อ 68 กำหนดว่า “อย่างช้าไม่เกินสามสิบวันนับแต่วันครบกำหนด” มิใช่หกสิบวัน • "รายงานหัวหน้าส่วนราชการเพื่อพิจารณาสั่งการบังคับตามสัญญาทันที โดยไม่ต้องเรียกให้นาย ก. ชดใช้เงินยืมก่อน" ผิด: ข้อ 68 ให้รายงานหัวหน้าส่วนราชการหรือผู้ว่าราชการจังหวัดเมื่อ “ไม่อาจปฏิบัติตามวรรคหนึ่งได้” แต่กรณีนี้ไม่มีเหตุดังกล่าว • "เรียกให้นาย ก. ชดใช้เงินยืมตามเงื่อนไขที่นาย ก. กำหนดขึ้นใหม่ ให้เสร็จสิ้นไม่เกินสามสิบวันนับแต่วันครบกำหนด" ผิด: ข้อ 68 กำหนดให้เรียกชดใช้เงินยืม “ตามเงื่อนไขในสัญญาการยืมเงิน” ไม่ใช่ตามเงื่อนไขที่ผู้ยืมกำหนดขึ้นใหม่ อ้างอิงตัวบท ข้อ 68 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2563): “ในกรณีที่ผู้ยืมมิได้ชำระคืนเงินยืมภายในระยะเวลาที่กำหนด ให้ผู้อำนวยการ กองคลังเรียกให้ชดใช้เงินยืมตามเงื่อนไขในสัญญาการยืมเงินให้เสร็จสิ้นไปโดยเร็ว” ข้อ 68 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2563): “อย่างช้าไม่เกิน สามสิบวันนับแต่วันครบกำหนด”
ข้อ 68 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2563): “ในกรณีที่ผู้ยืมมิได้ชำระคืนเงินยืมภายในระยะเวลาที่กำหนด ให้ผู้อำนวยการ กองคลังเรียกให้ชดใช้เงินยืมตามเงื่อนไขในสัญญาการยืมเงินให้เสร็จสิ้นไปโดยเร็ว”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง ส่วนราชการต้องเก็บรักษาสำเนาใบเสร็จรับเงินที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินยังมิได้ตรวจสอบอย่างไร
- ก. เก็บรักษาไว้ในที่ทำการทั่วไป โดยไม่ต้องป้องกันความเสียหาย
- ข. เก็บรักษาไว้ในที่ปลอดภัย อย่าให้สูญหายหรือเสียหายได้ ✓
- ค. ไม่ต้องเก็บรักษาสำเนาใบเสร็จรับเงินไว้ก่อนการตรวจสอบ
- ง. เก็บรักษาไว้อย่างเอกสารธรรมดาได้ แม้ยังมิได้ตรวจสอบ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เก็บรักษาไว้ในที่ปลอดภัย อย่าให้สูญหายหรือเสียหายได้" ข้อ 77 กำหนดให้ส่วนราชการเก็บรักษาสำเนาใบเสร็จรับเงินที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินยังมิได้ตรวจสอบไว้ในที่ปลอดภัย อย่าให้สูญหายหรือเสียหายได้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เก็บรักษาไว้ในที่ทำการทั่วไป โดยไม่ต้องป้องกันความเสียหาย" ผิด: ข้อ 77 กำหนดให้เก็บไว้ในที่ปลอดภัย และอย่าให้สูญหายหรือเสียหายได้ • "เก็บรักษาไว้อย่างเอกสารธรรมดาได้ แม้ยังมิได้ตรวจสอบ" ผิด: ข้อ 77 อนุญาตให้เก็บไว้อย่างเอกสารธรรมดาได้เมื่อสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินตรวจสอบแล้ว ไม่ใช่เมื่อยังมิได้ตรวจสอบ • "ไม่ต้องเก็บรักษาสำเนาใบเสร็จรับเงินไว้ก่อนการตรวจสอบ" ผิด: ข้อ 77 กำหนดให้ส่วนราชการเก็บรักษาสำเนาใบเสร็จรับเงินซึ่งสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินยังมิได้ตรวจสอบ อ้างอิงตัวบท ข้อ 77 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2563): “ให้ส่วนราชการเก็บรักษาสำเนาใบเสร็จรับเงินซึ่งสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ยังมิได้ตรวจสอบไว้ในที่ปลอดภัย” ข้อ 77 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2563): “อย่าให้สูญหายหรือเสียหายได้”
ข้อ 77 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2563): “ให้ส่วนราชการเก็บรักษาสำเนาใบเสร็จรับเงินซึ่งสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ยังมิได้ตรวจสอบไว้ในที่ปลอดภัย”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง การจ่ายเงินยืมเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการในราชอาณาจักร ให้จ่ายได้สำหรับระยะเวลาการเดินทางไม่เกินกี่วัน
- ก. ไม่เกินเก้าสิบวัน ✓
- ข. ไม่เกินสามสิบวัน
- ค. ไม่เกินหนึ่งร้อยยี่สิบวัน
- ง. ไม่เกินหกสิบวัน
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ไม่เกินเก้าสิบวัน" ข้อ 64 กำหนดให้จ่ายเงินยืมเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการในราชอาณาจักรได้สำหรับระยะเวลาการเดินทางที่ไม่เกินเก้าสิบวัน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ไม่เกินหกสิบวัน" ผิด: ข้อ 64 ระบุระยะเวลาไม่เกินเก้าสิบวัน มิใช่หกสิบวัน • "ไม่เกินหนึ่งร้อยยี่สิบวัน" ผิด: ข้อ 64 กำหนดระยะเวลาไม่เกินเก้าสิบวัน และหากจำเป็นต้องจ่ายเกินกำหนดดังกล่าวต้องขอทำความตกลงกับกระทรวงการคลังก่อน • "ไม่เกินสามสิบวัน" ผิด: ข้อ 64 กำหนดว่าให้จ่ายได้สำหรับระยะเวลาการเดินทางที่ไม่เกินเก้าสิบวัน มิใช่สามสิบวัน อ้างอิงตัวบท ข้อ 64 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2563): “ให้จ่ายได้สำหรับระยะเวลาการเดินทางที่ไม่เกินเก้าสิบวัน”
ข้อ 64 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2563): “ให้จ่ายได้สำหรับระยะเวลาการเดินทางที่ไม่เกินเก้าสิบวัน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ส่วนราชการ ก. ได้รับเงินเบิกเกินที่ผู้รับเงินนำมาคืน ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง ส่วนราชการ ก. ต้องดำเนินการอย่างไร
- ก. ให้นำส่งภายในสามวันทำการนับแต่วันที่ได้รับคืน
- ข. ให้นำส่งภายในสิบห้าวันทำการนับแต่วันที่ได้รับคืน ✓
- ค. ให้นำฝากคลังภายในสิบห้าวันทำการนับแต่วันที่ได้รับคืน
- ง. ให้นำส่งอย่างน้อยเดือนละหนึ่งครั้งโดยเริ่มในเดือนที่ได้รับคืน
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ให้นำส่งภายในสิบห้าวันทำการนับแต่วันที่ได้รับคืน" กรณีนี้เป็นเงินเบิกเกินที่ส่วนราชการได้รับคืน จึงเข้าตามข้อ 101 (4) ซึ่งกำหนดให้นำส่งภายในสิบห้าวันทำการนับแต่วันที่ได้รับคืน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ให้นำฝากคลังภายในสิบห้าวันทำการนับแต่วันที่ได้รับคืน" ผิด: ข้อ 101 (4) ใช้คำว่า “ให้นำส่ง” สำหรับเงินเบิกเกินส่งคืน ไม่ใช่ให้นำฝากคลัง • "ให้นำส่งอย่างน้อยเดือนละหนึ่งครั้งโดยเริ่มในเดือนที่ได้รับคืน" ผิด: ข้อ 101 (4) กำหนดระยะเวลาเฉพาะว่าต้องนำส่งภายในสิบห้าวันทำการนับแต่วันที่ได้รับคืน ไม่ใช่อย่างน้อยเดือนละหนึ่งครั้ง • "ให้นำส่งภายในสามวันทำการนับแต่วันที่ได้รับคืน" ผิด: ข้อ 101 (4) กำหนดให้เงินเบิกเกินส่งคืนนำส่งภายในสิบห้าวันทำการ ไม่ใช่สามวันทำการ อ้างอิงตัวบท ข้อ 101 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2563): “เงินเบิกเกินส่งคืน หรือเงินเหลือจ่ายปีเก่าส่งคืน ให้นำส่งภายในสิบห้าวันทำการ” ข้อ 101 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2563): “เงินเบิกเกินส่งคืน หรือเงินเหลือจ่ายปีเก่าส่งคืน ให้นำส่งภายในสิบห้าวันทำการนับแต่ วันรับเงินจากคลังหรือนับแต่วันที่ได้รับคืน”
ข้อ 101 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2563): “เงินเบิกเกินส่งคืน หรือเงินเหลือจ่ายปีเก่าส่งคืน ให้นำส่งภายในสิบห้าวันทำการ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง ข้อใดอธิบายความหมายของคำว่า “คลัง” ได้ถูกต้อง
- ก. “คลัง” หมายถึงที่เก็บรักษาเงินแผ่นดินของกระทรวงการคลัง แต่ไม่รวมบัญชีเงินฝากที่ธนาคารแห่งประเทศไทย
- ข. “คลัง” หมายถึงที่เก็บรักษาเงินแผ่นดินของส่วนราชการ และรวมถึงบัญชีเงินฝากของส่วนราชการในธนาคารพาณิชย์ด้วย
- ค. “คลัง” หมายถึงบัญชีเงินฝากที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อการนี้ แต่ไม่รวมที่เก็บรักษาเงินแผ่นดินของกระทรวงการคลัง
- ง. “คลัง” หมายถึงที่เก็บรักษาเงินแผ่นดินของกระทรวงการคลัง และรวมถึงบัญชีเงินฝากที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อการนี้ด้วย ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "“คลัง” หมายถึงที่เก็บรักษาเงินแผ่นดินของกระทรวงการคลัง และรวมถึงบัญชีเงินฝากที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อการนี้ด้วย" ข้อ 4 กำหนดว่า “คลัง” คือที่เก็บรักษาเงินแผ่นดินของกระทรวงการคลัง และให้รวมถึงบัญชีเงินฝากที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อการนี้ด้วย ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "“คลัง” หมายถึงที่เก็บรักษาเงินแผ่นดินของกระทรวงการคลัง แต่ไม่รวมบัญชีเงินฝากที่ธนาคารแห่งประเทศไทย" ผิด: แหล่งอ้างอิงระบุให้หมายความรวมถึงบัญชีเงินฝากที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อการนี้ด้วย • "“คลัง” หมายถึงที่เก็บรักษาเงินแผ่นดินของส่วนราชการ และรวมถึงบัญชีเงินฝากของส่วนราชการในธนาคารพาณิชย์ด้วย" ผิด: แหล่งอ้างอิงระบุเฉพาะที่เก็บรักษาเงินแผ่นดินของกระทรวงการคลัง และบัญชีเงินฝากที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อการนี้ • "“คลัง” หมายถึงบัญชีเงินฝากที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อการนี้ แต่ไม่รวมที่เก็บรักษาเงินแผ่นดินของกระทรวงการคลัง" ผิด: แหล่งอ้างอิงกำหนดความหมายหลักว่าเป็นที่เก็บรักษาเงินแผ่นดินของกระทรวงการคลัง อ้างอิงตัวบท ข้อ 4 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2563): ““คลัง” หมายความว่า ที่เก็บรักษาเงินแผ่นดินของกระทรวงการคลัง” ข้อ 4 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2563): “และให้หมายความรวมถึงบัญชีเงินฝากที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อการนี้ด้วย”
ข้อ 4 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2563): ““คลัง” หมายความว่า ที่เก็บรักษาเงินแผ่นดินของกระทรวงการคลัง”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง ข้อใดอธิบายหลักเกณฑ์สำหรับค่าใช้จ่ายตามประเภทที่กระทรวงการคลังกำหนดซึ่งมีลักษณะเป็นค่าใช้จ่ายประจำหรือค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ได้ถูกต้อง
- ก. เมื่อส่วนราชการได้รับแจ้งให้ชำระหนี้ ยังไม่ถือว่าค่าใช้จ่ายเกิดขึ้น และห้ามเบิกจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีนั้น
- ข. ถือว่าค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นเมื่อส่วนราชการได้รับแจ้งให้ชำระหนี้ แต่ให้เบิกจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีถัดไป
- ค. ถือว่าค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นเมื่อส่วนราชการได้รับแจ้งให้ชำระหนี้ และให้เบิกจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีที่ได้รับแจ้งให้ชำระหนี้ ✓
- ง. ถือว่าค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นเมื่อส่วนราชการชำระหนี้แล้ว และให้เบิกจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีที่ได้ชำระหนี้
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ถือว่าค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นเมื่อส่วนราชการได้รับแจ้งให้ชำระหนี้ และให้เบิกจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีที่ได้รับแจ้งให้ชำระหนี้" ข้อ 25 กำหนดให้ถือว่าค่าใช้จ่ายประเภทดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อส่วนราชการได้รับแจ้งให้ชำระหนี้ และให้นำมาเบิกจ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีที่ได้รับแจ้งให้ชำระหนี้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ถือว่าค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นเมื่อส่วนราชการชำระหนี้แล้ว และให้เบิกจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีที่ได้ชำระหนี้" ผิด: ข้อ 25 กำหนดให้ถือว่าค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นเมื่อส่วนราชการได้รับแจ้งให้ชำระหนี้ ไม่ใช่เมื่อชำระหนี้แล้ว • "ถือว่าค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นเมื่อส่วนราชการได้รับแจ้งให้ชำระหนี้ แต่ให้เบิกจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีถัดไป" ผิด: ข้อ 25 กำหนดให้นำมาเบิกจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีที่ได้รับแจ้งให้ชำระหนี้ • "เมื่อส่วนราชการได้รับแจ้งให้ชำระหนี้ ยังไม่ถือว่าค่าใช้จ่ายเกิดขึ้น และห้ามเบิกจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีนั้น" ผิด: ข้อ 25 ระบุให้ถือว่าค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นเมื่อได้รับแจ้งให้ชำระหนี้ และให้นำมาเบิกจ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีที่ได้รับแจ้งนั้น อ้างอิงตัวบท ข้อ 25 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2563): “ให้ถือว่าค่าใช้จ่ายนั้นเกิดขึ้นเมื่อส่วนราชการได้รับแจ้งให้ชำระหนี้” ข้อ 25 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2563): “และให้นำมาเบิกจ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีที่ได้รับแจ้งให้ชำระหนี้”
ข้อ 25 ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2563): “ให้ถือว่าค่าใช้จ่ายนั้นเกิดขึ้นเมื่อส่วนราชการได้รับแจ้งให้ชำระหนี้”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณ คำว่า “แผนงาน” มีความหมายครอบคลุมข้อใด
- ก. แผนงานที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่าย โดยไม่รวมแผนงานที่กำหนดขึ้นใหม่ในระหว่างปีงบประมาณ
- ข. แผนแสดงรายละเอียดการใช้จ่ายงบประมาณสำหรับหน่วยรับงบประมาณ เพื่อดำเนินงานตามแผนการปฏิบัติงานในรอบปีงบประมาณ
- ค. แผนงานที่กำหนดไว้ในเอกสารประกอบกฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่าย หรือที่กำหนดขึ้นใหม่ในระหว่างปีงบประมาณ
- ง. แผนงานที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่าย หรือที่กำหนดขึ้นใหม่ในระหว่างปีงบประมาณ ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "แผนงานที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่าย หรือที่กำหนดขึ้นใหม่ในระหว่างปีงบประมาณ" ข้อ 3 กำหนดว่า “แผนงาน” หมายถึงแผนงานที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่าย หรือที่กำหนดขึ้นใหม่ในระหว่างปีงบประมาณ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "แผนแสดงรายละเอียดการใช้จ่ายงบประมาณสำหรับหน่วยรับงบประมาณ เพื่อดำเนินงานตามแผนการปฏิบัติงานในรอบปีงบประมาณ" ผิด: ข้อ 3 กำหนดข้อความนี้เป็นความหมายของ “แผนการใช้จ่ายงบประมาณ” มิใช่ความหมายของ “แผนงาน” • "แผนงานที่กำหนดไว้ในเอกสารประกอบกฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่าย หรือที่กำหนดขึ้นใหม่ในระหว่างปีงบประมาณ" ผิด: ข้อ 3 ระบุว่าแผนงานกำหนดไว้ใน “กฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่าย” ไม่ใช่ในเอกสารประกอบกฎหมายดังกล่าว • "แผนงานที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่าย โดยไม่รวมแผนงานที่กำหนดขึ้นใหม่ในระหว่างปีงบประมาณ" ผิด: ข้อ 3 รวมแผนงาน “ที่กำหนดขึ้นใหม่ในระหว่างปีงบประมาณ” ไว้ในความหมายด้วย อ้างอิงตัวบท ข้อ 3 ระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณ พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2567): “"แผนงาน" หมายความว่า แผนงานที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่าย หรือที่กำหนดขึ้นใหม่ในระหว่างปีงบประมาณ”
ข้อ 3 ระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณ พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2567): “"แผนงาน" หมายความว่า แผนงานที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่าย หรือที่กำหนดขึ้นใหม่ในระหว่างปีงบประมาณ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณ พ.ศ. 2562 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เมื่อหน่วยรับงบประมาณขอทำความตกลงกับสำนักงบประมาณเพื่อขอรับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายงบกลาง ต้องยื่นเอกสารและระบุข้อมูลใด
- ก. ยื่นคำขออนุมัติพร้อมแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณเป็นรายเดือน พร้อมระบุสำนักเบิก ✓
- ข. ยื่นคำขออนุมัติพร้อมแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณเป็นรายเดือน โดยไม่ต้องระบุสำนักเบิก
- ค. ยื่นคำขออนุมัติพร้อมแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณเป็นรายไตรมาส พร้อมระบุสำนักเบิก
- ง. ยื่นคำขออนุมัติโดยไม่ต้องแนบแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ แต่ให้ระบุสำนักเบิก
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ยื่นคำขออนุมัติพร้อมแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณเป็นรายเดือน พร้อมระบุสำนักเบิก" ข้อ 31 กำหนดให้ยื่นคำขออนุมัติงบประมาณรายจ่ายงบกลางพร้อมแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณเป็นรายเดือน และต้องระบุสำนักเบิกที่จะเบิกจ่ายด้วย ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ยื่นคำขออนุมัติโดยไม่ต้องแนบแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ แต่ให้ระบุสำนักเบิก" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ยื่นคำขออนุมัติพร้อมกับแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณเป็นรายเดือน • "ยื่นคำขออนุมัติพร้อมแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณเป็นรายเดือน โดยไม่ต้องระบุสำนักเบิก" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดว่าให้ระบุสำนักเบิกที่จะเบิกจ่ายด้วย • "ยื่นคำขออนุมัติพร้อมแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณเป็นรายไตรมาส พร้อมระบุสำนักเบิก" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ยื่นแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณเป็นรายเดือน ไม่ใช่รายไตรมาส อ้างอิงตัวบท ข้อ 31 ระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณ พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2567): “ยื่นคำขออนุมัติงบประมาณรายจ่ายงบกลาง” ข้อ 31 ระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณ พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2567): “ยื่นคำขออนุมัติงบประมาณรายจ่ายงบกลางพร้อมกับแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณเป็นรายเดือน” ข้อ 31 ระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณ พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2567): “พร้อมทั้งระบุสำนักเบิกที่จะเบิกจ่ายด้วย”
ข้อ 31 ระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณ พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2567): “ยื่นคำขออนุมัติงบประมาณรายจ่ายงบกลาง”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
หน่วยรับงบประมาณแห่งหนึ่งจะส่งแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณสำหรับปีงบประมาณที่จะเริ่มขึ้น โดยมิใช่กรณีที่ได้รับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมหรือได้รับจัดสรรตามกฎหมายว่าด้วยการโอนงบประมาณรายจ่าย หน่วยรับงบประมาณต้องดำเนินการอย่างไร
- ก. ส่งให้สำนักงบประมาณไม่น้อยกว่าสิบวันก่อนวันเริ่มปีงบประมาณ
- ข. ส่งให้สำนักงบประมาณไม่น้อยกว่าสิบห้าวันก่อนวันเริ่มปีงบประมาณ ✓
- ค. ส่งให้สำนักงบประมาณภายในระยะเวลาที่สำนักงบประมาณกำหนดเป็นกรณีไป
- ง. ไม่ต้องส่งให้สำนักงบประมาณก่อนวันเริ่มปีงบประมาณ แต่อาจส่งภายหลังได้
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ส่งให้สำนักงบประมาณไม่น้อยกว่าสิบห้าวันก่อนวันเริ่มปีงบประมาณ" ข้อเท็จจริง “หน่วยรับงบประมาณ” → “หน่วยรับงบประมาณ”; การส่งแผนทั้งสองประเภท → “ส่งแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณให้สำนักงบประมาณ”; และข้อเท็จจริงที่มิใช่กรณีงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมหรือการโอนงบประมาณ → ไม่เข้าเงื่อนไขข้อยกเว้น จึงใช้กำหนดหลัก คือ “ไม่น้อยกว่าสิบห้าวันก่อนวันเริ่มปีงบประมาณ” ตามข้อ 9 แห่งระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณ พ.ศ. 2562 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ส่งให้สำนักงบประมาณไม่น้อยกว่าสิบวันก่อนวันเริ่มปีงบประมาณ" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดว่า “ไม่น้อยกว่าสิบห้าวันก่อนวันเริ่มปีงบประมาณ” มิใช่สิบวัน • "ส่งให้สำนักงบประมาณภายในระยะเวลาที่สำนักงบประมาณกำหนดเป็นกรณีไป" ผิด: กรณีในโจทย์มิใช่ข้อยกเว้น ส่วนข้อความ “ภายในระยะเวลาที่สำนักงบประมาณกำหนดเป็นกรณีไป” ใช้กับกรณีที่ได้รับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมหรือตามกฎหมายว่าด้วยการโอนงบประมาณรายจ่าย • "ไม่ต้องส่งให้สำนักงบประมาณก่อนวันเริ่มปีงบประมาณ แต่อาจส่งภายหลังได้" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้หน่วยรับงบประมาณส่งแผนให้สำนักงบประมาณ “ไม่น้อยกว่าสิบห้าวันก่อนวันเริ่มปีงบประมาณ” อ้างอิงตัวบท ข้อ 9 ระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณ พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2567): “ให้หน่วยรับงบประมาณส่งแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณให้สำนักงบประมาณไม่น้อยกว่าสิบห้าวันก่อนวันเริ่มปีงบประมาณ”
ข้อ 9 ระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณ พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2567): “ให้หน่วยรับงบประมาณส่งแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณให้สำนักงบประมาณไม่น้อยกว่าสิบห้าวันก่อนวันเริ่มปีงบประมาณ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561 ข้อใดอธิบายบทบาทของรัฐมนตรีในการควบคุมการเบิกจ่ายเงินงบประมาณรายจ่ายได้ถูกต้อง
- ก. รัฐมนตรีไม่ต้องรับผิดชอบควบคุมการเบิกจ่ายให้เป็นไปตามกฎหมาย แต่ออกระเบียบเกี่ยวกับการเบิกจ่ายได้โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี
- ข. รัฐมนตรีรับผิดชอบควบคุมการเบิกจ่ายให้เป็นไปตามกฎหมาย แต่ไม่มีอำนาจเรียกข้อเท็จจริงหรือมอบหมายพนักงานเจ้าหน้าที่เข้าตรวจหลักฐาน
- ค. รัฐมนตรีรับผิดชอบควบคุมการเบิกจ่ายให้เป็นไปตามกฎหมาย และออกระเบียบเกี่ยวกับการเบิกจ่ายได้โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ✓
- ง. รัฐมนตรีรับผิดชอบควบคุมการเบิกจ่ายให้เป็นไปตามกฎหมาย และออกระเบียบเกี่ยวกับการเบิกจ่ายได้โดยไม่ต้องขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี
Explanation: คำตอบที่ถูก: "รัฐมนตรีรับผิดชอบควบคุมการเบิกจ่ายให้เป็นไปตามกฎหมาย และออกระเบียบเกี่ยวกับการเบิกจ่ายได้โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี" มาตรา 37 กำหนดให้รัฐมนตรีรับผิดชอบควบคุมการเบิกจ่ายเงินงบประมาณรายจ่ายให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้และกฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่าย โดยการออกระเบียบเกี่ยวกับการเบิกจ่ายต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "รัฐมนตรีรับผิดชอบควบคุมการเบิกจ่ายให้เป็นไปตามกฎหมาย และออกระเบียบเกี่ยวกับการเบิกจ่ายได้โดยไม่ต้องขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้รัฐมนตรีออกระเบียบ “โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี” • "รัฐมนตรีไม่ต้องรับผิดชอบควบคุมการเบิกจ่ายให้เป็นไปตามกฎหมาย แต่ออกระเบียบเกี่ยวกับการเบิกจ่ายได้โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดว่า “ให้รัฐมนตรีเป็นผู้รับผิดชอบควบคุมการเบิกจ่ายเงินงบประมาณรายจ่าย” • "รัฐมนตรีรับผิดชอบควบคุมการเบิกจ่ายให้เป็นไปตามกฎหมาย แต่ไม่มีอำนาจเรียกข้อเท็จจริงหรือมอบหมายพนักงานเจ้าหน้าที่เข้าตรวจหลักฐาน" ผิด: แหล่งข้อมูลให้อำนาจรัฐมนตรีเรียกให้หน่วยรับงบประมาณเสนอข้อเท็จจริง และมอบหมายพนักงานเจ้าหน้าที่เข้าตรวจเอกสารหลักฐานได้ อ้างอิงตัวบท มาตรา 37 พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561: “ให้รัฐมนตรีเป็นผู้รับผิดชอบควบคุมการเบิกจ่ายเงินงบประมาณรายจ่ายของหน่วยรับงบประมาณให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ และกฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่าย” มาตรา 37 พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561: “ให้รัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีมีอำนาจออกระเบียบกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงินดังกล่าวด้วย”
มาตรา 37 พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561: “ให้รัฐมนตรีเป็นผู้รับผิดชอบควบคุมการเบิกจ่ายเงินงบประมาณรายจ่ายของหน่วยรับงบประมาณให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ และกฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่าย”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
หน่วยรับงบประมาณ ก. ได้ก่อหนี้ผูกพันไว้ก่อนสิ้นปีงบประมาณ แต่ไม่ได้กันเงินไว้ตามระเบียบเกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงินจากคลัง และไม่สามารถเบิกเงินจากคลังได้ภายในปีงบประมาณนั้น เมื่อพ้นหกเดือนของปีงบประมาณถัดไปยังมีความจำเป็นต้องขอเบิกเงินดังกล่าว ข้อใดถูกต้องตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561
- ก. หน่วยรับงบประมาณ ก. ขอเบิกได้ตลอดปีงบประมาณถัดไปโดยไม่ต้องขยายเวลา เพราะก่อหนี้ไว้ก่อนสิ้นปี
- ข. หน่วยรับงบประมาณ ก. ทำความตกลงกับกระทรวงการคลังเพื่อขยายได้อีกไม่เกินหกเดือน เพราะมีความจำเป็น
- ค. หน่วยรับงบประมาณ ก. ขยายเวลาขอเบิกได้ไม่เกินหกเดือน เพราะก่อหนี้ผูกพันไว้ก่อนสิ้นปีแล้ว
- ง. หน่วยรับงบประมาณ ก. ขยายเวลาขอเบิกเงินไม่ได้ แม้มีความจำเป็น เพราะไม่ได้กันเงินไว้ตามระเบียบ ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "หน่วยรับงบประมาณ ก. ขยายเวลาขอเบิกเงินไม่ได้ แม้มีความจำเป็น เพราะไม่ได้กันเงินไว้ตามระเบียบ" ข้อเท็จจริงแมปกับองค์ประกอบดังนี้: หน่วยรับงบประมาณ ก. → “หน่วยรับงบประมาณ”; ก่อหนี้ผูกพันไว้ก่อนสิ้นปี → “ได้ก่อหนี้ผูกพันไว้” และ “ก่อนสิ้นปีงบประมาณ”; ไม่ได้กันเงินไว้ → ไม่ครบเงื่อนไข “ได้มีการกันเงินไว้ ตามระเบียบเกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงินจากคลังแล้ว”; ไม่สามารถเบิกได้ภายในปีงบประมาณ → “ไม่สามารถเบิกเงินจากคลังได้ภายในปีงบประมาณ”; และความจำเป็นภายหลังหกเดือน → “มีความจำเป็นต้องขอเบิกเงินจากคลังภายหลังเวลาดังกล่าว” อย่างไรก็ดี มาตรา 43 กำหนดให้ขยายเวลาได้เฉพาะเมื่อก่อหนี้ผูกพันก่อนสิ้นปีและได้กันเงินไว้แล้ว เมื่อกรณีนี้ไม่ได้กันเงินไว้ จึงขยายเวลาขอเบิกเงินไม่ได้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "หน่วยรับงบประมาณ ก. ขอเบิกได้ตลอดปีงบประมาณถัดไปโดยไม่ต้องขยายเวลา เพราะก่อหนี้ไว้ก่อนสิ้นปี" ผิด: แหล่งที่มาระบุว่าให้ขอเบิกได้ “แต่เฉพาะภายในปีงบประมาณนั้น” ส่วนการเบิกภายหลังต้องเข้าเงื่อนไขการขยายเวลา • "หน่วยรับงบประมาณ ก. ขยายเวลาขอเบิกได้ไม่เกินหกเดือน เพราะก่อหนี้ผูกพันไว้ก่อนสิ้นปีแล้ว" ผิด: แหล่งที่มากำหนดให้ต้องทั้ง “ได้ก่อหนี้ผูกพันไว้ก่อนสิ้นปีงบประมาณ” และ “ได้มีการกันเงินไว้ ตามระเบียบเกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงินจากคลังแล้ว” • "หน่วยรับงบประมาณ ก. ทำความตกลงกับกระทรวงการคลังเพื่อขยายได้อีกไม่เกินหกเดือน เพราะมีความจำเป็น" ผิด: การขยายเวลาทำได้เฉพาะเมื่อก่อหนี้ผูกพันก่อนสิ้นปีและได้กันเงินไว้แล้ว แต่กรณีนี้ไม่ได้กันเงินไว้ตามระเบียบ อ้างอิงตัวบท มาตรา 43 พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561: “ให้ขยายเวลาขอเบิกเงินจากคลังได้เฉพาะในกรณีที่หน่วยรับงบประมาณได้ก่อหนี้ผูกพันไว้ก่อนสิ้นปีงบประมาณ และได้มีการกันเงินไว้ ตามระเบียบเกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงินจากคลังแล้ว”
มาตรา 43 พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561: “ให้ขยายเวลาขอเบิกเงินจากคลังได้เฉพาะในกรณีที่หน่วยรับงบประมาณได้ก่อหนี้ผูกพันไว้ก่อนสิ้นปีงบประมาณ และได้มีการกันเงินไว้ ตามระเบียบเกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงินจากคลังแล้ว”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ ข้อใดอธิบายสถานะและลักษณะของการประเมินผลในการบริหารงบประมาณได้ถูกต้อง
- ก. การประเมินผลเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหารงบประมาณ และต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องโดยไม่เปิดเผยต่อสาธารณชน
- ข. การประเมินผลเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหารงบประมาณ และต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องพร้อมเปิดเผยต่อสาธารณชน ✓
- ค. การประเมินผลไม่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหารงบประมาณ แม้ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องพร้อมเปิดเผยต่อสาธารณชน
- ง. การประเมินผลเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหารงบประมาณ แต่ดำเนินการเป็นครั้งคราวพร้อมเปิดเผยต่อสาธารณชน
Explanation: คำตอบที่ถูก: "การประเมินผลเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหารงบประมาณ และต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องพร้อมเปิดเผยต่อสาธารณชน" มาตรา 47 ให้ถือว่าการประเมินผลเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหารงบประมาณ โดยต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องและเปิดเผยต่อสาธารณชนด้วย ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "การประเมินผลเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหารงบประมาณ แต่ดำเนินการเป็นครั้งคราวพร้อมเปิดเผยต่อสาธารณชน" ผิด: มาตรา 47 กำหนดว่าการประเมินผลต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง • "การประเมินผลไม่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหารงบประมาณ แม้ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องพร้อมเปิดเผยต่อสาธารณชน" ผิด: มาตรา 47 กำหนดให้ถือว่าการประเมินผลเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหารงบประมาณ • "การประเมินผลเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหารงบประมาณ และต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องโดยไม่เปิดเผยต่อสาธารณชน" ผิด: มาตรา 47 กำหนดให้การประเมินผลต้องเปิดเผยต่อสาธารณชนด้วย อ้างอิงตัวบท มาตรา 47 พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561: “ให้ถือว่าการประเมินผลเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหารงบประมาณ” มาตรา 47 พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561: “ที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง” มาตรา 47 พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561: “และเปิดเผยต่อสาธารณชนด้วย”
มาตรา 47 พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561: “ให้ถือว่าการประเมินผลเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหารงบประมาณ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
หน่วยรับงบประมาณ ก. ประสงค์จะโอนเงินจัดสรรจากแผนงานยุทธศาสตร์หนึ่งไปตั้งจ่ายในแผนงานยุทธศาสตร์อีกแผนงานหนึ่ง โดยทั้งสองแผนงานอยู่ภายในหน่วยรับงบประมาณเดียวกัน และไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น หน่วยรับงบประมาณ ก. ต้องดำเนินการอย่างไร
- ก. โอนได้ต่อเมื่อแผนงานยุทธศาสตร์ทั้งสองอยู่ต่างหน่วยรับงบประมาณกัน โดยขอทำความตกลงกับสำนักงบประมาณ
- ข. โอนไม่ได้ระหว่างแผนงานยุทธศาสตร์ แม้ทั้งสองแผนงานอยู่ภายในหน่วยรับงบประมาณเดียวกัน
- ค. โอนได้ระหว่างแผนงานยุทธศาสตร์ภายในหน่วยรับงบประมาณเดียวกัน โดยให้ขอทำความตกลงกับสำนักงบประมาณ ✓
- ง. โอนได้ระหว่างแผนงานยุทธศาสตร์ภายในหน่วยรับงบประมาณเดียวกัน โดยไม่ต้องขอทำความตกลงกับสำนักงบประมาณ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "โอนได้ระหว่างแผนงานยุทธศาสตร์ภายในหน่วยรับงบประมาณเดียวกัน โดยให้ขอทำความตกลงกับสำนักงบประมาณ" ข้อเท็จจริง “โอนเงินจัดสรรจากแผนงานหนึ่งไปตั้งจ่ายในแผนงานอื่น” → “การโอนเงินจัดสรรจากแผนงานหนึ่งไปตั้งจ่ายในแผนงานอื่น”; “จากแผนงานยุทธศาสตร์หนึ่งไปยังแผนงานยุทธศาสตร์อีกแผนงานหนึ่ง” → “ระหว่างแผนงานยุทธศาสตร์”; “ทั้งสองแผนงานอยู่ภายในหน่วยรับงบประมาณเดียวกัน” → “ภายในหน่วยรับงบประมาณเดียวกัน”; และ “ไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น” → “เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น” ซึ่งทำให้ข้อยกเว้นไม่ถูกใช้ กรณีนี้จึงโอนได้และต้องขอทำความตกลงกับสำนักงบประมาณ ตามข้อ 26 แห่งระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณ พ.ศ. 2562 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "โอนได้ต่อเมื่อแผนงานยุทธศาสตร์ทั้งสองอยู่ต่างหน่วยรับงบประมาณกัน โดยขอทำความตกลงกับสำนักงบประมาณ" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้การโอนดังกล่าวอยู่ “ภายในหน่วยรับงบประมาณเดียวกัน” • "โอนได้ระหว่างแผนงานยุทธศาสตร์ภายในหน่วยรับงบประมาณเดียวกัน โดยไม่ต้องขอทำความตกลงกับสำนักงบประมาณ" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดว่า “โดยให้ขอทำความตกลงกับสำนักงบประมาณ” • "โอนไม่ได้ระหว่างแผนงานยุทธศาสตร์ แม้ทั้งสองแผนงานอยู่ภายในหน่วยรับงบประมาณเดียวกัน" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุให้กระทำได้เฉพาะ “ระหว่างแผนงานยุทธศาสตร์” ภายในหน่วยรับงบประมาณเดียวกัน อ้างอิงตัวบท ข้อ 26 ระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณ พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2567): “ให้กระทำได้เฉพาะการโอนระหว่างแผนงานพื้นฐาน หรือระหว่างแผนงานยุทธศาสตร์ หรือระหว่างแผนงานพื้นฐานและแผนงานยุทธศาสตร์ ภายในหน่วยรับงบประมาณเดียวกัน” ข้อ 26 ระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณ พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2567): “โดยให้ขอทำความตกลงกับสำนักงบประมาณ”
ข้อ 26 ระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณ พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2567): “ให้กระทำได้เฉพาะการโอนระหว่างแผนงานพื้นฐาน หรือระหว่างแผนงานยุทธศาสตร์ หรือระหว่างแผนงานพื้นฐานและแผนงานยุทธศาสตร์ ภายในหน่วยรับงบประมาณเดียวกัน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561 รัฐมนตรีผู้มีหน้าที่ตามกฎหมายต้องกำกับหรือควบคุมการใช้จ่ายงบประมาณของหน่วยรับงบประมาณอย่างไร
