ชุดจำลอง นักวิชาการสรรพากรปฏิบัติการ (ทดลอง)

ชุดจำลองกรมสรรพากร · ผู้เตรียมสอบกรมสรรพากร 2569

Overview

สัดส่วนข้อสอบแต่ละวิชาเป็นการประมาณการของ SIENSOB ไม่ได้มาจากประกาศรับสมัคร 100 ข้อ · เวลา 150 นาที

Exam framework: กรมสรรพากร
Language sections & stimuliEnglish Profile v1
Status:
ready
Blueprint: 100 questions · 0 topics · multiple choice · 150 min

Blueprint

Topic weighting and difficulty distribution

TopicWeight# QuestionsDifficulty (E/M/H)

Exam Set Intelligence

Deterministic estimates; observed performance is stored separately when available.

69 min

Estimated time

14

Topics

0

Coverage gaps

0

Duplicate pairs

83/100

Blueprint alignment

Blueprint Target vs Actual

difficulty: easyTarget 0% · Actual 40% · Variance +40pp · major mismatch ⚠
difficulty: mediumTarget 0% · Actual 31% · Variance +31pp · major mismatch ⚠
difficulty: hardTarget 0% · Actual 29% · Variance +29pp · major mismatch ⚠

⚠ difficulty easy: major_mismatch (+40pp).

⚠ difficulty medium: major_mismatch (+31pp).

⚠ difficulty hard: major_mismatch (+29pp).

Assessment Performance

Read-only aggregate from finalized attempts; submitted and expired are complete, abandoned is not.

0

Attempts

0

Completed

—

Completion rate

—

Average score

—

Median score

—

Average completion

No finalized attempts yet. Performance signals will appear after submitted or expired attempts.

All modes · observed-question-v1 · calculated 10/7/2026, 3:58:11 PM

Questions

Review, edit, approve, or reject generated questions.

100 approved and ready to save.

Q1
tax_principles
medium
understand
Human Approved
Confidence: —%

ตามหลักภาษีมูลค่าเพิ่ม ข้อใดอธิบายความแตกต่างระหว่างอัตรา 0% กับการได้รับยกเว้นได้ถูกต้อง

  • ก. อัตรา 0% อยู่นอกระบบ VAT และขอคืนภาษีซื้อไม่ได้ ส่วนการยกเว้นยังอยู่ในระบบ VAT และขอคืนได้
  • ข. อัตรา 0% ยังอยู่ในระบบ VAT และขอคืนภาษีซื้อได้ ส่วนการยกเว้นอยู่นอกระบบและขอคืนไม่ได้ ✓
  • ค. ทั้งอัตรา 0% และการยกเว้นยังอยู่ในระบบ VAT โดยผู้ประกอบการมีสิทธิขอคืนภาษีซื้อได้
  • ง. ทั้งอัตรา 0% และการยกเว้นอยู่นอกระบบ VAT โดยผู้ประกอบการไม่มีสิทธิขอคืนภาษีซื้อ

Explanation: คำตอบที่ถูก: "อัตรา 0% ยังอยู่ในระบบ VAT และขอคืนภาษีซื้อได้ ส่วนการยกเว้นอยู่นอกระบบและขอคืนไม่ได้" อัตรา 0% ตามมาตรา 80/1 ยังอยู่ในระบบ VAT และขอคืนภาษีซื้อได้ ส่วนกิจการที่ได้รับยกเว้นตามมาตรา 81 อยู่นอกระบบและขอคืนภาษีซื้อไม่ได้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "อัตรา 0% อยู่นอกระบบ VAT และขอคืนภาษีซื้อไม่ได้ ส่วนการยกเว้นยังอยู่ในระบบ VAT และขอคืนได้" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าอัตรา 0% ยังอยู่ในระบบ VAT และขอคืนภาษีซื้อได้ ส่วนผู้ได้รับยกเว้นอยู่นอกระบบและขอคืนภาษีซื้อไม่ได้ • "ทั้งอัตรา 0% และการยกเว้นอยู่นอกระบบ VAT โดยผู้ประกอบการไม่มีสิทธิขอคืนภาษีซื้อ" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าอัตรา 0% ยังอยู่ในระบบ VAT และผู้ประกอบการขอคืนภาษีซื้อได้ • "ทั้งอัตรา 0% และการยกเว้นยังอยู่ในระบบ VAT โดยผู้ประกอบการมีสิทธิขอคืนภาษีซื้อได้" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าผู้ได้รับยกเว้นอยู่นอกระบบและไม่มีสิทธิขอคืนภาษีซื้อ อ้างอิงตัวบท หัวข้อ 2.3 ภาษีมูลค่าเพิ่ม (Value Added Tax: VAT) (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 2 ภาษีแต่ละประเภทที่ต้องรู้): “อัตรา 0% ยังอยู่ในระบบ VAT” หัวข้อ 2.3 ภาษีมูลค่าเพิ่ม (Value Added Tax: VAT) (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 2 ภาษีแต่ละประเภทที่ต้องรู้): “และขอคืนภาษีซื้อได้” หัวข้อ 2.3 ภาษีมูลค่าเพิ่ม (Value Added Tax: VAT) (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 2 ภาษีแต่ละประเภทที่ต้องรู้): “ส่วนผู้ได้รับยกเว้นอยู่นอกระบบ” หัวข้อ 2.3 ภาษีมูลค่าเพิ่ม (Value Added Tax: VAT) (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 2 ภาษีแต่ละประเภทที่ต้องรู้): “และขอคืนภาษีซื้อไม่ได้”

หัวข้อ 2.3 ภาษีมูลค่าเพิ่ม (Value Added Tax: VAT) (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 2 ภาษีแต่ละประเภทที่ต้องรู้): “อัตรา 0% ยังอยู่ในระบบ VAT”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q2
tax_computation
hard
apply
Human Approved
Confidence: —%

บริษัทที่เป็นกิจการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ตามเงื่อนไขของกรมสรรพากร มีกำไรสุทธิ 2,000,000 บาท ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลเท่าใด

  • ก. 255,000 บาท ✓
  • ข. 400,000 บาท
  • ค. 340,000 บาท
  • ง. 300,000 บาท

Explanation: คำตอบที่ถูก: "255,000 บาท" 300,000 บาทแรกยกเว้น ส่วนที่เหลือ 1,700,000 × 15% = 255,000 บาท ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "400,000 บาท" ผิด: ใช้อัตราทั่วไป 20% กับกำไรทั้งก้อน ซึ่งไม่ใช่วิธีคิดของ SME • "300,000 บาท" ผิด: ลืมยกเว้น 300,000 บาทแรก • "340,000 บาท" ผิด: ยกเว้น 300,000 บาทแรกถูกแล้ว แต่ใช้อัตรา 20% แทน 15% อ้างอิงตัวบท คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB (กฎ R3): “CIT SME = 0% สำหรับ 300,000 บาทแรก + 15% สำหรับส่วน 300,001–3,000,000 + 20% สำหรับส่วนที่เกิน”

คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB: “CIT SME = 0% สำหรับ 300,000 บาทแรก + 15% สำหรับส่วน 300,001–3,000,000 + 20% สำหรับส่วนที่เกิน”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q3
tax_principles
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามหลักภาษีธุรกิจเฉพาะ ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับกิจการที่ต้องเสียภาษีและฐานที่ใช้จัดเก็บ

  • ก. การรับประกันชีวิตเสียภาษีธุรกิจเฉพาะจากรายรับหลังหักรายจ่าย
  • ข. การรับจำนำเสียภาษีมูลค่าเพิ่มแทนภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับรายรับนั้น
  • ค. การธนาคารเสียภาษีธุรกิจเฉพาะจากรายรับก่อนหักรายจ่าย ✓
  • ง. การขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าเสียทั้งภาษีธุรกิจเฉพาะและ VAT จากรายรับ

Explanation: คำตอบที่ถูก: "การธนาคารเสียภาษีธุรกิจเฉพาะจากรายรับก่อนหักรายจ่าย" ตามมาตรา 91/2 การธนาคารเป็นกิจการที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ โดยจัดเก็บจากรายรับก่อนหักรายจ่ายแทนการเก็บ VAT สำหรับรายรับนั้น ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "การรับประกันชีวิตเสียภาษีธุรกิจเฉพาะจากรายรับหลังหักรายจ่าย" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะจากรายรับก่อนหักรายจ่าย • "การรับจำนำเสียภาษีมูลค่าเพิ่มแทนภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับรายรับนั้น" ผิด: มาตรา 91/2 ระบุว่าการรับจำนำเป็นกิจการที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ และกิจการที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะไม่ต้องเสีย VAT สำหรับรายรับนั้น • "การขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าเสียทั้งภาษีธุรกิจเฉพาะและ VAT จากรายรับ" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่ากิจการที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะไม่ต้องเสีย VAT สำหรับรายรับนั้น อ้างอิงตัวบท หัวข้อ 2.4 ภาษีธุรกิจเฉพาะ (Specific Business Tax: SBT) (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 2 ภาษีแต่ละประเภทที่ต้องรู้): “กิจการที่ต้องเสีย (ม.91/2) 1. การธนาคาร” หัวข้อ 2.4 ภาษีธุรกิจเฉพาะ (Specific Business Tax: SBT) (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 2 ภาษีแต่ละประเภทที่ต้องรู้): “จึงเก็บจากรายรับก่อนหักรายจ่าย แทนการเก็บ VAT”

หัวข้อ 2.4 ภาษีธุรกิจเฉพาะ (Specific Business Tax: SBT) (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 2 ภาษีแต่ละประเภทที่ต้องรู้): “กิจการที่ต้องเสีย (ม.91/2) 1. การธนาคาร”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q4
tax_principles
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ข้อใดระบุอัตราทั่วไป เกณฑ์ SME และกำหนดเวลายื่นแบบภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ถูกต้อง

  • ก. อัตราทั่วไป 20% ของกำไรสุทธิ; SME มีทุนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี; ภ.ง.ด.51 ยื่นภายใน 2 เดือน และ ภ.ง.ด.50 ยื่นภายใน 180 วัน
  • ข. อัตราทั่วไป 30% ของกำไรสุทธิ; SME มีทุนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี; ภ.ง.ด.51 ยื่นภายใน 2 เดือน และ ภ.ง.ด.50 ยื่นภายใน 150 วัน
  • ค. อัตราทั่วไป 20% ของกำไรสุทธิ; SME มีทุนชำระแล้วไม่เกิน 10 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี; ภ.ง.ด.51 ยื่นภายใน 2 เดือน และ ภ.ง.ด.50 ยื่นภายใน 150 วัน
  • ง. อัตราทั่วไป 20% ของกำไรสุทธิ; SME มีทุนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี; ภ.ง.ด.51 ยื่นภายใน 2 เดือน และ ภ.ง.ด.50 ยื่นภายใน 150 วัน ✓

Explanation: คำตอบที่ถูก: "อัตราทั่วไป 20% ของกำไรสุทธิ; SME มีทุนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี; ภ.ง.ด.51 ยื่นภายใน 2 เดือน และ ภ.ง.ด.50 ยื่นภายใน 150 วัน" อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลทั่วไปคือ 20% ของกำไรสุทธิ โดย SME มีทุนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี ส่วน ภ.ง.ด.51 ยื่นภายใน 2 เดือนตามมาตรา 67 ทวิ และ ภ.ง.ด.50 ยื่นภายใน 150 วันตามมาตรา 69 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "อัตราทั่วไป 20% ของกำไรสุทธิ; SME มีทุนชำระแล้วไม่เกิน 10 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี; ภ.ง.ด.51 ยื่นภายใน 2 เดือน และ ภ.ง.ด.50 ยื่นภายใน 150 วัน" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า SME ต้องมีทุนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท ไม่ใช่ 10 ล้านบาท • "อัตราทั่วไป 20% ของกำไรสุทธิ; SME มีทุนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี; ภ.ง.ด.51 ยื่นภายใน 2 เดือน และ ภ.ง.ด.50 ยื่นภายใน 180 วัน" ผิด: มาตรา 69 กำหนดให้ยื่น ภ.ง.ด.50 ภายใน 150 วันนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ไม่ใช่ 180 วัน • "อัตราทั่วไป 30% ของกำไรสุทธิ; SME มีทุนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี; ภ.ง.ด.51 ยื่นภายใน 2 เดือน และ ภ.ง.ด.50 ยื่นภายใน 150 วัน" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าอัตราทั่วไปคือ 20% ของกำไรสุทธิ ไม่ใช่ 30% อ้างอิงตัวบท หัวข้อ 2.2 ภาษีเงินได้นิติบุคคล (Corporate Income Tax: CIT) (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 2 ภาษีแต่ละประเภทที่ต้องรู้): “อัตราทั่วไป 20% ของกำไรสุทธิ” หัวข้อ 2.2 ภาษีเงินได้นิติบุคคล (Corporate Income Tax: CIT) (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 2 ภาษีแต่ละประเภทที่ต้องรู้): “SME (ทุนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท” หัวข้อ 2.2 ภาษีเงินได้นิติบุคคล (Corporate Income Tax: CIT) (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 2 ภาษีแต่ละประเภทที่ต้องรู้): “และรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี)” หัวข้อ 2.2 ภาษีเงินได้นิติบุคคล (Corporate Income Tax: CIT) (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 2 ภาษีแต่ละประเภทที่ต้องรู้): “ครึ่งปี (ภ.ง.ด.51): ยื่นภายใน 2 เดือน” หัวข้อ 2.2 ภาษีเงินได้นิติบุคคล (Corporate Income Tax: CIT) (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 2 ภาษีแต่ละประเภทที่ต้องรู้): “ทั้งปี (ภ.ง.ด.50): ยื่นภายใน 150 วัน”

หัวข้อ 2.2 ภาษีเงินได้นิติบุคคล (Corporate Income Tax: CIT) (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 2 ภาษีแต่ละประเภทที่ต้องรู้): “อัตราทั่วไป 20% ของกำไรสุทธิ”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q5
tax_principles
hard
apply
Human Approved
Confidence: —%

นาย ก. มีรายได้จริง 800,000 บาท แต่ยื่นแบบแสดงรายได้เพียง 500,000 บาทเพื่อให้เสียภาษีน้อยลง ตามหลักภาษีอากร การกระทำของนาย ก. จัดเป็นกรณีใด

  • ก. เป็นการหนีภาษีแต่ไม่ผิดกฎหมาย หากผู้เสียภาษียังคงยื่นแบบภาษีตามกำหนด
  • ข. เป็นการหลีกเลี่ยงภาษี เพราะเป็นการเลือกแจ้งรายได้เพื่อให้เสียภาษีน้อยลงโดยไม่ผิดกฎหมาย
  • ค. เป็นการหนีภาษี เพราะการแจ้งรายได้ต่ำกว่าจริงเป็นวิธีที่ผิดกฎหมาย ✓
  • ง. เป็นการหนีภาษีและผิดกฎหมาย แต่มีโทษเฉพาะเงินเพิ่มกับเบี้ยปรับเท่านั้น

Explanation: คำตอบที่ถูก: "เป็นการหนีภาษี เพราะการแจ้งรายได้ต่ำกว่าจริงเป็นวิธีที่ผิดกฎหมาย" ข้อเท็จจริงที่นาย ก. ยื่นแบบโดยแจ้งรายได้ต่ำกว่าจริงตรงกับตัวอย่างการหนีภาษีตามหัวข้อ 1.9 ซึ่งเป็นการใช้วิธีที่ผิดกฎหมายเพื่อเสียภาษีน้อยกว่าที่ต้องเสีย ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เป็นการหนีภาษีแต่ไม่ผิดกฎหมาย หากผู้เสียภาษียังคงยื่นแบบภาษีตามกำหนด" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าการแจ้งรายได้ต่ำกว่าจริงเป็นการหนีภาษี และการหนีภาษีเป็นการใช้วิธีที่ผิดกฎหมาย • "เป็นการหลีกเลี่ยงภาษี เพราะเป็นการเลือกแจ้งรายได้เพื่อให้เสียภาษีน้อยลงโดยไม่ผิดกฎหมาย" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า “แจ้งรายได้ต่ำกว่าจริง” เป็นตัวอย่างของการหนีภาษี ส่วนการหลีกเลี่ยงภาษีต้องใช้ช่องทางที่กฎหมายอนุญาต • "เป็นการหนีภาษีและผิดกฎหมาย แต่มีโทษเฉพาะเงินเพิ่มกับเบี้ยปรับเท่านั้น" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าการหนีภาษีมีโทษทั้งเงินเพิ่ม เบี้ยปรับ และโทษทางอาญา ไม่ใช่เฉพาะเงินเพิ่มกับเบี้ยปรับ อ้างอิงตัวบท หัวข้อ 1.9 การหลีกเลี่ยงภาษีกับการหนีภาษี (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 1 หลักการภาษีอากร): “การหนีภาษี (Tax Evasion)” หัวข้อ 1.9 การหลีกเลี่ยงภาษีกับการหนีภาษี (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 1 หลักการภาษีอากร): “แจ้งรายได้ต่ำกว่าจริง” หัวข้อ 1.9 การหลีกเลี่ยงภาษีกับการหนีภาษี (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 1 หลักการภาษีอากร): “ใช้วิธีที่ผิดกฎหมายเพื่อไม่เสียหรือเสียน้อยกว่าที่ต้องเสีย”

หัวข้อ 1.9 การหลีกเลี่ยงภาษีกับการหนีภาษี (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 1 หลักการภาษีอากร): “การหนีภาษี (Tax Evasion)”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q6
tax_principles
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ข้อใดระบุอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มทั่วไป เกณฑ์รายรับที่ต้องจดทะเบียน VAT และกำหนดยื่นแบบ ภ.พ.30 ได้ถูกต้อง

  • ก. อัตรา 10% รายรับเกิน 1,800,000 บาทต่อปี และยื่นภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป
  • ข. อัตรา 7% รายรับเกิน 1,800,000 บาทต่อปี และยื่นภายในวันที่ 30 ของเดือนถัดไป
  • ค. อัตรา 7% รายรับเกิน 1,500,000 บาทต่อปี และยื่นภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป
  • ง. อัตรา 7% รายรับเกิน 1,800,000 บาทต่อปี และยื่นภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป ✓

Explanation: คำตอบที่ถูก: "อัตรา 7% รายรับเกิน 1,800,000 บาทต่อปี และยื่นภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป" อัตรา VAT ทั่วไปคือ 7% ต้องจดทะเบียนเมื่อรายรับเกิน 1,800,000 บาทต่อปีตามมาตรา 85/1 และต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไปตามมาตรา 83 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "อัตรา 7% รายรับเกิน 1,800,000 บาทต่อปี และยื่นภายในวันที่ 30 ของเดือนถัดไป" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุให้ยื่นแบบ ภ.พ.30 ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป ไม่ใช่วันที่ 30 • "อัตรา 7% รายรับเกิน 1,500,000 บาทต่อปี และยื่นภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าต้องจดทะเบียน VAT เมื่อรายรับเกิน 1,800,000 บาทต่อปี • "อัตรา 10% รายรับเกิน 1,800,000 บาทต่อปี และยื่นภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าอัตราที่ใช้กับการขายสินค้า การให้บริการ และการนำเข้าทั่วไปคือ 7% อ้างอิงตัวบท หัวข้อ 2.3 ภาษีมูลค่าเพิ่ม (Value Added Tax: VAT) (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 2 ภาษีแต่ละประเภทที่ต้องรู้): “7% | การขายสินค้า การให้บริการ และการนำเข้าทั่วไป” หัวข้อ 2.3 ภาษีมูลค่าเพิ่ม (Value Added Tax: VAT) (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 2 ภาษีแต่ละประเภทที่ต้องรู้): “ต้องจดทะเบียน VAT เมื่อรายรับเกิน 1,800,000 บาทต่อปี” หัวข้อ 2.3 ภาษีมูลค่าเพิ่ม (Value Added Tax: VAT) (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 2 ภาษีแต่ละประเภทที่ต้องรู้): “ยื่น ภ.พ.30 เป็นรายเดือน ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป”

หัวข้อ 2.3 ภาษีมูลค่าเพิ่ม (Value Added Tax: VAT) (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 2 ภาษีแต่ละประเภทที่ต้องรู้): “7% | การขายสินค้า การให้บริการ และการนำเข้าทั่วไป”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q7
tax_computation
medium
understand
Human Approved
Confidence: —%

ผู้มีเงินได้สุทธิ 400,000 บาท เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 17,500 บาท อัตราภาษีเฉลี่ยของผู้นี้คือข้อใด

  • ก. 35%
  • ข. 4.38% ✓
  • ค. 10%
  • ง. 7%

Explanation: คำตอบที่ถูก: "4.38%" อัตราเฉลี่ย = ภาษีทั้งหมด ÷ เงินได้สุทธิ = 17,500 ÷ 400,000 ≈ 4.38% ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "10%" ผิด: 10% คืออัตราส่วนเพิ่ม (อัตราของขั้นสูงสุดที่เงินได้ไปถึง) ไม่ใช่อัตราเฉลี่ย • "7%" ผิด: หารด้วยเงินได้ส่วนที่เกิน 150,000 บาท แทนการหารด้วยเงินได้สุทธิทั้งหมด • "35%" ผิด: 35% คืออัตราสูงสุดของตาราง ไม่เกี่ยวกับเงินได้ระดับนี้ อ้างอิงตัวบท คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB (กฎ T1): “เงินได้สุทธิ 250,000 บาท: 150,000 บาทแรกได้รับยกเว้น” คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB (กฎ T2): “อัตราเฉลี่ย = ภาษีทั้งหมด ÷ เงินได้สุทธิ”

คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB: “เงินได้สุทธิ 250,000 บาท: 150,000 บาทแรกได้รับยกเว้น”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q8
tax_principles
medium
understand
Human Approved
Confidence: —%

ข้อใดอธิบายเพดานอัตราภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างและการเพิ่มอัตราสำหรับที่ดินทิ้งร้างได้ถูกต้อง

  • ก. ที่ดินเกษตรกรรมมีเพดาน 0.15% ส่วนที่ดินว่างเปล่ามีเพดาน 1.2% และเมื่อทิ้งร้างติดต่อกัน 3 ปี ปีที่ 4 เพิ่มอีก 0.3% ✓
  • ข. ที่ดินว่างเปล่ามีเพดาน 1.2% แต่เมื่อทิ้งร้างติดต่อกัน 3 ปี ปีที่ 4 ให้เปลี่ยนเป็นอัตรา 0.3% แทนอัตราเดิม
  • ค. ที่ดินว่างเปล่ามีเพดาน 1.2% และแม้ทิ้งร้างติดต่อกันเกิน 3 ปี ก็ไม่มีการเพิ่มอัตราภาษีเนื่องจากการทิ้งร้าง
  • ง. ที่ดินเกษตรกรรมมีเพดาน 0.3% ส่วนที่ดินว่างเปล่ามีเพดาน 1.2% และเมื่อทิ้งร้างติดต่อกัน 3 ปี ปีที่ 4 จึงเพิ่มอีก 0.3%

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ที่ดินเกษตรกรรมมีเพดาน 0.15% ส่วนที่ดินว่างเปล่ามีเพดาน 1.2% และเมื่อทิ้งร้างติดต่อกัน 3 ปี ปีที่ 4 เพิ่มอีก 0.3%" ตามมาตรา 37 ที่ดินเกษตรกรรมมีเพดานอัตราไม่เกิน 0.15% และที่ดินว่างเปล่าหรือไม่ทำประโยชน์ตามควรแก่สภาพมีเพดานไม่เกิน 1.2% ส่วนมาตรา 43 กำหนดว่าเมื่อทิ้งร้างติดต่อกัน 3 ปี ปีที่ 4 ให้เพิ่มอัตราอีก 0.3% ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ที่ดินเกษตรกรรมมีเพดาน 0.3% ส่วนที่ดินว่างเปล่ามีเพดาน 1.2% และเมื่อทิ้งร้างติดต่อกัน 3 ปี ปีที่ 4 จึงเพิ่มอีก 0.3%" ผิด: มาตรา 37 กำหนดเพดานของเกษตรกรรมไม่เกิน 0.15% ไม่ใช่ 0.3% • "ที่ดินว่างเปล่ามีเพดาน 1.2% แต่เมื่อทิ้งร้างติดต่อกัน 3 ปี ปีที่ 4 ให้เปลี่ยนเป็นอัตรา 0.3% แทนอัตราเดิม" ผิด: มาตรา 43 ใช้ถ้อยคำว่าให้เพิ่มอัตราอีก 0.3% มิใช่เปลี่ยนเป็นอัตรา 0.3% • "ที่ดินว่างเปล่ามีเพดาน 1.2% และแม้ทิ้งร้างติดต่อกันเกิน 3 ปี ก็ไม่มีการเพิ่มอัตราภาษีเนื่องจากการทิ้งร้าง" ผิด: มาตรา 43 ระบุว่าเมื่อทิ้งร้างติดต่อกัน 3 ปี ปีที่ 4 ให้เพิ่มอัตราอีก 0.3% อ้างอิงตัวบท หัวข้อ 2.5 ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 2 ภาษีแต่ละประเภทที่ต้องรู้): “เกษตรกรรม (ทำนา ทำไร่ ทำสวน เลี้ยงสัตว์ ฯลฯ) | ไม่เกิน 0.15%” หัวข้อ 2.5 ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 2 ภาษีแต่ละประเภทที่ต้องรู้): “ทิ้งไว้ว่างเปล่า / ไม่ทำประโยชน์ตามควรแก่สภาพ | ไม่เกิน 1.2%” หัวข้อ 2.5 ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 2 ภาษีแต่ละประเภทที่ต้องรู้): “- ที่ทิ้งร้างติดต่อกัน 3 ปี (ม.43): ปีที่ 4 เพิ่มอัตราอีก 0.3%”

หัวข้อ 2.5 ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 2 ภาษีแต่ละประเภทที่ต้องรู้): “เกษตรกรรม (ทำนา ทำไร่ ทำสวน เลี้ยงสัตว์ ฯลฯ) | ไม่เกิน 0.15%”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q9
tax_principles
medium
understand
Human Approved
Confidence: —%

ตามหลักภาษีอากร มาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับเงินบริจาคสะท้อนวัตถุประสงค์ของการจัดเก็บภาษีข้อใด

  • ก. กระจายรายได้และลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ
  • ข. ควบคุมหรือจูงใจพฤติกรรมของผู้เสียภาษี ✓
  • ค. ส่งเสริมการลงทุนและพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ
  • ง. หารายได้หลักให้รัฐเพื่อใช้จ่ายตามงบประมาณ

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ควบคุมหรือจูงใจพฤติกรรมของผู้เสียภาษี" ตามหัวข้อ 1.2 การลดหย่อนเงินบริจาคเป็นตัวอย่างของการยกเว้นหรือให้ประโยชน์ทางภาษีเพื่อส่งเสริมสิ่งที่ต้องการ จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อควบคุมหรือจูงใจพฤติกรรม ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ส่งเสริมการลงทุนและพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ" ผิด: หัวข้อ 1.2 ระบุว่าการส่งเสริมการลงทุนใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่กิจการเป้าหมาย ส่วนการลดหย่อนเงินบริจาคเป็นตัวอย่างของการจูงใจพฤติกรรม • "กระจายรายได้และลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ" ผิด: หัวข้อ 1.2 ยกอัตราก้าวหน้าของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นตัวอย่างของการกระจายรายได้และลดความเหลื่อมล้ำ • "หารายได้หลักให้รัฐเพื่อใช้จ่ายตามงบประมาณ" ผิด: หัวข้อ 1.2 ระบุว่าการลดหย่อนเงินบริจาคเป็นตัวอย่างของการควบคุมหรือจูงใจพฤติกรรม ไม่ใช่การหารายได้หลักให้รัฐ อ้างอิงตัวบท หัวข้อ 1.2 วัตถุประสงค์ของการจัดเก็บภาษี (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 1 หลักการภาษีอากร): “ควบคุมหรือจูงใจพฤติกรรม | เก็บภาษีสูงกับสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ หรือยกเว้นเพื่อส่งเสริมสิ่งที่ต้องการ | ภาษีสุรา ยาสูบ ความเค็ม ความหวาน · ลดหย่อนเงินบริจาค”

หัวข้อ 1.2 วัตถุประสงค์ของการจัดเก็บภาษี (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 1 หลักการภาษีอากร): “ควบคุมหรือจูงใจพฤติกรรม | เก็บภาษีสูงกับสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ หรือยกเว้นเพื่อส่งเสริมสิ่งที่ต้องการ | ภาษีสุรา ยาสูบ ความเค็ม ความหวาน · ลดหย่อนเงินบริจาค”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q10
tax_principles
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 ข้อใดถูกต้องเกี่ยวกับสินค้าที่ผลิตในไทยซึ่งไม่นำไปเก็บในคลังสินค้าทัณฑ์บนหรือเขตปลอดอากร

  • ก. ผู้ประกอบอุตสาหกรรมเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษี ความรับผิดเกิดเมื่อนำสินค้าออกจากโรงอุตสาหกรรม และใช้ราคา ณ โรงอุตสาหกรรมไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นฐานตามมูลค่า
  • ข. ผู้ประกอบอุตสาหกรรมเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษี ความรับผิดเกิดเมื่อการผลิตสินค้าในโรงอุตสาหกรรมเสร็จสมบูรณ์ และใช้ราคาขายปลีกแนะนำไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นฐานตามมูลค่า
  • ค. ผู้ประกอบอุตสาหกรรมไม่เป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษี ความรับผิดเกิดเมื่อนำสินค้าออกจากโรงอุตสาหกรรม และใช้ราคาขายปลีกแนะนำไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นฐานตามมูลค่า
  • ง. ผู้ประกอบอุตสาหกรรมเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษี ความรับผิดเกิดเมื่อนำสินค้าออกจากโรงอุตสาหกรรม และใช้ราคาขายปลีกแนะนำไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นฐานตามมูลค่า ✓

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ผู้ประกอบอุตสาหกรรมเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษี ความรับผิดเกิดเมื่อนำสินค้าออกจากโรงอุตสาหกรรม และใช้ราคาขายปลีกแนะนำไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นฐานตามมูลค่า" ตามมาตรา 16 ผู้ประกอบอุตสาหกรรมเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษี มาตรา 21 กำหนดให้ความรับผิดของสินค้าที่ผลิตในไทยเกิดเมื่อนำออกจากโรงอุตสาหกรรม โดยกรณีตามคำถามไม่อยู่ในข้อยกเว้น และมาตรา 17 กำหนดฐานตามมูลค่าเป็นราคาขายปลีกแนะนำไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ผู้ประกอบอุตสาหกรรมไม่เป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษี ความรับผิดเกิดเมื่อนำสินค้าออกจากโรงอุตสาหกรรม และใช้ราคาขายปลีกแนะนำไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นฐานตามมูลค่า" ผิด: มาตรา 16 ระบุว่าผู้ประกอบอุตสาหกรรมหรือผู้ผลิตเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษี • "ผู้ประกอบอุตสาหกรรมเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษี ความรับผิดเกิดเมื่อการผลิตสินค้าในโรงอุตสาหกรรมเสร็จสมบูรณ์ และใช้ราคาขายปลีกแนะนำไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นฐานตามมูลค่า" ผิด: มาตรา 21 กำหนดว่าความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อนำสินค้าออกจากโรงอุตสาหกรรม ไม่ใช่เมื่อผลิตสินค้าเสร็จ • "ผู้ประกอบอุตสาหกรรมเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษี ความรับผิดเกิดเมื่อนำสินค้าออกจากโรงอุตสาหกรรม และใช้ราคา ณ โรงอุตสาหกรรมไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นฐานตามมูลค่า" ผิด: มาตรา 17 กำหนดให้ฐานตามมูลค่าของสินค้าเป็นราคาขายปลีกแนะนำไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม อ้างอิงตัวบท หัวข้อ 2.6 ภาษีสรรพสามิต (Excise Tax) (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 2 ภาษีแต่ละประเภทที่ต้องรู้): “ผู้มีหน้าที่เสียภาษี (ม.16): - ผู้ประกอบอุตสาหกรรม (ผู้ผลิต)” หัวข้อ 2.6 ภาษีสรรพสามิต (Excise Tax) (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 2 ภาษีแต่ละประเภทที่ต้องรู้): “สินค้าที่ผลิตในไทย ความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อนำสินค้าออกจากโรงอุตสาหกรรม เว้นแต่นำไปเก็บในคลังสินค้าทัณฑ์บนหรือเขตปลอดอากร” หัวข้อ 2.6 ภาษีสรรพสามิต (Excise Tax) (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 2 ภาษีแต่ละประเภทที่ต้องรู้): “ฐานตามมูลค่าของสินค้า = ราคาขายปลีกแนะนำ ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม (ม.17)”

หัวข้อ 2.6 ภาษีสรรพสามิต (Excise Tax) (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 2 ภาษีแต่ละประเภทที่ต้องรู้): “ผู้มีหน้าที่เสียภาษี (ม.16): - ผู้ประกอบอุตสาหกรรม (ผู้ผลิต)”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q11
vat
medium
understand
Human Approved
Confidence: —%

ข้อใดอธิบายผลของมาตรา 85/9 สำหรับสถานประกอบการชั่วคราวที่มีลักษณะและเงื่อนไขเป็นสถานประกอบการเฉพาะกิจตามที่อธิบดีกำหนดได้ถูกต้อง

  • ก. ไม่ให้ถือว่าอยู่ในบังคับของมาตรา 85/6 มาตรา 85/7 และมาตรา 85/8 และผู้ประกอบการจดทะเบียนไม่ต้องทำรายงาน
  • ข. ให้ถือว่าอยู่ในบังคับของมาตรา 85/6 มาตรา 85/7 และมาตรา 85/8 และผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องทำรายงานตามที่อธิบดีกำหนด
  • ค. ไม่ให้ถือว่าอยู่ในบังคับของมาตรา 85/6 มาตรา 85/7 และมาตรา 85/8 แต่ผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องทำรายงานและปฏิบัติตามที่อธิบดีกำหนด ✓
  • ง. ไม่ให้ถือว่าอยู่ในบังคับของมาตรา 85/6 และมาตรา 85/7 แต่ยังคงอยู่ในบังคับของมาตรา 85/8

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ไม่ให้ถือว่าอยู่ในบังคับของมาตรา 85/6 มาตรา 85/7 และมาตรา 85/8 แต่ผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องทำรายงานและปฏิบัติตามที่อธิบดีกำหนด" มาตรา 85/9 หมายความว่า สถานประกอบการชั่วคราวที่เป็นสถานประกอบการเฉพาะกิจตามลักษณะและเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด ไม่ถือว่าอยู่ในบังคับของมาตรา 85/6 มาตรา 85/7 และมาตรา 85/8 แต่ผู้ประกอบการจดทะเบียนยังต้องทำรายงานและปฏิบัติตามข้อกำหนดของอธิบดี ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ให้ถือว่าอยู่ในบังคับของมาตรา 85/6 มาตรา 85/7 และมาตรา 85/8 และผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องทำรายงานตามที่อธิบดีกำหนด" ผิด: มาตรา 85/9 ระบุว่า “ไม่ให้ถือว่าเป็นสถานประกอบการที่อยู่ในบังคับของมาตรา 85/6 มาตรา 85/7 และมาตรา 85/8” • "ไม่ให้ถือว่าอยู่ในบังคับของมาตรา 85/6 และมาตรา 85/7 แต่ยังคงอยู่ในบังคับของมาตรา 85/8" ผิด: มาตรา 85/9 ระบุข้อยกเว้นครอบคลุมมาตรา 85/6 มาตรา 85/7 และมาตรา 85/8 • "ไม่ให้ถือว่าอยู่ในบังคับของมาตรา 85/6 มาตรา 85/7 และมาตรา 85/8 และผู้ประกอบการจดทะเบียนไม่ต้องทำรายงาน" ผิด: มาตรา 85/9 กำหนดว่า ผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งจัดตั้งสถานประกอบการเฉพาะกิจ “จะต้องทำรายงานและปฏิบัติตามแบบ หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด” มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 85/6: “มาตรา 85/6 ในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงรายการที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มในสาระสำคัญ ซึ่งรวมถึงการเปลี่ยนแปลงชื่อสถานประกอบการ ประเภทกิจการ ประเภทสินค้าหรือบริการ ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนแจ้งการเปลี่ยนแปลงนั้น ณ สถานที่ที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ภายในสิบห้าวันนับจากวันที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น” • มาตรา 85/7: “มาตรา 85/7 ผู้ประกอบการจดทะเบียนใดประสงค์จะเปิดสถานประกอบการเพิ่มเติม ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนนั้นแจ้งการเปลี่ยนแปลงทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ สถานที่ที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ ก่อนวันเปิดสถานประกอบการเพิ่มเติมไม่น้อยกว่าสิบห้าวัน เพื่อขอรับใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับสถานประกอบการนั้น” • มาตรา 85/8: “มาตรา 85/8 ผู้ประกอบการจดทะเบียนใดประสงค์จะย้ายสถานประกอบการ ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนนั้นแจ้งการเปลี่ยนแปลงทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ สถานที่ที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ก่อนวันย้ายสถานประกอบการไม่น้อยกว่าสิบห้าวัน” อ้างอิงตัวบท มาตรา 85/9: “ไม่ให้ถือว่าเป็นสถานประกอบการที่อยู่ในบังคับของมาตรา 85/6 มาตรา 85/7 และมาตรา 85/8” มาตรา 85/9: “แต่ผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งจัดตั้งสถานประกอบการเฉพาะกิจจะต้องทำรายงานและปฏิบัติตามแบบ หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด”

มาตรา 85/9: “ไม่ให้ถือว่าเป็นสถานประกอบการที่อยู่ในบังคับของมาตรา 85/6 มาตรา 85/7 และมาตรา 85/8”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q12
income_tax
medium
understand
Human Approved
Confidence: —%

ข้อใดอธิบายผลของมาตรา 41 ทวิ กรณีโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์โดยไม่มีค่าตอบแทนได้ถูกต้อง

  • ก. ให้ถือว่าผู้โอนเป็นผู้มีเงินได้และต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ ✓
  • ข. ให้ถือว่าผู้โอนเป็นผู้มีเงินได้ แต่ไม่ต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้
  • ค. ให้ถือว่าผู้โอนไม่เป็นผู้มีเงินได้และไม่ต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้
  • ง. ให้ถือว่าผู้รับโอนแทนผู้โอนเป็นผู้มีเงินได้และต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ให้ถือว่าผู้โอนเป็นผู้มีเงินได้และต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้" มาตรา 41 ทวิ กำหนดว่า เมื่อมีการโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์โดยไม่มีค่าตอบแทน ให้ถือว่าผู้โอนเป็นผู้มีเงินได้และต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ให้ถือว่าผู้โอนไม่เป็นผู้มีเงินได้และไม่ต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้" ผิด: มาตรา 41 ทวิ ระบุว่า “ให้ถือว่าผู้โอนเป็นผู้มีเงินได้และต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้” • "ให้ถือว่าผู้โอนเป็นผู้มีเงินได้ แต่ไม่ต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้" ผิด: มาตรา 41 ทวิ ระบุชัดว่าผู้โอน “ต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้” • "ให้ถือว่าผู้รับโอนแทนผู้โอนเป็นผู้มีเงินได้และต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้" ผิด: มาตรา 41 ทวิ กำหนดให้ถือว่า “ผู้โอน” เป็นผู้มีเงินได้ มิใช่ผู้รับโอนแทนผู้โอน อ้างอิงตัวบท มาตรา 41 ทวิ: “ให้ถือว่าผู้โอนเป็นผู้มีเงินได้” มาตรา 41 ทวิ: “และต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้”

มาตรา 41 ทวิ: “ให้ถือว่าผู้โอนเป็นผู้มีเงินได้”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q13
vat
medium
understand
Human Approved
Confidence: —%

ข้อใดอธิบายผลของมาตรา 89 กรณีมิได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีหรือแบบนำส่งภาษีภายในกำหนดเวลาได้ถูกต้อง

  • ก. การไม่ยื่นแบบภายในกำหนดเวลาไม่ทำให้เกิดหน้าที่เสียเบี้ยปรับ
  • ข. ต้องเสียเบี้ยปรับอีกสองเท่าของเงินภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่งในเดือนภาษี ✓
  • ค. ต้องเสียเบี้ยปรับอีกหนึ่งเท่าของเงินภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่งในเดือนภาษี
  • ง. ต้องเสียเบี้ยปรับอีกสองเท่าของจำนวนภาษีตามใบกำกับภาษี

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ต้องเสียเบี้ยปรับอีกสองเท่าของเงินภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่งในเดือนภาษี" ตามมาตรา 89 (2) ผู้ที่มิได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีหรือแบบนำส่งภาษีภายในกำหนดเวลาต้องเสียเบี้ยปรับอีกสองเท่าของเงินภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่งในเดือนภาษี ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "การไม่ยื่นแบบภายในกำหนดเวลาไม่ทำให้เกิดหน้าที่เสียเบี้ยปรับ" ผิด: มาตรา 89 (2) ระบุว่าเมื่อมิได้ยื่นแบบภายในกำหนดเวลา ให้เสียเบี้ยปรับ • "ต้องเสียเบี้ยปรับอีกหนึ่งเท่าของเงินภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่งในเดือนภาษี" ผิด: มาตรา 89 (2) กำหนดให้เสียเบี้ยปรับอีกสองเท่า มิใช่อีกหนึ่งเท่า • "ต้องเสียเบี้ยปรับอีกสองเท่าของจำนวนภาษีตามใบกำกับภาษี" ผิด: มาตรา 89 (2) กำหนดฐานเบี้ยปรับเป็นเงินภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่งในเดือนภาษี ไม่ใช่จำนวนภาษีตามใบกำกับภาษี อ้างอิงตัวบท มาตรา 89: “(2) มิได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีหรือแบบนำส่งภาษีภายในกำหนดเวลาให้เสียเบี้ยปรับอีกสองเท่าของเงินภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่งในเดือนภาษี”

มาตรา 89: “(2) มิได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีหรือแบบนำส่งภาษีภายในกำหนดเวลาให้เสียเบี้ยปรับอีกสองเท่าของเงินภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่งในเดือนภาษี”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q14
vat
hard
apply
Human Approved
Confidence: —%

นาย ก. สามารถแสดงใบกำกับภาษีได้ว่ามีการชำระภาษีซื้อ โดยใบกำกับภาษีมีข้อความถูกต้องและสมบูรณ์ ภาษีซื้อเกี่ยวข้องโดยตรงกับกิจการ แต่ผู้ออกใบกำกับภาษีไม่มีสิทธิออกใบกำกับภาษีตามส่วน 10 ตามประมวลรัษฎากร ภาษีซื้อนี้มีผลอย่างไร

  • ก. ให้นำภาษีซื้อมาหักในการคำนวณภาษี เพราะนาย ก. สามารถแสดงใบกำกับภาษีว่ามีการชำระภาษีซื้อ
  • ข. ให้นำภาษีซื้อมาหักในการคำนวณภาษี เพราะภาษีซื้อนั้นเกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการ
  • ค. ให้นำภาษีซื้อมาหักในการคำนวณภาษี เพราะใบกำกับภาษีมีข้อความถูกต้องและสมบูรณ์
  • ง. ไม่ให้นำภาษีซื้อมาหักในการคำนวณภาษี เพราะผู้ออกไม่มีสิทธิออกใบกำกับภาษีตามส่วน 10 ✓

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ไม่ให้นำภาษีซื้อมาหักในการคำนวณภาษี เพราะผู้ออกไม่มีสิทธิออกใบกำกับภาษีตามส่วน 10" ข้อเท็จจริงว่า “สามารถแสดงใบกำกับภาษีได้ว่ามีการชำระภาษีซื้อ” → ไม่เข้าเงื่อนไข “ไม่อาจแสดงใบกำกับภาษีได้ว่ามีการชำระภาษีซื้อ”; ข้อเท็จจริงว่าใบกำกับภาษีมีข้อความถูกต้องและสมบูรณ์ → ไม่เข้าเงื่อนไข “มีข้อความไม่ถูกต้องหรือไม่สมบูรณ์ในส่วนที่เป็นสาระสำคัญ”; ข้อเท็จจริงว่าภาษีซื้อเกี่ยวข้องโดยตรงกับกิจการ → ไม่เข้าเงื่อนไข “ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการ”; และข้อเท็จจริงว่าผู้ออกไม่มีสิทธิออกใบกำกับภาษีตามส่วน 10 → ตรงกับ “ใบกำกับภาษีซึ่งออกโดยผู้ที่ไม่มีสิทธิออกใบกำกับภาษีตามส่วน 10” จึงไม่ให้นำภาษีซื้อมาหักในการคำนวณภาษีตามมาตรา 82/3 ตามมาตรา 82/5 (5) แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ให้นำภาษีซื้อมาหักในการคำนวณภาษี เพราะใบกำกับภาษีมีข้อความถูกต้องและสมบูรณ์" ผิด: มาตรา 82/5 ระบุว่าไม่ให้นำภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีซึ่งออกโดยผู้ที่ไม่มีสิทธิออกใบกำกับภาษีตามส่วน 10 มาหักในการคำนวณภาษี • "ให้นำภาษีซื้อมาหักในการคำนวณภาษี เพราะนาย ก. สามารถแสดงใบกำกับภาษีว่ามีการชำระภาษีซื้อ" ผิด: มาตรา 82/5 (5) กำหนดผลเฉพาะกรณีใบกำกับภาษีออกโดยผู้ไม่มีสิทธิว่าไม่ให้นำภาษีซื้อมาหักในการคำนวณภาษี • "ให้นำภาษีซื้อมาหักในการคำนวณภาษี เพราะภาษีซื้อนั้นเกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการ" ผิด: เงื่อนไขที่ตรงกับกรณีนี้คือใบกำกับภาษีออกโดยผู้ที่ไม่มีสิทธิออกใบกำกับภาษีตามส่วน 10 ซึ่งมาตรา 82/5 กำหนดไม่ให้นำภาษีซื้อมาหัก มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 82/3: “มาตรา 82/3 ภายใต้บังคับมาตรา 82/7 มาตรา 82/8 และมาตรา 82/16 ให้ผู้ประกอบการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มโดยคำนวณจากภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อในแต่ละเดือนภาษี” อ้างอิงตัวบท มาตรา 82/5: “ภาษีซื้อในกรณีดังต่อไปนี้ไม่ให้นำมาหักในการคำนวณภาษีตามมาตรา 82/3” มาตรา 82/5: “ภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีซึ่งออกโดยผู้ที่ไม่มีสิทธิออกใบกำกับภาษีตามส่วน 10”

มาตรา 82/5: “ภาษีซื้อในกรณีดังต่อไปนี้ไม่ให้นำมาหักในการคำนวณภาษีตามมาตรา 82/3”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q15
assessment_appeal
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ผู้กระทำการตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 37 แห่งประมวลรัษฎากร ต้องระวางโทษเท่าใด

  • ก. จำคุกตั้งแต่สามเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองแสนบาท ✓
  • ข. จำคุกตั้งแต่สามเดือนถึงห้าปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองแสนบาท
  • ค. จำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองแสนบาท
  • ง. จำคุกตั้งแต่สามเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่ห้าพันบาทถึงหนึ่งแสนบาท

Explanation: คำตอบที่ถูก: "จำคุกตั้งแต่สามเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองแสนบาท" มาตรา 37 กำหนดให้ผู้กระทำการตามที่บัญญัติไว้ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองแสนบาท ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "จำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองแสนบาท" ผิด: มาตรา 37 กำหนดโทษจำคุกขั้นต่ำไว้ที่สามเดือน ไม่ใช่หกเดือน • "จำคุกตั้งแต่สามเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่ห้าพันบาทถึงหนึ่งแสนบาท" ผิด: มาตรา 37 กำหนดค่าปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองแสนบาท • "จำคุกตั้งแต่สามเดือนถึงห้าปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองแสนบาท" ผิด: มาตรา 37 กำหนดโทษจำคุกขั้นสูงไว้ที่เจ็ดปี ไม่ใช่ห้าปี อ้างอิงตัวบท มาตรา 37: “ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามเดือนถึงเจ็ดปี” มาตรา 37: “และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองแสนบาท”

มาตรา 37: “ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามเดือนถึงเจ็ดปี”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q16
income_tax
hard
apply
Human Approved
Confidence: —%

นาย ก. ไม่ใช่กรณี 18 ทวิ มีภาษีที่ต้องเสียตาม 56 ทวิ จำนวน 9,000 บาท และเลือกชำระเป็นสามงวดเท่า ๆ กัน ต่อมานาย ก. ไม่ชำระงวดที่สองภายในเวลาที่กำหนด ตามประมวลรัษฎากร ผลเป็นอย่างไร

  • ก. ยังมีสิทธิที่จะชำระภาษีเป็นรายงวดต่อไป และต้องเสียเงินเพิ่มตามมาตรา 27 สำหรับงวดที่ไม่ชำระและงวดต่อ ๆ ไป
  • ข. จะหมดสิทธิชำระภาษีเป็นรายงวดเมื่อพ้นกำหนดไปอีกสองเดือน และต้องเสียเงินเพิ่มตามมาตรา 27 สำหรับงวดที่ไม่ชำระและงวดต่อ ๆ ไป
  • ค. หมดสิทธิที่จะชำระภาษีเป็นรายงวดต่อไป และต้องเสียเงินเพิ่มตามมาตรา 27 สำหรับงวดที่ไม่ชำระและงวดต่อ ๆ ไป ✓
  • ง. หมดสิทธิที่จะชำระภาษีเป็นรายงวดต่อไป และต้องเสียเงินเพิ่มตามมาตรา 27 เฉพาะงวดที่ไม่ชำระ โดยไม่รวมงวดต่อ ๆ ไป

Explanation: คำตอบที่ถูก: "หมดสิทธิที่จะชำระภาษีเป็นรายงวดต่อไป และต้องเสียเงินเพิ่มตามมาตรา 27 สำหรับงวดที่ไม่ชำระและงวดต่อ ๆ ไป" ข้อเท็จจริงว่าไม่ใช่กรณี 18 ทวิ → “เว้นแต่กรณีตามมาตรา 18 ทวิ”; ภาษี 9,000 บาท → “มีจำนวนตั้งแต่ 3,000 บาทขึ้นไป”; เป็นภาษีตาม 56 ทวิ → “ในกรณีที่ต้องเสียตามมาตรา 56 ทวิ”; เลือกชำระสามงวดเท่ากัน → “ชำระเป็นสามงวด ๆ ละเท่า ๆ กัน”; และไม่ชำระงวดที่สองภายในกำหนด → “ถ้าไม่ชำระภาษีงวดใดงวดหนึ่งภายในเวลาที่กำหนดไว้” จึงเกิดผล คือหมดสิทธิชำระเป็นรายงวดต่อไป และต้องเสียเงินเพิ่มตามมาตรา 27 สำหรับงวดที่ไม่ชำระและงวดต่อ ๆ ไป ตามมาตรา 64 แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "จะหมดสิทธิชำระภาษีเป็นรายงวดเมื่อพ้นกำหนดไปอีกสองเดือน และต้องเสียเงินเพิ่มตามมาตรา 27 สำหรับงวดที่ไม่ชำระและงวดต่อ ๆ ไป" ผิด: แหล่งข้อมูลผูกผลของการหมดสิทธิกับการ “ไม่ชำระภาษีงวดใดงวดหนึ่งภายในเวลาที่กำหนดไว้” โดยไม่ได้ให้ระยะเวลาเพิ่มอีกสองเดือน • "หมดสิทธิที่จะชำระภาษีเป็นรายงวดต่อไป และต้องเสียเงินเพิ่มตามมาตรา 27 เฉพาะงวดที่ไม่ชำระ โดยไม่รวมงวดต่อ ๆ ไป" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้เสียเงินเพิ่ม “สำหรับงวดที่ไม่ชำระและงวดต่อ ๆ ไป” ไม่ได้จำกัดเฉพาะงวดที่ไม่ชำระ • "ยังมีสิทธิที่จะชำระภาษีเป็นรายงวดต่อไป และต้องเสียเงินเพิ่มตามมาตรา 27 สำหรับงวดที่ไม่ชำระและงวดต่อ ๆ ไป" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าเมื่อไม่ชำระภายในเวลาที่กำหนด ผู้ต้องเสียภาษี “หมดสิทธิที่จะชำระภาษีเป็นรายงวดต่อไป” มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 18 ทวิ: “มาตรา 18 ทวิ ในกรณีจำเป็นเพื่อรักษาประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากร เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจที่จะประเมินเรียกเก็บภาษีจากผู้ต้องเสียภาษีก่อนถึงกำหนดเวลายื่นรายการได้ เมื่อได้ประเมินแล้วให้แจ้งจำนวนภาษีที่ต้องเสียไปยังผู้ต้องเสียภาษีและให้ผู้ต้องเสียภาษีชำระภาษีภายในเจ็ดวันนับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน ในกรณีนี้จะอุทธรณ์การประเมินก็ได้” • มาตรา 56 ทวิ: “มาตรา 56 ทวิ เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีก่อนถึงกำหนดเวลาตามมาตรา 56 ให้ผู้มีหน้าที่ยื่นรายการตามมาตรา 56 มาตรา 57 มาตรา 57 ทวิ และมาตรา 57 ตรี ยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนด แสดงรายการเงินได้เฉพาะตามมาตรา 40 (5) (6) (7) หรือ (8) ไม่ว่าจะมีเงินได้ประเภทอื่นรวมอยู่ด้วยหรือไม่ ที่ได้รับตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนมิถุนายน ภายในเดือนกันยายนของทุกปีภาษี” • มาตรา 27: “มาตรา 27 บุคคลใดไม่เสียหรือนำส่งภาษีภายในกำหนดเวลาตามที่บัญญัติไว้ในหมวดต่าง ๆ แห่งลักษณะนี้เกี่ยวกับภาษีอากรประเมิน ให้เสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่งโดยไม่รวมเบี้ยปรับ” อ้างอิงตัวบท มาตรา 64: “(1) ในกรณีที่ต้องเสียตามมาตรา 56 ทวิ หรือมาตรา 57 จัตวา” มาตรา 64: “การชำระภาษีตาม (1) ถ้าไม่ชำระภาษีงวดใดงวดหนึ่งภายในเวลาที่กำหนดไว้ ผู้ต้องเสียภาษีหมดสิทธิที่จะชำระภาษีเป็นรายงวดต่อไป” มาตรา 64: “การชำระภาษีตาม (1) ถ้าไม่ชำระภาษีงวดใดงวดหนึ่งภายในเวลาที่กำหนดไว้ ผู้ต้องเสียภาษีหมดสิทธิที่จะชำระภาษีเป็นรายงวดต่อไป และต้องเสียเงินเพิ่มตามมาตรา 27 สำหรับงวดที่ไม่ชำระและงวดต่อ ๆ ไป”

มาตรา 64: “(1) ในกรณีที่ต้องเสียตามมาตรา 56 ทวิ หรือมาตรา 57 จัตวา”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q17
vat
hard
apply
Human Approved
Confidence: —%

บริษัท ค. จำกัด ซึ่งเป็นผู้ประกอบการ มีภาษีซื้อที่เกิดจากรายจ่ายเพื่อการรับรองตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด รายจ่ายดังกล่าวเกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการ ใบกำกับภาษีมีข้อความถูกต้องและสมบูรณ์ และออกโดยผู้มีสิทธิออกใบกำกับภาษี ตามประมวลรัษฎากร ภาษีซื้อนี้มีผลอย่างไร

  • ก. ให้นำภาษีซื้อนั้นมาหักในการคำนวณภาษี เพราะใบกำกับภาษีออกโดยผู้มีสิทธิออกใบกำกับภาษี
  • ข. ให้นำภาษีซื้อนั้นมาหักในการคำนวณภาษี เพราะใบกำกับภาษีมีข้อความถูกต้องและสมบูรณ์
  • ค. ให้นำภาษีซื้อนั้นมาหักในการคำนวณภาษี เพราะรายจ่ายเกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการ
  • ง. ไม่ให้นำภาษีซื้อนั้นมาหักในการคำนวณภาษี เพราะเป็นภาษีซื้อจากรายจ่ายเพื่อการรับรอง ✓

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ไม่ให้นำภาษีซื้อนั้นมาหักในการคำนวณภาษี เพราะเป็นภาษีซื้อจากรายจ่ายเพื่อการรับรอง" ข้อเท็จจริงแต่ละส่วนสัมพันธ์กับองค์ประกอบดังนี้: การเป็นผู้ประกอบการ → “ผู้ประกอบการ”; ภาษีซื้อเกิดจากรายจ่ายเพื่อการรับรองตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด → “ภาษีซื้อ” และ “ที่เกิดจากรายจ่ายเพื่อการรับรอง...ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด”; รายจ่ายเกี่ยวข้องโดยตรงกับกิจการ → ไม่เข้าเงื่อนไข “ที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการ”; ใบกำกับภาษีถูกต้องและสมบูรณ์ → ไม่เข้าเงื่อนไข “มีข้อความไม่ถูกต้องหรือไม่สมบูรณ์ในส่วนที่เป็นสาระสำคัญ”; ผู้ออกมีสิทธิออกใบกำกับภาษี → ไม่เข้าเงื่อนไขใบกำกับภาษีที่ออกโดย “ผู้ที่ไม่มีสิทธิออกใบกำกับภาษี” ดังนั้นกรณีนี้เข้าเงื่อนไขรายจ่ายเพื่อการรับรอง และไม่ให้นำภาษีซื้อมาหักในการคำนวณภาษี ตามมาตรา 82/5 (4) แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ให้นำภาษีซื้อนั้นมาหักในการคำนวณภาษี เพราะใบกำกับภาษีออกโดยผู้มีสิทธิออกใบกำกับภาษี" ผิด: การที่ใบกำกับภาษีไม่ได้ออกโดยผู้ไม่มีสิทธิไม่ลบผลของข้อ (4) ซึ่งกำหนดไม่ให้นำภาษีซื้อจากรายจ่ายเพื่อการรับรองมาหัก • "ให้นำภาษีซื้อนั้นมาหักในการคำนวณภาษี เพราะใบกำกับภาษีมีข้อความถูกต้องและสมบูรณ์" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า “ภาษีซื้อที่เกิดจากรายจ่ายเพื่อการรับรอง” ไม่ให้นำมาหักในการคำนวณภาษี • "ให้นำภาษีซื้อนั้นมาหักในการคำนวณภาษี เพราะรายจ่ายเกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการ" ผิด: แม้ข้อเท็จจริงไม่เข้ากรณีภาษีซื้อที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรง แต่ยังเข้ากรณี “ภาษีซื้อที่เกิดจากรายจ่ายเพื่อการรับรอง” ซึ่งไม่ให้นำมาหัก อ้างอิงตัวบท มาตรา 82/5: “ภาษีซื้อในกรณีดังต่อไปนี้ไม่ให้นำมาหักในการคำนวณภาษีตามมาตรา 82/3” มาตรา 82/5: “(4) ภาษีซื้อที่เกิดจากรายจ่ายเพื่อการรับรองหรือเพื่อการอันมีลักษณะทำนองเดียวกันตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด”

มาตรา 82/5: “ภาษีซื้อในกรณีดังต่อไปนี้ไม่ให้นำมาหักในการคำนวณภาษีตามมาตรา 82/3”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q18
income_tax
medium
understand
Human Approved
Confidence: —%

ข้อใดอธิบายผลของการควบเข้ากันตามมาตรา 73 ได้ถูกต้อง

  • ก. บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใหม่ไม่มีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีแทนนิติบุคคลเดิม
  • ข. เพื่อประโยชน์ในการคำนวณภาษี ให้ถือว่าแต่ละบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ควบเข้ากันได้เลิกกัน ✓
  • ค. เพื่อประโยชน์ในการคำนวณภาษี ให้ถือว่าแต่ละบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ควบเข้ากันยังมิได้เลิกกัน
  • ง. เพื่อประโยชน์ในการคำนวณภาษี ให้ถือว่าเฉพาะบางบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ควบเข้ากันได้เลิกกัน

Explanation: คำตอบที่ถูก: "เพื่อประโยชน์ในการคำนวณภาษี ให้ถือว่าแต่ละบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ควบเข้ากันได้เลิกกัน" มาตรา 73 กำหนดว่า เพื่อประโยชน์ในการคำนวณภาษี ให้ถือว่าแต่ละบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งควบเข้ากันได้เลิกกัน และให้นิติบุคคลใหม่รับหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีแทน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เพื่อประโยชน์ในการคำนวณภาษี ให้ถือว่าแต่ละบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ควบเข้ากันยังมิได้เลิกกัน" ผิด: มาตรา 73 ระบุว่าให้ถือว่าแต่ละบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งควบเข้ากันนั้นได้เลิกกัน • "เพื่อประโยชน์ในการคำนวณภาษี ให้ถือว่าเฉพาะบางบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ควบเข้ากันได้เลิกกัน" ผิด: มาตรา 73 ใช้คำว่า “แต่ละบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งควบเข้ากันนั้น” จึงมิใช่เฉพาะบางราย • "บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใหม่ไม่มีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีแทนนิติบุคคลเดิม" ผิด: มาตรา 73 กำหนดให้นิติบุคคลใหม่มีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีแทนนิติบุคคลที่ให้ถือว่าเลิกกัน อ้างอิงตัวบท มาตรา 73: “เพื่อประโยชน์ในการคำนวณภาษี ให้ถือว่าแต่ละบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งควบเข้ากันนั้นได้เลิกกัน”

มาตรา 73: “เพื่อประโยชน์ในการคำนวณภาษี ให้ถือว่าแต่ละบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งควบเข้ากันนั้นได้เลิกกัน”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q19
vat
medium
understand
Human Approved
Confidence: —%

ข้อใดกล่าวถึงหน่วยงานที่เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มเพื่อกรมสรรพากรตามมาตรา 83/10 ได้ถูกต้อง

  • ก. สินค้านำเข้าให้กรมศุลกากรเรียกเก็บ ส่วนการขายสินค้าหรือให้บริการที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิตด้วยให้กรมสรรพสามิตเรียกเก็บ ✓
  • ข. สินค้านำเข้าและการขายสินค้าหรือให้บริการที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิตด้วยให้กรมศุลกากรเรียกเก็บ
  • ค. สินค้านำเข้าและการขายสินค้าหรือให้บริการที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิตด้วยให้กรมสรรพสามิตเรียกเก็บ
  • ง. สินค้านำเข้าให้กรมสรรพสามิตเรียกเก็บ ส่วนการขายสินค้าหรือให้บริการที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิตด้วยให้กรมศุลกากรเรียกเก็บ

Explanation: คำตอบที่ถูก: "สินค้านำเข้าให้กรมศุลกากรเรียกเก็บ ส่วนการขายสินค้าหรือให้บริการที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิตด้วยให้กรมสรรพสามิตเรียกเก็บ" มาตรา 83/10 (1) กำหนดให้กรมศุลกากรเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับสินค้านำเข้าเพื่อกรมสรรพากร ส่วน (2) กำหนดให้กรมสรรพสามิตเรียกเก็บสำหรับการขายสินค้าหรือการให้บริการที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิตด้วย ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "สินค้านำเข้าและการขายสินค้าหรือให้บริการที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิตด้วยให้กรมสรรพสามิตเรียกเก็บ" ผิด: มาตรา 83/10 (1) ระบุให้กรมศุลกากรเรียกเก็บสำหรับสินค้าที่นำเข้า • "สินค้านำเข้าและการขายสินค้าหรือให้บริการที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิตด้วยให้กรมศุลกากรเรียกเก็บ" ผิด: มาตรา 83/10 (2) ระบุให้กรมสรรพสามิตเรียกเก็บสำหรับการขายสินค้าหรือการให้บริการที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิตด้วย • "สินค้านำเข้าให้กรมสรรพสามิตเรียกเก็บ ส่วนการขายสินค้าหรือให้บริการที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิตด้วยให้กรมศุลกากรเรียกเก็บ" ผิด: มาตรา 83/10 (1) กำหนดให้กรมศุลกากรเรียกเก็บสำหรับสินค้านำเข้า และ (2) กำหนดให้กรมสรรพสามิตเรียกเก็บสำหรับการขายสินค้าหรือให้บริการที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิตด้วย อ้างอิงตัวบท มาตรา 83/10: “สำหรับสินค้าที่นำเข้า ให้กรมศุลกากรเรียกเก็บเพื่อกรมสรรพากร” มาตรา 83/10: “สำหรับการขายสินค้าหรือการให้บริการที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิตด้วยให้กรมสรรพสามิตเรียกเก็บเพื่อกรมสรรพากร”

มาตรา 83/10: “สำหรับสินค้าที่นำเข้า ให้กรมศุลกากรเรียกเก็บเพื่อกรมสรรพากร”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q20
vat
medium
understand
Human Approved
Confidence: —%

ข้อใดอธิบายผลของการกำหนดช่วงเวลาภาษีโดยพระราชกฤษฎีกาตามมาตรา 83/1 ได้ถูกต้อง

  • ก. แต่ละช่วงเวลาภาษีมีกำหนดไม่เกินสามเดือน และให้ถือเป็นรอบระยะเวลาบัญชีสำหรับการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มของกิจการนั้น
  • ข. แต่ละช่วงเวลาภาษีมีกำหนดไม่เกินหกเดือน และให้ถือเป็นเดือนภาษีสำหรับการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มของกิจการนั้น
  • ค. แต่ละช่วงเวลาภาษีมีกำหนดไม่เกินสามเดือน และให้ถือเป็นเดือนภาษีสำหรับการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มของกิจการนั้น ✓
  • ง. แต่ละช่วงเวลาภาษีมีกำหนดไม่เกินสามเดือน แต่ไม่ให้ถือเป็นเดือนภาษีสำหรับการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มของกิจการนั้น

Explanation: คำตอบที่ถูก: "แต่ละช่วงเวลาภาษีมีกำหนดไม่เกินสามเดือน และให้ถือเป็นเดือนภาษีสำหรับการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มของกิจการนั้น" ตามมาตรา 83/1 แต่ละช่วงเวลาภาษีที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาต้องมีกำหนดไม่เกินสามเดือน และเพื่อคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม ให้ถือแต่ละช่วงดังกล่าวเป็นเดือนภาษีสำหรับกิจการนั้น ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "แต่ละช่วงเวลาภาษีมีกำหนดไม่เกินหกเดือน และให้ถือเป็นเดือนภาษีสำหรับการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มของกิจการนั้น" ผิด: มาตรา 83/1 กำหนดว่าแต่ละช่วงเวลาภาษีมีกำหนดไม่เกินสามเดือน • "แต่ละช่วงเวลาภาษีมีกำหนดไม่เกินสามเดือน และให้ถือเป็นรอบระยะเวลาบัญชีสำหรับการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มของกิจการนั้น" ผิด: มาตรา 83/1 กำหนดโดยเฉพาะให้ถือช่วงเวลาภาษีแต่ละช่วงเป็นเดือนภาษี มิใช่รอบระยะเวลาบัญชี • "แต่ละช่วงเวลาภาษีมีกำหนดไม่เกินสามเดือน แต่ไม่ให้ถือเป็นเดือนภาษีสำหรับการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มของกิจการนั้น" ผิด: มาตรา 83/1 ระบุให้ถือว่าช่วงเวลาภาษีแต่ละช่วงเป็นเดือนภาษีสำหรับกิจการนั้น ๆ อ้างอิงตัวบท มาตรา 83/1: “โดยให้แต่ละช่วงเวลาภาษีมีกำหนดไม่เกินสามเดือนก็ได้” มาตรา 83/1: “และเพื่อประโยชน์ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับกิจการตามวรรคหนึ่ง ให้ถือว่าช่วงเวลาภาษีแต่ละช่วงตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาเป็นเดือนภาษีสำหรับกิจการนั้น ๆ”

มาตรา 83/1: “โดยให้แต่ละช่วงเวลาภาษีมีกำหนดไม่เกินสามเดือนก็ได้”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q21
income_tax
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามมาตรา 60 ทวิ ภาษีที่ประเมินเรียกเก็บก่อนถึงกำหนดเวลายื่นรายการ ให้ถือเป็นสิ่งใด

  • ก. ไม่ให้ถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสียภาษีในการคำนวณภาษีจากยอดเงินได้สุทธิทั้งปี
  • ข. ให้ถือเป็นเงินเพิ่มของผู้ต้องเสียภาษีในการคำนวณภาษีจากยอดเงินได้สุทธิทั้งปี
  • ค. ให้ถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสียภาษีในการคำนวณภาษีจากยอดเงินได้สุทธิครึ่งปี
  • ง. ให้ถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสียภาษีในการคำนวณภาษีจากยอดเงินได้สุทธิทั้งปี ✓

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ให้ถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสียภาษีในการคำนวณภาษีจากยอดเงินได้สุทธิทั้งปี" มาตรา 60 ทวิ กำหนดให้ภาษีที่ประเมินเรียกเก็บก่อนถึงกำหนดเวลายื่นรายการถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสียภาษีในการคำนวณภาษีจากยอดเงินได้สุทธิทั้งปี ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ไม่ให้ถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสียภาษีในการคำนวณภาษีจากยอดเงินได้สุทธิทั้งปี" ผิด: มาตรา 60 ทวิ ระบุว่า “ให้ถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสียภาษี” • "ให้ถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสียภาษีในการคำนวณภาษีจากยอดเงินได้สุทธิครึ่งปี" ผิด: มาตรา 60 ทวิ กำหนดให้เป็นเครดิตในการคำนวณภาษีจากยอดเงินได้สุทธิ “ทั้งปี” • "ให้ถือเป็นเงินเพิ่มของผู้ต้องเสียภาษีในการคำนวณภาษีจากยอดเงินได้สุทธิทั้งปี" ผิด: มาตรา 60 ทวิ กำหนดให้ถือเป็น “เครดิต” ไม่ใช่เงินเพิ่ม อ้างอิงตัวบท มาตรา 60 ทวิ: “ให้ถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสียภาษีในการคำนวณภาษีจากยอดเงินได้สุทธิทั้งปี”

มาตรา 60 ทวิ: “ให้ถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสียภาษีในการคำนวณภาษีจากยอดเงินได้สุทธิทั้งปี”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q22
income_tax
hard
apply
Human Approved
Confidence: —%

บริษัท ค. จำกัด เป็นผู้มีหน้าที่หักภาษีที่คำนวณหักไว้ตามบทบัญญัติ 50 (5) และธุรกรรมนั้นมีการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ตามประมวลรัษฎากร บริษัทต้องดำเนินการอย่างไร

  • ก. ผู้มีหน้าที่หักภาษีต้องนำส่งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่จ่ายเงิน
  • ข. ผู้มีหน้าที่หักภาษีต้องนำส่งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในขณะที่มีการจดทะเบียน ✓
  • ค. พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมต้องเป็นผู้นำส่งภาษีในขณะที่มีการจดทะเบียน
  • ง. ผู้มีหน้าที่หักภาษีต้องนำส่ง ณ ที่ว่าการอำเภอภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่จ่ายเงิน

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ผู้มีหน้าที่หักภาษีต้องนำส่งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในขณะที่มีการจดทะเบียน" ข้อเท็จจริงที่ว่า บริษัท ค. จำกัดเป็นผู้มีหน้าที่หักภาษี → “ผู้มีหน้าที่หักภาษี”; ภาษีเป็นภาษีที่คำนวณหักไว้ตามบทบัญญัติ 50 (5) → “ภาษีที่คำนวณหักไว้” และ “ตามมาตรา 50 (5) และ (6)”; ธุรกรรมมีการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม → “นำส่งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม” และ “ในขณะที่มีการจดทะเบียน” ดังนั้นบริษัทต้องนำส่งภาษีต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนในขณะที่มีการจดทะเบียน ตามมาตรา 52 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ผู้มีหน้าที่หักภาษีต้องนำส่ง ณ ที่ว่าการอำเภอภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่จ่ายเงิน" ผิด: กรณีมีการจดทะเบียน แหล่งที่มากำหนดให้นำส่งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในขณะที่มีการจดทะเบียน ส่วนการนำส่งตามวรรคหนึ่งใช้ในกรณีที่ไม่มีการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม • "ผู้มีหน้าที่หักภาษีต้องนำส่งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่จ่ายเงิน" ผิด: แหล่งที่มากำหนดให้นำส่งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม “ในขณะที่มีการจดทะเบียน” • "พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมต้องเป็นผู้นำส่งภาษีในขณะที่มีการจดทะเบียน" ผิด: แหล่งที่มาระบุว่า “ให้ผู้มีหน้าที่หักภาษีนำส่งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม” มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 50 (5): “(5) ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) เฉพาะที่จ่ายให้แก่ผู้รับซึ่งขายอสังหาริมทรัพย์ ให้คำนวณหักดังต่อไปนี้” • มาตรา 52 วรรค 2: “ภาษีที่คำนวณหักไว้ตามมาตรา 50 (5) และ (6) ให้ผู้มีหน้าที่หักภาษีนำส่งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในขณะที่มีการจดทะเบียนและห้ามพนักงานเจ้าหน้าที่ลงนามรับรู้ยอมให้ทำหรือบันทึกไว้จนกว่าจะได้รับเงินภาษีที่นำส่งไว้ครบถ้วนถูกต้องแล้ว และในกรณีที่ไม่มีการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ให้นำส่งตามวรรคหนึ่ง” • มาตรา 52 วรรค 1: “มาตรา 52 บุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคม หรือคณะบุคคลซึ่งมีหน้าที่หักภาษีตามมาตรา 50 (1) (2) (3) และ (4) ต้องนำเงินภาษีที่ตนมีหน้าที่ต้องหักไปส่ง ณ ที่ว่าการอำเภอภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่จ่ายเงิน ไม่ว่าตนจะได้หักภาษีไว้แล้วหรือไม่” อ้างอิงตัวบท มาตรา 52: “ภาษีที่คำนวณหักไว้ตามมาตรา 50 (5) และ (6) ให้ผู้มีหน้าที่หักภาษีนำส่งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในขณะที่มีการจดทะเบียน”

มาตรา 52: “ภาษีที่คำนวณหักไว้ตามมาตรา 50 (5) และ (6) ให้ผู้มีหน้าที่หักภาษีนำส่งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในขณะที่มีการจดทะเบียน”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q23
income_tax
hard
apply
Human Approved
Confidence: —%

บริษัท ค. จำกัด นำเงินที่ถือได้ว่าเป็นเงินกำไรจากบัญชีอื่นไปหักกลบลบหนี้กับบุคคลในต่างประเทศ โดยมิได้ขออนุญาตซื้อและโอนเงินตราต่างประเทศออกไปต่างประเทศ ข้อใดเป็นผลตามประมวลรัษฎากร

  • ก. ถือเป็นการจำหน่ายเงินกำไรออกไปจากประเทศไทย และบริษัทต้องเสียภาษีเงินได้โดยหักจากจำนวนเงินที่จำหน่ายนั้น ✓
  • ข. ไม่ถือเป็นการจำหน่ายเงินกำไรออกไปจากประเทศไทย เพราะบริษัทมิได้ขออนุญาตซื้อและโอนเงินตราต่างประเทศ
  • ค. ถือเป็นการจำหน่ายเงินกำไรออกไปจากประเทศไทย แต่บริษัทไม่ต้องเสียภาษีเงินได้โดยหักจากจำนวนเงินที่จำหน่ายนั้น
  • ง. ไม่ถือเป็นการจำหน่ายเงินกำไรออกไปจากประเทศไทย เพราะเป็นการหักกลบลบหนี้ มิใช่การนำเงินไปชำระหนี้

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ถือเป็นการจำหน่ายเงินกำไรออกไปจากประเทศไทย และบริษัทต้องเสียภาษีเงินได้โดยหักจากจำนวนเงินที่จำหน่ายนั้น" บริษัท ค. จำกัด → “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใด”; การนำเงินที่ถือได้ว่าเป็นเงินกำไรจากบัญชีอื่นไปหักกลบลบหนี้กับบุคคลในต่างประเทศ → “จากบัญชีกำไรขาดทุนหรือบัญชีอื่นใดไปชำระหนี้หรือหักกลบลบหนี้...ในต่างประเทศ”; การมิได้ขออนุญาตซื้อและโอนเงินตราต่างประเทศ → ไม่เข้าเงื่อนไข “ได้มีการขออนุญาตซื้อและโอนเงินตราต่างประเทศ” แต่ไม่ลบล้างกรณีหักกลบลบหนี้ที่เกิดขึ้นแล้ว ดังนั้นจึงถือเป็นการจำหน่ายเงินกำไรออกไปจากประเทศไทยและต้องเสียภาษีเงินได้โดยหักจากจำนวนเงินที่จำหน่าย ตามมาตรา 70 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ไม่ถือเป็นการจำหน่ายเงินกำไรออกไปจากประเทศไทย เพราะบริษัทมิได้ขออนุญาตซื้อและโอนเงินตราต่างประเทศ" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้การนำเงินกำไรจากบัญชีอื่นไปหักกลบลบหนี้กับบุคคลในต่างประเทศถือเป็นการจำหน่ายเงินกำไรอยู่แล้ว ส่วนกรณีขออนุญาตซื้อและโอนเงินตราต่างประเทศใช้เมื่อมิได้ปรากฏข้อเท็จจริงดังกล่าว • "ถือเป็นการจำหน่ายเงินกำไรออกไปจากประเทศไทย แต่บริษัทไม่ต้องเสียภาษีเงินได้โดยหักจากจำนวนเงินที่จำหน่ายนั้น" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดว่าเมื่อบริษัทจำหน่ายเงินกำไรออกไปจากประเทศไทย “ให้เสียภาษีเงินได้ โดยหักภาษีจากจำนวนเงินที่จำหน่ายนั้น” • "ไม่ถือเป็นการจำหน่ายเงินกำไรออกไปจากประเทศไทย เพราะเป็นการหักกลบลบหนี้ มิใช่การนำเงินไปชำระหนี้" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุชัดว่าให้รวมถึงการนำเงินกำไรไป “ชำระหนี้หรือหักกลบลบหนี้” กับบุคคลในต่างประเทศ อ้างอิงตัวบท มาตรา 70 ทวิ: “การจำหน่ายเงินกำไร หรือเงินประเภทอื่นใดที่กันไว้จากกำไรหรือที่ถือได้ว่าเป็นเงินกำไรจากบัญชีกำไรขาดทุนหรือบัญชีอื่นใดไปชำระหนี้หรือหักกลบลบหนี้ หรือไปตั้งเป็นยอดเจ้าหนี้ในบัญชีของบุคคลใด ๆ ในต่างประเทศ” มาตรา 70 ทวิ: “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใดจำหน่ายเงินกำไรหรือเงินประเภทอื่นใดที่กันไว้จากกำไรหรือที่ถือได้ว่าเป็นเงินกำไรออกไปจากประเทศไทย ให้เสียภาษีเงินได้ โดยหักภาษีจากจำนวนเงินที่จำหน่ายนั้น”

มาตรา 70 ทวิ: “การจำหน่ายเงินกำไร หรือเงินประเภทอื่นใดที่กันไว้จากกำไรหรือที่ถือได้ว่าเป็นเงินกำไรจากบัญชีกำไรขาดทุนหรือบัญชีอื่นใดไปชำระหนี้หรือหักกลบลบหนี้ หรือไปตั้งเป็นยอดเจ้าหนี้ในบัญชีของบุคคลใด ๆ ในต่างประเทศ”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q24
vat
medium
understand
Human Approved
Confidence: —%

ข้อใดอธิบายผลของมาตรา 88/2 ในกรณีตามมาตรา 88 (3) (4) หรือ (5) ได้ถูกต้อง

  • ก. เจ้าพนักงานประเมินทำได้เฉพาะแก้ไขมูลค่าของสินค้าที่ซื้อหรือค่าบริการเท่านั้น
  • ข. เจ้าพนักงานประเมินต้องปฏิบัติตาม (1) ถึง (4) ให้ครบก่อนประเมินภาษี
  • ค. เจ้าพนักงานประเมินอาจประเมินภาษีตามที่รู้เห็นหรือพิจารณาว่าถูกต้อง โดยไม่จำต้องปฏิบัติตาม (1) ถึง (4) ✓
  • ง. เจ้าพนักงานประเมินไม่อาจประเมินภาษีตามที่รู้เห็นหรือพิจารณาว่าถูกต้อง

Explanation: คำตอบที่ถูก: "เจ้าพนักงานประเมินอาจประเมินภาษีตามที่รู้เห็นหรือพิจารณาว่าถูกต้อง โดยไม่จำต้องปฏิบัติตาม (1) ถึง (4)" มาตรา 88/2 (6) หมายความว่า เมื่อมีกรณีตามมาตรา 88 (3) (4) หรือ (5) เจ้าพนักงานประเมินอาจประเมินภาษีตามที่รู้เห็นหรือพิจารณาว่าถูกต้องได้ โดยไม่จำต้องดำเนินการตามมาตรา 88/2 (1) ถึง (4) ก่อน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เจ้าพนักงานประเมินทำได้เฉพาะแก้ไขมูลค่าของสินค้าที่ซื้อหรือค่าบริการเท่านั้น" ผิด: มาตรา 88/2 (6) ให้อำนาจประเมินภาษีตามที่รู้เห็นหรือพิจารณาว่าถูกต้องด้วย มิได้จำกัดเฉพาะอำนาจตาม (5) • "เจ้าพนักงานประเมินต้องปฏิบัติตาม (1) ถึง (4) ให้ครบก่อนประเมินภาษี" ผิด: มาตรา 88/2 (6) ระบุว่าเจ้าพนักงานประเมินประเมินภาษีได้โดยไม่จำต้องปฏิบัติตาม (1) ถึง (4) • "เจ้าพนักงานประเมินไม่อาจประเมินภาษีตามที่รู้เห็นหรือพิจารณาว่าถูกต้อง" ผิด: มาตรา 88/2 (6) ให้อำนาจประเมินภาษีตามที่รู้เห็นหรือพิจารณาว่าถูกต้อง มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 88 (3): “(3) ผู้มีหน้าที่เสียภาษีไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกของเจ้าพนักงานประเมินหรือไม่ยอมตอบคำถามของเจ้าพนักงานประเมินโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร” • มาตรา 88 (4): “(4) ผู้ประกอบการไม่สามารถแสดงใบกำกับภาษีในกรณีภาษีซื้อ หรือสำเนาใบกำกับภาษีในกรณีภาษีขาย พร้อมทั้งหลักฐานอื่นเพื่อการคำนวณภาษีหรือการเครดิตภาษี” อ้างอิงตัวบท มาตรา 88/2: “(6) ประเมินภาษีตามที่รู้เห็นหรือพิจารณาว่าถูกต้อง เมื่อมีกรณีตามมาตรา 88 (3) (4) หรือ (5)” มาตรา 88/2: “โดยไม่จำต้องปฏิบัติตาม (1) ถึง (4) ก็ได้”

มาตรา 88/2: “(6) ประเมินภาษีตามที่รู้เห็นหรือพิจารณาว่าถูกต้อง เมื่อมีกรณีตามมาตรา 88 (3) (4) หรือ (5)”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q25
income_tax
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามมาตรา 42 ทวิ เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ (2) เมื่อหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมารวมกันแล้ว ต้องไม่เกินจำนวนเท่าใด

  • ก. 60,000 บาท
  • ข. 80,000 บาท
  • ค. 120,000 บาท
  • ง. 100,000 บาท ✓

Explanation: คำตอบที่ถูก: "100,000 บาท" มาตรา 42 ทวิ กำหนดให้เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ (2) หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาได้ร้อยละ 50 แต่รวมกันต้องไม่เกิน 100,000 บาท ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "60,000 บาท" ผิด: มาตรา 42 ทวิ ระบุว่าเมื่อรวมกันต้องไม่เกิน 100,000 บาท • "120,000 บาท" ผิด: มาตรา 42 ทวิ กำหนดให้รวมกันต้องไม่เกิน 100,000 บาท • "80,000 บาท" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดจำนวนสูงสุดไว้ที่ 100,000 บาท ไม่ใช่ 80,000 บาท มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 40 (1): “(1) เงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงานไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่นายจ้างให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่นายจ้างจ่ายชำระหนี้ใด ๆ ซึ่งลูกจ้างมีหน้าที่ต้องชำระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน” อ้างอิงตัวบท มาตรา 42 ทวิ: “แต่รวมกันต้องไม่เกิน 100,000 บาท”

มาตรา 42 ทวิ: “แต่รวมกันต้องไม่เกิน 100,000 บาท”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q26
general_provisions
medium
understand
Human Approved
Confidence: —%

ข้อใดอธิบายอำนาจตามมาตรา 12 ตรี เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามมาตรา 12 ได้ถูกต้อง

  • ก. ผู้มีอำนาจตามมาตรา 12 หรือสรรพากรจังหวัดออกหมายเรียกได้เฉพาะผู้ต้องรับผิดชำระภาษีอากรค้าง แต่เรียกบุคคลอื่นไม่ได้
  • ข. ผู้มีอำนาจตามมาตรา 12 หรือสรรพากรจังหวัดมีอำนาจออกหมายเรียก สั่งให้นำหลักฐานมาตรวจสอบ และออกคำสั่งเป็นหนังสือให้เจ้าพนักงานสรรพากรตรวจค้นหรือยึดหลักฐาน ✓
  • ค. อำนาจออกหมายเรียก สั่งให้นำหลักฐาน และสั่งตรวจค้นหรือยึดหลักฐานเป็นของผู้มีอำนาจตามมาตรา 12 โดยสรรพากรจังหวัดไม่มีอำนาจดังกล่าว
  • ง. ผู้มีอำนาจตามมาตรา 12 หรือสรรพากรจังหวัดต้องตรวจค้นหรือยึดหลักฐานด้วยตนเอง โดยไม่ออกคำสั่งให้เจ้าพนักงานสรรพากร

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ผู้มีอำนาจตามมาตรา 12 หรือสรรพากรจังหวัดมีอำนาจออกหมายเรียก สั่งให้นำหลักฐานมาตรวจสอบ และออกคำสั่งเป็นหนังสือให้เจ้าพนักงานสรรพากรตรวจค้นหรือยึดหลักฐาน" มาตรา 12 ตรีให้อำนาจแก่ทั้งผู้มีอำนาจตามมาตรา 12 หรือสรรพากรจังหวัดในการออกหมายเรียก สั่งให้นำบัญชี เอกสาร หรือหลักฐานมาตรวจสอบ และออกคำสั่งเป็นหนังสือให้เจ้าพนักงานสรรพากรตรวจค้นหรือยึดหลักฐาน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ผู้มีอำนาจตามมาตรา 12 หรือสรรพากรจังหวัดต้องตรวจค้นหรือยึดหลักฐานด้วยตนเอง โดยไม่ออกคำสั่งให้เจ้าพนักงานสรรพากร" ผิด: มาตรา 12 ตรี (3) กำหนดให้ออกคำสั่งเป็นหนังสือให้เจ้าพนักงานสรรพากรทำการตรวจค้นหรือยึด • "ผู้มีอำนาจตามมาตรา 12 หรือสรรพากรจังหวัดออกหมายเรียกได้เฉพาะผู้ต้องรับผิดชำระภาษีอากรค้าง แต่เรียกบุคคลอื่นไม่ได้" ผิด: มาตรา 12 ตรี (1) ให้อำนาจออกหมายเรียกทั้งผู้ต้องรับผิดชำระภาษีอากรค้างและบุคคลใด ๆ ที่มีเหตุอันควรเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์แก่การจัดเก็บภาษีอากรค้าง • "อำนาจออกหมายเรียก สั่งให้นำหลักฐาน และสั่งตรวจค้นหรือยึดหลักฐานเป็นของผู้มีอำนาจตามมาตรา 12 โดยสรรพากรจังหวัดไม่มีอำนาจดังกล่าว" ผิด: มาตรา 12 ตรีระบุให้ผู้มีอำนาจตามมาตรา 12 หรือสรรพากรจังหวัดมีอำนาจดำเนินการตาม (1) ถึง (3) มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 12: “มาตรา 12 ภาษีอากรซึ่งต้องเสียหรือนำส่งตามลักษณะนี้ เมื่อถึงกำหนดชำระแล้ว ถ้ามิได้เสียหรือนำส่ง ให้ถือเป็นภาษีอากรค้าง” อ้างอิงตัวบท มาตรา 12 ตรี: “ให้ผู้มีอำนาจตามมาตรา 12 หรือสรรพากรจังหวัดมีอำนาจ (1) ออกหมายเรียกผู้ต้องรับผิดชำระภาษีอากรค้าง” มาตรา 12 ตรี: “(2) สั่งบุคคลดังกล่าวใน (1) ให้นำบัญชี เอกสาร หรือหลักฐานอื่นอันจำเป็นแก่การจัดเก็บภาษีอากรค้างมาตรวจสอบ” มาตรา 12 ตรี: “(3) ออกคำสั่งเป็นหนังสือให้เจ้าพนักงานสรรพากรทำการตรวจค้น” มาตรา 12 ตรี: “หรือยึดบัญชี เอกสาร หรือหลักฐานอื่นของบุคคลดังกล่าวใน (1)”

มาตรา 12 ตรี: “ให้ผู้มีอำนาจตามมาตรา 12 หรือสรรพากรจังหวัดมีอำนาจ (1) ออกหมายเรียกผู้ต้องรับผิดชำระภาษีอากรค้าง”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q27
stamp_duty
medium
understand
Human Approved
Confidence: —%

ข้อใดอธิบายผลของมาตรา 110 เกี่ยวกับคู่ฉบับหรือคู่ฉีกได้ถูกต้อง

  • ก. เมื่อคู่ฉบับหรือคู่ฉีกปิดแสตมป์ตามอัตราของตนแล้ว ให้ถือว่าปิดแสตมป์บริบูรณ์แม้ไม่แสดงต้นฉบับหรือพยานหลักฐาน
  • ข. การแสดงว่าต้นฉบับปิดแสตมป์บริบูรณ์ต้องนำทั้งตราสารต้นฉบับและพยานหลักฐานมาแสดงประกอบกัน
  • ค. หากไม่แสดงต้นฉบับหรือพยานหลักฐานให้พอใจว่าต้นฉบับปิดแสตมป์บริบูรณ์ จะยังไม่ถือว่าคู่ฉบับหรือคู่ฉีกปิดแสตมป์บริบูรณ์จนกว่าจะปิดแสตมป์ครบอากรสำหรับต้นฉบับและขีดฆ่า ✓
  • ง. แม้แสดงต้นฉบับหรือพยานหลักฐานจนพอใจว่าต้นฉบับปิดแสตมป์บริบูรณ์แล้ว ก็ยังต้องปิดแสตมป์ครบอากรสำหรับต้นฉบับอีก

Explanation: คำตอบที่ถูก: "หากไม่แสดงต้นฉบับหรือพยานหลักฐานให้พอใจว่าต้นฉบับปิดแสตมป์บริบูรณ์ จะยังไม่ถือว่าคู่ฉบับหรือคู่ฉีกปิดแสตมป์บริบูรณ์จนกว่าจะปิดแสตมป์ครบอากรสำหรับต้นฉบับและขีดฆ่า" มาตรา 110 หมายความว่า แม้คู่ฉบับหรือคู่ฉีกจะปิดแสตมป์ตามอัตราแล้ว หากไม่แสดงต้นฉบับหรือพยานหลักฐานให้พอใจว่าต้นฉบับปิดแสตมป์บริบูรณ์ ก็ยังไม่ถือว่าปิดแสตมป์บริบูรณ์จนกว่าจะเสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรสำหรับต้นฉบับและขีดฆ่าแล้ว ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เมื่อคู่ฉบับหรือคู่ฉีกปิดแสตมป์ตามอัตราของตนแล้ว ให้ถือว่าปิดแสตมป์บริบูรณ์แม้ไม่แสดงต้นฉบับหรือพยานหลักฐาน" ผิด: มาตรา 110 ระบุว่า หากมิได้นำต้นฉบับหรือพยานหลักฐานมาแสดงให้พอใจว่าต้นฉบับปิดแสตมป์บริบูรณ์ มิให้ถือว่าคู่ฉบับหรือคู่ฉีกปิดแสตมป์บริบูรณ์ • "แม้แสดงต้นฉบับหรือพยานหลักฐานจนพอใจว่าต้นฉบับปิดแสตมป์บริบูรณ์แล้ว ก็ยังต้องปิดแสตมป์ครบอากรสำหรับต้นฉบับอีก" ผิด: มาตรา 110 กำหนดผลให้ต้องปิดแสตมป์ครบอากรสำหรับต้นฉบับเมื่อมิได้นำต้นฉบับหรือพยานหลักฐานมาแสดงให้เป็นที่พอใจ • "การแสดงว่าต้นฉบับปิดแสตมป์บริบูรณ์ต้องนำทั้งตราสารต้นฉบับและพยานหลักฐานมาแสดงประกอบกัน" ผิด: มาตรา 110 ใช้คำว่า “ตราสารต้นฉบับหรือพยานหลักฐาน” จึงมิได้กำหนดให้ต้องนำทั้งสองอย่างมาแสดงประกอบกัน อ้างอิงตัวบท มาตรา 110: “ถ้ามิได้นำตราสารต้นฉบับหรือพยานหลักฐานมาแสดงให้เป็นที่พอใจว่าตราสารต้นฉบับนั้นได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์แล้ว” มาตรา 110: “มิให้ถือว่าคู่ฉบับหรือคู่ฉีกนั้นได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์” มาตรา 110: “มิให้ถือว่าคู่ฉบับหรือคู่ฉีกนั้นได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ จนกว่าจะได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรสำหรับตราสารต้นฉบับ” มาตรา 110: “จนกว่าจะได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรสำหรับตราสารต้นฉบับและขีดฆ่าแล้ว”

มาตรา 110: “ถ้ามิได้นำตราสารต้นฉบับหรือพยานหลักฐานมาแสดงให้เป็นที่พอใจว่าตราสารต้นฉบับนั้นได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์แล้ว”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q28
vat
hard
apply
Human Approved
Confidence: —%

บริษัท ค. จำกัดเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ประกอบกิจการขายสินค้า และได้สินค้ามาเพื่อใช้ในกิจการ โดยไม่ปรากฏว่าเป็นกรณีจำเป็นที่อธิบดีกำหนดเป็นอย่างอื่น บริษัทต้องลงรายการในรายงานสินค้าและวัตถุดิบภายในระยะเวลาใด และนับแต่เมื่อใด ตามประมวลรัษฎากร

  • ก. ภายในสามวันทำการนับแต่วันที่ได้มาซึ่งสินค้านั้น ✓
  • ข. ไม่มีกำหนดระยะเวลาแน่นอน โดยลงตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีกำหนด
  • ค. ภายในสามวันทำการนับแต่วันสิ้นเดือนที่ได้มาซึ่งสินค้านั้น
  • ง. ภายในเจ็ดวันทำการนับแต่วันที่ได้มาซึ่งสินค้านั้น

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ภายในสามวันทำการนับแต่วันที่ได้มาซึ่งสินค้านั้น" ข้อเท็จจริงว่าเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน → “ผู้ประกอบการจดทะเบียน”; ประกอบกิจการขายสินค้า → “เฉพาะผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ประกอบกิจการขายสินค้า”; ได้สินค้ามา → “นับแต่วันที่ได้มาหรือจำหน่ายออกไปซึ่งสินค้าหรือบริการนั้น”; และไม่เป็นกรณีจำเป็น → “เว้นแต่ในกรณีจำเป็น” จึงไม่ใช้ข้อยกเว้นดังกล่าว บริษัทต้องลงรายการภายในสามวันทำการนับแต่วันที่ได้มาซึ่งสินค้านั้น ตามมาตรา 87 แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ภายในเจ็ดวันทำการนับแต่วันที่ได้มาซึ่งสินค้านั้น" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ลงรายการ “ภายในสามวันทำการ” ไม่ใช่เจ็ดวันทำการ • "ภายในสามวันทำการนับแต่วันสิ้นเดือนที่ได้มาซึ่งสินค้านั้น" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้เริ่มนับ “แต่วันที่ได้มาหรือจำหน่ายออกไปซึ่งสินค้าหรือบริการนั้น” ไม่ใช่วันสิ้นเดือน • "ไม่มีกำหนดระยะเวลาแน่นอน โดยลงตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีกำหนด" ผิด: แม้วิธีลงรายการให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด แต่แหล่งข้อมูลยังกำหนดให้ลงรายการภายในสามวันทำการ และกรณีนี้ไม่เข้าเงื่อนไขยกเว้นกรณีจำเป็น อ้างอิงตัวบท มาตรา 87: “การลงรายการให้ลงภายในสามวันทำการนับแต่วันที่ได้มาหรือจำหน่ายออกไปซึ่งสินค้าหรือบริการนั้น ทั้งนี้ เว้นแต่ในกรณีจำเป็น อธิบดีจะกำหนดเป็นอย่างอื่นตามที่เห็นสมควรก็ได้”

มาตรา 87: “การลงรายการให้ลงภายในสามวันทำการนับแต่วันที่ได้มาหรือจำหน่ายออกไปซึ่งสินค้าหรือบริการนั้น ทั้งนี้ เว้นแต่ในกรณีจำเป็น อธิบดีจะกำหนดเป็นอย่างอื่นตามที่เห็นสมควรก็ได้”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q29
specific_business_tax
hard
apply
Human Approved
Confidence: —%

บริษัท ค. จำกัดเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษี เดือนภาษีนี้ไม่มีรายรับ และมิได้ประกอบกิจการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร โดยอธิบดีมิได้กำหนดกำหนดเวลาไว้เป็นอย่างอื่น บริษัทต้องยื่นแบบและชำระภาษีถ้ามีเมื่อใด

  • ก. ภายในวันสุดท้ายของเดือนถัดไป พร้อมกับชำระภาษีถ้ามี
  • ข. ในขณะจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม พร้อมกับชำระภาษีถ้ามี
  • ค. ไม่ต้องยื่นแบบสำหรับเดือนนั้น เพราะเดือนภาษีนี้ไม่มีรายรับ
  • ง. ภายในวันที่สิบห้าของเดือนถัดไป พร้อมกับชำระภาษีถ้ามี ✓

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ภายในวันที่สิบห้าของเดือนถัดไป พร้อมกับชำระภาษีถ้ามี" บริษัท ค. จำกัดเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษี → “ผู้มีหน้าที่เสียภาษี”; เดือนภาษีนี้ไม่มีรายรับ → “ไม่ว่าผู้มีหน้าที่เสียภาษีจะมีรายรับในเดือนภาษีหรือไม่ก็ตาม”; มิได้ประกอบกิจการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร → ไม่เข้าเงื่อนไข “สำหรับกิจการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร”; อธิบดีมิได้กำหนดเวลาเป็นอย่างอื่น → “เว้นแต่อธิบดีจะกำหนดเป็นอย่างอื่น” จึงใช้กำหนดเวลา คือ “ภายในวันที่สิบห้าของเดือนถัดไป” และยื่นพร้อมชำระภาษีถ้ามี ตามมาตรา 91/10 แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ภายในวันสุดท้ายของเดือนถัดไป พร้อมกับชำระภาษีถ้ามี" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ยื่น “ภายในวันที่สิบห้าของเดือนถัดไป” มิใช่ภายในวันสุดท้ายของเดือนถัดไป • "ไม่ต้องยื่นแบบสำหรับเดือนนั้น เพราะเดือนภาษีนี้ไม่มีรายรับ" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ยื่นเป็นรายเดือนภาษี “ไม่ว่าผู้มีหน้าที่เสียภาษีจะมีรายรับในเดือนภาษีหรือไม่ก็ตาม” • "ในขณะจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม พร้อมกับชำระภาษีถ้ามี" ผิด: กรณีนี้มิใช่กิจการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร จึงไม่เข้าข้อยกเว้นที่ให้ยื่นในขณะจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ อ้างอิงตัวบท มาตรา 91/10: “การยื่นแบบแสดงรายการภาษีและการชำระภาษีสำหรับเดือนภาษีใดให้ยื่นภายในวันที่สิบห้าของเดือนถัดไป เว้นแต่อธิบดีจะกำหนดเป็นอย่างอื่น” มาตรา 91/10: “ให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษียื่นแบบแสดงรายการภาษีตามแบบที่อธิบดีกำหนดโดยให้ยื่นเป็นรายเดือนภาษีพร้อมกับชำระภาษีถ้ามี”

มาตรา 91/10: “การยื่นแบบแสดงรายการภาษีและการชำระภาษีสำหรับเดือนภาษีใดให้ยื่นภายในวันที่สิบห้าของเดือนถัดไป เว้นแต่อธิบดีจะกำหนดเป็นอย่างอื่น”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q30
vat
hard
apply
Human Approved
Confidence: —%

บริษัท ค. จำกัดเป็นผู้ประกอบการ และกรณีนี้ไม่อยู่ภายใต้บทบัญญัติที่ให้ใช้บังคับก่อน ในเดือนภาษีหนึ่งบริษัทมีภาษีขาย 50,000 บาท และภาษีซื้อ 80,000 บาท โดยได้นำภาษีซื้อดังกล่าวมาหักในการคำนวณภาษีของเดือนนั้นแล้ว ตามประมวลรัษฎากร ผลเป็นอย่างไร

  • ก. ให้บริษัทนำภาษีซื้อไปหักในเดือนภาษีหลังจากนั้นได้ ภายในสามปีนับจากวันที่ออกใบกำกับภาษี
  • ข. ให้เป็นเครดิตภาษี และบริษัทมีสิทธิได้รับคืนภาษีหรือนำไปชำระภาษีมูลค่าเพิ่มได้ตามส่วน 8 ✓
  • ค. ให้เป็นเครดิตภาษี แต่บริษัทมีสิทธิได้รับคืนภาษีเท่านั้น โดยนำไปชำระภาษีมูลค่าเพิ่มไม่ได้
  • ง. ให้บริษัทชำระภาษีเท่ากับส่วนต่าง และไม่มีเครดิตภาษีสำหรับเดือนภาษีนั้น

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ให้เป็นเครดิตภาษี และบริษัทมีสิทธิได้รับคืนภาษีหรือนำไปชำระภาษีมูลค่าเพิ่มได้ตามส่วน 8" ข้อเท็จจริงแต่ละส่วนเชื่อมกับองค์ประกอบดังนี้: กรณีไม่อยู่ภายใต้บทบัญญัติที่ให้ใช้บังคับก่อน → “ภายใต้บังคับมาตรา 82/7 มาตรา 82/8 และมาตรา 82/16”; บริษัทเป็นผู้ประกอบการ → “ผู้ประกอบการ”; การคำนวณในเดือนภาษีหนึ่ง → “คำนวณจากภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อในแต่ละเดือนภาษี”; ภาษีซื้อ 80,000 บาทมากกว่าภาษีขาย 50,000 บาท → “หากภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย”; และการนำภาษีซื้อมาหักแล้วทำให้เงื่อนไข ซึ่งกำหนดว่า “ภาษีซื้อที่มิได้นำไปหัก” ไม่ใช้บังคับ ดังนั้น ผล คือให้เป็นเครดิตภาษี และบริษัทมีสิทธิได้รับคืนภาษีหรือนำไปชำระภาษีมูลค่าเพิ่มได้ตามส่วน 8 ตามมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ให้บริษัทชำระภาษีเท่ากับส่วนต่าง และไม่มีเครดิตภาษีสำหรับเดือนภาษีนั้น" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ชำระภาษีเท่ากับส่วนต่างเมื่อภาษีขายมากกว่าภาษีซื้อ แต่กรณีนี้ภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย • "ให้เป็นเครดิตภาษี แต่บริษัทมีสิทธิได้รับคืนภาษีเท่านั้น โดยนำไปชำระภาษีมูลค่าเพิ่มไม่ได้" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าผู้ประกอบการมีสิทธิได้รับคืนภาษีหรือนำเครดิตไปชำระภาษีมูลค่าเพิ่มได้ตามส่วน 8 • "ให้บริษัทนำภาษีซื้อไปหักในเดือนภาษีหลังจากนั้นได้ ภายในสามปีนับจากวันที่ออกใบกำกับภาษี" ผิด: การนำภาษีซื้อไปหักในเดือนภาษีหลังจากนั้นใช้กับภาษีซื้อที่มิได้นำไปหักในเดือนภาษีเพราะมีเหตุจำเป็นตามที่อธิบดีกำหนด แต่โจทย์ระบุว่าได้นำมาหักแล้ว มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 82/7: “มาตรา 82/7 ในการขายยาสูบตามประเภทและชนิดที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรีตามมาตรา 79/5 ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ซื้อ โดยให้คำนวณจากฐานภาษีตามมาตรา 79/5 (2) ของส่วน 3 และอัตราภาษีตามส่วน 4 สำหรับการขายทุกทอด” • มาตรา 82/8: “มาตรา 82/8 ในการขายน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันตามมาตรา 79/6 ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ซื้อ โดยให้คำนวณจากฐานภาษีตามมาตรา 79/6 (2) (ก) หรือ (ข) ของส่วน 3 และอัตราภาษีตามส่วน 4 สำหรับการขายทุกทอด” • มาตรา 82/16: “มาตรา 82/16 เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการ ซึ่งประกอบกิจการเฉพาะการขายสินค้าหรือการให้บริการในราชอาณาจักร และกิจการดังกล่าวมีมูลค่าของฐานภาษีเกินกว่ามูลค่าของฐานภาษีของกิจการขนาดย่อมตามมาตรา 81/1 แต่ไม่เกินกว่ามูลค่าของฐานภาษีซึ่งได้คำนวณตามหลักเกณฑ์ตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา ให้ผู้ประกอบการดังกล่าวเสียภาษีมูลค่าเพิ่มโดยคำนวณจากฐานภาษีในเดือนภาษีตามอัตราภาษีที่กำหนดไว้ในมาตรา 80/2” อ้างอิงตัวบท มาตรา 82/3: “หากภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย ให้เป็นเครดิตภาษี” มาตรา 82/3: “และให้ผู้ประกอบการนั้นมีสิทธิได้รับคืนภาษี” มาตรา 82/3: “หรือนำไปชำระภาษีมูลค่าเพิ่มได้ตามส่วน 8”

มาตรา 82/3: “หากภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย ให้เป็นเครดิตภาษี”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q31
general_provisions
medium
understand
Human Approved
Confidence: —%

ข้อใดอธิบายหน้าที่ลงลายมือชื่อในรายการ รายงาน หรือเอกสารอื่นที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลต้องทำยื่นตามมาตรา 7 ได้ถูกต้อง

  • ก. ให้กรรมการ ผู้เป็นหุ้นส่วน หรือผู้จัดการเป็นผู้ลงลายมือชื่อ ✓
  • ข. ไม่ต้องมีผู้ลงลายมือชื่อในรายการ รายงาน หรือเอกสารอื่น
  • ค. ให้กรรมการ ผู้เป็นหุ้นส่วน และผู้จัดการร่วมกันลงลายมือชื่อ
  • ง. ให้กรรมการเป็นผู้ลงลายมือชื่อเพียงผู้เดียว

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ให้กรรมการ ผู้เป็นหุ้นส่วน หรือผู้จัดการเป็นผู้ลงลายมือชื่อ" มาตรา 7 กำหนดว่า รายการ รายงาน หรือเอกสารอื่นที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลต้องทำยื่น ให้กรรมการ ผู้เป็นหุ้นส่วน หรือผู้จัดการเป็นผู้ลงลายมือชื่อ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ให้กรรมการเป็นผู้ลงลายมือชื่อเพียงผู้เดียว" ผิด: มาตรา 7 ระบุทางเลือกไว้ว่า “กรรมการหรือผู้เป็นหุ้นส่วนหรือผู้จัดการ” มิได้กำหนดเฉพาะกรรมการเพียงผู้เดียว • "ให้กรรมการ ผู้เป็นหุ้นส่วน และผู้จัดการร่วมกันลงลายมือชื่อ" ผิด: มาตรา 7 ใช้คำว่า “หรือ” ระหว่างกรรมการ ผู้เป็นหุ้นส่วน และผู้จัดการ มิได้กำหนดให้ร่วมกันลงลายมือชื่อ • "ไม่ต้องมีผู้ลงลายมือชื่อในรายการ รายงาน หรือเอกสารอื่น" ผิด: มาตรา 7 กำหนดให้กรรมการ ผู้เป็นหุ้นส่วน หรือผู้จัดการเป็นผู้ลงลายมือชื่อ อ้างอิงตัวบท มาตรา 7: “ให้กรรมการหรือผู้เป็นหุ้นส่วนหรือผู้จัดการเป็นผู้ลงลายมือชื่อ”

มาตรา 7: “ให้กรรมการหรือผู้เป็นหุ้นส่วนหรือผู้จัดการเป็นผู้ลงลายมือชื่อ”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q32
income_tax
hard
apply
Human Approved
Confidence: —%

นาย ก. มีเงินได้พึงประเมินประเภทที่ไม่ต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายจำนวน 15,000 บาท ก่อนถึงกำหนดเวลายื่นรายการ นาย ก. ได้ชำระภาษีต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอ พร้อมยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนด ภาษีที่ชำระดังกล่าวมีผลอย่างไรในการคำนวณภาษีตามประมวลรัษฎากร

  • ก. ให้คืนแก่ผู้ต้องเสียภาษีทันทีโดยไม่นำไปคำนวณภาษี
  • ข. ให้ถือเป็นภาษีสุดท้ายโดยไม่ต้องนำไปคำนวณภาษีอีก
  • ค. ให้ถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสียภาษีในการคำนวณภาษี ✓
  • ง. ให้ตัดออกจากการคำนวณภาษีโดยไม่ถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสียภาษี

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ให้ถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสียภาษีในการคำนวณภาษี" ข้อเท็จจริงว่าเป็นเงินได้ประเภทที่ไม่ต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย → “ผู้มีเงินได้พึงประเมินประเภทที่ไม่ต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย”; จำนวน 15,000 บาท → “ถ้ามีเงินได้พึงประเมินตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป”; ชำระก่อนถึงกำหนดเวลายื่นรายการ → “ก่อนถึงกำหนดเวลายื่นรายการ”; ชำระต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอ → “นำภาษี...ไปชำระต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอ”; และยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนด → “ยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนด” จึงเป็นภาษีที่ชำระตามวรรคก่อน ซึ่งต้องถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสียภาษีในการคำนวณภาษี ตามมาตรา 52 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ให้คืนแก่ผู้ต้องเสียภาษีทันทีโดยไม่นำไปคำนวณภาษี" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุผลไว้ว่า “ให้ถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสียภาษีในการคำนวณภาษี” มิได้กำหนดให้คืนทันที • "ให้ตัดออกจากการคำนวณภาษีโดยไม่ถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสียภาษี" ผิด: เมื่อเป็นภาษีที่ชำระตามวรรคก่อน แหล่งข้อมูลบังคับว่าให้ถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสียภาษีในการคำนวณภาษี • "ให้ถือเป็นภาษีสุดท้ายโดยไม่ต้องนำไปคำนวณภาษีอีก" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ภาษีที่ชำระถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษี มิใช่ภาษีสุดท้าย อ้างอิงตัวบท มาตรา 52 ทวิ: “ภาษีที่ชำระตามความในวรรคก่อน ให้ถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสียภาษีในการคำนวณภาษี”

มาตรา 52 ทวิ: “ภาษีที่ชำระตามความในวรรคก่อน ให้ถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสียภาษีในการคำนวณภาษี”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q33
stamp_duty
medium
understand
Human Approved
Confidence: —%

ข้อใดกล่าวถึงกรณีที่อยู่ในความหมายของ “ใบรับ” ตามมาตรา 103 ได้ถูกต้อง

  • ก. บันทึกหรือหนังสือที่เป็นหลักฐานการรับชำระเงินต้องมีลายมือชื่อจึงเป็นใบรับ
  • ข. บันทึกหรือหนังสือที่เป็นหลักฐานว่าหนี้หรือสิทธิเรียกร้องได้ชำระหรือปลดให้แล้ว แม้ไม่มีลายมือชื่อ ✓
  • ค. ใบรับหมายถึงการลงลายมือชื่อตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
  • ง. ใบรับหมายถึงเอกสารที่ต้องเสียอากรตามหมวดนี้

Explanation: คำตอบที่ถูก: "บันทึกหรือหนังสือที่เป็นหลักฐานว่าหนี้หรือสิทธิเรียกร้องได้ชำระหรือปลดให้แล้ว แม้ไม่มีลายมือชื่อ" มาตรา 103 กำหนดว่า “ใบรับ” รวมถึงบันทึกหรือหนังสือที่เป็นหลักฐานว่าหนี้หรือสิทธิเรียกร้องได้ชำระหรือปลดให้แล้ว และการมีหรือไม่มีลายมือชื่อไม่สำคัญ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ใบรับหมายถึงการลงลายมือชื่อตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์" ผิด: มาตรา 103 กำหนดให้การลงลายมือชื่อดังกล่าวเป็นความหมายของ “กระทำ” เมื่อใช้เกี่ยวกับตราสาร • "บันทึกหรือหนังสือที่เป็นหลักฐานการรับชำระเงินต้องมีลายมือชื่อจึงเป็นใบรับ" ผิด: มาตรา 103 ระบุว่าบันทึกหรือหนังสือดังกล่าวจะมีลายมือชื่อของบุคคลใด ๆ หรือไม่ ไม่สำคัญ • "ใบรับหมายถึงเอกสารที่ต้องเสียอากรตามหมวดนี้" ผิด: มาตรา 103 กำหนดให้ข้อความนี้เป็นความหมายของ “ตราสาร” ไม่ใช่ “ใบรับ” อ้างอิงตัวบท มาตรา 103: ““ใบรับ” หมายความว่า (ก) บันทึก หรือหนังสือใด ๆ ที่เป็นหลักฐานแสดงว่าได้รับ ได้รับฝากหรือได้รับชำระเงินหรือตั๋วเงิน หรือ (ข) บันทึก หรือหนังสือใด ๆ ที่เป็นหลักฐานแสดงว่าหนี้หรือสิทธิเรียกร้องได้ชำระหรือปลดให้แล้ว บันทึก หรือหนังสือที่กล่าวนั้นจะมีลายมือชื่อของบุคคลใด ๆ หรือไม่ ไม่สำคัญ”

มาตรา 103: ““ใบรับ” หมายความว่า (ก) บันทึก หรือหนังสือใด ๆ ที่เป็นหลักฐานแสดงว่าได้รับ ได้รับฝากหรือได้รับชำระเงินหรือตั๋วเงิน หรือ (ข) บันทึก หรือหนังสือใด ๆ ที่เป็นหลักฐานแสดงว่าหนี้หรือสิทธิเรียกร้องได้ชำระหรือปลดให้แล้ว บันทึก หรือหนังสือที่กล่าวนั้นจะมีลายมือชื่อของบุคคลใด ๆ หรือไม่ ไม่สำคัญ”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q34
assessment_appeal
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ข้อใดถูกต้องเกี่ยวกับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ตามมาตรา 34 แห่งประมวลรัษฎากร

  • ก. ให้ทำเป็นหนังสือแต่ไม่ต้องส่งไปยังผู้อุทธรณ์
  • ข. ไม่ต้องทำเป็นหนังสือและไม่ต้องส่งไปยังผู้อุทธรณ์
  • ค. ให้ทำด้วยวาจาและให้ส่งไปยังผู้อุทธรณ์
  • ง. ให้ทำเป็นหนังสือและให้ส่งไปยังผู้อุทธรณ์ ✓

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ให้ทำเป็นหนังสือและให้ส่งไปยังผู้อุทธรณ์" มาตรา 34 กำหนดว่า คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้มีหน้าที่พิจารณาอุทธรณ์ตามมาตรา 29 หรือมาตรา 30 ให้ทำเป็นหนังสือและให้ส่งไปยังผู้อุทธรณ์ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ให้ทำเป็นหนังสือแต่ไม่ต้องส่งไปยังผู้อุทธรณ์" ผิด: มาตรา 34 กำหนดให้ส่งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ไปยังผู้อุทธรณ์ • "ไม่ต้องทำเป็นหนังสือและไม่ต้องส่งไปยังผู้อุทธรณ์" ผิด: มาตรา 34 กำหนดทั้งให้ทำเป็นหนังสือและให้ส่งไปยังผู้อุทธรณ์ • "ให้ทำด้วยวาจาและให้ส่งไปยังผู้อุทธรณ์" ผิด: มาตรา 34 กำหนดให้คำวินิจฉัยอุทธรณ์ทำเป็นหนังสือ มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 29: “มาตรา 29 ในการอุทธรณ์การประเมินภาษีอากรที่อำเภอมีหน้าที่ประเมิน ให้อุทธรณ์ได้ตามเกณฑ์และวิธีการดังต่อไปนี้ (1) ให้อุทธรณ์การประเมินของอำเภอต่อเจ้าพนักงานประเมินภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน (2) เว้นแต่ในกรณีห้ามอุทธรณ์ตามความในมาตรา 21 หรือมาตรา 25 ให้อุทธรณ์การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินต่อผู้ว่าราชการจังหวัดภายในกำหนดสิบห้าวัน นับแต่วันได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ หรือรับแจ้งการประเมินตามความในมาตรา 18 ทวิ มาตรา 20 หรือ มาตรา 24 (3) เว้นแต่ในกรณีห้ามอุทธรณ์ตามมาตรา 33 ให้อุทธรณ์คำวินิจฉ…” • มาตรา 30: “มาตรา 30 ในการอุทธรณ์การประเมินภาษีอากรที่อำเภอไม่มีหน้าที่ประเมิน ให้อุทธรณ์ภายในกำหนดเวลาสามสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน โดยให้อุทธรณ์ตามเกณฑ์และวิธีการดังต่อไปนี้ (1) เว้นแต่ในกรณีห้ามอุทธรณ์ตามมาตรา 21 หรือมาตรา 25 (ก) ถ้าเจ้าพนักงานประเมินผู้ทำการประเมินมีสำนักงานอยู่ในเขตจังหวัดพระนครหรือจังหวัดธนบุรี ให้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ซึ่งประกอบด้วยอธิบดีหรือผู้แทน ผู้แทนกรมอัยการและผู้แทนกรมมหาดไทย (ข) ถ้าเจ้าพนักงานประเมินผู้ทำการประเมินมีสำนักงานอยู่ในเขตจังหวัดอื่น ให้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ซึ่งประกอบด้วยผู้ว่าราชการจังหวัดหรือผู้แทน สรรพากรเขตหรือผู้แทน และอั…” อ้างอิงตัวบท มาตรา 34: “คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้มีหน้าที่พิจารณาอุทธรณ์ตามมาตรา 29 หรือมาตรา 30 ให้ทำเป็นหนังสือ” มาตรา 34: “ให้ทำเป็นหนังสือและให้ส่งไปยังผู้อุทธรณ์”

มาตรา 34: “คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้มีหน้าที่พิจารณาอุทธรณ์ตามมาตรา 29 หรือมาตรา 30 ให้ทำเป็นหนังสือ”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q35
assessment_appeal
medium
understand
Human Approved
Confidence: —%

ข้อใดอธิบายอำนาจในการออกหมายเรียกเพื่อวินิจฉัยอุทธรณ์และระยะเวลาแจ้งล่วงหน้าตามมาตรา 32 ได้ถูกต้อง

  • ก. ออกหมายเรียกผู้อุทธรณ์มาไต่สวนหรือพยานได้ และสั่งให้นำสมุดบัญชีหรือพยานหลักฐานมาแสดงได้ โดยต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสิบห้าวันนับแต่วันส่งหมาย ✓
  • ข. ออกหมายเรียกผู้อุทธรณ์มาไต่สวนหรือพยานได้ และสั่งให้นำสมุดบัญชีหรือพยานหลักฐานมาแสดงได้ โดยต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสิบวันนับแต่วันส่งหมาย
  • ค. ออกหมายเรียกผู้อุทธรณ์มาไต่สวนหรือพยานได้ แต่สั่งให้นำสมุดบัญชีหรือพยานหลักฐานมาแสดงไม่ได้ โดยต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสิบห้าวันนับแต่วันส่งหมาย
  • ง. ออกหมายเรียกผู้อุทธรณ์มาไต่สวนได้ แต่ไม่มีอำนาจออกหมายเรียกพยาน โดยต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสิบห้าวันนับแต่วันส่งหมาย

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ออกหมายเรียกผู้อุทธรณ์มาไต่สวนหรือพยานได้ และสั่งให้นำสมุดบัญชีหรือพยานหลักฐานมาแสดงได้ โดยต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสิบห้าวันนับแต่วันส่งหมาย" มาตรา 32 ให้อำนาจออกหมายเรียกผู้อุทธรณ์มาไต่สวน ออกหมายเรียกพยาน และสั่งให้นำสมุดบัญชีหรือพยานหลักฐานอันควรแก่เรื่องมาแสดง โดยต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสิบห้าวันนับแต่วันส่งหมาย ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ออกหมายเรียกผู้อุทธรณ์มาไต่สวนหรือพยานได้ แต่สั่งให้นำสมุดบัญชีหรือพยานหลักฐานมาแสดงไม่ได้ โดยต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสิบห้าวันนับแต่วันส่งหมาย" ผิด: มาตรา 32 ให้อำนาจสั่งให้ผู้อุทธรณ์หรือพยานนำ “สมุดบัญชี หรือพยานหลักฐานอย่างอื่นอันควรแก่เรื่องมาแสดงได้” • "ออกหมายเรียกผู้อุทธรณ์มาไต่สวนได้ แต่ไม่มีอำนาจออกหมายเรียกพยาน โดยต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสิบห้าวันนับแต่วันส่งหมาย" ผิด: มาตรา 32 ระบุว่ามีอำนาจ “ออกหมายเรียกพยาน” ด้วย • "ออกหมายเรียกผู้อุทธรณ์มาไต่สวนหรือพยานได้ และสั่งให้นำสมุดบัญชีหรือพยานหลักฐานมาแสดงได้ โดยต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสิบวันนับแต่วันส่งหมาย" ผิด: มาตรา 32 กำหนดว่า “ต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสิบห้าวันนับแต่วันส่งหมาย” ไม่ใช่สิบวัน อ้างอิงตัวบท มาตรา 32: “มีอำนาจออกหมายเรียกผู้อุทธรณ์มาไต่สวน” มาตรา 32: “ออกหมายเรียกพยาน” มาตรา 32: “กับสั่งให้ผู้อุทธรณ์หรือพยานนั้นนำสมุดบัญชี” มาตรา 32: “หรือพยานหลักฐานอย่างอื่นอันควรแก่เรื่องมาแสดงได้” มาตรา 32: “แต่ต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสิบห้าวันนับแต่วันส่งหมาย”

มาตรา 32: “มีอำนาจออกหมายเรียกผู้อุทธรณ์มาไต่สวน”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q36
stamp_duty
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามมาตรา 105 จัตวา ผู้ขายต้องเก็บสำเนาใบส่งของไว้เป็นเวลาเท่าใด

  • ก. ไม่น้อยกว่าเจ็ดปี นับแต่วันที่ออกใบส่งของ
  • ข. ไม่น้อยกว่าสิบปี นับแต่วันที่ออกใบส่งของ
  • ค. ไม่น้อยกว่าห้าปี นับแต่วันที่ออกใบส่งของ ✓
  • ง. ไม่น้อยกว่าสามปี นับแต่วันที่ออกใบส่งของ

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ไม่น้อยกว่าห้าปี นับแต่วันที่ออกใบส่งของ" มาตรา 105 จัตวา กำหนดให้ผู้ขายทำสำเนาใบส่งของและเก็บไว้เป็นเวลาไม่น้อยกว่าห้าปี นับแต่วันที่ออกใบส่งของ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ไม่น้อยกว่าสิบปี นับแต่วันที่ออกใบส่งของ" ผิด: ข้อความในมาตรา 105 จัตวา กำหนดให้เก็บสำเนาไว้ไม่น้อยกว่าห้าปี ไม่ใช่สิบปี • "ไม่น้อยกว่าสามปี นับแต่วันที่ออกใบส่งของ" ผิด: มาตรา 105 จัตวา กำหนดให้เก็บสำเนาไว้เป็นเวลา “ไม่น้อยกว่าห้าปี” ไม่ใช่สามปี • "ไม่น้อยกว่าเจ็ดปี นับแต่วันที่ออกใบส่งของ" ผิด: มาตรา 105 จัตวา ระบุระยะเวลาไม่น้อยกว่าห้าปี ไม่ใช่เจ็ดปี อ้างอิงตัวบท มาตรา 105 จัตวา: “ให้ทำสำเนาเก็บไว้เป็นเวลาไม่น้อยกว่าห้าปี นับแต่วันที่ออกใบส่งของ”

มาตรา 105 จัตวา: “ให้ทำสำเนาเก็บไว้เป็นเวลาไม่น้อยกว่าห้าปี นับแต่วันที่ออกใบส่งของ”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q37
income_tax
hard
apply
Human Approved
Confidence: —%

นาย ก. เป็นผู้ต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติแห่งส่วนนี้จำนวน 9,000 บาท โดยไม่เข้ากรณียกเว้นตาม 18 ทวิ และภาษีนี้ไม่ได้ต้องเสียตาม 56 ทวิหรือ 57 จัตวา นาย ก. ได้รับแจ้งจำนวนภาษีที่ประเมินและประสงค์ชำระเป็นสามงวดเท่า ๆ กัน งวดที่หนึ่งต้องชำระภายในระยะใดตามประมวลรัษฎากร

  • ก. ภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจำนวนภาษีที่ประเมิน
  • ข. ภายในสามสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งจำนวนภาษีที่ประเมิน ✓
  • ค. ภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันสุดท้ายที่ต้องชำระงวดที่หนึ่ง
  • ง. ตามกำหนดชำระที่ใช้แก่กรณีตาม 56 ทวิหรือ 57 จัตวา

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ภายในสามสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งจำนวนภาษีที่ประเมิน" ข้อเท็จจริงแต่ละส่วนสัมพันธ์กับองค์ประกอบดังนี้: นาย ก. เป็นผู้ต้องเสียภาษี → “ผู้ต้องเสียภาษี”; ภาษีจำนวน 9,000 บาท → “มีจำนวนตั้งแต่ 3,000 บาทขึ้นไป”; ไม่เข้ากรณียกเว้นตาม 18 ทวิ → “เว้นแต่กรณีตามมาตรา 18 ทวิ”; ไม่ได้ต้องเสียตาม 56 ทวิหรือ 57 จัตวา → “ในกรณีอื่น”; ประสงค์ชำระสามงวดเท่า ๆ กัน → “จะชำระเป็นสามงวด ๆ ละเท่า ๆ กันก็ได้”; ได้รับแจ้งจำนวนภาษีที่ประเมิน → “งวดที่หนึ่งต้องชำระภายในสามสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งจำนวนภาษีที่ประเมิน” ดังนั้นกำหนดเวลาที่ถูกต้องเป็นไปตามมาตรา 64 (2) แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจำนวนภาษีที่ประเมิน" ผิด: แหล่งที่มากำหนดว่า “ภายในสามสิบวัน” ไม่ใช่ภายในหนึ่งเดือน • "ภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันสุดท้ายที่ต้องชำระงวดที่หนึ่ง" ผิด: ถ้อยคำนี้เป็นกำหนดของงวดที่สอง ส่วนงวดที่หนึ่งให้นับจากวันได้รับแจ้งจำนวนภาษีที่ประเมิน • "ตามกำหนดชำระที่ใช้แก่กรณีตาม 56 ทวิหรือ 57 จัตวา" ผิด: กรณีนี้ไม่ได้ต้องเสียตามบทบัญญัติทั้งสอง จึงเป็น “กรณีอื่น” ซึ่งงวดที่หนึ่งต้องชำระภายในสามสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งจำนวนภาษีที่ประเมิน มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 18 ทวิ: “มาตรา 18 ทวิ ในกรณีจำเป็นเพื่อรักษาประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากร เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจที่จะประเมินเรียกเก็บภาษีจากผู้ต้องเสียภาษีก่อนถึงกำหนดเวลายื่นรายการได้ เมื่อได้ประเมินแล้วให้แจ้งจำนวนภาษีที่ต้องเสียไปยังผู้ต้องเสียภาษีและให้ผู้ต้องเสียภาษีชำระภาษีภายในเจ็ดวันนับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน ในกรณีนี้จะอุทธรณ์การประเมินก็ได้” • มาตรา 56 ทวิ: “มาตรา 56 ทวิ เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีก่อนถึงกำหนดเวลาตามมาตรา 56 ให้ผู้มีหน้าที่ยื่นรายการตามมาตรา 56 มาตรา 57 มาตรา 57 ทวิ และมาตรา 57 ตรี ยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนด แสดงรายการเงินได้เฉพาะตามมาตรา 40 (5) (6) (7) หรือ (8) ไม่ว่าจะมีเงินได้ประเภทอื่นรวมอยู่ด้วยหรือไม่ ที่ได้รับตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนมิถุนายน ภายในเดือนกันยายนของทุกปีภาษี” • มาตรา 57 จัตวา: “มาตรา 57 จัตวา ภายใต้บังคับมาตรา 64 การยื่นรายการตามมาตรา 56 มาตรา 57 มาตรา 57 ทวิ มาตรา 57 ตรี หรือมาตรา 57 เบญจ ถ้ามีภาษีต้องเสียให้ชำระต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ภายในกำหนดเวลาพร้อมกับการยื่นรายการ” อ้างอิงตัวบท มาตรา 64: “(2) ในกรณีอื่น งวดที่หนึ่งต้องชำระภายในสามสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งจำนวนภาษีที่ประเมิน”

มาตรา 64: “(2) ในกรณีอื่น งวดที่หนึ่งต้องชำระภายในสามสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งจำนวนภาษีที่ประเมิน”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q38
income_tax
hard
apply
Human Approved
Confidence: —%

เทศบาล ก. จ่ายเงินได้พึงประเมินให้บริษัท ค. จำกัด ข้อใดเป็นการดำเนินการที่ถูกต้องตามประมวลรัษฎากร

  • ก. เทศบาล ก. ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 3
  • ข. บริษัท ค. จำกัดต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 1
  • ค. เทศบาล ก. ไม่ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายจากเงินครั้งนี้
  • ง. เทศบาล ก. ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 1 ✓

Explanation: คำตอบที่ถูก: "เทศบาล ก. ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 1" ข้อเท็จจริง “เทศบาล ก.” → “เทศบาล” เป็นผู้จ่ายเงินได้; “จ่ายเงินได้พึงประเมิน” → “เป็นผู้จ่ายเงินได้พึงประเมิน”; และ “ให้บริษัท ค. จำกัด” → “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใด” จึงเกิดผล คือให้คำนวณหักภาษีเงินได้ไว้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 1 ตามมาตรา 69 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "บริษัท ค. จำกัดต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 1" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดกรณีที่เทศบาลเป็นผู้จ่ายเงินได้ให้บริษัท และให้คำนวณหักภาษีไว้ ณ ที่จ่าย จึงเป็นหน้าที่ของเทศบาลผู้จ่ายในกรณีนี้ • "เทศบาล ก. ไม่ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายจากเงินครั้งนี้" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าเมื่อเทศบาลจ่ายเงินได้พึงประเมินให้บริษัท ให้คำนวณหักภาษีเงินได้ไว้ ณ ที่จ่าย • "เทศบาล ก. ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 3" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้คำนวณหักภาษีเงินได้ไว้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 1 อ้างอิงตัวบท มาตรา 69 ทวิ: “ถ้ารัฐบาล องค์การของรัฐบาล เทศบาล สุขาภิบาล หรือองค์การบริหารราชการส่วนท้องถิ่นอื่น เป็นผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ให้กับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใด ให้คำนวณหักภาษีเงินได้ไว้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 1”

มาตรา 69 ทวิ: “ถ้ารัฐบาล องค์การของรัฐบาล เทศบาล สุขาภิบาล หรือองค์การบริหารราชการส่วนท้องถิ่นอื่น เป็นผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ให้กับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใด ให้คำนวณหักภาษีเงินได้ไว้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 1”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q39
assessment_appeal
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ผู้ใดโดยเจตนาไม่ยื่นรายการที่ต้องยื่นตามลักษณะนี้เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินกี่ปีตามมาตรา 37 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร

  • ก. จำคุกไม่เกินหนึ่งปี ✓
  • ข. จำคุกไม่เกินสามปี
  • ค. จำคุกไม่เกินสองปี
  • ง. จำคุกไม่เกินห้าปี

Explanation: คำตอบที่ถูก: "จำคุกไม่เกินหนึ่งปี" มาตรา 37 ทวิ กำหนดให้ผู้กระทำดังกล่าวต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "จำคุกไม่เกินห้าปี" ผิด: มาตรา 37 ทวิ กำหนดโทษจำคุกสูงสุดไว้ไม่เกินหนึ่งปี มิใช่ห้าปี • "จำคุกไม่เกินสามปี" ผิด: มาตรา 37 ทวิ ระบุว่า “ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี” มิใช่สามปี • "จำคุกไม่เกินสองปี" ผิด: มาตรา 37 ทวิ กำหนดให้จำคุกไม่เกินหนึ่งปี มิใช่สองปี อ้างอิงตัวบท มาตรา 37 ทวิ: “ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี”

มาตรา 37 ทวิ: “ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q40
vat
medium
understand
Human Approved
Confidence: —%

ข้อใดอธิบายหลักความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการให้บริการตามมาตรา 78/1 (1) ได้ถูกต้อง

  • ก. การออกใบกำกับภาษีก่อนได้รับชำระราคาไม่ทำให้เกิดความรับผิดจนกว่าจะได้รับชำระราคาค่าบริการ
  • ข. ความรับผิดทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อให้บริการเสร็จสิ้น แม้ยังไม่ได้รับชำระราคาค่าบริการ
  • ค. ความรับผิดทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อได้รับชำระราคาค่าบริการ แต่หากออกใบกำกับภาษีหรือใช้บริการก่อน ให้ความรับผิดเกิดขึ้นตามส่วนของการกระทำนั้น ✓
  • ง. การใช้บริการก่อนได้รับชำระราคาทำให้ความรับผิดทั้งหมดเกิดขึ้นทันทีโดยไม่แบ่งตามส่วน

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ความรับผิดทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อได้รับชำระราคาค่าบริการ แต่หากออกใบกำกับภาษีหรือใช้บริการก่อน ให้ความรับผิดเกิดขึ้นตามส่วนของการกระทำนั้น" มาตรา 78/1 (1) กำหนดหลักว่า ความรับผิดทั้งหมดเกิดเมื่อได้รับชำระราคาค่าบริการ แต่ถ้ามีการออกใบกำกับภาษีหรือใช้บริการก่อนรับชำระราคา ความรับผิดย่อมเกิดขึ้นตามส่วนของการกระทำนั้น ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "การใช้บริการก่อนได้รับชำระราคาทำให้ความรับผิดทั้งหมดเกิดขึ้นทันทีโดยไม่แบ่งตามส่วน" ผิด: มาตรา 78/1 (1) กำหนดให้ความรับผิดเกิดขึ้นตามส่วนของการกระทำนั้น ไม่ใช่เกิดขึ้นทั้งหมดโดยไม่แบ่งตามส่วน • "ความรับผิดทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อให้บริการเสร็จสิ้น แม้ยังไม่ได้รับชำระราคาค่าบริการ" ผิด: มาตรา 78/1 (1) กำหนดให้ความรับผิดทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อได้รับชำระราคาค่าบริการ โดยไม่ได้กำหนดให้เกิดเมื่อบริการเสร็จสิ้น • "การออกใบกำกับภาษีก่อนได้รับชำระราคาไม่ทำให้เกิดความรับผิดจนกว่าจะได้รับชำระราคาค่าบริการ" ผิด: มาตรา 78/1 (1) (ก) ระบุว่า หากออกใบกำกับภาษีก่อนได้รับชำระราคา ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อออกใบกำกับภาษีด้วย อ้างอิงตัวบท มาตรา 78/1: “ให้ความรับผิดทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อได้รับชำระราคาค่าบริการ” มาตรา 78/1: “เว้นแต่กรณีที่ได้มีการกระทำดังต่อไปนี้เกิดขึ้นก่อนได้รับชำระราคาค่าบริการ ก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อได้มีการกระทำนั้น ๆ ด้วย (ก) ได้ออกใบกำกับภาษี” มาตรา 78/1: “เว้นแต่กรณีที่ได้มีการกระทำดังต่อไปนี้เกิดขึ้นก่อนได้รับชำระราคาค่าบริการ” มาตรา 78/1: “(ข) ได้ใช้บริการไม่ว่าโดยตนเองหรือบุคคลอื่น” มาตรา 78/1: “ทั้งนี้ โดยให้ความรับผิดเกิดขึ้นตามส่วนของการกระทำนั้น ๆ แล้วแต่กรณี”

มาตรา 78/1: “ให้ความรับผิดทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อได้รับชำระราคาค่าบริการ”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q41
income_tax
medium
understand
Human Approved
Confidence: —%

ข้อใดอธิบายหลักการตีราคาทรัพย์สินกรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลควบเข้ากันได้ถูกต้องตามมาตรา 74

  • ก. ตีทรัพย์สินตามราคาบัญชีในวันที่ควบเข้ากัน และบริษัทใหม่ถือราคาตลาดเพื่อคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิ
  • ข. ตีทรัพย์สินตามราคาตลาดในวันที่ควบเข้ากัน และบริษัทเดิมถือราคาดังกล่าวเป็นรายได้หรือรายจ่าย
  • ค. ตีทรัพย์สินตามราคาตลาดในวันเลิก และบริษัทใหม่ถือราคาตามบัญชีเดิมเพื่อคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิ
  • ง. ตีทรัพย์สินตามราคาตลาดในวันที่ควบเข้ากัน แต่บริษัทใหม่ถือราคาตามบัญชีเดิมเพื่อคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิ ✓

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ตีทรัพย์สินตามราคาตลาดในวันที่ควบเข้ากัน แต่บริษัทใหม่ถือราคาตามบัญชีเดิมเพื่อคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิ" มาตรา 74 (1) (ข) กำหนดให้กรณีควบเข้ากันตีทรัพย์สินตามราคาตลาดในวันที่ควบเข้ากัน แต่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใหม่ต้องถือราคาตามบัญชีของบริษัทเดิมเพื่อคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ตีทรัพย์สินตามราคาบัญชีในวันที่ควบเข้ากัน และบริษัทใหม่ถือราคาตลาดเพื่อคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิ" ผิด: มาตรา 74 (1) (ข) กำหนดให้ตีตามราคาตลาดในวันที่ควบเข้ากัน แต่ให้บริษัทใหม่ถือราคาตามที่ปรากฏในบัญชีของบริษัทเดิม • "ตีทรัพย์สินตามราคาตลาดในวันเลิก และบริษัทใหม่ถือราคาตามบัญชีเดิมเพื่อคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิ" ผิด: มาตรา 74 (1) (ข) กำหนดกรณีควบเข้ากันให้ตีตามราคาตลาดในวันที่ควบเข้ากัน มิใช่ในวันเลิก • "ตีทรัพย์สินตามราคาตลาดในวันที่ควบเข้ากัน และบริษัทเดิมถือราคาดังกล่าวเป็นรายได้หรือรายจ่าย" ผิด: มาตรา 74 (1) (ข) ระบุว่าไม่ให้ถือว่าราคาดังกล่าวเป็นรายได้หรือรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเดิม อ้างอิงตัวบท มาตรา 74: “ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลควบเข้ากันให้ตีตามราคาตลาดในวันที่ควบเข้ากัน” มาตรา 74: “และให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใหม่อันได้ควบเข้ากันถือราคาของทรัพย์สินนั้นตามราคาที่ปรากฏในบัญชีของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเดิมในวันที่ควบเข้ากันเพื่อประโยชน์ในการคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิ”

มาตรา 74: “ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลควบเข้ากันให้ตีตามราคาตลาดในวันที่ควบเข้ากัน”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q42
vat
hard
apply
Human Approved
Confidence: —%

บริษัท ค. จำกัดเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ประกอบกิจการให้บริการเท่านั้นและไม่ได้ประกอบกิจการขายสินค้า บริษัทต้องจัดทำรายงานใดเกี่ยวกับการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม

  • ก. ต้องจัดทำเฉพาะรายงานภาษีขาย โดยไม่ต้องจัดทำรายงานภาษีซื้อ
  • ข. ต้องจัดทำรายงานภาษีขายและรายงานภาษีซื้อ โดยไม่รวมรายงานสินค้าและวัตถุดิบ ✓
  • ค. ต้องจัดทำรายงานภาษีขาย รายงานภาษีซื้อ และรายงานสินค้าและวัตถุดิบ
  • ง. ต้องจัดทำเฉพาะรายงานภาษีซื้อ โดยไม่ต้องจัดทำรายงานภาษีขาย

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ต้องจัดทำรายงานภาษีขายและรายงานภาษีซื้อ โดยไม่รวมรายงานสินค้าและวัตถุดิบ" ข้อเท็จจริงที่บริษัทเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน → “ผู้ประกอบการจดทะเบียน” จึงมีหน้าที่จัดทำรายงานภาษีขายและรายงานภาษีซื้อ ส่วนข้อเท็จจริงที่บริษัทให้บริการเท่านั้นและไม่ได้ขายสินค้า → “เฉพาะผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ประกอบกิจการขายสินค้า” ทำให้ไม่อยู่ในกลุ่มที่ต้องจัดทำรายงานสินค้าและวัตถุดิบ ตามมาตรา 87 แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ต้องจัดทำรายงานภาษีขาย รายงานภาษีซื้อ และรายงานสินค้าและวัตถุดิบ" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดรายงานสินค้าและวัตถุดิบไว้ “เฉพาะผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ประกอบกิจการขายสินค้า” แต่บริษัทประกอบกิจการให้บริการและไม่ได้ขายสินค้า • "ต้องจัดทำเฉพาะรายงานภาษีซื้อ โดยไม่ต้องจัดทำรายงานภาษีขาย" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีหน้าที่จัดทำทั้ง “รายงานภาษีขาย” และ “รายงานภาษีซื้อ” • "ต้องจัดทำเฉพาะรายงานภาษีขาย โดยไม่ต้องจัดทำรายงานภาษีซื้อ" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีหน้าที่จัดทำทั้ง “รายงานภาษีขาย” และ “รายงานภาษีซื้อ” อ้างอิงตัวบท มาตรา 87: “ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีหน้าที่จัดทำรายงานเกี่ยวกับการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มดังต่อไปนี้ (1) รายงานภาษีขาย” มาตรา 87: “ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีหน้าที่จัดทำรายงานเกี่ยวกับการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มดังต่อไปนี้ (1) รายงานภาษีขาย (2) รายงานภาษีซื้อ” มาตรา 87: “(3) รายงานสินค้าและวัตถุดิบเฉพาะผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ประกอบกิจการขายสินค้า”

มาตรา 87: “ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีหน้าที่จัดทำรายงานเกี่ยวกับการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มดังต่อไปนี้ (1) รายงานภาษีขาย”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q43
income_tax
hard
apply
Human Approved
Confidence: —%

บริษัท ค. จำกัดตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ มีนาย ก. ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาเป็นลูกจ้างประกอบกิจการในประเทศไทย การทำงานของนาย ก. เป็นเหตุให้บริษัทได้รับเงินได้ในประเทศไทย และนาย ก. สามารถคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีได้ ข้อใดเป็นผลตามประมวลรัษฎากร

  • ก. ให้ถือว่าบริษัท ค. จำกัดประกอบกิจการในประเทศไทย แต่ไม่ถือว่านาย ก. เป็นตัวแทนเพราะเป็นบุคคลธรรมดา
  • ข. ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการประเมินภาษีตามมาตรา 71 (1) มาใช้โดยอนุโลม แม้นาย ก. คำนวณกำไรสุทธิได้
  • ค. ให้ถือว่าบริษัท ค. จำกัดประกอบกิจการในประเทศไทย และให้นาย ก. เป็นตัวแทนของบริษัท ✓
  • ง. ไม่ถือว่าบริษัท ค. จำกัดประกอบกิจการในประเทศไทย แม้นาย ก. ทำให้บริษัทได้รับเงินได้ในประเทศไทย

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ให้ถือว่าบริษัท ค. จำกัดประกอบกิจการในประเทศไทย และให้นาย ก. เป็นตัวแทนของบริษัท" บริษัท ค. จำกัดตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศ → “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ”; มีนาย ก. เป็นลูกจ้างในประเทศไทยและการทำงานเป็นเหตุให้บริษัทได้รับเงินได้ในประเทศไทย → “มีลูกจ้าง...ในการประกอบกิจการในประเทศไทย ซึ่งเป็นเหตุให้ได้รับเงินได้หรือผลกำไรในประเทศไทย”; นาย ก. เป็นบุคคลธรรมดา → “ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล”; นาย ก. สามารถคำนวณกำไรสุทธิได้ → ไม่เข้าเงื่อนไข “ไม่สามารถจะคำนวณกำไรสุทธิ” จึงไม่ใช้ผลของวรรคสอง กรณีนี้จึงให้ถือว่าบริษัทประกอบกิจการในประเทศไทยและนาย ก. เป็นตัวแทนของบริษัท ตามมาตรา 76 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ให้ถือว่าบริษัท ค. จำกัดประกอบกิจการในประเทศไทย แต่ไม่ถือว่านาย ก. เป็นตัวแทนเพราะเป็นบุคคลธรรมดา" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุให้ถือว่าลูกจ้างเป็นตัวแทนของบริษัทโดยกำหนดว่า “ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล” • "ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการประเมินภาษีตามมาตรา 71 (1) มาใช้โดยอนุโลม แม้นาย ก. คำนวณกำไรสุทธิได้" ผิด: แหล่งข้อมูลให้ใช้บทบัญญัติว่าด้วยการประเมินภาษีดังกล่าวโดยอนุโลมเมื่อผู้รับผิด “ไม่สามารถจะคำนวณกำไรสุทธิ” แต่กรณีนี้นาย ก. สามารถคำนวณได้ • "ไม่ถือว่าบริษัท ค. จำกัดประกอบกิจการในประเทศไทย แม้นาย ก. ทำให้บริษัทได้รับเงินได้ในประเทศไทย" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดว่า เมื่อมีลูกจ้างในประเทศไทยซึ่งเป็นเหตุให้ได้รับเงินได้ในประเทศไทย ให้ถือว่าบริษัทนั้นประกอบกิจการในประเทศไทย มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 71 (1): “(1) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใดไม่ยื่นรายการซึ่งจำเป็นต้องใช้ในการคำนวณภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ หรือมิได้ทำบัญชีหรือทำไม่ครบตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 17 หรือมาตรา 68 ทวิ หรือไม่นำบัญชี เอกสารหรือหลักฐานอื่นมาให้เจ้าพนักงานประเมินทำการไต่สวนตามมาตรา 19 หรือมาตรา 23 เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินภาษีในอัตราร้อยละ 5 ของยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายใด ๆ หรือยอดขายก่อนหักรายจ่ายใด ๆ ของรอบระยะเวลาบัญชีแล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า ถ้ายอดรายรับก่อนหักรายจ่ายหรือยอดขายก่อนหักรายจ่ายดังกล่าวไม่ปรากฏ เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินโดยอาศัยเทียบเคียงกับยอดในรอบระยะเวลาบัญชีก่อนนั้นขึ้นไป ถ้ายอดในรอบระยะเวลาบั…” • มาตรา 76 ทวิ วรรค 2: “ในกรณีที่กล่าวในวรรคแรก ถ้าบุคคลผู้มีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีไม่สามารถจะคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ได้ ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการประเมินภาษีตามมาตรา 71 (1) มาใช้บังคับโดยอนุโลม” อ้างอิงตัวบท มาตรา 76 ทวิ: “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศมีลูกจ้าง หรือผู้ทำการแทน หรือผู้ทำการติดต่อในการประกอบกิจการในประเทศไทย ซึ่งเป็นเหตุให้ได้รับเงินได้หรือผลกำไรในประเทศไทย ให้ถือว่าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้น ประกอบกิจการในประเทศไทย” มาตรา 76 ทวิ: “และให้ถือว่าบุคคลผู้เป็นลูกจ้าง หรือผู้ทำการแทน หรือผู้ทำการติดต่อเช่นว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลเป็นตัวแทนของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ”

มาตรา 76 ทวิ: “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศมีลูกจ้าง หรือผู้ทำการแทน หรือผู้ทำการติดต่อในการประกอบกิจการในประเทศไทย ซึ่งเป็นเหตุให้ได้รับเงินได้หรือผลกำไรในประเทศไทย ให้ถือว่าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้น ประกอบกิจการในประเทศไทย”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q44
general_provisions
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามมาตรา 11 ทวิ ผู้เสียภาษีอากรที่ต้องการขอใบแทนใบเสร็จต้องขอรับ ณ ที่ใด และเสียค่าธรรมเนียมเท่าใด

  • ก. ขอรับได้ ณ ที่ว่าการอำเภอ โดยเสียค่าธรรมเนียมฉบับละ 50 สตางค์ ✓
  • ข. ขอรับได้ ณ ที่ว่าการอำเภอ โดยไม่เสียค่าธรรมเนียม
  • ค. ขอรับได้ ณ ที่ว่าการอำเภอ โดยเสียค่าธรรมเนียมฉบับละ 1 บาท
  • ง. ขอรับได้ ณ สำนักงานสรรพากรพื้นที่ โดยเสียค่าธรรมเนียมฉบับละ 50 สตางค์

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ขอรับได้ ณ ที่ว่าการอำเภอ โดยเสียค่าธรรมเนียมฉบับละ 50 สตางค์" มาตรา 11 ทวิ กำหนดให้ผู้เสียภาษีอากรขอรับใบแทนใบเสร็จได้ ณ ที่ว่าการอำเภอ โดยเสียค่าธรรมเนียมฉบับละ 50 สตางค์ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ขอรับได้ ณ สำนักงานสรรพากรพื้นที่ โดยเสียค่าธรรมเนียมฉบับละ 50 สตางค์" ผิด: มาตรา 11 ทวิ ระบุให้ขอรับได้ ณ ที่ว่าการอำเภอ • "ขอรับได้ ณ ที่ว่าการอำเภอ โดยไม่เสียค่าธรรมเนียม" ผิด: มาตรา 11 ทวิ กำหนดให้เสียค่าธรรมเนียมฉบับละ 50 สตางค์ • "ขอรับได้ ณ ที่ว่าการอำเภอ โดยเสียค่าธรรมเนียมฉบับละ 1 บาท" ผิด: มาตรา 11 ทวิ กำหนดค่าธรรมเนียมฉบับละ 50 สตางค์ ไม่ใช่ 1 บาท อ้างอิงตัวบท มาตรา 11 ทวิ: “ให้ขอรับได้ ณ ที่ว่าการอำเภอ” มาตรา 11 ทวิ: “เสียค่าธรรมเนียมฉบับละ 50 สตางค์”

มาตรา 11 ทวิ: “ให้ขอรับได้ ณ ที่ว่าการอำเภอ”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q45
income_tax
hard
apply
Human Approved
Confidence: —%

บริษัท ค. จำกัดเป็นบริษัทจดทะเบียน และรอบระยะเวลาบัญชีนี้มีระยะเวลาสิบสองเดือน ตามประมวลรัษฎากร บริษัท ค. จำกัดต้องคำนวณและชำระภาษีสำหรับรอบระยะเวลาหกเดือนอย่างไร

  • ก. ไม่ต้องยื่นรายการและชำระภาษีก่อนกำหนด เพราะความในวรรคหนึ่งไม่ใช้บังคับแก่รอบระยะเวลาบัญชีที่มีระยะเวลาสิบสองเดือน
  • ข. ให้จัดทำประมาณการกำไรสุทธิทั้งรอบระยะเวลาบัญชี แล้วคำนวณและชำระภาษีจากจำนวนกึ่งหนึ่งของประมาณการกำไรสุทธินั้น
  • ค. ให้คำนวณและชำระภาษีจากกำไรสุทธิของรอบระยะเวลาสิบสองเดือนนับแต่วันแรกของรอบระยะเวลาบัญชี ตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี
  • ง. ให้คำนวณและชำระภาษีจากกำไรสุทธิของรอบระยะเวลาหกเดือนนับแต่วันแรกของรอบระยะเวลาบัญชี ตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี ✓

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ให้คำนวณและชำระภาษีจากกำไรสุทธิของรอบระยะเวลาหกเดือนนับแต่วันแรกของรอบระยะเวลาบัญชี ตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี" ข้อเท็จจริงว่า “เป็นบริษัทจดทะเบียน” → “ในกรณีบริษัทจดทะเบียน” จึงเลือกหลักเกณฑ์ใน (2) ส่วนข้อเท็จจริงว่ารอบระยะเวลาบัญชี “มีระยะเวลาสิบสองเดือน” → ไม่เข้าเงื่อนไข “รอบระยะเวลาบัญชีแรก หรือรอบระยะเวลาบัญชีสุดท้ายน้อยกว่าสิบสองเดือน” ดังนั้น บริษัท ค. จำกัดต้องคำนวณและชำระภาษีจากกำไรสุทธิของรอบระยะเวลาหกเดือนนับแต่วันแรกของรอบระยะเวลาบัญชี ตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี ตามมาตรา 67 ทวิ (2) แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ไม่ต้องยื่นรายการและชำระภาษีก่อนกำหนด เพราะความในวรรคหนึ่งไม่ใช้บังคับแก่รอบระยะเวลาบัญชีที่มีระยะเวลาสิบสองเดือน" ผิด: แหล่งข้อมูลยกเว้นเฉพาะบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งมีรอบระยะเวลาบัญชีแรกหรือรอบระยะเวลาบัญชีสุดท้ายน้อยกว่าสิบสองเดือน • "ให้จัดทำประมาณการกำไรสุทธิทั้งรอบระยะเวลาบัญชี แล้วคำนวณและชำระภาษีจากจำนวนกึ่งหนึ่งของประมาณการกำไรสุทธินั้น" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้บริษัทจดทะเบียนคำนวณและชำระภาษีจากกำไรสุทธิของรอบระยะเวลาหกเดือน มิใช่จากกึ่งหนึ่งของประมาณการกำไรสุทธิทั้งรอบระยะเวลาบัญชี • "ให้คำนวณและชำระภาษีจากกำไรสุทธิของรอบระยะเวลาสิบสองเดือนนับแต่วันแรกของรอบระยะเวลาบัญชี ตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าให้คำนวณจากกำไรสุทธิของรอบระยะเวลาหกเดือนนับแต่วันแรกของรอบระยะเวลาบัญชี มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 67 ทวิ วรรค 1: “มาตรา 67 ทวิ เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีก่อนถึงกำหนดเวลาตามมาตรา 68 ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดพร้อมกับชำระภาษีต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ภายในสองเดือนนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาหกเดือนนับแต่วันแรกของรอบระยะเวลาบัญชี ดังนี้” • มาตรา 65 ทวิ: “มาตรา 65 ทวิ การคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิในส่วนนี้ให้เป็นไปตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้ (1) รายการที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ตรี ไม่ให้ถือเป็นรายจ่าย (2) ค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สิน ให้หักได้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และอัตราที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา การหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาดังกล่าว ให้คำนวณหักตามส่วนเฉลี่ยแห่งระยะเวลาที่ได้ทรัพย์สินนั้นมา” • มาตรา 65 ตรี: “มาตรา 65 ตรี รายการต่อไปนี้ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ” อ้างอิงตัวบท มาตรา 67 ทวิ: “(2) ในกรณีบริษัทจดทะเบียน ธนาคารพาณิชย์ตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์” มาตรา 67 ทวิ: “ให้คำนวณและชำระภาษีจากกำไรสุทธิของรอบระยะเวลาหกเดือนนับแต่วันแรกของรอบระยะเวลาบัญชี” มาตรา 67 ทวิ: “ให้คำนวณและชำระภาษีจากกำไรสุทธิของรอบระยะเวลาหกเดือนนับแต่วันแรกของรอบระยะเวลาบัญชี ตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี” มาตรา 67 ทวิ: “ตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี”

มาตรา 67 ทวิ: “(2) ในกรณีบริษัทจดทะเบียน ธนาคารพาณิชย์ตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q46
assessment_appeal
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ผู้ใดโดยรู้อยู่แล้วหรือจงใจไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกหรือคำสั่งที่ระบุไว้ในมาตรา 36 แห่งประมวลรัษฎากร ต้องระวางโทษอย่างไร

  • ก. จำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • ข. จำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ✓
  • ค. จำคุกไม่เกินสองเดือน หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • ง. จำคุกไม่เกินหนึ่งเดือนและปรับไม่เกินสองพันบาทในทุกกรณี

Explanation: คำตอบที่ถูก: "จำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ตามมาตรา 36 ผู้กระทำดังกล่าวต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "จำคุกไม่เกินสองเดือน หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ผิด: มาตรา 36 กำหนดโทษจำคุกไว้ว่า “ไม่เกินหนึ่งเดือน” • "จำคุกไม่เกินหนึ่งเดือนและปรับไม่เกินสองพันบาทในทุกกรณี" ผิด: มาตรา 36 ใช้ถ้อยคำว่า “หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” จึงไม่ได้บังคับให้ลงโทษทั้งสองอย่างในทุกกรณี • "จำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ผิด: มาตรา 36 กำหนดค่าปรับไว้ว่า “ไม่เกินสองพันบาท” อ้างอิงตัวบท มาตรา 36: “ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน” มาตรา 36: “หรือปรับไม่เกินสองพันบาท” มาตรา 36: “หรือทั้งจำทั้งปรับ”

มาตรา 36: “ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q47
income_tax
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามมาตรา 46 เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) ยอมให้หักค่าใช้จ่ายได้ตามที่กำหนดโดยกฎหมายใด

  • ก. ประกาศกระทรวงการคลัง
  • ข. กฎกระทรวง
  • ค. พระราชกฤษฎีกา ✓
  • ง. พระราชบัญญัติ

Explanation: คำตอบที่ถูก: "พระราชกฤษฎีกา" มาตรา 46 บัญญัติว่า เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) ยอมให้หักค่าใช้จ่ายได้ตามที่จะได้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ประกาศกระทรวงการคลัง" ผิด: ถ้อยคำในมาตรา 46 ระบุให้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา มิใช่ประกาศกระทรวงการคลัง • "กฎกระทรวง" ผิด: มาตรา 46 ระบุว่าให้หักค่าใช้จ่ายได้ตามที่จะได้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา • "พระราชบัญญัติ" ผิด: มาตรา 46 กำหนดรูปแบบกฎหมายไว้เฉพาะว่าเป็นพระราชกฤษฎีกา มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 40 (8): “(8) เงินได้จากการธุรกิจ การพาณิชย์ การเกษตร การอุตสาหกรรม การขนส่ง หรือการอื่นนอกจากที่ระบุไว้ใน (1) ถึง (7) แล้ว” อ้างอิงตัวบท มาตรา 46: “ยอมให้หักค่าใช้จ่ายได้ตามที่จะได้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา”

มาตรา 46: “ยอมให้หักค่าใช้จ่ายได้ตามที่จะได้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q48
stamp_duty
hard
apply
Human Approved
Confidence: —%

ตราสารที่ต้องเสียอากรฉบับหนึ่งทำขึ้นนอกสยาม นาย ก. เป็นผู้ทรงตราสารคนแรกในสยาม ต่อมานาง ข. ได้ตราสารมาไว้ในครอบครองก่อนพ้นกำหนดสามสิบวันนับแต่วันที่นาย ก. ได้รับตราสาร ตามประมวลรัษฎากร ข้อใดถูกต้อง

  • ก. นาย ก. ต้องปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับตราสาร ✓
  • ข. นาย ก. ต้องปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าเมื่อพ้นสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับตราสาร
  • ค. นาง ข. ต้องปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าภายในสามสิบวันนับแต่วันที่นาย ก. ได้รับตราสาร
  • ง. นาย ก. ต้องปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับตราสาร แต่ไม่ต้องขีดฆ่า

Explanation: คำตอบที่ถูก: "นาย ก. ต้องปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับตราสาร" ข้อเท็จจริงว่า “ตราสารที่ต้องเสียอากรฉบับหนึ่งทำขึ้นนอกสยาม” → “ถ้าตราสารที่ต้องเสียอากรได้ทำขึ้นนอกสยาม”; ข้อเท็จจริงว่า “นาย ก. เป็นผู้ทรงตราสารคนแรกในสยาม” → “ผู้ทรงตราสารคนแรกในสยาม”; ข้อเท็จจริงว่า “นาง ข. ได้ตราสารมาไว้ในครอบครองก่อนพ้นกำหนด” → “ผู้ทรงตราสารคนใดได้ตราสาร...มาไว้ในครอบครองก่อนพ้นกำหนดเวลา...จะเสียอากร...ก็ได้” ดังนั้นหน้าที่ต้องปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าภายในสามสิบวันยังเป็นของนาย ก. ส่วนนาง ข. มีสิทธิดำเนินการได้ตามที่กฎหมายกำหนด ตามมาตรา 111 แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "นาย ก. ต้องปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับตราสาร แต่ไม่ต้องขีดฆ่า" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ผู้ทรงตราสารคนแรกในสยามต้อง “ปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่า” จึงละเว้นการขีดฆ่าไม่ได้ • "นาง ข. ต้องปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าภายในสามสิบวันนับแต่วันที่นาย ก. ได้รับตราสาร" ผิด: ผู้ทรงที่ได้ตราสารมาไว้ในครอบครองก่อนพ้นกำหนดนั้น กฎหมายระบุว่า “จะเสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าก็ได้” มิได้กำหนดว่าต้องเสียอากรแทนผู้ทรงคนแรก • "นาย ก. ต้องปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าเมื่อพ้นสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับตราสาร" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ปิดแสตมป์และขีดฆ่า “ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับตราสารนั้น” ไม่ใช่เมื่อพ้นสามสิบวัน อ้างอิงตัวบท มาตรา 111: “ถ้าตราสารที่ต้องเสียอากรได้ทำขึ้นนอกสยาม ให้เป็นหน้าที่ของผู้ทรงตราสารคนแรกในสยามต้องเสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับตราสารนั้น”

มาตรา 111: “ถ้าตราสารที่ต้องเสียอากรได้ทำขึ้นนอกสยาม ให้เป็นหน้าที่ของผู้ทรงตราสารคนแรกในสยามต้องเสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับตราสารนั้น”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q49
vat
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามมาตรา 85/6 ผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องแจ้งการเปลี่ยนแปลงรายการที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มในสาระสำคัญภายในกี่วันนับจากวันที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น

  • ก. ภายในหกสิบวัน
  • ข. ภายในสามสิบวัน
  • ค. ภายในเจ็ดวัน
  • ง. ภายในสิบห้าวัน ✓

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ภายในสิบห้าวัน" มาตรา 85/6 กำหนดให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนแจ้งการเปลี่ยนแปลงรายการที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มในสาระสำคัญภายในสิบห้าวันนับจากวันที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ภายในหกสิบวัน" ผิด: ข้อความในมาตรา 85/6 กำหนดให้แจ้งภายในสิบห้าวัน มิใช่หกสิบวัน • "ภายในสามสิบวัน" ผิด: มาตรา 85/6 ระบุระยะเวลาไว้สิบห้าวัน มิใช่สามสิบวัน • "ภายในเจ็ดวัน" ผิด: มาตรา 85/6 กำหนดว่าให้แจ้งภายในสิบห้าวันนับจากวันที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น มิใช่เจ็ดวัน อ้างอิงตัวบท มาตรา 85/6: “ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนแจ้งการเปลี่ยนแปลงนั้น ณ สถานที่ที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ภายในสิบห้าวันนับจากวันที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น”

มาตรา 85/6: “ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนแจ้งการเปลี่ยนแปลงนั้น ณ สถานที่ที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ภายในสิบห้าวันนับจากวันที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q50
income_tax
hard
apply
Human Approved
Confidence: —%

บริษัท ก. จำกัด จ่ายเงินได้พึงประเมินประเภท (3) จากประเทศไทยให้บริษัท ค. ซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศและมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย โดยเงินได้นี้มิใช่ดอกเบี้ยจากรัฐบาลหรือสถาบันการเงินตามกรณียกเว้น ตามประมวลรัษฎากร บริษัท ก. จำกัดต้องนำส่งภาษีภายในกำหนดใด

  • ก. ภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่จ่ายเงินได้พึงประเมินนั้น
  • ข. ภายในเจ็ดวันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้พึงประเมินนั้น ✓
  • ค. ไม่ต้องนำส่งภาษี เพราะผู้รับเงินมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย
  • ง. ภายในสิบห้าวันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้พึงประเมินนั้น

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ภายในเจ็ดวันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้พึงประเมินนั้น" ข้อเท็จจริงในกรณีนี้เชื่อมกับองค์ประกอบดังนี้: บริษัท ค. ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศ → “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ”; มิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย → “มิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย”; ได้รับเงินได้ประเภท (3) ที่จ่ายจากประเทศไทย → “ได้รับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2)(3) (4) (5) หรือ (6) ที่จ่ายจากหรือในประเทศไทย”; บริษัท ก. เป็นผู้จ่าย → “ผู้จ่าย”; เงินได้มิใช่ดอกเบี้ยตามกรณียกเว้น → ไม่เข้าเงื่อนไข “เงินได้พึงประเมินที่เป็นดอกเบี้ยจากรัฐบาลหรือสถาบันการเงิน...” ดังนั้นกำหนดเวลา คือ “ภายในเจ็ดวันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้พึงประเมินนั้น” ตามมาตรา 70 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ภายในสิบห้าวันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้พึงประเมินนั้น" ผิด: แหล่งที่มากำหนดระยะเวลาไว้ว่า “ภายในเจ็ดวัน” ไม่ใช่ภายในสิบห้าวัน • "ภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่จ่ายเงินได้พึงประเมินนั้น" ผิด: แหล่งที่มากำหนดให้เริ่มนับจาก “วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้พึงประเมินนั้น” มิใช่วันที่จ่ายเงินได้ • "ไม่ต้องนำส่งภาษี เพราะผู้รับเงินมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย" ผิด: แหล่งที่มากำหนดกรณีบริษัทต่างประเทศที่มิได้ประกอบกิจการในประเทศไทยแต่ได้รับเงินได้ประเภทที่ระบุว่า ให้ผู้จ่ายหักภาษีแล้วนำส่ง และข้อเท็จจริงไม่เข้ากรณียกเว้นเรื่องดอกเบี้ย มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 40 (2): “(2) เงินได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้ ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียม ค่านายหน้า ค่าส่วนลด เงินอุดหนุนในงานที่ทำ เบี้ยประชุม บำเหน็จ โบนัส เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่ผู้จ่ายเงินได้ให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่ผู้จ่ายเงินได้จ่ายชำระหนี้ใด ๆ ซึ่งผู้มีเงินได้มีหน้าที่ต้องชำระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้นั้น ไม่ว่าหน้าที่หรือตำแหน่งงานหรืองานที่รับทำให้นั้นจะเป็นการประจำหรือชั่วคราว” • มาตรา 40 (3): “(3) ค่าแห่งกู๊ดวิลล์ ค่าแห่งลิขสิทธิ์ หรือสิทธิอย่างอื่น เงินปีหรือเงินได้มีลักษณะเป็นเงินรายปีอันได้มาจากพินัยกรรม นิติกรรมอย่างอื่น หรือคำพิพากษาของศาล” • มาตรา 40 (4): “(4) เงินได้ที่เป็น” • มาตรา 40 (5): “(5) เงินหรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้เนื่องจาก” • มาตรา 70 วรรค 1: “มาตรา 70 บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทยแต่ได้รับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2)(3) (4) (5) หรือ (6) ที่จ่ายจากหรือในประเทศไทย ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นเสียภาษี โดยให้ผู้จ่ายหักภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่ายตามอัตราภาษีเงินได้สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล แล้วนำส่งอำเภอท้องที่พร้อมกับยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดภายในเจ็ดวันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้พึงประเมินนั้น ทั้งนี้ ให้นำมาตรา 54 มาใช้บังคับโดยอนุโลม” • มาตรา 70 วรรค 2: “ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ ได้รับเงินได้พึงประเมินที่เป็นดอกเบี้ยจากรัฐบาลหรือสถาบันการเงินที่มีกฎหมายโดยเฉพาะของประเทศไทยจัดตั้งขึ้นสำหรับให้กู้ยืมเงินเพื่อส่งเสริมเกษตรกรรม พาณิชยกรรม หรืออุตสาหกรรม” อ้างอิงตัวบท มาตรา 70: “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทยแต่ได้รับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2)(3) (4) (5) หรือ (6) ที่จ่ายจากหรือในประเทศไทย ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นเสียภาษี โดยให้ผู้จ่ายหักภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่ายตามอัตราภาษีเงินได้สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล แล้วนำส่งอำเภอท้องที่พร้อมกับยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดภายในเจ็ดวันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้พึงประเมินนั้น”

มาตรา 70: “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทยแต่ได้รับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2)(3) (4) (5) หรือ (6) ที่จ่ายจากหรือในประเทศไทย ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นเสียภาษี โดยให้ผู้จ่ายหักภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่ายตามอัตราภาษีเงินได้สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล แล้วนำส่งอำเภอท้องที่พร้อมกับยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดภายในเจ็ดวันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้พึงประเมินนั้น”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q51
general_provisions
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามมาตรา 12 ตรี การดำเนินการตาม (1) หรือ (2) ต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่ากี่วันนับแต่วันได้รับหมายเรียกหรือคำสั่ง

  • ก. ไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน ✓
  • ข. ไม่น้อยกว่าสามวัน
  • ค. ไม่น้อยกว่าห้าวัน
  • ง. ไม่น้อยกว่าสิบห้าวัน

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน" มาตรา 12 ตรี กำหนดให้การดำเนินการตาม (1) หรือ (2) ต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวันนับแต่วันได้รับหมายเรียกหรือคำสั่ง ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ไม่น้อยกว่าห้าวัน" ผิด: มาตรา 12 ตรี กำหนดว่า “ต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน” • "ไม่น้อยกว่าสิบห้าวัน" ผิด: มาตรา 12 ตรี กำหนดว่า “ต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน” • "ไม่น้อยกว่าสามวัน" ผิด: มาตรา 12 ตรี กำหนดว่า “ต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน” อ้างอิงตัวบท มาตรา 12 ตรี: “การดำเนินการตาม (1) หรือ (2) ต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวันนับแต่วันได้รับหมายเรียกหรือคำสั่ง”

มาตรา 12 ตรี: “การดำเนินการตาม (1) หรือ (2) ต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวันนับแต่วันได้รับหมายเรียกหรือคำสั่ง”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q52
income_tax
hard
apply
Human Approved
Confidence: —%

บริษัท ค. จำกัดมีหน้าที่หักภาษีตามกรณี 50 (1) และได้จ่ายเงินแล้ว แต่ไม่ได้หักภาษีไว้ บริษัทต้องปฏิบัติอย่างไรตามประมวลรัษฎากร

  • ก. ต้องนำเงินภาษีที่มีหน้าที่ต้องหักส่งต่อพนักงานผู้รับจดทะเบียนในขณะที่มีการจดทะเบียน
  • ข. ไม่ต้องนำเงินภาษีไปส่ง ณ ที่ว่าการอำเภอ เพราะไม่ได้หักภาษีไว้ในวันที่จ่ายเงิน
  • ค. ต้องนำเงินภาษีที่มีหน้าที่ต้องหักไปส่ง ณ ที่ว่าการอำเภอภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่จ่ายเงิน ✓
  • ง. ต้องนำเงินภาษีที่มีหน้าที่ต้องหักไปส่ง ณ ที่ว่าการอำเภอภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่จ่ายเงิน

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ต้องนำเงินภาษีที่มีหน้าที่ต้องหักไปส่ง ณ ที่ว่าการอำเภอภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่จ่ายเงิน" ข้อเท็จจริง “บริษัท ค. จำกัด” → “บุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคม หรือคณะบุคคล”; “มีหน้าที่หักภาษี” → “ซึ่งมีหน้าที่หักภาษี”; “กรณี 50 (1)” → “ตามมาตรา 50 (1) (2) (3) และ (4)”; “ได้จ่ายเงินแล้ว” → “ภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่จ่ายเงิน”; และ “ไม่ได้หักภาษีไว้” → “ไม่ว่าตนจะได้หักภาษีไว้แล้วหรือไม่” จึงยังต้องนำเงินภาษีที่มีหน้าที่ต้องหักไปส่ง ณ ที่ว่าการอำเภอภายในกำหนดดังกล่าว ตามมาตรา 52 วรรคหนึ่งแห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ไม่ต้องนำเงินภาษีไปส่ง ณ ที่ว่าการอำเภอ เพราะไม่ได้หักภาษีไว้ในวันที่จ่ายเงิน" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ต้องนำส่งเงินภาษี “ไม่ว่าตนจะได้หักภาษีไว้แล้วหรือไม่” • "ต้องนำเงินภาษีที่มีหน้าที่ต้องหักไปส่ง ณ ที่ว่าการอำเภอภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่จ่ายเงิน" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดระยะเวลาไว้ว่า “ภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่จ่ายเงิน” • "ต้องนำเงินภาษีที่มีหน้าที่ต้องหักส่งต่อพนักงานผู้รับจดทะเบียนในขณะที่มีการจดทะเบียน" ผิด: กรณี 50 (1) แหล่งข้อมูลกำหนดให้นำเงินภาษีไปส่ง “ณ ที่ว่าการอำเภอภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่จ่ายเงิน” ส่วนการนำส่งต่อพนักงานผู้รับจดทะเบียนใช้กับกรณี 50 (5) และ (6) มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 50 (1): “(1) ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ (2) ให้คูณเงินได้พึงประเมินที่จ่ายด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่าย เพื่อให้ได้จำนวนเงินเสมือนหนึ่งว่าได้จ่ายทั้งปีแล้ว คำนวณภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 เป็นเงินภาษีทั้งสิ้นเท่าใดให้หารด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่าย ได้ผลลัพธ์เป็นเงินเท่าใดให้หักเป็นเงินภาษีไว้เท่านั้น” • มาตรา 50 (2): “(2) ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (3) และ (4) ให้คำนวณหักตามอัตราภาษีเงินได้ เว้นแต่” • มาตรา 50 (3): “(3) ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (5) และ (6) ที่จ่ายให้แก่ผู้รับซึ่งมิได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทยให้คำนวณหักในอัตราร้อยละ 15.0 ของเงินได้” • มาตรา 52 วรรค 1: “มาตรา 52 บุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคม หรือคณะบุคคลซึ่งมีหน้าที่หักภาษีตามมาตรา 50 (1) (2) (3) และ (4) ต้องนำเงินภาษีที่ตนมีหน้าที่ต้องหักไปส่ง ณ ที่ว่าการอำเภอภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่จ่ายเงิน ไม่ว่าตนจะได้หักภาษีไว้แล้วหรือไม่” • มาตรา 50 (5): “(5) ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) เฉพาะที่จ่ายให้แก่ผู้รับซึ่งขายอสังหาริมทรัพย์ ให้คำนวณหักดังต่อไปนี้” อ้างอิงตัวบท มาตรา 52: “บุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคม หรือคณะบุคคลซึ่งมีหน้าที่หักภาษีตามมาตรา 50 (1) (2) (3) และ (4) ต้องนำเงินภาษีที่ตนมีหน้าที่ต้องหักไปส่ง ณ ที่ว่าการอำเภอภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่จ่ายเงิน ไม่ว่าตนจะได้หักภาษีไว้แล้วหรือไม่”

มาตรา 52: “บุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคม หรือคณะบุคคลซึ่งมีหน้าที่หักภาษีตามมาตรา 50 (1) (2) (3) และ (4) ต้องนำเงินภาษีที่ตนมีหน้าที่ต้องหักไปส่ง ณ ที่ว่าการอำเภอภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่จ่ายเงิน ไม่ว่าตนจะได้หักภาษีไว้แล้วหรือไม่”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q53
assessment_appeal
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามมาตรา 35 ตรี ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา 71 ตรี หรือยื่นรายงาน เอกสาร หรือหลักฐานโดยแสดงข้อมูลไม่ถูกต้องครบถ้วนโดยไม่มีเหตุอันสมควร ต้องระวางโทษอย่างไร

  • ก. ปรับไม่เกินสามแสนบาท
  • ข. ปรับไม่เกินสองแสนบาท ✓
  • ค. ปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท
  • ง. ปรับไม่เกินห้าแสนบาท

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ปรับไม่เกินสองแสนบาท" มาตรา 35 ตรีกำหนดว่า ผู้กระทำดังกล่าวโดยไม่มีเหตุอันสมควรต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองแสนบาท ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท" ผิด: มาตรา 35 ตรีกำหนดให้ปรับไม่เกินสองแสนบาท มิใช่หนึ่งแสนบาท • "ปรับไม่เกินสามแสนบาท" ผิด: มาตรา 35 ตรีระบุจำนวนค่าปรับสูงสุดไว้ที่สองแสนบาท มิใช่สามแสนบาท • "ปรับไม่เกินห้าแสนบาท" ผิด: ข้อความในมาตรา 35 ตรีกำหนดโทษปรับไม่เกินสองแสนบาท มิใช่ห้าแสนบาท มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 71 ตรี: “มาตรา 71 ตรี ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลอื่นในลักษณะของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันตามมาตรา 71 ทวิ วรรคสอง ไม่ว่าความสัมพันธ์นั้นจะมีอยู่ตลอดรอบระยะเวลาบัญชีหรือมีธุรกรรมระหว่างกันในรอบระยะเวลาบัญชีหรือไม่ จัดทำรายงานข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันและมูลค่ารวมของธุรกรรมระหว่างกันในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชีตามแบบที่อธิบดีกำหนด และยื่นต่อเจ้าพนักงานประเมินพร้อมกับการยื่นรายการภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 69” อ้างอิงตัวบท มาตรา 35 ตรี: “ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองแสนบาท”

มาตรา 35 ตรี: “ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองแสนบาท”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q54
vat
hard
apply
Human Approved
Confidence: —%

บริษัท ค. จำกัดเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ได้ขายสินค้าและนำภาษีขายไปรวมคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว ต่อมาพบว่าส่งสินค้าเกินกว่าจำนวนที่ตกลงกัน จึงเพิ่มราคาสินค้าและออกใบเพิ่มหนี้ให้ผู้ซื้อ บริษัท ค. จำกัดต้องปฏิบัติอย่างไร

  • ก. นำภาษีขายจากมูลค่าสินค้าที่เพิ่มขึ้นมารวมคำนวณ โดยถือเป็นภาษีขายในเดือนภาษีที่ขายสินค้าเดิม
  • ข. ไม่ต้องนำภาษีขายจากมูลค่าสินค้าที่เพิ่มขึ้นมารวมคำนวณ เพราะเคยนำภาษีขายมาคำนวณแล้ว
  • ค. นำภาษีมูลค่าเพิ่มตามใบเพิ่มหนี้มาหักออก โดยถือเป็นภาษีซื้อในเดือนภาษีที่ออกใบเพิ่มหนี้
  • ง. นำภาษีขายจากมูลค่าสินค้าที่เพิ่มขึ้นมารวมคำนวณ โดยถือเป็นภาษีขายในเดือนภาษีที่ออกใบเพิ่มหนี้ ✓

Explanation: คำตอบที่ถูก: "นำภาษีขายจากมูลค่าสินค้าที่เพิ่มขึ้นมารวมคำนวณ โดยถือเป็นภาษีขายในเดือนภาษีที่ออกใบเพิ่มหนี้" บริษัท ค. จำกัดเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน → “ผู้ประกอบการจดทะเบียน”; ได้ขายสินค้าและนำภาษีขายไปรวมคำนวณแล้ว → “ขายสินค้าหรือให้บริการและได้นำภาษีขายไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม...แล้ว”; ส่งสินค้าเกินกว่าจำนวนที่ตกลงกันและเพิ่มราคา → “เพิ่มราคาสินค้าที่ขายเนื่องจากสินค้าเกินกว่าจำนวนที่ตกลงซื้อขายกัน”; ภาษีขายจึงเพิ่มขึ้น → “ภาษีขาย...มีจำนวนเพิ่มขึ้นไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน”; บริษัทออกใบเพิ่มหนี้ → “ในเดือนภาษีที่ได้ออกใบเพิ่มหนี้” ดังนั้นต้องนำภาษีขายจากมูลค่าสินค้าที่เพิ่มขึ้นมารวมคำนวณ และถือเป็นภาษีขายในเดือนที่ออกใบเพิ่มหนี้ ตามมาตรา 82/9 แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ไม่ต้องนำภาษีขายจากมูลค่าสินค้าที่เพิ่มขึ้นมารวมคำนวณ เพราะเคยนำภาษีขายมาคำนวณแล้ว" ผิด: แหล่งกฎหมายกำหนดให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนนำภาษีขายที่คำนวณจากมูลค่าสินค้าที่เพิ่มขึ้นมารวมในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม • "นำภาษีขายจากมูลค่าสินค้าที่เพิ่มขึ้นมารวมคำนวณ โดยถือเป็นภาษีขายในเดือนภาษีที่ขายสินค้าเดิม" ผิด: แหล่งกฎหมายระบุให้ถือเป็นภาษีขายของตนในเดือนภาษีที่ได้ออกใบเพิ่มหนี้ ไม่ใช่เดือนภาษีที่ขายสินค้าเดิม • "นำภาษีมูลค่าเพิ่มตามใบเพิ่มหนี้มาหักออก โดยถือเป็นภาษีซื้อในเดือนภาษีที่ออกใบเพิ่มหนี้" ผิด: กรณีราคาสินค้าเพิ่มเพราะส่งสินค้าเกินกว่าที่ตกลงกัน แหล่งกฎหมายกำหนดให้นำภาษีขายจากมูลค่าที่เพิ่มขึ้นมารวมคำนวณและถือเป็นภาษีขาย ส่วนการหักเป็นภาษีซื้อกำหนดไว้สำหรับผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ได้รับใบเพิ่มหนี้ อ้างอิงตัวบท มาตรา 82/9: “ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนดังกล่าวนำภาษีขายที่คำนวณจากมูลค่าของสินค้าหรือบริการที่เพิ่มขึ้นนั้นมารวมในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม” มาตรา 82/9: “โดยให้ถือเป็นภาษีขายของตนในเดือนภาษีที่ได้ออกใบเพิ่มหนี้ตามมาตรา 86/9”

มาตรา 82/9: “ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนดังกล่าวนำภาษีขายที่คำนวณจากมูลค่าของสินค้าหรือบริการที่เพิ่มขึ้นนั้นมารวมในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q55
income_tax
hard
apply
Human Approved
Confidence: —%

บริษัท ค. จำกัด ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ มิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย และได้รับเงินได้พึงประเมินที่เป็นดอกเบี้ยจากรัฐบาล ข้อใดเป็นผลตามประมวลรัษฎากร

  • ก. ให้นำความในวรรคหนึ่งมาใช้บังคับ โดยผู้จ่ายต้องหักภาษีจากดอกเบี้ยดังกล่าว
  • ข. บริษัทต้องเสียภาษีจากดอกเบี้ยดังกล่าว แต่ผู้จ่ายไม่ต้องหักภาษีจากเงินได้
  • ค. มิให้นำความในวรรคหนึ่งมาใช้บังคับแก่ดอกเบี้ยที่บริษัทได้รับจากรัฐบาล ✓
  • ง. ผู้จ่ายต้องหักภาษีจากดอกเบี้ยดังกล่าว แต่นำส่งโดยไม่ต้องยื่นรายการ

Explanation: คำตอบที่ถูก: "มิให้นำความในวรรคหนึ่งมาใช้บังคับแก่ดอกเบี้ยที่บริษัทได้รับจากรัฐบาล" บริษัท ค. จำกัดตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ → “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ”; มิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย → “มิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย”; ได้รับเงินได้พึงประเมินที่เป็นดอกเบี้ย → “ได้รับเงินได้พึงประเมินที่เป็นดอกเบี้ย”; และได้รับจากรัฐบาล → “จากรัฐบาล” จึงเข้าข้อยกเว้นที่กำหนดว่า “ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับ” ตามมาตรา 70 วรรคสอง ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "บริษัทต้องเสียภาษีจากดอกเบี้ยดังกล่าว แต่ผู้จ่ายไม่ต้องหักภาษีจากเงินได้" ผิด: ข้อยกเว้นกำหนดมิให้นำความในวรรคหนึ่งมาใช้บังคับ มิได้คงหน้าที่เสียภาษีตามวรรคหนึ่งไว้แก่บริษัท • "ผู้จ่ายต้องหักภาษีจากดอกเบี้ยดังกล่าว แต่นำส่งโดยไม่ต้องยื่นรายการ" ผิด: กรณีดอกเบี้ยจากรัฐบาลอยู่ภายใต้ถ้อยคำว่า “ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับ” จึงไม่นำหน้าที่หักและนำส่งตามวรรคหนึ่งมาใช้ • "ให้นำความในวรรคหนึ่งมาใช้บังคับ โดยผู้จ่ายต้องหักภาษีจากดอกเบี้ยดังกล่าว" ผิด: แหล่งที่มาระบุว่า “ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับ” เมื่อบริษัทต่างประเทศได้รับเงินได้พึงประเมินที่เป็นดอกเบี้ยจากรัฐบาล มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 70 วรรค 1: “มาตรา 70 บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทยแต่ได้รับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2)(3) (4) (5) หรือ (6) ที่จ่ายจากหรือในประเทศไทย ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นเสียภาษี โดยให้ผู้จ่ายหักภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่ายตามอัตราภาษีเงินได้สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล แล้วนำส่งอำเภอท้องที่พร้อมกับยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดภายในเจ็ดวันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้พึงประเมินนั้น ทั้งนี้ ให้นำมาตรา 54 มาใช้บังคับโดยอนุโลม” • มาตรา 70 วรรค 2: “ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ ได้รับเงินได้พึงประเมินที่เป็นดอกเบี้ยจากรัฐบาลหรือสถาบันการเงินที่มีกฎหมายโดยเฉพาะของประเทศไทยจัดตั้งขึ้นสำหรับให้กู้ยืมเงินเพื่อส่งเสริมเกษตรกรรม พาณิชยกรรม หรืออุตสาหกรรม” อ้างอิงตัวบท มาตรา 70: “ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ ได้รับเงินได้พึงประเมินที่เป็นดอกเบี้ยจากรัฐบาล”

มาตรา 70: “ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ ได้รับเงินได้พึงประเมินที่เป็นดอกเบี้ยจากรัฐบาล”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q56
general_provisions
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามมาตรา 9 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร เว้นแต่จะมีบทบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น หากต้องตีราคาทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดเป็นเงิน ให้ถือราคาในวันใด

  • ก. วันที่ได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้น ✓
  • ข. วันสิ้นปีที่ได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้น
  • ค. วันสิ้นเดือนที่ได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้น
  • ง. วันก่อนวันที่ได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้น

Explanation: คำตอบที่ถูก: "วันที่ได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้น" มาตรา 9 ทวิ กำหนดว่า เว้นแต่จะมีบทบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น หากต้องตีราคาทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดเป็นเงิน ให้ถือราคาหรือค่าอันพึงมีในวันที่ได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้น ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "วันก่อนวันที่ได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้น" ผิด: มาตรา 9 ทวิ กำหนดให้ถือราคาหรือค่าอันพึงมีในวันที่ได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้น • "วันสิ้นเดือนที่ได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้น" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุวันที่ได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้น มิใช่วันสิ้นเดือน • "วันสิ้นปีที่ได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้น" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุวันที่ได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้น มิใช่วันสิ้นปี อ้างอิงตัวบท มาตรา 9 ทวิ: “ให้ถือราคาหรือค่าอันพึงมีในวันที่ได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้น”

มาตรา 9 ทวิ: “ให้ถือราคาหรือค่าอันพึงมีในวันที่ได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้น”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q57
income_tax
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามมาตรา 52 ทวิ ผู้มีเงินได้พึงประเมินประเภทที่ไม่ต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย ต้องมีเงินได้พึงประเมินตั้งแต่เท่าใดขึ้นไป จึงจะนำภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 ไปชำระก่อนถึงกำหนดเวลายื่นรายการได้

  • ก. ตั้งแต่ 50,000 บาทขึ้นไป
  • ข. ตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป ✓
  • ค. ตั้งแต่ 20,000 บาทขึ้นไป
  • ง. ตั้งแต่ 5,000 บาทขึ้นไป

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป" มาตรา 52 ทวิ กำหนดว่า ผู้มีเงินได้พึงประเมินประเภทที่ไม่ต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย หากมีเงินได้พึงประเมินตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป จะนำภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 ไปชำระก่อนถึงกำหนดเวลายื่นรายการก็ได้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ตั้งแต่ 20,000 บาทขึ้นไป" ผิด: มาตรา 52 ทวิ ระบุจำนวนเงินขั้นต่ำไว้ที่ 10,000 บาท ไม่ใช่ 20,000 บาท • "ตั้งแต่ 5,000 บาทขึ้นไป" ผิด: มาตรา 52 ทวิ กำหนดว่า “ตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป” ไม่ใช่ 5,000 บาท • "ตั้งแต่ 50,000 บาทขึ้นไป" ผิด: ข้อความในมาตรา 52 ทวิ กำหนดเกณฑ์ไว้ที่ 10,000 บาทขึ้นไป ไม่ใช่ 50,000 บาท มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 48: “มาตรา 48 เงินได้พึงประเมินต้องเสียภาษีเงินได้ดังต่อไปนี้ (1) เงินได้พึงประเมินเมื่อได้หักตามมาตรา 42 ทวิ ถึงมาตรา 47 หรือมาตรา 57 เบญจ แล้ว เหลือเท่าใดเป็นเงินได้สุทธิ ต้องเสียภาษีในอัตราที่กำหนดในบัญชีอัตราภาษีเงินได้ท้ายหมวดนี้ (2) สำหรับผู้มีเงินได้พึงประเมินตั้งแต่ 120,000 บาทขึ้นไป การคำนวณภาษีตาม (1) ให้เสียไม่น้อยกว่าร้อยละ 0.5 ของยอดเงินได้พึงประเมิน (…” อ้างอิงตัวบท มาตรา 52 ทวิ: “ถ้ามีเงินได้พึงประเมินตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป”

มาตรา 52 ทวิ: “ถ้ามีเงินได้พึงประเมินตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q58
stamp_duty
hard
apply
Human Approved
Confidence: —%

ตราสารที่ต้องเสียอากรฉบับหนึ่งทำขึ้นนอกสยาม วันนี้นาย ก. เป็นผู้ทรงตราสารคนแรกในสยามและได้รับตราสารนั้น นาย ก. ต้องปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าภายในกำหนดใด

  • ก. ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับตราสารนั้น
  • ข. ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ตราสารได้ทำขึ้นนอกสยาม
  • ค. ก่อนยื่นตราสารเพื่อให้จ่ายเงิน โดยไม่ต้องนับจากวันที่ได้รับตราสาร
  • ง. ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับตราสารนั้น ✓

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับตราสารนั้น" ตราสารที่ต้องเสียอากรและทำขึ้นนอกสยาม → “ถ้าตราสารที่ต้องเสียอากรได้ทำขึ้นนอกสยาม”; นาย ก. เป็นผู้ทรงตราสารคนแรกในสยาม → “ผู้ทรงตราสารคนแรกในสยาม”; นาย ก. ได้รับตราสารวันนี้ → “ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับตราสารนั้น” ดังนั้นต้องปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับตราสาร ตามมาตรา 111 แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ก่อนยื่นตราสารเพื่อให้จ่ายเงิน โดยไม่ต้องนับจากวันที่ได้รับตราสาร" ผิด: กรณีผู้ทรงตราสารคนแรกในสยาม แหล่งที่มากำหนดให้ปิดแสตมป์และขีดฆ่า “ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับตราสารนั้น” ส่วนการปิดแสตมป์ก่อนยื่นตราสารใช้เมื่อมิได้ปฏิบัติตามความในวรรคก่อน • "ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับตราสารนั้น" ผิด: แหล่งที่มากำหนดว่า “ภายใน 30 วัน” ไม่ใช่ 15 วัน • "ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ตราสารได้ทำขึ้นนอกสยาม" ผิด: แหล่งที่มากำหนดให้เริ่มนับ “นับแต่วันที่ได้รับตราสารนั้น” ไม่ใช่วันที่ทำตราสาร อ้างอิงตัวบท มาตรา 111: “ให้เป็นหน้าที่ของผู้ทรงตราสารคนแรกในสยามต้องเสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับตราสารนั้น”

มาตรา 111: “ให้เป็นหน้าที่ของผู้ทรงตราสารคนแรกในสยามต้องเสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับตราสารนั้น”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q59
vat
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามมาตรา 88/4 เจ้าพนักงานประเมินจะต้องให้เวลาล่วงหน้าแก่บุคคลที่ได้รับหมายเรียกหรือคำสั่งไม่น้อยกว่าเท่าใด

  • ก. ไม่น้อยกว่าเจ็ดวันนับแต่วันได้รับหมายเรียกหรือได้รับคำสั่ง ✓
  • ข. ไม่น้อยกว่าสิบห้าวันนับแต่วันได้รับหมายเรียกหรือได้รับคำสั่ง
  • ค. ไม่น้อยกว่าสิบวันนับแต่วันได้รับหมายเรียกหรือได้รับคำสั่ง
  • ง. ไม่น้อยกว่าสามวันนับแต่วันได้รับหมายเรียกหรือได้รับคำสั่ง

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ไม่น้อยกว่าเจ็ดวันนับแต่วันได้รับหมายเรียกหรือได้รับคำสั่ง" มาตรา 88/4 กำหนดให้เจ้าพนักงานประเมินต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวันนับแต่วันได้รับหมายเรียกหรือได้รับคำสั่ง ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ไม่น้อยกว่าสามวันนับแต่วันได้รับหมายเรียกหรือได้รับคำสั่ง" ผิด: มาตรา 88/4 กำหนดว่า “ไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน” ไม่ใช่สามวัน • "ไม่น้อยกว่าสิบวันนับแต่วันได้รับหมายเรียกหรือได้รับคำสั่ง" ผิด: มาตรา 88/4 กำหนดว่า “ไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน” ไม่ใช่สิบวัน • "ไม่น้อยกว่าสิบห้าวันนับแต่วันได้รับหมายเรียกหรือได้รับคำสั่ง" ผิด: มาตรา 88/4 กำหนดว่า “ไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน” ไม่ใช่สิบห้าวัน อ้างอิงตัวบท มาตรา 88/4: “จะต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวันนับแต่วันได้รับหมายเรียก” มาตรา 88/4: “นับแต่วันได้รับหมายเรียก หรือได้รับคำสั่ง”

มาตรา 88/4: “จะต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวันนับแต่วันได้รับหมายเรียก”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q60
vat
medium
understand
Human Approved
Confidence: —%

ข้อใดเป็นสินค้าที่อยู่ในความหมายของคำว่า “ผลิตภัณฑ์น้ำมัน” ตามมาตรา 79/6

  • ก. ก๊าซปิโตรเลียมเหลวที่หน่วยงานอื่นได้กำหนดราคาขายปลีกไว้
  • ข. น้ำมันดีเซลที่คณะกรรมการกลางกำหนดราคาสินค้าและป้องกันการผูกขาดไม่ได้กำหนดราคาขายปลีกไว้
  • ค. น้ำมันดีเซลที่คณะกรรมการกลางกำหนดราคาสินค้าและป้องกันการผูกขาดได้กำหนดราคาขายปลีกไว้ ✓
  • ง. น้ำมันเบนซินที่คณะกรรมการกลางกำหนดราคาสินค้าและป้องกันการผูกขาดได้กำหนดเฉพาะราคาขายส่งไว้

Explanation: คำตอบที่ถูก: "น้ำมันดีเซลที่คณะกรรมการกลางกำหนดราคาสินค้าและป้องกันการผูกขาดได้กำหนดราคาขายปลีกไว้" มาตรา 79/6 ให้ความหมายของ “ผลิตภัณฑ์น้ำมัน” รวมถึงน้ำมันดีเซล โดยต้องเป็นสินค้าที่คณะกรรมการกลางกำหนดราคาสินค้าและป้องกันการผูกขาดได้กำหนดราคาขายปลีกไว้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ก๊าซปิโตรเลียมเหลวที่หน่วยงานอื่นได้กำหนดราคาขายปลีกไว้" ผิด: มาตรา 79/6 ระบุเฉพาะสินค้าที่คณะกรรมการกลางกำหนดราคาสินค้าและป้องกันการผูกขาดได้กำหนดราคาขายปลีกไว้ • "น้ำมันเบนซินที่คณะกรรมการกลางกำหนดราคาสินค้าและป้องกันการผูกขาดได้กำหนดเฉพาะราคาขายส่งไว้" ผิด: มาตรา 79/6 ระบุเงื่อนไขว่าต้องเป็นสินค้าที่กำหนดราคาขายปลีกไว้ มิใช่ราคาขายส่ง • "น้ำมันดีเซลที่คณะกรรมการกลางกำหนดราคาสินค้าและป้องกันการผูกขาดไม่ได้กำหนดราคาขายปลีกไว้" ผิด: มาตรา 79/6 กำหนดว่าเป็นผลิตภัณฑ์น้ำมันเฉพาะสินค้าที่คณะกรรมการกลางกำหนดราคาสินค้าและป้องกันการผูกขาดได้กำหนดราคาขายปลีกไว้ อ้างอิงตัวบท มาตรา 79/6: “คำว่า “ผลิตภัณฑ์น้ำมัน” หมายความว่า น้ำมันเบนซิน น้ำมันก๊าด น้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องบินไอพ่น น้ำมันดีเซล น้ำมันเชื้อเพลิงหนัก น้ำมันเตา น้ำมันหล่อลื่น ก๊าซปิโตรเลียมเหลว และผลิตภัณฑ์น้ำมันอื่น ทั้งนี้ เฉพาะสินค้าที่คณะกรรมการกลางกำหนดราคาสินค้าและป้องกันการผูกขาดได้กำหนดราคาขายปลีกไว้”

มาตรา 79/6: “คำว่า “ผลิตภัณฑ์น้ำมัน” หมายความว่า น้ำมันเบนซิน น้ำมันก๊าด น้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องบินไอพ่น น้ำมันดีเซล น้ำมันเชื้อเพลิงหนัก น้ำมันเตา น้ำมันหล่อลื่น ก๊าซปิโตรเลียมเหลว และผลิตภัณฑ์น้ำมันอื่น ทั้งนี้ เฉพาะสินค้าที่คณะกรรมการกลางกำหนดราคาสินค้าและป้องกันการผูกขาดได้กำหนดราคาขายปลีกไว้”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q61
rd_history
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามประวัติกรมสรรพากร ตราพระอุเทนทราธิราชนั่งดีดพิณสามสายมีดอกสี่กลีบ (ประจำยาม) คั่นระหว่างอักษรภาษาไทยและภาษาอังกฤษข้างละกี่ดอก

  • ก. ข้างละ 2 ดอก
  • ข. ข้างละ 4 ดอก
  • ค. ข้างละ 1 ดอก
  • ง. ข้างละ 3 ดอก ✓

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ข้างละ 3 ดอก" คำบรรยายตราพระอุเทนทราธิราชนั่งดีดพิณสามสายในประวัติกรมสรรพากรระบุว่า ระหว่างอักษรภาษาไทยและภาษาอังกฤษมีดอกสี่กลีบ (ประจำยาม) ข้างละ 3 ดอก ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ข้างละ 4 ดอก" ผิด: คำว่า “สี่กลีบ” เป็นลักษณะของดอก แต่จำนวนดอกระบุว่าข้างละ 3 ดอก • "ข้างละ 2 ดอก" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดจำนวนไว้ข้างละ 3 ดอก ไม่ใช่ข้างละ 2 ดอก • "ข้างละ 1 ดอก" ผิด: คำบรรยายตราระบุว่ามีดอกสี่กลีบ (ประจำยาม) ข้างละ 3 ดอก อ้างอิงตัวบท ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “ระหว่างอักษรภาษาไทยและภาษาอังกฤษ มีดอกสี่กลีบ (ประจำยาม) ข้างละ 3 ดอก”

ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “ระหว่างอักษรภาษาไทยและภาษาอังกฤษ มีดอกสี่กลีบ (ประจำยาม) ข้างละ 3 ดอก”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q62
rd_history
medium
understand
Human Approved
Confidence: —%

ข้อใดอธิบายความหมายของข้อความเรื่องการส่งคืนตราพระราชทานได้ถูกต้อง

  • ก. ตราประจำตัวต้องส่งคืนเมื่อไม่มีตัวผู้รับ ส่วนตราประจำตำแหน่งไม่ต้องส่งคืน
  • ข. ตราประจำตัวต้องส่งคืนเมื่อไม่มีตัวผู้รับ และตราประจำตำแหน่งก็ต้องส่งคืนเช่นกัน ✓
  • ค. ตราประจำตัวและตราประจำตำแหน่งไม่ต้องส่งคืน เพราะเป็นตราที่พระราชทานแล้ว
  • ง. ตราประจำตัวตกทอดแก่ทายาทเมื่อไม่มีตัวผู้รับ ส่วนตราประจำตำแหน่งต้องส่งคืน

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ตราประจำตัวต้องส่งคืนเมื่อไม่มีตัวผู้รับ และตราประจำตำแหน่งก็ต้องส่งคืนเช่นกัน" ตามข้อความเรื่องการใช้ตราในประวัติกรมสรรพากร ผู้ได้รับตราพระราชทานต้องส่งคืนตราประจำตัวเมื่อไม่มีตัวแล้ว และตราประจำตำแหน่งก็ต้องส่งคืนเช่นกัน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ตราประจำตัวต้องส่งคืนเมื่อไม่มีตัวผู้รับ ส่วนตราประจำตำแหน่งไม่ต้องส่งคืน" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า หากเป็นตราประจำตำแหน่งก็ต้องส่งคืนเช่นกัน • "ตราประจำตัวตกทอดแก่ทายาทเมื่อไม่มีตัวผู้รับ ส่วนตราประจำตำแหน่งต้องส่งคืน" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า หากเป็นตราประจำตัว เมื่อไม่มีตัวแล้วก็ส่งคืน • "ตราประจำตัวและตราประจำตำแหน่งไม่ต้องส่งคืน เพราะเป็นตราที่พระราชทานแล้ว" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ส่งคืนทั้งตราประจำตัวเมื่อไม่มีตัวผู้รับและตราประจำตำแหน่ง อ้างอิงตัวบท ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “ถ้าเป็นตราประจำตัว เมื่อไม่มีตัวแล้วก็ส่งคืน” ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “ถ้าเป็นตราประจำตำแหน่งก็ต้องส่งคืนเช่นกัน”

ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “ถ้าเป็นตราประจำตัว เมื่อไม่มีตัวแล้วก็ส่งคืน”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q63
rd_history
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามประวัติกรมสรรพากร กรมสรรพากรย้ายเข้าทำงานในอาคารที่ทำการของตนเองตั้งแต่วันใด

  • ก. วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2540 ✓
  • ข. วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2539
  • ค. วันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2540
  • ง. วันที่ 31 เมษายน พ.ศ. 2540

Explanation: คำตอบที่ถูก: "วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2540" ตามประวัติกรมสรรพากร เมื่อก่อสร้างอาคารแล้วเสร็จ ได้มีการย้ายเข้าทำงานตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2540 เป็นต้นมา ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "วันที่ 31 เมษายน พ.ศ. 2540" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุเดือนมีนาคม ไม่ใช่เดือนเมษายน • "วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2539" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าย้ายเข้าทำงานตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2540 ไม่ใช่ พ.ศ. 2539 • "วันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2540" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2540 ไม่ใช่วันที่ 30 มีนาคม อ้างอิงตัวบท ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “ย้ายเข้าทำงานตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2540 เป็นต้นมา”

ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “ย้ายเข้าทำงานตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2540 เป็นต้นมา”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q64
rd_history
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ในสมัยกรุงสุโขทัย มีการเก็บจังกอบในอัตราเท่าใด

  • ก. อัตรา 100 ชัก 1
  • ข. อัตรา 20 ชัก 1
  • ค. อัตรา 10 ชัก 1 ✓
  • ง. อัตรา 10 ชัก 2

Explanation: คำตอบที่ถูก: "อัตรา 10 ชัก 1" ตามประวัติการจัดเก็บภาษีอากรในสมัยกรุงสุโขทัย การเก็บจังกอบในสมัยนั้นเก็บในอัตรา 10 ชัก 1 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "อัตรา 100 ชัก 1" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุอัตรา “10 ชัก 1” ไม่ใช่ 100 ชัก 1 • "อัตรา 20 ชัก 1" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดอัตราไว้ที่ “10 ชัก 1” ไม่ใช่ 20 ชัก 1 • "อัตรา 10 ชัก 2" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าเก็บจังกอบในอัตรา “10 ชัก 1” ไม่ใช่ 10 ชัก 2 อ้างอิงตัวบท ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “โดยวิธีเก็บจังกอบในสมัยนั้นจะเก็บในอัตรา 10 ชัก 1”

ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “โดยวิธีเก็บจังกอบในสมัยนั้นจะเก็บในอัตรา 10 ชัก 1”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q65
rd_history
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามประวัติกรมสรรพากร สงครามมหาเอเชียบูรพาเกิดขึ้นเมื่อใด

  • ก. วันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2486
  • ข. วันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2485 ✓
  • ค. วันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2482
  • ง. วันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2481

Explanation: คำตอบที่ถูก: "วันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2485" ข้อความในหัวข้อการจัดเก็บภาษีอากรตั้งแต่รัชกาลที่ 7 ระบุว่า สงครามมหาเอเชียบูรพาเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2485 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "วันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2486" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุวันที่เกิดสงครามไว้เป็นวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2485 ไม่ใช่ พ.ศ. 2486 • "วันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2481" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าสงครามมหาเอเชียบูรพาเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2485 ไม่ใช่ พ.ศ. 2481 • "วันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2482" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าสงครามมหาเอเชียบูรพาเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2485 ไม่ใช่ พ.ศ. 2482 อ้างอิงตัวบท ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “ครั้นเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2485 ได้เกิดสงครามมหาเอเชียบูรพาขึ้น”

ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “ครั้นเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2485 ได้เกิดสงครามมหาเอเชียบูรพาขึ้น”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q66
rd_history
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามประวัติกรมสรรพากร พระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรเป็นครั้งแรกกำหนดให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันใด

  • ก. วันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2481
  • ข. วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2481
  • ค. วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2482 ✓
  • ง. วันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2482

Explanation: คำตอบที่ถูก: "วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2482" ตามประวัติกรมสรรพากรในหัวข้อประมวลรัษฎากร พระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรเป็นครั้งแรกมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2482 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "วันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2482" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุวันมีผลบังคับใช้เป็นวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2482 ไม่ใช่วันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2482 • "วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2481" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2482 ไม่ใช่ พ.ศ. 2481 • "วันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2481" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2482 อ้างอิงตัวบท ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “โดยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2482”

ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “โดยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2482”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q67
rd_history
medium
understand
Human Approved
Confidence: —%

ข้อใดอธิบายสาระสำคัญของการรวมกรมสรรพากรนอกกับกรมสรรพากรในได้ถูกต้อง

  • ก. ย้ายทั้งสองกรมมาสังกัดกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ แล้วรวมเป็นกรมสรรพากรเพื่อให้การตรวจตราและจัดการเกิดประโยชน์ยิ่งขึ้น ✓
  • ข. ย้ายทั้งสองกรมมาสังกัดกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ แต่ยังคงแยกเป็นสองกรมตามเดิม
  • ค. ย้ายทั้งสองกรมมาสังกัดกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ และรวมเป็นกรมสรรพากรตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2457
  • ง. รวมทั้งสองกรมเป็นกรมสรรพากร แล้วให้สังกัดกระทรวงมหาดไทยเพราะเป็นงานปกครองท้องที่

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ย้ายทั้งสองกรมมาสังกัดกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ แล้วรวมเป็นกรมสรรพากรเพื่อให้การตรวจตราและจัดการเกิดประโยชน์ยิ่งขึ้น" ตามประวัติกรมสรรพากร พระราชดำริเห็นว่างานตรวจเก็บภาษี การบัญชี และการรวบรวมผลประโยชน์แผ่นดินเหมาะที่จะอยู่ในกระทรวงพระคลังมหาสมบัติซึ่งบัญชาการเงิน จึงย้ายกรมสรรพากรในและกรมสรรพากรนอกมาสังกัดกระทรวงดังกล่าวและรวมเป็นกรมสรรพากร เพื่อให้การตรวจตราและจัดการเกิดประโยชน์ยิ่งขึ้น ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ย้ายทั้งสองกรมมาสังกัดกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ และรวมเป็นกรมสรรพากรตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2457" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าให้รวมเป็นกรมสรรพากรตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2458 • "ย้ายทั้งสองกรมมาสังกัดกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ แต่ยังคงแยกเป็นสองกรมตามเดิม" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุให้รวมกรมสรรพากรนอกและกรมสรรพากรในเข้าเป็นกรมเดียวกัน เรียกว่า กรมสรรพากร • "รวมทั้งสองกรมเป็นกรมสรรพากร แล้วให้สังกัดกระทรวงมหาดไทยเพราะเป็นงานปกครองท้องที่" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่างานดังกล่าวอยู่ในกระทรวงที่มีหน้าที่ปกครองยังไม่เหมาะ และให้ย้ายมาขึ้นกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ อ้างอิงตัวบท ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “ให้ยกกรมสรรพากรใน ซึ่งแต่เดิมขึ้นอยู่ในกระทรวงนครบาล และกรมสรรพากรนอกซึ่งเดิมขึ้นอยู่ในกระทรวงมหาดไทยมาขึ้นอยู่ในบังคับบัญชากระทรวงพระคลังมหาสมบัติ” ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “เพื่อจะได้จัดการตรวจตราและจัดการให้เป็นประโยชน์ยิ่งขึ้นฉะนั้นจึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ยกกรมสรรพากรใน ซึ่งแต่เดิมขึ้นอยู่ในกระทรวงนครบาล และกรมสรรพากรนอกซึ่งเดิมขึ้นอยู่ในกระทรวงมหาดไทยมาขึ้นอยู่ในบังคับบัญชากระทรวงพระคลังมหาสมบัติและให้รวมเข้าเป็นกรมเดียวกันเรียกว่ากรมสรรพากร”

ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “ให้ยกกรมสรรพากรใน ซึ่งแต่เดิมขึ้นอยู่ในกระทรวงนครบาล และกรมสรรพากรนอกซึ่งเดิมขึ้นอยู่ในกระทรวงมหาดไทยมาขึ้นอยู่ในบังคับบัญชากระทรวงพระคลังมหาสมบัติ”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q68
rd_organization
medium
understand
Human Approved
Confidence: —%

ข้อใดอธิบายภารกิจของกรมสรรพากรตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมสรรพากร ได้ถูกต้อง

  • ก. มุ่งใช้นโยบายภาษีโดยไม่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม
  • ข. มุ่งให้ได้ภาษีตามเป้าหมายโดยไม่ต้องคำนึงถึงความทั่วถึงและเป็นธรรม
  • ค. มุ่งให้เกิดการเสียภาษีโดยไม่คำนึงถึงความสมัครใจของผู้เสียภาษี
  • ง. มุ่งให้ได้ภาษีตามเป้าหมายอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม และให้เกิดความสมัครใจในการเสียภาษี ✓

Explanation: คำตอบที่ถูก: "มุ่งให้ได้ภาษีตามเป้าหมายอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม และให้เกิดความสมัครใจในการเสียภาษี" ตามข้อ 2 กรมสรรพากรมีภารกิจด้านการจัดเก็บภาษี การเสนอแนะและการใช้นโยบายทางภาษีอากร เพื่อให้ได้ภาษีตามเป้าหมายอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม รวมทั้งให้เกิดความสมัครใจในการเสียภาษี ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "มุ่งใช้นโยบายภาษีโดยไม่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม" ผิด: ข้อ 2 ระบุให้การดำเนินภารกิจเป็นกลไกในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม • "มุ่งให้ได้ภาษีตามเป้าหมายโดยไม่ต้องคำนึงถึงความทั่วถึงและเป็นธรรม" ผิด: ข้อ 2 กำหนดเป้าหมายให้ได้ภาษีอย่างทั่วถึงและเป็นธรรมโดยชัดแจ้ง • "มุ่งให้เกิดการเสียภาษีโดยไม่คำนึงถึงความสมัครใจของผู้เสียภาษี" ผิด: ข้อ 2 ระบุผลที่มุ่งหมายว่าให้เกิดความสมัครใจในการเสียภาษี อ้างอิงตัวบท ข้อ 2 กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2567): “เพื่อให้ได้ภาษีตามเป้าหมายอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม” ข้อ 2 กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2567): “และเกิดความสมัครใจในการเสียภาษี”

ข้อ 2 กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2567): “เพื่อให้ได้ภาษีตามเป้าหมายอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q69
rd_history
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามสนธิสัญญาทางพระราชไมตรีในสมัยรัชกาลที่ 4 กำหนดให้เก็บภาษีขาเข้าในอัตราเท่าใด

  • ก. ร้อยละ 3 ของสินค้า ✓
  • ข. ร้อยละ 10 ของสินค้า
  • ค. ร้อยละ 2 ของสินค้า
  • ง. ร้อยละ 5 ของสินค้า

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ร้อยละ 3 ของสินค้า" ตามประวัติการจัดเก็บภาษีอากรในสมัยรัชกาลที่ 4 สนธิสัญญากำหนดให้ยกเลิกภาษีเบิกร่องหรือภาษีปากเรือ แล้วเก็บภาษีขาเข้าแทนในอัตราเพียงร้อยละ 3 ของสินค้า ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ร้อยละ 10 ของสินค้า" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุอัตราภาษีขาเข้าเพียงร้อยละ 3 ของสินค้า ไม่ใช่ร้อยละ 10 • "ร้อยละ 5 ของสินค้า" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดอัตราภาษีขาเข้าไว้ที่ร้อยละ 3 ของสินค้า ไม่ใช่ร้อยละ 5 • "ร้อยละ 2 ของสินค้า" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุให้เก็บภาษีขาเข้าในอัตราเพียงร้อยละ 3 ของสินค้า อ้างอิงตัวบท ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “โดยให้เก็บภาษีขาเข้าแทน และให้เก็บในอัตราเพียงร้อยละ 3 ของสินค้าเท่านั้น”

ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “โดยให้เก็บภาษีขาเข้าแทน และให้เก็บในอัตราเพียงร้อยละ 3 ของสินค้าเท่านั้น”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q70
rd_history
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

นับตั้งแต่การก่อตั้งกรมสรรพากรจนถึงปัจจุบัน มีอธิบดีเข้ามาบริหารงานกรมสรรพากรจำนวนกี่ท่าน

  • ก. 27 ท่าน
  • ข. 30 ท่าน
  • ค. 29 ท่าน ✓
  • ง. 28 ท่าน

Explanation: คำตอบที่ถูก: "29 ท่าน" ตามประวัติกรมสรรพากร ระบุว่านับตั้งแต่การก่อตั้งจนถึงปัจจุบันมีอธิบดีเข้ามาบริหารงานกรมสรรพากรจำนวน 29 ท่าน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "27 ท่าน" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่ามีอธิบดีจำนวน 29 ท่าน • "30 ท่าน" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่ามีอธิบดีจำนวน 29 ท่าน ไม่ใช่ 30 ท่าน • "28 ท่าน" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุจำนวนไว้ชัดเจนว่า 29 ท่าน และรายนามสิ้นสุดที่ลำดับ 29 อ้างอิงตัวบท ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “นับตั้งแต่การก่อตั้งกรมสรรพากรมาจนถึงปัจจุบันนี้มีอธิบดีเข้ามาบริหารงานกรมสรรพากรจำนวน 29 ท่าน”

ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “นับตั้งแต่การก่อตั้งกรมสรรพากรมาจนถึงปัจจุบันนี้มีอธิบดีเข้ามาบริหารงานกรมสรรพากรจำนวน 29 ท่าน”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q71
rd_history
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

เครื่องจำหน่ายตั๋วเข้าชมการแข่งม้ายี่ห้อ NCR เริ่มนำมาใช้ครั้งแรกเมื่อใด

  • ก. วันที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2510
  • ข. วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2510
  • ค. วันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2514
  • ง. วันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2510 ✓

Explanation: คำตอบที่ถูก: "วันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2510" ตามข้อมูลพิพิธภัณฑ์กรมสรรพากร เครื่องจำหน่ายตั๋วเข้าชมการแข่งม้ายี่ห้อ NCR เริ่มนำมาใช้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2510 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "วันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2514" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าเริ่มนำมาใช้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2510 ไม่ใช่ พ.ศ. 2514 • "วันที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2510" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุวันที่ 1 ไม่ใช่วันที่ 10 • "วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2510" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุเดือนกันยายน ไม่ใช่เดือนตุลาคม อ้างอิงตัวบท ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “เป็นเครื่องจำหน่ายตั๋วเข้าชมการแข่งม้ายี่ห้อ NCR เริ่มนำมาใช้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2510”

ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “เป็นเครื่องจำหน่ายตั๋วเข้าชมการแข่งม้ายี่ห้อ NCR เริ่มนำมาใช้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2510”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q72
rd_vision_strategy
medium
understand
Human Approved
Confidence: —%

ข้อใดอธิบายความหมายของ D – Development ในค่านิยม I AM RD ได้ถูกต้อง

  • ก. มีความเป็นมืออาชีพ สั่งสมความรู้และความเชี่ยวชาญในงานที่รับผิดชอบ
  • ข. พัฒนาและคิดค้นนวัตกรรมใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพงานและบริการให้ผู้เสียภาษีพึงพอใจ ✓
  • ค. มีจริยธรรมและจรรยาบรรณ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต
  • ง. มีความรับผิดชอบ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความขยันหมั่นเพียร มุ่งมั่นและกระตือรือร้น

Explanation: คำตอบที่ถูก: "พัฒนาและคิดค้นนวัตกรรมใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพงานและบริการให้ผู้เสียภาษีพึงพอใจ" ตามค่านิยมกรมสรรพากร I AM RD ตัว D – Development หมายถึง พัฒนาและคิดค้นนวัตกรรมใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพงานและบริการให้ผู้เสียภาษีพึงพอใจ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "มีความเป็นมืออาชีพ สั่งสมความรู้และความเชี่ยวชาญในงานที่รับผิดชอบ" ผิด: ข้อความนี้เป็นความหมายของ M – Mastery ไม่ใช่ D – Development • "มีความรับผิดชอบ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความขยันหมั่นเพียร มุ่งมั่นและกระตือรือร้น" ผิด: ข้อความนี้เป็นความหมายของ A – Accountability ไม่ใช่ D – Development • "มีจริยธรรมและจรรยาบรรณ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต" ผิด: ข้อความนี้เป็นความหมายของ I – Integrity ส่วน D – Development หมายถึงการพัฒนาและคิดค้นนวัตกรรมใหม่ อ้างอิงตัวบท ค่านิยมกรมสรรพากร I AM RD: “D – Development: พัฒนาและคิดค้นนวัตกรรมใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพงานและบริการให้ผู้เสียภาษีพึงพอใจ”

ค่านิยมกรมสรรพากร I AM RD: “D – Development: พัฒนาและคิดค้นนวัตกรรมใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพงานและบริการให้ผู้เสียภาษีพึงพอใจ”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q73
rd_organization
hard
apply
Human Approved
Confidence: —%

กรมสรรพากรต้องวางกรอบตัวเลขการจัดเก็บและการคืนภาษีอากรล่วงหน้า และต้องตรวจสอบภายหลังว่าผลการจัดเก็บเป็นไปตามกรอบดังกล่าวหรือไม่ กองวิชาการแผนภาษีต้องดำเนินการอย่างไรตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมสรรพากร

  • ก. ติดตามประเมินผลการจัดเก็บภาษีอากรให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลแทนประมาณการที่กำหนดไว้
  • ข. จัดทำประมาณการจัดเก็บและคืนภาษีอากร พร้อมทั้งติดตามประเมินผลการจัดเก็บภาษีอากรให้สอดคล้องกับประมาณการที่ได้กำหนดไว้ ✓
  • ค. จัดทำประมาณการเฉพาะการจัดเก็บภาษีอากร โดยไม่ต้องประมาณการคืนภาษีอากร
  • ง. จัดทำประมาณการจัดเก็บและคืนภาษีอากร โดยไม่ต้องติดตามประเมินผลการจัดเก็บภาษีอากร

Explanation: คำตอบที่ถูก: "จัดทำประมาณการจัดเก็บและคืนภาษีอากร พร้อมทั้งติดตามประเมินผลการจัดเก็บภาษีอากรให้สอดคล้องกับประมาณการที่ได้กำหนดไว้" กรณีนี้มีทั้งการวางกรอบตัวเลขการจัดเก็บและคืนภาษีอากร และการตรวจสอบผลจริงเทียบกับกรอบ จึงตรงกับข้อ 19 (4) ซึ่งกำหนดให้กองวิชาการแผนภาษีจัดทำประมาณการจัดเก็บและคืนภาษีอากร พร้อมทั้งติดตามประเมินผลการจัดเก็บให้สอดคล้องกับประมาณการที่กำหนดไว้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ติดตามประเมินผลการจัดเก็บภาษีอากรให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลแทนประมาณการที่กำหนดไว้" ผิด: ข้อ 19 (4) กำหนดให้ติดตามประเมินผลการจัดเก็บภาษีอากรให้สอดคล้องกับ “ประมาณการที่ได้กำหนดไว้” • "จัดทำประมาณการเฉพาะการจัดเก็บภาษีอากร โดยไม่ต้องประมาณการคืนภาษีอากร" ผิด: ข้อ 19 (4) ระบุให้จัดทำประมาณการทั้ง “จัดเก็บและคืนภาษีอากร” • "จัดทำประมาณการจัดเก็บและคืนภาษีอากร โดยไม่ต้องติดตามประเมินผลการจัดเก็บภาษีอากร" ผิด: ข้อ 19 (4) ระบุว่า “พร้อมทั้งติดตามประเมินผลการจัดเก็บภาษีอากร” อ้างอิงตัวบท ข้อ 19 กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2567): “จัดทำประมาณการจัดเก็บและคืนภาษีอากร” ข้อ 19 กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2567): “พร้อมทั้งติดตามประเมินผลการจัดเก็บภาษีอากรให้สอดคล้องกับประมาณการที่ได้กำหนดไว้”

ข้อ 19 กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2567): “จัดทำประมาณการจัดเก็บและคืนภาษีอากร”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q74
rd_organization
hard
apply
Human Approved
Confidence: —%

หน่วยงานหนึ่งของกรมสรรพากรซึ่งปฏิบัติงานด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ประสบปัญหาเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและขอความช่วยเหลือจากกองเทคโนโลยีสารสนเทศ ตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมสรรพากร กองเทคโนโลยีสารสนเทศต้องดำเนินการอย่างไร

  • ก. ไม่ให้การสนับสนุนทางวิชาการเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศแก่หน่วยงานนั้น
  • ข. ให้การสนับสนุนทางวิชาการเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศแก่ประชาชนแทนหน่วยงานนั้น
  • ค. ให้การสนับสนุนทางวิชาการเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศแก่หน่วยงานนั้น ✓
  • ง. ให้การสนับสนุนด้านงบประมาณแก่หน่วยงานนั้นแทนการสนับสนุนทางวิชาการ

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ให้การสนับสนุนทางวิชาการเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศแก่หน่วยงานนั้น" กรณีนี้เป็นหน่วยงานของกรมที่ปฏิบัติงานด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์และมีปัญหาเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ จึงเข้าตามข้อ 10 (3) ซึ่งกำหนดให้กองเทคโนโลยีสารสนเทศให้การสนับสนุนทางวิชาการเกี่ยวกับระบบดังกล่าวแก่หน่วยงานของกรม ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ให้การสนับสนุนทางวิชาการเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศแก่ประชาชนแทนหน่วยงานนั้น" ผิด: ข้อ 10 (3) ระบุผู้รับการสนับสนุนทางวิชาการว่าเป็นหน่วยงานของกรมซึ่งปฏิบัติงานด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ • "ให้การสนับสนุนด้านงบประมาณแก่หน่วยงานนั้นแทนการสนับสนุนทางวิชาการ" ผิด: ข้อ 10 (3) ระบุการสนับสนุนทางวิชาการเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ไม่ใช่การสนับสนุนด้านงบประมาณ • "ไม่ให้การสนับสนุนทางวิชาการเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศแก่หน่วยงานนั้น" ผิด: ข้อ 10 (3) กำหนดให้กองเทคโนโลยีสารสนเทศ “ให้การสนับสนุนทางวิชาการเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ” แก่หน่วยงานของกรมซึ่งปฏิบัติงานด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ อ้างอิงตัวบท ข้อ 10 กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2567): “ให้การสนับสนุนทางวิชาการเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศให้แก่หน่วยงานของกรม ซึ่งปฏิบัติงานด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์”

ข้อ 10 กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2567): “ให้การสนับสนุนทางวิชาการเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศให้แก่หน่วยงานของกรม ซึ่งปฏิบัติงานด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q75
rd_history
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

กรมสรรพากรนอกแบ่งส่วนราชการออกเป็นกี่แผนก

  • ก. 5 แผนก
  • ข. 7 แผนก
  • ค. 8 แผนก
  • ง. 6 แผนก ✓

Explanation: คำตอบที่ถูก: "6 แผนก" ตามหัวข้อการแบ่งส่วนราชการกรมสรรพากรนอก กรมสรรพากรนอกแบ่งส่วนราชการออกเป็น 6 แผนก ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "5 แผนก" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าแบ่งส่วนราชการออกเป็น 6 แผนก • "7 แผนก" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุจำนวนไว้ 6 แผนก ไม่ใช่ 7 แผนก • "8 แผนก" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าแบ่งส่วนราชการเป็น 6 แผนก ส่วนการจัดเก็บภาษีแบ่งเป็น 8 หมวด อ้างอิงตัวบท ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “แบ่งส่วนราชการออกเป็น 6 แผนก”

ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “แบ่งส่วนราชการออกเป็น 6 แผนก”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q76
current_affairs
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีที่แถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 รัฐบาลกำหนดทิศทางของระบบทหารอาสาและการปฏิรูประบบเกณฑ์ทหารไว้อย่างไร

  • ก. พัฒนาระบบทหารอาสา และปรับระบบเกณฑ์ทหารไปสู่ระบบสมัครใจในระยะยาว ✓
  • ข. จำกัดการรับราชการทหารไว้เฉพาะระบบเกณฑ์ทหารแบบบังคับในระยะยาว
  • ค. ยุติระบบทหารอาสา และคงระบบเกณฑ์ทหารแบบบังคับไว้ในระยะยาว
  • ง. พัฒนาระบบทหารอาสา แต่คงระบบเกณฑ์ทหารแบบบังคับไว้ในระยะยาว

Explanation: คำตอบที่ถูก: "พัฒนาระบบทหารอาสา และปรับระบบเกณฑ์ทหารไปสู่ระบบสมัครใจในระยะยาว" ตามคำแถลงนโยบายดังกล่าว รัฐบาลกำหนดให้พัฒนาระบบทหารอาสา และใช้เป็นฐานรองรับการปรับระบบเกณฑ์ทหารไปสู่ระบบสมัครใจในระยะยาว ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "พัฒนาระบบทหารอาสา แต่คงระบบเกณฑ์ทหารแบบบังคับไว้ในระยะยาว" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดทิศทางให้ปรับระบบเกณฑ์ทหารไปสู่ระบบสมัครใจในระยะยาว ไม่ใช่คงระบบบังคับไว้ • "ยุติระบบทหารอาสา และคงระบบเกณฑ์ทหารแบบบังคับไว้ในระยะยาว" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุให้ “พัฒนาระบบทหารอาสา” และมุ่ง “ปรับระบบเกณฑ์ทหารไปสู่ระบบสมัครใจในระยะยาว” • "จำกัดการรับราชการทหารไว้เฉพาะระบบเกณฑ์ทหารแบบบังคับในระยะยาว" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุทั้งการดำเนินโครงการทหารอาสาและการปรับระบบเกณฑ์ทหารไปสู่ระบบสมัครใจในระยะยาว อ้างอิงตัวบท นโยบายข้อ 12 (คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงต่อรัฐสภา วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน 2569): “พัฒนาระบบทหารอาสาและการปฏิรูประบบเกณฑ์ทหาร” นโยบายข้อ 12 (คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงต่อรัฐสภา วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน 2569): “เป็นฐานรองรับการปรับระบบเกณฑ์ทหารไปสู่ระบบสมัครใจในระยะยาว”

นโยบายข้อ 12 (คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงต่อรัฐสภา วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน 2569): “พัฒนาระบบทหารอาสาและการปฏิรูประบบเกณฑ์ทหาร”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q77
current_affairs
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ในเดือน ส.ค. 2569 ข้อใดระบุคณะกรรมการและมติเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยนโยบายได้ถูกต้อง

  • ก. กนง. มีมติเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.25% ต่อปี
  • ข. กนง. มีมติเอกฉันท์ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเป็น 1.00% ต่อปี
  • ค. กนง. มีมติเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ต่อปี ✓
  • ง. กนง. มีมติไม่เป็นเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ต่อปี

Explanation: คำตอบที่ถูก: "กนง. มีมติเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ต่อปี" ข่าวเศรษฐกิจและการเงินวันที่ 26 ส.ค. 2569 ระบุว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ต่อปี ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "กนง. มีมติเอกฉันท์ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเป็น 1.00% ต่อปี" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า กนง. มีมติ “คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย” ไม่ใช่ลดอัตราดอกเบี้ย • "กนง. มีมติเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.25% ต่อปี" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่คงไว้เท่ากับ 1.00% ต่อปี • "กนง. มีมติไม่เป็นเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ต่อปี" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุชัดว่า กนง. “มีมติเอกฉันท์” อ้างอิงตัวบท ข่าวในกระแส: เศรษฐกิจ / การเงิน (26 ส.ค. 2569) (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเอกฉันท์” ข่าวในกระแส: เศรษฐกิจ / การเงิน (26 ส.ค. 2569) (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ต่อปี”

ข่าวในกระแส: เศรษฐกิจ / การเงิน (26 ส.ค. 2569) (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเอกฉันท์”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q78
current_affairs
medium
understand
Human Approved
Confidence: —%

ตามคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีที่แถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 ข้อใดสรุปจุดมุ่งหมายของการปฏิรูประบบราชการควบคู่กับการเสริมสร้างวินัยทางการเงินและการคลังได้ถูกต้อง

  • ก. ลดขนาดภาครัฐแต่คงรายจ่ายด้านสิ่งปลูกสร้างที่ไม่จำเป็น พร้อมประเมินผลโดยไม่มุ่งผลลัพธ์และประโยชน์ที่ประชาชนได้รับ
  • ข. ทำให้ภาครัฐมีขนาดใหญ่ขึ้น เพิ่มภารกิจที่ซ้ำซ้อนและรายจ่ายภาครัฐ พร้อมขยายบทบาทการควบคุมให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น
  • ค. คงบทบาท ภารกิจ และกฎหมายของหน่วยงานไว้เช่นเดิม รักษารายจ่ายที่มีอยู่ พร้อมเน้นให้ภาครัฐเป็นผู้ควบคุมเป็นหลัก
  • ง. ทำให้ภาครัฐมีขนาดเล็กลง ลดภารกิจซ้ำซ้อนและรายจ่ายที่ไม่จำเป็น พร้อมปรับบทบาทเป็นผู้อำนวยความสะดวกและควบคุมเท่าที่จำเป็น ✓

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ทำให้ภาครัฐมีขนาดเล็กลง ลดภารกิจซ้ำซ้อนและรายจ่ายที่ไม่จำเป็น พร้อมปรับบทบาทเป็นผู้อำนวยความสะดวกและควบคุมเท่าที่จำเป็น" นโยบายมุ่งปฏิรูประบบราชการและเสริมสร้างวินัยทางการเงินและการคลังอย่างเป็นระบบ โดยลดความซ้ำซ้อนและรายจ่ายที่ไม่จำเป็น ทำให้ภาครัฐเล็กลง และเปลี่ยนเป็นผู้อำนวยความสะดวกโดยคงบทบาทควบคุมเท่าที่จำเป็น ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ทำให้ภาครัฐมีขนาดใหญ่ขึ้น เพิ่มภารกิจที่ซ้ำซ้อนและรายจ่ายภาครัฐ พร้อมขยายบทบาทการควบคุมให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุให้ภาครัฐมีขนาดเล็กลง ลดภารกิจที่ซ้ำซ้อน และเหลือบทบาทผู้ควบคุมเพียงเท่าที่จำเป็น • "ลดขนาดภาครัฐแต่คงรายจ่ายด้านสิ่งปลูกสร้างที่ไม่จำเป็น พร้อมประเมินผลโดยไม่มุ่งผลลัพธ์และประโยชน์ที่ประชาชนได้รับ" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุให้ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น เช่น สิ่งปลูกสร้างที่ไม่จำเป็น และให้ประเมินผลโดยมุ่งผลลัพธ์และประโยชน์ที่ประชาชนได้รับเป็นหลัก • "คงบทบาท ภารกิจ และกฎหมายของหน่วยงานไว้เช่นเดิม รักษารายจ่ายที่มีอยู่ พร้อมเน้นให้ภาครัฐเป็นผู้ควบคุมเป็นหลัก" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ปรับบทบาท ภารกิจ และกฎหมายให้ชัดเจน รวมทั้งลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นและไม่ก่อประโยชน์โดยตรงต่อประชาชน อ้างอิงตัวบท นโยบายข้อ 21 (คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงต่อรัฐสภา วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน 2569): “เพื่อให้ภาครัฐมีขนาดเล็กลง” นโยบายข้อ 21 (คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงต่อรัฐสภา วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน 2569): “ลดภารกิจที่ซ้ำซ้อน” นโยบายข้อ 21 (คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงต่อรัฐสภา วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน 2569): “ลดรายจ่ายของภาครัฐที่ไม่จำเป็น” นโยบายข้อ 21 (คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงต่อรัฐสภา วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน 2569): “เปลี่ยนบทบาทภาครัฐเป็น “ผู้อำนวยความสะดวก”” นโยบายข้อ 21 (คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงต่อรัฐสภา วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน 2569): “ให้เหลือบทบาท “ผู้ควบคุม” เพียงเท่าที่จำเป็น”

นโยบายข้อ 21 (คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงต่อรัฐสภา วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน 2569): “เพื่อให้ภาครัฐมีขนาดเล็กลง”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q79
current_affairs
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีที่แถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 ประเทศไทยมีเป้าหมายบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปีใด

  • ก. ภายในปี พ.ศ. 2569 (ค.ศ. 2050)
  • ข. ภายในปี พ.ศ. 2593 (ค.ศ. 2050) ✓
  • ค. ภายในปี พ.ศ. 2593 (ค.ศ. 2569)
  • ง. ภายในปี พ.ศ. 2050 (ค.ศ. 2593)

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ภายในปี พ.ศ. 2593 (ค.ศ. 2050)" ตามคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี ประเทศไทยจะผลักดันให้บรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ. 2593 (ค.ศ. 2050) ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ภายในปี พ.ศ. 2593 (ค.ศ. 2569)" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุปีคริสต์ศักราชของเป้าหมายเป็น ค.ศ. 2050 ไม่ใช่ ค.ศ. 2569 • "ภายในปี พ.ศ. 2050 (ค.ศ. 2593)" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า พ.ศ. 2593 ตรงกับ ค.ศ. 2050 ไม่ใช่ พ.ศ. 2050 ตรงกับ ค.ศ. 2593 • "ภายในปี พ.ศ. 2569 (ค.ศ. 2050)" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดปีเป้าหมายเป็น พ.ศ. 2593 ไม่ใช่ พ.ศ. 2569 อ้างอิงตัวบท นโยบายข้อ 18 (คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงต่อรัฐสภา วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน 2569): “บรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิ ให้เป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ. 2593 (ค.ศ. 2050)”

นโยบายข้อ 18 (คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงต่อรัฐสภา วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน 2569): “บรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิ ให้เป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ. 2593 (ค.ศ. 2050)”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q80
current_affairs
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

สำนักงานใหญ่ของสหประชาชาติ (UN) ตั้งอยู่ที่ใด

  • ก. นิวยอร์ก ✓
  • ข. เจนีวา
  • ค. จาการ์ตา
  • ง. กรุงเทพฯ

Explanation: คำตอบที่ถูก: "นิวยอร์ก" สหประชาชาติ (UN) มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่นิวยอร์ก ตามข้อมูลในหัวข้อองค์การระหว่างประเทศ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "จาการ์ตา" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าสำนักงานใหญ่ของสหประชาชาติอยู่ที่นิวยอร์ก ส่วนสำนักเลขาธิการอาเซียนอยู่ที่จาการ์ตา • "กรุงเทพฯ" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าสำนักงานใหญ่ของสหประชาชาติอยู่ที่นิวยอร์ก ส่วนกรุงเทพฯ เป็นที่ตั้งของ ESCAP • "เจนีวา" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าสำนักงานใหญ่ของสหประชาชาติอยู่ที่นิวยอร์ก ส่วนองค์การการค้าโลกอยู่ที่เจนีวา อ้างอิงตัวบท หมวด 5 องค์การระหว่างประเทศ (~15%) (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “สหประชาชาติ (UN) | ก่อตั้ง ค.ศ. 1945 · สำนักงานใหญ่นิวยอร์ก”

หมวด 5 องค์การระหว่างประเทศ (~15%) (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “สหประชาชาติ (UN) | ก่อตั้ง ค.ศ. 1945 · สำนักงานใหญ่นิวยอร์ก”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q81
current_affairs
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามข่าวเดือนกันยายน 2569 เหตุใดโครงการ “ไทยเที่ยวไทย พลัส” จึงเลื่อนเริ่มโครงการไปเป็นราวเดือนเมษายน 2570 และมีกระทรวงใดเป็นเจ้าภาพ

  • ก. เพื่อให้ดำเนินโครงการพร้อมกับ “ไทยช่วยไทย พลัส” ในช่วงปลายปี — กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
  • ข. ปลายปีเป็นโลว์ซีซั่นและมีนักท่องเที่ยวน้อย จึงนำงบไปกระตุ้นไฮซีซั่น — กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
  • ค. ปลายปีเป็นไฮซีซั่นและมีนักท่องเที่ยวมากอยู่แล้ว จึงนำงบไปกระตุ้นโลว์ซีซั่น — กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
  • ง. ปลายปีเป็นไฮซีซั่นและมีนักท่องเที่ยวมากอยู่แล้ว จึงนำงบไปกระตุ้นโลว์ซีซั่น — กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ✓

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ปลายปีเป็นไฮซีซั่นและมีนักท่องเที่ยวมากอยู่แล้ว จึงนำงบไปกระตุ้นโลว์ซีซั่น — กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา" ตามข่าวเดือนกันยายน 2569 โครงการเลื่อนจากเดือนตุลาคม 2569 ไปเริ่มราวเดือนเมษายน 2570 เพราะปลายปีเป็นไฮซีซั่นและมีนักท่องเที่ยวมากอยู่แล้ว จึงนำงบไปกระตุ้นช่วงโลว์ซีซั่น โดยมีกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเป็นเจ้าภาพ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ปลายปีเป็นไฮซีซั่นและมีนักท่องเที่ยวมากอยู่แล้ว จึงนำงบไปกระตุ้นโลว์ซีซั่น — กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุเจ้าภาพโครงการว่าเป็นกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา • "ปลายปีเป็นโลว์ซีซั่นและมีนักท่องเที่ยวน้อย จึงนำงบไปกระตุ้นไฮซีซั่น — กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า ปลายปีเป็นไฮซีซั่นและมีนักท่องเที่ยวมากอยู่แล้ว จึงนำงบไปกระตุ้นช่วงโลว์ซีซั่นแทน • "เพื่อให้ดำเนินโครงการพร้อมกับ “ไทยช่วยไทย พลัส” ในช่วงปลายปี — กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าเลื่อนเพื่อหลีกทางให้ “ไทยช่วยไทย พลัส” ไม่ใช่เพื่อดำเนินพร้อมกัน อ้างอิงตัวบท ข่าวในกระแส: ท่องเที่ยว / มาตรการรัฐ (~17 ก.ย. 2569 (ประกาศเลื่อน)) (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “ปลายปีเป็นไฮซีซั่น” ข่าวในกระแส: ท่องเที่ยว / มาตรการรัฐ (~17 ก.ย. 2569 (ประกาศเลื่อน)) (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “มีนักท่องเที่ยวมากอยู่แล้ว” ข่าวในกระแส: ท่องเที่ยว / มาตรการรัฐ (~17 ก.ย. 2569 (ประกาศเลื่อน)) (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “จึงนำงบไปกระตุ้นช่วงโลว์ซีซั่นแทน” ข่าวในกระแส: ท่องเที่ยว / มาตรการรัฐ (~17 ก.ย. 2569 (ประกาศเลื่อน)) (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “เจ้าภาพ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา”

ข่าวในกระแส: ท่องเที่ยว / มาตรการรัฐ (~17 ก.ย. 2569 (ประกาศเลื่อน)) (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “ปลายปีเป็นไฮซีซั่น”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q82
current_affairs
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

จากข่าวบันเทิงช่วงปลายเดือนกันยายน พ.ศ. 2569 ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับรางวัลของ “ลิซ่า” ลลิษา มโนบาล บนเวที MTV Video Music Awards

  • ก. ลิซ่าได้รับรางวัล Best K-Pop บนเวที VMAs 2026 จากเพลง “Dream” และเป็นศิลปินไทยคนแรกในสาขานี้
  • ข. ลิซ่าได้รับรางวัล Best Pop บนเวที VMAs 2026 จากเพลง “Dream” และเป็นศิลปินไทยคนแรกในสาขานี้ ✓
  • ค. ลิซ่าได้รับรางวัล Best Pop บนเวที VMAs 2025 จากเพลง “Dream” และเป็นศิลปินไทยคนแรกในสาขานี้
  • ง. ลิซ่าได้รับรางวัล Best Pop บนเวที VMAs 2026 จากเพลง “Dream” แต่ไม่ใช่ศิลปินไทยคนแรกในสาขานี้

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ลิซ่าได้รับรางวัล Best Pop บนเวที VMAs 2026 จากเพลง “Dream” และเป็นศิลปินไทยคนแรกในสาขานี้" ข่าวช่วงปลายเดือนกันยายน พ.ศ. 2569 ระบุว่า ลิซ่าคว้ารางวัล Best Pop บนเวที VMAs 2026 จากมิวสิกวิดีโอเพลง “Dream” และมีความโดดเด่นในฐานะศิลปินไทยคนแรกที่ได้รางวัลสาขานี้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ลิซ่าได้รับรางวัล Best Pop บนเวที VMAs 2026 จากเพลง “Dream” แต่ไม่ใช่ศิลปินไทยคนแรกในสาขานี้" ผิด: แหล่งข้อมูลยืนยันว่าลิซ่าเป็นศิลปินไทยคนแรกที่ได้รางวัลสาขา Best Pop ของ VMAs • "ลิซ่าได้รับรางวัล Best Pop บนเวที VMAs 2025 จากเพลง “Dream” และเป็นศิลปินไทยคนแรกในสาขานี้" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าเป็นเวที MTV Video Music Awards (VMAs) 2026 ไม่ใช่ปี 2025 • "ลิซ่าได้รับรางวัล Best K-Pop บนเวที VMAs 2026 จากเพลง “Dream” และเป็นศิลปินไทยคนแรกในสาขานี้" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุชัดว่าลิซ่าคว้ารางวัลสาขา Best Pop จากมิวสิกวิดีโอเพลง “Dream” อ้างอิงตัวบท ข่าวในกระแส: บันเทิง / ชื่อเสียงของประเทศ (ปลาย ก.ย. 2569) (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “คว้ารางวัล Best Pop บนเวที MTV Video Music Awards (VMAs) 2026 จากมิวสิกวิดีโอเพลง "Dream"” ข่าวในกระแส: บันเทิง / ชื่อเสียงของประเทศ (ปลาย ก.ย. 2569) (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “เป็นศิลปินไทยคนแรกที่ได้รางวัลสาขา Best Pop ของ VMAs”

ข่าวในกระแส: บันเทิง / ชื่อเสียงของประเทศ (ปลาย ก.ย. 2569) (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “คว้ารางวัล Best Pop บนเวที MTV Video Music Awards (VMAs) 2026 จากมิวสิกวิดีโอเพลง "Dream"”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q83
current_affairs
medium
understand
Human Approved
Confidence: —%

องค์การระหว่างประเทศใดมีบทบาทกำกับกติกาที่ประเทศต่าง ๆ ใช้ในการค้าระหว่างกัน

  • ก. องค์การดังกล่าวคือ APEC
  • ข. องค์การดังกล่าวคือ IMF
  • ค. องค์การดังกล่าวคือ WTO ✓
  • ง. องค์การดังกล่าวคือ World Bank

Explanation: คำตอบที่ถูก: "องค์การดังกล่าวคือ WTO" องค์การการค้าโลก (WTO) มีบทบาทดูแลกติกาการค้าระหว่างประเทศตามข้อมูลเรื่ององค์การระหว่างประเทศ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "องค์การดังกล่าวคือ IMF" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า IMF ดูแลเสถียรภาพการเงินระหว่างประเทศ ส่วนองค์การที่ดูแลกติกาการค้าระหว่างประเทศคือ WTO • "องค์การดังกล่าวคือ APEC" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า APEC เป็นความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก 21 เขตเศรษฐกิจ ขณะที่บทบาทดูแลกติกาการค้าระหว่างประเทศเป็นของ WTO • "องค์การดังกล่าวคือ World Bank" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าธนาคารโลกให้กู้เพื่อการพัฒนา ส่วน WTO ดูแลกติกาการค้าระหว่างประเทศ อ้างอิงตัวบท หมวด 5 องค์การระหว่างประเทศ (~15%) (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “องค์การการค้าโลก (WTO) | ดูแลกติกาการค้าระหว่างประเทศ”

หมวด 5 องค์การระหว่างประเทศ (~15%) (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “องค์การการค้าโลก (WTO) | ดูแลกติกาการค้าระหว่างประเทศ”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q84
current_affairs
medium
understand
Human Approved
Confidence: —%

เป้าหมายที่มุ่งพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพของคน จัดอยู่ในยุทธศาสตร์ชาติด้านใดใน 6 ด้าน

  • ก. ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ ✓
  • ข. ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ
  • ค. ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม
  • ง. ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์" ยุทธศาสตร์ชาติ (พ.ศ. 2561–2580) กำหนด 6 ด้าน โดยเป้าหมายที่กล่าวถึงการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพของคนตรงกับด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม" ผิด: แหล่งข้อมูลแยกด้านสิ่งแวดล้อมออกจากด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์อย่างชัดเจน • "ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุการพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐเป็นอีกด้านหนึ่ง ไม่ใช่ด้านที่มุ่งพัฒนาศักยภาพคน • "ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม" ผิด: แหล่งข้อมูลแยกด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคมออกจากด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ อ้างอิงตัวบท หัวข้อ 1.1 ยุทธศาสตร์ชาติ (พ.ศ. 2561–2580) (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “3. ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์” หัวข้อ 1.1 ยุทธศาสตร์ชาติ (พ.ศ. 2561–2580) (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “6 ด้าน "มั่นคง – แข่งขัน – คน – เสมอภาค – สิ่งแวดล้อม – รัฐ"”

หัวข้อ 1.1 ยุทธศาสตร์ชาติ (พ.ศ. 2561–2580) (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “3. ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q85
current_affairs
medium
understand
Human Approved
Confidence: —%

ตามคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีที่แถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 ข้อใดกล่าวถึงเป้าหมายด้านสถาบันครอบครัวได้ถูกต้อง

  • ก. สร้างเสริมสถาบันครอบครัวในฐานะองค์ประกอบพื้นฐานของสังคม โดยไม่ต้องสร้างชุมชนเข้มแข็งเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรไทย
  • ข. ลดบทบาทของสถาบันครอบครัวในฐานะองค์ประกอบพื้นฐานของสังคม และเน้นบทบาทของปัจเจกบุคคลในการรับมือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรไทย
  • ค. สร้างเสริมสถาบันครอบครัวในฐานะองค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญของสังคม ควบคู่กับการสร้างชุมชนเข้มแข็งเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรไทย ✓
  • ง. สร้างเสริมสถาบันครอบครัวและชุมชนให้คงรูปแบบเดิมของสังคมไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้โครงสร้างประชากรไทยเกิดการเปลี่ยนแปลง

Explanation: คำตอบที่ถูก: "สร้างเสริมสถาบันครอบครัวในฐานะองค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญของสังคม ควบคู่กับการสร้างชุมชนเข้มแข็งเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรไทย" ตามนโยบายข้อ 15 รัฐบาลมุ่งสร้างเสริมสถาบันครอบครัวซึ่งเป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญของสังคม และสร้างชุมชนเข้มแข็งเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรไทย ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "สร้างเสริมสถาบันครอบครัวและชุมชนให้คงรูปแบบเดิมของสังคมไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้โครงสร้างประชากรไทยเกิดการเปลี่ยนแปลง" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้สร้างชุมชนเข้มแข็ง “เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรไทย” มิใช่เพื่อป้องกันการเปลี่ยนแปลง • "ลดบทบาทของสถาบันครอบครัวในฐานะองค์ประกอบพื้นฐานของสังคม และเน้นบทบาทของปัจเจกบุคคลในการรับมือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรไทย" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุให้ “สร้างเสริมสถาบันครอบครัว” มิใช่ลดบทบาทของสถาบันครอบครัว • "สร้างเสริมสถาบันครอบครัวในฐานะองค์ประกอบพื้นฐานของสังคม โดยไม่ต้องสร้างชุมชนเข้มแข็งเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรไทย" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุทั้งการสร้างเสริมสถาบันครอบครัว “และสร้างชุมชนเข้มแข็ง” เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว อ้างอิงตัวบท นโยบายข้อ 15 (คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงต่อรัฐสภา วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน 2569): “สร้างเสริมสถาบันครอบครัวอันเป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญของสังคม” นโยบายข้อ 15 (คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงต่อรัฐสภา วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน 2569): “และสร้างชุมชนเข้มแข็งเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรไทย”

นโยบายข้อ 15 (คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงต่อรัฐสภา วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน 2569): “สร้างเสริมสถาบันครอบครัวอันเป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญของสังคม”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q86
current_affairs
medium
understand
Human Approved
Confidence: —%

ตามข้อตกลงการใช้งานโครงการ TH-AI Passport ข้อใดอธิบายลักษณะและมูลค่าของคะแนน เครดิต และคูปองบนแพลตฟอร์ม AiPASS ได้ถูกต้อง

  • ก. คะแนนเป็นสิทธิประโยชน์ที่ไม่มีมูลค่าเป็นเงิน แต่เครดิตและคูปองมีมูลค่าเป็นเงินและขอคืนเป็นเงินสดได้
  • ข. เป็นสิทธิประโยชน์เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ที่ไม่มีมูลค่าเป็นเงิน แต่อาจแลกเปลี่ยนเป็นทรัพย์สินอื่นได้แม้ขอคืนเป็นเงินสดไม่ได้
  • ค. เป็นทรัพย์สินของผู้ใช้ที่มีมูลค่าเป็นเงิน และอาจแลก ถอน หรือขอคืนเป็นเงินสดหรือทรัพย์สินอื่นได้
  • ง. เป็นสิทธิประโยชน์เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ภายใต้โครงการ ไม่มีมูลค่าเป็นเงิน และไม่อาจแลก ถอน หรือขอคืนเป็นเงินสดหรือทรัพย์สินอื่นได้ ✓

Explanation: คำตอบที่ถูก: "เป็นสิทธิประโยชน์เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ภายใต้โครงการ ไม่มีมูลค่าเป็นเงิน และไม่อาจแลก ถอน หรือขอคืนเป็นเงินสดหรือทรัพย์สินอื่นได้" ตามข้อตกลงการใช้งานโครงการ TH-AI Passport คะแนน เครดิต และคูปองเป็นเพียงสิทธิประโยชน์เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ภายใต้โครงการ ไม่มีมูลค่าเป็นเงิน และไม่อาจแลก ถอน หรือขอคืนเป็นเงินสดหรือทรัพย์สินอื่นได้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เป็นทรัพย์สินของผู้ใช้ที่มีมูลค่าเป็นเงิน และอาจแลก ถอน หรือขอคืนเป็นเงินสดหรือทรัพย์สินอื่นได้" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าเป็นเพียงสิทธิประโยชน์เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ ไม่มีมูลค่าเป็นเงิน และไม่อาจแลก ถอน หรือขอคืนเป็นเงินสดหรือทรัพย์สินอื่นได้ • "คะแนนเป็นสิทธิประโยชน์ที่ไม่มีมูลค่าเป็นเงิน แต่เครดิตและคูปองมีมูลค่าเป็นเงินและขอคืนเป็นเงินสดได้" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุรวมกันว่าคะแนน เครดิต และคูปองไม่มีมูลค่าเป็นเงิน และไม่อาจขอคืนเป็นเงินสดได้ • "เป็นสิทธิประโยชน์เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ที่ไม่มีมูลค่าเป็นเงิน แต่อาจแลกเปลี่ยนเป็นทรัพย์สินอื่นได้แม้ขอคืนเป็นเงินสดไม่ได้" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าไม่อาจแลกเปลี่ยน ถอน หรือขอคืนเป็นเงินสดหรือทรัพย์สินอื่นใดได้ อ้างอิงตัวบท ข้อตกลงและเงื่อนไข ข้อ 2 (โครงการยกระดับทักษะด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์เพื่อคนไทย (TH-AI Passport) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม): “เป็นเพียงสิทธิประโยชน์เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ภายใต้โครงการฯ เท่านั้น ไม่มีมูลค่าเป็นเงิน” ข้อตกลงและเงื่อนไข ข้อ 2 (โครงการยกระดับทักษะด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์เพื่อคนไทย (TH-AI Passport) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม): “ไม่อาจแลกเปลี่ยน ถอน หรือขอคืนเป็นเงินสดหรือทรัพย์สินอื่นใดได้”

ข้อตกลงและเงื่อนไข ข้อ 2 (โครงการยกระดับทักษะด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์เพื่อคนไทย (TH-AI Passport) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม): “เป็นเพียงสิทธิประโยชน์เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ภายใต้โครงการฯ เท่านั้น ไม่มีมูลค่าเป็นเงิน”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q87
current_affairs
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ข้อใดเรียงลำดับพัฒนาการของประเทศไทยตั้งแต่ Thailand 1.0 ถึง Thailand 4.0 ได้ถูกต้อง

  • ก. 1.0 เกษตรกรรม → 2.0 อุตสาหกรรมเบา → 3.0 เศรษฐกิจขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม → 4.0 อุตสาหกรรมหนัก
  • ข. 1.0 เกษตรกรรม → 2.0 อุตสาหกรรมเบา → 3.0 อุตสาหกรรมหนัก → 4.0 เศรษฐกิจขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ✓
  • ค. 1.0 เกษตรกรรม → 2.0 อุตสาหกรรมหนัก → 3.0 อุตสาหกรรมเบา → 4.0 เศรษฐกิจขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม
  • ง. 1.0 อุตสาหกรรมเบา → 2.0 เกษตรกรรม → 3.0 อุตสาหกรรมหนัก → 4.0 เศรษฐกิจขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม

Explanation: คำตอบที่ถูก: "1.0 เกษตรกรรม → 2.0 อุตสาหกรรมเบา → 3.0 อุตสาหกรรมหนัก → 4.0 เศรษฐกิจขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม" พัฒนาการของประเทศไทยเรียงจาก Thailand 1.0 เกษตรกรรม ไปสู่ 2.0 อุตสาหกรรมเบา 3.0 อุตสาหกรรมหนัก และ 4.0 เศรษฐกิจขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ตามหัวข้อ Thailand 4.0 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "1.0 เกษตรกรรม → 2.0 อุตสาหกรรมเบา → 3.0 เศรษฐกิจขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม → 4.0 อุตสาหกรรมหนัก" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า 3.0 คืออุตสาหกรรมหนัก และ 4.0 คือเศรษฐกิจขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม • "1.0 อุตสาหกรรมเบา → 2.0 เกษตรกรรม → 3.0 อุตสาหกรรมหนัก → 4.0 เศรษฐกิจขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า 1.0 คือเกษตรกรรม และ 2.0 คืออุตสาหกรรมเบา • "1.0 เกษตรกรรม → 2.0 อุตสาหกรรมหนัก → 3.0 อุตสาหกรรมเบา → 4.0 เศรษฐกิจขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า 2.0 คืออุตสาหกรรมเบา และ 3.0 คืออุตสาหกรรมหนัก อ้างอิงตัวบท หัวข้อ 1.3 Thailand 4.0 และ BCG Economy (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “ยุค 1.0 เกษตรกรรม” หัวข้อ 1.3 Thailand 4.0 และ BCG Economy (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “→ 2.0 อุตสาหกรรมเบา” หัวข้อ 1.3 Thailand 4.0 และ BCG Economy (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “→ 3.0 อุตสาหกรรมหนัก” หัวข้อ 1.3 Thailand 4.0 และ BCG Economy (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “→ 4.0 เศรษฐกิจขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม”

หัวข้อ 1.3 Thailand 4.0 และ BCG Economy (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “ยุค 1.0 เกษตรกรรม”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q88
current_affairs
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีที่แถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 รัฐบาลยึดหลักการสำคัญ 3 ประการในการบริหารราชการแผ่นดินตามข้อใด

  • ก. พิทักษ์สถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์; ยึดมั่นประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข; และยึดหลักนิติธรรม การบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม และธรรมาภิบาล ✓
  • ข. พิทักษ์สถาบันชาติ ศาสนา และรัฐธรรมนูญ; ยึดมั่นประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข; และยึดหลักนิติธรรม การบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม และธรรมาภิบาล
  • ค. พิทักษ์สถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์; ยึดมั่นประชาธิปไตยโดยมีประชาชนเป็นประมุข; และยึดหลักนิติธรรม การบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม และธรรมาภิบาล
  • ง. พิทักษ์สถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์; ยึดมั่นประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข; และยึดหลักเสียงข้างมาก การบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด และประสิทธิภาพ

Explanation: คำตอบที่ถูก: "พิทักษ์สถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์; ยึดมั่นประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข; และยึดหลักนิติธรรม การบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม และธรรมาภิบาล" ตามคำแถลงนโยบายดังกล่าว รัฐบาลยึดหลักสำคัญ 3 ประการ คือ การพิทักษ์สถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ การยึดมั่นประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และการยึดหลักนิติธรรม ความเป็นธรรมในการบังคับใช้กฎหมาย และธรรมาภิบาล ตาม anchor cp_pre1 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "พิทักษ์สถาบันชาติ ศาสนา และรัฐธรรมนูญ; ยึดมั่นประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข; และยึดหลักนิติธรรม การบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม และธรรมาภิบาล" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าให้พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ไม่ใช่ชาติ ศาสนา และรัฐธรรมนูญ • "พิทักษ์สถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์; ยึดมั่นประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข; และยึดหลักเสียงข้างมาก การบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด และประสิทธิภาพ" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดหลักการประการที่สามเป็นหลักนิติธรรม การบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม และการบริหารราชการแผ่นดินบนพื้นฐานของธรรมาภิบาล • "พิทักษ์สถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์; ยึดมั่นประชาธิปไตยโดยมีประชาชนเป็นประมุข; และยึดหลักนิติธรรม การบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม และธรรมาภิบาล" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุให้ยึดมั่นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อ้างอิงตัวบท หลักการสำคัญ 3 ประการ (คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงต่อรัฐสภา วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน 2569): “1. พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์” หลักการสำคัญ 3 ประการ (คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงต่อรัฐสภา วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน 2569): “2. ยึดมั่นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” หลักการสำคัญ 3 ประการ (คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงต่อรัฐสภา วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน 2569): “3. ยึดมั่นในหลักนิติธรรม การบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม และการบริหาร ราชการแผ่นดินบนพื้นฐานของธรรมาภิบาล”

หลักการสำคัญ 3 ประการ (คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงต่อรัฐสภา วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน 2569): “1. พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q89
current_affairs
hard
apply
Human Approved
Confidence: —%

บริษัท ค. จำกัดกำลังพิจารณาลงทุนโครงการใหม่ ผู้จัดการจึงรวบรวมข้อมูลอย่างรอบรู้ ตรวจสอบข้อมูลอย่างรอบคอบ และตัดสินใจด้วยความระมัดระวัง การปฏิบัตินี้สะท้อนองค์ประกอบใดของปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

  • ก. ห่วงด้านความพอประมาณ
  • ข. เงื่อนไขด้านความรู้ ✓
  • ค. เงื่อนไขด้านคุณธรรม
  • ง. ห่วงด้านความมีเหตุผล

Explanation: คำตอบที่ถูก: "เงื่อนไขด้านความรู้" ตามหัวข้อ 2.1 ความรู้เป็นหนึ่งใน 2 เงื่อนไข โดยครอบคลุมความรอบรู้ รอบคอบ และระมัดระวัง ข้อเท็จจริงที่ผู้จัดการรวบรวมและตรวจสอบข้อมูลก่อนตัดสินใจจึงสะท้อนเงื่อนไขด้านความรู้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เงื่อนไขด้านคุณธรรม" ผิด: แหล่งข้อมูลจัดความรอบรู้ ความรอบคอบ และความระมัดระวังไว้ในเงื่อนไขความรู้ ส่วนคุณธรรมประกอบด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต ขยัน อดทน และแบ่งปัน • "ห่วงด้านความพอประมาณ" ผิด: แหล่งข้อมูลจัดคำว่า รอบรู้ รอบคอบ และระมัดระวังไว้ภายใต้เงื่อนไขความรู้ ไม่ใช่ห่วงความพอประมาณ • "ห่วงด้านความมีเหตุผล" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุโดยตรงว่า รอบรู้ รอบคอบ และระมัดระวังเป็นองค์ประกอบของเงื่อนไขความรู้ อ้างอิงตัวบท หัวข้อ 2.1 ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “- ความรู้ (รอบรู้ รอบคอบ ระมัดระวัง)”

หัวข้อ 2.1 ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “- ความรู้ (รอบรู้ รอบคอบ ระมัดระวัง)”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q90
current_affairs
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน

  • ก. สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง และกรม เป็นส่วนราชการส่วนภูมิภาค
  • ข. กรุงเทพมหานครและเมืองพัทยาเป็นส่วนราชการส่วนท้องถิ่นรูปแบบทั่วไป
  • ค. กรมสรรพากรเป็นส่วนราชการส่วนกลาง สังกัดกระทรวงการคลัง ✓
  • ง. จังหวัดและอำเภอเป็นส่วนราชการส่วนท้องถิ่น โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอ

Explanation: คำตอบที่ถูก: "กรมสรรพากรเป็นส่วนราชการส่วนกลาง สังกัดกระทรวงการคลัง" ตามหัวข้อ 4.4 กรมสรรพากรเป็นส่วนราชการส่วนกลางและสังกัดกระทรวงการคลัง ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "กรุงเทพมหานครและเมืองพัทยาเป็นส่วนราชการส่วนท้องถิ่นรูปแบบทั่วไป" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า กรุงเทพมหานครและเมืองพัทยาเป็นส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ • "สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง และกรม เป็นส่วนราชการส่วนภูมิภาค" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง และกรม เป็นส่วนกลาง • "จังหวัดและอำเภอเป็นส่วนราชการส่วนท้องถิ่น โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอ" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า จังหวัดและอำเภอเป็นส่วนภูมิภาค อ้างอิงตัวบท หัวข้อ 4.4 การจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “กรมสรรพากร เป็นส่วนราชการส่วนกลาง” หัวข้อ 4.4 การจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “สังกัดกระทรวงการคลัง”

หัวข้อ 4.4 การจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “กรมสรรพากร เป็นส่วนราชการส่วนกลาง”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q91
personal_data_protection
medium
understand
Human Approved
Confidence: —%

ข้อใดอธิบายหน้าที่ของผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับการปฏิบัติตามคำสั่งตามมาตรา 40 (1) ได้ถูกต้อง

  • ก. ต้องดำเนินการตามคำสั่งของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลทุกกรณี แม้คำสั่งนั้นขัดต่อกฎหมาย
  • ข. ต้องดำเนินการเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลตามคำสั่งของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเท่านั้น เว้นแต่คำสั่งนั้นขัดต่อกฎหมาย
  • ค. อาจดำเนินการเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่มีคำสั่งของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลได้ หากไม่ขัดต่อกฎหมาย
  • ง. ต้องดำเนินการเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลตามคำสั่งของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลเท่านั้น เว้นแต่คำสั่งนั้นขัดต่อกฎหมายหรือบทบัญญัติในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ✓

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ต้องดำเนินการเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลตามคำสั่งของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลเท่านั้น เว้นแต่คำสั่งนั้นขัดต่อกฎหมายหรือบทบัญญัติในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล" มาตรา 40 (1) กำหนดให้ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลดำเนินการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตามคำสั่งของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลเท่านั้น โดยไม่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งที่ขัดต่อกฎหมายหรือบทบัญญัติในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามพระราชบัญญัตินี้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ต้องดำเนินการตามคำสั่งของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลทุกกรณี แม้คำสั่งนั้นขัดต่อกฎหมาย" ผิด: มาตรา 40 (1) ยกเว้นกรณีที่คำสั่งนั้นขัดต่อกฎหมายหรือบทบัญญัติในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล • "ต้องดำเนินการเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลตามคำสั่งของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเท่านั้น เว้นแต่คำสั่งนั้นขัดต่อกฎหมาย" ผิด: มาตรา 40 (1) ระบุโดยเฉพาะว่าเป็นคำสั่งที่ได้รับจากผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล • "อาจดำเนินการเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่มีคำสั่งของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลได้ หากไม่ขัดต่อกฎหมาย" ผิด: มาตรา 40 (1) กำหนดให้ดำเนินการตามคำสั่งที่ได้รับจากผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลเท่านั้น อ้างอิงตัวบท มาตรา 40 พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562: “ดำเนินการเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตามคำสั่งที่ได้รับจากผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล” มาตรา 40 พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562: “ตามคำสั่งที่ได้รับจากผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลเท่านั้น” มาตรา 40 พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562: “เว้นแต่คำสั่งนั้นขัดต่อกฎหมายหรือบทบัญญัติในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามพระราชบัญญัตินี้” มาตรา 40 พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562: “หรือบทบัญญัติในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามพระราชบัญญัตินี้”

มาตรา 40 พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562: “ดำเนินการเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตามคำสั่งที่ได้รับจากผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q92
personal_data_protection
hard
apply
Human Approved
Confidence: —%

บริษัท ค. จำกัดทำสัญญากับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ต่อมาบริษัทโต้แย้งว่าสำนักงานไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล เมื่อพิจารณาตามมาตรา 43 สถานะของสำนักงานเป็นอย่างไร

  • ก. เป็นหน่วยงานของรัฐ มีฐานะเป็นนิติบุคคล และไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ ✓
  • ข. เป็นส่วนราชการและมีฐานะเป็นนิติบุคคล
  • ค. เป็นหน่วยงานของรัฐ แต่ไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล
  • ง. เป็นรัฐวิสาหกิจและมีฐานะเป็นนิติบุคคล

Explanation: คำตอบที่ถูก: "เป็นหน่วยงานของรัฐ มีฐานะเป็นนิติบุคคล และไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ" ข้อเท็จจริงที่มีการโต้แย้งฐานะของสำนักงานต้องพิจารณาตามมาตรา 43 ซึ่งกำหนดให้สำนักงานเป็นหน่วยงานของรัฐ มีฐานะเป็นนิติบุคคล และไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เป็นส่วนราชการและมีฐานะเป็นนิติบุคคล" ผิด: มาตรา 43 ระบุว่าสำนักงานไม่เป็นส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน • "เป็นรัฐวิสาหกิจและมีฐานะเป็นนิติบุคคล" ผิด: มาตรา 43 ระบุว่าสำนักงานไม่เป็นรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณหรือกฎหมายอื่น • "เป็นหน่วยงานของรัฐ แต่ไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล" ผิด: มาตรา 43 ระบุว่าสำนักงานเป็นหน่วยงานของรัฐและมีฐานะเป็นนิติบุคคล อ้างอิงตัวบท มาตรา 43 พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562: “สำนักงานเป็นหน่วยงานของรัฐ” มาตรา 43 พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562: “มีฐานะเป็นนิติบุคคล” มาตรา 43 พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562: “และไม่เป็นส่วนราชการตามกฎหมาย” มาตรา 43 พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562: “หรือรัฐวิสาหกิจตามกฎหมาย”

มาตรา 43 พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562: “สำนักงานเป็นหน่วยงานของรัฐ”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q93
personal_data_protection
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามมาตรา 52 ต้องดำเนินการแต่งตั้งประธานกรรมการหรือกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแทนตำแหน่งที่ว่างภายในกี่วันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง

  • ก. ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง
  • ข. ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง ✓
  • ค. ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง
  • ง. ภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง" มาตรา 52 กำหนดให้ดำเนินการแต่งตั้งประธานกรรมการหรือกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแทนตำแหน่งที่ว่างภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง" ผิด: มาตรา 52 กำหนดระยะเวลาดำเนินการแต่งตั้งไว้หกสิบวัน ไม่ใช่เก้าสิบวัน • "ภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง" ผิด: มาตรา 52 ระบุให้ดำเนินการแต่งตั้งภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง ไม่ใช่หนึ่งร้อยยี่สิบวัน • "ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง" ผิด: มาตรา 52 กำหนดว่าให้ดำเนินการแต่งตั้งภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง ไม่ใช่สามสิบวัน อ้างอิงตัวบท มาตรา 52 พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562: “ให้ดำเนินการแต่งตั้งประธานกรรมการหรือกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแทนตำแหน่งที่ว่างภายใน หกสิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง”

มาตรา 52 พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562: “ให้ดำเนินการแต่งตั้งประธานกรรมการหรือกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแทนตำแหน่งที่ว่างภายใน หกสิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q94
personal_data_protection
hard
apply
Human Approved
Confidence: —%

บริษัท ค. จำกัดประสงค์จะเก็บรวบรวมข้อมูลประวัติอาชญากรรมของนาย ก. โดยนาย ก. ได้ให้ความยินยอมโดยชัดแจ้งแล้ว ตามมาตรา 26 บริษัท ค. จำกัดต้องดำเนินการอย่างไรจึงสอดคล้องกับบทบัญญัติ

  • ก. ความยินยอมโดยชัดแจ้งเพียงพอแล้ว โดยไม่ต้องดำเนินการตามเงื่อนไขอื่น
  • ข. ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย และจัดให้มีมาตรการตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการประกาศกำหนด
  • ค. ต้องกระทำภายใต้การควบคุมของหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย หรือจัดให้มีมาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการประกาศกำหนด ✓
  • ง. ห้ามเก็บรวบรวมประวัติอาชญากรรม แม้นาย ก. ให้ความยินยอมโดยชัดแจ้งแล้ว

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ต้องกระทำภายใต้การควบคุมของหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย หรือจัดให้มีมาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการประกาศกำหนด" ข้อเท็จจริงที่บริษัทจะเก็บรวบรวม “ประวัติอาชญากรรม” ทำให้ต้องใช้ข้อกำหนดเฉพาะในมาตรา 26 ซึ่งกำหนดให้กระทำภายใต้การควบคุมของหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย หรือจัดให้มีมาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการประกาศกำหนด ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ห้ามเก็บรวบรวมประวัติอาชญากรรม แม้นาย ก. ให้ความยินยอมโดยชัดแจ้งแล้ว" ผิด: มาตรา 26 ห้ามเก็บรวบรวมข้อมูลดังกล่าวเมื่อไม่ได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้ง และกำหนดเงื่อนไขเฉพาะสำหรับการเก็บรวบรวมประวัติอาชญากรรม มิได้ห้ามโดยเด็ดขาดแม้ได้รับความยินยอมแล้ว • "ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย และจัดให้มีมาตรการตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการประกาศกำหนด" ผิด: มาตรา 26 ใช้คำว่า “หรือ” จึงกำหนดเงื่อนไขเป็นทางเลือก มิได้บังคับให้ดำเนินการทั้งสองประการพร้อมกัน • "ความยินยอมโดยชัดแจ้งเพียงพอแล้ว โดยไม่ต้องดำเนินการตามเงื่อนไขอื่น" ผิด: มาตรา 26 กำหนดเฉพาะกรณีการเก็บรวบรวมประวัติอาชญากรรมว่า “ต้องกระทำ” ภายใต้การควบคุมของหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย หรือจัดให้มีมาตรการตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด อ้างอิงตัวบท มาตรา 26 พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562: “ในกรณีที่เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับประวัติอาชญากรรมต้องกระทำภายใต้การควบคุมของหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย หรือได้จัดให้มีมาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการประกาศกำหนด”

มาตรา 26 พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562: “ในกรณีที่เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับประวัติอาชญากรรมต้องกระทำภายใต้การควบคุมของหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย หรือได้จัดให้มีมาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการประกาศกำหนด”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q95
personal_data_protection
hard
apply
Human Approved
Confidence: —%

นาย ก. เคยเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่ไม่เคยเป็นข้าราชการการเมือง และพ้นจากตำแหน่งมาแล้ว 8 เดือน ตามมาตรา 59 ผลเป็นอย่างไร

  • ก. นาย ก. ไม่อยู่ในลักษณะต้องห้าม เพราะปัจจุบันพ้นจากตำแหน่งแล้ว
  • ข. นาย ก. ไม่อยู่ในลักษณะต้องห้าม เพราะพ้นจากตำแหน่งมาเกินหกเดือนแล้ว
  • ค. นาย ก. ไม่อยู่ในลักษณะต้องห้าม เพราะไม่เคยเป็นข้าราชการการเมือง
  • ง. นาย ก. ต้องห้ามมิให้เป็นเลขาธิการ เพราะพ้นจากตำแหน่งมายังไม่ถึงหนึ่งปี ✓

Explanation: คำตอบที่ถูก: "นาย ก. ต้องห้ามมิให้เป็นเลขาธิการ เพราะพ้นจากตำแหน่งมายังไม่ถึงหนึ่งปี" ข้อเท็จจริงที่นาย ก. เคยเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและพ้นจากตำแหน่งเพียง 8 เดือน ทำให้ยังไม่ได้รับข้อยกเว้นตามมาตรา 59 (5) ซึ่งกำหนดให้พ้นจากตำแหน่งมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งปี นาย ก. จึงต้องห้ามมิให้เป็นเลขาธิการ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "นาย ก. ไม่อยู่ในลักษณะต้องห้าม เพราะปัจจุบันพ้นจากตำแหน่งแล้ว" ผิด: มาตรา 59 (5) ยกเว้นลักษณะต้องห้ามเมื่อพ้นจากตำแหน่งมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งปี มิใช่เพียงพ้นจากตำแหน่งแล้ว • "นาย ก. ไม่อยู่ในลักษณะต้องห้าม เพราะไม่เคยเป็นข้าราชการการเมือง" ผิด: มาตรา 59 (5) ระบุทั้งข้าราชการการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นาย ก. จึงอยู่ในลักษณะที่มาตรานี้กำหนด • "นาย ก. ไม่อยู่ในลักษณะต้องห้าม เพราะพ้นจากตำแหน่งมาเกินหกเดือนแล้ว" ผิด: มาตรา 59 (5) กำหนดระยะเวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งปี ไม่ใช่หกเดือน อ้างอิงตัวบท มาตรา 59 พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562: “ผู้มีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ ต้องห้ามมิให้เป็นเลขาธิการ” มาตรา 59 พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562: “(5) เป็นหรือเคยเป็นข้าราชการการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น เว้นแต่จะได้พ้นจากตำแหน่งมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งปี”

มาตรา 59 พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562: “ผู้มีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ ต้องห้ามมิให้เป็นเลขาธิการ”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q96
official_information
medium
understand
Human Approved
Confidence: —%

ข้อใดอธิบายขอบเขตของความเห็นหรือคำแนะนำภายในหน่วยงานของรัฐตามมาตรา 15 (3) ได้ถูกต้อง

  • ก. อาจมีคำสั่งมิให้เปิดเผยความเห็นหรือคำแนะนำภายในได้ แต่ไม่รวมรายงานทางวิชาการ รายงานข้อเท็จจริง หรือข้อมูลที่นำมาใช้จัดทำความเห็นหรือคำแนะนำนั้น ✓
  • ข. ความเห็นหรือคำแนะนำภายในรวมถึงรายงานทางวิชาการ รายงานข้อเท็จจริง และข้อมูลที่นำมาใช้จัดทำความเห็นหรือคำแนะนำนั้น
  • ค. ความเห็นหรือคำแนะนำภายในต้องมีคำสั่งมิให้เปิดเผยทุกกรณี โดยไม่ต้องพิจารณาประโยชน์ที่เกี่ยวข้อง
  • ง. ความเห็นหรือคำแนะนำภายในต้องเปิดเผย เพราะไม่อยู่ในประเภทข้อมูลที่อาจมีคำสั่งมิให้เปิดเผย

Explanation: คำตอบที่ถูก: "อาจมีคำสั่งมิให้เปิดเผยความเห็นหรือคำแนะนำภายในได้ แต่ไม่รวมรายงานทางวิชาการ รายงานข้อเท็จจริง หรือข้อมูลที่นำมาใช้จัดทำความเห็นหรือคำแนะนำนั้น" มาตรา 15 (3) ครอบคลุมความเห็นหรือคำแนะนำภายในหน่วยงานของรัฐซึ่งอาจมีคำสั่งมิให้เปิดเผยได้ แต่ยกเว้นรายงานทางวิชาการ รายงานข้อเท็จจริง และข้อมูลข่าวสารที่นำมาใช้ในการทำความเห็นหรือคำแนะนำดังกล่าว ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ความเห็นหรือคำแนะนำภายในรวมถึงรายงานทางวิชาการ รายงานข้อเท็จจริง และข้อมูลที่นำมาใช้จัดทำความเห็นหรือคำแนะนำนั้น" ผิด: มาตรา 15 (3) ระบุว่าไม่รวมถึงรายงานทางวิชาการ รายงานข้อเท็จจริง หรือข้อมูลข่าวสารที่นำมาใช้ในการทำความเห็นหรือคำแนะนำภายใน • "ความเห็นหรือคำแนะนำภายในต้องเปิดเผย เพราะไม่อยู่ในประเภทข้อมูลที่อาจมีคำสั่งมิให้เปิดเผย" ผิด: มาตรา 15 (3) ระบุความเห็นหรือคำแนะนำภายในหน่วยงานของรัฐไว้เป็นข้อมูลประเภทที่อาจมีคำสั่งมิให้เปิดเผย • "ความเห็นหรือคำแนะนำภายในต้องมีคำสั่งมิให้เปิดเผยทุกกรณี โดยไม่ต้องพิจารณาประโยชน์ที่เกี่ยวข้อง" ผิด: มาตรา 15 ใช้คำว่า “อาจมีคำสั่งมิให้เปิดเผยก็ได้” และกำหนดให้คำนึงถึงการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ประโยชน์สาธารณะ และประโยชน์ของเอกชนที่เกี่ยวข้องประกอบกัน อ้างอิงตัวบท มาตรา 15 พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540: “ข้อมูลข่าวสารของราชการที่มีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอาจมีคำสั่งมิให้เปิดเผยก็ได้” มาตรา 15 พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540: “(3) ความเห็นหรือคำแนะนำภายในหน่วยงานของรัฐในการดำเนินการเรื่องหนึ่งเรื่องใด” มาตรา 15 พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540: “แต่ทั้งนี้ ไม่รวมถึงรายงานทางวิชาการ” มาตรา 15 พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540: “แต่ทั้งนี้ ไม่รวมถึงรายงานทางวิชาการ รายงานข้อเท็จจริง” มาตรา 15 พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540: “หรือข้อมูลข่าวสารที่นำมาใช้ในการทำความเห็นหรือคำแนะนำภายในดังกล่าว”

มาตรา 15 พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540: “ข้อมูลข่าวสารของราชการที่มีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอาจมีคำสั่งมิให้เปิดเผยก็ได้”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q97
personal_data_protection
medium
understand
Human Approved
Confidence: —%

ตามมาตรา 74 หากคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญพิจารณาหรือตรวจสอบแล้วรับฟังได้ว่า เรื่องร้องเรียนหรือการกระทำนั้นอาจไกล่เกลี่ยได้และคู่กรณีประสงค์จะให้ไกล่เกลี่ย ข้อใดอธิบายผลของบทบัญญัติได้ถูกต้อง

  • ก. ให้คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญออกคำสั่งให้แก้ไขการกระทำทันที
  • ข. ให้คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญดำเนินการไกล่เกลี่ย ✓
  • ค. ให้คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญมีคำสั่งยุติเรื่อง
  • ง. ให้คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญไม่รับเรื่องร้องเรียนไว้พิจารณา

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ให้คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญดำเนินการไกล่เกลี่ย" มาตรา 74 กำหนดว่า เมื่อรับฟังได้ว่าเรื่องร้องเรียนหรือการกระทำนั้นเป็นกรณีซึ่งอาจไกล่เกลี่ยได้และคู่กรณีประสงค์จะให้ไกล่เกลี่ย ให้คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญดำเนินการไกล่เกลี่ย ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ให้คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญไม่รับเรื่องร้องเรียนไว้พิจารณา" ผิด: มาตรา 74 ให้ไม่รับเรื่องไว้พิจารณาเฉพาะกรณีผู้ร้องเรียนไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามระเบียบ หรือเป็นเรื่องที่ระเบียบกำหนดไม่ให้รับไว้พิจารณา มิใช่ผลของกรณีที่อาจไกล่เกลี่ยได้และคู่กรณีประสงค์จะไกล่เกลี่ย • "ให้คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญมีคำสั่งยุติเรื่อง" ผิด: มาตรา 74 กำหนดให้ยุติเรื่องเมื่อรับฟังได้ว่าเรื่องร้องเรียนหรือการกระทำนั้นไม่มีมูล แต่กรณีตามคำถามอาจไกล่เกลี่ยได้และคู่กรณีประสงค์จะให้ไกล่เกลี่ย จึงต้องดำเนินการไกล่เกลี่ย • "ให้คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญออกคำสั่งให้แก้ไขการกระทำทันที" ผิด: มาตรา 74 กำหนดให้ออกคำสั่งได้เมื่อเรื่องนั้นไม่อาจไกล่เกลี่ยได้หรือไกล่เกลี่ยไม่สำเร็จ แต่กรณีตามคำถามอาจไกล่เกลี่ยได้และคู่กรณีประสงค์จะให้ไกล่เกลี่ย อ้างอิงตัวบท มาตรา 74 พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562: “ในกรณีที่คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญพิจารณาหรือตรวจสอบตามวรรคสองแล้วรับฟังได้ว่า เรื่องร้องเรียนหรือการกระทำนั้นเป็นกรณีซึ่งอาจไกล่เกลี่ยได้และคู่กรณีประสงค์จะให้ไกล่เกลี่ย ให้คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญดำเนินการไกล่เกลี่ย”

มาตรา 74 พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562: “ในกรณีที่คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญพิจารณาหรือตรวจสอบตามวรรคสองแล้วรับฟังได้ว่า เรื่องร้องเรียนหรือการกระทำนั้นเป็นกรณีซึ่งอาจไกล่เกลี่ยได้และคู่กรณีประสงค์จะให้ไกล่เกลี่ย ให้คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญดำเนินการไกล่เกลี่ย”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q98
official_information
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามมาตรา 2 พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดกี่วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา

  • ก. หกสิบวัน
  • ข. หนึ่งร้อยยี่สิบวัน
  • ค. เก้าสิบวัน ✓
  • ง. สามสิบวัน

Explanation: คำตอบที่ถูก: "เก้าสิบวัน" มาตรา 2 กำหนดให้พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "หกสิบวัน" ผิด: มาตรา 2 ระบุระยะเวลาเก้าสิบวัน มิใช่หกสิบวัน • "หนึ่งร้อยยี่สิบวัน" ผิด: มาตรา 2 กำหนดระยะเวลาเก้าสิบวัน มิใช่หนึ่งร้อยยี่สิบวัน • "สามสิบวัน" ผิด: มาตรา 2 กำหนดว่า “เมื่อพ้นกำหนดเก้าสิบวัน” มิใช่สามสิบวัน อ้างอิงตัวบท มาตรา 2 พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540: “ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดเก้าสิบวัน”

มาตรา 2 พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540: “ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดเก้าสิบวัน”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q99
official_information
easy
remember
Human Approved
Confidence: —%

ตามมาตรา 41 แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามข้อจำกัดหรือเงื่อนไขที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกำหนดตามมาตรา 20 ต้องระวางโทษอย่างไร

  • ก. จำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ✓
  • ข. จำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • ค. จำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • ง. จำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

Explanation: คำตอบที่ถูก: "จำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" มาตรา 41 กำหนดให้ผู้ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามข้อจำกัดหรือเงื่อนไขที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกำหนดตามมาตรา 20 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "จำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ผิด: มาตรา 41 กำหนดโทษปรับไม่เกินสองหมื่นบาท มิใช่ไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท • "จำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ผิด: มาตรา 41 กำหนดโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปีและปรับไม่เกินสองหมื่นบาท • "จำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ผิด: มาตรา 41 กำหนดโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี มิใช่ไม่เกินหกเดือน มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 20: “มาตรา 20 การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารใดแม้จะเข้าข่ายต้องมีความรับผิดตามกฎหมายใด ให้ถือว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ต้องรับผิดหากเป็นการกระทำโดยสุจริตในกรณีดังต่อไปนี้ (1) ข้อมูลข่าวสารตามมาตรา 15 ถ้าเจ้าหน้าที่ของรัฐได้ดำเนินการโดยถูกต้องตามระเบียบตามมาตรา 16 (2) ข้อมูลข่าวสารตามมาตรา 15 ถ้าเจ้าหน้าที่ของรัฐในระดับตามที่กำหนดในกฎกระทรวง มีคำสั่งให้เปิดเผยเป็นการทั่วไปหรือเฉพาะแก่บุคคลใดเพื่อประโยชน์อันสำคัญยิ่งกว่าที่เกี่ยวกับประโยชน์สาธารณะ หรือชีวิต ร่างกาย สุขภาพ หรือประโยชน์อื่นของบุคคล และคำสั่งนั้นได้กระทำโดยสมควรแก่เหตุ ในการนี้จะมีการกำหนดข้อจำกัดหรือเงื่อนไขในการใช้ข้อมูลข่าวสารนั้นตามความเหมาะส…” อ้างอิงตัวบท มาตรา 41 พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540: “ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี” มาตรา 41 พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540: “หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท” มาตรา 41 พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540: “หรือทั้งจำทั้งปรับ”

มาตรา 41 พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540: “ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Q100
official_information
hard
apply
Human Approved
Confidence: —%

คณะกรรมการมีกรรมการทั้งหมด 10 คน ในการประชุมครั้งหนึ่งมีกรรมการมาประชุม 6 คน แต่ประธานกรรมการไม่มาประชุม ตามมาตรา 31 ต้องดำเนินการอย่างไรเกี่ยวกับประธานในที่ประชุม

  • ก. ให้กรรมการที่มาประชุมจับสลากเลือกประธานในที่ประชุม
  • ข. ให้กรรมการที่มีอาวุโสสูงสุดเป็นประธานในที่ประชุมโดยอัตโนมัติ
  • ค. ให้เลื่อนการประชุมไปจนกว่าประธานกรรมการจะมาประชุม
  • ง. ให้กรรมการที่มาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม ✓

Explanation: คำตอบที่ถูก: "ให้กรรมการที่มาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม" กรณีนี้มีกรรมการมาประชุม 6 คนจากทั้งหมด 10 คน จึงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งและเป็นองค์ประชุม เมื่อประธานกรรมการไม่มาประชุม มาตรา 31 กำหนดให้กรรมการที่มาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ให้กรรมการที่มีอาวุโสสูงสุดเป็นประธานในที่ประชุมโดยอัตโนมัติ" ผิด: มาตรา 31 กำหนดให้กรรมการที่มาประชุมใช้วิธีเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธาน มิได้กำหนดให้พิจารณาจากอาวุโสโดยอัตโนมัติ • "ให้กรรมการที่มาประชุมจับสลากเลือกประธานในที่ประชุม" ผิด: มาตรา 31 กำหนดให้กรรมการที่มาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม ไม่ได้กำหนดให้จับสลาก • "ให้เลื่อนการประชุมไปจนกว่าประธานกรรมการจะมาประชุม" ผิด: มาตรา 31 กำหนดว่าเมื่อประธานกรรมการไม่มาประชุม ให้กรรมการที่มาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม อ้างอิงตัวบท มาตรา 31 พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540: “การประชุมของคณะกรรมการต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมดจึงจะเป็นองค์ประชุม” มาตรา 31 พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540: “ถ้าประธานกรรมการไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้กรรมการที่มาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม”

มาตรา 31 พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540: “การประชุมของคณะกรรมการต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมดจึงจะเป็นองค์ประชุม”

Question Intelligence

AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.

No analysis has been run for this version.

Real Performance

No valid finalized responses for this question version yet.

Exam Simulator

Start a snapshot-based practice or real-exam attempt.

Exam Preview

What an approved exam looks like to a test-taker.

ชุดจำลอง นักวิชาการสรรพากรปฏิบัติการ (ทดลอง)

Time limit: 150 minutes

  1. 1. ตามหลักภาษีมูลค่าเพิ่ม ข้อใดอธิบายความแตกต่างระหว่างอัตรา 0% กับการได้รับยกเว้นได้ถูกต้อง

    • ก. อัตรา 0% อยู่นอกระบบ VAT และขอคืนภาษีซื้อไม่ได้ ส่วนการยกเว้นยังอยู่ในระบบ VAT และขอคืนได้
    • ข. อัตรา 0% ยังอยู่ในระบบ VAT และขอคืนภาษีซื้อได้ ส่วนการยกเว้นอยู่นอกระบบและขอคืนไม่ได้
    • ค. ทั้งอัตรา 0% และการยกเว้นยังอยู่ในระบบ VAT โดยผู้ประกอบการมีสิทธิขอคืนภาษีซื้อได้
    • ง. ทั้งอัตรา 0% และการยกเว้นอยู่นอกระบบ VAT โดยผู้ประกอบการไม่มีสิทธิขอคืนภาษีซื้อ
  2. 2. บริษัทที่เป็นกิจการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ตามเงื่อนไขของกรมสรรพากร มีกำไรสุทธิ 2,000,000 บาท ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลเท่าใด

    • ก. 255,000 บาท
    • ข. 400,000 บาท
    • ค. 340,000 บาท
    • ง. 300,000 บาท
  3. 3. ตามหลักภาษีธุรกิจเฉพาะ ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับกิจการที่ต้องเสียภาษีและฐานที่ใช้จัดเก็บ

    • ก. การรับประกันชีวิตเสียภาษีธุรกิจเฉพาะจากรายรับหลังหักรายจ่าย
    • ข. การรับจำนำเสียภาษีมูลค่าเพิ่มแทนภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับรายรับนั้น
    • ค. การธนาคารเสียภาษีธุรกิจเฉพาะจากรายรับก่อนหักรายจ่าย
    • ง. การขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าเสียทั้งภาษีธุรกิจเฉพาะและ VAT จากรายรับ
  4. 4. ข้อใดระบุอัตราทั่วไป เกณฑ์ SME และกำหนดเวลายื่นแบบภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ถูกต้อง

    • ก. อัตราทั่วไป 20% ของกำไรสุทธิ; SME มีทุนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี; ภ.ง.ด.51 ยื่นภายใน 2 เดือน และ ภ.ง.ด.50 ยื่นภายใน 180 วัน
    • ข. อัตราทั่วไป 30% ของกำไรสุทธิ; SME มีทุนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี; ภ.ง.ด.51 ยื่นภายใน 2 เดือน และ ภ.ง.ด.50 ยื่นภายใน 150 วัน
    • ค. อัตราทั่วไป 20% ของกำไรสุทธิ; SME มีทุนชำระแล้วไม่เกิน 10 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี; ภ.ง.ด.51 ยื่นภายใน 2 เดือน และ ภ.ง.ด.50 ยื่นภายใน 150 วัน
    • ง. อัตราทั่วไป 20% ของกำไรสุทธิ; SME มีทุนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี; ภ.ง.ด.51 ยื่นภายใน 2 เดือน และ ภ.ง.ด.50 ยื่นภายใน 150 วัน
  5. 5. นาย ก. มีรายได้จริง 800,000 บาท แต่ยื่นแบบแสดงรายได้เพียง 500,000 บาทเพื่อให้เสียภาษีน้อยลง ตามหลักภาษีอากร การกระทำของนาย ก. จัดเป็นกรณีใด

    • ก. เป็นการหนีภาษีแต่ไม่ผิดกฎหมาย หากผู้เสียภาษียังคงยื่นแบบภาษีตามกำหนด
    • ข. เป็นการหลีกเลี่ยงภาษี เพราะเป็นการเลือกแจ้งรายได้เพื่อให้เสียภาษีน้อยลงโดยไม่ผิดกฎหมาย
    • ค. เป็นการหนีภาษี เพราะการแจ้งรายได้ต่ำกว่าจริงเป็นวิธีที่ผิดกฎหมาย
    • ง. เป็นการหนีภาษีและผิดกฎหมาย แต่มีโทษเฉพาะเงินเพิ่มกับเบี้ยปรับเท่านั้น
  6. 6. ข้อใดระบุอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มทั่วไป เกณฑ์รายรับที่ต้องจดทะเบียน VAT และกำหนดยื่นแบบ ภ.พ.30 ได้ถูกต้อง

    • ก. อัตรา 10% รายรับเกิน 1,800,000 บาทต่อปี และยื่นภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป
    • ข. อัตรา 7% รายรับเกิน 1,800,000 บาทต่อปี และยื่นภายในวันที่ 30 ของเดือนถัดไป
    • ค. อัตรา 7% รายรับเกิน 1,500,000 บาทต่อปี และยื่นภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป
    • ง. อัตรา 7% รายรับเกิน 1,800,000 บาทต่อปี และยื่นภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป
  7. 7. ผู้มีเงินได้สุทธิ 400,000 บาท เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 17,500 บาท อัตราภาษีเฉลี่ยของผู้นี้คือข้อใด

    • ก. 35%
    • ข. 4.38%
    • ค. 10%
    • ง. 7%
  8. 8. ข้อใดอธิบายเพดานอัตราภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างและการเพิ่มอัตราสำหรับที่ดินทิ้งร้างได้ถูกต้อง

    • ก. ที่ดินเกษตรกรรมมีเพดาน 0.15% ส่วนที่ดินว่างเปล่ามีเพดาน 1.2% และเมื่อทิ้งร้างติดต่อกัน 3 ปี ปีที่ 4 เพิ่มอีก 0.3%
    • ข. ที่ดินว่างเปล่ามีเพดาน 1.2% แต่เมื่อทิ้งร้างติดต่อกัน 3 ปี ปีที่ 4 ให้เปลี่ยนเป็นอัตรา 0.3% แทนอัตราเดิม
    • ค. ที่ดินว่างเปล่ามีเพดาน 1.2% และแม้ทิ้งร้างติดต่อกันเกิน 3 ปี ก็ไม่มีการเพิ่มอัตราภาษีเนื่องจากการทิ้งร้าง
    • ง. ที่ดินเกษตรกรรมมีเพดาน 0.3% ส่วนที่ดินว่างเปล่ามีเพดาน 1.2% และเมื่อทิ้งร้างติดต่อกัน 3 ปี ปีที่ 4 จึงเพิ่มอีก 0.3%
  9. 9. ตามหลักภาษีอากร มาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับเงินบริจาคสะท้อนวัตถุประสงค์ของการจัดเก็บภาษีข้อใด

    • ก. กระจายรายได้และลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ
    • ข. ควบคุมหรือจูงใจพฤติกรรมของผู้เสียภาษี
    • ค. ส่งเสริมการลงทุนและพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ
    • ง. หารายได้หลักให้รัฐเพื่อใช้จ่ายตามงบประมาณ
  10. 10. ตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 ข้อใดถูกต้องเกี่ยวกับสินค้าที่ผลิตในไทยซึ่งไม่นำไปเก็บในคลังสินค้าทัณฑ์บนหรือเขตปลอดอากร

    • ก. ผู้ประกอบอุตสาหกรรมเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษี ความรับผิดเกิดเมื่อนำสินค้าออกจากโรงอุตสาหกรรม และใช้ราคา ณ โรงอุตสาหกรรมไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นฐานตามมูลค่า
    • ข. ผู้ประกอบอุตสาหกรรมเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษี ความรับผิดเกิดเมื่อการผลิตสินค้าในโรงอุตสาหกรรมเสร็จสมบูรณ์ และใช้ราคาขายปลีกแนะนำไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นฐานตามมูลค่า
    • ค. ผู้ประกอบอุตสาหกรรมไม่เป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษี ความรับผิดเกิดเมื่อนำสินค้าออกจากโรงอุตสาหกรรม และใช้ราคาขายปลีกแนะนำไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นฐานตามมูลค่า
    • ง. ผู้ประกอบอุตสาหกรรมเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษี ความรับผิดเกิดเมื่อนำสินค้าออกจากโรงอุตสาหกรรม และใช้ราคาขายปลีกแนะนำไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นฐานตามมูลค่า
  11. 11. ข้อใดอธิบายผลของมาตรา 85/9 สำหรับสถานประกอบการชั่วคราวที่มีลักษณะและเงื่อนไขเป็นสถานประกอบการเฉพาะกิจตามที่อธิบดีกำหนดได้ถูกต้อง

    • ก. ไม่ให้ถือว่าอยู่ในบังคับของมาตรา 85/6 มาตรา 85/7 และมาตรา 85/8 และผู้ประกอบการจดทะเบียนไม่ต้องทำรายงาน
    • ข. ให้ถือว่าอยู่ในบังคับของมาตรา 85/6 มาตรา 85/7 และมาตรา 85/8 และผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องทำรายงานตามที่อธิบดีกำหนด
    • ค. ไม่ให้ถือว่าอยู่ในบังคับของมาตรา 85/6 มาตรา 85/7 และมาตรา 85/8 แต่ผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องทำรายงานและปฏิบัติตามที่อธิบดีกำหนด
    • ง. ไม่ให้ถือว่าอยู่ในบังคับของมาตรา 85/6 และมาตรา 85/7 แต่ยังคงอยู่ในบังคับของมาตรา 85/8
  12. 12. ข้อใดอธิบายผลของมาตรา 41 ทวิ กรณีโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์โดยไม่มีค่าตอบแทนได้ถูกต้อง

    • ก. ให้ถือว่าผู้โอนเป็นผู้มีเงินได้และต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้
    • ข. ให้ถือว่าผู้โอนเป็นผู้มีเงินได้ แต่ไม่ต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้
    • ค. ให้ถือว่าผู้โอนไม่เป็นผู้มีเงินได้และไม่ต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้
    • ง. ให้ถือว่าผู้รับโอนแทนผู้โอนเป็นผู้มีเงินได้และต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้
  13. 13. ข้อใดอธิบายผลของมาตรา 89 กรณีมิได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีหรือแบบนำส่งภาษีภายในกำหนดเวลาได้ถูกต้อง

    • ก. การไม่ยื่นแบบภายในกำหนดเวลาไม่ทำให้เกิดหน้าที่เสียเบี้ยปรับ
    • ข. ต้องเสียเบี้ยปรับอีกสองเท่าของเงินภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่งในเดือนภาษี
    • ค. ต้องเสียเบี้ยปรับอีกหนึ่งเท่าของเงินภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่งในเดือนภาษี
    • ง. ต้องเสียเบี้ยปรับอีกสองเท่าของจำนวนภาษีตามใบกำกับภาษี
  14. 14. นาย ก. สามารถแสดงใบกำกับภาษีได้ว่ามีการชำระภาษีซื้อ โดยใบกำกับภาษีมีข้อความถูกต้องและสมบูรณ์ ภาษีซื้อเกี่ยวข้องโดยตรงกับกิจการ แต่ผู้ออกใบกำกับภาษีไม่มีสิทธิออกใบกำกับภาษีตามส่วน 10 ตามประมวลรัษฎากร ภาษีซื้อนี้มีผลอย่างไร

    • ก. ให้นำภาษีซื้อมาหักในการคำนวณภาษี เพราะนาย ก. สามารถแสดงใบกำกับภาษีว่ามีการชำระภาษีซื้อ
    • ข. ให้นำภาษีซื้อมาหักในการคำนวณภาษี เพราะภาษีซื้อนั้นเกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการ
    • ค. ให้นำภาษีซื้อมาหักในการคำนวณภาษี เพราะใบกำกับภาษีมีข้อความถูกต้องและสมบูรณ์
    • ง. ไม่ให้นำภาษีซื้อมาหักในการคำนวณภาษี เพราะผู้ออกไม่มีสิทธิออกใบกำกับภาษีตามส่วน 10
  15. 15. ผู้กระทำการตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 37 แห่งประมวลรัษฎากร ต้องระวางโทษเท่าใด

    • ก. จำคุกตั้งแต่สามเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองแสนบาท
    • ข. จำคุกตั้งแต่สามเดือนถึงห้าปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองแสนบาท
    • ค. จำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองแสนบาท
    • ง. จำคุกตั้งแต่สามเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่ห้าพันบาทถึงหนึ่งแสนบาท
  16. 16. นาย ก. ไม่ใช่กรณี 18 ทวิ มีภาษีที่ต้องเสียตาม 56 ทวิ จำนวน 9,000 บาท และเลือกชำระเป็นสามงวดเท่า ๆ กัน ต่อมานาย ก. ไม่ชำระงวดที่สองภายในเวลาที่กำหนด ตามประมวลรัษฎากร ผลเป็นอย่างไร

    • ก. ยังมีสิทธิที่จะชำระภาษีเป็นรายงวดต่อไป และต้องเสียเงินเพิ่มตามมาตรา 27 สำหรับงวดที่ไม่ชำระและงวดต่อ ๆ ไป
    • ข. จะหมดสิทธิชำระภาษีเป็นรายงวดเมื่อพ้นกำหนดไปอีกสองเดือน และต้องเสียเงินเพิ่มตามมาตรา 27 สำหรับงวดที่ไม่ชำระและงวดต่อ ๆ ไป
    • ค. หมดสิทธิที่จะชำระภาษีเป็นรายงวดต่อไป และต้องเสียเงินเพิ่มตามมาตรา 27 สำหรับงวดที่ไม่ชำระและงวดต่อ ๆ ไป
    • ง. หมดสิทธิที่จะชำระภาษีเป็นรายงวดต่อไป และต้องเสียเงินเพิ่มตามมาตรา 27 เฉพาะงวดที่ไม่ชำระ โดยไม่รวมงวดต่อ ๆ ไป
  17. 17. บริษัท ค. จำกัด ซึ่งเป็นผู้ประกอบการ มีภาษีซื้อที่เกิดจากรายจ่ายเพื่อการรับรองตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด รายจ่ายดังกล่าวเกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการ ใบกำกับภาษีมีข้อความถูกต้องและสมบูรณ์ และออกโดยผู้มีสิทธิออกใบกำกับภาษี ตามประมวลรัษฎากร ภาษีซื้อนี้มีผลอย่างไร

    • ก. ให้นำภาษีซื้อนั้นมาหักในการคำนวณภาษี เพราะใบกำกับภาษีออกโดยผู้มีสิทธิออกใบกำกับภาษี
    • ข. ให้นำภาษีซื้อนั้นมาหักในการคำนวณภาษี เพราะใบกำกับภาษีมีข้อความถูกต้องและสมบูรณ์
    • ค. ให้นำภาษีซื้อนั้นมาหักในการคำนวณภาษี เพราะรายจ่ายเกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการ
    • ง. ไม่ให้นำภาษีซื้อนั้นมาหักในการคำนวณภาษี เพราะเป็นภาษีซื้อจากรายจ่ายเพื่อการรับรอง
  18. 18. ข้อใดอธิบายผลของการควบเข้ากันตามมาตรา 73 ได้ถูกต้อง

    • ก. บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใหม่ไม่มีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีแทนนิติบุคคลเดิม
    • ข. เพื่อประโยชน์ในการคำนวณภาษี ให้ถือว่าแต่ละบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ควบเข้ากันได้เลิกกัน
    • ค. เพื่อประโยชน์ในการคำนวณภาษี ให้ถือว่าแต่ละบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ควบเข้ากันยังมิได้เลิกกัน
    • ง. เพื่อประโยชน์ในการคำนวณภาษี ให้ถือว่าเฉพาะบางบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ควบเข้ากันได้เลิกกัน
  19. 19. ข้อใดกล่าวถึงหน่วยงานที่เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มเพื่อกรมสรรพากรตามมาตรา 83/10 ได้ถูกต้อง

    • ก. สินค้านำเข้าให้กรมศุลกากรเรียกเก็บ ส่วนการขายสินค้าหรือให้บริการที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิตด้วยให้กรมสรรพสามิตเรียกเก็บ
    • ข. สินค้านำเข้าและการขายสินค้าหรือให้บริการที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิตด้วยให้กรมศุลกากรเรียกเก็บ
    • ค. สินค้านำเข้าและการขายสินค้าหรือให้บริการที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิตด้วยให้กรมสรรพสามิตเรียกเก็บ
    • ง. สินค้านำเข้าให้กรมสรรพสามิตเรียกเก็บ ส่วนการขายสินค้าหรือให้บริการที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิตด้วยให้กรมศุลกากรเรียกเก็บ
  20. 20. ข้อใดอธิบายผลของการกำหนดช่วงเวลาภาษีโดยพระราชกฤษฎีกาตามมาตรา 83/1 ได้ถูกต้อง

    • ก. แต่ละช่วงเวลาภาษีมีกำหนดไม่เกินสามเดือน และให้ถือเป็นรอบระยะเวลาบัญชีสำหรับการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มของกิจการนั้น
    • ข. แต่ละช่วงเวลาภาษีมีกำหนดไม่เกินหกเดือน และให้ถือเป็นเดือนภาษีสำหรับการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มของกิจการนั้น
    • ค. แต่ละช่วงเวลาภาษีมีกำหนดไม่เกินสามเดือน และให้ถือเป็นเดือนภาษีสำหรับการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มของกิจการนั้น
    • ง. แต่ละช่วงเวลาภาษีมีกำหนดไม่เกินสามเดือน แต่ไม่ให้ถือเป็นเดือนภาษีสำหรับการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มของกิจการนั้น
  21. 21. ตามมาตรา 60 ทวิ ภาษีที่ประเมินเรียกเก็บก่อนถึงกำหนดเวลายื่นรายการ ให้ถือเป็นสิ่งใด

    • ก. ไม่ให้ถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสียภาษีในการคำนวณภาษีจากยอดเงินได้สุทธิทั้งปี
    • ข. ให้ถือเป็นเงินเพิ่มของผู้ต้องเสียภาษีในการคำนวณภาษีจากยอดเงินได้สุทธิทั้งปี
    • ค. ให้ถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสียภาษีในการคำนวณภาษีจากยอดเงินได้สุทธิครึ่งปี
    • ง. ให้ถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสียภาษีในการคำนวณภาษีจากยอดเงินได้สุทธิทั้งปี
  22. 22. บริษัท ค. จำกัด เป็นผู้มีหน้าที่หักภาษีที่คำนวณหักไว้ตามบทบัญญัติ 50 (5) และธุรกรรมนั้นมีการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ตามประมวลรัษฎากร บริษัทต้องดำเนินการอย่างไร

    • ก. ผู้มีหน้าที่หักภาษีต้องนำส่งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่จ่ายเงิน
    • ข. ผู้มีหน้าที่หักภาษีต้องนำส่งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในขณะที่มีการจดทะเบียน
    • ค. พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมต้องเป็นผู้นำส่งภาษีในขณะที่มีการจดทะเบียน
    • ง. ผู้มีหน้าที่หักภาษีต้องนำส่ง ณ ที่ว่าการอำเภอภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่จ่ายเงิน
  23. 23. บริษัท ค. จำกัด นำเงินที่ถือได้ว่าเป็นเงินกำไรจากบัญชีอื่นไปหักกลบลบหนี้กับบุคคลในต่างประเทศ โดยมิได้ขออนุญาตซื้อและโอนเงินตราต่างประเทศออกไปต่างประเทศ ข้อใดเป็นผลตามประมวลรัษฎากร

    • ก. ถือเป็นการจำหน่ายเงินกำไรออกไปจากประเทศไทย และบริษัทต้องเสียภาษีเงินได้โดยหักจากจำนวนเงินที่จำหน่ายนั้น
    • ข. ไม่ถือเป็นการจำหน่ายเงินกำไรออกไปจากประเทศไทย เพราะบริษัทมิได้ขออนุญาตซื้อและโอนเงินตราต่างประเทศ
    • ค. ถือเป็นการจำหน่ายเงินกำไรออกไปจากประเทศไทย แต่บริษัทไม่ต้องเสียภาษีเงินได้โดยหักจากจำนวนเงินที่จำหน่ายนั้น
    • ง. ไม่ถือเป็นการจำหน่ายเงินกำไรออกไปจากประเทศไทย เพราะเป็นการหักกลบลบหนี้ มิใช่การนำเงินไปชำระหนี้
  24. 24. ข้อใดอธิบายผลของมาตรา 88/2 ในกรณีตามมาตรา 88 (3) (4) หรือ (5) ได้ถูกต้อง

    • ก. เจ้าพนักงานประเมินทำได้เฉพาะแก้ไขมูลค่าของสินค้าที่ซื้อหรือค่าบริการเท่านั้น
    • ข. เจ้าพนักงานประเมินต้องปฏิบัติตาม (1) ถึง (4) ให้ครบก่อนประเมินภาษี
    • ค. เจ้าพนักงานประเมินอาจประเมินภาษีตามที่รู้เห็นหรือพิจารณาว่าถูกต้อง โดยไม่จำต้องปฏิบัติตาม (1) ถึง (4)
    • ง. เจ้าพนักงานประเมินไม่อาจประเมินภาษีตามที่รู้เห็นหรือพิจารณาว่าถูกต้อง
  25. 25. ตามมาตรา 42 ทวิ เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ (2) เมื่อหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมารวมกันแล้ว ต้องไม่เกินจำนวนเท่าใด

    • ก. 60,000 บาท
    • ข. 80,000 บาท
    • ค. 120,000 บาท
    • ง. 100,000 บาท
  26. 26. ข้อใดอธิบายอำนาจตามมาตรา 12 ตรี เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามมาตรา 12 ได้ถูกต้อง

    • ก. ผู้มีอำนาจตามมาตรา 12 หรือสรรพากรจังหวัดออกหมายเรียกได้เฉพาะผู้ต้องรับผิดชำระภาษีอากรค้าง แต่เรียกบุคคลอื่นไม่ได้
    • ข. ผู้มีอำนาจตามมาตรา 12 หรือสรรพากรจังหวัดมีอำนาจออกหมายเรียก สั่งให้นำหลักฐานมาตรวจสอบ และออกคำสั่งเป็นหนังสือให้เจ้าพนักงานสรรพากรตรวจค้นหรือยึดหลักฐาน
    • ค. อำนาจออกหมายเรียก สั่งให้นำหลักฐาน และสั่งตรวจค้นหรือยึดหลักฐานเป็นของผู้มีอำนาจตามมาตรา 12 โดยสรรพากรจังหวัดไม่มีอำนาจดังกล่าว
    • ง. ผู้มีอำนาจตามมาตรา 12 หรือสรรพากรจังหวัดต้องตรวจค้นหรือยึดหลักฐานด้วยตนเอง โดยไม่ออกคำสั่งให้เจ้าพนักงานสรรพากร
  27. 27. ข้อใดอธิบายผลของมาตรา 110 เกี่ยวกับคู่ฉบับหรือคู่ฉีกได้ถูกต้อง

    • ก. เมื่อคู่ฉบับหรือคู่ฉีกปิดแสตมป์ตามอัตราของตนแล้ว ให้ถือว่าปิดแสตมป์บริบูรณ์แม้ไม่แสดงต้นฉบับหรือพยานหลักฐาน
    • ข. การแสดงว่าต้นฉบับปิดแสตมป์บริบูรณ์ต้องนำทั้งตราสารต้นฉบับและพยานหลักฐานมาแสดงประกอบกัน
    • ค. หากไม่แสดงต้นฉบับหรือพยานหลักฐานให้พอใจว่าต้นฉบับปิดแสตมป์บริบูรณ์ จะยังไม่ถือว่าคู่ฉบับหรือคู่ฉีกปิดแสตมป์บริบูรณ์จนกว่าจะปิดแสตมป์ครบอากรสำหรับต้นฉบับและขีดฆ่า
    • ง. แม้แสดงต้นฉบับหรือพยานหลักฐานจนพอใจว่าต้นฉบับปิดแสตมป์บริบูรณ์แล้ว ก็ยังต้องปิดแสตมป์ครบอากรสำหรับต้นฉบับอีก
  28. 28. บริษัท ค. จำกัดเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ประกอบกิจการขายสินค้า และได้สินค้ามาเพื่อใช้ในกิจการ โดยไม่ปรากฏว่าเป็นกรณีจำเป็นที่อธิบดีกำหนดเป็นอย่างอื่น บริษัทต้องลงรายการในรายงานสินค้าและวัตถุดิบภายในระยะเวลาใด และนับแต่เมื่อใด ตามประมวลรัษฎากร

    • ก. ภายในสามวันทำการนับแต่วันที่ได้มาซึ่งสินค้านั้น
    • ข. ไม่มีกำหนดระยะเวลาแน่นอน โดยลงตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีกำหนด
    • ค. ภายในสามวันทำการนับแต่วันสิ้นเดือนที่ได้มาซึ่งสินค้านั้น
    • ง. ภายในเจ็ดวันทำการนับแต่วันที่ได้มาซึ่งสินค้านั้น
  29. 29. บริษัท ค. จำกัดเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษี เดือนภาษีนี้ไม่มีรายรับ และมิได้ประกอบกิจการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร โดยอธิบดีมิได้กำหนดกำหนดเวลาไว้เป็นอย่างอื่น บริษัทต้องยื่นแบบและชำระภาษีถ้ามีเมื่อใด

    • ก. ภายในวันสุดท้ายของเดือนถัดไป พร้อมกับชำระภาษีถ้ามี
    • ข. ในขณะจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม พร้อมกับชำระภาษีถ้ามี
    • ค. ไม่ต้องยื่นแบบสำหรับเดือนนั้น เพราะเดือนภาษีนี้ไม่มีรายรับ
    • ง. ภายในวันที่สิบห้าของเดือนถัดไป พร้อมกับชำระภาษีถ้ามี
  30. 30. บริษัท ค. จำกัดเป็นผู้ประกอบการ และกรณีนี้ไม่อยู่ภายใต้บทบัญญัติที่ให้ใช้บังคับก่อน ในเดือนภาษีหนึ่งบริษัทมีภาษีขาย 50,000 บาท และภาษีซื้อ 80,000 บาท โดยได้นำภาษีซื้อดังกล่าวมาหักในการคำนวณภาษีของเดือนนั้นแล้ว ตามประมวลรัษฎากร ผลเป็นอย่างไร

    • ก. ให้บริษัทนำภาษีซื้อไปหักในเดือนภาษีหลังจากนั้นได้ ภายในสามปีนับจากวันที่ออกใบกำกับภาษี
    • ข. ให้เป็นเครดิตภาษี และบริษัทมีสิทธิได้รับคืนภาษีหรือนำไปชำระภาษีมูลค่าเพิ่มได้ตามส่วน 8
    • ค. ให้เป็นเครดิตภาษี แต่บริษัทมีสิทธิได้รับคืนภาษีเท่านั้น โดยนำไปชำระภาษีมูลค่าเพิ่มไม่ได้
    • ง. ให้บริษัทชำระภาษีเท่ากับส่วนต่าง และไม่มีเครดิตภาษีสำหรับเดือนภาษีนั้น
  31. 31. ข้อใดอธิบายหน้าที่ลงลายมือชื่อในรายการ รายงาน หรือเอกสารอื่นที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลต้องทำยื่นตามมาตรา 7 ได้ถูกต้อง

    • ก. ให้กรรมการ ผู้เป็นหุ้นส่วน หรือผู้จัดการเป็นผู้ลงลายมือชื่อ
    • ข. ไม่ต้องมีผู้ลงลายมือชื่อในรายการ รายงาน หรือเอกสารอื่น
    • ค. ให้กรรมการ ผู้เป็นหุ้นส่วน และผู้จัดการร่วมกันลงลายมือชื่อ
    • ง. ให้กรรมการเป็นผู้ลงลายมือชื่อเพียงผู้เดียว
  32. 32. นาย ก. มีเงินได้พึงประเมินประเภทที่ไม่ต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายจำนวน 15,000 บาท ก่อนถึงกำหนดเวลายื่นรายการ นาย ก. ได้ชำระภาษีต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอ พร้อมยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนด ภาษีที่ชำระดังกล่าวมีผลอย่างไรในการคำนวณภาษีตามประมวลรัษฎากร

    • ก. ให้คืนแก่ผู้ต้องเสียภาษีทันทีโดยไม่นำไปคำนวณภาษี
    • ข. ให้ถือเป็นภาษีสุดท้ายโดยไม่ต้องนำไปคำนวณภาษีอีก
    • ค. ให้ถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสียภาษีในการคำนวณภาษี
    • ง. ให้ตัดออกจากการคำนวณภาษีโดยไม่ถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสียภาษี
  33. 33. ข้อใดกล่าวถึงกรณีที่อยู่ในความหมายของ “ใบรับ” ตามมาตรา 103 ได้ถูกต้อง

    • ก. บันทึกหรือหนังสือที่เป็นหลักฐานการรับชำระเงินต้องมีลายมือชื่อจึงเป็นใบรับ
    • ข. บันทึกหรือหนังสือที่เป็นหลักฐานว่าหนี้หรือสิทธิเรียกร้องได้ชำระหรือปลดให้แล้ว แม้ไม่มีลายมือชื่อ
    • ค. ใบรับหมายถึงการลงลายมือชื่อตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
    • ง. ใบรับหมายถึงเอกสารที่ต้องเสียอากรตามหมวดนี้
  34. 34. ข้อใดถูกต้องเกี่ยวกับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ตามมาตรา 34 แห่งประมวลรัษฎากร

    • ก. ให้ทำเป็นหนังสือแต่ไม่ต้องส่งไปยังผู้อุทธรณ์
    • ข. ไม่ต้องทำเป็นหนังสือและไม่ต้องส่งไปยังผู้อุทธรณ์
    • ค. ให้ทำด้วยวาจาและให้ส่งไปยังผู้อุทธรณ์
    • ง. ให้ทำเป็นหนังสือและให้ส่งไปยังผู้อุทธรณ์
  35. 35. ข้อใดอธิบายอำนาจในการออกหมายเรียกเพื่อวินิจฉัยอุทธรณ์และระยะเวลาแจ้งล่วงหน้าตามมาตรา 32 ได้ถูกต้อง

    • ก. ออกหมายเรียกผู้อุทธรณ์มาไต่สวนหรือพยานได้ และสั่งให้นำสมุดบัญชีหรือพยานหลักฐานมาแสดงได้ โดยต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสิบห้าวันนับแต่วันส่งหมาย
    • ข. ออกหมายเรียกผู้อุทธรณ์มาไต่สวนหรือพยานได้ และสั่งให้นำสมุดบัญชีหรือพยานหลักฐานมาแสดงได้ โดยต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสิบวันนับแต่วันส่งหมาย
    • ค. ออกหมายเรียกผู้อุทธรณ์มาไต่สวนหรือพยานได้ แต่สั่งให้นำสมุดบัญชีหรือพยานหลักฐานมาแสดงไม่ได้ โดยต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสิบห้าวันนับแต่วันส่งหมาย
    • ง. ออกหมายเรียกผู้อุทธรณ์มาไต่สวนได้ แต่ไม่มีอำนาจออกหมายเรียกพยาน โดยต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสิบห้าวันนับแต่วันส่งหมาย
  36. 36. ตามมาตรา 105 จัตวา ผู้ขายต้องเก็บสำเนาใบส่งของไว้เป็นเวลาเท่าใด

    • ก. ไม่น้อยกว่าเจ็ดปี นับแต่วันที่ออกใบส่งของ
    • ข. ไม่น้อยกว่าสิบปี นับแต่วันที่ออกใบส่งของ
    • ค. ไม่น้อยกว่าห้าปี นับแต่วันที่ออกใบส่งของ
    • ง. ไม่น้อยกว่าสามปี นับแต่วันที่ออกใบส่งของ
  37. 37. นาย ก. เป็นผู้ต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติแห่งส่วนนี้จำนวน 9,000 บาท โดยไม่เข้ากรณียกเว้นตาม 18 ทวิ และภาษีนี้ไม่ได้ต้องเสียตาม 56 ทวิหรือ 57 จัตวา นาย ก. ได้รับแจ้งจำนวนภาษีที่ประเมินและประสงค์ชำระเป็นสามงวดเท่า ๆ กัน งวดที่หนึ่งต้องชำระภายในระยะใดตามประมวลรัษฎากร

    • ก. ภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจำนวนภาษีที่ประเมิน
    • ข. ภายในสามสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งจำนวนภาษีที่ประเมิน
    • ค. ภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันสุดท้ายที่ต้องชำระงวดที่หนึ่ง
    • ง. ตามกำหนดชำระที่ใช้แก่กรณีตาม 56 ทวิหรือ 57 จัตวา
  38. 38. เทศบาล ก. จ่ายเงินได้พึงประเมินให้บริษัท ค. จำกัด ข้อใดเป็นการดำเนินการที่ถูกต้องตามประมวลรัษฎากร

    • ก. เทศบาล ก. ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 3
    • ข. บริษัท ค. จำกัดต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 1
    • ค. เทศบาล ก. ไม่ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายจากเงินครั้งนี้
    • ง. เทศบาล ก. ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 1
  39. 39. ผู้ใดโดยเจตนาไม่ยื่นรายการที่ต้องยื่นตามลักษณะนี้เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินกี่ปีตามมาตรา 37 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร

    • ก. จำคุกไม่เกินหนึ่งปี
    • ข. จำคุกไม่เกินสามปี
    • ค. จำคุกไม่เกินสองปี
    • ง. จำคุกไม่เกินห้าปี
  40. 40. ข้อใดอธิบายหลักความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการให้บริการตามมาตรา 78/1 (1) ได้ถูกต้อง

    • ก. การออกใบกำกับภาษีก่อนได้รับชำระราคาไม่ทำให้เกิดความรับผิดจนกว่าจะได้รับชำระราคาค่าบริการ
    • ข. ความรับผิดทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อให้บริการเสร็จสิ้น แม้ยังไม่ได้รับชำระราคาค่าบริการ
    • ค. ความรับผิดทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อได้รับชำระราคาค่าบริการ แต่หากออกใบกำกับภาษีหรือใช้บริการก่อน ให้ความรับผิดเกิดขึ้นตามส่วนของการกระทำนั้น
    • ง. การใช้บริการก่อนได้รับชำระราคาทำให้ความรับผิดทั้งหมดเกิดขึ้นทันทีโดยไม่แบ่งตามส่วน
  41. 41. ข้อใดอธิบายหลักการตีราคาทรัพย์สินกรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลควบเข้ากันได้ถูกต้องตามมาตรา 74

    • ก. ตีทรัพย์สินตามราคาบัญชีในวันที่ควบเข้ากัน และบริษัทใหม่ถือราคาตลาดเพื่อคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิ
    • ข. ตีทรัพย์สินตามราคาตลาดในวันที่ควบเข้ากัน และบริษัทเดิมถือราคาดังกล่าวเป็นรายได้หรือรายจ่าย
    • ค. ตีทรัพย์สินตามราคาตลาดในวันเลิก และบริษัทใหม่ถือราคาตามบัญชีเดิมเพื่อคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิ
    • ง. ตีทรัพย์สินตามราคาตลาดในวันที่ควบเข้ากัน แต่บริษัทใหม่ถือราคาตามบัญชีเดิมเพื่อคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิ
  42. 42. บริษัท ค. จำกัดเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ประกอบกิจการให้บริการเท่านั้นและไม่ได้ประกอบกิจการขายสินค้า บริษัทต้องจัดทำรายงานใดเกี่ยวกับการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม

    • ก. ต้องจัดทำเฉพาะรายงานภาษีขาย โดยไม่ต้องจัดทำรายงานภาษีซื้อ
    • ข. ต้องจัดทำรายงานภาษีขายและรายงานภาษีซื้อ โดยไม่รวมรายงานสินค้าและวัตถุดิบ
    • ค. ต้องจัดทำรายงานภาษีขาย รายงานภาษีซื้อ และรายงานสินค้าและวัตถุดิบ
    • ง. ต้องจัดทำเฉพาะรายงานภาษีซื้อ โดยไม่ต้องจัดทำรายงานภาษีขาย
  43. 43. บริษัท ค. จำกัดตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ มีนาย ก. ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาเป็นลูกจ้างประกอบกิจการในประเทศไทย การทำงานของนาย ก. เป็นเหตุให้บริษัทได้รับเงินได้ในประเทศไทย และนาย ก. สามารถคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีได้ ข้อใดเป็นผลตามประมวลรัษฎากร

    • ก. ให้ถือว่าบริษัท ค. จำกัดประกอบกิจการในประเทศไทย แต่ไม่ถือว่านาย ก. เป็นตัวแทนเพราะเป็นบุคคลธรรมดา
    • ข. ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการประเมินภาษีตามมาตรา 71 (1) มาใช้โดยอนุโลม แม้นาย ก. คำนวณกำไรสุทธิได้
    • ค. ให้ถือว่าบริษัท ค. จำกัดประกอบกิจการในประเทศไทย และให้นาย ก. เป็นตัวแทนของบริษัท
    • ง. ไม่ถือว่าบริษัท ค. จำกัดประกอบกิจการในประเทศไทย แม้นาย ก. ทำให้บริษัทได้รับเงินได้ในประเทศไทย
  44. 44. ตามมาตรา 11 ทวิ ผู้เสียภาษีอากรที่ต้องการขอใบแทนใบเสร็จต้องขอรับ ณ ที่ใด และเสียค่าธรรมเนียมเท่าใด

    • ก. ขอรับได้ ณ ที่ว่าการอำเภอ โดยเสียค่าธรรมเนียมฉบับละ 50 สตางค์
    • ข. ขอรับได้ ณ ที่ว่าการอำเภอ โดยไม่เสียค่าธรรมเนียม
    • ค. ขอรับได้ ณ ที่ว่าการอำเภอ โดยเสียค่าธรรมเนียมฉบับละ 1 บาท
    • ง. ขอรับได้ ณ สำนักงานสรรพากรพื้นที่ โดยเสียค่าธรรมเนียมฉบับละ 50 สตางค์
  45. 45. บริษัท ค. จำกัดเป็นบริษัทจดทะเบียน และรอบระยะเวลาบัญชีนี้มีระยะเวลาสิบสองเดือน ตามประมวลรัษฎากร บริษัท ค. จำกัดต้องคำนวณและชำระภาษีสำหรับรอบระยะเวลาหกเดือนอย่างไร

    • ก. ไม่ต้องยื่นรายการและชำระภาษีก่อนกำหนด เพราะความในวรรคหนึ่งไม่ใช้บังคับแก่รอบระยะเวลาบัญชีที่มีระยะเวลาสิบสองเดือน
    • ข. ให้จัดทำประมาณการกำไรสุทธิทั้งรอบระยะเวลาบัญชี แล้วคำนวณและชำระภาษีจากจำนวนกึ่งหนึ่งของประมาณการกำไรสุทธินั้น
    • ค. ให้คำนวณและชำระภาษีจากกำไรสุทธิของรอบระยะเวลาสิบสองเดือนนับแต่วันแรกของรอบระยะเวลาบัญชี ตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี
    • ง. ให้คำนวณและชำระภาษีจากกำไรสุทธิของรอบระยะเวลาหกเดือนนับแต่วันแรกของรอบระยะเวลาบัญชี ตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี
  46. 46. ผู้ใดโดยรู้อยู่แล้วหรือจงใจไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกหรือคำสั่งที่ระบุไว้ในมาตรา 36 แห่งประมวลรัษฎากร ต้องระวางโทษอย่างไร

    • ก. จำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
    • ข. จำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
    • ค. จำคุกไม่เกินสองเดือน หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
    • ง. จำคุกไม่เกินหนึ่งเดือนและปรับไม่เกินสองพันบาทในทุกกรณี
  47. 47. ตามมาตรา 46 เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) ยอมให้หักค่าใช้จ่ายได้ตามที่กำหนดโดยกฎหมายใด

    • ก. ประกาศกระทรวงการคลัง
    • ข. กฎกระทรวง
    • ค. พระราชกฤษฎีกา
    • ง. พระราชบัญญัติ
  48. 48. ตราสารที่ต้องเสียอากรฉบับหนึ่งทำขึ้นนอกสยาม นาย ก. เป็นผู้ทรงตราสารคนแรกในสยาม ต่อมานาง ข. ได้ตราสารมาไว้ในครอบครองก่อนพ้นกำหนดสามสิบวันนับแต่วันที่นาย ก. ได้รับตราสาร ตามประมวลรัษฎากร ข้อใดถูกต้อง

    • ก. นาย ก. ต้องปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับตราสาร
    • ข. นาย ก. ต้องปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าเมื่อพ้นสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับตราสาร
    • ค. นาง ข. ต้องปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าภายในสามสิบวันนับแต่วันที่นาย ก. ได้รับตราสาร
    • ง. นาย ก. ต้องปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับตราสาร แต่ไม่ต้องขีดฆ่า
  49. 49. ตามมาตรา 85/6 ผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องแจ้งการเปลี่ยนแปลงรายการที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มในสาระสำคัญภายในกี่วันนับจากวันที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น

    • ก. ภายในหกสิบวัน
    • ข. ภายในสามสิบวัน
    • ค. ภายในเจ็ดวัน
    • ง. ภายในสิบห้าวัน
  50. 50. บริษัท ก. จำกัด จ่ายเงินได้พึงประเมินประเภท (3) จากประเทศไทยให้บริษัท ค. ซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศและมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย โดยเงินได้นี้มิใช่ดอกเบี้ยจากรัฐบาลหรือสถาบันการเงินตามกรณียกเว้น ตามประมวลรัษฎากร บริษัท ก. จำกัดต้องนำส่งภาษีภายในกำหนดใด

    • ก. ภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่จ่ายเงินได้พึงประเมินนั้น
    • ข. ภายในเจ็ดวันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้พึงประเมินนั้น
    • ค. ไม่ต้องนำส่งภาษี เพราะผู้รับเงินมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย
    • ง. ภายในสิบห้าวันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้พึงประเมินนั้น
  51. 51. ตามมาตรา 12 ตรี การดำเนินการตาม (1) หรือ (2) ต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่ากี่วันนับแต่วันได้รับหมายเรียกหรือคำสั่ง

    • ก. ไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน
    • ข. ไม่น้อยกว่าสามวัน
    • ค. ไม่น้อยกว่าห้าวัน
    • ง. ไม่น้อยกว่าสิบห้าวัน
  52. 52. บริษัท ค. จำกัดมีหน้าที่หักภาษีตามกรณี 50 (1) และได้จ่ายเงินแล้ว แต่ไม่ได้หักภาษีไว้ บริษัทต้องปฏิบัติอย่างไรตามประมวลรัษฎากร

    • ก. ต้องนำเงินภาษีที่มีหน้าที่ต้องหักส่งต่อพนักงานผู้รับจดทะเบียนในขณะที่มีการจดทะเบียน
    • ข. ไม่ต้องนำเงินภาษีไปส่ง ณ ที่ว่าการอำเภอ เพราะไม่ได้หักภาษีไว้ในวันที่จ่ายเงิน
    • ค. ต้องนำเงินภาษีที่มีหน้าที่ต้องหักไปส่ง ณ ที่ว่าการอำเภอภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่จ่ายเงิน
    • ง. ต้องนำเงินภาษีที่มีหน้าที่ต้องหักไปส่ง ณ ที่ว่าการอำเภอภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่จ่ายเงิน
  53. 53. ตามมาตรา 35 ตรี ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา 71 ตรี หรือยื่นรายงาน เอกสาร หรือหลักฐานโดยแสดงข้อมูลไม่ถูกต้องครบถ้วนโดยไม่มีเหตุอันสมควร ต้องระวางโทษอย่างไร

    • ก. ปรับไม่เกินสามแสนบาท
    • ข. ปรับไม่เกินสองแสนบาท
    • ค. ปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท
    • ง. ปรับไม่เกินห้าแสนบาท
  54. 54. บริษัท ค. จำกัดเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ได้ขายสินค้าและนำภาษีขายไปรวมคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว ต่อมาพบว่าส่งสินค้าเกินกว่าจำนวนที่ตกลงกัน จึงเพิ่มราคาสินค้าและออกใบเพิ่มหนี้ให้ผู้ซื้อ บริษัท ค. จำกัดต้องปฏิบัติอย่างไร

    • ก. นำภาษีขายจากมูลค่าสินค้าที่เพิ่มขึ้นมารวมคำนวณ โดยถือเป็นภาษีขายในเดือนภาษีที่ขายสินค้าเดิม
    • ข. ไม่ต้องนำภาษีขายจากมูลค่าสินค้าที่เพิ่มขึ้นมารวมคำนวณ เพราะเคยนำภาษีขายมาคำนวณแล้ว
    • ค. นำภาษีมูลค่าเพิ่มตามใบเพิ่มหนี้มาหักออก โดยถือเป็นภาษีซื้อในเดือนภาษีที่ออกใบเพิ่มหนี้
    • ง. นำภาษีขายจากมูลค่าสินค้าที่เพิ่มขึ้นมารวมคำนวณ โดยถือเป็นภาษีขายในเดือนภาษีที่ออกใบเพิ่มหนี้
  55. 55. บริษัท ค. จำกัด ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ มิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย และได้รับเงินได้พึงประเมินที่เป็นดอกเบี้ยจากรัฐบาล ข้อใดเป็นผลตามประมวลรัษฎากร

    • ก. ให้นำความในวรรคหนึ่งมาใช้บังคับ โดยผู้จ่ายต้องหักภาษีจากดอกเบี้ยดังกล่าว
    • ข. บริษัทต้องเสียภาษีจากดอกเบี้ยดังกล่าว แต่ผู้จ่ายไม่ต้องหักภาษีจากเงินได้
    • ค. มิให้นำความในวรรคหนึ่งมาใช้บังคับแก่ดอกเบี้ยที่บริษัทได้รับจากรัฐบาล
    • ง. ผู้จ่ายต้องหักภาษีจากดอกเบี้ยดังกล่าว แต่นำส่งโดยไม่ต้องยื่นรายการ
  56. 56. ตามมาตรา 9 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร เว้นแต่จะมีบทบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น หากต้องตีราคาทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดเป็นเงิน ให้ถือราคาในวันใด

    • ก. วันที่ได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้น
    • ข. วันสิ้นปีที่ได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้น
    • ค. วันสิ้นเดือนที่ได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้น
    • ง. วันก่อนวันที่ได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้น
  57. 57. ตามมาตรา 52 ทวิ ผู้มีเงินได้พึงประเมินประเภทที่ไม่ต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย ต้องมีเงินได้พึงประเมินตั้งแต่เท่าใดขึ้นไป จึงจะนำภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 ไปชำระก่อนถึงกำหนดเวลายื่นรายการได้

    • ก. ตั้งแต่ 50,000 บาทขึ้นไป
    • ข. ตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป
    • ค. ตั้งแต่ 20,000 บาทขึ้นไป
    • ง. ตั้งแต่ 5,000 บาทขึ้นไป
  58. 58. ตราสารที่ต้องเสียอากรฉบับหนึ่งทำขึ้นนอกสยาม วันนี้นาย ก. เป็นผู้ทรงตราสารคนแรกในสยามและได้รับตราสารนั้น นาย ก. ต้องปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าภายในกำหนดใด

    • ก. ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับตราสารนั้น
    • ข. ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ตราสารได้ทำขึ้นนอกสยาม
    • ค. ก่อนยื่นตราสารเพื่อให้จ่ายเงิน โดยไม่ต้องนับจากวันที่ได้รับตราสาร
    • ง. ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับตราสารนั้น
  59. 59. ตามมาตรา 88/4 เจ้าพนักงานประเมินจะต้องให้เวลาล่วงหน้าแก่บุคคลที่ได้รับหมายเรียกหรือคำสั่งไม่น้อยกว่าเท่าใด

    • ก. ไม่น้อยกว่าเจ็ดวันนับแต่วันได้รับหมายเรียกหรือได้รับคำสั่ง
    • ข. ไม่น้อยกว่าสิบห้าวันนับแต่วันได้รับหมายเรียกหรือได้รับคำสั่ง
    • ค. ไม่น้อยกว่าสิบวันนับแต่วันได้รับหมายเรียกหรือได้รับคำสั่ง
    • ง. ไม่น้อยกว่าสามวันนับแต่วันได้รับหมายเรียกหรือได้รับคำสั่ง
  60. 60. ข้อใดเป็นสินค้าที่อยู่ในความหมายของคำว่า “ผลิตภัณฑ์น้ำมัน” ตามมาตรา 79/6

    • ก. ก๊าซปิโตรเลียมเหลวที่หน่วยงานอื่นได้กำหนดราคาขายปลีกไว้
    • ข. น้ำมันดีเซลที่คณะกรรมการกลางกำหนดราคาสินค้าและป้องกันการผูกขาดไม่ได้กำหนดราคาขายปลีกไว้
    • ค. น้ำมันดีเซลที่คณะกรรมการกลางกำหนดราคาสินค้าและป้องกันการผูกขาดได้กำหนดราคาขายปลีกไว้
    • ง. น้ำมันเบนซินที่คณะกรรมการกลางกำหนดราคาสินค้าและป้องกันการผูกขาดได้กำหนดเฉพาะราคาขายส่งไว้
  61. 61. ตามประวัติกรมสรรพากร ตราพระอุเทนทราธิราชนั่งดีดพิณสามสายมีดอกสี่กลีบ (ประจำยาม) คั่นระหว่างอักษรภาษาไทยและภาษาอังกฤษข้างละกี่ดอก

    • ก. ข้างละ 2 ดอก
    • ข. ข้างละ 4 ดอก
    • ค. ข้างละ 1 ดอก
    • ง. ข้างละ 3 ดอก
  62. 62. ข้อใดอธิบายความหมายของข้อความเรื่องการส่งคืนตราพระราชทานได้ถูกต้อง

    • ก. ตราประจำตัวต้องส่งคืนเมื่อไม่มีตัวผู้รับ ส่วนตราประจำตำแหน่งไม่ต้องส่งคืน
    • ข. ตราประจำตัวต้องส่งคืนเมื่อไม่มีตัวผู้รับ และตราประจำตำแหน่งก็ต้องส่งคืนเช่นกัน
    • ค. ตราประจำตัวและตราประจำตำแหน่งไม่ต้องส่งคืน เพราะเป็นตราที่พระราชทานแล้ว
    • ง. ตราประจำตัวตกทอดแก่ทายาทเมื่อไม่มีตัวผู้รับ ส่วนตราประจำตำแหน่งต้องส่งคืน
  63. 63. ตามประวัติกรมสรรพากร กรมสรรพากรย้ายเข้าทำงานในอาคารที่ทำการของตนเองตั้งแต่วันใด

    • ก. วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2540
    • ข. วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2539
    • ค. วันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2540
    • ง. วันที่ 31 เมษายน พ.ศ. 2540
  64. 64. ในสมัยกรุงสุโขทัย มีการเก็บจังกอบในอัตราเท่าใด

    • ก. อัตรา 100 ชัก 1
    • ข. อัตรา 20 ชัก 1
    • ค. อัตรา 10 ชัก 1
    • ง. อัตรา 10 ชัก 2
  65. 65. ตามประวัติกรมสรรพากร สงครามมหาเอเชียบูรพาเกิดขึ้นเมื่อใด

    • ก. วันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2486
    • ข. วันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2485
    • ค. วันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2482
    • ง. วันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2481
  66. 66. ตามประวัติกรมสรรพากร พระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรเป็นครั้งแรกกำหนดให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันใด

    • ก. วันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2481
    • ข. วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2481
    • ค. วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2482
    • ง. วันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2482
  67. 67. ข้อใดอธิบายสาระสำคัญของการรวมกรมสรรพากรนอกกับกรมสรรพากรในได้ถูกต้อง

    • ก. ย้ายทั้งสองกรมมาสังกัดกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ แล้วรวมเป็นกรมสรรพากรเพื่อให้การตรวจตราและจัดการเกิดประโยชน์ยิ่งขึ้น
    • ข. ย้ายทั้งสองกรมมาสังกัดกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ แต่ยังคงแยกเป็นสองกรมตามเดิม
    • ค. ย้ายทั้งสองกรมมาสังกัดกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ และรวมเป็นกรมสรรพากรตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2457
    • ง. รวมทั้งสองกรมเป็นกรมสรรพากร แล้วให้สังกัดกระทรวงมหาดไทยเพราะเป็นงานปกครองท้องที่
  68. 68. ข้อใดอธิบายภารกิจของกรมสรรพากรตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมสรรพากร ได้ถูกต้อง

    • ก. มุ่งใช้นโยบายภาษีโดยไม่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม
    • ข. มุ่งให้ได้ภาษีตามเป้าหมายโดยไม่ต้องคำนึงถึงความทั่วถึงและเป็นธรรม
    • ค. มุ่งให้เกิดการเสียภาษีโดยไม่คำนึงถึงความสมัครใจของผู้เสียภาษี
    • ง. มุ่งให้ได้ภาษีตามเป้าหมายอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม และให้เกิดความสมัครใจในการเสียภาษี
  69. 69. ตามสนธิสัญญาทางพระราชไมตรีในสมัยรัชกาลที่ 4 กำหนดให้เก็บภาษีขาเข้าในอัตราเท่าใด

    • ก. ร้อยละ 3 ของสินค้า
    • ข. ร้อยละ 10 ของสินค้า
    • ค. ร้อยละ 2 ของสินค้า
    • ง. ร้อยละ 5 ของสินค้า
  70. 70. นับตั้งแต่การก่อตั้งกรมสรรพากรจนถึงปัจจุบัน มีอธิบดีเข้ามาบริหารงานกรมสรรพากรจำนวนกี่ท่าน

    • ก. 27 ท่าน
    • ข. 30 ท่าน
    • ค. 29 ท่าน
    • ง. 28 ท่าน
  71. 71. เครื่องจำหน่ายตั๋วเข้าชมการแข่งม้ายี่ห้อ NCR เริ่มนำมาใช้ครั้งแรกเมื่อใด

    • ก. วันที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2510
    • ข. วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2510
    • ค. วันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2514
    • ง. วันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2510
  72. 72. ข้อใดอธิบายความหมายของ D – Development ในค่านิยม I AM RD ได้ถูกต้อง

    • ก. มีความเป็นมืออาชีพ สั่งสมความรู้และความเชี่ยวชาญในงานที่รับผิดชอบ
    • ข. พัฒนาและคิดค้นนวัตกรรมใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพงานและบริการให้ผู้เสียภาษีพึงพอใจ
    • ค. มีจริยธรรมและจรรยาบรรณ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต
    • ง. มีความรับผิดชอบ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความขยันหมั่นเพียร มุ่งมั่นและกระตือรือร้น
  73. 73. กรมสรรพากรต้องวางกรอบตัวเลขการจัดเก็บและการคืนภาษีอากรล่วงหน้า และต้องตรวจสอบภายหลังว่าผลการจัดเก็บเป็นไปตามกรอบดังกล่าวหรือไม่ กองวิชาการแผนภาษีต้องดำเนินการอย่างไรตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมสรรพากร

    • ก. ติดตามประเมินผลการจัดเก็บภาษีอากรให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลแทนประมาณการที่กำหนดไว้
    • ข. จัดทำประมาณการจัดเก็บและคืนภาษีอากร พร้อมทั้งติดตามประเมินผลการจัดเก็บภาษีอากรให้สอดคล้องกับประมาณการที่ได้กำหนดไว้
    • ค. จัดทำประมาณการเฉพาะการจัดเก็บภาษีอากร โดยไม่ต้องประมาณการคืนภาษีอากร
    • ง. จัดทำประมาณการจัดเก็บและคืนภาษีอากร โดยไม่ต้องติดตามประเมินผลการจัดเก็บภาษีอากร
  74. 74. หน่วยงานหนึ่งของกรมสรรพากรซึ่งปฏิบัติงานด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ประสบปัญหาเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและขอความช่วยเหลือจากกองเทคโนโลยีสารสนเทศ ตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมสรรพากร กองเทคโนโลยีสารสนเทศต้องดำเนินการอย่างไร

    • ก. ไม่ให้การสนับสนุนทางวิชาการเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศแก่หน่วยงานนั้น
    • ข. ให้การสนับสนุนทางวิชาการเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศแก่ประชาชนแทนหน่วยงานนั้น
    • ค. ให้การสนับสนุนทางวิชาการเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศแก่หน่วยงานนั้น
    • ง. ให้การสนับสนุนด้านงบประมาณแก่หน่วยงานนั้นแทนการสนับสนุนทางวิชาการ
  75. 75. กรมสรรพากรนอกแบ่งส่วนราชการออกเป็นกี่แผนก

    • ก. 5 แผนก
    • ข. 7 แผนก
    • ค. 8 แผนก
    • ง. 6 แผนก
  76. 76. ตามคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีที่แถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 รัฐบาลกำหนดทิศทางของระบบทหารอาสาและการปฏิรูประบบเกณฑ์ทหารไว้อย่างไร

    • ก. พัฒนาระบบทหารอาสา และปรับระบบเกณฑ์ทหารไปสู่ระบบสมัครใจในระยะยาว
    • ข. จำกัดการรับราชการทหารไว้เฉพาะระบบเกณฑ์ทหารแบบบังคับในระยะยาว
    • ค. ยุติระบบทหารอาสา และคงระบบเกณฑ์ทหารแบบบังคับไว้ในระยะยาว
    • ง. พัฒนาระบบทหารอาสา แต่คงระบบเกณฑ์ทหารแบบบังคับไว้ในระยะยาว
  77. 77. ในเดือน ส.ค. 2569 ข้อใดระบุคณะกรรมการและมติเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยนโยบายได้ถูกต้อง

    • ก. กนง. มีมติเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.25% ต่อปี
    • ข. กนง. มีมติเอกฉันท์ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเป็น 1.00% ต่อปี
    • ค. กนง. มีมติเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ต่อปี
    • ง. กนง. มีมติไม่เป็นเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ต่อปี
  78. 78. ตามคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีที่แถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 ข้อใดสรุปจุดมุ่งหมายของการปฏิรูประบบราชการควบคู่กับการเสริมสร้างวินัยทางการเงินและการคลังได้ถูกต้อง

    • ก. ลดขนาดภาครัฐแต่คงรายจ่ายด้านสิ่งปลูกสร้างที่ไม่จำเป็น พร้อมประเมินผลโดยไม่มุ่งผลลัพธ์และประโยชน์ที่ประชาชนได้รับ
    • ข. ทำให้ภาครัฐมีขนาดใหญ่ขึ้น เพิ่มภารกิจที่ซ้ำซ้อนและรายจ่ายภาครัฐ พร้อมขยายบทบาทการควบคุมให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น
    • ค. คงบทบาท ภารกิจ และกฎหมายของหน่วยงานไว้เช่นเดิม รักษารายจ่ายที่มีอยู่ พร้อมเน้นให้ภาครัฐเป็นผู้ควบคุมเป็นหลัก
    • ง. ทำให้ภาครัฐมีขนาดเล็กลง ลดภารกิจซ้ำซ้อนและรายจ่ายที่ไม่จำเป็น พร้อมปรับบทบาทเป็นผู้อำนวยความสะดวกและควบคุมเท่าที่จำเป็น
  79. 79. ตามคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีที่แถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 ประเทศไทยมีเป้าหมายบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปีใด

    • ก. ภายในปี พ.ศ. 2569 (ค.ศ. 2050)
    • ข. ภายในปี พ.ศ. 2593 (ค.ศ. 2050)
    • ค. ภายในปี พ.ศ. 2593 (ค.ศ. 2569)
    • ง. ภายในปี พ.ศ. 2050 (ค.ศ. 2593)
  80. 80. สำนักงานใหญ่ของสหประชาชาติ (UN) ตั้งอยู่ที่ใด

    • ก. นิวยอร์ก
    • ข. เจนีวา
    • ค. จาการ์ตา
    • ง. กรุงเทพฯ
  81. 81. ตามข่าวเดือนกันยายน 2569 เหตุใดโครงการ “ไทยเที่ยวไทย พลัส” จึงเลื่อนเริ่มโครงการไปเป็นราวเดือนเมษายน 2570 และมีกระทรวงใดเป็นเจ้าภาพ

    • ก. เพื่อให้ดำเนินโครงการพร้อมกับ “ไทยช่วยไทย พลัส” ในช่วงปลายปี — กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
    • ข. ปลายปีเป็นโลว์ซีซั่นและมีนักท่องเที่ยวน้อย จึงนำงบไปกระตุ้นไฮซีซั่น — กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
    • ค. ปลายปีเป็นไฮซีซั่นและมีนักท่องเที่ยวมากอยู่แล้ว จึงนำงบไปกระตุ้นโลว์ซีซั่น — กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
    • ง. ปลายปีเป็นไฮซีซั่นและมีนักท่องเที่ยวมากอยู่แล้ว จึงนำงบไปกระตุ้นโลว์ซีซั่น — กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
  82. 82. จากข่าวบันเทิงช่วงปลายเดือนกันยายน พ.ศ. 2569 ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับรางวัลของ “ลิซ่า” ลลิษา มโนบาล บนเวที MTV Video Music Awards

    • ก. ลิซ่าได้รับรางวัล Best K-Pop บนเวที VMAs 2026 จากเพลง “Dream” และเป็นศิลปินไทยคนแรกในสาขานี้
    • ข. ลิซ่าได้รับรางวัล Best Pop บนเวที VMAs 2026 จากเพลง “Dream” และเป็นศิลปินไทยคนแรกในสาขานี้
    • ค. ลิซ่าได้รับรางวัล Best Pop บนเวที VMAs 2025 จากเพลง “Dream” และเป็นศิลปินไทยคนแรกในสาขานี้
    • ง. ลิซ่าได้รับรางวัล Best Pop บนเวที VMAs 2026 จากเพลง “Dream” แต่ไม่ใช่ศิลปินไทยคนแรกในสาขานี้
  83. 83. องค์การระหว่างประเทศใดมีบทบาทกำกับกติกาที่ประเทศต่าง ๆ ใช้ในการค้าระหว่างกัน

    • ก. องค์การดังกล่าวคือ APEC
    • ข. องค์การดังกล่าวคือ IMF
    • ค. องค์การดังกล่าวคือ WTO
    • ง. องค์การดังกล่าวคือ World Bank
  84. 84. เป้าหมายที่มุ่งพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพของคน จัดอยู่ในยุทธศาสตร์ชาติด้านใดใน 6 ด้าน

    • ก. ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์
    • ข. ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ
    • ค. ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม
    • ง. ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
  85. 85. ตามคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีที่แถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 ข้อใดกล่าวถึงเป้าหมายด้านสถาบันครอบครัวได้ถูกต้อง

    • ก. สร้างเสริมสถาบันครอบครัวในฐานะองค์ประกอบพื้นฐานของสังคม โดยไม่ต้องสร้างชุมชนเข้มแข็งเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรไทย
    • ข. ลดบทบาทของสถาบันครอบครัวในฐานะองค์ประกอบพื้นฐานของสังคม และเน้นบทบาทของปัจเจกบุคคลในการรับมือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรไทย
    • ค. สร้างเสริมสถาบันครอบครัวในฐานะองค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญของสังคม ควบคู่กับการสร้างชุมชนเข้มแข็งเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรไทย
    • ง. สร้างเสริมสถาบันครอบครัวและชุมชนให้คงรูปแบบเดิมของสังคมไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้โครงสร้างประชากรไทยเกิดการเปลี่ยนแปลง
  86. 86. ตามข้อตกลงการใช้งานโครงการ TH-AI Passport ข้อใดอธิบายลักษณะและมูลค่าของคะแนน เครดิต และคูปองบนแพลตฟอร์ม AiPASS ได้ถูกต้อง

    • ก. คะแนนเป็นสิทธิประโยชน์ที่ไม่มีมูลค่าเป็นเงิน แต่เครดิตและคูปองมีมูลค่าเป็นเงินและขอคืนเป็นเงินสดได้
    • ข. เป็นสิทธิประโยชน์เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ที่ไม่มีมูลค่าเป็นเงิน แต่อาจแลกเปลี่ยนเป็นทรัพย์สินอื่นได้แม้ขอคืนเป็นเงินสดไม่ได้
    • ค. เป็นทรัพย์สินของผู้ใช้ที่มีมูลค่าเป็นเงิน และอาจแลก ถอน หรือขอคืนเป็นเงินสดหรือทรัพย์สินอื่นได้
    • ง. เป็นสิทธิประโยชน์เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ภายใต้โครงการ ไม่มีมูลค่าเป็นเงิน และไม่อาจแลก ถอน หรือขอคืนเป็นเงินสดหรือทรัพย์สินอื่นได้
  87. 87. ข้อใดเรียงลำดับพัฒนาการของประเทศไทยตั้งแต่ Thailand 1.0 ถึง Thailand 4.0 ได้ถูกต้อง

    • ก. 1.0 เกษตรกรรม → 2.0 อุตสาหกรรมเบา → 3.0 เศรษฐกิจขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม → 4.0 อุตสาหกรรมหนัก
    • ข. 1.0 เกษตรกรรม → 2.0 อุตสาหกรรมเบา → 3.0 อุตสาหกรรมหนัก → 4.0 เศรษฐกิจขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม
    • ค. 1.0 เกษตรกรรม → 2.0 อุตสาหกรรมหนัก → 3.0 อุตสาหกรรมเบา → 4.0 เศรษฐกิจขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม
    • ง. 1.0 อุตสาหกรรมเบา → 2.0 เกษตรกรรม → 3.0 อุตสาหกรรมหนัก → 4.0 เศรษฐกิจขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม
  88. 88. ตามคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีที่แถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 รัฐบาลยึดหลักการสำคัญ 3 ประการในการบริหารราชการแผ่นดินตามข้อใด

    • ก. พิทักษ์สถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์; ยึดมั่นประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข; และยึดหลักนิติธรรม การบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม และธรรมาภิบาล
    • ข. พิทักษ์สถาบันชาติ ศาสนา และรัฐธรรมนูญ; ยึดมั่นประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข; และยึดหลักนิติธรรม การบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม และธรรมาภิบาล
    • ค. พิทักษ์สถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์; ยึดมั่นประชาธิปไตยโดยมีประชาชนเป็นประมุข; และยึดหลักนิติธรรม การบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม และธรรมาภิบาล
    • ง. พิทักษ์สถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์; ยึดมั่นประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข; และยึดหลักเสียงข้างมาก การบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด และประสิทธิภาพ
  89. 89. บริษัท ค. จำกัดกำลังพิจารณาลงทุนโครงการใหม่ ผู้จัดการจึงรวบรวมข้อมูลอย่างรอบรู้ ตรวจสอบข้อมูลอย่างรอบคอบ และตัดสินใจด้วยความระมัดระวัง การปฏิบัตินี้สะท้อนองค์ประกอบใดของปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

    • ก. ห่วงด้านความพอประมาณ
    • ข. เงื่อนไขด้านความรู้
    • ค. เงื่อนไขด้านคุณธรรม
    • ง. ห่วงด้านความมีเหตุผล
  90. 90. ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน

    • ก. สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง และกรม เป็นส่วนราชการส่วนภูมิภาค
    • ข. กรุงเทพมหานครและเมืองพัทยาเป็นส่วนราชการส่วนท้องถิ่นรูปแบบทั่วไป
    • ค. กรมสรรพากรเป็นส่วนราชการส่วนกลาง สังกัดกระทรวงการคลัง
    • ง. จังหวัดและอำเภอเป็นส่วนราชการส่วนท้องถิ่น โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอ
  91. 91. ข้อใดอธิบายหน้าที่ของผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับการปฏิบัติตามคำสั่งตามมาตรา 40 (1) ได้ถูกต้อง

    • ก. ต้องดำเนินการตามคำสั่งของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลทุกกรณี แม้คำสั่งนั้นขัดต่อกฎหมาย
    • ข. ต้องดำเนินการเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลตามคำสั่งของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเท่านั้น เว้นแต่คำสั่งนั้นขัดต่อกฎหมาย
    • ค. อาจดำเนินการเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่มีคำสั่งของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลได้ หากไม่ขัดต่อกฎหมาย
    • ง. ต้องดำเนินการเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลตามคำสั่งของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลเท่านั้น เว้นแต่คำสั่งนั้นขัดต่อกฎหมายหรือบทบัญญัติในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
  92. 92. บริษัท ค. จำกัดทำสัญญากับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ต่อมาบริษัทโต้แย้งว่าสำนักงานไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล เมื่อพิจารณาตามมาตรา 43 สถานะของสำนักงานเป็นอย่างไร

    • ก. เป็นหน่วยงานของรัฐ มีฐานะเป็นนิติบุคคล และไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ
    • ข. เป็นส่วนราชการและมีฐานะเป็นนิติบุคคล
    • ค. เป็นหน่วยงานของรัฐ แต่ไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล
    • ง. เป็นรัฐวิสาหกิจและมีฐานะเป็นนิติบุคคล
  93. 93. ตามมาตรา 52 ต้องดำเนินการแต่งตั้งประธานกรรมการหรือกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแทนตำแหน่งที่ว่างภายในกี่วันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง

    • ก. ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง
    • ข. ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง
    • ค. ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง
    • ง. ภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง
  94. 94. บริษัท ค. จำกัดประสงค์จะเก็บรวบรวมข้อมูลประวัติอาชญากรรมของนาย ก. โดยนาย ก. ได้ให้ความยินยอมโดยชัดแจ้งแล้ว ตามมาตรา 26 บริษัท ค. จำกัดต้องดำเนินการอย่างไรจึงสอดคล้องกับบทบัญญัติ

    • ก. ความยินยอมโดยชัดแจ้งเพียงพอแล้ว โดยไม่ต้องดำเนินการตามเงื่อนไขอื่น
    • ข. ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย และจัดให้มีมาตรการตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการประกาศกำหนด
    • ค. ต้องกระทำภายใต้การควบคุมของหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย หรือจัดให้มีมาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการประกาศกำหนด
    • ง. ห้ามเก็บรวบรวมประวัติอาชญากรรม แม้นาย ก. ให้ความยินยอมโดยชัดแจ้งแล้ว
  95. 95. นาย ก. เคยเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่ไม่เคยเป็นข้าราชการการเมือง และพ้นจากตำแหน่งมาแล้ว 8 เดือน ตามมาตรา 59 ผลเป็นอย่างไร

    • ก. นาย ก. ไม่อยู่ในลักษณะต้องห้าม เพราะปัจจุบันพ้นจากตำแหน่งแล้ว
    • ข. นาย ก. ไม่อยู่ในลักษณะต้องห้าม เพราะพ้นจากตำแหน่งมาเกินหกเดือนแล้ว
    • ค. นาย ก. ไม่อยู่ในลักษณะต้องห้าม เพราะไม่เคยเป็นข้าราชการการเมือง
    • ง. นาย ก. ต้องห้ามมิให้เป็นเลขาธิการ เพราะพ้นจากตำแหน่งมายังไม่ถึงหนึ่งปี
  96. 96. ข้อใดอธิบายขอบเขตของความเห็นหรือคำแนะนำภายในหน่วยงานของรัฐตามมาตรา 15 (3) ได้ถูกต้อง

    • ก. อาจมีคำสั่งมิให้เปิดเผยความเห็นหรือคำแนะนำภายในได้ แต่ไม่รวมรายงานทางวิชาการ รายงานข้อเท็จจริง หรือข้อมูลที่นำมาใช้จัดทำความเห็นหรือคำแนะนำนั้น
    • ข. ความเห็นหรือคำแนะนำภายในรวมถึงรายงานทางวิชาการ รายงานข้อเท็จจริง และข้อมูลที่นำมาใช้จัดทำความเห็นหรือคำแนะนำนั้น
    • ค. ความเห็นหรือคำแนะนำภายในต้องมีคำสั่งมิให้เปิดเผยทุกกรณี โดยไม่ต้องพิจารณาประโยชน์ที่เกี่ยวข้อง
    • ง. ความเห็นหรือคำแนะนำภายในต้องเปิดเผย เพราะไม่อยู่ในประเภทข้อมูลที่อาจมีคำสั่งมิให้เปิดเผย
  97. 97. ตามมาตรา 74 หากคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญพิจารณาหรือตรวจสอบแล้วรับฟังได้ว่า เรื่องร้องเรียนหรือการกระทำนั้นอาจไกล่เกลี่ยได้และคู่กรณีประสงค์จะให้ไกล่เกลี่ย ข้อใดอธิบายผลของบทบัญญัติได้ถูกต้อง

    • ก. ให้คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญออกคำสั่งให้แก้ไขการกระทำทันที
    • ข. ให้คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญดำเนินการไกล่เกลี่ย
    • ค. ให้คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญมีคำสั่งยุติเรื่อง
    • ง. ให้คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญไม่รับเรื่องร้องเรียนไว้พิจารณา
  98. 98. ตามมาตรา 2 พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดกี่วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา

    • ก. หกสิบวัน
    • ข. หนึ่งร้อยยี่สิบวัน
    • ค. เก้าสิบวัน
    • ง. สามสิบวัน
  99. 99. ตามมาตรา 41 แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามข้อจำกัดหรือเงื่อนไขที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกำหนดตามมาตรา 20 ต้องระวางโทษอย่างไร

    • ก. จำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
    • ข. จำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
    • ค. จำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
    • ง. จำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  100. 100. คณะกรรมการมีกรรมการทั้งหมด 10 คน ในการประชุมครั้งหนึ่งมีกรรมการมาประชุม 6 คน แต่ประธานกรรมการไม่มาประชุม ตามมาตรา 31 ต้องดำเนินการอย่างไรเกี่ยวกับประธานในที่ประชุม

    • ก. ให้กรรมการที่มาประชุมจับสลากเลือกประธานในที่ประชุม
    • ข. ให้กรรมการที่มีอาวุโสสูงสุดเป็นประธานในที่ประชุมโดยอัตโนมัติ
    • ค. ให้เลื่อนการประชุมไปจนกว่าประธานกรรมการจะมาประชุม
    • ง. ให้กรรมการที่มาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม