Overview
สัดส่วนข้อสอบแต่ละวิชาเป็นการประมาณการของ SIENSOB ไม่ได้มาจากประกาศรับสมัคร 100 ข้อ · เวลา 150 นาที
Blueprint
Topic weighting and difficulty distribution
| Topic | Weight | # Questions | Difficulty (E/M/H) |
|---|
Exam Set Intelligence
Deterministic estimates; observed performance is stored separately when available.
71 min
Estimated time
16
Topics
0
Coverage gaps
0
Duplicate pairs
83/100
Blueprint alignment
Blueprint Target vs Actual
⚠ difficulty easy: major_mismatch (+35pp).
⚠ difficulty medium: major_mismatch (+30pp).
⚠ difficulty hard: major_mismatch (+35pp).
Assessment Performance
Read-only aggregate from finalized attempts; submitted and expired are complete, abandoned is not.
0
Attempts
0
Completed
—
Completion rate
—
Average score
—
Median score
—
Average completion
No finalized attempts yet. Performance signals will appear after submitted or expired attempts.
All modes · observed-question-v1 · calculated 10/7/2026, 3:58:44 PM
Questions
Review, edit, approve, or reject generated questions.
100 approved and ready to save.
บริษัท ค. จำกัดเป็นผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี เอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีของบริษัทเสียหายมาก่อน แต่บริษัทเพิ่งทราบถึงความเสียหายในภายหลัง ตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 ข้อใดระบุผู้รับแจ้งและกำหนดเวลาได้ถูกต้อง
- ก. แจ้งต่อสารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชี ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่เอกสารเกิดความเสียหาย
- ข. แจ้งต่อสารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชี ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ทราบหรือควรทราบถึงความเสียหาย ✓
- ค. แจ้งต่ออธิบดี ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ทราบหรือควรทราบถึงความเสียหาย
- ง. แจ้งต่อสารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชี ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ทราบหรือควรทราบถึงความเสียหาย
Explanation: คำตอบที่ถูก: "แจ้งต่อสารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชี ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ทราบหรือควรทราบถึงความเสียหาย" บริษัท ค. จำกัดเป็นผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี → “ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี”; เอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีเสียหาย → “ถ้าบัญชีหรือเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีสูญหายหรือเสียหาย”; บริษัทเพิ่งทราบความเสียหายในภายหลัง → “ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ทราบหรือควรทราบถึงการสูญหายหรือเสียหายนั้น” ดังนั้นต้องแจ้งต่อสารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีภายในกำหนดดังกล่าว ตามมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "แจ้งต่ออธิบดี ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ทราบหรือควรทราบถึงความเสียหาย" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้แจ้งต่อ “สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชี” ไม่ใช่แจ้งต่ออธิบดี • "แจ้งต่อสารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชี ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ทราบหรือควรทราบถึงความเสียหาย" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดว่า “ภายในสิบห้าวัน” ไม่ใช่ภายในสามสิบวัน • "แจ้งต่อสารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชี ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่เอกสารเกิดความเสียหาย" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้เริ่มนับจาก “วันที่ทราบหรือควรทราบถึงการสูญหายหรือเสียหายนั้น” อ้างอิงตัวบท มาตรา 15 พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543: “ให้ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีแจ้งต่อสารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชี” มาตรา 15 พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543: “ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ทราบหรือควรทราบถึงการสูญหายหรือเสียหายนั้น”
มาตรา 15 พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543: “ให้ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีแจ้งต่อสารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชี”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1 เรื่อง การนำเสนองบการเงิน ข้อใดอธิบายหลักการจัดประเภทสินทรัพย์หมุนเวียนได้ถูกต้อง
- ก. เงินสดที่มีข้อจำกัดในการใช้ชำระหนี้สินอย่างน้อย 12 เดือนเป็นสินทรัพย์หมุนเวียน
- ข. สินทรัพย์เป็นสินทรัพย์หมุนเวียนเมื่อต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดครบทุกข้อ
- ค. สินทรัพย์เป็นสินทรัพย์หมุนเวียนเมื่อเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดข้อใดข้อหนึ่ง ✓
- ง. สินทรัพย์ที่ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดให้จัดประเภทเป็นสินทรัพย์หมุนเวียน
Explanation: คำตอบที่ถูก: "สินทรัพย์เป็นสินทรัพย์หมุนเวียนเมื่อเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดข้อใดข้อหนึ่ง" ตามย่อหน้าที่ 66 กิจการต้องจัดประเภทสินทรัพย์เป็นสินทรัพย์หมุนเวียนเมื่อสินทรัพย์นั้นเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดข้อใดข้อหนึ่ง ส่วนสินทรัพย์ที่ไม่เข้าเงื่อนไขให้จัดเป็นสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เงินสดที่มีข้อจำกัดในการใช้ชำระหนี้สินอย่างน้อย 12 เดือนเป็นสินทรัพย์หมุนเวียน" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดว่าเงินสดหรือรายการเทียบเท่าเงินสดต้องไม่มีข้อจำกัดในการแลกเปลี่ยนหรือใช้ชำระหนี้สินภายในระยะเวลาอย่างน้อย 12 เดือนหลังรอบระยะเวลารายงาน • "สินทรัพย์เป็นสินทรัพย์หมุนเวียนเมื่อต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดครบทุกข้อ" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าให้จัดเป็นสินทรัพย์หมุนเวียนเมื่อเป็นไปตามเงื่อนไข “ข้อใดข้อหนึ่ง” ไม่ใช่ครบทุกข้อ • "สินทรัพย์ที่ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดให้จัดประเภทเป็นสินทรัพย์หมุนเวียน" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้สินทรัพย์ที่ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขข้างต้นเป็นสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน อ้างอิงตัวบท ย่อหน้าที่ 66 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1 เรื่อง การนำเสนองบการเงิน (ปรับปรุง 2567): “กิจการต้องจัดประเภทสินทรัพย์เป็นสินทรัพย์หมุนเวียนเมื่อสินทรัพย์นั้นเป็นไปตามเงื่อนไข ข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้”
ย่อหน้าที่ 66 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1 เรื่อง การนำเสนองบการเงิน (ปรับปรุง 2567): “กิจการต้องจัดประเภทสินทรัพย์เป็นสินทรัพย์หมุนเวียนเมื่อสินทรัพย์นั้นเป็นไปตามเงื่อนไข ข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 7 เรื่อง งบกระแสเงินสด ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการจัดประเภทกระแสเงินสดจากกิจกรรมลงทุน
- ก. เฉพาะรายจ่ายที่ส่งผลให้เกิดการรับรู้สินทรัพย์ในงบฐานะการเงินเท่านั้นที่สามารถจัดประเภทเป็นกิจกรรมลงทุน ✓
- ข. กระแสเงินสดจากสัญญาที่ใช้ป้องกันความเสี่ยงของรายการที่ระบุได้ต้องจัดเป็นกิจกรรมลงทุนเสมอ
- ค. เงินสดจ่ายเพื่อซื้อตราสารหนี้ของกิจการอื่นที่ถือไว้เพื่อซื้อขายสามารถจัดประเภทเป็นกิจกรรมลงทุนได้
- ง. รายจ่ายที่ไม่ส่งผลให้เกิดการรับรู้สินทรัพย์ในงบฐานะการเงินก็สามารถจัดประเภทเป็นกิจกรรมลงทุนได้
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เฉพาะรายจ่ายที่ส่งผลให้เกิดการรับรู้สินทรัพย์ในงบฐานะการเงินเท่านั้นที่สามารถจัดประเภทเป็นกิจกรรมลงทุน" ย่อหน้าที่ 16 กำหนดว่า เฉพาะรายจ่ายที่ส่งผลให้เกิดการรับรู้สินทรัพย์ในงบฐานะการเงินเท่านั้นที่สามารถจัดประเภทเป็นกิจกรรมลงทุน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "กระแสเงินสดจากสัญญาที่ใช้ป้องกันความเสี่ยงของรายการที่ระบุได้ต้องจัดเป็นกิจกรรมลงทุนเสมอ" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้จัดประเภทกระแสเงินสดจากสัญญาดังกล่าวในลักษณะเดียวกับกระแสเงินสดของรายการที่ถูกป้องกันความเสี่ยง • "รายจ่ายที่ไม่ส่งผลให้เกิดการรับรู้สินทรัพย์ในงบฐานะการเงินก็สามารถจัดประเภทเป็นกิจกรรมลงทุนได้" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า “เฉพาะรายจ่ายที่ส่งผลให้เกิดการรับรู้สินทรัพย์ในงบฐานะการเงินเท่านั้น” ที่สามารถจัดประเภทเป็นกิจกรรมลงทุน • "เงินสดจ่ายเพื่อซื้อตราสารหนี้ของกิจการอื่นที่ถือไว้เพื่อซื้อขายสามารถจัดประเภทเป็นกิจกรรมลงทุนได้" ผิด: แหล่งข้อมูลยกเว้นเงินสดจ่ายเพื่อซื้อตราสารที่ถือไว้โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อซื้อขายหรือเพื่อค้าออกจากตัวอย่างกิจกรรมลงทุน อ้างอิงตัวบท ย่อหน้าที่ 16 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 7 เรื่อง งบกระแสเงินสด (ปรับปรุง 2567): “เฉพาะรายจ่ายที่ส่งผลให้เกิดการรับรู้สินทรัพย์ใน งบฐานะการเงินเท่านั้นที่สามารถจัดประเภทเป็นกิจกรรมลงทุน”
ย่อหน้าที่ 16 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 7 เรื่อง งบกระแสเงินสด (ปรับปรุง 2567): “เฉพาะรายจ่ายที่ส่งผลให้เกิดการรับรู้สินทรัพย์ใน งบฐานะการเงินเท่านั้นที่สามารถจัดประเภทเป็นกิจกรรมลงทุน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
กิจการมียอดขายเชื่อสุทธิทั้งปี 2,190,000 บาท ลูกหนี้การค้าต้นปี 240,000 บาท และปลายปี 320,000 บาท ระยะเวลาเก็บหนี้เฉลี่ยเป็นกี่วัน (ใช้ลูกหนี้เฉลี่ย และ 1 ปี = 365 วัน)
- ก. 53 วัน
- ข. 8 วัน
- ค. 46 วัน
- ง. 47 วัน ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "47 วัน" ลูกหนี้เฉลี่ย = (240,000 + 320,000) ÷ 2 = 280,000 · อัตราการหมุน = 2,190,000 ÷ 280,000 = 7.82 ครั้ง · ระยะเวลาเก็บหนี้ = 365 ÷ 7.82 ≈ 47 วัน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "53 วัน" ผิด: ใช้ลูกหนี้ปลายปีแทนลูกหนี้เฉลี่ยตามที่โจทย์กำหนด • "46 วัน" ผิด: ใช้ 360 วัน แทน 365 วันตามที่โจทย์กำหนด • "8 วัน" ผิด: ตอบเป็นอัตราการหมุนของลูกหนี้ (จำนวนครั้ง) ไม่ได้แปลงเป็นจำนวนวัน อ้างอิงตัวบท คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB (สูตร A1): “365 ÷ อัตราการหมุนของลูกหนี้” คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB (สูตร G1): “ยอดเฉลี่ย = (ต้นงวด + ปลายงวด) ÷ 2”
คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB: “365 ÷ อัตราการหมุนของลูกหนี้”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
บริษัท ค. จำกัดมีสินค้าคงเหลือชนิด ก. และชนิด ข. ซึ่งไม่อยู่ในกรณีที่มาตรฐานกล่าวไว้ต่างหาก สินค้าทั้งสองชนิดมีลักษณะและการใช้คล้ายคลึงกัน โดยบริษัทใช้วิธีเข้าก่อนออกก่อนกับสินค้าชนิด ก. ข้อใดเป็นการปฏิบัติที่ถูกต้อง
- ก. กิจการไม่ต้องใช้วิธีเดียวกัน และอาจเลือกสองวิธีแยกกันสำหรับสินค้าแต่ละชนิด
- ข. กิจการต้องใช้วิธีเข้าก่อนออกก่อนกับสินค้าชนิด ข. เช่นเดียวกับชนิด ก. ✓
- ค. กิจการต้องเปลี่ยนสินค้าทั้งสองชนิดไปใช้วิธีต้นทุนถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก
- ง. กิจการอาจใช้วิธีต้นทุนถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักกับชนิด ข. หากเห็นว่าเหมาะสม
Explanation: คำตอบที่ถูก: "กิจการต้องใช้วิธีเข้าก่อนออกก่อนกับสินค้าชนิด ข. เช่นเดียวกับชนิด ก." ข้อเท็จจริงที่ว่าเป็นสินค้าคงเหลือซึ่งไม่อยู่ในกรณีที่กล่าวไว้ต่างหาก → “ต้นทุนสินค้าคงเหลือนอกจากที่กล่าวในย่อหน้าที่ 23”; บริษัท ค. จำกัดเป็นกิจการ → “กิจการ”; การใช้วิธีเข้าก่อนออกก่อนกับชนิด ก. → “วิธีเข้าก่อนออกก่อน หรือวิธีต้นทุนถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก”; สินค้าชนิด ก. และ ข. มีลักษณะและการใช้คล้ายคลึงกัน → “สำหรับสินค้าคงเหลือทุกชนิดที่มีลักษณะและการใช้คล้ายคลึงกัน” จึงเกิดผล คือ “ต้องใช้วิธีการคำนวณต้นทุนด้วยวิธีเดียวกัน” ดังนั้นชนิด ข. ต้องใช้วิธีเข้าก่อนออกก่อนเช่นเดียวกับชนิด ก. ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 2 ย่อหน้าที่ 25 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "กิจการอาจใช้วิธีต้นทุนถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักกับชนิด ข. หากเห็นว่าเหมาะสม" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ใช้วิธีเดียวกันสำหรับสินค้าคงเหลือทุกชนิดที่มีลักษณะและการใช้คล้ายคลึงกัน ส่วนการใช้วิธีต่างกันได้ใช้กับสินค้าที่มีลักษณะและการใช้ต่างกัน • "กิจการไม่ต้องใช้วิธีเดียวกัน และอาจเลือกสองวิธีแยกกันสำหรับสินค้าแต่ละชนิด" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า “กิจการต้องใช้วิธีการคำนวณต้นทุนด้วยวิธีเดียวกัน” สำหรับสินค้าที่มีลักษณะและการใช้คล้ายคลึงกัน • "กิจการต้องเปลี่ยนสินค้าทั้งสองชนิดไปใช้วิธีต้นทุนถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก" ผิด: แหล่งข้อมูลให้คำนวณมูลค่าโดยวิธีเข้าก่อนออกก่อนหรือวิธีต้นทุนถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก จึงไม่ได้บังคับให้เปลี่ยนจากวิธีเข้าก่อนออกก่อน อ้างอิงตัวบท ย่อหน้าที่ 25 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 2 เรื่อง สินค้าคงเหลือ (ปรับปรุง 2567): “กิจการต้องใช้วิธีการคำนวณต้นทุนด้วยวิธีเดียวกัน สำหรับสินค้าคงเหลือทุกชนิดที่มีลักษณะและการใช้คล้ายคลึงกัน”
ย่อหน้าที่ 25 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 2 เรื่อง สินค้าคงเหลือ (ปรับปรุง 2567): “กิจการต้องใช้วิธีการคำนวณต้นทุนด้วยวิธีเดียวกัน สำหรับสินค้าคงเหลือทุกชนิดที่มีลักษณะและการใช้คล้ายคลึงกัน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
นาย ก. เป็นผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี ได้เลิกประกอบธุรกิจโดยมิได้มีการชำระบัญชี มิได้ร้องขอขยายเวลาส่งมอบ และยังไม่เคยส่งมอบบัญชีหรือเอกสารมาก่อน ตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 นาย ก. ต้องส่งมอบบัญชีและเอกสารแก่ผู้ใดและภายในกำหนดใด
- ก. ส่งมอบแก่สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีภายในเก้าสิบวันนับแต่วันร้องขอขยายเวลา
- ข. ส่งมอบให้ครบถ้วนถูกต้องแก่สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีภายในเวลาที่กำหนด
- ค. ส่งมอบแก่สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันเลิกประกอบธุรกิจ
- ง. ส่งมอบแก่สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีภายในเก้าสิบวันนับแต่วันเลิกประกอบธุรกิจ ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ส่งมอบแก่สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีภายในเก้าสิบวันนับแต่วันเลิกประกอบธุรกิจ" ข้อเท็จจริงที่นาย ก. เป็นผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี → “ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี”; การเลิกประกอบธุรกิจโดยมิได้มีการชำระบัญชี → “เลิกประกอบธุรกิจด้วยเหตุใด ๆ โดยมิได้มีการชำระบัญชี”; การมิได้ร้องขอขยายเวลา → ไม่เกิดขึ้น → “เมื่อผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีร้องขอ”; และการยังไม่เคยส่งมอบมาก่อน → ไม่เกิดขึ้น → “ส่งมอบบัญชีและเอกสาร...ไม่ครบถ้วนถูกต้อง” ดังนั้นต้องใช้กำหนดปกติ คือส่งมอบแก่สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีภายในเก้าสิบวันนับแต่วันเลิกประกอบธุรกิจ ตามมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ส่งมอบให้ครบถ้วนถูกต้องแก่สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีภายในเวลาที่กำหนด" ผิด: กำหนด “ภายในเวลาที่กำหนด” ใช้ในกรณีที่ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี “ส่งมอบบัญชีและเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีไม่ครบถ้วนถูกต้อง” แต่กรณีนี้ยังไม่เคยส่งมอบมาก่อน • "ส่งมอบแก่สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีภายในเก้าสิบวันนับแต่วันร้องขอขยายเวลา" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุจุดเริ่มนับว่า “นับแต่วันเลิกประกอบธุรกิจ” มิใช่นับแต่วันร้องขอขยายเวลา • "ส่งมอบแก่สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันเลิกประกอบธุรกิจ" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดระยะเวลาปกติว่า “ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันเลิกประกอบธุรกิจ” ส่วนการขยายเวลาเกิดขึ้น “เมื่อผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีร้องขอ” อ้างอิงตัวบท มาตรา 17 พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543: “เมื่อผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีเลิกประกอบธุรกิจด้วยเหตุใด ๆ โดยมิได้มีการชำระบัญชี ให้ส่งมอบบัญชีและเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีแก่สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชี” มาตรา 17 พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543: “ให้ส่งมอบบัญชีและเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีแก่สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีภายในเก้าสิบวันนับแต่วันเลิกประกอบธุรกิจ”
มาตรา 17 พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543: “เมื่อผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีเลิกประกอบธุรกิจด้วยเหตุใด ๆ โดยมิได้มีการชำระบัญชี ให้ส่งมอบบัญชีและเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีแก่สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชี”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ในการวิเคราะห์งบการเงิน อัตราส่วนทุนหมุนเวียนเร็วตัดรายการใดออกจากสินทรัพย์หมุนเวียน และเพราะเหตุใด
- ก. ตัดสินค้าคงเหลือออก เพราะเป็นรายการที่เปลี่ยนเป็นเงินสดช้าที่สุด ✓
- ข. ตัดลูกหนี้ออก เพราะเป็นรายการที่เปลี่ยนเป็นเงินสดช้าที่สุด
- ค. ตัดเงินลงทุนระยะสั้นออก เพราะเป็นรายการที่เปลี่ยนเป็นเงินสดช้าที่สุด
- ง. ตัดเงินสดออก เพราะเป็นรายการที่เปลี่ยนเป็นเงินสดช้าที่สุด
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ตัดสินค้าคงเหลือออก เพราะเป็นรายการที่เปลี่ยนเป็นเงินสดช้าที่สุด" อัตราส่วนทุนหมุนเวียนเร็วคำนวณจาก (สินทรัพย์หมุนเวียน − สินค้าคงเหลือ) ÷ หนี้สินหมุนเวียน โดยเข้มกว่าอัตราส่วนทุนหมุนเวียนเพราะตัดสินค้าคงเหลือซึ่งเปลี่ยนเป็นเงินสดช้าที่สุดออก ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ตัดเงินลงทุนระยะสั้นออก เพราะเป็นรายการที่เปลี่ยนเป็นเงินสดช้าที่สุด" ผิด: สูตรที่กำหนดตัดสินค้าคงเหลือออก และสูตรทางเลือกที่ยกมายังรวมเงินลงทุนระยะสั้นไว้ • "ตัดลูกหนี้ออก เพราะเป็นรายการที่เปลี่ยนเป็นเงินสดช้าที่สุด" ผิด: สูตรระบุให้หักสินค้าคงเหลือจากสินทรัพย์หมุนเวียน และระบุว่าสินค้าคงเหลือเปลี่ยนเป็นเงินสดช้าที่สุด • "ตัดเงินสดออก เพราะเป็นรายการที่เปลี่ยนเป็นเงินสดช้าที่สุด" ผิด: สูตรที่กำหนดตัดสินค้าคงเหลือออก และสูตรทางเลือกที่ยกมายังรวมเงินสดไว้ อ้างอิงตัวบท หัวข้อ 1.7 (1) สภาพคล่อง (Liquidity) — จ่ายหนี้ระยะสั้นได้หรือไม่ (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “เพราะตัดสินค้าคงเหลือซึ่งเปลี่ยนเป็นเงินสดช้าที่สุดออก”
หัวข้อ 1.7 (1) สภาพคล่อง (Liquidity) — จ่ายหนี้ระยะสั้นได้หรือไม่ (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “เพราะตัดสินค้าคงเหลือซึ่งเปลี่ยนเป็นเงินสดช้าที่สุดออก”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1 เรื่อง การนำเสนองบการเงิน ส่วนของกำไรหรือขาดทุนหรืองบกำไรขาดทุนต้องแสดงรายการใดพร้อมจำนวนเงินสำหรับรอบระยะเวลา
- ก. ส่วนแบ่งกำไรหรือขาดทุนของบริษัทร่วมและการร่วมค้าที่ใช้วิธีราคาทุน
- ข. ยอดรวมของการดำเนินงานต่อเนื่องซึ่งแสดงเป็นจำนวนเดียว
- ค. ส่วนแบ่งกำไรหรือขาดทุนของบริษัทร่วมและการร่วมค้าที่ใช้วิธีส่วนได้เสีย ✓
- ง. ผลขาดทุนจากการด้อยค่าโดยไม่รวมการกลับรายการผลกำไรหรือขาดทุนจากการด้อยค่า
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ส่วนแบ่งกำไรหรือขาดทุนของบริษัทร่วมและการร่วมค้าที่ใช้วิธีส่วนได้เสีย" ย่อหน้าที่ 82.3 กำหนดให้แสดงส่วนแบ่งกำไรหรือขาดทุนของบริษัทร่วมและการร่วมค้าที่ใช้วิธีส่วนได้เสียเป็นรายการแต่ละบรรทัดพร้อมจำนวนเงินสำหรับรอบระยะเวลา ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ยอดรวมของการดำเนินงานต่อเนื่องซึ่งแสดงเป็นจำนวนเดียว" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้แสดง “ยอดรวมของการดำเนินงานที่ยกเลิกซึ่งแสดงเป็นจำนวนเดียว” • "ผลขาดทุนจากการด้อยค่าโดยไม่รวมการกลับรายการผลกำไรหรือขาดทุนจากการด้อยค่า" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าผลขาดทุนจากการด้อยค่า “รวมถึงการกลับรายการผลกำไรหรือขาดทุนจากการด้อยค่า” • "ส่วนแบ่งกำไรหรือขาดทุนของบริษัทร่วมและการร่วมค้าที่ใช้วิธีราคาทุน" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุเฉพาะรายการที่ใช้ “วิธีส่วนได้เสีย” ไม่ใช่วิธีราคาทุน อ้างอิงตัวบท ย่อหน้าที่ 82 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1 เรื่อง การนำเสนองบการเงิน (ปรับปรุง 2567): “82.3 ส่วนแบ่งกำไรหรือขาดทุนของบริษัทร่วมและการร่วมค้าที่ใช้วิธีส่วนได้เสีย”
ย่อหน้าที่ 82 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1 เรื่อง การนำเสนองบการเงิน (ปรับปรุง 2567): “82.3 ส่วนแบ่งกำไรหรือขาดทุนของบริษัทร่วมและการร่วมค้าที่ใช้วิธีส่วนได้เสีย”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ในการวิเคราะห์งบการเงิน ข้อใดอธิบายความแตกต่างระหว่างงบที่แสดงฐานะ ณ วันใดวันหนึ่งกับงบที่แสดงผลสำหรับงวดได้ถูกต้อง
- ก. งบแสดงฐานะการเงินและงบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จต่างแสดงข้อมูล ณ วันใดวันหนึ่งเหมือนกัน
- ข. งบแสดงฐานะการเงินแสดงฐานะ ณ วันใดวันหนึ่ง ส่วนงบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จแสดงรายได้และค่าใช้จ่ายสำหรับงวด ✓
- ค. งบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จแสดงฐานะ ณ วันใดวันหนึ่ง ส่วนงบแสดงฐานะการเงินแสดงรายได้และค่าใช้จ่ายสำหรับงวด
- ง. งบแสดงฐานะการเงินและงบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จต่างแสดงข้อมูลสำหรับงวดเหมือนกัน
Explanation: คำตอบที่ถูก: "งบแสดงฐานะการเงินแสดงฐานะ ณ วันใดวันหนึ่ง ส่วนงบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จแสดงรายได้และค่าใช้จ่ายสำหรับงวด" ตามหัวข้อ 1.2 งบแสดงฐานะการเงินเปรียบเสมือนภาพถ่าย ณ วันหนึ่ง โดยแสดงสินทรัพย์ หนี้สิน และส่วนของเจ้าของ ขณะที่งบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จแสดงรายได้หักค่าใช้จ่ายสำหรับงวด ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "งบแสดงฐานะการเงินและงบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จต่างแสดงข้อมูลสำหรับงวดเหมือนกัน" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่างบแสดงฐานะการเงินแสดงฐานะ ณ วันใดวันหนึ่ง ไม่ใช่ข้อมูลสำหรับงวด • "งบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จแสดงฐานะ ณ วันใดวันหนึ่ง ส่วนงบแสดงฐานะการเงินแสดงรายได้และค่าใช้จ่ายสำหรับงวด" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า งบแสดงฐานะการเงินเป็นงบ ณ วันใดวันหนึ่ง และงบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จเป็นงบสำหรับงวด • "งบแสดงฐานะการเงินและงบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จต่างแสดงข้อมูล ณ วันใดวันหนึ่งเหมือนกัน" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่างบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จแสดงข้อมูลสำหรับงวด ไม่ใช่ ณ วันใดวันหนึ่ง อ้างอิงตัวบท หัวข้อ 1.2 งบการเงินที่ใช้วิเคราะห์ (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “1. งบแสดงฐานะการเงิน (เดิมเรียก "งบดุล") — ณ วันใดวันหนึ่ง” หัวข้อ 1.2 งบการเงินที่ใช้วิเคราะห์ (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “2. งบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จ — สำหรับงวด: รายได้ − ค่าใช้จ่าย”
หัวข้อ 1.2 งบการเงินที่ใช้วิเคราะห์ (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “1. งบแสดงฐานะการเงิน (เดิมเรียก "งบดุล") — ณ วันใดวันหนึ่ง”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1 เรื่อง การนำเสนองบการเงิน ข้อใดอธิบายเกณฑ์เกี่ยวกับสิทธิในการเลื่อนการชำระหนี้ที่ทำให้กิจการต้องจัดประเภทหนี้สินเป็นรายการหมุนเวียนได้ถูกต้อง
- ก. ณ วันสิ้นรอบระยะเวลารายงาน กิจการไม่มีสิทธิเลื่อนการชำระหนี้ออกไปอย่างน้อย 6 เดือน
- ข. ณ วันสิ้นรอบระยะเวลารายงาน กิจการมีสิทธิเลื่อนการชำระหนี้ออกไปอย่างน้อย 12 เดือน
- ค. ณ วันสิ้นรอบระยะเวลารายงาน กิจการไม่มีสิทธิเลื่อนการชำระหนี้ออกไปอย่างน้อย 12 เดือน ✓
- ง. ณ วันเริ่มรอบระยะเวลารายงาน กิจการไม่มีสิทธิเลื่อนการชำระหนี้ออกไปอย่างน้อย 12 เดือน
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ณ วันสิ้นรอบระยะเวลารายงาน กิจการไม่มีสิทธิเลื่อนการชำระหนี้ออกไปอย่างน้อย 12 เดือน" ตามย่อหน้าที่ 69.4 หาก ณ วันสิ้นรอบระยะเวลารายงาน กิจการไม่มีสิทธิเลื่อนการชำระหนี้ออกไปอย่างน้อย 12 เดือนภายหลังรอบระยะเวลารายงาน กิจการต้องจัดประเภทหนี้สินนั้นเป็นรายการหมุนเวียน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ณ วันสิ้นรอบระยะเวลารายงาน กิจการมีสิทธิเลื่อนการชำระหนี้ออกไปอย่างน้อย 12 เดือน" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าเกณฑ์นี้เกิดเมื่อกิจการ “ไม่มีสิทธิที่จะเลื่อนการชำระหนี้ออกไป” ไม่ใช่เมื่อกิจการมีสิทธิ • "ณ วันเริ่มรอบระยะเวลารายงาน กิจการไม่มีสิทธิเลื่อนการชำระหนี้ออกไปอย่างน้อย 12 เดือน" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้พิจารณาสิทธิ ณ วันสิ้นรอบระยะเวลารายงาน ไม่ใช่วันเริ่มรอบระยะเวลารายงาน • "ณ วันสิ้นรอบระยะเวลารายงาน กิจการไม่มีสิทธิเลื่อนการชำระหนี้ออกไปอย่างน้อย 6 เดือน" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดระยะเวลาอย่างน้อย 12 เดือนภายหลังรอบระยะเวลารายงาน ไม่ใช่ 6 เดือน อ้างอิงตัวบท ย่อหน้าที่ 69 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1 เรื่อง การนำเสนองบการเงิน (ปรับปรุง 2567): “69.4 ณ วันสิ้นรอบระยะเวลารายงาน กิจการไม่มีสิทธิที่จะเลื่อนการชำระหนี้ออกไป อย่างน้อย 12 เดือนภายหลังรอบระยะเวลารายงาน”
ย่อหน้าที่ 69 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1 เรื่อง การนำเสนองบการเงิน (ปรับปรุง 2567): “69.4 ณ วันสิ้นรอบระยะเวลารายงาน กิจการไม่มีสิทธิที่จะเลื่อนการชำระหนี้ออกไป อย่างน้อย 12 เดือนภายหลังรอบระยะเวลารายงาน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 7 เรื่อง งบกระแสเงินสด ข้อใดอธิบายกระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงินได้ถูกต้อง
- ก. เงินสดที่ผู้เช่าจ่ายเพื่อเพิ่มยอดหนี้สินตามสัญญาเช่า ถือเป็นกระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงิน
- ข. การจ่ายชำระเงินสดคืนเงินกู้ยืม ไม่ถือเป็นกระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงิน
- ค. การซื้อหรือไถ่ถอนหุ้นแล้วกิจการได้รับเงินสดจากเจ้าของ ถือเป็นกระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงิน
- ง. การออกหุ้นหรือตราสารทุนอื่นแล้วกิจการได้รับเงินสด ถือเป็นกระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงิน ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "การออกหุ้นหรือตราสารทุนอื่นแล้วกิจการได้รับเงินสด ถือเป็นกระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงิน" ตามย่อหน้าที่ 17.1 เงินสดรับจากการออกหุ้นหรือตราสารทุนอื่นเป็นตัวอย่างของกระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงิน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "การซื้อหรือไถ่ถอนหุ้นแล้วกิจการได้รับเงินสดจากเจ้าของ ถือเป็นกระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงิน" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าเป็นการจ่ายชำระเงินสดให้กับผู้เป็นเจ้าของ ไม่ใช่กิจการได้รับเงินสดจากเจ้าของ • "การจ่ายชำระเงินสดคืนเงินกู้ยืม ไม่ถือเป็นกระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงิน" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าการจ่ายชำระเงินสดคืนเงินกู้ยืมเป็นตัวอย่างของกระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงิน • "เงินสดที่ผู้เช่าจ่ายเพื่อเพิ่มยอดหนี้สินตามสัญญาเช่า ถือเป็นกระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงิน" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าเงินสดที่ผู้เช่าจ่ายต้องเป็นการจ่ายเพื่อลดจำนวนคงเหลือของหนี้สินที่เกี่ยวข้องกับสัญญาเช่า อ้างอิงตัวบท ย่อหน้าที่ 17 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 7 เรื่อง งบกระแสเงินสด (ปรับปรุง 2567): “ตัวอย่างของกระแสเงินสดที่เกิดจากกิจกรรมจัดหาเงิน คือ” ย่อหน้าที่ 17 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 7 เรื่อง งบกระแสเงินสด (ปรับปรุง 2567): “17.1 เงินสดรับจากการออกหุ้นหรือตราสารทุนอื่น”
ย่อหน้าที่ 17 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 7 เรื่อง งบกระแสเงินสด (ปรับปรุง 2567): “ตัวอย่างของกระแสเงินสดที่เกิดจากกิจกรรมจัดหาเงิน คือ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ในการวิเคราะห์งบการเงิน งานที่ 1 เปรียบเทียบตัวเลขรายการเดียวกันต่างงวดเวลา งานที่ 2 เปรียบเทียบรายการต่าง ๆ ในงวดเดียวกันกับยอดรวมที่กำหนดเป็น 100% และงานที่ 3 พิจารณาความสัมพันธ์ระหว่าง 2 รายการ ข้อใดเลือกเครื่องมือได้ถูกต้อง
- ก. งานที่ 1 ใช้การวิเคราะห์แนวนอน งานที่ 2 ใช้การวิเคราะห์แนวดิ่ง และงานที่ 3 ใช้การวิเคราะห์อัตราส่วน ✓
- ข. งานที่ 1 ใช้การวิเคราะห์อัตราส่วน งานที่ 2 ใช้การวิเคราะห์แนวดิ่ง และงานที่ 3 ใช้การวิเคราะห์แนวนอน
- ค. งานที่ 1 ใช้การวิเคราะห์แนวดิ่ง งานที่ 2 ใช้การวิเคราะห์แนวนอน และงานที่ 3 ใช้การวิเคราะห์อัตราส่วน
- ง. งานที่ 1 ใช้การวิเคราะห์แนวนอน งานที่ 2 ใช้การวิเคราะห์อัตราส่วน และงานที่ 3 ใช้การวิเคราะห์แนวดิ่ง
Explanation: คำตอบที่ถูก: "งานที่ 1 ใช้การวิเคราะห์แนวนอน งานที่ 2 ใช้การวิเคราะห์แนวดิ่ง และงานที่ 3 ใช้การวิเคราะห์อัตราส่วน" การวิเคราะห์แนวนอนเหมาะกับการเปรียบเทียบรายการเดียวกันต่างงวดเวลา การวิเคราะห์แนวดิ่งเหมาะกับการเปรียบเทียบรายการต่าง ๆ ในงวดเดียวกันกับยอดรวม 100% และการวิเคราะห์อัตราส่วนใช้พิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างรายการ ตามหัวข้อเครื่องมือหลัก 3 อย่าง ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "งานที่ 1 ใช้การวิเคราะห์แนวดิ่ง งานที่ 2 ใช้การวิเคราะห์แนวนอน และงานที่ 3 ใช้การวิเคราะห์อัตราส่วน" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า การวิเคราะห์แนวนอนใช้เปรียบเทียบตัวเลขรายการเดียวกันต่างงวดเวลา ส่วนการวิเคราะห์แนวดิ่งใช้เปรียบเทียบรายการต่าง ๆ ในงวดเดียวกันกับยอดรวมที่ตั้งเป็น 100% • "งานที่ 1 ใช้การวิเคราะห์อัตราส่วน งานที่ 2 ใช้การวิเคราะห์แนวดิ่ง และงานที่ 3 ใช้การวิเคราะห์แนวนอน" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า การวิเคราะห์แนวนอนใช้เปรียบเทียบรายการเดียวกันต่างงวดเวลา ส่วนการวิเคราะห์อัตราส่วนใช้พิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างรายการ • "งานที่ 1 ใช้การวิเคราะห์แนวนอน งานที่ 2 ใช้การวิเคราะห์อัตราส่วน และงานที่ 3 ใช้การวิเคราะห์แนวดิ่ง" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า การวิเคราะห์แนวดิ่งใช้กับรายการต่าง ๆ ในงวดเดียวกันเทียบยอดรวม 100% ส่วนการวิเคราะห์อัตราส่วนใช้พิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างรายการ อ้างอิงตัวบท หัวข้อ 1.4 เครื่องมือหลัก 3 อย่าง (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “การวิเคราะห์แนวนอน (Horizontal Analysis) | ตัวเลขรายการเดียวกัน ต่างงวดเวลา” หัวข้อ 1.4 เครื่องมือหลัก 3 อย่าง (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “การวิเคราะห์แนวดิ่ง (Vertical Analysis) | รายการต่าง ๆ ในงวดเดียวกัน เทียบกับยอดรวมที่ตั้งเป็น 100%” หัวข้อ 1.4 เครื่องมือหลัก 3 อย่าง (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “การวิเคราะห์อัตราส่วน (Ratio Analysis) | ความสัมพันธ์ระหว่างรายการ”
หัวข้อ 1.4 เครื่องมือหลัก 3 อย่าง (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “การวิเคราะห์แนวนอน (Horizontal Analysis) | ตัวเลขรายการเดียวกัน ต่างงวดเวลา”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 7 เรื่อง งบกระแสเงินสด งบกระแสเงินสดต้องจำแนกกระแสเงินสดในระหว่างรอบระยะเวลาเป็นกิจกรรมใดบ้าง
- ก. กิจกรรมดำเนินงาน กิจกรรมลงทุน และกิจกรรมบริหารงาน
- ข. กิจกรรมควบคุม กิจกรรมลงทุน และกิจกรรมจัดหาเงิน
- ค. กิจกรรมดำเนินงาน กิจกรรมลงทุน และกิจกรรมจัดหาเงิน ✓
- ง. กิจกรรมดำเนินงาน กิจกรรมผลิต และกิจกรรมจัดหาเงิน
Explanation: คำตอบที่ถูก: "กิจกรรมดำเนินงาน กิจกรรมลงทุน และกิจกรรมจัดหาเงิน" ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 7 ย่อหน้าที่ 10 งบกระแสเงินสดต้องจำแนกกระแสเงินสดเป็นกระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน กิจกรรมลงทุน และกิจกรรมจัดหาเงิน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "กิจกรรมควบคุม กิจกรรมลงทุน และกิจกรรมจัดหาเงิน" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดประเภทแรกว่า “กิจกรรมดำเนินงาน” ไม่ใช่กิจกรรมควบคุม • "กิจกรรมดำเนินงาน กิจกรรมผลิต และกิจกรรมจัดหาเงิน" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้จำแนกเป็น “กิจกรรมลงทุน” ไม่ใช่กิจกรรมผลิต • "กิจกรรมดำเนินงาน กิจกรรมลงทุน และกิจกรรมบริหารงาน" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดประเภทที่สามว่า “กิจกรรมจัดหาเงิน” ไม่ใช่กิจกรรมบริหารงาน อ้างอิงตัวบท ย่อหน้าที่ 10 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 7 เรื่อง งบกระแสเงินสด (ปรับปรุง 2567): “โดยจำแนกเป็นกระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน กิจกรรมลงทุน และกิจกรรมจัดหาเงิน”
ย่อหน้าที่ 10 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 7 เรื่อง งบกระแสเงินสด (ปรับปรุง 2567): “โดยจำแนกเป็นกระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน กิจกรรมลงทุน และกิจกรรมจัดหาเงิน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
บริษัท ค. จำกัดเป็นผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี แต่เก็บรักษาบัญชีและเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีไว้เพียงสี่ปีนับแต่วันปิดบัญชี และยังมิได้ส่งมอบบัญชีและเอกสารดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 บริษัท ค. จำกัดมีผลอย่างไร
- ก. มีความผิดอาญา ต้องชำระโทษปรับทางอาญาไม่เกินห้าพันบาท
- ข. มีความผิดทางพินัย ต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกินห้าพันบาท ✓
- ค. ไม่มีความผิดทางพินัย เพราะเก็บรักษาบัญชีไว้แล้วเป็นเวลาสี่ปี
- ง. มีความผิดทางพินัย ต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกินเจ็ดพันบาท
Explanation: คำตอบที่ถูก: "มีความผิดทางพินัย ต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกินห้าพันบาท" บริษัท ค. จำกัดเป็นผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี → “ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีผู้ใด”; การเก็บบัญชีและเอกสารไว้เพียงสี่ปีนับแต่วันปิดบัญชีทั้งที่ยังมิได้ส่งมอบ → “ไม่ปฏิบัติตามมาตรา 14” เพราะมาตรา 14 กำหนดให้เก็บไว้ไม่น้อยกว่าห้าปีหรือจนกว่าจะส่งมอบ จึงเกิดผล คือ “มีความผิดทางพินัยต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกินห้าพันบาท” ตามมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "มีความผิดทางพินัย ต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกินเจ็ดพันบาท" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดอัตราค่าปรับเป็นพินัยไว้ “ไม่เกินห้าพันบาท” • "ไม่มีความผิดทางพินัย เพราะเก็บรักษาบัญชีไว้แล้วเป็นเวลาสี่ปี" ผิด: มาตรา 14 กำหนดให้เก็บรักษาไว้ “เป็นเวลาไม่น้อยกว่าห้าปีนับแต่วันปิดบัญชีหรือจนกว่าจะมีการส่งมอบบัญชีและเอกสาร” • "มีความผิดอาญา ต้องชำระโทษปรับทางอาญาไม่เกินห้าพันบาท" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า “มีความผิดทางพินัยต้องชำระค่าปรับเป็นพินัย” และหมายเหตุระบุให้เปลี่ยนความผิดอาญาที่มีโทษปรับสถานเดียวเป็นความผิดทางพินัย อ้างอิงตัวบท มาตรา 14 พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543: “ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีต้องเก็บรักษาบัญชีและเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีไว้เป็นเวลาไม่น้อยกว่าห้าปีนับแต่วันปิดบัญชีหรือจนกว่าจะมีการส่งมอบบัญชีและเอกสารตามมาตรา 17” มาตรา 31 พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543: “ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา 11 วรรคสาม มาตรา 13 มาตรา 14 มาตรา 15 หรือมาตรา 17 มีความผิดทางพินัยต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกินห้าพันบาท”
มาตรา 31 พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543: “ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีต้องเก็บรักษาบัญชีและเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีไว้เป็นเวลาไม่น้อยกว่าห้าปีนับแต่วันปิดบัญชีหรือจนกว่าจะมีการส่งมอบบัญชีและเอกสารตามมาตรา 17”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 7 เรื่อง งบกระแสเงินสด ข้อใดกล่าวถึงความหมายของเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดได้ถูกต้อง
- ก. เงินสดประกอบด้วยเงินสดในมือและเงินฝากธนาคารที่ต้องจ่ายคืนเมื่อทวงถาม ส่วนรายการเทียบเท่าเงินสดเป็นเงินลงทุนระยะสั้นที่มีสภาพคล่องสูง พร้อมเปลี่ยนเป็นเงินสดในจำนวนที่ทราบได้ และมีความเสี่ยงที่ไม่มีนัยสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงในมูลค่า ✓
- ข. เงินสดประกอบด้วยเงินสดในมือและเงินฝากธนาคารที่ต้องจ่ายคืนเมื่อทวงถาม ส่วนรายการเทียบเท่าเงินสดเป็นเงินลงทุนระยะสั้นที่มีสภาพคล่องสูง พร้อมเปลี่ยนเป็นเงินสดในจำนวนที่ทราบได้ และมีความเสี่ยงที่มีนัยสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงในมูลค่า
- ค. เงินสดประกอบด้วยเงินสดในมือและเงินฝากธนาคารที่ต้องจ่ายคืนเมื่อทวงถาม ส่วนรายการเทียบเท่าเงินสดเป็นเงินลงทุนระยะสั้นที่มีสภาพคล่องสูง พร้อมเปลี่ยนเป็นเงินสดในจำนวนที่ไม่ทราบได้ และมีความเสี่ยงที่ไม่มีนัยสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงในมูลค่า
- ง. เงินสดประกอบด้วยเงินสดในมือและเงินฝากธนาคารที่ต้องจ่ายคืนเมื่อครบกำหนด ส่วนรายการเทียบเท่าเงินสดเป็นเงินลงทุนระยะสั้นที่มีสภาพคล่องสูง พร้อมเปลี่ยนเป็นเงินสดในจำนวนที่ทราบได้ และมีความเสี่ยงที่ไม่มีนัยสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงในมูลค่า
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เงินสดประกอบด้วยเงินสดในมือและเงินฝากธนาคารที่ต้องจ่ายคืนเมื่อทวงถาม ส่วนรายการเทียบเท่าเงินสดเป็นเงินลงทุนระยะสั้นที่มีสภาพคล่องสูง พร้อมเปลี่ยนเป็นเงินสดในจำนวนที่ทราบได้ และมีความเสี่ยงที่ไม่มีนัยสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงในมูลค่า" ตามย่อหน้าที่ 6 เงินสดประกอบด้วยเงินสดในมือและเงินฝากธนาคารที่ต้องจ่ายคืนเมื่อทวงถาม ส่วนรายการเทียบเท่าเงินสดคือเงินลงทุนระยะสั้นที่มีสภาพคล่องสูง พร้อมเปลี่ยนเป็นเงินสดในจำนวนที่ทราบได้ และมีความเสี่ยงที่ไม่มีนัยสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงในมูลค่า ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เงินสดประกอบด้วยเงินสดในมือและเงินฝากธนาคารที่ต้องจ่ายคืนเมื่อทวงถาม ส่วนรายการเทียบเท่าเงินสดเป็นเงินลงทุนระยะสั้นที่มีสภาพคล่องสูง พร้อมเปลี่ยนเป็นเงินสดในจำนวนที่ทราบได้ และมีความเสี่ยงที่มีนัยสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงในมูลค่า" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดว่ารายการเทียบเท่าเงินสดต้องมีความเสี่ยงที่ไม่มีนัยสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงในมูลค่า • "เงินสดประกอบด้วยเงินสดในมือและเงินฝากธนาคารที่ต้องจ่ายคืนเมื่อทวงถาม ส่วนรายการเทียบเท่าเงินสดเป็นเงินลงทุนระยะสั้นที่มีสภาพคล่องสูง พร้อมเปลี่ยนเป็นเงินสดในจำนวนที่ไม่ทราบได้ และมีความเสี่ยงที่ไม่มีนัยสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงในมูลค่า" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่ารายการเทียบเท่าเงินสดต้องพร้อมเปลี่ยนเป็นเงินสดในจำนวนที่ทราบได้ • "เงินสดประกอบด้วยเงินสดในมือและเงินฝากธนาคารที่ต้องจ่ายคืนเมื่อครบกำหนด ส่วนรายการเทียบเท่าเงินสดเป็นเงินลงทุนระยะสั้นที่มีสภาพคล่องสูง พร้อมเปลี่ยนเป็นเงินสดในจำนวนที่ทราบได้ และมีความเสี่ยงที่ไม่มีนัยสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงในมูลค่า" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดว่าเงินสดประกอบด้วยเงินฝากธนาคารที่ต้องจ่ายคืนเมื่อทวงถาม ไม่ใช่เมื่อครบกำหนด อ้างอิงตัวบท ย่อหน้าที่ 6 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 7 เรื่อง งบกระแสเงินสด (ปรับปรุง 2567): “ประกอบด้วย เงินสดในมือและเงินฝากธนาคารที่ต้องจ่ายคืน” ย่อหน้าที่ 6 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 7 เรื่อง งบกระแสเงินสด (ปรับปรุง 2567): “เงินฝากธนาคารที่ต้องจ่ายคืน เมื่อทวงถาม” ย่อหน้าที่ 6 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 7 เรื่อง งบกระแสเงินสด (ปรับปรุง 2567): “รายการเทียบเท่าเงินสด หมายถึง เงินลงทุนระยะสั้นที่มีสภาพคล่องสูง” ย่อหน้าที่ 6 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 7 เรื่อง งบกระแสเงินสด (ปรับปรุง 2567): “ซึ่งพร้อมที่ จะเปลี่ยนเป็นเงินสดในจำนวนที่ทราบได้” ย่อหน้าที่ 6 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 7 เรื่อง งบกระแสเงินสด (ปรับปรุง 2567): “มีความเสี่ยงที่ไม่มีนัยสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลง ในมูลค่า”
ย่อหน้าที่ 6 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 7 เรื่อง งบกระแสเงินสด (ปรับปรุง 2567): “ประกอบด้วย เงินสดในมือและเงินฝากธนาคารที่ต้องจ่ายคืน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ในการวิเคราะห์งบการเงิน ตัวเลขใดเป็นตัวตั้งของอัตราการหมุนของสินค้าคงเหลือและอัตราการหมุนของลูกหนี้ ตามลำดับ
- ก. ขายสุทธิ และต้นทุนขาย
- ข. ขายเชื่อสุทธิ และซื้อเชื่อสุทธิ
- ค. ซื้อเชื่อสุทธิ และขายสุทธิ
- ง. ต้นทุนขาย และขายเชื่อสุทธิ ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ต้นทุนขาย และขายเชื่อสุทธิ" ตามหัวข้อ 1.7 (2) อัตราการหมุนของสินค้าคงเหลือคำนวณจากต้นทุนขายหารด้วยสินค้าคงเหลือเฉลี่ย ส่วนอัตราการหมุนของลูกหนี้คำนวณจากขายเชื่อสุทธิหารด้วยลูกหนี้การค้าเฉลี่ย ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ซื้อเชื่อสุทธิ และขายสุทธิ" ผิด: ซื้อเชื่อสุทธิเป็นตัวตั้งของอัตราการหมุนของเจ้าหนี้ ไม่ใช่อัตราการหมุนของสินค้าคงเหลือ • "ขายเชื่อสุทธิ และซื้อเชื่อสุทธิ" ผิด: อัตราการหมุนของสินค้าคงเหลือต้องใช้ต้นทุนขาย และอัตราการหมุนของลูกหนี้ใช้ขายเชื่อสุทธิ • "ขายสุทธิ และต้นทุนขาย" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้อัตราการหมุนของสินค้าคงเหลือใช้ต้นทุนขาย และอัตราการหมุนของลูกหนี้ใช้ขายเชื่อสุทธิ อ้างอิงตัวบท หัวข้อ 1.7 (2) ประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์ (Activity / Asset Management) (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “อัตราการหมุนของสินค้าคงเหลือ (Inventory Turnover) | ต้นทุนขาย ÷ สินค้าคงเหลือเฉลี่ย” หัวข้อ 1.7 (2) ประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์ (Activity / Asset Management) (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “อัตราการหมุนของลูกหนี้ (Receivable Turnover) | ขายเชื่อสุทธิ ÷ ลูกหนี้การค้าเฉลี่ย”
หัวข้อ 1.7 (2) ประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์ (Activity / Asset Management) (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “อัตราการหมุนของสินค้าคงเหลือ (Inventory Turnover) | ต้นทุนขาย ÷ สินค้าคงเหลือเฉลี่ย”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ขายสุทธิของกิจการในปีฐาน 3,200,000 บาท และในปีปัจจุบัน 4,000,000 บาท ตามการวิเคราะห์แนวนอน ขายสุทธิเปลี่ยนแปลงร้อยละเท่าใดเมื่อเทียบกับปีฐาน
- ก. เพิ่มขึ้น 20.00%
- ข. ลดลง 25.00%
- ค. เพิ่มขึ้น 25.00% ✓
- ง. เพิ่มขึ้น 125.00%
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เพิ่มขึ้น 25.00%" (4,000,000 − 3,200,000) ÷ 3,200,000 × 100 = 25.00% ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เพิ่มขึ้น 20.00%" ผิด: หารด้วยจำนวนปีปัจจุบัน แทนจำนวนปีฐาน • "ลดลง 25.00%" ผิด: ทิศทางการเปลี่ยนแปลงกลับกัน • "เพิ่มขึ้น 125.00%" ผิด: ปีปัจจุบัน ÷ ปีฐาน × 100 คือดัชนีแนวโน้ม ไม่ใช่ร้อยละการเปลี่ยนแปลง อ้างอิงตัวบท คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB (สูตร H1): “(จำนวนปีปัจจุบัน − จำนวนปีฐาน) ÷ จำนวนปีฐาน × 100”
คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB: “(จำนวนปีปัจจุบัน − จำนวนปีฐาน) ÷ จำนวนปีฐาน × 100”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
บริษัท ค. จำกัดเป็นผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีและได้ปิดบัญชีของกิจการแล้ว กรณีนี้ไม่ใช่กรณีส่งมอบบัญชีและเอกสารตามที่กฎหมายกำหนด และอธิบดีไม่ได้กำหนดให้กิจการประเภทนี้เก็บรักษาไว้เกินห้าปี บริษัท ค. จำกัดต้องเก็บรักษาบัญชีและเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีนานเท่าใด และเริ่มนับจากเมื่อใด
- ก. ไม่น้อยกว่าห้าปีนับแต่วันส่งมอบบัญชีและเอกสาร
- ข. ไม่น้อยกว่าห้าปีนับแต่วันปิดบัญชี ✓
- ค. ไม่เกินห้าปีนับแต่วันปิดบัญชี
- ง. เกินห้าปีแต่ไม่เกินเจ็ดปีนับแต่วันปิดบัญชี
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ไม่น้อยกว่าห้าปีนับแต่วันปิดบัญชี" ข้อเท็จจริงว่า บริษัท ค. จำกัดเป็นผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี → “ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี”; ได้ปิดบัญชีแล้ว → “ไม่น้อยกว่าห้าปีนับแต่วันปิดบัญชี”; ไม่ใช่กรณีส่งมอบบัญชีและเอกสาร → “หรือจนกว่าจะมีการส่งมอบบัญชีและเอกสาร”; และอธิบดีไม่ได้กำหนดให้เก็บเกินห้าปี → “ให้อธิบดี...มีอำนาจกำหนดให้...เก็บรักษา...ไว้เกินห้าปี” ดังนั้นจึงต้องเก็บรักษาไม่น้อยกว่าห้าปีนับแต่วันปิดบัญชี ตามมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เกินห้าปีแต่ไม่เกินเจ็ดปีนับแต่วันปิดบัญชี" ผิด: กรณีนี้อธิบดีไม่ได้กำหนดให้เก็บเกินห้าปี จึงใช้หลักที่ว่า “ไม่น้อยกว่าห้าปีนับแต่วันปิดบัญชี” ไม่ใช่ระยะเวลาพิเศษเกินห้าปีแต่ไม่เกินเจ็ดปี • "ไม่น้อยกว่าห้าปีนับแต่วันส่งมอบบัญชีและเอกสาร" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ระยะเวลาห้าปี “นับแต่วันปิดบัญชี” ส่วนการส่งมอบเป็นอีกกรณีหนึ่ง มิใช่จุดเริ่มนับระยะเวลาห้าปี • "ไม่เกินห้าปีนับแต่วันปิดบัญชี" ผิด: แหล่งข้อมูลใช้ถ้อยคำว่า “ไม่น้อยกว่าห้าปี” ไม่ใช่ “ไม่เกินห้าปี” อ้างอิงตัวบท มาตรา 14 พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543: “ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีต้องเก็บรักษาบัญชีและเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีไว้เป็นเวลาไม่น้อยกว่าห้าปีนับแต่วันปิดบัญชีหรือจนกว่าจะมีการส่งมอบบัญชีและเอกสารตามมาตรา 17”
มาตรา 14 พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543: “ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีต้องเก็บรักษาบัญชีและเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีไว้เป็นเวลาไม่น้อยกว่าห้าปีนับแต่วันปิดบัญชีหรือจนกว่าจะมีการส่งมอบบัญชีและเอกสารตามมาตรา 17”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
บริษัท ค. จำกัดเป็นผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีและเริ่มทำบัญชีแล้ว โดยไม่ได้รับอนุญาตให้เปลี่ยนรอบปีบัญชี และไม่อยู่ในกรณีที่ต้องปิดบัญชีพร้อมกับสำนักงานใหญ่ บริษัทต้องปิดบัญชีครั้งแรกและครั้งต่อไปอย่างไร
- ก. ปิดครั้งแรกภายในสิบสองเดือนนับแต่วันเริ่มทำบัญชี และปิดครั้งต่อไปทุกรอบสิบสองเดือนนับแต่วันปิดบัญชีครั้งก่อน ✓
- ข. ปิดครั้งแรกภายในสิบสองเดือนนับแต่วันเริ่มทำบัญชี และปิดครั้งต่อไปก่อนครบสิบสองเดือนได้โดยไม่ต้องได้รับอนุญาต
- ค. ปิดครั้งแรกภายในหกเดือนนับแต่วันเริ่มทำบัญชี และปิดครั้งต่อไปทุกรอบหกเดือนนับแต่วันปิดบัญชีครั้งก่อน
- ง. ปิดครั้งแรกภายในสิบสองเดือนนับแต่วันเริ่มทำบัญชี และปิดครั้งต่อไปทุกรอบสิบสองเดือนนับแต่วันเริ่มทำบัญชี
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ปิดครั้งแรกภายในสิบสองเดือนนับแต่วันเริ่มทำบัญชี และปิดครั้งต่อไปทุกรอบสิบสองเดือนนับแต่วันปิดบัญชีครั้งก่อน" ข้อเท็จจริง “เป็นผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี” → “ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี”; “เริ่มทำบัญชีแล้ว” → “ภายในสิบสองเดือนนับแต่วันเริ่มทำบัญชี”; “ไม่ได้รับอนุญาตให้เปลี่ยนรอบปีบัญชี” → ไม่เข้าเงื่อนไข “เมื่อได้รับอนุญาตจากสารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีให้เปลี่ยนรอบปีบัญชีแล้ว”; และ “ไม่อยู่ในกรณีที่ต้องปิดบัญชีพร้อมกับสำนักงานใหญ่” → ไม่เข้า ข้อยกเว้น “ให้ปิดบัญชีพร้อมกับสำนักงานใหญ่” ดังนั้นต้องปิดบัญชีครั้งแรกภายในสิบสองเดือนนับแต่วันเริ่มทำบัญชี และครั้งต่อไปทุกรอบสิบสองเดือนนับแต่วันปิดบัญชีครั้งก่อน ตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ปิดครั้งแรกภายในหกเดือนนับแต่วันเริ่มทำบัญชี และปิดครั้งต่อไปทุกรอบหกเดือนนับแต่วันปิดบัญชีครั้งก่อน" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดระยะเวลาทั้งการปิดบัญชีครั้งแรกและรอบถัดไปไว้ที่ “สิบสองเดือน” • "ปิดครั้งแรกภายในสิบสองเดือนนับแต่วันเริ่มทำบัญชี และปิดครั้งต่อไปก่อนครบสิบสองเดือนได้โดยไม่ต้องได้รับอนุญาต" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า “เมื่อได้รับอนุญาตจากสารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีให้เปลี่ยนรอบปีบัญชีแล้ว” จึงอาจปิดบัญชีก่อนครบรอบสิบสองเดือนได้ • "ปิดครั้งแรกภายในสิบสองเดือนนับแต่วันเริ่มทำบัญชี และปิดครั้งต่อไปทุกรอบสิบสองเดือนนับแต่วันเริ่มทำบัญชี" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ปิดบัญชีครั้งต่อไปโดยนับจาก “วันปิดบัญชีครั้งก่อน” ไม่ใช่วันเริ่มทำบัญชี อ้างอิงตัวบท มาตรา 10 พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543: “ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีต้องปิดบัญชีครั้งแรกภายในสิบสองเดือนนับแต่วันเริ่มทำบัญชี” มาตรา 10 พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543: “และปิดบัญชีทุกรอบสิบสองเดือนนับแต่วันปิดบัญชีครั้งก่อน”
มาตรา 10 พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543: “ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีต้องปิดบัญชีครั้งแรกภายในสิบสองเดือนนับแต่วันเริ่มทำบัญชี”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อใดเรียงลำดับขั้นตอนในการวิเคราะห์งบการเงินได้ถูกต้อง
- ก. กำหนดเป้าหมาย → จัดเรียงรายการให้เปรียบเทียบได้ → รวบรวมข้อมูล → เลือกเครื่องมือ → แปลความหมาย → จัดทำรายงาน → ตัดสินใจ
- ข. กำหนดเป้าหมาย → รวบรวมข้อมูล → เลือกเครื่องมือ → จัดเรียงรายการให้เปรียบเทียบได้ → แปลความหมาย → จัดทำรายงาน → ตัดสินใจ
- ค. กำหนดเป้าหมาย → รวบรวมข้อมูล → จัดเรียงรายการให้เปรียบเทียบได้ → เลือกเครื่องมือ → จัดทำรายงาน → ตัดสินใจ → แปลความหมาย
- ง. กำหนดเป้าหมาย → รวบรวมข้อมูล → จัดเรียงรายการให้เปรียบเทียบได้ → เลือกเครื่องมือ → แปลความหมาย → จัดทำรายงาน → ตัดสินใจ ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "กำหนดเป้าหมาย → รวบรวมข้อมูล → จัดเรียงรายการให้เปรียบเทียบได้ → เลือกเครื่องมือ → แปลความหมาย → จัดทำรายงาน → ตัดสินใจ" ขั้นตอนที่ถูกต้องคือ กำหนดเป้าหมาย รวบรวมข้อมูล จัดเรียงรายการให้เปรียบเทียบได้ เลือกเครื่องมือ แปลความหมาย จัดทำรายงาน และตัดสินใจ ตามลำดับ 1–7 ในหัวข้อขั้นตอนการวิเคราะห์ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "กำหนดเป้าหมาย → จัดเรียงรายการให้เปรียบเทียบได้ → รวบรวมข้อมูล → เลือกเครื่องมือ → แปลความหมาย → จัดทำรายงาน → ตัดสินใจ" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ขั้นที่ 2 คือรวบรวมข้อมูล และขั้นที่ 3 คือจัดเรียงรายการให้เปรียบเทียบได้ • "กำหนดเป้าหมาย → รวบรวมข้อมูล → เลือกเครื่องมือ → จัดเรียงรายการให้เปรียบเทียบได้ → แปลความหมาย → จัดทำรายงาน → ตัดสินใจ" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้จัดเรียงรายการให้เปรียบเทียบได้เป็นขั้นที่ 3 ก่อนเลือกเครื่องมือในขั้นที่ 4 • "กำหนดเป้าหมาย → รวบรวมข้อมูล → จัดเรียงรายการให้เปรียบเทียบได้ → เลือกเครื่องมือ → จัดทำรายงาน → ตัดสินใจ → แปลความหมาย" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้แปลความหมายเป็นขั้นที่ 5 จัดทำรายงานเป็นขั้นที่ 6 และตัดสินใจเป็นขั้นที่ 7 อ้างอิงตัวบท หัวข้อ 1.3 ขั้นตอนการวิเคราะห์ (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “1. กำหนดเป้าหมาย (วิเคราะห์เพื่อใคร เพื่ออะไร) 2. รวบรวมข้อมูล (งบการเงินหลายงวด ข้อมูลอุตสาหกรรม) 3. จัดเรียงรายการให้เปรียบเทียบได้ 4. เลือกเครื่องมือ (แนวนอน แนวดิ่ง อัตราส่วน) 5. แปลความหมาย 6. จัดทำรายงาน 7. ตัดสินใจ”
หัวข้อ 1.3 ขั้นตอนการวิเคราะห์ (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “1. กำหนดเป้าหมาย (วิเคราะห์เพื่อใคร เพื่ออะไร) 2. รวบรวมข้อมูล (งบการเงินหลายงวด ข้อมูลอุตสาหกรรม) 3. จัดเรียงรายการให้เปรียบเทียบได้ 4. เลือกเครื่องมือ (แนวนอน แนวดิ่ง อัตราส่วน) 5. แปลความหมาย 6. จัดทำรายงาน 7. ตัดสินใจ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1 เรื่อง การนำเสนองบการเงิน ข้อใดอธิบายหลักการวิเคราะห์ค่าใช้จ่ายที่รับรู้ในกำไรหรือขาดทุนได้ถูกต้อง
- ก. กิจการเลือกจัดประเภทตามธรรมชาติหรือตามหน้าที่ได้ตามความสะดวก โดยไม่ต้องพิจารณาความน่าเชื่อถือและความเกี่ยวข้อง
- ข. กิจการต้องจัดประเภทตามธรรมชาติในทุกกรณี แม้ว่าตามหน้าที่จะให้ข้อมูลที่เชื่อถือได้และเกี่ยวข้องมากกว่า
- ค. กิจการต้องจัดประเภททั้งตามธรรมชาติและตามหน้าที่ควบคู่กัน โดยไม่อาจเลือกใช้เพียงวิธีใดวิธีหนึ่ง
- ง. กิจการเลือกจัดประเภทตามธรรมชาติหรือตามหน้าที่ โดยใช้วิธีที่ให้ข้อมูลที่เชื่อถือได้และมีความเกี่ยวข้องมากกว่า ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "กิจการเลือกจัดประเภทตามธรรมชาติหรือตามหน้าที่ โดยใช้วิธีที่ให้ข้อมูลที่เชื่อถือได้และมีความเกี่ยวข้องมากกว่า" ตามย่อหน้าที่ 99 กิจการต้องวิเคราะห์ค่าใช้จ่ายที่รับรู้ในกำไรหรือขาดทุนโดยจัดประเภทตามธรรมชาติหรือตามหน้าที่ และเลือกวิธีที่ให้ข้อมูลที่เชื่อถือได้และมีความเกี่ยวข้องมากกว่า ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "กิจการต้องจัดประเภททั้งตามธรรมชาติและตามหน้าที่ควบคู่กัน โดยไม่อาจเลือกใช้เพียงวิธีใดวิธีหนึ่ง" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ใช้การจัดประเภท “ตามธรรมชาติหรือตามหน้าที่” มิได้กำหนดให้ใช้ทั้งสองวิธีควบคู่กัน • "กิจการต้องจัดประเภทตามธรรมชาติในทุกกรณี แม้ว่าตามหน้าที่จะให้ข้อมูลที่เชื่อถือได้และเกี่ยวข้องมากกว่า" ผิด: แหล่งข้อมูลให้เลือกตามวิธีที่ให้ข้อมูลที่เชื่อถือได้และมีความเกี่ยวข้องมากกว่า จึงมิได้บังคับใช้ตามธรรมชาติในทุกกรณี • "กิจการเลือกจัดประเภทตามธรรมชาติหรือตามหน้าที่ได้ตามความสะดวก โดยไม่ต้องพิจารณาความน่าเชื่อถือและความเกี่ยวข้อง" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ใช้วิธีที่ให้ข้อมูลที่เชื่อถือได้และมีความเกี่ยวข้องมากกว่า มิใช่เลือกตามความสะดวก อ้างอิงตัวบท ย่อหน้าที่ 99 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1 เรื่อง การนำเสนองบการเงิน (ปรับปรุง 2567): “โดยใช้การจัดประเภทตามธรรมชาติหรือตามหน้าที่” ย่อหน้าที่ 99 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1 เรื่อง การนำเสนองบการเงิน (ปรับปรุง 2567): “ที่ให้ข้อมูลที่เชื่อถือได้และมีความเกี่ยวข้องมากกว่า”
ย่อหน้าที่ 99 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1 เรื่อง การนำเสนองบการเงิน (ปรับปรุง 2567): “โดยใช้การจัดประเภทตามธรรมชาติหรือตามหน้าที่”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ในการวิเคราะห์งบการเงิน ข้อใดอธิบายการวิเคราะห์แนวนอนและการวิเคราะห์แนวโน้ม รวมถึงปัญหาของปีฐานที่เป็นศูนย์หรือติดลบได้ถูกต้อง
- ก. แนวนอนเปรียบเทียบจำนวนปีปัจจุบันกับปีฐาน ส่วนแนวโน้มตั้งปีฐานเป็น 100 เพื่อเทียบปีอื่น และปีฐานที่เป็นศูนย์หรือติดลบทำให้คำนวณร้อยละการเปลี่ยนแปลงให้มีความหมายไม่ได้ ✓
- ข. แนวนอนเปรียบเทียบจำนวนปีปัจจุบันกับปีฐาน ส่วนแนวโน้มตั้งปีฐานเป็น 100 เพื่อเทียบปีอื่น และปีฐานที่เป็นศูนย์หรือติดลบยังใช้คำนวณร้อยละการเปลี่ยนแปลงได้ตามปกติ
- ค. แนวนอนเปรียบเทียบจำนวนปีปัจจุบันกับค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม ส่วนแนวโน้มตั้งปีฐานเป็น 100 เพื่อเทียบปีอื่น และปีฐานที่เป็นศูนย์หรือติดลบทำให้คำนวณร้อยละการเปลี่ยนแปลงให้มีความหมายไม่ได้
- ง. แนวนอนเปรียบเทียบจำนวนปีปัจจุบันกับปีฐาน ส่วนแนวโน้มเปรียบเทียบแต่ละปีกับปีก่อนหน้า และปีฐานที่เป็นศูนย์หรือติดลบทำให้คำนวณร้อยละการเปลี่ยนแปลงให้มีความหมายไม่ได้
Explanation: คำตอบที่ถูก: "แนวนอนเปรียบเทียบจำนวนปีปัจจุบันกับปีฐาน ส่วนแนวโน้มตั้งปีฐานเป็น 100 เพื่อเทียบปีอื่น และปีฐานที่เป็นศูนย์หรือติดลบทำให้คำนวณร้อยละการเปลี่ยนแปลงให้มีความหมายไม่ได้" ตามหัวข้อ 1.5 การวิเคราะห์แนวนอนหารผลต่างระหว่างจำนวนปีปัจจุบันกับปีฐานด้วยจำนวนปีฐาน ส่วนการวิเคราะห์แนวโน้มกำหนดปีฐานเป็น 100 แล้วเทียบปีอื่นกับปีฐาน ดังนั้นเมื่อปีฐานเป็นศูนย์หรือติดลบ ร้อยละการเปลี่ยนแปลงจึงไม่สามารถคำนวณให้มีความหมายได้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "แนวนอนเปรียบเทียบจำนวนปีปัจจุบันกับปีฐาน ส่วนแนวโน้มตั้งปีฐานเป็น 100 เพื่อเทียบปีอื่น และปีฐานที่เป็นศูนย์หรือติดลบยังใช้คำนวณร้อยละการเปลี่ยนแปลงได้ตามปกติ" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าถ้าปีฐานเป็นศูนย์หรือติดลบ จะคำนวณร้อยละการเปลี่ยนแปลงให้มีความหมายไม่ได้ • "แนวนอนเปรียบเทียบจำนวนปีปัจจุบันกับค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม ส่วนแนวโน้มตั้งปีฐานเป็น 100 เพื่อเทียบปีอื่น และปีฐานที่เป็นศูนย์หรือติดลบทำให้คำนวณร้อยละการเปลี่ยนแปลงให้มีความหมายไม่ได้" ผิด: สูตรร้อยละการเปลี่ยนแปลงของการวิเคราะห์แนวนอนใช้จำนวนปีปัจจุบันและจำนวนปีฐาน ไม่ได้ใช้ค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมแทนปีฐาน • "แนวนอนเปรียบเทียบจำนวนปีปัจจุบันกับปีฐาน ส่วนแนวโน้มเปรียบเทียบแต่ละปีกับปีก่อนหน้า และปีฐานที่เป็นศูนย์หรือติดลบทำให้คำนวณร้อยละการเปลี่ยนแปลงให้มีความหมายไม่ได้" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุให้ตั้งปีฐานเป็น 100 แล้วคิดปีอื่นเป็นดัชนีเทียบปีฐาน ไม่ใช่เทียบกับปีก่อนหน้า อ้างอิงตัวบท หัวข้อ 1.5 การวิเคราะห์แนวนอนและแนวโน้ม (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “ร้อยละการเปลี่ยนแปลง = (จำนวนปีปัจจุบัน − จำนวนปีฐาน) ÷ จำนวนปีฐาน × 100” หัวข้อ 1.5 การวิเคราะห์แนวนอนและแนวโน้ม (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “การวิเคราะห์แนวโน้ม (Trend): ตั้งปีฐาน = 100 แล้วคิดปีอื่นเป็นดัชนีเทียบปีฐาน” หัวข้อ 1.5 การวิเคราะห์แนวนอนและแนวโน้ม (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “ถ้าปีฐานเป็นศูนย์หรือติดลบ คำนวณร้อยละการเปลี่ยนแปลงให้มีความหมายไม่ได้”
หัวข้อ 1.5 การวิเคราะห์แนวนอนและแนวโน้ม (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “ร้อยละการเปลี่ยนแปลง = (จำนวนปีปัจจุบัน − จำนวนปีฐาน) ÷ จำนวนปีฐาน × 100”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
บริษัท ค. จำกัดกำลังพิจารณาต้นทุนของอุปกรณ์หนึ่งรายการ โดยมีความเป็นไปได้ค่อนข้างแน่ว่าจะได้รับประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในอนาคตจากอุปกรณ์นั้น และบริษัทสามารถวัดมูลค่าต้นทุนได้อย่างน่าเชื่อถือ ตามมาตรฐานการบัญชี บริษัทต้องดำเนินการอย่างไร
- ก. ยังไม่ต้องรับรู้ต้นทุนของอุปกรณ์เป็นสินทรัพย์ จนกว่าจะได้รับประโยชน์เชิงเศรษฐกิจจริง
- ข. ยังไม่ต้องรับรู้ต้นทุนของอุปกรณ์เป็นสินทรัพย์ จนกว่าจะวัดมูลค่าต้นทุนได้อย่างแน่นอน
- ค. ต้องรับรู้ต้นทุนของอุปกรณ์เป็นสินทรัพย์ เพราะเป็นไปตามเงื่อนไขทุกข้อ ✓
- ง. ต้องรับรู้ต้นทุนของอุปกรณ์เป็นค่าใช้จ่าย เพราะวัดมูลค่าต้นทุนได้อย่างน่าเชื่อถือ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ต้องรับรู้ต้นทุนของอุปกรณ์เป็นสินทรัพย์ เพราะเป็นไปตามเงื่อนไขทุกข้อ" ข้อเท็จจริง “บริษัท ค. จำกัด” → “กิจการ”; “ต้นทุนของอุปกรณ์หนึ่งรายการ” → “ต้องรับรู้ต้นทุนของรายการที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ เป็นสินทรัพย์”; “มีความเป็นไปได้ค่อนข้างแน่ว่าจะได้รับประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในอนาคต” → “มีความเป็นไปได้ค่อนข้างแน่ที่กิจการจะได้รับประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในอนาคตจากรายการนั้น”; และ “สามารถวัดมูลค่าต้นทุนได้อย่างน่าเชื่อถือ” → “กิจการสามารถวัดมูลค่าต้นทุนของรายการนั้นได้อย่างน่าเชื่อถือ” เมื่อครบเงื่อนไขทุกข้อ กิจการจึงต้องรับรู้ต้นทุนเป็นสินทรัพย์ ตามย่อหน้าที่ 7 ของมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 16 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ยังไม่ต้องรับรู้ต้นทุนของอุปกรณ์เป็นสินทรัพย์ จนกว่าจะได้รับประโยชน์เชิงเศรษฐกิจจริง" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดเงื่อนไขว่า “มีความเป็นไปได้ค่อนข้างแน่” ที่จะได้รับประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในอนาคต ไม่ได้กำหนดว่าต้องได้รับประโยชน์แล้วจริง • "ยังไม่ต้องรับรู้ต้นทุนของอุปกรณ์เป็นสินทรัพย์ จนกว่าจะวัดมูลค่าต้นทุนได้อย่างแน่นอน" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดว่ากิจการสามารถวัดมูลค่าต้นทุนได้ “อย่างน่าเชื่อถือ” ซึ่งข้อเท็จจริงในกรณีนี้เป็นไปตามเงื่อนไขแล้ว • "ต้องรับรู้ต้นทุนของอุปกรณ์เป็นค่าใช้จ่าย เพราะวัดมูลค่าต้นทุนได้อย่างน่าเชื่อถือ" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้กิจการรับรู้ต้นทุนเป็นสินทรัพย์เมื่อเป็นไปตามเงื่อนไขทุกข้อ ไม่ใช่รับรู้เป็นค่าใช้จ่าย อ้างอิงตัวบท ย่อหน้าที่ 7 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 16 เรื่อง ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ (ปรับปรุง 2567): “กิจการต้องรับรู้ต้นทุนของรายการที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ เป็นสินทรัพย์ก็ต่อเมื่อเป็นไปตามเงื่อนไขทุกข้อต่อไปนี้ 7.1 มีความเป็นไปได้ค่อนข้างแน่ที่กิจการจะได้รับประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในอนาคตจากรายการนั้น และ 7.2 กิจการสามารถวัดมูลค่าต้นทุนของรายการนั้นได้อย่างน่าเชื่อถือ” ย่อหน้าที่ 7 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 16 เรื่อง ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ (ปรับปรุง 2567): “เป็นสินทรัพย์ก็ต่อเมื่อเป็นไปตามเงื่อนไขทุกข้อต่อไปนี้ 7.1 มีความเป็นไปได้ค่อนข้างแน่ที่กิจการจะได้รับประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในอนาคตจากรายการนั้น และ 7.2 กิจการสามารถวัดมูลค่าต้นทุนของรายการนั้นได้อย่างน่าเชื่อถือ”
ย่อหน้าที่ 7 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 16 เรื่อง ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ (ปรับปรุง 2567): “กิจการต้องรับรู้ต้นทุนของรายการที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ เป็นสินทรัพย์ก็ต่อเมื่อเป็นไปตามเงื่อนไขทุกข้อต่อไปนี้ 7.1 มีความเป็นไปได้ค่อนข้างแน่ที่กิจการจะได้รับประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในอนาคตจากรายการนั้น และ 7.2 กิจการสามารถวัดมูลค่าต้นทุนของรายการนั้นได้อย่างน่าเชื่อถือ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
กิจการที่หนึ่งเป็นบริษัทจำกัดที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย ส่วนกิจการที่สองเป็นห้างหุ้นส่วนที่มิได้จดทะเบียนซึ่งประกอบธุรกิจในประเทศไทย โดยยังไม่มีประกาศของรัฐมนตรีเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติการบัญชี ข้อใดถูกต้อง
- ก. ทั้งสองกิจการต่างไม่เป็นผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี
- ข. เฉพาะกิจการที่หนึ่งเป็นผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี ✓
- ค. เฉพาะกิจการที่สองเป็นผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี
- ง. ทั้งสองกิจการต่างเป็นผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เฉพาะกิจการที่หนึ่งเป็นผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี" ข้อเท็จจริงว่าเป็นบริษัทจำกัด → “บริษัทจำกัด” และจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย → “ที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย” ทำให้กิจการที่หนึ่งเป็นผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี ส่วนกิจการที่สองเป็นห้างหุ้นส่วนที่มิได้จดทะเบียนและประกอบธุรกิจในประเทศไทย → “ห้างหุ้นส่วนที่มิได้จดทะเบียนที่ประกอบธุรกิจใดในประเทศไทย” แต่ยังไม่มีประกาศของรัฐมนตรี → ไม่เกิดเงื่อนไข → “ประกาศของรัฐมนตรีตามวรรคสี่” จึงมีเพียงกิจการที่หนึ่งที่เป็นผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีตามมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ทั้งสองกิจการต่างเป็นผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่ารัฐมนตรีมีอำนาจประกาศกำหนดให้ห้างหุ้นส่วนที่มิได้จดทะเบียนเป็นผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี แต่กรณีนี้ยังไม่มีประกาศดังกล่าว • "ทั้งสองกิจการต่างไม่เป็นผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี" ผิด: แหล่งข้อมูลบัญญัติให้บริษัทจำกัดที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยเป็นผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี • "เฉพาะกิจการที่สองเป็นผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี" ผิด: มาตรา 8 กำหนดให้บริษัทจำกัดที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยเป็นผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี ส่วนห้างหุ้นส่วนที่มิได้จดทะเบียนจะถูกกำหนดให้มีหน้าที่ได้โดยประกาศของรัฐมนตรี อ้างอิงตัวบท มาตรา 8 พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543: “ให้ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน บริษัทจำกัด บริษัทมหาชนจำกัด ที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย นิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศที่ประกอบธุรกิจในประเทศไทย กิจการร่วมค้าตามประมวลรัษฎากร เป็นผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี” มาตรา 8 พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543: “รัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีมีอำนาจประกาศในราชกิจจานุเบกษา กำหนดให้บุคคลธรรมดาใดหรือห้างหุ้นส่วนที่มิได้จดทะเบียนที่ประกอบธุรกิจใดในประเทศไทยตามเงื่อนไขใดเป็นผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีตามพระราชบัญญัตินี้ได้”
มาตรา 8 พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543: “ให้ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน บริษัทจำกัด บริษัทมหาชนจำกัด ที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย นิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศที่ประกอบธุรกิจในประเทศไทย กิจการร่วมค้าตามประมวลรัษฎากร เป็นผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
บริษัท ค. จำกัดซื้อเครื่องจักรนำเข้า โดยมีราคาซื้อ อากรขาเข้า และภาษีซื้อที่เรียกคืนไม่ได้ บริษัทได้รับส่วนลดการค้า และจ่ายค่าขนส่งกับค่าติดตั้งที่เกี่ยวข้องโดยตรงเพื่อให้เครื่องจักรอยู่ในสถานที่และสภาพที่พร้อมใช้งานตามความประสงค์ของฝ่ายบริหาร บริษัทต้องรวมรายการใดเป็นราคาทุนของเครื่องจักร
- ก. ราคาซื้อรวมอากรขาเข้าและภาษีซื้อที่เรียกคืนไม่ได้หลังหักส่วนลดการค้า รวมค่าขนส่งและค่าติดตั้งดังกล่าว ✓
- ข. ราคาซื้อรวมอากรขาเข้าและภาษีซื้อที่เรียกคืนไม่ได้หลังหักส่วนลดการค้า แต่ไม่รวมค่าขนส่งและค่าติดตั้งดังกล่าว
- ค. ราคาซื้อรวมอากรขาเข้าและภาษีซื้อที่เรียกคืนไม่ได้ก่อนหักส่วนลดการค้า รวมค่าขนส่งและค่าติดตั้งดังกล่าว
- ง. ราคาซื้อหลังหักส่วนลดการค้า รวมค่าขนส่งและค่าติดตั้งดังกล่าว แต่ไม่รวมอากรขาเข้าและภาษีซื้อที่เรียกคืนไม่ได้
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ราคาซื้อรวมอากรขาเข้าและภาษีซื้อที่เรียกคืนไม่ได้หลังหักส่วนลดการค้า รวมค่าขนส่งและค่าติดตั้งดังกล่าว" ข้อเท็จจริงเรื่องราคาซื้อ อากรขาเข้า และภาษีซื้อที่เรียกคืนไม่ได้ → “ราคาซื้อรวมอากรขาเข้าและภาษีซื้อที่เรียกคืนไม่ได้”; การได้รับส่วนลดการค้า → “หลังหักส่วนลดการค้าและจำนวนที่ได้รับคืนจากผู้ขาย”; ค่าขนส่งและค่าติดตั้งที่เกี่ยวข้องโดยตรง → “ต้นทุนทางตรงอื่นๆ”; การทำให้เครื่องจักรอยู่ในสถานที่และสภาพพร้อมใช้งาน → “เพื่อให้สินทรัพย์นั้นอยู่ในสถานที่และสภาพที่พร้อมจะใช้งานได้”; และความประสงค์ของฝ่ายบริหาร → “ตามความประสงค์ของฝ่ายบริหาร” ดังนั้นต้องรวมรายการทั้งหมดโดยหักส่วนลดการค้าแล้ว ตามย่อหน้าที่ 16 แห่งมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 16 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ราคาซื้อหลังหักส่วนลดการค้า รวมค่าขนส่งและค่าติดตั้งดังกล่าว แต่ไม่รวมอากรขาเข้าและภาษีซื้อที่เรียกคืนไม่ได้" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าราคาทุนประกอบด้วย “ราคาซื้อรวมอากรขาเข้าและภาษีซื้อที่เรียกคืนไม่ได้” • "ราคาซื้อรวมอากรขาเข้าและภาษีซื้อที่เรียกคืนไม่ได้ก่อนหักส่วนลดการค้า รวมค่าขนส่งและค่าติดตั้งดังกล่าว" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ใช้ราคาซื้อรวมอากรขาเข้าและภาษีซื้อที่เรียกคืนไม่ได้ “หลังหักส่วนลดการค้าและจำนวนที่ได้รับคืนจากผู้ขาย” • "ราคาซื้อรวมอากรขาเข้าและภาษีซื้อที่เรียกคืนไม่ได้หลังหักส่วนลดการค้า แต่ไม่รวมค่าขนส่งและค่าติดตั้งดังกล่าว" ผิด: แหล่งข้อมูลให้รวม “ต้นทุนทางตรงอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดหาสินทรัพย์เพื่อให้สินทรัพย์นั้นอยู่ในสถานที่และสภาพที่พร้อมจะใช้งานได้ตามความประสงค์ของฝ่ายบริหาร” อ้างอิงตัวบท ย่อหน้าที่ 16 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 16 เรื่อง ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ (ปรับปรุง 2567): “ราคาซื้อรวมอากรขาเข้าและภาษีซื้อที่เรียกคืนไม่ได้” ย่อหน้าที่ 16 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 16 เรื่อง ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ (ปรับปรุง 2567): “ราคาซื้อรวมอากรขาเข้าและภาษีซื้อที่เรียกคืนไม่ได้หลังหักส่วนลดการค้า” ย่อหน้าที่ 16 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 16 เรื่อง ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ (ปรับปรุง 2567): “ต้นทุนทางตรงอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดหาสินทรัพย์เพื่อให้สินทรัพย์นั้นอยู่ในสถานที่ และสภาพที่พร้อมจะใช้งานได้ตามความประสงค์ของฝ่ายบริหาร”
ย่อหน้าที่ 16 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 16 เรื่อง ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ (ปรับปรุง 2567): “ราคาซื้อรวมอากรขาเข้าและภาษีซื้อที่เรียกคืนไม่ได้”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
บริษัท ค. จำกัด มีต้นทุนในการเก็บรักษาสินค้าที่จำเป็นในกระบวนการผลิตก่อนจะถึงขั้นตอนการผลิตถัดไป และมีต้นทุนในการขายสินค้า บริษัทควรปฏิบัติอย่างไร
- ก. ไม่นำต้นทุนทั้งสองรายการมารวมเป็นต้นทุนสินค้าคงเหลือ และรับรู้เป็นค่าใช้จ่ายในงวดที่เกิดขึ้น
- ข. นำต้นทุนการเก็บรักษามารวมเป็นต้นทุนสินค้าคงเหลือ และรับรู้ต้นทุนในการขายเป็นค่าใช้จ่ายในงวดถัดไป
- ค. นำต้นทุนทั้งสองรายการมารวมเป็นต้นทุนสินค้าคงเหลือ และไม่รับรู้เป็นค่าใช้จ่ายในงวดที่เกิดขึ้น
- ง. นำต้นทุนการเก็บรักษามารวมเป็นต้นทุนสินค้าคงเหลือ และรับรู้ต้นทุนในการขายเป็นค่าใช้จ่ายในงวดที่เกิดขึ้น ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "นำต้นทุนการเก็บรักษามารวมเป็นต้นทุนสินค้าคงเหลือ และรับรู้ต้นทุนในการขายเป็นค่าใช้จ่ายในงวดที่เกิดขึ้น" ข้อเท็จจริงเรื่องต้นทุนในการเก็บรักษาสินค้า → “ต้นทุนในการเก็บรักษาสินค้า”; ข้อเท็จจริงที่ว่าจำเป็นก่อนถึงขั้นตอนการผลิตถัดไป → “เว้นแต่เป็นต้นทุนที่จำเป็นในกระบวนการผลิตก่อนจะถึงขั้นตอนการผลิตถัดไป”; และข้อเท็จจริงเรื่องต้นทุนในการขาย → “ต้นทุนในการขาย” ซึ่งเข้าหลัก คือไม่นำมารวมเป็นต้นทุนสินค้าคงเหลือและให้รับรู้เป็นค่าใช้จ่ายในงวดที่เกิดขึ้น ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 2 ย่อหน้าที่ 16.2 และ 16.4 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ไม่นำต้นทุนทั้งสองรายการมารวมเป็นต้นทุนสินค้าคงเหลือ และรับรู้เป็นค่าใช้จ่ายในงวดที่เกิดขึ้น" ผิด: แหล่งข้อมูลยกเว้นต้นทุนการเก็บรักษาที่ “จำเป็นในกระบวนการผลิตก่อนจะถึงขั้นตอนการผลิตถัดไป” จากต้นทุนที่ไม่นำมารวมเป็นต้นทุนสินค้าคงเหลือ • "นำต้นทุนทั้งสองรายการมารวมเป็นต้นทุนสินค้าคงเหลือ และไม่รับรู้เป็นค่าใช้จ่ายในงวดที่เกิดขึ้น" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า “ต้นทุนในการขาย” ไม่นำมารวมเป็นต้นทุนสินค้าคงเหลือและให้รับรู้เป็นค่าใช้จ่ายในงวดที่เกิดขึ้น • "นำต้นทุนการเก็บรักษามารวมเป็นต้นทุนสินค้าคงเหลือ และรับรู้ต้นทุนในการขายเป็นค่าใช้จ่ายในงวดถัดไป" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้รับรู้ต้นทุนที่ไม่นำมารวมเป็นต้นทุนสินค้าคงเหลือเป็นค่าใช้จ่าย “ในงวดที่เกิดขึ้น” อ้างอิงตัวบท ย่อหน้าที่ 16 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 2 เรื่อง สินค้าคงเหลือ (ปรับปรุง 2567): “ตัวอย่างของต้นทุนที่ไม่นำมารวมเป็นต้นทุนสินค้าคงเหลือและให้รับรู้เป็นค่าใช้จ่ายในงวด ที่เกิดขึ้น” ย่อหน้าที่ 16 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 2 เรื่อง สินค้าคงเหลือ (ปรับปรุง 2567): “16.2 ต้นทุนในการเก็บรักษาสินค้า เว้นแต่เป็นต้นทุนที่จำเป็นในกระบวนการผลิตก่อนจะถึง ขั้นตอนการผลิตถัดไป” ย่อหน้าที่ 16 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 2 เรื่อง สินค้าคงเหลือ (ปรับปรุง 2567): “16.4 ต้นทุนในการขาย”
ย่อหน้าที่ 16 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 2 เรื่อง สินค้าคงเหลือ (ปรับปรุง 2567): “ตัวอย่างของต้นทุนที่ไม่นำมารวมเป็นต้นทุนสินค้าคงเหลือและให้รับรู้เป็นค่าใช้จ่ายในงวด ที่เกิดขึ้น”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อใดระบุเครื่องมือหลัก 3 อย่างในการวิเคราะห์งบการเงินและชื่ออื่นได้ถูกต้อง
- ก. แนวนอนเรียกว่างบขนาดร่วม แนวดิ่งเรียกว่าแนวโน้มเมื่อดูหลายปี และอีกเครื่องมือคืออัตราส่วน
- ข. แนวนอนเรียกว่าแนวโน้มเมื่อดูหลายปี แนวดิ่งเรียกว่างบการเงินร้อยละหรืองบขนาดร่วม และอีกเครื่องมือคืออัตราส่วน ✓
- ค. แนวนอนเรียกว่าการวิเคราะห์อัตราส่วน แนวดิ่งเรียกว่างบการเงินร้อยละ และอีกเครื่องมือคือแนวโน้ม
- ง. แนวนอนเรียกว่าแนวโน้มเมื่อดูหลายปี แนวดิ่งเรียกว่าการวิเคราะห์อัตราส่วน และอีกเครื่องมือคืองบขนาดร่วม
Explanation: คำตอบที่ถูก: "แนวนอนเรียกว่าแนวโน้มเมื่อดูหลายปี แนวดิ่งเรียกว่างบการเงินร้อยละหรืองบขนาดร่วม และอีกเครื่องมือคืออัตราส่วน" เครื่องมือหลัก 3 อย่าง ได้แก่ การวิเคราะห์แนวนอน ซึ่งเรียกว่าการวิเคราะห์แนวโน้มเมื่อดูหลายปี การวิเคราะห์แนวดิ่ง ซึ่งเรียกว่างบการเงินร้อยละหรืองบขนาดร่วม และการวิเคราะห์อัตราส่วน ตามหัวข้อ 1.4 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "แนวนอนเรียกว่าการวิเคราะห์อัตราส่วน แนวดิ่งเรียกว่างบการเงินร้อยละ และอีกเครื่องมือคือแนวโน้ม" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าการวิเคราะห์แนวโน้มเป็นชื่อของการวิเคราะห์แนวนอนเมื่อดูหลายปี ส่วนการวิเคราะห์อัตราส่วนเป็นเครื่องมือหลักอีกอย่างหนึ่ง • "แนวนอนเรียกว่างบขนาดร่วม แนวดิ่งเรียกว่าแนวโน้มเมื่อดูหลายปี และอีกเครื่องมือคืออัตราส่วน" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าแนวนอนเรียกว่าการวิเคราะห์แนวโน้มเมื่อดูหลายปี ส่วนแนวดิ่งเรียกว่างบการเงินร้อยละหรืองบขนาดร่วม • "แนวนอนเรียกว่าแนวโน้มเมื่อดูหลายปี แนวดิ่งเรียกว่าการวิเคราะห์อัตราส่วน และอีกเครื่องมือคืองบขนาดร่วม" ผิด: แหล่งข้อมูลแยกการวิเคราะห์อัตราส่วนเป็นเครื่องมือหลักอีกอย่างหนึ่ง และระบุชื่องบขนาดร่วมไว้กับการวิเคราะห์แนวดิ่ง อ้างอิงตัวบท หัวข้อ 1.4 เครื่องมือหลัก 3 อย่าง (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “การวิเคราะห์แนวนอน (Horizontal Analysis) | ตัวเลขรายการเดียวกัน ต่างงวดเวลา | การวิเคราะห์แนวโน้ม (Trend Analysis) เมื่อดูหลายปี” หัวข้อ 1.4 เครื่องมือหลัก 3 อย่าง (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “การวิเคราะห์แนวดิ่ง (Vertical Analysis) | รายการต่าง ๆ ในงวดเดียวกัน เทียบกับยอดรวมที่ตั้งเป็น 100% | งบการเงินร้อยละ / งบขนาดร่วม (Common-size)” หัวข้อ 1.4 เครื่องมือหลัก 3 อย่าง (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “งบการเงินร้อยละ / งบขนาดร่วม (Common-size)” หัวข้อ 1.4 เครื่องมือหลัก 3 อย่าง (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “1.4 เครื่องมือหลัก 3 อย่าง เครื่องมือ | เปรียบเทียบอะไร | ชื่ออื่น การวิเคราะห์แนวนอน (Horizontal Analysis) | ตัวเลขรายการเดียวกัน ต่างงวดเวลา | การวิเคราะห์แนวโน้ม (Trend Analysis) เมื่อดูหลายปี การวิเคราะห์แนวดิ่ง (Vertical Analysis) | รายการต่าง ๆ ในงวดเดียวกัน เทียบกับยอดรวมที่ตั้งเป็น 100% | งบการเงินร้อยละ / งบขนาดร่วม (Common-size) การวิเคราะห์อัตราส่วน (Ratio Analysis)”
หัวข้อ 1.4 เครื่องมือหลัก 3 อย่าง (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “การวิเคราะห์แนวนอน (Horizontal Analysis) | ตัวเลขรายการเดียวกัน ต่างงวดเวลา | การวิเคราะห์แนวโน้ม (Trend Analysis) เมื่อดูหลายปี”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 2 เรื่อง สินค้าคงเหลือ สินค้าคงเหลือต้องวัดมูลค่าอย่างไร
- ก. ด้วยราคาทุนหรือมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ แล้วแต่มูลค่าใดจะสูงกว่า
- ข. ด้วยราคาทุนของสินค้าคงเหลือ โดยไม่เปรียบเทียบกับมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ
- ค. ด้วยราคาทุนหรือมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ แล้วแต่มูลค่าใดจะต่ำกว่า ✓
- ง. ด้วยมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ โดยไม่เปรียบเทียบกับราคาทุนของสินค้าคงเหลือ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ด้วยราคาทุนหรือมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ แล้วแต่มูลค่าใดจะต่ำกว่า" ตามย่อหน้าที่ 9 สินค้าคงเหลือต้องวัดมูลค่าด้วยราคาทุนหรือมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ แล้วแต่มูลค่าใดจะต่ำกว่า ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ด้วยราคาทุนหรือมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ แล้วแต่มูลค่าใดจะสูงกว่า" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ใช้มูลค่าใดจะต่ำกว่า ไม่ใช่มูลค่าที่สูงกว่า • "ด้วยมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ โดยไม่เปรียบเทียบกับราคาทุนของสินค้าคงเหลือ" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้เปรียบเทียบมูลค่าสุทธิที่จะได้รับกับราคาทุนและใช้มูลค่าที่ต่ำกว่า • "ด้วยราคาทุนของสินค้าคงเหลือ โดยไม่เปรียบเทียบกับมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้เปรียบเทียบราคาทุนกับมูลค่าสุทธิที่จะได้รับและใช้มูลค่าที่ต่ำกว่า อ้างอิงตัวบท ย่อหน้าที่ 9 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 2 เรื่อง สินค้าคงเหลือ (ปรับปรุง 2567): “สินค้าคงเหลือต้องวัดมูลค่าด้วยราคาทุนหรือมูลค่าสุทธิที่จะได้รับแล้วแต่มูลค่าใดจะต่ำกว่า”
ย่อหน้าที่ 9 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 2 เรื่อง สินค้าคงเหลือ (ปรับปรุง 2567): “สินค้าคงเหลือต้องวัดมูลค่าด้วยราคาทุนหรือมูลค่าสุทธิที่จะได้รับแล้วแต่มูลค่าใดจะต่ำกว่า”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ในการวิเคราะห์ความสามารถในการทำกำไร ข้อใดระบุสูตรอัตรากำไรขั้นต้น อัตรากำไรสุทธิ ROA และ ROE ได้ถูกต้องครบถ้วน
- ก. กำไรขั้นต้น = (ขายสุทธิ − ต้นทุนขาย) ÷ ต้นทุนขาย × 100; กำไรสุทธิ = กำไรสุทธิ ÷ ขายสุทธิ × 100; ROA = กำไรสุทธิ ÷ สินทรัพย์รวมเฉลี่ย × 100; ROE = กำไรสุทธิ ÷ ส่วนของเจ้าของเฉลี่ย × 100
- ข. กำไรขั้นต้น = (ขายสุทธิ − ต้นทุนขาย) ÷ ขายสุทธิ × 100; กำไรสุทธิ = กำไรสุทธิ ÷ ขายสุทธิ × 100; ROA = กำไรสุทธิ ÷ ส่วนของเจ้าของเฉลี่ย × 100; ROE = กำไรสุทธิ ÷ สินทรัพย์รวมเฉลี่ย × 100
- ค. กำไรขั้นต้น = (ขายสุทธิ − ต้นทุนขาย) ÷ ขายสุทธิ × 100; กำไรสุทธิ = กำไรสุทธิ ÷ ขายสุทธิ × 100; ROA = กำไรสุทธิ ÷ สินทรัพย์รวมเฉลี่ย × 100; ROE = กำไรสุทธิ ÷ ส่วนของเจ้าของเฉลี่ย × 100 ✓
- ง. กำไรขั้นต้น = (ขายสุทธิ − ต้นทุนขาย) ÷ ขายสุทธิ × 100; กำไรสุทธิ = EBIT ÷ ขายสุทธิ × 100; ROA = กำไรสุทธิ ÷ สินทรัพย์รวมเฉลี่ย × 100; ROE = กำไรสุทธิ ÷ ส่วนของเจ้าของเฉลี่ย × 100
Explanation: คำตอบที่ถูก: "กำไรขั้นต้น = (ขายสุทธิ − ต้นทุนขาย) ÷ ขายสุทธิ × 100; กำไรสุทธิ = กำไรสุทธิ ÷ ขายสุทธิ × 100; ROA = กำไรสุทธิ ÷ สินทรัพย์รวมเฉลี่ย × 100; ROE = กำไรสุทธิ ÷ ส่วนของเจ้าของเฉลี่ย × 100" สูตรที่ถูกต้องคือ อัตรากำไรขั้นต้น = (ขายสุทธิ − ต้นทุนขาย) ÷ ขายสุทธิ × 100, อัตรากำไรสุทธิ = กำไรสุทธิ ÷ ขายสุทธิ × 100, ROA = กำไรสุทธิ ÷ สินทรัพย์รวม (เฉลี่ย) × 100 และ ROE = กำไรสุทธิ ÷ ส่วนของเจ้าของ (เฉลี่ย) × 100 ตามหัวข้อความสามารถในการทำกำไร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "กำไรขั้นต้น = (ขายสุทธิ − ต้นทุนขาย) ÷ ขายสุทธิ × 100; กำไรสุทธิ = กำไรสุทธิ ÷ ขายสุทธิ × 100; ROA = กำไรสุทธิ ÷ ส่วนของเจ้าของเฉลี่ย × 100; ROE = กำไรสุทธิ ÷ สินทรัพย์รวมเฉลี่ย × 100" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ ROA หารด้วยสินทรัพย์รวม (เฉลี่ย) และ ROE หารด้วยส่วนของเจ้าของ (เฉลี่ย) • "กำไรขั้นต้น = (ขายสุทธิ − ต้นทุนขาย) ÷ ขายสุทธิ × 100; กำไรสุทธิ = EBIT ÷ ขายสุทธิ × 100; ROA = กำไรสุทธิ ÷ สินทรัพย์รวมเฉลี่ย × 100; ROE = กำไรสุทธิ ÷ ส่วนของเจ้าของเฉลี่ย × 100" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าอัตรากำไรสุทธิใช้กำไรสุทธิหารด้วยขายสุทธิ ส่วน EBIT ใช้สำหรับอัตรากำไรจากการดำเนินงาน • "กำไรขั้นต้น = (ขายสุทธิ − ต้นทุนขาย) ÷ ต้นทุนขาย × 100; กำไรสุทธิ = กำไรสุทธิ ÷ ขายสุทธิ × 100; ROA = กำไรสุทธิ ÷ สินทรัพย์รวมเฉลี่ย × 100; ROE = กำไรสุทธิ ÷ ส่วนของเจ้าของเฉลี่ย × 100" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าอัตรากำไรขั้นต้นต้องหารด้วยขายสุทธิ ไม่ใช่ต้นทุนขาย อ้างอิงตัวบท หัวข้อ 1.7 (4) ความสามารถในการทำกำไร (Profitability) (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) | (ขายสุทธิ − ต้นทุนขาย) ÷ ขายสุทธิ × 100” หัวข้อ 1.7 (4) ความสามารถในการทำกำไร (Profitability) (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “อัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) | กำไรสุทธิ ÷ ขายสุทธิ × 100” หัวข้อ 1.7 (4) ความสามารถในการทำกำไร (Profitability) (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ (ROA) | กำไรสุทธิ ÷ สินทรัพย์รวม (เฉลี่ย) × 100” หัวข้อ 1.7 (4) ความสามารถในการทำกำไร (Profitability) (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “อัตราผลตอบแทนจากส่วนของเจ้าของ (ROE) | กำไรสุทธิ ÷ ส่วนของเจ้าของ (เฉลี่ย) × 100”
หัวข้อ 1.7 (4) ความสามารถในการทำกำไร (Profitability) (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) | (ขายสุทธิ − ต้นทุนขาย) ÷ ขายสุทธิ × 100”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
นิติบุคคล ค. เป็นผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศ และมิได้จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย ข้อใดเป็นสิ่งที่นิติบุคคล ค. ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543
- ก. ต้องจัดทำงบการเงินและยื่นต่อสำนักงานกลางบัญชีหรือสำนักงานบัญชีประจำท้องที่ ✓
- ข. ต้องจัดทำงบการเงิน แต่ไม่ต้องยื่นต่อสำนักงานกลางบัญชีหรือสำนักงานบัญชีประจำท้องที่
- ค. ต้องจัดทำงบการเงินและยื่นงบการเงินต่อผู้สอบบัญชีรับอนุญาต
- ง. ไม่ต้องจัดทำงบการเงินหรือยื่นต่อสำนักงานกลางบัญชีหรือสำนักงานบัญชีประจำท้องที่
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ต้องจัดทำงบการเงินและยื่นต่อสำนักงานกลางบัญชีหรือสำนักงานบัญชีประจำท้องที่" ข้อเท็จจริงว่าเป็น “ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี” → “ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี”; ข้อเท็จจริงว่าตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศ → “นิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศ”; และข้อเท็จจริงว่ามิได้จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย → ไม่เข้าเงื่อนไข “บริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย” ดังนั้น กำหนดให้ “ต้องจัดทำงบการเงินและยื่นงบการเงินดังกล่าวต่อสำนักงานกลางบัญชีหรือสำนักงานบัญชีประจำท้องที่” ตามมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ต้องจัดทำงบการเงิน แต่ไม่ต้องยื่นต่อสำนักงานกลางบัญชีหรือสำนักงานบัญชีประจำท้องที่" ผิด: แหล่งกฎหมายกำหนดทั้ง “ต้องจัดทำงบการเงิน” และ “ยื่นงบการเงินดังกล่าว” • "ต้องจัดทำงบการเงินและยื่นงบการเงินต่อผู้สอบบัญชีรับอนุญาต" ผิด: แหล่งกฎหมายกำหนดให้ยื่นต่อ “สำนักงานกลางบัญชีหรือสำนักงานบัญชีประจำท้องที่” ไม่ใช่ยื่นต่อผู้สอบบัญชีรับอนุญาต • "ไม่ต้องจัดทำงบการเงินหรือยื่นต่อสำนักงานกลางบัญชีหรือสำนักงานบัญชีประจำท้องที่" ผิด: แหล่งกฎหมายระบุ “นิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศ” เป็นผู้ที่ต้องจัดทำและยื่นงบการเงิน อ้างอิงตัวบท มาตรา 11 พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543: “ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีซึ่งเป็นห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย นิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศ และกิจการร่วมค้าตามประมวลรัษฎากร ต้องจัดทำงบการเงิน” มาตรา 11 พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543: “นิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศ และกิจการร่วมค้าตามประมวลรัษฎากร ต้องจัดทำงบการเงินและยื่นงบการเงินดังกล่าวต่อสำนักงานกลางบัญชีหรือสำนักงานบัญชีประจำท้องที่”
มาตรา 11 พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543: “ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีซึ่งเป็นห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย นิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศ และกิจการร่วมค้าตามประมวลรัษฎากร ต้องจัดทำงบการเงิน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
บริษัท ค. จำกัดเป็นผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี แต่ไม่จัดให้มีการทำบัญชี และจนถึงขณะพิจารณายังไม่ได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง บริษัท ค. จำกัดได้รับผลตามกฎหมายข้อใด
- ก. มีความผิดอาญา ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสามหมื่นบาท และถูกปรับเป็นรายวันอีกไม่เกินวันละหนึ่งพันบาทจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง
- ข. มีความผิดทางพินัย ต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกินสามหมื่นบาท และชำระค่าปรับเป็นพินัยเป็นรายวันอีกไม่เกินวันละหนึ่งพันบาทจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง ✓
- ค. มีความผิดทางพินัย ต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกินสามหมื่นบาท แต่ไม่ต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยเป็นรายวันแม้ยังไม่ปฏิบัติให้ถูกต้อง
- ง. มีความผิดทางพินัย ต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกินสี่หมื่นบาท และชำระค่าปรับเป็นพินัยเป็นรายวันอีกไม่เกินวันละหนึ่งพันบาทจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง
Explanation: คำตอบที่ถูก: "มีความผิดทางพินัย ต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกินสามหมื่นบาท และชำระค่าปรับเป็นพินัยเป็นรายวันอีกไม่เกินวันละหนึ่งพันบาทจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง" ข้อเท็จจริงที่ว่า บริษัท ค. จำกัดเป็นผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี → “ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีผู้ใด”; การไม่จัดให้มีการทำบัญชี → “ไม่จัดให้มีการทำบัญชี”; และการที่ยังไม่ได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง → “จนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง” จึงเกิดผลคือมีความผิดทางพินัย ชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกินสามหมื่นบาท และชำระค่าปรับเป็นพินัยเป็นรายวันอีกไม่เกินวันละหนึ่งพันบาทจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง ตามมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "มีความผิดอาญา ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสามหมื่นบาท และถูกปรับเป็นรายวันอีกไม่เกินวันละหนึ่งพันบาทจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า “มีความผิดทางพินัยต้องชำระค่าปรับเป็นพินัย” ไม่ใช่มีความผิดอาญาและต้องระวางโทษปรับ • "มีความผิดทางพินัย ต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกินสี่หมื่นบาท และชำระค่าปรับเป็นพินัยเป็นรายวันอีกไม่เกินวันละหนึ่งพันบาทจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดค่าปรับเป็นพินัยไว้ว่า “ไม่เกินสามหมื่นบาท” มิใช่ไม่เกินสี่หมื่นบาท • "มีความผิดทางพินัย ต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกินสามหมื่นบาท แต่ไม่ต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยเป็นรายวันแม้ยังไม่ปฏิบัติให้ถูกต้อง" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ “ชำระค่าปรับเป็นพินัยเป็นรายวันอีกไม่เกินวันละหนึ่งพันบาทจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง” อ้างอิงตัวบท มาตรา 28 พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543: “ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีผู้ใดไม่จัดให้มีการทำบัญชีตามมาตรา 8 หรือมาตรา 9 มีความผิดทางพินัย” มาตรา 28 พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543: “ต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกินสามหมื่นบาท” มาตรา 28 พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543: “และชำระค่าปรับเป็นพินัยเป็นรายวันอีกไม่ เกินวันละหนึ่งพันบาทจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง”
มาตรา 28 พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543: “ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีผู้ใดไม่จัดให้มีการทำบัญชีตามมาตรา 8 หรือมาตรา 9 มีความผิดทางพินัย”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
เหตุใดงบการเงินร้อยละจากการวิเคราะห์แนวดิ่งจึงช่วยให้เปรียบเทียบกิจการที่มีขนาดต่างกันได้
- ก. เพราะกำหนดกำไรสุทธิเป็นฐาน 100% แล้วเปรียบเทียบต้นทุนและค่าใช้จ่าย
- ข. เพราะแปลงยอดเงินของแต่ละกิจการให้เป็นจำนวนเงินเท่ากันก่อนนำมาเปรียบเทียบ
- ค. เพราะกำหนดสินทรัพย์แต่ละรายการเป็นฐาน 100% แล้วเปรียบเทียบกับหนี้สินรวม
- ง. เพราะแปลงแต่ละรายการเป็นร้อยละของยอดฐาน 100% จึงเปรียบเทียบกิจการต่างขนาดกันได้ ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เพราะแปลงแต่ละรายการเป็นร้อยละของยอดฐาน 100% จึงเปรียบเทียบกิจการต่างขนาดกันได้" การวิเคราะห์แนวดิ่งแปลงรายการในงบการเงินเป็นร้อยละของยอดฐาน 100% จึงทำให้สามารถเปรียบเทียบกิจการที่มีขนาดต่างกันได้ ตามหัวข้อการวิเคราะห์แนวดิ่ง ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เพราะกำหนดกำไรสุทธิเป็นฐาน 100% แล้วเปรียบเทียบต้นทุนและค่าใช้จ่าย" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ขายสุทธิเป็น 100% แล้วคิดต้นทุนขาย ค่าใช้จ่าย และกำไรเป็นร้อยละของขายสุทธิ • "เพราะกำหนดสินทรัพย์แต่ละรายการเป็นฐาน 100% แล้วเปรียบเทียบกับหนี้สินรวม" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้สินทรัพย์รวมเป็น 100% แล้วจึงคิดแต่ละรายการเป็นร้อยละของยอดนั้น • "เพราะแปลงยอดเงินของแต่ละกิจการให้เป็นจำนวนเงินเท่ากันก่อนนำมาเปรียบเทียบ" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าแปลงแต่ละรายการเป็นร้อยละ ไม่ใช่แปลงให้เป็นจำนวนเงินเท่ากัน อ้างอิงตัวบท หัวข้อ 1.6 การวิเคราะห์แนวดิ่ง (งบการเงินร้อยละ) (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “ให้ สินทรัพย์รวม = 100% (และหนี้สินรวมส่วนของเจ้าของ = 100%) แล้วคิดแต่ละรายการเป็นร้อยละของยอดนั้น” หัวข้อ 1.6 การวิเคราะห์แนวดิ่ง (งบการเงินร้อยละ) (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “ให้ ขายสุทธิ (รายได้จากการขาย) = 100% แล้วคิดต้นทุนขาย ค่าใช้จ่าย กำไร เป็นร้อยละของขายสุทธิ” หัวข้อ 1.6 การวิเคราะห์แนวดิ่ง (งบการเงินร้อยละ) (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “ประโยชน์: เทียบกิจการต่างขนาดกันได้ เพราะแปลงเป็นร้อยละแล้ว”
หัวข้อ 1.6 การวิเคราะห์แนวดิ่ง (งบการเงินร้อยละ) (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “ให้ สินทรัพย์รวม = 100% (และหนี้สินรวมส่วนของเจ้าของ = 100%) แล้วคิดแต่ละรายการเป็นร้อยละของยอดนั้น”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ในการวิเคราะห์แนวดิ่ง ยอดใดกำหนดให้เท่ากับ 100% สำหรับงบแสดงฐานะการเงินและงบกำไรขาดทุน ตามลำดับ
- ก. ส่วนของเจ้าของรวม และกำไรสุทธิ
- ข. หนี้สินรวม และต้นทุนขาย
- ค. สินทรัพย์หมุนเวียน และกำไรขั้นต้น
- ง. สินทรัพย์รวม และขายสุทธิ ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "สินทรัพย์รวม และขายสุทธิ" ตามหัวข้อ 1.6 การวิเคราะห์แนวดิ่งกำหนดให้สินทรัพย์รวมในงบแสดงฐานะการเงินเท่ากับ 100% และขายสุทธิในงบกำไรขาดทุนเท่ากับ 100% ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ส่วนของเจ้าของรวม และกำไรสุทธิ" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดฐาน 100% เป็นสินทรัพย์รวมสำหรับงบแสดงฐานะการเงิน และขายสุทธิสำหรับงบกำไรขาดทุน • "สินทรัพย์หมุนเวียน และกำไรขั้นต้น" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้สินทรัพย์รวมและขายสุทธิเป็นยอดฐาน 100% ไม่ใช่สินทรัพย์หมุนเวียนและกำไรขั้นต้น • "หนี้สินรวม และต้นทุนขาย" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุให้งบแสดงฐานะการเงินใช้สินทรัพย์รวม และงบกำไรขาดทุนใช้ขายสุทธิเป็นยอดฐาน 100% อ้างอิงตัวบท หัวข้อ 1.6 การวิเคราะห์แนวดิ่ง (งบการเงินร้อยละ) (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “งบแสดงฐานะการเงิน: ให้ สินทรัพย์รวม = 100%” หัวข้อ 1.6 การวิเคราะห์แนวดิ่ง (งบการเงินร้อยละ) (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “งบกำไรขาดทุน: ให้ ขายสุทธิ (รายได้จากการขาย) = 100%”
หัวข้อ 1.6 การวิเคราะห์แนวดิ่ง (งบการเงินร้อยละ) (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “งบแสดงฐานะการเงิน: ให้ สินทรัพย์รวม = 100%”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ในการวิเคราะห์ประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์ ข้อใดอธิบายความหมายของค่าที่คำนวณได้ถูกต้อง
- ก. อัตราการหมุนของลูกหนี้และสินค้าคงเหลือยิ่งสูง ยิ่งเก็บเงินและขายสินค้าได้เร็ว ระยะเวลาเก็บหนี้ยิ่งสูงยิ่งดี และวงจรเงินสดยิ่งสั้นยิ่งมีเงินจมน้อย
- ข. อัตราการหมุนของลูกหนี้และสินค้าคงเหลือยิ่งสูง ยิ่งเก็บเงินและขายสินค้าได้เร็ว ระยะเวลาเก็บหนี้ยิ่งต่ำยิ่งดี และวงจรเงินสดยิ่งยาวยิ่งมีเงินจมน้อย
- ค. อัตราการหมุนของลูกหนี้และสินค้าคงเหลือยิ่งสูง ยิ่งเก็บเงินและขายสินค้าได้เร็ว ระยะเวลาเก็บหนี้ยิ่งต่ำยิ่งดี และวงจรเงินสดยิ่งสั้นยิ่งมีเงินจมน้อย ✓
- ง. อัตราการหมุนของลูกหนี้และสินค้าคงเหลือยิ่งต่ำ ยิ่งเก็บเงินและขายสินค้าได้เร็ว ระยะเวลาเก็บหนี้ยิ่งต่ำยิ่งดี และวงจรเงินสดยิ่งสั้นยิ่งมีเงินจมน้อย
Explanation: คำตอบที่ถูก: "อัตราการหมุนของลูกหนี้และสินค้าคงเหลือยิ่งสูง ยิ่งเก็บเงินและขายสินค้าได้เร็ว ระยะเวลาเก็บหนี้ยิ่งต่ำยิ่งดี และวงจรเงินสดยิ่งสั้นยิ่งมีเงินจมน้อย" ตามหัวข้อ 1.7 (2) อัตราการหมุนของลูกหนี้และสินค้าคงเหลือควรอ่านค่าสูงว่าเก็บเงินหรือขายสินค้าได้เร็ว ระยะเวลาเก็บหนี้ต่ำเป็นผลดี และวงจรเงินสดสั้นหมายถึงเงินจมน้อย ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "อัตราการหมุนของลูกหนี้และสินค้าคงเหลือยิ่งสูง ยิ่งเก็บเงินและขายสินค้าได้เร็ว ระยะเวลาเก็บหนี้ยิ่งสูงยิ่งดี และวงจรเงินสดยิ่งสั้นยิ่งมีเงินจมน้อย" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าระยะเวลาเก็บหนี้เฉลี่ยต่ำจึงดี ไม่ใช่ยิ่งสูงยิ่งดี • "อัตราการหมุนของลูกหนี้และสินค้าคงเหลือยิ่งสูง ยิ่งเก็บเงินและขายสินค้าได้เร็ว ระยะเวลาเก็บหนี้ยิ่งต่ำยิ่งดี และวงจรเงินสดยิ่งยาวยิ่งมีเงินจมน้อย" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าวงจรเงินสดสั้นหมายถึงเงินจมน้อย ไม่ใช่วงจรเงินสดยาว • "อัตราการหมุนของลูกหนี้และสินค้าคงเหลือยิ่งต่ำ ยิ่งเก็บเงินและขายสินค้าได้เร็ว ระยะเวลาเก็บหนี้ยิ่งต่ำยิ่งดี และวงจรเงินสดยิ่งสั้นยิ่งมีเงินจมน้อย" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าอัตราการหมุนของลูกหนี้สูงหมายถึงเก็บเงินได้เร็ว และอัตราการหมุนของสินค้าคงเหลือสูงหมายถึงขายได้เร็ว อ้างอิงตัวบท หัวข้อ 1.7 (2) ประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์ (Activity / Asset Management) (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “อัตราการหมุนของลูกหนี้ (Receivable Turnover) | ขายเชื่อสุทธิ ÷ ลูกหนี้การค้าเฉลี่ย | ครั้ง | สูง = เก็บเงินได้เร็ว” หัวข้อ 1.7 (2) ประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์ (Activity / Asset Management) (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “อัตราการหมุนของสินค้าคงเหลือ (Inventory Turnover) | ต้นทุนขาย ÷ สินค้าคงเหลือเฉลี่ย | ครั้ง | สูง = ขายได้เร็ว” หัวข้อ 1.7 (2) ประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์ (Activity / Asset Management) (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “ระยะเวลาเก็บหนี้เฉลี่ย (Collection Period) | 365 ÷ อัตราการหมุนของลูกหนี้ | วัน | ต่ำ = ดี” หัวข้อ 1.7 (2) ประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์ (Activity / Asset Management) (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “วงจรเงินสด (Cash Cycle) | ระยะเวลาขายสินค้า + ระยะเวลาเก็บหนี้ − ระยะเวลาชำระหนี้ | วัน | สั้น = เงินจมน้อย”
หัวข้อ 1.7 (2) ประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์ (Activity / Asset Management) (คู่มือการวิเคราะห์งบการเงิน SIENSOB บทที่ 1): “อัตราการหมุนของลูกหนี้ (Receivable Turnover) | ขายเชื่อสุทธิ ÷ ลูกหนี้การค้าเฉลี่ย | ครั้ง | สูง = เก็บเงินได้เร็ว”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 7 เรื่อง งบกระแสเงินสด ข้อใดอธิบายการจัดประเภทเงินปันผลจ่ายได้ถูกต้อง
- ก. เงินปันผลจ่ายต้องจัดเป็นองค์ประกอบของกระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงานเท่านั้น เพื่อช่วยพิจารณาความสามารถในการจ่ายเงินปันผลจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน
- ข. เงินปันผลจ่ายอาจจัดเป็นกระแสเงินสดจากการจัดหาเงิน หรือเป็นกิจกรรมดำเนินงานเพื่อช่วยพิจารณาความสามารถในการจ่ายเงินปันผลจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน ✓
- ค. เงินปันผลจ่ายต้องจัดเป็นกระแสเงินสดจากการจัดหาเงินเท่านั้น เนื่องจากเป็นต้นทุนของการจัดหาทรัพยากรทางการเงิน และไม่อาจจัดเป็นกิจกรรมดำเนินงาน
- ง. เงินปันผลจ่ายอาจจัดเป็นกระแสเงินสดจากการจัดหาเงินหรือกิจกรรมดำเนินงาน แต่การจัดเป็นกิจกรรมดำเนินงานไม่ช่วยพิจารณาความสามารถในการจ่ายเงินปันผล
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เงินปันผลจ่ายอาจจัดเป็นกระแสเงินสดจากการจัดหาเงิน หรือเป็นกิจกรรมดำเนินงานเพื่อช่วยพิจารณาความสามารถในการจ่ายเงินปันผลจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน" ตามย่อหน้าที่ 34 เงินปันผลจ่ายอาจจัดเป็นกระแสเงินสดจากการจัดหาเงิน เพราะเป็นต้นทุนของการจัดหาทรัพยากรทางการเงิน หรืออาจจัดเป็นกิจกรรมดำเนินงานเพื่อช่วยผู้ใช้งบการเงินพิจารณาความสามารถในการจ่ายเงินปันผลจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เงินปันผลจ่ายต้องจัดเป็นกระแสเงินสดจากการจัดหาเงินเท่านั้น เนื่องจากเป็นต้นทุนของการจัดหาทรัพยากรทางการเงิน และไม่อาจจัดเป็นกิจกรรมดำเนินงาน" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุอีกวิธีหนึ่งว่าเงินปันผลจ่ายอาจจัดเป็นองค์ประกอบของกระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงานได้ • "เงินปันผลจ่ายต้องจัดเป็นองค์ประกอบของกระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงานเท่านั้น เพื่อช่วยพิจารณาความสามารถในการจ่ายเงินปันผลจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าเงินปันผลจ่ายอาจจัดประเภทเป็นกระแสเงินสดจากการจัดหาเงินได้ด้วย • "เงินปันผลจ่ายอาจจัดเป็นกระแสเงินสดจากการจัดหาเงินหรือกิจกรรมดำเนินงาน แต่การจัดเป็นกิจกรรมดำเนินงานไม่ช่วยพิจารณาความสามารถในการจ่ายเงินปันผล" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าการจัดเป็นกิจกรรมดำเนินงานมีขึ้นเพื่อช่วยผู้ใช้งบการเงินพิจารณาความสามารถในการจ่ายเงินปันผลจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน อ้างอิงตัวบท ย่อหน้าที่ 34 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 7 เรื่อง งบกระแสเงินสด (ปรับปรุง 2567): “เงินปันผลจ่ายอาจจัดประเภทเป็นกระแสเงินสดจากการจัดหาเงิน” ย่อหน้าที่ 34 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 7 เรื่อง งบกระแสเงินสด (ปรับปรุง 2567): “อีกวิธีหนึ่งเห็นว่าเงินปันผลจ่ายอาจจัดเป็นองค์ประกอบหนึ่งของกระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน” ย่อหน้าที่ 34 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 7 เรื่อง งบกระแสเงินสด (ปรับปรุง 2567): “เพื่อช่วยผู้ใช้งบการเงินในการพิจารณาความสามารถของกิจการในการจ่ายเงินปันผลจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน”
ย่อหน้าที่ 34 มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 7 เรื่อง งบกระแสเงินสด (ปรับปรุง 2567): “เงินปันผลจ่ายอาจจัดประเภทเป็นกระแสเงินสดจากการจัดหาเงิน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามมาตรา 9 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร เว้นแต่จะมีบทบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น หากต้องตีราคาทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดเป็นเงิน ให้ถือราคาในวันใด
- ก. วันที่ได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้น ✓
- ข. วันสิ้นปีที่ได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้น
- ค. วันสิ้นเดือนที่ได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้น
- ง. วันก่อนวันที่ได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้น
Explanation: คำตอบที่ถูก: "วันที่ได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้น" มาตรา 9 ทวิ กำหนดว่า เว้นแต่จะมีบทบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น หากต้องตีราคาทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดเป็นเงิน ให้ถือราคาหรือค่าอันพึงมีในวันที่ได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้น ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "วันก่อนวันที่ได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้น" ผิด: มาตรา 9 ทวิ กำหนดให้ถือราคาหรือค่าอันพึงมีในวันที่ได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้น • "วันสิ้นเดือนที่ได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้น" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุวันที่ได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้น มิใช่วันสิ้นเดือน • "วันสิ้นปีที่ได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้น" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุวันที่ได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้น มิใช่วันสิ้นปี อ้างอิงตัวบท มาตรา 9 ทวิ: “ให้ถือราคาหรือค่าอันพึงมีในวันที่ได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้น”
มาตรา 9 ทวิ: “ให้ถือราคาหรือค่าอันพึงมีในวันที่ได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้น”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อใดเป็นสินค้าที่อยู่ในความหมายของคำว่า “ผลิตภัณฑ์น้ำมัน” ตามมาตรา 79/6
- ก. ก๊าซปิโตรเลียมเหลวที่หน่วยงานอื่นได้กำหนดราคาขายปลีกไว้
- ข. น้ำมันดีเซลที่คณะกรรมการกลางกำหนดราคาสินค้าและป้องกันการผูกขาดได้กำหนดราคาขายปลีกไว้ ✓
- ค. น้ำมันดีเซลที่คณะกรรมการกลางกำหนดราคาสินค้าและป้องกันการผูกขาดไม่ได้กำหนดราคาขายปลีกไว้
- ง. น้ำมันเบนซินที่คณะกรรมการกลางกำหนดราคาสินค้าและป้องกันการผูกขาดได้กำหนดเฉพาะราคาขายส่งไว้
Explanation: คำตอบที่ถูก: "น้ำมันดีเซลที่คณะกรรมการกลางกำหนดราคาสินค้าและป้องกันการผูกขาดได้กำหนดราคาขายปลีกไว้" มาตรา 79/6 ให้ความหมายของ “ผลิตภัณฑ์น้ำมัน” รวมถึงน้ำมันดีเซล โดยต้องเป็นสินค้าที่คณะกรรมการกลางกำหนดราคาสินค้าและป้องกันการผูกขาดได้กำหนดราคาขายปลีกไว้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ก๊าซปิโตรเลียมเหลวที่หน่วยงานอื่นได้กำหนดราคาขายปลีกไว้" ผิด: มาตรา 79/6 ระบุเฉพาะสินค้าที่คณะกรรมการกลางกำหนดราคาสินค้าและป้องกันการผูกขาดได้กำหนดราคาขายปลีกไว้ • "น้ำมันเบนซินที่คณะกรรมการกลางกำหนดราคาสินค้าและป้องกันการผูกขาดได้กำหนดเฉพาะราคาขายส่งไว้" ผิด: มาตรา 79/6 ระบุเงื่อนไขว่าต้องเป็นสินค้าที่กำหนดราคาขายปลีกไว้ มิใช่ราคาขายส่ง • "น้ำมันดีเซลที่คณะกรรมการกลางกำหนดราคาสินค้าและป้องกันการผูกขาดไม่ได้กำหนดราคาขายปลีกไว้" ผิด: มาตรา 79/6 กำหนดว่าเป็นผลิตภัณฑ์น้ำมันเฉพาะสินค้าที่คณะกรรมการกลางกำหนดราคาสินค้าและป้องกันการผูกขาดได้กำหนดราคาขายปลีกไว้ อ้างอิงตัวบท มาตรา 79/6: “คำว่า “ผลิตภัณฑ์น้ำมัน” หมายความว่า น้ำมันเบนซิน น้ำมันก๊าด น้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องบินไอพ่น น้ำมันดีเซล น้ำมันเชื้อเพลิงหนัก น้ำมันเตา น้ำมันหล่อลื่น ก๊าซปิโตรเลียมเหลว และผลิตภัณฑ์น้ำมันอื่น ทั้งนี้ เฉพาะสินค้าที่คณะกรรมการกลางกำหนดราคาสินค้าและป้องกันการผูกขาดได้กำหนดราคาขายปลีกไว้”
มาตรา 79/6: “คำว่า “ผลิตภัณฑ์น้ำมัน” หมายความว่า น้ำมันเบนซิน น้ำมันก๊าด น้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องบินไอพ่น น้ำมันดีเซล น้ำมันเชื้อเพลิงหนัก น้ำมันเตา น้ำมันหล่อลื่น ก๊าซปิโตรเลียมเหลว และผลิตภัณฑ์น้ำมันอื่น ทั้งนี้ เฉพาะสินค้าที่คณะกรรมการกลางกำหนดราคาสินค้าและป้องกันการผูกขาดได้กำหนดราคาขายปลีกไว้”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามมาตรา 85/6 ผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องแจ้งการเปลี่ยนแปลงรายการที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มในสาระสำคัญภายในกี่วันนับจากวันที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น
- ก. ภายในสามสิบวัน
- ข. ภายในเจ็ดวัน
- ค. ภายในสิบห้าวัน ✓
- ง. ภายในหกสิบวัน
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ภายในสิบห้าวัน" มาตรา 85/6 กำหนดให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนแจ้งการเปลี่ยนแปลงรายการที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มในสาระสำคัญภายในสิบห้าวันนับจากวันที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ภายในหกสิบวัน" ผิด: ข้อความในมาตรา 85/6 กำหนดให้แจ้งภายในสิบห้าวัน มิใช่หกสิบวัน • "ภายในสามสิบวัน" ผิด: มาตรา 85/6 ระบุระยะเวลาไว้สิบห้าวัน มิใช่สามสิบวัน • "ภายในเจ็ดวัน" ผิด: มาตรา 85/6 กำหนดว่าให้แจ้งภายในสิบห้าวันนับจากวันที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น มิใช่เจ็ดวัน อ้างอิงตัวบท มาตรา 85/6: “ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนแจ้งการเปลี่ยนแปลงนั้น ณ สถานที่ที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ภายในสิบห้าวันนับจากวันที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น”
มาตรา 85/6: “ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนแจ้งการเปลี่ยนแปลงนั้น ณ สถานที่ที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ภายในสิบห้าวันนับจากวันที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ก่อนถึงกำหนดเวลายื่นรายการ นาย ก. มีเงินได้พึงประเมินประเภทที่ไม่ต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายจำนวน 10,000 บาท ตามประมวลรัษฎากร ข้อใดเป็นวิธีที่นาย ก. ดำเนินการได้
- ก. นำภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 ไปชำระต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอได้ โดยไม่ต้องยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนด
- ข. ยังนำภาษีไปชำระก่อนกำหนดไม่ได้ เพราะต้องมีเงินได้เกิน 10,000 บาท แม้พร้อมยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนด
- ค. ต้องรอถึงกำหนดเวลายื่นรายการก่อน จึงนำภาษีไปชำระต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอ พร้อมยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนด
- ง. นำภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 ไปชำระต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอ พร้อมยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดได้ ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "นำภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 ไปชำระต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอ พร้อมยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดได้" ข้อเท็จจริงที่ว่าเป็นเงินได้ประเภทไม่ต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย → “ผู้มีเงินได้พึงประเมินประเภทที่ไม่ต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย”; จำนวน 10,000 บาท → “ถ้ามีเงินได้พึงประเมินตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป”; และดำเนินการก่อนถึงกำหนดเวลายื่นรายการ → “ก่อนถึงกำหนดเวลายื่นรายการ” ทำให้ใช้วิธีนำภาษีไปชำระต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอ พร้อมยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดได้ ตามมาตรา 52 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ต้องรอถึงกำหนดเวลายื่นรายการก่อน จึงนำภาษีไปชำระต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอ พร้อมยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนด" ผิด: แหล่งข้อมูลอนุญาตให้ดำเนินการ “ก่อนถึงกำหนดเวลายื่นรายการ” • "ยังนำภาษีไปชำระก่อนกำหนดไม่ได้ เพราะต้องมีเงินได้เกิน 10,000 บาท แม้พร้อมยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนด" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดว่า “ตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป” จึงรวมกรณีที่มีเงินได้เท่ากับ 10,000 บาท • "นำภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 ไปชำระต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอได้ โดยไม่ต้องยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนด" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุให้ชำระภาษี “พร้อมกับยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนด” มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 48: “มาตรา 48 เงินได้พึงประเมินต้องเสียภาษีเงินได้ดังต่อไปนี้ (1) เงินได้พึงประเมินเมื่อได้หักตามมาตรา 42 ทวิ ถึงมาตรา 47 หรือมาตรา 57 เบญจ แล้ว เหลือเท่าใดเป็นเงินได้สุทธิ ต้องเสียภาษีในอัตราที่กำหนดในบัญชีอัตราภาษีเงินได้ท้ายหมวดนี้ (2) สำหรับผู้มีเงินได้พึงประเมินตั้งแต่ 120,000 บาทขึ้นไป การคำนวณภาษีตาม (1) ให้เสียไม่น้อยกว่าร้อยละ 0.5 ของยอดเงินได้พึงประเมิน (…” อ้างอิงตัวบท มาตรา 52 ทวิ: “ก่อนถึงกำหนดเวลายื่นรายการตามความในมาตรา 56 ผู้มีเงินได้พึงประเมินประเภทที่ไม่ต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย ถ้ามีเงินได้พึงประเมินตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป จะนำภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 ไปชำระต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอพร้อมกับยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดก็ได้”
มาตรา 52 ทวิ: “ก่อนถึงกำหนดเวลายื่นรายการตามความในมาตรา 56 ผู้มีเงินได้พึงประเมินประเภทที่ไม่ต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย ถ้ามีเงินได้พึงประเมินตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป จะนำภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 ไปชำระต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอพร้อมกับยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดก็ได้”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
บริษัท ค. จำกัด เป็นผู้ประกอบการและมิได้นำภาษีซื้อรายการหนึ่งไปหักในการคำนวณภาษีในเดือนภาษีนั้น เพราะมีเหตุจำเป็นตามที่อธิบดีกำหนด บริษัทฯ มีสิทธินำภาษีซื้อนั้นไปหักภายในระยะเวลาสูงสุดเท่าใดและเริ่มนับจากเมื่อใด ตามประมวลรัษฎากร
- ก. นำไปหักในเดือนภาษีหลังจากนั้นได้ แต่ต้องไม่เกินสามปีนับจากวันที่ได้มีการออกใบกำกับภาษี ✓
- ข. นำไปหักได้เฉพาะในเดือนภาษีเดิม โดยไม่มีสิทธินำไปหักในเดือนภาษีหลังจากนั้น
- ค. นำไปหักในเดือนภาษีหลังจากนั้นได้ แต่ต้องไม่เกินสามปีนับจากวันสุดท้ายของเดือนภาษีที่มิได้นำไปหัก
- ง. นำไปหักในเดือนภาษีหลังจากนั้นได้ แต่ต้องไม่เกินสองปีนับจากวันที่ได้มีการออกใบกำกับภาษี
Explanation: คำตอบที่ถูก: "นำไปหักในเดือนภาษีหลังจากนั้นได้ แต่ต้องไม่เกินสามปีนับจากวันที่ได้มีการออกใบกำกับภาษี" ข้อเท็จจริงที่ว่า บริษัท ค. จำกัดเป็นผู้ประกอบการ → “ผู้ประกอบการ”; มิได้นำภาษีซื้อไปหักในเดือนภาษีนั้น → “ภาษีซื้อที่มิได้นำไปหักในการคำนวณภาษีในเดือนภาษีตามวรรคหนึ่ง”; และเกิดจากเหตุจำเป็นตามที่อธิบดีกำหนด → “เพราะมีเหตุจำเป็น” และ “อธิบดีกำหนด” ทำให้ใช้หลัก คือมีสิทธินำไปหักในเดือนภาษีหลังจากนั้น แต่ต้องไม่เกินสามปีนับจากวันที่ได้มีการออกใบกำกับภาษี ตามมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "นำไปหักในเดือนภาษีหลังจากนั้นได้ แต่ต้องไม่เกินสามปีนับจากวันสุดท้ายของเดือนภาษีที่มิได้นำไปหัก" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดจุดเริ่มนับว่า “นับจากวันที่ได้มีการออกใบกำกับภาษี” มิใช่วันสุดท้ายของเดือนภาษีเดิม • "นำไปหักในเดือนภาษีหลังจากนั้นได้ แต่ต้องไม่เกินสองปีนับจากวันที่ได้มีการออกใบกำกับภาษี" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดว่า “ต้องไม่เกินสามปี” นับจากวันที่ได้มีการออกใบกำกับภาษี • "นำไปหักได้เฉพาะในเดือนภาษีเดิม โดยไม่มีสิทธินำไปหักในเดือนภาษีหลังจากนั้น" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าเมื่อมิได้นำไปหักเพราะมีเหตุจำเป็นตามที่อธิบดีกำหนด “ให้มีสิทธินำไปหักในการคำนวณภาษีในเดือนภาษีหลังจากนั้นได้” มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 82/3 วรรค 1: “มาตรา 82/3 ภายใต้บังคับมาตรา 82/7 มาตรา 82/8 และมาตรา 82/16 ให้ผู้ประกอบการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มโดยคำนวณจากภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อในแต่ละเดือนภาษี” อ้างอิงตัวบท มาตรา 82/3: “ให้มีสิทธินำไปหักในการคำนวณภาษีในเดือนภาษีหลังจากนั้นได้” มาตรา 82/3: “แต่ต้องไม่เกินสามปีนับจากวันที่ได้มีการออกใบกำกับภาษี”
มาตรา 82/3: “ให้มีสิทธินำไปหักในการคำนวณภาษีในเดือนภาษีหลังจากนั้นได้”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามมาตรา 13 เจ้าพนักงานผู้ฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา 10 ต้องระวางโทษอย่างไร
- ก. จำคุกไม่เกินหนึ่งปี และปรับไม่เกินสองหมื่นบาท
- ข. จำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- ค. จำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- ง. จำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "จำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" มาตรา 13 กำหนดว่า เจ้าพนักงานผู้ฝ่าฝืนมาตรา 10 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "จำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ผิด: มาตรา 13 กำหนดโทษจำคุกไว้ว่า “ไม่เกินหนึ่งปี” • "จำคุกไม่เกินหนึ่งปี และปรับไม่เกินสองหมื่นบาท" ผิด: มาตรา 13 ใช้คำว่า “หรือ” และกำหนดทางเลือกไว้ว่า “หรือทั้งจำทั้งปรับ” มิได้บังคับว่าต้องจำคุกและปรับพร้อมกัน • "จำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ผิด: มาตรา 13 กำหนดโทษปรับไว้ว่า “ไม่เกินสองหมื่นบาท” มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 10: “มาตรา 10 เจ้าพนักงานผู้ใดโดยหน้าที่ราชการตามลักษณะนี้ ได้รู้เรื่องกิจการของผู้เสียภาษีอากร หรือของผู้อื่นที่เกี่ยวข้อง ห้ามมิให้นำออกแจ้งแก่ผู้ใด หรือยังให้ทราบกันไปโดยวิธีใด เว้นแต่จะมีอำนาจที่จะทำได้โดยชอบด้วยกฎหมาย” อ้างอิงตัวบท มาตรา 13: “ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี” มาตรา 13: “หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท” มาตรา 13: “หรือทั้งจำทั้งปรับ”
มาตรา 13: “ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อใดอธิบายผลของมาตรา 89 กรณีมิได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีหรือแบบนำส่งภาษีภายในกำหนดเวลาได้ถูกต้อง
- ก. การไม่ยื่นแบบภายในกำหนดเวลาไม่ทำให้เกิดหน้าที่เสียเบี้ยปรับ
- ข. ต้องเสียเบี้ยปรับอีกหนึ่งเท่าของเงินภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่งในเดือนภาษี
- ค. ต้องเสียเบี้ยปรับอีกสองเท่าของเงินภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่งในเดือนภาษี ✓
- ง. ต้องเสียเบี้ยปรับอีกสองเท่าของจำนวนภาษีตามใบกำกับภาษี
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ต้องเสียเบี้ยปรับอีกสองเท่าของเงินภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่งในเดือนภาษี" ตามมาตรา 89 (2) ผู้ที่มิได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีหรือแบบนำส่งภาษีภายในกำหนดเวลาต้องเสียเบี้ยปรับอีกสองเท่าของเงินภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่งในเดือนภาษี ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "การไม่ยื่นแบบภายในกำหนดเวลาไม่ทำให้เกิดหน้าที่เสียเบี้ยปรับ" ผิด: มาตรา 89 (2) ระบุว่าเมื่อมิได้ยื่นแบบภายในกำหนดเวลา ให้เสียเบี้ยปรับ • "ต้องเสียเบี้ยปรับอีกหนึ่งเท่าของเงินภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่งในเดือนภาษี" ผิด: มาตรา 89 (2) กำหนดให้เสียเบี้ยปรับอีกสองเท่า มิใช่อีกหนึ่งเท่า • "ต้องเสียเบี้ยปรับอีกสองเท่าของจำนวนภาษีตามใบกำกับภาษี" ผิด: มาตรา 89 (2) กำหนดฐานเบี้ยปรับเป็นเงินภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่งในเดือนภาษี ไม่ใช่จำนวนภาษีตามใบกำกับภาษี อ้างอิงตัวบท มาตรา 89: “(2) มิได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีหรือแบบนำส่งภาษีภายในกำหนดเวลาให้เสียเบี้ยปรับอีกสองเท่าของเงินภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่งในเดือนภาษี”
มาตรา 89: “(2) มิได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีหรือแบบนำส่งภาษีภายในกำหนดเวลาให้เสียเบี้ยปรับอีกสองเท่าของเงินภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่งในเดือนภาษี”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อใดอธิบายผลของมาตรา 88/2 ในกรณีตามมาตรา 88 (3) (4) หรือ (5) ได้ถูกต้อง
- ก. เจ้าพนักงานประเมินต้องปฏิบัติตาม (1) ถึง (4) ให้ครบก่อนประเมินภาษี
- ข. เจ้าพนักงานประเมินอาจประเมินภาษีตามที่รู้เห็นหรือพิจารณาว่าถูกต้อง โดยไม่จำต้องปฏิบัติตาม (1) ถึง (4) ✓
- ค. เจ้าพนักงานประเมินทำได้เฉพาะแก้ไขมูลค่าของสินค้าที่ซื้อหรือค่าบริการเท่านั้น
- ง. เจ้าพนักงานประเมินไม่อาจประเมินภาษีตามที่รู้เห็นหรือพิจารณาว่าถูกต้อง
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เจ้าพนักงานประเมินอาจประเมินภาษีตามที่รู้เห็นหรือพิจารณาว่าถูกต้อง โดยไม่จำต้องปฏิบัติตาม (1) ถึง (4)" มาตรา 88/2 (6) หมายความว่า เมื่อมีกรณีตามมาตรา 88 (3) (4) หรือ (5) เจ้าพนักงานประเมินอาจประเมินภาษีตามที่รู้เห็นหรือพิจารณาว่าถูกต้องได้ โดยไม่จำต้องดำเนินการตามมาตรา 88/2 (1) ถึง (4) ก่อน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เจ้าพนักงานประเมินทำได้เฉพาะแก้ไขมูลค่าของสินค้าที่ซื้อหรือค่าบริการเท่านั้น" ผิด: มาตรา 88/2 (6) ให้อำนาจประเมินภาษีตามที่รู้เห็นหรือพิจารณาว่าถูกต้องด้วย มิได้จำกัดเฉพาะอำนาจตาม (5) • "เจ้าพนักงานประเมินต้องปฏิบัติตาม (1) ถึง (4) ให้ครบก่อนประเมินภาษี" ผิด: มาตรา 88/2 (6) ระบุว่าเจ้าพนักงานประเมินประเมินภาษีได้โดยไม่จำต้องปฏิบัติตาม (1) ถึง (4) • "เจ้าพนักงานประเมินไม่อาจประเมินภาษีตามที่รู้เห็นหรือพิจารณาว่าถูกต้อง" ผิด: มาตรา 88/2 (6) ให้อำนาจประเมินภาษีตามที่รู้เห็นหรือพิจารณาว่าถูกต้อง มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 88 (3): “(3) ผู้มีหน้าที่เสียภาษีไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกของเจ้าพนักงานประเมินหรือไม่ยอมตอบคำถามของเจ้าพนักงานประเมินโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร” • มาตรา 88 (4): “(4) ผู้ประกอบการไม่สามารถแสดงใบกำกับภาษีในกรณีภาษีซื้อ หรือสำเนาใบกำกับภาษีในกรณีภาษีขาย พร้อมทั้งหลักฐานอื่นเพื่อการคำนวณภาษีหรือการเครดิตภาษี” อ้างอิงตัวบท มาตรา 88/2: “(6) ประเมินภาษีตามที่รู้เห็นหรือพิจารณาว่าถูกต้อง เมื่อมีกรณีตามมาตรา 88 (3) (4) หรือ (5)” มาตรา 88/2: “โดยไม่จำต้องปฏิบัติตาม (1) ถึง (4) ก็ได้”
มาตรา 88/2: “(6) ประเมินภาษีตามที่รู้เห็นหรือพิจารณาว่าถูกต้อง เมื่อมีกรณีตามมาตรา 88 (3) (4) หรือ (5)”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ผู้กระทำความผิดตามมาตรา 36 แห่งประมวลรัษฎากร ต้องระวางโทษอย่างไร
- ก. จำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ✓
- ข. จำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- ค. จำคุกไม่เกินสองเดือน หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- ง. จำคุกไม่เกินสองเดือน หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "จำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" มาตรา 36 กำหนดให้ผู้กระทำความผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "จำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ผิด: มาตรา 36 กำหนดโทษปรับไม่เกินสองพันบาท มิใช่สี่พันบาท • "จำคุกไม่เกินสองเดือน หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ผิด: มาตรา 36 กำหนดโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน มิใช่สองเดือน • "จำคุกไม่เกินสองเดือน หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ผิด: มาตรา 36 กำหนดโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินสองพันบาท อ้างอิงตัวบท มาตรา 36: “ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน” มาตรา 36: “หรือปรับไม่เกินสองพันบาท” มาตรา 36: “หรือทั้งจำทั้งปรับ”
มาตรา 36: “ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามมาตรา 52 ทวิ ผู้มีเงินได้พึงประเมินประเภทที่ไม่ต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย ต้องมีเงินได้พึงประเมินตั้งแต่เท่าใดขึ้นไป จึงจะนำภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 ไปชำระก่อนถึงกำหนดเวลายื่นรายการได้
- ก. ตั้งแต่ 50,000 บาทขึ้นไป
- ข. ตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป ✓
- ค. ตั้งแต่ 5,000 บาทขึ้นไป
- ง. ตั้งแต่ 20,000 บาทขึ้นไป
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป" มาตรา 52 ทวิ กำหนดว่า ผู้มีเงินได้พึงประเมินประเภทที่ไม่ต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย หากมีเงินได้พึงประเมินตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป จะนำภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 ไปชำระก่อนถึงกำหนดเวลายื่นรายการก็ได้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ตั้งแต่ 20,000 บาทขึ้นไป" ผิด: มาตรา 52 ทวิ ระบุจำนวนเงินขั้นต่ำไว้ที่ 10,000 บาท ไม่ใช่ 20,000 บาท • "ตั้งแต่ 5,000 บาทขึ้นไป" ผิด: มาตรา 52 ทวิ กำหนดว่า “ตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป” ไม่ใช่ 5,000 บาท • "ตั้งแต่ 50,000 บาทขึ้นไป" ผิด: ข้อความในมาตรา 52 ทวิ กำหนดเกณฑ์ไว้ที่ 10,000 บาทขึ้นไป ไม่ใช่ 50,000 บาท มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 48: “มาตรา 48 เงินได้พึงประเมินต้องเสียภาษีเงินได้ดังต่อไปนี้ (1) เงินได้พึงประเมินเมื่อได้หักตามมาตรา 42 ทวิ ถึงมาตรา 47 หรือมาตรา 57 เบญจ แล้ว เหลือเท่าใดเป็นเงินได้สุทธิ ต้องเสียภาษีในอัตราที่กำหนดในบัญชีอัตราภาษีเงินได้ท้ายหมวดนี้ (2) สำหรับผู้มีเงินได้พึงประเมินตั้งแต่ 120,000 บาทขึ้นไป การคำนวณภาษีตาม (1) ให้เสียไม่น้อยกว่าร้อยละ 0.5 ของยอดเงินได้พึงประเมิน (…” อ้างอิงตัวบท มาตรา 52 ทวิ: “ถ้ามีเงินได้พึงประเมินตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป”
มาตรา 52 ทวิ: “ถ้ามีเงินได้พึงประเมินตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อใดอธิบายผลของมาตรา 41 ทวิ กรณีโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์โดยไม่มีค่าตอบแทนได้ถูกต้อง
- ก. ให้ถือว่าผู้โอนเป็นผู้มีเงินได้ แต่ไม่ต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้
- ข. ให้ถือว่าผู้โอนไม่เป็นผู้มีเงินได้และไม่ต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้
- ค. ให้ถือว่าผู้โอนเป็นผู้มีเงินได้และต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ ✓
- ง. ให้ถือว่าผู้รับโอนแทนผู้โอนเป็นผู้มีเงินได้และต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ให้ถือว่าผู้โอนเป็นผู้มีเงินได้และต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้" มาตรา 41 ทวิ กำหนดว่า เมื่อมีการโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์โดยไม่มีค่าตอบแทน ให้ถือว่าผู้โอนเป็นผู้มีเงินได้และต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ให้ถือว่าผู้โอนไม่เป็นผู้มีเงินได้และไม่ต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้" ผิด: มาตรา 41 ทวิ ระบุว่า “ให้ถือว่าผู้โอนเป็นผู้มีเงินได้และต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้” • "ให้ถือว่าผู้โอนเป็นผู้มีเงินได้ แต่ไม่ต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้" ผิด: มาตรา 41 ทวิ ระบุชัดว่าผู้โอน “ต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้” • "ให้ถือว่าผู้รับโอนแทนผู้โอนเป็นผู้มีเงินได้และต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้" ผิด: มาตรา 41 ทวิ กำหนดให้ถือว่า “ผู้โอน” เป็นผู้มีเงินได้ มิใช่ผู้รับโอนแทนผู้โอน อ้างอิงตัวบท มาตรา 41 ทวิ: “ให้ถือว่าผู้โอนเป็นผู้มีเงินได้” มาตรา 41 ทวิ: “และต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้”
มาตรา 41 ทวิ: “ให้ถือว่าผู้โอนเป็นผู้มีเงินได้”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อใดอธิบายผลของมาตรา 110 เกี่ยวกับคู่ฉบับหรือคู่ฉีกได้ถูกต้อง
- ก. การแสดงว่าต้นฉบับปิดแสตมป์บริบูรณ์ต้องนำทั้งตราสารต้นฉบับและพยานหลักฐานมาแสดงประกอบกัน
- ข. แม้แสดงต้นฉบับหรือพยานหลักฐานจนพอใจว่าต้นฉบับปิดแสตมป์บริบูรณ์แล้ว ก็ยังต้องปิดแสตมป์ครบอากรสำหรับต้นฉบับอีก
- ค. เมื่อคู่ฉบับหรือคู่ฉีกปิดแสตมป์ตามอัตราของตนแล้ว ให้ถือว่าปิดแสตมป์บริบูรณ์แม้ไม่แสดงต้นฉบับหรือพยานหลักฐาน
- ง. หากไม่แสดงต้นฉบับหรือพยานหลักฐานให้พอใจว่าต้นฉบับปิดแสตมป์บริบูรณ์ จะยังไม่ถือว่าคู่ฉบับหรือคู่ฉีกปิดแสตมป์บริบูรณ์จนกว่าจะปิดแสตมป์ครบอากรสำหรับต้นฉบับและขีดฆ่า ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "หากไม่แสดงต้นฉบับหรือพยานหลักฐานให้พอใจว่าต้นฉบับปิดแสตมป์บริบูรณ์ จะยังไม่ถือว่าคู่ฉบับหรือคู่ฉีกปิดแสตมป์บริบูรณ์จนกว่าจะปิดแสตมป์ครบอากรสำหรับต้นฉบับและขีดฆ่า" มาตรา 110 หมายความว่า แม้คู่ฉบับหรือคู่ฉีกจะปิดแสตมป์ตามอัตราแล้ว หากไม่แสดงต้นฉบับหรือพยานหลักฐานให้พอใจว่าต้นฉบับปิดแสตมป์บริบูรณ์ ก็ยังไม่ถือว่าปิดแสตมป์บริบูรณ์จนกว่าจะเสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรสำหรับต้นฉบับและขีดฆ่าแล้ว ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เมื่อคู่ฉบับหรือคู่ฉีกปิดแสตมป์ตามอัตราของตนแล้ว ให้ถือว่าปิดแสตมป์บริบูรณ์แม้ไม่แสดงต้นฉบับหรือพยานหลักฐาน" ผิด: มาตรา 110 ระบุว่า หากมิได้นำต้นฉบับหรือพยานหลักฐานมาแสดงให้พอใจว่าต้นฉบับปิดแสตมป์บริบูรณ์ มิให้ถือว่าคู่ฉบับหรือคู่ฉีกปิดแสตมป์บริบูรณ์ • "แม้แสดงต้นฉบับหรือพยานหลักฐานจนพอใจว่าต้นฉบับปิดแสตมป์บริบูรณ์แล้ว ก็ยังต้องปิดแสตมป์ครบอากรสำหรับต้นฉบับอีก" ผิด: มาตรา 110 กำหนดผลให้ต้องปิดแสตมป์ครบอากรสำหรับต้นฉบับเมื่อมิได้นำต้นฉบับหรือพยานหลักฐานมาแสดงให้เป็นที่พอใจ • "การแสดงว่าต้นฉบับปิดแสตมป์บริบูรณ์ต้องนำทั้งตราสารต้นฉบับและพยานหลักฐานมาแสดงประกอบกัน" ผิด: มาตรา 110 ใช้คำว่า “ตราสารต้นฉบับหรือพยานหลักฐาน” จึงมิได้กำหนดให้ต้องนำทั้งสองอย่างมาแสดงประกอบกัน อ้างอิงตัวบท มาตรา 110: “ถ้ามิได้นำตราสารต้นฉบับหรือพยานหลักฐานมาแสดงให้เป็นที่พอใจว่าตราสารต้นฉบับนั้นได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์แล้ว” มาตรา 110: “มิให้ถือว่าคู่ฉบับหรือคู่ฉีกนั้นได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์” มาตรา 110: “มิให้ถือว่าคู่ฉบับหรือคู่ฉีกนั้นได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ จนกว่าจะได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรสำหรับตราสารต้นฉบับ” มาตรา 110: “จนกว่าจะได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรสำหรับตราสารต้นฉบับและขีดฆ่าแล้ว”
มาตรา 110: “ถ้ามิได้นำตราสารต้นฉบับหรือพยานหลักฐานมาแสดงให้เป็นที่พอใจว่าตราสารต้นฉบับนั้นได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์แล้ว”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตราสารที่ต้องเสียอากรฉบับหนึ่งทำขึ้นนอกสยาม วันนี้นาย ก. เป็นผู้ทรงตราสารคนแรกในสยามและได้รับตราสารนั้น นาย ก. ต้องปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าภายในกำหนดใด
- ก. ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับตราสารนั้น ✓
- ข. ก่อนยื่นตราสารเพื่อให้จ่ายเงิน โดยไม่ต้องนับจากวันที่ได้รับตราสาร
- ค. ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับตราสารนั้น
- ง. ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ตราสารได้ทำขึ้นนอกสยาม
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับตราสารนั้น" ตราสารที่ต้องเสียอากรและทำขึ้นนอกสยาม → “ถ้าตราสารที่ต้องเสียอากรได้ทำขึ้นนอกสยาม”; นาย ก. เป็นผู้ทรงตราสารคนแรกในสยาม → “ผู้ทรงตราสารคนแรกในสยาม”; นาย ก. ได้รับตราสารวันนี้ → “ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับตราสารนั้น” ดังนั้นต้องปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับตราสาร ตามมาตรา 111 แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ก่อนยื่นตราสารเพื่อให้จ่ายเงิน โดยไม่ต้องนับจากวันที่ได้รับตราสาร" ผิด: กรณีผู้ทรงตราสารคนแรกในสยาม แหล่งที่มากำหนดให้ปิดแสตมป์และขีดฆ่า “ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับตราสารนั้น” ส่วนการปิดแสตมป์ก่อนยื่นตราสารใช้เมื่อมิได้ปฏิบัติตามความในวรรคก่อน • "ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับตราสารนั้น" ผิด: แหล่งที่มากำหนดว่า “ภายใน 30 วัน” ไม่ใช่ 15 วัน • "ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ตราสารได้ทำขึ้นนอกสยาม" ผิด: แหล่งที่มากำหนดให้เริ่มนับ “นับแต่วันที่ได้รับตราสารนั้น” ไม่ใช่วันที่ทำตราสาร อ้างอิงตัวบท มาตรา 111: “ให้เป็นหน้าที่ของผู้ทรงตราสารคนแรกในสยามต้องเสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับตราสารนั้น”
มาตรา 111: “ให้เป็นหน้าที่ของผู้ทรงตราสารคนแรกในสยามต้องเสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับตราสารนั้น”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามมาตรา 88/4 เจ้าพนักงานประเมินจะต้องให้เวลาล่วงหน้าแก่บุคคลที่ได้รับหมายเรียกหรือคำสั่งไม่น้อยกว่าเท่าใด
- ก. ไม่น้อยกว่าสิบวันนับแต่วันได้รับหมายเรียกหรือได้รับคำสั่ง
- ข. ไม่น้อยกว่าสามวันนับแต่วันได้รับหมายเรียกหรือได้รับคำสั่ง
- ค. ไม่น้อยกว่าสิบห้าวันนับแต่วันได้รับหมายเรียกหรือได้รับคำสั่ง
- ง. ไม่น้อยกว่าเจ็ดวันนับแต่วันได้รับหมายเรียกหรือได้รับคำสั่ง ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ไม่น้อยกว่าเจ็ดวันนับแต่วันได้รับหมายเรียกหรือได้รับคำสั่ง" มาตรา 88/4 กำหนดให้เจ้าพนักงานประเมินต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวันนับแต่วันได้รับหมายเรียกหรือได้รับคำสั่ง ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ไม่น้อยกว่าสามวันนับแต่วันได้รับหมายเรียกหรือได้รับคำสั่ง" ผิด: มาตรา 88/4 กำหนดว่า “ไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน” ไม่ใช่สามวัน • "ไม่น้อยกว่าสิบวันนับแต่วันได้รับหมายเรียกหรือได้รับคำสั่ง" ผิด: มาตรา 88/4 กำหนดว่า “ไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน” ไม่ใช่สิบวัน • "ไม่น้อยกว่าสิบห้าวันนับแต่วันได้รับหมายเรียกหรือได้รับคำสั่ง" ผิด: มาตรา 88/4 กำหนดว่า “ไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน” ไม่ใช่สิบห้าวัน อ้างอิงตัวบท มาตรา 88/4: “จะต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวันนับแต่วันได้รับหมายเรียก” มาตรา 88/4: “นับแต่วันได้รับหมายเรียก หรือได้รับคำสั่ง”
มาตรา 88/4: “จะต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวันนับแต่วันได้รับหมายเรียก”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามมาตรา 82/10 ผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องนำภาษีขายที่คำนวณจากมูลค่าของสินค้าหรือบริการที่ลดลงมาหักออกจากภาษีขายของตนในเดือนภาษีใด
- ก. เดือนภาษีถัดจากเดือนที่ออกใบลดหนี้
- ข. เดือนภาษีที่ได้รับใบลดหนี้
- ค. เดือนภาษีที่ได้ออกใบลดหนี้ ✓
- ง. เดือนภาษีที่ขายสินค้าหรือให้บริการ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เดือนภาษีที่ได้ออกใบลดหนี้" มาตรา 82/10 กำหนดให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนนำภาษีขายที่คำนวณจากมูลค่าของสินค้าหรือบริการที่ลดลงมาหักออกจากภาษีขายของตนในเดือนภาษีที่ได้ออกใบลดหนี้ตามมาตรา 86/10 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เดือนภาษีที่ขายสินค้าหรือให้บริการ" ผิด: มาตรา 82/10 กำหนดเดือนภาษีที่ได้ออกใบลดหนี้เป็นเดือนสำหรับหักภาษีขายที่ลดลง • "เดือนภาษีถัดจากเดือนที่ออกใบลดหนี้" ผิด: มาตรา 82/10 ระบุว่าให้หักในเดือนภาษีที่ได้ออกใบลดหนี้ มิใช่เดือนภาษีถัดไป • "เดือนภาษีที่ได้รับใบลดหนี้" ผิด: มาตรา 82/10 กำหนดให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนหักภาษีขายในเดือนภาษีที่ได้ออกใบลดหนี้ ส่วนเดือนที่ได้รับใบลดหนี้ใช้กับการหักออกจากภาษีซื้อของผู้ได้รับใบลดหนี้ มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 86/10: “มาตรา 86/10 ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ได้ขายสินค้าหรือให้บริการไปแล้ว แต่ต้องคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มใหม่เนื่องจากมูลค่าของสินค้าหรือบริการมีจำนวนลดลงเพราะเหตุการณ์ตามที่ระบุไว้ในมาตรา 82/10 ออกใบลดหนี้ให้กับผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการในเดือนภาษีที่เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นไม่สามารถออกใบลดหนี้ได้ทันในเดือนภาษีที่มีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นก็ให้ออกใบลดหนี้ให้กับผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการในเดือนภาษีถัดจากเดือนที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้น” อ้างอิงตัวบท มาตรา 82/10: “ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนดังกล่าวนำภาษีขายที่คำนวณจากมูลค่าของสินค้าหรือบริการที่ลดลงนั้นมาหักออกจากภาษีขายของตนในเดือนภาษีที่ได้ออกใบลดหนี้ตามมาตรา 86/10”
มาตรา 82/10: “ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนดังกล่าวนำภาษีขายที่คำนวณจากมูลค่าของสินค้าหรือบริการที่ลดลงนั้นมาหักออกจากภาษีขายของตนในเดือนภาษีที่ได้ออกใบลดหนี้ตามมาตรา 86/10”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
บริษัท ค. จำกัดเป็นผู้ประกอบการ และกรณีนี้ไม่อยู่ภายใต้บทบัญญัติที่ให้ใช้บังคับก่อน ในเดือนภาษีหนึ่งบริษัทมีภาษีขาย 50,000 บาท และภาษีซื้อ 80,000 บาท โดยได้นำภาษีซื้อดังกล่าวมาหักในการคำนวณภาษีของเดือนนั้นแล้ว ตามประมวลรัษฎากร ผลเป็นอย่างไร
- ก. ให้บริษัทชำระภาษีเท่ากับส่วนต่าง และไม่มีเครดิตภาษีสำหรับเดือนภาษีนั้น
- ข. ให้เป็นเครดิตภาษี และบริษัทมีสิทธิได้รับคืนภาษีหรือนำไปชำระภาษีมูลค่าเพิ่มได้ตามส่วน 8 ✓
- ค. ให้เป็นเครดิตภาษี แต่บริษัทมีสิทธิได้รับคืนภาษีเท่านั้น โดยนำไปชำระภาษีมูลค่าเพิ่มไม่ได้
- ง. ให้บริษัทนำภาษีซื้อไปหักในเดือนภาษีหลังจากนั้นได้ ภายในสามปีนับจากวันที่ออกใบกำกับภาษี
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ให้เป็นเครดิตภาษี และบริษัทมีสิทธิได้รับคืนภาษีหรือนำไปชำระภาษีมูลค่าเพิ่มได้ตามส่วน 8" ข้อเท็จจริงแต่ละส่วนเชื่อมกับองค์ประกอบดังนี้: กรณีไม่อยู่ภายใต้บทบัญญัติที่ให้ใช้บังคับก่อน → “ภายใต้บังคับมาตรา 82/7 มาตรา 82/8 และมาตรา 82/16”; บริษัทเป็นผู้ประกอบการ → “ผู้ประกอบการ”; การคำนวณในเดือนภาษีหนึ่ง → “คำนวณจากภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อในแต่ละเดือนภาษี”; ภาษีซื้อ 80,000 บาทมากกว่าภาษีขาย 50,000 บาท → “หากภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย”; และการนำภาษีซื้อมาหักแล้วทำให้เงื่อนไข ซึ่งกำหนดว่า “ภาษีซื้อที่มิได้นำไปหัก” ไม่ใช้บังคับ ดังนั้น ผล คือให้เป็นเครดิตภาษี และบริษัทมีสิทธิได้รับคืนภาษีหรือนำไปชำระภาษีมูลค่าเพิ่มได้ตามส่วน 8 ตามมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ให้บริษัทชำระภาษีเท่ากับส่วนต่าง และไม่มีเครดิตภาษีสำหรับเดือนภาษีนั้น" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ชำระภาษีเท่ากับส่วนต่างเมื่อภาษีขายมากกว่าภาษีซื้อ แต่กรณีนี้ภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย • "ให้เป็นเครดิตภาษี แต่บริษัทมีสิทธิได้รับคืนภาษีเท่านั้น โดยนำไปชำระภาษีมูลค่าเพิ่มไม่ได้" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าผู้ประกอบการมีสิทธิได้รับคืนภาษีหรือนำเครดิตไปชำระภาษีมูลค่าเพิ่มได้ตามส่วน 8 • "ให้บริษัทนำภาษีซื้อไปหักในเดือนภาษีหลังจากนั้นได้ ภายในสามปีนับจากวันที่ออกใบกำกับภาษี" ผิด: การนำภาษีซื้อไปหักในเดือนภาษีหลังจากนั้นใช้กับภาษีซื้อที่มิได้นำไปหักในเดือนภาษีเพราะมีเหตุจำเป็นตามที่อธิบดีกำหนด แต่โจทย์ระบุว่าได้นำมาหักแล้ว มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 82/7: “มาตรา 82/7 ในการขายยาสูบตามประเภทและชนิดที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรีตามมาตรา 79/5 ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ซื้อ โดยให้คำนวณจากฐานภาษีตามมาตรา 79/5 (2) ของส่วน 3 และอัตราภาษีตามส่วน 4 สำหรับการขายทุกทอด” • มาตรา 82/8: “มาตรา 82/8 ในการขายน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันตามมาตรา 79/6 ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ซื้อ โดยให้คำนวณจากฐานภาษีตามมาตรา 79/6 (2) (ก) หรือ (ข) ของส่วน 3 และอัตราภาษีตามส่วน 4 สำหรับการขายทุกทอด” • มาตรา 82/16: “มาตรา 82/16 เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการ ซึ่งประกอบกิจการเฉพาะการขายสินค้าหรือการให้บริการในราชอาณาจักร และกิจการดังกล่าวมีมูลค่าของฐานภาษีเกินกว่ามูลค่าของฐานภาษีของกิจการขนาดย่อมตามมาตรา 81/1 แต่ไม่เกินกว่ามูลค่าของฐานภาษีซึ่งได้คำนวณตามหลักเกณฑ์ตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา ให้ผู้ประกอบการดังกล่าวเสียภาษีมูลค่าเพิ่มโดยคำนวณจากฐานภาษีในเดือนภาษีตามอัตราภาษีที่กำหนดไว้ในมาตรา 80/2” อ้างอิงตัวบท มาตรา 82/3: “หากภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย ให้เป็นเครดิตภาษี” มาตรา 82/3: “และให้ผู้ประกอบการนั้นมีสิทธิได้รับคืนภาษี” มาตรา 82/3: “หรือนำไปชำระภาษีมูลค่าเพิ่มได้ตามส่วน 8”
มาตรา 82/3: “หากภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย ให้เป็นเครดิตภาษี”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
บริษัท ค. จำกัดเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ประกอบกิจการขายสินค้า และได้สินค้ามาเพื่อใช้ในกิจการ โดยไม่ปรากฏว่าเป็นกรณีจำเป็นที่อธิบดีกำหนดเป็นอย่างอื่น บริษัทต้องลงรายการในรายงานสินค้าและวัตถุดิบภายในระยะเวลาใด และนับแต่เมื่อใด ตามประมวลรัษฎากร
- ก. ภายในสามวันทำการนับแต่วันที่ได้มาซึ่งสินค้านั้น ✓
- ข. ไม่มีกำหนดระยะเวลาแน่นอน โดยลงตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีกำหนด
- ค. ภายในเจ็ดวันทำการนับแต่วันที่ได้มาซึ่งสินค้านั้น
- ง. ภายในสามวันทำการนับแต่วันสิ้นเดือนที่ได้มาซึ่งสินค้านั้น
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ภายในสามวันทำการนับแต่วันที่ได้มาซึ่งสินค้านั้น" ข้อเท็จจริงว่าเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน → “ผู้ประกอบการจดทะเบียน”; ประกอบกิจการขายสินค้า → “เฉพาะผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ประกอบกิจการขายสินค้า”; ได้สินค้ามา → “นับแต่วันที่ได้มาหรือจำหน่ายออกไปซึ่งสินค้าหรือบริการนั้น”; และไม่เป็นกรณีจำเป็น → “เว้นแต่ในกรณีจำเป็น” จึงไม่ใช้ข้อยกเว้นดังกล่าว บริษัทต้องลงรายการภายในสามวันทำการนับแต่วันที่ได้มาซึ่งสินค้านั้น ตามมาตรา 87 แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ภายในเจ็ดวันทำการนับแต่วันที่ได้มาซึ่งสินค้านั้น" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ลงรายการ “ภายในสามวันทำการ” ไม่ใช่เจ็ดวันทำการ • "ภายในสามวันทำการนับแต่วันสิ้นเดือนที่ได้มาซึ่งสินค้านั้น" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้เริ่มนับ “แต่วันที่ได้มาหรือจำหน่ายออกไปซึ่งสินค้าหรือบริการนั้น” ไม่ใช่วันสิ้นเดือน • "ไม่มีกำหนดระยะเวลาแน่นอน โดยลงตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีกำหนด" ผิด: แม้วิธีลงรายการให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด แต่แหล่งข้อมูลยังกำหนดให้ลงรายการภายในสามวันทำการ และกรณีนี้ไม่เข้าเงื่อนไขยกเว้นกรณีจำเป็น อ้างอิงตัวบท มาตรา 87: “การลงรายการให้ลงภายในสามวันทำการนับแต่วันที่ได้มาหรือจำหน่ายออกไปซึ่งสินค้าหรือบริการนั้น ทั้งนี้ เว้นแต่ในกรณีจำเป็น อธิบดีจะกำหนดเป็นอย่างอื่นตามที่เห็นสมควรก็ได้”
มาตรา 87: “การลงรายการให้ลงภายในสามวันทำการนับแต่วันที่ได้มาหรือจำหน่ายออกไปซึ่งสินค้าหรือบริการนั้น ทั้งนี้ เว้นแต่ในกรณีจำเป็น อธิบดีจะกำหนดเป็นอย่างอื่นตามที่เห็นสมควรก็ได้”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
บริษัท เอ จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ มีบริษัท ค. จำกัดเป็นผู้ทำการติดต่อในการประกอบกิจการในประเทศไทย และการติดต่อนั้นเป็นเหตุให้บริษัท เอได้รับเงินได้ในประเทศไทย ตามประมวลรัษฎากร ข้อใดถูกต้องเกี่ยวกับหน้าที่ของบริษัท ค. จำกัด
- ก. บริษัท ค. จำกัดมีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการ แต่ไม่มีหน้าที่เสียภาษีเกี่ยวกับเงินได้ดังกล่าว
- ข. บริษัท ค. จำกัดไม่มีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษี เพราะเป็นนิติบุคคล
- ค. บริษัท ค. จำกัดมีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีเฉพาะที่เกี่ยวกับเงินได้ดังกล่าว ✓
- ง. บริษัท ค. จำกัดมีหน้าที่และความรับผิดในการเสียภาษี แต่ไม่มีหน้าที่ยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้ดังกล่าว
Explanation: คำตอบที่ถูก: "บริษัท ค. จำกัดมีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีเฉพาะที่เกี่ยวกับเงินได้ดังกล่าว" บริษัท เอจัดตั้งตามกฎหมายต่างประเทศ → “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ”; บริษัท ค. จำกัดเป็นผู้ทำการติดต่อในการประกอบกิจการในประเทศไทย → “ผู้ทำการติดต่อในการประกอบกิจการในประเทศไทย” และ “บุคคลผู้เป็น...ผู้ทำการติดต่อเช่นว่านั้น”; บริษัท ค. จำกัดเป็นนิติบุคคล → “ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล”; การติดต่อนั้นทำให้บริษัท เอได้รับเงินได้ในประเทศไทย → “ซึ่งเป็นเหตุให้ได้รับเงินได้หรือผลกำไรในประเทศไทย” จึงเกิดผล คือบริษัท ค. จำกัดมีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีเฉพาะที่เกี่ยวกับเงินได้นั้น ตามมาตรา 76 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "บริษัท ค. จำกัดไม่มีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษี เพราะเป็นนิติบุคคล" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าผู้ทำการติดต่อมีหน้าที่ดังกล่าว “ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล” • "บริษัท ค. จำกัดมีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการ แต่ไม่มีหน้าที่เสียภาษีเกี่ยวกับเงินได้ดังกล่าว" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้บุคคลนั้นมีหน้าที่และความรับผิดทั้ง “ในการยื่นรายการและเสียภาษี” • "บริษัท ค. จำกัดมีหน้าที่และความรับผิดในการเสียภาษี แต่ไม่มีหน้าที่ยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้ดังกล่าว" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้บุคคลนั้นมีหน้าที่และความรับผิดทั้ง “ในการยื่นรายการและเสียภาษี” อ้างอิงตัวบท มาตรา 76 ทวิ: “และให้บุคคลนั้นมีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้เฉพาะที่เกี่ยวกับเงินได้หรือผลกำไรที่กล่าวแล้ว” มาตรา 76 ทวิ: “เฉพาะที่เกี่ยวกับเงินได้หรือผลกำไรที่กล่าวแล้ว”
มาตรา 76 ทวิ: “และให้บุคคลนั้นมีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้เฉพาะที่เกี่ยวกับเงินได้หรือผลกำไรที่กล่าวแล้ว”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อใดอธิบายอำนาจเปิดเผยรายละเอียดของอธิบดีตามมาตรา 10 ทวิ ได้ถูกต้อง
- ก. แม้เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากร อธิบดีก็ไม่มีอำนาจเปิดเผยชื่อผู้เสียภาษีอากรและจำนวนภาษีอากรที่เสีย
- ข. เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากร อธิบดีมีอำนาจเปิดเผยชื่อผู้เสียภาษีอากรและจำนวนภาษีอากรที่เสีย ตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนด ✓
- ค. เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากร อธิบดีเปิดเผยชื่อผู้ประกอบการจดทะเบียนได้ แต่เปิดเผยฐานภาษีมูลค่าเพิ่มไม่ได้
- ง. เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากร อธิบดีเปิดเผยชื่อผู้สอบบัญชีได้ แต่เปิดเผยพฤติการณ์ของผู้สอบบัญชีไม่ได้
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากร อธิบดีมีอำนาจเปิดเผยชื่อผู้เสียภาษีอากรและจำนวนภาษีอากรที่เสีย ตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนด" มาตรา 10 ทวิ ให้อธิบดีมีอำนาจเปิดเผยชื่อผู้เสียภาษีอากรและจำนวนภาษีอากรที่เสียเพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากร ทั้งนี้ ตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนด ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากร อธิบดีเปิดเผยชื่อผู้ประกอบการจดทะเบียนได้ แต่เปิดเผยฐานภาษีมูลค่าเพิ่มไม่ได้" ผิด: มาตรา 10 ทวิ (1) ระบุให้อธิบดีมีอำนาจเปิดเผยฐานภาษีมูลค่าเพิ่มของผู้ประกอบการจดทะเบียนด้วย • "เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากร อธิบดีเปิดเผยชื่อผู้สอบบัญชีได้ แต่เปิดเผยพฤติการณ์ของผู้สอบบัญชีไม่ได้" ผิด: มาตรา 10 ทวิ (3) ระบุให้เปิดเผยได้ทั้งชื่อผู้สอบบัญชีและพฤติการณ์เกี่ยวกับการตรวจสอบและรับรองบัญชีตามมาตรา 3 สัตต • "แม้เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากร อธิบดีก็ไม่มีอำนาจเปิดเผยชื่อผู้เสียภาษีอากรและจำนวนภาษีอากรที่เสีย" ผิด: มาตรา 10 ทวิ (2) ระบุให้อธิบดีมีอำนาจเปิดเผยชื่อผู้เสียภาษีอากรและจำนวนภาษีอากรที่เสีย มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 3 สัตต: “มาตรา 3 สัตต เพื่อประโยชน์แห่งการจัดเก็บภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร การตรวจสอบและรับรองบัญชีจะกระทำได้ก็แต่โดยบุคคลที่ได้รับใบอนุญาตจากอธิบดี” อ้างอิงตัวบท มาตรา 10 ทวิ: “เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากร อธิบดีมีอำนาจเปิดเผยรายละเอียดดังต่อไปนี้” มาตรา 10 ทวิ: “(2) ชื่อผู้เสียภาษีอากร” มาตรา 10 ทวิ: “(2) ชื่อผู้เสียภาษีอากรและจำนวนภาษีอากรที่เสีย” มาตรา 10 ทวิ: “ทั้งนี้ ตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนด”
มาตรา 10 ทวิ: “เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากร อธิบดีมีอำนาจเปิดเผยรายละเอียดดังต่อไปนี้”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อใดอธิบายอำนาจในการออกหมายเรียกเพื่อวินิจฉัยอุทธรณ์และระยะเวลาแจ้งล่วงหน้าตามมาตรา 32 ได้ถูกต้อง
- ก. ออกหมายเรียกผู้อุทธรณ์มาไต่สวนได้ แต่ไม่มีอำนาจออกหมายเรียกพยาน โดยต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสิบห้าวันนับแต่วันส่งหมาย
- ข. ออกหมายเรียกผู้อุทธรณ์มาไต่สวนหรือพยานได้ และสั่งให้นำสมุดบัญชีหรือพยานหลักฐานมาแสดงได้ โดยต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสิบวันนับแต่วันส่งหมาย
- ค. ออกหมายเรียกผู้อุทธรณ์มาไต่สวนหรือพยานได้ แต่สั่งให้นำสมุดบัญชีหรือพยานหลักฐานมาแสดงไม่ได้ โดยต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสิบห้าวันนับแต่วันส่งหมาย
- ง. ออกหมายเรียกผู้อุทธรณ์มาไต่สวนหรือพยานได้ และสั่งให้นำสมุดบัญชีหรือพยานหลักฐานมาแสดงได้ โดยต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสิบห้าวันนับแต่วันส่งหมาย ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ออกหมายเรียกผู้อุทธรณ์มาไต่สวนหรือพยานได้ และสั่งให้นำสมุดบัญชีหรือพยานหลักฐานมาแสดงได้ โดยต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสิบห้าวันนับแต่วันส่งหมาย" มาตรา 32 ให้อำนาจออกหมายเรียกผู้อุทธรณ์มาไต่สวน ออกหมายเรียกพยาน และสั่งให้นำสมุดบัญชีหรือพยานหลักฐานอันควรแก่เรื่องมาแสดง โดยต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสิบห้าวันนับแต่วันส่งหมาย ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ออกหมายเรียกผู้อุทธรณ์มาไต่สวนหรือพยานได้ แต่สั่งให้นำสมุดบัญชีหรือพยานหลักฐานมาแสดงไม่ได้ โดยต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสิบห้าวันนับแต่วันส่งหมาย" ผิด: มาตรา 32 ให้อำนาจสั่งให้ผู้อุทธรณ์หรือพยานนำ “สมุดบัญชี หรือพยานหลักฐานอย่างอื่นอันควรแก่เรื่องมาแสดงได้” • "ออกหมายเรียกผู้อุทธรณ์มาไต่สวนได้ แต่ไม่มีอำนาจออกหมายเรียกพยาน โดยต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสิบห้าวันนับแต่วันส่งหมาย" ผิด: มาตรา 32 ระบุว่ามีอำนาจ “ออกหมายเรียกพยาน” ด้วย • "ออกหมายเรียกผู้อุทธรณ์มาไต่สวนหรือพยานได้ และสั่งให้นำสมุดบัญชีหรือพยานหลักฐานมาแสดงได้ โดยต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสิบวันนับแต่วันส่งหมาย" ผิด: มาตรา 32 กำหนดว่า “ต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสิบห้าวันนับแต่วันส่งหมาย” ไม่ใช่สิบวัน อ้างอิงตัวบท มาตรา 32: “มีอำนาจออกหมายเรียกผู้อุทธรณ์มาไต่สวน” มาตรา 32: “ออกหมายเรียกพยาน” มาตรา 32: “กับสั่งให้ผู้อุทธรณ์หรือพยานนั้นนำสมุดบัญชี” มาตรา 32: “หรือพยานหลักฐานอย่างอื่นอันควรแก่เรื่องมาแสดงได้” มาตรา 32: “แต่ต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสิบห้าวันนับแต่วันส่งหมาย”
มาตรา 32: “มีอำนาจออกหมายเรียกผู้อุทธรณ์มาไต่สวน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
บริษัท ค. จำกัดมีหน้าที่หักภาษีตามกรณี 50 (1) และได้จ่ายเงินแล้ว แต่ไม่ได้หักภาษีไว้ บริษัทต้องปฏิบัติอย่างไรตามประมวลรัษฎากร
- ก. ต้องนำเงินภาษีที่มีหน้าที่ต้องหักไปส่ง ณ ที่ว่าการอำเภอภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่จ่ายเงิน ✓
- ข. ไม่ต้องนำเงินภาษีไปส่ง ณ ที่ว่าการอำเภอ เพราะไม่ได้หักภาษีไว้ในวันที่จ่ายเงิน
- ค. ต้องนำเงินภาษีที่มีหน้าที่ต้องหักส่งต่อพนักงานผู้รับจดทะเบียนในขณะที่มีการจดทะเบียน
- ง. ต้องนำเงินภาษีที่มีหน้าที่ต้องหักไปส่ง ณ ที่ว่าการอำเภอภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่จ่ายเงิน
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ต้องนำเงินภาษีที่มีหน้าที่ต้องหักไปส่ง ณ ที่ว่าการอำเภอภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่จ่ายเงิน" ข้อเท็จจริง “บริษัท ค. จำกัด” → “บุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคม หรือคณะบุคคล”; “มีหน้าที่หักภาษี” → “ซึ่งมีหน้าที่หักภาษี”; “กรณี 50 (1)” → “ตามมาตรา 50 (1) (2) (3) และ (4)”; “ได้จ่ายเงินแล้ว” → “ภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่จ่ายเงิน”; และ “ไม่ได้หักภาษีไว้” → “ไม่ว่าตนจะได้หักภาษีไว้แล้วหรือไม่” จึงยังต้องนำเงินภาษีที่มีหน้าที่ต้องหักไปส่ง ณ ที่ว่าการอำเภอภายในกำหนดดังกล่าว ตามมาตรา 52 วรรคหนึ่งแห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ไม่ต้องนำเงินภาษีไปส่ง ณ ที่ว่าการอำเภอ เพราะไม่ได้หักภาษีไว้ในวันที่จ่ายเงิน" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ต้องนำส่งเงินภาษี “ไม่ว่าตนจะได้หักภาษีไว้แล้วหรือไม่” • "ต้องนำเงินภาษีที่มีหน้าที่ต้องหักไปส่ง ณ ที่ว่าการอำเภอภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่จ่ายเงิน" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดระยะเวลาไว้ว่า “ภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่จ่ายเงิน” • "ต้องนำเงินภาษีที่มีหน้าที่ต้องหักส่งต่อพนักงานผู้รับจดทะเบียนในขณะที่มีการจดทะเบียน" ผิด: กรณี 50 (1) แหล่งข้อมูลกำหนดให้นำเงินภาษีไปส่ง “ณ ที่ว่าการอำเภอภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่จ่ายเงิน” ส่วนการนำส่งต่อพนักงานผู้รับจดทะเบียนใช้กับกรณี 50 (5) และ (6) มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 50 (1): “(1) ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ (2) ให้คูณเงินได้พึงประเมินที่จ่ายด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่าย เพื่อให้ได้จำนวนเงินเสมือนหนึ่งว่าได้จ่ายทั้งปีแล้ว คำนวณภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 เป็นเงินภาษีทั้งสิ้นเท่าใดให้หารด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่าย ได้ผลลัพธ์เป็นเงินเท่าใดให้หักเป็นเงินภาษีไว้เท่านั้น” • มาตรา 50 (2): “(2) ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (3) และ (4) ให้คำนวณหักตามอัตราภาษีเงินได้ เว้นแต่” • มาตรา 50 (3): “(3) ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (5) และ (6) ที่จ่ายให้แก่ผู้รับซึ่งมิได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทยให้คำนวณหักในอัตราร้อยละ 15.0 ของเงินได้” • มาตรา 52 วรรค 1: “มาตรา 52 บุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคม หรือคณะบุคคลซึ่งมีหน้าที่หักภาษีตามมาตรา 50 (1) (2) (3) และ (4) ต้องนำเงินภาษีที่ตนมีหน้าที่ต้องหักไปส่ง ณ ที่ว่าการอำเภอภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่จ่ายเงิน ไม่ว่าตนจะได้หักภาษีไว้แล้วหรือไม่” • มาตรา 50 (5): “(5) ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) เฉพาะที่จ่ายให้แก่ผู้รับซึ่งขายอสังหาริมทรัพย์ ให้คำนวณหักดังต่อไปนี้” อ้างอิงตัวบท มาตรา 52: “บุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคม หรือคณะบุคคลซึ่งมีหน้าที่หักภาษีตามมาตรา 50 (1) (2) (3) และ (4) ต้องนำเงินภาษีที่ตนมีหน้าที่ต้องหักไปส่ง ณ ที่ว่าการอำเภอภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่จ่ายเงิน ไม่ว่าตนจะได้หักภาษีไว้แล้วหรือไม่”
มาตรา 52: “บุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคม หรือคณะบุคคลซึ่งมีหน้าที่หักภาษีตามมาตรา 50 (1) (2) (3) และ (4) ต้องนำเงินภาษีที่ตนมีหน้าที่ต้องหักไปส่ง ณ ที่ว่าการอำเภอภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่จ่ายเงิน ไม่ว่าตนจะได้หักภาษีไว้แล้วหรือไม่”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อใดอธิบายหลักเกณฑ์ตามมาตรา 41 สำหรับเงินได้เนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในประเทศไทยได้ถูกต้อง
- ก. หากนายจ้างมีกิจการในต่างประเทศ เงินได้จากงานที่ทำในประเทศไทยไม่ต้องเสียภาษี
- ข. หากจ่ายเงินได้ในต่างประเทศ ต้องเสียภาษีเมื่อนำเงินได้นั้นเข้ามาในประเทศไทย
- ค. ต้องเสียภาษีเฉพาะเมื่อเงินได้นั้นจ่ายในประเทศไทย
- ง. ต้องเสียภาษีไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ต้องเสียภาษีไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ" มาตรา 41 กำหนดว่าเงินได้พึงประเมินเนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในประเทศไทยต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ ไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "หากนายจ้างมีกิจการในต่างประเทศ เงินได้จากงานที่ทำในประเทศไทยไม่ต้องเสียภาษี" ผิด: มาตรา 41 ใช้คำว่า “หรือ” แยกเหตุจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในประเทศไทยออกจากเหตุเนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทย • "ต้องเสียภาษีเฉพาะเมื่อเงินได้นั้นจ่ายในประเทศไทย" ผิด: มาตรา 41 กำหนดว่าให้เสียภาษี “ไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ” • "หากจ่ายเงินได้ในต่างประเทศ ต้องเสียภาษีเมื่อนำเงินได้นั้นเข้ามาในประเทศไทย" ผิด: กรณีงานหรือกิจการที่ทำในประเทศไทยต้องเสียภาษีไม่ว่าจะจ่ายในหรือนอกประเทศ โดยไม่ใช้เงื่อนไขการนำเงินได้เข้ามาในประเทศไทย อ้างอิงตัวบท มาตรา 41: “ผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในประเทศไทย หรือเนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย ต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ”
มาตรา 41: “ผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในประเทศไทย หรือเนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย ต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
บริษัท ค. จำกัด นำเงินที่กันไว้จากกำไรไปตั้งเป็นยอดเจ้าหนี้ในบัญชีของบุคคลในต่างประเทศ โดยปรากฏรายการดังกล่าวในบัญชีของบริษัท บริษัทต้องนำส่งภาษีต่ออำเภอท้องที่พร้อมยื่นรายการภายในกำหนดเวลาใดตามประมวลรัษฎากร
- ก. ภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ชำระเงินจริงให้แก่เจ้าหนี้ดังกล่าว
- ข. ภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ตั้งเป็นยอดเจ้าหนี้ดังกล่าว ✓
- ค. ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ตั้งเป็นยอดเจ้าหนี้ดังกล่าว
- ง. ภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ขออนุญาตซื้อและโอนเงินตราต่างประเทศ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ตั้งเป็นยอดเจ้าหนี้ดังกล่าว" ข้อเท็จจริง “บริษัท ค. จำกัด” → “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใด”; ข้อเท็จจริงที่นำเงินซึ่งกันไว้จากกำไรไปตั้งเป็นยอดเจ้าหนี้ในบัญชีของบุคคลในต่างประเทศ → “ไปตั้งเป็นยอดเจ้าหนี้ในบัญชีของบุคคลใด ๆ ในต่างประเทศ”; และข้อเท็จจริงที่ปรากฏรายการดังกล่าวในบัญชี → ทำให้กรณี “มิได้ปรากฏข้อเท็จจริงดังกล่าว” ไม่อาจใช้ได้ เมื่อการตั้งยอดเจ้าหนี้ถือเป็นการจำหน่ายเงินกำไร จึงต้องนำส่งภาษีพร้อมยื่นรายการ “ภายในเจ็ดวันนับแต่วันจำหน่าย” ตามมาตรา 70 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ตั้งเป็นยอดเจ้าหนี้ดังกล่าว" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดว่า “ภายในเจ็ดวันนับแต่วันจำหน่าย” ไม่ใช่ภายในสิบห้าวัน • "ภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ชำระเงินจริงให้แก่เจ้าหนี้ดังกล่าว" ผิด: การนำเงินไปตั้งเป็นยอดเจ้าหนี้ในบัญชีของบุคคลในต่างประเทศรวมอยู่ในความหมายของการจำหน่ายเงินกำไร จึงเริ่มนับจากวันจำหน่ายนั้น • "ภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ขออนุญาตซื้อและโอนเงินตราต่างประเทศ" ผิด: กรณีขออนุญาตซื้อและโอนเงินตราต่างประเทศใช้เมื่อมิได้ปรากฏข้อเท็จจริงเรื่องการตั้งยอดเจ้าหนี้ แต่กรณีนี้ปรากฏการตั้งยอดเจ้าหนี้ในบัญชีแล้ว อ้างอิงตัวบท มาตรา 70 ทวิ: “นำส่งอำเภอท้องที่พร้อมกับยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดภายในเจ็ดวันนับแต่วันจำหน่าย การจำหน่ายเงินกำไรตามวรรคหนึ่งให้หมายความรวมถึง (1) การจำหน่ายเงินกำไร หรือเงินประเภทอื่นใดที่กันไว้จากกำไรหรือที่ถือได้ว่าเป็นเงินกำไรจากบัญชีกำไรขาดทุนหรือบัญชีอื่นใดไปชำระหนี้หรือหักกลบลบหนี้ หรือไปตั้งเป็นยอดเจ้าหนี้ในบัญชีของบุคคลใด ๆ ในต่างประเทศ”
มาตรา 70 ทวิ: “นำส่งอำเภอท้องที่พร้อมกับยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดภายในเจ็ดวันนับแต่วันจำหน่าย การจำหน่ายเงินกำไรตามวรรคหนึ่งให้หมายความรวมถึง (1) การจำหน่ายเงินกำไร หรือเงินประเภทอื่นใดที่กันไว้จากกำไรหรือที่ถือได้ว่าเป็นเงินกำไรจากบัญชีกำไรขาดทุนหรือบัญชีอื่นใดไปชำระหนี้หรือหักกลบลบหนี้ หรือไปตั้งเป็นยอดเจ้าหนี้ในบัญชีของบุคคลใด ๆ ในต่างประเทศ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
บริษัท ค. จำกัดเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ได้ขายสินค้าและนำภาษีขายไปรวมคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว ต่อมาพบว่าส่งสินค้าเกินกว่าจำนวนที่ตกลงกัน จึงเพิ่มราคาสินค้าและออกใบเพิ่มหนี้ให้ผู้ซื้อ บริษัท ค. จำกัดต้องปฏิบัติอย่างไร
- ก. ไม่ต้องนำภาษีขายจากมูลค่าสินค้าที่เพิ่มขึ้นมารวมคำนวณ เพราะเคยนำภาษีขายมาคำนวณแล้ว
- ข. นำภาษีขายจากมูลค่าสินค้าที่เพิ่มขึ้นมารวมคำนวณ โดยถือเป็นภาษีขายในเดือนภาษีที่ขายสินค้าเดิม
- ค. นำภาษีขายจากมูลค่าสินค้าที่เพิ่มขึ้นมารวมคำนวณ โดยถือเป็นภาษีขายในเดือนภาษีที่ออกใบเพิ่มหนี้ ✓
- ง. นำภาษีมูลค่าเพิ่มตามใบเพิ่มหนี้มาหักออก โดยถือเป็นภาษีซื้อในเดือนภาษีที่ออกใบเพิ่มหนี้
Explanation: คำตอบที่ถูก: "นำภาษีขายจากมูลค่าสินค้าที่เพิ่มขึ้นมารวมคำนวณ โดยถือเป็นภาษีขายในเดือนภาษีที่ออกใบเพิ่มหนี้" บริษัท ค. จำกัดเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน → “ผู้ประกอบการจดทะเบียน”; ได้ขายสินค้าและนำภาษีขายไปรวมคำนวณแล้ว → “ขายสินค้าหรือให้บริการและได้นำภาษีขายไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม...แล้ว”; ส่งสินค้าเกินกว่าจำนวนที่ตกลงกันและเพิ่มราคา → “เพิ่มราคาสินค้าที่ขายเนื่องจากสินค้าเกินกว่าจำนวนที่ตกลงซื้อขายกัน”; ภาษีขายจึงเพิ่มขึ้น → “ภาษีขาย...มีจำนวนเพิ่มขึ้นไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน”; บริษัทออกใบเพิ่มหนี้ → “ในเดือนภาษีที่ได้ออกใบเพิ่มหนี้” ดังนั้นต้องนำภาษีขายจากมูลค่าสินค้าที่เพิ่มขึ้นมารวมคำนวณ และถือเป็นภาษีขายในเดือนที่ออกใบเพิ่มหนี้ ตามมาตรา 82/9 แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ไม่ต้องนำภาษีขายจากมูลค่าสินค้าที่เพิ่มขึ้นมารวมคำนวณ เพราะเคยนำภาษีขายมาคำนวณแล้ว" ผิด: แหล่งกฎหมายกำหนดให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนนำภาษีขายที่คำนวณจากมูลค่าสินค้าที่เพิ่มขึ้นมารวมในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม • "นำภาษีขายจากมูลค่าสินค้าที่เพิ่มขึ้นมารวมคำนวณ โดยถือเป็นภาษีขายในเดือนภาษีที่ขายสินค้าเดิม" ผิด: แหล่งกฎหมายระบุให้ถือเป็นภาษีขายของตนในเดือนภาษีที่ได้ออกใบเพิ่มหนี้ ไม่ใช่เดือนภาษีที่ขายสินค้าเดิม • "นำภาษีมูลค่าเพิ่มตามใบเพิ่มหนี้มาหักออก โดยถือเป็นภาษีซื้อในเดือนภาษีที่ออกใบเพิ่มหนี้" ผิด: กรณีราคาสินค้าเพิ่มเพราะส่งสินค้าเกินกว่าที่ตกลงกัน แหล่งกฎหมายกำหนดให้นำภาษีขายจากมูลค่าที่เพิ่มขึ้นมารวมคำนวณและถือเป็นภาษีขาย ส่วนการหักเป็นภาษีซื้อกำหนดไว้สำหรับผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ได้รับใบเพิ่มหนี้ อ้างอิงตัวบท มาตรา 82/9: “ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนดังกล่าวนำภาษีขายที่คำนวณจากมูลค่าของสินค้าหรือบริการที่เพิ่มขึ้นนั้นมารวมในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม” มาตรา 82/9: “โดยให้ถือเป็นภาษีขายของตนในเดือนภาษีที่ได้ออกใบเพิ่มหนี้ตามมาตรา 86/9”
มาตรา 82/9: “ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนดังกล่าวนำภาษีขายที่คำนวณจากมูลค่าของสินค้าหรือบริการที่เพิ่มขึ้นนั้นมารวมในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อใดอธิบายผลของการควบเข้ากันตามมาตรา 73 ได้ถูกต้อง
- ก. เพื่อประโยชน์ในการคำนวณภาษี ให้ถือว่าแต่ละบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ควบเข้ากันได้เลิกกัน ✓
- ข. เพื่อประโยชน์ในการคำนวณภาษี ให้ถือว่าเฉพาะบางบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ควบเข้ากันได้เลิกกัน
- ค. เพื่อประโยชน์ในการคำนวณภาษี ให้ถือว่าแต่ละบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ควบเข้ากันยังมิได้เลิกกัน
- ง. บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใหม่ไม่มีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีแทนนิติบุคคลเดิม
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เพื่อประโยชน์ในการคำนวณภาษี ให้ถือว่าแต่ละบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ควบเข้ากันได้เลิกกัน" มาตรา 73 กำหนดว่า เพื่อประโยชน์ในการคำนวณภาษี ให้ถือว่าแต่ละบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งควบเข้ากันได้เลิกกัน และให้นิติบุคคลใหม่รับหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีแทน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เพื่อประโยชน์ในการคำนวณภาษี ให้ถือว่าแต่ละบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ควบเข้ากันยังมิได้เลิกกัน" ผิด: มาตรา 73 ระบุว่าให้ถือว่าแต่ละบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งควบเข้ากันนั้นได้เลิกกัน • "เพื่อประโยชน์ในการคำนวณภาษี ให้ถือว่าเฉพาะบางบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ควบเข้ากันได้เลิกกัน" ผิด: มาตรา 73 ใช้คำว่า “แต่ละบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งควบเข้ากันนั้น” จึงมิใช่เฉพาะบางราย • "บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใหม่ไม่มีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีแทนนิติบุคคลเดิม" ผิด: มาตรา 73 กำหนดให้นิติบุคคลใหม่มีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีแทนนิติบุคคลที่ให้ถือว่าเลิกกัน อ้างอิงตัวบท มาตรา 73: “เพื่อประโยชน์ในการคำนวณภาษี ให้ถือว่าแต่ละบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งควบเข้ากันนั้นได้เลิกกัน”
มาตรา 73: “เพื่อประโยชน์ในการคำนวณภาษี ให้ถือว่าแต่ละบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งควบเข้ากันนั้นได้เลิกกัน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามมาตรา 46 เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) ยอมให้หักค่าใช้จ่ายได้ตามที่กำหนดโดยกฎหมายใด
- ก. ประกาศกระทรวงการคลัง
- ข. พระราชกฤษฎีกา ✓
- ค. พระราชบัญญัติ
- ง. กฎกระทรวง
Explanation: คำตอบที่ถูก: "พระราชกฤษฎีกา" มาตรา 46 บัญญัติว่า เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) ยอมให้หักค่าใช้จ่ายได้ตามที่จะได้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ประกาศกระทรวงการคลัง" ผิด: ถ้อยคำในมาตรา 46 ระบุให้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา มิใช่ประกาศกระทรวงการคลัง • "กฎกระทรวง" ผิด: มาตรา 46 ระบุว่าให้หักค่าใช้จ่ายได้ตามที่จะได้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา • "พระราชบัญญัติ" ผิด: มาตรา 46 กำหนดรูปแบบกฎหมายไว้เฉพาะว่าเป็นพระราชกฤษฎีกา มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 40 (8): “(8) เงินได้จากการธุรกิจ การพาณิชย์ การเกษตร การอุตสาหกรรม การขนส่ง หรือการอื่นนอกจากที่ระบุไว้ใน (1) ถึง (7) แล้ว” อ้างอิงตัวบท มาตรา 46: “ยอมให้หักค่าใช้จ่ายได้ตามที่จะได้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา”
มาตรา 46: “ยอมให้หักค่าใช้จ่ายได้ตามที่จะได้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อใดอธิบายหลักการตีราคาทรัพย์สินกรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลควบเข้ากันได้ถูกต้องตามมาตรา 74
- ก. ตีทรัพย์สินตามราคาบัญชีในวันที่ควบเข้ากัน และบริษัทใหม่ถือราคาตลาดเพื่อคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิ
- ข. ตีทรัพย์สินตามราคาตลาดในวันที่ควบเข้ากัน และบริษัทเดิมถือราคาดังกล่าวเป็นรายได้หรือรายจ่าย
- ค. ตีทรัพย์สินตามราคาตลาดในวันที่ควบเข้ากัน แต่บริษัทใหม่ถือราคาตามบัญชีเดิมเพื่อคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิ ✓
- ง. ตีทรัพย์สินตามราคาตลาดในวันเลิก และบริษัทใหม่ถือราคาตามบัญชีเดิมเพื่อคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ตีทรัพย์สินตามราคาตลาดในวันที่ควบเข้ากัน แต่บริษัทใหม่ถือราคาตามบัญชีเดิมเพื่อคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิ" มาตรา 74 (1) (ข) กำหนดให้กรณีควบเข้ากันตีทรัพย์สินตามราคาตลาดในวันที่ควบเข้ากัน แต่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใหม่ต้องถือราคาตามบัญชีของบริษัทเดิมเพื่อคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ตีทรัพย์สินตามราคาบัญชีในวันที่ควบเข้ากัน และบริษัทใหม่ถือราคาตลาดเพื่อคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิ" ผิด: มาตรา 74 (1) (ข) กำหนดให้ตีตามราคาตลาดในวันที่ควบเข้ากัน แต่ให้บริษัทใหม่ถือราคาตามที่ปรากฏในบัญชีของบริษัทเดิม • "ตีทรัพย์สินตามราคาตลาดในวันเลิก และบริษัทใหม่ถือราคาตามบัญชีเดิมเพื่อคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิ" ผิด: มาตรา 74 (1) (ข) กำหนดกรณีควบเข้ากันให้ตีตามราคาตลาดในวันที่ควบเข้ากัน มิใช่ในวันเลิก • "ตีทรัพย์สินตามราคาตลาดในวันที่ควบเข้ากัน และบริษัทเดิมถือราคาดังกล่าวเป็นรายได้หรือรายจ่าย" ผิด: มาตรา 74 (1) (ข) ระบุว่าไม่ให้ถือว่าราคาดังกล่าวเป็นรายได้หรือรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเดิม อ้างอิงตัวบท มาตรา 74: “ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลควบเข้ากันให้ตีตามราคาตลาดในวันที่ควบเข้ากัน” มาตรา 74: “และให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใหม่อันได้ควบเข้ากันถือราคาของทรัพย์สินนั้นตามราคาที่ปรากฏในบัญชีของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเดิมในวันที่ควบเข้ากันเพื่อประโยชน์ในการคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิ”
มาตรา 74: “ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลควบเข้ากันให้ตีตามราคาตลาดในวันที่ควบเข้ากัน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามมาตรา 60 ทวิ ภาษีที่ประเมินเรียกเก็บก่อนถึงกำหนดเวลายื่นรายการ ให้ถือเป็นสิ่งใด
- ก. ให้ถือเป็นเงินเพิ่มของผู้ต้องเสียภาษีในการคำนวณภาษีจากยอดเงินได้สุทธิทั้งปี
- ข. ไม่ให้ถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสียภาษีในการคำนวณภาษีจากยอดเงินได้สุทธิทั้งปี
- ค. ให้ถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสียภาษีในการคำนวณภาษีจากยอดเงินได้สุทธิครึ่งปี
- ง. ให้ถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสียภาษีในการคำนวณภาษีจากยอดเงินได้สุทธิทั้งปี ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ให้ถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสียภาษีในการคำนวณภาษีจากยอดเงินได้สุทธิทั้งปี" มาตรา 60 ทวิ กำหนดให้ภาษีที่ประเมินเรียกเก็บก่อนถึงกำหนดเวลายื่นรายการถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสียภาษีในการคำนวณภาษีจากยอดเงินได้สุทธิทั้งปี ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ไม่ให้ถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสียภาษีในการคำนวณภาษีจากยอดเงินได้สุทธิทั้งปี" ผิด: มาตรา 60 ทวิ ระบุว่า “ให้ถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสียภาษี” • "ให้ถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสียภาษีในการคำนวณภาษีจากยอดเงินได้สุทธิครึ่งปี" ผิด: มาตรา 60 ทวิ กำหนดให้เป็นเครดิตในการคำนวณภาษีจากยอดเงินได้สุทธิ “ทั้งปี” • "ให้ถือเป็นเงินเพิ่มของผู้ต้องเสียภาษีในการคำนวณภาษีจากยอดเงินได้สุทธิทั้งปี" ผิด: มาตรา 60 ทวิ กำหนดให้ถือเป็น “เครดิต” ไม่ใช่เงินเพิ่ม อ้างอิงตัวบท มาตรา 60 ทวิ: “ให้ถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสียภาษีในการคำนวณภาษีจากยอดเงินได้สุทธิทั้งปี”
มาตรา 60 ทวิ: “ให้ถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสียภาษีในการคำนวณภาษีจากยอดเงินได้สุทธิทั้งปี”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามมาตรา 10 ตรี ในกรณีความตกลงหรืออนุสัญญาเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนและการป้องกันการเลี่ยงรัษฎากร ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ได้มาโดยหน้าที่ราชการ
- ก. อธิบดีมีอำนาจแลกเปลี่ยนข้อมูลดังกล่าวกับเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจอีกฝ่ายหนึ่ง ✓
- ข. การแลกเปลี่ยนข้อมูลดังกล่าวไม่ต้องเป็นไปตามระเบียบที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด
- ค. กฎหมายห้ามอธิบดีแลกเปลี่ยนข้อมูลดังกล่าวกับเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจอีกฝ่ายหนึ่ง
- ง. ระเบียบการแลกเปลี่ยนข้อมูลอาจขัดกับบทบัญญัติและเงื่อนไขของความตกลงหรืออนุสัญญาได้
Explanation: คำตอบที่ถูก: "อธิบดีมีอำนาจแลกเปลี่ยนข้อมูลดังกล่าวกับเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจอีกฝ่ายหนึ่ง" มาตรา 10 ตรี ให้อธิบดีมีอำนาจแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ได้มาโดยหน้าที่ราชการกับเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจอีกฝ่ายหนึ่ง โดยการแลกเปลี่ยนต้องเป็นไปตามระเบียบที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ระเบียบการแลกเปลี่ยนข้อมูลอาจขัดกับบทบัญญัติและเงื่อนไขของความตกลงหรืออนุสัญญาได้" ผิด: มาตรา 10 ตรี กำหนดว่าระเบียบดังกล่าวต้องสอดคล้องกับบทบัญญัติและเงื่อนไขของความตกลงหรืออนุสัญญานั้น • "การแลกเปลี่ยนข้อมูลดังกล่าวไม่ต้องเป็นไปตามระเบียบที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด" ผิด: มาตรา 10 ตรี กำหนดให้การแลกเปลี่ยนข้อมูลเป็นไปตามระเบียบที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด • "กฎหมายห้ามอธิบดีแลกเปลี่ยนข้อมูลดังกล่าวกับเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจอีกฝ่ายหนึ่ง" ผิด: มาตรา 10 ตรี ระบุว่าอธิบดีมีอำนาจแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ได้มาโดยหน้าที่ราชการกับเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจอีกฝ่ายหนึ่ง อ้างอิงตัวบท มาตรา 10 ตรี: “ให้อธิบดีในฐานะผู้แทนเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจที่ได้รับมอบหมายตามความตกลง หรืออนุสัญญาเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อน และการป้องกันการเลี่ยงรัษฎากรที่รัฐบาลไทยได้ทำไว้ หรือจะได้ทำกับรัฐบาลต่างประเทศ มีอำนาจแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ได้มาโดยหน้าที่ราชการตามลักษณะนี้ กับเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจอีกฝ่ายหนึ่ง”
มาตรา 10 ตรี: “ให้อธิบดีในฐานะผู้แทนเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจที่ได้รับมอบหมายตามความตกลง หรืออนุสัญญาเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อน และการป้องกันการเลี่ยงรัษฎากรที่รัฐบาลไทยได้ทำไว้ หรือจะได้ทำกับรัฐบาลต่างประเทศ มีอำนาจแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ได้มาโดยหน้าที่ราชการตามลักษณะนี้ กับเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจอีกฝ่ายหนึ่ง”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อใดกล่าวถึงกรณีที่อยู่ในความหมายของ “ใบรับ” ตามมาตรา 103 ได้ถูกต้อง
- ก. ใบรับหมายถึงเอกสารที่ต้องเสียอากรตามหมวดนี้
- ข. บันทึกหรือหนังสือที่เป็นหลักฐานการรับชำระเงินต้องมีลายมือชื่อจึงเป็นใบรับ
- ค. ใบรับหมายถึงการลงลายมือชื่อตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
- ง. บันทึกหรือหนังสือที่เป็นหลักฐานว่าหนี้หรือสิทธิเรียกร้องได้ชำระหรือปลดให้แล้ว แม้ไม่มีลายมือชื่อ ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "บันทึกหรือหนังสือที่เป็นหลักฐานว่าหนี้หรือสิทธิเรียกร้องได้ชำระหรือปลดให้แล้ว แม้ไม่มีลายมือชื่อ" มาตรา 103 กำหนดว่า “ใบรับ” รวมถึงบันทึกหรือหนังสือที่เป็นหลักฐานว่าหนี้หรือสิทธิเรียกร้องได้ชำระหรือปลดให้แล้ว และการมีหรือไม่มีลายมือชื่อไม่สำคัญ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ใบรับหมายถึงการลงลายมือชื่อตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์" ผิด: มาตรา 103 กำหนดให้การลงลายมือชื่อดังกล่าวเป็นความหมายของ “กระทำ” เมื่อใช้เกี่ยวกับตราสาร • "บันทึกหรือหนังสือที่เป็นหลักฐานการรับชำระเงินต้องมีลายมือชื่อจึงเป็นใบรับ" ผิด: มาตรา 103 ระบุว่าบันทึกหรือหนังสือดังกล่าวจะมีลายมือชื่อของบุคคลใด ๆ หรือไม่ ไม่สำคัญ • "ใบรับหมายถึงเอกสารที่ต้องเสียอากรตามหมวดนี้" ผิด: มาตรา 103 กำหนดให้ข้อความนี้เป็นความหมายของ “ตราสาร” ไม่ใช่ “ใบรับ” อ้างอิงตัวบท มาตรา 103: ““ใบรับ” หมายความว่า (ก) บันทึก หรือหนังสือใด ๆ ที่เป็นหลักฐานแสดงว่าได้รับ ได้รับฝากหรือได้รับชำระเงินหรือตั๋วเงิน หรือ (ข) บันทึก หรือหนังสือใด ๆ ที่เป็นหลักฐานแสดงว่าหนี้หรือสิทธิเรียกร้องได้ชำระหรือปลดให้แล้ว บันทึก หรือหนังสือที่กล่าวนั้นจะมีลายมือชื่อของบุคคลใด ๆ หรือไม่ ไม่สำคัญ”
มาตรา 103: ““ใบรับ” หมายความว่า (ก) บันทึก หรือหนังสือใด ๆ ที่เป็นหลักฐานแสดงว่าได้รับ ได้รับฝากหรือได้รับชำระเงินหรือตั๋วเงิน หรือ (ข) บันทึก หรือหนังสือใด ๆ ที่เป็นหลักฐานแสดงว่าหนี้หรือสิทธิเรียกร้องได้ชำระหรือปลดให้แล้ว บันทึก หรือหนังสือที่กล่าวนั้นจะมีลายมือชื่อของบุคคลใด ๆ หรือไม่ ไม่สำคัญ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
นาย ก. ไม่ชำระภาษีให้ครบถ้วนภายในกำหนดเวลาและไม่ได้รับอนุมัติจากอธิบดีให้ขยายเวลา เมื่อคำนวณเงินเพิ่มจนถึงวันชำระภาษี ปรากฏว่าเงินเพิ่มสูงกว่าจำนวนภาษีที่ต้องชำระ ตามประมวลรัษฎากร ผลเป็นอย่างไร
- ก. ให้เรียกเงินเพิ่มตามจำนวนที่คำนวณได้แม้เกินภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่ง
- ข. เงินเพิ่มให้ลดเหลือร้อยละ 0.75 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน
- ค. เงินเพิ่มต้องไม่เกินจำนวนภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่ง ✓
- ง. เงินเพิ่มต้องไม่เกินสองเท่าของจำนวนภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่ง
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เงินเพิ่มต้องไม่เกินจำนวนภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่ง" นาย ก. → “บุคคลใด”; ไม่ชำระภาษีให้ครบถ้วน → “ไม่ชำระภาษีหรือนำส่งภาษีให้ครบถ้วน”; ภายในกำหนดเวลา → “ภายในกำหนดเวลาตามบทบัญญัติในหมวดนี้”; ไม่ได้รับอนุมัติให้ขยายเวลา → ไม่เข้าเงื่อนไข “อธิบดีอนุมัติให้ขยายเวลาเสียภาษี”; คำนวณจนถึงวันชำระภาษี → “การคำนวณเงินเพิ่ม” และ “จนถึงวันชำระภาษีหรือนำส่งภาษี”; เงินเพิ่มสูงกว่าภาษีที่ต้องชำระ → “เงินเพิ่มที่คำนวณได้มิให้เกินจำนวนภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่ง” ดังนั้นต้องจำกัดเงินเพิ่มไม่ให้เกินจำนวนภาษี ตามมาตรา 89/1 แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เงินเพิ่มให้ลดเหลือร้อยละ 0.75 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน" ผิด: อัตราร้อยละ 0.75 ใช้ในกรณีที่ “อธิบดีอนุมัติให้ขยายเวลาเสียภาษี” และมีการชำระภายในเวลาที่ขยายให้ แต่กรณีนี้ไม่ได้รับอนุมัติ • "เงินเพิ่มต้องไม่เกินสองเท่าของจำนวนภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่ง" ผิด: แหล่งที่มากำหนดเพดานไว้เพียง “จำนวนภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่ง” ไม่ใช่สองเท่าของจำนวนดังกล่าว • "ให้เรียกเงินเพิ่มตามจำนวนที่คำนวณได้แม้เกินภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่ง" ผิด: แหล่งที่มากำหนดว่า “แต่เงินเพิ่มที่คำนวณได้มิให้เกินจำนวนภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่ง” อ้างอิงตัวบท มาตรา 89/1: “แต่เงินเพิ่มที่คำนวณได้มิให้เกินจำนวนภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่ง”
มาตรา 89/1: “แต่เงินเพิ่มที่คำนวณได้มิให้เกินจำนวนภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่ง”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ห้างหุ้นส่วนสามัญ ง. ซึ่งมิใช่นิติบุคคล มีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว 80,000 บาท และไม่มีภาษีค้างชำระ โดยนาย ก. เป็นผู้จัดการ ส่วนนาย ข. เป็นหุ้นส่วน ตามประมวลรัษฎากร ใครต้องยื่นรายการและยื่นในชื่อใด
- ก. นาย ก. และนาย ข. ร่วมกันยื่นรายการในชื่อห้างหุ้นส่วนสามัญ ง.
- ข. นาย ก. ผู้จัดการยื่นรายการในชื่อห้างหุ้นส่วนสามัญ ง. ✓
- ค. นาย ข. หุ้นส่วนยื่นรายการในชื่อห้างหุ้นส่วนสามัญ ง.
- ง. นาย ก. ผู้จัดการยื่นรายการในชื่อตนเองแทนห้างหุ้นส่วนสามัญ ง.
Explanation: คำตอบที่ถูก: "นาย ก. ผู้จัดการยื่นรายการในชื่อห้างหุ้นส่วนสามัญ ง." ข้อเท็จจริงจับคู่องค์ประกอบได้ดังนี้: ห้างหุ้นส่วนสามัญ ง. มิใช่นิติบุคคล → “ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล”; มีเงินได้ 80,000 บาท → “เกินจำนวนตาม (1)” ซึ่ง (1) กำหนดเกิน 60,000 บาท; นาย ก. เป็นผู้จัดการ → “ผู้อำนวยการหรือผู้จัดการ”; ไม่มีภาษีค้างชำระ → ไม่เข้าเงื่อนไข “แต่ถ้าห้างหุ้นส่วนหรือคณะบุคคลนั้นมีภาษีค้างชำระ”; นาย ข. เป็นหุ้นส่วน → “ผู้เป็นหุ้นส่วนหรือบุคคลในคณะบุคคลแต่ละคน” ดังนั้น นาย ก. ต้องยื่นรายการ “ในชื่อของห้างหุ้นส่วนหรือคณะบุคคลนั้น” ตามมาตรา 56 แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "นาย ก. ผู้จัดการยื่นรายการในชื่อตนเองแทนห้างหุ้นส่วนสามัญ ง." ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ผู้จัดการยื่นรายการ “ในชื่อของห้างหุ้นส่วนหรือคณะบุคคลนั้น” ไม่ใช่ในชื่อของผู้จัดการ • "นาย ข. หุ้นส่วนยื่นรายการในชื่อห้างหุ้นส่วนสามัญ ง." ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดโดยเฉพาะว่า “ให้ผู้อำนวยการหรือผู้จัดการยื่นรายการ” • "นาย ก. และนาย ข. ร่วมกันยื่นรายการในชื่อห้างหุ้นส่วนสามัญ ง." ผิด: การให้ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนร่วมรับผิดมีเงื่อนไขว่า “ถ้าห้างหุ้นส่วนหรือคณะบุคคลนั้นมีภาษีค้างชำระ” แต่กรณีนี้ไม่มีภาษีค้างชำระ และผู้ยื่นรายการต้องเป็นผู้อำนวยการหรือผู้จัดการ อ้างอิงตัวบท มาตรา 56: “ในกรณีห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเกินจำนวนตาม (1) ให้ผู้อำนวยการหรือผู้จัดการยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมิน” มาตรา 56: “(1) ไม่มีสามีหรือภริยาและมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเกิน 60,000 บาท” มาตรา 56: “ให้ผู้อำนวยการหรือผู้จัดการยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินในชื่อของห้างหุ้นส่วนหรือคณะบุคคลนั้น”
มาตรา 56: “ในกรณีห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเกินจำนวนตาม (1) ให้ผู้อำนวยการหรือผู้จัดการยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมิน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
บริษัท ค. จำกัด เป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีจากกิจการที่ไม่ใช่การขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร และมีสถานประกอบการหลายแห่ง บริษัทได้ยื่นคำร้องต่ออธิบดีขอยื่นแบบแสดงรายการภาษีรวมกัน ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่แห่งหนึ่ง ต่อมาอธิบดีพิจารณาเห็นสมควรและอนุมัติคำร้อง ข้อใดเป็นผลตามประมวลรัษฎากร
- ก. บริษัทสามารถยื่นแบบแสดงรายการภาษีรวมกัน ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่แห่งที่ได้รับอนุมัติได้ ✓
- ข. บริษัทสามารถยื่นแบบรวมกันได้ตั้งแต่ยื่นคำร้อง แม้อธิบดียังไม่ได้พิจารณาอนุมัติ
- ค. บริษัทต้องยื่นแบบและชำระภาษีขณะจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมต่อพนักงานผู้รับจดทะเบียน
- ง. บริษัทยังต้องแยกยื่นแบบเป็นรายสถานประกอบการ แม้อธิบดีอนุมัติให้ยื่นรวมกันแล้ว
Explanation: คำตอบที่ถูก: "บริษัทสามารถยื่นแบบแสดงรายการภาษีรวมกัน ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่แห่งที่ได้รับอนุมัติได้" ข้อเท็จจริงว่าเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษี → “ผู้มีหน้าที่เสียภาษี”; กิจการไม่ใช่การขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร → ข้อยกเว้นเฉพาะ “สำหรับกิจการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร” จึงไม่เข้าเงื่อนไข; มีสถานประกอบการหลายแห่ง → “มีสถานประกอบการหลายแห่ง”; ยื่นคำร้องขอยื่นรวม ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่แห่งหนึ่ง → “ยื่นคำร้องต่ออธิบดีขอยื่นแบบแสดงรายการภาษีรวมกัน ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่แห่งใดแห่งหนึ่ง”; อธิบดีเห็นสมควรและอนุมัติ → “เมื่ออธิบดีพิจารณาเห็นสมควร” และ “จะอนุมัติก็ได้” ดังนั้นบริษัทจึงยื่นแบบรวมกัน ณ สถานที่ที่ได้รับอนุมัติได้ ตามมาตรา 91/10 แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "บริษัทต้องยื่นแบบและชำระภาษีขณะจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมต่อพนักงานผู้รับจดทะเบียน" ผิด: การยื่นขณะจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมใช้แก่กิจการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร แต่โจทย์ระบุว่าไม่ใช่กิจการดังกล่าว • "บริษัทสามารถยื่นแบบรวมกันได้ตั้งแต่ยื่นคำร้อง แม้อธิบดียังไม่ได้พิจารณาอนุมัติ" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า “เมื่ออธิบดีพิจารณาเห็นสมควรจะอนุมัติก็ได้” จึงมิใช่ผลที่เกิดจากการยื่นคำร้องเพียงอย่างเดียว • "บริษัทยังต้องแยกยื่นแบบเป็นรายสถานประกอบการ แม้อธิบดีอนุมัติให้ยื่นรวมกันแล้ว" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดข้อยกเว้นให้ขอยื่นรวมกันได้ และเมื่ออธิบดีพิจารณาเห็นสมควรจะอนุมัติก็ได้ อ้างอิงตัวบท มาตรา 91/10: “ถ้ามีผู้มีหน้าที่เสียภาษีมีสถานประกอบการหลายแห่ง การยื่นแบบแสดงรายการภาษีและการชำระภาษีตามวรรคหนึ่งให้แยกยื่นเป็นรายสถานประกอบการ ทั้งนี้ เว้นแต่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีจะยื่นคำร้องต่ออธิบดีขอยื่นแบบแสดงรายการภาษีรวมกัน ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่แห่งใดแห่งหนึ่ง หรือ ณ สถานที่ที่อธิบดีกำหนดตามวรรคสามก็ได้ และเมื่ออธิบดีพิจารณาเห็นสมควรจะอนุมัติก็ได้”
มาตรา 91/10: “ถ้ามีผู้มีหน้าที่เสียภาษีมีสถานประกอบการหลายแห่ง การยื่นแบบแสดงรายการภาษีและการชำระภาษีตามวรรคหนึ่งให้แยกยื่นเป็นรายสถานประกอบการ ทั้งนี้ เว้นแต่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีจะยื่นคำร้องต่ออธิบดีขอยื่นแบบแสดงรายการภาษีรวมกัน ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่แห่งใดแห่งหนึ่ง หรือ ณ สถานที่ที่อธิบดีกำหนดตามวรรคสามก็ได้ และเมื่ออธิบดีพิจารณาเห็นสมควรจะอนุมัติก็ได้”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
เทศบาลแห่งหนึ่งจ่ายเงินได้พึงประเมินให้บริษัท ค. จำกัด และได้หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีปัจจุบัน ผลของภาษีที่หักไว้นั้นเป็นอย่างไรตามประมวลรัษฎากร
- ก. ให้นำไปหักออกจากเงินได้พึงประเมินของบริษัทในรอบระยะเวลาบัญชีที่หักไว้
- ข. ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีเงินได้ของบริษัทในรอบระยะเวลาบัญชีที่หักไว้ ✓
- ค. ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีเงินได้ของบริษัทในรอบระยะเวลาบัญชีถัดไป
- ง. ไม่ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีเงินได้ของบริษัทในรอบระยะเวลาบัญชีที่หักไว้
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีเงินได้ของบริษัทในรอบระยะเวลาบัญชีที่หักไว้" เทศบาลเป็นผู้จ่าย → “เทศบาล”; การจ่ายเงินได้พึงประเมินให้บริษัท ค. จำกัด → “เป็นผู้จ่ายเงินได้พึงประเมิน...ให้กับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใด”; การหักเกิดในรอบระยะเวลาบัญชีปัจจุบัน → “ตามรอบระยะเวลาบัญชีที่หักไว้นั้น” จึงต้องถือภาษีที่หักไว้เป็นเครดิตในการคำนวณภาษีเงินได้ของบริษัทสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่หักไว้ ตามมาตรา 69 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีเงินได้ของบริษัทในรอบระยะเวลาบัญชีถัดไป" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดว่าให้ถือเป็นเครดิต “ตามรอบระยะเวลาบัญชีที่หักไว้นั้น” ไม่ใช่รอบถัดไป • "ให้นำไปหักออกจากเงินได้พึงประเมินของบริษัทในรอบระยะเวลาบัญชีที่หักไว้" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดผลให้ภาษีที่หักไว้เป็น “เครดิตในการคำนวณภาษีเงินได้” มิใช่รายการหักออกจากเงินได้พึงประเมิน • "ไม่ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีเงินได้ของบริษัทในรอบระยะเวลาบัญชีที่หักไว้" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุโดยตรงว่า “ภาษีที่หักไว้นี้ให้ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีเงินได้ของบริษัท” อ้างอิงตัวบท มาตรา 69 ทวิ: “ภาษีที่หักไว้นี้ให้ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามรอบระยะเวลาบัญชีที่หักไว้นั้น”
มาตรา 69 ทวิ: “ภาษีที่หักไว้นี้ให้ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามรอบระยะเวลาบัญชีที่หักไว้นั้น”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามมาตรา 69 ตรี ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) เฉพาะที่จ่ายให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งขายอสังหาริมทรัพย์ ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตราเท่าใด
- ก. ร้อยละ 2
- ข. ร้อยละ 3
- ค. ร้อยละ 1 ✓
- ง. ร้อยละ 5
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ร้อยละ 1" มาตรา 69 ตรีกำหนดให้คำนวณหักภาษีเงินได้ไว้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 1 สำหรับเงินได้ดังกล่าว ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ร้อยละ 3" ผิด: ข้อความในมาตรา 69 ตรีระบุให้คำนวณหักภาษีเงินได้ไว้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 1 • "ร้อยละ 5" ผิด: มาตรา 69 ตรีกำหนดอัตราร้อยละ 1 จึงไม่ใช่ร้อยละ 5 • "ร้อยละ 2" ผิด: มาตรา 69 ตรีกำหนดอัตราร้อยละ 1 ไม่ใช่ร้อยละ 2 มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 40 (8): “(8) เงินได้จากการธุรกิจ การพาณิชย์ การเกษตร การอุตสาหกรรม การขนส่ง หรือการอื่นนอกจากที่ระบุไว้ใน (1) ถึง (7) แล้ว” อ้างอิงตัวบท มาตรา 69 ตรี: “คำนวณหักภาษีเงินได้ไว้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 1”
มาตรา 69 ตรี: “คำนวณหักภาษีเงินได้ไว้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 1”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ผู้ใดโดยรู้อยู่แล้วหรือจงใจไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกหรือคำสั่งที่ระบุไว้ในมาตรา 36 แห่งประมวลรัษฎากร ต้องระวางโทษอย่างไร
- ก. จำคุกไม่เกินหนึ่งเดือนและปรับไม่เกินสองพันบาทในทุกกรณี
- ข. จำคุกไม่เกินสองเดือน หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- ค. จำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- ง. จำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "จำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ตามมาตรา 36 ผู้กระทำดังกล่าวต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "จำคุกไม่เกินสองเดือน หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ผิด: มาตรา 36 กำหนดโทษจำคุกไว้ว่า “ไม่เกินหนึ่งเดือน” • "จำคุกไม่เกินหนึ่งเดือนและปรับไม่เกินสองพันบาทในทุกกรณี" ผิด: มาตรา 36 ใช้ถ้อยคำว่า “หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” จึงไม่ได้บังคับให้ลงโทษทั้งสองอย่างในทุกกรณี • "จำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ผิด: มาตรา 36 กำหนดค่าปรับไว้ว่า “ไม่เกินสองพันบาท” อ้างอิงตัวบท มาตรา 36: “ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน” มาตรา 36: “หรือปรับไม่เกินสองพันบาท” มาตรา 36: “หรือทั้งจำทั้งปรับ”
มาตรา 36: “ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
บริษัท ค. จำกัด มีรอบระยะเวลาบัญชีสิบสองเดือน และได้ยื่นรายการพร้อมชำระภาษีภายในสองเดือนนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาหกเดือน ต่อมาบริษัทกำลังคำนวณภาษีที่ต้องชำระประจำรอบระยะเวลาบัญชี ภาษีที่ชำระไว้ดังกล่าวมีผลอย่างไรตามประมวลรัษฎากร
- ก. ให้ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีที่ต้องชำระตามมาตรา 68 ✓
- ข. ให้ถือว่าเป็นการชำระภาษีตามมาตรา 68 เสร็จสิ้นแล้วโดยไม่ต้องคำนวณอีก
- ค. ให้แยกจากการคำนวณภาษีตามมาตรา 68 และมิให้ถือเป็นเครดิต
- ง. ให้ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีครึ่งรอบของรอบระยะเวลาบัญชีถัดไป
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ให้ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีที่ต้องชำระตามมาตรา 68" ข้อเท็จจริงแต่ละส่วนสัมพันธ์กับองค์ประกอบดังนี้: บริษัท ค. จำกัด → “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล”; การยื่นรายการพร้อมชำระภาษี → “ยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดพร้อมกับชำระภาษี”; การยื่นภายในสองเดือนหลังสิ้นรอบหกเดือน → “ภายในสองเดือนนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาหกเดือนนับแต่วันแรกของรอบระยะเวลาบัญชี”; รอบระยะเวลาบัญชีสิบสองเดือน → “น้อยกว่าสิบสองเดือน” จึงไม่เข้าเงื่อนไขข้อยกเว้น; และการคำนวณภาษีประจำรอบ → “ภาษีที่ชำระตามวรรคหนึ่ง ให้ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีที่ต้องชำระตามมาตรา 68” ดังนั้นต้องถือภาษีที่ชำระไว้เป็นเครดิตตามมาตรา 67 ทวิ วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ให้แยกจากการคำนวณภาษีตามมาตรา 68 และมิให้ถือเป็นเครดิต" ผิด: ขัดกับข้อความที่กำหนดว่า “ให้ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีที่ต้องชำระตามมาตรา 68” • "ให้ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีครึ่งรอบของรอบระยะเวลาบัญชีถัดไป" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุให้ใช้เป็นเครดิตในการคำนวณภาษีที่ต้องชำระตามมาตรา 68 ไม่ใช่ภาษีครึ่งรอบของรอบระยะเวลาบัญชีถัดไป • "ให้ถือว่าเป็นการชำระภาษีตามมาตรา 68 เสร็จสิ้นแล้วโดยไม่ต้องคำนวณอีก" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ภาษีที่ชำระถือเป็นเพียง “เครดิตในการคำนวณภาษีที่ต้องชำระตามมาตรา 68” มิใช่การชำระเสร็จสิ้นโดยไม่ต้องคำนวณอีก มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 68: “มาตรา 68 ภายในหนึ่งร้อยห้าสิบวันนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลยื่นรายการ ซึ่งจำเป็นต้องใช้ในการคำนวณภาษีในรอบระยะเวลาบัญชีตามแบบที่อธิบดีกำหนดพร้อมกับชำระภาษีต่ออำเภอ” • มาตรา 67 ทวิ วรรค 1: “มาตรา 67 ทวิ เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีก่อนถึงกำหนดเวลาตามมาตรา 68 ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดพร้อมกับชำระภาษีต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ภายในสองเดือนนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาหกเดือนนับแต่วันแรกของรอบระยะเวลาบัญชี ดังนี้” • มาตรา 67 ทวิ วรรค 2: “ภาษีที่ชำระตามวรรคหนึ่ง ให้ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีที่ต้องชำระตามมาตรา 68” อ้างอิงตัวบท มาตรา 67 ทวิ: “ภาษีที่ชำระตามวรรคหนึ่ง ให้ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีที่ต้องชำระตามมาตรา 68”
มาตรา 67 ทวิ: “ภาษีที่ชำระตามวรรคหนึ่ง ให้ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีที่ต้องชำระตามมาตรา 68”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
บริษัท ค. จำกัด เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ได้ขายสินค้าและนำภาษีขายไปรวมคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มในเดือนมกราคม ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์พบว่าสินค้ามีจำนวนเกินกว่าที่ตกลงซื้อขายกัน จึงเพิ่มราคาสินค้าและออกใบเพิ่มหนี้ในเดือนมีนาคม โดยผู้ซื้อได้รับใบเพิ่มหนี้ในเดือนเมษายน บริษัทต้องนำภาษีขายที่เพิ่มขึ้นไปรวมคำนวณในเดือนภาษีใด
- ก. เดือนภาษีกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นเดือนที่บริษัทพบจำนวนสินค้าเกิน
- ข. เดือนภาษีมีนาคม ซึ่งเป็นเดือนที่บริษัทออกใบเพิ่มหนี้ ✓
- ค. เดือนภาษีมกราคม ซึ่งเป็นเดือนที่บริษัทคำนวณภาษีขายเดิม
- ง. เดือนภาษีเมษายน ซึ่งเป็นเดือนที่ผู้ซื้อได้รับใบเพิ่มหนี้
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เดือนภาษีมีนาคม ซึ่งเป็นเดือนที่บริษัทออกใบเพิ่มหนี้" ข้อเท็จจริงที่บริษัทเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนและขายสินค้าโดยนำภาษีขายไปรวมคำนวณแล้ว → “ผู้ประกอบการจดทะเบียนขายสินค้า...และได้นำภาษีขายไปรวมคำนวณ...แล้ว”; ข้อเท็จจริงว่าสินค้ามีจำนวนเกินกว่าที่ตกลงซื้อขายกันและมีการเพิ่มราคา → “มีการเพิ่มราคาสินค้าที่ขายเนื่องจากสินค้าเกินกว่าจำนวนที่ตกลงซื้อขายกัน”; ข้อเท็จจริงว่าออกใบเพิ่มหนี้ในเดือนมีนาคม → “ในเดือนภาษีที่ได้ออกใบเพิ่มหนี้”; ส่วนการที่ผู้ซื้อได้รับใบเพิ่มหนี้ในเดือนเมษายน → เป็นหลักสำหรับภาษีซื้อของผู้ได้รับใบเพิ่มหนี้ ไม่ใช่กำหนดเดือนภาษีขายของบริษัท ดังนั้นบริษัทต้องรวมภาษีขายที่เพิ่มขึ้นในเดือนภาษีมีนาคม ตามมาตรา 82/9 แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เดือนภาษีกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นเดือนที่บริษัทพบจำนวนสินค้าเกิน" ผิด: แหล่งกฎหมายกำหนดเดือนภาษีที่ได้ออกใบเพิ่มหนี้ ไม่ใช่เดือนที่พบว่าสินค้ามีจำนวนเกินกว่าที่ตกลงกัน • "เดือนภาษีมกราคม ซึ่งเป็นเดือนที่บริษัทคำนวณภาษีขายเดิม" ผิด: แหล่งกฎหมายให้รวมภาษีขายที่เพิ่มขึ้นในเดือนภาษีที่ออกใบเพิ่มหนี้ มิใช่เดือนที่นำภาษีขายเดิมไปรวมคำนวณ • "เดือนภาษีเมษายน ซึ่งเป็นเดือนที่ผู้ซื้อได้รับใบเพิ่มหนี้" ผิด: กรณีผู้ขายต้องถือภาษีขายที่เพิ่มขึ้นเป็นภาษีขายใน “เดือนภาษีที่ได้ออกใบเพิ่มหนี้” ส่วนเดือนที่ได้รับใบเพิ่มหนี้ใช้กับภาษีซื้อของผู้ได้รับใบเพิ่มหนี้ อ้างอิงตัวบท มาตรา 82/9: “โดยให้ถือเป็นภาษีขายของตนในเดือนภาษีที่ได้ออกใบเพิ่มหนี้”
มาตรา 82/9: “โดยให้ถือเป็นภาษีขายของตนในเดือนภาษีที่ได้ออกใบเพิ่มหนี้”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
บริษัท ค. จำกัดเป็นบริษัทจดทะเบียน และรอบระยะเวลาบัญชีนี้มีระยะเวลาสิบสองเดือน ตามประมวลรัษฎากร บริษัท ค. จำกัดต้องคำนวณและชำระภาษีสำหรับรอบระยะเวลาหกเดือนอย่างไร
- ก. ให้จัดทำประมาณการกำไรสุทธิทั้งรอบระยะเวลาบัญชี แล้วคำนวณและชำระภาษีจากจำนวนกึ่งหนึ่งของประมาณการกำไรสุทธินั้น
- ข. ไม่ต้องยื่นรายการและชำระภาษีก่อนกำหนด เพราะความในวรรคหนึ่งไม่ใช้บังคับแก่รอบระยะเวลาบัญชีที่มีระยะเวลาสิบสองเดือน
- ค. ให้คำนวณและชำระภาษีจากกำไรสุทธิของรอบระยะเวลาสิบสองเดือนนับแต่วันแรกของรอบระยะเวลาบัญชี ตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี
- ง. ให้คำนวณและชำระภาษีจากกำไรสุทธิของรอบระยะเวลาหกเดือนนับแต่วันแรกของรอบระยะเวลาบัญชี ตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ให้คำนวณและชำระภาษีจากกำไรสุทธิของรอบระยะเวลาหกเดือนนับแต่วันแรกของรอบระยะเวลาบัญชี ตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี" ข้อเท็จจริงว่า “เป็นบริษัทจดทะเบียน” → “ในกรณีบริษัทจดทะเบียน” จึงเลือกหลักเกณฑ์ใน (2) ส่วนข้อเท็จจริงว่ารอบระยะเวลาบัญชี “มีระยะเวลาสิบสองเดือน” → ไม่เข้าเงื่อนไข “รอบระยะเวลาบัญชีแรก หรือรอบระยะเวลาบัญชีสุดท้ายน้อยกว่าสิบสองเดือน” ดังนั้น บริษัท ค. จำกัดต้องคำนวณและชำระภาษีจากกำไรสุทธิของรอบระยะเวลาหกเดือนนับแต่วันแรกของรอบระยะเวลาบัญชี ตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี ตามมาตรา 67 ทวิ (2) แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ไม่ต้องยื่นรายการและชำระภาษีก่อนกำหนด เพราะความในวรรคหนึ่งไม่ใช้บังคับแก่รอบระยะเวลาบัญชีที่มีระยะเวลาสิบสองเดือน" ผิด: แหล่งข้อมูลยกเว้นเฉพาะบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งมีรอบระยะเวลาบัญชีแรกหรือรอบระยะเวลาบัญชีสุดท้ายน้อยกว่าสิบสองเดือน • "ให้จัดทำประมาณการกำไรสุทธิทั้งรอบระยะเวลาบัญชี แล้วคำนวณและชำระภาษีจากจำนวนกึ่งหนึ่งของประมาณการกำไรสุทธินั้น" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้บริษัทจดทะเบียนคำนวณและชำระภาษีจากกำไรสุทธิของรอบระยะเวลาหกเดือน มิใช่จากกึ่งหนึ่งของประมาณการกำไรสุทธิทั้งรอบระยะเวลาบัญชี • "ให้คำนวณและชำระภาษีจากกำไรสุทธิของรอบระยะเวลาสิบสองเดือนนับแต่วันแรกของรอบระยะเวลาบัญชี ตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าให้คำนวณจากกำไรสุทธิของรอบระยะเวลาหกเดือนนับแต่วันแรกของรอบระยะเวลาบัญชี มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 67 ทวิ วรรค 1: “มาตรา 67 ทวิ เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีก่อนถึงกำหนดเวลาตามมาตรา 68 ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดพร้อมกับชำระภาษีต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ภายในสองเดือนนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาหกเดือนนับแต่วันแรกของรอบระยะเวลาบัญชี ดังนี้” • มาตรา 65 ทวิ: “มาตรา 65 ทวิ การคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิในส่วนนี้ให้เป็นไปตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้ (1) รายการที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ตรี ไม่ให้ถือเป็นรายจ่าย (2) ค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สิน ให้หักได้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และอัตราที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา การหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาดังกล่าว ให้คำนวณหักตามส่วนเฉลี่ยแห่งระยะเวลาที่ได้ทรัพย์สินนั้นมา” • มาตรา 65 ตรี: “มาตรา 65 ตรี รายการต่อไปนี้ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ” อ้างอิงตัวบท มาตรา 67 ทวิ: “(2) ในกรณีบริษัทจดทะเบียน ธนาคารพาณิชย์ตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์” มาตรา 67 ทวิ: “ให้คำนวณและชำระภาษีจากกำไรสุทธิของรอบระยะเวลาหกเดือนนับแต่วันแรกของรอบระยะเวลาบัญชี” มาตรา 67 ทวิ: “ให้คำนวณและชำระภาษีจากกำไรสุทธิของรอบระยะเวลาหกเดือนนับแต่วันแรกของรอบระยะเวลาบัญชี ตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี” มาตรา 67 ทวิ: “ตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี”
มาตรา 67 ทวิ: “(2) ในกรณีบริษัทจดทะเบียน ธนาคารพาณิชย์ตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อใดอธิบายหน้าที่ลงลายมือชื่อในรายการ รายงาน หรือเอกสารอื่นที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลต้องทำยื่นตามมาตรา 7 ได้ถูกต้อง
- ก. ให้กรรมการ ผู้เป็นหุ้นส่วน และผู้จัดการร่วมกันลงลายมือชื่อ
- ข. ให้กรรมการเป็นผู้ลงลายมือชื่อเพียงผู้เดียว
- ค. ให้กรรมการ ผู้เป็นหุ้นส่วน หรือผู้จัดการเป็นผู้ลงลายมือชื่อ ✓
- ง. ไม่ต้องมีผู้ลงลายมือชื่อในรายการ รายงาน หรือเอกสารอื่น
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ให้กรรมการ ผู้เป็นหุ้นส่วน หรือผู้จัดการเป็นผู้ลงลายมือชื่อ" มาตรา 7 กำหนดว่า รายการ รายงาน หรือเอกสารอื่นที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลต้องทำยื่น ให้กรรมการ ผู้เป็นหุ้นส่วน หรือผู้จัดการเป็นผู้ลงลายมือชื่อ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ให้กรรมการเป็นผู้ลงลายมือชื่อเพียงผู้เดียว" ผิด: มาตรา 7 ระบุทางเลือกไว้ว่า “กรรมการหรือผู้เป็นหุ้นส่วนหรือผู้จัดการ” มิได้กำหนดเฉพาะกรรมการเพียงผู้เดียว • "ให้กรรมการ ผู้เป็นหุ้นส่วน และผู้จัดการร่วมกันลงลายมือชื่อ" ผิด: มาตรา 7 ใช้คำว่า “หรือ” ระหว่างกรรมการ ผู้เป็นหุ้นส่วน และผู้จัดการ มิได้กำหนดให้ร่วมกันลงลายมือชื่อ • "ไม่ต้องมีผู้ลงลายมือชื่อในรายการ รายงาน หรือเอกสารอื่น" ผิด: มาตรา 7 กำหนดให้กรรมการ ผู้เป็นหุ้นส่วน หรือผู้จัดการเป็นผู้ลงลายมือชื่อ อ้างอิงตัวบท มาตรา 7: “ให้กรรมการหรือผู้เป็นหุ้นส่วนหรือผู้จัดการเป็นผู้ลงลายมือชื่อ”
มาตรา 7: “ให้กรรมการหรือผู้เป็นหุ้นส่วนหรือผู้จัดการเป็นผู้ลงลายมือชื่อ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2569 “เนเน่ รอยัล” สร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยด้วยความสำเร็จใดในการแข่งขันใด
- ก. คว้าแชมป์รายการ America's Got Talent 2026 ซีซัน 21 ของสหรัฐอเมริกา ✓
- ข. คว้าแชมป์รายการ Britain's Got Talent 2026 ซีซัน 21 ของสหราชอาณาจักร
- ค. คว้าแชมป์รายการ America's Got Talent 2025 ซีซัน 20 ของสหรัฐอเมริกา
- ง. คว้ารองแชมป์รายการ America's Got Talent 2026 ซีซัน 21 ของสหรัฐอเมริกา
Explanation: คำตอบที่ถูก: "คว้าแชมป์รายการ America's Got Talent 2026 ซีซัน 21 ของสหรัฐอเมริกา" ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2569 เนเน่ รอยัล หรือแพรว–รัตติกานต์ อำลอย คว้าแชมป์รายการ America's Got Talent 2026 ซีซัน 21 ของสหรัฐอเมริกา ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "คว้ารองแชมป์รายการ America's Got Talent 2026 ซีซัน 21 ของสหรัฐอเมริกา" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า “คว้าแชมป์” ไม่ใช่คว้ารองแชมป์ • "คว้าแชมป์รายการ America's Got Talent 2025 ซีซัน 20 ของสหรัฐอเมริกา" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุปี 2026 และซีซัน 21 • "คว้าแชมป์รายการ Britain's Got Talent 2026 ซีซัน 21 ของสหราชอาณาจักร" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าเป็นรายการ America's Got Talent ของสหรัฐอเมริกา อ้างอิงตัวบท ข่าวในกระแส: สังคม / ชื่อเสียงของประเทศ (ก.ย. 2569 (ประกาศผลราว 24 ก.ย. 2569 ตามเวลาไทย)) (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “คว้าแชมป์รายการ America's Got Talent (AGT) 2026 ซีซัน 21 ของสหรัฐอเมริกา”
ข่าวในกระแส: สังคม / ชื่อเสียงของประเทศ (ก.ย. 2569 (ประกาศผลราว 24 ก.ย. 2569 ตามเวลาไทย)) (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “คว้าแชมป์รายการ America's Got Talent (AGT) 2026 ซีซัน 21 ของสหรัฐอเมริกา”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีที่แถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 งานเพิ่มผลิตภาพและคุณภาพการผลิตภาคเกษตร รวมทั้งเชื่อมโยงห่วงโซ่การผลิตและการตลาดอย่างเป็นระบบ จัดอยู่ในกลุ่มยุทธศาสตร์ใด
- ก. กลุ่มด้านเศรษฐกิจมหภาค การลงทุน และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
- ข. กลุ่มด้านโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
- ค. กลุ่มด้านสังคมและสวัสดิการ ซึ่งมุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน
- ง. กลุ่มด้านการผลิต การค้า และบริการ ซึ่งมุ่งเพิ่มผลิตภาพภาคเกษตร ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "กลุ่มด้านการผลิต การค้า และบริการ ซึ่งมุ่งเพิ่มผลิตภาพภาคเกษตร" คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีระบุว่า กลุ่มด้านการผลิต การค้า และบริการครอบคลุมการเพิ่มผลิตภาพและคุณภาพการผลิตภาคเกษตร ตลอดจนการพัฒนาและเชื่อมโยงห่วงโซ่การผลิตและการตลาดอย่างเป็นระบบ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "กลุ่มด้านสังคมและสวัสดิการ ซึ่งมุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่างานเพิ่มผลิตภาพและคุณภาพการผลิตภาคเกษตรเป็นขอบเขตของกลุ่มด้านการผลิต การค้า และบริการ ส่วนกลุ่มด้านสังคมและสวัสดิการมุ่งยกระดับทุนมนุษย์และคุณภาพชีวิตประชาชน • "กลุ่มด้านโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม" ผิด: แหล่งข้อมูลจัดการเพิ่มผลิตภาพภาคเกษตรและการเชื่อมโยงห่วงโซ่การผลิตและการตลาดไว้ในกลุ่มด้านการผลิต การค้า และบริการ • "กลุ่มด้านเศรษฐกิจมหภาค การลงทุน และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุให้งานเพิ่มผลิตภาพและคุณภาพการผลิตภาคเกษตรอยู่ในกลุ่มด้านการผลิต การค้า และบริการ ไม่ใช่กลุ่มด้านเศรษฐกิจมหภาค การลงทุน และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อ้างอิงตัวบท กลไกการบริหารแบบกลุ่มยุทธศาสตร์ (Cluster) 5 กลุ่ม (คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงต่อรัฐสภา วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน 2569): “2. ด้านการผลิต การค้า และบริการ เร่งเพิ่มผลิตภาพและคุณภาพการผลิต ภาคเกษตร เกษตรแปรรูป พัฒนาและเชื่อมโยงห่วงโซ่การผลิตและการตลาดอย่างเป็นระบบ” กลไกการบริหารแบบกลุ่มยุทธศาสตร์ (Cluster) 5 กลุ่ม (คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงต่อรัฐสภา วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน 2569): “2. ด้านการผลิต การค้า และบริการ เร่งเพิ่มผลิตภาพและคุณภาพการผลิต ภาคเกษตร”
กลไกการบริหารแบบกลุ่มยุทธศาสตร์ (Cluster) 5 กลุ่ม (คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงต่อรัฐสภา วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน 2569): “2. ด้านการผลิต การค้า และบริการ เร่งเพิ่มผลิตภาพและคุณภาพการผลิต ภาคเกษตร เกษตรแปรรูป พัฒนาและเชื่อมโยงห่วงโซ่การผลิตและการตลาดอย่างเป็นระบบ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อใดสื่อความหมายสอดคล้องกับหนึ่งใน 13 หมุดหมายของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13
- ก. มุ่งคงฐานการผลิตยานยนต์แบบเดิมแทนยานยนต์ไฟฟ้า
- ข. มุ่งขยายเศรษฐกิจแบบใช้แล้วทิ้งและสังคมคาร์บอนสูง
- ค. มุ่งพัฒนาเกษตรและเกษตรแปรรูปให้มีมูลค่าสูง ✓
- ง. มุ่งพัฒนาการท่องเที่ยวโดยเน้นปริมาณมากกว่าคุณภาพ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "มุ่งพัฒนาเกษตรและเกษตรแปรรูปให้มีมูลค่าสูง" แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 กำหนดให้ “เกษตรและเกษตรแปรรูปมูลค่าสูง” เป็นหนึ่งใน 13 หมุดหมาย ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "มุ่งพัฒนาการท่องเที่ยวโดยเน้นปริมาณมากกว่าคุณภาพ" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าเป็นจุดหมายการท่องเที่ยวที่เน้นคุณภาพและความยั่งยืน ไม่ใช่เน้นปริมาณมากกว่าคุณภาพ • "มุ่งขยายเศรษฐกิจแบบใช้แล้วทิ้งและสังคมคาร์บอนสูง" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุหมุดหมายเรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียนและสังคมคาร์บอนต่ำ ซึ่งตรงข้ามกับข้อความนี้ • "มุ่งคงฐานการผลิตยานยนต์แบบเดิมแทนยานยนต์ไฟฟ้า" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุหมุดหมายเรื่องฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าที่สำคัญของโลก ไม่ใช่การคงยานยนต์แบบเดิมแทนยานยนต์ไฟฟ้า อ้างอิงตัวบท หัวข้อ 1.2 แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566–2570) (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “เกษตรและเกษตรแปรรูปมูลค่าสูง”
หัวข้อ 1.2 แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566–2570) (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “เกษตรและเกษตรแปรรูปมูลค่าสูง”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อใดคือความหมายของ GDP (ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ)
- ก. ภาวะที่ GDP หดตัวต่อเนื่อง โดยมักใช้เกณฑ์ 2 ไตรมาสติดกัน
- ข. มูลค่าสินค้าและบริการขั้นสุดท้ายที่ผลิตภายในประเทศในช่วงเวลาหนึ่ง ✓
- ค. ระดับราคาสินค้าและบริการโดยทั่วไปสูงขึ้นต่อเนื่อง ทำให้อำนาจซื้อของเงินลดลง
- ง. มูลค่าที่ผลิตหรือรายได้ของคนสัญชาตินั้น ไม่ว่าอยู่ในหรือนอกประเทศ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "มูลค่าสินค้าและบริการขั้นสุดท้ายที่ผลิตภายในประเทศในช่วงเวลาหนึ่ง" GDP หมายถึงมูลค่าสินค้าและบริการขั้นสุดท้ายที่ผลิตภายในประเทศในช่วงเวลาหนึ่ง ตามนิยามในหัวข้อเศรษฐกิจพื้นฐาน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ภาวะที่ GDP หดตัวต่อเนื่อง โดยมักใช้เกณฑ์ 2 ไตรมาสติดกัน" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดข้อความนี้เป็นความหมายของภาวะเศรษฐกิจถดถอย ไม่ใช่ GDP • "ระดับราคาสินค้าและบริการโดยทั่วไปสูงขึ้นต่อเนื่อง ทำให้อำนาจซื้อของเงินลดลง" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดข้อความนี้เป็นความหมายของเงินเฟ้อ ไม่ใช่ GDP • "มูลค่าที่ผลิตหรือรายได้ของคนสัญชาตินั้น ไม่ว่าอยู่ในหรือนอกประเทศ" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่ามูลค่าที่ผลิตหรือรายได้ของคนสัญชาตินั้น ไม่ว่าอยู่ในหรือนอกประเทศ เป็นความหมายของ GNP หรือ GNI ไม่ใช่ GDP อ้างอิงตัวบท หมวด 3 เศรษฐกิจพื้นฐาน (~15%) (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “GDP (ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ) | มูลค่าสินค้าและบริการขั้นสุดท้ายที่ผลิตภายในประเทศในช่วงเวลาหนึ่ง”
หมวด 3 เศรษฐกิจพื้นฐาน (~15%) (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “GDP (ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ) | มูลค่าสินค้าและบริการขั้นสุดท้ายที่ผลิตภายในประเทศในช่วงเวลาหนึ่ง”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามสรุปคำแถลงนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นโยบายด้านทางสังคมมุ่งเน้นเรื่องใด
- ก. สนับสนุนการเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นพื้นฐาน และสร้าง AI Literacy เพื่อใช้ AI อย่างถูกต้องและปลอดภัย ✓
- ข. จำกัดการเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นพื้นฐาน และสร้าง AI Literacy เพื่อใช้ AI อย่างถูกต้องและปลอดภัย
- ค. สนับสนุนการเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นพื้นฐาน และลดความตระหนักรู้เกี่ยวกับการใช้ AI อย่างปลอดภัย
- ง. สนับสนุนการเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นพื้นฐาน และสร้างสังคมดิจิทัลที่ประชาชนไม่มีส่วนร่วม
Explanation: คำตอบที่ถูก: "สนับสนุนการเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นพื้นฐาน และสร้าง AI Literacy เพื่อใช้ AI อย่างถูกต้องและปลอดภัย" นโยบายด้านทางสังคมมุ่งสนับสนุนการเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นพื้นฐาน พร้อมสร้างความตระหนักรู้และความเข้าใจในการใช้ AI อย่างถูกต้องและปลอดภัย หรือ AI Literacy ตาม anchor de_social ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "จำกัดการเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นพื้นฐาน และสร้าง AI Literacy เพื่อใช้ AI อย่างถูกต้องและปลอดภัย" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า “สนับสนุนการเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นพื้นฐาน” ไม่ใช่จำกัดการเข้าถึง • "สนับสนุนการเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นพื้นฐาน และลดความตระหนักรู้เกี่ยวกับการใช้ AI อย่างปลอดภัย" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุให้ “สร้างความตระหนักรู้และเข้าใจในการใช้ AI อย่างถูกต้องและปลอดภัย” ไม่ใช่ลดความตระหนักรู้ • "สนับสนุนการเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นพื้นฐาน และสร้างสังคมดิจิทัลที่ประชาชนไม่มีส่วนร่วม" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่ามุ่ง “สร้างสังคมดิจิทัลที่ทุกคนมีส่วนร่วมได้จริง” จึงตรงข้ามกับข้อความนี้ อ้างอิงตัวบท นโยบาย รมว.ดศ. ด้านทางสังคม (สรุปคำแถลงนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (mdes.go.th)): “สนับสนุนการเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นพื้นฐาน” นโยบาย รมว.ดศ. ด้านทางสังคม (สรุปคำแถลงนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (mdes.go.th)): “สร้างความตระหนักรู้และเข้าใจในการใช้ AI อย่างถูกต้องและปลอดภัย (AI Literacy)”
นโยบาย รมว.ดศ. ด้านทางสังคม (สรุปคำแถลงนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (mdes.go.th)): “สนับสนุนการเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นพื้นฐาน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อใดเป็น 1 ใน 5 องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ
- ก. ผู้ตรวจสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
- ข. ผู้ตรวจเงินแผ่นดิน
- ค. ผู้ตรวจการแผ่นดิน ✓
- ง. ผู้ตรวจการเลือกตั้ง
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ผู้ตรวจการแผ่นดิน" ผู้ตรวจการแผ่นดินเป็น 1 ใน 5 องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญตามหัวข้อ 4.3 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ผู้ตรวจการเลือกตั้ง" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุองค์กรด้านการเลือกตั้งว่า “คณะกรรมการการเลือกตั้ง” ไม่ใช่ “ผู้ตรวจการเลือกตั้ง” • "ผู้ตรวจสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าเป็น “คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ” ไม่ใช่ “ผู้ตรวจสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ” • "ผู้ตรวจเงินแผ่นดิน" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุชื่อว่า “ผู้ตรวจการแผ่นดิน” และ “คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน” ไม่ใช่ “ผู้ตรวจเงินแผ่นดิน” อ้างอิงตัวบท หัวข้อ 4.3 องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ (5 องค์กร) (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ (5 องค์กร) 1. คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) 2. ผู้ตรวจการแผ่นดิน”
หัวข้อ 4.3 องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ (5 องค์กร) (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ (5 องค์กร) 1. คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) 2. ผู้ตรวจการแผ่นดิน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อใดระบุ 3 ห่วง 2 เงื่อนไขของปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงได้ถูกต้อง
- ก. 3 ห่วง ได้แก่ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม; 2 เงื่อนไข ได้แก่ ความรู้และคุณธรรม
- ข. 3 ห่วง ได้แก่ ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว; 2 เงื่อนไข ได้แก่ ความรู้และความระมัดระวัง
- ค. 3 ห่วง ได้แก่ ความสมดุล ความมีเหตุผล และการมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว; 2 เงื่อนไข ได้แก่ ความรู้และคุณธรรม
- ง. 3 ห่วง ได้แก่ ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว; 2 เงื่อนไข ได้แก่ ความรู้และคุณธรรม ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "3 ห่วง ได้แก่ ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว; 2 เงื่อนไข ได้แก่ ความรู้และคุณธรรม" หัวข้อ 2.1 ระบุว่า 3 ห่วง คือ ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว ส่วน 2 เงื่อนไข คือ ความรู้และคุณธรรม ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "3 ห่วง ได้แก่ ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว; 2 เงื่อนไข ได้แก่ ความรู้และความระมัดระวัง" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุ 2 เงื่อนไขว่า “ความรู้” และ “คุณธรรม” ส่วนความระมัดระวังเป็นองค์ประกอบในวงเล็บของความรู้ • "3 ห่วง ได้แก่ ความสมดุล ความมีเหตุผล และการมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว; 2 เงื่อนไข ได้แก่ ความรู้และคุณธรรม" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า 3 ห่วงประกอบด้วย “ความพอประมาณ” ไม่ใช่ความสมดุล ซึ่งเป็นเป้าหมาย • "3 ห่วง ได้แก่ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม; 2 เงื่อนไข ได้แก่ ความรู้และคุณธรรม" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุ 3 ห่วงว่า “ความพอประมาณ ความมีเหตุผล การมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว” ส่วนเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมเป็นมิติของเป้าหมาย อ้างอิงตัวบท หัวข้อ 2.1 ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “- 3 ห่วง: - ความพอประมาณ” หัวข้อ 2.1 ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “- 3 ห่วง: - ความพอประมาณ - ความมีเหตุผล” หัวข้อ 2.1 ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “- 3 ห่วง: - ความพอประมาณ - ความมีเหตุผล - การมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว” หัวข้อ 2.1 ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “- 2 เงื่อนไข: - ความรู้” หัวข้อ 2.1 ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “- 2 เงื่อนไข: - ความรู้ (รอบรู้ รอบคอบ ระมัดระวัง) - คุณธรรม”
หัวข้อ 2.1 ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “- 3 ห่วง: - ความพอประมาณ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
นาย ก. ได้รับบรรจุเข้ารับราชการที่กรมสรรพากร และต้องกรอกข้อมูลเกี่ยวกับระดับการบริหารราชการของหน่วยงานต้นสังกัด นาย ก. ควรระบุข้อใด
- ก. เป็นส่วนราชการส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษเช่นเดียวกับกรุงเทพมหานคร
- ข. เป็นส่วนราชการส่วนกลาง สังกัดกระทรวงการคลัง ✓
- ค. เป็นส่วนราชการส่วนภูมิภาคในระดับจังหวัด
- ง. เป็นส่วนราชการส่วนท้องถิ่นประเภทองค์การบริหารส่วนจังหวัด
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เป็นส่วนราชการส่วนกลาง สังกัดกระทรวงการคลัง" เมื่อหน่วยงานต้นสังกัดของนาย ก. คือกรมสรรพากร จึงใช้หลักที่ระบุว่ากรมสรรพากรเป็นส่วนราชการส่วนกลาง สังกัดกระทรวงการคลัง ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เป็นส่วนราชการส่วนท้องถิ่นประเภทองค์การบริหารส่วนจังหวัด" ผิด: แหล่งข้อมูลจัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดไว้ในส่วนท้องถิ่น แต่ระบุว่ากรมสรรพากรเป็นส่วนราชการส่วนกลาง • "เป็นส่วนราชการส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษเช่นเดียวกับกรุงเทพมหานคร" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่ารูปแบบพิเศษ ได้แก่ กรุงเทพมหานครและเมืองพัทยา ขณะที่กรมสรรพากรเป็นส่วนราชการส่วนกลาง • "เป็นส่วนราชการส่วนภูมิภาคในระดับจังหวัด" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุโดยตรงว่า “กรมสรรพากร เป็นส่วนราชการส่วนกลาง” ไม่ใช่ส่วนภูมิภาค อ้างอิงตัวบท หัวข้อ 4.4 การจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “กรมสรรพากร เป็นส่วนราชการส่วนกลาง สังกัดกระทรวงการคลัง”
หัวข้อ 4.4 การจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “กรมสรรพากร เป็นส่วนราชการส่วนกลาง สังกัดกระทรวงการคลัง”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในเดือน มิ.ย. 2569 ข้อใดระบุผู้ชนะและหน่วยงานที่รับรองผลได้ถูกต้อง
- ก. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เป็นผู้ชนะ และ กกต. เป็นผู้รับรองผล ✓
- ข. ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข เป็นผู้ชนะ และกรุงเทพมหานครเป็นผู้รับรองผล
- ค. ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข เป็นผู้ชนะ และ กกต. เป็นผู้รับรองผล
- ง. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เป็นผู้ชนะ และกรุงเทพมหานครเป็นผู้รับรองผล
Explanation: คำตอบที่ถูก: "นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เป็นผู้ชนะ และ กกต. เป็นผู้รับรองผล" ข่าววันที่ 28 มิ.ย. 2569 ระบุว่า นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ชนะเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเป็นสมัยที่ 2 และ กกต. รับรองผลวันที่ 7 ก.ค. 2569 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข เป็นผู้ชนะ และ กกต. เป็นผู้รับรองผล" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่านายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ชนะเลือกตั้ง ส่วน ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ได้อันดับ 2 • "นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เป็นผู้ชนะ และกรุงเทพมหานครเป็นผู้รับรองผล" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุชัดว่า กกต. รับรองผลเมื่อวันที่ 7 ก.ค. 2569 • "ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข เป็นผู้ชนะ และกรุงเทพมหานครเป็นผู้รับรองผล" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่านายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เป็นผู้ชนะ และ กกต. เป็นผู้รับรองผล อ้างอิงตัวบท ข่าวในกระแส: การเมือง / การปกครองท้องถิ่น (28 มิ.ย. 2569) (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ชนะเลือกตั้งเป็น สมัยที่ 2” ข่าวในกระแส: การเมือง / การปกครองท้องถิ่น (28 มิ.ย. 2569) (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “กกต. รับรองผล 7 ก.ค. 2569”
ข่าวในกระแส: การเมือง / การปกครองท้องถิ่น (28 มิ.ย. 2569) (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ชนะเลือกตั้งเป็น สมัยที่ 2”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีที่แถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 ข้อใดสรุปจุดมุ่งหมายของการปฏิรูประบบราชการควบคู่กับการเสริมสร้างวินัยทางการเงินและการคลังได้ถูกต้อง
- ก. ทำให้ภาครัฐมีขนาดใหญ่ขึ้น เพิ่มภารกิจที่ซ้ำซ้อนและรายจ่ายภาครัฐ พร้อมขยายบทบาทการควบคุมให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น
- ข. คงบทบาท ภารกิจ และกฎหมายของหน่วยงานไว้เช่นเดิม รักษารายจ่ายที่มีอยู่ พร้อมเน้นให้ภาครัฐเป็นผู้ควบคุมเป็นหลัก
- ค. ลดขนาดภาครัฐแต่คงรายจ่ายด้านสิ่งปลูกสร้างที่ไม่จำเป็น พร้อมประเมินผลโดยไม่มุ่งผลลัพธ์และประโยชน์ที่ประชาชนได้รับ
- ง. ทำให้ภาครัฐมีขนาดเล็กลง ลดภารกิจซ้ำซ้อนและรายจ่ายที่ไม่จำเป็น พร้อมปรับบทบาทเป็นผู้อำนวยความสะดวกและควบคุมเท่าที่จำเป็น ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ทำให้ภาครัฐมีขนาดเล็กลง ลดภารกิจซ้ำซ้อนและรายจ่ายที่ไม่จำเป็น พร้อมปรับบทบาทเป็นผู้อำนวยความสะดวกและควบคุมเท่าที่จำเป็น" นโยบายมุ่งปฏิรูประบบราชการและเสริมสร้างวินัยทางการเงินและการคลังอย่างเป็นระบบ โดยลดความซ้ำซ้อนและรายจ่ายที่ไม่จำเป็น ทำให้ภาครัฐเล็กลง และเปลี่ยนเป็นผู้อำนวยความสะดวกโดยคงบทบาทควบคุมเท่าที่จำเป็น ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ทำให้ภาครัฐมีขนาดใหญ่ขึ้น เพิ่มภารกิจที่ซ้ำซ้อนและรายจ่ายภาครัฐ พร้อมขยายบทบาทการควบคุมให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุให้ภาครัฐมีขนาดเล็กลง ลดภารกิจที่ซ้ำซ้อน และเหลือบทบาทผู้ควบคุมเพียงเท่าที่จำเป็น • "ลดขนาดภาครัฐแต่คงรายจ่ายด้านสิ่งปลูกสร้างที่ไม่จำเป็น พร้อมประเมินผลโดยไม่มุ่งผลลัพธ์และประโยชน์ที่ประชาชนได้รับ" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุให้ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น เช่น สิ่งปลูกสร้างที่ไม่จำเป็น และให้ประเมินผลโดยมุ่งผลลัพธ์และประโยชน์ที่ประชาชนได้รับเป็นหลัก • "คงบทบาท ภารกิจ และกฎหมายของหน่วยงานไว้เช่นเดิม รักษารายจ่ายที่มีอยู่ พร้อมเน้นให้ภาครัฐเป็นผู้ควบคุมเป็นหลัก" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ปรับบทบาท ภารกิจ และกฎหมายให้ชัดเจน รวมทั้งลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นและไม่ก่อประโยชน์โดยตรงต่อประชาชน อ้างอิงตัวบท นโยบายข้อ 21 (คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงต่อรัฐสภา วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน 2569): “เพื่อให้ภาครัฐมีขนาดเล็กลง” นโยบายข้อ 21 (คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงต่อรัฐสภา วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน 2569): “ลดภารกิจที่ซ้ำซ้อน” นโยบายข้อ 21 (คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงต่อรัฐสภา วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน 2569): “ลดรายจ่ายของภาครัฐที่ไม่จำเป็น” นโยบายข้อ 21 (คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงต่อรัฐสภา วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน 2569): “เปลี่ยนบทบาทภาครัฐเป็น “ผู้อำนวยความสะดวก”” นโยบายข้อ 21 (คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงต่อรัฐสภา วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน 2569): “ให้เหลือบทบาท “ผู้ควบคุม” เพียงเท่าที่จำเป็น”
นโยบายข้อ 21 (คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงต่อรัฐสภา วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน 2569): “เพื่อให้ภาครัฐมีขนาดเล็กลง”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
หน่วยงานหนึ่งของกรมสรรพากรซึ่งปฏิบัติงานด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ประสบปัญหาเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและขอความช่วยเหลือจากกองเทคโนโลยีสารสนเทศ ตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมสรรพากร กองเทคโนโลยีสารสนเทศต้องดำเนินการอย่างไร
- ก. ไม่ให้การสนับสนุนทางวิชาการเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศแก่หน่วยงานนั้น
- ข. ให้การสนับสนุนทางวิชาการเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศแก่หน่วยงานนั้น ✓
- ค. ให้การสนับสนุนด้านงบประมาณแก่หน่วยงานนั้นแทนการสนับสนุนทางวิชาการ
- ง. ให้การสนับสนุนทางวิชาการเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศแก่ประชาชนแทนหน่วยงานนั้น
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ให้การสนับสนุนทางวิชาการเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศแก่หน่วยงานนั้น" กรณีนี้เป็นหน่วยงานของกรมที่ปฏิบัติงานด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์และมีปัญหาเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ จึงเข้าตามข้อ 10 (3) ซึ่งกำหนดให้กองเทคโนโลยีสารสนเทศให้การสนับสนุนทางวิชาการเกี่ยวกับระบบดังกล่าวแก่หน่วยงานของกรม ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ให้การสนับสนุนทางวิชาการเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศแก่ประชาชนแทนหน่วยงานนั้น" ผิด: ข้อ 10 (3) ระบุผู้รับการสนับสนุนทางวิชาการว่าเป็นหน่วยงานของกรมซึ่งปฏิบัติงานด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ • "ให้การสนับสนุนด้านงบประมาณแก่หน่วยงานนั้นแทนการสนับสนุนทางวิชาการ" ผิด: ข้อ 10 (3) ระบุการสนับสนุนทางวิชาการเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ไม่ใช่การสนับสนุนด้านงบประมาณ • "ไม่ให้การสนับสนุนทางวิชาการเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศแก่หน่วยงานนั้น" ผิด: ข้อ 10 (3) กำหนดให้กองเทคโนโลยีสารสนเทศ “ให้การสนับสนุนทางวิชาการเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ” แก่หน่วยงานของกรมซึ่งปฏิบัติงานด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ อ้างอิงตัวบท ข้อ 10 กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2567): “ให้การสนับสนุนทางวิชาการเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศให้แก่หน่วยงานของกรม ซึ่งปฏิบัติงานด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์”
ข้อ 10 กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2567): “ให้การสนับสนุนทางวิชาการเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศให้แก่หน่วยงานของกรม ซึ่งปฏิบัติงานด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามประวัติกรมสรรพากร ตราพระอุเทนทราธิราชนั่งดีดพิณสามสายมีดอกสี่กลีบ (ประจำยาม) คั่นระหว่างอักษรภาษาไทยและภาษาอังกฤษข้างละกี่ดอก
- ก. ข้างละ 4 ดอก
- ข. ข้างละ 1 ดอก
- ค. ข้างละ 3 ดอก ✓
- ง. ข้างละ 2 ดอก
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ข้างละ 3 ดอก" คำบรรยายตราพระอุเทนทราธิราชนั่งดีดพิณสามสายในประวัติกรมสรรพากรระบุว่า ระหว่างอักษรภาษาไทยและภาษาอังกฤษมีดอกสี่กลีบ (ประจำยาม) ข้างละ 3 ดอก ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ข้างละ 4 ดอก" ผิด: คำว่า “สี่กลีบ” เป็นลักษณะของดอก แต่จำนวนดอกระบุว่าข้างละ 3 ดอก • "ข้างละ 2 ดอก" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดจำนวนไว้ข้างละ 3 ดอก ไม่ใช่ข้างละ 2 ดอก • "ข้างละ 1 ดอก" ผิด: คำบรรยายตราระบุว่ามีดอกสี่กลีบ (ประจำยาม) ข้างละ 3 ดอก อ้างอิงตัวบท ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “ระหว่างอักษรภาษาไทยและภาษาอังกฤษ มีดอกสี่กลีบ (ประจำยาม) ข้างละ 3 ดอก”
ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “ระหว่างอักษรภาษาไทยและภาษาอังกฤษ มีดอกสี่กลีบ (ประจำยาม) ข้างละ 3 ดอก”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ในสมัยกรุงสุโขทัย มีการเก็บจังกอบในอัตราเท่าใด
- ก. อัตรา 10 ชัก 1 ✓
- ข. อัตรา 10 ชัก 2
- ค. อัตรา 20 ชัก 1
- ง. อัตรา 100 ชัก 1
Explanation: คำตอบที่ถูก: "อัตรา 10 ชัก 1" ตามประวัติการจัดเก็บภาษีอากรในสมัยกรุงสุโขทัย การเก็บจังกอบในสมัยนั้นเก็บในอัตรา 10 ชัก 1 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "อัตรา 100 ชัก 1" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุอัตรา “10 ชัก 1” ไม่ใช่ 100 ชัก 1 • "อัตรา 20 ชัก 1" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดอัตราไว้ที่ “10 ชัก 1” ไม่ใช่ 20 ชัก 1 • "อัตรา 10 ชัก 2" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าเก็บจังกอบในอัตรา “10 ชัก 1” ไม่ใช่ 10 ชัก 2 อ้างอิงตัวบท ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “โดยวิธีเก็บจังกอบในสมัยนั้นจะเก็บในอัตรา 10 ชัก 1”
ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “โดยวิธีเก็บจังกอบในสมัยนั้นจะเก็บในอัตรา 10 ชัก 1”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อใดอธิบายสาระสำคัญของการรวมกรมสรรพากรนอกกับกรมสรรพากรในได้ถูกต้อง
- ก. ย้ายทั้งสองกรมมาสังกัดกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ และรวมเป็นกรมสรรพากรตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2457
- ข. ย้ายทั้งสองกรมมาสังกัดกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ แต่ยังคงแยกเป็นสองกรมตามเดิม
- ค. รวมทั้งสองกรมเป็นกรมสรรพากร แล้วให้สังกัดกระทรวงมหาดไทยเพราะเป็นงานปกครองท้องที่
- ง. ย้ายทั้งสองกรมมาสังกัดกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ แล้วรวมเป็นกรมสรรพากรเพื่อให้การตรวจตราและจัดการเกิดประโยชน์ยิ่งขึ้น ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ย้ายทั้งสองกรมมาสังกัดกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ แล้วรวมเป็นกรมสรรพากรเพื่อให้การตรวจตราและจัดการเกิดประโยชน์ยิ่งขึ้น" ตามประวัติกรมสรรพากร พระราชดำริเห็นว่างานตรวจเก็บภาษี การบัญชี และการรวบรวมผลประโยชน์แผ่นดินเหมาะที่จะอยู่ในกระทรวงพระคลังมหาสมบัติซึ่งบัญชาการเงิน จึงย้ายกรมสรรพากรในและกรมสรรพากรนอกมาสังกัดกระทรวงดังกล่าวและรวมเป็นกรมสรรพากร เพื่อให้การตรวจตราและจัดการเกิดประโยชน์ยิ่งขึ้น ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ย้ายทั้งสองกรมมาสังกัดกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ และรวมเป็นกรมสรรพากรตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2457" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าให้รวมเป็นกรมสรรพากรตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2458 • "ย้ายทั้งสองกรมมาสังกัดกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ แต่ยังคงแยกเป็นสองกรมตามเดิม" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุให้รวมกรมสรรพากรนอกและกรมสรรพากรในเข้าเป็นกรมเดียวกัน เรียกว่า กรมสรรพากร • "รวมทั้งสองกรมเป็นกรมสรรพากร แล้วให้สังกัดกระทรวงมหาดไทยเพราะเป็นงานปกครองท้องที่" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่างานดังกล่าวอยู่ในกระทรวงที่มีหน้าที่ปกครองยังไม่เหมาะ และให้ย้ายมาขึ้นกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ อ้างอิงตัวบท ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “ให้ยกกรมสรรพากรใน ซึ่งแต่เดิมขึ้นอยู่ในกระทรวงนครบาล และกรมสรรพากรนอกซึ่งเดิมขึ้นอยู่ในกระทรวงมหาดไทยมาขึ้นอยู่ในบังคับบัญชากระทรวงพระคลังมหาสมบัติ” ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “เพื่อจะได้จัดการตรวจตราและจัดการให้เป็นประโยชน์ยิ่งขึ้นฉะนั้นจึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ยกกรมสรรพากรใน ซึ่งแต่เดิมขึ้นอยู่ในกระทรวงนครบาล และกรมสรรพากรนอกซึ่งเดิมขึ้นอยู่ในกระทรวงมหาดไทยมาขึ้นอยู่ในบังคับบัญชากระทรวงพระคลังมหาสมบัติและให้รวมเข้าเป็นกรมเดียวกันเรียกว่ากรมสรรพากร”
ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “ให้ยกกรมสรรพากรใน ซึ่งแต่เดิมขึ้นอยู่ในกระทรวงนครบาล และกรมสรรพากรนอกซึ่งเดิมขึ้นอยู่ในกระทรวงมหาดไทยมาขึ้นอยู่ในบังคับบัญชากระทรวงพระคลังมหาสมบัติ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
กรมสรรพากรนอกแบ่งส่วนราชการออกเป็นกี่แผนก
- ก. 7 แผนก
- ข. 6 แผนก ✓
- ค. 5 แผนก
- ง. 8 แผนก
Explanation: คำตอบที่ถูก: "6 แผนก" ตามหัวข้อการแบ่งส่วนราชการกรมสรรพากรนอก กรมสรรพากรนอกแบ่งส่วนราชการออกเป็น 6 แผนก ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "5 แผนก" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าแบ่งส่วนราชการออกเป็น 6 แผนก • "7 แผนก" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุจำนวนไว้ 6 แผนก ไม่ใช่ 7 แผนก • "8 แผนก" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าแบ่งส่วนราชการเป็น 6 แผนก ส่วนการจัดเก็บภาษีแบ่งเป็น 8 หมวด อ้างอิงตัวบท ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “แบ่งส่วนราชการออกเป็น 6 แผนก”
ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “แบ่งส่วนราชการออกเป็น 6 แผนก”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
นับตั้งแต่การก่อตั้งกรมสรรพากรจนถึงปัจจุบัน มีอธิบดีเข้ามาบริหารงานกรมสรรพากรจำนวนกี่ท่าน
- ก. 29 ท่าน ✓
- ข. 28 ท่าน
- ค. 30 ท่าน
- ง. 27 ท่าน
Explanation: คำตอบที่ถูก: "29 ท่าน" ตามประวัติกรมสรรพากร ระบุว่านับตั้งแต่การก่อตั้งจนถึงปัจจุบันมีอธิบดีเข้ามาบริหารงานกรมสรรพากรจำนวน 29 ท่าน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "27 ท่าน" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่ามีอธิบดีจำนวน 29 ท่าน • "30 ท่าน" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่ามีอธิบดีจำนวน 29 ท่าน ไม่ใช่ 30 ท่าน • "28 ท่าน" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุจำนวนไว้ชัดเจนว่า 29 ท่าน และรายนามสิ้นสุดที่ลำดับ 29 อ้างอิงตัวบท ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “นับตั้งแต่การก่อตั้งกรมสรรพากรมาจนถึงปัจจุบันนี้มีอธิบดีเข้ามาบริหารงานกรมสรรพากรจำนวน 29 ท่าน”
ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “นับตั้งแต่การก่อตั้งกรมสรรพากรมาจนถึงปัจจุบันนี้มีอธิบดีเข้ามาบริหารงานกรมสรรพากรจำนวน 29 ท่าน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อใดอธิบายความหมายของ D – Development ในค่านิยม I AM RD ได้ถูกต้อง
- ก. มีความเป็นมืออาชีพ สั่งสมความรู้และความเชี่ยวชาญในงานที่รับผิดชอบ
- ข. มีจริยธรรมและจรรยาบรรณ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต
- ค. พัฒนาและคิดค้นนวัตกรรมใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพงานและบริการให้ผู้เสียภาษีพึงพอใจ ✓
- ง. มีความรับผิดชอบ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความขยันหมั่นเพียร มุ่งมั่นและกระตือรือร้น
Explanation: คำตอบที่ถูก: "พัฒนาและคิดค้นนวัตกรรมใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพงานและบริการให้ผู้เสียภาษีพึงพอใจ" ตามค่านิยมกรมสรรพากร I AM RD ตัว D – Development หมายถึง พัฒนาและคิดค้นนวัตกรรมใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพงานและบริการให้ผู้เสียภาษีพึงพอใจ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "มีความเป็นมืออาชีพ สั่งสมความรู้และความเชี่ยวชาญในงานที่รับผิดชอบ" ผิด: ข้อความนี้เป็นความหมายของ M – Mastery ไม่ใช่ D – Development • "มีความรับผิดชอบ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความขยันหมั่นเพียร มุ่งมั่นและกระตือรือร้น" ผิด: ข้อความนี้เป็นความหมายของ A – Accountability ไม่ใช่ D – Development • "มีจริยธรรมและจรรยาบรรณ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต" ผิด: ข้อความนี้เป็นความหมายของ I – Integrity ส่วน D – Development หมายถึงการพัฒนาและคิดค้นนวัตกรรมใหม่ อ้างอิงตัวบท ค่านิยมกรมสรรพากร I AM RD: “D – Development: พัฒนาและคิดค้นนวัตกรรมใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพงานและบริการให้ผู้เสียภาษีพึงพอใจ”
ค่านิยมกรมสรรพากร I AM RD: “D – Development: พัฒนาและคิดค้นนวัตกรรมใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพงานและบริการให้ผู้เสียภาษีพึงพอใจ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อใดอธิบายภารกิจของกรมสรรพากรตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมสรรพากร ได้ถูกต้อง
- ก. มุ่งใช้นโยบายภาษีโดยไม่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม
- ข. มุ่งให้เกิดการเสียภาษีโดยไม่คำนึงถึงความสมัครใจของผู้เสียภาษี
- ค. มุ่งให้ได้ภาษีตามเป้าหมายโดยไม่ต้องคำนึงถึงความทั่วถึงและเป็นธรรม
- ง. มุ่งให้ได้ภาษีตามเป้าหมายอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม และให้เกิดความสมัครใจในการเสียภาษี ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "มุ่งให้ได้ภาษีตามเป้าหมายอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม และให้เกิดความสมัครใจในการเสียภาษี" ตามข้อ 2 กรมสรรพากรมีภารกิจด้านการจัดเก็บภาษี การเสนอแนะและการใช้นโยบายทางภาษีอากร เพื่อให้ได้ภาษีตามเป้าหมายอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม รวมทั้งให้เกิดความสมัครใจในการเสียภาษี ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "มุ่งใช้นโยบายภาษีโดยไม่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม" ผิด: ข้อ 2 ระบุให้การดำเนินภารกิจเป็นกลไกในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม • "มุ่งให้ได้ภาษีตามเป้าหมายโดยไม่ต้องคำนึงถึงความทั่วถึงและเป็นธรรม" ผิด: ข้อ 2 กำหนดเป้าหมายให้ได้ภาษีอย่างทั่วถึงและเป็นธรรมโดยชัดแจ้ง • "มุ่งให้เกิดการเสียภาษีโดยไม่คำนึงถึงความสมัครใจของผู้เสียภาษี" ผิด: ข้อ 2 ระบุผลที่มุ่งหมายว่าให้เกิดความสมัครใจในการเสียภาษี อ้างอิงตัวบท ข้อ 2 กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2567): “เพื่อให้ได้ภาษีตามเป้าหมายอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม” ข้อ 2 กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2567): “และเกิดความสมัครใจในการเสียภาษี”
ข้อ 2 กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2567): “เพื่อให้ได้ภาษีตามเป้าหมายอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
เครื่องจำหน่ายตั๋วเข้าชมการแข่งม้ายี่ห้อ NCR เริ่มนำมาใช้ครั้งแรกเมื่อใด
- ก. วันที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2510
- ข. วันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2514
- ค. วันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2510 ✓
- ง. วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2510
Explanation: คำตอบที่ถูก: "วันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2510" ตามข้อมูลพิพิธภัณฑ์กรมสรรพากร เครื่องจำหน่ายตั๋วเข้าชมการแข่งม้ายี่ห้อ NCR เริ่มนำมาใช้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2510 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "วันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2514" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าเริ่มนำมาใช้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2510 ไม่ใช่ พ.ศ. 2514 • "วันที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2510" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุวันที่ 1 ไม่ใช่วันที่ 10 • "วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2510" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุเดือนกันยายน ไม่ใช่เดือนตุลาคม อ้างอิงตัวบท ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “เป็นเครื่องจำหน่ายตั๋วเข้าชมการแข่งม้ายี่ห้อ NCR เริ่มนำมาใช้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2510”
ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “เป็นเครื่องจำหน่ายตั๋วเข้าชมการแข่งม้ายี่ห้อ NCR เริ่มนำมาใช้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2510”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
กรมสรรพากรต้องวางกรอบตัวเลขการจัดเก็บและการคืนภาษีอากรล่วงหน้า และต้องตรวจสอบภายหลังว่าผลการจัดเก็บเป็นไปตามกรอบดังกล่าวหรือไม่ กองวิชาการแผนภาษีต้องดำเนินการอย่างไรตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมสรรพากร
- ก. ติดตามประเมินผลการจัดเก็บภาษีอากรให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลแทนประมาณการที่กำหนดไว้
- ข. จัดทำประมาณการจัดเก็บและคืนภาษีอากร พร้อมทั้งติดตามประเมินผลการจัดเก็บภาษีอากรให้สอดคล้องกับประมาณการที่ได้กำหนดไว้ ✓
- ค. จัดทำประมาณการเฉพาะการจัดเก็บภาษีอากร โดยไม่ต้องประมาณการคืนภาษีอากร
- ง. จัดทำประมาณการจัดเก็บและคืนภาษีอากร โดยไม่ต้องติดตามประเมินผลการจัดเก็บภาษีอากร
Explanation: คำตอบที่ถูก: "จัดทำประมาณการจัดเก็บและคืนภาษีอากร พร้อมทั้งติดตามประเมินผลการจัดเก็บภาษีอากรให้สอดคล้องกับประมาณการที่ได้กำหนดไว้" กรณีนี้มีทั้งการวางกรอบตัวเลขการจัดเก็บและคืนภาษีอากร และการตรวจสอบผลจริงเทียบกับกรอบ จึงตรงกับข้อ 19 (4) ซึ่งกำหนดให้กองวิชาการแผนภาษีจัดทำประมาณการจัดเก็บและคืนภาษีอากร พร้อมทั้งติดตามประเมินผลการจัดเก็บให้สอดคล้องกับประมาณการที่กำหนดไว้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ติดตามประเมินผลการจัดเก็บภาษีอากรให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลแทนประมาณการที่กำหนดไว้" ผิด: ข้อ 19 (4) กำหนดให้ติดตามประเมินผลการจัดเก็บภาษีอากรให้สอดคล้องกับ “ประมาณการที่ได้กำหนดไว้” • "จัดทำประมาณการเฉพาะการจัดเก็บภาษีอากร โดยไม่ต้องประมาณการคืนภาษีอากร" ผิด: ข้อ 19 (4) ระบุให้จัดทำประมาณการทั้ง “จัดเก็บและคืนภาษีอากร” • "จัดทำประมาณการจัดเก็บและคืนภาษีอากร โดยไม่ต้องติดตามประเมินผลการจัดเก็บภาษีอากร" ผิด: ข้อ 19 (4) ระบุว่า “พร้อมทั้งติดตามประเมินผลการจัดเก็บภาษีอากร” อ้างอิงตัวบท ข้อ 19 กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2567): “จัดทำประมาณการจัดเก็บและคืนภาษีอากร” ข้อ 19 กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2567): “พร้อมทั้งติดตามประเมินผลการจัดเก็บภาษีอากรให้สอดคล้องกับประมาณการที่ได้กำหนดไว้”
ข้อ 19 กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2567): “จัดทำประมาณการจัดเก็บและคืนภาษีอากร”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
นาย ก. ยื่นคำขอข้อมูลข่าวสารตามมาตรา 11 ต่อหน่วยงานของรัฐแห่งหนึ่ง หน่วยงานผู้รับคำขอเห็นว่าข้อมูลดังกล่าวจัดทำโดยหน่วยงานของรัฐแห่งอื่นและระบุห้ามการเปิดเผยไว้ตามระเบียบที่กำหนดตามมาตรา 16 หน่วยงานผู้รับคำขอต้องดำเนินการอย่างไร
- ก. ส่งคำขอให้หน่วยงานของรัฐผู้จัดทำข้อมูลข่าวสารนั้นพิจารณาเพื่อมีคำสั่งต่อไป ✓
- ข. พิจารณาคำขอและมีคำสั่งเกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูลนั้นเอง
- ค. แนะนำให้นาย ก. ไปยื่นคำขอต่อหน่วยงานที่ควบคุมดูแลข้อมูลโดยไม่ชักช้า
- ง. ปฏิเสธคำขอทันทีเพราะข้อมูลดังกล่าวระบุห้ามการเปิดเผยไว้
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ส่งคำขอให้หน่วยงานของรัฐผู้จัดทำข้อมูลข่าวสารนั้นพิจารณาเพื่อมีคำสั่งต่อไป" ข้อเท็จจริงที่ว่าข้อมูลจัดทำโดยหน่วยงานของรัฐแห่งอื่นและระบุห้ามการเปิดเผยไว้ตามระเบียบที่กำหนดตามมาตรา 16 ทำให้ต้องใช้กรณีเฉพาะตามมาตรา 12 คือส่งคำขอให้หน่วยงานผู้จัดทำข้อมูลข่าวสารนั้นพิจารณาเพื่อมีคำสั่งต่อไป ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ปฏิเสธคำขอทันทีเพราะข้อมูลดังกล่าวระบุห้ามการเปิดเผยไว้" ผิด: ข้อความในมาตรา 12 กำหนดผลให้ส่งคำขอแก่หน่วยงานผู้จัดทำเพื่อพิจารณามีคำสั่ง มิได้กำหนดให้ผู้รับคำขอปฏิเสธทันที • "แนะนำให้นาย ก. ไปยื่นคำขอต่อหน่วยงานที่ควบคุมดูแลข้อมูลโดยไม่ชักช้า" ผิด: มาตรา 12 กำหนดกรณีนี้ไว้โดยเฉพาะว่า “ให้ส่งคำขอนั้นให้หน่วยงานของรัฐผู้จัดทำข้อมูลข่าวสารนั้นพิจารณาเพื่อมีคำสั่งต่อไป” • "พิจารณาคำขอและมีคำสั่งเกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูลนั้นเอง" ผิด: มาตรา 12 กำหนดให้ส่งคำขอไปยังหน่วยงานของรัฐผู้จัดทำข้อมูลข่าวสารเพื่อพิจารณาและมีคำสั่งต่อไป มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 11: “มาตรา 11 นอกจากข้อมูลข่าวสารของราชการที่ลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษาแล้วหรือที่จัดไว้ให้ประชาชนเข้าตรวจดูได้แล้วหรือที่มีการจัดให้ประชาชนได้ค้นคว้าตามมาตรา 26 แล้ว ถ้าบุคคลใดขอข้อมูลข่าวสารอื่นใดของราชการและคำขอของผู้นั้นระบุข้อมูลข่าวสารที่ต้องการในลักษณะที่อาจเข้าใจได้ตามควร ให้หน่วยงานของรัฐผู้รับผิดชอบจัดหาข้อมูลข่าวสารนั้นให้แก่ผู้ขอภายในเวลาอันสมควร เว้นแต่ผู้นั้นขอจำนวนมากหรือบ่อยครั้งโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ข้อมูลข่าวสารของราชการใดมีสภาพที่อาจบุบสลายง่าย หน่วยงานของรัฐจะขอขยายเวลาในการจัดหาให้หรือจะจัดทำสำเนาให้ในสภาพอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อมิให้เกิดความเสียหายแก่ข้อมูลข่าวสารนั้นก็ได้ ข้อมูล…” • มาตรา 16: “มาตรา 16 เพื่อให้เกิดความชัดเจนในทางปฏิบัติว่าข้อมูลข่าวสารของราชการจะเปิดเผยต่อบุคคลใดได้หรือไม่ภายใต้เงื่อนไขเช่นใด และสมควรมีวิธีรักษามิให้รั่วไหลให้หน่วยงานของรัฐกำหนดวิธีการคุ้มครองข้อมูลข่าวสารนั้น ทั้งนี้ ตามระเบียบที่คณะรัฐมนตรีกำหนดว่าด้วยการรักษาความลับของทางราชการ” อ้างอิงตัวบท มาตรา 12 พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540: “ถ้าหน่วยงานของรัฐผู้รับคำขอเห็นว่าข้อมูลข่าวสารที่มีคำขอเป็นข้อมูลข่าวสารที่จัดทำโดยหน่วยงานของรัฐแห่งอื่น และได้ระบุห้ามการเปิดเผยไว้ตามระเบียบที่กำหนดตามมาตรา 16 ให้ส่งคำขอนั้นให้หน่วยงานของรัฐผู้จัดทำข้อมูลข่าวสารนั้นพิจารณาเพื่อมีคำสั่งต่อไป”
มาตรา 12 พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540: “ถ้าหน่วยงานของรัฐผู้รับคำขอเห็นว่าข้อมูลข่าวสารที่มีคำขอเป็นข้อมูลข่าวสารที่จัดทำโดยหน่วยงานของรัฐแห่งอื่น และได้ระบุห้ามการเปิดเผยไว้ตามระเบียบที่กำหนดตามมาตรา 16 ให้ส่งคำขอนั้นให้หน่วยงานของรัฐผู้จัดทำข้อมูลข่าวสารนั้นพิจารณาเพื่อมีคำสั่งต่อไป”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
สำนักงานได้แจ้งให้ประธานรัฐสภาแต่งตั้งกรรมการสรรหาในส่วนของตน แต่เมื่อครบสี่สิบห้าวัน ประธานรัฐสภายังไม่สามารถแต่งตั้งได้ ตามมาตรา 9 ต้องดำเนินการอย่างไร
- ก. ให้สำนักงานแต่งตั้งบุคคลที่เหมาะสมเป็นกรรมการสรรหาแทนได้เอง
- ข. ให้สำนักงานรอจนครบหกสิบวันก่อนเสนอชื่อบุคคลที่เหมาะสม
- ค. ให้สำนักงานเสนอชื่อให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาแต่งตั้งบุคคลที่เหมาะสมเป็นกรรมการสรรหาแทน ✓
- ง. ให้คณะกรรมการสรรหาปฏิบัติหน้าที่เท่าที่มีอยู่โดยไม่ต้องเสนอชื่อแทน
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ให้สำนักงานเสนอชื่อให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาแต่งตั้งบุคคลที่เหมาะสมเป็นกรรมการสรรหาแทน" ข้อเท็จจริงที่ประธานรัฐสภาซึ่งเป็นผู้มีอำนาจตามมาตรา 9 (2) ไม่สามารถแต่งตั้งกรรมการสรรหาในส่วนของตนได้ภายในสี่สิบห้าวันนับแต่ได้รับแจ้ง ทำให้สำนักงานต้องเสนอชื่อให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาแต่งตั้งบุคคลที่เหมาะสมเป็นกรรมการสรรหาแทน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ให้สำนักงานรอจนครบหกสิบวันก่อนเสนอชื่อบุคคลที่เหมาะสม" ผิด: มาตรา 9 กำหนดระยะเวลาไว้ภายในสี่สิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากสำนักงาน ไม่ใช่หกสิบวัน • "ให้คณะกรรมการสรรหาปฏิบัติหน้าที่เท่าที่มีอยู่โดยไม่ต้องเสนอชื่อแทน" ผิด: กรณีผู้มีอำนาจตาม (2) แต่งตั้งไม่ได้ภายในสี่สิบห้าวัน มาตรา 9 กำหนดให้สำนักงานเสนอชื่อให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาแต่งตั้งแทน • "ให้สำนักงานแต่งตั้งบุคคลที่เหมาะสมเป็นกรรมการสรรหาแทนได้เอง" ผิด: มาตรา 9 กำหนดให้สำนักงานเสนอชื่อให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาแต่งตั้ง มิใช่ให้สำนักงานแต่งตั้งเอง อ้างอิงตัวบท มาตรา 9 พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562: “(2) บุคคลซึ่งประธานรัฐสภาแต่งตั้งจำนวนสองคน” มาตรา 9 พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562: “ในกรณีที่ผู้มีอำนาจแต่งตั้งตาม (2) (3) หรือ (4) ไม่สามารถแต่งตั้งกรรมการสรรหา ในส่วนของตนได้ภายในสี่สิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากสำนักงาน ให้สำนักงานเสนอชื่อให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาแต่งตั้งบุคคลที่เหมาะสมเป็นกรรมการสรรหาแทนผู้มีอำนาจแต่งตั้งนั้น”
มาตรา 9 พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562: “(2) บุคคลซึ่งประธานรัฐสภาแต่งตั้งจำนวนสองคน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อใดอธิบายขอบเขตของความเห็นหรือคำแนะนำภายในหน่วยงานของรัฐตามมาตรา 15 (3) ได้ถูกต้อง
- ก. ความเห็นหรือคำแนะนำภายในต้องเปิดเผย เพราะไม่อยู่ในประเภทข้อมูลที่อาจมีคำสั่งมิให้เปิดเผย
- ข. อาจมีคำสั่งมิให้เปิดเผยความเห็นหรือคำแนะนำภายในได้ แต่ไม่รวมรายงานทางวิชาการ รายงานข้อเท็จจริง หรือข้อมูลที่นำมาใช้จัดทำความเห็นหรือคำแนะนำนั้น ✓
- ค. ความเห็นหรือคำแนะนำภายในต้องมีคำสั่งมิให้เปิดเผยทุกกรณี โดยไม่ต้องพิจารณาประโยชน์ที่เกี่ยวข้อง
- ง. ความเห็นหรือคำแนะนำภายในรวมถึงรายงานทางวิชาการ รายงานข้อเท็จจริง และข้อมูลที่นำมาใช้จัดทำความเห็นหรือคำแนะนำนั้น
Explanation: คำตอบที่ถูก: "อาจมีคำสั่งมิให้เปิดเผยความเห็นหรือคำแนะนำภายในได้ แต่ไม่รวมรายงานทางวิชาการ รายงานข้อเท็จจริง หรือข้อมูลที่นำมาใช้จัดทำความเห็นหรือคำแนะนำนั้น" มาตรา 15 (3) ครอบคลุมความเห็นหรือคำแนะนำภายในหน่วยงานของรัฐซึ่งอาจมีคำสั่งมิให้เปิดเผยได้ แต่ยกเว้นรายงานทางวิชาการ รายงานข้อเท็จจริง และข้อมูลข่าวสารที่นำมาใช้ในการทำความเห็นหรือคำแนะนำดังกล่าว ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ความเห็นหรือคำแนะนำภายในรวมถึงรายงานทางวิชาการ รายงานข้อเท็จจริง และข้อมูลที่นำมาใช้จัดทำความเห็นหรือคำแนะนำนั้น" ผิด: มาตรา 15 (3) ระบุว่าไม่รวมถึงรายงานทางวิชาการ รายงานข้อเท็จจริง หรือข้อมูลข่าวสารที่นำมาใช้ในการทำความเห็นหรือคำแนะนำภายใน • "ความเห็นหรือคำแนะนำภายในต้องเปิดเผย เพราะไม่อยู่ในประเภทข้อมูลที่อาจมีคำสั่งมิให้เปิดเผย" ผิด: มาตรา 15 (3) ระบุความเห็นหรือคำแนะนำภายในหน่วยงานของรัฐไว้เป็นข้อมูลประเภทที่อาจมีคำสั่งมิให้เปิดเผย • "ความเห็นหรือคำแนะนำภายในต้องมีคำสั่งมิให้เปิดเผยทุกกรณี โดยไม่ต้องพิจารณาประโยชน์ที่เกี่ยวข้อง" ผิด: มาตรา 15 ใช้คำว่า “อาจมีคำสั่งมิให้เปิดเผยก็ได้” และกำหนดให้คำนึงถึงการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ประโยชน์สาธารณะ และประโยชน์ของเอกชนที่เกี่ยวข้องประกอบกัน อ้างอิงตัวบท มาตรา 15 พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540: “ข้อมูลข่าวสารของราชการที่มีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอาจมีคำสั่งมิให้เปิดเผยก็ได้” มาตรา 15 พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540: “(3) ความเห็นหรือคำแนะนำภายในหน่วยงานของรัฐในการดำเนินการเรื่องหนึ่งเรื่องใด” มาตรา 15 พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540: “แต่ทั้งนี้ ไม่รวมถึงรายงานทางวิชาการ” มาตรา 15 พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540: “แต่ทั้งนี้ ไม่รวมถึงรายงานทางวิชาการ รายงานข้อเท็จจริง” มาตรา 15 พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540: “หรือข้อมูลข่าวสารที่นำมาใช้ในการทำความเห็นหรือคำแนะนำภายในดังกล่าว”
มาตรา 15 พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540: “ข้อมูลข่าวสารของราชการที่มีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอาจมีคำสั่งมิให้เปิดเผยก็ได้”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามมาตรา 41 แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามข้อจำกัดหรือเงื่อนไขที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกำหนดตามมาตรา 20 ต้องระวางโทษอย่างไร
- ก. จำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- ข. จำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- ค. จำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- ง. จำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "จำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" มาตรา 41 กำหนดให้ผู้ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามข้อจำกัดหรือเงื่อนไขที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกำหนดตามมาตรา 20 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "จำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ผิด: มาตรา 41 กำหนดโทษปรับไม่เกินสองหมื่นบาท มิใช่ไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท • "จำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ผิด: มาตรา 41 กำหนดโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปีและปรับไม่เกินสองหมื่นบาท • "จำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ผิด: มาตรา 41 กำหนดโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี มิใช่ไม่เกินหกเดือน มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 20: “มาตรา 20 การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารใดแม้จะเข้าข่ายต้องมีความรับผิดตามกฎหมายใด ให้ถือว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ต้องรับผิดหากเป็นการกระทำโดยสุจริตในกรณีดังต่อไปนี้ (1) ข้อมูลข่าวสารตามมาตรา 15 ถ้าเจ้าหน้าที่ของรัฐได้ดำเนินการโดยถูกต้องตามระเบียบตามมาตรา 16 (2) ข้อมูลข่าวสารตามมาตรา 15 ถ้าเจ้าหน้าที่ของรัฐในระดับตามที่กำหนดในกฎกระทรวง มีคำสั่งให้เปิดเผยเป็นการทั่วไปหรือเฉพาะแก่บุคคลใดเพื่อประโยชน์อันสำคัญยิ่งกว่าที่เกี่ยวกับประโยชน์สาธารณะ หรือชีวิต ร่างกาย สุขภาพ หรือประโยชน์อื่นของบุคคล และคำสั่งนั้นได้กระทำโดยสมควรแก่เหตุ ในการนี้จะมีการกำหนดข้อจำกัดหรือเงื่อนไขในการใช้ข้อมูลข่าวสารนั้นตามความเหมาะส…” อ้างอิงตัวบท มาตรา 41 พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540: “ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี” มาตรา 41 พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540: “หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท” มาตรา 41 พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540: “หรือทั้งจำทั้งปรับ”
มาตรา 41 พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540: “ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามมาตรา 78 ศาลมีอำนาจกำหนดค่าสินไหมทดแทนเพื่อการลงโทษได้ไม่เกินเท่าใด
- ก. ไม่เกินสองเท่าของค่าสินไหมทดแทนที่แท้จริง ✓
- ข. ไม่เกินหนึ่งเท่าของค่าสินไหมทดแทนที่แท้จริง
- ค. ไม่เกินสามเท่าของค่าสินไหมทดแทนที่แท้จริง
- ง. ไม่เกินสี่เท่าของค่าสินไหมทดแทนที่แท้จริง
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ไม่เกินสองเท่าของค่าสินไหมทดแทนที่แท้จริง" มาตรา 78 ให้อำนาจศาลกำหนดค่าสินไหมทดแทนเพื่อการลงโทษได้ตามที่เห็นสมควร แต่ไม่เกินสองเท่าของค่าสินไหมทดแทนที่แท้จริง ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ไม่เกินสี่เท่าของค่าสินไหมทดแทนที่แท้จริง" ผิด: มาตรา 78 ระบุว่าไม่เกินสองเท่าของค่าสินไหมทดแทนที่แท้จริง มิใช่สี่เท่า • "ไม่เกินสามเท่าของค่าสินไหมทดแทนที่แท้จริง" ผิด: มาตรา 78 ระบุจำนวนสูงสุดไว้ที่สองเท่าของค่าสินไหมทดแทนที่แท้จริง • "ไม่เกินหนึ่งเท่าของค่าสินไหมทดแทนที่แท้จริง" ผิด: มาตรา 78 กำหนดว่าไม่เกินสองเท่าของค่าสินไหมทดแทนที่แท้จริง มิใช่หนึ่งเท่า อ้างอิงตัวบท มาตรา 78 พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562: “แต่ไม่เกินสองเท่าของค่าสินไหมทดแทนที่แท้จริงนั้น”
มาตรา 78 พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562: “แต่ไม่เกินสองเท่าของค่าสินไหมทดแทนที่แท้จริงนั้น”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
Exam Simulator
Start a snapshot-based practice or real-exam attempt.
Exam Preview
What an approved exam looks like to a test-taker.
ชุดจำลอง นักตรวจสอบภาษีปฏิบัติการ (ทดลอง)
Time limit: 150 minutes
1. บริษัท ค. จำกัดเป็นผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี เอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีของบริษัทเสียหายมาก่อน แต่บริษัทเพิ่งทราบถึงความเสียหายในภายหลัง ตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 ข้อใดระบุผู้รับแจ้งและกำหนดเวลาได้ถูกต้อง
- ก. แจ้งต่อสารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชี ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่เอกสารเกิดความเสียหาย
- ข. แจ้งต่อสารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชี ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ทราบหรือควรทราบถึงความเสียหาย
- ค. แจ้งต่ออธิบดี ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ทราบหรือควรทราบถึงความเสียหาย
- ง. แจ้งต่อสารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชี ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ทราบหรือควรทราบถึงความเสียหาย
2. ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1 เรื่อง การนำเสนองบการเงิน ข้อใดอธิบายหลักการจัดประเภทสินทรัพย์หมุนเวียนได้ถูกต้อง
- ก. เงินสดที่มีข้อจำกัดในการใช้ชำระหนี้สินอย่างน้อย 12 เดือนเป็นสินทรัพย์หมุนเวียน
- ข. สินทรัพย์เป็นสินทรัพย์หมุนเวียนเมื่อต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดครบทุกข้อ
- ค. สินทรัพย์เป็นสินทรัพย์หมุนเวียนเมื่อเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดข้อใดข้อหนึ่ง
- ง. สินทรัพย์ที่ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดให้จัดประเภทเป็นสินทรัพย์หมุนเวียน
3. ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 7 เรื่อง งบกระแสเงินสด ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการจัดประเภทกระแสเงินสดจากกิจกรรมลงทุน
- ก. เฉพาะรายจ่ายที่ส่งผลให้เกิดการรับรู้สินทรัพย์ในงบฐานะการเงินเท่านั้นที่สามารถจัดประเภทเป็นกิจกรรมลงทุน
- ข. กระแสเงินสดจากสัญญาที่ใช้ป้องกันความเสี่ยงของรายการที่ระบุได้ต้องจัดเป็นกิจกรรมลงทุนเสมอ
- ค. เงินสดจ่ายเพื่อซื้อตราสารหนี้ของกิจการอื่นที่ถือไว้เพื่อซื้อขายสามารถจัดประเภทเป็นกิจกรรมลงทุนได้
- ง. รายจ่ายที่ไม่ส่งผลให้เกิดการรับรู้สินทรัพย์ในงบฐานะการเงินก็สามารถจัดประเภทเป็นกิจกรรมลงทุนได้
4. กิจการมียอดขายเชื่อสุทธิทั้งปี 2,190,000 บาท ลูกหนี้การค้าต้นปี 240,000 บาท และปลายปี 320,000 บาท ระยะเวลาเก็บหนี้เฉลี่ยเป็นกี่วัน (ใช้ลูกหนี้เฉลี่ย และ 1 ปี = 365 วัน)
- ก. 53 วัน
- ข. 8 วัน
- ค. 46 วัน
- ง. 47 วัน
5. บริษัท ค. จำกัดมีสินค้าคงเหลือชนิด ก. และชนิด ข. ซึ่งไม่อยู่ในกรณีที่มาตรฐานกล่าวไว้ต่างหาก สินค้าทั้งสองชนิดมีลักษณะและการใช้คล้ายคลึงกัน โดยบริษัทใช้วิธีเข้าก่อนออกก่อนกับสินค้าชนิด ก. ข้อใดเป็นการปฏิบัติที่ถูกต้อง
- ก. กิจการไม่ต้องใช้วิธีเดียวกัน และอาจเลือกสองวิธีแยกกันสำหรับสินค้าแต่ละชนิด
- ข. กิจการต้องใช้วิธีเข้าก่อนออกก่อนกับสินค้าชนิด ข. เช่นเดียวกับชนิด ก.
- ค. กิจการต้องเปลี่ยนสินค้าทั้งสองชนิดไปใช้วิธีต้นทุนถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก
- ง. กิจการอาจใช้วิธีต้นทุนถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักกับชนิด ข. หากเห็นว่าเหมาะสม
6. นาย ก. เป็นผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี ได้เลิกประกอบธุรกิจโดยมิได้มีการชำระบัญชี มิได้ร้องขอขยายเวลาส่งมอบ และยังไม่เคยส่งมอบบัญชีหรือเอกสารมาก่อน ตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 นาย ก. ต้องส่งมอบบัญชีและเอกสารแก่ผู้ใดและภายในกำหนดใด
- ก. ส่งมอบแก่สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีภายในเก้าสิบวันนับแต่วันร้องขอขยายเวลา
- ข. ส่งมอบให้ครบถ้วนถูกต้องแก่สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีภายในเวลาที่กำหนด
- ค. ส่งมอบแก่สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันเลิกประกอบธุรกิจ
- ง. ส่งมอบแก่สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีภายในเก้าสิบวันนับแต่วันเลิกประกอบธุรกิจ
7. ในการวิเคราะห์งบการเงิน อัตราส่วนทุนหมุนเวียนเร็วตัดรายการใดออกจากสินทรัพย์หมุนเวียน และเพราะเหตุใด
- ก. ตัดสินค้าคงเหลือออก เพราะเป็นรายการที่เปลี่ยนเป็นเงินสดช้าที่สุด
- ข. ตัดลูกหนี้ออก เพราะเป็นรายการที่เปลี่ยนเป็นเงินสดช้าที่สุด
- ค. ตัดเงินลงทุนระยะสั้นออก เพราะเป็นรายการที่เปลี่ยนเป็นเงินสดช้าที่สุด
- ง. ตัดเงินสดออก เพราะเป็นรายการที่เปลี่ยนเป็นเงินสดช้าที่สุด
8. ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1 เรื่อง การนำเสนองบการเงิน ส่วนของกำไรหรือขาดทุนหรืองบกำไรขาดทุนต้องแสดงรายการใดพร้อมจำนวนเงินสำหรับรอบระยะเวลา
- ก. ส่วนแบ่งกำไรหรือขาดทุนของบริษัทร่วมและการร่วมค้าที่ใช้วิธีราคาทุน
- ข. ยอดรวมของการดำเนินงานต่อเนื่องซึ่งแสดงเป็นจำนวนเดียว
- ค. ส่วนแบ่งกำไรหรือขาดทุนของบริษัทร่วมและการร่วมค้าที่ใช้วิธีส่วนได้เสีย
- ง. ผลขาดทุนจากการด้อยค่าโดยไม่รวมการกลับรายการผลกำไรหรือขาดทุนจากการด้อยค่า
9. ในการวิเคราะห์งบการเงิน ข้อใดอธิบายความแตกต่างระหว่างงบที่แสดงฐานะ ณ วันใดวันหนึ่งกับงบที่แสดงผลสำหรับงวดได้ถูกต้อง
- ก. งบแสดงฐานะการเงินและงบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จต่างแสดงข้อมูล ณ วันใดวันหนึ่งเหมือนกัน
- ข. งบแสดงฐานะการเงินแสดงฐานะ ณ วันใดวันหนึ่ง ส่วนงบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จแสดงรายได้และค่าใช้จ่ายสำหรับงวด
- ค. งบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จแสดงฐานะ ณ วันใดวันหนึ่ง ส่วนงบแสดงฐานะการเงินแสดงรายได้และค่าใช้จ่ายสำหรับงวด
- ง. งบแสดงฐานะการเงินและงบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จต่างแสดงข้อมูลสำหรับงวดเหมือนกัน
10. ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1 เรื่อง การนำเสนองบการเงิน ข้อใดอธิบายเกณฑ์เกี่ยวกับสิทธิในการเลื่อนการชำระหนี้ที่ทำให้กิจการต้องจัดประเภทหนี้สินเป็นรายการหมุนเวียนได้ถูกต้อง
- ก. ณ วันสิ้นรอบระยะเวลารายงาน กิจการไม่มีสิทธิเลื่อนการชำระหนี้ออกไปอย่างน้อย 6 เดือน
- ข. ณ วันสิ้นรอบระยะเวลารายงาน กิจการมีสิทธิเลื่อนการชำระหนี้ออกไปอย่างน้อย 12 เดือน
- ค. ณ วันสิ้นรอบระยะเวลารายงาน กิจการไม่มีสิทธิเลื่อนการชำระหนี้ออกไปอย่างน้อย 12 เดือน
- ง. ณ วันเริ่มรอบระยะเวลารายงาน กิจการไม่มีสิทธิเลื่อนการชำระหนี้ออกไปอย่างน้อย 12 เดือน
11. ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 7 เรื่อง งบกระแสเงินสด ข้อใดอธิบายกระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงินได้ถูกต้อง
- ก. เงินสดที่ผู้เช่าจ่ายเพื่อเพิ่มยอดหนี้สินตามสัญญาเช่า ถือเป็นกระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงิน
- ข. การจ่ายชำระเงินสดคืนเงินกู้ยืม ไม่ถือเป็นกระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงิน
- ค. การซื้อหรือไถ่ถอนหุ้นแล้วกิจการได้รับเงินสดจากเจ้าของ ถือเป็นกระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงิน
- ง. การออกหุ้นหรือตราสารทุนอื่นแล้วกิจการได้รับเงินสด ถือเป็นกระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงิน
12. ในการวิเคราะห์งบการเงิน งานที่ 1 เปรียบเทียบตัวเลขรายการเดียวกันต่างงวดเวลา งานที่ 2 เปรียบเทียบรายการต่าง ๆ ในงวดเดียวกันกับยอดรวมที่กำหนดเป็น 100% และงานที่ 3 พิจารณาความสัมพันธ์ระหว่าง 2 รายการ ข้อใดเลือกเครื่องมือได้ถูกต้อง
- ก. งานที่ 1 ใช้การวิเคราะห์แนวนอน งานที่ 2 ใช้การวิเคราะห์แนวดิ่ง และงานที่ 3 ใช้การวิเคราะห์อัตราส่วน
- ข. งานที่ 1 ใช้การวิเคราะห์อัตราส่วน งานที่ 2 ใช้การวิเคราะห์แนวดิ่ง และงานที่ 3 ใช้การวิเคราะห์แนวนอน
- ค. งานที่ 1 ใช้การวิเคราะห์แนวดิ่ง งานที่ 2 ใช้การวิเคราะห์แนวนอน และงานที่ 3 ใช้การวิเคราะห์อัตราส่วน
- ง. งานที่ 1 ใช้การวิเคราะห์แนวนอน งานที่ 2 ใช้การวิเคราะห์อัตราส่วน และงานที่ 3 ใช้การวิเคราะห์แนวดิ่ง
13. ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 7 เรื่อง งบกระแสเงินสด งบกระแสเงินสดต้องจำแนกกระแสเงินสดในระหว่างรอบระยะเวลาเป็นกิจกรรมใดบ้าง
- ก. กิจกรรมดำเนินงาน กิจกรรมลงทุน และกิจกรรมบริหารงาน
- ข. กิจกรรมควบคุม กิจกรรมลงทุน และกิจกรรมจัดหาเงิน
- ค. กิจกรรมดำเนินงาน กิจกรรมลงทุน และกิจกรรมจัดหาเงิน
- ง. กิจกรรมดำเนินงาน กิจกรรมผลิต และกิจกรรมจัดหาเงิน
14. บริษัท ค. จำกัดเป็นผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี แต่เก็บรักษาบัญชีและเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีไว้เพียงสี่ปีนับแต่วันปิดบัญชี และยังมิได้ส่งมอบบัญชีและเอกสารดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 บริษัท ค. จำกัดมีผลอย่างไร
- ก. มีความผิดอาญา ต้องชำระโทษปรับทางอาญาไม่เกินห้าพันบาท
- ข. มีความผิดทางพินัย ต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกินห้าพันบาท
- ค. ไม่มีความผิดทางพินัย เพราะเก็บรักษาบัญชีไว้แล้วเป็นเวลาสี่ปี
- ง. มีความผิดทางพินัย ต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกินเจ็ดพันบาท
15. ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 7 เรื่อง งบกระแสเงินสด ข้อใดกล่าวถึงความหมายของเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดได้ถูกต้อง
- ก. เงินสดประกอบด้วยเงินสดในมือและเงินฝากธนาคารที่ต้องจ่ายคืนเมื่อทวงถาม ส่วนรายการเทียบเท่าเงินสดเป็นเงินลงทุนระยะสั้นที่มีสภาพคล่องสูง พร้อมเปลี่ยนเป็นเงินสดในจำนวนที่ทราบได้ และมีความเสี่ยงที่ไม่มีนัยสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงในมูลค่า
- ข. เงินสดประกอบด้วยเงินสดในมือและเงินฝากธนาคารที่ต้องจ่ายคืนเมื่อทวงถาม ส่วนรายการเทียบเท่าเงินสดเป็นเงินลงทุนระยะสั้นที่มีสภาพคล่องสูง พร้อมเปลี่ยนเป็นเงินสดในจำนวนที่ทราบได้ และมีความเสี่ยงที่มีนัยสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงในมูลค่า
- ค. เงินสดประกอบด้วยเงินสดในมือและเงินฝากธนาคารที่ต้องจ่ายคืนเมื่อทวงถาม ส่วนรายการเทียบเท่าเงินสดเป็นเงินลงทุนระยะสั้นที่มีสภาพคล่องสูง พร้อมเปลี่ยนเป็นเงินสดในจำนวนที่ไม่ทราบได้ และมีความเสี่ยงที่ไม่มีนัยสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงในมูลค่า
- ง. เงินสดประกอบด้วยเงินสดในมือและเงินฝากธนาคารที่ต้องจ่ายคืนเมื่อครบกำหนด ส่วนรายการเทียบเท่าเงินสดเป็นเงินลงทุนระยะสั้นที่มีสภาพคล่องสูง พร้อมเปลี่ยนเป็นเงินสดในจำนวนที่ทราบได้ และมีความเสี่ยงที่ไม่มีนัยสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงในมูลค่า
16. ในการวิเคราะห์งบการเงิน ตัวเลขใดเป็นตัวตั้งของอัตราการหมุนของสินค้าคงเหลือและอัตราการหมุนของลูกหนี้ ตามลำดับ
- ก. ขายสุทธิ และต้นทุนขาย
- ข. ขายเชื่อสุทธิ และซื้อเชื่อสุทธิ
- ค. ซื้อเชื่อสุทธิ และขายสุทธิ
- ง. ต้นทุนขาย และขายเชื่อสุทธิ
17. ขายสุทธิของกิจการในปีฐาน 3,200,000 บาท และในปีปัจจุบัน 4,000,000 บาท ตามการวิเคราะห์แนวนอน ขายสุทธิเปลี่ยนแปลงร้อยละเท่าใดเมื่อเทียบกับปีฐาน
- ก. เพิ่มขึ้น 20.00%
- ข. ลดลง 25.00%
- ค. เพิ่มขึ้น 25.00%
- ง. เพิ่มขึ้น 125.00%
18. บริษัท ค. จำกัดเป็นผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีและได้ปิดบัญชีของกิจการแล้ว กรณีนี้ไม่ใช่กรณีส่งมอบบัญชีและเอกสารตามที่กฎหมายกำหนด และอธิบดีไม่ได้กำหนดให้กิจการประเภทนี้เก็บรักษาไว้เกินห้าปี บริษัท ค. จำกัดต้องเก็บรักษาบัญชีและเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีนานเท่าใด และเริ่มนับจากเมื่อใด
- ก. ไม่น้อยกว่าห้าปีนับแต่วันส่งมอบบัญชีและเอกสาร
- ข. ไม่น้อยกว่าห้าปีนับแต่วันปิดบัญชี
- ค. ไม่เกินห้าปีนับแต่วันปิดบัญชี
- ง. เกินห้าปีแต่ไม่เกินเจ็ดปีนับแต่วันปิดบัญชี
19. บริษัท ค. จำกัดเป็นผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีและเริ่มทำบัญชีแล้ว โดยไม่ได้รับอนุญาตให้เปลี่ยนรอบปีบัญชี และไม่อยู่ในกรณีที่ต้องปิดบัญชีพร้อมกับสำนักงานใหญ่ บริษัทต้องปิดบัญชีครั้งแรกและครั้งต่อไปอย่างไร
- ก. ปิดครั้งแรกภายในสิบสองเดือนนับแต่วันเริ่มทำบัญชี และปิดครั้งต่อไปทุกรอบสิบสองเดือนนับแต่วันปิดบัญชีครั้งก่อน
- ข. ปิดครั้งแรกภายในสิบสองเดือนนับแต่วันเริ่มทำบัญชี และปิดครั้งต่อไปก่อนครบสิบสองเดือนได้โดยไม่ต้องได้รับอนุญาต
- ค. ปิดครั้งแรกภายในหกเดือนนับแต่วันเริ่มทำบัญชี และปิดครั้งต่อไปทุกรอบหกเดือนนับแต่วันปิดบัญชีครั้งก่อน
- ง. ปิดครั้งแรกภายในสิบสองเดือนนับแต่วันเริ่มทำบัญชี และปิดครั้งต่อไปทุกรอบสิบสองเดือนนับแต่วันเริ่มทำบัญชี
20. ข้อใดเรียงลำดับขั้นตอนในการวิเคราะห์งบการเงินได้ถูกต้อง
- ก. กำหนดเป้าหมาย → จัดเรียงรายการให้เปรียบเทียบได้ → รวบรวมข้อมูล → เลือกเครื่องมือ → แปลความหมาย → จัดทำรายงาน → ตัดสินใจ
- ข. กำหนดเป้าหมาย → รวบรวมข้อมูล → เลือกเครื่องมือ → จัดเรียงรายการให้เปรียบเทียบได้ → แปลความหมาย → จัดทำรายงาน → ตัดสินใจ
- ค. กำหนดเป้าหมาย → รวบรวมข้อมูล → จัดเรียงรายการให้เปรียบเทียบได้ → เลือกเครื่องมือ → จัดทำรายงาน → ตัดสินใจ → แปลความหมาย
- ง. กำหนดเป้าหมาย → รวบรวมข้อมูล → จัดเรียงรายการให้เปรียบเทียบได้ → เลือกเครื่องมือ → แปลความหมาย → จัดทำรายงาน → ตัดสินใจ
21. ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1 เรื่อง การนำเสนองบการเงิน ข้อใดอธิบายหลักการวิเคราะห์ค่าใช้จ่ายที่รับรู้ในกำไรหรือขาดทุนได้ถูกต้อง
- ก. กิจการเลือกจัดประเภทตามธรรมชาติหรือตามหน้าที่ได้ตามความสะดวก โดยไม่ต้องพิจารณาความน่าเชื่อถือและความเกี่ยวข้อง
- ข. กิจการต้องจัดประเภทตามธรรมชาติในทุกกรณี แม้ว่าตามหน้าที่จะให้ข้อมูลที่เชื่อถือได้และเกี่ยวข้องมากกว่า
- ค. กิจการต้องจัดประเภททั้งตามธรรมชาติและตามหน้าที่ควบคู่กัน โดยไม่อาจเลือกใช้เพียงวิธีใดวิธีหนึ่ง
- ง. กิจการเลือกจัดประเภทตามธรรมชาติหรือตามหน้าที่ โดยใช้วิธีที่ให้ข้อมูลที่เชื่อถือได้และมีความเกี่ยวข้องมากกว่า
22. ในการวิเคราะห์งบการเงิน ข้อใดอธิบายการวิเคราะห์แนวนอนและการวิเคราะห์แนวโน้ม รวมถึงปัญหาของปีฐานที่เป็นศูนย์หรือติดลบได้ถูกต้อง
- ก. แนวนอนเปรียบเทียบจำนวนปีปัจจุบันกับปีฐาน ส่วนแนวโน้มตั้งปีฐานเป็น 100 เพื่อเทียบปีอื่น และปีฐานที่เป็นศูนย์หรือติดลบทำให้คำนวณร้อยละการเปลี่ยนแปลงให้มีความหมายไม่ได้
- ข. แนวนอนเปรียบเทียบจำนวนปีปัจจุบันกับปีฐาน ส่วนแนวโน้มตั้งปีฐานเป็น 100 เพื่อเทียบปีอื่น และปีฐานที่เป็นศูนย์หรือติดลบยังใช้คำนวณร้อยละการเปลี่ยนแปลงได้ตามปกติ
- ค. แนวนอนเปรียบเทียบจำนวนปีปัจจุบันกับค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม ส่วนแนวโน้มตั้งปีฐานเป็น 100 เพื่อเทียบปีอื่น และปีฐานที่เป็นศูนย์หรือติดลบทำให้คำนวณร้อยละการเปลี่ยนแปลงให้มีความหมายไม่ได้
- ง. แนวนอนเปรียบเทียบจำนวนปีปัจจุบันกับปีฐาน ส่วนแนวโน้มเปรียบเทียบแต่ละปีกับปีก่อนหน้า และปีฐานที่เป็นศูนย์หรือติดลบทำให้คำนวณร้อยละการเปลี่ยนแปลงให้มีความหมายไม่ได้
23. บริษัท ค. จำกัดกำลังพิจารณาต้นทุนของอุปกรณ์หนึ่งรายการ โดยมีความเป็นไปได้ค่อนข้างแน่ว่าจะได้รับประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในอนาคตจากอุปกรณ์นั้น และบริษัทสามารถวัดมูลค่าต้นทุนได้อย่างน่าเชื่อถือ ตามมาตรฐานการบัญชี บริษัทต้องดำเนินการอย่างไร
- ก. ยังไม่ต้องรับรู้ต้นทุนของอุปกรณ์เป็นสินทรัพย์ จนกว่าจะได้รับประโยชน์เชิงเศรษฐกิจจริง
- ข. ยังไม่ต้องรับรู้ต้นทุนของอุปกรณ์เป็นสินทรัพย์ จนกว่าจะวัดมูลค่าต้นทุนได้อย่างแน่นอน
- ค. ต้องรับรู้ต้นทุนของอุปกรณ์เป็นสินทรัพย์ เพราะเป็นไปตามเงื่อนไขทุกข้อ
- ง. ต้องรับรู้ต้นทุนของอุปกรณ์เป็นค่าใช้จ่าย เพราะวัดมูลค่าต้นทุนได้อย่างน่าเชื่อถือ
24. กิจการที่หนึ่งเป็นบริษัทจำกัดที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย ส่วนกิจการที่สองเป็นห้างหุ้นส่วนที่มิได้จดทะเบียนซึ่งประกอบธุรกิจในประเทศไทย โดยยังไม่มีประกาศของรัฐมนตรีเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติการบัญชี ข้อใดถูกต้อง
- ก. ทั้งสองกิจการต่างไม่เป็นผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี
- ข. เฉพาะกิจการที่หนึ่งเป็นผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี
- ค. เฉพาะกิจการที่สองเป็นผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี
- ง. ทั้งสองกิจการต่างเป็นผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี
25. บริษัท ค. จำกัดซื้อเครื่องจักรนำเข้า โดยมีราคาซื้อ อากรขาเข้า และภาษีซื้อที่เรียกคืนไม่ได้ บริษัทได้รับส่วนลดการค้า และจ่ายค่าขนส่งกับค่าติดตั้งที่เกี่ยวข้องโดยตรงเพื่อให้เครื่องจักรอยู่ในสถานที่และสภาพที่พร้อมใช้งานตามความประสงค์ของฝ่ายบริหาร บริษัทต้องรวมรายการใดเป็นราคาทุนของเครื่องจักร
- ก. ราคาซื้อรวมอากรขาเข้าและภาษีซื้อที่เรียกคืนไม่ได้หลังหักส่วนลดการค้า รวมค่าขนส่งและค่าติดตั้งดังกล่าว
- ข. ราคาซื้อรวมอากรขาเข้าและภาษีซื้อที่เรียกคืนไม่ได้หลังหักส่วนลดการค้า แต่ไม่รวมค่าขนส่งและค่าติดตั้งดังกล่าว
- ค. ราคาซื้อรวมอากรขาเข้าและภาษีซื้อที่เรียกคืนไม่ได้ก่อนหักส่วนลดการค้า รวมค่าขนส่งและค่าติดตั้งดังกล่าว
- ง. ราคาซื้อหลังหักส่วนลดการค้า รวมค่าขนส่งและค่าติดตั้งดังกล่าว แต่ไม่รวมอากรขาเข้าและภาษีซื้อที่เรียกคืนไม่ได้
26. บริษัท ค. จำกัด มีต้นทุนในการเก็บรักษาสินค้าที่จำเป็นในกระบวนการผลิตก่อนจะถึงขั้นตอนการผลิตถัดไป และมีต้นทุนในการขายสินค้า บริษัทควรปฏิบัติอย่างไร
- ก. ไม่นำต้นทุนทั้งสองรายการมารวมเป็นต้นทุนสินค้าคงเหลือ และรับรู้เป็นค่าใช้จ่ายในงวดที่เกิดขึ้น
- ข. นำต้นทุนการเก็บรักษามารวมเป็นต้นทุนสินค้าคงเหลือ และรับรู้ต้นทุนในการขายเป็นค่าใช้จ่ายในงวดถัดไป
- ค. นำต้นทุนทั้งสองรายการมารวมเป็นต้นทุนสินค้าคงเหลือ และไม่รับรู้เป็นค่าใช้จ่ายในงวดที่เกิดขึ้น
- ง. นำต้นทุนการเก็บรักษามารวมเป็นต้นทุนสินค้าคงเหลือ และรับรู้ต้นทุนในการขายเป็นค่าใช้จ่ายในงวดที่เกิดขึ้น
27. ข้อใดระบุเครื่องมือหลัก 3 อย่างในการวิเคราะห์งบการเงินและชื่ออื่นได้ถูกต้อง
- ก. แนวนอนเรียกว่างบขนาดร่วม แนวดิ่งเรียกว่าแนวโน้มเมื่อดูหลายปี และอีกเครื่องมือคืออัตราส่วน
- ข. แนวนอนเรียกว่าแนวโน้มเมื่อดูหลายปี แนวดิ่งเรียกว่างบการเงินร้อยละหรืองบขนาดร่วม และอีกเครื่องมือคืออัตราส่วน
- ค. แนวนอนเรียกว่าการวิเคราะห์อัตราส่วน แนวดิ่งเรียกว่างบการเงินร้อยละ และอีกเครื่องมือคือแนวโน้ม
- ง. แนวนอนเรียกว่าแนวโน้มเมื่อดูหลายปี แนวดิ่งเรียกว่าการวิเคราะห์อัตราส่วน และอีกเครื่องมือคืองบขนาดร่วม
28. ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 2 เรื่อง สินค้าคงเหลือ สินค้าคงเหลือต้องวัดมูลค่าอย่างไร
- ก. ด้วยราคาทุนหรือมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ แล้วแต่มูลค่าใดจะสูงกว่า
- ข. ด้วยราคาทุนของสินค้าคงเหลือ โดยไม่เปรียบเทียบกับมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ
- ค. ด้วยราคาทุนหรือมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ แล้วแต่มูลค่าใดจะต่ำกว่า
- ง. ด้วยมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ โดยไม่เปรียบเทียบกับราคาทุนของสินค้าคงเหลือ
29. ในการวิเคราะห์ความสามารถในการทำกำไร ข้อใดระบุสูตรอัตรากำไรขั้นต้น อัตรากำไรสุทธิ ROA และ ROE ได้ถูกต้องครบถ้วน
- ก. กำไรขั้นต้น = (ขายสุทธิ − ต้นทุนขาย) ÷ ต้นทุนขาย × 100; กำไรสุทธิ = กำไรสุทธิ ÷ ขายสุทธิ × 100; ROA = กำไรสุทธิ ÷ สินทรัพย์รวมเฉลี่ย × 100; ROE = กำไรสุทธิ ÷ ส่วนของเจ้าของเฉลี่ย × 100
- ข. กำไรขั้นต้น = (ขายสุทธิ − ต้นทุนขาย) ÷ ขายสุทธิ × 100; กำไรสุทธิ = กำไรสุทธิ ÷ ขายสุทธิ × 100; ROA = กำไรสุทธิ ÷ ส่วนของเจ้าของเฉลี่ย × 100; ROE = กำไรสุทธิ ÷ สินทรัพย์รวมเฉลี่ย × 100
- ค. กำไรขั้นต้น = (ขายสุทธิ − ต้นทุนขาย) ÷ ขายสุทธิ × 100; กำไรสุทธิ = กำไรสุทธิ ÷ ขายสุทธิ × 100; ROA = กำไรสุทธิ ÷ สินทรัพย์รวมเฉลี่ย × 100; ROE = กำไรสุทธิ ÷ ส่วนของเจ้าของเฉลี่ย × 100
- ง. กำไรขั้นต้น = (ขายสุทธิ − ต้นทุนขาย) ÷ ขายสุทธิ × 100; กำไรสุทธิ = EBIT ÷ ขายสุทธิ × 100; ROA = กำไรสุทธิ ÷ สินทรัพย์รวมเฉลี่ย × 100; ROE = กำไรสุทธิ ÷ ส่วนของเจ้าของเฉลี่ย × 100
30. นิติบุคคล ค. เป็นผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศ และมิได้จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย ข้อใดเป็นสิ่งที่นิติบุคคล ค. ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543
- ก. ต้องจัดทำงบการเงินและยื่นต่อสำนักงานกลางบัญชีหรือสำนักงานบัญชีประจำท้องที่
- ข. ต้องจัดทำงบการเงิน แต่ไม่ต้องยื่นต่อสำนักงานกลางบัญชีหรือสำนักงานบัญชีประจำท้องที่
- ค. ต้องจัดทำงบการเงินและยื่นงบการเงินต่อผู้สอบบัญชีรับอนุญาต
- ง. ไม่ต้องจัดทำงบการเงินหรือยื่นต่อสำนักงานกลางบัญชีหรือสำนักงานบัญชีประจำท้องที่
31. บริษัท ค. จำกัดเป็นผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี แต่ไม่จัดให้มีการทำบัญชี และจนถึงขณะพิจารณายังไม่ได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง บริษัท ค. จำกัดได้รับผลตามกฎหมายข้อใด
- ก. มีความผิดอาญา ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสามหมื่นบาท และถูกปรับเป็นรายวันอีกไม่เกินวันละหนึ่งพันบาทจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง
- ข. มีความผิดทางพินัย ต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกินสามหมื่นบาท และชำระค่าปรับเป็นพินัยเป็นรายวันอีกไม่เกินวันละหนึ่งพันบาทจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง
- ค. มีความผิดทางพินัย ต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกินสามหมื่นบาท แต่ไม่ต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยเป็นรายวันแม้ยังไม่ปฏิบัติให้ถูกต้อง
- ง. มีความผิดทางพินัย ต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกินสี่หมื่นบาท และชำระค่าปรับเป็นพินัยเป็นรายวันอีกไม่เกินวันละหนึ่งพันบาทจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง
32. เหตุใดงบการเงินร้อยละจากการวิเคราะห์แนวดิ่งจึงช่วยให้เปรียบเทียบกิจการที่มีขนาดต่างกันได้
- ก. เพราะกำหนดกำไรสุทธิเป็นฐาน 100% แล้วเปรียบเทียบต้นทุนและค่าใช้จ่าย
- ข. เพราะแปลงยอดเงินของแต่ละกิจการให้เป็นจำนวนเงินเท่ากันก่อนนำมาเปรียบเทียบ
- ค. เพราะกำหนดสินทรัพย์แต่ละรายการเป็นฐาน 100% แล้วเปรียบเทียบกับหนี้สินรวม
- ง. เพราะแปลงแต่ละรายการเป็นร้อยละของยอดฐาน 100% จึงเปรียบเทียบกิจการต่างขนาดกันได้
33. ในการวิเคราะห์แนวดิ่ง ยอดใดกำหนดให้เท่ากับ 100% สำหรับงบแสดงฐานะการเงินและงบกำไรขาดทุน ตามลำดับ
- ก. ส่วนของเจ้าของรวม และกำไรสุทธิ
- ข. หนี้สินรวม และต้นทุนขาย
- ค. สินทรัพย์หมุนเวียน และกำไรขั้นต้น
- ง. สินทรัพย์รวม และขายสุทธิ
34. ในการวิเคราะห์ประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์ ข้อใดอธิบายความหมายของค่าที่คำนวณได้ถูกต้อง
- ก. อัตราการหมุนของลูกหนี้และสินค้าคงเหลือยิ่งสูง ยิ่งเก็บเงินและขายสินค้าได้เร็ว ระยะเวลาเก็บหนี้ยิ่งสูงยิ่งดี และวงจรเงินสดยิ่งสั้นยิ่งมีเงินจมน้อย
- ข. อัตราการหมุนของลูกหนี้และสินค้าคงเหลือยิ่งสูง ยิ่งเก็บเงินและขายสินค้าได้เร็ว ระยะเวลาเก็บหนี้ยิ่งต่ำยิ่งดี และวงจรเงินสดยิ่งยาวยิ่งมีเงินจมน้อย
- ค. อัตราการหมุนของลูกหนี้และสินค้าคงเหลือยิ่งสูง ยิ่งเก็บเงินและขายสินค้าได้เร็ว ระยะเวลาเก็บหนี้ยิ่งต่ำยิ่งดี และวงจรเงินสดยิ่งสั้นยิ่งมีเงินจมน้อย
- ง. อัตราการหมุนของลูกหนี้และสินค้าคงเหลือยิ่งต่ำ ยิ่งเก็บเงินและขายสินค้าได้เร็ว ระยะเวลาเก็บหนี้ยิ่งต่ำยิ่งดี และวงจรเงินสดยิ่งสั้นยิ่งมีเงินจมน้อย
35. ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 7 เรื่อง งบกระแสเงินสด ข้อใดอธิบายการจัดประเภทเงินปันผลจ่ายได้ถูกต้อง
- ก. เงินปันผลจ่ายต้องจัดเป็นองค์ประกอบของกระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงานเท่านั้น เพื่อช่วยพิจารณาความสามารถในการจ่ายเงินปันผลจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน
- ข. เงินปันผลจ่ายอาจจัดเป็นกระแสเงินสดจากการจัดหาเงิน หรือเป็นกิจกรรมดำเนินงานเพื่อช่วยพิจารณาความสามารถในการจ่ายเงินปันผลจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน
- ค. เงินปันผลจ่ายต้องจัดเป็นกระแสเงินสดจากการจัดหาเงินเท่านั้น เนื่องจากเป็นต้นทุนของการจัดหาทรัพยากรทางการเงิน และไม่อาจจัดเป็นกิจกรรมดำเนินงาน
- ง. เงินปันผลจ่ายอาจจัดเป็นกระแสเงินสดจากการจัดหาเงินหรือกิจกรรมดำเนินงาน แต่การจัดเป็นกิจกรรมดำเนินงานไม่ช่วยพิจารณาความสามารถในการจ่ายเงินปันผล
36. ตามมาตรา 9 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร เว้นแต่จะมีบทบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น หากต้องตีราคาทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดเป็นเงิน ให้ถือราคาในวันใด
- ก. วันที่ได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้น
- ข. วันสิ้นปีที่ได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้น
- ค. วันสิ้นเดือนที่ได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้น
- ง. วันก่อนวันที่ได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้น
37. ข้อใดเป็นสินค้าที่อยู่ในความหมายของคำว่า “ผลิตภัณฑ์น้ำมัน” ตามมาตรา 79/6
- ก. ก๊าซปิโตรเลียมเหลวที่หน่วยงานอื่นได้กำหนดราคาขายปลีกไว้
- ข. น้ำมันดีเซลที่คณะกรรมการกลางกำหนดราคาสินค้าและป้องกันการผูกขาดได้กำหนดราคาขายปลีกไว้
- ค. น้ำมันดีเซลที่คณะกรรมการกลางกำหนดราคาสินค้าและป้องกันการผูกขาดไม่ได้กำหนดราคาขายปลีกไว้
- ง. น้ำมันเบนซินที่คณะกรรมการกลางกำหนดราคาสินค้าและป้องกันการผูกขาดได้กำหนดเฉพาะราคาขายส่งไว้
38. ตามมาตรา 85/6 ผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องแจ้งการเปลี่ยนแปลงรายการที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มในสาระสำคัญภายในกี่วันนับจากวันที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น
- ก. ภายในสามสิบวัน
- ข. ภายในเจ็ดวัน
- ค. ภายในสิบห้าวัน
- ง. ภายในหกสิบวัน
39. ก่อนถึงกำหนดเวลายื่นรายการ นาย ก. มีเงินได้พึงประเมินประเภทที่ไม่ต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายจำนวน 10,000 บาท ตามประมวลรัษฎากร ข้อใดเป็นวิธีที่นาย ก. ดำเนินการได้
- ก. นำภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 ไปชำระต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอได้ โดยไม่ต้องยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนด
- ข. ยังนำภาษีไปชำระก่อนกำหนดไม่ได้ เพราะต้องมีเงินได้เกิน 10,000 บาท แม้พร้อมยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนด
- ค. ต้องรอถึงกำหนดเวลายื่นรายการก่อน จึงนำภาษีไปชำระต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอ พร้อมยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนด
- ง. นำภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 ไปชำระต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอ พร้อมยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดได้
40. บริษัท ค. จำกัด เป็นผู้ประกอบการและมิได้นำภาษีซื้อรายการหนึ่งไปหักในการคำนวณภาษีในเดือนภาษีนั้น เพราะมีเหตุจำเป็นตามที่อธิบดีกำหนด บริษัทฯ มีสิทธินำภาษีซื้อนั้นไปหักภายในระยะเวลาสูงสุดเท่าใดและเริ่มนับจากเมื่อใด ตามประมวลรัษฎากร
- ก. นำไปหักในเดือนภาษีหลังจากนั้นได้ แต่ต้องไม่เกินสามปีนับจากวันที่ได้มีการออกใบกำกับภาษี
- ข. นำไปหักได้เฉพาะในเดือนภาษีเดิม โดยไม่มีสิทธินำไปหักในเดือนภาษีหลังจากนั้น
- ค. นำไปหักในเดือนภาษีหลังจากนั้นได้ แต่ต้องไม่เกินสามปีนับจากวันสุดท้ายของเดือนภาษีที่มิได้นำไปหัก
- ง. นำไปหักในเดือนภาษีหลังจากนั้นได้ แต่ต้องไม่เกินสองปีนับจากวันที่ได้มีการออกใบกำกับภาษี
41. ตามมาตรา 13 เจ้าพนักงานผู้ฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา 10 ต้องระวางโทษอย่างไร
- ก. จำคุกไม่เกินหนึ่งปี และปรับไม่เกินสองหมื่นบาท
- ข. จำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- ค. จำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- ง. จำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
42. ข้อใดอธิบายผลของมาตรา 89 กรณีมิได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีหรือแบบนำส่งภาษีภายในกำหนดเวลาได้ถูกต้อง
- ก. การไม่ยื่นแบบภายในกำหนดเวลาไม่ทำให้เกิดหน้าที่เสียเบี้ยปรับ
- ข. ต้องเสียเบี้ยปรับอีกหนึ่งเท่าของเงินภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่งในเดือนภาษี
- ค. ต้องเสียเบี้ยปรับอีกสองเท่าของเงินภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่งในเดือนภาษี
- ง. ต้องเสียเบี้ยปรับอีกสองเท่าของจำนวนภาษีตามใบกำกับภาษี
43. ข้อใดอธิบายผลของมาตรา 88/2 ในกรณีตามมาตรา 88 (3) (4) หรือ (5) ได้ถูกต้อง
- ก. เจ้าพนักงานประเมินต้องปฏิบัติตาม (1) ถึง (4) ให้ครบก่อนประเมินภาษี
- ข. เจ้าพนักงานประเมินอาจประเมินภาษีตามที่รู้เห็นหรือพิจารณาว่าถูกต้อง โดยไม่จำต้องปฏิบัติตาม (1) ถึง (4)
- ค. เจ้าพนักงานประเมินทำได้เฉพาะแก้ไขมูลค่าของสินค้าที่ซื้อหรือค่าบริการเท่านั้น
- ง. เจ้าพนักงานประเมินไม่อาจประเมินภาษีตามที่รู้เห็นหรือพิจารณาว่าถูกต้อง
44. ผู้กระทำความผิดตามมาตรา 36 แห่งประมวลรัษฎากร ต้องระวางโทษอย่างไร
- ก. จำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- ข. จำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- ค. จำคุกไม่เกินสองเดือน หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- ง. จำคุกไม่เกินสองเดือน หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
45. ตามมาตรา 52 ทวิ ผู้มีเงินได้พึงประเมินประเภทที่ไม่ต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย ต้องมีเงินได้พึงประเมินตั้งแต่เท่าใดขึ้นไป จึงจะนำภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 ไปชำระก่อนถึงกำหนดเวลายื่นรายการได้
- ก. ตั้งแต่ 50,000 บาทขึ้นไป
- ข. ตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป
- ค. ตั้งแต่ 5,000 บาทขึ้นไป
- ง. ตั้งแต่ 20,000 บาทขึ้นไป
46. ข้อใดอธิบายผลของมาตรา 41 ทวิ กรณีโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์โดยไม่มีค่าตอบแทนได้ถูกต้อง
- ก. ให้ถือว่าผู้โอนเป็นผู้มีเงินได้ แต่ไม่ต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้
- ข. ให้ถือว่าผู้โอนไม่เป็นผู้มีเงินได้และไม่ต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้
- ค. ให้ถือว่าผู้โอนเป็นผู้มีเงินได้และต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้
- ง. ให้ถือว่าผู้รับโอนแทนผู้โอนเป็นผู้มีเงินได้และต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้
47. ข้อใดอธิบายผลของมาตรา 110 เกี่ยวกับคู่ฉบับหรือคู่ฉีกได้ถูกต้อง
- ก. การแสดงว่าต้นฉบับปิดแสตมป์บริบูรณ์ต้องนำทั้งตราสารต้นฉบับและพยานหลักฐานมาแสดงประกอบกัน
- ข. แม้แสดงต้นฉบับหรือพยานหลักฐานจนพอใจว่าต้นฉบับปิดแสตมป์บริบูรณ์แล้ว ก็ยังต้องปิดแสตมป์ครบอากรสำหรับต้นฉบับอีก
- ค. เมื่อคู่ฉบับหรือคู่ฉีกปิดแสตมป์ตามอัตราของตนแล้ว ให้ถือว่าปิดแสตมป์บริบูรณ์แม้ไม่แสดงต้นฉบับหรือพยานหลักฐาน
- ง. หากไม่แสดงต้นฉบับหรือพยานหลักฐานให้พอใจว่าต้นฉบับปิดแสตมป์บริบูรณ์ จะยังไม่ถือว่าคู่ฉบับหรือคู่ฉีกปิดแสตมป์บริบูรณ์จนกว่าจะปิดแสตมป์ครบอากรสำหรับต้นฉบับและขีดฆ่า
48. ตราสารที่ต้องเสียอากรฉบับหนึ่งทำขึ้นนอกสยาม วันนี้นาย ก. เป็นผู้ทรงตราสารคนแรกในสยามและได้รับตราสารนั้น นาย ก. ต้องปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าภายในกำหนดใด
- ก. ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับตราสารนั้น
- ข. ก่อนยื่นตราสารเพื่อให้จ่ายเงิน โดยไม่ต้องนับจากวันที่ได้รับตราสาร
- ค. ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับตราสารนั้น
- ง. ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ตราสารได้ทำขึ้นนอกสยาม
49. ตามมาตรา 88/4 เจ้าพนักงานประเมินจะต้องให้เวลาล่วงหน้าแก่บุคคลที่ได้รับหมายเรียกหรือคำสั่งไม่น้อยกว่าเท่าใด
- ก. ไม่น้อยกว่าสิบวันนับแต่วันได้รับหมายเรียกหรือได้รับคำสั่ง
- ข. ไม่น้อยกว่าสามวันนับแต่วันได้รับหมายเรียกหรือได้รับคำสั่ง
- ค. ไม่น้อยกว่าสิบห้าวันนับแต่วันได้รับหมายเรียกหรือได้รับคำสั่ง
- ง. ไม่น้อยกว่าเจ็ดวันนับแต่วันได้รับหมายเรียกหรือได้รับคำสั่ง
50. ตามมาตรา 82/10 ผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องนำภาษีขายที่คำนวณจากมูลค่าของสินค้าหรือบริการที่ลดลงมาหักออกจากภาษีขายของตนในเดือนภาษีใด
- ก. เดือนภาษีถัดจากเดือนที่ออกใบลดหนี้
- ข. เดือนภาษีที่ได้รับใบลดหนี้
- ค. เดือนภาษีที่ได้ออกใบลดหนี้
- ง. เดือนภาษีที่ขายสินค้าหรือให้บริการ
51. บริษัท ค. จำกัดเป็นผู้ประกอบการ และกรณีนี้ไม่อยู่ภายใต้บทบัญญัติที่ให้ใช้บังคับก่อน ในเดือนภาษีหนึ่งบริษัทมีภาษีขาย 50,000 บาท และภาษีซื้อ 80,000 บาท โดยได้นำภาษีซื้อดังกล่าวมาหักในการคำนวณภาษีของเดือนนั้นแล้ว ตามประมวลรัษฎากร ผลเป็นอย่างไร
- ก. ให้บริษัทชำระภาษีเท่ากับส่วนต่าง และไม่มีเครดิตภาษีสำหรับเดือนภาษีนั้น
- ข. ให้เป็นเครดิตภาษี และบริษัทมีสิทธิได้รับคืนภาษีหรือนำไปชำระภาษีมูลค่าเพิ่มได้ตามส่วน 8
- ค. ให้เป็นเครดิตภาษี แต่บริษัทมีสิทธิได้รับคืนภาษีเท่านั้น โดยนำไปชำระภาษีมูลค่าเพิ่มไม่ได้
- ง. ให้บริษัทนำภาษีซื้อไปหักในเดือนภาษีหลังจากนั้นได้ ภายในสามปีนับจากวันที่ออกใบกำกับภาษี
52. บริษัท ค. จำกัดเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ประกอบกิจการขายสินค้า และได้สินค้ามาเพื่อใช้ในกิจการ โดยไม่ปรากฏว่าเป็นกรณีจำเป็นที่อธิบดีกำหนดเป็นอย่างอื่น บริษัทต้องลงรายการในรายงานสินค้าและวัตถุดิบภายในระยะเวลาใด และนับแต่เมื่อใด ตามประมวลรัษฎากร
- ก. ภายในสามวันทำการนับแต่วันที่ได้มาซึ่งสินค้านั้น
- ข. ไม่มีกำหนดระยะเวลาแน่นอน โดยลงตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีกำหนด
- ค. ภายในเจ็ดวันทำการนับแต่วันที่ได้มาซึ่งสินค้านั้น
- ง. ภายในสามวันทำการนับแต่วันสิ้นเดือนที่ได้มาซึ่งสินค้านั้น
53. บริษัท เอ จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ มีบริษัท ค. จำกัดเป็นผู้ทำการติดต่อในการประกอบกิจการในประเทศไทย และการติดต่อนั้นเป็นเหตุให้บริษัท เอได้รับเงินได้ในประเทศไทย ตามประมวลรัษฎากร ข้อใดถูกต้องเกี่ยวกับหน้าที่ของบริษัท ค. จำกัด
- ก. บริษัท ค. จำกัดมีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการ แต่ไม่มีหน้าที่เสียภาษีเกี่ยวกับเงินได้ดังกล่าว
- ข. บริษัท ค. จำกัดไม่มีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษี เพราะเป็นนิติบุคคล
- ค. บริษัท ค. จำกัดมีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีเฉพาะที่เกี่ยวกับเงินได้ดังกล่าว
- ง. บริษัท ค. จำกัดมีหน้าที่และความรับผิดในการเสียภาษี แต่ไม่มีหน้าที่ยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้ดังกล่าว
54. ข้อใดอธิบายอำนาจเปิดเผยรายละเอียดของอธิบดีตามมาตรา 10 ทวิ ได้ถูกต้อง
- ก. แม้เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากร อธิบดีก็ไม่มีอำนาจเปิดเผยชื่อผู้เสียภาษีอากรและจำนวนภาษีอากรที่เสีย
- ข. เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากร อธิบดีมีอำนาจเปิดเผยชื่อผู้เสียภาษีอากรและจำนวนภาษีอากรที่เสีย ตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนด
- ค. เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากร อธิบดีเปิดเผยชื่อผู้ประกอบการจดทะเบียนได้ แต่เปิดเผยฐานภาษีมูลค่าเพิ่มไม่ได้
- ง. เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากร อธิบดีเปิดเผยชื่อผู้สอบบัญชีได้ แต่เปิดเผยพฤติการณ์ของผู้สอบบัญชีไม่ได้
55. ข้อใดอธิบายอำนาจในการออกหมายเรียกเพื่อวินิจฉัยอุทธรณ์และระยะเวลาแจ้งล่วงหน้าตามมาตรา 32 ได้ถูกต้อง
- ก. ออกหมายเรียกผู้อุทธรณ์มาไต่สวนได้ แต่ไม่มีอำนาจออกหมายเรียกพยาน โดยต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสิบห้าวันนับแต่วันส่งหมาย
- ข. ออกหมายเรียกผู้อุทธรณ์มาไต่สวนหรือพยานได้ และสั่งให้นำสมุดบัญชีหรือพยานหลักฐานมาแสดงได้ โดยต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสิบวันนับแต่วันส่งหมาย
- ค. ออกหมายเรียกผู้อุทธรณ์มาไต่สวนหรือพยานได้ แต่สั่งให้นำสมุดบัญชีหรือพยานหลักฐานมาแสดงไม่ได้ โดยต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสิบห้าวันนับแต่วันส่งหมาย
- ง. ออกหมายเรียกผู้อุทธรณ์มาไต่สวนหรือพยานได้ และสั่งให้นำสมุดบัญชีหรือพยานหลักฐานมาแสดงได้ โดยต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสิบห้าวันนับแต่วันส่งหมาย
56. บริษัท ค. จำกัดมีหน้าที่หักภาษีตามกรณี 50 (1) และได้จ่ายเงินแล้ว แต่ไม่ได้หักภาษีไว้ บริษัทต้องปฏิบัติอย่างไรตามประมวลรัษฎากร
- ก. ต้องนำเงินภาษีที่มีหน้าที่ต้องหักไปส่ง ณ ที่ว่าการอำเภอภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่จ่ายเงิน
- ข. ไม่ต้องนำเงินภาษีไปส่ง ณ ที่ว่าการอำเภอ เพราะไม่ได้หักภาษีไว้ในวันที่จ่ายเงิน
- ค. ต้องนำเงินภาษีที่มีหน้าที่ต้องหักส่งต่อพนักงานผู้รับจดทะเบียนในขณะที่มีการจดทะเบียน
- ง. ต้องนำเงินภาษีที่มีหน้าที่ต้องหักไปส่ง ณ ที่ว่าการอำเภอภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่จ่ายเงิน
57. ข้อใดอธิบายหลักเกณฑ์ตามมาตรา 41 สำหรับเงินได้เนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในประเทศไทยได้ถูกต้อง
- ก. หากนายจ้างมีกิจการในต่างประเทศ เงินได้จากงานที่ทำในประเทศไทยไม่ต้องเสียภาษี
- ข. หากจ่ายเงินได้ในต่างประเทศ ต้องเสียภาษีเมื่อนำเงินได้นั้นเข้ามาในประเทศไทย
- ค. ต้องเสียภาษีเฉพาะเมื่อเงินได้นั้นจ่ายในประเทศไทย
- ง. ต้องเสียภาษีไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ
58. บริษัท ค. จำกัด นำเงินที่กันไว้จากกำไรไปตั้งเป็นยอดเจ้าหนี้ในบัญชีของบุคคลในต่างประเทศ โดยปรากฏรายการดังกล่าวในบัญชีของบริษัท บริษัทต้องนำส่งภาษีต่ออำเภอท้องที่พร้อมยื่นรายการภายในกำหนดเวลาใดตามประมวลรัษฎากร
- ก. ภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ชำระเงินจริงให้แก่เจ้าหนี้ดังกล่าว
- ข. ภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ตั้งเป็นยอดเจ้าหนี้ดังกล่าว
- ค. ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ตั้งเป็นยอดเจ้าหนี้ดังกล่าว
- ง. ภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ขออนุญาตซื้อและโอนเงินตราต่างประเทศ
59. บริษัท ค. จำกัดเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ได้ขายสินค้าและนำภาษีขายไปรวมคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว ต่อมาพบว่าส่งสินค้าเกินกว่าจำนวนที่ตกลงกัน จึงเพิ่มราคาสินค้าและออกใบเพิ่มหนี้ให้ผู้ซื้อ บริษัท ค. จำกัดต้องปฏิบัติอย่างไร
- ก. ไม่ต้องนำภาษีขายจากมูลค่าสินค้าที่เพิ่มขึ้นมารวมคำนวณ เพราะเคยนำภาษีขายมาคำนวณแล้ว
- ข. นำภาษีขายจากมูลค่าสินค้าที่เพิ่มขึ้นมารวมคำนวณ โดยถือเป็นภาษีขายในเดือนภาษีที่ขายสินค้าเดิม
- ค. นำภาษีขายจากมูลค่าสินค้าที่เพิ่มขึ้นมารวมคำนวณ โดยถือเป็นภาษีขายในเดือนภาษีที่ออกใบเพิ่มหนี้
- ง. นำภาษีมูลค่าเพิ่มตามใบเพิ่มหนี้มาหักออก โดยถือเป็นภาษีซื้อในเดือนภาษีที่ออกใบเพิ่มหนี้
60. ข้อใดอธิบายผลของการควบเข้ากันตามมาตรา 73 ได้ถูกต้อง
- ก. เพื่อประโยชน์ในการคำนวณภาษี ให้ถือว่าแต่ละบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ควบเข้ากันได้เลิกกัน
- ข. เพื่อประโยชน์ในการคำนวณภาษี ให้ถือว่าเฉพาะบางบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ควบเข้ากันได้เลิกกัน
- ค. เพื่อประโยชน์ในการคำนวณภาษี ให้ถือว่าแต่ละบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ควบเข้ากันยังมิได้เลิกกัน
- ง. บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใหม่ไม่มีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีแทนนิติบุคคลเดิม
61. ตามมาตรา 46 เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) ยอมให้หักค่าใช้จ่ายได้ตามที่กำหนดโดยกฎหมายใด
- ก. ประกาศกระทรวงการคลัง
- ข. พระราชกฤษฎีกา
- ค. พระราชบัญญัติ
- ง. กฎกระทรวง
62. ข้อใดอธิบายหลักการตีราคาทรัพย์สินกรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลควบเข้ากันได้ถูกต้องตามมาตรา 74
- ก. ตีทรัพย์สินตามราคาบัญชีในวันที่ควบเข้ากัน และบริษัทใหม่ถือราคาตลาดเพื่อคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิ
- ข. ตีทรัพย์สินตามราคาตลาดในวันที่ควบเข้ากัน และบริษัทเดิมถือราคาดังกล่าวเป็นรายได้หรือรายจ่าย
- ค. ตีทรัพย์สินตามราคาตลาดในวันที่ควบเข้ากัน แต่บริษัทใหม่ถือราคาตามบัญชีเดิมเพื่อคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิ
- ง. ตีทรัพย์สินตามราคาตลาดในวันเลิก และบริษัทใหม่ถือราคาตามบัญชีเดิมเพื่อคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิ
63. ตามมาตรา 60 ทวิ ภาษีที่ประเมินเรียกเก็บก่อนถึงกำหนดเวลายื่นรายการ ให้ถือเป็นสิ่งใด
- ก. ให้ถือเป็นเงินเพิ่มของผู้ต้องเสียภาษีในการคำนวณภาษีจากยอดเงินได้สุทธิทั้งปี
- ข. ไม่ให้ถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสียภาษีในการคำนวณภาษีจากยอดเงินได้สุทธิทั้งปี
- ค. ให้ถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสียภาษีในการคำนวณภาษีจากยอดเงินได้สุทธิครึ่งปี
- ง. ให้ถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสียภาษีในการคำนวณภาษีจากยอดเงินได้สุทธิทั้งปี
64. ตามมาตรา 10 ตรี ในกรณีความตกลงหรืออนุสัญญาเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนและการป้องกันการเลี่ยงรัษฎากร ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ได้มาโดยหน้าที่ราชการ
- ก. อธิบดีมีอำนาจแลกเปลี่ยนข้อมูลดังกล่าวกับเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจอีกฝ่ายหนึ่ง
- ข. การแลกเปลี่ยนข้อมูลดังกล่าวไม่ต้องเป็นไปตามระเบียบที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด
- ค. กฎหมายห้ามอธิบดีแลกเปลี่ยนข้อมูลดังกล่าวกับเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจอีกฝ่ายหนึ่ง
- ง. ระเบียบการแลกเปลี่ยนข้อมูลอาจขัดกับบทบัญญัติและเงื่อนไขของความตกลงหรืออนุสัญญาได้
65. ข้อใดกล่าวถึงกรณีที่อยู่ในความหมายของ “ใบรับ” ตามมาตรา 103 ได้ถูกต้อง
- ก. ใบรับหมายถึงเอกสารที่ต้องเสียอากรตามหมวดนี้
- ข. บันทึกหรือหนังสือที่เป็นหลักฐานการรับชำระเงินต้องมีลายมือชื่อจึงเป็นใบรับ
- ค. ใบรับหมายถึงการลงลายมือชื่อตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
- ง. บันทึกหรือหนังสือที่เป็นหลักฐานว่าหนี้หรือสิทธิเรียกร้องได้ชำระหรือปลดให้แล้ว แม้ไม่มีลายมือชื่อ
66. นาย ก. ไม่ชำระภาษีให้ครบถ้วนภายในกำหนดเวลาและไม่ได้รับอนุมัติจากอธิบดีให้ขยายเวลา เมื่อคำนวณเงินเพิ่มจนถึงวันชำระภาษี ปรากฏว่าเงินเพิ่มสูงกว่าจำนวนภาษีที่ต้องชำระ ตามประมวลรัษฎากร ผลเป็นอย่างไร
- ก. ให้เรียกเงินเพิ่มตามจำนวนที่คำนวณได้แม้เกินภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่ง
- ข. เงินเพิ่มให้ลดเหลือร้อยละ 0.75 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน
- ค. เงินเพิ่มต้องไม่เกินจำนวนภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่ง
- ง. เงินเพิ่มต้องไม่เกินสองเท่าของจำนวนภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่ง
67. ห้างหุ้นส่วนสามัญ ง. ซึ่งมิใช่นิติบุคคล มีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว 80,000 บาท และไม่มีภาษีค้างชำระ โดยนาย ก. เป็นผู้จัดการ ส่วนนาย ข. เป็นหุ้นส่วน ตามประมวลรัษฎากร ใครต้องยื่นรายการและยื่นในชื่อใด
- ก. นาย ก. และนาย ข. ร่วมกันยื่นรายการในชื่อห้างหุ้นส่วนสามัญ ง.
- ข. นาย ก. ผู้จัดการยื่นรายการในชื่อห้างหุ้นส่วนสามัญ ง.
- ค. นาย ข. หุ้นส่วนยื่นรายการในชื่อห้างหุ้นส่วนสามัญ ง.
- ง. นาย ก. ผู้จัดการยื่นรายการในชื่อตนเองแทนห้างหุ้นส่วนสามัญ ง.
68. บริษัท ค. จำกัด เป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีจากกิจการที่ไม่ใช่การขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร และมีสถานประกอบการหลายแห่ง บริษัทได้ยื่นคำร้องต่ออธิบดีขอยื่นแบบแสดงรายการภาษีรวมกัน ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่แห่งหนึ่ง ต่อมาอธิบดีพิจารณาเห็นสมควรและอนุมัติคำร้อง ข้อใดเป็นผลตามประมวลรัษฎากร
- ก. บริษัทสามารถยื่นแบบแสดงรายการภาษีรวมกัน ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่แห่งที่ได้รับอนุมัติได้
- ข. บริษัทสามารถยื่นแบบรวมกันได้ตั้งแต่ยื่นคำร้อง แม้อธิบดียังไม่ได้พิจารณาอนุมัติ
- ค. บริษัทต้องยื่นแบบและชำระภาษีขณะจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมต่อพนักงานผู้รับจดทะเบียน
- ง. บริษัทยังต้องแยกยื่นแบบเป็นรายสถานประกอบการ แม้อธิบดีอนุมัติให้ยื่นรวมกันแล้ว
69. เทศบาลแห่งหนึ่งจ่ายเงินได้พึงประเมินให้บริษัท ค. จำกัด และได้หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีปัจจุบัน ผลของภาษีที่หักไว้นั้นเป็นอย่างไรตามประมวลรัษฎากร
- ก. ให้นำไปหักออกจากเงินได้พึงประเมินของบริษัทในรอบระยะเวลาบัญชีที่หักไว้
- ข. ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีเงินได้ของบริษัทในรอบระยะเวลาบัญชีที่หักไว้
- ค. ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีเงินได้ของบริษัทในรอบระยะเวลาบัญชีถัดไป
- ง. ไม่ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีเงินได้ของบริษัทในรอบระยะเวลาบัญชีที่หักไว้
70. ตามมาตรา 69 ตรี ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) เฉพาะที่จ่ายให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งขายอสังหาริมทรัพย์ ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตราเท่าใด
- ก. ร้อยละ 2
- ข. ร้อยละ 3
- ค. ร้อยละ 1
- ง. ร้อยละ 5
71. ผู้ใดโดยรู้อยู่แล้วหรือจงใจไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกหรือคำสั่งที่ระบุไว้ในมาตรา 36 แห่งประมวลรัษฎากร ต้องระวางโทษอย่างไร
- ก. จำคุกไม่เกินหนึ่งเดือนและปรับไม่เกินสองพันบาทในทุกกรณี
- ข. จำคุกไม่เกินสองเดือน หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- ค. จำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- ง. จำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
72. บริษัท ค. จำกัด มีรอบระยะเวลาบัญชีสิบสองเดือน และได้ยื่นรายการพร้อมชำระภาษีภายในสองเดือนนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาหกเดือน ต่อมาบริษัทกำลังคำนวณภาษีที่ต้องชำระประจำรอบระยะเวลาบัญชี ภาษีที่ชำระไว้ดังกล่าวมีผลอย่างไรตามประมวลรัษฎากร
- ก. ให้ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีที่ต้องชำระตามมาตรา 68
- ข. ให้ถือว่าเป็นการชำระภาษีตามมาตรา 68 เสร็จสิ้นแล้วโดยไม่ต้องคำนวณอีก
- ค. ให้แยกจากการคำนวณภาษีตามมาตรา 68 และมิให้ถือเป็นเครดิต
- ง. ให้ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีครึ่งรอบของรอบระยะเวลาบัญชีถัดไป
73. บริษัท ค. จำกัด เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ได้ขายสินค้าและนำภาษีขายไปรวมคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มในเดือนมกราคม ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์พบว่าสินค้ามีจำนวนเกินกว่าที่ตกลงซื้อขายกัน จึงเพิ่มราคาสินค้าและออกใบเพิ่มหนี้ในเดือนมีนาคม โดยผู้ซื้อได้รับใบเพิ่มหนี้ในเดือนเมษายน บริษัทต้องนำภาษีขายที่เพิ่มขึ้นไปรวมคำนวณในเดือนภาษีใด
- ก. เดือนภาษีกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นเดือนที่บริษัทพบจำนวนสินค้าเกิน
- ข. เดือนภาษีมีนาคม ซึ่งเป็นเดือนที่บริษัทออกใบเพิ่มหนี้
- ค. เดือนภาษีมกราคม ซึ่งเป็นเดือนที่บริษัทคำนวณภาษีขายเดิม
- ง. เดือนภาษีเมษายน ซึ่งเป็นเดือนที่ผู้ซื้อได้รับใบเพิ่มหนี้
74. บริษัท ค. จำกัดเป็นบริษัทจดทะเบียน และรอบระยะเวลาบัญชีนี้มีระยะเวลาสิบสองเดือน ตามประมวลรัษฎากร บริษัท ค. จำกัดต้องคำนวณและชำระภาษีสำหรับรอบระยะเวลาหกเดือนอย่างไร
- ก. ให้จัดทำประมาณการกำไรสุทธิทั้งรอบระยะเวลาบัญชี แล้วคำนวณและชำระภาษีจากจำนวนกึ่งหนึ่งของประมาณการกำไรสุทธินั้น
- ข. ไม่ต้องยื่นรายการและชำระภาษีก่อนกำหนด เพราะความในวรรคหนึ่งไม่ใช้บังคับแก่รอบระยะเวลาบัญชีที่มีระยะเวลาสิบสองเดือน
- ค. ให้คำนวณและชำระภาษีจากกำไรสุทธิของรอบระยะเวลาสิบสองเดือนนับแต่วันแรกของรอบระยะเวลาบัญชี ตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี
- ง. ให้คำนวณและชำระภาษีจากกำไรสุทธิของรอบระยะเวลาหกเดือนนับแต่วันแรกของรอบระยะเวลาบัญชี ตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี
75. ข้อใดอธิบายหน้าที่ลงลายมือชื่อในรายการ รายงาน หรือเอกสารอื่นที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลต้องทำยื่นตามมาตรา 7 ได้ถูกต้อง
- ก. ให้กรรมการ ผู้เป็นหุ้นส่วน และผู้จัดการร่วมกันลงลายมือชื่อ
- ข. ให้กรรมการเป็นผู้ลงลายมือชื่อเพียงผู้เดียว
- ค. ให้กรรมการ ผู้เป็นหุ้นส่วน หรือผู้จัดการเป็นผู้ลงลายมือชื่อ
- ง. ไม่ต้องมีผู้ลงลายมือชื่อในรายการ รายงาน หรือเอกสารอื่น
76. ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2569 “เนเน่ รอยัล” สร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยด้วยความสำเร็จใดในการแข่งขันใด
- ก. คว้าแชมป์รายการ America's Got Talent 2026 ซีซัน 21 ของสหรัฐอเมริกา
- ข. คว้าแชมป์รายการ Britain's Got Talent 2026 ซีซัน 21 ของสหราชอาณาจักร
- ค. คว้าแชมป์รายการ America's Got Talent 2025 ซีซัน 20 ของสหรัฐอเมริกา
- ง. คว้ารองแชมป์รายการ America's Got Talent 2026 ซีซัน 21 ของสหรัฐอเมริกา
77. ตามคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีที่แถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 งานเพิ่มผลิตภาพและคุณภาพการผลิตภาคเกษตร รวมทั้งเชื่อมโยงห่วงโซ่การผลิตและการตลาดอย่างเป็นระบบ จัดอยู่ในกลุ่มยุทธศาสตร์ใด
- ก. กลุ่มด้านเศรษฐกิจมหภาค การลงทุน และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
- ข. กลุ่มด้านโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
- ค. กลุ่มด้านสังคมและสวัสดิการ ซึ่งมุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน
- ง. กลุ่มด้านการผลิต การค้า และบริการ ซึ่งมุ่งเพิ่มผลิตภาพภาคเกษตร
78. ข้อใดสื่อความหมายสอดคล้องกับหนึ่งใน 13 หมุดหมายของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13
- ก. มุ่งคงฐานการผลิตยานยนต์แบบเดิมแทนยานยนต์ไฟฟ้า
- ข. มุ่งขยายเศรษฐกิจแบบใช้แล้วทิ้งและสังคมคาร์บอนสูง
- ค. มุ่งพัฒนาเกษตรและเกษตรแปรรูปให้มีมูลค่าสูง
- ง. มุ่งพัฒนาการท่องเที่ยวโดยเน้นปริมาณมากกว่าคุณภาพ
79. ข้อใดคือความหมายของ GDP (ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ)
- ก. ภาวะที่ GDP หดตัวต่อเนื่อง โดยมักใช้เกณฑ์ 2 ไตรมาสติดกัน
- ข. มูลค่าสินค้าและบริการขั้นสุดท้ายที่ผลิตภายในประเทศในช่วงเวลาหนึ่ง
- ค. ระดับราคาสินค้าและบริการโดยทั่วไปสูงขึ้นต่อเนื่อง ทำให้อำนาจซื้อของเงินลดลง
- ง. มูลค่าที่ผลิตหรือรายได้ของคนสัญชาตินั้น ไม่ว่าอยู่ในหรือนอกประเทศ
80. ตามสรุปคำแถลงนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นโยบายด้านทางสังคมมุ่งเน้นเรื่องใด
- ก. สนับสนุนการเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นพื้นฐาน และสร้าง AI Literacy เพื่อใช้ AI อย่างถูกต้องและปลอดภัย
- ข. จำกัดการเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นพื้นฐาน และสร้าง AI Literacy เพื่อใช้ AI อย่างถูกต้องและปลอดภัย
- ค. สนับสนุนการเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นพื้นฐาน และลดความตระหนักรู้เกี่ยวกับการใช้ AI อย่างปลอดภัย
- ง. สนับสนุนการเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นพื้นฐาน และสร้างสังคมดิจิทัลที่ประชาชนไม่มีส่วนร่วม
81. ข้อใดเป็น 1 ใน 5 องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ
- ก. ผู้ตรวจสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
- ข. ผู้ตรวจเงินแผ่นดิน
- ค. ผู้ตรวจการแผ่นดิน
- ง. ผู้ตรวจการเลือกตั้ง
82. ข้อใดระบุ 3 ห่วง 2 เงื่อนไขของปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงได้ถูกต้อง
- ก. 3 ห่วง ได้แก่ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม; 2 เงื่อนไข ได้แก่ ความรู้และคุณธรรม
- ข. 3 ห่วง ได้แก่ ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว; 2 เงื่อนไข ได้แก่ ความรู้และความระมัดระวัง
- ค. 3 ห่วง ได้แก่ ความสมดุล ความมีเหตุผล และการมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว; 2 เงื่อนไข ได้แก่ ความรู้และคุณธรรม
- ง. 3 ห่วง ได้แก่ ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว; 2 เงื่อนไข ได้แก่ ความรู้และคุณธรรม
83. นาย ก. ได้รับบรรจุเข้ารับราชการที่กรมสรรพากร และต้องกรอกข้อมูลเกี่ยวกับระดับการบริหารราชการของหน่วยงานต้นสังกัด นาย ก. ควรระบุข้อใด
- ก. เป็นส่วนราชการส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษเช่นเดียวกับกรุงเทพมหานคร
- ข. เป็นส่วนราชการส่วนกลาง สังกัดกระทรวงการคลัง
- ค. เป็นส่วนราชการส่วนภูมิภาคในระดับจังหวัด
- ง. เป็นส่วนราชการส่วนท้องถิ่นประเภทองค์การบริหารส่วนจังหวัด
84. การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในเดือน มิ.ย. 2569 ข้อใดระบุผู้ชนะและหน่วยงานที่รับรองผลได้ถูกต้อง
- ก. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เป็นผู้ชนะ และ กกต. เป็นผู้รับรองผล
- ข. ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข เป็นผู้ชนะ และกรุงเทพมหานครเป็นผู้รับรองผล
- ค. ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข เป็นผู้ชนะ และ กกต. เป็นผู้รับรองผล
- ง. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เป็นผู้ชนะ และกรุงเทพมหานครเป็นผู้รับรองผล
85. ตามคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีที่แถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 ข้อใดสรุปจุดมุ่งหมายของการปฏิรูประบบราชการควบคู่กับการเสริมสร้างวินัยทางการเงินและการคลังได้ถูกต้อง
- ก. ทำให้ภาครัฐมีขนาดใหญ่ขึ้น เพิ่มภารกิจที่ซ้ำซ้อนและรายจ่ายภาครัฐ พร้อมขยายบทบาทการควบคุมให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น
- ข. คงบทบาท ภารกิจ และกฎหมายของหน่วยงานไว้เช่นเดิม รักษารายจ่ายที่มีอยู่ พร้อมเน้นให้ภาครัฐเป็นผู้ควบคุมเป็นหลัก
- ค. ลดขนาดภาครัฐแต่คงรายจ่ายด้านสิ่งปลูกสร้างที่ไม่จำเป็น พร้อมประเมินผลโดยไม่มุ่งผลลัพธ์และประโยชน์ที่ประชาชนได้รับ
- ง. ทำให้ภาครัฐมีขนาดเล็กลง ลดภารกิจซ้ำซ้อนและรายจ่ายที่ไม่จำเป็น พร้อมปรับบทบาทเป็นผู้อำนวยความสะดวกและควบคุมเท่าที่จำเป็น
86. หน่วยงานหนึ่งของกรมสรรพากรซึ่งปฏิบัติงานด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ประสบปัญหาเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและขอความช่วยเหลือจากกองเทคโนโลยีสารสนเทศ ตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมสรรพากร กองเทคโนโลยีสารสนเทศต้องดำเนินการอย่างไร
- ก. ไม่ให้การสนับสนุนทางวิชาการเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศแก่หน่วยงานนั้น
- ข. ให้การสนับสนุนทางวิชาการเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศแก่หน่วยงานนั้น
- ค. ให้การสนับสนุนด้านงบประมาณแก่หน่วยงานนั้นแทนการสนับสนุนทางวิชาการ
- ง. ให้การสนับสนุนทางวิชาการเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศแก่ประชาชนแทนหน่วยงานนั้น
87. ตามประวัติกรมสรรพากร ตราพระอุเทนทราธิราชนั่งดีดพิณสามสายมีดอกสี่กลีบ (ประจำยาม) คั่นระหว่างอักษรภาษาไทยและภาษาอังกฤษข้างละกี่ดอก
- ก. ข้างละ 4 ดอก
- ข. ข้างละ 1 ดอก
- ค. ข้างละ 3 ดอก
- ง. ข้างละ 2 ดอก
88. ในสมัยกรุงสุโขทัย มีการเก็บจังกอบในอัตราเท่าใด
- ก. อัตรา 10 ชัก 1
- ข. อัตรา 10 ชัก 2
- ค. อัตรา 20 ชัก 1
- ง. อัตรา 100 ชัก 1
89. ข้อใดอธิบายสาระสำคัญของการรวมกรมสรรพากรนอกกับกรมสรรพากรในได้ถูกต้อง
- ก. ย้ายทั้งสองกรมมาสังกัดกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ และรวมเป็นกรมสรรพากรตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2457
- ข. ย้ายทั้งสองกรมมาสังกัดกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ แต่ยังคงแยกเป็นสองกรมตามเดิม
- ค. รวมทั้งสองกรมเป็นกรมสรรพากร แล้วให้สังกัดกระทรวงมหาดไทยเพราะเป็นงานปกครองท้องที่
- ง. ย้ายทั้งสองกรมมาสังกัดกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ แล้วรวมเป็นกรมสรรพากรเพื่อให้การตรวจตราและจัดการเกิดประโยชน์ยิ่งขึ้น
90. กรมสรรพากรนอกแบ่งส่วนราชการออกเป็นกี่แผนก
- ก. 7 แผนก
- ข. 6 แผนก
- ค. 5 แผนก
- ง. 8 แผนก
91. นับตั้งแต่การก่อตั้งกรมสรรพากรจนถึงปัจจุบัน มีอธิบดีเข้ามาบริหารงานกรมสรรพากรจำนวนกี่ท่าน
- ก. 29 ท่าน
- ข. 28 ท่าน
- ค. 30 ท่าน
- ง. 27 ท่าน
92. ข้อใดอธิบายความหมายของ D – Development ในค่านิยม I AM RD ได้ถูกต้อง
- ก. มีความเป็นมืออาชีพ สั่งสมความรู้และความเชี่ยวชาญในงานที่รับผิดชอบ
- ข. มีจริยธรรมและจรรยาบรรณ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต
- ค. พัฒนาและคิดค้นนวัตกรรมใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพงานและบริการให้ผู้เสียภาษีพึงพอใจ
- ง. มีความรับผิดชอบ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความขยันหมั่นเพียร มุ่งมั่นและกระตือรือร้น
93. ข้อใดอธิบายภารกิจของกรมสรรพากรตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมสรรพากร ได้ถูกต้อง
- ก. มุ่งใช้นโยบายภาษีโดยไม่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม
- ข. มุ่งให้เกิดการเสียภาษีโดยไม่คำนึงถึงความสมัครใจของผู้เสียภาษี
- ค. มุ่งให้ได้ภาษีตามเป้าหมายโดยไม่ต้องคำนึงถึงความทั่วถึงและเป็นธรรม
- ง. มุ่งให้ได้ภาษีตามเป้าหมายอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม และให้เกิดความสมัครใจในการเสียภาษี
94. เครื่องจำหน่ายตั๋วเข้าชมการแข่งม้ายี่ห้อ NCR เริ่มนำมาใช้ครั้งแรกเมื่อใด
- ก. วันที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2510
- ข. วันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2514
- ค. วันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2510
- ง. วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2510
95. กรมสรรพากรต้องวางกรอบตัวเลขการจัดเก็บและการคืนภาษีอากรล่วงหน้า และต้องตรวจสอบภายหลังว่าผลการจัดเก็บเป็นไปตามกรอบดังกล่าวหรือไม่ กองวิชาการแผนภาษีต้องดำเนินการอย่างไรตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมสรรพากร
- ก. ติดตามประเมินผลการจัดเก็บภาษีอากรให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลแทนประมาณการที่กำหนดไว้
- ข. จัดทำประมาณการจัดเก็บและคืนภาษีอากร พร้อมทั้งติดตามประเมินผลการจัดเก็บภาษีอากรให้สอดคล้องกับประมาณการที่ได้กำหนดไว้
- ค. จัดทำประมาณการเฉพาะการจัดเก็บภาษีอากร โดยไม่ต้องประมาณการคืนภาษีอากร
- ง. จัดทำประมาณการจัดเก็บและคืนภาษีอากร โดยไม่ต้องติดตามประเมินผลการจัดเก็บภาษีอากร
96. นาย ก. ยื่นคำขอข้อมูลข่าวสารตามมาตรา 11 ต่อหน่วยงานของรัฐแห่งหนึ่ง หน่วยงานผู้รับคำขอเห็นว่าข้อมูลดังกล่าวจัดทำโดยหน่วยงานของรัฐแห่งอื่นและระบุห้ามการเปิดเผยไว้ตามระเบียบที่กำหนดตามมาตรา 16 หน่วยงานผู้รับคำขอต้องดำเนินการอย่างไร
- ก. ส่งคำขอให้หน่วยงานของรัฐผู้จัดทำข้อมูลข่าวสารนั้นพิจารณาเพื่อมีคำสั่งต่อไป
- ข. พิจารณาคำขอและมีคำสั่งเกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูลนั้นเอง
- ค. แนะนำให้นาย ก. ไปยื่นคำขอต่อหน่วยงานที่ควบคุมดูแลข้อมูลโดยไม่ชักช้า
- ง. ปฏิเสธคำขอทันทีเพราะข้อมูลดังกล่าวระบุห้ามการเปิดเผยไว้
97. สำนักงานได้แจ้งให้ประธานรัฐสภาแต่งตั้งกรรมการสรรหาในส่วนของตน แต่เมื่อครบสี่สิบห้าวัน ประธานรัฐสภายังไม่สามารถแต่งตั้งได้ ตามมาตรา 9 ต้องดำเนินการอย่างไร
- ก. ให้สำนักงานแต่งตั้งบุคคลที่เหมาะสมเป็นกรรมการสรรหาแทนได้เอง
- ข. ให้สำนักงานรอจนครบหกสิบวันก่อนเสนอชื่อบุคคลที่เหมาะสม
- ค. ให้สำนักงานเสนอชื่อให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาแต่งตั้งบุคคลที่เหมาะสมเป็นกรรมการสรรหาแทน
- ง. ให้คณะกรรมการสรรหาปฏิบัติหน้าที่เท่าที่มีอยู่โดยไม่ต้องเสนอชื่อแทน
98. ข้อใดอธิบายขอบเขตของความเห็นหรือคำแนะนำภายในหน่วยงานของรัฐตามมาตรา 15 (3) ได้ถูกต้อง
- ก. ความเห็นหรือคำแนะนำภายในต้องเปิดเผย เพราะไม่อยู่ในประเภทข้อมูลที่อาจมีคำสั่งมิให้เปิดเผย
- ข. อาจมีคำสั่งมิให้เปิดเผยความเห็นหรือคำแนะนำภายในได้ แต่ไม่รวมรายงานทางวิชาการ รายงานข้อเท็จจริง หรือข้อมูลที่นำมาใช้จัดทำความเห็นหรือคำแนะนำนั้น
- ค. ความเห็นหรือคำแนะนำภายในต้องมีคำสั่งมิให้เปิดเผยทุกกรณี โดยไม่ต้องพิจารณาประโยชน์ที่เกี่ยวข้อง
- ง. ความเห็นหรือคำแนะนำภายในรวมถึงรายงานทางวิชาการ รายงานข้อเท็จจริง และข้อมูลที่นำมาใช้จัดทำความเห็นหรือคำแนะนำนั้น
99. ตามมาตรา 41 แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามข้อจำกัดหรือเงื่อนไขที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกำหนดตามมาตรา 20 ต้องระวางโทษอย่างไร
- ก. จำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- ข. จำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- ค. จำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- ง. จำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
100. ตามมาตรา 78 ศาลมีอำนาจกำหนดค่าสินไหมทดแทนเพื่อการลงโทษได้ไม่เกินเท่าใด
- ก. ไม่เกินสองเท่าของค่าสินไหมทดแทนที่แท้จริง
- ข. ไม่เกินหนึ่งเท่าของค่าสินไหมทดแทนที่แท้จริง
- ค. ไม่เกินสามเท่าของค่าสินไหมทดแทนที่แท้จริง
- ง. ไม่เกินสี่เท่าของค่าสินไหมทดแทนที่แท้จริง