- ก. ให้ใช้จ่ายภายในวงเงินงบประมาณรายจ่ายที่ได้รับจัดสรร และเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐอย่างเคร่งครัด ✓
- ข. ให้ใช้จ่ายนอกวงเงินงบประมาณรายจ่ายที่ได้รับจัดสรรได้ โดยไม่ต้องเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ
- ค. ให้ใช้จ่ายเกินวงเงินงบประมาณรายจ่ายที่ได้รับจัดสรรได้ และเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐอย่างเคร่งครัด
- ง. ให้ใช้จ่ายภายในวงเงินงบประมาณรายจ่ายที่ได้รับจัดสรร โดยไม่ต้องเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ให้ใช้จ่ายภายในวงเงินงบประมาณรายจ่ายที่ได้รับจัดสรร และเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐอย่างเคร่งครัด" มาตรา 38 กำหนดให้รัฐมนตรีผู้มีหน้าที่ตามกฎหมายรับผิดชอบกำกับหรือควบคุมการใช้จ่ายงบประมาณให้อยู่ภายในวงเงินงบประมาณรายจ่ายที่ได้รับจัดสรร และเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐอย่างเคร่งครัด ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ให้ใช้จ่ายเกินวงเงินงบประมาณรายจ่ายที่ได้รับจัดสรรได้ และเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐอย่างเคร่งครัด" ผิด: มาตรา 38 กำหนดให้มีการใช้จ่ายงบประมาณ “ภายในวงเงินงบประมาณรายจ่ายที่ได้รับจัดสรร” • "ให้ใช้จ่ายภายในวงเงินงบประมาณรายจ่ายที่ได้รับจัดสรร โดยไม่ต้องเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ" ผิด: มาตรา 38 กำหนดให้การใช้จ่าย “เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐอย่างเคร่งครัด” • "ให้ใช้จ่ายนอกวงเงินงบประมาณรายจ่ายที่ได้รับจัดสรรได้ โดยไม่ต้องเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ" ผิด: มาตรา 38 กำหนดทั้งให้ใช้จ่ายภายในวงเงินที่ได้รับจัดสรร และให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐอย่างเคร่งครัด อ้างอิงตัวบท มาตรา 38 พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561: “ให้มีการใช้จ่ายงบประมาณภายในวงเงินงบประมาณรายจ่ายที่ได้รับจัดสรร” มาตรา 38 พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561: “และเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐอย่างเคร่งครัด”
มาตรา 38 พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561: “ให้มีการใช้จ่ายงบประมาณภายในวงเงินงบประมาณรายจ่ายที่ได้รับจัดสรร”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
หน่วยรับงบประมาณแห่งหนึ่งยื่นคำขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีหลังพ้นกำหนดเวลาที่ผู้อำนวยการกำหนด แม้ได้แนบรายงานเกี่ยวกับเงินนอกงบประมาณมาด้วย ตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ ผู้อำนวยการต้องดำเนินการอย่างไร
- ก. ผู้อำนวยการตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีให้ตรงตามจำนวนในคำขอเดิม
- ข. ผู้อำนวยการตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีให้ได้ตามที่เห็นสมควร ✓
- ค. ผู้อำนวยการงดตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีแก่หน่วยรับงบประมาณนั้น
- ง. ผู้อำนวยการรอให้หน่วยรับงบประมาณยื่นคำขอใหม่ภายในกำหนดก่อนจึงตั้งงบประมาณ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ผู้อำนวยการตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีให้ได้ตามที่เห็นสมควร" ข้อเท็จจริงว่าเป็นหน่วยรับงบประมาณ → “หน่วยรับงบประมาณ”; การยื่นหลังพ้นกำหนด → “มิได้ยื่นภายในกำหนดระยะเวลาตามที่ผู้อำนวยการกำหนด”; การแนบรายงานเกี่ยวกับเงินนอกงบประมาณ → ไม่เข้าเงื่อนไข “ยื่นคำขอโดยไม่มีรายงานเกี่ยวกับเงินนอกงบประมาณ” แต่ไม่ทำให้เงื่อนไขยื่นล่าช้าหมดไป ดังนั้น กำหนดว่า “ให้ผู้อำนวยการตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีให้ได้ตามที่เห็นสมควร” ตามมาตรา 30 แห่งพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ผู้อำนวยการรอให้หน่วยรับงบประมาณยื่นคำขอใหม่ภายในกำหนดก่อนจึงตั้งงบประมาณ" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดผลของการมิได้ยื่นภายในกำหนดไว้โดยตรงว่า “ให้ผู้อำนวยการตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีให้ได้ตามที่เห็นสมควร” • "ผู้อำนวยการตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีให้ตรงตามจำนวนในคำขอเดิม" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปี “ตามที่เห็นสมควร” มิได้บังคับให้ตรงตามคำขอเดิม • "ผู้อำนวยการงดตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีแก่หน่วยรับงบประมาณนั้น" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าเมื่อมิได้ยื่นภายในกำหนด “ให้ผู้อำนวยการตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีให้ได้” อ้างอิงตัวบท มาตรา 30 พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561: “ถ้าหน่วยรับงบประมาณมิได้ยื่นภายในกำหนดระยะเวลาตามที่ผู้อำนวยการกำหนด หรือยื่นคำขอโดยไม่มีรายงานเกี่ยวกับเงินนอกงบประมาณตามมาตรา 25 และมาตรา 28 ให้ผู้อำนวยการตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีให้ได้ตามที่เห็นสมควร”
มาตรา 30 พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561: “ถ้าหน่วยรับงบประมาณมิได้ยื่นภายในกำหนดระยะเวลาตามที่ผู้อำนวยการกำหนด หรือยื่นคำขอโดยไม่มีรายงานเกี่ยวกับเงินนอกงบประมาณตามมาตรา 25 และมาตรา 28 ให้ผู้อำนวยการตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีให้ได้ตามที่เห็นสมควร”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณ ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการยื่นคำขออนุมัติเงินจัดสรร
- ก. กรณีงบประมาณรายจ่ายประจำปี หน่วยรับงบประมาณไม่ต้องยื่นคำขออนุมัติเงินจัดสรร ✓
- ข. กรณีงบประมาณรายจ่ายที่โอนมาจากหน่วยอื่น หน่วยรับงบประมาณต้องยื่นคำขออนุมัติเงินจัดสรรทุกกรณี
- ค. กรณีงบประมาณรายจ่ายประจำปี หน่วยรับงบประมาณต้องยื่นคำขออนุมัติเงินจัดสรร
- ง. กรณีงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม หน่วยรับงบประมาณไม่อาจถูกกำหนดให้ยื่นคำขออนุมัติเงินจัดสรร
Explanation: คำตอบที่ถูก: "กรณีงบประมาณรายจ่ายประจำปี หน่วยรับงบประมาณไม่ต้องยื่นคำขออนุมัติเงินจัดสรร" ข้อ 18 กำหนดว่า สำหรับเงินจัดสรรในวงเงินตามพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี หน่วยรับงบประมาณไม่ต้องยื่นคำขออนุมัติเงินจัดสรร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "กรณีงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม หน่วยรับงบประมาณไม่อาจถูกกำหนดให้ยื่นคำขออนุมัติเงินจัดสรร" ผิด: ข้อ 18 ระบุว่า สำนักงบประมาณอาจกำหนดให้หน่วยรับงบประมาณต้องยื่นคำขออนุมัติเงินจัดสรรก็ได้ • "กรณีงบประมาณรายจ่ายประจำปี หน่วยรับงบประมาณต้องยื่นคำขออนุมัติเงินจัดสรร" ผิด: ข้อ 18 ระบุว่า หน่วยรับงบประมาณไม่ต้องยื่นคำขออนุมัติเงินจัดสรรในกรณีดังกล่าว • "กรณีงบประมาณรายจ่ายที่โอนมาจากหน่วยอื่น หน่วยรับงบประมาณต้องยื่นคำขออนุมัติเงินจัดสรรทุกกรณี" ผิด: ข้อ 18 กำหนดเพียงว่าสำนักงบประมาณอาจกำหนดให้ยื่นคำขอได้ มิได้กำหนดว่าต้องยื่นทุกกรณี อ้างอิงตัวบท ข้อ 18 ระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณ พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2567): “สำนักงบประมาณจะอนุมัติเงินจัดสรรในวงเงินที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี ให้สอดคล้องกับแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ หรือตามที่สำนักงบประมาณกำหนด โดยหน่วยรับงบประมาณไม่ต้องยื่นคำขออนุมัติเงินจัดสรร”
ข้อ 18 ระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณ พ.ศ. 2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 2 พ.ศ. 2567): “สำนักงบประมาณจะอนุมัติเงินจัดสรรในวงเงินที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี ให้สอดคล้องกับแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ หรือตามที่สำนักงบประมาณกำหนด โดยหน่วยรับงบประมาณไม่ต้องยื่นคำขออนุมัติเงินจัดสรร”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีที่แถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 ข้อใดอธิบายเป้าหมายและความร่วมมือด้านความมั่นคงชายแดนได้ถูกต้อง
- ก. มุ่งให้ชายแดนปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ และแก้ไขปัญหาข้ามพรมแดนโดยไทยดำเนินการฝ่ายเดียว เพื่อสร้างความสงบสุขให้กับสังคมไทย
- ข. มุ่งให้ชายแดนปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ และแก้ไขปัญหาข้ามพรมแดนร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน แต่ไม่ร่วมกับประเทศในภูมิภาค เพื่อสร้างความสงบสุขให้กับสังคมไทย
- ค. มุ่งให้ชายแดนปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ และแก้ไขปัญหาข้ามพรมแดนร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศในภูมิภาค เพื่อสร้างความสงบสุขให้กับสังคมไทย ✓
- ง. มุ่งให้ชายแดนปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ และแก้ไขปัญหาข้ามพรมแดนร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศในภูมิภาค โดยไม่มุ่งสร้างความสงบสุขให้กับสังคมไทย
Explanation: คำตอบที่ถูก: "มุ่งให้ชายแดนปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ และแก้ไขปัญหาข้ามพรมแดนร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศในภูมิภาค เพื่อสร้างความสงบสุขให้กับสังคมไทย" คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีกำหนดให้ส่งเสริมความมั่นคงชายแดนให้ปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ พร้อมแก้ไขปัญหาข้ามพรมแดนร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศในภูมิภาค เพื่อสร้างความสงบสุขให้กับสังคมไทย ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "มุ่งให้ชายแดนปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ และแก้ไขปัญหาข้ามพรมแดนร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศในภูมิภาค โดยไม่มุ่งสร้างความสงบสุขให้กับสังคมไทย" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุชัดว่าการดำเนินนโยบายดังกล่าวเป็นไป “เพื่อสร้างความสงบสุขให้กับสังคมไทย” • "มุ่งให้ชายแดนปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ และแก้ไขปัญหาข้ามพรมแดนร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน แต่ไม่ร่วมกับประเทศในภูมิภาค เพื่อสร้างความสงบสุขให้กับสังคมไทย" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดความร่วมมือทั้งกับ “ประเทศเพื่อนบ้านและประเทศในภูมิภาค” จึงไม่อาจตัดประเทศในภูมิภาคออกได้ • "มุ่งให้ชายแดนปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ และแก้ไขปัญหาข้ามพรมแดนโดยไทยดำเนินการฝ่ายเดียว เพื่อสร้างความสงบสุขให้กับสังคมไทย" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุให้แก้ไขปัญหาข้ามพรมแดน “ร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศในภูมิภาค” ไม่ใช่ดำเนินการฝ่ายเดียว อ้างอิงตัวบท นโยบายข้อ 9 (คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงต่อรัฐสภา วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน 2569): “ส่งเสริมความมั่นคงชายแดนให้ปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ” นโยบายข้อ 9 (คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงต่อรัฐสภา วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน 2569): “และแก้ไขปัญหา ข้ามพรมแดนร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน” นโยบายข้อ 9 (คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงต่อรัฐสภา วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน 2569): “และประเทศในภูมิภาค” นโยบายข้อ 9 (คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงต่อรัฐสภา วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน 2569): “เพื่อสร้างความสงบสุข ให้กับสังคมไทย”
นโยบายข้อ 9 (คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงต่อรัฐสภา วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน 2569): “ส่งเสริมความมั่นคงชายแดนให้ปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ในเดือน ส.ค. 2569 ข้อใดระบุคณะกรรมการและมติเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยนโยบายได้ถูกต้อง
- ก. กนง. มีมติเอกฉันท์ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเป็น 1.00% ต่อปี
- ข. กนง. มีมติเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.25% ต่อปี
- ค. กนง. มีมติไม่เป็นเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ต่อปี
- ง. กนง. มีมติเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ต่อปี ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "กนง. มีมติเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ต่อปี" ข่าวเศรษฐกิจและการเงินวันที่ 26 ส.ค. 2569 ระบุว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ต่อปี ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "กนง. มีมติเอกฉันท์ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเป็น 1.00% ต่อปี" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า กนง. มีมติ “คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย” ไม่ใช่ลดอัตราดอกเบี้ย • "กนง. มีมติเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.25% ต่อปี" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่คงไว้เท่ากับ 1.00% ต่อปี • "กนง. มีมติไม่เป็นเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ต่อปี" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุชัดว่า กนง. “มีมติเอกฉันท์” อ้างอิงตัวบท ข่าวในกระแส: เศรษฐกิจ / การเงิน (26 ส.ค. 2569) (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเอกฉันท์” ข่าวในกระแส: เศรษฐกิจ / การเงิน (26 ส.ค. 2569) (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ต่อปี”
ข่าวในกระแส: เศรษฐกิจ / การเงิน (26 ส.ค. 2569) (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเอกฉันท์”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีที่แถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 นโยบายเรียนฟรีกำหนดเรื่องแพลตฟอร์มการเรียนรู้และการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตไว้อย่างไร
- ก. พัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ฟรี และเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเพื่อเรียนรู้ในแพลตฟอร์มได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ✓
- ข. พัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์แบบมีค่าใช้จ่าย และเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเพื่อเรียนรู้ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
- ค. พัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ฟรี และเปิดให้เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเพื่อเรียนรู้ได้เฉพาะเวลาที่กำหนด
- ง. พัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ฟรี และเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเพื่อเรียนรู้ในแพลตฟอร์มโดยมีค่าใช้จ่าย
Explanation: คำตอบที่ถูก: "พัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ฟรี และเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเพื่อเรียนรู้ในแพลตฟอร์มได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย" ตามส่วน 13.1 กำหนดให้พัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ฟรีที่ประชาชนเข้าถึงได้ตลอดเวลา และเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเพื่อเรียนรู้ในแพลตฟอร์มได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "พัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์แบบมีค่าใช้จ่าย และเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเพื่อเรียนรู้ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุให้ “พัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ฟรี” จึงไม่ใช่แพลตฟอร์มแบบมีค่าใช้จ่าย • "พัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ฟรี และเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเพื่อเรียนรู้ในแพลตฟอร์มโดยมีค่าใช้จ่าย" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าสามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเพื่อการเรียนรู้ในแพลตฟอร์มได้ “โดยไม่มีค่าใช้จ่าย” • "พัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ฟรี และเปิดให้เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเพื่อเรียนรู้ได้เฉพาะเวลาที่กำหนด" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าประชาชนเข้าถึงแพลตฟอร์มเพื่อ “เรียนรู้ได้ตลอดเวลา” และเรียนฟรีได้ทุกที่ทุกเวลา อ้างอิงตัวบท นโยบายข้อ 13 (คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงต่อรัฐสภา วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน 2569): “พัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ฟรี” นโยบายข้อ 13 (คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงต่อรัฐสภา วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน 2569): “สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเพื่อการเรียนรู้ในแพลตฟอร์มได้ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย”
นโยบายข้อ 13 (คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงต่อรัฐสภา วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน 2569): “พัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ฟรี”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2569 หน่วยงานใดเป็นเจ้าภาพโครงการที่มีจุดประสงค์เพื่อลงทะเบียนรับสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569
- ก. กระทรวงพาณิชย์ เป็นเจ้าภาพโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ
- ข. กระทรวงการคลัง เป็นเจ้าภาพโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ✓
- ค. กระทรวงแรงงาน เป็นเจ้าภาพโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ
- ง. กระทรวงมหาดไทย เป็นเจ้าภาพโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "กระทรวงการคลัง เป็นเจ้าภาพโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ" ข่าววันที่ 29 กันยายน 2569 ระบุว่าโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 มีจุดประสงค์เพื่อลงทะเบียนรับสวัสดิการแห่งรัฐ และมีกระทรวงการคลังเป็นเจ้าภาพ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "กระทรวงพาณิชย์ เป็นเจ้าภาพโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดเจ้าภาพเป็น “กระทรวงการคลัง” ไม่ใช่กระทรวงพาณิชย์ • "กระทรวงมหาดไทย เป็นเจ้าภาพโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุชัดว่าเจ้าภาพคือ “กระทรวงการคลัง” ไม่ใช่กระทรวงมหาดไทย • "กระทรวงแรงงาน เป็นเจ้าภาพโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าเจ้าภาพคือ “กระทรวงการคลัง” ไม่ใช่กระทรวงแรงงาน อ้างอิงตัวบท ข่าวในกระแส: สวัสดิการ / มาตรการรัฐ (29 ก.ย. 2569 (กระทรวงการคลังเสนอผลคัดกรองเข้า ครม.)) (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ("บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ" / "บัตรคนจน") — เจ้าภาพคือ กระทรวงการคลัง”
ข่าวในกระแส: สวัสดิการ / มาตรการรัฐ (29 ก.ย. 2569 (กระทรวงการคลังเสนอผลคัดกรองเข้า ครม.)) (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ("บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ" / "บัตรคนจน") — เจ้าภาพคือ กระทรวงการคลัง”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
บริษัท ค. จำกัดกำลังพิจารณาลงทุนโครงการใหม่ ผู้จัดการจึงรวบรวมข้อมูลอย่างรอบรู้ ตรวจสอบข้อมูลอย่างรอบคอบ และตัดสินใจด้วยความระมัดระวัง การปฏิบัตินี้สะท้อนองค์ประกอบใดของปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
- ก. ห่วงด้านความมีเหตุผล
- ข. เงื่อนไขด้านคุณธรรม
- ค. ห่วงด้านความพอประมาณ
- ง. เงื่อนไขด้านความรู้ ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เงื่อนไขด้านความรู้" ตามหัวข้อ 2.1 ความรู้เป็นหนึ่งใน 2 เงื่อนไข โดยครอบคลุมความรอบรู้ รอบคอบ และระมัดระวัง ข้อเท็จจริงที่ผู้จัดการรวบรวมและตรวจสอบข้อมูลก่อนตัดสินใจจึงสะท้อนเงื่อนไขด้านความรู้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เงื่อนไขด้านคุณธรรม" ผิด: แหล่งข้อมูลจัดความรอบรู้ ความรอบคอบ และความระมัดระวังไว้ในเงื่อนไขความรู้ ส่วนคุณธรรมประกอบด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต ขยัน อดทน และแบ่งปัน • "ห่วงด้านความพอประมาณ" ผิด: แหล่งข้อมูลจัดคำว่า รอบรู้ รอบคอบ และระมัดระวังไว้ภายใต้เงื่อนไขความรู้ ไม่ใช่ห่วงความพอประมาณ • "ห่วงด้านความมีเหตุผล" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุโดยตรงว่า รอบรู้ รอบคอบ และระมัดระวังเป็นองค์ประกอบของเงื่อนไขความรู้ อ้างอิงตัวบท หัวข้อ 2.1 ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “- ความรู้ (รอบรู้ รอบคอบ ระมัดระวัง)”
หัวข้อ 2.1 ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “- ความรู้ (รอบรู้ รอบคอบ ระมัดระวัง)”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามมาตรา 78 ศาลมีอำนาจกำหนดค่าสินไหมทดแทนเพื่อการลงโทษได้ไม่เกินเท่าใด
- ก. ไม่เกินสี่เท่าของค่าสินไหมทดแทนที่แท้จริง
- ข. ไม่เกินสามเท่าของค่าสินไหมทดแทนที่แท้จริง
- ค. ไม่เกินสองเท่าของค่าสินไหมทดแทนที่แท้จริง ✓
- ง. ไม่เกินหนึ่งเท่าของค่าสินไหมทดแทนที่แท้จริง
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ไม่เกินสองเท่าของค่าสินไหมทดแทนที่แท้จริง" มาตรา 78 ให้อำนาจศาลกำหนดค่าสินไหมทดแทนเพื่อการลงโทษได้ตามที่เห็นสมควร แต่ไม่เกินสองเท่าของค่าสินไหมทดแทนที่แท้จริง ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ไม่เกินสี่เท่าของค่าสินไหมทดแทนที่แท้จริง" ผิด: มาตรา 78 ระบุว่าไม่เกินสองเท่าของค่าสินไหมทดแทนที่แท้จริง มิใช่สี่เท่า • "ไม่เกินสามเท่าของค่าสินไหมทดแทนที่แท้จริง" ผิด: มาตรา 78 ระบุจำนวนสูงสุดไว้ที่สองเท่าของค่าสินไหมทดแทนที่แท้จริง • "ไม่เกินหนึ่งเท่าของค่าสินไหมทดแทนที่แท้จริง" ผิด: มาตรา 78 กำหนดว่าไม่เกินสองเท่าของค่าสินไหมทดแทนที่แท้จริง มิใช่หนึ่งเท่า อ้างอิงตัวบท มาตรา 78 พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562: “แต่ไม่เกินสองเท่าของค่าสินไหมทดแทนที่แท้จริงนั้น”
มาตรา 78 พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562: “แต่ไม่เกินสองเท่าของค่าสินไหมทดแทนที่แท้จริงนั้น”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
บริษัท ค. จำกัดเก็บประวัติการทำงานและแผ่นบันทึกลักษณะเสียงของนาย ก. โดยระบุชื่อไว้ในแฟ้ม ต่อมานาย ก. ถึงแก่กรรม ข้อมูลดังกล่าวมีสถานะอย่างไรตามมาตรา 4
- ก. ไม่เป็นข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล เพราะนาย ก. ถึงแก่กรรมแล้ว
- ข. ไม่เป็นข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล เพราะเป็นเพียงประวัติการทำงาน
- ค. ไม่เป็นข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล เพราะจัดเก็บเป็นแผ่นบันทึกลักษณะเสียง
- ง. เป็นข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล แม้นาย ก. ถึงแก่กรรมแล้ว ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เป็นข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล แม้นาย ก. ถึงแก่กรรมแล้ว" ประวัติการทำงานและแผ่นบันทึกลักษณะเสียงที่ระบุชื่อของนาย ก. เป็นข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งเฉพาะตัวที่ทำให้รู้ตัวบุคคลได้ และมาตรา 4 ให้รวมถึงข้อมูลของผู้ที่ถึงแก่กรรมแล้วด้วย จึงเป็นข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ไม่เป็นข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล เพราะเป็นเพียงประวัติการทำงาน" ผิด: มาตรา 4 ยกประวัติการทำงานเป็นตัวอย่างของข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสิ่งเฉพาะตัวของบุคคล • "ไม่เป็นข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล เพราะจัดเก็บเป็นแผ่นบันทึกลักษณะเสียง" ผิด: มาตรา 4 ระบุแผ่นบันทึกลักษณะเสียงของคนเป็นสิ่งบอกลักษณะที่ทำให้รู้ตัวบุคคลได้ • "ไม่เป็นข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล เพราะนาย ก. ถึงแก่กรรมแล้ว" ผิด: มาตรา 4 ให้หมายความรวมถึงข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสิ่งเฉพาะตัวของผู้ที่ถึงแก่กรรมแล้วด้วย อ้างอิงตัวบท มาตรา 4 พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540: ““ข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล” หมายความว่า ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสิ่งเฉพาะตัวของบุคคล เช่น การศึกษา ฐานะการเงิน ประวัติสุขภาพ ประวัติอาชญากรรม หรือประวัติการทำงาน บรรดาที่มีชื่อของผู้นั้นหรือมีเลขหมาย รหัส หรือสิ่งบอกลักษณะอื่นที่ทำให้รู้ตัวผู้นั้นได้ เช่น ลายพิมพ์นิ้วมือ แผ่นบันทึกลักษณะเสียงของคนหรือรูปถ่าย” มาตรา 4 พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540: “และให้หมายความรวมถึงข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสิ่งเฉพาะตัวของผู้ที่ถึงแก่กรรมแล้วด้วย”
มาตรา 4 พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540: ““ข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล” หมายความว่า ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสิ่งเฉพาะตัวของบุคคล เช่น การศึกษา ฐานะการเงิน ประวัติสุขภาพ ประวัติอาชญากรรม หรือประวัติการทำงาน บรรดาที่มีชื่อของผู้นั้นหรือมีเลขหมาย รหัส หรือสิ่งบอกลักษณะอื่นที่ทำให้รู้ตัวผู้นั้นได้ เช่น ลายพิมพ์นิ้วมือ แผ่นบันทึกลักษณะเสียงของคนหรือรูปถ่าย”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามมาตรา 6 ข้อใดอธิบายขอบเขตความหมายของ “ข้อมูลส่วนบุคคล” ได้ถูกต้อง
- ก. ข้อมูลของผู้ถึงแก่กรรมโดยเฉพาะ อยู่ในความหมายของข้อมูลส่วนบุคคล
- ข. ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลที่ทำให้สามารถระบุตัวบุคคลนั้นได้ทางอ้อม อยู่ในความหมายของข้อมูลส่วนบุคคล ✓
- ค. ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลที่ไม่ทำให้ระบุตัวบุคคลได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม อยู่ในความหมายของข้อมูลส่วนบุคคล
- ง. ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลที่ระบุตัวได้ทางอ้อม ไม่อยู่ในความหมายของข้อมูลส่วนบุคคล
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลที่ทำให้สามารถระบุตัวบุคคลนั้นได้ทางอ้อม อยู่ในความหมายของข้อมูลส่วนบุคคล" มาตรา 6 ให้นิยามข้อมูลส่วนบุคคลว่าหมายถึงข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลซึ่งทำให้สามารถระบุตัวบุคคลนั้นได้ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม และไม่รวมข้อมูลของผู้ถึงแก่กรรมโดยเฉพาะ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลที่ไม่ทำให้ระบุตัวบุคคลได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม อยู่ในความหมายของข้อมูลส่วนบุคคล" ผิด: มาตรา 6 กำหนดว่าข้อมูลส่วนบุคคลต้องเป็นข้อมูลที่ทำให้สามารถระบุตัวบุคคลนั้นได้ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม • "ข้อมูลของผู้ถึงแก่กรรมโดยเฉพาะ อยู่ในความหมายของข้อมูลส่วนบุคคล" ผิด: มาตรา 6 ระบุว่าไม่รวมถึงข้อมูลของผู้ถึงแก่กรรมโดยเฉพาะ • "ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลที่ระบุตัวได้ทางอ้อม ไม่อยู่ในความหมายของข้อมูลส่วนบุคคล" ผิด: มาตรา 6 ระบุว่าการระบุตัวบุคคลได้ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมอยู่ในความหมายของข้อมูลส่วนบุคคล อ้างอิงตัวบท มาตรา 6 พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562: ““ข้อมูลส่วนบุคคล” หมายความว่า ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลซึ่งทำให้สามารถระบุตัวบุคคลนั้นได้ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม”
มาตรา 6 พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562: ““ข้อมูลส่วนบุคคล” หมายความว่า ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลซึ่งทำให้สามารถระบุตัวบุคคลนั้นได้ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
นาย ก. เคยเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่ไม่เคยเป็นข้าราชการการเมือง และพ้นจากตำแหน่งมาแล้ว 8 เดือน ตามมาตรา 59 ผลเป็นอย่างไร
- ก. นาย ก. ต้องห้ามมิให้เป็นเลขาธิการ เพราะพ้นจากตำแหน่งมายังไม่ถึงหนึ่งปี ✓
- ข. นาย ก. ไม่อยู่ในลักษณะต้องห้าม เพราะไม่เคยเป็นข้าราชการการเมือง
- ค. นาย ก. ไม่อยู่ในลักษณะต้องห้าม เพราะพ้นจากตำแหน่งมาเกินหกเดือนแล้ว
- ง. นาย ก. ไม่อยู่ในลักษณะต้องห้าม เพราะปัจจุบันพ้นจากตำแหน่งแล้ว
Explanation: คำตอบที่ถูก: "นาย ก. ต้องห้ามมิให้เป็นเลขาธิการ เพราะพ้นจากตำแหน่งมายังไม่ถึงหนึ่งปี" ข้อเท็จจริงที่นาย ก. เคยเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและพ้นจากตำแหน่งเพียง 8 เดือน ทำให้ยังไม่ได้รับข้อยกเว้นตามมาตรา 59 (5) ซึ่งกำหนดให้พ้นจากตำแหน่งมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งปี นาย ก. จึงต้องห้ามมิให้เป็นเลขาธิการ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "นาย ก. ไม่อยู่ในลักษณะต้องห้าม เพราะปัจจุบันพ้นจากตำแหน่งแล้ว" ผิด: มาตรา 59 (5) ยกเว้นลักษณะต้องห้ามเมื่อพ้นจากตำแหน่งมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งปี มิใช่เพียงพ้นจากตำแหน่งแล้ว • "นาย ก. ไม่อยู่ในลักษณะต้องห้าม เพราะไม่เคยเป็นข้าราชการการเมือง" ผิด: มาตรา 59 (5) ระบุทั้งข้าราชการการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นาย ก. จึงอยู่ในลักษณะที่มาตรานี้กำหนด • "นาย ก. ไม่อยู่ในลักษณะต้องห้าม เพราะพ้นจากตำแหน่งมาเกินหกเดือนแล้ว" ผิด: มาตรา 59 (5) กำหนดระยะเวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งปี ไม่ใช่หกเดือน อ้างอิงตัวบท มาตรา 59 พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562: “ผู้มีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ ต้องห้ามมิให้เป็นเลขาธิการ” มาตรา 59 พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562: “(5) เป็นหรือเคยเป็นข้าราชการการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น เว้นแต่จะได้พ้นจากตำแหน่งมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งปี”
มาตรา 59 พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562: “ผู้มีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ ต้องห้ามมิให้เป็นเลขาธิการ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามมาตรา 52 ต้องดำเนินการแต่งตั้งประธานกรรมการหรือกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแทนตำแหน่งที่ว่างภายในกี่วันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง
- ก. ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง
- ข. ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง
- ค. ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง ✓
- ง. ภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง" มาตรา 52 กำหนดให้ดำเนินการแต่งตั้งประธานกรรมการหรือกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแทนตำแหน่งที่ว่างภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง" ผิด: มาตรา 52 กำหนดระยะเวลาดำเนินการแต่งตั้งไว้หกสิบวัน ไม่ใช่เก้าสิบวัน • "ภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง" ผิด: มาตรา 52 ระบุให้ดำเนินการแต่งตั้งภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง ไม่ใช่หนึ่งร้อยยี่สิบวัน • "ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง" ผิด: มาตรา 52 กำหนดว่าให้ดำเนินการแต่งตั้งภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง ไม่ใช่สามสิบวัน อ้างอิงตัวบท มาตรา 52 พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562: “ให้ดำเนินการแต่งตั้งประธานกรรมการหรือกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแทนตำแหน่งที่ว่างภายใน หกสิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง”
มาตรา 52 พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562: “ให้ดำเนินการแต่งตั้งประธานกรรมการหรือกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแทนตำแหน่งที่ว่างภายใน หกสิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
Exam Simulator
Start a snapshot-based practice or real-exam attempt.
Exam Preview
What an approved exam looks like to a test-taker.
ชุดจำลอง เจ้าพนักงานพัสดุปฏิบัติงาน (ทดลอง)
Time limit: 150 minutes
1. บริษัท ค. จำกัดมีสินค้าคงเหลือชนิด ก. และชนิด ข. ซึ่งไม่อยู่ในกรณีที่มาตรฐานกล่าวไว้ต่างหาก สินค้าทั้งสองชนิดมีลักษณะและการใช้คล้ายคลึงกัน โดยบริษัทใช้วิธีเข้าก่อนออกก่อนกับสินค้าชนิด ก. ข้อใดเป็นการปฏิบัติที่ถูกต้อง
- ก. กิจการไม่ต้องใช้วิธีเดียวกัน และอาจเลือกสองวิธีแยกกันสำหรับสินค้าแต่ละชนิด
- ข. กิจการต้องใช้วิธีเข้าก่อนออกก่อนกับสินค้าชนิด ข. เช่นเดียวกับชนิด ก.
- ค. กิจการอาจใช้วิธีต้นทุนถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักกับชนิด ข. หากเห็นว่าเหมาะสม
- ง. กิจการต้องเปลี่ยนสินค้าทั้งสองชนิดไปใช้วิธีต้นทุนถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก
2. ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 7 เรื่อง งบกระแสเงินสด งบกระแสเงินสดต้องจำแนกกระแสเงินสดในระหว่างรอบระยะเวลาเป็นกิจกรรมใดบ้าง
- ก. กิจกรรมดำเนินงาน กิจกรรมผลิต และกิจกรรมจัดหาเงิน
- ข. กิจกรรมควบคุม กิจกรรมลงทุน และกิจกรรมจัดหาเงิน
- ค. กิจกรรมดำเนินงาน กิจกรรมลงทุน และกิจกรรมบริหารงาน
- ง. กิจกรรมดำเนินงาน กิจกรรมลงทุน และกิจกรรมจัดหาเงิน
3. ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 16 เรื่อง ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ กิจการต้องปันส่วนจำนวนที่คิดค่าเสื่อมราคาของสินทรัพย์อย่างไร
- ก. กิจการต้องปันส่วนอย่างมีระบบตลอดรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้สินทรัพย์มา
- ข. กิจการต้องรับรู้จำนวนทั้งหมดในรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้สินทรัพย์มา
- ค. กิจการต้องปันส่วนอย่างมีระบบตลอดอายุการใช้ประโยชน์ของสินทรัพย์
- ง. กิจการต้องปันส่วนโดยไม่เป็นระบบตลอดอายุการใช้ประโยชน์ของสินทรัพย์
4. ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 7 เรื่อง งบกระแสเงินสด ข้อใดอธิบายการจัดประเภทเงินปันผลจ่ายได้ถูกต้อง
- ก. เงินปันผลจ่ายอาจจัดเป็นกระแสเงินสดจากการจัดหาเงิน หรือเป็นกิจกรรมดำเนินงานเพื่อช่วยพิจารณาความสามารถในการจ่ายเงินปันผลจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน
- ข. เงินปันผลจ่ายอาจจัดเป็นกระแสเงินสดจากการจัดหาเงินหรือกิจกรรมดำเนินงาน แต่การจัดเป็นกิจกรรมดำเนินงานไม่ช่วยพิจารณาความสามารถในการจ่ายเงินปันผล
- ค. เงินปันผลจ่ายต้องจัดเป็นกระแสเงินสดจากการจัดหาเงินเท่านั้น เนื่องจากเป็นต้นทุนของการจัดหาทรัพยากรทางการเงิน และไม่อาจจัดเป็นกิจกรรมดำเนินงาน
- ง. เงินปันผลจ่ายต้องจัดเป็นองค์ประกอบของกระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงานเท่านั้น เพื่อช่วยพิจารณาความสามารถในการจ่ายเงินปันผลจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน
5. นาย ก. เป็นผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี ได้เลิกประกอบธุรกิจโดยมิได้มีการชำระบัญชี มิได้ร้องขอขยายเวลาส่งมอบ และยังไม่เคยส่งมอบบัญชีหรือเอกสารมาก่อน ตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 นาย ก. ต้องส่งมอบบัญชีและเอกสารแก่ผู้ใดและภายในกำหนดใด
- ก. ส่งมอบแก่สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีภายในเก้าสิบวันนับแต่วันร้องขอขยายเวลา
- ข. ส่งมอบให้ครบถ้วนถูกต้องแก่สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีภายในเวลาที่กำหนด
- ค. ส่งมอบแก่สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีภายในเก้าสิบวันนับแต่วันเลิกประกอบธุรกิจ
- ง. ส่งมอบแก่สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันเลิกประกอบธุรกิจ
6. บริษัท ค. จำกัดกำลังพิจารณาต้นทุนของอุปกรณ์หนึ่งรายการ โดยมีความเป็นไปได้ค่อนข้างแน่ว่าจะได้รับประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในอนาคตจากอุปกรณ์นั้น และบริษัทสามารถวัดมูลค่าต้นทุนได้อย่างน่าเชื่อถือ ตามมาตรฐานการบัญชี บริษัทต้องดำเนินการอย่างไร
- ก. ยังไม่ต้องรับรู้ต้นทุนของอุปกรณ์เป็นสินทรัพย์ จนกว่าจะได้รับประโยชน์เชิงเศรษฐกิจจริง
- ข. ต้องรับรู้ต้นทุนของอุปกรณ์เป็นสินทรัพย์ เพราะเป็นไปตามเงื่อนไขทุกข้อ
- ค. ต้องรับรู้ต้นทุนของอุปกรณ์เป็นค่าใช้จ่าย เพราะวัดมูลค่าต้นทุนได้อย่างน่าเชื่อถือ
- ง. ยังไม่ต้องรับรู้ต้นทุนของอุปกรณ์เป็นสินทรัพย์ จนกว่าจะวัดมูลค่าต้นทุนได้อย่างแน่นอน
7. บริษัท ค. จำกัด มีต้นทุนในการเก็บรักษาสินค้าที่จำเป็นในกระบวนการผลิตก่อนจะถึงขั้นตอนการผลิตถัดไป และมีต้นทุนในการขายสินค้า บริษัทควรปฏิบัติอย่างไร
- ก. นำต้นทุนการเก็บรักษามารวมเป็นต้นทุนสินค้าคงเหลือ และรับรู้ต้นทุนในการขายเป็นค่าใช้จ่ายในงวดที่เกิดขึ้น
- ข. ไม่นำต้นทุนทั้งสองรายการมารวมเป็นต้นทุนสินค้าคงเหลือ และรับรู้เป็นค่าใช้จ่ายในงวดที่เกิดขึ้น
- ค. นำต้นทุนทั้งสองรายการมารวมเป็นต้นทุนสินค้าคงเหลือ และไม่รับรู้เป็นค่าใช้จ่ายในงวดที่เกิดขึ้น
- ง. นำต้นทุนการเก็บรักษามารวมเป็นต้นทุนสินค้าคงเหลือ และรับรู้ต้นทุนในการขายเป็นค่าใช้จ่ายในงวดถัดไป
8. ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1 เรื่อง การนำเสนองบการเงิน ข้อใดอธิบายหลักการวิเคราะห์ค่าใช้จ่ายที่รับรู้ในกำไรหรือขาดทุนได้ถูกต้อง
- ก. กิจการต้องจัดประเภทตามธรรมชาติในทุกกรณี แม้ว่าตามหน้าที่จะให้ข้อมูลที่เชื่อถือได้และเกี่ยวข้องมากกว่า
- ข. กิจการเลือกจัดประเภทตามธรรมชาติหรือตามหน้าที่ได้ตามความสะดวก โดยไม่ต้องพิจารณาความน่าเชื่อถือและความเกี่ยวข้อง
- ค. กิจการต้องจัดประเภททั้งตามธรรมชาติและตามหน้าที่ควบคู่กัน โดยไม่อาจเลือกใช้เพียงวิธีใดวิธีหนึ่ง
- ง. กิจการเลือกจัดประเภทตามธรรมชาติหรือตามหน้าที่ โดยใช้วิธีที่ให้ข้อมูลที่เชื่อถือได้และมีความเกี่ยวข้องมากกว่า
9. ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1 เรื่อง การนำเสนองบการเงิน ข้อใดอธิบายเกณฑ์เกี่ยวกับสิทธิในการเลื่อนการชำระหนี้ที่ทำให้กิจการต้องจัดประเภทหนี้สินเป็นรายการหมุนเวียนได้ถูกต้อง
- ก. ณ วันสิ้นรอบระยะเวลารายงาน กิจการมีสิทธิเลื่อนการชำระหนี้ออกไปอย่างน้อย 12 เดือน
- ข. ณ วันเริ่มรอบระยะเวลารายงาน กิจการไม่มีสิทธิเลื่อนการชำระหนี้ออกไปอย่างน้อย 12 เดือน
- ค. ณ วันสิ้นรอบระยะเวลารายงาน กิจการไม่มีสิทธิเลื่อนการชำระหนี้ออกไปอย่างน้อย 6 เดือน
- ง. ณ วันสิ้นรอบระยะเวลารายงาน กิจการไม่มีสิทธิเลื่อนการชำระหนี้ออกไปอย่างน้อย 12 เดือน
10. ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1 เรื่อง การนำเสนองบการเงิน ส่วนของกำไรหรือขาดทุนหรืองบกำไรขาดทุนต้องแสดงรายการใดพร้อมจำนวนเงินสำหรับรอบระยะเวลา
- ก. ส่วนแบ่งกำไรหรือขาดทุนของบริษัทร่วมและการร่วมค้าที่ใช้วิธีส่วนได้เสีย
- ข. ส่วนแบ่งกำไรหรือขาดทุนของบริษัทร่วมและการร่วมค้าที่ใช้วิธีราคาทุน
- ค. ยอดรวมของการดำเนินงานต่อเนื่องซึ่งแสดงเป็นจำนวนเดียว
- ง. ผลขาดทุนจากการด้อยค่าโดยไม่รวมการกลับรายการผลกำไรหรือขาดทุนจากการด้อยค่า
11. ข้อใดอธิบายขอบเขตของการประกอบกิจการในราชอาณาจักรตามมาตรา 91/2 ได้ถูกต้อง
- ก. บุคคลนอกราชอาณาจักรจะถือว่าประกอบกิจการในราชอาณาจักรเมื่อดำเนินการผ่านสถานประกอบการของตนเท่านั้น ไม่รวมตัวแทน
- ข. บุคคลนอกราชอาณาจักรที่ประกอบกิจการผ่านสถานประกอบการหรือตัวแทนของตนในราชอาณาจักร ให้ถือว่าประกอบกิจการในราชอาณาจักร
- ค. บุคคลนอกราชอาณาจักรที่ประกอบกิจการผ่านสถานประกอบการหรือตัวแทนของตนในราชอาณาจักร ให้ถือว่าประกอบกิจการนอกราชอาณาจักร
- ง. บุคคลนอกราชอาณาจักรจะถือว่าประกอบกิจการในราชอาณาจักรเมื่อดำเนินการผ่านตัวแทนของตนเท่านั้น ไม่รวมสถานประกอบการ
12. บริษัท ค. จำกัด เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ได้เลิกประกอบกิจการ และจะไปแจ้งการเลิกกิจการ ณ สถานที่ที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ บริษัทต้องแจ้งภายในกำหนดใด
- ก. แจ้งพร้อมการคืนใบทะเบียนโดยไม่มีกำหนดนับจากวันเลิกกิจการ
- ข. แจ้งภายในสามสิบวันนับจากวันเลิกประกอบกิจการ
- ค. แจ้งภายในสิบห้าวันนับจากวันเลิกประกอบกิจการ
- ง. แจ้งภายในสิบห้าวันนับจากวันจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
13. ตามมาตรา 42 ทวิ เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ (2) เมื่อหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมารวมกันแล้ว ต้องไม่เกินจำนวนเท่าใด
- ก. 120,000 บาท
- ข. 60,000 บาท
- ค. 80,000 บาท
- ง. 100,000 บาท
14. ตามมาตรา 84 กรณียื่นแบบแสดงรายการภาษีเพิ่มเติมเพราะแบบเดิมไม่ถูกต้องครบถ้วน ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสิทธิขอคืนเครดิตภาษีพร้อมกับการดำเนินการใด
- ก. การยื่นแบบแสดงรายการภาษีเพิ่มเติมนั้น
- ข. การยื่นแบบแสดงรายการภาษีของเดือนภาษีถัดไป
- ค. การยื่นแบบแสดงรายการภาษีเพิ่มเติมครั้งถัดไป
- ง. การยื่นแบบแสดงรายการภาษีของเดือนภาษีเดิมเท่านั้น
15. บริษัท ค. จำกัดเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษี เดือนภาษีนี้ไม่มีรายรับ และมิได้ประกอบกิจการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร โดยอธิบดีมิได้กำหนดกำหนดเวลาไว้เป็นอย่างอื่น บริษัทต้องยื่นแบบและชำระภาษีถ้ามีเมื่อใด
- ก. ในขณะจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม พร้อมกับชำระภาษีถ้ามี
- ข. ภายในวันสุดท้ายของเดือนถัดไป พร้อมกับชำระภาษีถ้ามี
- ค. ภายในวันที่สิบห้าของเดือนถัดไป พร้อมกับชำระภาษีถ้ามี
- ง. ไม่ต้องยื่นแบบสำหรับเดือนนั้น เพราะเดือนภาษีนี้ไม่มีรายรับ
16. บริษัท ค. จำกัด เป็นผู้มีหน้าที่หักภาษีที่คำนวณหักไว้ตามบทบัญญัติ 50 (5) และธุรกรรมนั้นมีการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ตามประมวลรัษฎากร บริษัทต้องดำเนินการอย่างไร
- ก. พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมต้องเป็นผู้นำส่งภาษีในขณะที่มีการจดทะเบียน
- ข. ผู้มีหน้าที่หักภาษีต้องนำส่งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในขณะที่มีการจดทะเบียน
- ค. ผู้มีหน้าที่หักภาษีต้องนำส่ง ณ ที่ว่าการอำเภอภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่จ่ายเงิน
- ง. ผู้มีหน้าที่หักภาษีต้องนำส่งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่จ่ายเงิน
17. ผู้ใดโดยรู้อยู่แล้วหรือจงใจไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกหรือคำสั่งที่ระบุไว้ในมาตรา 36 แห่งประมวลรัษฎากร ต้องระวางโทษอย่างไร
- ก. จำคุกไม่เกินหนึ่งเดือนและปรับไม่เกินสองพันบาทในทุกกรณี
- ข. จำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- ค. จำคุกไม่เกินสองเดือน หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- ง. จำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
18. ข้อใดอธิบายอำนาจตามมาตรา 12 ตรี เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามมาตรา 12 ได้ถูกต้อง
- ก. ผู้มีอำนาจตามมาตรา 12 หรือสรรพากรจังหวัดมีอำนาจออกหมายเรียก สั่งให้นำหลักฐานมาตรวจสอบ และออกคำสั่งเป็นหนังสือให้เจ้าพนักงานสรรพากรตรวจค้นหรือยึดหลักฐาน
- ข. ผู้มีอำนาจตามมาตรา 12 หรือสรรพากรจังหวัดต้องตรวจค้นหรือยึดหลักฐานด้วยตนเอง โดยไม่ออกคำสั่งให้เจ้าพนักงานสรรพากร
- ค. อำนาจออกหมายเรียก สั่งให้นำหลักฐาน และสั่งตรวจค้นหรือยึดหลักฐานเป็นของผู้มีอำนาจตามมาตรา 12 โดยสรรพากรจังหวัดไม่มีอำนาจดังกล่าว
- ง. ผู้มีอำนาจตามมาตรา 12 หรือสรรพากรจังหวัดออกหมายเรียกได้เฉพาะผู้ต้องรับผิดชำระภาษีอากรค้าง แต่เรียกบุคคลอื่นไม่ได้
19. ตามมาตรา 46 เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) ยอมให้หักค่าใช้จ่ายได้ตามที่กำหนดโดยกฎหมายใด
- ก. พระราชบัญญัติ
- ข. กฎกระทรวง
- ค. พระราชกฤษฎีกา
- ง. ประกาศกระทรวงการคลัง
20. ตราสารที่ต้องเสียอากรฉบับหนึ่งทำขึ้นนอกสยาม วันนี้นาย ก. เป็นผู้ทรงตราสารคนแรกในสยามและได้รับตราสารนั้น นาย ก. ต้องปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าภายในกำหนดใด
- ก. ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับตราสารนั้น
- ข. ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับตราสารนั้น
- ค. ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ตราสารได้ทำขึ้นนอกสยาม
- ง. ก่อนยื่นตราสารเพื่อให้จ่ายเงิน โดยไม่ต้องนับจากวันที่ได้รับตราสาร
21. บริษัท ค. จำกัดเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ประกอบกิจการขายสินค้า และได้สินค้ามาเพื่อใช้ในกิจการ โดยไม่ปรากฏว่าเป็นกรณีจำเป็นที่อธิบดีกำหนดเป็นอย่างอื่น บริษัทต้องลงรายการในรายงานสินค้าและวัตถุดิบภายในระยะเวลาใด และนับแต่เมื่อใด ตามประมวลรัษฎากร
- ก. ภายในสามวันทำการนับแต่วันสิ้นเดือนที่ได้มาซึ่งสินค้านั้น
- ข. ภายในเจ็ดวันทำการนับแต่วันที่ได้มาซึ่งสินค้านั้น
- ค. ไม่มีกำหนดระยะเวลาแน่นอน โดยลงตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีกำหนด
- ง. ภายในสามวันทำการนับแต่วันที่ได้มาซึ่งสินค้านั้น
22. บริษัท ค. จำกัด มิใช่บริษัทจดทะเบียน ธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุน บริษัทหลักทรัพย์ หรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ และมิได้อยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด โดยมีรอบระยะเวลาบัญชีแรก 10 เดือน สำหรับการยื่นรายการพร้อมชำระภาษีก่อนกำหนดตามประมวลรัษฎากร ข้อใดถูกต้อง
- ก. การยื่นรายการพร้อมชำระภาษีก่อนกำหนดตามวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับแก่บริษัท ค. จำกัด
- ข. บริษัท ค. จำกัดต้องคำนวณและชำระภาษีจากกึ่งหนึ่งของประมาณการกำไรสุทธิในรอบบัญชี
- ค. บริษัท ค. จำกัดต้องยื่นรายการพร้อมชำระภาษีภายในสองเดือนนับแต่วันสุดท้ายของรอบหกเดือน
- ง. บริษัท ค. จำกัดต้องคำนวณและชำระภาษีจากกำไรสุทธิของรอบระยะเวลาหกเดือนแรก
23. ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับความหมายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันตามมาตรา 71 ทวิ
- ก. นิติบุคคลหนึ่งถือหุ้นในอีกนิติบุคคลหนึ่งโดยตรงหรือโดยอ้อมร้อยละสี่สิบของทุนทั้งหมด
- ข. นิติบุคคลหนึ่งถือหุ้นในอีกนิติบุคคลหนึ่งโดยตรงหรือโดยอ้อมไม่น้อยกว่าร้อยละห้าสิบของทุนทั้งหมด
- ค. นิติบุคคลสองแห่งมีเพียงความสัมพันธ์ด้านการจัดการ แม้ยังดำเนินการโดยอิสระจากกันได้
- ง. นิติบุคคลสองแห่งมีข้อกำหนดทางการพาณิชย์แตกต่างกัน จึงถือว่ามีความสัมพันธ์กัน
24. ตามมาตรา 69 ตรี ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) เฉพาะที่จ่ายให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งขายอสังหาริมทรัพย์ ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตราเท่าใด
- ก. ร้อยละ 2
- ข. ร้อยละ 5
- ค. ร้อยละ 1
- ง. ร้อยละ 3
25. ข้อใดอธิบายผลของมาตรา 88/2 ในกรณีตามมาตรา 88 (3) (4) หรือ (5) ได้ถูกต้อง
- ก. เจ้าพนักงานประเมินไม่อาจประเมินภาษีตามที่รู้เห็นหรือพิจารณาว่าถูกต้อง
- ข. เจ้าพนักงานประเมินทำได้เฉพาะแก้ไขมูลค่าของสินค้าที่ซื้อหรือค่าบริการเท่านั้น
- ค. เจ้าพนักงานประเมินต้องปฏิบัติตาม (1) ถึง (4) ให้ครบก่อนประเมินภาษี
- ง. เจ้าพนักงานประเมินอาจประเมินภาษีตามที่รู้เห็นหรือพิจารณาว่าถูกต้อง โดยไม่จำต้องปฏิบัติตาม (1) ถึง (4)
26. กรมสรรพากรต้องวางกรอบตัวเลขการจัดเก็บและการคืนภาษีอากรล่วงหน้า และต้องตรวจสอบภายหลังว่าผลการจัดเก็บเป็นไปตามกรอบดังกล่าวหรือไม่ กองวิชาการแผนภาษีต้องดำเนินการอย่างไรตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมสรรพากร
- ก. จัดทำประมาณการจัดเก็บและคืนภาษีอากร พร้อมทั้งติดตามประเมินผลการจัดเก็บภาษีอากรให้สอดคล้องกับประมาณการที่ได้กำหนดไว้
- ข. จัดทำประมาณการจัดเก็บและคืนภาษีอากร โดยไม่ต้องติดตามประเมินผลการจัดเก็บภาษีอากร
- ค. จัดทำประมาณการเฉพาะการจัดเก็บภาษีอากร โดยไม่ต้องประมาณการคืนภาษีอากร
- ง. ติดตามประเมินผลการจัดเก็บภาษีอากรให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลแทนประมาณการที่กำหนดไว้
27. เครื่องจำหน่ายตั๋วเข้าชมการแข่งม้ายี่ห้อ NCR เริ่มนำมาใช้ครั้งแรกเมื่อใด
- ก. วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2510
- ข. วันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2514
- ค. วันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2510
- ง. วันที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2510
28. ข้อใดสรุปขอบเขตของบทความเรื่องประวัติการจัดเก็บภาษีอากรได้ถูกต้อง
- ก. บทความถือว่าการเกณฑ์แรงงานภายในประเทศไม่เป็นรูปแบบหนึ่งของการเก็บภาษี
- ข. บทความเน้นวิวัฒนาการการจัดเก็บภาษีที่มีหลักฐานอ้างอิงได้ตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยจนถึงปัจจุบัน
- ค. บทความเน้นวิวัฒนาการการจัดเก็บภาษีที่มีหลักฐานอ้างอิงได้ตั้งแต่สมัยก่อนกรุงสุโขทัยจนถึงปัจจุบัน
- ง. บทความถือว่าเรื่องภาษีก่อนสมัยกรุงสุโขทัยเป็นข้อยืนยันจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์โดยตรง
29. กรมสรรพากรนอกแบ่งส่วนราชการออกเป็นกี่แผนก
- ก. 8 แผนก
- ข. 7 แผนก
- ค. 5 แผนก
- ง. 6 แผนก
30. ตามประวัติกรมสรรพากร สงครามมหาเอเชียบูรพาเกิดขึ้นเมื่อใด
- ก. วันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2482
- ข. วันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2485
- ค. วันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2486
- ง. วันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2481
31. ตามประวัติกรมสรรพากร การบังคับบัญชาอากรเก่าและอากรใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 3 แยกออกเป็นกี่แผนก
- ก. 2 แผนก
- ข. 3 แผนก
- ค. 1 แผนก
- ง. 4 แผนก
32. ข้อใดอธิบายความหมายของ D – Development ในค่านิยม I AM RD ได้ถูกต้อง
- ก. มีจริยธรรมและจรรยาบรรณ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต
- ข. มีความเป็นมืออาชีพ สั่งสมความรู้และความเชี่ยวชาญในงานที่รับผิดชอบ
- ค. พัฒนาและคิดค้นนวัตกรรมใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพงานและบริการให้ผู้เสียภาษีพึงพอใจ
- ง. มีความรับผิดชอบ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความขยันหมั่นเพียร มุ่งมั่นและกระตือรือร้น
33. หน่วยงานหนึ่งของกรมสรรพากรซึ่งปฏิบัติงานด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ประสบปัญหาเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและขอความช่วยเหลือจากกองเทคโนโลยีสารสนเทศ ตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมสรรพากร กองเทคโนโลยีสารสนเทศต้องดำเนินการอย่างไร
- ก. ไม่ให้การสนับสนุนทางวิชาการเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศแก่หน่วยงานนั้น
- ข. ให้การสนับสนุนทางวิชาการเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศแก่ประชาชนแทนหน่วยงานนั้น
- ค. ให้การสนับสนุนด้านงบประมาณแก่หน่วยงานนั้นแทนการสนับสนุนทางวิชาการ
- ง. ให้การสนับสนุนทางวิชาการเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศแก่หน่วยงานนั้น
34. กรมสรรพากรย้ายที่ทำการไปอยู่ ณ หอรัษฎากรพิพัฒน์ในพระบรมมหาราชวังเมื่อวันที่ใด
- ก. วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2491
- ข. วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2473
- ค. วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2476
- ง. วันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2478
35. ข้อใดอธิบายภารกิจของกรมสรรพากรตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมสรรพากร ได้ถูกต้อง
- ก. มุ่งให้ได้ภาษีตามเป้าหมายอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม และให้เกิดความสมัครใจในการเสียภาษี
- ข. มุ่งใช้นโยบายภาษีโดยไม่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม
- ค. มุ่งให้เกิดการเสียภาษีโดยไม่คำนึงถึงความสมัครใจของผู้เสียภาษี
- ง. มุ่งให้ได้ภาษีตามเป้าหมายโดยไม่ต้องคำนึงถึงความทั่วถึงและเป็นธรรม
36. ตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ หากไม่มีราคาที่คำนวณตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการราคากลางกำหนด แต่มีทั้งราคาจากฐานข้อมูลราคาอ้างอิงของกรมบัญชีกลางและราคามาตรฐานที่สำนักงบประมาณกำหนด ข้อใดอธิบายการเลือกใช้ราคากลางได้ถูกต้อง
- ก. ให้ใช้ราคาที่ได้จากการสืบราคาจากท้องตลาดก่อน โดยคำนึงถึงประโยชน์ของหน่วยงาน
- ข. เลือกใช้ราคาใดราคาหนึ่งจากสองราคานั้นก่อน โดยคำนึงถึงประโยชน์ของหน่วยงานของรัฐเป็นสำคัญ
- ค. ราคาจากฐานข้อมูลอ้างอิงและราคามาตรฐานไม่อยู่ในความหมายของราคากลาง
- ง. ต้องใช้ราคาจากฐานข้อมูลราคาอ้างอิงของกรมบัญชีกลางก่อนราคามาตรฐาน
37. ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างฯ ในกรณีจำเป็นต้องจ่ายค่าเช่าล่วงหน้าสำหรับการเช่าจากเอกชนซึ่งมีระยะเวลาไม่เกิน 3 ปี จะจ่ายได้สูงสุดเท่าใด
- ก. ไม่เกินร้อยละยี่สิบของค่าเช่าทั้งสัญญา
- ข. ไม่เกินร้อยละสามสิบของค่าเช่าทั้งสัญญา
- ค. ไม่เกินร้อยละสิบของค่าเช่าทั้งสัญญา
- ง. ไม่เกินร้อยละห้าสิบของค่าเช่าทั้งสัญญา
38. ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างฯ วิธีสอบราคาสำหรับการซื้อหรือจ้างครั้งหนึ่งกำหนดวงเงินไว้เท่าใด
- ก. เกิน 1,000,000 บาท แต่ไม่เกิน 5,000,000 บาท
- ข. ตั้งแต่ 500,000 บาท แต่ไม่เกิน 5,000,000 บาท
- ค. เกิน 500,000 บาท แต่ไม่เกิน 10,000,000 บาท
- ง. เกิน 500,000 บาท แต่ไม่เกิน 5,000,000 บาท
39. ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างฯ หน่วยงานของรัฐได้บริษัท ค. จำกัดเป็นผู้ชนะการเสนอราคาด้วยวิธีตลาดอิเล็กทรอนิกส์ แต่ภายหลังพบว่าแค็ตตาล็อกของพัสดุไม่ตรงตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในเอกสารซื้อ ข้อใดเป็นการดำเนินการที่ถูกต้อง
- ก. ให้ถือว่าบริษัท ค. จำกัดผ่านคุณสมบัติ และให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการซื้อกับบริษัทดังกล่าวในฐานะผู้ชนะต่อไป
- ข. ให้ถือว่าบริษัท ค. จำกัดไม่ผ่านคุณสมบัติ และให้เจ้าหน้าที่ยกเลิกการซื้อครั้งนั้นทันทีโดยไม่ต้องเสนอหัวหน้าหน่วยงานของรัฐ
- ค. ให้ถือว่าบริษัท ค. จำกัดไม่ผ่านคุณสมบัติ และให้เจ้าหน้าที่เสนอหัวหน้าหน่วยงานของรัฐผ่านหัวหน้าเจ้าหน้าที่เพื่อพิจารณายกเลิก หรือพิจารณาผู้เสนอราคาต่ำในลำดับถัดไปเป็นผู้ชนะก็ได้
- ง. ให้ถือว่าบริษัท ค. จำกัดไม่ผ่านคุณสมบัติ และให้ผู้เสนอราคาต่ำในลำดับถัดไปเป็นผู้ชนะทันทีโดยไม่มีทางเลือกยกเลิก
40. ตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ เมื่อที่ประชุมพิจารณาข้อสงสัยว่าประธานกรรมการหรือกรรมการมีส่วนได้เสียในเรื่องที่พิจารณาหรือไม่ ข้อใดอธิบายการปฏิบัติต่อบุคคลนั้นได้ถูกต้อง
- ก. บุคคลนั้นต้องออกจากที่ประชุมก่อนชี้แจงและตอบข้อซักถามต่อที่ประชุม
- ข. เมื่อชี้แจงและตอบข้อซักถามแล้ว บุคคลนั้นต้องออกจากที่ประชุมระหว่างการพิจารณาเรื่องดังกล่าว
- ค. หากสงสัยว่ามีส่วนได้เสียโดยอ้อม บุคคลนั้นไม่ต้องออกจากที่ประชุม
- ง. เมื่อชี้แจงและตอบข้อซักถามแล้ว บุคคลนั้นอยู่ร่วมพิจารณาได้ แต่ห้ามลงมติ
41. ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างฯ เมื่อถึงกำหนดวันยื่นซองข้อเสนอในงานจ้างที่ปรึกษาโดยวิธีประกาศเชิญชวนทั่วไป ต้องปฏิบัติอย่างไร
- ก. ห้ามมิให้ร่นหรือเลื่อน หรือเปลี่ยนแปลงกำหนดวันยื่นซองข้อเสนอ
- ข. อาจเปลี่ยนแปลงกำหนดวันยื่นซองข้อเสนอได้ แต่ห้ามร่นหรือเลื่อน
- ค. อาจเลื่อนกำหนดวันยื่นซองข้อเสนอได้ แต่ห้ามร่นหรือเปลี่ยนแปลง
- ง. อาจร่นกำหนดวันยื่นซองข้อเสนอได้ แต่ห้ามเลื่อนหรือเปลี่ยนแปลง
42. หน่วยงานของรัฐแห่งหนึ่งได้รับอุทธรณ์และพิจารณาแล้ว โดยเห็นด้วยกับข้ออุทธรณ์บางส่วน แต่ไม่เห็นด้วยกับอีกบางส่วน หน่วยงานต้องดำเนินการอย่างไรและภายในกำหนดเวลาใด
- ก. ให้ดำเนินการตามความเห็นของหน่วยงานนั้น ภายในเจ็ดวันทำการนับแต่วันที่หน่วยงานได้รับอุทธรณ์
- ข. ให้เร่งรายงานความเห็นพร้อมเหตุผลไปยังคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ภายในสามวันทำการนับแต่วันที่หน่วยงานได้รับอุทธรณ์
- ค. ให้วินิจฉัยเฉพาะส่วนที่เห็นด้วยภายในเจ็ดวันทำการ โดยไม่ต้องรายงานส่วนที่ไม่เห็นด้วยไปยังคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์
- ง. ให้เร่งรายงานความเห็นพร้อมเหตุผลไปยังคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ภายในสามวันทำการนับแต่วันที่ครบกำหนดเจ็ดวันทำการสำหรับพิจารณาและวินิจฉัยอุทธรณ์
43. หน่วยงานของรัฐแห่งหนึ่งได้รับอุทธรณ์และอยู่ระหว่างพิจารณา โดยยังไม่ได้ข้อสรุปว่าเห็นด้วยกับอุทธรณ์หรือไม่ ตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ หน่วยงานต้องพิจารณาและวินิจฉัยอุทธรณ์ให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาใด โดยนับจากวันใด
- ก. ภายในสามวันทำการนับแต่วันที่ได้รับอุทธรณ์
- ข. ภายในเจ็ดวันทำการนับแต่วันที่เห็นด้วยกับอุทธรณ์
- ค. ภายในเจ็ดวันทำการนับแต่วันที่ได้รับอุทธรณ์
- ง. ภายในสามวันทำการนับแต่วันที่ครบกำหนดพิจารณาอุทธรณ์
44. ตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ คำว่า “คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์” มีความหมายตรงกับข้อใด
- ก. หมายถึงคณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ
- ข. หมายถึงคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และข้อร้องเรียน
- ค. หมายถึงคณะกรรมการความร่วมมือป้องกันการทุจริต
- ง. หมายถึงคณะกรรมการราคากลางและขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการ
45. บริษัท ค. จำกัดเป็นคู่สัญญาของหน่วยงานของรัฐ เกิดเหตุสุดวิสัยทำให้ไม่สามารถส่งมอบงานตามกำหนดเวลาได้ ต่อมาเหตุสุดวิสัยสิ้นสุดลง โดยสัญญากำหนดให้แจ้งเหตุต่อหน่วยงานของรัฐ และไม่มีกฎกระทรวงกำหนดระยะเวลาไว้เป็นอย่างอื่น บริษัทต้องแจ้งเหตุภายในระยะเวลาใด
- ก. ภายใน 30 วัน นับถัดจากวันที่เหตุสุดวิสัยสิ้นสุดลง
- ข. ภายใน 15 วัน นับถัดจากวันครบกำหนดส่งมอบตามสัญญา
- ค. ภายใน 15 วัน นับถัดจากวันที่เหตุสุดวิสัยสิ้นสุดลง
- ง. ภายใน 15 วัน นับถัดจากวันที่เหตุสุดวิสัยเริ่มเกิดขึ้น
46. ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างฯ ผู้ขอเพิกถอนการเป็นผู้ทิ้งงานซึ่งไม่ได้ถูกสั่งเพราะขัดขวางการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรมหรือกระทำการโดยไม่สุจริต และไม่เคยมีผลการประเมินเป็นผู้ไม่ผ่านเกณฑ์จนถูกระงับ ต้องถูกขึ้นบัญชีเป็นผู้ทิ้งงานมาแล้วไม่น้อยกว่ากี่ปี
- ก. ไม่น้อยกว่า 5 ปี
- ข. ไม่น้อยกว่า 1 ปี
- ค. ไม่น้อยกว่า 3 ปี
- ง. ไม่น้อยกว่า 2 ปี
47. หน่วยงานของรัฐมีสัญญาเป็นหนังสือที่ลงนามแล้ว และเห็นว่าร่างแก้ไขสัญญาอาจมีปัญหาในทางเสียประโยชน์หรือไม่รัดกุมพอ โดยการแก้ไขไม่ได้เพิ่มหรือลดวงเงิน หน่วยงานต้องส่งร่างสัญญาให้ผู้ใดพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อน
- ก. สำนักงานอัยการสูงสุดพิจารณาให้ความเห็นชอบร่างสัญญาที่แก้ไขก่อน
- ข. ผู้มีอำนาจอนุมัติสั่งซื้อหรือสั่งจ้างตามวงเงินเดิมพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อน
- ค. ผู้มีอำนาจอนุมัติสั่งซื้อหรือสั่งจ้างตามวงเงินรวมพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อน
- ง. หน่วยงานของรัฐพิจารณาให้ความเห็นชอบร่างสัญญาที่แก้ไขได้เองก่อน
48. หน่วยงานของรัฐทำสัญญาจ้างเป็นหนังสือซึ่งไม่ใช่การจ้างที่ปรึกษา งานนี้ต้องการผลสำเร็จทั้งหมดพร้อมกันและไม่ใช่งานก่อสร้างสาธารณูปโภคที่มีผลกระทบต่อการจราจร หากคำนวณค่าปรับตามอัตราที่กำหนดได้วันละ 50 บาท หน่วยงานต้องกำหนดค่าปรับอย่างไร
- ก. ต้องกำหนดค่าปรับเป็นรายวันร้อยละ 0.25 ของราคางานจ้างนั้น
- ข. ต้องกำหนดค่าปรับเป็นรายวันเป็นจำนวนเงินตายตัววันละ 100 บาท
- ค. ต้องกำหนดค่าปรับเป็นรายวันร้อยละ 0.20 ของราคาพัสดุที่ยังไม่ได้รับมอบ
- ง. ต้องกำหนดค่าปรับเป็นรายวันเป็นจำนวนเงินตายตัววันละ 50 บาท
49. ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างฯ ข้อใดอธิบายขอบเขตความหมายของ “การขัดขวางการแข่งขันอย่างเป็นธรรม” ได้ถูกต้อง
- ก. ครอบคลุมเฉพาะการสมยอมกันระหว่างผู้ยื่นข้อเสนอ เพื่อให้ผู้ยื่นข้อเสนอรายหนึ่งเป็นผู้มีสิทธิทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐ
- ข. ครอบคลุมการสร้างความได้เปรียบหน่วยงานของรัฐ แม้เป็นไปในทางการประกอบธุรกิจปกติ
- ค. ครอบคลุมการข่มขู่ว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายโดยผู้ยื่นข้อเสนอ เพื่อให้ผู้ยื่นข้อเสนอรายหนึ่งเป็นผู้มีสิทธิทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐ
- ง. ครอบคลุมการที่หน่วยงานของรัฐเป็นผู้ขัดขวางการแข่งขันอย่างเป็นธรรมในการเสนอราคา
50. ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ แผนการจัดซื้อจัดจ้างประจำปีต้องประกอบด้วยรายการอย่างน้อยกี่รายการ
- ก. อย่างน้อย 4 รายการ
- ข. อย่างน้อย 3 รายการ
- ค. อย่างน้อย 2 รายการ
- ง. อย่างน้อย 5 รายการ
51. หน่วยงานของรัฐแห่งหนึ่งดำเนินการซื้อพัสดุโดยการประกวดราคานานาชาติ และอยู่ในขั้นเผยแพร่ประกาศและเอกสารซื้อ ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างฯ หน่วยงานต้องเผยแพร่เอกสารดังกล่าวเป็นเวลาเท่าใด
- ก. เผยแพร่ติดต่อกันไม่น้อยกว่า 20 วันทำการ
- ข. เผยแพร่ติดต่อกันไม่น้อยกว่า 30 วันปฏิทิน
- ค. เผยแพร่ติดต่อกันไม่น้อยกว่า 15 วันทำการ
- ง. เผยแพร่ติดต่อกันไม่น้อยกว่า 30 วันทำการ
52. หน่วยงานของรัฐมีเหตุอันเชื่อได้ว่าผู้รับจ้างไม่สามารถทำงานให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนด และหน่วยงานไม่ได้ตกลงกับผู้รับจ้างว่าจะบอกเลิกสัญญา กรณีนี้ผู้มีอำนาจดำเนินการอย่างไรได้ตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ
- ก. ผู้มีอำนาจต้องบอกเลิกสัญญากับผู้รับจ้างทันทีเมื่อมีเหตุดังกล่าว
- ข. ให้อยู่ในดุลพินิจของผู้มีอำนาจที่จะบอกเลิกสัญญากับผู้รับจ้าง
- ค. ผู้มีอำนาจต้องรอให้พ้นระยะเวลาที่กำหนดก่อนจึงบอกเลิกสัญญากับผู้รับจ้าง
- ง. ผู้มีอำนาจยังบอกเลิกสัญญากับผู้รับจ้างไม่ได้เมื่อมีเพียงเหตุดังกล่าว
53. หน่วยงานของรัฐแห่งหนึ่งจะจัดซื้ออะไหล่สำหรับเครื่องจักรเดิม โดยตรวจสอบแล้วพบว่าต้องใช้อะไหล่ยี่ห้อ ก. ตามมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 หน่วยงานควรดำเนินการอย่างไร
- ก. หน่วยงานกำหนดคุณลักษณะเฉพาะโดยไม่ต้องคำนึงถึงคุณภาพและเทคนิคได้
- ข. หน่วยงานกำหนดคุณลักษณะเฉพาะให้ใกล้เคียงกับของผู้ขายรายหนึ่งได้
- ค. หน่วยงานระบุยี่ห้อ ก. ในคุณลักษณะเฉพาะได้
- ง. หน่วยงานห้ามระบุยี่ห้อ ก. ในคุณลักษณะเฉพาะ
54. ตามมาตรา 93 แห่งพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ข้อใดอธิบายหลักเกณฑ์การทำสัญญาเป็นภาษาต่างประเทศได้ถูกต้อง
- ก. เมื่อจำเป็นต้องทำสัญญาเป็นภาษาต่างประเทศ ให้เลือกใช้ภาษาต่างประเทศใดก็ได้และจัดทำข้อสรุปเป็นภาษาไทย
- ข. เมื่อจำเป็นต้องทำสัญญาเป็นภาษาต่างประเทศ ให้ทำเป็นภาษาอังกฤษและจัดทำข้อสรุปสาระสำคัญเป็นภาษาไทยทุกกรณี
- ค. เมื่อจำเป็นต้องทำสัญญาเป็นภาษาต่างประเทศ ให้ทำเป็นภาษาอังกฤษและจัดทำคำแปลสัญญาทั้งฉบับเป็นภาษาไทย
- ง. เมื่อจำเป็นต้องทำสัญญาเป็นภาษาต่างประเทศ ให้ทำเป็นภาษาอังกฤษและจัดทำข้อสรุปสาระสำคัญเป็นภาษาไทย เว้นแต่เป็นสัญญาตามแบบที่คณะกรรมการนโยบายกำหนด
55. ตามมาตรา 2 แห่งพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดกี่วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
- ก. หนึ่งร้อยแปดสิบวัน
- ข. หนึ่งร้อยยี่สิบวัน
- ค. เก้าสิบวัน
- ง. สองร้อยสี่สิบวัน
56. ตามมาตรา 131 แห่งพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 รายชื่อผู้ทิ้งงานตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. ใด ที่มีอยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ถือว่าเป็นรายชื่อผู้ทิ้งงานตามพระราชบัญญัตินี้
- ก. พ.ศ. 2534
- ข. พ.ศ. 2535
- ค. พ.ศ. 2540
- ง. พ.ศ. 2536
57. ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างฯ ข้อใดอธิบายการกำหนดหลักประกันสำหรับสัญญาจัดซื้อจัดจ้างที่ผูกพันเกิน 1 ปี และพัสดุไม่ต้องมีการประกันเพื่อความชำรุดบกพร่องได้ถูกต้อง
- ก. กำหนดร้อยละห้าของราคาพัสดุที่ส่งมอบในแต่ละปี และถือเป็นการค้ำประกันตลอดอายุสัญญา
- ข. กำหนดร้อยละห้าของราคาพัสดุที่ส่งมอบในแต่ละปี และค้ำประกันเฉพาะปีนั้น
- ค. กำหนดร้อยละห้าของราคาพัสดุรวมตลอดสัญญา และถือเป็นการค้ำประกันตลอดอายุสัญญา
- ง. กำหนดร้อยละห้าของราคาพัสดุที่ส่งมอบในแต่ละปี โดยไม่ต้องปรับเมื่อราคาปีต่อไปเปลี่ยนแปลง
58. ในการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ครั้งหนึ่ง คณะกรรมการพิจารณาผลพบว่ามีผู้ยื่นข้อเสนอหลายราย แต่มีเพียงบริษัท ค. จำกัดรายเดียวที่ถูกต้องตรงตามเงื่อนไขในเอกสารประกวดราคา คณะกรรมการควรดำเนินการอย่างไรตามระเบียบกระทรวงการคลัง
- ก. เสนอหัวหน้าหน่วยงานของรัฐโดยตรงเพื่อยกเลิก เว้นแต่เห็นว่ามีเหตุผลสมควรดำเนินการต่อ จึงดำเนินการตามข้อ 57 หรือข้อ 58 โดยอนุโลม
- ข. เสนอหัวหน้าหน่วยงานของรัฐผ่านหัวหน้าเจ้าหน้าที่เพื่อยกเลิกและดำเนินการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ใหม่ แม้ยังมีข้อเสนอที่ถูกต้องหนึ่งราย
- ค. ดำเนินการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ต่อไปได้ทันทีเมื่อมีข้อเสนอที่ถูกต้องหนึ่งราย โดยไม่ต้องพิจารณาว่ามีเหตุผลสมควรหรือไม่
- ง. เสนอหัวหน้าหน่วยงานของรัฐผ่านหัวหน้าเจ้าหน้าที่เพื่อยกเลิก เว้นแต่เห็นว่ามีเหตุผลสมควรดำเนินการต่อ จึงดำเนินการตามข้อ 57 หรือข้อ 58 แล้วแต่กรณี โดยอนุโลม
59. ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างฯ หากกรรมการตรวจรับพัสดุบางคนไม่ยอมรับงานจ้างก่อสร้างและได้ทำความเห็นแย้งไว้ ข้อใดกล่าวถึงผลของกรณีดังกล่าวได้ถูกต้อง
- ก. ให้ยุติการตรวจรับงานจ้างนั้น เพราะเมื่อมีความเห็นแย้งแล้วย่อมไม่อาจตรวจรับได้
- ข. ให้คณะกรรมการตรวจรับงานจ้างนั้นไว้ก่อน แล้วจึงเสนอหัวหน้าหน่วยงานของรัฐเพื่อพิจารณา
- ค. ให้เสนอหัวหน้าหน่วยงานของรัฐเพื่อพิจารณาสั่งการ และหากสั่งให้ตรวจรับงานจ้างนั้นไว้จึงดำเนินการตรวจรับต่อไป
- ง. ให้รายงานหัวหน้าหน่วยงานของรัฐผ่านหัวหน้าเจ้าหน้าที่เพื่อทราบ โดยไม่ต้องรอการสั่งการ
60. ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างฯ ข้อใดอธิบายบุคคลที่อยู่ในความหมายของ “หัวหน้าหน่วยงานของรัฐ” สำหรับรัฐวิสาหกิจได้ถูกต้อง
- ก. อธิบดี หรือหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นนิติบุคคล
- ข. ผู้ว่าการ ผู้อำนวยการ กรรมการผู้จัดการใหญ่ หรือผู้ดำรงตำแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่า
- ค. ผู้บริหารสูงสุดของหน่วยงานตามกฎหมายจัดตั้งหน่วยงานนั้น
- ง. อธิการบดี
61. หน่วยงานของรัฐแห่งหนึ่งจัดซื้อพัสดุโดยวิธีประกาศเชิญชวนทั่วไป โดยกำหนดคุณลักษณะเฉพาะที่ต้องคำนึงถึงเทคโนโลยีของพัสดุและคุณสมบัติของผู้ยื่นข้อเสนอ อีกทั้งข้อเสนออาจไม่อยู่ในฐานเดียวกันจนเกิดปัญหาในการพิจารณาคัดเลือก ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างฯ หน่วยงานต้องกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับการยื่นข้อเสนออย่างไร
- ก. ให้รวมข้อเสนอด้านเทคนิคไว้กับข้อเสนอด้านราคา
- ข. ให้ยื่นเฉพาะข้อเสนอด้านราคาโดยไม่ต้องยื่นข้อเสนอด้านเทคนิค
- ค. ให้ยื่นข้อเสนอด้านเทคนิคหรือข้อเสนออื่นแยกมาต่างหาก
- ง. ให้ยื่นข้อเสนอด้านเทคนิคเมื่อผ่านการคัดเลือกด้านราคาแล้ว
62. มหาวิทยาลัย ก. เป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐและประสงค์จะจัดให้มีระเบียบเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างขึ้นใช้เองบางส่วน ตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ มหาวิทยาลัย ก. ต้องดำเนินการกับระเบียบดังกล่าวอย่างไร
- ก. ไม่ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบาย แต่ต้องประกาศในราชกิจจานุเบกษา
- ข. ห้ามจัดให้มีระเบียบเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างขึ้นใช้เองบางส่วน
- ค. ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบาย แต่ไม่ต้องประกาศในราชกิจจานุเบกษา
- ง. ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบาย และประกาศในราชกิจจานุเบกษา
63. ตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 หน่วยงานของรัฐมีหน้าที่อย่างไรเกี่ยวกับข้อเสนอส่วนที่เป็นสาระสำคัญและเป็นข้อมูลทางเทคนิคของผู้ยื่นข้อเสนอ
- ก. ห้ามเปิดเผยต่อผู้ที่มิได้เกี่ยวข้องหรือผู้ยื่นข้อเสนอรายอื่น เว้นแต่เปิดเผยต่อผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายหรือเป็นการดำเนินการตามกฎหมาย
- ข. ห้ามเปิดเผยแม้ต่อผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย
- ค. เปิดเผยต่อผู้ยื่นข้อเสนอรายอื่นได้โดยไม่มีข้อห้าม
- ง. ต้องเปิดเผยต่อผู้ที่มิได้เกี่ยวข้องและผู้ยื่นข้อเสนอรายอื่น
64. ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างฯ กรณีงานจ้างที่ปรึกษาที่มีความซับซ้อนมาก หน่วยงานของรัฐต้องคัดเลือกผู้ยื่นข้อเสนออย่างไร
- ก. คัดเลือกผู้ยื่นข้อเสนอที่ไม่ผ่านเกณฑ์ด้านคุณภาพจากรายที่ได้คะแนนด้านคุณภาพมากที่สุด
- ข. คัดเลือกผู้ยื่นข้อเสนอที่ผ่านเกณฑ์ด้านคุณภาพแล้วจากรายที่ได้คะแนนด้านคุณภาพมากที่สุด
- ค. คัดเลือกผู้ยื่นข้อเสนอที่ผ่านเกณฑ์ด้านคุณภาพแล้วจากรายที่ได้คะแนนรวมด้านคุณภาพและด้านราคามากที่สุด
- ง. คัดเลือกผู้ยื่นข้อเสนอที่ผ่านเกณฑ์ด้านคุณภาพแล้วจากรายที่เสนอราคาต่ำสุด
65. ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างฯ หากการต่อรองราคากับผู้เสนอราคารายต่ำสุดที่ชนะการเสนอราคาไม่ได้ผล ข้อใดอธิบายการดำเนินการต่อไปได้ถูกต้อง
- ก. ให้แจ้งผู้เสนอราคาที่เสนอราคาถูกต้องตรงตามเงื่อนไขทุกรายผ่านระบบตลาดอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้เสนอราคาใหม่พร้อมกัน
- ข. ให้แจ้งเฉพาะผู้เสนอราคารายต่ำสุดเดิมผ่านระบบตลาดอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้เสนอราคาใหม่อีกครั้ง
- ค. ให้ผู้เสนอราคาทุกรายเสนอราคาใหม่พร้อมกัน และถือว่าผู้ที่ไม่ยื่นราคาใหม่ถอนราคาเดิม
- ง. ให้เสนอหัวหน้าหน่วยงานของรัฐพิจารณายกเลิกการซื้อหรือจ้างในครั้งนั้นทันที
66. ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง หากหน่วยงานของรัฐก่อหนี้ผูกพันไว้ก่อนสิ้นปีงบประมาณ มีวงเงินตั้งแต่หนึ่งแสนบาทขึ้นไป และไม่สามารถเบิกเงินไปชำระหนี้ได้ทันสิ้นปีงบประมาณ จะขอกันเงินไว้เบิกเหลื่อมปีต่อไปได้ไม่เกินเท่าใด
- ก. ไม่เกินเก้าเดือนของปีงบประมาณถัดไป
- ข. ไม่เกินหกเดือนของปีงบประมาณถัดไป
- ค. ไม่เกินสิบสองเดือนของปีงบประมาณถัดไป
- ง. ไม่เกินสามเดือนของปีงบประมาณถัดไป
67. ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง ข้อใดอธิบายการใช้ใบเสร็จรับเงินเมื่อขึ้นปีงบประมาณใหม่ได้ถูกต้อง
- ก. ให้ใช้ใบเสร็จรับเงินเล่มเดิมต่อจนหมด และเก็บฉบับที่เหลือไว้รับเงินในปีงบประมาณใหม่
- ข. ให้ใช้ใบเสร็จรับเงินเล่มใหม่ และนำฉบับที่ยังไม่ใช้ในเล่มเดิมออกไปทำลายแยกจากเล่ม
- ค. ให้ใช้ใบเสร็จรับเงินเล่มใหม่ และคงฉบับที่ยังไม่ใช้ติดไว้กับเล่มเดิมโดยไม่ต้องทำเครื่องหมายเลิกใช้
- ง. ให้ใช้ใบเสร็จรับเงินเล่มใหม่ และคงฉบับที่ยังไม่ใช้ติดไว้กับเล่มเดิมพร้อมทำให้สังเกตได้ว่าเลิกใช้
68. ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง ข้อใดอธิบายการจ่ายเงินยืมเพื่อปฏิบัติราชการที่คาบเกี่ยวไปถึงปีงบประมาณถัดไปได้ถูกต้อง
- ก. ให้เบิกจากงบประมาณปีถัดไปและถือเป็นรายจ่ายปีถัดไป โดยค่าเดินทางใช้ได้ไม่เกิน 90 วัน ส่วนงานอื่นใช้ได้ไม่เกิน 30 วันนับแต่เริ่มปีงบประมาณใหม่
- ข. ให้เบิกจากงบประมาณปีปัจจุบันและถือเป็นรายจ่ายปีปัจจุบัน โดยค่าเดินทางใช้ได้ไม่เกิน 30 วัน ส่วนงานอื่นใช้ได้ไม่เกิน 90 วันนับแต่เริ่มปีงบประมาณใหม่
- ค. ให้เบิกจากงบประมาณปีปัจจุบันและถือเป็นรายจ่ายปีปัจจุบัน โดยค่าเดินทางใช้ได้ไม่เกิน 90 วัน ส่วนงานอื่นใช้ได้ไม่เกิน 30 วันนับแต่เริ่มปีงบประมาณใหม่
- ง. ให้เบิกจากงบประมาณปีปัจจุบันแต่ถือเป็นรายจ่ายปีถัดไป โดยค่าเดินทางใช้ได้ไม่เกิน 90 วัน ส่วนงานอื่นใช้ได้ไม่เกิน 30 วันนับแต่เริ่มปีงบประมาณใหม่
69. ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง ข้อใดอธิบายความหมายของ “หน่วยงานผู้เบิก” ได้ถูกต้อง
- ก. หน่วยงานของรัฐที่ได้รับจัดสรรงบประมาณรายจ่าย และเบิกเงินจากกรมบัญชีกลางหรือสำนักงานคลังจังหวัด แล้วแต่กรณี
- ข. หน่วยงานของรัฐที่เบิกเงินจากกรมบัญชีกลางหรือสำนักงานคลังจังหวัด แต่ไม่ได้รับจัดสรรงบประมาณรายจ่าย
- ค. หน่วยงานของรัฐที่ได้รับจัดสรรงบประมาณรายจ่าย แต่ไม่ได้เบิกเงินจากกรมบัญชีกลางหรือสำนักงานคลังจังหวัด
- ง. หน่วยงานของรัฐที่ได้รับจัดสรรงบประมาณรายจ่าย และเบิกเงินจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แล้วแต่กรณี
70. ส่วนราชการแห่งหนึ่งในราชการบริหารส่วนกลางไม่มีรายการรับจ่ายเงินในวันจันทร์ และได้รับเงินสดในวันอังคาร ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง ส่วนราชการดังกล่าวต้องดำเนินการอย่างไร
- ก. ไม่จัดทำรายงานของวันจันทร์ก็ได้ แต่ต้องทำหมายเหตุเป็นเอกสารแยกต่างหาก
- ข. ไม่จัดทำรายงานของวันจันทร์ก็ได้ และไม่ต้องหมายเหตุในรายงานของวันอังคาร
- ค. ต้องจัดทำรายงานของวันจันทร์ แม้วันนั้นไม่มีรายการรับจ่ายเงิน
- ง. ไม่จัดทำรายงานของวันจันทร์ก็ได้ แต่ต้องหมายเหตุไว้ในรายงานของวันอังคาร
71. นาย ก. เป็นข้าราชการและได้จ่ายเงินในการปฏิบัติราชการ โดยได้รับใบเสร็จรับเงินแล้วแต่ใบเสร็จดังกล่าวสูญหาย ทั้งนี้ นาย ก. สามารถขอสำเนาใบเสร็จรับเงินจากผู้รับเงินได้ ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง นาย ก. สามารถดำเนินการอย่างไร
- ก. ขอเบิกเงินได้โดยไม่ต้องใช้เอกสารประกอบ เพราะเคยได้รับใบเสร็จรับเงินก่อนสูญหาย
- ข. ใช้สำเนาใบเสร็จรับเงินซึ่งผู้รับเงินรับรองเป็นเอกสารประกอบการขอเบิกเงินแทนได้
- ค. ต้องทำใบรับรองการจ่ายเงินชี้แจงการสูญหาย แม้ยังสามารถขอสำเนาใบเสร็จรับเงินได้
- ง. ใช้สำเนาใบเสร็จรับเงินที่ไม่มีผู้รับเงินรับรองเป็นเอกสารประกอบการขอเบิกเงินแทนได้
72. ส่วนราชการแห่งหนึ่งมีสำนักงานในต่างประเทศ โดยสำนักงานดังกล่าวยังไม่ได้รับเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามที่ได้รับจัดสรร ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลังฯ ส่วนราชการต้องดำเนินการอย่างไร
- ก. ให้เบิกเงินเป็นงวด ๆ ตามความจำเป็นแทนการใช้เงินทดรองราชการในต่างประเทศ
- ข. ให้รอรับเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีก่อน จึงดำเนินการเบิกเงินสำหรับต่างประเทศได้
- ค. ให้ปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการของส่วนราชการในต่างประเทศ
- ง. ให้ส่งคำขอเบิกเงินเพื่อซื้อเงินตราต่างประเทศได้ทั้งจำนวนตามที่ได้รับจัดสรร
73. ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลังฯ กรณีจ่ายเงินให้แก่เจ้าหนี้หรือผู้มีสิทธิรับเงินเพื่อซื้อทรัพย์สิน ต้องออกเช็คสั่งจ่ายอย่างไร
- ก. สั่งจ่ายในนามเจ้าหนี้หรือผู้มีสิทธิรับเงิน ขีดฆ่าคำว่า “หรือผู้ถือ” และขีดคร่อม
- ข. สั่งจ่ายในนามเจ้าหน้าที่การเงินของส่วนราชการ ขีดฆ่าคำว่า “หรือผู้ถือ” และขีดคร่อม
- ค. สั่งจ่ายในนามเจ้าหนี้หรือผู้มีสิทธิรับเงิน ขีดฆ่าคำว่า “หรือผู้ถือ” แต่ไม่ขีดคร่อม
- ง. สั่งจ่ายในนามเจ้าหนี้หรือผู้มีสิทธิรับเงิน ไม่ขีดฆ่าคำว่า “หรือผู้ถือ” แต่ขีดคร่อม
74. ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง หัวหน้าส่วนราชการต้องพิจารณาแต่งตั้งข้าราชการเป็นกรรมการเก็บรักษาเงินของส่วนราชการนั้นอย่างน้อยกี่คน
- ก. อย่างน้อยสี่คน
- ข. อย่างน้อยหนึ่งคน
- ค. อย่างน้อยสองคน
- ง. อย่างน้อยสามคน
75. นาย ก. ยืมเงินจากส่วนราชการและมิได้ชำระคืนภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยไม่มีเหตุที่ทำให้ผู้อำนวยการกองคลังไม่อาจดำเนินการตามระเบียบได้ ผู้อำนวยการกองคลังต้องดำเนินการอย่างไร
- ก. รายงานหัวหน้าส่วนราชการเพื่อพิจารณาสั่งการบังคับตามสัญญาทันที โดยไม่ต้องเรียกให้นาย ก. ชดใช้เงินยืมก่อน
- ข. เรียกให้นาย ก. ชดใช้เงินยืมตามเงื่อนไขที่นาย ก. กำหนดขึ้นใหม่ ให้เสร็จสิ้นไม่เกินสามสิบวันนับแต่วันครบกำหนด
- ค. เรียกให้นาย ก. ชดใช้เงินยืมตามเงื่อนไขในสัญญาให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว อย่างช้าไม่เกินหกสิบวันนับแต่วันครบกำหนด
- ง. เรียกให้นาย ก. ชดใช้เงินยืมตามเงื่อนไขในสัญญาให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว อย่างช้าไม่เกินสามสิบวันนับแต่วันครบกำหนด
76. ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง ส่วนราชการต้องเก็บรักษาสำเนาใบเสร็จรับเงินที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินยังมิได้ตรวจสอบอย่างไร
- ก. เก็บรักษาไว้ในที่ทำการทั่วไป โดยไม่ต้องป้องกันความเสียหาย
- ข. เก็บรักษาไว้ในที่ปลอดภัย อย่าให้สูญหายหรือเสียหายได้
- ค. ไม่ต้องเก็บรักษาสำเนาใบเสร็จรับเงินไว้ก่อนการตรวจสอบ
- ง. เก็บรักษาไว้อย่างเอกสารธรรมดาได้ แม้ยังมิได้ตรวจสอบ
77. ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง การจ่ายเงินยืมเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการในราชอาณาจักร ให้จ่ายได้สำหรับระยะเวลาการเดินทางไม่เกินกี่วัน
- ก. ไม่เกินเก้าสิบวัน
- ข. ไม่เกินสามสิบวัน
- ค. ไม่เกินหนึ่งร้อยยี่สิบวัน
- ง. ไม่เกินหกสิบวัน
78. ส่วนราชการ ก. ได้รับเงินเบิกเกินที่ผู้รับเงินนำมาคืน ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง ส่วนราชการ ก. ต้องดำเนินการอย่างไร
- ก. ให้นำส่งภายในสามวันทำการนับแต่วันที่ได้รับคืน
- ข. ให้นำส่งภายในสิบห้าวันทำการนับแต่วันที่ได้รับคืน
- ค. ให้นำฝากคลังภายในสิบห้าวันทำการนับแต่วันที่ได้รับคืน
- ง. ให้นำส่งอย่างน้อยเดือนละหนึ่งครั้งโดยเริ่มในเดือนที่ได้รับคืน
79. ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง ข้อใดอธิบายความหมายของคำว่า “คลัง” ได้ถูกต้อง
- ก. “คลัง” หมายถึงที่เก็บรักษาเงินแผ่นดินของกระทรวงการคลัง แต่ไม่รวมบัญชีเงินฝากที่ธนาคารแห่งประเทศไทย
- ข. “คลัง” หมายถึงที่เก็บรักษาเงินแผ่นดินของส่วนราชการ และรวมถึงบัญชีเงินฝากของส่วนราชการในธนาคารพาณิชย์ด้วย
- ค. “คลัง” หมายถึงบัญชีเงินฝากที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อการนี้ แต่ไม่รวมที่เก็บรักษาเงินแผ่นดินของกระทรวงการคลัง
- ง. “คลัง” หมายถึงที่เก็บรักษาเงินแผ่นดินของกระทรวงการคลัง และรวมถึงบัญชีเงินฝากที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อการนี้ด้วย
80. ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง ข้อใดอธิบายหลักเกณฑ์สำหรับค่าใช้จ่ายตามประเภทที่กระทรวงการคลังกำหนดซึ่งมีลักษณะเป็นค่าใช้จ่ายประจำหรือค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ได้ถูกต้อง
- ก. เมื่อส่วนราชการได้รับแจ้งให้ชำระหนี้ ยังไม่ถือว่าค่าใช้จ่ายเกิดขึ้น และห้ามเบิกจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีนั้น
- ข. ถือว่าค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นเมื่อส่วนราชการได้รับแจ้งให้ชำระหนี้ แต่ให้เบิกจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีถัดไป
- ค. ถือว่าค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นเมื่อส่วนราชการได้รับแจ้งให้ชำระหนี้ และให้เบิกจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีที่ได้รับแจ้งให้ชำระหนี้
- ง. ถือว่าค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นเมื่อส่วนราชการชำระหนี้แล้ว และให้เบิกจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีที่ได้ชำระหนี้
81. ตามระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณ คำว่า “แผนงาน” มีความหมายครอบคลุมข้อใด
- ก. แผนงานที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่าย โดยไม่รวมแผนงานที่กำหนดขึ้นใหม่ในระหว่างปีงบประมาณ
- ข. แผนแสดงรายละเอียดการใช้จ่ายงบประมาณสำหรับหน่วยรับงบประมาณ เพื่อดำเนินงานตามแผนการปฏิบัติงานในรอบปีงบประมาณ
- ค. แผนงานที่กำหนดไว้ในเอกสารประกอบกฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่าย หรือที่กำหนดขึ้นใหม่ในระหว่างปีงบประมาณ
- ง. แผนงานที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่าย หรือที่กำหนดขึ้นใหม่ในระหว่างปีงบประมาณ
82. ตามระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณ พ.ศ. 2562 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เมื่อหน่วยรับงบประมาณขอทำความตกลงกับสำนักงบประมาณเพื่อขอรับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายงบกลาง ต้องยื่นเอกสารและระบุข้อมูลใด
- ก. ยื่นคำขออนุมัติพร้อมแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณเป็นรายเดือน พร้อมระบุสำนักเบิก
- ข. ยื่นคำขออนุมัติพร้อมแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณเป็นรายเดือน โดยไม่ต้องระบุสำนักเบิก
- ค. ยื่นคำขออนุมัติพร้อมแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณเป็นรายไตรมาส พร้อมระบุสำนักเบิก
- ง. ยื่นคำขออนุมัติโดยไม่ต้องแนบแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ แต่ให้ระบุสำนักเบิก
83. หน่วยรับงบประมาณแห่งหนึ่งจะส่งแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณสำหรับปีงบประมาณที่จะเริ่มขึ้น โดยมิใช่กรณีที่ได้รับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมหรือได้รับจัดสรรตามกฎหมายว่าด้วยการโอนงบประมาณรายจ่าย หน่วยรับงบประมาณต้องดำเนินการอย่างไร
- ก. ส่งให้สำนักงบประมาณไม่น้อยกว่าสิบวันก่อนวันเริ่มปีงบประมาณ
- ข. ส่งให้สำนักงบประมาณไม่น้อยกว่าสิบห้าวันก่อนวันเริ่มปีงบประมาณ
- ค. ส่งให้สำนักงบประมาณภายในระยะเวลาที่สำนักงบประมาณกำหนดเป็นกรณีไป
- ง. ไม่ต้องส่งให้สำนักงบประมาณก่อนวันเริ่มปีงบประมาณ แต่อาจส่งภายหลังได้
84. ตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561 ข้อใดอธิบายบทบาทของรัฐมนตรีในการควบคุมการเบิกจ่ายเงินงบประมาณรายจ่ายได้ถูกต้อง
- ก. รัฐมนตรีไม่ต้องรับผิดชอบควบคุมการเบิกจ่ายให้เป็นไปตามกฎหมาย แต่ออกระเบียบเกี่ยวกับการเบิกจ่ายได้โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี
- ข. รัฐมนตรีรับผิดชอบควบคุมการเบิกจ่ายให้เป็นไปตามกฎหมาย แต่ไม่มีอำนาจเรียกข้อเท็จจริงหรือมอบหมายพนักงานเจ้าหน้าที่เข้าตรวจหลักฐาน
- ค. รัฐมนตรีรับผิดชอบควบคุมการเบิกจ่ายให้เป็นไปตามกฎหมาย และออกระเบียบเกี่ยวกับการเบิกจ่ายได้โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี
- ง. รัฐมนตรีรับผิดชอบควบคุมการเบิกจ่ายให้เป็นไปตามกฎหมาย และออกระเบียบเกี่ยวกับการเบิกจ่ายได้โดยไม่ต้องขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี
85. หน่วยรับงบประมาณ ก. ได้ก่อหนี้ผูกพันไว้ก่อนสิ้นปีงบประมาณ แต่ไม่ได้กันเงินไว้ตามระเบียบเกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงินจากคลัง และไม่สามารถเบิกเงินจากคลังได้ภายในปีงบประมาณนั้น เมื่อพ้นหกเดือนของปีงบประมาณถัดไปยังมีความจำเป็นต้องขอเบิกเงินดังกล่าว ข้อใดถูกต้องตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561
- ก. หน่วยรับงบประมาณ ก. ขอเบิกได้ตลอดปีงบประมาณถัดไปโดยไม่ต้องขยายเวลา เพราะก่อหนี้ไว้ก่อนสิ้นปี
- ข. หน่วยรับงบประมาณ ก. ทำความตกลงกับกระทรวงการคลังเพื่อขยายได้อีกไม่เกินหกเดือน เพราะมีความจำเป็น
- ค. หน่วยรับงบประมาณ ก. ขยายเวลาขอเบิกได้ไม่เกินหกเดือน เพราะก่อหนี้ผูกพันไว้ก่อนสิ้นปีแล้ว
- ง. หน่วยรับงบประมาณ ก. ขยายเวลาขอเบิกเงินไม่ได้ แม้มีความจำเป็น เพราะไม่ได้กันเงินไว้ตามระเบียบ
86. ตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ ข้อใดอธิบายสถานะและลักษณะของการประเมินผลในการบริหารงบประมาณได้ถูกต้อง
- ก. การประเมินผลเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหารงบประมาณ และต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องโดยไม่เปิดเผยต่อสาธารณชน
- ข. การประเมินผลเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหารงบประมาณ และต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องพร้อมเปิดเผยต่อสาธารณชน
- ค. การประเมินผลไม่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหารงบประมาณ แม้ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องพร้อมเปิดเผยต่อสาธารณชน
- ง. การประเมินผลเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหารงบประมาณ แต่ดำเนินการเป็นครั้งคราวพร้อมเปิดเผยต่อสาธารณชน
87. หน่วยรับงบประมาณ ก. ประสงค์จะโอนเงินจัดสรรจากแผนงานยุทธศาสตร์หนึ่งไปตั้งจ่ายในแผนงานยุทธศาสตร์อีกแผนงานหนึ่ง โดยทั้งสองแผนงานอยู่ภายในหน่วยรับงบประมาณเดียวกัน และไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น หน่วยรับงบประมาณ ก. ต้องดำเนินการอย่างไร
- ก. โอนได้ต่อเมื่อแผนงานยุทธศาสตร์ทั้งสองอยู่ต่างหน่วยรับงบประมาณกัน โดยขอทำความตกลงกับสำนักงบประมาณ
- ข. โอนไม่ได้ระหว่างแผนงานยุทธศาสตร์ แม้ทั้งสองแผนงานอยู่ภายในหน่วยรับงบประมาณเดียวกัน
- ค. โอนได้ระหว่างแผนงานยุทธศาสตร์ภายในหน่วยรับงบประมาณเดียวกัน โดยให้ขอทำความตกลงกับสำนักงบประมาณ
- ง. โอนได้ระหว่างแผนงานยุทธศาสตร์ภายในหน่วยรับงบประมาณเดียวกัน โดยไม่ต้องขอทำความตกลงกับสำนักงบประมาณ
88. ตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561 รัฐมนตรีผู้มีหน้าที่ตามกฎหมายต้องกำกับหรือควบคุมการใช้จ่ายงบประมาณของหน่วยรับงบประมาณอย่างไร
- ก. ให้ใช้จ่ายภายในวงเงินงบประมาณรายจ่ายที่ได้รับจัดสรร และเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐอย่างเคร่งครัด
- ข. ให้ใช้จ่ายนอกวงเงินงบประมาณรายจ่ายที่ได้รับจัดสรรได้ โดยไม่ต้องเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ
- ค. ให้ใช้จ่ายเกินวงเงินงบประมาณรายจ่ายที่ได้รับจัดสรรได้ และเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐอย่างเคร่งครัด
- ง. ให้ใช้จ่ายภายในวงเงินงบประมาณรายจ่ายที่ได้รับจัดสรร โดยไม่ต้องเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ
89. หน่วยรับงบประมาณแห่งหนึ่งยื่นคำขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีหลังพ้นกำหนดเวลาที่ผู้อำนวยการกำหนด แม้ได้แนบรายงานเกี่ยวกับเงินนอกงบประมาณมาด้วย ตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ ผู้อำนวยการต้องดำเนินการอย่างไร
- ก. ผู้อำนวยการตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีให้ตรงตามจำนวนในคำขอเดิม
- ข. ผู้อำนวยการตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีให้ได้ตามที่เห็นสมควร
- ค. ผู้อำนวยการงดตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีแก่หน่วยรับงบประมาณนั้น
- ง. ผู้อำนวยการรอให้หน่วยรับงบประมาณยื่นคำขอใหม่ภายในกำหนดก่อนจึงตั้งงบประมาณ
90. ตามระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณ ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการยื่นคำขออนุมัติเงินจัดสรร
- ก. กรณีงบประมาณรายจ่ายประจำปี หน่วยรับงบประมาณไม่ต้องยื่นคำขออนุมัติเงินจัดสรร
- ข. กรณีงบประมาณรายจ่ายที่โอนมาจากหน่วยอื่น หน่วยรับงบประมาณต้องยื่นคำขออนุมัติเงินจัดสรรทุกกรณี
- ค. กรณีงบประมาณรายจ่ายประจำปี หน่วยรับงบประมาณต้องยื่นคำขออนุมัติเงินจัดสรร
- ง. กรณีงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม หน่วยรับงบประมาณไม่อาจถูกกำหนดให้ยื่นคำขออนุมัติเงินจัดสรร
91. ตามคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีที่แถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 ข้อใดอธิบายเป้าหมายและความร่วมมือด้านความมั่นคงชายแดนได้ถูกต้อง
- ก. มุ่งให้ชายแดนปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ และแก้ไขปัญหาข้ามพรมแดนโดยไทยดำเนินการฝ่ายเดียว เพื่อสร้างความสงบสุขให้กับสังคมไทย
- ข. มุ่งให้ชายแดนปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ และแก้ไขปัญหาข้ามพรมแดนร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน แต่ไม่ร่วมกับประเทศในภูมิภาค เพื่อสร้างความสงบสุขให้กับสังคมไทย
- ค. มุ่งให้ชายแดนปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ และแก้ไขปัญหาข้ามพรมแดนร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศในภูมิภาค เพื่อสร้างความสงบสุขให้กับสังคมไทย
- ง. มุ่งให้ชายแดนปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ และแก้ไขปัญหาข้ามพรมแดนร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศในภูมิภาค โดยไม่มุ่งสร้างความสงบสุขให้กับสังคมไทย
92. ในเดือน ส.ค. 2569 ข้อใดระบุคณะกรรมการและมติเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยนโยบายได้ถูกต้อง
- ก. กนง. มีมติเอกฉันท์ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเป็น 1.00% ต่อปี
- ข. กนง. มีมติเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.25% ต่อปี
- ค. กนง. มีมติไม่เป็นเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ต่อปี
- ง. กนง. มีมติเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ต่อปี
93. ตามคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีที่แถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 นโยบายเรียนฟรีกำหนดเรื่องแพลตฟอร์มการเรียนรู้และการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตไว้อย่างไร
- ก. พัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ฟรี และเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเพื่อเรียนรู้ในแพลตฟอร์มได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
- ข. พัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์แบบมีค่าใช้จ่าย และเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเพื่อเรียนรู้ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
- ค. พัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ฟรี และเปิดให้เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเพื่อเรียนรู้ได้เฉพาะเวลาที่กำหนด
- ง. พัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ฟรี และเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเพื่อเรียนรู้ในแพลตฟอร์มโดยมีค่าใช้จ่าย
94. ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2569 หน่วยงานใดเป็นเจ้าภาพโครงการที่มีจุดประสงค์เพื่อลงทะเบียนรับสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569
- ก. กระทรวงพาณิชย์ เป็นเจ้าภาพโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ
- ข. กระทรวงการคลัง เป็นเจ้าภาพโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ
- ค. กระทรวงแรงงาน เป็นเจ้าภาพโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ
- ง. กระทรวงมหาดไทย เป็นเจ้าภาพโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ
95. บริษัท ค. จำกัดกำลังพิจารณาลงทุนโครงการใหม่ ผู้จัดการจึงรวบรวมข้อมูลอย่างรอบรู้ ตรวจสอบข้อมูลอย่างรอบคอบ และตัดสินใจด้วยความระมัดระวัง การปฏิบัตินี้สะท้อนองค์ประกอบใดของปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
- ก. ห่วงด้านความมีเหตุผล
- ข. เงื่อนไขด้านคุณธรรม
- ค. ห่วงด้านความพอประมาณ
- ง. เงื่อนไขด้านความรู้
96. ตามมาตรา 78 ศาลมีอำนาจกำหนดค่าสินไหมทดแทนเพื่อการลงโทษได้ไม่เกินเท่าใด
- ก. ไม่เกินสี่เท่าของค่าสินไหมทดแทนที่แท้จริง
- ข. ไม่เกินสามเท่าของค่าสินไหมทดแทนที่แท้จริง
- ค. ไม่เกินสองเท่าของค่าสินไหมทดแทนที่แท้จริง
- ง. ไม่เกินหนึ่งเท่าของค่าสินไหมทดแทนที่แท้จริง
97. บริษัท ค. จำกัดเก็บประวัติการทำงานและแผ่นบันทึกลักษณะเสียงของนาย ก. โดยระบุชื่อไว้ในแฟ้ม ต่อมานาย ก. ถึงแก่กรรม ข้อมูลดังกล่าวมีสถานะอย่างไรตามมาตรา 4
- ก. ไม่เป็นข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล เพราะนาย ก. ถึงแก่กรรมแล้ว
- ข. ไม่เป็นข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล เพราะเป็นเพียงประวัติการทำงาน
- ค. ไม่เป็นข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล เพราะจัดเก็บเป็นแผ่นบันทึกลักษณะเสียง
- ง. เป็นข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล แม้นาย ก. ถึงแก่กรรมแล้ว
98. ตามมาตรา 6 ข้อใดอธิบายขอบเขตความหมายของ “ข้อมูลส่วนบุคคล” ได้ถูกต้อง
- ก. ข้อมูลของผู้ถึงแก่กรรมโดยเฉพาะ อยู่ในความหมายของข้อมูลส่วนบุคคล
- ข. ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลที่ทำให้สามารถระบุตัวบุคคลนั้นได้ทางอ้อม อยู่ในความหมายของข้อมูลส่วนบุคคล
- ค. ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลที่ไม่ทำให้ระบุตัวบุคคลได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม อยู่ในความหมายของข้อมูลส่วนบุคคล
- ง. ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลที่ระบุตัวได้ทางอ้อม ไม่อยู่ในความหมายของข้อมูลส่วนบุคคล
99. นาย ก. เคยเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่ไม่เคยเป็นข้าราชการการเมือง และพ้นจากตำแหน่งมาแล้ว 8 เดือน ตามมาตรา 59 ผลเป็นอย่างไร
- ก. นาย ก. ต้องห้ามมิให้เป็นเลขาธิการ เพราะพ้นจากตำแหน่งมายังไม่ถึงหนึ่งปี
- ข. นาย ก. ไม่อยู่ในลักษณะต้องห้าม เพราะไม่เคยเป็นข้าราชการการเมือง
- ค. นาย ก. ไม่อยู่ในลักษณะต้องห้าม เพราะพ้นจากตำแหน่งมาเกินหกเดือนแล้ว
- ง. นาย ก. ไม่อยู่ในลักษณะต้องห้าม เพราะปัจจุบันพ้นจากตำแหน่งแล้ว
100. ตามมาตรา 52 ต้องดำเนินการแต่งตั้งประธานกรรมการหรือกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแทนตำแหน่งที่ว่างภายในกี่วันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง
- ก. ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง
- ข. ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง
- ค. ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง
- ง. ภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง