Overview
สัดส่วนข้อสอบแต่ละวิชาเป็นการประมาณการของ SIENSOB ไม่ได้มาจากประกาศรับสมัคร 100 ข้อ · เวลา 150 นาที
Blueprint
Topic weighting and difficulty distribution
| Topic | Weight | # Questions | Difficulty (E/M/H) |
|---|
Exam Set Intelligence
Deterministic estimates; observed performance is stored separately when available.
67 min
Estimated time
18
Topics
0
Coverage gaps
0
Duplicate pairs
83/100
Blueprint alignment
Blueprint Target vs Actual
⚠ difficulty easy: major_mismatch (+42pp).
⚠ difficulty medium: major_mismatch (+29pp).
⚠ difficulty hard: major_mismatch (+29pp).
Assessment Performance
Read-only aggregate from finalized attempts; submitted and expired are complete, abandoned is not.
1
Attempts
0
Completed
0.0%
Completion rate
—
Average score
—
Median score
—
Average completion
No finalized attempts yet. Performance signals will appear after submitted or expired attempts.
All modes · observed-question-v1 · calculated 10/7/2026, 3:59:03 PM
Questions
Review, edit, approve, or reject generated questions.
100 approved and ready to save.
บริษัท ค. จำกัดมีสินค้าคงเหลือชนิด ก. และชนิด ข. ซึ่งไม่อยู่ในกรณีที่มาตรฐานกล่าวไว้ต่างหาก สินค้าทั้งสองชนิดมีลักษณะและการใช้คล้ายคลึงกัน โดยบริษัทใช้วิธีเข้าก่อนออกก่อนกับสินค้าชนิด ก. ข้อใดเป็นการปฏิบัติที่ถูกต้อง
- ก. กิจการไม่ต้องใช้วิธีเดียวกัน และอาจเลือกสองวิธีแยกกันสำหรับสินค้าแต่ละชนิด
- ข. กิจการต้องใช้วิธีเข้าก่อนออกก่อนกับสินค้าชนิด ข. เช่นเดียวกับชนิด ก. ✓
- ค. กิจการอาจใช้วิธีต้นทุนถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักกับชนิด ข. หากเห็นว่าเหมาะสม
- ง. กิจการต้องเปลี่ยนสินค้าทั้งสองชนิดไปใช้วิธีต้นทุนถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก
Explanation: คำตอบที่ถูก: "กิจการต้องใช้วิธีเข้าก่อนออกก่อนกับสินค้าชนิด ข. เช่นเดียวกับชนิด ก." ข้อเท็จจริงที่ว่าเป็นสินค้าคงเหลือซึ่งไม่อยู่ในกรณีที่กล่าวไว้ต่างหาก → “ต้นทุนสินค้าคงเหลือนอกจากที่กล่าวในย่อหน้าที่ 23”; บริษัท ค. จำกัดเป็นกิจการ → “กิจการ”; การใช้วิธีเข้าก่อนออกก่อนกับชนิด ก. → “วิธีเข้าก่อนออกก่อน หรือวิธีต้นทุนถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก”; สินค้าชนิด ก. และ ข. มีลักษณะและการใช้คล้ายคลึงกัน → “สำหรับสินค้าคงเหลือทุกชนิดที่มีลักษณะและการใช้คล้ายคลึงกัน” จึงเกิดผล คือ “ต้องใช้วิธีการคำนวณต้นทุนด้วยวิธีเดียวกัน” ดังนั้นชนิด ข. ต้องใช้วิธีเข้าก่อนออกก่อนเช่นเดียวกับชนิด ก. ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 2 ย่อหน้าที่ 25 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "กิจการอาจใช้วิธีต้นทุนถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักกับชนิด ข. หากเห็นว่าเหมาะสม" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ใช้วิธีเดียวกันสำหรับสินค้าคงเหลือทุกชนิดที่มีลักษณะและการใช้คล้ายคลึงกัน ส่วนการใช้วิธีต่างกันได้ใช้กับสินค้าที่มีลักษณะและการใช้ต่างกัน • "กิจการไม่ต้องใช้วิธีเดียวกัน และอาจเลือกสองวิธีแยกกันสำหรับสินค้าแต่ละชนิด" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า “กิจการต้องใช้วิธีการคำนวณต้นทุนด้วยวิธีเดียวกัน” สำหรับสินค้าที่มีลักษณะและการใช้คล้ายคลึงกัน • "กิจการต้องเปลี่ยนสินค้าทั้งสองชนิดไปใช้วิธีต้นทุนถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก" ผิด: แหล่งข้อมูลให้คำนวณมูลค่าโดยวิธีเข้าก่อนออกก่อนหรือวิธีต้นทุนถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก จึงไม่ได้บังคับให้เปลี่ยนจากวิธีเข้าก่อนออกก่อน อ้างอิงตัวบท ย่อหน้าที่ 25 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 2 เรื่อง สินค้าคงเหลือ (ปรับปรุง 2567): “กิจการต้องใช้วิธีการคำนวณต้นทุนด้วยวิธีเดียวกัน สำหรับสินค้าคงเหลือทุกชนิดที่มีลักษณะและการใช้คล้ายคลึงกัน”
ย่อหน้าที่ 25 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 2 เรื่อง สินค้าคงเหลือ (ปรับปรุง 2567): “กิจการต้องใช้วิธีการคำนวณต้นทุนด้วยวิธีเดียวกัน สำหรับสินค้าคงเหลือทุกชนิดที่มีลักษณะและการใช้คล้ายคลึงกัน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 7 เรื่อง งบกระแสเงินสด งบกระแสเงินสดต้องจำแนกกระแสเงินสดในระหว่างรอบระยะเวลาเป็นกิจกรรมใดบ้าง
- ก. กิจกรรมดำเนินงาน กิจกรรมผลิต และกิจกรรมจัดหาเงิน
- ข. กิจกรรมควบคุม กิจกรรมลงทุน และกิจกรรมจัดหาเงิน
- ค. กิจกรรมดำเนินงาน กิจกรรมลงทุน และกิจกรรมบริหารงาน
- ง. กิจกรรมดำเนินงาน กิจกรรมลงทุน และกิจกรรมจัดหาเงิน ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "กิจกรรมดำเนินงาน กิจกรรมลงทุน และกิจกรรมจัดหาเงิน" ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 7 ย่อหน้าที่ 10 งบกระแสเงินสดต้องจำแนกกระแสเงินสดเป็นกระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน กิจกรรมลงทุน และกิจกรรมจัดหาเงิน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "กิจกรรมควบคุม กิจกรรมลงทุน และกิจกรรมจัดหาเงิน" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดประเภทแรกว่า “กิจกรรมดำเนินงาน” ไม่ใช่กิจกรรมควบคุม • "กิจกรรมดำเนินงาน กิจกรรมผลิต และกิจกรรมจัดหาเงิน" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้จำแนกเป็น “กิจกรรมลงทุน” ไม่ใช่กิจกรรมผลิต • "กิจกรรมดำเนินงาน กิจกรรมลงทุน และกิจกรรมบริหารงาน" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดประเภทที่สามว่า “กิจกรรมจัดหาเงิน” ไม่ใช่กิจกรรมบริหารงาน อ้างอิงตัวบท ย่อหน้าที่ 10 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 7 เรื่อง งบกระแสเงินสด (ปรับปรุง 2567): “โดยจำแนกเป็นกระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน กิจกรรมลงทุน และกิจกรรมจัดหาเงิน”
ย่อหน้าที่ 10 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 7 เรื่อง งบกระแสเงินสด (ปรับปรุง 2567): “โดยจำแนกเป็นกระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน กิจกรรมลงทุน และกิจกรรมจัดหาเงิน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 16 เรื่อง ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ กิจการต้องปันส่วนจำนวนที่คิดค่าเสื่อมราคาของสินทรัพย์อย่างไร
- ก. กิจการต้องปันส่วนอย่างมีระบบตลอดรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้สินทรัพย์มา
- ข. กิจการต้องรับรู้จำนวนทั้งหมดในรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้สินทรัพย์มา
- ค. กิจการต้องปันส่วนอย่างมีระบบตลอดอายุการใช้ประโยชน์ของสินทรัพย์ ✓
- ง. กิจการต้องปันส่วนโดยไม่เป็นระบบตลอดอายุการใช้ประโยชน์ของสินทรัพย์
Explanation: คำตอบที่ถูก: "กิจการต้องปันส่วนอย่างมีระบบตลอดอายุการใช้ประโยชน์ของสินทรัพย์" มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 16 ย่อหน้าที่ 50 กำหนดให้กิจการปันส่วนจำนวนที่คิดค่าเสื่อมราคาของสินทรัพย์อย่างมีระบบตลอดอายุการใช้ประโยชน์ของสินทรัพย์ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "กิจการต้องปันส่วนโดยไม่เป็นระบบตลอดอายุการใช้ประโยชน์ของสินทรัพย์" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดชัดว่ากิจการต้องปันส่วน “อย่างมีระบบ” • "กิจการต้องรับรู้จำนวนทั้งหมดในรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้สินทรัพย์มา" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ปันส่วนจำนวนที่คิดค่าเสื่อมราคาอย่างมีระบบตลอดอายุการใช้ประโยชน์ของสินทรัพย์ • "กิจการต้องปันส่วนอย่างมีระบบตลอดรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้สินทรัพย์มา" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ปันส่วน “ตลอดอายุการใช้ประโยชน์ของสินทรัพย์” ไม่ใช่ตลอดรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้สินทรัพย์มา อ้างอิงตัวบท ย่อหน้าที่ 50 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 16 เรื่อง ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ (ปรับปรุง 2567): “กิจการต้องปันส่วนจำนวนที่คิดค่าเสื่อมราคาของสินทรัพย์อย่างมีระบบ” ย่อหน้าที่ 50 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 16 เรื่อง ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ (ปรับปรุง 2567): “ตลอดอายุการใช้ประโยชน์ของสินทรัพย์”
ย่อหน้าที่ 50 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 16 เรื่อง ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ (ปรับปรุง 2567): “กิจการต้องปันส่วนจำนวนที่คิดค่าเสื่อมราคาของสินทรัพย์อย่างมีระบบ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 7 เรื่อง งบกระแสเงินสด ข้อใดอธิบายการจัดประเภทเงินปันผลจ่ายได้ถูกต้อง
- ก. เงินปันผลจ่ายอาจจัดเป็นกระแสเงินสดจากการจัดหาเงิน หรือเป็นกิจกรรมดำเนินงานเพื่อช่วยพิจารณาความสามารถในการจ่ายเงินปันผลจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน ✓
- ข. เงินปันผลจ่ายอาจจัดเป็นกระแสเงินสดจากการจัดหาเงินหรือกิจกรรมดำเนินงาน แต่การจัดเป็นกิจกรรมดำเนินงานไม่ช่วยพิจารณาความสามารถในการจ่ายเงินปันผล
- ค. เงินปันผลจ่ายต้องจัดเป็นกระแสเงินสดจากการจัดหาเงินเท่านั้น เนื่องจากเป็นต้นทุนของการจัดหาทรัพยากรทางการเงิน และไม่อาจจัดเป็นกิจกรรมดำเนินงาน
- ง. เงินปันผลจ่ายต้องจัดเป็นองค์ประกอบของกระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงานเท่านั้น เพื่อช่วยพิจารณาความสามารถในการจ่ายเงินปันผลจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เงินปันผลจ่ายอาจจัดเป็นกระแสเงินสดจากการจัดหาเงิน หรือเป็นกิจกรรมดำเนินงานเพื่อช่วยพิจารณาความสามารถในการจ่ายเงินปันผลจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน" ตามย่อหน้าที่ 34 เงินปันผลจ่ายอาจจัดเป็นกระแสเงินสดจากการจัดหาเงิน เพราะเป็นต้นทุนของการจัดหาทรัพยากรทางการเงิน หรืออาจจัดเป็นกิจกรรมดำเนินงานเพื่อช่วยผู้ใช้งบการเงินพิจารณาความสามารถในการจ่ายเงินปันผลจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เงินปันผลจ่ายต้องจัดเป็นกระแสเงินสดจากการจัดหาเงินเท่านั้น เนื่องจากเป็นต้นทุนของการจัดหาทรัพยากรทางการเงิน และไม่อาจจัดเป็นกิจกรรมดำเนินงาน" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุอีกวิธีหนึ่งว่าเงินปันผลจ่ายอาจจัดเป็นองค์ประกอบของกระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงานได้ • "เงินปันผลจ่ายต้องจัดเป็นองค์ประกอบของกระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงานเท่านั้น เพื่อช่วยพิจารณาความสามารถในการจ่ายเงินปันผลจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าเงินปันผลจ่ายอาจจัดประเภทเป็นกระแสเงินสดจากการจัดหาเงินได้ด้วย • "เงินปันผลจ่ายอาจจัดเป็นกระแสเงินสดจากการจัดหาเงินหรือกิจกรรมดำเนินงาน แต่การจัดเป็นกิจกรรมดำเนินงานไม่ช่วยพิจารณาความสามารถในการจ่ายเงินปันผล" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าการจัดเป็นกิจกรรมดำเนินงานมีขึ้นเพื่อช่วยผู้ใช้งบการเงินพิจารณาความสามารถในการจ่ายเงินปันผลจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน อ้างอิงตัวบท ย่อหน้าที่ 34 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 7 เรื่อง งบกระแสเงินสด (ปรับปรุง 2567): “เงินปันผลจ่ายอาจจัดประเภทเป็นกระแสเงินสดจากการจัดหาเงิน” ย่อหน้าที่ 34 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 7 เรื่อง งบกระแสเงินสด (ปรับปรุง 2567): “อีกวิธีหนึ่งเห็นว่าเงินปันผลจ่ายอาจจัดเป็นองค์ประกอบหนึ่งของกระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน” ย่อหน้าที่ 34 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 7 เรื่อง งบกระแสเงินสด (ปรับปรุง 2567): “เพื่อช่วยผู้ใช้งบการเงินในการพิจารณาความสามารถของกิจการในการจ่ายเงินปันผลจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน”
ย่อหน้าที่ 34 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 7 เรื่อง งบกระแสเงินสด (ปรับปรุง 2567): “เงินปันผลจ่ายอาจจัดประเภทเป็นกระแสเงินสดจากการจัดหาเงิน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
นาย ก. เป็นผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี ได้เลิกประกอบธุรกิจโดยมิได้มีการชำระบัญชี มิได้ร้องขอขยายเวลาส่งมอบ และยังไม่เคยส่งมอบบัญชีหรือเอกสารมาก่อน ตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 นาย ก. ต้องส่งมอบบัญชีและเอกสารแก่ผู้ใดและภายในกำหนดใด
- ก. ส่งมอบแก่สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีภายในเก้าสิบวันนับแต่วันร้องขอขยายเวลา
- ข. ส่งมอบให้ครบถ้วนถูกต้องแก่สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีภายในเวลาที่กำหนด
- ค. ส่งมอบแก่สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีภายในเก้าสิบวันนับแต่วันเลิกประกอบธุรกิจ ✓
- ง. ส่งมอบแก่สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันเลิกประกอบธุรกิจ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ส่งมอบแก่สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีภายในเก้าสิบวันนับแต่วันเลิกประกอบธุรกิจ" ข้อเท็จจริงที่นาย ก. เป็นผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี → “ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี”; การเลิกประกอบธุรกิจโดยมิได้มีการชำระบัญชี → “เลิกประกอบธุรกิจด้วยเหตุใด ๆ โดยมิได้มีการชำระบัญชี”; การมิได้ร้องขอขยายเวลา → ไม่เกิดขึ้น → “เมื่อผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีร้องขอ”; และการยังไม่เคยส่งมอบมาก่อน → ไม่เกิดขึ้น → “ส่งมอบบัญชีและเอกสาร...ไม่ครบถ้วนถูกต้อง” ดังนั้นต้องใช้กำหนดปกติ คือส่งมอบแก่สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีภายในเก้าสิบวันนับแต่วันเลิกประกอบธุรกิจ ตามมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ส่งมอบให้ครบถ้วนถูกต้องแก่สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีภายในเวลาที่กำหนด" ผิด: กำหนด “ภายในเวลาที่กำหนด” ใช้ในกรณีที่ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี “ส่งมอบบัญชีและเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีไม่ครบถ้วนถูกต้อง” แต่กรณีนี้ยังไม่เคยส่งมอบมาก่อน • "ส่งมอบแก่สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีภายในเก้าสิบวันนับแต่วันร้องขอขยายเวลา" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุจุดเริ่มนับว่า “นับแต่วันเลิกประกอบธุรกิจ” มิใช่นับแต่วันร้องขอขยายเวลา • "ส่งมอบแก่สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันเลิกประกอบธุรกิจ" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดระยะเวลาปกติว่า “ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันเลิกประกอบธุรกิจ” ส่วนการขยายเวลาเกิดขึ้น “เมื่อผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีร้องขอ” อ้างอิงตัวบท มาตรา 17 พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543: “เมื่อผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีเลิกประกอบธุรกิจด้วยเหตุใด ๆ โดยมิได้มีการชำระบัญชี ให้ส่งมอบบัญชีและเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีแก่สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชี” มาตรา 17 พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543: “ให้ส่งมอบบัญชีและเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีแก่สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีภายในเก้าสิบวันนับแต่วันเลิกประกอบธุรกิจ”
มาตรา 17 พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543: “เมื่อผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีเลิกประกอบธุรกิจด้วยเหตุใด ๆ โดยมิได้มีการชำระบัญชี ให้ส่งมอบบัญชีและเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีแก่สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชี”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
บริษัท ค. จำกัดกำลังพิจารณาต้นทุนของอุปกรณ์หนึ่งรายการ โดยมีความเป็นไปได้ค่อนข้างแน่ว่าจะได้รับประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในอนาคตจากอุปกรณ์นั้น และบริษัทสามารถวัดมูลค่าต้นทุนได้อย่างน่าเชื่อถือ ตามมาตรฐานการบัญชี บริษัทต้องดำเนินการอย่างไร
- ก. ยังไม่ต้องรับรู้ต้นทุนของอุปกรณ์เป็นสินทรัพย์ จนกว่าจะได้รับประโยชน์เชิงเศรษฐกิจจริง
- ข. ต้องรับรู้ต้นทุนของอุปกรณ์เป็นสินทรัพย์ เพราะเป็นไปตามเงื่อนไขทุกข้อ ✓
- ค. ต้องรับรู้ต้นทุนของอุปกรณ์เป็นค่าใช้จ่าย เพราะวัดมูลค่าต้นทุนได้อย่างน่าเชื่อถือ
- ง. ยังไม่ต้องรับรู้ต้นทุนของอุปกรณ์เป็นสินทรัพย์ จนกว่าจะวัดมูลค่าต้นทุนได้อย่างแน่นอน
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ต้องรับรู้ต้นทุนของอุปกรณ์เป็นสินทรัพย์ เพราะเป็นไปตามเงื่อนไขทุกข้อ" ข้อเท็จจริง “บริษัท ค. จำกัด” → “กิจการ”; “ต้นทุนของอุปกรณ์หนึ่งรายการ” → “ต้องรับรู้ต้นทุนของรายการที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ เป็นสินทรัพย์”; “มีความเป็นไปได้ค่อนข้างแน่ว่าจะได้รับประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในอนาคต” → “มีความเป็นไปได้ค่อนข้างแน่ที่กิจการจะได้รับประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในอนาคตจากรายการนั้น”; และ “สามารถวัดมูลค่าต้นทุนได้อย่างน่าเชื่อถือ” → “กิจการสามารถวัดมูลค่าต้นทุนของรายการนั้นได้อย่างน่าเชื่อถือ” เมื่อครบเงื่อนไขทุกข้อ กิจการจึงต้องรับรู้ต้นทุนเป็นสินทรัพย์ ตามย่อหน้าที่ 7 ของมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 16 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ยังไม่ต้องรับรู้ต้นทุนของอุปกรณ์เป็นสินทรัพย์ จนกว่าจะได้รับประโยชน์เชิงเศรษฐกิจจริง" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดเงื่อนไขว่า “มีความเป็นไปได้ค่อนข้างแน่” ที่จะได้รับประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในอนาคต ไม่ได้กำหนดว่าต้องได้รับประโยชน์แล้วจริง • "ยังไม่ต้องรับรู้ต้นทุนของอุปกรณ์เป็นสินทรัพย์ จนกว่าจะวัดมูลค่าต้นทุนได้อย่างแน่นอน" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดว่ากิจการสามารถวัดมูลค่าต้นทุนได้ “อย่างน่าเชื่อถือ” ซึ่งข้อเท็จจริงในกรณีนี้เป็นไปตามเงื่อนไขแล้ว • "ต้องรับรู้ต้นทุนของอุปกรณ์เป็นค่าใช้จ่าย เพราะวัดมูลค่าต้นทุนได้อย่างน่าเชื่อถือ" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้กิจการรับรู้ต้นทุนเป็นสินทรัพย์เมื่อเป็นไปตามเงื่อนไขทุกข้อ ไม่ใช่รับรู้เป็นค่าใช้จ่าย อ้างอิงตัวบท ย่อหน้าที่ 7 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 16 เรื่อง ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ (ปรับปรุง 2567): “กิจการต้องรับรู้ต้นทุนของรายการที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ เป็นสินทรัพย์ก็ต่อเมื่อเป็นไปตามเงื่อนไขทุกข้อต่อไปนี้ 7.1 มีความเป็นไปได้ค่อนข้างแน่ที่กิจการจะได้รับประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในอนาคตจากรายการนั้น และ 7.2 กิจการสามารถวัดมูลค่าต้นทุนของรายการนั้นได้อย่างน่าเชื่อถือ” ย่อหน้าที่ 7 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 16 เรื่อง ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ (ปรับปรุง 2567): “เป็นสินทรัพย์ก็ต่อเมื่อเป็นไปตามเงื่อนไขทุกข้อต่อไปนี้ 7.1 มีความเป็นไปได้ค่อนข้างแน่ที่กิจการจะได้รับประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในอนาคตจากรายการนั้น และ 7.2 กิจการสามารถวัดมูลค่าต้นทุนของรายการนั้นได้อย่างน่าเชื่อถือ”
ย่อหน้าที่ 7 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 16 เรื่อง ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ (ปรับปรุง 2567): “กิจการต้องรับรู้ต้นทุนของรายการที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ เป็นสินทรัพย์ก็ต่อเมื่อเป็นไปตามเงื่อนไขทุกข้อต่อไปนี้ 7.1 มีความเป็นไปได้ค่อนข้างแน่ที่กิจการจะได้รับประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในอนาคตจากรายการนั้น และ 7.2 กิจการสามารถวัดมูลค่าต้นทุนของรายการนั้นได้อย่างน่าเชื่อถือ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
บริษัท ค. จำกัด มีต้นทุนในการเก็บรักษาสินค้าที่จำเป็นในกระบวนการผลิตก่อนจะถึงขั้นตอนการผลิตถัดไป และมีต้นทุนในการขายสินค้า บริษัทควรปฏิบัติอย่างไร
- ก. นำต้นทุนการเก็บรักษามารวมเป็นต้นทุนสินค้าคงเหลือ และรับรู้ต้นทุนในการขายเป็นค่าใช้จ่ายในงวดที่เกิดขึ้น ✓
- ข. ไม่นำต้นทุนทั้งสองรายการมารวมเป็นต้นทุนสินค้าคงเหลือ และรับรู้เป็นค่าใช้จ่ายในงวดที่เกิดขึ้น
- ค. นำต้นทุนทั้งสองรายการมารวมเป็นต้นทุนสินค้าคงเหลือ และไม่รับรู้เป็นค่าใช้จ่ายในงวดที่เกิดขึ้น
- ง. นำต้นทุนการเก็บรักษามารวมเป็นต้นทุนสินค้าคงเหลือ และรับรู้ต้นทุนในการขายเป็นค่าใช้จ่ายในงวดถัดไป
Explanation: คำตอบที่ถูก: "นำต้นทุนการเก็บรักษามารวมเป็นต้นทุนสินค้าคงเหลือ และรับรู้ต้นทุนในการขายเป็นค่าใช้จ่ายในงวดที่เกิดขึ้น" ข้อเท็จจริงเรื่องต้นทุนในการเก็บรักษาสินค้า → “ต้นทุนในการเก็บรักษาสินค้า”; ข้อเท็จจริงที่ว่าจำเป็นก่อนถึงขั้นตอนการผลิตถัดไป → “เว้นแต่เป็นต้นทุนที่จำเป็นในกระบวนการผลิตก่อนจะถึงขั้นตอนการผลิตถัดไป”; และข้อเท็จจริงเรื่องต้นทุนในการขาย → “ต้นทุนในการขาย” ซึ่งเข้าหลัก คือไม่นำมารวมเป็นต้นทุนสินค้าคงเหลือและให้รับรู้เป็นค่าใช้จ่ายในงวดที่เกิดขึ้น ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 2 ย่อหน้าที่ 16.2 และ 16.4 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ไม่นำต้นทุนทั้งสองรายการมารวมเป็นต้นทุนสินค้าคงเหลือ และรับรู้เป็นค่าใช้จ่ายในงวดที่เกิดขึ้น" ผิด: แหล่งข้อมูลยกเว้นต้นทุนการเก็บรักษาที่ “จำเป็นในกระบวนการผลิตก่อนจะถึงขั้นตอนการผลิตถัดไป” จากต้นทุนที่ไม่นำมารวมเป็นต้นทุนสินค้าคงเหลือ • "นำต้นทุนทั้งสองรายการมารวมเป็นต้นทุนสินค้าคงเหลือ และไม่รับรู้เป็นค่าใช้จ่ายในงวดที่เกิดขึ้น" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า “ต้นทุนในการขาย” ไม่นำมารวมเป็นต้นทุนสินค้าคงเหลือและให้รับรู้เป็นค่าใช้จ่ายในงวดที่เกิดขึ้น • "นำต้นทุนการเก็บรักษามารวมเป็นต้นทุนสินค้าคงเหลือ และรับรู้ต้นทุนในการขายเป็นค่าใช้จ่ายในงวดถัดไป" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้รับรู้ต้นทุนที่ไม่นำมารวมเป็นต้นทุนสินค้าคงเหลือเป็นค่าใช้จ่าย “ในงวดที่เกิดขึ้น” อ้างอิงตัวบท ย่อหน้าที่ 16 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 2 เรื่อง สินค้าคงเหลือ (ปรับปรุง 2567): “ตัวอย่างของต้นทุนที่ไม่นำมารวมเป็นต้นทุนสินค้าคงเหลือและให้รับรู้เป็นค่าใช้จ่ายในงวด ที่เกิดขึ้น” ย่อหน้าที่ 16 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 2 เรื่อง สินค้าคงเหลือ (ปรับปรุง 2567): “16.2 ต้นทุนในการเก็บรักษาสินค้า เว้นแต่เป็นต้นทุนที่จำเป็นในกระบวนการผลิตก่อนจะถึง ขั้นตอนการผลิตถัดไป” ย่อหน้าที่ 16 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 2 เรื่อง สินค้าคงเหลือ (ปรับปรุง 2567): “16.4 ต้นทุนในการขาย”
ย่อหน้าที่ 16 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 2 เรื่อง สินค้าคงเหลือ (ปรับปรุง 2567): “ตัวอย่างของต้นทุนที่ไม่นำมารวมเป็นต้นทุนสินค้าคงเหลือและให้รับรู้เป็นค่าใช้จ่ายในงวด ที่เกิดขึ้น”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1 เรื่อง การนำเสนองบการเงิน ข้อใดอธิบายหลักการวิเคราะห์ค่าใช้จ่ายที่รับรู้ในกำไรหรือขาดทุนได้ถูกต้อง
- ก. กิจการต้องจัดประเภทตามธรรมชาติในทุกกรณี แม้ว่าตามหน้าที่จะให้ข้อมูลที่เชื่อถือได้และเกี่ยวข้องมากกว่า
- ข. กิจการเลือกจัดประเภทตามธรรมชาติหรือตามหน้าที่ได้ตามความสะดวก โดยไม่ต้องพิจารณาความน่าเชื่อถือและความเกี่ยวข้อง
- ค. กิจการต้องจัดประเภททั้งตามธรรมชาติและตามหน้าที่ควบคู่กัน โดยไม่อาจเลือกใช้เพียงวิธีใดวิธีหนึ่ง
- ง. กิจการเลือกจัดประเภทตามธรรมชาติหรือตามหน้าที่ โดยใช้วิธีที่ให้ข้อมูลที่เชื่อถือได้และมีความเกี่ยวข้องมากกว่า ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "กิจการเลือกจัดประเภทตามธรรมชาติหรือตามหน้าที่ โดยใช้วิธีที่ให้ข้อมูลที่เชื่อถือได้และมีความเกี่ยวข้องมากกว่า" ตามย่อหน้าที่ 99 กิจการต้องวิเคราะห์ค่าใช้จ่ายที่รับรู้ในกำไรหรือขาดทุนโดยจัดประเภทตามธรรมชาติหรือตามหน้าที่ และเลือกวิธีที่ให้ข้อมูลที่เชื่อถือได้และมีความเกี่ยวข้องมากกว่า ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "กิจการต้องจัดประเภททั้งตามธรรมชาติและตามหน้าที่ควบคู่กัน โดยไม่อาจเลือกใช้เพียงวิธีใดวิธีหนึ่ง" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ใช้การจัดประเภท “ตามธรรมชาติหรือตามหน้าที่” มิได้กำหนดให้ใช้ทั้งสองวิธีควบคู่กัน • "กิจการต้องจัดประเภทตามธรรมชาติในทุกกรณี แม้ว่าตามหน้าที่จะให้ข้อมูลที่เชื่อถือได้และเกี่ยวข้องมากกว่า" ผิด: แหล่งข้อมูลให้เลือกตามวิธีที่ให้ข้อมูลที่เชื่อถือได้และมีความเกี่ยวข้องมากกว่า จึงมิได้บังคับใช้ตามธรรมชาติในทุกกรณี • "กิจการเลือกจัดประเภทตามธรรมชาติหรือตามหน้าที่ได้ตามความสะดวก โดยไม่ต้องพิจารณาความน่าเชื่อถือและความเกี่ยวข้อง" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ใช้วิธีที่ให้ข้อมูลที่เชื่อถือได้และมีความเกี่ยวข้องมากกว่า มิใช่เลือกตามความสะดวก อ้างอิงตัวบท ย่อหน้าที่ 99 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1 เรื่อง การนำเสนองบการเงิน (ปรับปรุง 2567): “โดยใช้การจัดประเภทตามธรรมชาติหรือตามหน้าที่” ย่อหน้าที่ 99 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1 เรื่อง การนำเสนองบการเงิน (ปรับปรุง 2567): “ที่ให้ข้อมูลที่เชื่อถือได้และมีความเกี่ยวข้องมากกว่า”
ย่อหน้าที่ 99 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1 เรื่อง การนำเสนองบการเงิน (ปรับปรุง 2567): “โดยใช้การจัดประเภทตามธรรมชาติหรือตามหน้าที่”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1 เรื่อง การนำเสนองบการเงิน ข้อใดอธิบายเกณฑ์เกี่ยวกับสิทธิในการเลื่อนการชำระหนี้ที่ทำให้กิจการต้องจัดประเภทหนี้สินเป็นรายการหมุนเวียนได้ถูกต้อง
- ก. ณ วันสิ้นรอบระยะเวลารายงาน กิจการมีสิทธิเลื่อนการชำระหนี้ออกไปอย่างน้อย 12 เดือน
- ข. ณ วันเริ่มรอบระยะเวลารายงาน กิจการไม่มีสิทธิเลื่อนการชำระหนี้ออกไปอย่างน้อย 12 เดือน
- ค. ณ วันสิ้นรอบระยะเวลารายงาน กิจการไม่มีสิทธิเลื่อนการชำระหนี้ออกไปอย่างน้อย 6 เดือน
- ง. ณ วันสิ้นรอบระยะเวลารายงาน กิจการไม่มีสิทธิเลื่อนการชำระหนี้ออกไปอย่างน้อย 12 เดือน ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ณ วันสิ้นรอบระยะเวลารายงาน กิจการไม่มีสิทธิเลื่อนการชำระหนี้ออกไปอย่างน้อย 12 เดือน" ตามย่อหน้าที่ 69.4 หาก ณ วันสิ้นรอบระยะเวลารายงาน กิจการไม่มีสิทธิเลื่อนการชำระหนี้ออกไปอย่างน้อย 12 เดือนภายหลังรอบระยะเวลารายงาน กิจการต้องจัดประเภทหนี้สินนั้นเป็นรายการหมุนเวียน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ณ วันสิ้นรอบระยะเวลารายงาน กิจการมีสิทธิเลื่อนการชำระหนี้ออกไปอย่างน้อย 12 เดือน" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าเกณฑ์นี้เกิดเมื่อกิจการ “ไม่มีสิทธิที่จะเลื่อนการชำระหนี้ออกไป” ไม่ใช่เมื่อกิจการมีสิทธิ • "ณ วันเริ่มรอบระยะเวลารายงาน กิจการไม่มีสิทธิเลื่อนการชำระหนี้ออกไปอย่างน้อย 12 เดือน" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้พิจารณาสิทธิ ณ วันสิ้นรอบระยะเวลารายงาน ไม่ใช่วันเริ่มรอบระยะเวลารายงาน • "ณ วันสิ้นรอบระยะเวลารายงาน กิจการไม่มีสิทธิเลื่อนการชำระหนี้ออกไปอย่างน้อย 6 เดือน" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดระยะเวลาอย่างน้อย 12 เดือนภายหลังรอบระยะเวลารายงาน ไม่ใช่ 6 เดือน อ้างอิงตัวบท ย่อหน้าที่ 69 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1 เรื่อง การนำเสนองบการเงิน (ปรับปรุง 2567): “69.4 ณ วันสิ้นรอบระยะเวลารายงาน กิจการไม่มีสิทธิที่จะเลื่อนการชำระหนี้ออกไป อย่างน้อย 12 เดือนภายหลังรอบระยะเวลารายงาน”
ย่อหน้าที่ 69 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1 เรื่อง การนำเสนองบการเงิน (ปรับปรุง 2567): “69.4 ณ วันสิ้นรอบระยะเวลารายงาน กิจการไม่มีสิทธิที่จะเลื่อนการชำระหนี้ออกไป อย่างน้อย 12 เดือนภายหลังรอบระยะเวลารายงาน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1 เรื่อง การนำเสนองบการเงิน ส่วนของกำไรหรือขาดทุนหรืองบกำไรขาดทุนต้องแสดงรายการใดพร้อมจำนวนเงินสำหรับรอบระยะเวลา
- ก. ส่วนแบ่งกำไรหรือขาดทุนของบริษัทร่วมและการร่วมค้าที่ใช้วิธีส่วนได้เสีย ✓
- ข. ส่วนแบ่งกำไรหรือขาดทุนของบริษัทร่วมและการร่วมค้าที่ใช้วิธีราคาทุน
- ค. ยอดรวมของการดำเนินงานต่อเนื่องซึ่งแสดงเป็นจำนวนเดียว
- ง. ผลขาดทุนจากการด้อยค่าโดยไม่รวมการกลับรายการผลกำไรหรือขาดทุนจากการด้อยค่า
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ส่วนแบ่งกำไรหรือขาดทุนของบริษัทร่วมและการร่วมค้าที่ใช้วิธีส่วนได้เสีย" ย่อหน้าที่ 82.3 กำหนดให้แสดงส่วนแบ่งกำไรหรือขาดทุนของบริษัทร่วมและการร่วมค้าที่ใช้วิธีส่วนได้เสียเป็นรายการแต่ละบรรทัดพร้อมจำนวนเงินสำหรับรอบระยะเวลา ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ยอดรวมของการดำเนินงานต่อเนื่องซึ่งแสดงเป็นจำนวนเดียว" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้แสดง “ยอดรวมของการดำเนินงานที่ยกเลิกซึ่งแสดงเป็นจำนวนเดียว” • "ผลขาดทุนจากการด้อยค่าโดยไม่รวมการกลับรายการผลกำไรหรือขาดทุนจากการด้อยค่า" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าผลขาดทุนจากการด้อยค่า “รวมถึงการกลับรายการผลกำไรหรือขาดทุนจากการด้อยค่า” • "ส่วนแบ่งกำไรหรือขาดทุนของบริษัทร่วมและการร่วมค้าที่ใช้วิธีราคาทุน" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุเฉพาะรายการที่ใช้ “วิธีส่วนได้เสีย” ไม่ใช่วิธีราคาทุน อ้างอิงตัวบท ย่อหน้าที่ 82 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1 เรื่อง การนำเสนองบการเงิน (ปรับปรุง 2567): “82.3 ส่วนแบ่งกำไรหรือขาดทุนของบริษัทร่วมและการร่วมค้าที่ใช้วิธีส่วนได้เสีย”
ย่อหน้าที่ 82 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1 เรื่อง การนำเสนองบการเงิน (ปรับปรุง 2567): “82.3 ส่วนแบ่งกำไรหรือขาดทุนของบริษัทร่วมและการร่วมค้าที่ใช้วิธีส่วนได้เสีย”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อใดอธิบายผลของมาตรา 6 ได้ถูกต้อง เมื่อคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลเป็นผู้มีหน้าที่ตามประมวลรัษฎากร
- ก. ไม่มีผู้รับผิดชอบเพราะคณะบุคคลนั้นมิใช่นิติบุคคล
- ข. ให้คณะบุคคลนั้นเป็นผู้รับผิดชอบเองแม้มิใช่นิติบุคคล
- ค. ให้ผู้อำนวยการหรือผู้จัดการคณะนั้นเป็นผู้รับผิดชอบ ✓
- ง. ให้สมาชิกทุกคนของคณะนั้นร่วมกันเป็นผู้รับผิดชอบ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ให้ผู้อำนวยการหรือผู้จัดการคณะนั้นเป็นผู้รับผิดชอบ" มาตรา 6 บัญญัติว่า ในกรณีที่คณะบุคคลเป็นผู้มีหน้าที่และคณะนั้นมิใช่นิติบุคคล ให้ผู้อำนวยการหรือผู้จัดการคณะนั้นเป็นผู้รับผิดชอบ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ไม่มีผู้รับผิดชอบเพราะคณะบุคคลนั้นมิใช่นิติบุคคล" ผิด: มาตรา 6 ยืนยันให้ผู้อำนวยการหรือผู้จัดการคณะนั้นเป็นผู้รับผิดชอบในกรณีดังกล่าว • "ให้สมาชิกทุกคนของคณะนั้นร่วมกันเป็นผู้รับผิดชอบ" ผิด: มาตรา 6 กำหนดเฉพาะว่า “ให้ผู้อำนวยการหรือผู้จัดการคณะนั้นเป็นผู้รับผิดชอบ” มิได้กำหนดให้สมาชิกทุกคนร่วมกันรับผิดชอบ • "ให้คณะบุคคลนั้นเป็นผู้รับผิดชอบเองแม้มิใช่นิติบุคคล" ผิด: มาตรา 6 กำหนดให้ผู้อำนวยการหรือผู้จัดการคณะนั้นเป็นผู้รับผิดชอบ ไม่ใช่ให้คณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลรับผิดชอบเอง อ้างอิงตัวบท มาตรา 6: “ให้ผู้อำนวยการหรือผู้จัดการคณะนั้นเป็นผู้รับผิดชอบ”
มาตรา 6: “ให้ผู้อำนวยการหรือผู้จัดการคณะนั้นเป็นผู้รับผิดชอบ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อใดอธิบายผลของมาตรา 88/2 ในกรณีตามมาตรา 88 (3) (4) หรือ (5) ได้ถูกต้อง
- ก. เจ้าพนักงานประเมินไม่อาจประเมินภาษีตามที่รู้เห็นหรือพิจารณาว่าถูกต้อง
- ข. เจ้าพนักงานประเมินอาจประเมินภาษีตามที่รู้เห็นหรือพิจารณาว่าถูกต้อง โดยไม่จำต้องปฏิบัติตาม (1) ถึง (4) ✓
- ค. เจ้าพนักงานประเมินต้องปฏิบัติตาม (1) ถึง (4) ให้ครบก่อนประเมินภาษี
- ง. เจ้าพนักงานประเมินทำได้เฉพาะแก้ไขมูลค่าของสินค้าที่ซื้อหรือค่าบริการเท่านั้น
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เจ้าพนักงานประเมินอาจประเมินภาษีตามที่รู้เห็นหรือพิจารณาว่าถูกต้อง โดยไม่จำต้องปฏิบัติตาม (1) ถึง (4)" มาตรา 88/2 (6) หมายความว่า เมื่อมีกรณีตามมาตรา 88 (3) (4) หรือ (5) เจ้าพนักงานประเมินอาจประเมินภาษีตามที่รู้เห็นหรือพิจารณาว่าถูกต้องได้ โดยไม่จำต้องดำเนินการตามมาตรา 88/2 (1) ถึง (4) ก่อน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เจ้าพนักงานประเมินทำได้เฉพาะแก้ไขมูลค่าของสินค้าที่ซื้อหรือค่าบริการเท่านั้น" ผิด: มาตรา 88/2 (6) ให้อำนาจประเมินภาษีตามที่รู้เห็นหรือพิจารณาว่าถูกต้องด้วย มิได้จำกัดเฉพาะอำนาจตาม (5) • "เจ้าพนักงานประเมินต้องปฏิบัติตาม (1) ถึง (4) ให้ครบก่อนประเมินภาษี" ผิด: มาตรา 88/2 (6) ระบุว่าเจ้าพนักงานประเมินประเมินภาษีได้โดยไม่จำต้องปฏิบัติตาม (1) ถึง (4) • "เจ้าพนักงานประเมินไม่อาจประเมินภาษีตามที่รู้เห็นหรือพิจารณาว่าถูกต้อง" ผิด: มาตรา 88/2 (6) ให้อำนาจประเมินภาษีตามที่รู้เห็นหรือพิจารณาว่าถูกต้อง มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 88 (3): “(3) ผู้มีหน้าที่เสียภาษีไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกของเจ้าพนักงานประเมินหรือไม่ยอมตอบคำถามของเจ้าพนักงานประเมินโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร” • มาตรา 88 (4): “(4) ผู้ประกอบการไม่สามารถแสดงใบกำกับภาษีในกรณีภาษีซื้อ หรือสำเนาใบกำกับภาษีในกรณีภาษีขาย พร้อมทั้งหลักฐานอื่นเพื่อการคำนวณภาษีหรือการเครดิตภาษี” อ้างอิงตัวบท มาตรา 88/2: “(6) ประเมินภาษีตามที่รู้เห็นหรือพิจารณาว่าถูกต้อง เมื่อมีกรณีตามมาตรา 88 (3) (4) หรือ (5)” มาตรา 88/2: “โดยไม่จำต้องปฏิบัติตาม (1) ถึง (4) ก็ได้”
มาตรา 88/2: “(6) ประเมินภาษีตามที่รู้เห็นหรือพิจารณาว่าถูกต้อง เมื่อมีกรณีตามมาตรา 88 (3) (4) หรือ (5)”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
บริษัท ค. จำกัดเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษี เดือนภาษีนี้ไม่มีรายรับ และมิได้ประกอบกิจการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร โดยอธิบดีมิได้กำหนดกำหนดเวลาไว้เป็นอย่างอื่น บริษัทต้องยื่นแบบและชำระภาษีถ้ามีเมื่อใด
- ก. ภายในวันที่สิบห้าของเดือนถัดไป พร้อมกับชำระภาษีถ้ามี ✓
- ข. ไม่ต้องยื่นแบบสำหรับเดือนนั้น เพราะเดือนภาษีนี้ไม่มีรายรับ
- ค. ในขณะจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม พร้อมกับชำระภาษีถ้ามี
- ง. ภายในวันสุดท้ายของเดือนถัดไป พร้อมกับชำระภาษีถ้ามี
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ภายในวันที่สิบห้าของเดือนถัดไป พร้อมกับชำระภาษีถ้ามี" บริษัท ค. จำกัดเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษี → “ผู้มีหน้าที่เสียภาษี”; เดือนภาษีนี้ไม่มีรายรับ → “ไม่ว่าผู้มีหน้าที่เสียภาษีจะมีรายรับในเดือนภาษีหรือไม่ก็ตาม”; มิได้ประกอบกิจการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร → ไม่เข้าเงื่อนไข “สำหรับกิจการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร”; อธิบดีมิได้กำหนดเวลาเป็นอย่างอื่น → “เว้นแต่อธิบดีจะกำหนดเป็นอย่างอื่น” จึงใช้กำหนดเวลา คือ “ภายในวันที่สิบห้าของเดือนถัดไป” และยื่นพร้อมชำระภาษีถ้ามี ตามมาตรา 91/10 แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ภายในวันสุดท้ายของเดือนถัดไป พร้อมกับชำระภาษีถ้ามี" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ยื่น “ภายในวันที่สิบห้าของเดือนถัดไป” มิใช่ภายในวันสุดท้ายของเดือนถัดไป • "ไม่ต้องยื่นแบบสำหรับเดือนนั้น เพราะเดือนภาษีนี้ไม่มีรายรับ" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ยื่นเป็นรายเดือนภาษี “ไม่ว่าผู้มีหน้าที่เสียภาษีจะมีรายรับในเดือนภาษีหรือไม่ก็ตาม” • "ในขณะจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม พร้อมกับชำระภาษีถ้ามี" ผิด: กรณีนี้มิใช่กิจการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร จึงไม่เข้าข้อยกเว้นที่ให้ยื่นในขณะจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ อ้างอิงตัวบท มาตรา 91/10: “การยื่นแบบแสดงรายการภาษีและการชำระภาษีสำหรับเดือนภาษีใดให้ยื่นภายในวันที่สิบห้าของเดือนถัดไป เว้นแต่อธิบดีจะกำหนดเป็นอย่างอื่น” มาตรา 91/10: “ให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษียื่นแบบแสดงรายการภาษีตามแบบที่อธิบดีกำหนดโดยให้ยื่นเป็นรายเดือนภาษีพร้อมกับชำระภาษีถ้ามี”
มาตรา 91/10: “การยื่นแบบแสดงรายการภาษีและการชำระภาษีสำหรับเดือนภาษีใดให้ยื่นภายในวันที่สิบห้าของเดือนถัดไป เว้นแต่อธิบดีจะกำหนดเป็นอย่างอื่น”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามมาตรา 42 ทวิ เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ (2) เมื่อหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมารวมกันแล้ว ต้องไม่เกินจำนวนเท่าใด
- ก. 60,000 บาท
- ข. 80,000 บาท
- ค. 120,000 บาท
- ง. 100,000 บาท ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "100,000 บาท" มาตรา 42 ทวิ กำหนดให้เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ (2) หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาได้ร้อยละ 50 แต่รวมกันต้องไม่เกิน 100,000 บาท ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "60,000 บาท" ผิด: มาตรา 42 ทวิ ระบุว่าเมื่อรวมกันต้องไม่เกิน 100,000 บาท • "120,000 บาท" ผิด: มาตรา 42 ทวิ กำหนดให้รวมกันต้องไม่เกิน 100,000 บาท • "80,000 บาท" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดจำนวนสูงสุดไว้ที่ 100,000 บาท ไม่ใช่ 80,000 บาท มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 40 (1): “(1) เงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงานไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่นายจ้างให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่นายจ้างจ่ายชำระหนี้ใด ๆ ซึ่งลูกจ้างมีหน้าที่ต้องชำระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน” อ้างอิงตัวบท มาตรา 42 ทวิ: “แต่รวมกันต้องไม่เกิน 100,000 บาท”
มาตรา 42 ทวิ: “แต่รวมกันต้องไม่เกิน 100,000 บาท”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
บริษัท ค. จำกัด เป็นผู้มีหน้าที่หักภาษีที่คำนวณหักไว้ตามบทบัญญัติ 50 (5) และธุรกรรมนั้นมีการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ตามประมวลรัษฎากร บริษัทต้องดำเนินการอย่างไร
- ก. ผู้มีหน้าที่หักภาษีต้องนำส่งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่จ่ายเงิน
- ข. ผู้มีหน้าที่หักภาษีต้องนำส่งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในขณะที่มีการจดทะเบียน ✓
- ค. ผู้มีหน้าที่หักภาษีต้องนำส่ง ณ ที่ว่าการอำเภอภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่จ่ายเงิน
- ง. พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมต้องเป็นผู้นำส่งภาษีในขณะที่มีการจดทะเบียน
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ผู้มีหน้าที่หักภาษีต้องนำส่งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในขณะที่มีการจดทะเบียน" ข้อเท็จจริงที่ว่า บริษัท ค. จำกัดเป็นผู้มีหน้าที่หักภาษี → “ผู้มีหน้าที่หักภาษี”; ภาษีเป็นภาษีที่คำนวณหักไว้ตามบทบัญญัติ 50 (5) → “ภาษีที่คำนวณหักไว้” และ “ตามมาตรา 50 (5) และ (6)”; ธุรกรรมมีการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม → “นำส่งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม” และ “ในขณะที่มีการจดทะเบียน” ดังนั้นบริษัทต้องนำส่งภาษีต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนในขณะที่มีการจดทะเบียน ตามมาตรา 52 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ผู้มีหน้าที่หักภาษีต้องนำส่ง ณ ที่ว่าการอำเภอภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่จ่ายเงิน" ผิด: กรณีมีการจดทะเบียน แหล่งที่มากำหนดให้นำส่งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในขณะที่มีการจดทะเบียน ส่วนการนำส่งตามวรรคหนึ่งใช้ในกรณีที่ไม่มีการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม • "ผู้มีหน้าที่หักภาษีต้องนำส่งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่จ่ายเงิน" ผิด: แหล่งที่มากำหนดให้นำส่งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม “ในขณะที่มีการจดทะเบียน” • "พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมต้องเป็นผู้นำส่งภาษีในขณะที่มีการจดทะเบียน" ผิด: แหล่งที่มาระบุว่า “ให้ผู้มีหน้าที่หักภาษีนำส่งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม” มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 50 (5): “(5) ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) เฉพาะที่จ่ายให้แก่ผู้รับซึ่งขายอสังหาริมทรัพย์ ให้คำนวณหักดังต่อไปนี้” • มาตรา 52 วรรค 2: “ภาษีที่คำนวณหักไว้ตามมาตรา 50 (5) และ (6) ให้ผู้มีหน้าที่หักภาษีนำส่งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในขณะที่มีการจดทะเบียนและห้ามพนักงานเจ้าหน้าที่ลงนามรับรู้ยอมให้ทำหรือบันทึกไว้จนกว่าจะได้รับเงินภาษีที่นำส่งไว้ครบถ้วนถูกต้องแล้ว และในกรณีที่ไม่มีการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ให้นำส่งตามวรรคหนึ่ง” • มาตรา 52 วรรค 1: “มาตรา 52 บุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคม หรือคณะบุคคลซึ่งมีหน้าที่หักภาษีตามมาตรา 50 (1) (2) (3) และ (4) ต้องนำเงินภาษีที่ตนมีหน้าที่ต้องหักไปส่ง ณ ที่ว่าการอำเภอภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่จ่ายเงิน ไม่ว่าตนจะได้หักภาษีไว้แล้วหรือไม่” อ้างอิงตัวบท มาตรา 52: “ภาษีที่คำนวณหักไว้ตามมาตรา 50 (5) และ (6) ให้ผู้มีหน้าที่หักภาษีนำส่งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในขณะที่มีการจดทะเบียน”
มาตรา 52: “ภาษีที่คำนวณหักไว้ตามมาตรา 50 (5) และ (6) ให้ผู้มีหน้าที่หักภาษีนำส่งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในขณะที่มีการจดทะเบียน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อใดอธิบายขอบเขตของการประกอบกิจการในราชอาณาจักรตามมาตรา 91/2 ได้ถูกต้อง
- ก. บุคคลนอกราชอาณาจักรจะถือว่าประกอบกิจการในราชอาณาจักรเมื่อดำเนินการผ่านตัวแทนของตนเท่านั้น ไม่รวมสถานประกอบการ
- ข. บุคคลนอกราชอาณาจักรที่ประกอบกิจการผ่านสถานประกอบการหรือตัวแทนของตนในราชอาณาจักร ให้ถือว่าประกอบกิจการนอกราชอาณาจักร
- ค. บุคคลนอกราชอาณาจักรที่ประกอบกิจการผ่านสถานประกอบการหรือตัวแทนของตนในราชอาณาจักร ให้ถือว่าประกอบกิจการในราชอาณาจักร ✓
- ง. บุคคลนอกราชอาณาจักรจะถือว่าประกอบกิจการในราชอาณาจักรเมื่อดำเนินการผ่านสถานประกอบการของตนเท่านั้น ไม่รวมตัวแทน
Explanation: คำตอบที่ถูก: "บุคคลนอกราชอาณาจักรที่ประกอบกิจการผ่านสถานประกอบการหรือตัวแทนของตนในราชอาณาจักร ให้ถือว่าประกอบกิจการในราชอาณาจักร" มาตรา 91/2 ให้ถือว่าบุคคลที่อยู่นอกราชอาณาจักรประกอบกิจการในราชอาณาจักร หากประกอบกิจการผ่านสถานประกอบการหรือตัวแทนของตนที่อยู่ในราชอาณาจักร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "บุคคลนอกราชอาณาจักรจะถือว่าประกอบกิจการในราชอาณาจักรเมื่อดำเนินการผ่านตัวแทนของตนเท่านั้น ไม่รวมสถานประกอบการ" ผิด: มาตรา 91/2 ระบุทั้งการประกอบกิจการผ่านสถานประกอบการหรือตัวแทนของตนที่อยู่ในราชอาณาจักร • "บุคคลนอกราชอาณาจักรจะถือว่าประกอบกิจการในราชอาณาจักรเมื่อดำเนินการผ่านสถานประกอบการของตนเท่านั้น ไม่รวมตัวแทน" ผิด: มาตรา 91/2 ระบุทั้งการประกอบกิจการผ่านสถานประกอบการหรือตัวแทนของตนที่อยู่ในราชอาณาจักร • "บุคคลนอกราชอาณาจักรที่ประกอบกิจการผ่านสถานประกอบการหรือตัวแทนของตนในราชอาณาจักร ให้ถือว่าประกอบกิจการนอกราชอาณาจักร" ผิด: มาตรา 91/2 กำหนดให้ถือว่าเป็นการประกอบกิจการในราชอาณาจักร ไม่ใช่นอกราชอาณาจักร อ้างอิงตัวบท มาตรา 91/2: “ในกรณีที่บุคคลอยู่นอกราชอาณาจักรประกอบกิจการโดยผ่านสถานประกอบการหรือตัวแทนของตนที่อยู่ในราชอาณาจักร ให้ถือว่าประกอบกิจการในราชอาณาจักรตามมาตรานี้” มาตรา 91/2: “ให้ถือว่าประกอบกิจการในราชอาณาจักรตามมาตรานี้”
มาตรา 91/2: “ในกรณีที่บุคคลอยู่นอกราชอาณาจักรประกอบกิจการโดยผ่านสถานประกอบการหรือตัวแทนของตนที่อยู่ในราชอาณาจักร ให้ถือว่าประกอบกิจการในราชอาณาจักรตามมาตรานี้”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
บริษัท ค. จำกัด เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ได้เลิกประกอบกิจการ และจะไปแจ้งการเลิกกิจการ ณ สถานที่ที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ บริษัทต้องแจ้งภายในกำหนดใด
- ก. แจ้งภายในสามสิบวันนับจากวันเลิกประกอบกิจการ
- ข. แจ้งพร้อมการคืนใบทะเบียนโดยไม่มีกำหนดนับจากวันเลิกกิจการ
- ค. แจ้งภายในสิบห้าวันนับจากวันจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
- ง. แจ้งภายในสิบห้าวันนับจากวันเลิกประกอบกิจการ ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "แจ้งภายในสิบห้าวันนับจากวันเลิกประกอบกิจการ" ข้อเท็จจริงว่า บริษัท ค. จำกัดเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน → “ผู้ประกอบการจดทะเบียนใด”; ได้เลิกประกอบกิจการ → “เลิกประกอบกิจการ”; จะไปแจ้งการเลิกกิจการ → “แจ้งการเลิกกิจการ”; ณ สถานที่ที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ → “ณ สถานที่ที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้” จึงใช้กำหนด คือ “ภายในสิบห้าวันนับจากวันเลิกประกอบกิจการ” ตามมาตรา 85/15 แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "แจ้งภายในสิบห้าวันนับจากวันจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้เริ่มนับจาก “วันเลิกประกอบกิจการ” ไม่ใช่วันจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม • "แจ้งภายในสามสิบวันนับจากวันเลิกประกอบกิจการ" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดว่า “ภายในสิบห้าวันนับจากวันเลิกประกอบกิจการ” ไม่ใช่สามสิบวัน • "แจ้งพร้อมการคืนใบทะเบียนโดยไม่มีกำหนดนับจากวันเลิกกิจการ" ผิด: แม้ต้องคืนใบทะเบียน “พร้อมกับการแจ้งเลิกประกอบกิจการ” แต่การแจ้งยังต้องทำ “ภายในสิบห้าวันนับจากวันเลิกประกอบกิจการ” อ้างอิงตัวบท มาตรา 85/15: “ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนนั้นแจ้งการเลิกกิจการตามแบบที่อธิบดีกำหนด ณ สถานที่ที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ภายในสิบห้าวันนับจากวันเลิกประกอบกิจการ”
มาตรา 85/15: “ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนนั้นแจ้งการเลิกกิจการตามแบบที่อธิบดีกำหนด ณ สถานที่ที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ภายในสิบห้าวันนับจากวันเลิกประกอบกิจการ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามมาตรา 84 กรณียื่นแบบแสดงรายการภาษีเพิ่มเติมเพราะแบบเดิมไม่ถูกต้องครบถ้วน ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสิทธิขอคืนเครดิตภาษีพร้อมกับการดำเนินการใด
- ก. การยื่นแบบแสดงรายการภาษีเพิ่มเติมนั้น ✓
- ข. การยื่นแบบแสดงรายการภาษีของเดือนภาษีถัดไป
- ค. การยื่นแบบแสดงรายการภาษีเพิ่มเติมครั้งถัดไป
- ง. การยื่นแบบแสดงรายการภาษีของเดือนภาษีเดิมเท่านั้น
Explanation: คำตอบที่ถูก: "การยื่นแบบแสดงรายการภาษีเพิ่มเติมนั้น" มาตรา 84 กำหนดว่า หากยื่นแบบเพิ่มเติมเพราะแบบเดิมไม่ถูกต้องครบถ้วนตามมาตรา 83/4 ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสิทธิขอคืนพร้อมกับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเพิ่มเติมนั้น ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "การยื่นแบบแสดงรายการภาษีของเดือนภาษีถัดไป" ผิด: มาตรา 84 ระบุให้ขอคืนพร้อมกับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเพิ่มเติมนั้น มิใช่แบบของเดือนภาษีถัดไป • "การยื่นแบบแสดงรายการภาษีเพิ่มเติมครั้งถัดไป" ผิด: มาตรา 84 ระบุให้ขอคืนพร้อมกับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเพิ่มเติมนั้น ไม่ใช่การยื่นครั้งถัดไป • "การยื่นแบบแสดงรายการภาษีของเดือนภาษีเดิมเท่านั้น" ผิด: มาตรา 84 กำหนดข้อยกเว้นกรณีแบบเดิมไม่ถูกต้องครบถ้วนว่า ให้มีสิทธิขอคืนพร้อมกับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเพิ่มเติมนั้น มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 83/4: “มาตรา 83/4 ภายใต้บังคับส่วน 13 และส่วน 14 ในกรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนยื่นแบบแสดงรายการภาษีไว้ไม่ถูกต้องครบถ้วน ไม่ว่าการคลาดเคลื่อนนั้นจะเป็นเหตุให้จำนวนภาษีในเดือนภาษีเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ก็ตาม ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนยื่นแบบแสดงรายการภาษีเพิ่มเติมอีกครั้งหนึ่ง พร้อมกับชำระภาษีถ้ามี ให้ถูกต้องครบถ้วน โดยยื่น ณ สถานที่ที่ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีไว้ก่อน” อ้างอิงตัวบท มาตรา 84: “เว้นแต่ในกรณีที่มีการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเพิ่มเติมเพราะการยื่นแบบแสดงรายการภาษีไม่ถูกต้องครบถ้วนตามมาตรา 83/4 ก็ให้มีสิทธิขอคืนพร้อมกับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเพิ่มเติมนั้น”
มาตรา 84: “เว้นแต่ในกรณีที่มีการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเพิ่มเติมเพราะการยื่นแบบแสดงรายการภาษีไม่ถูกต้องครบถ้วนตามมาตรา 83/4 ก็ให้มีสิทธิขอคืนพร้อมกับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเพิ่มเติมนั้น”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามมาตรา 69 ตรี ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) เฉพาะที่จ่ายให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งขายอสังหาริมทรัพย์ ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตราเท่าใด
- ก. ร้อยละ 3
- ข. ร้อยละ 1 ✓
- ค. ร้อยละ 5
- ง. ร้อยละ 2
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ร้อยละ 1" มาตรา 69 ตรีกำหนดให้คำนวณหักภาษีเงินได้ไว้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 1 สำหรับเงินได้ดังกล่าว ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ร้อยละ 3" ผิด: ข้อความในมาตรา 69 ตรีระบุให้คำนวณหักภาษีเงินได้ไว้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 1 • "ร้อยละ 5" ผิด: มาตรา 69 ตรีกำหนดอัตราร้อยละ 1 จึงไม่ใช่ร้อยละ 5 • "ร้อยละ 2" ผิด: มาตรา 69 ตรีกำหนดอัตราร้อยละ 1 ไม่ใช่ร้อยละ 2 มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 40 (8): “(8) เงินได้จากการธุรกิจ การพาณิชย์ การเกษตร การอุตสาหกรรม การขนส่ง หรือการอื่นนอกจากที่ระบุไว้ใน (1) ถึง (7) แล้ว” อ้างอิงตัวบท มาตรา 69 ตรี: “คำนวณหักภาษีเงินได้ไว้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 1”
มาตรา 69 ตรี: “คำนวณหักภาษีเงินได้ไว้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 1”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ผู้ใดโดยรู้อยู่แล้วหรือจงใจไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกหรือคำสั่งที่ระบุไว้ในมาตรา 36 แห่งประมวลรัษฎากร ต้องระวางโทษอย่างไร
- ก. จำคุกไม่เกินสองเดือน หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- ข. จำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- ค. จำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ✓
- ง. จำคุกไม่เกินหนึ่งเดือนและปรับไม่เกินสองพันบาทในทุกกรณี
Explanation: คำตอบที่ถูก: "จำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ตามมาตรา 36 ผู้กระทำดังกล่าวต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "จำคุกไม่เกินสองเดือน หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ผิด: มาตรา 36 กำหนดโทษจำคุกไว้ว่า “ไม่เกินหนึ่งเดือน” • "จำคุกไม่เกินหนึ่งเดือนและปรับไม่เกินสองพันบาทในทุกกรณี" ผิด: มาตรา 36 ใช้ถ้อยคำว่า “หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” จึงไม่ได้บังคับให้ลงโทษทั้งสองอย่างในทุกกรณี • "จำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ผิด: มาตรา 36 กำหนดค่าปรับไว้ว่า “ไม่เกินสองพันบาท” อ้างอิงตัวบท มาตรา 36: “ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน” มาตรา 36: “หรือปรับไม่เกินสองพันบาท” มาตรา 36: “หรือทั้งจำทั้งปรับ”
มาตรา 36: “ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามมาตรา 46 เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) ยอมให้หักค่าใช้จ่ายได้ตามที่กำหนดโดยกฎหมายใด
- ก. ประกาศกระทรวงการคลัง
- ข. กฎกระทรวง
- ค. พระราชบัญญัติ
- ง. พระราชกฤษฎีกา ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "พระราชกฤษฎีกา" มาตรา 46 บัญญัติว่า เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) ยอมให้หักค่าใช้จ่ายได้ตามที่จะได้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ประกาศกระทรวงการคลัง" ผิด: ถ้อยคำในมาตรา 46 ระบุให้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา มิใช่ประกาศกระทรวงการคลัง • "กฎกระทรวง" ผิด: มาตรา 46 ระบุว่าให้หักค่าใช้จ่ายได้ตามที่จะได้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา • "พระราชบัญญัติ" ผิด: มาตรา 46 กำหนดรูปแบบกฎหมายไว้เฉพาะว่าเป็นพระราชกฤษฎีกา มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 40 (8): “(8) เงินได้จากการธุรกิจ การพาณิชย์ การเกษตร การอุตสาหกรรม การขนส่ง หรือการอื่นนอกจากที่ระบุไว้ใน (1) ถึง (7) แล้ว” อ้างอิงตัวบท มาตรา 46: “ยอมให้หักค่าใช้จ่ายได้ตามที่จะได้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา”
มาตรา 46: “ยอมให้หักค่าใช้จ่ายได้ตามที่จะได้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อใดอธิบายอำนาจตามมาตรา 12 ตรี เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามมาตรา 12 ได้ถูกต้อง
- ก. ผู้มีอำนาจตามมาตรา 12 หรือสรรพากรจังหวัดมีอำนาจออกหมายเรียก สั่งให้นำหลักฐานมาตรวจสอบ และออกคำสั่งเป็นหนังสือให้เจ้าพนักงานสรรพากรตรวจค้นหรือยึดหลักฐาน ✓
- ข. ผู้มีอำนาจตามมาตรา 12 หรือสรรพากรจังหวัดออกหมายเรียกได้เฉพาะผู้ต้องรับผิดชำระภาษีอากรค้าง แต่เรียกบุคคลอื่นไม่ได้
- ค. ผู้มีอำนาจตามมาตรา 12 หรือสรรพากรจังหวัดต้องตรวจค้นหรือยึดหลักฐานด้วยตนเอง โดยไม่ออกคำสั่งให้เจ้าพนักงานสรรพากร
- ง. อำนาจออกหมายเรียก สั่งให้นำหลักฐาน และสั่งตรวจค้นหรือยึดหลักฐานเป็นของผู้มีอำนาจตามมาตรา 12 โดยสรรพากรจังหวัดไม่มีอำนาจดังกล่าว
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ผู้มีอำนาจตามมาตรา 12 หรือสรรพากรจังหวัดมีอำนาจออกหมายเรียก สั่งให้นำหลักฐานมาตรวจสอบ และออกคำสั่งเป็นหนังสือให้เจ้าพนักงานสรรพากรตรวจค้นหรือยึดหลักฐาน" มาตรา 12 ตรีให้อำนาจแก่ทั้งผู้มีอำนาจตามมาตรา 12 หรือสรรพากรจังหวัดในการออกหมายเรียก สั่งให้นำบัญชี เอกสาร หรือหลักฐานมาตรวจสอบ และออกคำสั่งเป็นหนังสือให้เจ้าพนักงานสรรพากรตรวจค้นหรือยึดหลักฐาน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ผู้มีอำนาจตามมาตรา 12 หรือสรรพากรจังหวัดต้องตรวจค้นหรือยึดหลักฐานด้วยตนเอง โดยไม่ออกคำสั่งให้เจ้าพนักงานสรรพากร" ผิด: มาตรา 12 ตรี (3) กำหนดให้ออกคำสั่งเป็นหนังสือให้เจ้าพนักงานสรรพากรทำการตรวจค้นหรือยึด • "ผู้มีอำนาจตามมาตรา 12 หรือสรรพากรจังหวัดออกหมายเรียกได้เฉพาะผู้ต้องรับผิดชำระภาษีอากรค้าง แต่เรียกบุคคลอื่นไม่ได้" ผิด: มาตรา 12 ตรี (1) ให้อำนาจออกหมายเรียกทั้งผู้ต้องรับผิดชำระภาษีอากรค้างและบุคคลใด ๆ ที่มีเหตุอันควรเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์แก่การจัดเก็บภาษีอากรค้าง • "อำนาจออกหมายเรียก สั่งให้นำหลักฐาน และสั่งตรวจค้นหรือยึดหลักฐานเป็นของผู้มีอำนาจตามมาตรา 12 โดยสรรพากรจังหวัดไม่มีอำนาจดังกล่าว" ผิด: มาตรา 12 ตรีระบุให้ผู้มีอำนาจตามมาตรา 12 หรือสรรพากรจังหวัดมีอำนาจดำเนินการตาม (1) ถึง (3) มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 12: “มาตรา 12 ภาษีอากรซึ่งต้องเสียหรือนำส่งตามลักษณะนี้ เมื่อถึงกำหนดชำระแล้ว ถ้ามิได้เสียหรือนำส่ง ให้ถือเป็นภาษีอากรค้าง” อ้างอิงตัวบท มาตรา 12 ตรี: “ให้ผู้มีอำนาจตามมาตรา 12 หรือสรรพากรจังหวัดมีอำนาจ (1) ออกหมายเรียกผู้ต้องรับผิดชำระภาษีอากรค้าง” มาตรา 12 ตรี: “(2) สั่งบุคคลดังกล่าวใน (1) ให้นำบัญชี เอกสาร หรือหลักฐานอื่นอันจำเป็นแก่การจัดเก็บภาษีอากรค้างมาตรวจสอบ” มาตรา 12 ตรี: “(3) ออกคำสั่งเป็นหนังสือให้เจ้าพนักงานสรรพากรทำการตรวจค้น” มาตรา 12 ตรี: “หรือยึดบัญชี เอกสาร หรือหลักฐานอื่นของบุคคลดังกล่าวใน (1)”
มาตรา 12 ตรี: “ให้ผู้มีอำนาจตามมาตรา 12 หรือสรรพากรจังหวัดมีอำนาจ (1) ออกหมายเรียกผู้ต้องรับผิดชำระภาษีอากรค้าง”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตราสารที่ต้องเสียอากรฉบับหนึ่งทำขึ้นนอกสยาม วันนี้นาย ก. เป็นผู้ทรงตราสารคนแรกในสยามและได้รับตราสารนั้น นาย ก. ต้องปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าภายในกำหนดใด
- ก. ก่อนยื่นตราสารเพื่อให้จ่ายเงิน โดยไม่ต้องนับจากวันที่ได้รับตราสาร
- ข. ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับตราสารนั้น ✓
- ค. ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับตราสารนั้น
- ง. ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ตราสารได้ทำขึ้นนอกสยาม
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับตราสารนั้น" ตราสารที่ต้องเสียอากรและทำขึ้นนอกสยาม → “ถ้าตราสารที่ต้องเสียอากรได้ทำขึ้นนอกสยาม”; นาย ก. เป็นผู้ทรงตราสารคนแรกในสยาม → “ผู้ทรงตราสารคนแรกในสยาม”; นาย ก. ได้รับตราสารวันนี้ → “ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับตราสารนั้น” ดังนั้นต้องปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับตราสาร ตามมาตรา 111 แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ก่อนยื่นตราสารเพื่อให้จ่ายเงิน โดยไม่ต้องนับจากวันที่ได้รับตราสาร" ผิด: กรณีผู้ทรงตราสารคนแรกในสยาม แหล่งที่มากำหนดให้ปิดแสตมป์และขีดฆ่า “ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับตราสารนั้น” ส่วนการปิดแสตมป์ก่อนยื่นตราสารใช้เมื่อมิได้ปฏิบัติตามความในวรรคก่อน • "ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับตราสารนั้น" ผิด: แหล่งที่มากำหนดว่า “ภายใน 30 วัน” ไม่ใช่ 15 วัน • "ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ตราสารได้ทำขึ้นนอกสยาม" ผิด: แหล่งที่มากำหนดให้เริ่มนับ “นับแต่วันที่ได้รับตราสารนั้น” ไม่ใช่วันที่ทำตราสาร อ้างอิงตัวบท มาตรา 111: “ให้เป็นหน้าที่ของผู้ทรงตราสารคนแรกในสยามต้องเสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับตราสารนั้น”
มาตรา 111: “ให้เป็นหน้าที่ของผู้ทรงตราสารคนแรกในสยามต้องเสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับตราสารนั้น”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
บริษัท ค. จำกัด ไม่ชำระภาษีให้ครบถ้วนภายในกำหนดเวลาเดิม ต่อมาอธิบดีอนุมัติให้ขยายเวลาเสียภาษีโดยชอบตามประมวลรัษฎากร และบริษัทชำระภาษีภายในกำหนดเวลาที่ขยายให้ บริษัทต้องเสียเงินเพิ่มในอัตราใด
- ก. เสียเงินเพิ่มร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน
- ข. เสียเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน
- ค. เสียเงินเพิ่มร้อยละ 0.75 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน ✓
- ง. ไม่ต้องเสียเงินเพิ่มสำหรับเดือนหรือเศษของเดือน
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เสียเงินเพิ่มร้อยละ 0.75 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน" ข้อเท็จจริง “บริษัท ค. จำกัด” → “บุคคลใด”; “ไม่ชำระภาษีให้ครบถ้วน” → “ไม่ชำระภาษีหรือนำส่งภาษีให้ครบถ้วน”; “ภายในกำหนดเวลาเดิม” → “ภายในกำหนดเวลาตามบทบัญญัติในหมวดนี้”; “อธิบดี” → “อธิบดี”; “อนุมัติให้ขยายเวลาเสียภาษีโดยชอบตามประมวลรัษฎากร” → “อนุมัติให้ขยายเวลาเสียภาษีตามที่กำหนดในมาตรา 3 อัฏฐ”; และ “ชำระภาษีภายในกำหนดเวลาที่ขยายให้” → “ภายในกำหนดเวลาที่ขยายให้นั้น” จึงเข้าเงื่อนไขให้เงินเพิ่มลดลงเหลือร้อยละ 0.75 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน ตามมาตรา 89/1 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ไม่ต้องเสียเงินเพิ่มสำหรับเดือนหรือเศษของเดือน" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าเงินเพิ่มให้ลดลงเหลือร้อยละ 0.75 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน มิได้ยกเว้นเงินเพิ่มทั้งหมด • "เสียเงินเพิ่มร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดอัตราที่ลดลงไว้ที่ร้อยละ 0.75 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน ไม่ใช่ร้อยละ 1 • "เสียเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดว่าเมื่ออธิบดีอนุมัติให้ขยายเวลาและมีการชำระภายในเวลาที่ขยาย เงินเพิ่มให้ลดลงเหลือร้อยละ 0.75 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 3 อัฏฐ: “มาตรา 3 อัฏฐ กำหนดเวลาการยื่นแบบแสดงรายการหรือแจ้งรายการต่าง ๆ ก็ดี กำหนดเวลาการอุทธรณ์ก็ดี หรือกำหนดเวลาการเสียภาษีอากรตามที่กำหนดไว้ในประมวลรัษฎากรนี้ก็ดี ถ้าผู้มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกำหนดเวลาดังกล่าวมิได้อยู่ในประเทศไทย หรือมีเหตุจำเป็นจนไม่สามารถจะปฏิบัติตามกำหนดเวลาได้ เมื่ออธิบดีพิจารณาเห็นเป็นการสมควรจะให้ขยายหรือให้เลื่อนกำหนดเวลาออกไปอีกตามความจำเป็นแก่กรณีก็ได้” • มาตรา 89/1 วรรค 2: “ในกรณีที่อธิบดีอนุมัติให้ขยายเวลาเสียภาษีตามที่กำหนดในมาตรา 3 อัฏฐ และได้มีการชำระภาษีหรือนำส่งภาษีภายในกำหนดเวลาที่ขยายให้นั้น เงินเพิ่มตามวรรคหนึ่งให้ลดลงเหลือร้อยละ 0.75 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน” อ้างอิงตัวบท มาตรา 89/1: “ในกรณีที่อธิบดีอนุมัติให้ขยายเวลาเสียภาษีตามที่กำหนดในมาตรา 3 อัฏฐ และได้มีการชำระภาษีหรือนำส่งภาษีภายในกำหนดเวลาที่ขยายให้นั้น เงินเพิ่มตามวรรคหนึ่งให้ลดลงเหลือร้อยละ 0.75 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน”
มาตรา 89/1: “ในกรณีที่อธิบดีอนุมัติให้ขยายเวลาเสียภาษีตามที่กำหนดในมาตรา 3 อัฏฐ และได้มีการชำระภาษีหรือนำส่งภาษีภายในกำหนดเวลาที่ขยายให้นั้น เงินเพิ่มตามวรรคหนึ่งให้ลดลงเหลือร้อยละ 0.75 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อใดเป็นสินค้าที่อยู่ในความหมายของคำว่า “ผลิตภัณฑ์น้ำมัน” ตามมาตรา 79/6
- ก. ก๊าซปิโตรเลียมเหลวที่หน่วยงานอื่นได้กำหนดราคาขายปลีกไว้
- ข. น้ำมันดีเซลที่คณะกรรมการกลางกำหนดราคาสินค้าและป้องกันการผูกขาดไม่ได้กำหนดราคาขายปลีกไว้
- ค. น้ำมันเบนซินที่คณะกรรมการกลางกำหนดราคาสินค้าและป้องกันการผูกขาดได้กำหนดเฉพาะราคาขายส่งไว้
- ง. น้ำมันดีเซลที่คณะกรรมการกลางกำหนดราคาสินค้าและป้องกันการผูกขาดได้กำหนดราคาขายปลีกไว้ ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "น้ำมันดีเซลที่คณะกรรมการกลางกำหนดราคาสินค้าและป้องกันการผูกขาดได้กำหนดราคาขายปลีกไว้" มาตรา 79/6 ให้ความหมายของ “ผลิตภัณฑ์น้ำมัน” รวมถึงน้ำมันดีเซล โดยต้องเป็นสินค้าที่คณะกรรมการกลางกำหนดราคาสินค้าและป้องกันการผูกขาดได้กำหนดราคาขายปลีกไว้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ก๊าซปิโตรเลียมเหลวที่หน่วยงานอื่นได้กำหนดราคาขายปลีกไว้" ผิด: มาตรา 79/6 ระบุเฉพาะสินค้าที่คณะกรรมการกลางกำหนดราคาสินค้าและป้องกันการผูกขาดได้กำหนดราคาขายปลีกไว้ • "น้ำมันเบนซินที่คณะกรรมการกลางกำหนดราคาสินค้าและป้องกันการผูกขาดได้กำหนดเฉพาะราคาขายส่งไว้" ผิด: มาตรา 79/6 ระบุเงื่อนไขว่าต้องเป็นสินค้าที่กำหนดราคาขายปลีกไว้ มิใช่ราคาขายส่ง • "น้ำมันดีเซลที่คณะกรรมการกลางกำหนดราคาสินค้าและป้องกันการผูกขาดไม่ได้กำหนดราคาขายปลีกไว้" ผิด: มาตรา 79/6 กำหนดว่าเป็นผลิตภัณฑ์น้ำมันเฉพาะสินค้าที่คณะกรรมการกลางกำหนดราคาสินค้าและป้องกันการผูกขาดได้กำหนดราคาขายปลีกไว้ อ้างอิงตัวบท มาตรา 79/6: “คำว่า “ผลิตภัณฑ์น้ำมัน” หมายความว่า น้ำมันเบนซิน น้ำมันก๊าด น้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องบินไอพ่น น้ำมันดีเซล น้ำมันเชื้อเพลิงหนัก น้ำมันเตา น้ำมันหล่อลื่น ก๊าซปิโตรเลียมเหลว และผลิตภัณฑ์น้ำมันอื่น ทั้งนี้ เฉพาะสินค้าที่คณะกรรมการกลางกำหนดราคาสินค้าและป้องกันการผูกขาดได้กำหนดราคาขายปลีกไว้”
มาตรา 79/6: “คำว่า “ผลิตภัณฑ์น้ำมัน” หมายความว่า น้ำมันเบนซิน น้ำมันก๊าด น้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องบินไอพ่น น้ำมันดีเซล น้ำมันเชื้อเพลิงหนัก น้ำมันเตา น้ำมันหล่อลื่น ก๊าซปิโตรเลียมเหลว และผลิตภัณฑ์น้ำมันอื่น ทั้งนี้ เฉพาะสินค้าที่คณะกรรมการกลางกำหนดราคาสินค้าและป้องกันการผูกขาดได้กำหนดราคาขายปลีกไว้”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
บริษัท ค. จำกัดเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ประกอบกิจการขายสินค้า และได้สินค้ามาเพื่อใช้ในกิจการ โดยไม่ปรากฏว่าเป็นกรณีจำเป็นที่อธิบดีกำหนดเป็นอย่างอื่น บริษัทต้องลงรายการในรายงานสินค้าและวัตถุดิบภายในระยะเวลาใด และนับแต่เมื่อใด ตามประมวลรัษฎากร
- ก. ภายในสามวันทำการนับแต่วันที่ได้มาซึ่งสินค้านั้น ✓
- ข. ภายในเจ็ดวันทำการนับแต่วันที่ได้มาซึ่งสินค้านั้น
- ค. ไม่มีกำหนดระยะเวลาแน่นอน โดยลงตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีกำหนด
- ง. ภายในสามวันทำการนับแต่วันสิ้นเดือนที่ได้มาซึ่งสินค้านั้น
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ภายในสามวันทำการนับแต่วันที่ได้มาซึ่งสินค้านั้น" ข้อเท็จจริงว่าเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน → “ผู้ประกอบการจดทะเบียน”; ประกอบกิจการขายสินค้า → “เฉพาะผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ประกอบกิจการขายสินค้า”; ได้สินค้ามา → “นับแต่วันที่ได้มาหรือจำหน่ายออกไปซึ่งสินค้าหรือบริการนั้น”; และไม่เป็นกรณีจำเป็น → “เว้นแต่ในกรณีจำเป็น” จึงไม่ใช้ข้อยกเว้นดังกล่าว บริษัทต้องลงรายการภายในสามวันทำการนับแต่วันที่ได้มาซึ่งสินค้านั้น ตามมาตรา 87 แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ภายในเจ็ดวันทำการนับแต่วันที่ได้มาซึ่งสินค้านั้น" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ลงรายการ “ภายในสามวันทำการ” ไม่ใช่เจ็ดวันทำการ • "ภายในสามวันทำการนับแต่วันสิ้นเดือนที่ได้มาซึ่งสินค้านั้น" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้เริ่มนับ “แต่วันที่ได้มาหรือจำหน่ายออกไปซึ่งสินค้าหรือบริการนั้น” ไม่ใช่วันสิ้นเดือน • "ไม่มีกำหนดระยะเวลาแน่นอน โดยลงตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีกำหนด" ผิด: แม้วิธีลงรายการให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด แต่แหล่งข้อมูลยังกำหนดให้ลงรายการภายในสามวันทำการ และกรณีนี้ไม่เข้าเงื่อนไขยกเว้นกรณีจำเป็น อ้างอิงตัวบท มาตรา 87: “การลงรายการให้ลงภายในสามวันทำการนับแต่วันที่ได้มาหรือจำหน่ายออกไปซึ่งสินค้าหรือบริการนั้น ทั้งนี้ เว้นแต่ในกรณีจำเป็น อธิบดีจะกำหนดเป็นอย่างอื่นตามที่เห็นสมควรก็ได้”
มาตรา 87: “การลงรายการให้ลงภายในสามวันทำการนับแต่วันที่ได้มาหรือจำหน่ายออกไปซึ่งสินค้าหรือบริการนั้น ทั้งนี้ เว้นแต่ในกรณีจำเป็น อธิบดีจะกำหนดเป็นอย่างอื่นตามที่เห็นสมควรก็ได้”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
บริษัท ค. จำกัด มิใช่บริษัทจดทะเบียน ธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุน บริษัทหลักทรัพย์ หรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ และมิได้อยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด โดยมีรอบระยะเวลาบัญชีแรก 10 เดือน สำหรับการยื่นรายการพร้อมชำระภาษีก่อนกำหนดตามประมวลรัษฎากร ข้อใดถูกต้อง
- ก. บริษัท ค. จำกัดต้องคำนวณและชำระภาษีจากกำไรสุทธิของรอบระยะเวลาหกเดือนแรก
- ข. การยื่นรายการพร้อมชำระภาษีก่อนกำหนดตามวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับแก่บริษัท ค. จำกัด ✓
- ค. บริษัท ค. จำกัดต้องยื่นรายการพร้อมชำระภาษีภายในสองเดือนนับแต่วันสุดท้ายของรอบหกเดือน
- ง. บริษัท ค. จำกัดต้องคำนวณและชำระภาษีจากกึ่งหนึ่งของประมาณการกำไรสุทธิในรอบบัญชี
Explanation: คำตอบที่ถูก: "การยื่นรายการพร้อมชำระภาษีก่อนกำหนดตามวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับแก่บริษัท ค. จำกัด" ข้อเท็จจริงในกรณีนี้เชื่อมกับองค์ประกอบดังนี้: บริษัท ค. จำกัด → “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล”; การมิใช่บริษัทหรือสถาบันการเงินตามกลุ่มที่ระบุและมิได้อยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ของอธิบดี → “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนอกจากที่กล่าวใน (2)”; รอบระยะเวลาบัญชีแรก 10 เดือน → “มีรอบระยะเวลาบัญชีแรก...น้อยกว่าสิบสองเดือน” จึงเกิดผล คือ “ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับ” แก่บริษัทดังกล่าว ตามมาตรา 67 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "บริษัท ค. จำกัดต้องยื่นรายการพร้อมชำระภาษีภายในสองเดือนนับแต่วันสุดท้ายของรอบหกเดือน" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า “ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับ” แก่บริษัทซึ่งมีรอบระยะเวลาบัญชีแรกน้อยกว่าสิบสองเดือน จึงใช้กำหนดเวลาตามวรรคหนึ่งกับกรณีนี้ไม่ได้ • "บริษัท ค. จำกัดต้องคำนวณและชำระภาษีจากกึ่งหนึ่งของประมาณการกำไรสุทธิในรอบบัญชี" ผิด: แม้บริษัทจะเป็นกรณีนอกจากที่กล่าวใน (2) แต่แหล่งข้อมูลกำหนดให้ความในวรรคหนึ่งมิใช้บังคับเมื่อรอบระยะเวลาบัญชีแรกน้อยกว่าสิบสองเดือน • "บริษัท ค. จำกัดต้องคำนวณและชำระภาษีจากกำไรสุทธิของรอบระยะเวลาหกเดือนแรก" ผิด: บริษัทในกรณี (2) จึงคำนวณจากกำไรสุทธิของรอบหกเดือน แต่ข้อเท็จจริงไม่เข้าเงื่อนไขดังกล่าว และรอบบัญชีแรก 10 เดือนยังอยู่ในข้อยกเว้นที่มิให้ใช้วรรคหนึ่ง มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 67 ทวิ วรรค 1: “มาตรา 67 ทวิ เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีก่อนถึงกำหนดเวลาตามมาตรา 68 ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดพร้อมกับชำระภาษีต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ภายในสองเดือนนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาหกเดือนนับแต่วันแรกของรอบระยะเวลาบัญชี ดังนี้” อ้างอิงตัวบท มาตรา 67 ทวิ: “ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับแก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งมีรอบระยะเวลาบัญชีแรก หรือรอบระยะเวลาบัญชีสุดท้ายน้อยกว่าสิบสองเดือน”
มาตรา 67 ทวิ: “ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับแก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งมีรอบระยะเวลาบัญชีแรก หรือรอบระยะเวลาบัญชีสุดท้ายน้อยกว่าสิบสองเดือน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามมาตรา 12 ตรี การดำเนินการตาม (1) หรือ (2) ต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่ากี่วันนับแต่วันได้รับหมายเรียกหรือคำสั่ง
- ก. ไม่น้อยกว่าห้าวัน
- ข. ไม่น้อยกว่าสิบห้าวัน
- ค. ไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน ✓
- ง. ไม่น้อยกว่าสามวัน
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน" มาตรา 12 ตรี กำหนดให้การดำเนินการตาม (1) หรือ (2) ต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวันนับแต่วันได้รับหมายเรียกหรือคำสั่ง ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ไม่น้อยกว่าห้าวัน" ผิด: มาตรา 12 ตรี กำหนดว่า “ต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน” • "ไม่น้อยกว่าสิบห้าวัน" ผิด: มาตรา 12 ตรี กำหนดว่า “ต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน” • "ไม่น้อยกว่าสามวัน" ผิด: มาตรา 12 ตรี กำหนดว่า “ต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน” อ้างอิงตัวบท มาตรา 12 ตรี: “การดำเนินการตาม (1) หรือ (2) ต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวันนับแต่วันได้รับหมายเรียกหรือคำสั่ง”
มาตรา 12 ตรี: “การดำเนินการตาม (1) หรือ (2) ต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวันนับแต่วันได้รับหมายเรียกหรือคำสั่ง”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
นาย ก. สามารถแสดงใบกำกับภาษีได้ว่ามีการชำระภาษีซื้อ โดยใบกำกับภาษีมีข้อความถูกต้องและสมบูรณ์ ภาษีซื้อเกี่ยวข้องโดยตรงกับกิจการ แต่ผู้ออกใบกำกับภาษีไม่มีสิทธิออกใบกำกับภาษีตามส่วน 10 ตามประมวลรัษฎากร ภาษีซื้อนี้มีผลอย่างไร
- ก. ไม่ให้นำภาษีซื้อมาหักในการคำนวณภาษี เพราะผู้ออกไม่มีสิทธิออกใบกำกับภาษีตามส่วน 10 ✓
- ข. ให้นำภาษีซื้อมาหักในการคำนวณภาษี เพราะใบกำกับภาษีมีข้อความถูกต้องและสมบูรณ์
- ค. ให้นำภาษีซื้อมาหักในการคำนวณภาษี เพราะภาษีซื้อนั้นเกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการ
- ง. ให้นำภาษีซื้อมาหักในการคำนวณภาษี เพราะนาย ก. สามารถแสดงใบกำกับภาษีว่ามีการชำระภาษีซื้อ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ไม่ให้นำภาษีซื้อมาหักในการคำนวณภาษี เพราะผู้ออกไม่มีสิทธิออกใบกำกับภาษีตามส่วน 10" ข้อเท็จจริงว่า “สามารถแสดงใบกำกับภาษีได้ว่ามีการชำระภาษีซื้อ” → ไม่เข้าเงื่อนไข “ไม่อาจแสดงใบกำกับภาษีได้ว่ามีการชำระภาษีซื้อ”; ข้อเท็จจริงว่าใบกำกับภาษีมีข้อความถูกต้องและสมบูรณ์ → ไม่เข้าเงื่อนไข “มีข้อความไม่ถูกต้องหรือไม่สมบูรณ์ในส่วนที่เป็นสาระสำคัญ”; ข้อเท็จจริงว่าภาษีซื้อเกี่ยวข้องโดยตรงกับกิจการ → ไม่เข้าเงื่อนไข “ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการ”; และข้อเท็จจริงว่าผู้ออกไม่มีสิทธิออกใบกำกับภาษีตามส่วน 10 → ตรงกับ “ใบกำกับภาษีซึ่งออกโดยผู้ที่ไม่มีสิทธิออกใบกำกับภาษีตามส่วน 10” จึงไม่ให้นำภาษีซื้อมาหักในการคำนวณภาษีตามมาตรา 82/3 ตามมาตรา 82/5 (5) แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ให้นำภาษีซื้อมาหักในการคำนวณภาษี เพราะใบกำกับภาษีมีข้อความถูกต้องและสมบูรณ์" ผิด: มาตรา 82/5 ระบุว่าไม่ให้นำภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีซึ่งออกโดยผู้ที่ไม่มีสิทธิออกใบกำกับภาษีตามส่วน 10 มาหักในการคำนวณภาษี • "ให้นำภาษีซื้อมาหักในการคำนวณภาษี เพราะนาย ก. สามารถแสดงใบกำกับภาษีว่ามีการชำระภาษีซื้อ" ผิด: มาตรา 82/5 (5) กำหนดผลเฉพาะกรณีใบกำกับภาษีออกโดยผู้ไม่มีสิทธิว่าไม่ให้นำภาษีซื้อมาหักในการคำนวณภาษี • "ให้นำภาษีซื้อมาหักในการคำนวณภาษี เพราะภาษีซื้อนั้นเกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการ" ผิด: เงื่อนไขที่ตรงกับกรณีนี้คือใบกำกับภาษีออกโดยผู้ที่ไม่มีสิทธิออกใบกำกับภาษีตามส่วน 10 ซึ่งมาตรา 82/5 กำหนดไม่ให้นำภาษีซื้อมาหัก มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 82/3: “มาตรา 82/3 ภายใต้บังคับมาตรา 82/7 มาตรา 82/8 และมาตรา 82/16 ให้ผู้ประกอบการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มโดยคำนวณจากภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อในแต่ละเดือนภาษี” อ้างอิงตัวบท มาตรา 82/5: “ภาษีซื้อในกรณีดังต่อไปนี้ไม่ให้นำมาหักในการคำนวณภาษีตามมาตรา 82/3” มาตรา 82/5: “ภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีซึ่งออกโดยผู้ที่ไม่มีสิทธิออกใบกำกับภาษีตามส่วน 10”
มาตรา 82/5: “ภาษีซื้อในกรณีดังต่อไปนี้ไม่ให้นำมาหักในการคำนวณภาษีตามมาตรา 82/3”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับความหมายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันตามมาตรา 71 ทวิ
- ก. นิติบุคคลสองแห่งมีเพียงความสัมพันธ์ด้านการจัดการ แม้ยังดำเนินการโดยอิสระจากกันได้
- ข. นิติบุคคลสองแห่งมีข้อกำหนดทางการพาณิชย์แตกต่างกัน จึงถือว่ามีความสัมพันธ์กัน
- ค. นิติบุคคลหนึ่งถือหุ้นในอีกนิติบุคคลหนึ่งโดยตรงหรือโดยอ้อมร้อยละสี่สิบของทุนทั้งหมด
- ง. นิติบุคคลหนึ่งถือหุ้นในอีกนิติบุคคลหนึ่งโดยตรงหรือโดยอ้อมไม่น้อยกว่าร้อยละห้าสิบของทุนทั้งหมด ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "นิติบุคคลหนึ่งถือหุ้นในอีกนิติบุคคลหนึ่งโดยตรงหรือโดยอ้อมไม่น้อยกว่าร้อยละห้าสิบของทุนทั้งหมด" มาตรา 71 ทวิ วรรคสอง (1) กำหนดว่า นิติบุคคลหนึ่งถือหุ้นหรือเป็นหุ้นส่วนในอีกนิติบุคคลหนึ่งไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อมไม่น้อยกว่าร้อยละห้าสิบของทุนทั้งหมด ถือเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "นิติบุคคลหนึ่งถือหุ้นในอีกนิติบุคคลหนึ่งโดยตรงหรือโดยอ้อมร้อยละสี่สิบของทุนทั้งหมด" ผิด: มาตรา 71 ทวิ วรรคสอง (1) กำหนดสัดส่วนไว้ว่าไม่น้อยกว่าร้อยละห้าสิบของทุนทั้งหมด • "นิติบุคคลสองแห่งมีข้อกำหนดทางการพาณิชย์แตกต่างกัน จึงถือว่ามีความสัมพันธ์กัน" ผิด: มาตรา 71 ทวิ วรรคสองให้นิยามจากความสัมพันธ์ด้านการถือหุ้น การเป็นหุ้นส่วน ทุน การจัดการ หรือการควบคุม มิใช่จากความแตกต่างของข้อกำหนดทางการพาณิชย์เพียงอย่างเดียว • "นิติบุคคลสองแห่งมีเพียงความสัมพันธ์ด้านการจัดการ แม้ยังดำเนินการโดยอิสระจากกันได้" ผิด: มาตรา 71 ทวิ วรรคสอง (3) ระบุลักษณะที่นิติบุคคลหนึ่งไม่อาจดำเนินการโดยอิสระจากอีกนิติบุคคลหนึ่ง มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 71 ทวิ วรรค 2: “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันตามวรรคหนึ่ง หมายความว่า บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตั้งแต่สองนิติบุคคลขึ้นไปที่มีความสัมพันธ์กันในลักษณะ ดังต่อไปนี้” อ้างอิงตัวบท มาตรา 71 ทวิ: “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันตามวรรคหนึ่ง หมายความว่า บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตั้งแต่สองนิติบุคคลขึ้นไปที่มีความสัมพันธ์กันในลักษณะ ดังต่อไปนี้ (1) นิติบุคคลหนึ่งถือหุ้นหรือเป็นหุ้นส่วนในอีกนิติบุคคลหนึ่งไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อมไม่น้อยกว่าร้อยละห้าสิบของทุนทั้งหมด”
มาตรา 71 ทวิ: “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันตามวรรคหนึ่ง หมายความว่า บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตั้งแต่สองนิติบุคคลขึ้นไปที่มีความสัมพันธ์กันในลักษณะ ดังต่อไปนี้ (1) นิติบุคคลหนึ่งถือหุ้นหรือเป็นหุ้นส่วนในอีกนิติบุคคลหนึ่งไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อมไม่น้อยกว่าร้อยละห้าสิบของทุนทั้งหมด”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อใดอธิบายสาระสำคัญของการรวมกรมสรรพากรนอกกับกรมสรรพากรในได้ถูกต้อง
- ก. รวมทั้งสองกรมเป็นกรมสรรพากร แล้วให้สังกัดกระทรวงมหาดไทยเพราะเป็นงานปกครองท้องที่
- ข. ย้ายทั้งสองกรมมาสังกัดกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ แล้วรวมเป็นกรมสรรพากรเพื่อให้การตรวจตราและจัดการเกิดประโยชน์ยิ่งขึ้น ✓
- ค. ย้ายทั้งสองกรมมาสังกัดกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ และรวมเป็นกรมสรรพากรตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2457
- ง. ย้ายทั้งสองกรมมาสังกัดกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ แต่ยังคงแยกเป็นสองกรมตามเดิม
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ย้ายทั้งสองกรมมาสังกัดกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ แล้วรวมเป็นกรมสรรพากรเพื่อให้การตรวจตราและจัดการเกิดประโยชน์ยิ่งขึ้น" ตามประวัติกรมสรรพากร พระราชดำริเห็นว่างานตรวจเก็บภาษี การบัญชี และการรวบรวมผลประโยชน์แผ่นดินเหมาะที่จะอยู่ในกระทรวงพระคลังมหาสมบัติซึ่งบัญชาการเงิน จึงย้ายกรมสรรพากรในและกรมสรรพากรนอกมาสังกัดกระทรวงดังกล่าวและรวมเป็นกรมสรรพากร เพื่อให้การตรวจตราและจัดการเกิดประโยชน์ยิ่งขึ้น ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ย้ายทั้งสองกรมมาสังกัดกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ และรวมเป็นกรมสรรพากรตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2457" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าให้รวมเป็นกรมสรรพากรตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2458 • "ย้ายทั้งสองกรมมาสังกัดกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ แต่ยังคงแยกเป็นสองกรมตามเดิม" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุให้รวมกรมสรรพากรนอกและกรมสรรพากรในเข้าเป็นกรมเดียวกัน เรียกว่า กรมสรรพากร • "รวมทั้งสองกรมเป็นกรมสรรพากร แล้วให้สังกัดกระทรวงมหาดไทยเพราะเป็นงานปกครองท้องที่" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่างานดังกล่าวอยู่ในกระทรวงที่มีหน้าที่ปกครองยังไม่เหมาะ และให้ย้ายมาขึ้นกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ อ้างอิงตัวบท ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “ให้ยกกรมสรรพากรใน ซึ่งแต่เดิมขึ้นอยู่ในกระทรวงนครบาล และกรมสรรพากรนอกซึ่งเดิมขึ้นอยู่ในกระทรวงมหาดไทยมาขึ้นอยู่ในบังคับบัญชากระทรวงพระคลังมหาสมบัติ” ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “เพื่อจะได้จัดการตรวจตราและจัดการให้เป็นประโยชน์ยิ่งขึ้นฉะนั้นจึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ยกกรมสรรพากรใน ซึ่งแต่เดิมขึ้นอยู่ในกระทรวงนครบาล และกรมสรรพากรนอกซึ่งเดิมขึ้นอยู่ในกระทรวงมหาดไทยมาขึ้นอยู่ในบังคับบัญชากระทรวงพระคลังมหาสมบัติและให้รวมเข้าเป็นกรมเดียวกันเรียกว่ากรมสรรพากร”
ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “ให้ยกกรมสรรพากรใน ซึ่งแต่เดิมขึ้นอยู่ในกระทรวงนครบาล และกรมสรรพากรนอกซึ่งเดิมขึ้นอยู่ในกระทรวงมหาดไทยมาขึ้นอยู่ในบังคับบัญชากระทรวงพระคลังมหาสมบัติ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
นับตั้งแต่การก่อตั้งกรมสรรพากรจนถึงปัจจุบัน มีอธิบดีเข้ามาบริหารงานกรมสรรพากรจำนวนกี่ท่าน
- ก. 30 ท่าน
- ข. 28 ท่าน
- ค. 29 ท่าน ✓
- ง. 27 ท่าน
Explanation: คำตอบที่ถูก: "29 ท่าน" ตามประวัติกรมสรรพากร ระบุว่านับตั้งแต่การก่อตั้งจนถึงปัจจุบันมีอธิบดีเข้ามาบริหารงานกรมสรรพากรจำนวน 29 ท่าน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "27 ท่าน" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่ามีอธิบดีจำนวน 29 ท่าน • "30 ท่าน" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่ามีอธิบดีจำนวน 29 ท่าน ไม่ใช่ 30 ท่าน • "28 ท่าน" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุจำนวนไว้ชัดเจนว่า 29 ท่าน และรายนามสิ้นสุดที่ลำดับ 29 อ้างอิงตัวบท ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “นับตั้งแต่การก่อตั้งกรมสรรพากรมาจนถึงปัจจุบันนี้มีอธิบดีเข้ามาบริหารงานกรมสรรพากรจำนวน 29 ท่าน”
ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “นับตั้งแต่การก่อตั้งกรมสรรพากรมาจนถึงปัจจุบันนี้มีอธิบดีเข้ามาบริหารงานกรมสรรพากรจำนวน 29 ท่าน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
กรมสรรพากรในและข้าราชการกรมสรรพากรในย้ายจากกระทรวงนครบาลมาขึ้นอยู่ในบังคับบัญชากระทรวงพระคลังมหาสมบัติตั้งแต่วันใด
- ก. วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2458 ✓
- ข. วันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2458
- ค. วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2467
- ง. วันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2458
Explanation: คำตอบที่ถูก: "วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2458" ตามหัวข้อการจัดเก็บภาษีอากรในสมัยรัชกาลที่ 6 กรมสรรพากรในและข้าราชการกรมสรรพากรในย้ายมาขึ้นอยู่ในบังคับบัญชากระทรวงพระคลังมหาสมบัติตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2458 เป็นต้นไป ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2467" ผิด: ข้อความระบุปีที่ย้ายกรมสรรพากรในว่า พ.ศ. 2458 ไม่ใช่ พ.ศ. 2467 • "วันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2458" ผิด: ข้อความระบุว่าย้ายกรมสรรพากรในตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2458 ส่วนวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2458 เป็นวันที่กล่าวถึงกรมสรรพากรนอก • "วันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2458" ผิด: ข้อความกำหนดวันที่ย้ายกรมสรรพากรในไว้เป็นวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2458 ไม่ใช่วันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2458 อ้างอิงตัวบท ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “ให้ยกกรมสรรพากรใน และข้าราชการกรมสรรพากรใน ซึ่งเดิมขึ้นอยู่กับกระทรวงนครบาล มาขึ้นอยู่ในบังคับบัญชากระทรวงพระคลังมหาสมบัติ ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2458 เป็นต้นไป”
ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “ให้ยกกรมสรรพากรใน และข้าราชการกรมสรรพากรใน ซึ่งเดิมขึ้นอยู่กับกระทรวงนครบาล มาขึ้นอยู่ในบังคับบัญชากระทรวงพระคลังมหาสมบัติ ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2458 เป็นต้นไป”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ในสมัยรัชกาลที่ 5 มีการจัดทำงบประมาณแผ่นดินขึ้นเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. ใด
- ก. พ.ศ. 2433
- ข. พ.ศ. 2418
- ค. พ.ศ. 2416
- ง. พ.ศ. 2439 ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "พ.ศ. 2439" ตามประวัติการจัดเก็บภาษีอากรในสมัยรัชกาลที่ 5 ระบุว่า ในปี พ.ศ. 2439 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการจัดทำงบประมาณแผ่นดินขึ้นเป็นครั้งแรก ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "พ.ศ. 2418" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า พ.ศ. 2418 เป็นปีที่ตราพระราชบัญญัติกรมพระคลังมหาสมบัติ ส่วนการจัดทำงบประมาณแผ่นดินครั้งแรกเกิดขึ้นใน พ.ศ. 2439 • "พ.ศ. 2416" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า พ.ศ. 2416 เป็นปีที่ตราพระราชบัญญัติสำหรับหอรัษฎากรพิพัฒน์ ส่วนการจัดทำงบประมาณแผ่นดินครั้งแรกเกิดขึ้นใน พ.ศ. 2439 • "พ.ศ. 2433" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า พ.ศ. 2433 เป็นปีที่ยกฐานะกรมพระคลังมหาสมบัติเป็นกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ ส่วนการจัดทำงบประมาณแผ่นดินครั้งแรกเกิดขึ้นใน พ.ศ. 2439 อ้างอิงตัวบท ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “การจัดเก็บภาษีอากรในสมัยรัชกาลที่ 5 (พ.ศ. 2411 - พ.ศ. 2453)” ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “โดยเฉพาะในปี พ.ศ. 2439 พระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการจัดทำงบประมาณแผ่นดินขึ้นเป็นครั้งแรก”
ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “การจัดเก็บภาษีอากรในสมัยรัชกาลที่ 5 (พ.ศ. 2411 - พ.ศ. 2453)”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
เครื่องจำหน่ายตั๋วเข้าชมการแข่งม้ายี่ห้อ NCR เริ่มนำมาใช้ครั้งแรกเมื่อใด
- ก. วันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2514
- ข. วันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2510 ✓
- ค. วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2510
- ง. วันที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2510
Explanation: คำตอบที่ถูก: "วันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2510" ตามข้อมูลพิพิธภัณฑ์กรมสรรพากร เครื่องจำหน่ายตั๋วเข้าชมการแข่งม้ายี่ห้อ NCR เริ่มนำมาใช้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2510 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "วันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2514" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าเริ่มนำมาใช้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2510 ไม่ใช่ พ.ศ. 2514 • "วันที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2510" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุวันที่ 1 ไม่ใช่วันที่ 10 • "วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2510" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุเดือนกันยายน ไม่ใช่เดือนตุลาคม อ้างอิงตัวบท ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “เป็นเครื่องจำหน่ายตั๋วเข้าชมการแข่งม้ายี่ห้อ NCR เริ่มนำมาใช้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2510”
ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “เป็นเครื่องจำหน่ายตั๋วเข้าชมการแข่งม้ายี่ห้อ NCR เริ่มนำมาใช้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2510”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามประวัติกรมสรรพากร พระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรเป็นครั้งแรกกำหนดให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันใด
- ก. วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2481
- ข. วันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2481
- ค. วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2482 ✓
- ง. วันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2482
Explanation: คำตอบที่ถูก: "วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2482" ตามประวัติกรมสรรพากรในหัวข้อประมวลรัษฎากร พระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรเป็นครั้งแรกมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2482 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "วันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2482" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุวันมีผลบังคับใช้เป็นวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2482 ไม่ใช่วันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2482 • "วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2481" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2482 ไม่ใช่ พ.ศ. 2481 • "วันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2481" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2482 อ้างอิงตัวบท ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “โดยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2482”
ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “โดยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2482”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
อาคารที่ทำการถาวรหลังใหม่ของกรมสรรพากรทำพิธีวางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ใด
- ก. วันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2537 ✓
- ข. วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2540
- ค. วันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2538
- ง. วันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2540
Explanation: คำตอบที่ถูก: "วันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2537" ตามประวัติกรมสรรพากร อาคารที่ทำการถาวรหลังใหม่ได้ทำพิธีวางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2537 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2540" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าเจ้าหน้าที่เริ่มเข้ามาทำงานตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2540 แต่พิธีวางศิลาฤกษ์มีขึ้นวันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2537 • "วันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2538" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุชัดว่าทำพิธีวางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2537 ไม่ใช่ พ.ศ. 2538 • "วันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2540" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าวันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2540 เป็นวันที่อาคารสร้างแล้วเสร็จและส่งมอบ ส่วนพิธีวางศิลาฤกษ์มีขึ้นวันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2537 อ้างอิงตัวบท ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “สำหรับการก่อสร้างอาคารที่ทำการถาวรหลังใหม่ของกรมสรรพากรนั้น” ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “ได้ทำพิธีวางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2537”
ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “สำหรับการก่อสร้างอาคารที่ทำการถาวรหลังใหม่ของกรมสรรพากรนั้น”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
หน่วยงานหนึ่งของกรมสรรพากรซึ่งปฏิบัติงานด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ประสบปัญหาเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและขอความช่วยเหลือจากกองเทคโนโลยีสารสนเทศ ตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมสรรพากร กองเทคโนโลยีสารสนเทศต้องดำเนินการอย่างไร
- ก. ให้การสนับสนุนทางวิชาการเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศแก่ประชาชนแทนหน่วยงานนั้น
- ข. ไม่ให้การสนับสนุนทางวิชาการเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศแก่หน่วยงานนั้น
- ค. ให้การสนับสนุนด้านงบประมาณแก่หน่วยงานนั้นแทนการสนับสนุนทางวิชาการ
- ง. ให้การสนับสนุนทางวิชาการเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศแก่หน่วยงานนั้น ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ให้การสนับสนุนทางวิชาการเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศแก่หน่วยงานนั้น" กรณีนี้เป็นหน่วยงานของกรมที่ปฏิบัติงานด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์และมีปัญหาเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ จึงเข้าตามข้อ 10 (3) ซึ่งกำหนดให้กองเทคโนโลยีสารสนเทศให้การสนับสนุนทางวิชาการเกี่ยวกับระบบดังกล่าวแก่หน่วยงานของกรม ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ให้การสนับสนุนทางวิชาการเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศแก่ประชาชนแทนหน่วยงานนั้น" ผิด: ข้อ 10 (3) ระบุผู้รับการสนับสนุนทางวิชาการว่าเป็นหน่วยงานของกรมซึ่งปฏิบัติงานด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ • "ให้การสนับสนุนด้านงบประมาณแก่หน่วยงานนั้นแทนการสนับสนุนทางวิชาการ" ผิด: ข้อ 10 (3) ระบุการสนับสนุนทางวิชาการเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ไม่ใช่การสนับสนุนด้านงบประมาณ • "ไม่ให้การสนับสนุนทางวิชาการเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศแก่หน่วยงานนั้น" ผิด: ข้อ 10 (3) กำหนดให้กองเทคโนโลยีสารสนเทศ “ให้การสนับสนุนทางวิชาการเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ” แก่หน่วยงานของกรมซึ่งปฏิบัติงานด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ อ้างอิงตัวบท ข้อ 10 กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2567): “ให้การสนับสนุนทางวิชาการเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศให้แก่หน่วยงานของกรม ซึ่งปฏิบัติงานด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์”
ข้อ 10 กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2567): “ให้การสนับสนุนทางวิชาการเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศให้แก่หน่วยงานของกรม ซึ่งปฏิบัติงานด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อใดอธิบายภารกิจของกรมสรรพากรตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมสรรพากร ได้ถูกต้อง
- ก. มุ่งให้เกิดการเสียภาษีโดยไม่คำนึงถึงความสมัครใจของผู้เสียภาษี
- ข. มุ่งใช้นโยบายภาษีโดยไม่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม
- ค. มุ่งให้ได้ภาษีตามเป้าหมายอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม และให้เกิดความสมัครใจในการเสียภาษี ✓
- ง. มุ่งให้ได้ภาษีตามเป้าหมายโดยไม่ต้องคำนึงถึงความทั่วถึงและเป็นธรรม
Explanation: คำตอบที่ถูก: "มุ่งให้ได้ภาษีตามเป้าหมายอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม และให้เกิดความสมัครใจในการเสียภาษี" ตามข้อ 2 กรมสรรพากรมีภารกิจด้านการจัดเก็บภาษี การเสนอแนะและการใช้นโยบายทางภาษีอากร เพื่อให้ได้ภาษีตามเป้าหมายอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม รวมทั้งให้เกิดความสมัครใจในการเสียภาษี ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "มุ่งใช้นโยบายภาษีโดยไม่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม" ผิด: ข้อ 2 ระบุให้การดำเนินภารกิจเป็นกลไกในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม • "มุ่งให้ได้ภาษีตามเป้าหมายโดยไม่ต้องคำนึงถึงความทั่วถึงและเป็นธรรม" ผิด: ข้อ 2 กำหนดเป้าหมายให้ได้ภาษีอย่างทั่วถึงและเป็นธรรมโดยชัดแจ้ง • "มุ่งให้เกิดการเสียภาษีโดยไม่คำนึงถึงความสมัครใจของผู้เสียภาษี" ผิด: ข้อ 2 ระบุผลที่มุ่งหมายว่าให้เกิดความสมัครใจในการเสียภาษี อ้างอิงตัวบท ข้อ 2 กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2567): “เพื่อให้ได้ภาษีตามเป้าหมายอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม” ข้อ 2 กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2567): “และเกิดความสมัครใจในการเสียภาษี”
ข้อ 2 กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2567): “เพื่อให้ได้ภาษีตามเป้าหมายอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามประวัติกรมสรรพากร ตราพระอุเทนทราธิราชนั่งดีดพิณสามสายมีดอกสี่กลีบ (ประจำยาม) คั่นระหว่างอักษรภาษาไทยและภาษาอังกฤษข้างละกี่ดอก
- ก. ข้างละ 1 ดอก
- ข. ข้างละ 3 ดอก ✓
- ค. ข้างละ 4 ดอก
- ง. ข้างละ 2 ดอก
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ข้างละ 3 ดอก" คำบรรยายตราพระอุเทนทราธิราชนั่งดีดพิณสามสายในประวัติกรมสรรพากรระบุว่า ระหว่างอักษรภาษาไทยและภาษาอังกฤษมีดอกสี่กลีบ (ประจำยาม) ข้างละ 3 ดอก ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ข้างละ 4 ดอก" ผิด: คำว่า “สี่กลีบ” เป็นลักษณะของดอก แต่จำนวนดอกระบุว่าข้างละ 3 ดอก • "ข้างละ 2 ดอก" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดจำนวนไว้ข้างละ 3 ดอก ไม่ใช่ข้างละ 2 ดอก • "ข้างละ 1 ดอก" ผิด: คำบรรยายตราระบุว่ามีดอกสี่กลีบ (ประจำยาม) ข้างละ 3 ดอก อ้างอิงตัวบท ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “ระหว่างอักษรภาษาไทยและภาษาอังกฤษ มีดอกสี่กลีบ (ประจำยาม) ข้างละ 3 ดอก”
ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “ระหว่างอักษรภาษาไทยและภาษาอังกฤษ มีดอกสี่กลีบ (ประจำยาม) ข้างละ 3 ดอก”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามสนธิสัญญาทางพระราชไมตรีในสมัยรัชกาลที่ 4 กำหนดให้เก็บภาษีขาเข้าในอัตราเท่าใด
- ก. ร้อยละ 5 ของสินค้า
- ข. ร้อยละ 10 ของสินค้า
- ค. ร้อยละ 2 ของสินค้า
- ง. ร้อยละ 3 ของสินค้า ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ร้อยละ 3 ของสินค้า" ตามประวัติการจัดเก็บภาษีอากรในสมัยรัชกาลที่ 4 สนธิสัญญากำหนดให้ยกเลิกภาษีเบิกร่องหรือภาษีปากเรือ แล้วเก็บภาษีขาเข้าแทนในอัตราเพียงร้อยละ 3 ของสินค้า ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ร้อยละ 10 ของสินค้า" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุอัตราภาษีขาเข้าเพียงร้อยละ 3 ของสินค้า ไม่ใช่ร้อยละ 10 • "ร้อยละ 5 ของสินค้า" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดอัตราภาษีขาเข้าไว้ที่ร้อยละ 3 ของสินค้า ไม่ใช่ร้อยละ 5 • "ร้อยละ 2 ของสินค้า" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุให้เก็บภาษีขาเข้าในอัตราเพียงร้อยละ 3 ของสินค้า อ้างอิงตัวบท ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “โดยให้เก็บภาษีขาเข้าแทน และให้เก็บในอัตราเพียงร้อยละ 3 ของสินค้าเท่านั้น”
ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “โดยให้เก็บภาษีขาเข้าแทน และให้เก็บในอัตราเพียงร้อยละ 3 ของสินค้าเท่านั้น”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
กรมสรรพากรต้องวางกรอบตัวเลขการจัดเก็บและการคืนภาษีอากรล่วงหน้า และต้องตรวจสอบภายหลังว่าผลการจัดเก็บเป็นไปตามกรอบดังกล่าวหรือไม่ กองวิชาการแผนภาษีต้องดำเนินการอย่างไรตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมสรรพากร
- ก. จัดทำประมาณการจัดเก็บและคืนภาษีอากร พร้อมทั้งติดตามประเมินผลการจัดเก็บภาษีอากรให้สอดคล้องกับประมาณการที่ได้กำหนดไว้ ✓
- ข. จัดทำประมาณการจัดเก็บและคืนภาษีอากร โดยไม่ต้องติดตามประเมินผลการจัดเก็บภาษีอากร
- ค. จัดทำประมาณการเฉพาะการจัดเก็บภาษีอากร โดยไม่ต้องประมาณการคืนภาษีอากร
- ง. ติดตามประเมินผลการจัดเก็บภาษีอากรให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลแทนประมาณการที่กำหนดไว้
Explanation: คำตอบที่ถูก: "จัดทำประมาณการจัดเก็บและคืนภาษีอากร พร้อมทั้งติดตามประเมินผลการจัดเก็บภาษีอากรให้สอดคล้องกับประมาณการที่ได้กำหนดไว้" กรณีนี้มีทั้งการวางกรอบตัวเลขการจัดเก็บและคืนภาษีอากร และการตรวจสอบผลจริงเทียบกับกรอบ จึงตรงกับข้อ 19 (4) ซึ่งกำหนดให้กองวิชาการแผนภาษีจัดทำประมาณการจัดเก็บและคืนภาษีอากร พร้อมทั้งติดตามประเมินผลการจัดเก็บให้สอดคล้องกับประมาณการที่กำหนดไว้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ติดตามประเมินผลการจัดเก็บภาษีอากรให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลแทนประมาณการที่กำหนดไว้" ผิด: ข้อ 19 (4) กำหนดให้ติดตามประเมินผลการจัดเก็บภาษีอากรให้สอดคล้องกับ “ประมาณการที่ได้กำหนดไว้” • "จัดทำประมาณการเฉพาะการจัดเก็บภาษีอากร โดยไม่ต้องประมาณการคืนภาษีอากร" ผิด: ข้อ 19 (4) ระบุให้จัดทำประมาณการทั้ง “จัดเก็บและคืนภาษีอากร” • "จัดทำประมาณการจัดเก็บและคืนภาษีอากร โดยไม่ต้องติดตามประเมินผลการจัดเก็บภาษีอากร" ผิด: ข้อ 19 (4) ระบุว่า “พร้อมทั้งติดตามประเมินผลการจัดเก็บภาษีอากร” อ้างอิงตัวบท ข้อ 19 กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2567): “จัดทำประมาณการจัดเก็บและคืนภาษีอากร” ข้อ 19 กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2567): “พร้อมทั้งติดตามประเมินผลการจัดเก็บภาษีอากรให้สอดคล้องกับประมาณการที่ได้กำหนดไว้”
ข้อ 19 กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2567): “จัดทำประมาณการจัดเก็บและคืนภาษีอากร”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อใดอธิบายความหมายของ D – Development ในค่านิยม I AM RD ได้ถูกต้อง
- ก. มีความเป็นมืออาชีพ สั่งสมความรู้และความเชี่ยวชาญในงานที่รับผิดชอบ
- ข. มีจริยธรรมและจรรยาบรรณ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต
- ค. พัฒนาและคิดค้นนวัตกรรมใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพงานและบริการให้ผู้เสียภาษีพึงพอใจ ✓
- ง. มีความรับผิดชอบ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความขยันหมั่นเพียร มุ่งมั่นและกระตือรือร้น
Explanation: คำตอบที่ถูก: "พัฒนาและคิดค้นนวัตกรรมใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพงานและบริการให้ผู้เสียภาษีพึงพอใจ" ตามค่านิยมกรมสรรพากร I AM RD ตัว D – Development หมายถึง พัฒนาและคิดค้นนวัตกรรมใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพงานและบริการให้ผู้เสียภาษีพึงพอใจ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "มีความเป็นมืออาชีพ สั่งสมความรู้และความเชี่ยวชาญในงานที่รับผิดชอบ" ผิด: ข้อความนี้เป็นความหมายของ M – Mastery ไม่ใช่ D – Development • "มีความรับผิดชอบ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความขยันหมั่นเพียร มุ่งมั่นและกระตือรือร้น" ผิด: ข้อความนี้เป็นความหมายของ A – Accountability ไม่ใช่ D – Development • "มีจริยธรรมและจรรยาบรรณ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต" ผิด: ข้อความนี้เป็นความหมายของ I – Integrity ส่วน D – Development หมายถึงการพัฒนาและคิดค้นนวัตกรรมใหม่ อ้างอิงตัวบท ค่านิยมกรมสรรพากร I AM RD: “D – Development: พัฒนาและคิดค้นนวัตกรรมใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพงานและบริการให้ผู้เสียภาษีพึงพอใจ”
ค่านิยมกรมสรรพากร I AM RD: “D – Development: พัฒนาและคิดค้นนวัตกรรมใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพงานและบริการให้ผู้เสียภาษีพึงพอใจ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ในสมัยกรุงสุโขทัย มีการเก็บจังกอบในอัตราเท่าใด
- ก. อัตรา 20 ชัก 1
- ข. อัตรา 10 ชัก 1 ✓
- ค. อัตรา 10 ชัก 2
- ง. อัตรา 100 ชัก 1
Explanation: คำตอบที่ถูก: "อัตรา 10 ชัก 1" ตามประวัติการจัดเก็บภาษีอากรในสมัยกรุงสุโขทัย การเก็บจังกอบในสมัยนั้นเก็บในอัตรา 10 ชัก 1 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "อัตรา 100 ชัก 1" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุอัตรา “10 ชัก 1” ไม่ใช่ 100 ชัก 1 • "อัตรา 20 ชัก 1" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดอัตราไว้ที่ “10 ชัก 1” ไม่ใช่ 20 ชัก 1 • "อัตรา 10 ชัก 2" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าเก็บจังกอบในอัตรา “10 ชัก 1” ไม่ใช่ 10 ชัก 2 อ้างอิงตัวบท ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “โดยวิธีเก็บจังกอบในสมัยนั้นจะเก็บในอัตรา 10 ชัก 1”
ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “โดยวิธีเก็บจังกอบในสมัยนั้นจะเก็บในอัตรา 10 ชัก 1”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อใดอธิบายความหมายของข้อความเรื่องการส่งคืนตราพระราชทานได้ถูกต้อง
- ก. ตราประจำตัวต้องส่งคืนเมื่อไม่มีตัวผู้รับ และตราประจำตำแหน่งก็ต้องส่งคืนเช่นกัน ✓
- ข. ตราประจำตัวต้องส่งคืนเมื่อไม่มีตัวผู้รับ ส่วนตราประจำตำแหน่งไม่ต้องส่งคืน
- ค. ตราประจำตัวและตราประจำตำแหน่งไม่ต้องส่งคืน เพราะเป็นตราที่พระราชทานแล้ว
- ง. ตราประจำตัวตกทอดแก่ทายาทเมื่อไม่มีตัวผู้รับ ส่วนตราประจำตำแหน่งต้องส่งคืน
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ตราประจำตัวต้องส่งคืนเมื่อไม่มีตัวผู้รับ และตราประจำตำแหน่งก็ต้องส่งคืนเช่นกัน" ตามข้อความเรื่องการใช้ตราในประวัติกรมสรรพากร ผู้ได้รับตราพระราชทานต้องส่งคืนตราประจำตัวเมื่อไม่มีตัวแล้ว และตราประจำตำแหน่งก็ต้องส่งคืนเช่นกัน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ตราประจำตัวต้องส่งคืนเมื่อไม่มีตัวผู้รับ ส่วนตราประจำตำแหน่งไม่ต้องส่งคืน" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า หากเป็นตราประจำตำแหน่งก็ต้องส่งคืนเช่นกัน • "ตราประจำตัวตกทอดแก่ทายาทเมื่อไม่มีตัวผู้รับ ส่วนตราประจำตำแหน่งต้องส่งคืน" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า หากเป็นตราประจำตัว เมื่อไม่มีตัวแล้วก็ส่งคืน • "ตราประจำตัวและตราประจำตำแหน่งไม่ต้องส่งคืน เพราะเป็นตราที่พระราชทานแล้ว" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ส่งคืนทั้งตราประจำตัวเมื่อไม่มีตัวผู้รับและตราประจำตำแหน่ง อ้างอิงตัวบท ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “ถ้าเป็นตราประจำตัว เมื่อไม่มีตัวแล้วก็ส่งคืน” ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “ถ้าเป็นตราประจำตำแหน่งก็ต้องส่งคืนเช่นกัน”
ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “ถ้าเป็นตราประจำตัว เมื่อไม่มีตัวแล้วก็ส่งคืน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ ข้อใดกล่าวถึงความหมายของ “ระเบียบ” ได้ถูกต้อง
- ก. บรรดาข้อความที่ผู้มีอำนาจหน้าที่ได้วางไว้ โดยจะอาศัยอำนาจของกฎหมายหรือไม่ก็ได้ เพื่อถือเป็นหลักปฏิบัติงานเป็นการชั่วคราว
- ข. บรรดาข้อความที่ผู้ปฏิบัติงานทั่วไปได้วางไว้ โดยจะอาศัยอำนาจของกฎหมายหรือไม่ก็ได้ เพื่อถือเป็นหลักปฏิบัติงานเป็นการประจำ
- ค. บรรดาข้อความที่ผู้มีอำนาจหน้าที่ได้วางไว้ โดยต้องอาศัยอำนาจของกฎหมายทุกกรณี เพื่อถือเป็นหลักปฏิบัติงานเป็นการประจำ
- ง. บรรดาข้อความที่ผู้มีอำนาจหน้าที่ได้วางไว้ โดยจะอาศัยอำนาจของกฎหมายหรือไม่ก็ได้ เพื่อถือเป็นหลักปฏิบัติงานเป็นการประจำ ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "บรรดาข้อความที่ผู้มีอำนาจหน้าที่ได้วางไว้ โดยจะอาศัยอำนาจของกฎหมายหรือไม่ก็ได้ เพื่อถือเป็นหลักปฏิบัติงานเป็นการประจำ" ตามข้อ 17 ระเบียบหมายถึงบรรดาข้อความที่ผู้มีอำนาจหน้าที่ได้วางไว้ โดยจะอาศัยอำนาจของกฎหมายหรือไม่ก็ได้ เพื่อถือเป็นหลักปฏิบัติงานเป็นการประจำ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "บรรดาข้อความที่ผู้มีอำนาจหน้าที่ได้วางไว้ โดยจะอาศัยอำนาจของกฎหมายหรือไม่ก็ได้ เพื่อถือเป็นหลักปฏิบัติงานเป็นการชั่วคราว" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าให้ถือเป็นหลักปฏิบัติงานเป็นการประจำ ไม่ใช่เป็นการชั่วคราว • "บรรดาข้อความที่ผู้ปฏิบัติงานทั่วไปได้วางไว้ โดยจะอาศัยอำนาจของกฎหมายหรือไม่ก็ได้ เพื่อถือเป็นหลักปฏิบัติงานเป็นการประจำ" ผิด: บทนิยามกำหนดว่าเป็นข้อความที่ผู้มีอำนาจหน้าที่ได้วางไว้ มิใช่ผู้ปฏิบัติงานทั่วไป • "บรรดาข้อความที่ผู้มีอำนาจหน้าที่ได้วางไว้ โดยต้องอาศัยอำนาจของกฎหมายทุกกรณี เพื่อถือเป็นหลักปฏิบัติงานเป็นการประจำ" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าอาจอาศัยอำนาจของกฎหมายหรือไม่ก็ได้ มิได้กำหนดว่าต้องอาศัยอำนาจของกฎหมายทุกกรณี อ้างอิงตัวบท ข้อ 17 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “ระเบียบ คือ บรรดาข้อความที่ผู้มีอำนาจหน้าที่ได้วางไว้” ข้อ 17 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “โดยจะอาศัยอำนาจของกฎหมายหรือไม่ก็ได้” ข้อ 17 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “เพื่อถือเป็นหลักปฏิบัติงานเป็นการประจำ”
ข้อ 17 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “ระเบียบ คือ บรรดาข้อความที่ผู้มีอำนาจหน้าที่ได้วางไว้”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ บัญชีหนังสือครบ 25 ปี ที่ขอเก็บเอง ต้องจัดทำตามแบบใด
- ก. ตามแบบที่ 21 ท้ายระเบียบ
- ข. ตามแบบที่ 23 ท้ายระเบียบ
- ค. ตามแบบที่ 22 ท้ายระเบียบ ✓
- ง. ตามแบบที่ 24 ท้ายระเบียบ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ตามแบบที่ 22 ท้ายระเบียบ" ข้อ 86 กำหนดให้บัญชีหนังสือครบ 25 ปี ที่ขอเก็บเอง จัดทำตามแบบที่ 22 ท้ายระเบียบ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ตามแบบที่ 24 ท้ายระเบียบ" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้จัดทำตามแบบที่ 22 ท้ายระเบียบ • "ตามแบบที่ 23 ท้ายระเบียบ" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดแบบที่ 22 ไม่ใช่แบบที่ 23 • "ตามแบบที่ 21 ท้ายระเบียบ" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าให้ใช้ “ตามแบบที่ 22 ท้ายระเบียบ” อ้างอิงตัวบท ข้อ 86 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “ตามแบบที่ 22 ท้ายระเบียบ”
ข้อ 86 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “ตามแบบที่ 22 ท้ายระเบียบ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ ข้อใดอธิบายขอบเขตความหมายของ “ส่วนราชการ” ได้ถูกต้อง
- ก. ครอบคลุมหน่วยงานของรัฐในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค แต่ไม่รวมส่วนท้องถิ่นหรือหน่วยงานในต่างประเทศ
- ข. ครอบคลุมหน่วยงานของรัฐทั้งในส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น หรือในต่างประเทศ และรวมถึงคณะกรรมการด้วย ✓
- ค. ครอบคลุมหน่วยงานของรัฐทั้งในส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น หรือในต่างประเทศ แต่ไม่รวมคณะกรรมการ
- ง. หมายถึงคณะบุคคลที่ทางราชการมอบหมายให้ปฏิบัติงาน และรวมถึงคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงาน
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ครอบคลุมหน่วยงานของรัฐทั้งในส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น หรือในต่างประเทศ และรวมถึงคณะกรรมการด้วย" ข้อ 6 กำหนดให้ “ส่วนราชการ” ครอบคลุมกระทรวง ทบวง กรม สำนักงาน หรือหน่วยงานอื่นใดของรัฐ ทั้งในราชการบริหารส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น หรือในต่างประเทศ และให้รวมถึงคณะกรรมการด้วย ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ครอบคลุมหน่วยงานของรัฐในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค แต่ไม่รวมส่วนท้องถิ่นหรือหน่วยงานในต่างประเทศ" ผิด: แหล่งที่มารวมราชการบริหารส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานของรัฐในต่างประเทศไว้ด้วย • "ครอบคลุมหน่วยงานของรัฐทั้งในส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น หรือในต่างประเทศ แต่ไม่รวมคณะกรรมการ" ผิด: แหล่งที่มาระบุว่า “ให้หมายความรวมถึงคณะกรรมการด้วย” • "หมายถึงคณะบุคคลที่ทางราชการมอบหมายให้ปฏิบัติงาน และรวมถึงคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงาน" ผิด: ข้อความดังกล่าวเป็นความหมายของ “คณะกรรมการ” ขณะที่ “ส่วนราชการ” หมายถึงกระทรวง ทบวง กรม สำนักงาน หรือหน่วยงานอื่นใดของรัฐ และรวมถึงคณะกรรมการ อ้างอิงตัวบท ข้อ 6 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): ““ส่วนราชการ” หมายความว่า กระทรวง ทบวง กรม สำนักงาน หรือหน่วยงานอื่นใดของรัฐทั้งในราชการบริหารส่วนกลาง ราชการบริหารส่วนภูมิภาค ราชการบริหารส่วนท้องถิ่น หรือในต่างประเทศ” ข้อ 6 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “และให้หมายความรวมถึงคณะกรรมการด้วย”
ข้อ 6 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): ““ส่วนราชการ” หมายความว่า กระทรวง ทบวง กรม สำนักงาน หรือหน่วยงานอื่นใดของรัฐทั้งในราชการบริหารส่วนกลาง ราชการบริหารส่วนภูมิภาค ราชการบริหารส่วนท้องถิ่น หรือในต่างประเทศ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบได้รับหนังสือจากเจ้าของเรื่อง โดยหนังสือนั้นมีกำหนดเก็บถึง พ.ศ. 2575 ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ เจ้าหน้าที่ต้องปฏิบัติเกี่ยวกับตรากำหนดเก็บหนังสืออย่างไร
- ก. ประทับตราคำว่า “เก็บถึง พ.ศ. 2575” ด้วยหมึกสีน้ำเงินที่มุมล่างด้านขวาของกระดาษแผ่นแรก และลงลายมือชื่อย่อกำกับตรา ✓
- ข. ประทับตราคำว่า “เก็บถึง พ.ศ. 2575” ด้วยหมึกสีน้ำเงินที่มุมบนด้านขวาของกระดาษแผ่นแรก และลงลายมือชื่อย่อกำกับตรา
- ค. ประทับตราคำว่า “เก็บถึง พ.ศ. 2575” ด้วยหมึกสีน้ำเงินที่มุมล่างด้านขวาของกระดาษแผ่นแรก โดยไม่ต้องลงลายมือชื่อย่อ
- ง. ประทับตราคำว่า “ห้ามทำลาย” ด้วยหมึกสีแดงที่มุมล่างด้านขวาของกระดาษแผ่นแรก และลงลายมือชื่อย่อกำกับตรา
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ประทับตราคำว่า “เก็บถึง พ.ศ. 2575” ด้วยหมึกสีน้ำเงินที่มุมล่างด้านขวาของกระดาษแผ่นแรก และลงลายมือชื่อย่อกำกับตรา" กรณีนี้เป็นหนังสือที่เก็บโดยมีกำหนดเวลา จึงต้องปฏิบัติตามข้อ 55.1 และ 55.1.2 โดยประทับตราคำว่า “เก็บถึง พ.ศ. 2575” ด้วยหมึกสีน้ำเงินที่มุมล่างด้านขวาของกระดาษแผ่นแรก และลงลายมือชื่อย่อกำกับตรา ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ประทับตราคำว่า “ห้ามทำลาย” ด้วยหมึกสีแดงที่มุมล่างด้านขวาของกระดาษแผ่นแรก และลงลายมือชื่อย่อกำกับตรา" ผิด: ข้อ 55.1.2 กำหนดให้หนังสือที่เก็บโดยมีกำหนดเวลาประทับตราคำว่า “เก็บถึง พ.ศ. ....” ด้วยหมึกสีน้ำเงิน ส่วนคำว่า “ห้ามทำลาย” ใช้กับหนังสือที่ต้องเก็บไว้ตลอดไปตามข้อ 55.1.1 • "ประทับตราคำว่า “เก็บถึง พ.ศ. 2575” ด้วยหมึกสีน้ำเงินที่มุมล่างด้านขวาของกระดาษแผ่นแรก โดยไม่ต้องลงลายมือชื่อย่อ" ผิด: ข้อ 55.1 กำหนดให้ลงลายมือชื่อย่อกำกับตรา • "ประทับตราคำว่า “เก็บถึง พ.ศ. 2575” ด้วยหมึกสีน้ำเงินที่มุมบนด้านขวาของกระดาษแผ่นแรก และลงลายมือชื่อย่อกำกับตรา" ผิด: ข้อ 55.1 กำหนดให้ประทับตราไว้ที่มุมล่างด้านขวาของกระดาษแผ่นแรก อ้างอิงตัวบท ข้อ 55 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “ประทับตรากำหนดเก็บหนังสือตามข้อ 73 ไว้ที่มุมล่างด้านขวาของกระดาษแผ่นแรกของหนังสือฉบับนั้น” ข้อ 55 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “หนังสือที่เก็บโดยมีกำหนดเวลา ให้ประทับตราคำว่า เก็บถึง พ.ศ. .... ด้วยหมึกสีน้ำเงิน และลงเลขของปีพุทธศักราชที่ให้เก็บถึง” ข้อ 55 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “ประทับตรากำหนดเก็บหนังสือตามข้อ 73 ไว้ที่มุมล่างด้านขวาของกระดาษแผ่นแรกของหนังสือฉบับนั้น และลงลายมือชื่อย่อกำกับตรา”
ข้อ 55 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “ประทับตรากำหนดเก็บหนังสือตามข้อ 73 ไว้ที่มุมล่างด้านขวาของกระดาษแผ่นแรกของหนังสือฉบับนั้น”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
คณะกรรมการทำลายหนังสือพิจารณาหนังสือเรื่องหนึ่งตามบัญชีหนังสือขอทำลาย และมีความเห็นว่าหนังสือเรื่องนั้นควรให้ทำลาย ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ คณะกรรมการต้องดำเนินการอย่างไรในบัญชีหนังสือขอทำลาย
- ก. ลงความเห็นว่าจะขยายเวลาการเก็บหนังสือไว้ถึงเมื่อใดในช่องการพิจารณา
- ข. กรอกคำว่า “อนุมัติทำลาย” ลงในช่องการพิจารณาของบัญชีหนังสือขอทำลาย
- ค. กรอกเครื่องหมายกากบาท (×) ลงในช่องการพิจารณาของบัญชีหนังสือขอทำลาย ✓
- ง. ไม่ต้องกรอกข้อความหรือเครื่องหมายใดลงในช่องการพิจารณา
Explanation: คำตอบที่ถูก: "กรอกเครื่องหมายกากบาท (×) ลงในช่องการพิจารณาของบัญชีหนังสือขอทำลาย" ข้อ 68.3 กำหนดว่า เมื่อคณะกรรมการมีความเห็นว่าหนังสือเรื่องใดควรให้ทำลาย ให้กรอกเครื่องหมายกากบาท (×) ลงในช่องการพิจารณาของบัญชีหนังสือขอทำลาย ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "กรอกคำว่า “อนุมัติทำลาย” ลงในช่องการพิจารณาของบัญชีหนังสือขอทำลาย" ผิด: ข้อ 68.3 กำหนดให้กรอกเครื่องหมายกากบาท (×) ไม่ใช่คำว่า “อนุมัติทำลาย” • "ลงความเห็นว่าจะขยายเวลาการเก็บหนังสือไว้ถึงเมื่อใดในช่องการพิจารณา" ผิด: ข้อ 68.2 ใช้เมื่อเห็นว่าไม่ควรทำลายและควรขยายเวลาการเก็บ แต่กรณีที่เห็นว่าควรทำลาย ข้อ 68.3 ให้กรอกเครื่องหมายกากบาท (×) • "ไม่ต้องกรอกข้อความหรือเครื่องหมายใดลงในช่องการพิจารณา" ผิด: ข้อ 68.3 กำหนดโดยตรงให้กรอกเครื่องหมายกากบาท (×) ลงในช่องการพิจารณา อ้างอิงตัวบท ข้อ 68 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “ในกรณีที่คณะกรรมการมีความเห็นว่าหนังสือเรื่องใดควรให้ทำลาย ให้กรอกเครื่องหมายกากบาท (×) ลงในช่อง การพิจารณา ตามข้อ 66.11 ของบัญชีหนังสือขอทำลาย”
ข้อ 68 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “ในกรณีที่คณะกรรมการมีความเห็นว่าหนังสือเรื่องใดควรให้ทำลาย ให้กรอกเครื่องหมายกากบาท (×) ลงในช่อง การพิจารณา ตามข้อ 66.11 ของบัญชีหนังสือขอทำลาย”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ เมื่อกองจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร ตรวจและรับฝากหนังสือแล้ว ข้อใดอธิบายผลของการฝากหนังสือได้ถูกต้อง
- ก. ส่วนราชการผู้ฝากไม่อาจขอใช้หรือขอคืนหนังสือที่ฝากไว้ได้
- ข. หนังสือที่ฝากเก็บไว้ให้ถือว่าเป็นหนังสือของส่วนราชการผู้ฝาก ✓
- ค. หนังสือที่ฝากเก็บไว้ให้ถือว่าเป็นหนังสือของกองจดหมายเหตุแห่งชาติ
- ง. กองจดหมายเหตุแห่งชาติต้องคืนสำเนาคู่ฉบับให้ส่วนราชการเก็บเป็นหลักฐาน
Explanation: คำตอบที่ถูก: "หนังสือที่ฝากเก็บไว้ให้ถือว่าเป็นหนังสือของส่วนราชการผู้ฝาก" ข้อ 60.3 กำหนดว่า หนังสือที่ฝากเก็บไว้ที่กองจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร ให้ถือว่าเป็นหนังสือของส่วนราชการผู้ฝาก และส่วนราชการผู้ฝากยังขอใช้หรือขอคืนได้โดยจัดทำหลักฐานต่อกันไว้ให้ชัดแจ้ง ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "หนังสือที่ฝากเก็บไว้ให้ถือว่าเป็นหนังสือของกองจดหมายเหตุแห่งชาติ" ผิด: ข้อ 60.3 กำหนดให้ถือว่าหนังสือที่ฝากเก็บไว้เป็นหนังสือของส่วนราชการผู้ฝาก • "กองจดหมายเหตุแห่งชาติต้องคืนสำเนาคู่ฉบับให้ส่วนราชการเก็บเป็นหลักฐาน" ผิด: ข้อ 60.3 กำหนดให้ลงนามในบัญชีฝากหนังสือแล้วคืนต้นฉบับให้ส่วนราชการผู้ฝากเก็บไว้เป็นหลักฐาน • "ส่วนราชการผู้ฝากไม่อาจขอใช้หรือขอคืนหนังสือที่ฝากไว้ได้" ผิด: ข้อ 60.3 ระบุว่า หากส่วนราชการผู้ฝากต้องการใช้หนังสือหรือขอคืน ให้ทำได้โดยจัดทำหลักฐานต่อกันไว้ให้ชัดแจ้ง อ้างอิงตัวบท ข้อ 60 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “หนังสือที่ฝากเก็บไว้ที่กองจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร ให้ถือว่าเป็นหนังสือของส่วนราชการผู้ฝาก”
ข้อ 60 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “หนังสือที่ฝากเก็บไว้ที่กองจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร ให้ถือว่าเป็นหนังสือของส่วนราชการผู้ฝาก”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ ข้อใดอธิบายผลของคำอธิบายที่กำหนดไว้ท้ายระเบียบได้ถูกต้อง
- ก. ให้ถือเป็นส่วนประกอบที่ใช้ในงานสารบรรณ แต่ไม่ให้ใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติ
- ข. ไม่ให้ถือเป็นส่วนประกอบที่ใช้ในงานสารบรรณและไม่ให้ใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติ
- ค. ไม่ให้ถือเป็นส่วนประกอบที่ใช้ในงานสารบรรณ แต่ให้ใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติ
- ง. ให้ถือเป็นส่วนประกอบที่ใช้ในงานสารบรรณและให้ใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติ ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ให้ถือเป็นส่วนประกอบที่ใช้ในงานสารบรรณและให้ใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติ" ข้อ 7 กำหนดให้คำอธิบายท้ายระเบียบมีผลสองประการ คือ ให้ถือเป็นส่วนประกอบที่ใช้ในงานสารบรรณ และให้ใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ไม่ให้ถือเป็นส่วนประกอบที่ใช้ในงานสารบรรณและไม่ให้ใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติ" ผิด: ข้อ 7 กำหนดทั้งให้ถือเป็นส่วนประกอบที่ใช้ในงานสารบรรณและให้ใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติ • "ไม่ให้ถือเป็นส่วนประกอบที่ใช้ในงานสารบรรณ แต่ให้ใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติ" ผิด: ข้อ 7 กำหนดว่า “ให้ถือว่าเป็นส่วนประกอบที่ใช้ในงานสารบรรณ” • "ให้ถือเป็นส่วนประกอบที่ใช้ในงานสารบรรณ แต่ไม่ให้ใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติ" ผิด: ข้อ 7 กำหนดชัดว่า “ให้ใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติ” อ้างอิงตัวบท ข้อ 7 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “ให้ถือว่าเป็นส่วนประกอบที่ใช้ในงาน สารบรรณและให้ใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติ”
ข้อ 7 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “ให้ถือว่าเป็นส่วนประกอบที่ใช้ในงาน สารบรรณและให้ใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ หากกองจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร ไม่แจ้งผลการพิจารณาบัญชีหนังสือขอทำลายภายใน 60 วันนับแต่วันที่ส่วนราชการส่งเรื่อง ข้อใดอธิบายผลของกรณีดังกล่าวได้ถูกต้อง
- ก. ให้ถือว่ากองจดหมายเหตุแห่งชาติได้ให้ความเห็นชอบแล้ว และส่วนราชการทำลายหนังสือได้ ✓
- ข. ให้ถือว่ากองจดหมายเหตุแห่งชาติไม่ให้ความเห็นชอบ และส่วนราชการทำลายหนังสือไม่ได้
- ค. ให้ถือว่าต้องขยายเวลาการเก็บหนังสือ และส่วนราชการต้องแก้ไขระยะเวลาการเก็บ
- ง. เมื่อพ้น 30 วัน ให้ถือว่ากองจดหมายเหตุแห่งชาติได้ให้ความเห็นชอบ และส่วนราชการทำลายหนังสือได้
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ให้ถือว่ากองจดหมายเหตุแห่งชาติได้ให้ความเห็นชอบแล้ว และส่วนราชการทำลายหนังสือได้" ตามข้อ 70.1 หากกองจดหมายเหตุแห่งชาติไม่แจ้งผลภายใน 60 วันนับแต่วันที่ส่วนราชการส่งเรื่อง ให้ถือว่าได้ให้ความเห็นชอบแล้ว และส่วนราชการทำลายหนังสือได้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ให้ถือว่ากองจดหมายเหตุแห่งชาติไม่ให้ความเห็นชอบ และส่วนราชการทำลายหนังสือไม่ได้" ผิด: ข้อ 70.1 ระบุให้ถือว่าได้ให้ความเห็นชอบแล้ว และให้ส่วนราชการทำลายหนังสือได้ • "ให้ถือว่าต้องขยายเวลาการเก็บหนังสือ และส่วนราชการต้องแก้ไขระยะเวลาการเก็บ" ผิด: ข้อ 70.1 กำหนดผลของการไม่แจ้งภายใน 60 วันว่าให้ถือว่าเห็นชอบและทำลายหนังสือได้ ส่วนการขยายเวลาการเก็บตามข้อ 70.2 ต้องเป็นกรณีที่กองจดหมายเหตุแห่งชาติเห็นควรและแจ้งให้ส่วนราชการทราบ • "เมื่อพ้น 30 วัน ให้ถือว่ากองจดหมายเหตุแห่งชาติได้ให้ความเห็นชอบ และส่วนราชการทำลายหนังสือได้" ผิด: ข้อ 70.1 กำหนดระยะเวลาไว้ 60 วัน มิใช่ 30 วัน อ้างอิงตัวบท ข้อ 70 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “หากกองจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร ไม่แจ้งให้ทราบอย่างใดภายในกำหนดเวลา 60 วัน นับแต่วันที่ส่วนราชการนั้นได้ส่งเรื่องให้กองจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร ให้ถือว่ากองจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร ได้ให้ความเห็นชอบแล้ว” ข้อ 70 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “และให้ส่วนราชการทำลายหนังสือได้”
ข้อ 70 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “หากกองจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร ไม่แจ้งให้ทราบอย่างใดภายในกำหนดเวลา 60 วัน นับแต่วันที่ส่วนราชการนั้นได้ส่งเรื่องให้กองจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร ให้ถือว่ากองจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร ได้ให้ความเห็นชอบแล้ว”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ หนังสือรับรองหมายถึงหนังสือลักษณะใด
- ก. หนังสือที่ส่วนราชการออกให้เพื่อรับรองแก่บุคคล นิติบุคคล หรือหน่วยงาน เพื่อให้ปรากฏแก่บุคคลโดยทั่วไปไม่จำเพาะเจาะจง ใช้กระดาษบันทึกข้อความและจัดทำตามแบบหนังสือภายใน
- ข. หนังสือที่ส่วนราชการออกให้เพื่อแจ้งคำสั่งแก่บุคคล นิติบุคคล หรือหน่วยงาน เพื่อให้ปรากฏแก่บุคคลโดยทั่วไปไม่จำเพาะเจาะจง ใช้กระดาษตราครุฑและจัดทำตามแบบที่ 10 ท้ายระเบียบ
- ค. หนังสือที่ส่วนราชการออกให้เพื่อรับรองแก่บุคคล นิติบุคคล หรือหน่วยงาน เพื่อให้ปรากฏแก่บุคคลโดยทั่วไปไม่จำเพาะเจาะจง ใช้กระดาษตราครุฑและจัดทำตามแบบที่ 10 ท้ายระเบียบ ✓
- ง. หนังสือที่ส่วนราชการออกให้เพื่อรับรองแก่บุคคล นิติบุคคล หรือหน่วยงาน เพื่อให้ปรากฏแก่บุคคลที่กำหนดไว้โดยเฉพาะเจาะจง ใช้กระดาษตราครุฑและจัดทำตามแบบที่ 10 ท้ายระเบียบ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "หนังสือที่ส่วนราชการออกให้เพื่อรับรองแก่บุคคล นิติบุคคล หรือหน่วยงาน เพื่อให้ปรากฏแก่บุคคลโดยทั่วไปไม่จำเพาะเจาะจง ใช้กระดาษตราครุฑและจัดทำตามแบบที่ 10 ท้ายระเบียบ" ข้อ 24 กำหนดว่า หนังสือรับรองคือหนังสือที่ส่วนราชการออกให้เพื่อรับรองแก่บุคคล นิติบุคคล หรือหน่วยงาน เพื่อวัตถุประสงค์อย่างหนึ่งอย่างใดให้ปรากฏแก่บุคคลโดยทั่วไปไม่จำเพาะเจาะจง โดยใช้กระดาษตราครุฑและจัดทำตามแบบที่ 10 ท้ายระเบียบ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "หนังสือที่ส่วนราชการออกให้เพื่อรับรองแก่บุคคล นิติบุคคล หรือหน่วยงาน เพื่อให้ปรากฏแก่บุคคลโดยทั่วไปไม่จำเพาะเจาะจง ใช้กระดาษบันทึกข้อความและจัดทำตามแบบหนังสือภายใน" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ใช้กระดาษตราครุฑและจัดทำตามแบบที่ 10 ท้ายระเบียบ • "หนังสือที่ส่วนราชการออกให้เพื่อรับรองแก่บุคคล นิติบุคคล หรือหน่วยงาน เพื่อให้ปรากฏแก่บุคคลที่กำหนดไว้โดยเฉพาะเจาะจง ใช้กระดาษตราครุฑและจัดทำตามแบบที่ 10 ท้ายระเบียบ" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าให้ปรากฏแก่บุคคลโดยทั่วไปไม่จำเพาะเจาะจง มิใช่แก่บุคคลที่กำหนดไว้โดยเฉพาะเจาะจง • "หนังสือที่ส่วนราชการออกให้เพื่อแจ้งคำสั่งแก่บุคคล นิติบุคคล หรือหน่วยงาน เพื่อให้ปรากฏแก่บุคคลโดยทั่วไปไม่จำเพาะเจาะจง ใช้กระดาษตราครุฑและจัดทำตามแบบที่ 10 ท้ายระเบียบ" ผิด: แหล่งข้อมูลนิยามว่าเป็นหนังสือที่ส่วนราชการออกให้เพื่อรับรอง มิใช่เพื่อแจ้งคำสั่ง อ้างอิงตัวบท ข้อ 24 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “หนังสือที่ส่วนราชการออกให้เพื่อรับรองแก่ บุคคล นิติบุคคล” ข้อ 24 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “บุคคล นิติบุคคล หรือหน่วยงาน” ข้อ 24 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “ให้ปรากฏแก่บุคคลโดยทั่วไปไม่จำเพาะเจาะจง” ข้อ 24 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “ใช้กระดาษตราครุฑ” ข้อ 24 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “และให้จัดทำตามแบบที่ 10 ท้ายระเบียบ”
ข้อ 24 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “หนังสือที่ส่วนราชการออกให้เพื่อรับรองแก่ บุคคล นิติบุคคล”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ส่วนราชการ ก. ส่งหนังสือติดต่อราชการด้วยระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ไปยังส่วนราชการ ข. ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ ข้อใดเป็นการปฏิบัติที่ถูกต้องในกรณีนี้
- ก. ผู้ส่งไม่ต้องตรวจสอบผลการส่ง ผู้รับต้องแจ้งตอบรับ และเมื่อได้รับแจ้งตอบรับแล้วผู้ส่งไม่ต้องส่งหนังสือเป็นเอกสารตามไปอีก
- ข. ผู้ส่งต้องตรวจสอบผลการส่ง ผู้รับต้องแจ้งตอบรับ และเมื่อได้รับแจ้งตอบรับแล้วผู้ส่งต้องส่งหนังสือเป็นเอกสารตามไปอีก
- ค. ผู้ส่งต้องตรวจสอบผลการส่ง ผู้รับไม่ต้องแจ้งตอบรับ และผู้ส่งต้องส่งหนังสือเป็นเอกสารตามไปอีก
- ง. ผู้ส่งต้องตรวจสอบผลการส่ง ผู้รับต้องแจ้งตอบรับ และเมื่อได้รับแจ้งตอบรับแล้วผู้ส่งไม่ต้องส่งหนังสือเป็นเอกสารตามไปอีก ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ผู้ส่งต้องตรวจสอบผลการส่ง ผู้รับต้องแจ้งตอบรับ และเมื่อได้รับแจ้งตอบรับแล้วผู้ส่งไม่ต้องส่งหนังสือเป็นเอกสารตามไปอีก" กรณีนี้เป็นการติดต่อราชการด้วยระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ จึงเข้าหลักตามข้อ 29 ที่ให้ผู้ส่งตรวจสอบผลการส่งทุกครั้ง ให้ผู้รับแจ้งตอบรับ และเมื่อได้รับแจ้งตอบรับแล้ว ส่วนราชการผู้ส่งไม่ต้องจัดส่งหนังสือเป็นเอกสารตามไปอีก ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ผู้ส่งต้องตรวจสอบผลการส่ง ผู้รับไม่ต้องแจ้งตอบรับ และผู้ส่งต้องส่งหนังสือเป็นเอกสารตามไปอีก" ผิด: ข้อ 29 กำหนดให้ผู้รับแจ้งตอบรับเพื่อยืนยันว่าหนังสือได้จัดส่งไปยังผู้รับเรียบร้อยแล้ว • "ผู้ส่งไม่ต้องตรวจสอบผลการส่ง ผู้รับต้องแจ้งตอบรับ และเมื่อได้รับแจ้งตอบรับแล้วผู้ส่งไม่ต้องส่งหนังสือเป็นเอกสารตามไปอีก" ผิด: ข้อ 29 กำหนดว่าเมื่อมีการติดต่อราชการด้วยระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ ให้ผู้ส่งตรวจสอบผลการส่งทุกครั้ง • "ผู้ส่งต้องตรวจสอบผลการส่ง ผู้รับต้องแจ้งตอบรับ และเมื่อได้รับแจ้งตอบรับแล้วผู้ส่งต้องส่งหนังสือเป็นเอกสารตามไปอีก" ผิด: ข้อ 29 ระบุว่าเมื่อได้รับการแจ้งตอบรับแล้ว ส่วนราชการผู้ส่งไม่ต้องจัดส่งหนังสือเป็นเอกสารตามไปอีก อ้างอิงตัวบท ข้อ 29 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “ให้ผู้ส่งตรวจสอบ ผลการส่งทุกครั้ง” ข้อ 29 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “ให้ผู้รับแจ้งตอบรับเพื่อยืนยันว่าหนังสือได้จัดส่งไปยังผู้รับเรียบร้อยแล้ว” ข้อ 29 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “ถ้าได้รับการแจ้งตอบรับแล้วส่วนราชการผู้ส่งไม่ต้องจัดส่งหนังสือเป็นเอกสารตามไปอีก”
ข้อ 29 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “ให้ผู้ส่งตรวจสอบ ผลการส่งทุกครั้ง”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อใดอธิบายหลักเกี่ยวกับอายุการเก็บหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณได้ถูกต้อง
- ก. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์มีอายุการเก็บ 10 ปี โดยปกติเก็บไว้จนครบกำหนด แล้วหัวหน้าส่วนราชการต้องสั่งทำลาย
- ข. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ไม่มีอายุการเก็บ โดยปกติเก็บไว้ตลอดไป แต่เมื่อเข้าเงื่อนไขที่กำหนด หัวหน้าส่วนราชการอาจสั่งทำลายได้ ✓
- ค. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ไม่มีอายุการเก็บ โดยปกติเก็บไว้ตลอดไป และหัวหน้าส่วนราชการห้ามสั่งทำลายในทุกกรณี
- ง. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ไม่มีอายุการเก็บ โดยปกติเก็บไว้ตลอดไป แต่เมื่อเข้าเงื่อนไขที่กำหนด หัวหน้าส่วนราชการต้องสั่งทำลาย
Explanation: คำตอบที่ถูก: "หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ไม่มีอายุการเก็บ โดยปกติเก็บไว้ตลอดไป แต่เมื่อเข้าเงื่อนไขที่กำหนด หัวหน้าส่วนราชการอาจสั่งทำลายได้" ตามข้อ 89/5 หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ไม่มีอายุการเก็บและโดยปกติให้เก็บไว้ตลอดไป แต่เมื่อมีเหตุจำเป็นตามที่กำหนด หัวหน้าส่วนราชการอาจสั่งทำลายหนังสือที่เข้าเงื่อนไขได้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ไม่มีอายุการเก็บ โดยปกติเก็บไว้ตลอดไป แต่เมื่อเข้าเงื่อนไขที่กำหนด หัวหน้าส่วนราชการต้องสั่งทำลาย" ผิด: ข้อ 89/5 ใช้ถ้อยคำว่า หัวหน้าส่วนราชการ “จะมีคำสั่งให้ทำลาย...ก็ได้” จึงเป็นอำนาจที่จะสั่งทำลาย มิใช่หน้าที่ต้องสั่งทำลาย • "หนังสืออิเล็กทรอนิกส์มีอายุการเก็บ 10 ปี โดยปกติเก็บไว้จนครบกำหนด แล้วหัวหน้าส่วนราชการต้องสั่งทำลาย" ผิด: ข้อ 89/5 ระบุว่า “หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ไม่มีอายุการเก็บหนังสือ โดยปกติให้เก็บไว้ตลอดไป” และการทำลายเป็นเพียงกรณีที่หัวหน้าส่วนราชการจะสั่งก็ได้เมื่อมีเหตุจำเป็น • "หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ไม่มีอายุการเก็บ โดยปกติเก็บไว้ตลอดไป และหัวหน้าส่วนราชการห้ามสั่งทำลายในทุกกรณี" ผิด: ข้อ 89/5 กำหนดข้อยกเว้นว่า เมื่อมีความจำเป็น หัวหน้าส่วนราชการจะมีคำสั่งให้ทำลายหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ตามเงื่อนไขที่กำหนดก็ได้ อ้างอิงตัวบท ข้อ 89/5 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ไม่มีอายุการเก็บหนังสือ” ข้อ 89/5 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “โดยปกติให้เก็บไว้ตลอดไป” ข้อ 89/5 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “เว้นแต่กรณีมีความจำเป็นต้องเพิ่มพื้นที่จัดเก็บในระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ของส่วนราชการ หรือมีเหตุผลความจำเป็นอื่นใด” ข้อ 89/5 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “หัวหน้าส่วนราชการจะมีคำสั่งให้ทำลายหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ที่มิใช่เอกสารจดหมายเหตุตามกฎหมายว่าด้วยจดหมายเหตุแห่งชาติ ที่เก็บมาเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปีแล้วก็ได้”
ข้อ 89/5 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ไม่มีอายุการเก็บหนังสือ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
หนังสือของสำนักงาน ก. ต้องดำเนินการเร็วกว่าปกติ โดยเจ้าหน้าที่ต้องเริ่มปฏิบัติทันทีเมื่อได้รับหนังสือ และไม่ได้กำหนดวันหรือเวลาที่หนังสือต้องถึงผู้รับ ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ ควรระบุชั้นความเร็วใด
- ก. ให้ระบุคำว่า “ด่วนที่สุด” เป็นชั้นความเร็ว ✓
- ข. ให้ระบุคำว่า “ด่วนภายใน” เป็นชั้นความเร็ว
- ค. ให้ระบุคำว่า “ด่วนมาก” เป็นชั้นความเร็ว
- ง. ให้ระบุคำว่า “ด่วน” เป็นชั้นความเร็ว
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ให้ระบุคำว่า “ด่วนที่สุด” เป็นชั้นความเร็ว" ข้อเท็จจริง “ต้องดำเนินการเร็วกว่าปกติ” → “หนังสือที่ต้องปฏิบัติให้เร็วกว่าปกติ”; “ต้องเริ่มปฏิบัติทันทีเมื่อได้รับหนังสือ” → “ในทันทีที่ได้รับหนังสือนั้น”; และ “ไม่ได้กำหนดวันหรือเวลาที่หนังสือต้องถึงผู้รับ” → ไม่เข้าเงื่อนไข “ในกรณีที่ต้องการให้หนังสือส่งถึงผู้รับภายในเวลาที่กำหนด” ดังนั้นต้องระบุชั้นความเร็วว่า “ด่วนที่สุด” ตามข้อ 28.1 แห่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ให้ระบุคำว่า “ด่วนภายใน” เป็นชั้นความเร็ว" ผิด: คำว่า “ด่วนภายใน” ใช้ในกรณีที่ต้องการให้หนังสือส่งถึงผู้รับภายในเวลาที่กำหนด แต่กรณีนี้ไม่ได้กำหนดวันหรือเวลาที่ต้องส่งถึงผู้รับ • "ให้ระบุคำว่า “ด่วนมาก” เป็นชั้นความเร็ว" ผิด: หนังสือด่วนมากกำหนดให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติ “โดยเร็ว” แต่กรณีนี้ต้องปฏิบัติ “ในทันทีที่ได้รับหนังสือนั้น” ซึ่งเป็นหนังสือด่วนที่สุด • "ให้ระบุคำว่า “ด่วน” เป็นชั้นความเร็ว" ผิด: ชั้นด่วนให้ปฏิบัติ “เร็วกว่าปกติ เท่าที่จะทำได้” แต่กรณีนี้กำหนดให้ปฏิบัติทันทีเมื่อได้รับ จึงต้องใช้ชั้นด่วนที่สุด อ้างอิงตัวบท ข้อ 28 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “28.1 ด่วนที่สุด ให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติในทันทีที่ได้รับหนังสือนั้น” ข้อ 28 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “โดยให้ระบุคำว่า ด่วนที่สุด ด่วนมาก หรือด่วน สำหรับหนังสือตามข้อ 28.1 ข้อ 28.2 และข้อ 28.3 แล้วแต่กรณี”
ข้อ 28 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “28.1 ด่วนที่สุด ให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติในทันทีที่ได้รับหนังสือนั้น”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ ทุกปีปฏิทินส่วนราชการต้องจัดส่งหนังสือเมื่อมีอายุครบกี่ปีนับจากวันที่ได้จัดทำขึ้น
- ก. ครบ 10 ปี นับจากวันที่ได้จัดทำขึ้น
- ข. ครบ 15 ปี นับจากวันที่ได้จัดทำขึ้น
- ค. ครบ 25 ปี นับจากวันที่ได้จัดทำขึ้น
- ง. ครบ 20 ปี นับจากวันที่ได้จัดทำขึ้น ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ครบ 20 ปี นับจากวันที่ได้จัดทำขึ้น" ข้อ 58 กำหนดว่า ทุกปีปฏิทินให้ส่วนราชการจัดส่งหนังสือที่มีอายุครบ 20 ปี นับจากวันที่ได้จัดทำขึ้น ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ครบ 10 ปี นับจากวันที่ได้จัดทำขึ้น" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้จัดส่งหนังสือที่มีอายุครบ 20 ปี ไม่ใช่ 10 ปี • "ครบ 25 ปี นับจากวันที่ได้จัดทำขึ้น" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดอายุหนังสือไว้ที่ครบ 20 ปี ไม่ใช่ 25 ปี • "ครบ 15 ปี นับจากวันที่ได้จัดทำขึ้น" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุอายุหนังสือไว้ที่ครบ 20 ปี ไม่ใช่ 15 ปี อ้างอิงตัวบท ข้อ 58 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “จัดส่งหนังสือที่มีอายุครบ 20 ปี นับจากวันที่ได้จัดทำขึ้น”
ข้อ 58 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “จัดส่งหนังสือที่มีอายุครบ 20 ปี นับจากวันที่ได้จัดทำขึ้น”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ หนังสือประชาสัมพันธ์มีกี่ชนิด
- ก. มี 4 ชนิด
- ข. มี 3 ชนิด ✓
- ค. มี 5 ชนิด
- ง. มี 2 ชนิด
Explanation: คำตอบที่ถูก: "มี 3 ชนิด" ตามข้อ 19 หนังสือประชาสัมพันธ์มี 3 ชนิด ได้แก่ ประกาศ แถลงการณ์ และข่าว ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "มี 4 ชนิด" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดจำนวนไว้ 3 ชนิด ไม่ใช่ 4 ชนิด • "มี 2 ชนิด" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า “หนังสือประชาสัมพันธ์มี 3 ชนิด” • "มี 5 ชนิด" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุชัดว่าหนังสือประชาสัมพันธ์มี 3 ชนิด อ้างอิงตัวบท ข้อ 19 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “หนังสือประชาสัมพันธ์มี 3 ชนิด”
ข้อ 19 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “หนังสือประชาสัมพันธ์มี 3 ชนิด”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
สำนักงานสรรพากรแห่งหนึ่งจะส่งหนังสือไปยังส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเพื่อขอรายละเอียดเพิ่มเติม โดยเรื่องดังกล่าวไม่ใช่เรื่องสำคัญ และหัวหน้าส่วนราชการระดับกองจะลงชื่อย่อกำกับตรา ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ ควรดำเนินการอย่างไร
- ก. ต้องใช้หนังสือลงชื่อ โดยหัวหน้าส่วนราชการระดับกรมขึ้นไปเป็นผู้ลงชื่อ
- ข. ใช้หนังสือประทับตราได้ โดยหัวหน้าส่วนราชการระดับกองลงชื่อเต็มกำกับตรา
- ค. ใช้หนังสือประทับตราได้ โดยหัวหน้าส่วนราชการระดับกองลงชื่อย่อกำกับตรา ✓
- ง. ใช้หนังสือประทับตราได้ โดยไม่ต้องมีผู้ลงชื่อย่อกำกับตรา
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ใช้หนังสือประทับตราได้ โดยหัวหน้าส่วนราชการระดับกองลงชื่อย่อกำกับตรา" ข้อเท็จจริง “ส่งหนังสือไปยังส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง” → “ทั้งระหว่างส่วนราชการกับส่วนราชการ”; “ขอรายละเอียดเพิ่มเติม” → “การขอรายละเอียดเพิ่มเติม”; “ไม่ใช่เรื่องสำคัญ” → “เฉพาะกรณีที่ไม่ใช่เรื่องสำคัญ”; และ “หัวหน้าส่วนราชการระดับกองจะลงชื่อย่อกำกับตรา” → “หัวหน้าส่วนราชการระดับกอง...เป็นผู้รับผิดชอบลงชื่อย่อกำกับตรา” จึงใช้หนังสือประทับตราได้ตามข้อ 13 แห่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ต้องใช้หนังสือลงชื่อ โดยหัวหน้าส่วนราชการระดับกรมขึ้นไปเป็นผู้ลงชื่อ" ผิด: แหล่งที่มาระบุว่าหนังสือประทับตราใช้ได้ระหว่างส่วนราชการกับส่วนราชการ และการขอรายละเอียดเพิ่มเติมเป็นกรณีที่ใช้ได้ • "ใช้หนังสือประทับตราได้ โดยหัวหน้าส่วนราชการระดับกองลงชื่อเต็มกำกับตรา" ผิด: แหล่งที่มากำหนดวิธีการไว้ว่าให้ผู้รับผิดชอบ “ลงชื่อย่อกำกับตรา” มิใช่ลงชื่อเต็มกำกับตรา • "ใช้หนังสือประทับตราได้ โดยไม่ต้องมีผู้ลงชื่อย่อกำกับตรา" ผิด: แหล่งที่มากำหนดให้หัวหน้าส่วนราชการระดับกองหรือผู้ได้รับมอบหมายเป็นผู้รับผิดชอบลงชื่อย่อกำกับตรา อ้างอิงตัวบท ข้อ 13 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “หนังสือประทับตราให้ใช้ได้ทั้งระหว่างส่วนราชการกับส่วนราชการ และระหว่าง ส่วนราชการกับบุคคลภายนอก เฉพาะกรณีที่ไม่ใช่เรื่องสำคัญ ได้แก่ 13.1 การขอรายละเอียดเพิ่มเติม” ข้อ 13 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “โดยให้หัวหน้าส่วนราชการระดับกอง หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจากหัวหน้าส่วนราชการระดับกรมขึ้นไป เป็นผู้รับผิดชอบลงชื่อย่อกำกับตรา”
ข้อ 13 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “หนังสือประทับตราให้ใช้ได้ทั้งระหว่างส่วนราชการกับส่วนราชการ และระหว่าง ส่วนราชการกับบุคคลภายนอก เฉพาะกรณีที่ไม่ใช่เรื่องสำคัญ ได้แก่ 13.1 การขอรายละเอียดเพิ่มเติม”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับความหมายและการกำหนดเลขที่ของหนังสือเวียน ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ
- ก. เป็นหนังสือที่มีถึงผู้รับเป็นจำนวนมาก มีใจความอย่างเดียวกัน โดยเพิ่มรหัส ว หน้าเลขทะเบียนหนังสือส่ง เริ่มเลข 1 ถึงสิ้นปีปฏิทิน หรือใช้เลขที่ของหนังสือทั่วไปตามแบบหนังสือภายนอก ✓
- ข. เป็นหนังสือที่มีถึงผู้รับเป็นจำนวนมาก มีใจความอย่างเดียวกัน โดยเพิ่มรหัส ว หน้าเลขทะเบียนหนังสือส่ง เริ่มเลข 1 ถึงสิ้นปีงบประมาณ หรือใช้เลขที่ของหนังสือทั่วไปตามแบบหนังสือภายนอก
- ค. เป็นหนังสือที่มีถึงผู้รับเป็นจำนวนมาก มีใจความแตกต่างกัน โดยเพิ่มรหัส ว หน้าเลขทะเบียนหนังสือส่ง เริ่มเลข 1 ถึงสิ้นปีปฏิทิน หรือใช้เลขที่ของหนังสือทั่วไปตามแบบหนังสือภายนอก
- ง. เป็นหนังสือที่มีถึงผู้รับเป็นจำนวนมาก มีใจความอย่างเดียวกัน โดยเพิ่มรหัส ร หน้าเลขทะเบียนหนังสือส่ง เริ่มเลข 1 ถึงสิ้นปีปฏิทิน หรือใช้เลขที่ของหนังสือทั่วไปตามแบบหนังสือภายนอก
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เป็นหนังสือที่มีถึงผู้รับเป็นจำนวนมาก มีใจความอย่างเดียวกัน โดยเพิ่มรหัส ว หน้าเลขทะเบียนหนังสือส่ง เริ่มเลข 1 ถึงสิ้นปีปฏิทิน หรือใช้เลขที่ของหนังสือทั่วไปตามแบบหนังสือภายนอก" ตามข้อ 32 หนังสือเวียนคือหนังสือที่มีถึงผู้รับเป็นจำนวนมากและมีใจความอย่างเดียวกัน โดยเพิ่มรหัส ว หน้าเลขทะเบียนหนังสือส่งซึ่งกำหนดเฉพาะ เริ่มเลข 1 เรียงถึงสิ้นปีปฏิทิน หรือใช้เลขที่ของหนังสือทั่วไปตามแบบหนังสือภายนอก ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เป็นหนังสือที่มีถึงผู้รับเป็นจำนวนมาก มีใจความแตกต่างกัน โดยเพิ่มรหัส ว หน้าเลขทะเบียนหนังสือส่ง เริ่มเลข 1 ถึงสิ้นปีปฏิทิน หรือใช้เลขที่ของหนังสือทั่วไปตามแบบหนังสือภายนอก" ผิด: แหล่งข้อมูลนิยามว่าหนังสือเวียนมีใจความอย่างเดียวกัน ไม่ใช่มีใจความแตกต่างกัน • "เป็นหนังสือที่มีถึงผู้รับเป็นจำนวนมาก มีใจความอย่างเดียวกัน โดยเพิ่มรหัส ร หน้าเลขทะเบียนหนังสือส่ง เริ่มเลข 1 ถึงสิ้นปีปฏิทิน หรือใช้เลขที่ของหนังสือทั่วไปตามแบบหนังสือภายนอก" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้เพิ่มรหัสตัวพยัญชนะ ว หน้าเลขทะเบียนหนังสือส่ง ไม่ใช่รหัส ร • "เป็นหนังสือที่มีถึงผู้รับเป็นจำนวนมาก มีใจความอย่างเดียวกัน โดยเพิ่มรหัส ว หน้าเลขทะเบียนหนังสือส่ง เริ่มเลข 1 ถึงสิ้นปีงบประมาณ หรือใช้เลขที่ของหนังสือทั่วไปตามแบบหนังสือภายนอก" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้เรียงเลขไปจนถึงสิ้นปีปฏิทิน ไม่ใช่สิ้นปีงบประมาณ อ้างอิงตัวบท ข้อ 32 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “หนังสือเวียน คือ หนังสือที่มีถึงผู้รับเป็นจำนวนมาก” ข้อ 32 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “มีใจความอย่างเดียวกัน” ข้อ 32 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “ให้เพิ่มรหัสตัวพยัญชนะ ว หน้าเลขทะเบียนหนังสือส่ง” ข้อ 32 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “เริ่มตั้งแต่เลข 1 เรียงเป็นลำดับไปจนถึงสิ้นปีปฏิทิน” ข้อ 32 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “หรือใช้เลขที่ของหนังสือทั่วไปตามแบบหนังสือภายนอกอย่างหนึ่งอย่างใด”
ข้อ 32 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “หนังสือเวียน คือ หนังสือที่มีถึงผู้รับเป็นจำนวนมาก”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ ต้องประทับตรารับหนังสือไว้ ณ ตำแหน่งใดของหนังสือที่รับเข้ามา
- ก. ที่มุมล่างด้านขวาของหนังสือ
- ข. ที่มุมบนด้านซ้ายของหนังสือ
- ค. ที่มุมบนด้านขวาของหนังสือ ✓
- ง. ที่มุมล่างด้านซ้ายของหนังสือ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ที่มุมบนด้านขวาของหนังสือ" ตามข้อ 37 ให้ประทับตรารับหนังสือตามแบบที่ 12 ท้ายระเบียบที่มุมบนด้านขวาของหนังสือ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ที่มุมบนด้านซ้ายของหนังสือ" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ประทับตรารับหนังสือ “ที่มุมบนด้านขวาของหนังสือ” ไม่ใช่มุมบนด้านซ้าย • "ที่มุมล่างด้านขวาของหนังสือ" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดตำแหน่งที่มุมบนด้านขวา ไม่ใช่มุมล่างด้านขวา • "ที่มุมล่างด้านซ้ายของหนังสือ" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดตำแหน่งที่มุมบนด้านขวา ไม่ใช่มุมล่างด้านซ้าย อ้างอิงตัวบท ข้อ 37 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “ประทับตรารับหนังสือตามแบบที่ 12 ท้ายระเบียบ ที่มุมบนด้านขวาของหนังสือ”
ข้อ 37 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “ประทับตรารับหนังสือตามแบบที่ 12 ท้ายระเบียบ ที่มุมบนด้านขวาของหนังสือ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ การส่งหนังสือที่ลงทะเบียนรับแล้วไปให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องดำเนินการ อาจดำเนินการอย่างไร
- ก. ส่งหนังสือได้โดยไม่ใช้สมุดส่งหนังสือและไม่ต้องบันทึกหลักฐานในทะเบียนรับหนังสือ
- ข. ใช้สมุดส่งหนังสือเท่านั้น โดยไม่อาจใช้หลักฐานในทะเบียนรับหนังสือ
- ค. ให้ผู้รับหนังสือลงชื่อในทะเบียนรับหนังสือ โดยไม่ต้องลงวัน เดือน ปีที่รับ
- ง. ใช้สมุดส่งหนังสือ หรือให้ผู้รับหนังสือลงชื่อและวัน เดือน ปีที่รับไว้เป็นหลักฐานในทะเบียนรับหนังสือ ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ใช้สมุดส่งหนังสือ หรือให้ผู้รับหนังสือลงชื่อและวัน เดือน ปีที่รับไว้เป็นหลักฐานในทะเบียนรับหนังสือ" ข้อ 39 กำหนดว่า การส่งหนังสือที่ลงทะเบียนรับแล้วอาจใช้สมุดส่งหนังสือ หรือให้ผู้รับลงชื่อและวัน เดือน ปีที่รับหนังสือไว้เป็นหลักฐานในทะเบียนรับหนังสือก็ได้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ส่งหนังสือได้โดยไม่ใช้สมุดส่งหนังสือและไม่ต้องบันทึกหลักฐานในทะเบียนรับหนังสือ" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ใช้สมุดส่งหนังสือ หรือให้ผู้รับลงชื่อและวัน เดือน ปีที่รับไว้เป็นหลักฐานในทะเบียนรับหนังสือ • "ให้ผู้รับหนังสือลงชื่อในทะเบียนรับหนังสือ โดยไม่ต้องลงวัน เดือน ปีที่รับ" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุให้ผู้รับหนังสือ “ลงชื่อและวัน เดือน ปีที่รับหนังสือไว้” เป็นหลักฐาน • "ใช้สมุดส่งหนังสือเท่านั้น โดยไม่อาจใช้หลักฐานในทะเบียนรับหนังสือ" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดทางเลือกไว้ว่าอาจใช้สมุดส่งหนังสือ หรือให้ผู้รับลงชื่อและวัน เดือน ปีที่รับไว้เป็นหลักฐานในทะเบียนรับหนังสือก็ได้ อ้างอิงตัวบท ข้อ 39 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “จะส่งโดยใช้สมุดส่งหนังสือตามข้อ 48” ข้อ 39 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “หรือให้ผู้รับหนังสือลงชื่อและวัน เดือน ปีที่รับหนังสือไว้ เป็นหลักฐานในทะเบียนรับหนังสือก็ได้”
ข้อ 39 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “จะส่งโดยใช้สมุดส่งหนังสือตามข้อ 48”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ เมื่อหน่วยงานสารบรรณกลางส่งหนังสือที่จัดทำขึ้นโดยปกติด้วยระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ ข้อใดอธิบายผลของการเก็บสำเนาหนังสือในระบบที่ส่งได้ถูกต้อง
- ก. ยังต้องเก็บสำเนาเป็นเอกสารที่หน่วยงานสารบรรณกลางอีกหนึ่งฉบับ
- ข. ถือเป็นการเก็บสำเนาไว้ที่หน่วยงานสารบรรณกลางแล้ว โดยไม่ต้องเก็บเป็นเอกสารอีก ✓
- ค. ถือเป็นการเก็บสำเนาไว้ทั้งที่ต้นเรื่องและหน่วยงานสารบรรณกลางแล้ว
- ง. ถือเป็นการเก็บสำเนาคู่ฉบับไว้ที่ต้นเรื่องแทนการเก็บสำเนาที่ส่วนกลาง
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ถือเป็นการเก็บสำเนาไว้ที่หน่วยงานสารบรรณกลางแล้ว โดยไม่ต้องเก็บเป็นเอกสารอีก" ข้อ 30 กำหนดว่า เมื่อหน่วยงานสารบรรณกลางส่งหนังสือด้วยระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ การเก็บสำเนาไว้ในระบบที่ส่งให้ถือเป็นการเก็บสำเนาไว้ที่หน่วยงานสารบรรณกลางแล้ว และไม่ต้องเก็บเป็นเอกสารอีก ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ถือเป็นการเก็บสำเนาคู่ฉบับไว้ที่ต้นเรื่องแทนการเก็บสำเนาที่ส่วนกลาง" ผิด: ข้อ 30 กำหนดให้ถือเป็นการเก็บสำเนาไว้ที่หน่วยงานสารบรรณกลาง ไม่ใช่การเก็บสำเนาคู่ฉบับไว้ที่ต้นเรื่อง • "ยังต้องเก็บสำเนาเป็นเอกสารที่หน่วยงานสารบรรณกลางอีกหนึ่งฉบับ" ผิด: ข้อ 30 ระบุว่าเมื่อเก็บสำเนาไว้ในระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ที่ส่งแล้ว ไม่ต้องเก็บเป็นเอกสารอีก • "ถือเป็นการเก็บสำเนาไว้ทั้งที่ต้นเรื่องและหน่วยงานสารบรรณกลางแล้ว" ผิด: ข้อ 30 ให้ถือว่าการเก็บสำเนาในระบบเป็นการเก็บสำเนาไว้ที่หน่วยงานสารบรรณกลางเท่านั้น ส่วนสำเนาคู่ฉบับต้องเก็บไว้ที่ต้นเรื่อง อ้างอิงตัวบท ข้อ 30 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “ให้ถือว่าการเก็บสำเนาหนังสือไว้ในระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ที่ส่งนั้นเป็นการเก็บสำเนาไว้ที่หน่วยงานสารบรรณกลางตามวรรคหนึ่งแล้ว” ข้อ 30 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “ทั้งนี้ โดยไม่ต้องเก็บ เป็นเอกสารอีก”
ข้อ 30 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “ให้ถือว่าการเก็บสำเนาหนังสือไว้ในระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ที่ส่งนั้นเป็นการเก็บสำเนาไว้ที่หน่วยงานสารบรรณกลางตามวรรคหนึ่งแล้ว”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ ข้อใดอธิบายความหมายของ “สื่อกลางบันทึกข้อมูล” ได้ถูกต้อง
- ก. สื่อใด ๆ ที่อาจใช้บันทึกข้อมูลได้ด้วยอุปกรณ์ทางอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงพื้นที่ที่ส่วนราชการใช้จัดเก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ✓
- ข. สื่อใด ๆ ที่ใช้บันทึกข้อมูลโดยไม่ต้องอาศัยอุปกรณ์ทางอิเล็กทรอนิกส์
- ค. พื้นที่ที่ส่วนราชการใช้จัดเก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น ไม่รวมสื่อบันทึกข้อมูลประเภทอื่น
- ง. สื่อที่ใช้บันทึกข้อมูลได้ด้วยอุปกรณ์ทางอิเล็กทรอนิกส์ แต่ไม่รวมพื้นที่จัดเก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์
Explanation: คำตอบที่ถูก: "สื่อใด ๆ ที่อาจใช้บันทึกข้อมูลได้ด้วยอุปกรณ์ทางอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงพื้นที่ที่ส่วนราชการใช้จัดเก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์" ข้อ 27 กำหนดว่า “สื่อกลางบันทึกข้อมูล” หมายถึงสื่อใด ๆ ที่อาจใช้บันทึกข้อมูลได้ด้วยอุปกรณ์ทางอิเล็กทรอนิกส์ และรวมถึงพื้นที่ที่ส่วนราชการใช้จัดเก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ เช่น บริการคลาวด์ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "สื่อใด ๆ ที่ใช้บันทึกข้อมูลโดยไม่ต้องอาศัยอุปกรณ์ทางอิเล็กทรอนิกส์" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าสื่อนั้นอาจใช้บันทึกข้อมูลได้ด้วยอุปกรณ์ทางอิเล็กทรอนิกส์ • "พื้นที่ที่ส่วนราชการใช้จัดเก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น ไม่รวมสื่อบันทึกข้อมูลประเภทอื่น" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดความหมายหลักว่าเป็น “สื่อใด ๆ ที่อาจใช้บันทึกข้อมูลได้ด้วยอุปกรณ์ทางอิเล็กทรอนิกส์” และจึงรวมพื้นที่จัดเก็บข้อมูลด้วย • "สื่อที่ใช้บันทึกข้อมูลได้ด้วยอุปกรณ์ทางอิเล็กทรอนิกส์ แต่ไม่รวมพื้นที่จัดเก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าให้รวมตลอดทั้งพื้นที่ที่ส่วนราชการใช้ในการจัดเก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ด้วย อ้างอิงตัวบท ข้อ 27 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “สื่อกลางบันทึกข้อมูลตามวรรคหนึ่ง หมายความว่า สื่อใด ๆ ที่อาจใช้บันทึกข้อมูลได้ด้วยอุปกรณ์ทางอิเล็กทรอนิกส์” ข้อ 27 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “รวมตลอดทั้งพื้นที่ที่ส่วนราชการใช้ในการจัดเก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ด้วย”
ข้อ 27 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “สื่อกลางบันทึกข้อมูลตามวรรคหนึ่ง หมายความว่า สื่อใด ๆ ที่อาจใช้บันทึกข้อมูลได้ด้วยอุปกรณ์ทางอิเล็กทรอนิกส์”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ รายงานการประชุมให้จัดทำตามแบบใด
- ก. แบบที่ 12 ท้ายระเบียบ
- ข. แบบที่ 11 ท้ายระเบียบ ✓
- ค. แบบที่ 10 ท้ายระเบียบ
- ง. แบบที่ 9 ท้ายระเบียบ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "แบบที่ 11 ท้ายระเบียบ" ข้อ 25 กำหนดให้จัดทำรายงานการประชุมตามแบบที่ 11 ท้ายระเบียบ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "แบบที่ 12 ท้ายระเบียบ" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ใช้ “แบบที่ 11 ท้ายระเบียบ” ไม่ใช่แบบที่ 12 • "แบบที่ 10 ท้ายระเบียบ" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุหมายเลขแบบไว้เฉพาะว่า “แบบที่ 11 ท้ายระเบียบ” • "แบบที่ 9 ท้ายระเบียบ" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้รายงานการประชุมจัดทำตาม “แบบที่ 11 ท้ายระเบียบ” อ้างอิงตัวบท ข้อ 25 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “รายงานการประชุม คือ การบันทึกความคิดเห็นของผู้มาประชุม ผู้เข้าร่วมประชุมและมติของที่ประชุมไว้เป็นหลักฐาน ให้จัดทำตามแบบที่ 11 ท้ายระเบียบ”
ข้อ 25 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “รายงานการประชุม คือ การบันทึกความคิดเห็นของผู้มาประชุม ผู้เข้าร่วมประชุมและมติของที่ประชุมไว้เป็นหลักฐาน ให้จัดทำตามแบบที่ 11 ท้ายระเบียบ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับผู้รักษาการและอำนาจตีความระเบียบ
- ก. ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีรักษาการตามระเบียบนี้ แต่ไม่มีอำนาจตีความปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามระเบียบ
- ข. ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีมิได้รักษาการตามระเบียบนี้ แต่มีอำนาจตีความปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามระเบียบ
- ค. ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีรักษาการตามระเบียบนี้ และต้องขอความเห็นจากคณะกรรมการก่อนตีความปัญหา
- ง. ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีรักษาการตามระเบียบนี้ และมีอำนาจตีความปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามระเบียบ ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีรักษาการตามระเบียบนี้ และมีอำนาจตีความปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามระเบียบ" ข้อ 8 กำหนดให้ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีรักษาการตามระเบียบนี้ และมีอำนาจตีความและวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามระเบียบนี้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีรักษาการตามระเบียบนี้ และต้องขอความเห็นจากคณะกรรมการก่อนตีความปัญหา" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีจะขอความเห็นจากคณะกรรมการเพื่อประกอบการพิจารณาก็ได้ มิได้กำหนดว่าต้องขอก่อนตีความ • "ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีรักษาการตามระเบียบนี้ แต่ไม่มีอำนาจตีความปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามระเบียบ" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าให้ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีรักษาการตามระเบียบนี้ และให้มีอำนาจตีความปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามระเบียบนี้ • "ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีมิได้รักษาการตามระเบียบนี้ แต่มีอำนาจตีความปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามระเบียบ" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดโดยตรงว่าให้ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีรักษาการตามระเบียบนี้ อ้างอิงตัวบท ข้อ 8 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “ให้ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีรักษาการตามระเบียบนี้” ข้อ 8 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “และให้มีอำนาจตีความและวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามระเบียบนี้”
ข้อ 8 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “ให้ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีรักษาการตามระเบียบนี้”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
หนังสือฉบับหนึ่งเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ ไม่มีความสำคัญ และเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นประจำ โดยดำเนินการแล้วเสร็จและมิใช่คู่สำเนาที่มีต้นเรื่องจะค้นได้จากที่อื่น ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ ต้องเก็บหนังสือนี้ไว้อย่างน้อยเท่าใด
- ก. ให้เก็บหนังสือไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี
- ข. ให้เก็บหนังสือไว้ตลอดไป
- ค. ให้เก็บหนังสือไว้ไม่น้อยกว่า 1 ปี ✓
- ง. ให้เก็บหนังสือไว้ไม่น้อยกว่า 10 ปี
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ให้เก็บหนังสือไว้ไม่น้อยกว่า 1 ปี" ข้อเท็จจริงว่าเป็น “เรื่องธรรมดาสามัญซึ่งไม่มีความสำคัญ และเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นประจำ” → และข้อเท็จจริงว่า “ดำเนินการแล้วเสร็จ” → ทำให้ใช้กำหนดเวลา E21 คือ “ไม่น้อยกว่า 1 ปี” ส่วนข้อเท็จจริงว่ามิใช่คู่สำเนาที่มีต้นเรื่องจะค้นได้จากที่อื่น → ทำให้กรณีเก็บไม่น้อยกว่า 5 ปีไม่เข้าเงื่อนไข ดังนั้นต้องเก็บไว้ไม่น้อยกว่า 1 ปี ตามข้อ 57.5 แห่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ให้เก็บหนังสือไว้ไม่น้อยกว่า 10 ปี" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดเป็นการเฉพาะว่าเรื่องธรรมดาสามัญซึ่งไม่มีความสำคัญและเกิดขึ้นเป็นประจำ เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จ ให้เก็บไว้ไม่น้อยกว่า 1 ปี • "ให้เก็บหนังสือไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี" ผิด: กำหนดไม่น้อยกว่า 5 ปีใช้กับหนังสือที่เป็นคู่สำเนาที่มีต้นเรื่องจะค้นได้จากที่อื่น แต่กรณีนี้ระบุว่าไม่ใช่คู่สำเนาดังกล่าว • "ให้เก็บหนังสือไว้ตลอดไป" ผิด: การเก็บไว้ตลอดไปกำหนดสำหรับหนังสือที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และมีคุณค่าต่อการศึกษา ค้นคว้า วิจัย มิใช่หนังสือที่โจทย์ระบุว่าไม่มีความสำคัญ อ้างอิงตัวบท ข้อ 57 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “57.5 หนังสือที่เป็นเรื่องธรรมดาสามัญซึ่งไม่มีความสำคัญ และเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นประจำเมื่อดำเนินการแล้วเสร็จให้เก็บไว้ไม่น้อยกว่า 1 ปี”
ข้อ 57 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “57.5 หนังสือที่เป็นเรื่องธรรมดาสามัญซึ่งไม่มีความสำคัญ และเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นประจำเมื่อดำเนินการแล้วเสร็จให้เก็บไว้ไม่น้อยกว่า 1 ปี”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
นาย ก. เป็นเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบในการเก็บหนังสือ โดยในปีนั้นมีหนังสือที่ครบกำหนดอายุการเก็บซึ่งฝากเก็บไว้ที่กองจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ นาย ก. ต้องสำรวจหนังสือดังกล่าวภายในระยะเวลาใด และนับจากเมื่อใด
- ก. ภายใน 60 วันหลังจากวันสิ้นปีปฏิทิน ✓
- ข. ไม่ต้องสำรวจภายในกำหนดเวลา เพราะเป็นหนังสือที่ฝากเก็บไว้
- ค. ภายใน 30 วันหลังจากวันสิ้นปีปฏิทิน
- ง. ภายใน 60 วันหลังจากวันที่หนังสือครบกำหนดอายุการเก็บ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ภายใน 60 วันหลังจากวันสิ้นปีปฏิทิน" ข้อเท็จจริงว่า นาย ก. เป็นเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบในการเก็บหนังสือ → “เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบในการเก็บหนังสือ”; หนังสือครบกำหนดอายุการเก็บในปีนั้น → “หนังสือที่ครบกำหนดอายุการเก็บในปีนั้น”; หนังสือฝากเก็บไว้ที่กองจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร → “ไม่ว่าจะเป็นหนังสือที่เก็บไว้เองหรือที่ฝากเก็บไว้ที่กองจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร” จึงต้องสำรวจภายใน 60 วันหลังจากวันสิ้นปีปฏิทิน ตามข้อ 66 แห่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ไม่ต้องสำรวจภายในกำหนดเวลา เพราะเป็นหนังสือที่ฝากเก็บไว้" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าให้สำรวจ “ไม่ว่าจะเป็นหนังสือที่เก็บไว้เองหรือที่ฝากเก็บไว้ที่กองจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร” • "ภายใน 30 วันหลังจากวันสิ้นปีปฏิทิน" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดว่า “ภายใน 60 วันหลังจากวันสิ้นปีปฏิทิน” ไม่ใช่ 30 วัน • "ภายใน 60 วันหลังจากวันที่หนังสือครบกำหนดอายุการเก็บ" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดจุดเริ่มต้นว่า “หลังจากวันสิ้นปีปฏิทิน” ไม่ใช่วันที่หนังสือครบกำหนดอายุการเก็บ อ้างอิงตัวบท ข้อ 66 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “ภายใน 60 วันหลังจากวันสิ้นปีปฏิทิน ให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบในการเก็บหนังสือสำรวจหนังสือ”
ข้อ 66 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “ภายใน 60 วันหลังจากวันสิ้นปีปฏิทิน ให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบในการเก็บหนังสือสำรวจหนังสือ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ ข้อใดสรุปหลักเกณฑ์เรื่องน้ำหนักกระดาษสำหรับซองได้ถูกต้อง
- ก. โดยปกติซองใช้กระดาษสีขาวหรือสีน้ำตาล น้ำหนัก 120 กรัมต่อตารางเมตร แต่ซองขนาดซี 4 ใช้กระดาษน้ำหนัก 80 กรัมต่อตารางเมตร
- ข. ซองทุกขนาดใช้กระดาษสีขาวหรือสีน้ำตาล น้ำหนัก 80 กรัมต่อตารางเมตร
- ค. โดยปกติซองใช้กระดาษสีขาวหรือสีน้ำตาล น้ำหนัก 80 กรัมต่อตารางเมตร แต่ซองขนาดซี 4 ใช้กระดาษน้ำหนัก 120 กรัมต่อตารางเมตร ✓
- ง. โดยปกติซองใช้กระดาษสีขาวหรือสีน้ำตาล น้ำหนัก 80 กรัมต่อตารางเมตร แต่ซองขนาดซี 5 ใช้กระดาษน้ำหนัก 120 กรัมต่อตารางเมตร
Explanation: คำตอบที่ถูก: "โดยปกติซองใช้กระดาษสีขาวหรือสีน้ำตาล น้ำหนัก 80 กรัมต่อตารางเมตร แต่ซองขนาดซี 4 ใช้กระดาษน้ำหนัก 120 กรัมต่อตารางเมตร" ข้อ 74.2 กำหนดว่า โดยปกติซองใช้กระดาษสีขาวหรือสีน้ำตาล น้ำหนัก 80 กรัมต่อตารางเมตร โดยมีข้อยกเว้นสำหรับซองขนาดซี 4 ซึ่งใช้กระดาษน้ำหนัก 120 กรัมต่อตารางเมตร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "โดยปกติซองใช้กระดาษสีขาวหรือสีน้ำตาล น้ำหนัก 120 กรัมต่อตารางเมตร แต่ซองขนาดซี 4 ใช้กระดาษน้ำหนัก 80 กรัมต่อตารางเมตร" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ซองโดยปกติใช้กระดาษน้ำหนัก 80 กรัมต่อตารางเมตร และซองขนาดซี 4 ใช้ 120 กรัมต่อตารางเมตร • "ซองทุกขนาดใช้กระดาษสีขาวหรือสีน้ำตาล น้ำหนัก 80 กรัมต่อตารางเมตร" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุข้อยกเว้นว่า “เว้นแต่ซองขนาดซี 4 ให้ใช้กระดาษน้ำหนัก 120 กรัมต่อตารางเมตร” • "โดยปกติซองใช้กระดาษสีขาวหรือสีน้ำตาล น้ำหนัก 80 กรัมต่อตารางเมตร แต่ซองขนาดซี 5 ใช้กระดาษน้ำหนัก 120 กรัมต่อตารางเมตร" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุเฉพาะซองขนาดซี 4 ให้ใช้กระดาษน้ำหนัก 120 กรัมต่อตารางเมตร ไม่ใช่ซองขนาดซี 5 อ้างอิงตัวบท ข้อ 74 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “74.2 มาตรฐานซอง โดยปกติให้ใช้กระดาษสีขาวหรือสีน้ำตาล” ข้อ 74 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “74.2 มาตรฐานซอง โดยปกติให้ใช้กระดาษสีขาวหรือสีน้ำตาล น้ำหนัก 80 กรัมต่อตารางเมตร” ข้อ 74 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “เว้นแต่ซองขนาดซี 4 ให้ใช้กระดาษน้ำหนัก 120 กรัมต่อตารางเมตร”
ข้อ 74 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2564): “74.2 มาตรฐานซอง โดยปกติให้ใช้กระดาษสีขาวหรือสีน้ำตาล”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับของทางราชการ ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการเก็บรักษาข้อมูลข่าวสารลับ
- ก. ให้หน่วยงานของรัฐเก็บไว้ในที่ปลอดภัย และกำหนดระเบียบการเก็บรักษาเป็นการเฉพาะตามคำแนะนำของหัวหน้าหน่วยงานของรัฐ
- ข. ให้หน่วยงานของรัฐเก็บไว้ในที่ปลอดภัย และกำหนดระเบียบการเก็บรักษาเป็นการเฉพาะตามคำแนะนำขององค์การรักษาความปลอดภัย ✓
- ค. ให้หน่วยงานของรัฐเก็บไว้ในที่ปลอดภัย และกำหนดระเบียบการเก็บรักษาเป็นการทั่วไปตามคำแนะนำขององค์การรักษาความปลอดภัย
- ง. ให้หน่วยงานของรัฐเก็บไว้ในที่เปิดเผยต่อบุคคลทั่วไป และกำหนดระเบียบการเก็บรักษาเป็นการเฉพาะตามคำแนะนำขององค์การรักษาความปลอดภัย
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ให้หน่วยงานของรัฐเก็บไว้ในที่ปลอดภัย และกำหนดระเบียบการเก็บรักษาเป็นการเฉพาะตามคำแนะนำขององค์การรักษาความปลอดภัย" ข้อ 44 กำหนดให้หน่วยงานของรัฐเก็บรักษาข้อมูลข่าวสารลับไว้ในที่ปลอดภัย และกำหนดระเบียบการเก็บรักษาไว้เป็นการเฉพาะตามคำแนะนำขององค์การรักษาความปลอดภัย ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ให้หน่วยงานของรัฐเก็บไว้ในที่ปลอดภัย และกำหนดระเบียบการเก็บรักษาเป็นการทั่วไปตามคำแนะนำขององค์การรักษาความปลอดภัย" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้จัดทำระเบียบการเก็บรักษาข้อมูลข่าวสารลับ “ไว้เป็นการเฉพาะ” ไม่ใช่เป็นการทั่วไป • "ให้หน่วยงานของรัฐเก็บไว้ในที่ปลอดภัย และกำหนดระเบียบการเก็บรักษาเป็นการเฉพาะตามคำแนะนำของหัวหน้าหน่วยงานของรัฐ" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุโดยเฉพาะให้กำหนดระเบียบตามคำแนะนำของ “องค์การรักษาความปลอดภัย” • "ให้หน่วยงานของรัฐเก็บไว้ในที่เปิดเผยต่อบุคคลทั่วไป และกำหนดระเบียบการเก็บรักษาเป็นการเฉพาะตามคำแนะนำขององค์การรักษาความปลอดภัย" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้เก็บรักษาข้อมูลข่าวสารลับ “ไว้ในที่ปลอดภัย” ไม่ใช่ในที่เปิดเผยต่อบุคคลทั่วไป อ้างอิงตัวบท ข้อ 44 (ระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับของทางราชการ พ.ศ. 2544 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “ให้หน่วยงานของรัฐเก็บรักษาไว้ในที่ปลอดภัย” ข้อ 44 (ระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับของทางราชการ พ.ศ. 2544 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “และให้กำหนดระเบียบการเก็บรักษาข้อมูลข่าวสารลับไว้เป็นการเฉพาะตามคำแนะนำขององค์การ รักษาความปลอดภัย”
ข้อ 44 (ระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับของทางราชการ พ.ศ. 2544 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “ให้หน่วยงานของรัฐเก็บรักษาไว้ในที่ปลอดภัย”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับของทางราชการ ข้อใดอธิบายหลักการให้เจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องและรับรู้ข้อมูลข่าวสารลับได้ถูกต้อง
- ก. หัวหน้าหน่วยงานของรัฐไม่ต้องจำกัดจำนวนเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง แต่ให้ทราบข้อมูลเพียงเท่าที่จำเป็น
- ข. หัวหน้าหน่วยงานของรัฐไม่ต้องจำกัดจำนวนเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และให้รับทราบข้อมูลทั้งหมด
- ค. หัวหน้าหน่วยงานของรัฐกำหนดเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเพียงเท่าที่จำเป็น แต่ให้รับทราบข้อมูลทั้งหมด
- ง. หัวหน้าหน่วยงานของรัฐกำหนดเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเพียงเท่าที่จำเป็นต่อภารกิจ และให้ทราบเท่าที่จำเป็น ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "หัวหน้าหน่วยงานของรัฐกำหนดเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเพียงเท่าที่จำเป็นต่อภารกิจ และให้ทราบเท่าที่จำเป็น" ข้อ 31 กำหนดให้หัวหน้าหน่วยงานของรัฐจำกัดทั้งจำนวนเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องให้เพียงเท่าที่จำเป็นต่อภารกิจ และขอบเขตการรับรู้ข้อมูลให้เท่าที่จำเป็นเท่านั้น ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "หัวหน้าหน่วยงานของรัฐกำหนดเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเพียงเท่าที่จำเป็น แต่ให้รับทราบข้อมูลทั้งหมด" ผิด: ข้อ 31 กำหนดให้จำกัดการรับรู้ข้อมูลข่าวสารลับเท่าที่จำเป็นเท่านั้น • "หัวหน้าหน่วยงานของรัฐไม่ต้องจำกัดจำนวนเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และให้รับทราบข้อมูลทั้งหมด" ผิด: ข้อ 31 กำหนดทั้งจำนวนเจ้าหน้าที่เพียงเท่าที่จำเป็นต่อภารกิจ และการรับรู้เท่าที่จำเป็นเท่านั้น • "หัวหน้าหน่วยงานของรัฐไม่ต้องจำกัดจำนวนเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง แต่ให้ทราบข้อมูลเพียงเท่าที่จำเป็น" ผิด: ข้อ 31 กำหนดให้หัวหน้าหน่วยงานของรัฐกำหนดจำนวนเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเพียงเท่าที่จำเป็นต่อภารกิจด้วย อ้างอิงตัวบท ข้อ 31 (ระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับของทางราชการ พ.ศ. 2544 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “ให้หัวหน้าหน่วยงาน ของรัฐกำหนดจำนวนเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเพียงเท่าที่จำเป็นต่อภารกิจ” ข้อ 31 (ระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับของทางราชการ พ.ศ. 2544 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “และจำกัดให้ทราบเท่าที่จำเป็นเท่านั้น”
ข้อ 31 (ระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับของทางราชการ พ.ศ. 2544 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “ให้หัวหน้าหน่วยงาน ของรัฐกำหนดจำนวนเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเพียงเท่าที่จำเป็นต่อภารกิจ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับของทางราชการ การส่งข้อมูลข่าวสารลับออกนอกประเทศอาจดำเนินการอย่างไร
- ก. ปฏิบัติตามระเบียบว่าด้วยงานสารบรรณโดยอนุโลม หรือให้เจ้าหน้าที่ธุรการของหน่วยงานถือไปด้วยตนเอง
- ข. ส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนระหว่างประเทศตามระเบียบงานสารบรรณ หรือให้บริษัทรับส่งเอกสารนำส่งด้วยตนเอง
- ค. ปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงการต่างประเทศว่าด้วยถุงเมล์การทูตโดยอนุโลม หรือให้เจ้าหน้าที่ซึ่งมีฐานะทางการทูตถือไปด้วยตนเอง ✓
- ง. ปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงการต่างประเทศว่าด้วยถุงเมล์การทูตโดยอนุโลม หรือให้เจ้าหน้าที่ซึ่งไม่มีฐานะทางการทูตถือไปด้วยตนเอง
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงการต่างประเทศว่าด้วยถุงเมล์การทูตโดยอนุโลม หรือให้เจ้าหน้าที่ซึ่งมีฐานะทางการทูตถือไปด้วยตนเอง" ข้อ 39 กำหนดให้ส่งข้อมูลข่าวสารลับออกนอกประเทศโดยปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงการต่างประเทศว่าด้วยถุงเมล์การทูตโดยอนุโลม หรือให้เจ้าหน้าที่ซึ่งมีฐานะทางการทูตถือไปด้วยตนเองก็ได้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงการต่างประเทศว่าด้วยถุงเมล์การทูตโดยอนุโลม หรือให้เจ้าหน้าที่ซึ่งไม่มีฐานะทางการทูตถือไปด้วยตนเอง" ผิด: ข้อ 39 ระบุว่าผู้ถือไปด้วยตนเองต้องเป็น “เจ้าหน้าที่ซึ่งมีฐานะทางการทูต” • "ปฏิบัติตามระเบียบว่าด้วยงานสารบรรณโดยอนุโลม หรือให้เจ้าหน้าที่ธุรการของหน่วยงานถือไปด้วยตนเอง" ผิด: ข้อ 39 ระบุระเบียบกระทรวงการต่างประเทศว่าด้วยถุงเมล์การทูต และกำหนดผู้ถือเป็นเจ้าหน้าที่ซึ่งมีฐานะทางการทูต • "ส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนระหว่างประเทศตามระเบียบงานสารบรรณ หรือให้บริษัทรับส่งเอกสารนำส่งด้วยตนเอง" ผิด: ข้อ 39 กำหนดให้ปฏิบัติตามระเบียบว่าด้วยถุงเมล์การทูตโดยอนุโลม หรือให้เจ้าหน้าที่ซึ่งมีฐานะทางการทูตถือไปด้วยตนเอง อ้างอิงตัวบท ข้อ 39 (ระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับของทางราชการ พ.ศ. 2544 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “ให้ปฏิบัติตามระเบียบกระทรวง การต่างประเทศว่าด้วยถุงเมล์การทูตโดยอนุโลม” ข้อ 39 (ระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับของทางราชการ พ.ศ. 2544 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “หรือให้เจ้าหน้าที่ซึ่งมีฐานะทางการทูตถือไปด้วยตนเองก็ได้”
ข้อ 39 (ระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับของทางราชการ พ.ศ. 2544 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “ให้ปฏิบัติตามระเบียบกระทรวง การต่างประเทศว่าด้วยถุงเมล์การทูตโดยอนุโลม”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับของทางราชการ พ.ศ. 2544 และที่แก้ไขเพิ่มเติม นาย ก. เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลข่าวสารลับฉบับหนึ่ง ซึ่งไม่มีเครื่องหมายแสดงชั้นความลับไว้ นาย ก. ไม่รู้ข้อเท็จจริงดังกล่าวโดยตรง แต่ควรจะรู้ว่าข้อมูลนั้นได้มีการกำหนดชั้นความลับไว้แล้ว นาย ก. จะเปิดเผยข้อมูลข่าวสารนั้นได้หรือไม่
- ก. นาย ก. ไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลข่าวสารนั้นได้ เพราะควรจะรู้ว่ามีการกำหนดชั้นความลับไว้แล้ว ✓
- ข. นาย ก. สามารถเปิดเผยข้อมูลข่าวสารนั้นได้ เพราะตนไม่ได้รู้จริงว่ามีการกำหนดชั้นความลับไว้แล้ว
- ค. นาย ก. สามารถเปิดเผยข้อมูลข่าวสารนั้นได้ เพราะข้อมูลไม่มีเครื่องหมายแสดงชั้นความลับไว้
- ง. นาย ก. สามารถเปิดเผยข้อมูลข่าวสารนั้นได้จนกว่าจะมีเครื่องหมายแสดงชั้นความลับติดไว้
Explanation: คำตอบที่ถูก: "นาย ก. ไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลข่าวสารนั้นได้ เพราะควรจะรู้ว่ามีการกำหนดชั้นความลับไว้แล้ว" ข้อเท็จจริงในกรณีนี้คือ นาย ก. เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้อง → “เจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้อง”; ข้อมูลไม่มีเครื่องหมายแสดงชั้นความลับ → “ข้อมูลข่าวสารลับใดไม่มีเครื่องหมายแสดงชั้นความลับไว้”; และนาย ก. ควรจะรู้ว่าข้อมูลได้มีการกำหนดชั้นความลับแล้ว → “ได้รู้หรือควรจะรู้ข้อเท็จจริงว่า ข้อมูลข่าวสารนั้นได้มีการกำหนดชั้นความลับไว้แล้ว” จึงเข้าข้อยกเว้นและไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลนั้นได้ ตามข้อ 50 แห่งระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับของทางราชการ พ.ศ. 2544 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "นาย ก. สามารถเปิดเผยข้อมูลข่าวสารนั้นได้ เพราะตนไม่ได้รู้จริงว่ามีการกำหนดชั้นความลับไว้แล้ว" ผิด: แหล่งข้อมูลใช้คำว่า “ได้รู้หรือควรจะรู้ข้อเท็จจริง” ดังนั้นเพียงควรจะรู้ก็เข้าข้อยกเว้นแล้ว • "นาย ก. สามารถเปิดเผยข้อมูลข่าวสารนั้นได้จนกว่าจะมีเครื่องหมายแสดงชั้นความลับติดไว้" ผิด: แม้ไม่มีเครื่องหมาย แหล่งข้อมูลก็ยกเว้นการเปิดเผยเมื่อเจ้าหน้าที่ควรจะรู้ว่าข้อมูลได้มีการกำหนดชั้นความลับไว้แล้ว • "นาย ก. สามารถเปิดเผยข้อมูลข่าวสารนั้นได้ เพราะข้อมูลไม่มีเครื่องหมายแสดงชั้นความลับไว้" ผิด: แหล่งข้อมูลยกเว้นกรณีที่เจ้าหน้าที่ได้รู้หรือควรจะรู้ว่าข้อมูลนั้นได้มีการกำหนดชั้นความลับไว้แล้ว อ้างอิงตัวบท ข้อ 50 (ระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับของทางราชการ พ.ศ. 2544 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “เว้นแต่เจ้าหน้าที่นั้นได้รู้หรือควรจะรู้ข้อเท็จจริงว่า ข้อมูลข่าวสารนั้นได้มีการกำหนดชั้นความลับไว้แล้ว”
ข้อ 50 (ระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับของทางราชการ พ.ศ. 2544 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “เว้นแต่เจ้าหน้าที่นั้นได้รู้หรือควรจะรู้ข้อเท็จจริงว่า ข้อมูลข่าวสารนั้นได้มีการกำหนดชั้นความลับไว้แล้ว”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
นาย ก. เป็นเจ้าหน้าที่สารบรรณ ได้รับเอกสารฉบับหนึ่งไว้และทราบว่าเอกสารนั้นเป็นข้อมูลข่าวสารลับ ตามระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับของทางราชการ พ.ศ. 2544 และที่แก้ไขเพิ่มเติม นาย ก. ต้องรีบส่งเอกสารดังกล่าวให้แก่ใคร
- ก. รีบส่งข้อมูลข่าวสารลับให้แก่ผู้รับเพื่อเก็บไว้ในที่ปลอดภัย
- ข. รีบส่งข้อมูลข่าวสารลับคืนให้แก่หน่วยงานของรัฐที่เป็นผู้ส่ง
- ค. รีบส่งข้อมูลข่าวสารลับคืนให้แก่ผู้นำส่งข้อมูลข่าวสาร
- ง. รีบส่งข้อมูลข่าวสารลับให้แก่นายทะเบียนข้อมูลข่าวสารลับ ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "รีบส่งข้อมูลข่าวสารลับให้แก่นายทะเบียนข้อมูลข่าวสารลับ" ข้อเท็จจริงที่นาย ก. เป็นเจ้าหน้าที่สารบรรณ → “เจ้าหน้าที่สารบรรณ” และข้อเท็จจริงที่นาย ก. รับเอกสารไว้และทราบว่าเป็นข้อมูลข่าวสารลับ → “ในกรณีที่เจ้าหน้าที่สารบรรณทราบว่าข้อมูลข่าวสารที่รับไว้เป็นข้อมูลข่าวสารลับ” จึงเกิดผล คือ “ให้รีบส่งข้อมูลข่าวสารลับดังกล่าวให้แก่นายทะเบียนข้อมูลข่าวสารลับ” ตามข้อ 41 แห่งระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับของทางราชการ พ.ศ. 2544 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "รีบส่งข้อมูลข่าวสารลับให้แก่ผู้รับเพื่อเก็บไว้ในที่ปลอดภัย" ผิด: ข้อ 41 กำหนดโดยตรงว่าเจ้าหน้าที่สารบรรณต้องรีบส่งข้อมูลข่าวสารลับให้นายทะเบียนข้อมูลข่าวสารลับ • "รีบส่งข้อมูลข่าวสารลับคืนให้แก่ผู้นำส่งข้อมูลข่าวสาร" ผิด: ข้อ 41 กำหนดให้ส่งข้อมูลข่าวสารลับแก่นายทะเบียนข้อมูลข่าวสารลับ ส่วนผู้นำส่งเป็นผู้รับคืนใบตอบรับตามข้อ 42 • "รีบส่งข้อมูลข่าวสารลับคืนให้แก่หน่วยงานของรัฐที่เป็นผู้ส่ง" ผิด: ข้อ 41 ระบุให้ส่งข้อมูลข่าวสารลับแก่นายทะเบียนข้อมูลข่าวสารลับ ไม่ใช่ส่งข้อมูลนั้นคืนหน่วยงานของรัฐที่เป็นผู้ส่ง อ้างอิงตัวบท ข้อ 41 (ระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับของทางราชการ พ.ศ. 2544 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “ในกรณีที่เจ้าหน้าที่สารบรรณทราบว่าข้อมูลข่าวสารที่รับไว้เป็นข้อมูลข่าวสารลับ ให้รีบส่งข้อมูลข่าวสารลับดังกล่าวให้แก่นายทะเบียนข้อมูลข่าวสารลับ”
ข้อ 41 (ระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับของทางราชการ พ.ศ. 2544 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “ในกรณีที่เจ้าหน้าที่สารบรรณทราบว่าข้อมูลข่าวสารที่รับไว้เป็นข้อมูลข่าวสารลับ ให้รีบส่งข้อมูลข่าวสารลับดังกล่าวให้แก่นายทะเบียนข้อมูลข่าวสารลับ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับของทางราชการ ในกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วน ข้อใดอธิบายการกำหนดชั้นความลับเป็นการชั่วคราวได้ถูกต้อง
- ก. เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกำหนดชั้นความลับเป็นการชั่วคราวได้ และเสนอผู้มีอำนาจกำหนดชั้นความลับภายหลังเมื่อพ้นเหตุเร่งด่วน
- ข. เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกำหนดชั้นความลับเป็นการชั่วคราวได้ และต้องรีบเสนอต่อผู้มีอำนาจกำหนดชั้นความลับเพื่อสั่งการต่อไปทันที ✓
- ค. เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกำหนดชั้นความลับเป็นการชั่วคราวได้ และต้องยกเลิกชั้นความลับนั้นทันทีโดยไม่ต้องเสนอผู้มีอำนาจ
- ง. เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องไม่มีอำนาจกำหนดชั้นความลับเป็นการชั่วคราว และต้องรอผู้มีอำนาจกำหนดชั้นความลับเป็นผู้กำหนดก่อน
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกำหนดชั้นความลับเป็นการชั่วคราวได้ และต้องรีบเสนอต่อผู้มีอำนาจกำหนดชั้นความลับเพื่อสั่งการต่อไปทันที" ตามข้อ 17 เมื่อมีความจำเป็นเร่งด่วน เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมีอำนาจกำหนดชั้นความลับเป็นการชั่วคราวได้ แล้วต้องรีบเสนอต่อผู้มีอำนาจกำหนดชั้นความลับเพื่อสั่งการต่อไปทันที ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกำหนดชั้นความลับเป็นการชั่วคราวได้ และเสนอผู้มีอำนาจกำหนดชั้นความลับภายหลังเมื่อพ้นเหตุเร่งด่วน" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้รีบเสนอต่อผู้มีอำนาจกำหนดชั้นความลับเพื่อสั่งการต่อไปทันที • "เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องไม่มีอำนาจกำหนดชั้นความลับเป็นการชั่วคราว และต้องรอผู้มีอำนาจกำหนดชั้นความลับเป็นผู้กำหนดก่อน" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าในกรณีจำเป็นเร่งด่วน เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมีอำนาจกำหนดชั้นความลับเป็นการชั่วคราวได้ • "เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกำหนดชั้นความลับเป็นการชั่วคราวได้ และต้องยกเลิกชั้นความลับนั้นทันทีโดยไม่ต้องเสนอผู้มีอำนาจ" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้รีบเสนอต่อผู้มีอำนาจกำหนดชั้นความลับเพื่อสั่งการต่อไปทันที มิใช่ยกเลิกโดยไม่เสนอ อ้างอิงตัวบท ข้อ 17 (ระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับของทางราชการ พ.ศ. 2544 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมีอำนาจกำหนดชั้นความลับเป็นการชั่วคราวได้” ข้อ 17 (ระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับของทางราชการ พ.ศ. 2544 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “และให้รีบเสนอต่อผู้มีอำนาจกำหนดชั้นความลับเพื่อสั่งการเกี่ยวกับการกำหนด ชั้นความลับต่อไปทันที”
ข้อ 17 (ระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับของทางราชการ พ.ศ. 2544 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมีอำนาจกำหนดชั้นความลับเป็นการชั่วคราวได้”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับของทางราชการ เอกสารลับชั้นปกปิดตามระเบียบว่าด้วยการรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ พ.ศ. 2517 ให้ถือว่ามีชั้นความลับใดนับแต่วันที่ระเบียบนี้ใช้บังคับ
- ก. ให้ถือว่ามีชั้นความลับอยู่ในชั้นลับ ✓
- ข. ให้ถือว่ามีชั้นความลับอยู่ในชั้นลับมาก
- ค. ให้ถือว่ามีชั้นความลับอยู่ในชั้นลับที่สุด
- ง. ให้ถือว่ายังคงมีชั้นความลับอยู่ในชั้นปกปิด
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ให้ถือว่ามีชั้นความลับอยู่ในชั้นลับ" ตามข้อ 51 เอกสารลับชั้นปกปิดตามระเบียบ พ.ศ. 2517 ให้ถือว่ามีชั้นความลับอยู่ในชั้นลับนับแต่วันที่ระเบียบนี้ใช้บังคับ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ให้ถือว่ายังคงมีชั้นความลับอยู่ในชั้นปกปิด" ผิด: ข้อ 51 กำหนดให้เอกสารลับชั้นปกปิดเดิมถือว่ามีชั้นความลับอยู่ในชั้นลับนับแต่วันที่ระเบียบนี้ใช้บังคับ • "ให้ถือว่ามีชั้นความลับอยู่ในชั้นลับที่สุด" ผิด: ข้อ 51 กำหนดให้เอกสารลับชั้นปกปิดถือว่ามีชั้นความลับอยู่ใน “ชั้นลับ” ไม่ใช่ชั้นลับที่สุด • "ให้ถือว่ามีชั้นความลับอยู่ในชั้นลับมาก" ผิด: ข้อ 51 ระบุชั้นความลับใหม่ไว้เฉพาะว่า “ชั้นลับ” จึงไม่ใช่ชั้นลับมาก อ้างอิงตัวบท ข้อ 51 (ระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับของทางราชการ พ.ศ. 2544 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “โดยเอกสารลับชั้นปกปิดให้ถือว่า มีชั้นความลับอยู่ในชั้นลับนับแต่วันที่ระเบียบนี้ใช้บังคับ”
ข้อ 51 (ระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับของทางราชการ พ.ศ. 2544 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “โดยเอกสารลับชั้นปกปิดให้ถือว่า มีชั้นความลับอยู่ในชั้นลับนับแต่วันที่ระเบียบนี้ใช้บังคับ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับของทางราชการ ข้อใดอธิบายอำนาจปรับชั้นความลับและหน้าที่ของหน่วยงานเจ้าของเรื่องได้ถูกต้อง
- ก. การปรับต้องกระทำโดยผู้มีอำนาจกำหนดชั้นความลับของหน่วยงานเจ้าของเรื่อง ผู้บังคับบัญชาตามสายงานปรับได้เมื่อเห็นว่าไม่เหมาะสมโดยต้องแจ้งผู้กำหนดเดิม และเมื่อเจ้าของเรื่องเห็นควร ต้องปรับโดยไม่ต้องแจ้งหน่วยงานของรัฐอื่นที่ได้รับแจกจ่าย
- ข. การปรับต้องกระทำโดยเจ้าหน้าที่ทะเบียนข้อมูลข่าวสารลับของหน่วยงานเจ้าของเรื่อง ผู้บังคับบัญชาตามสายงานปรับได้เมื่อเห็นว่าไม่เหมาะสมโดยต้องแจ้งผู้กำหนดเดิม และเมื่อเจ้าของเรื่องเห็นควร ต้องปรับพร้อมแจ้งหน่วยงานของรัฐอื่นที่ได้รับแจกจ่าย
- ค. การปรับต้องกระทำโดยผู้มีอำนาจกำหนดชั้นความลับของหน่วยงานเจ้าของเรื่อง ผู้บังคับบัญชาตามสายงานปรับได้เมื่อเห็นว่าไม่เหมาะสมโดยต้องแจ้งผู้กำหนดเดิม และเมื่อเจ้าของเรื่องเห็นควร ต้องปรับพร้อมแจ้งหน่วยงานของรัฐอื่นที่ได้รับแจกจ่าย ✓
- ง. การปรับต้องกระทำโดยผู้มีอำนาจกำหนดชั้นความลับของหน่วยงานเจ้าของเรื่อง ผู้บังคับบัญชาตามสายงานไม่มีอำนาจปรับแม้เห็นว่าไม่เหมาะสม และเมื่อเจ้าของเรื่องเห็นควร ต้องปรับพร้อมแจ้งหน่วยงานของรัฐอื่นที่ได้รับแจกจ่าย
Explanation: คำตอบที่ถูก: "การปรับต้องกระทำโดยผู้มีอำนาจกำหนดชั้นความลับของหน่วยงานเจ้าของเรื่อง ผู้บังคับบัญชาตามสายงานปรับได้เมื่อเห็นว่าไม่เหมาะสมโดยต้องแจ้งผู้กำหนดเดิม และเมื่อเจ้าของเรื่องเห็นควร ต้องปรับพร้อมแจ้งหน่วยงานของรัฐอื่นที่ได้รับแจกจ่าย" ตามข้อ 23 การปรับชั้นความลับต้องกระทำโดยผู้มีอำนาจกำหนดชั้นความลับของหน่วยงานเจ้าของเรื่อง และผู้บังคับบัญชาตามสายงานมีอำนาจปรับเมื่อเห็นว่าการกำหนดเดิมไม่เหมาะสม โดยต้องแจ้งผู้กำหนดเดิม ส่วนหน่วยงานเจ้าของเรื่องที่เห็นควรปรับต้องดำเนินการปรับและแจ้งหน่วยงานของรัฐอื่นที่ได้รับแจกจ่ายทราบ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "การปรับต้องกระทำโดยเจ้าหน้าที่ทะเบียนข้อมูลข่าวสารลับของหน่วยงานเจ้าของเรื่อง ผู้บังคับบัญชาตามสายงานปรับได้เมื่อเห็นว่าไม่เหมาะสมโดยต้องแจ้งผู้กำหนดเดิม และเมื่อเจ้าของเรื่องเห็นควร ต้องปรับพร้อมแจ้งหน่วยงานของรัฐอื่นที่ได้รับแจกจ่าย" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดเฉพาะว่าการปรับชั้นความลับต้องกระทำโดยผู้มีอำนาจกำหนดชั้นความลับของหน่วยงานเจ้าของเรื่อง มิใช่เจ้าหน้าที่ทะเบียนข้อมูลข่าวสารลับ • "การปรับต้องกระทำโดยผู้มีอำนาจกำหนดชั้นความลับของหน่วยงานเจ้าของเรื่อง ผู้บังคับบัญชาตามสายงานไม่มีอำนาจปรับแม้เห็นว่าไม่เหมาะสม และเมื่อเจ้าของเรื่องเห็นควร ต้องปรับพร้อมแจ้งหน่วยงานของรัฐอื่นที่ได้รับแจกจ่าย" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าผู้บังคับบัญชาตามสายงานมีอำนาจปรับชั้นความลับได้เมื่อพิจารณาเห็นว่าการกำหนดชั้นความลับไม่เหมาะสม แต่ต้องแจ้งผู้กำหนดเดิม • "การปรับต้องกระทำโดยผู้มีอำนาจกำหนดชั้นความลับของหน่วยงานเจ้าของเรื่อง ผู้บังคับบัญชาตามสายงานปรับได้เมื่อเห็นว่าไม่เหมาะสมโดยต้องแจ้งผู้กำหนดเดิม และเมื่อเจ้าของเรื่องเห็นควร ต้องปรับโดยไม่ต้องแจ้งหน่วยงานของรัฐอื่นที่ได้รับแจกจ่าย" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้หน่วยงานเจ้าของเรื่องแจ้งหน่วยงานของรัฐอื่นที่ได้รับการแจกจ่ายทราบ เพื่อให้แก้ไขชั้นความลับโดยทั่วกัน อ้างอิงตัวบท ข้อ 23 (ระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับของทางราชการ พ.ศ. 2544 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “การปรับชั้นความลับ ต้องกระทำโดยผู้มีอำนาจกำหนดชั้นความลับของ หน่วยงานเจ้าของเรื่อง” ข้อ 23 (ระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับของทางราชการ พ.ศ. 2544 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “ผู้บังคับบัญชาตามสายงานมีอำนาจปรับชั้นความลับได้เมื่อพิจารณาเห็นว่าการกำหนดชั้น ความลับไม่เหมาะสม” ข้อ 23 (ระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับของทางราชการ พ.ศ. 2544 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “แต่ต้องแจ้งให้ผู้กำหนดชั้นความลับเดิมทราบ” ข้อ 23 (ระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับของทางราชการ พ.ศ. 2544 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “ในกรณีที่หน่วยงานเจ้าของเรื่องเห็นควรให้ทำการปรับชั้นความลับของข้อมูลข่าวสารลับใด” ข้อ 23 (ระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับของทางราชการ พ.ศ. 2544 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “ให้หน่วยงานเจ้าของเรื่องทำการปรับชั้นความลับและแจ้งให้หน่วยงานของรัฐอื่นที่ได้รับการแจกจ่ายทราบ”
ข้อ 23 (ระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับของทางราชการ พ.ศ. 2544 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “การปรับชั้นความลับ ต้องกระทำโดยผู้มีอำนาจกำหนดชั้นความลับของ หน่วยงานเจ้าของเรื่อง”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับของทางราชการ บุคคลใดอาจเข้าถึงข้อมูลข่าวสารลับในชั้นความลับหนึ่ง และเข้าถึงได้เพียงใด
- ก. บุคคลที่เพื่อนร่วมงานมอบหมายความไว้วางใจ และเข้าถึงได้เฉพาะเรื่องที่ได้รับมอบหมายเท่านั้น
- ข. บุคคลที่ผู้บังคับบัญชามอบหมายความไว้วางใจ และเข้าถึงได้เฉพาะเรื่องที่ได้รับมอบหมายเท่านั้น ✓
- ค. บุคคลที่ผู้บังคับบัญชามอบหมายความไว้วางใจ และเข้าถึงได้ทุกเรื่องที่อยู่ในชั้นความลับเดียวกัน
- ง. บุคคลที่ผู้บังคับบัญชามอบหมายให้ปฏิบัติงาน แม้ไม่ได้มอบหมายความไว้วางใจ และเข้าถึงได้เฉพาะเรื่องที่รับผิดชอบ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "บุคคลที่ผู้บังคับบัญชามอบหมายความไว้วางใจ และเข้าถึงได้เฉพาะเรื่องที่ได้รับมอบหมายเท่านั้น" ข้อ 8 กำหนดให้ผู้ที่จะเข้าถึงข้อมูลข่าวสารลับต้องเป็นบุคคลที่ผู้บังคับบัญชามอบหมายความไว้วางใจ และเข้าถึงได้เฉพาะเรื่องที่ได้รับมอบหมายเท่านั้น ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "บุคคลที่ผู้บังคับบัญชามอบหมายความไว้วางใจ และเข้าถึงได้ทุกเรื่องที่อยู่ในชั้นความลับเดียวกัน" ผิด: ข้อ 8 ให้เข้าถึงข้อมูลข่าวสารลับได้ “เฉพาะเรื่องที่ได้รับมอบหมายเท่านั้น” • "บุคคลที่เพื่อนร่วมงานมอบหมายความไว้วางใจ และเข้าถึงได้เฉพาะเรื่องที่ได้รับมอบหมายเท่านั้น" ผิด: ข้อ 8 ระบุผู้มอบหมายความไว้วางใจไว้โดยเฉพาะว่าเป็น “ผู้บังคับบัญชา” • "บุคคลที่ผู้บังคับบัญชามอบหมายให้ปฏิบัติงาน แม้ไม่ได้มอบหมายความไว้วางใจ และเข้าถึงได้เฉพาะเรื่องที่รับผิดชอบ" ผิด: ข้อ 8 กำหนดว่าต้องเป็น “บุคคลที่ผู้บังคับบัญชามอบหมายความไว้วางใจ” อ้างอิงตัวบท ข้อ 8 (ระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับของทางราชการ พ.ศ. 2544 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “จะต้องเป็นบุคคลที่ผู้บังคับ บัญชามอบหมายความไว้วางใจ” ข้อ 8 (ระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับของทางราชการ พ.ศ. 2544 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “ให้เข้าถึงข้อมูลข่าวสารลับได้เฉพาะเรื่องที่ได้รับมอบหมายเท่านั้น”
ข้อ 8 (ระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับของทางราชการ พ.ศ. 2544 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “จะต้องเป็นบุคคลที่ผู้บังคับ บัญชามอบหมายความไว้วางใจ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
นาย ก. เป็นเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องและพบกรณีจำเป็นเร่งด่วนซึ่งต้องกำหนดชั้นความลับของข้อมูลข่าวสาร โดยข้อมูลนั้นไม่มีชั้นความลับหลายชั้นในเรื่องเดียวกัน ตามระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับของทางราชการ พ.ศ. 2544 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อใดถูกต้อง
- ก. นาย ก. กำหนดชั้นความลับเป็นการชั่วคราวได้ แล้วรีบเสนอต่อเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องรายอื่นเพื่อสั่งการทันที
- ข. นาย ก. กำหนดชั้นความลับเป็นการชั่วคราวได้ และเก็บเรื่องไว้โดยไม่ต้องเสนอต่อผู้มีอำนาจกำหนดชั้นความลับ
- ค. ผู้มีอำนาจกำหนดชั้นความลับต้องเป็นผู้กำหนดเอง โดยนาย ก. ไม่มีอำนาจกำหนดชั้นความลับเป็นการชั่วคราว
- ง. นาย ก. มีอำนาจกำหนดชั้นความลับเป็นการชั่วคราวได้ และให้รีบเสนอต่อผู้มีอำนาจกำหนดชั้นความลับเพื่อสั่งการต่อไปทันที ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "นาย ก. มีอำนาจกำหนดชั้นความลับเป็นการชั่วคราวได้ และให้รีบเสนอต่อผู้มีอำนาจกำหนดชั้นความลับเพื่อสั่งการต่อไปทันที" กรณีนี้มีข้อเท็จจริงว่า นาย ก. เป็นเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง → “เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง” และมีความจำเป็นเร่งด่วน → “ในกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วน” จึงมีอำนาจกำหนดชั้นความลับเป็นการชั่วคราวได้ ส่วนข้อเท็จจริงว่าข้อมูลไม่มีชั้นความลับหลายชั้นในเรื่องเดียวกัน → ไม่เข้าเงื่อนไข “ข้อมูลข่าวสารลับที่มีชั้นความลับหลายชั้นในเรื่องเดียวกัน” หลังจากกำหนดชั้นความลับชั่วคราวแล้ว ต้องรีบเสนอต่อผู้มีอำนาจกำหนดชั้นความลับเพื่อสั่งการต่อไปทันที ตามข้อ 17 แห่งระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับของทางราชการ พ.ศ. 2544 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ผู้มีอำนาจกำหนดชั้นความลับต้องเป็นผู้กำหนดเอง โดยนาย ก. ไม่มีอำนาจกำหนดชั้นความลับเป็นการชั่วคราว" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า “เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมีอำนาจกำหนดชั้นความลับเป็นการชั่วคราวได้” • "นาย ก. กำหนดชั้นความลับเป็นการชั่วคราวได้ แล้วรีบเสนอต่อเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องรายอื่นเพื่อสั่งการทันที" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดผู้รับเรื่องไว้ว่า “ผู้มีอำนาจกำหนดชั้นความลับ” • "นาย ก. กำหนดชั้นความลับเป็นการชั่วคราวได้ และเก็บเรื่องไว้โดยไม่ต้องเสนอต่อผู้มีอำนาจกำหนดชั้นความลับ" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดว่า “ให้รีบเสนอต่อผู้มีอำนาจกำหนดชั้นความลับเพื่อสั่งการเกี่ยวกับการกำหนดชั้นความลับต่อไปทันที” อ้างอิงตัวบท ข้อ 17 (ระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับของทางราชการ พ.ศ. 2544 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “ในกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วน เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมีอำนาจกำหนดชั้นความลับเป็นการชั่วคราวได้” ข้อ 17 (ระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับของทางราชการ พ.ศ. 2544 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “และให้รีบเสนอต่อผู้มีอำนาจกำหนดชั้นความลับเพื่อสั่งการเกี่ยวกับการกำหนด ชั้นความลับต่อไปทันที”
ข้อ 17 (ระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับของทางราชการ พ.ศ. 2544 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “ในกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วน เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมีอำนาจกำหนดชั้นความลับเป็นการชั่วคราวได้”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อผิดพลาดใดใน Microsoft Excel หมายถึงการหารด้วยศูนย์หรือหารด้วยเซลล์ว่าง
- ก. #NAME?
- ข. #REF!
- ค. #DIV/0! ✓
- ง. #VALUE!
Explanation: คำตอบที่ถูก: "#DIV/0!" ข้อผิดพลาด #DIV/0! หมายถึงการหารด้วยศูนย์หรือหารด้วยเซลล์ว่าง ตามหัวข้อ 9.5 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "#REF!" ผิด: #REF! หมายถึงอ้างถึงเซลล์ที่ไม่มีแล้ว ไม่ใช่การหารด้วยศูนย์หรือเซลล์ว่าง • "#NAME?" ผิด: #NAME? หมายถึงพิมพ์ชื่อฟังก์ชันผิดหรือ Excel ไม่รู้จักชื่อ ไม่ใช่การหารด้วยศูนย์หรือเซลล์ว่าง • "#VALUE!" ผิด: #VALUE! หมายถึงชนิดข้อมูลผิด เช่น นำข้อความไปบวกกับตัวเลข ไม่ใช่การหารด้วยศูนย์หรือเซลล์ว่าง อ้างอิงตัวบท หัวข้อ 9.5 ค่าความผิดพลาดที่พบบ่อย (คู่มือคอมพิวเตอร์พื้นฐาน SIENSOB บทที่ 9 Microsoft Excel): “#DIV/0! | หารด้วยศูนย์ หรือหารด้วยเซลล์ว่าง”
หัวข้อ 9.5 ค่าความผิดพลาดที่พบบ่อย (คู่มือคอมพิวเตอร์พื้นฐาน SIENSOB บทที่ 9 Microsoft Excel): “#DIV/0! | หารด้วยศูนย์ หรือหารด้วยเซลล์ว่าง”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
อินเทอร์เน็ตความเร็ว 200 Mbps (เมกะบิตต่อวินาที) ส่งข้อมูลได้สูงสุดประมาณกี่เมกะไบต์ต่อวินาที
- ก. 200
- ข. 1,600
- ค. 100
- ง. 25 ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "25" ความเร็วใช้หน่วยบิต และ 8 บิต = 1 ไบต์ จึงได้ 200 ÷ 8 = 25 เมกะไบต์ต่อวินาที ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "200" ผิด: ถือว่าเมกะบิตเท่ากับเมกะไบต์ ซึ่งไม่ถูก (ต้องหาร 8) • "1,600" ผิด: คูณ 8 แทนการหาร 8 • "100" ผิด: หาร 2 ซึ่งไม่ใช่อัตราระหว่างบิตกับไบต์ อ้างอิงตัวบท คู่มือคอมพิวเตอร์พื้นฐาน SIENSOB บทที่ 3 หน่วยข้อมูล เลขฐาน และรหัสแทนข้อมูล (กฎ U1): “ไบต์ (byte) = 8 บิต” คู่มือคอมพิวเตอร์พื้นฐาน SIENSOB บทที่ 3 หน่วยข้อมูล เลขฐาน และรหัสแทนข้อมูล (กฎ U4): “ความเร็วในการส่งข้อมูล ใช้หน่วย บิตต่อวินาที (bps) ไม่ใช่ไบต์”
คู่มือคอมพิวเตอร์พื้นฐาน SIENSOB บทที่ 3 หน่วยข้อมูล เลขฐาน และรหัสแทนข้อมูล: “ไบต์ (byte) = 8 บิต”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
อุปกรณ์เก็บข้อมูลใดใช้หน่วยความจำแฟลช ไม่มีชิ้นส่วนเคลื่อนไหว และเร็วกว่าฮาร์ดดิสก์มาก
- ก. SSD (Solid State Drive) ✓
- ข. แผ่นดิสเกต (Floppy Disk)
- ค. ฮาร์ดดิสก์ (HDD)
- ง. แผ่นดิสก์แสง (CD / DVD / Blu-ray)
Explanation: คำตอบที่ถูก: "SSD (Solid State Drive)" หัวข้อ 2.5 ระบุว่า SSD (Solid State Drive) ใช้หน่วยความจำแฟลช ไม่มีชิ้นส่วนเคลื่อนไหว และเร็วกว่าฮาร์ดดิสก์มาก ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "แผ่นดิสก์แสง (CD / DVD / Blu-ray)" ผิด: แผ่นดิสก์แสงใช้เลเซอร์อ่านข้อมูล ไม่ได้ใช้หน่วยความจำแฟลชตามลักษณะที่ถาม • "แผ่นดิสเกต (Floppy Disk)" ผิด: แผ่นดิสเกตใช้จานแม่เหล็กอ่อน ไม่ใช่หน่วยความจำแฟลช • "ฮาร์ดดิสก์ (HDD)" ผิด: ฮาร์ดดิสก์ใช้จานแม่เหล็กหมุนและช้ากว่า SSD อ้างอิงตัวบท หัวข้อ 2.5 หน่วยเก็บข้อมูลสำรอง (อัปเดตปัจจุบัน) (คู่มือคอมพิวเตอร์พื้นฐาน SIENSOB บทที่ 2 คอมพิวเตอร์เบื้องต้น): “SSD (Solid State Drive) | หน่วยความจำแฟลช ไม่มีชิ้นส่วนเคลื่อนไหว | เร็วกว่าฮาร์ดดิสก์มาก”
หัวข้อ 2.5 หน่วยเก็บข้อมูลสำรอง (อัปเดตปัจจุบัน) (คู่มือคอมพิวเตอร์พื้นฐาน SIENSOB บทที่ 2 คอมพิวเตอร์เบื้องต้น): “SSD (Solid State Drive) | หน่วยความจำแฟลช ไม่มีชิ้นส่วนเคลื่อนไหว | เร็วกว่าฮาร์ดดิสก์มาก”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อใดกล่าวถึงแป้นลัดสำหรับเปิดกล่องจัดรูปแบบเซลล์ใน Microsoft Excel ได้ถูกต้อง
- ก. F4 ใช้เปิดกล่องจัดรูปแบบเซลล์
- ข. Ctrl + 1 ใช้เปิดกล่องจัดรูปแบบเซลล์ ✓
- ค. F2 ใช้เปิดกล่องจัดรูปแบบเซลล์
- ง. Ctrl + Home ใช้เปิดกล่องจัดรูปแบบเซลล์
Explanation: คำตอบที่ถูก: "Ctrl + 1 ใช้เปิดกล่องจัดรูปแบบเซลล์" หัวข้อ 9.6 ระบุว่า Ctrl + 1 ใช้เปิดกล่องจัดรูปแบบเซลล์ใน Excel ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "F2 ใช้เปิดกล่องจัดรูปแบบเซลล์" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า F2 ใช้แก้ไขเซลล์ที่เลือก • "Ctrl + Home ใช้เปิดกล่องจัดรูปแบบเซลล์" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า Ctrl + Home ใช้ไปที่เซลล์เริ่มต้นของแผ่นงาน คือ A1 • "F4 ใช้เปิดกล่องจัดรูปแบบเซลล์" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า F4 ใช้สลับการอ้างอิงแบบสัมพัทธ์ สัมบูรณ์ และผสม อ้างอิงตัวบท หัวข้อ 9.6 แป้นลัดและคำสั่งใน Excel [MS] (คู่มือคอมพิวเตอร์พื้นฐาน SIENSOB บทที่ 9 Microsoft Excel): “Ctrl + 1 | เปิดกล่องจัดรูปแบบเซลล์”
หัวข้อ 9.6 แป้นลัดและคำสั่งใน Excel [MS] (คู่มือคอมพิวเตอร์พื้นฐาน SIENSOB บทที่ 9 Microsoft Excel): “Ctrl + 1 | เปิดกล่องจัดรูปแบบเซลล์”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามหลักคอมพิวเตอร์พื้นฐาน ข้อใดอธิบายลักษณะของเวิร์ม (Worm) ได้ถูกต้อง
- ก. แฝงตัวกับไฟล์หรือโปรแกรมอื่นและแพร่เมื่อไฟล์ถูกเปิดใช้
- ข. เข้ารหัสไฟล์ของเหยื่อและเรียกค่าไถ่เพื่อแลกกับการปลดล็อก
- ค. แพร่กระจายได้เองผ่านเครือข่ายโดยไม่ต้องอาศัยไฟล์อื่น ✓
- ง. ปลอมตัวเป็นโปรแกรมที่มีประโยชน์แต่แอบทำสิ่งอันตราย
Explanation: คำตอบที่ถูก: "แพร่กระจายได้เองผ่านเครือข่ายโดยไม่ต้องอาศัยไฟล์อื่น" หัวข้อ 10.1 ระบุว่าเวิร์มแพร่กระจายได้เองผ่านเครือข่ายโดยไม่ต้องอาศัยไฟล์อื่น จึงแตกต่างจากไวรัสที่ต้องแฝงตัวกับไฟล์หรือโปรแกรมอื่น ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เข้ารหัสไฟล์ของเหยื่อและเรียกค่าไถ่เพื่อแลกกับการปลดล็อก" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าการเข้ารหัสไฟล์ของเหยื่อแล้วเรียกค่าไถ่เพื่อแลกกับการปลดล็อกเป็นลักษณะของแรนซัมแวร์ • "แฝงตัวกับไฟล์หรือโปรแกรมอื่นและแพร่เมื่อไฟล์ถูกเปิดใช้" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าการแฝงตัวกับไฟล์หรือโปรแกรมอื่นและแพร่เมื่อไฟล์ถูกเปิดใช้เป็นลักษณะของไวรัส ส่วนเวิร์มแพร่กระจายได้เองผ่านเครือข่าย • "ปลอมตัวเป็นโปรแกรมที่มีประโยชน์แต่แอบทำสิ่งอันตราย" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าการปลอมตัวเป็นโปรแกรมที่ดูมีประโยชน์แต่แอบทำสิ่งอันตรายเป็นลักษณะของม้าโทรจัน อ้างอิงตัวบท หัวข้อ 10.1 ภัยคุกคามที่ควรรู้จัก (คู่มือคอมพิวเตอร์พื้นฐาน SIENSOB บทที่ 10 ความปลอดภัย จริยธรรม และกฎหมายเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์): “เวิร์ม (Worm) | แพร่กระจายได้เองผ่านเครือข่าย โดยไม่ต้องอาศัยไฟล์อื่น”
หัวข้อ 10.1 ภัยคุกคามที่ควรรู้จัก (คู่มือคอมพิวเตอร์พื้นฐาน SIENSOB บทที่ 10 ความปลอดภัย จริยธรรม และกฎหมายเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์): “เวิร์ม (Worm) | แพร่กระจายได้เองผ่านเครือข่าย โดยไม่ต้องอาศัยไฟล์อื่น”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามหลักคอมพิวเตอร์พื้นฐาน AI ย่อมาจากข้อใด
- ก. Large Language Model (โมเดลภาษาขนาดใหญ่)
- ข. Machine Learning (การเรียนรู้ของเครื่อง)
- ค. Deep Learning (การเรียนรู้เชิงลึก)
- ง. Artificial Intelligence (ปัญญาประดิษฐ์) ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "Artificial Intelligence (ปัญญาประดิษฐ์)" หัวข้อ 11.2 ระบุว่า AI คือ Artificial Intelligence หรือปัญญาประดิษฐ์ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "Deep Learning (การเรียนรู้เชิงลึก)" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า AI ย่อมาจาก Artificial Intelligence ส่วน Deep Learning คือการเรียนรู้เชิงลึก • "Machine Learning (การเรียนรู้ของเครื่อง)" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า AI ย่อมาจาก Artificial Intelligence ส่วน Machine Learning คือการเรียนรู้ของเครื่อง • "Large Language Model (โมเดลภาษาขนาดใหญ่)" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า AI ย่อมาจาก Artificial Intelligence ส่วน Large Language Model ใช้ตัวย่อว่า LLM อ้างอิงตัวบท หัวข้อ 11.2 ปัญญาประดิษฐ์ (AI: Artificial Intelligence) (คู่มือคอมพิวเตอร์พื้นฐาน SIENSOB บทที่ 11 คลาวด์ ปัญญาประดิษฐ์ และเทคโนโลยีใหม่): “ปัญญาประดิษฐ์ (AI: Artificial Intelligence)”
หัวข้อ 11.2 ปัญญาประดิษฐ์ (AI: Artificial Intelligence) (คู่มือคอมพิวเตอร์พื้นฐาน SIENSOB บทที่ 11 คลาวด์ ปัญญาประดิษฐ์ และเทคโนโลยีใหม่): “ปัญญาประดิษฐ์ (AI: Artificial Intelligence)”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อใดเป็นความหมายของการรักษาความลับ (Confidentiality) ตามหลัก CIA
- ก. ข้อมูลต้องไม่ถูกแก้ไขโดยผู้ที่ไม่ได้รับอนุญาต
- ข. เฉพาะผู้มีสิทธิ์เท่านั้นที่เข้าถึงข้อมูลได้ ✓
- ค. ผู้มีสิทธิ์สามารถใช้งานข้อมูลได้ในเวลาที่ต้องการ
- ง. ผู้ไม่มีสิทธิ์สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ตามต้องการ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เฉพาะผู้มีสิทธิ์เท่านั้นที่เข้าถึงข้อมูลได้" ตามหลัก CIA การรักษาความลับ (Confidentiality) หมายถึง เฉพาะผู้มีสิทธิ์เท่านั้นที่เข้าถึงข้อมูลได้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ผู้ไม่มีสิทธิ์สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ตามต้องการ" ผิด: ขัดกับหลัก Confidentiality ที่ระบุว่า “เฉพาะผู้มีสิทธิ์เท่านั้นที่เข้าถึงได้” • "ผู้มีสิทธิ์สามารถใช้งานข้อมูลได้ในเวลาที่ต้องการ" ผิด: ข้อความนี้เป็นความหมายของ Availability ซึ่งกำหนดว่า “ผู้มีสิทธิ์ใช้งานได้เมื่อต้องการ” • "ข้อมูลต้องไม่ถูกแก้ไขโดยผู้ที่ไม่ได้รับอนุญาต" ผิด: ข้อความนี้เป็นความหมายของ Integrity ซึ่งกำหนดว่า “ข้อมูลไม่ถูกแก้ไขโดยไม่ได้รับอนุญาต” อ้างอิงตัวบท หัวข้อ 10.2 หลักความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล (CIA) (คู่มือคอมพิวเตอร์พื้นฐาน SIENSOB บทที่ 10 ความปลอดภัย จริยธรรม และกฎหมายเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์): “การรักษาความลับ (Confidentiality): เฉพาะผู้มีสิทธิ์เท่านั้นที่เข้าถึงได้” หัวข้อ 10.2 หลักความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล (CIA) (คู่มือคอมพิวเตอร์พื้นฐาน SIENSOB บทที่ 10 ความปลอดภัย จริยธรรม และกฎหมายเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์): “หลักความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล (CIA) - การรักษาความลับ (Confidentiality): เฉพาะผู้มีสิทธิ์เท่านั้นที่เข้าถึงได้”
หัวข้อ 10.2 หลักความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล (CIA) (คู่มือคอมพิวเตอร์พื้นฐาน SIENSOB บทที่ 10 ความปลอดภัย จริยธรรม และกฎหมายเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์): “การรักษาความลับ (Confidentiality): เฉพาะผู้มีสิทธิ์เท่านั้นที่เข้าถึงได้”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
เครือข่ายหนึ่งเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องเข้ากับสวิตช์ที่เป็นศูนย์กลาง และเมื่อคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งเสีย เครื่องอื่นยังใช้งานได้ เครือข่ายนี้เป็นรูปแบบใด
- ก. เป็นการเชื่อมต่อแบบดาว (Star) ✓
- ข. เป็นการเชื่อมต่อแบบวงแหวน (Ring)
- ค. เป็นการเชื่อมต่อแบบเมช (Mesh)
- ง. เป็นการเชื่อมต่อแบบบัส (Bus)
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เป็นการเชื่อมต่อแบบดาว (Star)" ตามหัวข้อ 6.5 แบบดาว (Star) คือการที่ทุกเครื่องต่อเข้าศูนย์กลาง เช่น สวิตช์หรือฮับ และเมื่อเครื่องหนึ่งเสียจะไม่กระทบเครื่องอื่น จึงตรงกับกรณีที่กำหนด ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เป็นการเชื่อมต่อแบบวงแหวน (Ring)" ผิด: แบบวงแหวนกำหนดว่า “ต่อกันเป็นวง ส่งข้อมูลต่อกันไปทางเดียว” ซึ่งไม่ตรงกับกรณีนี้ • "เป็นการเชื่อมต่อแบบเมช (Mesh)" ผิด: แบบเมชกำหนดว่า “ทุกเครื่องมีหลายเส้นทางเชื่อมถึงกัน” ไม่ใช่ทุกเครื่องต่อเข้าศูนย์กลาง • "เป็นการเชื่อมต่อแบบบัส (Bus)" ผิด: แบบบัสกำหนดว่า “ทุกเครื่องต่อกับสายหลักเส้นเดียว” ไม่ใช่ต่อเข้ากับสวิตช์ที่เป็นศูนย์กลาง อ้างอิงตัวบท หัวข้อ 6.5 รูปแบบการเชื่อมต่อเครือข่าย (Topology) (คู่มือคอมพิวเตอร์พื้นฐาน SIENSOB บทที่ 6 การสื่อสารข้อมูลและเครือข่ายคอมพิวเตอร์): “แบบดาว (Star) | ทุกเครื่องต่อเข้าศูนย์กลาง (สวิตช์/ฮับ) | นิยมที่สุดในปัจจุบัน เครื่องหนึ่งเสียไม่กระทบเครื่องอื่น”
หัวข้อ 6.5 รูปแบบการเชื่อมต่อเครือข่าย (Topology) (คู่มือคอมพิวเตอร์พื้นฐาน SIENSOB บทที่ 6 การสื่อสารข้อมูลและเครือข่ายคอมพิวเตอร์): “แบบดาว (Star) | ทุกเครื่องต่อเข้าศูนย์กลาง (สวิตช์/ฮับ) | นิยมที่สุดในปัจจุบัน เครื่องหนึ่งเสียไม่กระทบเครื่องอื่น”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
การสื่อสารที่ส่งข้อมูลได้ทั้งสองทาง แต่แต่ละฝ่ายต้องสลับกันส่ง จัดเป็นแบบใด
- ก. แบบ Full-duplex (สองทิศทางพร้อมกัน)
- ข. แบบ Simplex (ทิศทางเดียวเท่านั้น)
- ค. แบบ Half-duplex (สองทิศทางสลับกัน) ✓
- ง. แบบ Parallel (หลายบิตพร้อมกัน)
Explanation: คำตอบที่ถูก: "แบบ Half-duplex (สองทิศทางสลับกัน)" ตามหัวข้อ 6.2 การส่งได้ทั้งสองทางแต่ทีละฝ่าย เรียกว่า Half-duplex หรือการส่งแบบสองทิศทางสลับกัน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "แบบ Full-duplex (สองทิศทางพร้อมกัน)" ผิด: หัวข้อ 6.2 ระบุว่า Full-duplex ส่งและรับได้พร้อมกัน ไม่ใช่ทีละฝ่าย • "แบบ Parallel (หลายบิตพร้อมกัน)" ผิด: หัวข้อ 6.2 ระบุว่า Parallel คือการส่งหลายบิตพร้อมกันหลายเส้นทาง ไม่ใช่การส่งสองทางแบบทีละฝ่าย • "แบบ Simplex (ทิศทางเดียวเท่านั้น)" ผิด: หัวข้อ 6.2 ระบุว่า Simplex ส่งได้ทางเดียวเท่านั้น ไม่ได้ส่งได้ทั้งสองทาง อ้างอิงตัวบท หัวข้อ 6.2 สัญญาณและการส่งข้อมูล (คู่มือคอมพิวเตอร์พื้นฐาน SIENSOB บทที่ 6 การสื่อสารข้อมูลและเครือข่ายคอมพิวเตอร์): “สองทิศทางสลับกัน (Half-duplex) | ส่งได้ทั้งสองทาง แต่ทีละฝ่าย”
หัวข้อ 6.2 สัญญาณและการส่งข้อมูล (คู่มือคอมพิวเตอร์พื้นฐาน SIENSOB บทที่ 6 การสื่อสารข้อมูลและเครือข่ายคอมพิวเตอร์): “สองทิศทางสลับกัน (Half-duplex) | ส่งได้ทั้งสองทาง แต่ทีละฝ่าย”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อมูลขนาด 6 KB เท่ากับกี่ไบต์
- ก. 1,024
- ข. 6,144 ✓
- ค. 6,000
- ง. 48
Explanation: คำตอบที่ถูก: "6,144" 6 × 1,024 = 6,144 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "6,000" ผิด: 6,000 ได้จากการคูณ 1,000 ซึ่งไม่ใช่อัตราที่ใช้ (1 KB = 1,024 B) • "48" ผิด: 48 ได้จากการคูณ 8 ซึ่งเป็นอัตราระหว่างไบต์กับบิต ไม่ใช่ระหว่าง KB กับ B • "1,024" ผิด: 1,024 คือขนาดของ 1 KB เท่านั้น ยังไม่ได้คูณด้วย 6 อ้างอิงตัวบท คู่มือคอมพิวเตอร์พื้นฐาน SIENSOB บทที่ 3 หน่วยข้อมูล เลขฐาน และรหัสแทนข้อมูล (กฎ U2): “แต่ละขั้นคูณ 1,024 ลำดับคือ B → KB → MB → GB → TB → PB”
คู่มือคอมพิวเตอร์พื้นฐาน SIENSOB บทที่ 3 หน่วยข้อมูล เลขฐาน และรหัสแทนข้อมูล: “แต่ละขั้นคูณ 1,024 ลำดับคือ B → KB → MB → GB → TB → PB”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
องค์การระหว่างประเทศใดมีบทบาทกำกับกติกาที่ประเทศต่าง ๆ ใช้ในการค้าระหว่างกัน
- ก. องค์การดังกล่าวคือ IMF
- ข. องค์การดังกล่าวคือ APEC
- ค. องค์การดังกล่าวคือ World Bank
- ง. องค์การดังกล่าวคือ WTO ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "องค์การดังกล่าวคือ WTO" องค์การการค้าโลก (WTO) มีบทบาทดูแลกติกาการค้าระหว่างประเทศตามข้อมูลเรื่ององค์การระหว่างประเทศ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "องค์การดังกล่าวคือ IMF" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า IMF ดูแลเสถียรภาพการเงินระหว่างประเทศ ส่วนองค์การที่ดูแลกติกาการค้าระหว่างประเทศคือ WTO • "องค์การดังกล่าวคือ APEC" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า APEC เป็นความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก 21 เขตเศรษฐกิจ ขณะที่บทบาทดูแลกติกาการค้าระหว่างประเทศเป็นของ WTO • "องค์การดังกล่าวคือ World Bank" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าธนาคารโลกให้กู้เพื่อการพัฒนา ส่วน WTO ดูแลกติกาการค้าระหว่างประเทศ อ้างอิงตัวบท หมวด 5 องค์การระหว่างประเทศ (~15%) (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “องค์การการค้าโลก (WTO) | ดูแลกติกาการค้าระหว่างประเทศ”
หมวด 5 องค์การระหว่างประเทศ (~15%) (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “องค์การการค้าโลก (WTO) | ดูแลกติกาการค้าระหว่างประเทศ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามหมายกำหนดการที่ประกาศราวเดือน ก.ย. 2569 พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง กำหนดถวายพระเพลิงในวัน เวลา และสถานที่ใด
- ก. วันที่ 16 ธ.ค. 2569 เวลา 16.30 น. ณ พระเมรุมาศ ท้องสนามหลวง ✓
- ข. วันที่ 17 ธ.ค. 2569 เวลา 16.30 น. ณ พระศรีรัตนเจดีย์ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม
- ค. วันที่ 15 ธ.ค. 2569 เวลา 16.30 น. ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท
- ง. วันที่ 16 ธ.ค. 2569 เวลา 16.30 น. ณ พระวิมาน พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท
Explanation: คำตอบที่ถูก: "วันที่ 16 ธ.ค. 2569 เวลา 16.30 น. ณ พระเมรุมาศ ท้องสนามหลวง" หมายกำหนดการกำหนดถวายพระเพลิงพระบรมศพในวันที่ 16 ธ.ค. 2569 เวลา 16.30 น. ณ พระเมรุมาศ ท้องสนามหลวง ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "วันที่ 15 ธ.ค. 2569 เวลา 16.30 น. ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า 15 ธ.ค. เป็นวันทรงบำเพ็ญพระราชกุศลออกพระเมรุ ส่วนวันถวายพระเพลิงคือ 16 ธ.ค. 2569 • "วันที่ 17 ธ.ค. 2569 เวลา 16.30 น. ณ พระศรีรัตนเจดีย์ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า 17 ธ.ค. เป็นวันเก็บพระบรมอัฐิ ส่วนการถวายพระเพลิงกำหนดวันที่ 16 ธ.ค. ณ พระเมรุมาศ ท้องสนามหลวง • "วันที่ 16 ธ.ค. 2569 เวลา 16.30 น. ณ พระวิมาน พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ถวายพระเพลิง ณ พระเมรุมาศ ท้องสนามหลวง ไม่ใช่ ณ พระวิมาน พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท อ้างอิงตัวบท ข่าวในกระแส: สถาบันพระมหากษัตริย์ / ประเพณี (ประกาศหมายกำหนดการราว 22 ก.ย. 2569 (พระราชพิธี 15–19 ธ.ค. 2569)) (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “จัดระหว่าง 15–19 ธ.ค. 2569:” ข่าวในกระแส: สถาบันพระมหากษัตริย์ / ประเพณี (ประกาศหมายกำหนดการราว 22 ก.ย. 2569 (พระราชพิธี 15–19 ธ.ค. 2569)) (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “16 ธ.ค. เวลา 16.30 น. ถวายพระเพลิงพระบรมศพ ณ พระเมรุมาศ ท้องสนามหลวง;”
ข่าวในกระแส: สถาบันพระมหากษัตริย์ / ประเพณี (ประกาศหมายกำหนดการราว 22 ก.ย. 2569 (พระราชพิธี 15–19 ธ.ค. 2569)) (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “จัดระหว่าง 15–19 ธ.ค. 2569:”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
เศรษฐกิจของประเทศกำลังขยายตัวร้อนแรง ระดับราคาสินค้าและบริการโดยทั่วไปสูงขึ้นต่อเนื่อง และอำนาจซื้อของเงินลดลง หากต้องการใช้นโยบายการเงินเพื่อชะลอเศรษฐกิจและสู้เงินเฟ้อ ควรดำเนินการอย่างไร
- ก. เพิ่มรายจ่ายรัฐด้วยงบประมาณขาดดุลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
- ข. ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
- ค. ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อชะลอเศรษฐกิจ ✓
- ง. ลดภาษีผ่านนโยบายการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อชะลอเศรษฐกิจ" เมื่อระดับราคาสินค้าและบริการโดยทั่วไปสูงขึ้นต่อเนื่องและต้องการชะลอเศรษฐกิจ สถานการณ์นี้ตรงกับเงินเฟ้อ โดย anchor gk3_0 ระบุว่านโยบายการเงินสำหรับชะลอเศรษฐกิจหรือสู้เงินเฟ้อคือการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ลดภาษีผ่านนโยบายการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้การลดภาษีเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่สถานการณ์นี้ต้องการชะลอเศรษฐกิจและสู้เงินเฟ้อ • "เพิ่มรายจ่ายรัฐด้วยงบประมาณขาดดุลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า การเพิ่มรายจ่ายรัฐหรือใช้งบประมาณขาดดุลเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่วนการชะลอเศรษฐกิจต้องลดรายจ่ายรัฐ • "ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า การลดดอกเบี้ยนโยบายใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ ส่วนการชะลอเศรษฐกิจหรือสู้เงินเฟ้อต้องขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย อ้างอิงตัวบท หมวด 3 เศรษฐกิจพื้นฐาน (~15%) (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “| นโยบายการเงิน | นโยบายการคลัง” หมวด 3 เศรษฐกิจพื้นฐาน (~15%) (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “ชะลอเศรษฐกิจ / สู้เงินเฟ้อ | ขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย | เพิ่มภาษี / ลดรายจ่ายรัฐ”
หมวด 3 เศรษฐกิจพื้นฐาน (~15%) (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “| นโยบายการเงิน | นโยบายการคลัง”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีที่แถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการดำเนินการต่อกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่
- ก. คงกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการค้าการลงทุนสมัยใหม่ไว้ และไม่ปรับกฎหมายโรงแรมให้ทันสมัย
- ข. ทบทวนกฎหมายให้สอดคล้องกับสถานการณ์ และเร่งยกเลิกกฎหมายที่หมดความจำเป็นหรือซ้ำซ้อน ✓
- ค. คงกฎหมายที่หมดความจำเป็นหรือซ้ำซ้อนไว้ และเพิ่มกระบวนงานกับขั้นตอนที่ไม่จำเป็น
- ง. แก้ไขกฎหมายจัดซื้อจัดจ้างให้คำนึงถึงราคาต่ำสุดอย่างเดียว และลดการสนับสนุนอุตสาหกรรมในประเทศ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ทบทวนกฎหมายให้สอดคล้องกับสถานการณ์ และเร่งยกเลิกกฎหมายที่หมดความจำเป็นหรือซ้ำซ้อน" นโยบายข้อ 22.1 และ 22.2 กำหนดให้ทบทวนกฎหมายที่ใช้บังคับให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป และเร่งยกเลิกกฎหมายที่หมดความจำเป็นหรือซ้ำซ้อนกับกฎหมายอื่น ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "แก้ไขกฎหมายจัดซื้อจัดจ้างให้คำนึงถึงราคาต่ำสุดอย่างเดียว และลดการสนับสนุนอุตสาหกรรมในประเทศ" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าให้ได้พัสดุหรือบริการที่คุ้มค่าและสมเหตุสมผล “ไม่คำนึงถึงราคาต่ำสุดอย่างเดียว” และให้สนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศ • "คงกฎหมายที่หมดความจำเป็นหรือซ้ำซ้อนไว้ และเพิ่มกระบวนงานกับขั้นตอนที่ไม่จำเป็น" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุให้ “เร่งยกเลิกกฎหมายที่หมดความจำเป็นหรือซ้ำซ้อน” และให้ลดกระบวนงานและขั้นตอนที่ไม่จำเป็นให้ได้มากที่สุด • "คงกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการค้าการลงทุนสมัยใหม่ไว้ และไม่ปรับกฎหมายโรงแรมให้ทันสมัย" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุให้ “ปรับปรุงกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการค้าการลงทุนสมัยใหม่” รวมถึงกฎหมายว่าด้วยโรงแรม เพื่อให้ทันสมัยและสอดคล้องกับสภาพการประกอบธุรกิจในปัจจุบัน อ้างอิงตัวบท นโยบายข้อ 22 (คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงต่อรัฐสภา วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน 2569): “ทบทวนกฎหมายที่ใช้บังคับให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ที่เปลี่ยนแปลงไป” นโยบายข้อ 22 (คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงต่อรัฐสภา วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน 2569): “เร่งยกเลิกกฎหมายที่หมดความจำเป็นหรือซ้ำซ้อนกับกฎหมายอื่น”
นโยบายข้อ 22 (คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงต่อรัฐสภา วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน 2569): “ทบทวนกฎหมายที่ใช้บังคับให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ที่เปลี่ยนแปลงไป”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
จากข่าวกีฬาเดือนมีนาคม พ.ศ. 2569 ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับ “เอฟวัน” เทพไชยา อุ่นหนู
- ก. เทพไชยา อุ่นหนู คว้าแชมป์ World Open 2026 โดยชนะ รอนนี โอซุลลิแวน ✓
- ข. เทพไชยา อุ่นหนู คว้าแชมป์ World Open 2025 โดยชนะ รอนนี โอซุลลิแวน
- ค. เทพไชยา อุ่นหนู ได้รองแชมป์ World Open 2026 หลังแพ้ รอนนี โอซุลลิแวน
- ง. รอนนี โอซุลลิแวน คว้าแชมป์ World Open 2026 โดยชนะ เทพไชยา อุ่นหนู
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เทพไชยา อุ่นหนู คว้าแชมป์ World Open 2026 โดยชนะ รอนนี โอซุลลิแวน" ตามข่าวกีฬา วันที่ 22 มี.ค. 2569 “เอฟวัน” เทพไชยา อุ่นหนู คว้าแชมป์ World Open 2026 หลังชนะรอนนี โอซุลลิแวนในรอบชิงชนะเลิศ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "รอนนี โอซุลลิแวน คว้าแชมป์ World Open 2026 โดยชนะ เทพไชยา อุ่นหนู" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าเทพไชยาเป็นผู้คว้าแชมป์โดยชนะรอนนี ไม่ใช่รอนนีชนะเทพไชยา • "เทพไชยา อุ่นหนู ได้รองแชมป์ World Open 2026 หลังแพ้ รอนนี โอซุลลิแวน" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าเทพไชยาคว้าแชมป์และชนะรอนนีในรอบชิงชนะเลิศ • "เทพไชยา อุ่นหนู คว้าแชมป์ World Open 2025 โดยชนะ รอนนี โอซุลลิแวน" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าเป็นรายการ World Open 2026 ไม่ใช่ World Open 2025 อ้างอิงตัวบท ข่าวในกระแส: กีฬา / ชื่อเสียงของประเทศ (22 มี.ค. 2569) (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “เทพไชยา อุ่นหนู นักสนุกเกอร์ไทย คว้าแชมป์รายการ World Open 2026 ที่เมืองอวี้ซาน ประเทศจีน ชนะ รอนนี โอซุลลิแวน 10–7 เฟรม”
ข่าวในกระแส: กีฬา / ชื่อเสียงของประเทศ (22 มี.ค. 2569) (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “เทพไชยา อุ่นหนู นักสนุกเกอร์ไทย คว้าแชมป์รายการ World Open 2026 ที่เมืองอวี้ซาน ประเทศจีน ชนะ รอนนี โอซุลลิแวน 10–7 เฟรม”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อใดอธิบายขอบเขตของความเห็นหรือคำแนะนำภายในหน่วยงานของรัฐตามมาตรา 15 (3) ได้ถูกต้อง
- ก. ความเห็นหรือคำแนะนำภายในต้องมีคำสั่งมิให้เปิดเผยทุกกรณี โดยไม่ต้องพิจารณาประโยชน์ที่เกี่ยวข้อง
- ข. ความเห็นหรือคำแนะนำภายในต้องเปิดเผย เพราะไม่อยู่ในประเภทข้อมูลที่อาจมีคำสั่งมิให้เปิดเผย
- ค. ความเห็นหรือคำแนะนำภายในรวมถึงรายงานทางวิชาการ รายงานข้อเท็จจริง และข้อมูลที่นำมาใช้จัดทำความเห็นหรือคำแนะนำนั้น
- ง. อาจมีคำสั่งมิให้เปิดเผยความเห็นหรือคำแนะนำภายในได้ แต่ไม่รวมรายงานทางวิชาการ รายงานข้อเท็จจริง หรือข้อมูลที่นำมาใช้จัดทำความเห็นหรือคำแนะนำนั้น ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "อาจมีคำสั่งมิให้เปิดเผยความเห็นหรือคำแนะนำภายในได้ แต่ไม่รวมรายงานทางวิชาการ รายงานข้อเท็จจริง หรือข้อมูลที่นำมาใช้จัดทำความเห็นหรือคำแนะนำนั้น" มาตรา 15 (3) ครอบคลุมความเห็นหรือคำแนะนำภายในหน่วยงานของรัฐซึ่งอาจมีคำสั่งมิให้เปิดเผยได้ แต่ยกเว้นรายงานทางวิชาการ รายงานข้อเท็จจริง และข้อมูลข่าวสารที่นำมาใช้ในการทำความเห็นหรือคำแนะนำดังกล่าว ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ความเห็นหรือคำแนะนำภายในรวมถึงรายงานทางวิชาการ รายงานข้อเท็จจริง และข้อมูลที่นำมาใช้จัดทำความเห็นหรือคำแนะนำนั้น" ผิด: มาตรา 15 (3) ระบุว่าไม่รวมถึงรายงานทางวิชาการ รายงานข้อเท็จจริง หรือข้อมูลข่าวสารที่นำมาใช้ในการทำความเห็นหรือคำแนะนำภายใน • "ความเห็นหรือคำแนะนำภายในต้องเปิดเผย เพราะไม่อยู่ในประเภทข้อมูลที่อาจมีคำสั่งมิให้เปิดเผย" ผิด: มาตรา 15 (3) ระบุความเห็นหรือคำแนะนำภายในหน่วยงานของรัฐไว้เป็นข้อมูลประเภทที่อาจมีคำสั่งมิให้เปิดเผย • "ความเห็นหรือคำแนะนำภายในต้องมีคำสั่งมิให้เปิดเผยทุกกรณี โดยไม่ต้องพิจารณาประโยชน์ที่เกี่ยวข้อง" ผิด: มาตรา 15 ใช้คำว่า “อาจมีคำสั่งมิให้เปิดเผยก็ได้” และกำหนดให้คำนึงถึงการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ประโยชน์สาธารณะ และประโยชน์ของเอกชนที่เกี่ยวข้องประกอบกัน อ้างอิงตัวบท มาตรา 15 พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540: “ข้อมูลข่าวสารของราชการที่มีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอาจมีคำสั่งมิให้เปิดเผยก็ได้” มาตรา 15 พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540: “(3) ความเห็นหรือคำแนะนำภายในหน่วยงานของรัฐในการดำเนินการเรื่องหนึ่งเรื่องใด” มาตรา 15 พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540: “แต่ทั้งนี้ ไม่รวมถึงรายงานทางวิชาการ” มาตรา 15 พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540: “แต่ทั้งนี้ ไม่รวมถึงรายงานทางวิชาการ รายงานข้อเท็จจริง” มาตรา 15 พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540: “หรือข้อมูลข่าวสารที่นำมาใช้ในการทำความเห็นหรือคำแนะนำภายในดังกล่าว”
มาตรา 15 พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540: “ข้อมูลข่าวสารของราชการที่มีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอาจมีคำสั่งมิให้เปิดเผยก็ได้”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
หน่วยงานของรัฐแห่งหนึ่งขอข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลโดยตรงจากนาย ก. เพื่อใช้ตรวจสอบภายในตามปกติ โดยนาย ก. จะให้ข้อมูลหรือไม่ก็ได้ตามความสมัครใจ ตามมาตรา 23 หน่วยงานต้องดำเนินการอย่างไรเกี่ยวกับการขอข้อมูลครั้งนี้
- ก. แจ้งนาย ก. ล่วงหน้าหรือพร้อมกับการขอข้อมูลถึงวิธีขอตรวจดู วิธีขอแก้ไข และแหล่งที่มาของข้อมูล
- ข. แจ้งนาย ก. ล่วงหน้าหรือพร้อมกับการขอข้อมูลว่ามีกฎหมายบังคับให้ต้องให้ข้อมูล พร้อมระบุวัตถุประสงค์และลักษณะการใช้ข้อมูล
- ค. แจ้งนาย ก. ล่วงหน้าหรือพร้อมกับการขอข้อมูลถึงวัตถุประสงค์ ลักษณะการใช้ข้อมูลตามปกติ และว่าการให้ข้อมูลเป็นไปโดยสมัครใจ ✓
- ง. แจ้งนาย ก. ภายหลังได้รับข้อมูลแล้วถึงวัตถุประสงค์ ลักษณะการใช้ข้อมูลตามปกติ และว่าการให้ข้อมูลเป็นไปโดยสมัครใจ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "แจ้งนาย ก. ล่วงหน้าหรือพร้อมกับการขอข้อมูลถึงวัตถุประสงค์ ลักษณะการใช้ข้อมูลตามปกติ และว่าการให้ข้อมูลเป็นไปโดยสมัครใจ" ข้อเท็จจริงระบุว่าหน่วยงานเก็บข้อมูลโดยตรงจากนาย ก. และการให้ข้อมูลเป็นไปโดยสมัครใจ จึงเข้ากรณีมาตรา 23 ที่ให้แจ้งเจ้าของข้อมูลล่วงหน้าหรือพร้อมกับการขอข้อมูลถึงวัตถุประสงค์ ลักษณะการใช้ข้อมูลตามปกติ และกรณีที่อาจให้ข้อมูลได้โดยสมัครใจ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "แจ้งนาย ก. ล่วงหน้าหรือพร้อมกับการขอข้อมูลถึงวิธีขอตรวจดู วิธีขอแก้ไข และแหล่งที่มาของข้อมูล" ผิด: กรณีเก็บข้อมูลโดยตรง มาตรา 23 กำหนดให้แจ้งวัตถุประสงค์ ลักษณะการใช้ข้อมูลตามปกติ และกรณีที่ให้ข้อมูลโดยสมัครใจหรือมีกฎหมายบังคับ • "แจ้งนาย ก. ล่วงหน้าหรือพร้อมกับการขอข้อมูลว่ามีกฎหมายบังคับให้ต้องให้ข้อมูล พร้อมระบุวัตถุประสงค์และลักษณะการใช้ข้อมูล" ผิด: มาตรา 23 ให้แจ้งตามกรณีว่าอาจให้ข้อมูลได้โดยความสมัครใจหรือเป็นกรณีมีกฎหมายบังคับ ซึ่งกรณีนี้เป็นการให้โดยสมัครใจ • "แจ้งนาย ก. ภายหลังได้รับข้อมูลแล้วถึงวัตถุประสงค์ ลักษณะการใช้ข้อมูลตามปกติ และว่าการให้ข้อมูลเป็นไปโดยสมัครใจ" ผิด: มาตรา 23 กำหนดให้แจ้งเจ้าของข้อมูล “ล่วงหน้าหรือพร้อมกับการขอข้อมูล” ไม่ใช่ภายหลังได้รับข้อมูลแล้ว อ้างอิงตัวบท มาตรา 23 พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540: “หน่วยงานของรัฐต้องแจ้งให้เจ้าของข้อมูลทราบล่วงหน้าหรือพร้อมกับการขอข้อมูล” มาตรา 23 พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540: “ต้องแจ้งให้เจ้าของข้อมูลทราบล่วงหน้าหรือพร้อมกับการขอข้อมูลถึงวัตถุประสงค์ที่จะนำข้อมูลมาใช้” มาตรา 23 พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540: “ลักษณะการใช้ข้อมูลตามปกติ” มาตรา 23 พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540: “และกรณีที่ขอข้อมูลนั้นเป็นกรณีที่อาจให้ข้อมูลได้โดยความสมัครใจหรือเป็นกรณีมีกฎหมายบังคับ”
มาตรา 23 พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540: “หน่วยงานของรัฐต้องแจ้งให้เจ้าของข้อมูลทราบล่วงหน้าหรือพร้อมกับการขอข้อมูล”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามมาตรา 41 แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามข้อจำกัดหรือเงื่อนไขที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกำหนดตามมาตรา 20 ต้องระวางโทษอย่างไร
- ก. จำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- ข. จำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ✓
- ค. จำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- ง. จำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "จำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" มาตรา 41 กำหนดให้ผู้ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามข้อจำกัดหรือเงื่อนไขที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกำหนดตามมาตรา 20 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "จำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ผิด: มาตรา 41 กำหนดโทษปรับไม่เกินสองหมื่นบาท มิใช่ไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท • "จำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ผิด: มาตรา 41 กำหนดโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปีและปรับไม่เกินสองหมื่นบาท • "จำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ผิด: มาตรา 41 กำหนดโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี มิใช่ไม่เกินหกเดือน มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 20: “มาตรา 20 การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารใดแม้จะเข้าข่ายต้องมีความรับผิดตามกฎหมายใด ให้ถือว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ต้องรับผิดหากเป็นการกระทำโดยสุจริตในกรณีดังต่อไปนี้ (1) ข้อมูลข่าวสารตามมาตรา 15 ถ้าเจ้าหน้าที่ของรัฐได้ดำเนินการโดยถูกต้องตามระเบียบตามมาตรา 16 (2) ข้อมูลข่าวสารตามมาตรา 15 ถ้าเจ้าหน้าที่ของรัฐในระดับตามที่กำหนดในกฎกระทรวง มีคำสั่งให้เปิดเผยเป็นการทั่วไปหรือเฉพาะแก่บุคคลใดเพื่อประโยชน์อันสำคัญยิ่งกว่าที่เกี่ยวกับประโยชน์สาธารณะ หรือชีวิต ร่างกาย สุขภาพ หรือประโยชน์อื่นของบุคคล และคำสั่งนั้นได้กระทำโดยสมควรแก่เหตุ ในการนี้จะมีการกำหนดข้อจำกัดหรือเงื่อนไขในการใช้ข้อมูลข่าวสารนั้นตามความเหมาะส…” อ้างอิงตัวบท มาตรา 41 พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540: “ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี” มาตรา 41 พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540: “หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท” มาตรา 41 พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540: “หรือทั้งจำทั้งปรับ”
มาตรา 41 พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540: “ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามมาตรา 52 ต้องดำเนินการแต่งตั้งประธานกรรมการหรือกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแทนตำแหน่งที่ว่างภายในกี่วันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง
- ก. ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง ✓
- ข. ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง
- ค. ภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง
- ง. ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง" มาตรา 52 กำหนดให้ดำเนินการแต่งตั้งประธานกรรมการหรือกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแทนตำแหน่งที่ว่างภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง" ผิด: มาตรา 52 กำหนดระยะเวลาดำเนินการแต่งตั้งไว้หกสิบวัน ไม่ใช่เก้าสิบวัน • "ภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง" ผิด: มาตรา 52 ระบุให้ดำเนินการแต่งตั้งภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง ไม่ใช่หนึ่งร้อยยี่สิบวัน • "ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง" ผิด: มาตรา 52 กำหนดว่าให้ดำเนินการแต่งตั้งภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง ไม่ใช่สามสิบวัน อ้างอิงตัวบท มาตรา 52 พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562: “ให้ดำเนินการแต่งตั้งประธานกรรมการหรือกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแทนตำแหน่งที่ว่างภายใน หกสิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง”
มาตรา 52 พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562: “ให้ดำเนินการแต่งตั้งประธานกรรมการหรือกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแทนตำแหน่งที่ว่างภายใน หกสิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
บริษัท ค. จำกัดประสงค์จะเก็บรวบรวมข้อมูลประวัติอาชญากรรมของนาย ก. โดยนาย ก. ได้ให้ความยินยอมโดยชัดแจ้งแล้ว ตามมาตรา 26 บริษัท ค. จำกัดต้องดำเนินการอย่างไรจึงสอดคล้องกับบทบัญญัติ
- ก. ห้ามเก็บรวบรวมประวัติอาชญากรรม แม้นาย ก. ให้ความยินยอมโดยชัดแจ้งแล้ว
- ข. ความยินยอมโดยชัดแจ้งเพียงพอแล้ว โดยไม่ต้องดำเนินการตามเงื่อนไขอื่น
- ค. ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย และจัดให้มีมาตรการตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการประกาศกำหนด
- ง. ต้องกระทำภายใต้การควบคุมของหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย หรือจัดให้มีมาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการประกาศกำหนด ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ต้องกระทำภายใต้การควบคุมของหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย หรือจัดให้มีมาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการประกาศกำหนด" ข้อเท็จจริงที่บริษัทจะเก็บรวบรวม “ประวัติอาชญากรรม” ทำให้ต้องใช้ข้อกำหนดเฉพาะในมาตรา 26 ซึ่งกำหนดให้กระทำภายใต้การควบคุมของหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย หรือจัดให้มีมาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการประกาศกำหนด ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ห้ามเก็บรวบรวมประวัติอาชญากรรม แม้นาย ก. ให้ความยินยอมโดยชัดแจ้งแล้ว" ผิด: มาตรา 26 ห้ามเก็บรวบรวมข้อมูลดังกล่าวเมื่อไม่ได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้ง และกำหนดเงื่อนไขเฉพาะสำหรับการเก็บรวบรวมประวัติอาชญากรรม มิได้ห้ามโดยเด็ดขาดแม้ได้รับความยินยอมแล้ว • "ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย และจัดให้มีมาตรการตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการประกาศกำหนด" ผิด: มาตรา 26 ใช้คำว่า “หรือ” จึงกำหนดเงื่อนไขเป็นทางเลือก มิได้บังคับให้ดำเนินการทั้งสองประการพร้อมกัน • "ความยินยอมโดยชัดแจ้งเพียงพอแล้ว โดยไม่ต้องดำเนินการตามเงื่อนไขอื่น" ผิด: มาตรา 26 กำหนดเฉพาะกรณีการเก็บรวบรวมประวัติอาชญากรรมว่า “ต้องกระทำ” ภายใต้การควบคุมของหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย หรือจัดให้มีมาตรการตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด อ้างอิงตัวบท มาตรา 26 พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562: “ในกรณีที่เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับประวัติอาชญากรรมต้องกระทำภายใต้การควบคุมของหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย หรือได้จัดให้มีมาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการประกาศกำหนด”
มาตรา 26 พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562: “ในกรณีที่เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับประวัติอาชญากรรมต้องกระทำภายใต้การควบคุมของหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย หรือได้จัดให้มีมาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการประกาศกำหนด”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
Exam Simulator
Start a snapshot-based practice or real-exam attempt.
Exam Preview
What an approved exam looks like to a test-taker.
ชุดจำลอง เจ้าพนักงานธุรการปฏิบัติงาน (ทดลอง)
Time limit: 150 minutes
1. บริษัท ค. จำกัดมีสินค้าคงเหลือชนิด ก. และชนิด ข. ซึ่งไม่อยู่ในกรณีที่มาตรฐานกล่าวไว้ต่างหาก สินค้าทั้งสองชนิดมีลักษณะและการใช้คล้ายคลึงกัน โดยบริษัทใช้วิธีเข้าก่อนออกก่อนกับสินค้าชนิด ก. ข้อใดเป็นการปฏิบัติที่ถูกต้อง
- ก. กิจการไม่ต้องใช้วิธีเดียวกัน และอาจเลือกสองวิธีแยกกันสำหรับสินค้าแต่ละชนิด
- ข. กิจการต้องใช้วิธีเข้าก่อนออกก่อนกับสินค้าชนิด ข. เช่นเดียวกับชนิด ก.
- ค. กิจการอาจใช้วิธีต้นทุนถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักกับชนิด ข. หากเห็นว่าเหมาะสม
- ง. กิจการต้องเปลี่ยนสินค้าทั้งสองชนิดไปใช้วิธีต้นทุนถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก
2. ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 7 เรื่อง งบกระแสเงินสด งบกระแสเงินสดต้องจำแนกกระแสเงินสดในระหว่างรอบระยะเวลาเป็นกิจกรรมใดบ้าง
- ก. กิจกรรมดำเนินงาน กิจกรรมผลิต และกิจกรรมจัดหาเงิน
- ข. กิจกรรมควบคุม กิจกรรมลงทุน และกิจกรรมจัดหาเงิน
- ค. กิจกรรมดำเนินงาน กิจกรรมลงทุน และกิจกรรมบริหารงาน
- ง. กิจกรรมดำเนินงาน กิจกรรมลงทุน และกิจกรรมจัดหาเงิน
3. ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 16 เรื่อง ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ กิจการต้องปันส่วนจำนวนที่คิดค่าเสื่อมราคาของสินทรัพย์อย่างไร
- ก. กิจการต้องปันส่วนอย่างมีระบบตลอดรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้สินทรัพย์มา
- ข. กิจการต้องรับรู้จำนวนทั้งหมดในรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้สินทรัพย์มา
- ค. กิจการต้องปันส่วนอย่างมีระบบตลอดอายุการใช้ประโยชน์ของสินทรัพย์
- ง. กิจการต้องปันส่วนโดยไม่เป็นระบบตลอดอายุการใช้ประโยชน์ของสินทรัพย์
4. ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 7 เรื่อง งบกระแสเงินสด ข้อใดอธิบายการจัดประเภทเงินปันผลจ่ายได้ถูกต้อง
- ก. เงินปันผลจ่ายอาจจัดเป็นกระแสเงินสดจากการจัดหาเงิน หรือเป็นกิจกรรมดำเนินงานเพื่อช่วยพิจารณาความสามารถในการจ่ายเงินปันผลจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน
- ข. เงินปันผลจ่ายอาจจัดเป็นกระแสเงินสดจากการจัดหาเงินหรือกิจกรรมดำเนินงาน แต่การจัดเป็นกิจกรรมดำเนินงานไม่ช่วยพิจารณาความสามารถในการจ่ายเงินปันผล
- ค. เงินปันผลจ่ายต้องจัดเป็นกระแสเงินสดจากการจัดหาเงินเท่านั้น เนื่องจากเป็นต้นทุนของการจัดหาทรัพยากรทางการเงิน และไม่อาจจัดเป็นกิจกรรมดำเนินงาน
- ง. เงินปันผลจ่ายต้องจัดเป็นองค์ประกอบของกระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงานเท่านั้น เพื่อช่วยพิจารณาความสามารถในการจ่ายเงินปันผลจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน
5. นาย ก. เป็นผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี ได้เลิกประกอบธุรกิจโดยมิได้มีการชำระบัญชี มิได้ร้องขอขยายเวลาส่งมอบ และยังไม่เคยส่งมอบบัญชีหรือเอกสารมาก่อน ตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 นาย ก. ต้องส่งมอบบัญชีและเอกสารแก่ผู้ใดและภายในกำหนดใด
- ก. ส่งมอบแก่สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีภายในเก้าสิบวันนับแต่วันร้องขอขยายเวลา
- ข. ส่งมอบให้ครบถ้วนถูกต้องแก่สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีภายในเวลาที่กำหนด
- ค. ส่งมอบแก่สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีภายในเก้าสิบวันนับแต่วันเลิกประกอบธุรกิจ
- ง. ส่งมอบแก่สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันเลิกประกอบธุรกิจ
6. บริษัท ค. จำกัดกำลังพิจารณาต้นทุนของอุปกรณ์หนึ่งรายการ โดยมีความเป็นไปได้ค่อนข้างแน่ว่าจะได้รับประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในอนาคตจากอุปกรณ์นั้น และบริษัทสามารถวัดมูลค่าต้นทุนได้อย่างน่าเชื่อถือ ตามมาตรฐานการบัญชี บริษัทต้องดำเนินการอย่างไร
- ก. ยังไม่ต้องรับรู้ต้นทุนของอุปกรณ์เป็นสินทรัพย์ จนกว่าจะได้รับประโยชน์เชิงเศรษฐกิจจริง
- ข. ต้องรับรู้ต้นทุนของอุปกรณ์เป็นสินทรัพย์ เพราะเป็นไปตามเงื่อนไขทุกข้อ
- ค. ต้องรับรู้ต้นทุนของอุปกรณ์เป็นค่าใช้จ่าย เพราะวัดมูลค่าต้นทุนได้อย่างน่าเชื่อถือ
- ง. ยังไม่ต้องรับรู้ต้นทุนของอุปกรณ์เป็นสินทรัพย์ จนกว่าจะวัดมูลค่าต้นทุนได้อย่างแน่นอน
7. บริษัท ค. จำกัด มีต้นทุนในการเก็บรักษาสินค้าที่จำเป็นในกระบวนการผลิตก่อนจะถึงขั้นตอนการผลิตถัดไป และมีต้นทุนในการขายสินค้า บริษัทควรปฏิบัติอย่างไร
- ก. นำต้นทุนการเก็บรักษามารวมเป็นต้นทุนสินค้าคงเหลือ และรับรู้ต้นทุนในการขายเป็นค่าใช้จ่ายในงวดที่เกิดขึ้น
- ข. ไม่นำต้นทุนทั้งสองรายการมารวมเป็นต้นทุนสินค้าคงเหลือ และรับรู้เป็นค่าใช้จ่ายในงวดที่เกิดขึ้น
- ค. นำต้นทุนทั้งสองรายการมารวมเป็นต้นทุนสินค้าคงเหลือ และไม่รับรู้เป็นค่าใช้จ่ายในงวดที่เกิดขึ้น
- ง. นำต้นทุนการเก็บรักษามารวมเป็นต้นทุนสินค้าคงเหลือ และรับรู้ต้นทุนในการขายเป็นค่าใช้จ่ายในงวดถัดไป
8. ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1 เรื่อง การนำเสนองบการเงิน ข้อใดอธิบายหลักการวิเคราะห์ค่าใช้จ่ายที่รับรู้ในกำไรหรือขาดทุนได้ถูกต้อง
- ก. กิจการต้องจัดประเภทตามธรรมชาติในทุกกรณี แม้ว่าตามหน้าที่จะให้ข้อมูลที่เชื่อถือได้และเกี่ยวข้องมากกว่า
- ข. กิจการเลือกจัดประเภทตามธรรมชาติหรือตามหน้าที่ได้ตามความสะดวก โดยไม่ต้องพิจารณาความน่าเชื่อถือและความเกี่ยวข้อง
- ค. กิจการต้องจัดประเภททั้งตามธรรมชาติและตามหน้าที่ควบคู่กัน โดยไม่อาจเลือกใช้เพียงวิธีใดวิธีหนึ่ง
- ง. กิจการเลือกจัดประเภทตามธรรมชาติหรือตามหน้าที่ โดยใช้วิธีที่ให้ข้อมูลที่เชื่อถือได้และมีความเกี่ยวข้องมากกว่า
9. ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1 เรื่อง การนำเสนองบการเงิน ข้อใดอธิบายเกณฑ์เกี่ยวกับสิทธิในการเลื่อนการชำระหนี้ที่ทำให้กิจการต้องจัดประเภทหนี้สินเป็นรายการหมุนเวียนได้ถูกต้อง
- ก. ณ วันสิ้นรอบระยะเวลารายงาน กิจการมีสิทธิเลื่อนการชำระหนี้ออกไปอย่างน้อย 12 เดือน
- ข. ณ วันเริ่มรอบระยะเวลารายงาน กิจการไม่มีสิทธิเลื่อนการชำระหนี้ออกไปอย่างน้อย 12 เดือน
- ค. ณ วันสิ้นรอบระยะเวลารายงาน กิจการไม่มีสิทธิเลื่อนการชำระหนี้ออกไปอย่างน้อย 6 เดือน
- ง. ณ วันสิ้นรอบระยะเวลารายงาน กิจการไม่มีสิทธิเลื่อนการชำระหนี้ออกไปอย่างน้อย 12 เดือน
10. ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1 เรื่อง การนำเสนองบการเงิน ส่วนของกำไรหรือขาดทุนหรืองบกำไรขาดทุนต้องแสดงรายการใดพร้อมจำนวนเงินสำหรับรอบระยะเวลา
- ก. ส่วนแบ่งกำไรหรือขาดทุนของบริษัทร่วมและการร่วมค้าที่ใช้วิธีส่วนได้เสีย
- ข. ส่วนแบ่งกำไรหรือขาดทุนของบริษัทร่วมและการร่วมค้าที่ใช้วิธีราคาทุน
- ค. ยอดรวมของการดำเนินงานต่อเนื่องซึ่งแสดงเป็นจำนวนเดียว
- ง. ผลขาดทุนจากการด้อยค่าโดยไม่รวมการกลับรายการผลกำไรหรือขาดทุนจากการด้อยค่า
11. ข้อใดอธิบายผลของมาตรา 6 ได้ถูกต้อง เมื่อคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลเป็นผู้มีหน้าที่ตามประมวลรัษฎากร
- ก. ไม่มีผู้รับผิดชอบเพราะคณะบุคคลนั้นมิใช่นิติบุคคล
- ข. ให้คณะบุคคลนั้นเป็นผู้รับผิดชอบเองแม้มิใช่นิติบุคคล
- ค. ให้ผู้อำนวยการหรือผู้จัดการคณะนั้นเป็นผู้รับผิดชอบ
- ง. ให้สมาชิกทุกคนของคณะนั้นร่วมกันเป็นผู้รับผิดชอบ
12. ข้อใดอธิบายผลของมาตรา 88/2 ในกรณีตามมาตรา 88 (3) (4) หรือ (5) ได้ถูกต้อง
- ก. เจ้าพนักงานประเมินไม่อาจประเมินภาษีตามที่รู้เห็นหรือพิจารณาว่าถูกต้อง
- ข. เจ้าพนักงานประเมินอาจประเมินภาษีตามที่รู้เห็นหรือพิจารณาว่าถูกต้อง โดยไม่จำต้องปฏิบัติตาม (1) ถึง (4)
- ค. เจ้าพนักงานประเมินต้องปฏิบัติตาม (1) ถึง (4) ให้ครบก่อนประเมินภาษี
- ง. เจ้าพนักงานประเมินทำได้เฉพาะแก้ไขมูลค่าของสินค้าที่ซื้อหรือค่าบริการเท่านั้น
13. บริษัท ค. จำกัดเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษี เดือนภาษีนี้ไม่มีรายรับ และมิได้ประกอบกิจการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร โดยอธิบดีมิได้กำหนดกำหนดเวลาไว้เป็นอย่างอื่น บริษัทต้องยื่นแบบและชำระภาษีถ้ามีเมื่อใด
- ก. ภายในวันที่สิบห้าของเดือนถัดไป พร้อมกับชำระภาษีถ้ามี
- ข. ไม่ต้องยื่นแบบสำหรับเดือนนั้น เพราะเดือนภาษีนี้ไม่มีรายรับ
- ค. ในขณะจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม พร้อมกับชำระภาษีถ้ามี
- ง. ภายในวันสุดท้ายของเดือนถัดไป พร้อมกับชำระภาษีถ้ามี
14. ตามมาตรา 42 ทวิ เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ (2) เมื่อหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมารวมกันแล้ว ต้องไม่เกินจำนวนเท่าใด
- ก. 60,000 บาท
- ข. 80,000 บาท
- ค. 120,000 บาท
- ง. 100,000 บาท
15. บริษัท ค. จำกัด เป็นผู้มีหน้าที่หักภาษีที่คำนวณหักไว้ตามบทบัญญัติ 50 (5) และธุรกรรมนั้นมีการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ตามประมวลรัษฎากร บริษัทต้องดำเนินการอย่างไร
- ก. ผู้มีหน้าที่หักภาษีต้องนำส่งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่จ่ายเงิน
- ข. ผู้มีหน้าที่หักภาษีต้องนำส่งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในขณะที่มีการจดทะเบียน
- ค. ผู้มีหน้าที่หักภาษีต้องนำส่ง ณ ที่ว่าการอำเภอภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่จ่ายเงิน
- ง. พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมต้องเป็นผู้นำส่งภาษีในขณะที่มีการจดทะเบียน
16. ข้อใดอธิบายขอบเขตของการประกอบกิจการในราชอาณาจักรตามมาตรา 91/2 ได้ถูกต้อง
- ก. บุคคลนอกราชอาณาจักรจะถือว่าประกอบกิจการในราชอาณาจักรเมื่อดำเนินการผ่านตัวแทนของตนเท่านั้น ไม่รวมสถานประกอบการ
- ข. บุคคลนอกราชอาณาจักรที่ประกอบกิจการผ่านสถานประกอบการหรือตัวแทนของตนในราชอาณาจักร ให้ถือว่าประกอบกิจการนอกราชอาณาจักร
- ค. บุคคลนอกราชอาณาจักรที่ประกอบกิจการผ่านสถานประกอบการหรือตัวแทนของตนในราชอาณาจักร ให้ถือว่าประกอบกิจการในราชอาณาจักร
- ง. บุคคลนอกราชอาณาจักรจะถือว่าประกอบกิจการในราชอาณาจักรเมื่อดำเนินการผ่านสถานประกอบการของตนเท่านั้น ไม่รวมตัวแทน
17. บริษัท ค. จำกัด เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ได้เลิกประกอบกิจการ และจะไปแจ้งการเลิกกิจการ ณ สถานที่ที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ บริษัทต้องแจ้งภายในกำหนดใด
- ก. แจ้งภายในสามสิบวันนับจากวันเลิกประกอบกิจการ
- ข. แจ้งพร้อมการคืนใบทะเบียนโดยไม่มีกำหนดนับจากวันเลิกกิจการ
- ค. แจ้งภายในสิบห้าวันนับจากวันจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
- ง. แจ้งภายในสิบห้าวันนับจากวันเลิกประกอบกิจการ
18. ตามมาตรา 84 กรณียื่นแบบแสดงรายการภาษีเพิ่มเติมเพราะแบบเดิมไม่ถูกต้องครบถ้วน ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสิทธิขอคืนเครดิตภาษีพร้อมกับการดำเนินการใด
- ก. การยื่นแบบแสดงรายการภาษีเพิ่มเติมนั้น
- ข. การยื่นแบบแสดงรายการภาษีของเดือนภาษีถัดไป
- ค. การยื่นแบบแสดงรายการภาษีเพิ่มเติมครั้งถัดไป
- ง. การยื่นแบบแสดงรายการภาษีของเดือนภาษีเดิมเท่านั้น
19. ตามมาตรา 69 ตรี ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) เฉพาะที่จ่ายให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งขายอสังหาริมทรัพย์ ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตราเท่าใด
- ก. ร้อยละ 3
- ข. ร้อยละ 1
- ค. ร้อยละ 5
- ง. ร้อยละ 2
20. ผู้ใดโดยรู้อยู่แล้วหรือจงใจไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกหรือคำสั่งที่ระบุไว้ในมาตรา 36 แห่งประมวลรัษฎากร ต้องระวางโทษอย่างไร
- ก. จำคุกไม่เกินสองเดือน หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- ข. จำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- ค. จำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- ง. จำคุกไม่เกินหนึ่งเดือนและปรับไม่เกินสองพันบาทในทุกกรณี
21. ตามมาตรา 46 เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) ยอมให้หักค่าใช้จ่ายได้ตามที่กำหนดโดยกฎหมายใด
- ก. ประกาศกระทรวงการคลัง
- ข. กฎกระทรวง
- ค. พระราชบัญญัติ
- ง. พระราชกฤษฎีกา
22. ข้อใดอธิบายอำนาจตามมาตรา 12 ตรี เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามมาตรา 12 ได้ถูกต้อง
- ก. ผู้มีอำนาจตามมาตรา 12 หรือสรรพากรจังหวัดมีอำนาจออกหมายเรียก สั่งให้นำหลักฐานมาตรวจสอบ และออกคำสั่งเป็นหนังสือให้เจ้าพนักงานสรรพากรตรวจค้นหรือยึดหลักฐาน
- ข. ผู้มีอำนาจตามมาตรา 12 หรือสรรพากรจังหวัดออกหมายเรียกได้เฉพาะผู้ต้องรับผิดชำระภาษีอากรค้าง แต่เรียกบุคคลอื่นไม่ได้
- ค. ผู้มีอำนาจตามมาตรา 12 หรือสรรพากรจังหวัดต้องตรวจค้นหรือยึดหลักฐานด้วยตนเอง โดยไม่ออกคำสั่งให้เจ้าพนักงานสรรพากร
- ง. อำนาจออกหมายเรียก สั่งให้นำหลักฐาน และสั่งตรวจค้นหรือยึดหลักฐานเป็นของผู้มีอำนาจตามมาตรา 12 โดยสรรพากรจังหวัดไม่มีอำนาจดังกล่าว
23. ตราสารที่ต้องเสียอากรฉบับหนึ่งทำขึ้นนอกสยาม วันนี้นาย ก. เป็นผู้ทรงตราสารคนแรกในสยามและได้รับตราสารนั้น นาย ก. ต้องปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าภายในกำหนดใด
- ก. ก่อนยื่นตราสารเพื่อให้จ่ายเงิน โดยไม่ต้องนับจากวันที่ได้รับตราสาร
- ข. ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับตราสารนั้น
- ค. ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับตราสารนั้น
- ง. ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ตราสารได้ทำขึ้นนอกสยาม
24. บริษัท ค. จำกัด ไม่ชำระภาษีให้ครบถ้วนภายในกำหนดเวลาเดิม ต่อมาอธิบดีอนุมัติให้ขยายเวลาเสียภาษีโดยชอบตามประมวลรัษฎากร และบริษัทชำระภาษีภายในกำหนดเวลาที่ขยายให้ บริษัทต้องเสียเงินเพิ่มในอัตราใด
- ก. เสียเงินเพิ่มร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน
- ข. เสียเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน
- ค. เสียเงินเพิ่มร้อยละ 0.75 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน
- ง. ไม่ต้องเสียเงินเพิ่มสำหรับเดือนหรือเศษของเดือน
25. ข้อใดเป็นสินค้าที่อยู่ในความหมายของคำว่า “ผลิตภัณฑ์น้ำมัน” ตามมาตรา 79/6
- ก. ก๊าซปิโตรเลียมเหลวที่หน่วยงานอื่นได้กำหนดราคาขายปลีกไว้
- ข. น้ำมันดีเซลที่คณะกรรมการกลางกำหนดราคาสินค้าและป้องกันการผูกขาดไม่ได้กำหนดราคาขายปลีกไว้
- ค. น้ำมันเบนซินที่คณะกรรมการกลางกำหนดราคาสินค้าและป้องกันการผูกขาดได้กำหนดเฉพาะราคาขายส่งไว้
- ง. น้ำมันดีเซลที่คณะกรรมการกลางกำหนดราคาสินค้าและป้องกันการผูกขาดได้กำหนดราคาขายปลีกไว้
26. บริษัท ค. จำกัดเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ประกอบกิจการขายสินค้า และได้สินค้ามาเพื่อใช้ในกิจการ โดยไม่ปรากฏว่าเป็นกรณีจำเป็นที่อธิบดีกำหนดเป็นอย่างอื่น บริษัทต้องลงรายการในรายงานสินค้าและวัตถุดิบภายในระยะเวลาใด และนับแต่เมื่อใด ตามประมวลรัษฎากร
- ก. ภายในสามวันทำการนับแต่วันที่ได้มาซึ่งสินค้านั้น
- ข. ภายในเจ็ดวันทำการนับแต่วันที่ได้มาซึ่งสินค้านั้น
- ค. ไม่มีกำหนดระยะเวลาแน่นอน โดยลงตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีกำหนด
- ง. ภายในสามวันทำการนับแต่วันสิ้นเดือนที่ได้มาซึ่งสินค้านั้น
27. บริษัท ค. จำกัด มิใช่บริษัทจดทะเบียน ธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุน บริษัทหลักทรัพย์ หรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ และมิได้อยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด โดยมีรอบระยะเวลาบัญชีแรก 10 เดือน สำหรับการยื่นรายการพร้อมชำระภาษีก่อนกำหนดตามประมวลรัษฎากร ข้อใดถูกต้อง
- ก. บริษัท ค. จำกัดต้องคำนวณและชำระภาษีจากกำไรสุทธิของรอบระยะเวลาหกเดือนแรก
- ข. การยื่นรายการพร้อมชำระภาษีก่อนกำหนดตามวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับแก่บริษัท ค. จำกัด
- ค. บริษัท ค. จำกัดต้องยื่นรายการพร้อมชำระภาษีภายในสองเดือนนับแต่วันสุดท้ายของรอบหกเดือน
- ง. บริษัท ค. จำกัดต้องคำนวณและชำระภาษีจากกึ่งหนึ่งของประมาณการกำไรสุทธิในรอบบัญชี
28. ตามมาตรา 12 ตรี การดำเนินการตาม (1) หรือ (2) ต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่ากี่วันนับแต่วันได้รับหมายเรียกหรือคำสั่ง
- ก. ไม่น้อยกว่าห้าวัน
- ข. ไม่น้อยกว่าสิบห้าวัน
- ค. ไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน
- ง. ไม่น้อยกว่าสามวัน
29. นาย ก. สามารถแสดงใบกำกับภาษีได้ว่ามีการชำระภาษีซื้อ โดยใบกำกับภาษีมีข้อความถูกต้องและสมบูรณ์ ภาษีซื้อเกี่ยวข้องโดยตรงกับกิจการ แต่ผู้ออกใบกำกับภาษีไม่มีสิทธิออกใบกำกับภาษีตามส่วน 10 ตามประมวลรัษฎากร ภาษีซื้อนี้มีผลอย่างไร
- ก. ไม่ให้นำภาษีซื้อมาหักในการคำนวณภาษี เพราะผู้ออกไม่มีสิทธิออกใบกำกับภาษีตามส่วน 10
- ข. ให้นำภาษีซื้อมาหักในการคำนวณภาษี เพราะใบกำกับภาษีมีข้อความถูกต้องและสมบูรณ์
- ค. ให้นำภาษีซื้อมาหักในการคำนวณภาษี เพราะภาษีซื้อนั้นเกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการ
- ง. ให้นำภาษีซื้อมาหักในการคำนวณภาษี เพราะนาย ก. สามารถแสดงใบกำกับภาษีว่ามีการชำระภาษีซื้อ
30. ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับความหมายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันตามมาตรา 71 ทวิ
- ก. นิติบุคคลสองแห่งมีเพียงความสัมพันธ์ด้านการจัดการ แม้ยังดำเนินการโดยอิสระจากกันได้
- ข. นิติบุคคลสองแห่งมีข้อกำหนดทางการพาณิชย์แตกต่างกัน จึงถือว่ามีความสัมพันธ์กัน
- ค. นิติบุคคลหนึ่งถือหุ้นในอีกนิติบุคคลหนึ่งโดยตรงหรือโดยอ้อมร้อยละสี่สิบของทุนทั้งหมด
- ง. นิติบุคคลหนึ่งถือหุ้นในอีกนิติบุคคลหนึ่งโดยตรงหรือโดยอ้อมไม่น้อยกว่าร้อยละห้าสิบของทุนทั้งหมด
31. ข้อใดอธิบายสาระสำคัญของการรวมกรมสรรพากรนอกกับกรมสรรพากรในได้ถูกต้อง
- ก. รวมทั้งสองกรมเป็นกรมสรรพากร แล้วให้สังกัดกระทรวงมหาดไทยเพราะเป็นงานปกครองท้องที่
- ข. ย้ายทั้งสองกรมมาสังกัดกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ แล้วรวมเป็นกรมสรรพากรเพื่อให้การตรวจตราและจัดการเกิดประโยชน์ยิ่งขึ้น
- ค. ย้ายทั้งสองกรมมาสังกัดกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ และรวมเป็นกรมสรรพากรตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2457
- ง. ย้ายทั้งสองกรมมาสังกัดกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ แต่ยังคงแยกเป็นสองกรมตามเดิม
32. นับตั้งแต่การก่อตั้งกรมสรรพากรจนถึงปัจจุบัน มีอธิบดีเข้ามาบริหารงานกรมสรรพากรจำนวนกี่ท่าน
- ก. 30 ท่าน
- ข. 28 ท่าน
- ค. 29 ท่าน
- ง. 27 ท่าน
33. กรมสรรพากรในและข้าราชการกรมสรรพากรในย้ายจากกระทรวงนครบาลมาขึ้นอยู่ในบังคับบัญชากระทรวงพระคลังมหาสมบัติตั้งแต่วันใด
- ก. วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2458
- ข. วันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2458
- ค. วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2467
- ง. วันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2458
34. ในสมัยรัชกาลที่ 5 มีการจัดทำงบประมาณแผ่นดินขึ้นเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. ใด
- ก. พ.ศ. 2433
- ข. พ.ศ. 2418
- ค. พ.ศ. 2416
- ง. พ.ศ. 2439
35. เครื่องจำหน่ายตั๋วเข้าชมการแข่งม้ายี่ห้อ NCR เริ่มนำมาใช้ครั้งแรกเมื่อใด
- ก. วันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2514
- ข. วันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2510
- ค. วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2510
- ง. วันที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2510
36. ตามประวัติกรมสรรพากร พระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรเป็นครั้งแรกกำหนดให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันใด
- ก. วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2481
- ข. วันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2481
- ค. วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2482
- ง. วันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2482
37. อาคารที่ทำการถาวรหลังใหม่ของกรมสรรพากรทำพิธีวางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ใด
- ก. วันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2537
- ข. วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2540
- ค. วันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2538
- ง. วันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2540
38. หน่วยงานหนึ่งของกรมสรรพากรซึ่งปฏิบัติงานด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ประสบปัญหาเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและขอความช่วยเหลือจากกองเทคโนโลยีสารสนเทศ ตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมสรรพากร กองเทคโนโลยีสารสนเทศต้องดำเนินการอย่างไร
- ก. ให้การสนับสนุนทางวิชาการเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศแก่ประชาชนแทนหน่วยงานนั้น
- ข. ไม่ให้การสนับสนุนทางวิชาการเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศแก่หน่วยงานนั้น
- ค. ให้การสนับสนุนด้านงบประมาณแก่หน่วยงานนั้นแทนการสนับสนุนทางวิชาการ
- ง. ให้การสนับสนุนทางวิชาการเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศแก่หน่วยงานนั้น
39. ข้อใดอธิบายภารกิจของกรมสรรพากรตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมสรรพากร ได้ถูกต้อง
- ก. มุ่งให้เกิดการเสียภาษีโดยไม่คำนึงถึงความสมัครใจของผู้เสียภาษี
- ข. มุ่งใช้นโยบายภาษีโดยไม่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม
- ค. มุ่งให้ได้ภาษีตามเป้าหมายอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม และให้เกิดความสมัครใจในการเสียภาษี
- ง. มุ่งให้ได้ภาษีตามเป้าหมายโดยไม่ต้องคำนึงถึงความทั่วถึงและเป็นธรรม
40. ตามประวัติกรมสรรพากร ตราพระอุเทนทราธิราชนั่งดีดพิณสามสายมีดอกสี่กลีบ (ประจำยาม) คั่นระหว่างอักษรภาษาไทยและภาษาอังกฤษข้างละกี่ดอก
- ก. ข้างละ 1 ดอก
- ข. ข้างละ 3 ดอก
- ค. ข้างละ 4 ดอก
- ง. ข้างละ 2 ดอก
41. ตามสนธิสัญญาทางพระราชไมตรีในสมัยรัชกาลที่ 4 กำหนดให้เก็บภาษีขาเข้าในอัตราเท่าใด
- ก. ร้อยละ 5 ของสินค้า
- ข. ร้อยละ 10 ของสินค้า
- ค. ร้อยละ 2 ของสินค้า
- ง. ร้อยละ 3 ของสินค้า
42. กรมสรรพากรต้องวางกรอบตัวเลขการจัดเก็บและการคืนภาษีอากรล่วงหน้า และต้องตรวจสอบภายหลังว่าผลการจัดเก็บเป็นไปตามกรอบดังกล่าวหรือไม่ กองวิชาการแผนภาษีต้องดำเนินการอย่างไรตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมสรรพากร
- ก. จัดทำประมาณการจัดเก็บและคืนภาษีอากร พร้อมทั้งติดตามประเมินผลการจัดเก็บภาษีอากรให้สอดคล้องกับประมาณการที่ได้กำหนดไว้
- ข. จัดทำประมาณการจัดเก็บและคืนภาษีอากร โดยไม่ต้องติดตามประเมินผลการจัดเก็บภาษีอากร
- ค. จัดทำประมาณการเฉพาะการจัดเก็บภาษีอากร โดยไม่ต้องประมาณการคืนภาษีอากร
- ง. ติดตามประเมินผลการจัดเก็บภาษีอากรให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลแทนประมาณการที่กำหนดไว้
43. ข้อใดอธิบายความหมายของ D – Development ในค่านิยม I AM RD ได้ถูกต้อง
- ก. มีความเป็นมืออาชีพ สั่งสมความรู้และความเชี่ยวชาญในงานที่รับผิดชอบ
- ข. มีจริยธรรมและจรรยาบรรณ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต
- ค. พัฒนาและคิดค้นนวัตกรรมใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพงานและบริการให้ผู้เสียภาษีพึงพอใจ
- ง. มีความรับผิดชอบ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความขยันหมั่นเพียร มุ่งมั่นและกระตือรือร้น
44. ในสมัยกรุงสุโขทัย มีการเก็บจังกอบในอัตราเท่าใด
- ก. อัตรา 20 ชัก 1
- ข. อัตรา 10 ชัก 1
- ค. อัตรา 10 ชัก 2
- ง. อัตรา 100 ชัก 1
45. ข้อใดอธิบายความหมายของข้อความเรื่องการส่งคืนตราพระราชทานได้ถูกต้อง
- ก. ตราประจำตัวต้องส่งคืนเมื่อไม่มีตัวผู้รับ และตราประจำตำแหน่งก็ต้องส่งคืนเช่นกัน
- ข. ตราประจำตัวต้องส่งคืนเมื่อไม่มีตัวผู้รับ ส่วนตราประจำตำแหน่งไม่ต้องส่งคืน
- ค. ตราประจำตัวและตราประจำตำแหน่งไม่ต้องส่งคืน เพราะเป็นตราที่พระราชทานแล้ว
- ง. ตราประจำตัวตกทอดแก่ทายาทเมื่อไม่มีตัวผู้รับ ส่วนตราประจำตำแหน่งต้องส่งคืน
46. ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ ข้อใดกล่าวถึงความหมายของ “ระเบียบ” ได้ถูกต้อง
- ก. บรรดาข้อความที่ผู้มีอำนาจหน้าที่ได้วางไว้ โดยจะอาศัยอำนาจของกฎหมายหรือไม่ก็ได้ เพื่อถือเป็นหลักปฏิบัติงานเป็นการชั่วคราว
- ข. บรรดาข้อความที่ผู้ปฏิบัติงานทั่วไปได้วางไว้ โดยจะอาศัยอำนาจของกฎหมายหรือไม่ก็ได้ เพื่อถือเป็นหลักปฏิบัติงานเป็นการประจำ
- ค. บรรดาข้อความที่ผู้มีอำนาจหน้าที่ได้วางไว้ โดยต้องอาศัยอำนาจของกฎหมายทุกกรณี เพื่อถือเป็นหลักปฏิบัติงานเป็นการประจำ
- ง. บรรดาข้อความที่ผู้มีอำนาจหน้าที่ได้วางไว้ โดยจะอาศัยอำนาจของกฎหมายหรือไม่ก็ได้ เพื่อถือเป็นหลักปฏิบัติงานเป็นการประจำ
47. ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ บัญชีหนังสือครบ 25 ปี ที่ขอเก็บเอง ต้องจัดทำตามแบบใด
- ก. ตามแบบที่ 21 ท้ายระเบียบ
- ข. ตามแบบที่ 23 ท้ายระเบียบ
- ค. ตามแบบที่ 22 ท้ายระเบียบ
- ง. ตามแบบที่ 24 ท้ายระเบียบ
48. ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ ข้อใดอธิบายขอบเขตความหมายของ “ส่วนราชการ” ได้ถูกต้อง
- ก. ครอบคลุมหน่วยงานของรัฐในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค แต่ไม่รวมส่วนท้องถิ่นหรือหน่วยงานในต่างประเทศ
- ข. ครอบคลุมหน่วยงานของรัฐทั้งในส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น หรือในต่างประเทศ และรวมถึงคณะกรรมการด้วย
- ค. ครอบคลุมหน่วยงานของรัฐทั้งในส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น หรือในต่างประเทศ แต่ไม่รวมคณะกรรมการ
- ง. หมายถึงคณะบุคคลที่ทางราชการมอบหมายให้ปฏิบัติงาน และรวมถึงคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงาน
49. เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบได้รับหนังสือจากเจ้าของเรื่อง โดยหนังสือนั้นมีกำหนดเก็บถึง พ.ศ. 2575 ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ เจ้าหน้าที่ต้องปฏิบัติเกี่ยวกับตรากำหนดเก็บหนังสืออย่างไร
- ก. ประทับตราคำว่า “เก็บถึง พ.ศ. 2575” ด้วยหมึกสีน้ำเงินที่มุมล่างด้านขวาของกระดาษแผ่นแรก และลงลายมือชื่อย่อกำกับตรา
- ข. ประทับตราคำว่า “เก็บถึง พ.ศ. 2575” ด้วยหมึกสีน้ำเงินที่มุมบนด้านขวาของกระดาษแผ่นแรก และลงลายมือชื่อย่อกำกับตรา
- ค. ประทับตราคำว่า “เก็บถึง พ.ศ. 2575” ด้วยหมึกสีน้ำเงินที่มุมล่างด้านขวาของกระดาษแผ่นแรก โดยไม่ต้องลงลายมือชื่อย่อ
- ง. ประทับตราคำว่า “ห้ามทำลาย” ด้วยหมึกสีแดงที่มุมล่างด้านขวาของกระดาษแผ่นแรก และลงลายมือชื่อย่อกำกับตรา
50. คณะกรรมการทำลายหนังสือพิจารณาหนังสือเรื่องหนึ่งตามบัญชีหนังสือขอทำลาย และมีความเห็นว่าหนังสือเรื่องนั้นควรให้ทำลาย ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ คณะกรรมการต้องดำเนินการอย่างไรในบัญชีหนังสือขอทำลาย
- ก. ลงความเห็นว่าจะขยายเวลาการเก็บหนังสือไว้ถึงเมื่อใดในช่องการพิจารณา
- ข. กรอกคำว่า “อนุมัติทำลาย” ลงในช่องการพิจารณาของบัญชีหนังสือขอทำลาย
- ค. กรอกเครื่องหมายกากบาท (×) ลงในช่องการพิจารณาของบัญชีหนังสือขอทำลาย
- ง. ไม่ต้องกรอกข้อความหรือเครื่องหมายใดลงในช่องการพิจารณา
51. ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ เมื่อกองจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร ตรวจและรับฝากหนังสือแล้ว ข้อใดอธิบายผลของการฝากหนังสือได้ถูกต้อง
- ก. ส่วนราชการผู้ฝากไม่อาจขอใช้หรือขอคืนหนังสือที่ฝากไว้ได้
- ข. หนังสือที่ฝากเก็บไว้ให้ถือว่าเป็นหนังสือของส่วนราชการผู้ฝาก
- ค. หนังสือที่ฝากเก็บไว้ให้ถือว่าเป็นหนังสือของกองจดหมายเหตุแห่งชาติ
- ง. กองจดหมายเหตุแห่งชาติต้องคืนสำเนาคู่ฉบับให้ส่วนราชการเก็บเป็นหลักฐาน
52. ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ ข้อใดอธิบายผลของคำอธิบายที่กำหนดไว้ท้ายระเบียบได้ถูกต้อง
- ก. ให้ถือเป็นส่วนประกอบที่ใช้ในงานสารบรรณ แต่ไม่ให้ใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติ
- ข. ไม่ให้ถือเป็นส่วนประกอบที่ใช้ในงานสารบรรณและไม่ให้ใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติ
- ค. ไม่ให้ถือเป็นส่วนประกอบที่ใช้ในงานสารบรรณ แต่ให้ใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติ
- ง. ให้ถือเป็นส่วนประกอบที่ใช้ในงานสารบรรณและให้ใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติ
53. ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ หากกองจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร ไม่แจ้งผลการพิจารณาบัญชีหนังสือขอทำลายภายใน 60 วันนับแต่วันที่ส่วนราชการส่งเรื่อง ข้อใดอธิบายผลของกรณีดังกล่าวได้ถูกต้อง
- ก. ให้ถือว่ากองจดหมายเหตุแห่งชาติได้ให้ความเห็นชอบแล้ว และส่วนราชการทำลายหนังสือได้
- ข. ให้ถือว่ากองจดหมายเหตุแห่งชาติไม่ให้ความเห็นชอบ และส่วนราชการทำลายหนังสือไม่ได้
- ค. ให้ถือว่าต้องขยายเวลาการเก็บหนังสือ และส่วนราชการต้องแก้ไขระยะเวลาการเก็บ
- ง. เมื่อพ้น 30 วัน ให้ถือว่ากองจดหมายเหตุแห่งชาติได้ให้ความเห็นชอบ และส่วนราชการทำลายหนังสือได้
54. ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ หนังสือรับรองหมายถึงหนังสือลักษณะใด
- ก. หนังสือที่ส่วนราชการออกให้เพื่อรับรองแก่บุคคล นิติบุคคล หรือหน่วยงาน เพื่อให้ปรากฏแก่บุคคลโดยทั่วไปไม่จำเพาะเจาะจง ใช้กระดาษบันทึกข้อความและจัดทำตามแบบหนังสือภายใน
- ข. หนังสือที่ส่วนราชการออกให้เพื่อแจ้งคำสั่งแก่บุคคล นิติบุคคล หรือหน่วยงาน เพื่อให้ปรากฏแก่บุคคลโดยทั่วไปไม่จำเพาะเจาะจง ใช้กระดาษตราครุฑและจัดทำตามแบบที่ 10 ท้ายระเบียบ
- ค. หนังสือที่ส่วนราชการออกให้เพื่อรับรองแก่บุคคล นิติบุคคล หรือหน่วยงาน เพื่อให้ปรากฏแก่บุคคลโดยทั่วไปไม่จำเพาะเจาะจง ใช้กระดาษตราครุฑและจัดทำตามแบบที่ 10 ท้ายระเบียบ
- ง. หนังสือที่ส่วนราชการออกให้เพื่อรับรองแก่บุคคล นิติบุคคล หรือหน่วยงาน เพื่อให้ปรากฏแก่บุคคลที่กำหนดไว้โดยเฉพาะเจาะจง ใช้กระดาษตราครุฑและจัดทำตามแบบที่ 10 ท้ายระเบียบ
55. ส่วนราชการ ก. ส่งหนังสือติดต่อราชการด้วยระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ไปยังส่วนราชการ ข. ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ ข้อใดเป็นการปฏิบัติที่ถูกต้องในกรณีนี้
- ก. ผู้ส่งไม่ต้องตรวจสอบผลการส่ง ผู้รับต้องแจ้งตอบรับ และเมื่อได้รับแจ้งตอบรับแล้วผู้ส่งไม่ต้องส่งหนังสือเป็นเอกสารตามไปอีก
- ข. ผู้ส่งต้องตรวจสอบผลการส่ง ผู้รับต้องแจ้งตอบรับ และเมื่อได้รับแจ้งตอบรับแล้วผู้ส่งต้องส่งหนังสือเป็นเอกสารตามไปอีก
- ค. ผู้ส่งต้องตรวจสอบผลการส่ง ผู้รับไม่ต้องแจ้งตอบรับ และผู้ส่งต้องส่งหนังสือเป็นเอกสารตามไปอีก
- ง. ผู้ส่งต้องตรวจสอบผลการส่ง ผู้รับต้องแจ้งตอบรับ และเมื่อได้รับแจ้งตอบรับแล้วผู้ส่งไม่ต้องส่งหนังสือเป็นเอกสารตามไปอีก
56. ข้อใดอธิบายหลักเกี่ยวกับอายุการเก็บหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณได้ถูกต้อง
- ก. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์มีอายุการเก็บ 10 ปี โดยปกติเก็บไว้จนครบกำหนด แล้วหัวหน้าส่วนราชการต้องสั่งทำลาย
- ข. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ไม่มีอายุการเก็บ โดยปกติเก็บไว้ตลอดไป แต่เมื่อเข้าเงื่อนไขที่กำหนด หัวหน้าส่วนราชการอาจสั่งทำลายได้
- ค. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ไม่มีอายุการเก็บ โดยปกติเก็บไว้ตลอดไป และหัวหน้าส่วนราชการห้ามสั่งทำลายในทุกกรณี
- ง. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ไม่มีอายุการเก็บ โดยปกติเก็บไว้ตลอดไป แต่เมื่อเข้าเงื่อนไขที่กำหนด หัวหน้าส่วนราชการต้องสั่งทำลาย
57. หนังสือของสำนักงาน ก. ต้องดำเนินการเร็วกว่าปกติ โดยเจ้าหน้าที่ต้องเริ่มปฏิบัติทันทีเมื่อได้รับหนังสือ และไม่ได้กำหนดวันหรือเวลาที่หนังสือต้องถึงผู้รับ ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ ควรระบุชั้นความเร็วใด
- ก. ให้ระบุคำว่า “ด่วนที่สุด” เป็นชั้นความเร็ว
- ข. ให้ระบุคำว่า “ด่วนภายใน” เป็นชั้นความเร็ว
- ค. ให้ระบุคำว่า “ด่วนมาก” เป็นชั้นความเร็ว
- ง. ให้ระบุคำว่า “ด่วน” เป็นชั้นความเร็ว
58. ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ ทุกปีปฏิทินส่วนราชการต้องจัดส่งหนังสือเมื่อมีอายุครบกี่ปีนับจากวันที่ได้จัดทำขึ้น
- ก. ครบ 10 ปี นับจากวันที่ได้จัดทำขึ้น
- ข. ครบ 15 ปี นับจากวันที่ได้จัดทำขึ้น
- ค. ครบ 25 ปี นับจากวันที่ได้จัดทำขึ้น
- ง. ครบ 20 ปี นับจากวันที่ได้จัดทำขึ้น
59. ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ หนังสือประชาสัมพันธ์มีกี่ชนิด
- ก. มี 4 ชนิด
- ข. มี 3 ชนิด
- ค. มี 5 ชนิด
- ง. มี 2 ชนิด
60. สำนักงานสรรพากรแห่งหนึ่งจะส่งหนังสือไปยังส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเพื่อขอรายละเอียดเพิ่มเติม โดยเรื่องดังกล่าวไม่ใช่เรื่องสำคัญ และหัวหน้าส่วนราชการระดับกองจะลงชื่อย่อกำกับตรา ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ ควรดำเนินการอย่างไร
- ก. ต้องใช้หนังสือลงชื่อ โดยหัวหน้าส่วนราชการระดับกรมขึ้นไปเป็นผู้ลงชื่อ
- ข. ใช้หนังสือประทับตราได้ โดยหัวหน้าส่วนราชการระดับกองลงชื่อเต็มกำกับตรา
- ค. ใช้หนังสือประทับตราได้ โดยหัวหน้าส่วนราชการระดับกองลงชื่อย่อกำกับตรา
- ง. ใช้หนังสือประทับตราได้ โดยไม่ต้องมีผู้ลงชื่อย่อกำกับตรา
61. ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับความหมายและการกำหนดเลขที่ของหนังสือเวียน ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ
- ก. เป็นหนังสือที่มีถึงผู้รับเป็นจำนวนมาก มีใจความอย่างเดียวกัน โดยเพิ่มรหัส ว หน้าเลขทะเบียนหนังสือส่ง เริ่มเลข 1 ถึงสิ้นปีปฏิทิน หรือใช้เลขที่ของหนังสือทั่วไปตามแบบหนังสือภายนอก
- ข. เป็นหนังสือที่มีถึงผู้รับเป็นจำนวนมาก มีใจความอย่างเดียวกัน โดยเพิ่มรหัส ว หน้าเลขทะเบียนหนังสือส่ง เริ่มเลข 1 ถึงสิ้นปีงบประมาณ หรือใช้เลขที่ของหนังสือทั่วไปตามแบบหนังสือภายนอก
- ค. เป็นหนังสือที่มีถึงผู้รับเป็นจำนวนมาก มีใจความแตกต่างกัน โดยเพิ่มรหัส ว หน้าเลขทะเบียนหนังสือส่ง เริ่มเลข 1 ถึงสิ้นปีปฏิทิน หรือใช้เลขที่ของหนังสือทั่วไปตามแบบหนังสือภายนอก
- ง. เป็นหนังสือที่มีถึงผู้รับเป็นจำนวนมาก มีใจความอย่างเดียวกัน โดยเพิ่มรหัส ร หน้าเลขทะเบียนหนังสือส่ง เริ่มเลข 1 ถึงสิ้นปีปฏิทิน หรือใช้เลขที่ของหนังสือทั่วไปตามแบบหนังสือภายนอก
62. ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ ต้องประทับตรารับหนังสือไว้ ณ ตำแหน่งใดของหนังสือที่รับเข้ามา
- ก. ที่มุมล่างด้านขวาของหนังสือ
- ข. ที่มุมบนด้านซ้ายของหนังสือ
- ค. ที่มุมบนด้านขวาของหนังสือ
- ง. ที่มุมล่างด้านซ้ายของหนังสือ
63. ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ การส่งหนังสือที่ลงทะเบียนรับแล้วไปให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องดำเนินการ อาจดำเนินการอย่างไร
- ก. ส่งหนังสือได้โดยไม่ใช้สมุดส่งหนังสือและไม่ต้องบันทึกหลักฐานในทะเบียนรับหนังสือ
- ข. ใช้สมุดส่งหนังสือเท่านั้น โดยไม่อาจใช้หลักฐานในทะเบียนรับหนังสือ
- ค. ให้ผู้รับหนังสือลงชื่อในทะเบียนรับหนังสือ โดยไม่ต้องลงวัน เดือน ปีที่รับ
- ง. ใช้สมุดส่งหนังสือ หรือให้ผู้รับหนังสือลงชื่อและวัน เดือน ปีที่รับไว้เป็นหลักฐานในทะเบียนรับหนังสือ
64. ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ เมื่อหน่วยงานสารบรรณกลางส่งหนังสือที่จัดทำขึ้นโดยปกติด้วยระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ ข้อใดอธิบายผลของการเก็บสำเนาหนังสือในระบบที่ส่งได้ถูกต้อง
- ก. ยังต้องเก็บสำเนาเป็นเอกสารที่หน่วยงานสารบรรณกลางอีกหนึ่งฉบับ
- ข. ถือเป็นการเก็บสำเนาไว้ที่หน่วยงานสารบรรณกลางแล้ว โดยไม่ต้องเก็บเป็นเอกสารอีก
- ค. ถือเป็นการเก็บสำเนาไว้ทั้งที่ต้นเรื่องและหน่วยงานสารบรรณกลางแล้ว
- ง. ถือเป็นการเก็บสำเนาคู่ฉบับไว้ที่ต้นเรื่องแทนการเก็บสำเนาที่ส่วนกลาง
65. ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ ข้อใดอธิบายความหมายของ “สื่อกลางบันทึกข้อมูล” ได้ถูกต้อง
- ก. สื่อใด ๆ ที่อาจใช้บันทึกข้อมูลได้ด้วยอุปกรณ์ทางอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงพื้นที่ที่ส่วนราชการใช้จัดเก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์
- ข. สื่อใด ๆ ที่ใช้บันทึกข้อมูลโดยไม่ต้องอาศัยอุปกรณ์ทางอิเล็กทรอนิกส์
- ค. พื้นที่ที่ส่วนราชการใช้จัดเก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น ไม่รวมสื่อบันทึกข้อมูลประเภทอื่น
- ง. สื่อที่ใช้บันทึกข้อมูลได้ด้วยอุปกรณ์ทางอิเล็กทรอนิกส์ แต่ไม่รวมพื้นที่จัดเก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์
66. ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ รายงานการประชุมให้จัดทำตามแบบใด
- ก. แบบที่ 12 ท้ายระเบียบ
- ข. แบบที่ 11 ท้ายระเบียบ
- ค. แบบที่ 10 ท้ายระเบียบ
- ง. แบบที่ 9 ท้ายระเบียบ
67. ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับผู้รักษาการและอำนาจตีความระเบียบ
- ก. ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีรักษาการตามระเบียบนี้ แต่ไม่มีอำนาจตีความปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามระเบียบ
- ข. ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีมิได้รักษาการตามระเบียบนี้ แต่มีอำนาจตีความปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามระเบียบ
- ค. ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีรักษาการตามระเบียบนี้ และต้องขอความเห็นจากคณะกรรมการก่อนตีความปัญหา
- ง. ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีรักษาการตามระเบียบนี้ และมีอำนาจตีความปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามระเบียบ
68. หนังสือฉบับหนึ่งเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ ไม่มีความสำคัญ และเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นประจำ โดยดำเนินการแล้วเสร็จและมิใช่คู่สำเนาที่มีต้นเรื่องจะค้นได้จากที่อื่น ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ ต้องเก็บหนังสือนี้ไว้อย่างน้อยเท่าใด
- ก. ให้เก็บหนังสือไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี
- ข. ให้เก็บหนังสือไว้ตลอดไป
- ค. ให้เก็บหนังสือไว้ไม่น้อยกว่า 1 ปี
- ง. ให้เก็บหนังสือไว้ไม่น้อยกว่า 10 ปี
69. นาย ก. เป็นเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบในการเก็บหนังสือ โดยในปีนั้นมีหนังสือที่ครบกำหนดอายุการเก็บซึ่งฝากเก็บไว้ที่กองจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ นาย ก. ต้องสำรวจหนังสือดังกล่าวภายในระยะเวลาใด และนับจากเมื่อใด
- ก. ภายใน 60 วันหลังจากวันสิ้นปีปฏิทิน
- ข. ไม่ต้องสำรวจภายในกำหนดเวลา เพราะเป็นหนังสือที่ฝากเก็บไว้
- ค. ภายใน 30 วันหลังจากวันสิ้นปีปฏิทิน
- ง. ภายใน 60 วันหลังจากวันที่หนังสือครบกำหนดอายุการเก็บ
70. ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ ข้อใดสรุปหลักเกณฑ์เรื่องน้ำหนักกระดาษสำหรับซองได้ถูกต้อง
- ก. โดยปกติซองใช้กระดาษสีขาวหรือสีน้ำตาล น้ำหนัก 120 กรัมต่อตารางเมตร แต่ซองขนาดซี 4 ใช้กระดาษน้ำหนัก 80 กรัมต่อตารางเมตร
- ข. ซองทุกขนาดใช้กระดาษสีขาวหรือสีน้ำตาล น้ำหนัก 80 กรัมต่อตารางเมตร
- ค. โดยปกติซองใช้กระดาษสีขาวหรือสีน้ำตาล น้ำหนัก 80 กรัมต่อตารางเมตร แต่ซองขนาดซี 4 ใช้กระดาษน้ำหนัก 120 กรัมต่อตารางเมตร
- ง. โดยปกติซองใช้กระดาษสีขาวหรือสีน้ำตาล น้ำหนัก 80 กรัมต่อตารางเมตร แต่ซองขนาดซี 5 ใช้กระดาษน้ำหนัก 120 กรัมต่อตารางเมตร
71. ตามระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับของทางราชการ ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการเก็บรักษาข้อมูลข่าวสารลับ
- ก. ให้หน่วยงานของรัฐเก็บไว้ในที่ปลอดภัย และกำหนดระเบียบการเก็บรักษาเป็นการเฉพาะตามคำแนะนำของหัวหน้าหน่วยงานของรัฐ
- ข. ให้หน่วยงานของรัฐเก็บไว้ในที่ปลอดภัย และกำหนดระเบียบการเก็บรักษาเป็นการเฉพาะตามคำแนะนำขององค์การรักษาความปลอดภัย
- ค. ให้หน่วยงานของรัฐเก็บไว้ในที่ปลอดภัย และกำหนดระเบียบการเก็บรักษาเป็นการทั่วไปตามคำแนะนำขององค์การรักษาความปลอดภัย
- ง. ให้หน่วยงานของรัฐเก็บไว้ในที่เปิดเผยต่อบุคคลทั่วไป และกำหนดระเบียบการเก็บรักษาเป็นการเฉพาะตามคำแนะนำขององค์การรักษาความปลอดภัย
72. ตามระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับของทางราชการ ข้อใดอธิบายหลักการให้เจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องและรับรู้ข้อมูลข่าวสารลับได้ถูกต้อง
- ก. หัวหน้าหน่วยงานของรัฐไม่ต้องจำกัดจำนวนเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง แต่ให้ทราบข้อมูลเพียงเท่าที่จำเป็น
- ข. หัวหน้าหน่วยงานของรัฐไม่ต้องจำกัดจำนวนเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และให้รับทราบข้อมูลทั้งหมด
- ค. หัวหน้าหน่วยงานของรัฐกำหนดเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเพียงเท่าที่จำเป็น แต่ให้รับทราบข้อมูลทั้งหมด
- ง. หัวหน้าหน่วยงานของรัฐกำหนดเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเพียงเท่าที่จำเป็นต่อภารกิจ และให้ทราบเท่าที่จำเป็น
73. ตามระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับของทางราชการ การส่งข้อมูลข่าวสารลับออกนอกประเทศอาจดำเนินการอย่างไร
- ก. ปฏิบัติตามระเบียบว่าด้วยงานสารบรรณโดยอนุโลม หรือให้เจ้าหน้าที่ธุรการของหน่วยงานถือไปด้วยตนเอง
- ข. ส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนระหว่างประเทศตามระเบียบงานสารบรรณ หรือให้บริษัทรับส่งเอกสารนำส่งด้วยตนเอง
- ค. ปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงการต่างประเทศว่าด้วยถุงเมล์การทูตโดยอนุโลม หรือให้เจ้าหน้าที่ซึ่งมีฐานะทางการทูตถือไปด้วยตนเอง
- ง. ปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงการต่างประเทศว่าด้วยถุงเมล์การทูตโดยอนุโลม หรือให้เจ้าหน้าที่ซึ่งไม่มีฐานะทางการทูตถือไปด้วยตนเอง
74. ตามระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับของทางราชการ พ.ศ. 2544 และที่แก้ไขเพิ่มเติม นาย ก. เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลข่าวสารลับฉบับหนึ่ง ซึ่งไม่มีเครื่องหมายแสดงชั้นความลับไว้ นาย ก. ไม่รู้ข้อเท็จจริงดังกล่าวโดยตรง แต่ควรจะรู้ว่าข้อมูลนั้นได้มีการกำหนดชั้นความลับไว้แล้ว นาย ก. จะเปิดเผยข้อมูลข่าวสารนั้นได้หรือไม่
- ก. นาย ก. ไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลข่าวสารนั้นได้ เพราะควรจะรู้ว่ามีการกำหนดชั้นความลับไว้แล้ว
- ข. นาย ก. สามารถเปิดเผยข้อมูลข่าวสารนั้นได้ เพราะตนไม่ได้รู้จริงว่ามีการกำหนดชั้นความลับไว้แล้ว
- ค. นาย ก. สามารถเปิดเผยข้อมูลข่าวสารนั้นได้ เพราะข้อมูลไม่มีเครื่องหมายแสดงชั้นความลับไว้
- ง. นาย ก. สามารถเปิดเผยข้อมูลข่าวสารนั้นได้จนกว่าจะมีเครื่องหมายแสดงชั้นความลับติดไว้
75. นาย ก. เป็นเจ้าหน้าที่สารบรรณ ได้รับเอกสารฉบับหนึ่งไว้และทราบว่าเอกสารนั้นเป็นข้อมูลข่าวสารลับ ตามระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับของทางราชการ พ.ศ. 2544 และที่แก้ไขเพิ่มเติม นาย ก. ต้องรีบส่งเอกสารดังกล่าวให้แก่ใคร
- ก. รีบส่งข้อมูลข่าวสารลับให้แก่ผู้รับเพื่อเก็บไว้ในที่ปลอดภัย
- ข. รีบส่งข้อมูลข่าวสารลับคืนให้แก่หน่วยงานของรัฐที่เป็นผู้ส่ง
- ค. รีบส่งข้อมูลข่าวสารลับคืนให้แก่ผู้นำส่งข้อมูลข่าวสาร
- ง. รีบส่งข้อมูลข่าวสารลับให้แก่นายทะเบียนข้อมูลข่าวสารลับ
76. ตามระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับของทางราชการ ในกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วน ข้อใดอธิบายการกำหนดชั้นความลับเป็นการชั่วคราวได้ถูกต้อง
- ก. เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกำหนดชั้นความลับเป็นการชั่วคราวได้ และเสนอผู้มีอำนาจกำหนดชั้นความลับภายหลังเมื่อพ้นเหตุเร่งด่วน
- ข. เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกำหนดชั้นความลับเป็นการชั่วคราวได้ และต้องรีบเสนอต่อผู้มีอำนาจกำหนดชั้นความลับเพื่อสั่งการต่อไปทันที
- ค. เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกำหนดชั้นความลับเป็นการชั่วคราวได้ และต้องยกเลิกชั้นความลับนั้นทันทีโดยไม่ต้องเสนอผู้มีอำนาจ
- ง. เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องไม่มีอำนาจกำหนดชั้นความลับเป็นการชั่วคราว และต้องรอผู้มีอำนาจกำหนดชั้นความลับเป็นผู้กำหนดก่อน
77. ตามระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับของทางราชการ เอกสารลับชั้นปกปิดตามระเบียบว่าด้วยการรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ พ.ศ. 2517 ให้ถือว่ามีชั้นความลับใดนับแต่วันที่ระเบียบนี้ใช้บังคับ
- ก. ให้ถือว่ามีชั้นความลับอยู่ในชั้นลับ
- ข. ให้ถือว่ามีชั้นความลับอยู่ในชั้นลับมาก
- ค. ให้ถือว่ามีชั้นความลับอยู่ในชั้นลับที่สุด
- ง. ให้ถือว่ายังคงมีชั้นความลับอยู่ในชั้นปกปิด
78. ตามระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับของทางราชการ ข้อใดอธิบายอำนาจปรับชั้นความลับและหน้าที่ของหน่วยงานเจ้าของเรื่องได้ถูกต้อง
- ก. การปรับต้องกระทำโดยผู้มีอำนาจกำหนดชั้นความลับของหน่วยงานเจ้าของเรื่อง ผู้บังคับบัญชาตามสายงานปรับได้เมื่อเห็นว่าไม่เหมาะสมโดยต้องแจ้งผู้กำหนดเดิม และเมื่อเจ้าของเรื่องเห็นควร ต้องปรับโดยไม่ต้องแจ้งหน่วยงานของรัฐอื่นที่ได้รับแจกจ่าย
- ข. การปรับต้องกระทำโดยเจ้าหน้าที่ทะเบียนข้อมูลข่าวสารลับของหน่วยงานเจ้าของเรื่อง ผู้บังคับบัญชาตามสายงานปรับได้เมื่อเห็นว่าไม่เหมาะสมโดยต้องแจ้งผู้กำหนดเดิม และเมื่อเจ้าของเรื่องเห็นควร ต้องปรับพร้อมแจ้งหน่วยงานของรัฐอื่นที่ได้รับแจกจ่าย
- ค. การปรับต้องกระทำโดยผู้มีอำนาจกำหนดชั้นความลับของหน่วยงานเจ้าของเรื่อง ผู้บังคับบัญชาตามสายงานปรับได้เมื่อเห็นว่าไม่เหมาะสมโดยต้องแจ้งผู้กำหนดเดิม และเมื่อเจ้าของเรื่องเห็นควร ต้องปรับพร้อมแจ้งหน่วยงานของรัฐอื่นที่ได้รับแจกจ่าย
- ง. การปรับต้องกระทำโดยผู้มีอำนาจกำหนดชั้นความลับของหน่วยงานเจ้าของเรื่อง ผู้บังคับบัญชาตามสายงานไม่มีอำนาจปรับแม้เห็นว่าไม่เหมาะสม และเมื่อเจ้าของเรื่องเห็นควร ต้องปรับพร้อมแจ้งหน่วยงานของรัฐอื่นที่ได้รับแจกจ่าย
79. ตามระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับของทางราชการ บุคคลใดอาจเข้าถึงข้อมูลข่าวสารลับในชั้นความลับหนึ่ง และเข้าถึงได้เพียงใด
- ก. บุคคลที่เพื่อนร่วมงานมอบหมายความไว้วางใจ และเข้าถึงได้เฉพาะเรื่องที่ได้รับมอบหมายเท่านั้น
- ข. บุคคลที่ผู้บังคับบัญชามอบหมายความไว้วางใจ และเข้าถึงได้เฉพาะเรื่องที่ได้รับมอบหมายเท่านั้น
- ค. บุคคลที่ผู้บังคับบัญชามอบหมายความไว้วางใจ และเข้าถึงได้ทุกเรื่องที่อยู่ในชั้นความลับเดียวกัน
- ง. บุคคลที่ผู้บังคับบัญชามอบหมายให้ปฏิบัติงาน แม้ไม่ได้มอบหมายความไว้วางใจ และเข้าถึงได้เฉพาะเรื่องที่รับผิดชอบ
80. นาย ก. เป็นเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องและพบกรณีจำเป็นเร่งด่วนซึ่งต้องกำหนดชั้นความลับของข้อมูลข่าวสาร โดยข้อมูลนั้นไม่มีชั้นความลับหลายชั้นในเรื่องเดียวกัน ตามระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับของทางราชการ พ.ศ. 2544 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อใดถูกต้อง
- ก. นาย ก. กำหนดชั้นความลับเป็นการชั่วคราวได้ แล้วรีบเสนอต่อเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องรายอื่นเพื่อสั่งการทันที
- ข. นาย ก. กำหนดชั้นความลับเป็นการชั่วคราวได้ และเก็บเรื่องไว้โดยไม่ต้องเสนอต่อผู้มีอำนาจกำหนดชั้นความลับ
- ค. ผู้มีอำนาจกำหนดชั้นความลับต้องเป็นผู้กำหนดเอง โดยนาย ก. ไม่มีอำนาจกำหนดชั้นความลับเป็นการชั่วคราว
- ง. นาย ก. มีอำนาจกำหนดชั้นความลับเป็นการชั่วคราวได้ และให้รีบเสนอต่อผู้มีอำนาจกำหนดชั้นความลับเพื่อสั่งการต่อไปทันที
81. ข้อผิดพลาดใดใน Microsoft Excel หมายถึงการหารด้วยศูนย์หรือหารด้วยเซลล์ว่าง
- ก. #NAME?
- ข. #REF!
- ค. #DIV/0!
- ง. #VALUE!
82. อินเทอร์เน็ตความเร็ว 200 Mbps (เมกะบิตต่อวินาที) ส่งข้อมูลได้สูงสุดประมาณกี่เมกะไบต์ต่อวินาที
- ก. 200
- ข. 1,600
- ค. 100
- ง. 25
83. อุปกรณ์เก็บข้อมูลใดใช้หน่วยความจำแฟลช ไม่มีชิ้นส่วนเคลื่อนไหว และเร็วกว่าฮาร์ดดิสก์มาก
- ก. SSD (Solid State Drive)
- ข. แผ่นดิสเกต (Floppy Disk)
- ค. ฮาร์ดดิสก์ (HDD)
- ง. แผ่นดิสก์แสง (CD / DVD / Blu-ray)
84. ข้อใดกล่าวถึงแป้นลัดสำหรับเปิดกล่องจัดรูปแบบเซลล์ใน Microsoft Excel ได้ถูกต้อง
- ก. F4 ใช้เปิดกล่องจัดรูปแบบเซลล์
- ข. Ctrl + 1 ใช้เปิดกล่องจัดรูปแบบเซลล์
- ค. F2 ใช้เปิดกล่องจัดรูปแบบเซลล์
- ง. Ctrl + Home ใช้เปิดกล่องจัดรูปแบบเซลล์
85. ตามหลักคอมพิวเตอร์พื้นฐาน ข้อใดอธิบายลักษณะของเวิร์ม (Worm) ได้ถูกต้อง
- ก. แฝงตัวกับไฟล์หรือโปรแกรมอื่นและแพร่เมื่อไฟล์ถูกเปิดใช้
- ข. เข้ารหัสไฟล์ของเหยื่อและเรียกค่าไถ่เพื่อแลกกับการปลดล็อก
- ค. แพร่กระจายได้เองผ่านเครือข่ายโดยไม่ต้องอาศัยไฟล์อื่น
- ง. ปลอมตัวเป็นโปรแกรมที่มีประโยชน์แต่แอบทำสิ่งอันตราย
86. ตามหลักคอมพิวเตอร์พื้นฐาน AI ย่อมาจากข้อใด
- ก. Large Language Model (โมเดลภาษาขนาดใหญ่)
- ข. Machine Learning (การเรียนรู้ของเครื่อง)
- ค. Deep Learning (การเรียนรู้เชิงลึก)
- ง. Artificial Intelligence (ปัญญาประดิษฐ์)
87. ข้อใดเป็นความหมายของการรักษาความลับ (Confidentiality) ตามหลัก CIA
- ก. ข้อมูลต้องไม่ถูกแก้ไขโดยผู้ที่ไม่ได้รับอนุญาต
- ข. เฉพาะผู้มีสิทธิ์เท่านั้นที่เข้าถึงข้อมูลได้
- ค. ผู้มีสิทธิ์สามารถใช้งานข้อมูลได้ในเวลาที่ต้องการ
- ง. ผู้ไม่มีสิทธิ์สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ตามต้องการ
88. เครือข่ายหนึ่งเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องเข้ากับสวิตช์ที่เป็นศูนย์กลาง และเมื่อคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งเสีย เครื่องอื่นยังใช้งานได้ เครือข่ายนี้เป็นรูปแบบใด
- ก. เป็นการเชื่อมต่อแบบดาว (Star)
- ข. เป็นการเชื่อมต่อแบบวงแหวน (Ring)
- ค. เป็นการเชื่อมต่อแบบเมช (Mesh)
- ง. เป็นการเชื่อมต่อแบบบัส (Bus)
89. การสื่อสารที่ส่งข้อมูลได้ทั้งสองทาง แต่แต่ละฝ่ายต้องสลับกันส่ง จัดเป็นแบบใด
- ก. แบบ Full-duplex (สองทิศทางพร้อมกัน)
- ข. แบบ Simplex (ทิศทางเดียวเท่านั้น)
- ค. แบบ Half-duplex (สองทิศทางสลับกัน)
- ง. แบบ Parallel (หลายบิตพร้อมกัน)
90. ข้อมูลขนาด 6 KB เท่ากับกี่ไบต์
- ก. 1,024
- ข. 6,144
- ค. 6,000
- ง. 48
91. องค์การระหว่างประเทศใดมีบทบาทกำกับกติกาที่ประเทศต่าง ๆ ใช้ในการค้าระหว่างกัน
- ก. องค์การดังกล่าวคือ IMF
- ข. องค์การดังกล่าวคือ APEC
- ค. องค์การดังกล่าวคือ World Bank
- ง. องค์การดังกล่าวคือ WTO
92. ตามหมายกำหนดการที่ประกาศราวเดือน ก.ย. 2569 พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง กำหนดถวายพระเพลิงในวัน เวลา และสถานที่ใด
- ก. วันที่ 16 ธ.ค. 2569 เวลา 16.30 น. ณ พระเมรุมาศ ท้องสนามหลวง
- ข. วันที่ 17 ธ.ค. 2569 เวลา 16.30 น. ณ พระศรีรัตนเจดีย์ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม
- ค. วันที่ 15 ธ.ค. 2569 เวลา 16.30 น. ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท
- ง. วันที่ 16 ธ.ค. 2569 เวลา 16.30 น. ณ พระวิมาน พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท
93. เศรษฐกิจของประเทศกำลังขยายตัวร้อนแรง ระดับราคาสินค้าและบริการโดยทั่วไปสูงขึ้นต่อเนื่อง และอำนาจซื้อของเงินลดลง หากต้องการใช้นโยบายการเงินเพื่อชะลอเศรษฐกิจและสู้เงินเฟ้อ ควรดำเนินการอย่างไร
- ก. เพิ่มรายจ่ายรัฐด้วยงบประมาณขาดดุลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
- ข. ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
- ค. ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อชะลอเศรษฐกิจ
- ง. ลดภาษีผ่านนโยบายการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
94. ตามคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีที่แถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการดำเนินการต่อกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่
- ก. คงกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการค้าการลงทุนสมัยใหม่ไว้ และไม่ปรับกฎหมายโรงแรมให้ทันสมัย
- ข. ทบทวนกฎหมายให้สอดคล้องกับสถานการณ์ และเร่งยกเลิกกฎหมายที่หมดความจำเป็นหรือซ้ำซ้อน
- ค. คงกฎหมายที่หมดความจำเป็นหรือซ้ำซ้อนไว้ และเพิ่มกระบวนงานกับขั้นตอนที่ไม่จำเป็น
- ง. แก้ไขกฎหมายจัดซื้อจัดจ้างให้คำนึงถึงราคาต่ำสุดอย่างเดียว และลดการสนับสนุนอุตสาหกรรมในประเทศ
95. จากข่าวกีฬาเดือนมีนาคม พ.ศ. 2569 ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับ “เอฟวัน” เทพไชยา อุ่นหนู
- ก. เทพไชยา อุ่นหนู คว้าแชมป์ World Open 2026 โดยชนะ รอนนี โอซุลลิแวน
- ข. เทพไชยา อุ่นหนู คว้าแชมป์ World Open 2025 โดยชนะ รอนนี โอซุลลิแวน
- ค. เทพไชยา อุ่นหนู ได้รองแชมป์ World Open 2026 หลังแพ้ รอนนี โอซุลลิแวน
- ง. รอนนี โอซุลลิแวน คว้าแชมป์ World Open 2026 โดยชนะ เทพไชยา อุ่นหนู
96. ข้อใดอธิบายขอบเขตของความเห็นหรือคำแนะนำภายในหน่วยงานของรัฐตามมาตรา 15 (3) ได้ถูกต้อง
- ก. ความเห็นหรือคำแนะนำภายในต้องมีคำสั่งมิให้เปิดเผยทุกกรณี โดยไม่ต้องพิจารณาประโยชน์ที่เกี่ยวข้อง
- ข. ความเห็นหรือคำแนะนำภายในต้องเปิดเผย เพราะไม่อยู่ในประเภทข้อมูลที่อาจมีคำสั่งมิให้เปิดเผย
- ค. ความเห็นหรือคำแนะนำภายในรวมถึงรายงานทางวิชาการ รายงานข้อเท็จจริง และข้อมูลที่นำมาใช้จัดทำความเห็นหรือคำแนะนำนั้น
- ง. อาจมีคำสั่งมิให้เปิดเผยความเห็นหรือคำแนะนำภายในได้ แต่ไม่รวมรายงานทางวิชาการ รายงานข้อเท็จจริง หรือข้อมูลที่นำมาใช้จัดทำความเห็นหรือคำแนะนำนั้น
97. หน่วยงานของรัฐแห่งหนึ่งขอข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลโดยตรงจากนาย ก. เพื่อใช้ตรวจสอบภายในตามปกติ โดยนาย ก. จะให้ข้อมูลหรือไม่ก็ได้ตามความสมัครใจ ตามมาตรา 23 หน่วยงานต้องดำเนินการอย่างไรเกี่ยวกับการขอข้อมูลครั้งนี้
- ก. แจ้งนาย ก. ล่วงหน้าหรือพร้อมกับการขอข้อมูลถึงวิธีขอตรวจดู วิธีขอแก้ไข และแหล่งที่มาของข้อมูล
- ข. แจ้งนาย ก. ล่วงหน้าหรือพร้อมกับการขอข้อมูลว่ามีกฎหมายบังคับให้ต้องให้ข้อมูล พร้อมระบุวัตถุประสงค์และลักษณะการใช้ข้อมูล
- ค. แจ้งนาย ก. ล่วงหน้าหรือพร้อมกับการขอข้อมูลถึงวัตถุประสงค์ ลักษณะการใช้ข้อมูลตามปกติ และว่าการให้ข้อมูลเป็นไปโดยสมัครใจ
- ง. แจ้งนาย ก. ภายหลังได้รับข้อมูลแล้วถึงวัตถุประสงค์ ลักษณะการใช้ข้อมูลตามปกติ และว่าการให้ข้อมูลเป็นไปโดยสมัครใจ
98. ตามมาตรา 41 แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามข้อจำกัดหรือเงื่อนไขที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกำหนดตามมาตรา 20 ต้องระวางโทษอย่างไร
- ก. จำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- ข. จำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- ค. จำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- ง. จำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
99. ตามมาตรา 52 ต้องดำเนินการแต่งตั้งประธานกรรมการหรือกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแทนตำแหน่งที่ว่างภายในกี่วันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง
- ก. ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง
- ข. ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง
- ค. ภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง
- ง. ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง
100. บริษัท ค. จำกัดประสงค์จะเก็บรวบรวมข้อมูลประวัติอาชญากรรมของนาย ก. โดยนาย ก. ได้ให้ความยินยอมโดยชัดแจ้งแล้ว ตามมาตรา 26 บริษัท ค. จำกัดต้องดำเนินการอย่างไรจึงสอดคล้องกับบทบัญญัติ
- ก. ห้ามเก็บรวบรวมประวัติอาชญากรรม แม้นาย ก. ให้ความยินยอมโดยชัดแจ้งแล้ว
- ข. ความยินยอมโดยชัดแจ้งเพียงพอแล้ว โดยไม่ต้องดำเนินการตามเงื่อนไขอื่น
- ค. ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย และจัดให้มีมาตรการตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการประกาศกำหนด
- ง. ต้องกระทำภายใต้การควบคุมของหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย หรือจัดให้มีมาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการประกาศกำหนด