Overview
สัดส่วนข้อสอบแต่ละวิชาเป็นการประมาณการของ SIENSOB ไม่ได้มาจากประกาศรับสมัคร 100 ข้อ · เวลา 150 นาที
Blueprint
Topic weighting and difficulty distribution
| Topic | Weight | # Questions | Difficulty (E/M/H) |
|---|
Exam Set Intelligence
Deterministic estimates; observed performance is stored separately when available.
68 min
Estimated time
13
Topics
0
Coverage gaps
0
Duplicate pairs
83/100
Blueprint alignment
Blueprint Target vs Actual
⚠ difficulty easy: major_mismatch (+43pp).
⚠ difficulty medium: major_mismatch (+25pp).
⚠ difficulty hard: major_mismatch (+32pp).
Assessment Performance
Read-only aggregate from finalized attempts; submitted and expired are complete, abandoned is not.
0
Attempts
0
Completed
—
Completion rate
—
Average score
—
Median score
—
Average completion
No finalized attempts yet. Performance signals will appear after submitted or expired attempts.
All modes · observed-question-v1 · calculated 10/7/2026, 3:58:45 PM
Questions
Review, edit, approve, or reject generated questions.
100 approved and ready to save.
ข้อใดอธิบายความหมายของการให้บริการในราชอาณาจักรตามมาตรา 77/2 ได้ถูกต้อง
- ก. บริการที่ทำในราชอาณาจักรไม่ว่าจะใช้บริการที่ใด และบริการที่ทำในต่างประเทศแต่ใช้ในราชอาณาจักร ✓
- ข. บริการที่ทำและใช้ในราชอาณาจักรเท่านั้น ไม่รวมบริการที่ทำในต่างประเทศแต่ใช้ในราชอาณาจักร
- ค. บริการที่ทำในราชอาณาจักรแต่ใช้ในต่างประเทศไม่ถือว่าเป็นบริการในราชอาณาจักร
- ง. บริการที่ทำในต่างประเทศแม้ใช้ในราชอาณาจักรก็ไม่ถือว่าเป็นบริการในราชอาณาจักร
Explanation: คำตอบที่ถูก: "บริการที่ทำในราชอาณาจักรไม่ว่าจะใช้บริการที่ใด และบริการที่ทำในต่างประเทศแต่ใช้ในราชอาณาจักร" มาตรา 77/2 ครอบคลุมทั้งบริการที่ทำในราชอาณาจักรโดยไม่คำนึงว่าจะใช้บริการในหรือต่างประเทศ และบริการที่ทำในต่างประเทศแต่มีการใช้บริการในราชอาณาจักร ซึ่งให้ถือว่าเป็นการให้บริการในราชอาณาจักร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "บริการที่ทำและใช้ในราชอาณาจักรเท่านั้น ไม่รวมบริการที่ทำในต่างประเทศแต่ใช้ในราชอาณาจักร" ผิด: มาตรา 77/2 ไม่คำนึงว่าบริการที่ทำในราชอาณาจักรจะถูกใช้ที่ใด และยังให้ถือว่าบริการที่ทำในต่างประเทศแต่ใช้ในราชอาณาจักรเป็นการให้บริการในราชอาณาจักร • "บริการที่ทำในต่างประเทศแม้ใช้ในราชอาณาจักรก็ไม่ถือว่าเป็นบริการในราชอาณาจักร" ผิด: มาตรา 77/2 กำหนดให้บริการที่ทำในต่างประเทศและมีการใช้บริการในราชอาณาจักรถือเป็นการให้บริการในราชอาณาจักร • "บริการที่ทำในราชอาณาจักรแต่ใช้ในต่างประเทศไม่ถือว่าเป็นบริการในราชอาณาจักร" ผิด: มาตรา 77/2 ระบุว่าบริการที่ทำในราชอาณาจักรเป็นการให้บริการในราชอาณาจักรโดยไม่คำนึงว่าการใช้บริการจะอยู่ในต่างประเทศหรือในราชอาณาจักร อ้างอิงตัวบท มาตรา 77/2: “การให้บริการในราชอาณาจักรให้หมายถึง บริการที่ทำในราชอาณาจักรโดยไม่คำนึงว่าการใช้บริการนั้นจะอยู่ในต่างประเทศหรือในราชอาณาจักร” มาตรา 77/2: “การให้บริการที่ทำในต่างประเทศและได้มีการใช้บริการนั้นในราชอาณาจักรให้ถือว่าการให้บริการนั้น เป็นการให้บริการในราชอาณาจักร”
มาตรา 77/2: “การให้บริการในราชอาณาจักรให้หมายถึง บริการที่ทำในราชอาณาจักรโดยไม่คำนึงว่าการใช้บริการนั้นจะอยู่ในต่างประเทศหรือในราชอาณาจักร”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามมาตรา 82/10 ผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องนำภาษีขายที่คำนวณจากมูลค่าของสินค้าหรือบริการที่ลดลงมาหักออกจากภาษีขายของตนในเดือนภาษีใด
- ก. เดือนภาษีที่ขายสินค้าหรือให้บริการ
- ข. เดือนภาษีที่ได้รับใบลดหนี้
- ค. เดือนภาษีที่ได้ออกใบลดหนี้ ✓
- ง. เดือนภาษีถัดจากเดือนที่ออกใบลดหนี้
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เดือนภาษีที่ได้ออกใบลดหนี้" มาตรา 82/10 กำหนดให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนนำภาษีขายที่คำนวณจากมูลค่าของสินค้าหรือบริการที่ลดลงมาหักออกจากภาษีขายของตนในเดือนภาษีที่ได้ออกใบลดหนี้ตามมาตรา 86/10 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เดือนภาษีที่ขายสินค้าหรือให้บริการ" ผิด: มาตรา 82/10 กำหนดเดือนภาษีที่ได้ออกใบลดหนี้เป็นเดือนสำหรับหักภาษีขายที่ลดลง • "เดือนภาษีถัดจากเดือนที่ออกใบลดหนี้" ผิด: มาตรา 82/10 ระบุว่าให้หักในเดือนภาษีที่ได้ออกใบลดหนี้ มิใช่เดือนภาษีถัดไป • "เดือนภาษีที่ได้รับใบลดหนี้" ผิด: มาตรา 82/10 กำหนดให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนหักภาษีขายในเดือนภาษีที่ได้ออกใบลดหนี้ ส่วนเดือนที่ได้รับใบลดหนี้ใช้กับการหักออกจากภาษีซื้อของผู้ได้รับใบลดหนี้ มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 86/10: “มาตรา 86/10 ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ได้ขายสินค้าหรือให้บริการไปแล้ว แต่ต้องคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มใหม่เนื่องจากมูลค่าของสินค้าหรือบริการมีจำนวนลดลงเพราะเหตุการณ์ตามที่ระบุไว้ในมาตรา 82/10 ออกใบลดหนี้ให้กับผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการในเดือนภาษีที่เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นไม่สามารถออกใบลดหนี้ได้ทันในเดือนภาษีที่มีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นก็ให้ออกใบลดหนี้ให้กับผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการในเดือนภาษีถัดจากเดือนที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้น” อ้างอิงตัวบท มาตรา 82/10: “ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนดังกล่าวนำภาษีขายที่คำนวณจากมูลค่าของสินค้าหรือบริการที่ลดลงนั้นมาหักออกจากภาษีขายของตนในเดือนภาษีที่ได้ออกใบลดหนี้ตามมาตรา 86/10”
มาตรา 82/10: “ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนดังกล่าวนำภาษีขายที่คำนวณจากมูลค่าของสินค้าหรือบริการที่ลดลงนั้นมาหักออกจากภาษีขายของตนในเดือนภาษีที่ได้ออกใบลดหนี้ตามมาตรา 86/10”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามมาตรา 9 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร เว้นแต่จะมีบทบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น หากต้องตีราคาทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดเป็นเงิน ให้ถือราคาในวันใด
- ก. วันก่อนวันที่ได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้น
- ข. วันที่ได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้น ✓
- ค. วันสิ้นปีที่ได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้น
- ง. วันสิ้นเดือนที่ได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้น
Explanation: คำตอบที่ถูก: "วันที่ได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้น" มาตรา 9 ทวิ กำหนดว่า เว้นแต่จะมีบทบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น หากต้องตีราคาทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดเป็นเงิน ให้ถือราคาหรือค่าอันพึงมีในวันที่ได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้น ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "วันก่อนวันที่ได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้น" ผิด: มาตรา 9 ทวิ กำหนดให้ถือราคาหรือค่าอันพึงมีในวันที่ได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้น • "วันสิ้นเดือนที่ได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้น" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุวันที่ได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้น มิใช่วันสิ้นเดือน • "วันสิ้นปีที่ได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้น" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุวันที่ได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้น มิใช่วันสิ้นปี อ้างอิงตัวบท มาตรา 9 ทวิ: “ให้ถือราคาหรือค่าอันพึงมีในวันที่ได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้น”
มาตรา 9 ทวิ: “ให้ถือราคาหรือค่าอันพึงมีในวันที่ได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้น”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
บริษัท ค. จำกัด มีรอบระยะเวลาบัญชีสิบสองเดือน และได้ยื่นรายการพร้อมชำระภาษีภายในสองเดือนนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาหกเดือน ต่อมาบริษัทกำลังคำนวณภาษีที่ต้องชำระประจำรอบระยะเวลาบัญชี ภาษีที่ชำระไว้ดังกล่าวมีผลอย่างไรตามประมวลรัษฎากร
- ก. ให้ถือว่าเป็นการชำระภาษีตามมาตรา 68 เสร็จสิ้นแล้วโดยไม่ต้องคำนวณอีก
- ข. ให้ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีครึ่งรอบของรอบระยะเวลาบัญชีถัดไป
- ค. ให้แยกจากการคำนวณภาษีตามมาตรา 68 และมิให้ถือเป็นเครดิต
- ง. ให้ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีที่ต้องชำระตามมาตรา 68 ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ให้ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีที่ต้องชำระตามมาตรา 68" ข้อเท็จจริงแต่ละส่วนสัมพันธ์กับองค์ประกอบดังนี้: บริษัท ค. จำกัด → “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล”; การยื่นรายการพร้อมชำระภาษี → “ยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดพร้อมกับชำระภาษี”; การยื่นภายในสองเดือนหลังสิ้นรอบหกเดือน → “ภายในสองเดือนนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาหกเดือนนับแต่วันแรกของรอบระยะเวลาบัญชี”; รอบระยะเวลาบัญชีสิบสองเดือน → “น้อยกว่าสิบสองเดือน” จึงไม่เข้าเงื่อนไขข้อยกเว้น; และการคำนวณภาษีประจำรอบ → “ภาษีที่ชำระตามวรรคหนึ่ง ให้ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีที่ต้องชำระตามมาตรา 68” ดังนั้นต้องถือภาษีที่ชำระไว้เป็นเครดิตตามมาตรา 67 ทวิ วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ให้แยกจากการคำนวณภาษีตามมาตรา 68 และมิให้ถือเป็นเครดิต" ผิด: ขัดกับข้อความที่กำหนดว่า “ให้ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีที่ต้องชำระตามมาตรา 68” • "ให้ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีครึ่งรอบของรอบระยะเวลาบัญชีถัดไป" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุให้ใช้เป็นเครดิตในการคำนวณภาษีที่ต้องชำระตามมาตรา 68 ไม่ใช่ภาษีครึ่งรอบของรอบระยะเวลาบัญชีถัดไป • "ให้ถือว่าเป็นการชำระภาษีตามมาตรา 68 เสร็จสิ้นแล้วโดยไม่ต้องคำนวณอีก" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ภาษีที่ชำระถือเป็นเพียง “เครดิตในการคำนวณภาษีที่ต้องชำระตามมาตรา 68” มิใช่การชำระเสร็จสิ้นโดยไม่ต้องคำนวณอีก มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 68: “มาตรา 68 ภายในหนึ่งร้อยห้าสิบวันนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลยื่นรายการ ซึ่งจำเป็นต้องใช้ในการคำนวณภาษีในรอบระยะเวลาบัญชีตามแบบที่อธิบดีกำหนดพร้อมกับชำระภาษีต่ออำเภอ” • มาตรา 67 ทวิ วรรค 1: “มาตรา 67 ทวิ เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีก่อนถึงกำหนดเวลาตามมาตรา 68 ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดพร้อมกับชำระภาษีต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ภายในสองเดือนนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาหกเดือนนับแต่วันแรกของรอบระยะเวลาบัญชี ดังนี้” • มาตรา 67 ทวิ วรรค 2: “ภาษีที่ชำระตามวรรคหนึ่ง ให้ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีที่ต้องชำระตามมาตรา 68” อ้างอิงตัวบท มาตรา 67 ทวิ: “ภาษีที่ชำระตามวรรคหนึ่ง ให้ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีที่ต้องชำระตามมาตรา 68”
มาตรา 67 ทวิ: “ภาษีที่ชำระตามวรรคหนึ่ง ให้ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีที่ต้องชำระตามมาตรา 68”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อใดถูกต้องเกี่ยวกับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ตามมาตรา 34 แห่งประมวลรัษฎากร
- ก. ไม่ต้องทำเป็นหนังสือและไม่ต้องส่งไปยังผู้อุทธรณ์
- ข. ให้ทำเป็นหนังสือและให้ส่งไปยังผู้อุทธรณ์ ✓
- ค. ให้ทำเป็นหนังสือแต่ไม่ต้องส่งไปยังผู้อุทธรณ์
- ง. ให้ทำด้วยวาจาและให้ส่งไปยังผู้อุทธรณ์
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ให้ทำเป็นหนังสือและให้ส่งไปยังผู้อุทธรณ์" มาตรา 34 กำหนดว่า คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้มีหน้าที่พิจารณาอุทธรณ์ตามมาตรา 29 หรือมาตรา 30 ให้ทำเป็นหนังสือและให้ส่งไปยังผู้อุทธรณ์ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ให้ทำเป็นหนังสือแต่ไม่ต้องส่งไปยังผู้อุทธรณ์" ผิด: มาตรา 34 กำหนดให้ส่งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ไปยังผู้อุทธรณ์ • "ไม่ต้องทำเป็นหนังสือและไม่ต้องส่งไปยังผู้อุทธรณ์" ผิด: มาตรา 34 กำหนดทั้งให้ทำเป็นหนังสือและให้ส่งไปยังผู้อุทธรณ์ • "ให้ทำด้วยวาจาและให้ส่งไปยังผู้อุทธรณ์" ผิด: มาตรา 34 กำหนดให้คำวินิจฉัยอุทธรณ์ทำเป็นหนังสือ มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 29: “มาตรา 29 ในการอุทธรณ์การประเมินภาษีอากรที่อำเภอมีหน้าที่ประเมิน ให้อุทธรณ์ได้ตามเกณฑ์และวิธีการดังต่อไปนี้ (1) ให้อุทธรณ์การประเมินของอำเภอต่อเจ้าพนักงานประเมินภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน (2) เว้นแต่ในกรณีห้ามอุทธรณ์ตามความในมาตรา 21 หรือมาตรา 25 ให้อุทธรณ์การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินต่อผู้ว่าราชการจังหวัดภายในกำหนดสิบห้าวัน นับแต่วันได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ หรือรับแจ้งการประเมินตามความในมาตรา 18 ทวิ มาตรา 20 หรือ มาตรา 24 (3) เว้นแต่ในกรณีห้ามอุทธรณ์ตามมาตรา 33 ให้อุทธรณ์คำวินิจฉ…” • มาตรา 30: “มาตรา 30 ในการอุทธรณ์การประเมินภาษีอากรที่อำเภอไม่มีหน้าที่ประเมิน ให้อุทธรณ์ภายในกำหนดเวลาสามสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน โดยให้อุทธรณ์ตามเกณฑ์และวิธีการดังต่อไปนี้ (1) เว้นแต่ในกรณีห้ามอุทธรณ์ตามมาตรา 21 หรือมาตรา 25 (ก) ถ้าเจ้าพนักงานประเมินผู้ทำการประเมินมีสำนักงานอยู่ในเขตจังหวัดพระนครหรือจังหวัดธนบุรี ให้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ซึ่งประกอบด้วยอธิบดีหรือผู้แทน ผู้แทนกรมอัยการและผู้แทนกรมมหาดไทย (ข) ถ้าเจ้าพนักงานประเมินผู้ทำการประเมินมีสำนักงานอยู่ในเขตจังหวัดอื่น ให้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ซึ่งประกอบด้วยผู้ว่าราชการจังหวัดหรือผู้แทน สรรพากรเขตหรือผู้แทน และอั…” อ้างอิงตัวบท มาตรา 34: “คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้มีหน้าที่พิจารณาอุทธรณ์ตามมาตรา 29 หรือมาตรา 30 ให้ทำเป็นหนังสือ” มาตรา 34: “ให้ทำเป็นหนังสือและให้ส่งไปยังผู้อุทธรณ์”
มาตรา 34: “คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้มีหน้าที่พิจารณาอุทธรณ์ตามมาตรา 29 หรือมาตรา 30 ให้ทำเป็นหนังสือ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
เทศบาล ก. จ่ายเงินได้พึงประเมินให้บริษัท ค. จำกัด ข้อใดเป็นการดำเนินการที่ถูกต้องตามประมวลรัษฎากร
- ก. บริษัท ค. จำกัดต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 1
- ข. เทศบาล ก. ไม่ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายจากเงินครั้งนี้
- ค. เทศบาล ก. ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 3
- ง. เทศบาล ก. ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 1 ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เทศบาล ก. ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 1" ข้อเท็จจริง “เทศบาล ก.” → “เทศบาล” เป็นผู้จ่ายเงินได้; “จ่ายเงินได้พึงประเมิน” → “เป็นผู้จ่ายเงินได้พึงประเมิน”; และ “ให้บริษัท ค. จำกัด” → “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใด” จึงเกิดผล คือให้คำนวณหักภาษีเงินได้ไว้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 1 ตามมาตรา 69 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "บริษัท ค. จำกัดต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 1" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดกรณีที่เทศบาลเป็นผู้จ่ายเงินได้ให้บริษัท และให้คำนวณหักภาษีไว้ ณ ที่จ่าย จึงเป็นหน้าที่ของเทศบาลผู้จ่ายในกรณีนี้ • "เทศบาล ก. ไม่ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายจากเงินครั้งนี้" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าเมื่อเทศบาลจ่ายเงินได้พึงประเมินให้บริษัท ให้คำนวณหักภาษีเงินได้ไว้ ณ ที่จ่าย • "เทศบาล ก. ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 3" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้คำนวณหักภาษีเงินได้ไว้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 1 อ้างอิงตัวบท มาตรา 69 ทวิ: “ถ้ารัฐบาล องค์การของรัฐบาล เทศบาล สุขาภิบาล หรือองค์การบริหารราชการส่วนท้องถิ่นอื่น เป็นผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ให้กับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใด ให้คำนวณหักภาษีเงินได้ไว้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 1”
มาตรา 69 ทวิ: “ถ้ารัฐบาล องค์การของรัฐบาล เทศบาล สุขาภิบาล หรือองค์การบริหารราชการส่วนท้องถิ่นอื่น เป็นผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ให้กับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใด ให้คำนวณหักภาษีเงินได้ไว้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 1”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อใดอธิบายหลักการคำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยตามมาตรา 9 ได้ถูกต้อง
- ก. เว้นแต่จะมีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น หากจำเป็นต้องคำนวณเพื่อปฏิบัติการตามลักษณะนี้ ให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนที่กระทรวงการคลังประกาศเป็นคราว ๆ ✓
- ข. แม้จะมีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น หากจำเป็นต้องคำนวณเพื่อปฏิบัติการตามลักษณะนี้ ต้องใช้อัตราที่กระทรวงการคลังประกาศเป็นคราว ๆ
- ค. เว้นแต่จะมีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น หากจำเป็นต้องคำนวณเพื่อปฏิบัติการตามลักษณะนี้ ให้ผู้คำนวณเลือกใช้อัตราแลกเปลี่ยนได้เอง
- ง. เว้นแต่จะมีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น หากจำเป็นต้องคำนวณเพื่อปฏิบัติการตามลักษณะนี้ ให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เว้นแต่จะมีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น หากจำเป็นต้องคำนวณเพื่อปฏิบัติการตามลักษณะนี้ ให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนที่กระทรวงการคลังประกาศเป็นคราว ๆ" มาตรา 9 วางหลักว่า เมื่อจำเป็นต้องคำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยเพื่อปฏิบัติการตามลักษณะนี้ ให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนที่กระทรวงการคลังประกาศเป็นคราว ๆ แต่หลักดังกล่าวใช้ภายใต้ข้อยกเว้นว่าไม่มีบทบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เว้นแต่จะมีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น หากจำเป็นต้องคำนวณเพื่อปฏิบัติการตามลักษณะนี้ ให้ผู้คำนวณเลือกใช้อัตราแลกเปลี่ยนได้เอง" ผิด: มาตรา 9 กำหนดโดยเฉพาะให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนซึ่งกระทรวงการคลังประกาศเป็นคราว ๆ มิใช่ให้ผู้คำนวณเลือกเอง • "เว้นแต่จะมีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น หากจำเป็นต้องคำนวณเพื่อปฏิบัติการตามลักษณะนี้ ให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศ" ผิด: มาตรา 9 กำหนดให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนซึ่งกระทรวงการคลังประกาศเป็นคราว ๆ • "แม้จะมีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น หากจำเป็นต้องคำนวณเพื่อปฏิบัติการตามลักษณะนี้ ต้องใช้อัตราที่กระทรวงการคลังประกาศเป็นคราว ๆ" ผิด: มาตรา 9 เปิดข้อยกเว้นไว้ด้วยถ้อยคำว่า “เว้นแต่จะมีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น” อ้างอิงตัวบท มาตรา 9: “เว้นแต่จะมีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น” มาตรา 9: “ถ้าจำเป็นต้องคำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยเพื่อปฏิบัติการตามลักษณะนี้” มาตรา 9: “ให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนซึ่งกระทรวงการคลังประกาศเป็นคราว ๆ”
มาตรา 9: “เว้นแต่จะมีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
บริษัท ค. จำกัดเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษี เดือนภาษีนี้ไม่มีรายรับ และมิได้ประกอบกิจการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร โดยอธิบดีมิได้กำหนดกำหนดเวลาไว้เป็นอย่างอื่น บริษัทต้องยื่นแบบและชำระภาษีถ้ามีเมื่อใด
- ก. ในขณะจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม พร้อมกับชำระภาษีถ้ามี
- ข. ไม่ต้องยื่นแบบสำหรับเดือนนั้น เพราะเดือนภาษีนี้ไม่มีรายรับ
- ค. ภายในวันที่สิบห้าของเดือนถัดไป พร้อมกับชำระภาษีถ้ามี ✓
- ง. ภายในวันสุดท้ายของเดือนถัดไป พร้อมกับชำระภาษีถ้ามี
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ภายในวันที่สิบห้าของเดือนถัดไป พร้อมกับชำระภาษีถ้ามี" บริษัท ค. จำกัดเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษี → “ผู้มีหน้าที่เสียภาษี”; เดือนภาษีนี้ไม่มีรายรับ → “ไม่ว่าผู้มีหน้าที่เสียภาษีจะมีรายรับในเดือนภาษีหรือไม่ก็ตาม”; มิได้ประกอบกิจการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร → ไม่เข้าเงื่อนไข “สำหรับกิจการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร”; อธิบดีมิได้กำหนดเวลาเป็นอย่างอื่น → “เว้นแต่อธิบดีจะกำหนดเป็นอย่างอื่น” จึงใช้กำหนดเวลา คือ “ภายในวันที่สิบห้าของเดือนถัดไป” และยื่นพร้อมชำระภาษีถ้ามี ตามมาตรา 91/10 แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ภายในวันสุดท้ายของเดือนถัดไป พร้อมกับชำระภาษีถ้ามี" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ยื่น “ภายในวันที่สิบห้าของเดือนถัดไป” มิใช่ภายในวันสุดท้ายของเดือนถัดไป • "ไม่ต้องยื่นแบบสำหรับเดือนนั้น เพราะเดือนภาษีนี้ไม่มีรายรับ" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ยื่นเป็นรายเดือนภาษี “ไม่ว่าผู้มีหน้าที่เสียภาษีจะมีรายรับในเดือนภาษีหรือไม่ก็ตาม” • "ในขณะจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม พร้อมกับชำระภาษีถ้ามี" ผิด: กรณีนี้มิใช่กิจการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร จึงไม่เข้าข้อยกเว้นที่ให้ยื่นในขณะจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ อ้างอิงตัวบท มาตรา 91/10: “การยื่นแบบแสดงรายการภาษีและการชำระภาษีสำหรับเดือนภาษีใดให้ยื่นภายในวันที่สิบห้าของเดือนถัดไป เว้นแต่อธิบดีจะกำหนดเป็นอย่างอื่น” มาตรา 91/10: “ให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษียื่นแบบแสดงรายการภาษีตามแบบที่อธิบดีกำหนดโดยให้ยื่นเป็นรายเดือนภาษีพร้อมกับชำระภาษีถ้ามี”
มาตรา 91/10: “การยื่นแบบแสดงรายการภาษีและการชำระภาษีสำหรับเดือนภาษีใดให้ยื่นภายในวันที่สิบห้าของเดือนถัดไป เว้นแต่อธิบดีจะกำหนดเป็นอย่างอื่น”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อใดอธิบายอำนาจเปิดเผยรายละเอียดของอธิบดีตามมาตรา 10 ทวิ ได้ถูกต้อง
- ก. เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากร อธิบดีเปิดเผยชื่อผู้สอบบัญชีได้ แต่เปิดเผยพฤติการณ์ของผู้สอบบัญชีไม่ได้
- ข. แม้เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากร อธิบดีก็ไม่มีอำนาจเปิดเผยชื่อผู้เสียภาษีอากรและจำนวนภาษีอากรที่เสีย
- ค. เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากร อธิบดีเปิดเผยชื่อผู้ประกอบการจดทะเบียนได้ แต่เปิดเผยฐานภาษีมูลค่าเพิ่มไม่ได้
- ง. เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากร อธิบดีมีอำนาจเปิดเผยชื่อผู้เสียภาษีอากรและจำนวนภาษีอากรที่เสีย ตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนด ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากร อธิบดีมีอำนาจเปิดเผยชื่อผู้เสียภาษีอากรและจำนวนภาษีอากรที่เสีย ตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนด" มาตรา 10 ทวิ ให้อธิบดีมีอำนาจเปิดเผยชื่อผู้เสียภาษีอากรและจำนวนภาษีอากรที่เสียเพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากร ทั้งนี้ ตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนด ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากร อธิบดีเปิดเผยชื่อผู้ประกอบการจดทะเบียนได้ แต่เปิดเผยฐานภาษีมูลค่าเพิ่มไม่ได้" ผิด: มาตรา 10 ทวิ (1) ระบุให้อธิบดีมีอำนาจเปิดเผยฐานภาษีมูลค่าเพิ่มของผู้ประกอบการจดทะเบียนด้วย • "เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากร อธิบดีเปิดเผยชื่อผู้สอบบัญชีได้ แต่เปิดเผยพฤติการณ์ของผู้สอบบัญชีไม่ได้" ผิด: มาตรา 10 ทวิ (3) ระบุให้เปิดเผยได้ทั้งชื่อผู้สอบบัญชีและพฤติการณ์เกี่ยวกับการตรวจสอบและรับรองบัญชีตามมาตรา 3 สัตต • "แม้เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากร อธิบดีก็ไม่มีอำนาจเปิดเผยชื่อผู้เสียภาษีอากรและจำนวนภาษีอากรที่เสีย" ผิด: มาตรา 10 ทวิ (2) ระบุให้อธิบดีมีอำนาจเปิดเผยชื่อผู้เสียภาษีอากรและจำนวนภาษีอากรที่เสีย มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 3 สัตต: “มาตรา 3 สัตต เพื่อประโยชน์แห่งการจัดเก็บภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร การตรวจสอบและรับรองบัญชีจะกระทำได้ก็แต่โดยบุคคลที่ได้รับใบอนุญาตจากอธิบดี” อ้างอิงตัวบท มาตรา 10 ทวิ: “เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากร อธิบดีมีอำนาจเปิดเผยรายละเอียดดังต่อไปนี้” มาตรา 10 ทวิ: “(2) ชื่อผู้เสียภาษีอากร” มาตรา 10 ทวิ: “(2) ชื่อผู้เสียภาษีอากรและจำนวนภาษีอากรที่เสีย” มาตรา 10 ทวิ: “ทั้งนี้ ตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนด”
มาตรา 10 ทวิ: “เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากร อธิบดีมีอำนาจเปิดเผยรายละเอียดดังต่อไปนี้”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ก่อนถึงกำหนดเวลายื่นรายการ นาย ก. มีเงินได้พึงประเมินประเภทที่ไม่ต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายจำนวน 10,000 บาท ตามประมวลรัษฎากร ข้อใดเป็นวิธีที่นาย ก. ดำเนินการได้
- ก. ต้องรอถึงกำหนดเวลายื่นรายการก่อน จึงนำภาษีไปชำระต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอ พร้อมยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนด
- ข. นำภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 ไปชำระต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอ พร้อมยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดได้ ✓
- ค. นำภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 ไปชำระต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอได้ โดยไม่ต้องยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนด
- ง. ยังนำภาษีไปชำระก่อนกำหนดไม่ได้ เพราะต้องมีเงินได้เกิน 10,000 บาท แม้พร้อมยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนด
Explanation: คำตอบที่ถูก: "นำภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 ไปชำระต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอ พร้อมยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดได้" ข้อเท็จจริงที่ว่าเป็นเงินได้ประเภทไม่ต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย → “ผู้มีเงินได้พึงประเมินประเภทที่ไม่ต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย”; จำนวน 10,000 บาท → “ถ้ามีเงินได้พึงประเมินตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป”; และดำเนินการก่อนถึงกำหนดเวลายื่นรายการ → “ก่อนถึงกำหนดเวลายื่นรายการ” ทำให้ใช้วิธีนำภาษีไปชำระต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอ พร้อมยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดได้ ตามมาตรา 52 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ต้องรอถึงกำหนดเวลายื่นรายการก่อน จึงนำภาษีไปชำระต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอ พร้อมยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนด" ผิด: แหล่งข้อมูลอนุญาตให้ดำเนินการ “ก่อนถึงกำหนดเวลายื่นรายการ” • "ยังนำภาษีไปชำระก่อนกำหนดไม่ได้ เพราะต้องมีเงินได้เกิน 10,000 บาท แม้พร้อมยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนด" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดว่า “ตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป” จึงรวมกรณีที่มีเงินได้เท่ากับ 10,000 บาท • "นำภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 ไปชำระต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอได้ โดยไม่ต้องยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนด" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุให้ชำระภาษี “พร้อมกับยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนด” มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 48: “มาตรา 48 เงินได้พึงประเมินต้องเสียภาษีเงินได้ดังต่อไปนี้ (1) เงินได้พึงประเมินเมื่อได้หักตามมาตรา 42 ทวิ ถึงมาตรา 47 หรือมาตรา 57 เบญจ แล้ว เหลือเท่าใดเป็นเงินได้สุทธิ ต้องเสียภาษีในอัตราที่กำหนดในบัญชีอัตราภาษีเงินได้ท้ายหมวดนี้ (2) สำหรับผู้มีเงินได้พึงประเมินตั้งแต่ 120,000 บาทขึ้นไป การคำนวณภาษีตาม (1) ให้เสียไม่น้อยกว่าร้อยละ 0.5 ของยอดเงินได้พึงประเมิน (…” อ้างอิงตัวบท มาตรา 52 ทวิ: “ก่อนถึงกำหนดเวลายื่นรายการตามความในมาตรา 56 ผู้มีเงินได้พึงประเมินประเภทที่ไม่ต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย ถ้ามีเงินได้พึงประเมินตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป จะนำภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 ไปชำระต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอพร้อมกับยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดก็ได้”
มาตรา 52 ทวิ: “ก่อนถึงกำหนดเวลายื่นรายการตามความในมาตรา 56 ผู้มีเงินได้พึงประเมินประเภทที่ไม่ต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย ถ้ามีเงินได้พึงประเมินตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป จะนำภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 ไปชำระต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอพร้อมกับยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดก็ได้”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อใดอธิบายอำนาจตามมาตรา 12 ตรี เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามมาตรา 12 ได้ถูกต้อง
- ก. ผู้มีอำนาจตามมาตรา 12 หรือสรรพากรจังหวัดมีอำนาจออกหมายเรียก สั่งให้นำหลักฐานมาตรวจสอบ และออกคำสั่งเป็นหนังสือให้เจ้าพนักงานสรรพากรตรวจค้นหรือยึดหลักฐาน ✓
- ข. ผู้มีอำนาจตามมาตรา 12 หรือสรรพากรจังหวัดต้องตรวจค้นหรือยึดหลักฐานด้วยตนเอง โดยไม่ออกคำสั่งให้เจ้าพนักงานสรรพากร
- ค. ผู้มีอำนาจตามมาตรา 12 หรือสรรพากรจังหวัดออกหมายเรียกได้เฉพาะผู้ต้องรับผิดชำระภาษีอากรค้าง แต่เรียกบุคคลอื่นไม่ได้
- ง. อำนาจออกหมายเรียก สั่งให้นำหลักฐาน และสั่งตรวจค้นหรือยึดหลักฐานเป็นของผู้มีอำนาจตามมาตรา 12 โดยสรรพากรจังหวัดไม่มีอำนาจดังกล่าว
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ผู้มีอำนาจตามมาตรา 12 หรือสรรพากรจังหวัดมีอำนาจออกหมายเรียก สั่งให้นำหลักฐานมาตรวจสอบ และออกคำสั่งเป็นหนังสือให้เจ้าพนักงานสรรพากรตรวจค้นหรือยึดหลักฐาน" มาตรา 12 ตรีให้อำนาจแก่ทั้งผู้มีอำนาจตามมาตรา 12 หรือสรรพากรจังหวัดในการออกหมายเรียก สั่งให้นำบัญชี เอกสาร หรือหลักฐานมาตรวจสอบ และออกคำสั่งเป็นหนังสือให้เจ้าพนักงานสรรพากรตรวจค้นหรือยึดหลักฐาน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ผู้มีอำนาจตามมาตรา 12 หรือสรรพากรจังหวัดต้องตรวจค้นหรือยึดหลักฐานด้วยตนเอง โดยไม่ออกคำสั่งให้เจ้าพนักงานสรรพากร" ผิด: มาตรา 12 ตรี (3) กำหนดให้ออกคำสั่งเป็นหนังสือให้เจ้าพนักงานสรรพากรทำการตรวจค้นหรือยึด • "ผู้มีอำนาจตามมาตรา 12 หรือสรรพากรจังหวัดออกหมายเรียกได้เฉพาะผู้ต้องรับผิดชำระภาษีอากรค้าง แต่เรียกบุคคลอื่นไม่ได้" ผิด: มาตรา 12 ตรี (1) ให้อำนาจออกหมายเรียกทั้งผู้ต้องรับผิดชำระภาษีอากรค้างและบุคคลใด ๆ ที่มีเหตุอันควรเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์แก่การจัดเก็บภาษีอากรค้าง • "อำนาจออกหมายเรียก สั่งให้นำหลักฐาน และสั่งตรวจค้นหรือยึดหลักฐานเป็นของผู้มีอำนาจตามมาตรา 12 โดยสรรพากรจังหวัดไม่มีอำนาจดังกล่าว" ผิด: มาตรา 12 ตรีระบุให้ผู้มีอำนาจตามมาตรา 12 หรือสรรพากรจังหวัดมีอำนาจดำเนินการตาม (1) ถึง (3) มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 12: “มาตรา 12 ภาษีอากรซึ่งต้องเสียหรือนำส่งตามลักษณะนี้ เมื่อถึงกำหนดชำระแล้ว ถ้ามิได้เสียหรือนำส่ง ให้ถือเป็นภาษีอากรค้าง” อ้างอิงตัวบท มาตรา 12 ตรี: “ให้ผู้มีอำนาจตามมาตรา 12 หรือสรรพากรจังหวัดมีอำนาจ (1) ออกหมายเรียกผู้ต้องรับผิดชำระภาษีอากรค้าง” มาตรา 12 ตรี: “(2) สั่งบุคคลดังกล่าวใน (1) ให้นำบัญชี เอกสาร หรือหลักฐานอื่นอันจำเป็นแก่การจัดเก็บภาษีอากรค้างมาตรวจสอบ” มาตรา 12 ตรี: “(3) ออกคำสั่งเป็นหนังสือให้เจ้าพนักงานสรรพากรทำการตรวจค้น” มาตรา 12 ตรี: “หรือยึดบัญชี เอกสาร หรือหลักฐานอื่นของบุคคลดังกล่าวใน (1)”
มาตรา 12 ตรี: “ให้ผู้มีอำนาจตามมาตรา 12 หรือสรรพากรจังหวัดมีอำนาจ (1) ออกหมายเรียกผู้ต้องรับผิดชำระภาษีอากรค้าง”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อใดอธิบายผลของมาตรา 88/2 ในกรณีตามมาตรา 88 (3) (4) หรือ (5) ได้ถูกต้อง
- ก. เจ้าพนักงานประเมินไม่อาจประเมินภาษีตามที่รู้เห็นหรือพิจารณาว่าถูกต้อง
- ข. เจ้าพนักงานประเมินต้องปฏิบัติตาม (1) ถึง (4) ให้ครบก่อนประเมินภาษี
- ค. เจ้าพนักงานประเมินอาจประเมินภาษีตามที่รู้เห็นหรือพิจารณาว่าถูกต้อง โดยไม่จำต้องปฏิบัติตาม (1) ถึง (4) ✓
- ง. เจ้าพนักงานประเมินทำได้เฉพาะแก้ไขมูลค่าของสินค้าที่ซื้อหรือค่าบริการเท่านั้น
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เจ้าพนักงานประเมินอาจประเมินภาษีตามที่รู้เห็นหรือพิจารณาว่าถูกต้อง โดยไม่จำต้องปฏิบัติตาม (1) ถึง (4)" มาตรา 88/2 (6) หมายความว่า เมื่อมีกรณีตามมาตรา 88 (3) (4) หรือ (5) เจ้าพนักงานประเมินอาจประเมินภาษีตามที่รู้เห็นหรือพิจารณาว่าถูกต้องได้ โดยไม่จำต้องดำเนินการตามมาตรา 88/2 (1) ถึง (4) ก่อน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เจ้าพนักงานประเมินทำได้เฉพาะแก้ไขมูลค่าของสินค้าที่ซื้อหรือค่าบริการเท่านั้น" ผิด: มาตรา 88/2 (6) ให้อำนาจประเมินภาษีตามที่รู้เห็นหรือพิจารณาว่าถูกต้องด้วย มิได้จำกัดเฉพาะอำนาจตาม (5) • "เจ้าพนักงานประเมินต้องปฏิบัติตาม (1) ถึง (4) ให้ครบก่อนประเมินภาษี" ผิด: มาตรา 88/2 (6) ระบุว่าเจ้าพนักงานประเมินประเมินภาษีได้โดยไม่จำต้องปฏิบัติตาม (1) ถึง (4) • "เจ้าพนักงานประเมินไม่อาจประเมินภาษีตามที่รู้เห็นหรือพิจารณาว่าถูกต้อง" ผิด: มาตรา 88/2 (6) ให้อำนาจประเมินภาษีตามที่รู้เห็นหรือพิจารณาว่าถูกต้อง มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 88 (3): “(3) ผู้มีหน้าที่เสียภาษีไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกของเจ้าพนักงานประเมินหรือไม่ยอมตอบคำถามของเจ้าพนักงานประเมินโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร” • มาตรา 88 (4): “(4) ผู้ประกอบการไม่สามารถแสดงใบกำกับภาษีในกรณีภาษีซื้อ หรือสำเนาใบกำกับภาษีในกรณีภาษีขาย พร้อมทั้งหลักฐานอื่นเพื่อการคำนวณภาษีหรือการเครดิตภาษี” อ้างอิงตัวบท มาตรา 88/2: “(6) ประเมินภาษีตามที่รู้เห็นหรือพิจารณาว่าถูกต้อง เมื่อมีกรณีตามมาตรา 88 (3) (4) หรือ (5)” มาตรา 88/2: “โดยไม่จำต้องปฏิบัติตาม (1) ถึง (4) ก็ได้”
มาตรา 88/2: “(6) ประเมินภาษีตามที่รู้เห็นหรือพิจารณาว่าถูกต้อง เมื่อมีกรณีตามมาตรา 88 (3) (4) หรือ (5)”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
นาย ก. ไม่ใช่กรณี 18 ทวิ มีภาษีที่ต้องเสียตาม 56 ทวิ จำนวน 9,000 บาท และเลือกชำระเป็นสามงวดเท่า ๆ กัน ต่อมานาย ก. ไม่ชำระงวดที่สองภายในเวลาที่กำหนด ตามประมวลรัษฎากร ผลเป็นอย่างไร
- ก. หมดสิทธิที่จะชำระภาษีเป็นรายงวดต่อไป และต้องเสียเงินเพิ่มตามมาตรา 27 สำหรับงวดที่ไม่ชำระและงวดต่อ ๆ ไป ✓
- ข. ยังมีสิทธิที่จะชำระภาษีเป็นรายงวดต่อไป และต้องเสียเงินเพิ่มตามมาตรา 27 สำหรับงวดที่ไม่ชำระและงวดต่อ ๆ ไป
- ค. จะหมดสิทธิชำระภาษีเป็นรายงวดเมื่อพ้นกำหนดไปอีกสองเดือน และต้องเสียเงินเพิ่มตามมาตรา 27 สำหรับงวดที่ไม่ชำระและงวดต่อ ๆ ไป
- ง. หมดสิทธิที่จะชำระภาษีเป็นรายงวดต่อไป และต้องเสียเงินเพิ่มตามมาตรา 27 เฉพาะงวดที่ไม่ชำระ โดยไม่รวมงวดต่อ ๆ ไป
Explanation: คำตอบที่ถูก: "หมดสิทธิที่จะชำระภาษีเป็นรายงวดต่อไป และต้องเสียเงินเพิ่มตามมาตรา 27 สำหรับงวดที่ไม่ชำระและงวดต่อ ๆ ไป" ข้อเท็จจริงว่าไม่ใช่กรณี 18 ทวิ → “เว้นแต่กรณีตามมาตรา 18 ทวิ”; ภาษี 9,000 บาท → “มีจำนวนตั้งแต่ 3,000 บาทขึ้นไป”; เป็นภาษีตาม 56 ทวิ → “ในกรณีที่ต้องเสียตามมาตรา 56 ทวิ”; เลือกชำระสามงวดเท่ากัน → “ชำระเป็นสามงวด ๆ ละเท่า ๆ กัน”; และไม่ชำระงวดที่สองภายในกำหนด → “ถ้าไม่ชำระภาษีงวดใดงวดหนึ่งภายในเวลาที่กำหนดไว้” จึงเกิดผล คือหมดสิทธิชำระเป็นรายงวดต่อไป และต้องเสียเงินเพิ่มตามมาตรา 27 สำหรับงวดที่ไม่ชำระและงวดต่อ ๆ ไป ตามมาตรา 64 แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "จะหมดสิทธิชำระภาษีเป็นรายงวดเมื่อพ้นกำหนดไปอีกสองเดือน และต้องเสียเงินเพิ่มตามมาตรา 27 สำหรับงวดที่ไม่ชำระและงวดต่อ ๆ ไป" ผิด: แหล่งข้อมูลผูกผลของการหมดสิทธิกับการ “ไม่ชำระภาษีงวดใดงวดหนึ่งภายในเวลาที่กำหนดไว้” โดยไม่ได้ให้ระยะเวลาเพิ่มอีกสองเดือน • "หมดสิทธิที่จะชำระภาษีเป็นรายงวดต่อไป และต้องเสียเงินเพิ่มตามมาตรา 27 เฉพาะงวดที่ไม่ชำระ โดยไม่รวมงวดต่อ ๆ ไป" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้เสียเงินเพิ่ม “สำหรับงวดที่ไม่ชำระและงวดต่อ ๆ ไป” ไม่ได้จำกัดเฉพาะงวดที่ไม่ชำระ • "ยังมีสิทธิที่จะชำระภาษีเป็นรายงวดต่อไป และต้องเสียเงินเพิ่มตามมาตรา 27 สำหรับงวดที่ไม่ชำระและงวดต่อ ๆ ไป" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าเมื่อไม่ชำระภายในเวลาที่กำหนด ผู้ต้องเสียภาษี “หมดสิทธิที่จะชำระภาษีเป็นรายงวดต่อไป” มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 18 ทวิ: “มาตรา 18 ทวิ ในกรณีจำเป็นเพื่อรักษาประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากร เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจที่จะประเมินเรียกเก็บภาษีจากผู้ต้องเสียภาษีก่อนถึงกำหนดเวลายื่นรายการได้ เมื่อได้ประเมินแล้วให้แจ้งจำนวนภาษีที่ต้องเสียไปยังผู้ต้องเสียภาษีและให้ผู้ต้องเสียภาษีชำระภาษีภายในเจ็ดวันนับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน ในกรณีนี้จะอุทธรณ์การประเมินก็ได้” • มาตรา 56 ทวิ: “มาตรา 56 ทวิ เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีก่อนถึงกำหนดเวลาตามมาตรา 56 ให้ผู้มีหน้าที่ยื่นรายการตามมาตรา 56 มาตรา 57 มาตรา 57 ทวิ และมาตรา 57 ตรี ยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนด แสดงรายการเงินได้เฉพาะตามมาตรา 40 (5) (6) (7) หรือ (8) ไม่ว่าจะมีเงินได้ประเภทอื่นรวมอยู่ด้วยหรือไม่ ที่ได้รับตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนมิถุนายน ภายในเดือนกันยายนของทุกปีภาษี” • มาตรา 27: “มาตรา 27 บุคคลใดไม่เสียหรือนำส่งภาษีภายในกำหนดเวลาตามที่บัญญัติไว้ในหมวดต่าง ๆ แห่งลักษณะนี้เกี่ยวกับภาษีอากรประเมิน ให้เสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่งโดยไม่รวมเบี้ยปรับ” อ้างอิงตัวบท มาตรา 64: “(1) ในกรณีที่ต้องเสียตามมาตรา 56 ทวิ หรือมาตรา 57 จัตวา” มาตรา 64: “การชำระภาษีตาม (1) ถ้าไม่ชำระภาษีงวดใดงวดหนึ่งภายในเวลาที่กำหนดไว้ ผู้ต้องเสียภาษีหมดสิทธิที่จะชำระภาษีเป็นรายงวดต่อไป” มาตรา 64: “การชำระภาษีตาม (1) ถ้าไม่ชำระภาษีงวดใดงวดหนึ่งภายในเวลาที่กำหนดไว้ ผู้ต้องเสียภาษีหมดสิทธิที่จะชำระภาษีเป็นรายงวดต่อไป และต้องเสียเงินเพิ่มตามมาตรา 27 สำหรับงวดที่ไม่ชำระและงวดต่อ ๆ ไป”
มาตรา 64: “(1) ในกรณีที่ต้องเสียตามมาตรา 56 ทวิ หรือมาตรา 57 จัตวา”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามมาตรา 35 ตรี ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา 71 ตรี หรือยื่นรายงาน เอกสาร หรือหลักฐานโดยแสดงข้อมูลไม่ถูกต้องครบถ้วนโดยไม่มีเหตุอันสมควร ต้องระวางโทษอย่างไร
- ก. ปรับไม่เกินห้าแสนบาท
- ข. ปรับไม่เกินสามแสนบาท
- ค. ปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท
- ง. ปรับไม่เกินสองแสนบาท ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ปรับไม่เกินสองแสนบาท" มาตรา 35 ตรีกำหนดว่า ผู้กระทำดังกล่าวโดยไม่มีเหตุอันสมควรต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองแสนบาท ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท" ผิด: มาตรา 35 ตรีกำหนดให้ปรับไม่เกินสองแสนบาท มิใช่หนึ่งแสนบาท • "ปรับไม่เกินสามแสนบาท" ผิด: มาตรา 35 ตรีระบุจำนวนค่าปรับสูงสุดไว้ที่สองแสนบาท มิใช่สามแสนบาท • "ปรับไม่เกินห้าแสนบาท" ผิด: ข้อความในมาตรา 35 ตรีกำหนดโทษปรับไม่เกินสองแสนบาท มิใช่ห้าแสนบาท มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 71 ตรี: “มาตรา 71 ตรี ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลอื่นในลักษณะของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันตามมาตรา 71 ทวิ วรรคสอง ไม่ว่าความสัมพันธ์นั้นจะมีอยู่ตลอดรอบระยะเวลาบัญชีหรือมีธุรกรรมระหว่างกันในรอบระยะเวลาบัญชีหรือไม่ จัดทำรายงานข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันและมูลค่ารวมของธุรกรรมระหว่างกันในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชีตามแบบที่อธิบดีกำหนด และยื่นต่อเจ้าพนักงานประเมินพร้อมกับการยื่นรายการภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 69” อ้างอิงตัวบท มาตรา 35 ตรี: “ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองแสนบาท”
มาตรา 35 ตรี: “ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองแสนบาท”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามมาตรา 42 ทวิ เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ (2) เมื่อหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมารวมกันแล้ว ต้องไม่เกินจำนวนเท่าใด
- ก. 120,000 บาท
- ข. 100,000 บาท ✓
- ค. 80,000 บาท
- ง. 60,000 บาท
Explanation: คำตอบที่ถูก: "100,000 บาท" มาตรา 42 ทวิ กำหนดให้เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ (2) หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาได้ร้อยละ 50 แต่รวมกันต้องไม่เกิน 100,000 บาท ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "60,000 บาท" ผิด: มาตรา 42 ทวิ ระบุว่าเมื่อรวมกันต้องไม่เกิน 100,000 บาท • "120,000 บาท" ผิด: มาตรา 42 ทวิ กำหนดให้รวมกันต้องไม่เกิน 100,000 บาท • "80,000 บาท" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดจำนวนสูงสุดไว้ที่ 100,000 บาท ไม่ใช่ 80,000 บาท มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 40 (1): “(1) เงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงานไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่นายจ้างให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่นายจ้างจ่ายชำระหนี้ใด ๆ ซึ่งลูกจ้างมีหน้าที่ต้องชำระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน” อ้างอิงตัวบท มาตรา 42 ทวิ: “แต่รวมกันต้องไม่เกิน 100,000 บาท”
มาตรา 42 ทวิ: “แต่รวมกันต้องไม่เกิน 100,000 บาท”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อใดกล่าวถึงหน่วยงานที่เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มเพื่อกรมสรรพากรตามมาตรา 83/10 ได้ถูกต้อง
- ก. สินค้านำเข้าและการขายสินค้าหรือให้บริการที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิตด้วยให้กรมสรรพสามิตเรียกเก็บ
- ข. สินค้านำเข้าให้กรมสรรพสามิตเรียกเก็บ ส่วนการขายสินค้าหรือให้บริการที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิตด้วยให้กรมศุลกากรเรียกเก็บ
- ค. สินค้านำเข้าให้กรมศุลกากรเรียกเก็บ ส่วนการขายสินค้าหรือให้บริการที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิตด้วยให้กรมสรรพสามิตเรียกเก็บ ✓
- ง. สินค้านำเข้าและการขายสินค้าหรือให้บริการที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิตด้วยให้กรมศุลกากรเรียกเก็บ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "สินค้านำเข้าให้กรมศุลกากรเรียกเก็บ ส่วนการขายสินค้าหรือให้บริการที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิตด้วยให้กรมสรรพสามิตเรียกเก็บ" มาตรา 83/10 (1) กำหนดให้กรมศุลกากรเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับสินค้านำเข้าเพื่อกรมสรรพากร ส่วน (2) กำหนดให้กรมสรรพสามิตเรียกเก็บสำหรับการขายสินค้าหรือการให้บริการที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิตด้วย ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "สินค้านำเข้าและการขายสินค้าหรือให้บริการที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิตด้วยให้กรมสรรพสามิตเรียกเก็บ" ผิด: มาตรา 83/10 (1) ระบุให้กรมศุลกากรเรียกเก็บสำหรับสินค้าที่นำเข้า • "สินค้านำเข้าและการขายสินค้าหรือให้บริการที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิตด้วยให้กรมศุลกากรเรียกเก็บ" ผิด: มาตรา 83/10 (2) ระบุให้กรมสรรพสามิตเรียกเก็บสำหรับการขายสินค้าหรือการให้บริการที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิตด้วย • "สินค้านำเข้าให้กรมสรรพสามิตเรียกเก็บ ส่วนการขายสินค้าหรือให้บริการที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิตด้วยให้กรมศุลกากรเรียกเก็บ" ผิด: มาตรา 83/10 (1) กำหนดให้กรมศุลกากรเรียกเก็บสำหรับสินค้านำเข้า และ (2) กำหนดให้กรมสรรพสามิตเรียกเก็บสำหรับการขายสินค้าหรือให้บริการที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิตด้วย อ้างอิงตัวบท มาตรา 83/10: “สำหรับสินค้าที่นำเข้า ให้กรมศุลกากรเรียกเก็บเพื่อกรมสรรพากร” มาตรา 83/10: “สำหรับการขายสินค้าหรือการให้บริการที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิตด้วยให้กรมสรรพสามิตเรียกเก็บเพื่อกรมสรรพากร”
มาตรา 83/10: “สำหรับสินค้าที่นำเข้า ให้กรมศุลกากรเรียกเก็บเพื่อกรมสรรพากร”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
บริษัท ค. จำกัดเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ประกอบกิจการขายสินค้า และได้สินค้ามาเพื่อใช้ในกิจการ โดยไม่ปรากฏว่าเป็นกรณีจำเป็นที่อธิบดีกำหนดเป็นอย่างอื่น บริษัทต้องลงรายการในรายงานสินค้าและวัตถุดิบภายในระยะเวลาใด และนับแต่เมื่อใด ตามประมวลรัษฎากร
- ก. ไม่มีกำหนดระยะเวลาแน่นอน โดยลงตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีกำหนด
- ข. ภายในเจ็ดวันทำการนับแต่วันที่ได้มาซึ่งสินค้านั้น
- ค. ภายในสามวันทำการนับแต่วันที่ได้มาซึ่งสินค้านั้น ✓
- ง. ภายในสามวันทำการนับแต่วันสิ้นเดือนที่ได้มาซึ่งสินค้านั้น
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ภายในสามวันทำการนับแต่วันที่ได้มาซึ่งสินค้านั้น" ข้อเท็จจริงว่าเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน → “ผู้ประกอบการจดทะเบียน”; ประกอบกิจการขายสินค้า → “เฉพาะผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ประกอบกิจการขายสินค้า”; ได้สินค้ามา → “นับแต่วันที่ได้มาหรือจำหน่ายออกไปซึ่งสินค้าหรือบริการนั้น”; และไม่เป็นกรณีจำเป็น → “เว้นแต่ในกรณีจำเป็น” จึงไม่ใช้ข้อยกเว้นดังกล่าว บริษัทต้องลงรายการภายในสามวันทำการนับแต่วันที่ได้มาซึ่งสินค้านั้น ตามมาตรา 87 แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ภายในเจ็ดวันทำการนับแต่วันที่ได้มาซึ่งสินค้านั้น" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ลงรายการ “ภายในสามวันทำการ” ไม่ใช่เจ็ดวันทำการ • "ภายในสามวันทำการนับแต่วันสิ้นเดือนที่ได้มาซึ่งสินค้านั้น" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้เริ่มนับ “แต่วันที่ได้มาหรือจำหน่ายออกไปซึ่งสินค้าหรือบริการนั้น” ไม่ใช่วันสิ้นเดือน • "ไม่มีกำหนดระยะเวลาแน่นอน โดยลงตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีกำหนด" ผิด: แม้วิธีลงรายการให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด แต่แหล่งข้อมูลยังกำหนดให้ลงรายการภายในสามวันทำการ และกรณีนี้ไม่เข้าเงื่อนไขยกเว้นกรณีจำเป็น อ้างอิงตัวบท มาตรา 87: “การลงรายการให้ลงภายในสามวันทำการนับแต่วันที่ได้มาหรือจำหน่ายออกไปซึ่งสินค้าหรือบริการนั้น ทั้งนี้ เว้นแต่ในกรณีจำเป็น อธิบดีจะกำหนดเป็นอย่างอื่นตามที่เห็นสมควรก็ได้”
มาตรา 87: “การลงรายการให้ลงภายในสามวันทำการนับแต่วันที่ได้มาหรือจำหน่ายออกไปซึ่งสินค้าหรือบริการนั้น ทั้งนี้ เว้นแต่ในกรณีจำเป็น อธิบดีจะกำหนดเป็นอย่างอื่นตามที่เห็นสมควรก็ได้”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับอำนาจของอธิบดีตามมาตรา 84/4 แห่งประมวลรัษฎากร
- ก. กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขให้ผู้เดินทางซึ่งซื้อสินค้าไว้ใช้ในราชอาณาจักรขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ถูกเรียกเก็บไว้แล้วได้
- ข. กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขให้ผู้เดินทางออกไปนอกราชอาณาจักรซึ่งซื้อสินค้าจากผู้ประกอบการจดทะเบียนเพื่อนำออกไปนอกราชอาณาจักรขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ถูกเรียกเก็บไว้แล้วได้ ✓
- ค. กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขให้ผู้เดินทางซึ่งซื้อสินค้าจากผู้ประกอบการที่มิได้จดทะเบียนขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มได้
- ง. กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขห้ามผู้เดินทางออกไปนอกราชอาณาจักรขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ถูกเรียกเก็บไว้แล้ว
Explanation: คำตอบที่ถูก: "กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขให้ผู้เดินทางออกไปนอกราชอาณาจักรซึ่งซื้อสินค้าจากผู้ประกอบการจดทะเบียนเพื่อนำออกไปนอกราชอาณาจักรขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ถูกเรียกเก็บไว้แล้วได้" มาตรา 84/4 ให้อธิบดีมีอำนาจกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขให้ผู้เดินทางออกไปนอกราชอาณาจักรซึ่งซื้อสินค้าจากผู้ประกอบการจดทะเบียนเพื่อนำออกไปนอกราชอาณาจักร ขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ถูกเรียกเก็บไว้แล้วได้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขห้ามผู้เดินทางออกไปนอกราชอาณาจักรขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ถูกเรียกเก็บไว้แล้ว" ผิด: มาตรา 84/4 ระบุว่าอธิบดีมีอำนาจกำหนดให้ผู้เดินทางดังกล่าว “ขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ถูกเรียกเก็บไว้แล้วได้” มิใช่ห้ามขอคืน • "กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขให้ผู้เดินทางซึ่งซื้อสินค้าจากผู้ประกอบการที่มิได้จดทะเบียนขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มได้" ผิด: มาตรา 84/4 ระบุกรณีซื้อสินค้าจาก “ผู้ประกอบการจดทะเบียน” ไม่ใช่ผู้ประกอบการที่มิได้จดทะเบียน • "กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขให้ผู้เดินทางซึ่งซื้อสินค้าไว้ใช้ในราชอาณาจักรขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ถูกเรียกเก็บไว้แล้วได้" ผิด: มาตรา 84/4 ระบุว่าสินค้าที่ซื้อเป็นสินค้า “เพื่อนำออกไปนอกราชอาณาจักร” ไม่ใช่สินค้าไว้ใช้ในราชอาณาจักร อ้างอิงตัวบท มาตรา 84/4: “ให้อธิบดีมีอำนาจกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขให้ผู้เดินทางออกไปนอกราชอาณาจักรที่ซื้อสินค้าจากผู้ประกอบการจดทะเบียนเพื่อนำออกไปนอกราชอาณาจักรขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ถูกเรียกเก็บไว้แล้วได้”
มาตรา 84/4: “ให้อธิบดีมีอำนาจกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขให้ผู้เดินทางออกไปนอกราชอาณาจักรที่ซื้อสินค้าจากผู้ประกอบการจดทะเบียนเพื่อนำออกไปนอกราชอาณาจักรขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ถูกเรียกเก็บไว้แล้วได้”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
บริษัท ค. จำกัด เป็นผู้มีหน้าที่หักภาษีที่คำนวณหักไว้ตามบทบัญญัติ 50 (5) และธุรกรรมนั้นมีการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ตามประมวลรัษฎากร บริษัทต้องดำเนินการอย่างไร
- ก. ผู้มีหน้าที่หักภาษีต้องนำส่งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในขณะที่มีการจดทะเบียน ✓
- ข. พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมต้องเป็นผู้นำส่งภาษีในขณะที่มีการจดทะเบียน
- ค. ผู้มีหน้าที่หักภาษีต้องนำส่งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่จ่ายเงิน
- ง. ผู้มีหน้าที่หักภาษีต้องนำส่ง ณ ที่ว่าการอำเภอภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่จ่ายเงิน
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ผู้มีหน้าที่หักภาษีต้องนำส่งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในขณะที่มีการจดทะเบียน" ข้อเท็จจริงที่ว่า บริษัท ค. จำกัดเป็นผู้มีหน้าที่หักภาษี → “ผู้มีหน้าที่หักภาษี”; ภาษีเป็นภาษีที่คำนวณหักไว้ตามบทบัญญัติ 50 (5) → “ภาษีที่คำนวณหักไว้” และ “ตามมาตรา 50 (5) และ (6)”; ธุรกรรมมีการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม → “นำส่งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม” และ “ในขณะที่มีการจดทะเบียน” ดังนั้นบริษัทต้องนำส่งภาษีต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนในขณะที่มีการจดทะเบียน ตามมาตรา 52 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ผู้มีหน้าที่หักภาษีต้องนำส่ง ณ ที่ว่าการอำเภอภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่จ่ายเงิน" ผิด: กรณีมีการจดทะเบียน แหล่งที่มากำหนดให้นำส่งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในขณะที่มีการจดทะเบียน ส่วนการนำส่งตามวรรคหนึ่งใช้ในกรณีที่ไม่มีการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม • "ผู้มีหน้าที่หักภาษีต้องนำส่งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่จ่ายเงิน" ผิด: แหล่งที่มากำหนดให้นำส่งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม “ในขณะที่มีการจดทะเบียน” • "พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมต้องเป็นผู้นำส่งภาษีในขณะที่มีการจดทะเบียน" ผิด: แหล่งที่มาระบุว่า “ให้ผู้มีหน้าที่หักภาษีนำส่งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม” มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 50 (5): “(5) ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) เฉพาะที่จ่ายให้แก่ผู้รับซึ่งขายอสังหาริมทรัพย์ ให้คำนวณหักดังต่อไปนี้” • มาตรา 52 วรรค 2: “ภาษีที่คำนวณหักไว้ตามมาตรา 50 (5) และ (6) ให้ผู้มีหน้าที่หักภาษีนำส่งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในขณะที่มีการจดทะเบียนและห้ามพนักงานเจ้าหน้าที่ลงนามรับรู้ยอมให้ทำหรือบันทึกไว้จนกว่าจะได้รับเงินภาษีที่นำส่งไว้ครบถ้วนถูกต้องแล้ว และในกรณีที่ไม่มีการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ให้นำส่งตามวรรคหนึ่ง” • มาตรา 52 วรรค 1: “มาตรา 52 บุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคม หรือคณะบุคคลซึ่งมีหน้าที่หักภาษีตามมาตรา 50 (1) (2) (3) และ (4) ต้องนำเงินภาษีที่ตนมีหน้าที่ต้องหักไปส่ง ณ ที่ว่าการอำเภอภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่จ่ายเงิน ไม่ว่าตนจะได้หักภาษีไว้แล้วหรือไม่” อ้างอิงตัวบท มาตรา 52: “ภาษีที่คำนวณหักไว้ตามมาตรา 50 (5) และ (6) ให้ผู้มีหน้าที่หักภาษีนำส่งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในขณะที่มีการจดทะเบียน”
มาตรา 52: “ภาษีที่คำนวณหักไว้ตามมาตรา 50 (5) และ (6) ให้ผู้มีหน้าที่หักภาษีนำส่งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในขณะที่มีการจดทะเบียน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
บริษัท ค. จำกัด เป็นผู้ประกอบการและมิได้นำภาษีซื้อรายการหนึ่งไปหักในการคำนวณภาษีในเดือนภาษีนั้น เพราะมีเหตุจำเป็นตามที่อธิบดีกำหนด บริษัทฯ มีสิทธินำภาษีซื้อนั้นไปหักภายในระยะเวลาสูงสุดเท่าใดและเริ่มนับจากเมื่อใด ตามประมวลรัษฎากร
- ก. นำไปหักในเดือนภาษีหลังจากนั้นได้ แต่ต้องไม่เกินสองปีนับจากวันที่ได้มีการออกใบกำกับภาษี
- ข. นำไปหักได้เฉพาะในเดือนภาษีเดิม โดยไม่มีสิทธินำไปหักในเดือนภาษีหลังจากนั้น
- ค. นำไปหักในเดือนภาษีหลังจากนั้นได้ แต่ต้องไม่เกินสามปีนับจากวันสุดท้ายของเดือนภาษีที่มิได้นำไปหัก
- ง. นำไปหักในเดือนภาษีหลังจากนั้นได้ แต่ต้องไม่เกินสามปีนับจากวันที่ได้มีการออกใบกำกับภาษี ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "นำไปหักในเดือนภาษีหลังจากนั้นได้ แต่ต้องไม่เกินสามปีนับจากวันที่ได้มีการออกใบกำกับภาษี" ข้อเท็จจริงที่ว่า บริษัท ค. จำกัดเป็นผู้ประกอบการ → “ผู้ประกอบการ”; มิได้นำภาษีซื้อไปหักในเดือนภาษีนั้น → “ภาษีซื้อที่มิได้นำไปหักในการคำนวณภาษีในเดือนภาษีตามวรรคหนึ่ง”; และเกิดจากเหตุจำเป็นตามที่อธิบดีกำหนด → “เพราะมีเหตุจำเป็น” และ “อธิบดีกำหนด” ทำให้ใช้หลัก คือมีสิทธินำไปหักในเดือนภาษีหลังจากนั้น แต่ต้องไม่เกินสามปีนับจากวันที่ได้มีการออกใบกำกับภาษี ตามมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "นำไปหักในเดือนภาษีหลังจากนั้นได้ แต่ต้องไม่เกินสามปีนับจากวันสุดท้ายของเดือนภาษีที่มิได้นำไปหัก" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดจุดเริ่มนับว่า “นับจากวันที่ได้มีการออกใบกำกับภาษี” มิใช่วันสุดท้ายของเดือนภาษีเดิม • "นำไปหักในเดือนภาษีหลังจากนั้นได้ แต่ต้องไม่เกินสองปีนับจากวันที่ได้มีการออกใบกำกับภาษี" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดว่า “ต้องไม่เกินสามปี” นับจากวันที่ได้มีการออกใบกำกับภาษี • "นำไปหักได้เฉพาะในเดือนภาษีเดิม โดยไม่มีสิทธินำไปหักในเดือนภาษีหลังจากนั้น" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าเมื่อมิได้นำไปหักเพราะมีเหตุจำเป็นตามที่อธิบดีกำหนด “ให้มีสิทธินำไปหักในการคำนวณภาษีในเดือนภาษีหลังจากนั้นได้” มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 82/3 วรรค 1: “มาตรา 82/3 ภายใต้บังคับมาตรา 82/7 มาตรา 82/8 และมาตรา 82/16 ให้ผู้ประกอบการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มโดยคำนวณจากภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อในแต่ละเดือนภาษี” อ้างอิงตัวบท มาตรา 82/3: “ให้มีสิทธินำไปหักในการคำนวณภาษีในเดือนภาษีหลังจากนั้นได้” มาตรา 82/3: “แต่ต้องไม่เกินสามปีนับจากวันที่ได้มีการออกใบกำกับภาษี”
มาตรา 82/3: “ให้มีสิทธินำไปหักในการคำนวณภาษีในเดือนภาษีหลังจากนั้นได้”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อใดอธิบายผลของมาตรา 89 กรณีมิได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีหรือแบบนำส่งภาษีภายในกำหนดเวลาได้ถูกต้อง
- ก. ต้องเสียเบี้ยปรับอีกสองเท่าของเงินภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่งในเดือนภาษี ✓
- ข. การไม่ยื่นแบบภายในกำหนดเวลาไม่ทำให้เกิดหน้าที่เสียเบี้ยปรับ
- ค. ต้องเสียเบี้ยปรับอีกสองเท่าของจำนวนภาษีตามใบกำกับภาษี
- ง. ต้องเสียเบี้ยปรับอีกหนึ่งเท่าของเงินภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่งในเดือนภาษี
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ต้องเสียเบี้ยปรับอีกสองเท่าของเงินภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่งในเดือนภาษี" ตามมาตรา 89 (2) ผู้ที่มิได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีหรือแบบนำส่งภาษีภายในกำหนดเวลาต้องเสียเบี้ยปรับอีกสองเท่าของเงินภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่งในเดือนภาษี ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "การไม่ยื่นแบบภายในกำหนดเวลาไม่ทำให้เกิดหน้าที่เสียเบี้ยปรับ" ผิด: มาตรา 89 (2) ระบุว่าเมื่อมิได้ยื่นแบบภายในกำหนดเวลา ให้เสียเบี้ยปรับ • "ต้องเสียเบี้ยปรับอีกหนึ่งเท่าของเงินภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่งในเดือนภาษี" ผิด: มาตรา 89 (2) กำหนดให้เสียเบี้ยปรับอีกสองเท่า มิใช่อีกหนึ่งเท่า • "ต้องเสียเบี้ยปรับอีกสองเท่าของจำนวนภาษีตามใบกำกับภาษี" ผิด: มาตรา 89 (2) กำหนดฐานเบี้ยปรับเป็นเงินภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่งในเดือนภาษี ไม่ใช่จำนวนภาษีตามใบกำกับภาษี อ้างอิงตัวบท มาตรา 89: “(2) มิได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีหรือแบบนำส่งภาษีภายในกำหนดเวลาให้เสียเบี้ยปรับอีกสองเท่าของเงินภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่งในเดือนภาษี”
มาตรา 89: “(2) มิได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีหรือแบบนำส่งภาษีภายในกำหนดเวลาให้เสียเบี้ยปรับอีกสองเท่าของเงินภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่งในเดือนภาษี”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อใดเป็นสินค้าที่อยู่ในความหมายของคำว่า “ผลิตภัณฑ์น้ำมัน” ตามมาตรา 79/6
- ก. ก๊าซปิโตรเลียมเหลวที่หน่วยงานอื่นได้กำหนดราคาขายปลีกไว้
- ข. น้ำมันเบนซินที่คณะกรรมการกลางกำหนดราคาสินค้าและป้องกันการผูกขาดได้กำหนดเฉพาะราคาขายส่งไว้
- ค. น้ำมันดีเซลที่คณะกรรมการกลางกำหนดราคาสินค้าและป้องกันการผูกขาดไม่ได้กำหนดราคาขายปลีกไว้
- ง. น้ำมันดีเซลที่คณะกรรมการกลางกำหนดราคาสินค้าและป้องกันการผูกขาดได้กำหนดราคาขายปลีกไว้ ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "น้ำมันดีเซลที่คณะกรรมการกลางกำหนดราคาสินค้าและป้องกันการผูกขาดได้กำหนดราคาขายปลีกไว้" มาตรา 79/6 ให้ความหมายของ “ผลิตภัณฑ์น้ำมัน” รวมถึงน้ำมันดีเซล โดยต้องเป็นสินค้าที่คณะกรรมการกลางกำหนดราคาสินค้าและป้องกันการผูกขาดได้กำหนดราคาขายปลีกไว้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ก๊าซปิโตรเลียมเหลวที่หน่วยงานอื่นได้กำหนดราคาขายปลีกไว้" ผิด: มาตรา 79/6 ระบุเฉพาะสินค้าที่คณะกรรมการกลางกำหนดราคาสินค้าและป้องกันการผูกขาดได้กำหนดราคาขายปลีกไว้ • "น้ำมันเบนซินที่คณะกรรมการกลางกำหนดราคาสินค้าและป้องกันการผูกขาดได้กำหนดเฉพาะราคาขายส่งไว้" ผิด: มาตรา 79/6 ระบุเงื่อนไขว่าต้องเป็นสินค้าที่กำหนดราคาขายปลีกไว้ มิใช่ราคาขายส่ง • "น้ำมันดีเซลที่คณะกรรมการกลางกำหนดราคาสินค้าและป้องกันการผูกขาดไม่ได้กำหนดราคาขายปลีกไว้" ผิด: มาตรา 79/6 กำหนดว่าเป็นผลิตภัณฑ์น้ำมันเฉพาะสินค้าที่คณะกรรมการกลางกำหนดราคาสินค้าและป้องกันการผูกขาดได้กำหนดราคาขายปลีกไว้ อ้างอิงตัวบท มาตรา 79/6: “คำว่า “ผลิตภัณฑ์น้ำมัน” หมายความว่า น้ำมันเบนซิน น้ำมันก๊าด น้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องบินไอพ่น น้ำมันดีเซล น้ำมันเชื้อเพลิงหนัก น้ำมันเตา น้ำมันหล่อลื่น ก๊าซปิโตรเลียมเหลว และผลิตภัณฑ์น้ำมันอื่น ทั้งนี้ เฉพาะสินค้าที่คณะกรรมการกลางกำหนดราคาสินค้าและป้องกันการผูกขาดได้กำหนดราคาขายปลีกไว้”
มาตรา 79/6: “คำว่า “ผลิตภัณฑ์น้ำมัน” หมายความว่า น้ำมันเบนซิน น้ำมันก๊าด น้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องบินไอพ่น น้ำมันดีเซล น้ำมันเชื้อเพลิงหนัก น้ำมันเตา น้ำมันหล่อลื่น ก๊าซปิโตรเลียมเหลว และผลิตภัณฑ์น้ำมันอื่น ทั้งนี้ เฉพาะสินค้าที่คณะกรรมการกลางกำหนดราคาสินค้าและป้องกันการผูกขาดได้กำหนดราคาขายปลีกไว้”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
นาย ก. มีเงินได้พึงประเมินประเภทที่ไม่ต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายจำนวน 15,000 บาท ก่อนถึงกำหนดเวลายื่นรายการ นาย ก. ได้ชำระภาษีต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอ พร้อมยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนด ภาษีที่ชำระดังกล่าวมีผลอย่างไรในการคำนวณภาษีตามประมวลรัษฎากร
- ก. ให้ถือเป็นภาษีสุดท้ายโดยไม่ต้องนำไปคำนวณภาษีอีก
- ข. ให้ตัดออกจากการคำนวณภาษีโดยไม่ถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสียภาษี
- ค. ให้ถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสียภาษีในการคำนวณภาษี ✓
- ง. ให้คืนแก่ผู้ต้องเสียภาษีทันทีโดยไม่นำไปคำนวณภาษี
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ให้ถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสียภาษีในการคำนวณภาษี" ข้อเท็จจริงว่าเป็นเงินได้ประเภทที่ไม่ต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย → “ผู้มีเงินได้พึงประเมินประเภทที่ไม่ต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย”; จำนวน 15,000 บาท → “ถ้ามีเงินได้พึงประเมินตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป”; ชำระก่อนถึงกำหนดเวลายื่นรายการ → “ก่อนถึงกำหนดเวลายื่นรายการ”; ชำระต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอ → “นำภาษี...ไปชำระต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอ”; และยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนด → “ยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนด” จึงเป็นภาษีที่ชำระตามวรรคก่อน ซึ่งต้องถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสียภาษีในการคำนวณภาษี ตามมาตรา 52 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ให้คืนแก่ผู้ต้องเสียภาษีทันทีโดยไม่นำไปคำนวณภาษี" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุผลไว้ว่า “ให้ถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสียภาษีในการคำนวณภาษี” มิได้กำหนดให้คืนทันที • "ให้ตัดออกจากการคำนวณภาษีโดยไม่ถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสียภาษี" ผิด: เมื่อเป็นภาษีที่ชำระตามวรรคก่อน แหล่งข้อมูลบังคับว่าให้ถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสียภาษีในการคำนวณภาษี • "ให้ถือเป็นภาษีสุดท้ายโดยไม่ต้องนำไปคำนวณภาษีอีก" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ภาษีที่ชำระถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษี มิใช่ภาษีสุดท้าย อ้างอิงตัวบท มาตรา 52 ทวิ: “ภาษีที่ชำระตามความในวรรคก่อน ให้ถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสียภาษีในการคำนวณภาษี”
มาตรา 52 ทวิ: “ภาษีที่ชำระตามความในวรรคก่อน ให้ถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสียภาษีในการคำนวณภาษี”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามมาตรา 11 ทวิ ผู้เสียภาษีอากรที่ต้องการขอใบแทนใบเสร็จต้องขอรับ ณ ที่ใด และเสียค่าธรรมเนียมเท่าใด
- ก. ขอรับได้ ณ ที่ว่าการอำเภอ โดยเสียค่าธรรมเนียมฉบับละ 1 บาท
- ข. ขอรับได้ ณ ที่ว่าการอำเภอ โดยเสียค่าธรรมเนียมฉบับละ 50 สตางค์ ✓
- ค. ขอรับได้ ณ ที่ว่าการอำเภอ โดยไม่เสียค่าธรรมเนียม
- ง. ขอรับได้ ณ สำนักงานสรรพากรพื้นที่ โดยเสียค่าธรรมเนียมฉบับละ 50 สตางค์
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ขอรับได้ ณ ที่ว่าการอำเภอ โดยเสียค่าธรรมเนียมฉบับละ 50 สตางค์" มาตรา 11 ทวิ กำหนดให้ผู้เสียภาษีอากรขอรับใบแทนใบเสร็จได้ ณ ที่ว่าการอำเภอ โดยเสียค่าธรรมเนียมฉบับละ 50 สตางค์ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ขอรับได้ ณ สำนักงานสรรพากรพื้นที่ โดยเสียค่าธรรมเนียมฉบับละ 50 สตางค์" ผิด: มาตรา 11 ทวิ ระบุให้ขอรับได้ ณ ที่ว่าการอำเภอ • "ขอรับได้ ณ ที่ว่าการอำเภอ โดยไม่เสียค่าธรรมเนียม" ผิด: มาตรา 11 ทวิ กำหนดให้เสียค่าธรรมเนียมฉบับละ 50 สตางค์ • "ขอรับได้ ณ ที่ว่าการอำเภอ โดยเสียค่าธรรมเนียมฉบับละ 1 บาท" ผิด: มาตรา 11 ทวิ กำหนดค่าธรรมเนียมฉบับละ 50 สตางค์ ไม่ใช่ 1 บาท อ้างอิงตัวบท มาตรา 11 ทวิ: “ให้ขอรับได้ ณ ที่ว่าการอำเภอ” มาตรา 11 ทวิ: “เสียค่าธรรมเนียมฉบับละ 50 สตางค์”
มาตรา 11 ทวิ: “ให้ขอรับได้ ณ ที่ว่าการอำเภอ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามมาตรา 12 ตรี การดำเนินการตาม (1) หรือ (2) ต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่ากี่วันนับแต่วันได้รับหมายเรียกหรือคำสั่ง
- ก. ไม่น้อยกว่าสิบห้าวัน
- ข. ไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน ✓
- ค. ไม่น้อยกว่าสามวัน
- ง. ไม่น้อยกว่าห้าวัน
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน" มาตรา 12 ตรี กำหนดให้การดำเนินการตาม (1) หรือ (2) ต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวันนับแต่วันได้รับหมายเรียกหรือคำสั่ง ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ไม่น้อยกว่าห้าวัน" ผิด: มาตรา 12 ตรี กำหนดว่า “ต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน” • "ไม่น้อยกว่าสิบห้าวัน" ผิด: มาตรา 12 ตรี กำหนดว่า “ต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน” • "ไม่น้อยกว่าสามวัน" ผิด: มาตรา 12 ตรี กำหนดว่า “ต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน” อ้างอิงตัวบท มาตรา 12 ตรี: “การดำเนินการตาม (1) หรือ (2) ต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวันนับแต่วันได้รับหมายเรียกหรือคำสั่ง”
มาตรา 12 ตรี: “การดำเนินการตาม (1) หรือ (2) ต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวันนับแต่วันได้รับหมายเรียกหรือคำสั่ง”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อใดอธิบายผลของมาตรา 6 ได้ถูกต้อง เมื่อคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลเป็นผู้มีหน้าที่ตามประมวลรัษฎากร
- ก. ให้สมาชิกทุกคนของคณะนั้นร่วมกันเป็นผู้รับผิดชอบ
- ข. ไม่มีผู้รับผิดชอบเพราะคณะบุคคลนั้นมิใช่นิติบุคคล
- ค. ให้ผู้อำนวยการหรือผู้จัดการคณะนั้นเป็นผู้รับผิดชอบ ✓
- ง. ให้คณะบุคคลนั้นเป็นผู้รับผิดชอบเองแม้มิใช่นิติบุคคล
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ให้ผู้อำนวยการหรือผู้จัดการคณะนั้นเป็นผู้รับผิดชอบ" มาตรา 6 บัญญัติว่า ในกรณีที่คณะบุคคลเป็นผู้มีหน้าที่และคณะนั้นมิใช่นิติบุคคล ให้ผู้อำนวยการหรือผู้จัดการคณะนั้นเป็นผู้รับผิดชอบ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ไม่มีผู้รับผิดชอบเพราะคณะบุคคลนั้นมิใช่นิติบุคคล" ผิด: มาตรา 6 ยืนยันให้ผู้อำนวยการหรือผู้จัดการคณะนั้นเป็นผู้รับผิดชอบในกรณีดังกล่าว • "ให้สมาชิกทุกคนของคณะนั้นร่วมกันเป็นผู้รับผิดชอบ" ผิด: มาตรา 6 กำหนดเฉพาะว่า “ให้ผู้อำนวยการหรือผู้จัดการคณะนั้นเป็นผู้รับผิดชอบ” มิได้กำหนดให้สมาชิกทุกคนร่วมกันรับผิดชอบ • "ให้คณะบุคคลนั้นเป็นผู้รับผิดชอบเองแม้มิใช่นิติบุคคล" ผิด: มาตรา 6 กำหนดให้ผู้อำนวยการหรือผู้จัดการคณะนั้นเป็นผู้รับผิดชอบ ไม่ใช่ให้คณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลรับผิดชอบเอง อ้างอิงตัวบท มาตรา 6: “ให้ผู้อำนวยการหรือผู้จัดการคณะนั้นเป็นผู้รับผิดชอบ”
มาตรา 6: “ให้ผู้อำนวยการหรือผู้จัดการคณะนั้นเป็นผู้รับผิดชอบ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตราสารที่ต้องเสียอากรฉบับหนึ่งทำขึ้นนอกสยาม วันนี้นาย ก. เป็นผู้ทรงตราสารคนแรกในสยามและได้รับตราสารนั้น นาย ก. ต้องปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าภายในกำหนดใด
- ก. ก่อนยื่นตราสารเพื่อให้จ่ายเงิน โดยไม่ต้องนับจากวันที่ได้รับตราสาร
- ข. ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับตราสารนั้น
- ค. ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ตราสารได้ทำขึ้นนอกสยาม
- ง. ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับตราสารนั้น ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับตราสารนั้น" ตราสารที่ต้องเสียอากรและทำขึ้นนอกสยาม → “ถ้าตราสารที่ต้องเสียอากรได้ทำขึ้นนอกสยาม”; นาย ก. เป็นผู้ทรงตราสารคนแรกในสยาม → “ผู้ทรงตราสารคนแรกในสยาม”; นาย ก. ได้รับตราสารวันนี้ → “ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับตราสารนั้น” ดังนั้นต้องปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับตราสาร ตามมาตรา 111 แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ก่อนยื่นตราสารเพื่อให้จ่ายเงิน โดยไม่ต้องนับจากวันที่ได้รับตราสาร" ผิด: กรณีผู้ทรงตราสารคนแรกในสยาม แหล่งที่มากำหนดให้ปิดแสตมป์และขีดฆ่า “ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับตราสารนั้น” ส่วนการปิดแสตมป์ก่อนยื่นตราสารใช้เมื่อมิได้ปฏิบัติตามความในวรรคก่อน • "ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับตราสารนั้น" ผิด: แหล่งที่มากำหนดว่า “ภายใน 30 วัน” ไม่ใช่ 15 วัน • "ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ตราสารได้ทำขึ้นนอกสยาม" ผิด: แหล่งที่มากำหนดให้เริ่มนับ “นับแต่วันที่ได้รับตราสารนั้น” ไม่ใช่วันที่ทำตราสาร อ้างอิงตัวบท มาตรา 111: “ให้เป็นหน้าที่ของผู้ทรงตราสารคนแรกในสยามต้องเสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับตราสารนั้น”
มาตรา 111: “ให้เป็นหน้าที่ของผู้ทรงตราสารคนแรกในสยามต้องเสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับตราสารนั้น”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตราสารที่ต้องเสียอากรฉบับหนึ่งทำขึ้นนอกสยาม นาย ก. เป็นผู้ทรงตราสารคนแรกในสยาม ต่อมานาง ข. ได้ตราสารมาไว้ในครอบครองก่อนพ้นกำหนดสามสิบวันนับแต่วันที่นาย ก. ได้รับตราสาร ตามประมวลรัษฎากร ข้อใดถูกต้อง
- ก. นาย ก. ต้องปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับตราสาร ✓
- ข. นาย ก. ต้องปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับตราสาร แต่ไม่ต้องขีดฆ่า
- ค. นาย ก. ต้องปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าเมื่อพ้นสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับตราสาร
- ง. นาง ข. ต้องปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าภายในสามสิบวันนับแต่วันที่นาย ก. ได้รับตราสาร
Explanation: คำตอบที่ถูก: "นาย ก. ต้องปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับตราสาร" ข้อเท็จจริงว่า “ตราสารที่ต้องเสียอากรฉบับหนึ่งทำขึ้นนอกสยาม” → “ถ้าตราสารที่ต้องเสียอากรได้ทำขึ้นนอกสยาม”; ข้อเท็จจริงว่า “นาย ก. เป็นผู้ทรงตราสารคนแรกในสยาม” → “ผู้ทรงตราสารคนแรกในสยาม”; ข้อเท็จจริงว่า “นาง ข. ได้ตราสารมาไว้ในครอบครองก่อนพ้นกำหนด” → “ผู้ทรงตราสารคนใดได้ตราสาร...มาไว้ในครอบครองก่อนพ้นกำหนดเวลา...จะเสียอากร...ก็ได้” ดังนั้นหน้าที่ต้องปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าภายในสามสิบวันยังเป็นของนาย ก. ส่วนนาง ข. มีสิทธิดำเนินการได้ตามที่กฎหมายกำหนด ตามมาตรา 111 แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "นาย ก. ต้องปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับตราสาร แต่ไม่ต้องขีดฆ่า" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ผู้ทรงตราสารคนแรกในสยามต้อง “ปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่า” จึงละเว้นการขีดฆ่าไม่ได้ • "นาง ข. ต้องปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าภายในสามสิบวันนับแต่วันที่นาย ก. ได้รับตราสาร" ผิด: ผู้ทรงที่ได้ตราสารมาไว้ในครอบครองก่อนพ้นกำหนดนั้น กฎหมายระบุว่า “จะเสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าก็ได้” มิได้กำหนดว่าต้องเสียอากรแทนผู้ทรงคนแรก • "นาย ก. ต้องปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าเมื่อพ้นสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับตราสาร" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ปิดแสตมป์และขีดฆ่า “ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับตราสารนั้น” ไม่ใช่เมื่อพ้นสามสิบวัน อ้างอิงตัวบท มาตรา 111: “ถ้าตราสารที่ต้องเสียอากรได้ทำขึ้นนอกสยาม ให้เป็นหน้าที่ของผู้ทรงตราสารคนแรกในสยามต้องเสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับตราสารนั้น”
มาตรา 111: “ถ้าตราสารที่ต้องเสียอากรได้ทำขึ้นนอกสยาม ให้เป็นหน้าที่ของผู้ทรงตราสารคนแรกในสยามต้องเสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับตราสารนั้น”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
นาย ก. ไม่ชำระภาษีให้ครบถ้วนภายในกำหนดเวลาและไม่ได้รับอนุมัติจากอธิบดีให้ขยายเวลา เมื่อคำนวณเงินเพิ่มจนถึงวันชำระภาษี ปรากฏว่าเงินเพิ่มสูงกว่าจำนวนภาษีที่ต้องชำระ ตามประมวลรัษฎากร ผลเป็นอย่างไร
- ก. ให้เรียกเงินเพิ่มตามจำนวนที่คำนวณได้แม้เกินภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่ง
- ข. เงินเพิ่มให้ลดเหลือร้อยละ 0.75 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน
- ค. เงินเพิ่มต้องไม่เกินสองเท่าของจำนวนภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่ง
- ง. เงินเพิ่มต้องไม่เกินจำนวนภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่ง ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เงินเพิ่มต้องไม่เกินจำนวนภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่ง" นาย ก. → “บุคคลใด”; ไม่ชำระภาษีให้ครบถ้วน → “ไม่ชำระภาษีหรือนำส่งภาษีให้ครบถ้วน”; ภายในกำหนดเวลา → “ภายในกำหนดเวลาตามบทบัญญัติในหมวดนี้”; ไม่ได้รับอนุมัติให้ขยายเวลา → ไม่เข้าเงื่อนไข “อธิบดีอนุมัติให้ขยายเวลาเสียภาษี”; คำนวณจนถึงวันชำระภาษี → “การคำนวณเงินเพิ่ม” และ “จนถึงวันชำระภาษีหรือนำส่งภาษี”; เงินเพิ่มสูงกว่าภาษีที่ต้องชำระ → “เงินเพิ่มที่คำนวณได้มิให้เกินจำนวนภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่ง” ดังนั้นต้องจำกัดเงินเพิ่มไม่ให้เกินจำนวนภาษี ตามมาตรา 89/1 แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เงินเพิ่มให้ลดเหลือร้อยละ 0.75 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน" ผิด: อัตราร้อยละ 0.75 ใช้ในกรณีที่ “อธิบดีอนุมัติให้ขยายเวลาเสียภาษี” และมีการชำระภายในเวลาที่ขยายให้ แต่กรณีนี้ไม่ได้รับอนุมัติ • "เงินเพิ่มต้องไม่เกินสองเท่าของจำนวนภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่ง" ผิด: แหล่งที่มากำหนดเพดานไว้เพียง “จำนวนภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่ง” ไม่ใช่สองเท่าของจำนวนดังกล่าว • "ให้เรียกเงินเพิ่มตามจำนวนที่คำนวณได้แม้เกินภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่ง" ผิด: แหล่งที่มากำหนดว่า “แต่เงินเพิ่มที่คำนวณได้มิให้เกินจำนวนภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่ง” อ้างอิงตัวบท มาตรา 89/1: “แต่เงินเพิ่มที่คำนวณได้มิให้เกินจำนวนภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่ง”
มาตรา 89/1: “แต่เงินเพิ่มที่คำนวณได้มิให้เกินจำนวนภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่ง”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อใดอธิบายหลักเกณฑ์ตามมาตรา 41 สำหรับเงินได้เนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในประเทศไทยได้ถูกต้อง
- ก. หากนายจ้างมีกิจการในต่างประเทศ เงินได้จากงานที่ทำในประเทศไทยไม่ต้องเสียภาษี
- ข. ต้องเสียภาษีไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ ✓
- ค. หากจ่ายเงินได้ในต่างประเทศ ต้องเสียภาษีเมื่อนำเงินได้นั้นเข้ามาในประเทศไทย
- ง. ต้องเสียภาษีเฉพาะเมื่อเงินได้นั้นจ่ายในประเทศไทย
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ต้องเสียภาษีไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ" มาตรา 41 กำหนดว่าเงินได้พึงประเมินเนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในประเทศไทยต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ ไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "หากนายจ้างมีกิจการในต่างประเทศ เงินได้จากงานที่ทำในประเทศไทยไม่ต้องเสียภาษี" ผิด: มาตรา 41 ใช้คำว่า “หรือ” แยกเหตุจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในประเทศไทยออกจากเหตุเนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทย • "ต้องเสียภาษีเฉพาะเมื่อเงินได้นั้นจ่ายในประเทศไทย" ผิด: มาตรา 41 กำหนดว่าให้เสียภาษี “ไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ” • "หากจ่ายเงินได้ในต่างประเทศ ต้องเสียภาษีเมื่อนำเงินได้นั้นเข้ามาในประเทศไทย" ผิด: กรณีงานหรือกิจการที่ทำในประเทศไทยต้องเสียภาษีไม่ว่าจะจ่ายในหรือนอกประเทศ โดยไม่ใช้เงื่อนไขการนำเงินได้เข้ามาในประเทศไทย อ้างอิงตัวบท มาตรา 41: “ผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในประเทศไทย หรือเนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย ต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ”
มาตรา 41: “ผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในประเทศไทย หรือเนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย ต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามมาตรา 37 ผู้กระทำการตามที่บัญญัติไว้ต้องระวางโทษจำคุกเท่าใด
- ก. จำคุกตั้งแต่สามเดือนถึงเจ็ดปี ✓
- ข. จำคุกตั้งแต่หนึ่งเดือนถึงเจ็ดปี
- ค. จำคุกตั้งแต่สามเดือนถึงห้าปี
- ง. จำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงเจ็ดปี
Explanation: คำตอบที่ถูก: "จำคุกตั้งแต่สามเดือนถึงเจ็ดปี" มาตรา 37 บัญญัติให้ผู้กระทำการตามที่ระบุต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองแสนบาท ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "จำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงเจ็ดปี" ผิด: มาตรา 37 กำหนดโทษจำคุกขั้นต่ำไว้ที่สามเดือน ไม่ใช่หกเดือน • "จำคุกตั้งแต่หนึ่งเดือนถึงเจ็ดปี" ผิด: มาตรา 37 กำหนดโทษจำคุกขั้นต่ำไว้ที่สามเดือน ไม่ใช่หนึ่งเดือน • "จำคุกตั้งแต่สามเดือนถึงห้าปี" ผิด: มาตรา 37 กำหนดโทษจำคุกขั้นสูงไว้ที่เจ็ดปี ไม่ใช่ห้าปี อ้างอิงตัวบท มาตรา 37: “ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามเดือนถึงเจ็ดปี”
มาตรา 37: “ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามเดือนถึงเจ็ดปี”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
บริษัท ค. จำกัด ไม่ชำระภาษีให้ครบถ้วนภายในกำหนดเวลาเดิม ต่อมาอธิบดีอนุมัติให้ขยายเวลาเสียภาษีโดยชอบตามประมวลรัษฎากร และบริษัทชำระภาษีภายในกำหนดเวลาที่ขยายให้ บริษัทต้องเสียเงินเพิ่มในอัตราใด
- ก. เสียเงินเพิ่มร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน
- ข. ไม่ต้องเสียเงินเพิ่มสำหรับเดือนหรือเศษของเดือน
- ค. เสียเงินเพิ่มร้อยละ 0.75 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน ✓
- ง. เสียเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เสียเงินเพิ่มร้อยละ 0.75 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน" ข้อเท็จจริง “บริษัท ค. จำกัด” → “บุคคลใด”; “ไม่ชำระภาษีให้ครบถ้วน” → “ไม่ชำระภาษีหรือนำส่งภาษีให้ครบถ้วน”; “ภายในกำหนดเวลาเดิม” → “ภายในกำหนดเวลาตามบทบัญญัติในหมวดนี้”; “อธิบดี” → “อธิบดี”; “อนุมัติให้ขยายเวลาเสียภาษีโดยชอบตามประมวลรัษฎากร” → “อนุมัติให้ขยายเวลาเสียภาษีตามที่กำหนดในมาตรา 3 อัฏฐ”; และ “ชำระภาษีภายในกำหนดเวลาที่ขยายให้” → “ภายในกำหนดเวลาที่ขยายให้นั้น” จึงเข้าเงื่อนไขให้เงินเพิ่มลดลงเหลือร้อยละ 0.75 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน ตามมาตรา 89/1 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ไม่ต้องเสียเงินเพิ่มสำหรับเดือนหรือเศษของเดือน" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าเงินเพิ่มให้ลดลงเหลือร้อยละ 0.75 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน มิได้ยกเว้นเงินเพิ่มทั้งหมด • "เสียเงินเพิ่มร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดอัตราที่ลดลงไว้ที่ร้อยละ 0.75 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน ไม่ใช่ร้อยละ 1 • "เสียเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดว่าเมื่ออธิบดีอนุมัติให้ขยายเวลาและมีการชำระภายในเวลาที่ขยาย เงินเพิ่มให้ลดลงเหลือร้อยละ 0.75 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 3 อัฏฐ: “มาตรา 3 อัฏฐ กำหนดเวลาการยื่นแบบแสดงรายการหรือแจ้งรายการต่าง ๆ ก็ดี กำหนดเวลาการอุทธรณ์ก็ดี หรือกำหนดเวลาการเสียภาษีอากรตามที่กำหนดไว้ในประมวลรัษฎากรนี้ก็ดี ถ้าผู้มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกำหนดเวลาดังกล่าวมิได้อยู่ในประเทศไทย หรือมีเหตุจำเป็นจนไม่สามารถจะปฏิบัติตามกำหนดเวลาได้ เมื่ออธิบดีพิจารณาเห็นเป็นการสมควรจะให้ขยายหรือให้เลื่อนกำหนดเวลาออกไปอีกตามความจำเป็นแก่กรณีก็ได้” • มาตรา 89/1 วรรค 2: “ในกรณีที่อธิบดีอนุมัติให้ขยายเวลาเสียภาษีตามที่กำหนดในมาตรา 3 อัฏฐ และได้มีการชำระภาษีหรือนำส่งภาษีภายในกำหนดเวลาที่ขยายให้นั้น เงินเพิ่มตามวรรคหนึ่งให้ลดลงเหลือร้อยละ 0.75 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน” อ้างอิงตัวบท มาตรา 89/1: “ในกรณีที่อธิบดีอนุมัติให้ขยายเวลาเสียภาษีตามที่กำหนดในมาตรา 3 อัฏฐ และได้มีการชำระภาษีหรือนำส่งภาษีภายในกำหนดเวลาที่ขยายให้นั้น เงินเพิ่มตามวรรคหนึ่งให้ลดลงเหลือร้อยละ 0.75 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน”
มาตรา 89/1: “ในกรณีที่อธิบดีอนุมัติให้ขยายเวลาเสียภาษีตามที่กำหนดในมาตรา 3 อัฏฐ และได้มีการชำระภาษีหรือนำส่งภาษีภายในกำหนดเวลาที่ขยายให้นั้น เงินเพิ่มตามวรรคหนึ่งให้ลดลงเหลือร้อยละ 0.75 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อใดอธิบายหน้าที่ลงลายมือชื่อในรายการ รายงาน หรือเอกสารอื่นที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลต้องทำยื่นตามมาตรา 7 ได้ถูกต้อง
- ก. ให้กรรมการเป็นผู้ลงลายมือชื่อเพียงผู้เดียว
- ข. ให้กรรมการ ผู้เป็นหุ้นส่วน และผู้จัดการร่วมกันลงลายมือชื่อ
- ค. ไม่ต้องมีผู้ลงลายมือชื่อในรายการ รายงาน หรือเอกสารอื่น
- ง. ให้กรรมการ ผู้เป็นหุ้นส่วน หรือผู้จัดการเป็นผู้ลงลายมือชื่อ ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ให้กรรมการ ผู้เป็นหุ้นส่วน หรือผู้จัดการเป็นผู้ลงลายมือชื่อ" มาตรา 7 กำหนดว่า รายการ รายงาน หรือเอกสารอื่นที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลต้องทำยื่น ให้กรรมการ ผู้เป็นหุ้นส่วน หรือผู้จัดการเป็นผู้ลงลายมือชื่อ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ให้กรรมการเป็นผู้ลงลายมือชื่อเพียงผู้เดียว" ผิด: มาตรา 7 ระบุทางเลือกไว้ว่า “กรรมการหรือผู้เป็นหุ้นส่วนหรือผู้จัดการ” มิได้กำหนดเฉพาะกรรมการเพียงผู้เดียว • "ให้กรรมการ ผู้เป็นหุ้นส่วน และผู้จัดการร่วมกันลงลายมือชื่อ" ผิด: มาตรา 7 ใช้คำว่า “หรือ” ระหว่างกรรมการ ผู้เป็นหุ้นส่วน และผู้จัดการ มิได้กำหนดให้ร่วมกันลงลายมือชื่อ • "ไม่ต้องมีผู้ลงลายมือชื่อในรายการ รายงาน หรือเอกสารอื่น" ผิด: มาตรา 7 กำหนดให้กรรมการ ผู้เป็นหุ้นส่วน หรือผู้จัดการเป็นผู้ลงลายมือชื่อ อ้างอิงตัวบท มาตรา 7: “ให้กรรมการหรือผู้เป็นหุ้นส่วนหรือผู้จัดการเป็นผู้ลงลายมือชื่อ”
มาตรา 7: “ให้กรรมการหรือผู้เป็นหุ้นส่วนหรือผู้จัดการเป็นผู้ลงลายมือชื่อ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
บริษัท ค. จำกัด เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ได้ขายสินค้าและนำภาษีขายไปรวมคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มในเดือนมกราคม ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์พบว่าสินค้ามีจำนวนเกินกว่าที่ตกลงซื้อขายกัน จึงเพิ่มราคาสินค้าและออกใบเพิ่มหนี้ในเดือนมีนาคม โดยผู้ซื้อได้รับใบเพิ่มหนี้ในเดือนเมษายน บริษัทต้องนำภาษีขายที่เพิ่มขึ้นไปรวมคำนวณในเดือนภาษีใด
- ก. เดือนภาษีเมษายน ซึ่งเป็นเดือนที่ผู้ซื้อได้รับใบเพิ่มหนี้
- ข. เดือนภาษีกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นเดือนที่บริษัทพบจำนวนสินค้าเกิน
- ค. เดือนภาษีมีนาคม ซึ่งเป็นเดือนที่บริษัทออกใบเพิ่มหนี้ ✓
- ง. เดือนภาษีมกราคม ซึ่งเป็นเดือนที่บริษัทคำนวณภาษีขายเดิม
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เดือนภาษีมีนาคม ซึ่งเป็นเดือนที่บริษัทออกใบเพิ่มหนี้" ข้อเท็จจริงที่บริษัทเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนและขายสินค้าโดยนำภาษีขายไปรวมคำนวณแล้ว → “ผู้ประกอบการจดทะเบียนขายสินค้า...และได้นำภาษีขายไปรวมคำนวณ...แล้ว”; ข้อเท็จจริงว่าสินค้ามีจำนวนเกินกว่าที่ตกลงซื้อขายกันและมีการเพิ่มราคา → “มีการเพิ่มราคาสินค้าที่ขายเนื่องจากสินค้าเกินกว่าจำนวนที่ตกลงซื้อขายกัน”; ข้อเท็จจริงว่าออกใบเพิ่มหนี้ในเดือนมีนาคม → “ในเดือนภาษีที่ได้ออกใบเพิ่มหนี้”; ส่วนการที่ผู้ซื้อได้รับใบเพิ่มหนี้ในเดือนเมษายน → เป็นหลักสำหรับภาษีซื้อของผู้ได้รับใบเพิ่มหนี้ ไม่ใช่กำหนดเดือนภาษีขายของบริษัท ดังนั้นบริษัทต้องรวมภาษีขายที่เพิ่มขึ้นในเดือนภาษีมีนาคม ตามมาตรา 82/9 แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เดือนภาษีกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นเดือนที่บริษัทพบจำนวนสินค้าเกิน" ผิด: แหล่งกฎหมายกำหนดเดือนภาษีที่ได้ออกใบเพิ่มหนี้ ไม่ใช่เดือนที่พบว่าสินค้ามีจำนวนเกินกว่าที่ตกลงกัน • "เดือนภาษีมกราคม ซึ่งเป็นเดือนที่บริษัทคำนวณภาษีขายเดิม" ผิด: แหล่งกฎหมายให้รวมภาษีขายที่เพิ่มขึ้นในเดือนภาษีที่ออกใบเพิ่มหนี้ มิใช่เดือนที่นำภาษีขายเดิมไปรวมคำนวณ • "เดือนภาษีเมษายน ซึ่งเป็นเดือนที่ผู้ซื้อได้รับใบเพิ่มหนี้" ผิด: กรณีผู้ขายต้องถือภาษีขายที่เพิ่มขึ้นเป็นภาษีขายใน “เดือนภาษีที่ได้ออกใบเพิ่มหนี้” ส่วนเดือนที่ได้รับใบเพิ่มหนี้ใช้กับภาษีซื้อของผู้ได้รับใบเพิ่มหนี้ อ้างอิงตัวบท มาตรา 82/9: “โดยให้ถือเป็นภาษีขายของตนในเดือนภาษีที่ได้ออกใบเพิ่มหนี้”
มาตรา 82/9: “โดยให้ถือเป็นภาษีขายของตนในเดือนภาษีที่ได้ออกใบเพิ่มหนี้”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามมาตรา 46 เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) ยอมให้หักค่าใช้จ่ายได้ตามที่กำหนดโดยกฎหมายใด
- ก. พระราชกฤษฎีกา ✓
- ข. กฎกระทรวง
- ค. ประกาศกระทรวงการคลัง
- ง. พระราชบัญญัติ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "พระราชกฤษฎีกา" มาตรา 46 บัญญัติว่า เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) ยอมให้หักค่าใช้จ่ายได้ตามที่จะได้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ประกาศกระทรวงการคลัง" ผิด: ถ้อยคำในมาตรา 46 ระบุให้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา มิใช่ประกาศกระทรวงการคลัง • "กฎกระทรวง" ผิด: มาตรา 46 ระบุว่าให้หักค่าใช้จ่ายได้ตามที่จะได้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา • "พระราชบัญญัติ" ผิด: มาตรา 46 กำหนดรูปแบบกฎหมายไว้เฉพาะว่าเป็นพระราชกฤษฎีกา มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 40 (8): “(8) เงินได้จากการธุรกิจ การพาณิชย์ การเกษตร การอุตสาหกรรม การขนส่ง หรือการอื่นนอกจากที่ระบุไว้ใน (1) ถึง (7) แล้ว” อ้างอิงตัวบท มาตรา 46: “ยอมให้หักค่าใช้จ่ายได้ตามที่จะได้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา”
มาตรา 46: “ยอมให้หักค่าใช้จ่ายได้ตามที่จะได้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามมาตรา 85/6 ผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องแจ้งการเปลี่ยนแปลงรายการที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มในสาระสำคัญภายในกี่วันนับจากวันที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น
- ก. ภายในเจ็ดวัน
- ข. ภายในสิบห้าวัน ✓
- ค. ภายในหกสิบวัน
- ง. ภายในสามสิบวัน
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ภายในสิบห้าวัน" มาตรา 85/6 กำหนดให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนแจ้งการเปลี่ยนแปลงรายการที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มในสาระสำคัญภายในสิบห้าวันนับจากวันที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ภายในหกสิบวัน" ผิด: ข้อความในมาตรา 85/6 กำหนดให้แจ้งภายในสิบห้าวัน มิใช่หกสิบวัน • "ภายในสามสิบวัน" ผิด: มาตรา 85/6 ระบุระยะเวลาไว้สิบห้าวัน มิใช่สามสิบวัน • "ภายในเจ็ดวัน" ผิด: มาตรา 85/6 กำหนดว่าให้แจ้งภายในสิบห้าวันนับจากวันที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น มิใช่เจ็ดวัน อ้างอิงตัวบท มาตรา 85/6: “ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนแจ้งการเปลี่ยนแปลงนั้น ณ สถานที่ที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ภายในสิบห้าวันนับจากวันที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น”
มาตรา 85/6: “ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนแจ้งการเปลี่ยนแปลงนั้น ณ สถานที่ที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ภายในสิบห้าวันนับจากวันที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับความหมายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันตามมาตรา 71 ทวิ
- ก. นิติบุคคลหนึ่งถือหุ้นในอีกนิติบุคคลหนึ่งโดยตรงหรือโดยอ้อมร้อยละสี่สิบของทุนทั้งหมด
- ข. นิติบุคคลหนึ่งถือหุ้นในอีกนิติบุคคลหนึ่งโดยตรงหรือโดยอ้อมไม่น้อยกว่าร้อยละห้าสิบของทุนทั้งหมด ✓
- ค. นิติบุคคลสองแห่งมีเพียงความสัมพันธ์ด้านการจัดการ แม้ยังดำเนินการโดยอิสระจากกันได้
- ง. นิติบุคคลสองแห่งมีข้อกำหนดทางการพาณิชย์แตกต่างกัน จึงถือว่ามีความสัมพันธ์กัน
Explanation: คำตอบที่ถูก: "นิติบุคคลหนึ่งถือหุ้นในอีกนิติบุคคลหนึ่งโดยตรงหรือโดยอ้อมไม่น้อยกว่าร้อยละห้าสิบของทุนทั้งหมด" มาตรา 71 ทวิ วรรคสอง (1) กำหนดว่า นิติบุคคลหนึ่งถือหุ้นหรือเป็นหุ้นส่วนในอีกนิติบุคคลหนึ่งไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อมไม่น้อยกว่าร้อยละห้าสิบของทุนทั้งหมด ถือเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "นิติบุคคลหนึ่งถือหุ้นในอีกนิติบุคคลหนึ่งโดยตรงหรือโดยอ้อมร้อยละสี่สิบของทุนทั้งหมด" ผิด: มาตรา 71 ทวิ วรรคสอง (1) กำหนดสัดส่วนไว้ว่าไม่น้อยกว่าร้อยละห้าสิบของทุนทั้งหมด • "นิติบุคคลสองแห่งมีข้อกำหนดทางการพาณิชย์แตกต่างกัน จึงถือว่ามีความสัมพันธ์กัน" ผิด: มาตรา 71 ทวิ วรรคสองให้นิยามจากความสัมพันธ์ด้านการถือหุ้น การเป็นหุ้นส่วน ทุน การจัดการ หรือการควบคุม มิใช่จากความแตกต่างของข้อกำหนดทางการพาณิชย์เพียงอย่างเดียว • "นิติบุคคลสองแห่งมีเพียงความสัมพันธ์ด้านการจัดการ แม้ยังดำเนินการโดยอิสระจากกันได้" ผิด: มาตรา 71 ทวิ วรรคสอง (3) ระบุลักษณะที่นิติบุคคลหนึ่งไม่อาจดำเนินการโดยอิสระจากอีกนิติบุคคลหนึ่ง มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 71 ทวิ วรรค 2: “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันตามวรรคหนึ่ง หมายความว่า บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตั้งแต่สองนิติบุคคลขึ้นไปที่มีความสัมพันธ์กันในลักษณะ ดังต่อไปนี้” อ้างอิงตัวบท มาตรา 71 ทวิ: “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันตามวรรคหนึ่ง หมายความว่า บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตั้งแต่สองนิติบุคคลขึ้นไปที่มีความสัมพันธ์กันในลักษณะ ดังต่อไปนี้ (1) นิติบุคคลหนึ่งถือหุ้นหรือเป็นหุ้นส่วนในอีกนิติบุคคลหนึ่งไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อมไม่น้อยกว่าร้อยละห้าสิบของทุนทั้งหมด”
มาตรา 71 ทวิ: “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันตามวรรคหนึ่ง หมายความว่า บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตั้งแต่สองนิติบุคคลขึ้นไปที่มีความสัมพันธ์กันในลักษณะ ดังต่อไปนี้ (1) นิติบุคคลหนึ่งถือหุ้นหรือเป็นหุ้นส่วนในอีกนิติบุคคลหนึ่งไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อมไม่น้อยกว่าร้อยละห้าสิบของทุนทั้งหมด”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามมาตรา 88/4 เจ้าพนักงานประเมินจะต้องให้เวลาล่วงหน้าแก่บุคคลที่ได้รับหมายเรียกหรือคำสั่งไม่น้อยกว่าเท่าใด
- ก. ไม่น้อยกว่าสิบวันนับแต่วันได้รับหมายเรียกหรือได้รับคำสั่ง
- ข. ไม่น้อยกว่าสามวันนับแต่วันได้รับหมายเรียกหรือได้รับคำสั่ง
- ค. ไม่น้อยกว่าสิบห้าวันนับแต่วันได้รับหมายเรียกหรือได้รับคำสั่ง
- ง. ไม่น้อยกว่าเจ็ดวันนับแต่วันได้รับหมายเรียกหรือได้รับคำสั่ง ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ไม่น้อยกว่าเจ็ดวันนับแต่วันได้รับหมายเรียกหรือได้รับคำสั่ง" มาตรา 88/4 กำหนดให้เจ้าพนักงานประเมินต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวันนับแต่วันได้รับหมายเรียกหรือได้รับคำสั่ง ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ไม่น้อยกว่าสามวันนับแต่วันได้รับหมายเรียกหรือได้รับคำสั่ง" ผิด: มาตรา 88/4 กำหนดว่า “ไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน” ไม่ใช่สามวัน • "ไม่น้อยกว่าสิบวันนับแต่วันได้รับหมายเรียกหรือได้รับคำสั่ง" ผิด: มาตรา 88/4 กำหนดว่า “ไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน” ไม่ใช่สิบวัน • "ไม่น้อยกว่าสิบห้าวันนับแต่วันได้รับหมายเรียกหรือได้รับคำสั่ง" ผิด: มาตรา 88/4 กำหนดว่า “ไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน” ไม่ใช่สิบห้าวัน อ้างอิงตัวบท มาตรา 88/4: “จะต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวันนับแต่วันได้รับหมายเรียก” มาตรา 88/4: “นับแต่วันได้รับหมายเรียก หรือได้รับคำสั่ง”
มาตรา 88/4: “จะต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวันนับแต่วันได้รับหมายเรียก”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
บริษัท ค. จำกัด เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ได้เลิกประกอบกิจการ และจะไปแจ้งการเลิกกิจการ ณ สถานที่ที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ บริษัทต้องแจ้งภายในกำหนดใด
- ก. แจ้งภายในสิบห้าวันนับจากวันเลิกประกอบกิจการ ✓
- ข. แจ้งพร้อมการคืนใบทะเบียนโดยไม่มีกำหนดนับจากวันเลิกกิจการ
- ค. แจ้งภายในสามสิบวันนับจากวันเลิกประกอบกิจการ
- ง. แจ้งภายในสิบห้าวันนับจากวันจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
Explanation: คำตอบที่ถูก: "แจ้งภายในสิบห้าวันนับจากวันเลิกประกอบกิจการ" ข้อเท็จจริงว่า บริษัท ค. จำกัดเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน → “ผู้ประกอบการจดทะเบียนใด”; ได้เลิกประกอบกิจการ → “เลิกประกอบกิจการ”; จะไปแจ้งการเลิกกิจการ → “แจ้งการเลิกกิจการ”; ณ สถานที่ที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ → “ณ สถานที่ที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้” จึงใช้กำหนด คือ “ภายในสิบห้าวันนับจากวันเลิกประกอบกิจการ” ตามมาตรา 85/15 แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "แจ้งภายในสิบห้าวันนับจากวันจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้เริ่มนับจาก “วันเลิกประกอบกิจการ” ไม่ใช่วันจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม • "แจ้งภายในสามสิบวันนับจากวันเลิกประกอบกิจการ" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดว่า “ภายในสิบห้าวันนับจากวันเลิกประกอบกิจการ” ไม่ใช่สามสิบวัน • "แจ้งพร้อมการคืนใบทะเบียนโดยไม่มีกำหนดนับจากวันเลิกกิจการ" ผิด: แม้ต้องคืนใบทะเบียน “พร้อมกับการแจ้งเลิกประกอบกิจการ” แต่การแจ้งยังต้องทำ “ภายในสิบห้าวันนับจากวันเลิกประกอบกิจการ” อ้างอิงตัวบท มาตรา 85/15: “ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนนั้นแจ้งการเลิกกิจการตามแบบที่อธิบดีกำหนด ณ สถานที่ที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ภายในสิบห้าวันนับจากวันเลิกประกอบกิจการ”
มาตรา 85/15: “ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนนั้นแจ้งการเลิกกิจการตามแบบที่อธิบดีกำหนด ณ สถานที่ที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ภายในสิบห้าวันนับจากวันเลิกประกอบกิจการ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
บริษัท ก. จำกัด จ่ายเงินได้พึงประเมินประเภท (3) จากประเทศไทยให้บริษัท ค. ซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศและมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย โดยเงินได้นี้มิใช่ดอกเบี้ยจากรัฐบาลหรือสถาบันการเงินตามกรณียกเว้น ตามประมวลรัษฎากร บริษัท ก. จำกัดต้องนำส่งภาษีภายในกำหนดใด
- ก. ภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่จ่ายเงินได้พึงประเมินนั้น
- ข. ไม่ต้องนำส่งภาษี เพราะผู้รับเงินมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย
- ค. ภายในเจ็ดวันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้พึงประเมินนั้น ✓
- ง. ภายในสิบห้าวันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้พึงประเมินนั้น
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ภายในเจ็ดวันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้พึงประเมินนั้น" ข้อเท็จจริงในกรณีนี้เชื่อมกับองค์ประกอบดังนี้: บริษัท ค. ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศ → “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ”; มิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย → “มิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย”; ได้รับเงินได้ประเภท (3) ที่จ่ายจากประเทศไทย → “ได้รับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2)(3) (4) (5) หรือ (6) ที่จ่ายจากหรือในประเทศไทย”; บริษัท ก. เป็นผู้จ่าย → “ผู้จ่าย”; เงินได้มิใช่ดอกเบี้ยตามกรณียกเว้น → ไม่เข้าเงื่อนไข “เงินได้พึงประเมินที่เป็นดอกเบี้ยจากรัฐบาลหรือสถาบันการเงิน...” ดังนั้นกำหนดเวลา คือ “ภายในเจ็ดวันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้พึงประเมินนั้น” ตามมาตรา 70 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ภายในสิบห้าวันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้พึงประเมินนั้น" ผิด: แหล่งที่มากำหนดระยะเวลาไว้ว่า “ภายในเจ็ดวัน” ไม่ใช่ภายในสิบห้าวัน • "ภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่จ่ายเงินได้พึงประเมินนั้น" ผิด: แหล่งที่มากำหนดให้เริ่มนับจาก “วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้พึงประเมินนั้น” มิใช่วันที่จ่ายเงินได้ • "ไม่ต้องนำส่งภาษี เพราะผู้รับเงินมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย" ผิด: แหล่งที่มากำหนดกรณีบริษัทต่างประเทศที่มิได้ประกอบกิจการในประเทศไทยแต่ได้รับเงินได้ประเภทที่ระบุว่า ให้ผู้จ่ายหักภาษีแล้วนำส่ง และข้อเท็จจริงไม่เข้ากรณียกเว้นเรื่องดอกเบี้ย มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 40 (2): “(2) เงินได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้ ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียม ค่านายหน้า ค่าส่วนลด เงินอุดหนุนในงานที่ทำ เบี้ยประชุม บำเหน็จ โบนัส เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่ผู้จ่ายเงินได้ให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่ผู้จ่ายเงินได้จ่ายชำระหนี้ใด ๆ ซึ่งผู้มีเงินได้มีหน้าที่ต้องชำระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้นั้น ไม่ว่าหน้าที่หรือตำแหน่งงานหรืองานที่รับทำให้นั้นจะเป็นการประจำหรือชั่วคราว” • มาตรา 40 (3): “(3) ค่าแห่งกู๊ดวิลล์ ค่าแห่งลิขสิทธิ์ หรือสิทธิอย่างอื่น เงินปีหรือเงินได้มีลักษณะเป็นเงินรายปีอันได้มาจากพินัยกรรม นิติกรรมอย่างอื่น หรือคำพิพากษาของศาล” • มาตรา 40 (4): “(4) เงินได้ที่เป็น” • มาตรา 40 (5): “(5) เงินหรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้เนื่องจาก” • มาตรา 70 วรรค 1: “มาตรา 70 บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทยแต่ได้รับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2)(3) (4) (5) หรือ (6) ที่จ่ายจากหรือในประเทศไทย ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นเสียภาษี โดยให้ผู้จ่ายหักภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่ายตามอัตราภาษีเงินได้สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล แล้วนำส่งอำเภอท้องที่พร้อมกับยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดภายในเจ็ดวันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้พึงประเมินนั้น ทั้งนี้ ให้นำมาตรา 54 มาใช้บังคับโดยอนุโลม” • มาตรา 70 วรรค 2: “ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ ได้รับเงินได้พึงประเมินที่เป็นดอกเบี้ยจากรัฐบาลหรือสถาบันการเงินที่มีกฎหมายโดยเฉพาะของประเทศไทยจัดตั้งขึ้นสำหรับให้กู้ยืมเงินเพื่อส่งเสริมเกษตรกรรม พาณิชยกรรม หรืออุตสาหกรรม” อ้างอิงตัวบท มาตรา 70: “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทยแต่ได้รับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2)(3) (4) (5) หรือ (6) ที่จ่ายจากหรือในประเทศไทย ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นเสียภาษี โดยให้ผู้จ่ายหักภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่ายตามอัตราภาษีเงินได้สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล แล้วนำส่งอำเภอท้องที่พร้อมกับยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดภายในเจ็ดวันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้พึงประเมินนั้น”
มาตรา 70: “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทยแต่ได้รับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2)(3) (4) (5) หรือ (6) ที่จ่ายจากหรือในประเทศไทย ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นเสียภาษี โดยให้ผู้จ่ายหักภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่ายตามอัตราภาษีเงินได้สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล แล้วนำส่งอำเภอท้องที่พร้อมกับยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดภายในเจ็ดวันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้พึงประเมินนั้น”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามประวัติกรมสรรพากร สงครามมหาเอเชียบูรพาเกิดขึ้นเมื่อใด
- ก. วันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2485 ✓
- ข. วันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2486
- ค. วันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2481
- ง. วันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2482
Explanation: คำตอบที่ถูก: "วันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2485" ข้อความในหัวข้อการจัดเก็บภาษีอากรตั้งแต่รัชกาลที่ 7 ระบุว่า สงครามมหาเอเชียบูรพาเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2485 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "วันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2486" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุวันที่เกิดสงครามไว้เป็นวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2485 ไม่ใช่ พ.ศ. 2486 • "วันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2481" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าสงครามมหาเอเชียบูรพาเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2485 ไม่ใช่ พ.ศ. 2481 • "วันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2482" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าสงครามมหาเอเชียบูรพาเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2485 ไม่ใช่ พ.ศ. 2482 อ้างอิงตัวบท ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “ครั้นเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2485 ได้เกิดสงครามมหาเอเชียบูรพาขึ้น”
ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “ครั้นเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2485 ได้เกิดสงครามมหาเอเชียบูรพาขึ้น”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ในสมัยรัชกาลที่ 5 มีการจัดทำงบประมาณแผ่นดินขึ้นเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. ใด
- ก. พ.ศ. 2433
- ข. พ.ศ. 2439 ✓
- ค. พ.ศ. 2416
- ง. พ.ศ. 2418
Explanation: คำตอบที่ถูก: "พ.ศ. 2439" ตามประวัติการจัดเก็บภาษีอากรในสมัยรัชกาลที่ 5 ระบุว่า ในปี พ.ศ. 2439 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการจัดทำงบประมาณแผ่นดินขึ้นเป็นครั้งแรก ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "พ.ศ. 2418" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า พ.ศ. 2418 เป็นปีที่ตราพระราชบัญญัติกรมพระคลังมหาสมบัติ ส่วนการจัดทำงบประมาณแผ่นดินครั้งแรกเกิดขึ้นใน พ.ศ. 2439 • "พ.ศ. 2416" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า พ.ศ. 2416 เป็นปีที่ตราพระราชบัญญัติสำหรับหอรัษฎากรพิพัฒน์ ส่วนการจัดทำงบประมาณแผ่นดินครั้งแรกเกิดขึ้นใน พ.ศ. 2439 • "พ.ศ. 2433" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า พ.ศ. 2433 เป็นปีที่ยกฐานะกรมพระคลังมหาสมบัติเป็นกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ ส่วนการจัดทำงบประมาณแผ่นดินครั้งแรกเกิดขึ้นใน พ.ศ. 2439 อ้างอิงตัวบท ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “การจัดเก็บภาษีอากรในสมัยรัชกาลที่ 5 (พ.ศ. 2411 - พ.ศ. 2453)” ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “โดยเฉพาะในปี พ.ศ. 2439 พระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการจัดทำงบประมาณแผ่นดินขึ้นเป็นครั้งแรก”
ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “การจัดเก็บภาษีอากรในสมัยรัชกาลที่ 5 (พ.ศ. 2411 - พ.ศ. 2453)”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามสนธิสัญญาทางพระราชไมตรีในสมัยรัชกาลที่ 4 กำหนดให้เก็บภาษีขาเข้าในอัตราเท่าใด
- ก. ร้อยละ 2 ของสินค้า
- ข. ร้อยละ 10 ของสินค้า
- ค. ร้อยละ 5 ของสินค้า
- ง. ร้อยละ 3 ของสินค้า ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ร้อยละ 3 ของสินค้า" ตามประวัติการจัดเก็บภาษีอากรในสมัยรัชกาลที่ 4 สนธิสัญญากำหนดให้ยกเลิกภาษีเบิกร่องหรือภาษีปากเรือ แล้วเก็บภาษีขาเข้าแทนในอัตราเพียงร้อยละ 3 ของสินค้า ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ร้อยละ 10 ของสินค้า" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุอัตราภาษีขาเข้าเพียงร้อยละ 3 ของสินค้า ไม่ใช่ร้อยละ 10 • "ร้อยละ 5 ของสินค้า" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดอัตราภาษีขาเข้าไว้ที่ร้อยละ 3 ของสินค้า ไม่ใช่ร้อยละ 5 • "ร้อยละ 2 ของสินค้า" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุให้เก็บภาษีขาเข้าในอัตราเพียงร้อยละ 3 ของสินค้า อ้างอิงตัวบท ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “โดยให้เก็บภาษีขาเข้าแทน และให้เก็บในอัตราเพียงร้อยละ 3 ของสินค้าเท่านั้น”
ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “โดยให้เก็บภาษีขาเข้าแทน และให้เก็บในอัตราเพียงร้อยละ 3 ของสินค้าเท่านั้น”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อใดอธิบายภารกิจของกรมสรรพากรตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมสรรพากร ได้ถูกต้อง
- ก. มุ่งใช้นโยบายภาษีโดยไม่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม
- ข. มุ่งให้ได้ภาษีตามเป้าหมายโดยไม่ต้องคำนึงถึงความทั่วถึงและเป็นธรรม
- ค. มุ่งให้ได้ภาษีตามเป้าหมายอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม และให้เกิดความสมัครใจในการเสียภาษี ✓
- ง. มุ่งให้เกิดการเสียภาษีโดยไม่คำนึงถึงความสมัครใจของผู้เสียภาษี
Explanation: คำตอบที่ถูก: "มุ่งให้ได้ภาษีตามเป้าหมายอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม และให้เกิดความสมัครใจในการเสียภาษี" ตามข้อ 2 กรมสรรพากรมีภารกิจด้านการจัดเก็บภาษี การเสนอแนะและการใช้นโยบายทางภาษีอากร เพื่อให้ได้ภาษีตามเป้าหมายอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม รวมทั้งให้เกิดความสมัครใจในการเสียภาษี ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "มุ่งใช้นโยบายภาษีโดยไม่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม" ผิด: ข้อ 2 ระบุให้การดำเนินภารกิจเป็นกลไกในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม • "มุ่งให้ได้ภาษีตามเป้าหมายโดยไม่ต้องคำนึงถึงความทั่วถึงและเป็นธรรม" ผิด: ข้อ 2 กำหนดเป้าหมายให้ได้ภาษีอย่างทั่วถึงและเป็นธรรมโดยชัดแจ้ง • "มุ่งให้เกิดการเสียภาษีโดยไม่คำนึงถึงความสมัครใจของผู้เสียภาษี" ผิด: ข้อ 2 ระบุผลที่มุ่งหมายว่าให้เกิดความสมัครใจในการเสียภาษี อ้างอิงตัวบท ข้อ 2 กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2567): “เพื่อให้ได้ภาษีตามเป้าหมายอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม” ข้อ 2 กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2567): “และเกิดความสมัครใจในการเสียภาษี”
ข้อ 2 กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2567): “เพื่อให้ได้ภาษีตามเป้าหมายอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
กรมสรรพากรต้องวางกรอบตัวเลขการจัดเก็บและการคืนภาษีอากรล่วงหน้า และต้องตรวจสอบภายหลังว่าผลการจัดเก็บเป็นไปตามกรอบดังกล่าวหรือไม่ กองวิชาการแผนภาษีต้องดำเนินการอย่างไรตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมสรรพากร
- ก. จัดทำประมาณการจัดเก็บและคืนภาษีอากร โดยไม่ต้องติดตามประเมินผลการจัดเก็บภาษีอากร
- ข. จัดทำประมาณการเฉพาะการจัดเก็บภาษีอากร โดยไม่ต้องประมาณการคืนภาษีอากร
- ค. จัดทำประมาณการจัดเก็บและคืนภาษีอากร พร้อมทั้งติดตามประเมินผลการจัดเก็บภาษีอากรให้สอดคล้องกับประมาณการที่ได้กำหนดไว้ ✓
- ง. ติดตามประเมินผลการจัดเก็บภาษีอากรให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลแทนประมาณการที่กำหนดไว้
Explanation: คำตอบที่ถูก: "จัดทำประมาณการจัดเก็บและคืนภาษีอากร พร้อมทั้งติดตามประเมินผลการจัดเก็บภาษีอากรให้สอดคล้องกับประมาณการที่ได้กำหนดไว้" กรณีนี้มีทั้งการวางกรอบตัวเลขการจัดเก็บและคืนภาษีอากร และการตรวจสอบผลจริงเทียบกับกรอบ จึงตรงกับข้อ 19 (4) ซึ่งกำหนดให้กองวิชาการแผนภาษีจัดทำประมาณการจัดเก็บและคืนภาษีอากร พร้อมทั้งติดตามประเมินผลการจัดเก็บให้สอดคล้องกับประมาณการที่กำหนดไว้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ติดตามประเมินผลการจัดเก็บภาษีอากรให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลแทนประมาณการที่กำหนดไว้" ผิด: ข้อ 19 (4) กำหนดให้ติดตามประเมินผลการจัดเก็บภาษีอากรให้สอดคล้องกับ “ประมาณการที่ได้กำหนดไว้” • "จัดทำประมาณการเฉพาะการจัดเก็บภาษีอากร โดยไม่ต้องประมาณการคืนภาษีอากร" ผิด: ข้อ 19 (4) ระบุให้จัดทำประมาณการทั้ง “จัดเก็บและคืนภาษีอากร” • "จัดทำประมาณการจัดเก็บและคืนภาษีอากร โดยไม่ต้องติดตามประเมินผลการจัดเก็บภาษีอากร" ผิด: ข้อ 19 (4) ระบุว่า “พร้อมทั้งติดตามประเมินผลการจัดเก็บภาษีอากร” อ้างอิงตัวบท ข้อ 19 กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2567): “จัดทำประมาณการจัดเก็บและคืนภาษีอากร” ข้อ 19 กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2567): “พร้อมทั้งติดตามประเมินผลการจัดเก็บภาษีอากรให้สอดคล้องกับประมาณการที่ได้กำหนดไว้”
ข้อ 19 กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2567): “จัดทำประมาณการจัดเก็บและคืนภาษีอากร”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
กรมสรรพากรย้ายที่ทำการไปอยู่ ณ หอรัษฎากรพิพัฒน์ในพระบรมมหาราชวังเมื่อวันที่ใด
- ก. วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2473
- ข. วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2476 ✓
- ค. วันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2478
- ง. วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2491
Explanation: คำตอบที่ถูก: "วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2476" ตามหัวข้อสถานที่ตั้งกรมสรรพากร กรมสรรพากรย้ายที่ทำการไปอยู่ ณ หอรัษฎากรพิพัฒน์ในพระบรมมหาราชวังเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2476 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2473" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าวันย้ายที่ทำการไปยังหอรัษฎากรพิพัฒน์คือวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2476 • "วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2491" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าวันย้ายที่ทำการไปยังหอรัษฎากรพิพัฒน์คือวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2476 • "วันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2478" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าวันย้ายที่ทำการไปยังหอรัษฎากรพิพัฒน์คือวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2476 อ้างอิงตัวบท ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “และได้ย้ายที่ ทำการไปอยู่ ณ หอรัษฎากรพิพัฒน์ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2476”
ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “และได้ย้ายที่ ทำการไปอยู่ ณ หอรัษฎากรพิพัฒน์ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2476”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามประวัติกรมสรรพากร พระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรเป็นครั้งแรกกำหนดให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันใด
- ก. วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2481
- ข. วันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2481
- ค. วันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2482
- ง. วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2482 ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2482" ตามประวัติกรมสรรพากรในหัวข้อประมวลรัษฎากร พระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรเป็นครั้งแรกมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2482 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "วันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2482" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุวันมีผลบังคับใช้เป็นวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2482 ไม่ใช่วันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2482 • "วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2481" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2482 ไม่ใช่ พ.ศ. 2481 • "วันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2481" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2482 อ้างอิงตัวบท ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “โดยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2482”
ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “โดยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2482”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามประวัติกรมสรรพากร ตราพระอุเทนทราธิราชนั่งดีดพิณสามสายมีดอกสี่กลีบ (ประจำยาม) คั่นระหว่างอักษรภาษาไทยและภาษาอังกฤษข้างละกี่ดอก
- ก. ข้างละ 3 ดอก ✓
- ข. ข้างละ 4 ดอก
- ค. ข้างละ 1 ดอก
- ง. ข้างละ 2 ดอก
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ข้างละ 3 ดอก" คำบรรยายตราพระอุเทนทราธิราชนั่งดีดพิณสามสายในประวัติกรมสรรพากรระบุว่า ระหว่างอักษรภาษาไทยและภาษาอังกฤษมีดอกสี่กลีบ (ประจำยาม) ข้างละ 3 ดอก ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ข้างละ 4 ดอก" ผิด: คำว่า “สี่กลีบ” เป็นลักษณะของดอก แต่จำนวนดอกระบุว่าข้างละ 3 ดอก • "ข้างละ 2 ดอก" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดจำนวนไว้ข้างละ 3 ดอก ไม่ใช่ข้างละ 2 ดอก • "ข้างละ 1 ดอก" ผิด: คำบรรยายตราระบุว่ามีดอกสี่กลีบ (ประจำยาม) ข้างละ 3 ดอก อ้างอิงตัวบท ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “ระหว่างอักษรภาษาไทยและภาษาอังกฤษ มีดอกสี่กลีบ (ประจำยาม) ข้างละ 3 ดอก”
ประวัติกรมสรรพากร (เว็บไซต์กรมสรรพากร): “ระหว่างอักษรภาษาไทยและภาษาอังกฤษ มีดอกสี่กลีบ (ประจำยาม) ข้างละ 3 ดอก”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
หน่วยงานหนึ่งของกรมสรรพากรซึ่งปฏิบัติงานด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ประสบปัญหาเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและขอความช่วยเหลือจากกองเทคโนโลยีสารสนเทศ ตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมสรรพากร กองเทคโนโลยีสารสนเทศต้องดำเนินการอย่างไร
- ก. ให้การสนับสนุนทางวิชาการเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศแก่หน่วยงานนั้น ✓
- ข. ให้การสนับสนุนทางวิชาการเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศแก่ประชาชนแทนหน่วยงานนั้น
- ค. ให้การสนับสนุนด้านงบประมาณแก่หน่วยงานนั้นแทนการสนับสนุนทางวิชาการ
- ง. ไม่ให้การสนับสนุนทางวิชาการเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศแก่หน่วยงานนั้น
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ให้การสนับสนุนทางวิชาการเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศแก่หน่วยงานนั้น" กรณีนี้เป็นหน่วยงานของกรมที่ปฏิบัติงานด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์และมีปัญหาเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ จึงเข้าตามข้อ 10 (3) ซึ่งกำหนดให้กองเทคโนโลยีสารสนเทศให้การสนับสนุนทางวิชาการเกี่ยวกับระบบดังกล่าวแก่หน่วยงานของกรม ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ให้การสนับสนุนทางวิชาการเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศแก่ประชาชนแทนหน่วยงานนั้น" ผิด: ข้อ 10 (3) ระบุผู้รับการสนับสนุนทางวิชาการว่าเป็นหน่วยงานของกรมซึ่งปฏิบัติงานด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ • "ให้การสนับสนุนด้านงบประมาณแก่หน่วยงานนั้นแทนการสนับสนุนทางวิชาการ" ผิด: ข้อ 10 (3) ระบุการสนับสนุนทางวิชาการเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ไม่ใช่การสนับสนุนด้านงบประมาณ • "ไม่ให้การสนับสนุนทางวิชาการเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศแก่หน่วยงานนั้น" ผิด: ข้อ 10 (3) กำหนดให้กองเทคโนโลยีสารสนเทศ “ให้การสนับสนุนทางวิชาการเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ” แก่หน่วยงานของกรมซึ่งปฏิบัติงานด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ อ้างอิงตัวบท ข้อ 10 กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2567): “ให้การสนับสนุนทางวิชาการเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศให้แก่หน่วยงานของกรม ซึ่งปฏิบัติงานด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์”
ข้อ 10 กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2567): “ให้การสนับสนุนทางวิชาการเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศให้แก่หน่วยงานของกรม ซึ่งปฏิบัติงานด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อใดอธิบายความหมายของ D – Development ในค่านิยม I AM RD ได้ถูกต้อง
- ก. มีความรับผิดชอบ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความขยันหมั่นเพียร มุ่งมั่นและกระตือรือร้น
- ข. มีจริยธรรมและจรรยาบรรณ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต
- ค. มีความเป็นมืออาชีพ สั่งสมความรู้และความเชี่ยวชาญในงานที่รับผิดชอบ
- ง. พัฒนาและคิดค้นนวัตกรรมใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพงานและบริการให้ผู้เสียภาษีพึงพอใจ ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "พัฒนาและคิดค้นนวัตกรรมใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพงานและบริการให้ผู้เสียภาษีพึงพอใจ" ตามค่านิยมกรมสรรพากร I AM RD ตัว D – Development หมายถึง พัฒนาและคิดค้นนวัตกรรมใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพงานและบริการให้ผู้เสียภาษีพึงพอใจ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "มีความเป็นมืออาชีพ สั่งสมความรู้และความเชี่ยวชาญในงานที่รับผิดชอบ" ผิด: ข้อความนี้เป็นความหมายของ M – Mastery ไม่ใช่ D – Development • "มีความรับผิดชอบ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความขยันหมั่นเพียร มุ่งมั่นและกระตือรือร้น" ผิด: ข้อความนี้เป็นความหมายของ A – Accountability ไม่ใช่ D – Development • "มีจริยธรรมและจรรยาบรรณ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต" ผิด: ข้อความนี้เป็นความหมายของ I – Integrity ส่วน D – Development หมายถึงการพัฒนาและคิดค้นนวัตกรรมใหม่ อ้างอิงตัวบท ค่านิยมกรมสรรพากร I AM RD: “D – Development: พัฒนาและคิดค้นนวัตกรรมใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพงานและบริการให้ผู้เสียภาษีพึงพอใจ”
ค่านิยมกรมสรรพากร I AM RD: “D – Development: พัฒนาและคิดค้นนวัตกรรมใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพงานและบริการให้ผู้เสียภาษีพึงพอใจ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
นาย ก. เป็นเจ้าหน้าที่ซึ่งได้รับมอบหมายให้พิจารณาคำขอใบอนุญาตของนาง ข. ซึ่งเป็นคู่กรณีและเป็นคู่สมรสของนาย ก. โดยนาย ก. มิได้เป็นคู่กรณีเองและมิได้เป็นเจ้าหนี้หรือลูกหนี้ของนาง ข. ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง นาย ก. จะทำการพิจารณาคำขอนี้ได้หรือไม่
- ก. นาย ก. จะทำการพิจารณาทางปกครองได้ เพราะกรณีคู่สมรสต้องกำหนดในกฎกระทรวงก่อน
- ข. นาย ก. จะทำการพิจารณาทางปกครองไม่ได้ เพราะเป็นคู่สมรสของคู่กรณี ✓
- ค. นาย ก. จะทำการพิจารณาทางปกครองได้ เพราะมิได้เป็นคู่กรณีเอง
- ง. นาย ก. จะทำการพิจารณาทางปกครองได้ เพราะมิได้เป็นเจ้าหนี้หรือลูกหนี้ของคู่กรณี
Explanation: คำตอบที่ถูก: "นาย ก. จะทำการพิจารณาทางปกครองไม่ได้ เพราะเป็นคู่สมรสของคู่กรณี" ข้อเท็จจริงว่า นาย ก. เป็นเจ้าหน้าที่ → “เจ้าหน้าที่”; นาง ข. เป็นคู่สมรสของนาย ก. และเป็นคู่กรณี → “เป็นคู่หมั้นหรือคู่สมรสของคู่กรณี”; นาย ก. มิได้เป็นคู่กรณีเอง → “เป็นคู่กรณีเอง” ซึ่งเงื่อนไขนี้ไม่เข้า; นาย ก. มิได้เป็นเจ้าหนี้หรือลูกหนี้ของนาง ข. → “เป็นเจ้าหนี้หรือลูกหนี้” ซึ่งเงื่อนไขนี้ไม่เข้า เมื่อเข้าเงื่อนไขเรื่องคู่สมรสแล้ว ผล คือ “จะทำการพิจารณาทางปกครองไม่ได้” ตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "นาย ก. จะทำการพิจารณาทางปกครองได้ เพราะมิได้เป็นเจ้าหนี้หรือลูกหนี้ของคู่กรณี" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นคู่หมั้นหรือคู่สมรสของคู่กรณีจะทำการพิจารณาทางปกครองไม่ได้ • "นาย ก. จะทำการพิจารณาทางปกครองได้ เพราะกรณีคู่สมรสต้องกำหนดในกฎกระทรวงก่อน" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดกรณีคู่สมรสไว้โดยตรง ส่วนกฎกระทรวงใช้สำหรับ “กรณีอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง” • "นาย ก. จะทำการพิจารณาทางปกครองได้ เพราะมิได้เป็นคู่กรณีเอง" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดแยกต่างหากว่าเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นคู่สมรสของคู่กรณีจะทำการพิจารณาทางปกครองไม่ได้ อ้างอิงตัวบท พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 13 (พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “เจ้าหน้าที่ดังต่อไปนี้จะทำการพิจารณาทางปกครองไม่ได้” พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 13 (พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “(2) เป็นคู่หมั้นหรือคู่สมรสของคู่กรณี”
พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 13 (พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “เจ้าหน้าที่ดังต่อไปนี้จะทำการพิจารณาทางปกครองไม่ได้”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อใดอธิบายหลักการกรณีเจ้าหน้าที่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแต่ไม่สามารถชำระหนี้ได้ ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ได้ถูกต้อง
- ก. ให้พิจารณาผ่อนผันและต้องไม่ดำเนินคดีล้มละลาย เว้นแต่เหตุเกิดจากการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ซึ่งหน่วยงานของรัฐที่เสียหายต้องดำเนินคดีล้มละลายเอง
- ข. ให้พิจารณาผ่อนผันและต้องไม่ดำเนินคดีล้มละลาย แม้เหตุเกิดจากการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงหรือกระทำการเช่นนั้นเพื่อให้หน่วยงานไม่ได้รับชำระหนี้ครบถ้วน
- ค. ให้พิจารณาผ่อนผันและต้องไม่ดำเนินคดีล้มละลาย เว้นแต่เหตุเกิดจากการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงหรือกระทำการเช่นนั้นเพื่อให้หน่วยงานไม่ได้รับชำระหนี้ครบถ้วน ซึ่งต้องส่งเรื่องให้พนักงานอัยการดำเนินคดีล้มละลาย ✓
- ง. ให้ส่งเรื่องให้พนักงานอัยการดำเนินคดีล้มละลาย แต่หากเหตุเกิดจากการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ให้พิจารณาผ่อนผันและต้องไม่ดำเนินคดีล้มละลาย
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ให้พิจารณาผ่อนผันและต้องไม่ดำเนินคดีล้มละลาย เว้นแต่เหตุเกิดจากการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงหรือกระทำการเช่นนั้นเพื่อให้หน่วยงานไม่ได้รับชำระหนี้ครบถ้วน ซึ่งต้องส่งเรื่องให้พนักงานอัยการดำเนินคดีล้มละลาย" ตามข้อ 27 เมื่อเจ้าหน้าที่ไม่สามารถชำระหนี้ได้ หน่วยงานของรัฐที่เสียหายต้องพิจารณาผ่อนผันตามความเหมาะสมตามหลักเกณฑ์ที่กระทรวงการคลังกำหนดและต้องไม่ดำเนินคดีล้มละลาย เว้นแต่การไม่สามารถชำระหนี้เกิดจากการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง หรือมีการประพฤติเช่นนั้นเพื่อให้หน่วยงานไม่ได้รับชำระหนี้ครบถ้วน จึงให้ส่งเรื่องให้พนักงานอัยการดำเนินคดีล้มละลาย ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ให้พิจารณาผ่อนผันและต้องไม่ดำเนินคดีล้มละลาย แม้เหตุเกิดจากการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงหรือกระทำการเช่นนั้นเพื่อให้หน่วยงานไม่ได้รับชำระหนี้ครบถ้วน" ผิด: แหล่งที่มากำหนดข้อยกเว้นว่า หากเกิดจากการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงหรือกระทำการดังกล่าวเพื่อให้หน่วยงานไม่ได้รับชำระหนี้ครบถ้วน ให้ส่งเรื่องให้พนักงานอัยการดำเนินคดีล้มละลาย • "ให้พิจารณาผ่อนผันและต้องไม่ดำเนินคดีล้มละลาย เว้นแต่เหตุเกิดจากการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ซึ่งหน่วยงานของรัฐที่เสียหายต้องดำเนินคดีล้มละลายเอง" ผิด: แหล่งที่มากำหนดโดยเฉพาะว่าในกรณีข้อยกเว้นให้หน่วยงานของรัฐที่เสียหาย “ส่งเรื่องให้พนักงานอัยการดำเนินคดีล้มละลาย” • "ให้ส่งเรื่องให้พนักงานอัยการดำเนินคดีล้มละลาย แต่หากเหตุเกิดจากการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ให้พิจารณาผ่อนผันและต้องไม่ดำเนินคดีล้มละลาย" ผิด: แหล่งที่มากำหนดให้กรณีทั่วไปต้องไม่ดำเนินคดีล้มละลาย ส่วนกรณีที่เกิดจากการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงให้ส่งเรื่องให้พนักงานอัยการดำเนินคดีล้มละลาย อ้างอิงตัวบท ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 27: “ให้หน่วยงานของรัฐที่เสียหายพิจารณาผ่อนผันตามความเหมาะสม” ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 27: “และต้องไม่ดำเนินคดีล้มละลายแก่ผู้นั้น” ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 27: “แต่ถ้าการที่ไม่สามารถชำระหนี้ได้นั้นเกิดจากการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงของเจ้าหน้าที่” ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 27: “หรือเจ้าหน้าที่กระทำการใด ๆ อันเป็นการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงเพื่อให้หน่วยงานของรัฐไม่ได้รับชำระหนี้ครบถ้วน” ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 27: “ให้หน่วยงานของรัฐที่เสียหายส่งเรื่องให้พนักงานอัยการดำเนินคดีล้มละลาย”
ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 27: “ให้หน่วยงานของรัฐที่เสียหายพิจารณาผ่อนผันตามความเหมาะสม”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
นาย ก. เป็นคู่กรณีและได้รับแจ้งคำสั่งทางปกครองเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2569 คำสั่งดังกล่าวไม่ได้ออกโดยรัฐมนตรี และไม่มีกฎหมายกำหนดขั้นตอนอุทธรณ์ภายในฝ่ายปกครองไว้เป็นการเฉพาะ นาย ก. ประสงค์จะอุทธรณ์ ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง นาย ก. ต้องยื่นอุทธรณ์ต่อผู้ใดและภายในกำหนดใด
- ก. ยื่นต่อเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครอง ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ออกคำสั่ง
- ข. ยื่นต่อรัฐมนตรีผู้กำกับดูแลหน่วยงาน ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง
- ค. ยื่นต่อเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครอง ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง
- ง. ยื่นต่อเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครอง ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ยื่นต่อเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครอง ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง" ข้อเท็จจริงที่ว่า นาย ก. เป็นคู่กรณี → “คู่กรณี”; คำสั่งไม่ได้ออกโดยรัฐมนตรี → “คำสั่งทางปกครองใดไม่ได้ออกโดยรัฐมนตรี”; ไม่มีกฎหมายกำหนดขั้นตอนอุทธรณ์ไว้เป็นการเฉพาะ → “ไม่มีกฎหมายกำหนดขั้นตอนอุทธรณ์ภายในฝ่ายปกครองไว้เป็นการเฉพาะ”; นาย ก. ประสงค์จะอุทธรณ์ → “อุทธรณ์คำสั่งทางปกครองนั้น”; และได้รับแจ้งคำสั่งเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2569 → “ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ตนได้รับแจ้งคำสั่งดังกล่าว” จึงต้องยื่นต่อเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครองภายในกำหนดดังกล่าว ตามมาตรา 44 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ยื่นต่อเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครอง ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดว่าให้ยื่นอุทธรณ์ “ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ตนได้รับแจ้งคำสั่งดังกล่าว” • "ยื่นต่อเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครอง ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ออกคำสั่ง" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดจุดเริ่มนับระยะเวลาจาก “วันที่ตนได้รับแจ้งคำสั่งดังกล่าว” ไม่ใช่วันที่ออกคำสั่ง • "ยื่นต่อรัฐมนตรีผู้กำกับดูแลหน่วยงาน ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ยื่นอุทธรณ์ “ต่อเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครอง” อ้างอิงตัวบท พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 44 (พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “ในกรณีที่คำสั่งทางปกครองใดไม่ได้ออกโดย รัฐมนตรี และไม่มีกฎหมายกำหนดขั้นตอนอุทธรณ์ภายในฝ่ายปกครองไว้เป็นการเฉพาะ ให้คู่กรณี อุทธรณ์คำสั่งทางปกครองนั้นโดยยื่นต่อเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครองภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ ตนได้รับแจ้งคำสั่งดังกล่าว”
พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 44 (พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “ในกรณีที่คำสั่งทางปกครองใดไม่ได้ออกโดย รัฐมนตรี และไม่มีกฎหมายกำหนดขั้นตอนอุทธรณ์ภายในฝ่ายปกครองไว้เป็นการเฉพาะ ให้คู่กรณี อุทธรณ์คำสั่งทางปกครองนั้นโดยยื่นต่อเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครองภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ ตนได้รับแจ้งคำสั่งดังกล่าว”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
นาย ก. เป็นเจ้าพนักงาน รับเงินจำนวนหนึ่งไว้สำหรับตนเองโดยมิชอบ เพื่อกระทำการในตำแหน่งซึ่งเป็นการชอบด้วยหน้าที่ โดยนาย ก. ยังมิได้กระทำการดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายอาญา ข้อใดถูกต้อง
- ก. เป็นความผิดจากการรับทรัพย์สินโดยมิชอบเพื่อกระทำการในตำแหน่ง แม้การนั้นจะชอบด้วยหน้าที่ ✓
- ข. ยังไม่เป็นความผิดจากการรับทรัพย์สินโดยมิชอบ เพราะการที่จะกระทำนั้นชอบด้วยหน้าที่
- ค. เป็นความผิดจากการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด
- ง. ยังไม่เป็นความผิดจากการรับทรัพย์สินโดยมิชอบ จนกว่าจะได้กระทำการในตำแหน่งแล้ว
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เป็นความผิดจากการรับทรัพย์สินโดยมิชอบเพื่อกระทำการในตำแหน่ง แม้การนั้นจะชอบด้วยหน้าที่" ข้อเท็จจริงว่า นาย ก. เป็นเจ้าพนักงาน → “ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน”; รับเงิน → “รับ” และ “ทรัพย์สิน”; ไว้สำหรับตนเอง → “สำหรับตนเองหรือผู้อื่น”; โดยมิชอบ → “โดยมิชอบ”; เพื่อกระทำการในตำแหน่งและยังมิได้กระทำการนั้น → “เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่ง”; การนั้นชอบด้วยหน้าที่ → “ไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่” ดังนั้น การรับเงินดังกล่าวเป็นความผิด แม้การที่จะกระทำเป็นการชอบด้วยหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ยังไม่เป็นความผิดจากการรับทรัพย์สินโดยมิชอบ เพราะการที่จะกระทำนั้นชอบด้วยหน้าที่" ผิด: แหล่งกฎหมายกำหนดว่าเป็นความผิด “ไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่” • "ยังไม่เป็นความผิดจากการรับทรัพย์สินโดยมิชอบ จนกว่าจะได้กระทำการในตำแหน่งแล้ว" ผิด: แหล่งกฎหมายกำหนดองค์ประกอบว่า “เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด...เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่ง” จึงไม่ต้องรอให้กระทำการนั้นแล้ว • "เป็นความผิดจากการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด" ผิด: กรณีดังกล่าวต้องมีการ “ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด” แต่โจทย์ระบุเพียงการรับเงินเพื่อกระทำการและยังมิได้กระทำการนั้น อ้างอิงตัวบท ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149: “ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัด หรือสมาชิกสภาเทศบาล เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือ ประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใด ในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ ต้องระวางโทษ”
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149: “ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัด หรือสมาชิกสภาเทศบาล เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือ ประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใด ในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ ต้องระวางโทษ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานแห่งหนึ่งพบเหตุที่จะให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่มีลักษณะเป็นการให้ประโยชน์ โดยคำสั่งนั้นพ้นขั้นตอนที่กำหนดให้อุทธรณ์แล้ว และมิได้ทำขึ้นเพราะการแสดงข้อความเท็จ การปกปิดข้อความจริง การข่มขู่ หรือการชักจูงใจโดยให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นที่มิชอบด้วยกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ข้อใดถูกต้อง
- ก. อาจเพิกถอนได้ตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด และไม่มีกำหนดเวลาเมื่อพ้นขั้นตอนอุทธรณ์แล้ว
- ข. ไม่อาจเพิกถอนได้เพราะพ้นขั้นตอนอุทธรณ์แล้ว แม้เป็นคำสั่งทางปกครองที่มีลักษณะเป็นการให้ประโยชน์
- ค. อาจเพิกถอนได้ตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด และต้องกระทำภายในเก้าสิบวันนับแต่ได้รู้ถึงเหตุที่จะให้เพิกถอน ✓
- ง. อาจเพิกถอนได้ตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด และต้องกระทำภายในหกสิบวันนับแต่ได้รู้ถึงเหตุที่จะให้เพิกถอน
Explanation: คำตอบที่ถูก: "อาจเพิกถอนได้ตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด และต้องกระทำภายในเก้าสิบวันนับแต่ได้รู้ถึงเหตุที่จะให้เพิกถอน" ข้อเท็จจริงว่าเจ้าหน้าที่พบเหตุที่จะให้เพิกถอน → “เจ้าหน้าที่หรือผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่” และ “นับแต่ได้รู้ถึงเหตุที่จะให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองนั้น”; คำสั่งมีลักษณะเป็นการให้ประโยชน์ → “การเพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่มีลักษณะเป็นการให้ประโยชน์ต้องกระทำ”; พ้นขั้นตอนอุทธรณ์แล้ว → “ไม่ว่าจะพ้นขั้นตอนการกำหนดให้อุทธรณ์หรือให้โต้แย้ง...มาแล้วหรือไม่”; และคำสั่งมิได้เกิดจากพฤติการณ์ที่เป็นข้อยกเว้น → “เว้นแต่คำสั่งทางปกครองจะได้ทำขึ้นเพราะ...” ดังนั้นจึงอาจเพิกถอนได้ตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด และต้องดำเนินการภายในเก้าสิบวันนับแต่รู้ถึงเหตุที่จะให้เพิกถอน ตามมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "อาจเพิกถอนได้ตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด และไม่มีกำหนดเวลาเมื่อพ้นขั้นตอนอุทธรณ์แล้ว" ผิด: คำสั่งที่มีลักษณะเป็นการให้ประโยชน์ต้องเพิกถอนภายในเก้าสิบวัน เว้นแต่คำสั่งเกิดจากการแสดงข้อความเท็จ การปกปิดข้อความจริง การข่มขู่ หรือการชักจูงใจโดยให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นที่มิชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งกรณีนี้ไม่มีเหตุดังกล่าว • "อาจเพิกถอนได้ตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด และต้องกระทำภายในหกสิบวันนับแต่ได้รู้ถึงเหตุที่จะให้เพิกถอน" ผิด: แหล่งกฎหมายกำหนดให้เพิกถอน “ภายในเก้าสิบวันนับแต่ได้รู้ถึงเหตุที่จะให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองนั้น” ไม่ใช่หกสิบวัน • "ไม่อาจเพิกถอนได้เพราะพ้นขั้นตอนอุทธรณ์แล้ว แม้เป็นคำสั่งทางปกครองที่มีลักษณะเป็นการให้ประโยชน์" ผิด: แหล่งกฎหมายระบุว่าอาจเพิกถอนได้ “ไม่ว่าจะพ้นขั้นตอนการกำหนดให้อุทธรณ์หรือให้โต้แย้งตามกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นมาแล้วหรือไม่” อ้างอิงตัวบท พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 49 (พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “อาจเพิกถอนคำสั่งทาง ปกครองได้ตามหลักเกณฑ์ในมาตรา 51 มาตรา 52 และมาตรา 53” พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 49 (พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “การเพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่มีลักษณะเป็นการให้ประโยชน์ต้องกระทำภายใน เก้าสิบวันนับแต่ได้รู้ถึงเหตุที่จะให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองนั้น เว้นแต่คำสั่งทางปกครองจะได้ทำขึ้น เพราะการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งหรือการข่มขู่หรือการ ชักจูงใจโดยการให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดที่มิชอบด้วยกฎหมาย”
พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 49 (พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “อาจเพิกถอนคำสั่งทาง ปกครองได้ตามหลักเกณฑ์ในมาตรา 51 มาตรา 52 และมาตรา 53”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บุคคลย่อมพ้นจากภาวะผู้เยาว์และบรรลุนิติภาวะเมื่อมีอายุเท่าใด
- ก. เมื่อมีอายุสิบเก้าปีบริบูรณ์
- ข. เมื่อมีอายุยี่สิบปีบริบูรณ์ ✓
- ค. เมื่อมีอายุสิบแปดปีบริบูรณ์
- ง. เมื่อมีอายุยี่สิบเอ็ดปีบริบูรณ์
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เมื่อมีอายุยี่สิบปีบริบูรณ์" ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 19 กำหนดว่า บุคคลย่อมพ้นจากภาวะผู้เยาว์และบรรลุนิติภาวะเมื่อมีอายุยี่สิบปีบริบูรณ์ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เมื่อมีอายุสิบแปดปีบริบูรณ์" ผิด: มาตรา 19 กำหนดว่า บุคคลบรรลุนิติภาวะเมื่อมีอายุ “ยี่สิบปีบริบูรณ์” มิใช่สิบแปดปีบริบูรณ์ • "เมื่อมีอายุสิบเก้าปีบริบูรณ์" ผิด: มาตรา 19 ระบุอายุไว้ว่า “ยี่สิบปีบริบูรณ์” มิใช่สิบเก้าปีบริบูรณ์ • "เมื่อมีอายุยี่สิบเอ็ดปีบริบูรณ์" ผิด: มาตรา 19 ระบุอายุไว้ว่า “ยี่สิบปีบริบูรณ์” มิใช่ยี่สิบเอ็ดปีบริบูรณ์ อ้างอิงตัวบท ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 19: “บุคคลย่อมพ้นจากภาวะผู้เยาว์และบรรลุนิติภาวะเมื่อมีอายุ ยี่สิบปีบริบูรณ์”
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 19: “บุคคลย่อมพ้นจากภาวะผู้เยาว์และบรรลุนิติภาวะเมื่อมีอายุ ยี่สิบปีบริบูรณ์”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
นาย ก. เห็นว่าหน่วยงานของรัฐต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดแก่ตน จึงยื่นคำขอให้หน่วยงานพิจารณาชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ต่อมาพบว่าเรื่องมีปัญหาและอุปสรรคจนไม่อาจพิจารณาให้ทันกำหนด โดยหน่วยงานยังไม่มีคำสั่งและนาย ก. ยังไม่ได้รับแจ้งผลการวินิจฉัย ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ข้อใดกล่าวถึงกำหนดเวลาพิจารณาคำขอและการขยายระยะเวลาได้ถูกต้อง
- ก. ต้องพิจารณาคำขอให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวัน หากไม่ทันต้องรายงานปัญหาและอุปสรรคและขออนุมัติ โดยรัฐมนตรีอนุมัติให้ขยายได้ไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวัน ✓
- ข. ต้องพิจารณาคำขอให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวัน หากไม่ทันหน่วยงานขยายเองได้ไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวันโดยไม่ต้องรายงานหรือขออนุมัติ
- ค. ต้องพิจารณาคำขอให้แล้วเสร็จภายในเก้าสิบวัน หากไม่ทันต้องรายงานปัญหาและอุปสรรคและขออนุมัติ โดยรัฐมนตรีอนุมัติให้ขยายได้ไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวัน
- ง. ต้องพิจารณาคำขอให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวัน หากไม่ทันต้องรายงานปัญหาและอุปสรรคและขออนุมัติ โดยรัฐมนตรีอนุมัติให้ขยายได้ไม่เกินเก้าสิบวัน
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ต้องพิจารณาคำขอให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวัน หากไม่ทันต้องรายงานปัญหาและอุปสรรคและขออนุมัติ โดยรัฐมนตรีอนุมัติให้ขยายได้ไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวัน" ข้อเท็จจริงที่นาย ก. เห็นว่าหน่วยงานต้องรับผิด → “ในกรณีที่ผู้เสียหายเห็นว่า หน่วยงานของรัฐต้องรับผิด”; การยื่นคำขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน → “ยื่นคำขอต่อหน่วยงานของรัฐ”; การที่หน่วยงานยังไม่มีคำสั่งและนาย ก. ยังไม่ได้รับแจ้งผล → ยังไม่เกิดกรณี “เมื่อหน่วยงานของรัฐมีคำสั่งเช่นใดแล้วหากผู้เสียหายยังไม่พอใจในผลการวินิจฉัย”; การมีปัญหาและอุปสรรคจนพิจารณาไม่ทัน → “หากเรื่องใดไม่อาจพิจารณาได้ทันในกำหนดนั้น” จึงต้องใช้กำหนดพิจารณาคำขอหนึ่งร้อยแปดสิบวัน และหากไม่ทันต้องรายงานปัญหาและอุปสรรคพร้อมขออนุมัติ โดยรัฐมนตรีอนุมัติให้ขยายได้ไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวัน ตามมาตรา 11 วรรคสอง ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ต้องพิจารณาคำขอให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวัน หากไม่ทันหน่วยงานขยายเองได้ไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวันโดยไม่ต้องรายงานหรือขออนุมัติ" ผิด: แหล่งกฎหมายระบุว่า หากพิจารณาไม่ทัน หน่วยงานจะต้องรายงานปัญหาและอุปสรรคให้รัฐมนตรีทราบและขออนุมัติขยายระยะเวลา • "ต้องพิจารณาคำขอให้แล้วเสร็จภายในเก้าสิบวัน หากไม่ทันต้องรายงานปัญหาและอุปสรรคและขออนุมัติ โดยรัฐมนตรีอนุมัติให้ขยายได้ไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวัน" ผิด: แหล่งกฎหมายกำหนดให้หน่วยงานพิจารณาคำขอให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวัน ส่วนเก้าสิบวันเป็นระยะเวลาร้องทุกข์นับแต่ผู้เสียหายได้รับแจ้งผลการวินิจฉัย • "ต้องพิจารณาคำขอให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวัน หากไม่ทันต้องรายงานปัญหาและอุปสรรคและขออนุมัติ โดยรัฐมนตรีอนุมัติให้ขยายได้ไม่เกินเก้าสิบวัน" ผิด: แหล่งกฎหมายกำหนดว่ารัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติให้ขยายระยะเวลาได้ไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวัน อ้างอิงตัวบท พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ มาตรา 11 (พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539): “ให้หน่วยงานของรัฐพิจารณาคำขอที่ได้รับตามวรรคหนึ่งให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวัน” พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ มาตรา 11 (พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539): “หากเรื่องใดไม่อาจพิจารณาได้ทันในกำหนดนั้นจะต้องรายงานปัญหาและอุปสรรค” พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ มาตรา 11 (พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539): “และขออนุมัติขยายระยะเวลาออกไปได้” พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ มาตรา 11 (พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539): “แต่รัฐมนตรีดังกล่าวจะพิจารณาอนุมัติให้ขยายระยะเวลาให้อีกได้ไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวัน”
พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ มาตรา 11 (พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539): “ให้หน่วยงานของรัฐพิจารณาคำขอที่ได้รับตามวรรคหนึ่งให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวัน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง เจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นพี่น้องหรือลูกพี่ลูกน้องของคู่กรณีภายในกี่ชั้น จะทำการพิจารณาทางปกครองไม่ได้
- ก. นับได้เพียงภายในหนึ่งชั้น
- ข. นับได้เพียงภายในสองชั้น
- ค. นับได้เพียงภายในสี่ชั้น
- ง. นับได้เพียงภายในสามชั้น ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "นับได้เพียงภายในสามชั้น" มาตรา 13 (3) กำหนดว่า เจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นพี่น้องหรือลูกพี่ลูกน้องของคู่กรณี นับได้เพียงภายในสามชั้น จะทำการพิจารณาทางปกครองไม่ได้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "นับได้เพียงภายในหนึ่งชั้น" ผิด: มาตรา 13 (3) กำหนดให้พี่น้องหรือลูกพี่ลูกน้องนับได้เพียงภายในสามชั้น มิใช่หนึ่งชั้น • "นับได้เพียงภายในสองชั้น" ผิด: มาตรา 13 (3) กำหนดให้พี่น้องหรือลูกพี่ลูกน้องนับได้เพียงภายในสามชั้น • "นับได้เพียงภายในสี่ชั้น" ผิด: มาตรา 13 (3) จำกัดพี่น้องหรือลูกพี่ลูกน้องไว้เพียงภายในสามชั้น มิใช่สี่ชั้น อ้างอิงตัวบท พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 13 (พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “เจ้าหน้าที่ดังต่อไปนี้จะทำการพิจารณาทางปกครองไม่ได้” พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 13 (พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “เป็นพี่น้องหรือลูกพี่ลูกน้องนับได้เพียงภายในสามชั้น”
พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 13 (พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “เจ้าหน้าที่ดังต่อไปนี้จะทำการพิจารณาทางปกครองไม่ได้”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามประมวลกฎหมายอาญา คดีความผิดที่ต้องระวางโทษจำคุกกว่าหนึ่งปีถึงเจ็ดปี หากมิได้ฟ้องและได้ตัวผู้กระทำความผิดมายังศาล มีกำหนดอายุความกี่ปีนับแต่วันกระทำความผิด
- ก. มีกำหนดอายุความห้าปีนับแต่วันกระทำความผิด
- ข. มีกำหนดอายุความสิบปีนับแต่วันกระทำความผิด ✓
- ค. มีกำหนดอายุความหนึ่งปีนับแต่วันกระทำความผิด
- ง. มีกำหนดอายุความสิบห้าปีนับแต่วันกระทำความผิด
Explanation: คำตอบที่ถูก: "มีกำหนดอายุความสิบปีนับแต่วันกระทำความผิด" ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (3) กำหนดอายุความสิบปีสำหรับความผิดที่ต้องระวางโทษจำคุกกว่าหนึ่งปีถึงเจ็ดปี โดยนับแต่วันกระทำความผิด ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "มีกำหนดอายุความหนึ่งปีนับแต่วันกระทำความผิด" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ความผิดที่ต้องระวางโทษจำคุกกว่าหนึ่งปีถึงเจ็ดปีมีอายุความสิบปี มิใช่หนึ่งปี • "มีกำหนดอายุความห้าปีนับแต่วันกระทำความผิด" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ความผิดที่ต้องระวางโทษจำคุกกว่าหนึ่งปีถึงเจ็ดปีมีอายุความสิบปี มิใช่ห้าปี • "มีกำหนดอายุความสิบห้าปีนับแต่วันกระทำความผิด" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ความผิดที่ต้องระวางโทษจำคุกกว่าหนึ่งปีถึงเจ็ดปีมีอายุความสิบปี มิใช่สิบห้าปี อ้างอิงตัวบท ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95: “สิบปี สำหรับความผิดต้องระวางโทษจำคุกกว่าหนึ่งปีถึงเจ็ดปี”
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95: “สิบปี สำหรับความผิดต้องระวางโทษจำคุกกว่าหนึ่งปีถึงเจ็ดปี”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ในกรณีที่คำสั่งทางปกครองไม่ได้ออกโดยรัฐมนตรีและไม่มีกฎหมายกำหนดขั้นตอนอุทธรณ์ภายในฝ่ายปกครองไว้เป็นการเฉพาะ ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว
- ก. ยื่นต่อเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครองภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ตนได้รับแจ้ง และการอุทธรณ์เป็นเหตุให้ทุเลาการบังคับทันทีโดยไม่ต้องมีคำสั่งให้ทุเลาการบังคับ
- ข. ยื่นต่อผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ตนได้รับแจ้ง และการอุทธรณ์ไม่เป็นเหตุให้ทุเลาการบังคับ เว้นแต่จะมีการสั่งให้ทุเลาการบังคับ
- ค. ยื่นต่อเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครองภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ตนได้รับแจ้ง และการอุทธรณ์ไม่เป็นเหตุให้ทุเลาการบังคับ เว้นแต่จะมีการสั่งให้ทุเลาการบังคับ ✓
- ง. ยื่นต่อเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครองภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ตนได้รับแจ้ง และการอุทธรณ์ไม่เป็นเหตุให้ทุเลาการบังคับ เว้นแต่จะมีการสั่งให้ทุเลาการบังคับ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ยื่นต่อเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครองภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ตนได้รับแจ้ง และการอุทธรณ์ไม่เป็นเหตุให้ทุเลาการบังคับ เว้นแต่จะมีการสั่งให้ทุเลาการบังคับ" มาตรา 44 กำหนดให้คู่กรณียื่นอุทธรณ์ต่อเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครองภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง และการอุทธรณ์ไม่ทำให้ทุเลาการบังคับ เว้นแต่จะมีการสั่งให้ทุเลาการบังคับตามมาตรา 63/2 วรรคหนึ่ง ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ยื่นต่อเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครองภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ตนได้รับแจ้ง และการอุทธรณ์เป็นเหตุให้ทุเลาการบังคับทันทีโดยไม่ต้องมีคำสั่งให้ทุเลาการบังคับ" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า “การอุทธรณ์ไม่เป็นเหตุให้ทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครอง” เว้นแต่จะมีการสั่งให้ทุเลาการบังคับ • "ยื่นต่อเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครองภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ตนได้รับแจ้ง และการอุทธรณ์ไม่เป็นเหตุให้ทุเลาการบังคับ เว้นแต่จะมีการสั่งให้ทุเลาการบังคับ" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ยื่นอุทธรณ์ “ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ตนได้รับแจ้งคำสั่งดังกล่าว” ไม่ใช่ภายในสามสิบวัน • "ยื่นต่อผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ตนได้รับแจ้ง และการอุทธรณ์ไม่เป็นเหตุให้ทุเลาการบังคับ เว้นแต่จะมีการสั่งให้ทุเลาการบังคับ" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้คู่กรณียื่นอุทธรณ์ “ต่อเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครอง” อ้างอิงตัวบท พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 44 (พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “ยื่นต่อเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครองภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่” พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 44 (พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “การอุทธรณ์ไม่เป็นเหตุให้ทุเลาการบังคับ” พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 44 (พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “เว้นแต่จะมีการสั่งให้ทุเลา”
พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 44 (พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “ยื่นต่อเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครองภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ดอกเบี้ยผิดนัดในจำนวนเงินที่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ยื่นคำขอให้คิดตั้งแต่เมื่อใด
- ก. นับแต่วันกระทำละเมิดจนถึงวันชำระค่าสินไหมทดแทน ✓
- ข. นับแต่วันมีคำสั่งชดใช้จนถึงวันชำระค่าสินไหมทดแทน
- ค. นับแต่วันครบกำหนดชำระจนถึงวันชำระค่าสินไหมทดแทน
- ง. นับแต่วันยื่นคำขอจนถึงวันชำระค่าสินไหมทดแทน
Explanation: คำตอบที่ถูก: "นับแต่วันกระทำละเมิดจนถึงวันชำระค่าสินไหมทดแทน" ข้อ 34 กำหนดให้คิดดอกเบี้ยตามอัตราดอกเบี้ยผิดนัดในจำนวนเงินที่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน นับแต่วันกระทำละเมิดจนถึงวันชำระค่าสินไหมทดแทน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "นับแต่วันมีคำสั่งชดใช้จนถึงวันชำระค่าสินไหมทดแทน" ผิด: ข้อ 34 กำหนดให้เริ่มคิดดอกเบี้ยผิดนัด “นับแต่วันกระทำละเมิด” มิใช่วันมีคำสั่งชดใช้ • "นับแต่วันยื่นคำขอจนถึงวันชำระค่าสินไหมทดแทน" ผิด: ข้อ 34 กำหนดให้เริ่มคิดดอกเบี้ยผิดนัด “นับแต่วันกระทำละเมิด” มิใช่วันยื่นคำขอ • "นับแต่วันครบกำหนดชำระจนถึงวันชำระค่าสินไหมทดแทน" ผิด: ข้อ 34 กำหนดให้เริ่มคิดดอกเบี้ยผิดนัด “นับแต่วันกระทำละเมิด” มิใช่วันครบกำหนดชำระ อ้างอิงตัวบท ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 34: “ให้คิดดอกเบี้ยตามอัตราดอกเบี้ยผิดนัดนับแต่วันกระทำละเมิดในจำนวนเงินที่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ยื่นคำขอจนถึงวันชำระค่าสินไหมทดแทน”
ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 34: “ให้คิดดอกเบี้ยตามอัตราดอกเบี้ยผิดนัดนับแต่วันกระทำละเมิดในจำนวนเงินที่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ยื่นคำขอจนถึงวันชำระค่าสินไหมทดแทน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
นาย ก. ได้รับความเสียหายจากการกระทำละเมิดของนาย ข. เมื่อวันที่ 1 มกราคม ต่อมาวันที่ 1 มิถุนายน นาย ก. จึงรู้ถึงการละเมิดและรู้ว่านาย ข. เป็นผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน โดยการเรียกร้องนี้มิได้มีมูลอันเป็นความผิดที่มีโทษตามกฎหมายลักษณะอาญา ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ข้อใดกล่าวถึงกำหนดอายุความของสิทธิเรียกร้องนี้ถูกต้อง
- ก. ขาดอายุความเมื่อพ้นหนึ่งปีนับแต่วันที่ 1 มกราคม หรือเมื่อพ้นสิบปีนับแต่วันที่ 1 มิถุนายน
- ข. ให้ใช้อายุความทางอาญาที่ยาวกว่า โดยไม่ต้องใช้อายุความหนึ่งปีหรืออายุความสิบปี
- ค. ขาดอายุความเมื่อพ้นสิบปีนับแต่วันที่ 1 มกราคม โดยไม่ต้องพิจารณาวันที่ 1 มิถุนายน
- ง. ขาดอายุความเมื่อพ้นหนึ่งปีนับแต่วันที่ 1 มิถุนายน หรือเมื่อพ้นสิบปีนับแต่วันที่ 1 มกราคม ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ขาดอายุความเมื่อพ้นหนึ่งปีนับแต่วันที่ 1 มิถุนายน หรือเมื่อพ้นสิบปีนับแต่วันที่ 1 มกราคม" ข้อเท็จจริงว่าทำละเมิดวันที่ 1 มกราคม → “นับแต่วันทำละเมิด”; ข้อเท็จจริงว่านาย ก. รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวนาย ข. วันที่ 1 มิถุนายน → “นับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน”; ข้อเท็จจริงว่าการเรียกร้องมิได้มีมูลอันเป็นความผิดทางอาญา → ไม่เข้าเงื่อนไข “เรียกร้องค่าเสียหายในมูลอันเป็นความผิดมีโทษตามกฎหมายลักษณะอาญา” จึงใช้อายุความหนึ่งปี และอายุความสิบปี โดยเริ่มนับตามวันดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ให้ใช้อายุความทางอาญาที่ยาวกว่า โดยไม่ต้องใช้อายุความหนึ่งปีหรืออายุความสิบปี" ผิด: แหล่งกฎหมายให้ใช้อายุความทางอาญาที่ยาวกว่าเฉพาะเมื่อเรียกร้องค่าเสียหายในมูลอันเป็นความผิดมีโทษตามกฎหมายลักษณะอาญาและมีอายุความทางอาญายาวกว่า • "ขาดอายุความเมื่อพ้นหนึ่งปีนับแต่วันที่ 1 มกราคม หรือเมื่อพ้นสิบปีนับแต่วันที่ 1 มิถุนายน" ผิด: แหล่งกฎหมายกำหนดให้หนึ่งปีนับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน ส่วนสิบปีนับแต่วันทำละเมิด • "ขาดอายุความเมื่อพ้นสิบปีนับแต่วันที่ 1 มกราคม โดยไม่ต้องพิจารณาวันที่ 1 มิถุนายน" ผิด: แหล่งกฎหมายกำหนดด้วยว่าสิทธิเรียกร้องขาดอายุความเมื่อพ้นปีหนึ่งนับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน อ้างอิงตัวบท ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448: “ขาด อายุความเมื่อพ้นปีหนึ่งนับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่า สินไหมทดแทน” ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448: “หรือเมื่อพ้นสิบปีนับแต่วันทำละเมิด”
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448: “ขาด อายุความเมื่อพ้นปีหนึ่งนับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่า สินไหมทดแทน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ข้อใดอธิบายความแตกต่างระหว่างคำสั่งทางปกครองกับกฎได้ถูกต้อง
- ก. คำสั่งทางปกครองมีผลบังคับทั่วไปโดยไม่เจาะจงกรณีหรือบุคคล ส่วนกฎเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายที่กระทบสถานภาพสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลเป็นการเฉพาะ
- ข. คำสั่งทางปกครองเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายที่มีผลสร้างนิติสัมพันธ์หรือกระทบสถานภาพสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล โดยไม่รวมการออกกฎ ส่วนกฎมีผลบังคับทั่วไปโดยไม่เจาะจงกรณีหรือบุคคล ✓
- ค. คำสั่งทางปกครองเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายที่กระทบสถานภาพสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลเฉพาะเมื่อมีผลถาวร โดยไม่รวมผลชั่วคราว ส่วนกฎมีผลบังคับทั่วไปโดยไม่เจาะจงกรณีหรือบุคคล
- ง. คำสั่งทางปกครองเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายที่มีผลสร้างนิติสัมพันธ์หรือกระทบสถานภาพสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล และรวมการออกกฎด้วย ส่วนกฎมีผลบังคับทั่วไปโดยไม่เจาะจงกรณีหรือบุคคล
Explanation: คำตอบที่ถูก: "คำสั่งทางปกครองเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายที่มีผลสร้างนิติสัมพันธ์หรือกระทบสถานภาพสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล โดยไม่รวมการออกกฎ ส่วนกฎมีผลบังคับทั่วไปโดยไม่เจาะจงกรณีหรือบุคคล" มาตรา 5 กำหนดให้คำสั่งทางปกครองครอบคลุมการใช้อำนาจตามกฎหมายที่สร้างนิติสัมพันธ์หรือกระทบสถานภาพสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล แต่ไม่รวมการออกกฎ ขณะที่กฎมีผลบังคับเป็นการทั่วไปและไม่มุ่งใช้แก่กรณีหรือบุคคลใดเป็นการเฉพาะ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "คำสั่งทางปกครองเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายที่กระทบสถานภาพสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลเฉพาะเมื่อมีผลถาวร โดยไม่รวมผลชั่วคราว ส่วนกฎมีผลบังคับทั่วไปโดยไม่เจาะจงกรณีหรือบุคคล" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดว่าผลของคำสั่งทางปกครองอาจเป็นการถาวรหรือชั่วคราวก็ได้ • "คำสั่งทางปกครองเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายที่มีผลสร้างนิติสัมพันธ์หรือกระทบสถานภาพสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล และรวมการออกกฎด้วย ส่วนกฎมีผลบังคับทั่วไปโดยไม่เจาะจงกรณีหรือบุคคล" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุชัดว่าคำสั่งทางปกครอง “ไม่หมายความรวมถึงการออกกฎ” • "คำสั่งทางปกครองมีผลบังคับทั่วไปโดยไม่เจาะจงกรณีหรือบุคคล ส่วนกฎเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายที่กระทบสถานภาพสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลเป็นการเฉพาะ" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดว่าลักษณะที่มีผลบังคับเป็นการทั่วไปและไม่มุ่งหมายใช้แก่กรณีหรือบุคคลเฉพาะเป็นความหมายของ “กฎ” มิใช่คำสั่งทางปกครอง อ้างอิงตัวบท พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 5 (พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “การใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้น” พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 5 (พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิ” พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 5 (พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “หรือหน้าที่ของบุคคล” พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 5 (พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “แต่ไม่หมายความรวมถึงการออกกฎ” พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 5 (พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “บทบัญญัติอื่นที่มีผลบังคับเป็นการทั่วไป โดยไม่มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่ กรณีใด” พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 5 (พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “หรือบุคคลใดเป็นการเฉพาะ”
พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 5 (พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “การใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้น”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ข้อใดกล่าวถึงผลของความเห็นของคณะกรรมการได้ถูกต้อง
- ก. ความเห็นของคณะกรรมการผูกมัดผู้แต่งตั้ง แต่ไม่ผูกมัดรัฐที่จะมีความเห็นเป็นอย่างอื่น
- ข. ความเห็นของคณะกรรมการผูกมัดผู้แต่งตั้งและรัฐมิให้มีความเห็นเป็นอย่างอื่น
- ค. ความเห็นของคณะกรรมการไม่ผูกมัดผู้แต่งตั้งหรือรัฐที่จะมีความเห็นเป็นอย่างอื่น ✓
- ง. ความเห็นของคณะกรรมการไม่ผูกมัดผู้แต่งตั้ง แต่ผูกมัดรัฐมิให้มีความเห็นเป็นอย่างอื่น
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ความเห็นของคณะกรรมการไม่ผูกมัดผู้แต่งตั้งหรือรัฐที่จะมีความเห็นเป็นอย่างอื่น" ข้อ 16 กำหนดชัดว่า ความเห็นของคณะกรรมการไม่ผูกมัดผู้แต่งตั้งหรือรัฐ ดังนั้นผู้แต่งตั้งหรือรัฐอาจมีความเห็นเป็นอย่างอื่นได้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ความเห็นของคณะกรรมการผูกมัดผู้แต่งตั้งและรัฐมิให้มีความเห็นเป็นอย่างอื่น" ผิด: ข้อ 16 ระบุว่า “ความเห็นของคณะกรรมการไม่ผูกมัดผู้แต่งตั้งหรือรัฐที่จะมีความเห็นเป็นอย่างอื่น” • "ความเห็นของคณะกรรมการผูกมัดผู้แต่งตั้ง แต่ไม่ผูกมัดรัฐที่จะมีความเห็นเป็นอย่างอื่น" ผิด: ข้อ 16 ระบุโดยตรงว่า “ความเห็นของคณะกรรมการไม่ผูกมัดผู้แต่งตั้ง” ที่จะมีความเห็นเป็นอย่างอื่น • "ความเห็นของคณะกรรมการไม่ผูกมัดผู้แต่งตั้ง แต่ผูกมัดรัฐมิให้มีความเห็นเป็นอย่างอื่น" ผิด: ข้อ 16 ระบุว่าความเห็นของคณะกรรมการไม่ผูกมัดทั้ง “ผู้แต่งตั้งหรือรัฐ” ที่จะมีความเห็นเป็นอย่างอื่น อ้างอิงตัวบท ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 16: “ความเห็นของคณะกรรมการไม่ผูกมัดผู้แต่งตั้งหรือรัฐที่จะมีความเห็นเป็นอย่างอื่น”
ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 16: “ความเห็นของคณะกรรมการไม่ผูกมัดผู้แต่งตั้งหรือรัฐที่จะมีความเห็นเป็นอย่างอื่น”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ คำว่า “ความเสียหาย” หมายความว่าอย่างไร
- ก. ความเสียหายที่เกิดจากการละเมิดอย่างใด ๆ โดยรวมถึงการออกคำสั่งหรือกฎ
- ข. ความเสียหายที่มิได้เกิดจากการละเมิด และไม่รวมถึงการออกคำสั่งหรือกฎ
- ค. ความเสียหายที่เกิดจากการออกคำสั่งหรือกฎ แต่ไม่รวมถึงการละเมิดอย่างอื่น
- ง. ความเสียหายที่เกิดจากการละเมิดอย่างใด ๆ แต่ไม่รวมถึงการออกคำสั่งหรือกฎ ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ความเสียหายที่เกิดจากการละเมิดอย่างใด ๆ แต่ไม่รวมถึงการออกคำสั่งหรือกฎ" ข้อ 4 นิยาม “ความเสียหาย” ว่าเป็นความเสียหายที่เกิดจากการละเมิดอย่างใด ๆ แต่ไม่รวมถึงการออกคำสั่งหรือกฎ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ความเสียหายที่มิได้เกิดจากการละเมิด และไม่รวมถึงการออกคำสั่งหรือกฎ" ผิด: ข้อ 4 ระบุว่าเป็น “ความเสียหายที่เกิดจากการละเมิดอย่างใด ๆ” • "ความเสียหายที่เกิดจากการออกคำสั่งหรือกฎ แต่ไม่รวมถึงการละเมิดอย่างอื่น" ผิด: ข้อ 4 กำหนดให้หมายถึงความเสียหายที่เกิดจากการละเมิดอย่างใด ๆ และยกเว้นการออกคำสั่งหรือกฎ • "ความเสียหายที่เกิดจากการละเมิดอย่างใด ๆ โดยรวมถึงการออกคำสั่งหรือกฎ" ผิด: ข้อ 4 ระบุชัดว่า “แต่ไม่รวมถึงการออกคำสั่งหรือกฎ” อ้างอิงตัวบท ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 4: “"ความเสียหาย" หมายความว่า ความเสียหายที่เกิดจากการละเมิดอย่างใด ๆ แต่ไม่รวมถึงการออกคำสั่งหรือกฎ”
ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 4: “"ความเสียหาย" หมายความว่า ความเสียหายที่เกิดจากการละเมิดอย่างใด ๆ แต่ไม่รวมถึงการออกคำสั่งหรือกฎ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เมื่อเข้าทำสัญญาและได้ให้สิ่งใดไว้เป็นมัดจำ การให้มัดจำนั้นมีผลอย่างไร
- ก. เป็นพยานหลักฐานว่าสัญญาได้ทำกันขึ้นแล้ว และเป็นประกันการที่จะปฏิบัติตามสัญญานั้นด้วย ✓
- ข. เป็นพยานหลักฐานว่าสัญญาได้ทำกันขึ้นแล้ว แต่ไม่เป็นประกันการที่จะปฏิบัติตามสัญญานั้น
- ค. ไม่เป็นพยานหลักฐานว่าสัญญาได้ทำกันขึ้นแล้ว แต่เป็นประกันการที่จะปฏิบัติตามสัญญานั้น
- ง. ไม่เป็นพยานหลักฐานว่าสัญญาได้ทำกันขึ้นแล้ว และไม่เป็นประกันการที่จะปฏิบัติตามสัญญานั้น
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เป็นพยานหลักฐานว่าสัญญาได้ทำกันขึ้นแล้ว และเป็นประกันการที่จะปฏิบัติตามสัญญานั้นด้วย" ตามมาตรา 377 การให้มัดจำเป็นพยานหลักฐานว่าสัญญาได้ทำกันขึ้นแล้ว และมัดจำย่อมเป็นประกันการที่จะปฏิบัติตามสัญญานั้นด้วย ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ไม่เป็นพยานหลักฐานว่าสัญญาได้ทำกันขึ้นแล้ว แต่เป็นประกันการที่จะปฏิบัติตามสัญญานั้น" ผิด: มาตรา 377 ระบุว่า การให้มัดจำย่อมเป็นพยานหลักฐานว่าสัญญานั้นได้ทำกันขึ้นแล้ว • "ไม่เป็นพยานหลักฐานว่าสัญญาได้ทำกันขึ้นแล้ว และไม่เป็นประกันการที่จะปฏิบัติตามสัญญานั้น" ผิด: มาตรา 377 รับรองทั้งการเป็นพยานหลักฐานว่าสัญญาได้ทำกันขึ้นแล้วและการเป็นประกันการปฏิบัติตามสัญญา • "เป็นพยานหลักฐานว่าสัญญาได้ทำกันขึ้นแล้ว แต่ไม่เป็นประกันการที่จะปฏิบัติตามสัญญานั้น" ผิด: มาตรา 377 ระบุว่า มัดจำย่อมเป็นประกันการที่จะปฏิบัติตามสัญญานั้นด้วย อ้างอิงตัวบท ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 377: “ท่านให้ถือว่า การที่ให้มัดจำนั้นย่อมเป็นพยานหลักฐานว่าสัญญานั้นได้ทำกันขึ้นแล้ว” ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 377: “มัดจำนี้ย่อม เป็นประกันการที่จะปฏิบัติตามสัญญานั้นด้วย”
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 377: “ท่านให้ถือว่า การที่ให้มัดจำนั้นย่อมเป็นพยานหลักฐานว่าสัญญานั้นได้ทำกันขึ้นแล้ว”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง เจ้าหน้าที่ผู้มีหน้าที่พิจารณาคำอุทธรณ์ได้รับคำอุทธรณ์ไว้ และไม่เห็นด้วยกับคำอุทธรณ์ทั้งหมด โดยไม่มีกฎหมายเฉพาะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น เจ้าหน้าที่ต้องส่งรายงานภายในกำหนดใด และใครเป็นผู้พิจารณาคำอุทธรณ์ต่อไป
- ก. ให้เจ้าหน้าที่นั้นพิจารณาให้แล้วเสร็จเองภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับอุทธรณ์ โดยไม่ต้องรายงานไปยังผู้มีอำนาจพิจารณาคำอุทธรณ์
- ข. ให้เร่งรายงานความเห็นพร้อมเหตุผลภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ลงความเห็นไม่เห็นด้วย ไปยังผู้มีอำนาจพิจารณาคำอุทธรณ์เพื่อพิจารณาต่อ
- ค. ให้เร่งรายงานความเห็นพร้อมเหตุผลภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับอุทธรณ์ ไปยังผู้มีอำนาจพิจารณาคำอุทธรณ์เพื่อพิจารณาต่อ ✓
- ง. ให้เร่งรายงานความเห็นพร้อมเหตุผลภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับอุทธรณ์ ไปยังผู้มีอำนาจพิจารณาคำอุทธรณ์เพื่อพิจารณาต่อ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ให้เร่งรายงานความเห็นพร้อมเหตุผลภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับอุทธรณ์ ไปยังผู้มีอำนาจพิจารณาคำอุทธรณ์เพื่อพิจารณาต่อ" ข้อเท็จจริงว่าเจ้าหน้าที่ได้รับคำอุทธรณ์ → “ต้องไม่เกินสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับอุทธรณ์”; ข้อเท็จจริงว่าไม่เห็นด้วยกับคำอุทธรณ์ทั้งหมด → “ไม่เห็นด้วยกับคำอุทธรณ์ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน” ซึ่งทำให้ต้องดำเนินการ คือ “ให้เร่งรายงานความเห็นพร้อมเหตุผลไปยังผู้มีอำนาจพิจารณาคำอุทธรณ์”; และข้อเท็จจริงว่าไม่มีกฎหมายเฉพาะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น → ไม่เข้าข้อยกเว้นที่ว่า “บทบัญญัติมาตรานี้ไม่ใช้กับกรณีที่มีกฎหมายเฉพาะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น” ผู้พิจารณาต่อจึงเป็นผู้มีอำนาจพิจารณาคำอุทธรณ์ตามมาตรา 45 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ให้เร่งรายงานความเห็นพร้อมเหตุผลภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับอุทธรณ์ ไปยังผู้มีอำนาจพิจารณาคำอุทธรณ์เพื่อพิจารณาต่อ" ผิด: แหล่งกฎหมายกำหนดให้รายงานภายในกำหนดเวลาที่ต้องไม่เกินสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับอุทธรณ์ มิใช่สิบห้าวัน • "ให้เจ้าหน้าที่นั้นพิจารณาให้แล้วเสร็จเองภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับอุทธรณ์ โดยไม่ต้องรายงานไปยังผู้มีอำนาจพิจารณาคำอุทธรณ์" ผิด: เมื่อเจ้าหน้าที่ไม่เห็นด้วยกับคำอุทธรณ์ แหล่งกฎหมายกำหนดให้รายงานความเห็นพร้อมเหตุผลไปยังผู้มีอำนาจพิจารณาคำอุทธรณ์ และให้ผู้มีอำนาจนั้นพิจารณาให้แล้วเสร็จ • "ให้เร่งรายงานความเห็นพร้อมเหตุผลภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ลงความเห็นไม่เห็นด้วย ไปยังผู้มีอำนาจพิจารณาคำอุทธรณ์เพื่อพิจารณาต่อ" ผิด: แหล่งกฎหมายกำหนดจุดเริ่มนับจากวันที่ได้รับอุทธรณ์ ไม่ใช่วันที่ลงความเห็นไม่เห็นด้วย อ้างอิงตัวบท พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 45 (พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “ถ้าเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 44 วรรคหนึ่ง ไม่เห็นด้วยกับคำอุทธรณ์ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนก็ให้เร่งรายงานความเห็นพร้อมเหตุผลไปยังผู้มีอำนาจพิจารณาคำอุทธรณ์ภายในกำหนดเวลาตามวรรคหนึ่ง” พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 45 (พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “แต่ต้องไม่เกินสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับอุทธรณ์” พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 45 (พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “ให้ผู้มีอำนาจพิจารณาคำอุทธรณ์พิจารณาให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ตนได้รับรายงาน”
พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 45 (พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “ถ้าเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 44 วรรคหนึ่ง ไม่เห็นด้วยกับคำอุทธรณ์ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนก็ให้เร่งรายงานความเห็นพร้อมเหตุผลไปยังผู้มีอำนาจพิจารณาคำอุทธรณ์ภายในกำหนดเวลาตามวรรคหนึ่ง”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 เมื่อเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐกระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการฟ้องของผู้เสียหาย
- ก. ฟ้องหน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ผู้กระทำละเมิดพร้อมกันได้โดยตรง
- ข. ฟ้องหน่วยงานของรัฐดังกล่าวได้โดยตรง แต่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้ ✓
- ค. ฟ้องกระทรวงการคลังแทนหน่วยงานของรัฐดังกล่าวได้โดยตรง
- ง. ฟ้องเจ้าหน้าที่ผู้กระทำละเมิดได้โดยตรง แต่จะฟ้องหน่วยงานของรัฐไม่ได้
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ฟ้องหน่วยงานของรัฐดังกล่าวได้โดยตรง แต่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้" ตามมาตรา 5 หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ ผู้เสียหายจึงฟ้องหน่วยงานของรัฐดังกล่าวได้โดยตรง แต่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ฟ้องหน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ผู้กระทำละเมิดพร้อมกันได้โดยตรง" ผิด: มาตรา 5 ระบุชัดว่าในกรณีนี้ผู้เสียหายจะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้ • "ฟ้องเจ้าหน้าที่ผู้กระทำละเมิดได้โดยตรง แต่จะฟ้องหน่วยงานของรัฐไม่ได้" ผิด: มาตรา 5 กำหนดว่าผู้เสียหายอาจฟ้องหน่วยงานของรัฐได้โดยตรง แต่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้ • "ฟ้องกระทรวงการคลังแทนหน่วยงานของรัฐดังกล่าวได้โดยตรง" ผิด: มาตรา 5 ให้ถือว่ากระทรวงการคลังต้องรับผิดเฉพาะเมื่อเจ้าหน้าที่ไม่ได้สังกัดหน่วยงานของรัฐแห่งใด อ้างอิงตัวบท พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ มาตรา 5 (พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539): “ในกรณีนี้ผู้เสียหายอาจฟ้องหน่วยงานของรัฐดังกล่าวได้ โดยตรง” พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ มาตรา 5 (พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539): “แต่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้”
พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ มาตรา 5 (พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539): “ในกรณีนี้ผู้เสียหายอาจฟ้องหน่วยงานของรัฐดังกล่าวได้ โดยตรง”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ คำเสนอจะทำสัญญาอันบ่งระยะเวลาให้ทำคำสนองมีผลอย่างไร
- ก. คำเสนอนั้นอาจถอนได้ก่อนมีคำสนองภายในระยะเวลาที่บ่งไว้
- ข. คำเสนอนั้นอาจถอนได้ทุกเมื่อภายในระยะเวลาที่บ่งไว้
- ค. คำเสนอนั้นอาจถอนได้ก่อนสิ้นระยะเวลาที่บ่งไว้
- ง. คำเสนอนั้นไม่อาจถอนได้ภายในระยะเวลาที่บ่งไว้ ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "คำเสนอนั้นไม่อาจถอนได้ภายในระยะเวลาที่บ่งไว้" มาตรา 354 กำหนดว่า คำเสนอจะทำสัญญาอันบ่งระยะเวลาให้ทำคำสนองนั้น ไม่อาจถอนได้ภายในระยะเวลาที่บ่งไว้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "คำเสนอนั้นอาจถอนได้ทุกเมื่อภายในระยะเวลาที่บ่งไว้" ผิด: มาตรา 354 ระบุว่า คำเสนอเช่นนี้ “ไม่อาจจะถอนได้ภายในระยะเวลาที่บ่งไว้” • "คำเสนอนั้นอาจถอนได้ก่อนมีคำสนองภายในระยะเวลาที่บ่งไว้" ผิด: มาตรา 354 ห้ามถอนคำเสนอภายในระยะเวลาที่บ่งไว้ จึงไม่อาจถอนได้แม้ก่อนมีคำสนอง • "คำเสนอนั้นอาจถอนได้ก่อนสิ้นระยะเวลาที่บ่งไว้" ผิด: มาตรา 354 กำหนดตรงกันข้ามว่าไม่อาจถอนคำเสนอได้ภายในระยะเวลาที่บ่งไว้ อ้างอิงตัวบท ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 354: “ท่านว่าไม่อาจจะถอนได้ภายในระยะเวลาที่บ่งไว้”
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 354: “ท่านว่าไม่อาจจะถอนได้ภายในระยะเวลาที่บ่งไว้”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด
- ก. หัวหน้าหน่วยงานของรัฐแต่งตั้งคณะกรรมการจำนวนไม่เกินห้าคน และกำหนดเวลาแล้วเสร็จของการพิจารณาไว้ด้วย ✓
- ข. หัวหน้าหน่วยงานของรัฐแต่งตั้งคณะกรรมการจำนวนไม่เกินห้าคน โดยไม่ต้องกำหนดเวลาแล้วเสร็จของการพิจารณา
- ค. กระทรวงการคลังแต่งตั้งคณะกรรมการจำนวนไม่เกินห้าคน และกำหนดเวลาแล้วเสร็จของการพิจารณาไว้ด้วย
- ง. หัวหน้าหน่วยงานของรัฐแต่งตั้งคณะกรรมการจำนวนไม่เกินหกคน และกำหนดเวลาแล้วเสร็จของการพิจารณาไว้ด้วย
Explanation: คำตอบที่ถูก: "หัวหน้าหน่วยงานของรัฐแต่งตั้งคณะกรรมการจำนวนไม่เกินห้าคน และกำหนดเวลาแล้วเสร็จของการพิจารณาไว้ด้วย" ข้อ 8 กำหนดให้หัวหน้าหน่วยงานของรัฐแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด โดยมีจำนวนไม่เกินห้าคน และต้องกำหนดเวลาแล้วเสร็จของการพิจารณาไว้ด้วย ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "กระทรวงการคลังแต่งตั้งคณะกรรมการจำนวนไม่เกินห้าคน และกำหนดเวลาแล้วเสร็จของการพิจารณาไว้ด้วย" ผิด: ข้อ 8 กำหนดให้หัวหน้าหน่วยงานของรัฐที่เกิดความเสียหายเป็นผู้แต่งตั้งคณะกรรมการ • "หัวหน้าหน่วยงานของรัฐแต่งตั้งคณะกรรมการจำนวนไม่เกินห้าคน โดยไม่ต้องกำหนดเวลาแล้วเสร็จของการพิจารณา" ผิด: ข้อ 8 กำหนดว่าในการแต่งตั้งคณะกรรมการ ให้กำหนดเวลาแล้วเสร็จของการพิจารณาไว้ด้วย • "หัวหน้าหน่วยงานของรัฐแต่งตั้งคณะกรรมการจำนวนไม่เกินหกคน และกำหนดเวลาแล้วเสร็จของการพิจารณาไว้ด้วย" ผิด: ข้อ 8 กำหนดให้คณะกรรมการมีจำนวนไม่เกินห้าคน อ้างอิงตัวบท ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 8: “ให้หัวหน้าหน่วยงานของรัฐดังกล่าวแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดขึ้นคณะหนึ่ง” ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 8: “คณะกรรมการตามวรรคหนึ่ง ให้มีจำนวนไม่เกินห้าคน” ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 8: “ในการแต่งตั้งคณะกรรมการ ให้กำหนดเวลาแล้วเสร็จของการพิจารณาของคณะกรรมการไว้ด้วย”
ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 8: “ให้หัวหน้าหน่วยงานของรัฐดังกล่าวแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดขึ้นคณะหนึ่ง”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ข้อใดอธิบายการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่เมื่อมีเหตุที่อาจกระทบความเป็นกลางได้ถูกต้อง
- ก. เมื่อเจ้าหน้าที่เห็นเองว่าตนมีเหตุอื่นซึ่งมีสภาพร้ายแรงอันอาจทำให้การพิจารณาไม่เป็นกลาง ให้พิจารณาเรื่องต่อไปได้แต่ต้องแจ้งผู้บังคับบัญชาเหนือตนขึ้นไปชั้นหนึ่ง
- ข. เมื่อเจ้าหน้าที่เห็นเองว่าตนมีเหตุอื่นซึ่งมีสภาพร้ายแรงอันอาจทำให้การพิจารณาไม่เป็นกลาง ต้องหยุดการพิจารณาไว้ก่อนและแจ้งผู้บังคับบัญชาเหนือตนขึ้นไปชั้นหนึ่ง ✓
- ค. เมื่อคู่กรณีคัดค้านและเจ้าหน้าที่เห็นว่าตนไม่มีเหตุตามที่คัดค้าน ต้องหยุดการพิจารณาไว้ก่อนและแจ้งผู้บังคับบัญชาเหนือตนขึ้นไปชั้นหนึ่ง
- ง. เมื่อเจ้าหน้าที่มีเหตุอื่นซึ่งมีสภาพร้ายแรงอันอาจทำให้การพิจารณาไม่เป็นกลาง ให้พิจารณาเรื่องต่อไปจนกว่าผู้บังคับบัญชาจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เมื่อเจ้าหน้าที่เห็นเองว่าตนมีเหตุอื่นซึ่งมีสภาพร้ายแรงอันอาจทำให้การพิจารณาไม่เป็นกลาง ต้องหยุดการพิจารณาไว้ก่อนและแจ้งผู้บังคับบัญชาเหนือตนขึ้นไปชั้นหนึ่ง" มาตรา 16 กำหนดว่า เมื่อเจ้าหน้าที่เห็นเองว่าตนมีเหตุอื่นซึ่งมีสภาพร้ายแรงอันอาจทำให้การพิจารณาไม่เป็นกลาง เจ้าหน้าที่ต้องหยุดการพิจารณาเรื่องไว้ก่อนและแจ้งผู้บังคับบัญชาเหนือตนขึ้นไปชั้นหนึ่ง ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เมื่อเจ้าหน้าที่มีเหตุอื่นซึ่งมีสภาพร้ายแรงอันอาจทำให้การพิจารณาไม่เป็นกลาง ให้พิจารณาเรื่องต่อไปจนกว่าผู้บังคับบัญชาจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น" ผิด: แหล่งข้อมูลบัญญัติว่า เจ้าหน้าที่ซึ่งมีเหตุที่มีสภาพร้ายแรงอันอาจทำให้การพิจารณาไม่เป็นกลาง จะทำการพิจารณาทางปกครองในเรื่องนั้นไม่ได้ • "เมื่อเจ้าหน้าที่เห็นเองว่าตนมีเหตุอื่นซึ่งมีสภาพร้ายแรงอันอาจทำให้การพิจารณาไม่เป็นกลาง ให้พิจารณาเรื่องต่อไปได้แต่ต้องแจ้งผู้บังคับบัญชาเหนือตนขึ้นไปชั้นหนึ่ง" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดว่า หากผู้นั้นเห็นเองว่าตนมีกรณีดังกล่าว ให้หยุดการพิจารณาเรื่องไว้ก่อนและแจ้งผู้บังคับบัญชาเหนือตนขึ้นไปชั้นหนึ่ง • "เมื่อคู่กรณีคัดค้านและเจ้าหน้าที่เห็นว่าตนไม่มีเหตุตามที่คัดค้าน ต้องหยุดการพิจารณาไว้ก่อนและแจ้งผู้บังคับบัญชาเหนือตนขึ้นไปชั้นหนึ่ง" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า หากเจ้าหน้าที่เห็นว่าตนไม่มีเหตุตามที่คัดค้าน เจ้าหน้าที่จะพิจารณาเรื่องต่อไปก็ได้ แต่ต้องแจ้งผู้บังคับบัญชาเหนือตนขึ้นไปชั้นหนึ่ง อ้างอิงตัวบท พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 16 (พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “ถ้าผู้นั้นเห็นเองว่าตนมีกรณีดังกล่าว ให้ผู้นั้นหยุดการพิจารณาเรื่องไว้ก่อน” พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 16 (พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “แจ้งให้ผู้บังคับบัญชาเหนือตนขึ้นไปชั้นหนึ่งหรือประธานกรรมการทราบ”
พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 16 (พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “ถ้าผู้นั้นเห็นเองว่าตนมีกรณีดังกล่าว ให้ผู้นั้นหยุดการพิจารณาเรื่องไว้ก่อน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อใดอธิบายอำนาจในการใช้มาตรการบังคับทางปกครองและหลักการเลือกใช้มาตรการตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองได้ถูกต้อง
- ก. เมื่อไม่มีการสั่งให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน เจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งมีอำนาจพิจารณาใช้มาตรการ แต่ห้ามมอบอำนาจให้ผู้ใต้บังคับบัญชาหรือเจ้าหน้าที่อื่นดำเนินการ และต้องใช้เพียงเท่าที่จำเป็นโดยกระทบน้อยที่สุด
- ข. เมื่อไม่มีการสั่งให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน อำนาจพิจารณาใช้มาตรการเป็นของเจ้าหน้าที่อื่น มิใช่เจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่ง และผู้ใช้อำนาจต้องใช้เพียงเท่าที่จำเป็นและกระทบผู้อยู่ในบังคับน้อยที่สุด
- ค. เมื่อไม่มีการสั่งให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน เจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งมีอำนาจพิจารณาใช้มาตรการ และอาจมอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตามกฎกระทรวง โดยต้องใช้เพียงเท่าที่จำเป็นและกระทบผู้อยู่ในบังคับน้อยที่สุด ✓
- ง. เมื่อไม่มีการสั่งให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน เจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งมีอำนาจพิจารณาใช้มาตรการ และอาจมอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตามกฎกระทรวง โดยอาจใช้เกินความจำเป็นได้หากช่วยให้คำสั่งบรรลุผล
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เมื่อไม่มีการสั่งให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน เจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งมีอำนาจพิจารณาใช้มาตรการ และอาจมอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตามกฎกระทรวง โดยต้องใช้เพียงเท่าที่จำเป็นและกระทบผู้อยู่ในบังคับน้อยที่สุด" ตามมาตรา 63/2 เจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครองมีอำนาจพิจารณาใช้มาตรการบังคับทางปกครอง เว้นแต่มีการสั่งทุเลาการบังคับ และอาจมอบอำนาจให้ผู้ใต้บังคับบัญชาหรือเจ้าหน้าที่อื่นดำเนินการตามกฎกระทรวงได้ ทั้งนี้ ต้องใช้มาตรการเพียงเท่าที่จำเป็นและกระทบกระเทือนผู้อยู่ในบังคับของคำสั่งน้อยที่สุด ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เมื่อไม่มีการสั่งให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน เจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งมีอำนาจพิจารณาใช้มาตรการ และอาจมอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตามกฎกระทรวง โดยอาจใช้เกินความจำเป็นได้หากช่วยให้คำสั่งบรรลุผล" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ใช้มาตรการ “เพียงเท่าที่จำเป็น” เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ และให้กระทบกระเทือนผู้อยู่ในบังคับของคำสั่งน้อยที่สุด • "เมื่อไม่มีการสั่งให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน อำนาจพิจารณาใช้มาตรการเป็นของเจ้าหน้าที่อื่น มิใช่เจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่ง และผู้ใช้อำนาจต้องใช้เพียงเท่าที่จำเป็นและกระทบผู้อยู่ในบังคับน้อยที่สุด" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า “เจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครองมีอำนาจที่จะพิจารณาใช้มาตรการบังคับทางปกครอง” • "เมื่อไม่มีการสั่งให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน เจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งมีอำนาจพิจารณาใช้มาตรการ แต่ห้ามมอบอำนาจให้ผู้ใต้บังคับบัญชาหรือเจ้าหน้าที่อื่นดำเนินการ และต้องใช้เพียงเท่าที่จำเป็นโดยกระทบน้อยที่สุด" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่ง “จะมอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่ซึ่งอยู่ใต้บังคับบัญชาหรือเจ้าหน้าที่อื่นเป็นผู้ดำเนินการก็ได้” ตามหลักเกณฑ์และวิธีการในกฎกระทรวง อ้างอิงตัวบท พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 63/2 (พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “เจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครองมีอำนาจที่จะพิจารณาใช้มาตรการบังคับทางปกครองเพื่อให้เป็นไปตามคำสั่งของตนได้ตามบทบัญญัติในหมวดนี้ เว้นแต่จะมีการสั่งให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน” พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 63/2 (พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “เจ้าหน้าที่ตามวรรคหนึ่งจะมอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่ซึ่งอยู่ใต้บังคับบัญชาหรือเจ้าหน้าที่อื่นเป็นผู้ดำเนินการก็ได้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง” พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 63/2 (พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “ให้เจ้าหน้าที่ตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสองใช้มาตรการบังคับทางปกครองเพียงเท่าที่จำเป็น” พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 63/2 (พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “โดยกระทบกระเทือนผู้อยู่ในบังคับของคำสั่งทางปกครองน้อยที่สุด”
พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 63/2 (พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “เจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครองมีอำนาจที่จะพิจารณาใช้มาตรการบังคับทางปกครองเพื่อให้เป็นไปตามคำสั่งของตนได้ตามบทบัญญัติในหมวดนี้ เว้นแต่จะมีการสั่งให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อใดกล่าวถูกต้องตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองเกี่ยวกับการให้โอกาสคู่กรณีก่อนออกคำสั่งทางปกครอง
- ก. เมื่อคำสั่งอาจกระทบสิทธิของคู่กรณี เจ้าหน้าที่ต้องให้คู่กรณีมีโอกาสโต้แย้งและแสดงพยานหลักฐาน แต่กรณีจำเป็นรีบด่วนเจ้าหน้าที่จะเห็นสมควรปฏิบัติเป็นอย่างอื่นไม่ได้
- ข. เมื่อคำสั่งอาจกระทบสิทธิของคู่กรณี เจ้าหน้าที่ต้องให้คู่กรณีทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอและมีโอกาสโต้แย้งและแสดงพยานหลักฐาน แม้จะก่อผลเสียหายอย่างร้ายแรงต่อประโยชน์สาธารณะ
- ค. เมื่อคำสั่งอาจกระทบสิทธิของคู่กรณี เจ้าหน้าที่ต้องให้คู่กรณีทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอ แต่ไม่ต้องให้โอกาสโต้แย้งและแสดงพยานหลักฐานของตน
- ง. เมื่อคำสั่งอาจกระทบสิทธิของคู่กรณี เจ้าหน้าที่ต้องให้คู่กรณีทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอและมีโอกาสโต้แย้งและแสดงพยานหลักฐาน แต่ห้ามให้โอกาสหากจะก่อผลเสียหายอย่างร้ายแรงต่อประโยชน์สาธารณะ ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เมื่อคำสั่งอาจกระทบสิทธิของคู่กรณี เจ้าหน้าที่ต้องให้คู่กรณีทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอและมีโอกาสโต้แย้งและแสดงพยานหลักฐาน แต่ห้ามให้โอกาสหากจะก่อผลเสียหายอย่างร้ายแรงต่อประโยชน์สาธารณะ" มาตรา 30 กำหนดว่า หากคำสั่งทางปกครองอาจกระทบสิทธิของคู่กรณี เจ้าหน้าที่ต้องให้คู่กรณีทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอและมีโอกาสโต้แย้งและแสดงพยานหลักฐาน ทั้งนี้ ห้ามให้โอกาสดังกล่าวหากจะก่อผลเสียหายอย่างร้ายแรงต่อประโยชน์สาธารณะ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เมื่อคำสั่งอาจกระทบสิทธิของคู่กรณี เจ้าหน้าที่ต้องให้คู่กรณีมีโอกาสโต้แย้งและแสดงพยานหลักฐาน แต่กรณีจำเป็นรีบด่วนเจ้าหน้าที่จะเห็นสมควรปฏิบัติเป็นอย่างอื่นไม่ได้" ผิด: แหล่งกฎหมายระบุว่าข้อยกเว้นไม่นำหลักการรับฟังมาใช้บังคับ เว้นแต่เจ้าหน้าที่จะเห็นสมควรปฏิบัติเป็นอย่างอื่น • "เมื่อคำสั่งอาจกระทบสิทธิของคู่กรณี เจ้าหน้าที่ต้องให้คู่กรณีทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอและมีโอกาสโต้แย้งและแสดงพยานหลักฐาน แม้จะก่อผลเสียหายอย่างร้ายแรงต่อประโยชน์สาธารณะ" ผิด: แหล่งกฎหมายระบุว่า ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ให้โอกาสดังกล่าว ถ้าจะก่อให้เกิดผลเสียหายอย่างร้ายแรงต่อประโยชน์สาธารณะ • "เมื่อคำสั่งอาจกระทบสิทธิของคู่กรณี เจ้าหน้าที่ต้องให้คู่กรณีทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอ แต่ไม่ต้องให้โอกาสโต้แย้งและแสดงพยานหลักฐานของตน" ผิด: แหล่งกฎหมายกำหนดให้เจ้าหน้าที่ต้องให้ทั้งโอกาสทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอ และโอกาสโต้แย้งและแสดงพยานหลักฐานของตน อ้างอิงตัวบท พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 30 (พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “ในกรณีที่คำสั่งทางปกครองอาจกระทบถึงสิทธิของคู่กรณี เจ้าหน้าที่ ต้องให้คู่กรณีมีโอกาสที่จะได้ทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอ” พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 30 (พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “และมีโอกาสได้โต้แย้ง” พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 30 (พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “และแสดง พยานหลักฐานของตน” พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 30 (พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ให้โอกาสตามวรรคหนึ่ง ถ้าจะก่อให้เกิดผลเสียหายอย่างร้ายแรง ต่อประโยชน์สาธารณะ”
พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 30 (พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “ในกรณีที่คำสั่งทางปกครองอาจกระทบถึงสิทธิของคู่กรณี เจ้าหน้าที่ ต้องให้คู่กรณีมีโอกาสที่จะได้ทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายเพื่อการละเมิดของนาย ก. ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ ผลการพิจารณาพบว่านาย ก. กระทำโดยประมาทเลินเล่อธรรมดา มิได้จงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ข้อใดเป็นผลตามกฎหมาย
- ก. หน่วยงานของรัฐไม่มีสิทธิเรียกให้นาย ก. ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าว ✓
- ข. หน่วยงานของรัฐมีสิทธิเรียกให้นาย ก. ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเฉพาะส่วนของตน
- ค. หน่วยงานของรัฐมีสิทธิเรียกให้นาย ก. ชดใช้โดยคำนึงถึงความเป็นธรรมในกรณีนี้
- ง. หน่วยงานของรัฐมีสิทธิเรียกให้นาย ก. ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวเต็มจำนวน
Explanation: คำตอบที่ถูก: "หน่วยงานของรัฐไม่มีสิทธิเรียกให้นาย ก. ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าว" ข้อเท็จจริงที่หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย → “ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย เพื่อการละเมิดของเจ้าหน้าที่” ส่วนข้อเท็จจริงที่นาย ก. ประมาทเลินเล่อธรรมดา มิได้จงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง → ไม่เข้าเงื่อนไข “ถ้าเจ้าหน้าที่ได้กระทำการนั้นไปด้วยความจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง” หน่วยงานของรัฐจึงไม่มีสิทธิเรียกให้นาย ก. ชดใช้ตามมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "หน่วยงานของรัฐมีสิทธิเรียกให้นาย ก. ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเฉพาะส่วนของตน" ผิด: สิทธิเรียกให้เจ้าหน้าที่ชดใช้เกิดได้เมื่อเจ้าหน้าที่กระทำด้วย “ความจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง” ซึ่งไม่ตรงกับข้อเท็จจริง • "หน่วยงานของรัฐมีสิทธิเรียกให้นาย ก. ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวเต็มจำนวน" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดสิทธิเรียกไว้เมื่อเจ้าหน้าที่กระทำด้วย “ความจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง” แต่นาย ก. ประมาทเลินเล่อธรรมดา • "หน่วยงานของรัฐมีสิทธิเรียกให้นาย ก. ชดใช้โดยคำนึงถึงความเป็นธรรมในกรณีนี้" ผิด: การคำนึงถึงความร้ายแรงและความเป็นธรรมใช้กำหนดว่าสิทธิเรียกตามวรรคหนึ่งจะมีได้เพียงใด แต่กรณีนี้ไม่เข้าเงื่อนไข “ความจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง” อ้างอิงตัวบท พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ มาตรา 8 (พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539): “ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย เพื่อการละเมิดของเจ้าหน้าที่ ให้หน่วยงานของรัฐมีสิทธิเรียกให้เจ้าหน้าที่ผู้ทำละเมิดชดใช้ค่าสินไหม ทดแทนดังกล่าวแก่หน่วยงานของรัฐได้ ถ้าเจ้าหน้าที่ได้กระทำการนั้นไปด้วยความจงใจหรือประมาท เลินเล่ออย่างร้ายแรง”
พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ มาตรา 8 (พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539): “ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย เพื่อการละเมิดของเจ้าหน้าที่ ให้หน่วยงานของรัฐมีสิทธิเรียกให้เจ้าหน้าที่ผู้ทำละเมิดชดใช้ค่าสินไหม ทดแทนดังกล่าวแก่หน่วยงานของรัฐได้ ถ้าเจ้าหน้าที่ได้กระทำการนั้นไปด้วยความจงใจหรือประมาท เลินเล่ออย่างร้ายแรง”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ข้อใดกล่าวถึงผลของโมฆะกรรมได้ถูกต้อง
- ก. โมฆะกรรมไม่อาจให้สัตยาบันแก่กันได้ และผู้มีส่วนได้เสียไม่อาจยกความเสียเปล่าขึ้นกล่าวอ้างได้
- ข. โมฆะกรรมไม่อาจให้สัตยาบันแก่กันได้ และผู้มีส่วนได้เสียทุกคนต้องร่วมกันยกความเสียเปล่าขึ้นกล่าวอ้าง
- ค. โมฆะกรรมไม่อาจให้สัตยาบันแก่กันได้ และผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดอาจยกความเสียเปล่าขึ้นกล่าวอ้างได้ ✓
- ง. โมฆะกรรมอาจให้สัตยาบันแก่กันได้ และผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดอาจยกความเสียเปล่าขึ้นกล่าวอ้างได้
Explanation: คำตอบที่ถูก: "โมฆะกรรมไม่อาจให้สัตยาบันแก่กันได้ และผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดอาจยกความเสียเปล่าขึ้นกล่าวอ้างได้" มาตรา 172 กำหนดผลของโมฆะกรรมว่าไม่อาจให้สัตยาบันแก่กันได้ และเปิดให้ผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมขึ้นกล่าวอ้างได้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "โมฆะกรรมไม่อาจให้สัตยาบันแก่กันได้ และผู้มีส่วนได้เสียไม่อาจยกความเสียเปล่าขึ้นกล่าวอ้างได้" ผิด: มาตรา 172 บัญญัติให้ผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใด “จะยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมขึ้นกล่าวอ้างก็ได้” • "โมฆะกรรมอาจให้สัตยาบันแก่กันได้ และผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดอาจยกความเสียเปล่าขึ้นกล่าวอ้างได้" ผิด: มาตรา 172 บัญญัติว่า “โมฆะกรรมนั้นไม่อาจให้สัตยาบันแก่กันได้” • "โมฆะกรรมไม่อาจให้สัตยาบันแก่กันได้ และผู้มีส่วนได้เสียทุกคนต้องร่วมกันยกความเสียเปล่าขึ้นกล่าวอ้าง" ผิด: มาตรา 172 ให้ “ผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใด” ยกความเสียเปล่าขึ้นกล่าวอ้างได้ จึงไม่ต้องร่วมกันทุกคน อ้างอิงตัวบท ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 172: “โมฆะกรรมนั้นไม่อาจให้สัตยาบันแก่กันได้” ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 172: “ผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดจะยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมขึ้นกล่าวอ้างก็ได้”
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 172: “โมฆะกรรมนั้นไม่อาจให้สัตยาบันแก่กันได้”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการใช้บังคับแก่รัฐสภาและคณะรัฐมนตรี
- ก. ให้ใช้บังคับแก่รัฐสภาและคณะรัฐมนตรีทั้งสององค์กร
- ข. มิให้ใช้บังคับแก่รัฐสภาและคณะรัฐมนตรีทั้งสององค์กร ✓
- ค. ให้ใช้บังคับแก่รัฐสภา แต่มิให้ใช้บังคับแก่คณะรัฐมนตรี
- ง. มิให้ใช้บังคับแก่รัฐสภา แต่ให้ใช้บังคับแก่คณะรัฐมนตรี
Explanation: คำตอบที่ถูก: "มิให้ใช้บังคับแก่รัฐสภาและคณะรัฐมนตรีทั้งสององค์กร" มาตรา 4 (1) กำหนดให้พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองมิให้ใช้บังคับแก่รัฐสภาและคณะรัฐมนตรี ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ให้ใช้บังคับแก่รัฐสภา แต่มิให้ใช้บังคับแก่คณะรัฐมนตรี" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า “พระราชบัญญัตินี้มิให้ใช้บังคับแก่รัฐสภาและคณะรัฐมนตรี” จึงมิให้ใช้บังคับแก่รัฐสภาด้วย • "มิให้ใช้บังคับแก่รัฐสภา แต่ให้ใช้บังคับแก่คณะรัฐมนตรี" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า “พระราชบัญญัตินี้มิให้ใช้บังคับแก่รัฐสภาและคณะรัฐมนตรี” จึงมิให้ใช้บังคับแก่คณะรัฐมนตรีด้วย • "ให้ใช้บังคับแก่รัฐสภาและคณะรัฐมนตรีทั้งสององค์กร" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดโดยตรงว่าพระราชบัญญัตินี้มิให้ใช้บังคับแก่รัฐสภาและคณะรัฐมนตรี อ้างอิงตัวบท พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 4 (พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “พระราชบัญญัตินี้มิให้ใช้บังคับแก่ (1) รัฐสภาและคณะรัฐมนตรี”
พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 4 (พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “พระราชบัญญัตินี้มิให้ใช้บังคับแก่ (1) รัฐสภาและคณะรัฐมนตรี”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
นาย ก. รู้ว่านาย ข. จะนำเครื่องมือไปใช้กระทำความผิด จึงให้ยืมเครื่องมือนั้นก่อนนาย ข. ลงมือ โดยการกระทำของนาย ก. มีเพียงการให้ยืมเครื่องมือ ต่อมานาย ข. ใช้เครื่องมือนั้นกระทำความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา นาย ก. มีฐานะและต้องระวางโทษอย่างไร
- ก. นาย ก. เป็นผู้สนับสนุน และต้องระวางโทษสองในสามส่วนของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดที่สนับสนุน ✓
- ข. นาย ก. เป็นตัวการ และต้องระวางโทษตามที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น
- ค. นาย ก. เป็นผู้สนับสนุน และต้องระวางโทษกึ่งหนึ่งของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดที่สนับสนุน
- ง. นาย ก. ไม่เป็นผู้สนับสนุน และไม่ต้องรับโทษในฐานะผู้สนับสนุนความผิดนั้น
Explanation: คำตอบที่ถูก: "นาย ก. เป็นผู้สนับสนุน และต้องระวางโทษสองในสามส่วนของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดที่สนับสนุน" ข้อเท็จจริงนาย ก. → “ผู้ใด”; การที่นาย ก. รู้ว่านาย ข. จะใช้เครื่องมือกระทำความผิดและจึงให้ยืม → “กระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการช่วยเหลือ หรือให้ความสะดวกในการที่ผู้อื่นกระทำความผิด”; การให้ยืมเกิดขึ้นก่อนนาย ข. ลงมือ → “ก่อนหรือขณะกระทำความผิด”; นาย ข. ใช้เครื่องมือนั้นกระทำความผิด → “ผู้อื่นกระทำความผิด” ดังนั้น นาย ก. เป็นผู้สนับสนุนและต้องระวางโทษสองในสามส่วนของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดที่สนับสนุน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "นาย ก. เป็นตัวการ และต้องระวางโทษตามที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น" ผิด: มาตรา 83 กำหนดให้เป็นตัวการเมื่อบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป “ได้ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน” แต่กรณีนี้นาย ก. มีเพียงการให้ยืมเครื่องมือก่อนลงมือ • "นาย ก. เป็นผู้สนับสนุน และต้องระวางโทษกึ่งหนึ่งของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดที่สนับสนุน" ผิด: มาตรา 86 กำหนดโทษไว้ว่า “สองในสามส่วนของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดที่สนับสนุน” มิใช่กึ่งหนึ่ง • "นาย ก. ไม่เป็นผู้สนับสนุน และไม่ต้องรับโทษในฐานะผู้สนับสนุนความผิดนั้น" ผิด: มาตรา 86 ระบุว่าผู้ช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกก่อนหรือขณะผู้อื่นกระทำความผิด “ผู้นั้นเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิด” อ้างอิงตัวบท ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86: “ผู้ใดกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการช่วยเหลือ หรือให้ ความสะดวกในการที่ผู้อื่นกระทำความผิดก่อนหรือขณะกระทำความผิด แม้ผู้กระทำความ ผิดจะมิได้รู้ถึงการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกนั้นก็ตาม ผู้นั้นเป็นผู้สนับสนุนการกระ ทำความผิด” ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86: “ต้องระวางโทษสองในสามส่วนของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดที่สนับสนุน”
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86: “ผู้ใดกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการช่วยเหลือ หรือให้ ความสะดวกในการที่ผู้อื่นกระทำความผิดก่อนหรือขณะกระทำความผิด แม้ผู้กระทำความ ผิดจะมิได้รู้ถึงการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกนั้นก็ตาม ผู้นั้นเป็นผู้สนับสนุนการกระ ทำความผิด”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
นาย ก. กำลังเงื้อมีดจะแทงนาง ข. ทันที อันเป็นการประทุษร้ายโดยละเมิดต่อกฎหมาย นาย ค. จึงผลักนาย ก. เพื่อป้องกันสิทธิของนาง ข. ให้พ้นจากการแทง โดยการผลักนั้นพอสมควรแก่เหตุ ตามประมวลกฎหมายอาญา ข้อใดถูกต้อง
- ก. ไม่เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย เพราะนาย ค. ป้องกันสิทธิของนาง ข.
- ข. เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่นาย ค. ยังคงมีความผิด
- ค. ไม่เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย เพราะภยันตรายเพียงใกล้จะถึงยังไม่เพียงพอ
- ง. เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย และนาย ค. ไม่มีความผิด ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย และนาย ค. ไม่มีความผิด" ข้อเท็จจริงในกรณีนี้สัมพันธ์กับองค์ประกอบดังนี้: นาย ค. เป็นผู้กระทำ → “ผู้ใด”; การผลักเพื่อป้องกันสิทธิของนาง ข. → “เพื่อป้องกันสิทธิของตน หรือของผู้อื่น ให้พ้นภยันตราย”; นาย ก. เงื้อมีดจะแทงทันทีโดยละเมิดต่อกฎหมาย → “เกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย และเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง”; การผลักพอสมควรแก่เหตุ → “ถ้าได้กระทำพอสมควรแก่เหตุ” ดังนั้น การกระทำเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายและนาย ค. ไม่มีความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่นาย ค. ยังคงมีความผิด" ผิด: แหล่งที่มาระบุผลไว้โดยตรงว่า เมื่อเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว “ผู้นั้นไม่มีความผิด” • "ไม่เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย เพราะนาย ค. ป้องกันสิทธิของนาง ข." ผิด: แหล่งที่มาระบุว่าอาจกระทำเพื่อ “ป้องกันสิทธิของตน หรือของผู้อื่น” จึงครอบคลุมการป้องกันสิทธิของนาง ข. • "ไม่เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย เพราะภยันตรายเพียงใกล้จะถึงยังไม่เพียงพอ" ผิด: แหล่งที่มากำหนดให้ป้องกันได้เมื่อเป็น “ภยันตรายที่ใกล้จะถึง” ซึ่งตรงกับการเงื้อมีดจะแทงทันที อ้างอิงตัวบท ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68: “การกระทำนั้นเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย” ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68: “ผู้นั้นไม่มีความผิด”
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68: “การกระทำนั้นเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามประมวลกฎหมายอาญา ข้อใดอธิบายความแตกต่างระหว่างการกระทำโดยเจตนากับการกระทำโดยประมาทได้ถูกต้อง
- ก. เจตนา คือ รู้สำนึกในการกระทำแม้ไม่ประสงค์หรือเล็งเห็นผล ส่วนประมาทคือมิใช่เจตนาและปราศจากความระมัดระวังที่ควรมีทั้งที่อาจใช้ได้
- ข. เจตนา คือ รู้สำนึกในการกระทำและประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผล ส่วนประมาทคือปราศจากความระมัดระวังเพราะไม่อาจใช้ความระมัดระวังได้
- ค. เจตนา คือ รู้สำนึกในการกระทำและประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผล ส่วนประมาทคือมิใช่เจตนาและปราศจากความระมัดระวังที่ควรมีทั้งที่อาจใช้ได้ ✓
- ง. เจตนา คือ กระทำโดยปราศจากความระมัดระวังที่ควรมี ส่วนประมาทคือรู้สำนึกในการกระทำและประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผล
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เจตนา คือ รู้สำนึกในการกระทำและประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผล ส่วนประมาทคือมิใช่เจตนาและปราศจากความระมัดระวังที่ควรมีทั้งที่อาจใช้ได้" มาตรา 59 กำหนดว่า การกระทำโดยเจตนาต้องรู้สำนึกในการกระทำและประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผล ส่วนการกระทำโดยประมาทมิใช่การกระทำโดยเจตนา แต่เป็นการปราศจากความระมัดระวังที่ควรมีตามวิสัยและพฤติการณ์ ทั้งที่ผู้กระทำอาจใช้ความระมัดระวังนั้นได้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เจตนา คือ รู้สำนึกในการกระทำและประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผล ส่วนประมาทคือปราศจากความระมัดระวังเพราะไม่อาจใช้ความระมัดระวังได้" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าผู้กระทำอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ • "เจตนา คือ รู้สำนึกในการกระทำแม้ไม่ประสงค์หรือเล็งเห็นผล ส่วนประมาทคือมิใช่เจตนาและปราศจากความระมัดระวังที่ควรมีทั้งที่อาจใช้ได้" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดว่าเจตนาต้องรู้สำนึกในการกระทำและในขณะเดียวกันต้องประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลด้วย • "เจตนา คือ กระทำโดยปราศจากความระมัดระวังที่ควรมี ส่วนประมาทคือรู้สำนึกในการกระทำและประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผล" ผิด: แหล่งข้อมูลนิยามเจตนาว่าเป็นการรู้สำนึกและประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผล ส่วนประมาทเป็นการกระทำที่มิใช่โดยเจตนาและปราศจากความระมัดระวังที่ควรมี อ้างอิงตัวบท ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59: “กระทำโดยเจตนา ได้แก่กระทำโดยรู้สำนึกในการที่กระทำ” ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59: “และในขณะเดียวกันผู้กระทำประสงค์ต่อผล หรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้น” ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59: “กระทำโดยประมาท ได้แก่กระทำความผิดมิใช่โดยเจตนา” ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59: “แต่กระทำโดยปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ และผู้กระทำอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้”
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59: “กระทำโดยเจตนา ได้แก่กระทำโดยรู้สำนึกในการที่กระทำ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดขาดอายุความเมื่อใด
- ก. เมื่อพ้นสองปีนับแต่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือพ้นสิบปีนับแต่วันทำละเมิด โดยใช้อายุความทางอาญาที่ยาวกว่าในกรณีที่กฎหมายกำหนด
- ข. เมื่อพ้นหนึ่งปีนับแต่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือพ้นสิบปีนับแต่วันทำละเมิด โดยใช้อายุความทางอาญาที่ยาวกว่าในกรณีที่กฎหมายกำหนด ✓
- ค. เมื่อพ้นหนึ่งปีนับแต่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือพ้นห้าปีนับแต่วันทำละเมิด โดยใช้อายุความทางอาญาที่ยาวกว่าในกรณีที่กฎหมายกำหนด
- ง. เมื่อพ้นหนึ่งปีนับแต่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือพ้นสิบปีนับแต่วันทำละเมิด โดยไม่ใช้อายุความทางอาญาที่ยาวกว่าในกรณีที่กฎหมายกำหนด
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เมื่อพ้นหนึ่งปีนับแต่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือพ้นสิบปีนับแต่วันทำละเมิด โดยใช้อายุความทางอาญาที่ยาวกว่าในกรณีที่กฎหมายกำหนด" มาตรา 448 กำหนดให้สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากมูลละเมิดขาดอายุความเมื่อพ้นหนึ่งปีนับแต่รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือเมื่อพ้นสิบปีนับแต่วันทำละเมิด และหากมูลความผิดทางอาญามีอายุความยาวกว่า ให้ใช้อายุความที่ยาวกว่านั้น ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เมื่อพ้นหนึ่งปีนับแต่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือพ้นสิบปีนับแต่วันทำละเมิด โดยไม่ใช้อายุความทางอาญาที่ยาวกว่าในกรณีที่กฎหมายกำหนด" ผิด: มาตรา 448 ให้เอาอายุความทางอาญาที่ยาวกว่ามาบังคับ เมื่อเรียกร้องค่าเสียหายในมูลอันเป็นความผิดมีโทษตามกฎหมายลักษณะอาญาและอายุความทางอาญายาวกว่า • "เมื่อพ้นสองปีนับแต่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือพ้นสิบปีนับแต่วันทำละเมิด โดยใช้อายุความทางอาญาที่ยาวกว่าในกรณีที่กฎหมายกำหนด" ผิด: มาตรา 448 กำหนดว่าเมื่อพ้นปีหนึ่ง มิใช่สองปี นับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน • "เมื่อพ้นหนึ่งปีนับแต่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือพ้นห้าปีนับแต่วันทำละเมิด โดยใช้อายุความทางอาญาที่ยาวกว่าในกรณีที่กฎหมายกำหนด" ผิด: มาตรา 448 กำหนดว่าเมื่อพ้นสิบปีนับแต่วันทำละเมิด มิใช่ห้าปี อ้างอิงตัวบท ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448: “สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดนั้น ท่านว่าขาดอายุความเมื่อพ้นปีหนึ่งนับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน” ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448: “หรือเมื่อพ้นสิบปีนับแต่วันทำละเมิด” ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448: “แต่ถ้าเรียกร้องค่าเสียหายในมูลอันเป็นความผิดมีโทษตามกฎหมายลักษณะอาญา และมีกำหนดอายุความทางอาญายาวกว่าทีกล่าวมานั้นไซร้ ท่านให้เอาอายุความทียาวกว่านั้นมาบังคับ”
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448: “สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดนั้น ท่านว่าขาดอายุความเมื่อพ้นปีหนึ่งนับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
นาย ก. เป็นเจ้าหน้าที่ซึ่งสังกัดหน่วยงานของรัฐแห่งหนึ่ง ขณะปฏิบัติหน้าที่ นาย ก. กระทำละเมิด ทำให้นาง ข. ได้รับความเสียหาย ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ข้อใดถูกต้อง
- ก. นาง ข. อาจฟ้องหน่วยงานของรัฐที่นาย ก. สังกัดได้โดยตรง แต่จะฟ้องนาย ก. ไม่ได้ ✓
- ข. นาง ข. อาจฟ้องกระทรวงการคลังได้โดยตรง แต่จะฟ้องหน่วยงานของรัฐที่นาย ก. สังกัดไม่ได้
- ค. นาง ข. อาจฟ้องหน่วยงานของรัฐที่นาย ก. สังกัดและฟ้องนาย ก. ได้โดยตรงในกรณีเดียวกัน
- ง. นาง ข. อาจฟ้องนาย ก. ได้โดยตรง แต่จะฟ้องหน่วยงานของรัฐที่นาย ก. สังกัดไม่ได้
Explanation: คำตอบที่ถูก: "นาง ข. อาจฟ้องหน่วยงานของรัฐที่นาย ก. สังกัดได้โดยตรง แต่จะฟ้องนาย ก. ไม่ได้" ข้อเท็จจริง “นาย ก. สังกัดหน่วยงานของรัฐ” → “เจ้าหน้าที่ของตน”; “ขณะปฏิบัติหน้าที่” → “ได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่”; “กระทำละเมิด” → “ผลแห่งละเมิด”; และ “นาง ข. ได้รับความเสียหาย” → “ผู้เสียหาย” จึงเป็นกรณีที่นาง ข. อาจฟ้องหน่วยงานของรัฐดังกล่าวได้โดยตรง แต่จะฟ้องนาย ก. ไม่ได้ ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "นาง ข. อาจฟ้องกระทรวงการคลังได้โดยตรง แต่จะฟ้องหน่วยงานของรัฐที่นาย ก. สังกัดไม่ได้" ผิด: แหล่งข้อมูลให้ถือว่ากระทรวงการคลังเป็นหน่วยงานที่ต้องรับผิดเฉพาะเมื่อเจ้าหน้าที่ไม่ได้สังกัดหน่วยงานของรัฐแห่งใด แต่กรณีนี้นาย ก. มีหน่วยงานสังกัด • "นาง ข. อาจฟ้องนาย ก. ได้โดยตรง แต่จะฟ้องหน่วยงานของรัฐที่นาย ก. สังกัดไม่ได้" ผิด: กรณีนี้เกิดขึ้นขณะปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งแหล่งข้อมูลระบุว่า ผู้เสียหายอาจฟ้องหน่วยงานของรัฐได้โดยตรง แต่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้ • "นาง ข. อาจฟ้องหน่วยงานของรัฐที่นาย ก. สังกัดและฟ้องนาย ก. ได้โดยตรงในกรณีเดียวกัน" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดว่า ในกรณีละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ ผู้เสียหายอาจฟ้องหน่วยงานของรัฐโดยตรง แต่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้ อ้างอิงตัวบท พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ มาตรา 5 (พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539): “ในกรณีนี้ผู้เสียหายอาจฟ้องหน่วยงานของรัฐดังกล่าวได้โดยตรง” พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ มาตรา 5 (พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539): “แต่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้”
พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ มาตรา 5 (พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539): “ในกรณีนี้ผู้เสียหายอาจฟ้องหน่วยงานของรัฐดังกล่าวได้โดยตรง”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ สิทธิเรียกร้องของรัฐที่จะเรียกเอาค่าภาษีอากร มีกำหนดอายุความกี่ปี
- ก. มีกำหนดอายุความห้าปี
- ข. มีกำหนดอายุความสามปี
- ค. มีกำหนดอายุความยี่สิบปี
- ง. มีกำหนดอายุความสิบปี ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "มีกำหนดอายุความสิบปี" มาตรา 193/31 บัญญัติว่า สิทธิเรียกร้องของรัฐที่จะเรียกเอาค่าภาษีอากรให้มีกำหนดอายุความสิบปี ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "มีกำหนดอายุความสามปี" ผิด: มาตรา 193/31 กำหนดอายุความไว้สิบปี มิใช่สามปี • "มีกำหนดอายุความยี่สิบปี" ผิด: มาตรา 193/31 กำหนดอายุความสิบปี มิใช่ยี่สิบปี • "มีกำหนดอายุความห้าปี" ผิด: มาตรา 193/31 ระบุว่าให้มีกำหนดอายุความสิบปี มิใช่ห้าปี อ้างอิงตัวบท ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/31: “สิทธิเรียกร้องของรัฐที่จะเรียกเอาค่าภาษีอากรให้มี กำหนดอายุความสิบปี”
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/31: “สิทธิเรียกร้องของรัฐที่จะเรียกเอาค่าภาษีอากรให้มี กำหนดอายุความสิบปี”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับสภาพบุคคลและสิทธิของทารกในครรภ์มารดา
- ก. สภาพบุคคลเริ่มเมื่อคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารกและสิ้นสุดเมื่อตาย โดยทารกในครรภ์สามารถมีสิทธิต่าง ๆ ได้หากภายหลังคลอดแล้วไม่อยู่รอดเป็นทารก
- ข. สภาพบุคคลเริ่มเมื่อคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารกและสิ้นสุดเมื่อศาลสั่งให้เป็นคนสาบสูญ โดยทารกในครรภ์สามารถมีสิทธิต่าง ๆ ได้หากภายหลังคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารก
- ค. สภาพบุคคลเริ่มเมื่อคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารกและสิ้นสุดเมื่อตาย โดยทารกในครรภ์สามารถมีสิทธิต่าง ๆ ได้หากภายหลังคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารก ✓
- ง. สภาพบุคคลเริ่มขณะเป็นทารกในครรภ์และสิ้นสุดเมื่อตาย โดยทารกในครรภ์สามารถมีสิทธิต่าง ๆ ได้หากภายหลังคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารก
Explanation: คำตอบที่ถูก: "สภาพบุคคลเริ่มเมื่อคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารกและสิ้นสุดเมื่อตาย โดยทารกในครรภ์สามารถมีสิทธิต่าง ๆ ได้หากภายหลังคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารก" มาตรา 15 กำหนดว่าสภาพบุคคลเริ่มเมื่อคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารกและสิ้นสุดลงเมื่อตาย ส่วนทารกในครรภ์มารดาสามารถมีสิทธิต่าง ๆ ได้หากภายหลังคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารก ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "สภาพบุคคลเริ่มเมื่อคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารกและสิ้นสุดเมื่อตาย โดยทารกในครรภ์สามารถมีสิทธิต่าง ๆ ได้หากภายหลังคลอดแล้วไม่อยู่รอดเป็นทารก" ผิด: มาตรา 15 กำหนดเงื่อนไขว่าภายหลังคลอดแล้วต้องอยู่รอดเป็นทารก มิใช่ไม่อยู่รอดเป็นทารก • "สภาพบุคคลเริ่มเมื่อคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารกและสิ้นสุดเมื่อศาลสั่งให้เป็นคนสาบสูญ โดยทารกในครรภ์สามารถมีสิทธิต่าง ๆ ได้หากภายหลังคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารก" ผิด: มาตรา 15 ระบุว่าสภาพบุคคลสิ้นสุดลงเมื่อตาย • "สภาพบุคคลเริ่มขณะเป็นทารกในครรภ์และสิ้นสุดเมื่อตาย โดยทารกในครรภ์สามารถมีสิทธิต่าง ๆ ได้หากภายหลังคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารก" ผิด: มาตรา 15 ระบุว่าสภาพบุคคลเริ่มแต่เมื่อคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารก มิใช่เริ่มขณะเป็นทารกในครรภ์ อ้างอิงตัวบท ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 15: “สภาพบุคคลย่อมเริ่มแต่เมื่อคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารก” ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 15: “สิ้นสุดลงเมื่อตาย” ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 15: “ทารกในครรภ์มารดาก็สามารถมีสิทธิต่าง ๆ ได้” ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 15: “หากว่าภายหลังคลอดแล้ว อยู่รอดเป็นทารก”
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 15: “สภาพบุคคลย่อมเริ่มแต่เมื่อคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารก”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง เหตุผลของคำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสืออย่างน้อยต้องประกอบด้วยข้อใด
- ก. ข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ ข้อกฎหมายที่อ้างอิง และเหตุที่ต้องรักษาไว้เป็นความลับตามกฎหมาย
- ข. ข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ ข้อกฎหมายที่อ้างอิง และข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ ✓
- ค. การประกาศในราชกิจจานุเบกษา ข้อกฎหมายที่อ้างอิง และข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ
- ง. ข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ คำร้องขอของผู้อยู่ในบังคับของคำสั่ง และข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ ข้อกฎหมายที่อ้างอิง และข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ" มาตรา 37 กำหนดว่าเหตุผลของคำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสืออย่างน้อยต้องประกอบด้วยข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ ข้อกฎหมายที่อ้างอิง และข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ คำร้องขอของผู้อยู่ในบังคับของคำสั่ง และข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้เหตุผลต้องมี “ข้อกฎหมายที่อ้างอิง” มิใช่คำร้องขอของผู้อยู่ในบังคับของคำสั่ง • "การประกาศในราชกิจจานุเบกษา ข้อกฎหมายที่อ้างอิง และข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้เหตุผลต้องมี “ข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ” มิใช่การประกาศในราชกิจจานุเบกษา • "ข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ ข้อกฎหมายที่อ้างอิง และเหตุที่ต้องรักษาไว้เป็นความลับตามกฎหมาย" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้เหตุผลต้องมี “ข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ” ส่วนกรณีที่ต้องรักษาไว้เป็นความลับเป็นข้อยกเว้น อ้างอิงตัวบท พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 37 (พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “เหตุผลนั้นอย่างน้อยต้องประกอบด้วย (1) ข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ” พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 37 (พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “เหตุผลนั้นอย่างน้อยต้องประกอบด้วย (1) ข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ (2) ข้อกฎหมายที่อ้างอิง” พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 37 (พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “เหตุผลนั้นอย่างน้อยต้องประกอบด้วย (1) ข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ (2) ข้อกฎหมายที่อ้างอิง (3) ข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ”
พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 37 (พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม): “เหตุผลนั้นอย่างน้อยต้องประกอบด้วย (1) ข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 เมื่อผู้เสียหายยื่นคำขอให้หน่วยงานของรัฐพิจารณาชดใช้ค่าสินไหมทดแทน หน่วยงานของรัฐต้องพิจารณาคำขอให้แล้วเสร็จภายในกี่วัน
- ก. ภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่ได้รับคำขอ ✓
- ข. ภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่ได้รับคำขอ
- ค. ภายในเก้าสิบวันนับแต่ได้รับคำขอ
- ง. ภายในสามร้อยหกสิบวันนับแต่ได้รับคำขอ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่ได้รับคำขอ" มาตรา 11 กำหนดให้หน่วยงานของรัฐพิจารณาคำขอชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวัน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ภายในเก้าสิบวันนับแต่ได้รับคำขอ" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้หน่วยงานของรัฐพิจารณาคำขอให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวัน มิใช่เก้าสิบวัน • "ภายในสามร้อยหกสิบวันนับแต่ได้รับคำขอ" ผิด: มาตรา 11 กำหนดระยะเวลาพิจารณาปกติไว้หนึ่งร้อยแปดสิบวัน ส่วนการขยายเวลาเป็นกรณีที่ไม่อาจพิจารณาได้ทันและต้องขออนุมัติ • "ภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่ได้รับคำขอ" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุระยะเวลาพิจารณาคำขอไว้หนึ่งร้อยแปดสิบวัน อ้างอิงตัวบท พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ มาตรา 11 (พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539): “ให้หน่วยงานของรัฐพิจารณาคำขอที่ได้รับตามวรรคหนึ่งให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวัน”
พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ มาตรา 11 (พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539): “ให้หน่วยงานของรัฐพิจารณาคำขอที่ได้รับตามวรรคหนึ่งให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวัน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีที่แถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 รัฐบาลจะบริหารจัดการน้ำและป้องกันภัยพิบัติอย่างไร
- ก. ให้หน่วยงานแยกกันแจ้งเตือนภัยและบริหารเหตุฉุกเฉิน โดยไม่ใช้ฐานข้อมูลดิจิทัลร่วมกัน
- ข. ยุติการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ และบริหารการกักเก็บน้ำเป็นครั้งคราวตามสถานการณ์
- ค. เร่งพัฒนา Big Data และใช้ AI วิเคราะห์และพยากรณ์ข้อมูลด้านน้ำและอากาศให้แม่นยำระดับตำบล ✓
- ง. ชะลอการพัฒนา Big Data และงดใช้ AI ในการวิเคราะห์และพยากรณ์ข้อมูลด้านน้ำและอากาศ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เร่งพัฒนา Big Data และใช้ AI วิเคราะห์และพยากรณ์ข้อมูลด้านน้ำและอากาศให้แม่นยำระดับตำบล" คำแถลงนโยบายกำหนดให้เร่งพัฒนา Big Data และใช้ AI วิเคราะห์และพยากรณ์ข้อมูลการบริหารจัดการน้ำและอากาศให้มีความแม่นยำระดับตำบล ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ยุติการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ และบริหารการกักเก็บน้ำเป็นครั้งคราวตามสถานการณ์" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุให้เร่งลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง • "ให้หน่วยงานแยกกันแจ้งเตือนภัยและบริหารเหตุฉุกเฉิน โดยไม่ใช้ฐานข้อมูลดิจิทัลร่วมกัน" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้พัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยและบริหารสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีเอกภาพบนฐานข้อมูลดิจิทัล • "ชะลอการพัฒนา Big Data และงดใช้ AI ในการวิเคราะห์และพยากรณ์ข้อมูลด้านน้ำและอากาศ" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุให้เร่งรัดการพัฒนา Big Data และใช้ AI ในการวิเคราะห์และพยากรณ์ข้อมูล อ้างอิงตัวบท นโยบายข้อ 16 (คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงต่อรัฐสภา วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน 2569): “เร่งรัดการพัฒนา ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data)” นโยบายข้อ 16 (คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงต่อรัฐสภา วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน 2569): “ใช้ AI ในการวิเคราะห์ พยากรณ์ข้อมูลการบริหารจัดการน้ำ และการพยากรณ์อากาศทั้งระบบให้มีความแม่นยำระดับตำบล”
นโยบายข้อ 16 (คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงต่อรัฐสภา วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน 2569): “เร่งรัดการพัฒนา ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data)”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามข่าวด้านภาษีและการคลังเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2569 พระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 807) พ.ศ. 2569 ขยายการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มเหลือร้อยละ 7 ไปถึงวันใด
- ก. วันที่ 30 กันยายน 2571
- ข. วันที่ 31 ธันวาคม 2570
- ค. วันที่ 30 กันยายน 2569
- ง. วันที่ 30 กันยายน 2570 ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "วันที่ 30 กันยายน 2570" พระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 807) พ.ศ. 2569 ขยายการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มเหลือร้อยละ 7 ไปถึงวันที่ 30 กันยายน 2570 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "วันที่ 30 กันยายน 2569" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าขยายไปถึงวันที่ 30 กันยายน 2570 ไม่ใช่ปี 2569 • "วันที่ 30 กันยายน 2571" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุปีสิ้นสุดเป็น 2570 ไม่ใช่ 2571 • "วันที่ 31 ธันวาคม 2570" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดวันสิ้นสุดเป็นวันที่ 30 กันยายน 2570 ไม่ใช่วันที่ 31 ธันวาคม 2570 อ้างอิงตัวบท ข่าวในกระแส: ภาษี / การคลัง (24 ส.ค. 2569) (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “ขยายการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มเหลือร้อยละ 7 ไปถึงวันที่ 30 กันยายน 2570”
ข่าวในกระแส: ภาษี / การคลัง (24 ส.ค. 2569) (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “ขยายการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มเหลือร้อยละ 7 ไปถึงวันที่ 30 กันยายน 2570”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ในการเลือกตั้ง ส.ส. ทั่วไปเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 ตามผลนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ พรรคใดได้ที่นั่งมากที่สุด และนายอนุทิน ชาญวีรกูลยังเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่เท่าไร
- ก. พรรคภูมิใจไทย และนายกรัฐมนตรีคนที่ 31
- ข. พรรคภูมิใจไทย และนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ✓
- ค. พรรคประชาชน และนายกรัฐมนตรีคนที่ 33
- ง. พรรคประชาชน และนายกรัฐมนตรีคนที่ 32
Explanation: คำตอบที่ถูก: "พรรคภูมิใจไทย และนายกรัฐมนตรีคนที่ 32" ตามข่าววันที่ 8 ก.พ. 2569 พรรคภูมิใจไทยได้ที่นั่งมากที่สุดตามผลนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ และนายอนุทิน ชาญวีรกูลยังเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "พรรคภูมิใจไทย และนายกรัฐมนตรีคนที่ 31" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่านายอนุทิน ชาญวีรกูลยังเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 • "พรรคประชาชน และนายกรัฐมนตรีคนที่ 32" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าพรรคภูมิใจไทยได้ที่นั่งมากที่สุด ส่วนพรรคประชาชนได้อันดับ 2 • "พรรคประชาชน และนายกรัฐมนตรีคนที่ 33" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าพรรคภูมิใจไทยได้ที่นั่งมากที่สุด และนายอนุทินยังเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 อ้างอิงตัวบท ข่าวในกระแส: การเมือง / การเลือกตั้ง (8 ก.พ. 2569) (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “พรรค ภูมิใจไทย ได้ที่นั่งมากที่สุด” ข่าวในกระแส: การเมือง / การเลือกตั้ง (8 ก.พ. 2569) (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “ยังเป็น นายกฯ คนที่ 32”
ข่าวในกระแส: การเมือง / การเลือกตั้ง (8 ก.พ. 2569) (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “พรรค ภูมิใจไทย ได้ที่นั่งมากที่สุด”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีที่แถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 ข้อใดสรุปจุดมุ่งหมายของการปฏิรูประบบราชการควบคู่กับการเสริมสร้างวินัยทางการเงินและการคลังได้ถูกต้อง
- ก. ทำให้ภาครัฐมีขนาดเล็กลง ลดภารกิจซ้ำซ้อนและรายจ่ายที่ไม่จำเป็น พร้อมปรับบทบาทเป็นผู้อำนวยความสะดวกและควบคุมเท่าที่จำเป็น ✓
- ข. คงบทบาท ภารกิจ และกฎหมายของหน่วยงานไว้เช่นเดิม รักษารายจ่ายที่มีอยู่ พร้อมเน้นให้ภาครัฐเป็นผู้ควบคุมเป็นหลัก
- ค. ทำให้ภาครัฐมีขนาดใหญ่ขึ้น เพิ่มภารกิจที่ซ้ำซ้อนและรายจ่ายภาครัฐ พร้อมขยายบทบาทการควบคุมให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น
- ง. ลดขนาดภาครัฐแต่คงรายจ่ายด้านสิ่งปลูกสร้างที่ไม่จำเป็น พร้อมประเมินผลโดยไม่มุ่งผลลัพธ์และประโยชน์ที่ประชาชนได้รับ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ทำให้ภาครัฐมีขนาดเล็กลง ลดภารกิจซ้ำซ้อนและรายจ่ายที่ไม่จำเป็น พร้อมปรับบทบาทเป็นผู้อำนวยความสะดวกและควบคุมเท่าที่จำเป็น" นโยบายมุ่งปฏิรูประบบราชการและเสริมสร้างวินัยทางการเงินและการคลังอย่างเป็นระบบ โดยลดความซ้ำซ้อนและรายจ่ายที่ไม่จำเป็น ทำให้ภาครัฐเล็กลง และเปลี่ยนเป็นผู้อำนวยความสะดวกโดยคงบทบาทควบคุมเท่าที่จำเป็น ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ทำให้ภาครัฐมีขนาดใหญ่ขึ้น เพิ่มภารกิจที่ซ้ำซ้อนและรายจ่ายภาครัฐ พร้อมขยายบทบาทการควบคุมให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุให้ภาครัฐมีขนาดเล็กลง ลดภารกิจที่ซ้ำซ้อน และเหลือบทบาทผู้ควบคุมเพียงเท่าที่จำเป็น • "ลดขนาดภาครัฐแต่คงรายจ่ายด้านสิ่งปลูกสร้างที่ไม่จำเป็น พร้อมประเมินผลโดยไม่มุ่งผลลัพธ์และประโยชน์ที่ประชาชนได้รับ" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุให้ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น เช่น สิ่งปลูกสร้างที่ไม่จำเป็น และให้ประเมินผลโดยมุ่งผลลัพธ์และประโยชน์ที่ประชาชนได้รับเป็นหลัก • "คงบทบาท ภารกิจ และกฎหมายของหน่วยงานไว้เช่นเดิม รักษารายจ่ายที่มีอยู่ พร้อมเน้นให้ภาครัฐเป็นผู้ควบคุมเป็นหลัก" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ปรับบทบาท ภารกิจ และกฎหมายให้ชัดเจน รวมทั้งลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นและไม่ก่อประโยชน์โดยตรงต่อประชาชน อ้างอิงตัวบท นโยบายข้อ 21 (คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงต่อรัฐสภา วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน 2569): “เพื่อให้ภาครัฐมีขนาดเล็กลง” นโยบายข้อ 21 (คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงต่อรัฐสภา วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน 2569): “ลดภารกิจที่ซ้ำซ้อน” นโยบายข้อ 21 (คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงต่อรัฐสภา วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน 2569): “ลดรายจ่ายของภาครัฐที่ไม่จำเป็น” นโยบายข้อ 21 (คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงต่อรัฐสภา วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน 2569): “เปลี่ยนบทบาทภาครัฐเป็น “ผู้อำนวยความสะดวก”” นโยบายข้อ 21 (คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงต่อรัฐสภา วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน 2569): “ให้เหลือบทบาท “ผู้ควบคุม” เพียงเท่าที่จำเป็น”
นโยบายข้อ 21 (คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงต่อรัฐสภา วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน 2569): “เพื่อให้ภาครัฐมีขนาดเล็กลง”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ณ เดือนกันยายน พ.ศ. 2569 ข้อใดอธิบายหน้าที่ของ VAT e-Service, e-Tax Invoice & e-Receipt และ e-Withholding Tax ได้ถูกต้อง
- ก. VAT e-Service กำหนดให้ผู้ให้บริการดิจิทัลจากต่างประเทศจดทะเบียนแต่ไม่ต้องเสีย VAT ในไทย ส่วนอีก 2 ระบบใช้กับใบกำกับภาษีและการหักภาษี ณ ที่จ่ายทางอิเล็กทรอนิกส์
- ข. VAT e-Service กำหนดให้ผู้ให้บริการดิจิทัลจากต่างประเทศจดทะเบียนและเสีย VAT ในไทย โดย e-Tax Invoice ใช้หักภาษี ส่วน e-Withholding Tax ใช้ออกใบกำกับภาษี
- ค. VAT e-Service กำหนดให้ผู้ให้บริการดิจิทัลจากต่างประเทศจดทะเบียนและเสีย VAT ในไทย ส่วน e-Tax Invoice และ e-Withholding Tax เป็นระบบยื่นแบบออนไลน์ทั้งคู่
- ง. VAT e-Service กำหนดให้ผู้ให้บริการดิจิทัลจากต่างประเทศจดทะเบียนและเสีย VAT ในไทย ส่วนอีก 2 ระบบใช้กับใบกำกับภาษีและการหักภาษี ณ ที่จ่ายทางอิเล็กทรอนิกส์ ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "VAT e-Service กำหนดให้ผู้ให้บริการดิจิทัลจากต่างประเทศจดทะเบียนและเสีย VAT ในไทย ส่วนอีก 2 ระบบใช้กับใบกำกับภาษีและการหักภาษี ณ ที่จ่ายทางอิเล็กทรอนิกส์" ตาม gk6_0 VAT e-Service ใช้กำกับให้ผู้ให้บริการดิจิทัลจากต่างประเทศจดทะเบียนและเสีย VAT ในไทย ขณะที่ e-Tax Invoice & e-Receipt เกี่ยวกับใบกำกับภาษีและใบรับอิเล็กทรอนิกส์ และ e-Withholding Tax เกี่ยวกับการหักภาษี ณ ที่จ่ายอิเล็กทรอนิกส์ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "VAT e-Service กำหนดให้ผู้ให้บริการดิจิทัลจากต่างประเทศจดทะเบียนและเสีย VAT ในไทย ส่วน e-Tax Invoice และ e-Withholding Tax เป็นระบบยื่นแบบออนไลน์ทั้งคู่" ผิด: แหล่งข้อมูลแยกใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ ระบบหักภาษี ณ ที่จ่ายอิเล็กทรอนิกส์ และการยื่นแบบออนไลน์ออกเป็นคนละรายการ • "VAT e-Service กำหนดให้ผู้ให้บริการดิจิทัลจากต่างประเทศจดทะเบียนแต่ไม่ต้องเสีย VAT ในไทย ส่วนอีก 2 ระบบใช้กับใบกำกับภาษีและการหักภาษี ณ ที่จ่ายทางอิเล็กทรอนิกส์" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าผู้ให้บริการดิจิทัลจากต่างประเทศ “ต้องจดทะเบียนและเสีย VAT ในไทย” ไม่ใช่จดทะเบียนแล้วไม่ต้องเสีย VAT • "VAT e-Service กำหนดให้ผู้ให้บริการดิจิทัลจากต่างประเทศจดทะเบียนและเสีย VAT ในไทย โดย e-Tax Invoice ใช้หักภาษี ส่วน e-Withholding Tax ใช้ออกใบกำกับภาษี" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า e-Tax Invoice & e-Receipt เป็นระบบใบกำกับภาษีและใบรับอิเล็กทรอนิกส์ ส่วน e-Withholding Tax เป็นระบบหักภาษี ณ ที่จ่ายอิเล็กทรอนิกส์ อ้างอิงตัวบท หมวด 6 ข่าวสารด้านภาษีและการคลังที่เกี่ยวกับกรมสรรพากร (~10%) (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “VAT e-Service: ผู้ให้บริการดิจิทัลจากต่างประเทศต้องจดทะเบียนและเสีย VAT ในไทย” หมวด 6 ข่าวสารด้านภาษีและการคลังที่เกี่ยวกับกรมสรรพากร (~10%) (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “- ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice & e-Receipt) - ระบบหักภาษี ณ ที่จ่ายอิเล็กทรอนิกส์ (e-Withholding Tax)”
หมวด 6 ข่าวสารด้านภาษีและการคลังที่เกี่ยวกับกรมสรรพากร (~10%) (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “VAT e-Service: ผู้ให้บริการดิจิทัลจากต่างประเทศต้องจดทะเบียนและเสีย VAT ในไทย”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อใดเป็น 1 ใน 5 องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ
- ก. ผู้ตรวจการเลือกตั้ง
- ข. ผู้ตรวจการแผ่นดิน ✓
- ค. ผู้ตรวจสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
- ง. ผู้ตรวจเงินแผ่นดิน
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ผู้ตรวจการแผ่นดิน" ผู้ตรวจการแผ่นดินเป็น 1 ใน 5 องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญตามหัวข้อ 4.3 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ผู้ตรวจการเลือกตั้ง" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุองค์กรด้านการเลือกตั้งว่า “คณะกรรมการการเลือกตั้ง” ไม่ใช่ “ผู้ตรวจการเลือกตั้ง” • "ผู้ตรวจสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าเป็น “คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ” ไม่ใช่ “ผู้ตรวจสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ” • "ผู้ตรวจเงินแผ่นดิน" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุชื่อว่า “ผู้ตรวจการแผ่นดิน” และ “คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน” ไม่ใช่ “ผู้ตรวจเงินแผ่นดิน” อ้างอิงตัวบท หัวข้อ 4.3 องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ (5 องค์กร) (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ (5 องค์กร) 1. คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) 2. ผู้ตรวจการแผ่นดิน”
หัวข้อ 4.3 องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ (5 องค์กร) (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ (5 องค์กร) 1. คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) 2. ผู้ตรวจการแผ่นดิน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ในการเปิดเผยแฟ้ม UAP ของสหรัฐฯ เมื่อเดือน พ.ค. 2569 ข้อใดอธิบายความหมายของ UAP และหน่วยงานที่ร่วมดำเนินการได้ถูกต้อง
- ก. UAP หมายถึงปรากฏการณ์ผิดปกติที่ยังระบุไม่ได้ แต่ NASA และ FBI ไม่ได้ร่วมดำเนินการ
- ข. UAP หมายถึงสำนักงานแก้ไขความผิดปกติทุกมิติ โดยมีกระทรวงพลังงานและ AARO ร่วมดำเนินการ
- ค. UAP หมายถึงปรากฏการณ์ผิดปกติที่ยังระบุไม่ได้ โดยมี NASA และ FBI ร่วมดำเนินการ ✓
- ง. UAP หมายถึงระบบเปิดผนึกและรายงานการเผชิญหน้า โดยมีทำเนียบขาวและ ODNI ร่วมดำเนินการ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "UAP หมายถึงปรากฏการณ์ผิดปกติที่ยังระบุไม่ได้ โดยมี NASA และ FBI ร่วมดำเนินการ" ข่าวเดือน พ.ค. 2569 ระบุว่า UAP ย่อมาจาก Unidentified Anomalous Phenomena หมายถึงปรากฏการณ์ผิดปกติที่ยังระบุไม่ได้ และความร่วมมือเปิดเผยแฟ้มมีทั้ง NASA และ FBI ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "UAP หมายถึงระบบเปิดผนึกและรายงานการเผชิญหน้า โดยมีทำเนียบขาวและ ODNI ร่วมดำเนินการ" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดว่า UAP คือ Unidentified Anomalous Phenomena ส่วนระบบเปิดผนึกและรายงานเป็นความหมายของ PURSUE • "UAP หมายถึงสำนักงานแก้ไขความผิดปกติทุกมิติ โดยมีกระทรวงพลังงานและ AARO ร่วมดำเนินการ" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดว่า UAP หมายถึงปรากฏการณ์ผิดปกติที่ยังระบุไม่ได้ ไม่ใช่สำนักงาน All-domain Anomaly Resolution Office • "UAP หมายถึงปรากฏการณ์ผิดปกติที่ยังระบุไม่ได้ แต่ NASA และ FBI ไม่ได้ร่วมดำเนินการ" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุชัดว่า NASA และ FBI เป็นหน่วยงานที่ร่วมมือในโครงการ อ้างอิงตัวบท ข่าวในกระแส: การต่างประเทศ / วิทยาศาสตร์ (8 พ.ค. 2569 (ครั้งแรก) → 18 ก.ย. 2569 (ชุดที่ 6)) (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “UAP = Unidentified Anomalous Phenomena (ปรากฏการณ์ผิดปกติที่ยังระบุไม่ได้ — ชื่อทางการที่ใช้แทน UFO)” ข่าวในกระแส: การต่างประเทศ / วิทยาศาสตร์ (8 พ.ค. 2569 (ครั้งแรก) → 18 ก.ย. 2569 (ชุดที่ 6)) (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “เป็นความร่วมมือหลายหน่วยงาน ได้แก่ ทำเนียบขาว, ODNI (สำนักงานผู้อำนวยการข่าวกรองแห่งชาติ), กระทรวงพลังงาน, AARO (All-domain Anomaly Resolution Office) ของกระทรวงสงคราม, NASA, FBI”
ข่าวในกระแส: การต่างประเทศ / วิทยาศาสตร์ (8 พ.ค. 2569 (ครั้งแรก) → 18 ก.ย. 2569 (ชุดที่ 6)) (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “UAP = Unidentified Anomalous Phenomena (ปรากฏการณ์ผิดปกติที่ยังระบุไม่ได้ — ชื่อทางการที่ใช้แทน UFO)”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
นาย ก. ได้รับบรรจุเข้ารับราชการที่กรมสรรพากร และต้องกรอกข้อมูลเกี่ยวกับระดับการบริหารราชการของหน่วยงานต้นสังกัด นาย ก. ควรระบุข้อใด
- ก. เป็นส่วนราชการส่วนกลาง สังกัดกระทรวงการคลัง ✓
- ข. เป็นส่วนราชการส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษเช่นเดียวกับกรุงเทพมหานคร
- ค. เป็นส่วนราชการส่วนท้องถิ่นประเภทองค์การบริหารส่วนจังหวัด
- ง. เป็นส่วนราชการส่วนภูมิภาคในระดับจังหวัด
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เป็นส่วนราชการส่วนกลาง สังกัดกระทรวงการคลัง" เมื่อหน่วยงานต้นสังกัดของนาย ก. คือกรมสรรพากร จึงใช้หลักที่ระบุว่ากรมสรรพากรเป็นส่วนราชการส่วนกลาง สังกัดกระทรวงการคลัง ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เป็นส่วนราชการส่วนท้องถิ่นประเภทองค์การบริหารส่วนจังหวัด" ผิด: แหล่งข้อมูลจัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดไว้ในส่วนท้องถิ่น แต่ระบุว่ากรมสรรพากรเป็นส่วนราชการส่วนกลาง • "เป็นส่วนราชการส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษเช่นเดียวกับกรุงเทพมหานคร" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่ารูปแบบพิเศษ ได้แก่ กรุงเทพมหานครและเมืองพัทยา ขณะที่กรมสรรพากรเป็นส่วนราชการส่วนกลาง • "เป็นส่วนราชการส่วนภูมิภาคในระดับจังหวัด" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุโดยตรงว่า “กรมสรรพากร เป็นส่วนราชการส่วนกลาง” ไม่ใช่ส่วนภูมิภาค อ้างอิงตัวบท หัวข้อ 4.4 การจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “กรมสรรพากร เป็นส่วนราชการส่วนกลาง สังกัดกระทรวงการคลัง”
หัวข้อ 4.4 การจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “กรมสรรพากร เป็นส่วนราชการส่วนกลาง สังกัดกระทรวงการคลัง”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน
- ก. สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง และกรม เป็นส่วนราชการส่วนภูมิภาค
- ข. กรมสรรพากรเป็นส่วนราชการส่วนกลาง สังกัดกระทรวงการคลัง ✓
- ค. จังหวัดและอำเภอเป็นส่วนราชการส่วนท้องถิ่น โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอ
- ง. กรุงเทพมหานครและเมืองพัทยาเป็นส่วนราชการส่วนท้องถิ่นรูปแบบทั่วไป
Explanation: คำตอบที่ถูก: "กรมสรรพากรเป็นส่วนราชการส่วนกลาง สังกัดกระทรวงการคลัง" ตามหัวข้อ 4.4 กรมสรรพากรเป็นส่วนราชการส่วนกลางและสังกัดกระทรวงการคลัง ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "กรุงเทพมหานครและเมืองพัทยาเป็นส่วนราชการส่วนท้องถิ่นรูปแบบทั่วไป" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า กรุงเทพมหานครและเมืองพัทยาเป็นส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ • "สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง และกรม เป็นส่วนราชการส่วนภูมิภาค" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง และกรม เป็นส่วนกลาง • "จังหวัดและอำเภอเป็นส่วนราชการส่วนท้องถิ่น โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอ" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า จังหวัดและอำเภอเป็นส่วนภูมิภาค อ้างอิงตัวบท หัวข้อ 4.4 การจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “กรมสรรพากร เป็นส่วนราชการส่วนกลาง” หัวข้อ 4.4 การจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “สังกัดกระทรวงการคลัง”
หัวข้อ 4.4 การจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “กรมสรรพากร เป็นส่วนราชการส่วนกลาง”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ในข่าวกำหนดพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพที่ประกาศราวเดือน ก.ย. 2569 คำราชาศัพท์ “พระบรมราชสรีรางคาร” หมายถึงข้อใด
- ก. หมายถึงกระดูก
- ข. หมายถึงพระศพ
- ค. หมายถึงพระเมรุ
- ง. หมายถึงเถ้า ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "หมายถึงเถ้า" ตามข่าวประกาศหมายกำหนดการราวเดือน ก.ย. 2569 คำว่า “พระบรมราชสรีรางคาร” หมายถึงเถ้า ตาม anchor gk8_20 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "หมายถึงกระดูก" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า “พระบรมอัฐิ” หมายถึงกระดูก ส่วน “พระบรมราชสรีรางคาร” หมายถึงเถ้า • "หมายถึงพระศพ" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า “พระบรมศพ” หมายถึงศพของพระมหากษัตริย์หรือพระราชินี ส่วน “พระบรมราชสรีรางคาร” หมายถึงเถ้า • "หมายถึงพระเมรุ" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า “พระเมรุมาศ” คือเมรุสำหรับพระมหากษัตริย์หรือพระราชินี ส่วน “พระบรมราชสรีรางคาร” หมายถึงเถ้า อ้างอิงตัวบท ข่าวในกระแส: สถาบันพระมหากษัตริย์ / ประเพณี (ประกาศหมายกำหนดการราว 22 ก.ย. 2569 (พระราชพิธี 15–19 ธ.ค. 2569)) (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “พระบรมราชสรีรางคาร (เถ้า)”
ข่าวในกระแส: สถาบันพระมหากษัตริย์ / ประเพณี (ประกาศหมายกำหนดการราว 22 ก.ย. 2569 (พระราชพิธี 15–19 ธ.ค. 2569)) (คู่มือความรู้รอบตัวและเหตุการณ์ปัจจุบัน SIENSOB): “พระบรมราชสรีรางคาร (เถ้า)”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
บริษัท ค. จำกัดประสงค์จะเก็บรวบรวมข้อมูลประวัติอาชญากรรมของนาย ก. โดยนาย ก. ได้ให้ความยินยอมโดยชัดแจ้งแล้ว ตามมาตรา 26 บริษัท ค. จำกัดต้องดำเนินการอย่างไรจึงสอดคล้องกับบทบัญญัติ
- ก. ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย และจัดให้มีมาตรการตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการประกาศกำหนด
- ข. ห้ามเก็บรวบรวมประวัติอาชญากรรม แม้นาย ก. ให้ความยินยอมโดยชัดแจ้งแล้ว
- ค. ต้องกระทำภายใต้การควบคุมของหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย หรือจัดให้มีมาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการประกาศกำหนด ✓
- ง. ความยินยอมโดยชัดแจ้งเพียงพอแล้ว โดยไม่ต้องดำเนินการตามเงื่อนไขอื่น
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ต้องกระทำภายใต้การควบคุมของหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย หรือจัดให้มีมาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการประกาศกำหนด" ข้อเท็จจริงที่บริษัทจะเก็บรวบรวม “ประวัติอาชญากรรม” ทำให้ต้องใช้ข้อกำหนดเฉพาะในมาตรา 26 ซึ่งกำหนดให้กระทำภายใต้การควบคุมของหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย หรือจัดให้มีมาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการประกาศกำหนด ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ห้ามเก็บรวบรวมประวัติอาชญากรรม แม้นาย ก. ให้ความยินยอมโดยชัดแจ้งแล้ว" ผิด: มาตรา 26 ห้ามเก็บรวบรวมข้อมูลดังกล่าวเมื่อไม่ได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้ง และกำหนดเงื่อนไขเฉพาะสำหรับการเก็บรวบรวมประวัติอาชญากรรม มิได้ห้ามโดยเด็ดขาดแม้ได้รับความยินยอมแล้ว • "ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย และจัดให้มีมาตรการตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการประกาศกำหนด" ผิด: มาตรา 26 ใช้คำว่า “หรือ” จึงกำหนดเงื่อนไขเป็นทางเลือก มิได้บังคับให้ดำเนินการทั้งสองประการพร้อมกัน • "ความยินยอมโดยชัดแจ้งเพียงพอแล้ว โดยไม่ต้องดำเนินการตามเงื่อนไขอื่น" ผิด: มาตรา 26 กำหนดเฉพาะกรณีการเก็บรวบรวมประวัติอาชญากรรมว่า “ต้องกระทำ” ภายใต้การควบคุมของหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย หรือจัดให้มีมาตรการตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด อ้างอิงตัวบท มาตรา 26 พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562: “ในกรณีที่เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับประวัติอาชญากรรมต้องกระทำภายใต้การควบคุมของหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย หรือได้จัดให้มีมาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการประกาศกำหนด”
มาตรา 26 พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562: “ในกรณีที่เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับประวัติอาชญากรรมต้องกระทำภายใต้การควบคุมของหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย หรือได้จัดให้มีมาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการประกาศกำหนด”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามมาตรา 87 ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลที่กระทำการตามที่มาตรานี้กำหนด ต้องระวางโทษปรับทางปกครองไม่เกินเท่าใด
- ก. ไม่เกินหนึ่งล้านบาท
- ข. ไม่เกินสามล้านบาท
- ค. ไม่เกินสิบล้านบาท
- ง. ไม่เกินห้าล้านบาท ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ไม่เกินห้าล้านบาท" มาตรา 87 กำหนดให้ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลที่กระทำการตามเงื่อนไขในมาตรานี้ ต้องระวางโทษปรับทางปกครองไม่เกินห้าล้านบาท ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ไม่เกินสิบล้านบาท" ผิด: มาตรา 87 ระบุเพดานค่าปรับทางปกครองไม่เกินห้าล้านบาท มิใช่สิบล้านบาท • "ไม่เกินหนึ่งล้านบาท" ผิด: มาตรา 87 ระบุว่า “ต้องระวางโทษปรับทางปกครองไม่เกินห้าล้านบาท” มิใช่หนึ่งล้านบาท • "ไม่เกินสามล้านบาท" ผิด: มาตรา 87 กำหนดค่าปรับทางปกครองไว้ไม่เกินห้าล้านบาท มิใช่สามล้านบาท อ้างอิงตัวบท มาตรา 87 พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562: “ต้องระวางโทษปรับทางปกครองไม่เกินห้าล้านบาท”
มาตรา 87 พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562: “ต้องระวางโทษปรับทางปกครองไม่เกินห้าล้านบาท”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อใดอธิบายขอบเขตของความเห็นหรือคำแนะนำภายในหน่วยงานของรัฐตามมาตรา 15 (3) ได้ถูกต้อง
- ก. อาจมีคำสั่งมิให้เปิดเผยความเห็นหรือคำแนะนำภายในได้ แต่ไม่รวมรายงานทางวิชาการ รายงานข้อเท็จจริง หรือข้อมูลที่นำมาใช้จัดทำความเห็นหรือคำแนะนำนั้น ✓
- ข. ความเห็นหรือคำแนะนำภายในต้องเปิดเผย เพราะไม่อยู่ในประเภทข้อมูลที่อาจมีคำสั่งมิให้เปิดเผย
- ค. ความเห็นหรือคำแนะนำภายในต้องมีคำสั่งมิให้เปิดเผยทุกกรณี โดยไม่ต้องพิจารณาประโยชน์ที่เกี่ยวข้อง
- ง. ความเห็นหรือคำแนะนำภายในรวมถึงรายงานทางวิชาการ รายงานข้อเท็จจริง และข้อมูลที่นำมาใช้จัดทำความเห็นหรือคำแนะนำนั้น
Explanation: คำตอบที่ถูก: "อาจมีคำสั่งมิให้เปิดเผยความเห็นหรือคำแนะนำภายในได้ แต่ไม่รวมรายงานทางวิชาการ รายงานข้อเท็จจริง หรือข้อมูลที่นำมาใช้จัดทำความเห็นหรือคำแนะนำนั้น" มาตรา 15 (3) ครอบคลุมความเห็นหรือคำแนะนำภายในหน่วยงานของรัฐซึ่งอาจมีคำสั่งมิให้เปิดเผยได้ แต่ยกเว้นรายงานทางวิชาการ รายงานข้อเท็จจริง และข้อมูลข่าวสารที่นำมาใช้ในการทำความเห็นหรือคำแนะนำดังกล่าว ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ความเห็นหรือคำแนะนำภายในรวมถึงรายงานทางวิชาการ รายงานข้อเท็จจริง และข้อมูลที่นำมาใช้จัดทำความเห็นหรือคำแนะนำนั้น" ผิด: มาตรา 15 (3) ระบุว่าไม่รวมถึงรายงานทางวิชาการ รายงานข้อเท็จจริง หรือข้อมูลข่าวสารที่นำมาใช้ในการทำความเห็นหรือคำแนะนำภายใน • "ความเห็นหรือคำแนะนำภายในต้องเปิดเผย เพราะไม่อยู่ในประเภทข้อมูลที่อาจมีคำสั่งมิให้เปิดเผย" ผิด: มาตรา 15 (3) ระบุความเห็นหรือคำแนะนำภายในหน่วยงานของรัฐไว้เป็นข้อมูลประเภทที่อาจมีคำสั่งมิให้เปิดเผย • "ความเห็นหรือคำแนะนำภายในต้องมีคำสั่งมิให้เปิดเผยทุกกรณี โดยไม่ต้องพิจารณาประโยชน์ที่เกี่ยวข้อง" ผิด: มาตรา 15 ใช้คำว่า “อาจมีคำสั่งมิให้เปิดเผยก็ได้” และกำหนดให้คำนึงถึงการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ประโยชน์สาธารณะ และประโยชน์ของเอกชนที่เกี่ยวข้องประกอบกัน อ้างอิงตัวบท มาตรา 15 พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540: “ข้อมูลข่าวสารของราชการที่มีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอาจมีคำสั่งมิให้เปิดเผยก็ได้” มาตรา 15 พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540: “(3) ความเห็นหรือคำแนะนำภายในหน่วยงานของรัฐในการดำเนินการเรื่องหนึ่งเรื่องใด” มาตรา 15 พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540: “แต่ทั้งนี้ ไม่รวมถึงรายงานทางวิชาการ” มาตรา 15 พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540: “แต่ทั้งนี้ ไม่รวมถึงรายงานทางวิชาการ รายงานข้อเท็จจริง” มาตรา 15 พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540: “หรือข้อมูลข่าวสารที่นำมาใช้ในการทำความเห็นหรือคำแนะนำภายในดังกล่าว”
มาตรา 15 พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540: “ข้อมูลข่าวสารของราชการที่มีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอาจมีคำสั่งมิให้เปิดเผยก็ได้”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามมาตรา 2 พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดกี่วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
- ก. สามสิบวัน
- ข. เก้าสิบวัน ✓
- ค. หนึ่งร้อยยี่สิบวัน
- ง. หกสิบวัน
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เก้าสิบวัน" มาตรา 2 กำหนดให้พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "หกสิบวัน" ผิด: มาตรา 2 ระบุระยะเวลาเก้าสิบวัน มิใช่หกสิบวัน • "หนึ่งร้อยยี่สิบวัน" ผิด: มาตรา 2 กำหนดระยะเวลาเก้าสิบวัน มิใช่หนึ่งร้อยยี่สิบวัน • "สามสิบวัน" ผิด: มาตรา 2 กำหนดว่า “เมื่อพ้นกำหนดเก้าสิบวัน” มิใช่สามสิบวัน อ้างอิงตัวบท มาตรา 2 พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540: “ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดเก้าสิบวัน”
มาตรา 2 พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540: “ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดเก้าสิบวัน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
นาย ก. ยื่นคำขอข้อมูลข่าวสารตามมาตรา 11 ต่อหน่วยงานของรัฐแห่งหนึ่ง หน่วยงานผู้รับคำขอเห็นว่าข้อมูลดังกล่าวจัดทำโดยหน่วยงานของรัฐแห่งอื่นและระบุห้ามการเปิดเผยไว้ตามระเบียบที่กำหนดตามมาตรา 16 หน่วยงานผู้รับคำขอต้องดำเนินการอย่างไร
- ก. แนะนำให้นาย ก. ไปยื่นคำขอต่อหน่วยงานที่ควบคุมดูแลข้อมูลโดยไม่ชักช้า
- ข. พิจารณาคำขอและมีคำสั่งเกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูลนั้นเอง
- ค. ส่งคำขอให้หน่วยงานของรัฐผู้จัดทำข้อมูลข่าวสารนั้นพิจารณาเพื่อมีคำสั่งต่อไป ✓
- ง. ปฏิเสธคำขอทันทีเพราะข้อมูลดังกล่าวระบุห้ามการเปิดเผยไว้
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ส่งคำขอให้หน่วยงานของรัฐผู้จัดทำข้อมูลข่าวสารนั้นพิจารณาเพื่อมีคำสั่งต่อไป" ข้อเท็จจริงที่ว่าข้อมูลจัดทำโดยหน่วยงานของรัฐแห่งอื่นและระบุห้ามการเปิดเผยไว้ตามระเบียบที่กำหนดตามมาตรา 16 ทำให้ต้องใช้กรณีเฉพาะตามมาตรา 12 คือส่งคำขอให้หน่วยงานผู้จัดทำข้อมูลข่าวสารนั้นพิจารณาเพื่อมีคำสั่งต่อไป ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ปฏิเสธคำขอทันทีเพราะข้อมูลดังกล่าวระบุห้ามการเปิดเผยไว้" ผิด: ข้อความในมาตรา 12 กำหนดผลให้ส่งคำขอแก่หน่วยงานผู้จัดทำเพื่อพิจารณามีคำสั่ง มิได้กำหนดให้ผู้รับคำขอปฏิเสธทันที • "แนะนำให้นาย ก. ไปยื่นคำขอต่อหน่วยงานที่ควบคุมดูแลข้อมูลโดยไม่ชักช้า" ผิด: มาตรา 12 กำหนดกรณีนี้ไว้โดยเฉพาะว่า “ให้ส่งคำขอนั้นให้หน่วยงานของรัฐผู้จัดทำข้อมูลข่าวสารนั้นพิจารณาเพื่อมีคำสั่งต่อไป” • "พิจารณาคำขอและมีคำสั่งเกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูลนั้นเอง" ผิด: มาตรา 12 กำหนดให้ส่งคำขอไปยังหน่วยงานของรัฐผู้จัดทำข้อมูลข่าวสารเพื่อพิจารณาและมีคำสั่งต่อไป มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 11: “มาตรา 11 นอกจากข้อมูลข่าวสารของราชการที่ลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษาแล้วหรือที่จัดไว้ให้ประชาชนเข้าตรวจดูได้แล้วหรือที่มีการจัดให้ประชาชนได้ค้นคว้าตามมาตรา 26 แล้ว ถ้าบุคคลใดขอข้อมูลข่าวสารอื่นใดของราชการและคำขอของผู้นั้นระบุข้อมูลข่าวสารที่ต้องการในลักษณะที่อาจเข้าใจได้ตามควร ให้หน่วยงานของรัฐผู้รับผิดชอบจัดหาข้อมูลข่าวสารนั้นให้แก่ผู้ขอภายในเวลาอันสมควร เว้นแต่ผู้นั้นขอจำนวนมากหรือบ่อยครั้งโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ข้อมูลข่าวสารของราชการใดมีสภาพที่อาจบุบสลายง่าย หน่วยงานของรัฐจะขอขยายเวลาในการจัดหาให้หรือจะจัดทำสำเนาให้ในสภาพอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อมิให้เกิดความเสียหายแก่ข้อมูลข่าวสารนั้นก็ได้ ข้อมูล…” • มาตรา 16: “มาตรา 16 เพื่อให้เกิดความชัดเจนในทางปฏิบัติว่าข้อมูลข่าวสารของราชการจะเปิดเผยต่อบุคคลใดได้หรือไม่ภายใต้เงื่อนไขเช่นใด และสมควรมีวิธีรักษามิให้รั่วไหลให้หน่วยงานของรัฐกำหนดวิธีการคุ้มครองข้อมูลข่าวสารนั้น ทั้งนี้ ตามระเบียบที่คณะรัฐมนตรีกำหนดว่าด้วยการรักษาความลับของทางราชการ” อ้างอิงตัวบท มาตรา 12 พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540: “ถ้าหน่วยงานของรัฐผู้รับคำขอเห็นว่าข้อมูลข่าวสารที่มีคำขอเป็นข้อมูลข่าวสารที่จัดทำโดยหน่วยงานของรัฐแห่งอื่น และได้ระบุห้ามการเปิดเผยไว้ตามระเบียบที่กำหนดตามมาตรา 16 ให้ส่งคำขอนั้นให้หน่วยงานของรัฐผู้จัดทำข้อมูลข่าวสารนั้นพิจารณาเพื่อมีคำสั่งต่อไป”
มาตรา 12 พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540: “ถ้าหน่วยงานของรัฐผู้รับคำขอเห็นว่าข้อมูลข่าวสารที่มีคำขอเป็นข้อมูลข่าวสารที่จัดทำโดยหน่วยงานของรัฐแห่งอื่น และได้ระบุห้ามการเปิดเผยไว้ตามระเบียบที่กำหนดตามมาตรา 16 ให้ส่งคำขอนั้นให้หน่วยงานของรัฐผู้จัดทำข้อมูลข่าวสารนั้นพิจารณาเพื่อมีคำสั่งต่อไป”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
Exam Simulator
Start a snapshot-based practice or real-exam attempt.
Exam Preview
What an approved exam looks like to a test-taker.
ชุดจำลอง นิติกรปฏิบัติการ (ทดลอง)
Time limit: 150 minutes
1. ข้อใดอธิบายความหมายของการให้บริการในราชอาณาจักรตามมาตรา 77/2 ได้ถูกต้อง
- ก. บริการที่ทำในราชอาณาจักรไม่ว่าจะใช้บริการที่ใด และบริการที่ทำในต่างประเทศแต่ใช้ในราชอาณาจักร
- ข. บริการที่ทำและใช้ในราชอาณาจักรเท่านั้น ไม่รวมบริการที่ทำในต่างประเทศแต่ใช้ในราชอาณาจักร
- ค. บริการที่ทำในราชอาณาจักรแต่ใช้ในต่างประเทศไม่ถือว่าเป็นบริการในราชอาณาจักร
- ง. บริการที่ทำในต่างประเทศแม้ใช้ในราชอาณาจักรก็ไม่ถือว่าเป็นบริการในราชอาณาจักร
2. ตามมาตรา 82/10 ผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องนำภาษีขายที่คำนวณจากมูลค่าของสินค้าหรือบริการที่ลดลงมาหักออกจากภาษีขายของตนในเดือนภาษีใด
- ก. เดือนภาษีที่ขายสินค้าหรือให้บริการ
- ข. เดือนภาษีที่ได้รับใบลดหนี้
- ค. เดือนภาษีที่ได้ออกใบลดหนี้
- ง. เดือนภาษีถัดจากเดือนที่ออกใบลดหนี้
3. ตามมาตรา 9 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร เว้นแต่จะมีบทบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น หากต้องตีราคาทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดเป็นเงิน ให้ถือราคาในวันใด
- ก. วันก่อนวันที่ได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้น
- ข. วันที่ได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้น
- ค. วันสิ้นปีที่ได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้น
- ง. วันสิ้นเดือนที่ได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้น
4. บริษัท ค. จำกัด มีรอบระยะเวลาบัญชีสิบสองเดือน และได้ยื่นรายการพร้อมชำระภาษีภายในสองเดือนนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาหกเดือน ต่อมาบริษัทกำลังคำนวณภาษีที่ต้องชำระประจำรอบระยะเวลาบัญชี ภาษีที่ชำระไว้ดังกล่าวมีผลอย่างไรตามประมวลรัษฎากร
- ก. ให้ถือว่าเป็นการชำระภาษีตามมาตรา 68 เสร็จสิ้นแล้วโดยไม่ต้องคำนวณอีก
- ข. ให้ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีครึ่งรอบของรอบระยะเวลาบัญชีถัดไป
- ค. ให้แยกจากการคำนวณภาษีตามมาตรา 68 และมิให้ถือเป็นเครดิต
- ง. ให้ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีที่ต้องชำระตามมาตรา 68
5. ข้อใดถูกต้องเกี่ยวกับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ตามมาตรา 34 แห่งประมวลรัษฎากร
- ก. ไม่ต้องทำเป็นหนังสือและไม่ต้องส่งไปยังผู้อุทธรณ์
- ข. ให้ทำเป็นหนังสือและให้ส่งไปยังผู้อุทธรณ์
- ค. ให้ทำเป็นหนังสือแต่ไม่ต้องส่งไปยังผู้อุทธรณ์
- ง. ให้ทำด้วยวาจาและให้ส่งไปยังผู้อุทธรณ์
6. เทศบาล ก. จ่ายเงินได้พึงประเมินให้บริษัท ค. จำกัด ข้อใดเป็นการดำเนินการที่ถูกต้องตามประมวลรัษฎากร
- ก. บริษัท ค. จำกัดต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 1
- ข. เทศบาล ก. ไม่ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายจากเงินครั้งนี้
- ค. เทศบาล ก. ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 3
- ง. เทศบาล ก. ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 1
7. ข้อใดอธิบายหลักการคำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยตามมาตรา 9 ได้ถูกต้อง
- ก. เว้นแต่จะมีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น หากจำเป็นต้องคำนวณเพื่อปฏิบัติการตามลักษณะนี้ ให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนที่กระทรวงการคลังประกาศเป็นคราว ๆ
- ข. แม้จะมีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น หากจำเป็นต้องคำนวณเพื่อปฏิบัติการตามลักษณะนี้ ต้องใช้อัตราที่กระทรวงการคลังประกาศเป็นคราว ๆ
- ค. เว้นแต่จะมีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น หากจำเป็นต้องคำนวณเพื่อปฏิบัติการตามลักษณะนี้ ให้ผู้คำนวณเลือกใช้อัตราแลกเปลี่ยนได้เอง
- ง. เว้นแต่จะมีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น หากจำเป็นต้องคำนวณเพื่อปฏิบัติการตามลักษณะนี้ ให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศ
8. บริษัท ค. จำกัดเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษี เดือนภาษีนี้ไม่มีรายรับ และมิได้ประกอบกิจการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร โดยอธิบดีมิได้กำหนดกำหนดเวลาไว้เป็นอย่างอื่น บริษัทต้องยื่นแบบและชำระภาษีถ้ามีเมื่อใด
- ก. ในขณะจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม พร้อมกับชำระภาษีถ้ามี
- ข. ไม่ต้องยื่นแบบสำหรับเดือนนั้น เพราะเดือนภาษีนี้ไม่มีรายรับ
- ค. ภายในวันที่สิบห้าของเดือนถัดไป พร้อมกับชำระภาษีถ้ามี
- ง. ภายในวันสุดท้ายของเดือนถัดไป พร้อมกับชำระภาษีถ้ามี
9. ข้อใดอธิบายอำนาจเปิดเผยรายละเอียดของอธิบดีตามมาตรา 10 ทวิ ได้ถูกต้อง
- ก. เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากร อธิบดีเปิดเผยชื่อผู้สอบบัญชีได้ แต่เปิดเผยพฤติการณ์ของผู้สอบบัญชีไม่ได้
- ข. แม้เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากร อธิบดีก็ไม่มีอำนาจเปิดเผยชื่อผู้เสียภาษีอากรและจำนวนภาษีอากรที่เสีย
- ค. เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากร อธิบดีเปิดเผยชื่อผู้ประกอบการจดทะเบียนได้ แต่เปิดเผยฐานภาษีมูลค่าเพิ่มไม่ได้
- ง. เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากร อธิบดีมีอำนาจเปิดเผยชื่อผู้เสียภาษีอากรและจำนวนภาษีอากรที่เสีย ตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนด
10. ก่อนถึงกำหนดเวลายื่นรายการ นาย ก. มีเงินได้พึงประเมินประเภทที่ไม่ต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายจำนวน 10,000 บาท ตามประมวลรัษฎากร ข้อใดเป็นวิธีที่นาย ก. ดำเนินการได้
- ก. ต้องรอถึงกำหนดเวลายื่นรายการก่อน จึงนำภาษีไปชำระต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอ พร้อมยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนด
- ข. นำภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 ไปชำระต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอ พร้อมยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดได้
- ค. นำภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 ไปชำระต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอได้ โดยไม่ต้องยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนด
- ง. ยังนำภาษีไปชำระก่อนกำหนดไม่ได้ เพราะต้องมีเงินได้เกิน 10,000 บาท แม้พร้อมยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนด
11. ข้อใดอธิบายอำนาจตามมาตรา 12 ตรี เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามมาตรา 12 ได้ถูกต้อง
- ก. ผู้มีอำนาจตามมาตรา 12 หรือสรรพากรจังหวัดมีอำนาจออกหมายเรียก สั่งให้นำหลักฐานมาตรวจสอบ และออกคำสั่งเป็นหนังสือให้เจ้าพนักงานสรรพากรตรวจค้นหรือยึดหลักฐาน
- ข. ผู้มีอำนาจตามมาตรา 12 หรือสรรพากรจังหวัดต้องตรวจค้นหรือยึดหลักฐานด้วยตนเอง โดยไม่ออกคำสั่งให้เจ้าพนักงานสรรพากร
- ค. ผู้มีอำนาจตามมาตรา 12 หรือสรรพากรจังหวัดออกหมายเรียกได้เฉพาะผู้ต้องรับผิดชำระภาษีอากรค้าง แต่เรียกบุคคลอื่นไม่ได้
- ง. อำนาจออกหมายเรียก สั่งให้นำหลักฐาน และสั่งตรวจค้นหรือยึดหลักฐานเป็นของผู้มีอำนาจตามมาตรา 12 โดยสรรพากรจังหวัดไม่มีอำนาจดังกล่าว
12. ข้อใดอธิบายผลของมาตรา 88/2 ในกรณีตามมาตรา 88 (3) (4) หรือ (5) ได้ถูกต้อง
- ก. เจ้าพนักงานประเมินไม่อาจประเมินภาษีตามที่รู้เห็นหรือพิจารณาว่าถูกต้อง
- ข. เจ้าพนักงานประเมินต้องปฏิบัติตาม (1) ถึง (4) ให้ครบก่อนประเมินภาษี
- ค. เจ้าพนักงานประเมินอาจประเมินภาษีตามที่รู้เห็นหรือพิจารณาว่าถูกต้อง โดยไม่จำต้องปฏิบัติตาม (1) ถึง (4)
- ง. เจ้าพนักงานประเมินทำได้เฉพาะแก้ไขมูลค่าของสินค้าที่ซื้อหรือค่าบริการเท่านั้น
13. นาย ก. ไม่ใช่กรณี 18 ทวิ มีภาษีที่ต้องเสียตาม 56 ทวิ จำนวน 9,000 บาท และเลือกชำระเป็นสามงวดเท่า ๆ กัน ต่อมานาย ก. ไม่ชำระงวดที่สองภายในเวลาที่กำหนด ตามประมวลรัษฎากร ผลเป็นอย่างไร
- ก. หมดสิทธิที่จะชำระภาษีเป็นรายงวดต่อไป และต้องเสียเงินเพิ่มตามมาตรา 27 สำหรับงวดที่ไม่ชำระและงวดต่อ ๆ ไป
- ข. ยังมีสิทธิที่จะชำระภาษีเป็นรายงวดต่อไป และต้องเสียเงินเพิ่มตามมาตรา 27 สำหรับงวดที่ไม่ชำระและงวดต่อ ๆ ไป
- ค. จะหมดสิทธิชำระภาษีเป็นรายงวดเมื่อพ้นกำหนดไปอีกสองเดือน และต้องเสียเงินเพิ่มตามมาตรา 27 สำหรับงวดที่ไม่ชำระและงวดต่อ ๆ ไป
- ง. หมดสิทธิที่จะชำระภาษีเป็นรายงวดต่อไป และต้องเสียเงินเพิ่มตามมาตรา 27 เฉพาะงวดที่ไม่ชำระ โดยไม่รวมงวดต่อ ๆ ไป
14. ตามมาตรา 35 ตรี ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา 71 ตรี หรือยื่นรายงาน เอกสาร หรือหลักฐานโดยแสดงข้อมูลไม่ถูกต้องครบถ้วนโดยไม่มีเหตุอันสมควร ต้องระวางโทษอย่างไร
- ก. ปรับไม่เกินห้าแสนบาท
- ข. ปรับไม่เกินสามแสนบาท
- ค. ปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท
- ง. ปรับไม่เกินสองแสนบาท
15. ตามมาตรา 42 ทวิ เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ (2) เมื่อหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมารวมกันแล้ว ต้องไม่เกินจำนวนเท่าใด
- ก. 120,000 บาท
- ข. 100,000 บาท
- ค. 80,000 บาท
- ง. 60,000 บาท
16. ข้อใดกล่าวถึงหน่วยงานที่เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มเพื่อกรมสรรพากรตามมาตรา 83/10 ได้ถูกต้อง
- ก. สินค้านำเข้าและการขายสินค้าหรือให้บริการที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิตด้วยให้กรมสรรพสามิตเรียกเก็บ
- ข. สินค้านำเข้าให้กรมสรรพสามิตเรียกเก็บ ส่วนการขายสินค้าหรือให้บริการที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิตด้วยให้กรมศุลกากรเรียกเก็บ
- ค. สินค้านำเข้าให้กรมศุลกากรเรียกเก็บ ส่วนการขายสินค้าหรือให้บริการที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิตด้วยให้กรมสรรพสามิตเรียกเก็บ
- ง. สินค้านำเข้าและการขายสินค้าหรือให้บริการที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิตด้วยให้กรมศุลกากรเรียกเก็บ
17. บริษัท ค. จำกัดเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ประกอบกิจการขายสินค้า และได้สินค้ามาเพื่อใช้ในกิจการ โดยไม่ปรากฏว่าเป็นกรณีจำเป็นที่อธิบดีกำหนดเป็นอย่างอื่น บริษัทต้องลงรายการในรายงานสินค้าและวัตถุดิบภายในระยะเวลาใด และนับแต่เมื่อใด ตามประมวลรัษฎากร
- ก. ไม่มีกำหนดระยะเวลาแน่นอน โดยลงตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีกำหนด
- ข. ภายในเจ็ดวันทำการนับแต่วันที่ได้มาซึ่งสินค้านั้น
- ค. ภายในสามวันทำการนับแต่วันที่ได้มาซึ่งสินค้านั้น
- ง. ภายในสามวันทำการนับแต่วันสิ้นเดือนที่ได้มาซึ่งสินค้านั้น
18. ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับอำนาจของอธิบดีตามมาตรา 84/4 แห่งประมวลรัษฎากร
- ก. กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขให้ผู้เดินทางซึ่งซื้อสินค้าไว้ใช้ในราชอาณาจักรขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ถูกเรียกเก็บไว้แล้วได้
- ข. กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขให้ผู้เดินทางออกไปนอกราชอาณาจักรซึ่งซื้อสินค้าจากผู้ประกอบการจดทะเบียนเพื่อนำออกไปนอกราชอาณาจักรขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ถูกเรียกเก็บไว้แล้วได้
- ค. กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขให้ผู้เดินทางซึ่งซื้อสินค้าจากผู้ประกอบการที่มิได้จดทะเบียนขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มได้
- ง. กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขห้ามผู้เดินทางออกไปนอกราชอาณาจักรขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ถูกเรียกเก็บไว้แล้ว
19. บริษัท ค. จำกัด เป็นผู้มีหน้าที่หักภาษีที่คำนวณหักไว้ตามบทบัญญัติ 50 (5) และธุรกรรมนั้นมีการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ตามประมวลรัษฎากร บริษัทต้องดำเนินการอย่างไร
- ก. ผู้มีหน้าที่หักภาษีต้องนำส่งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในขณะที่มีการจดทะเบียน
- ข. พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมต้องเป็นผู้นำส่งภาษีในขณะที่มีการจดทะเบียน
- ค. ผู้มีหน้าที่หักภาษีต้องนำส่งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่จ่ายเงิน
- ง. ผู้มีหน้าที่หักภาษีต้องนำส่ง ณ ที่ว่าการอำเภอภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่จ่ายเงิน
20. บริษัท ค. จำกัด เป็นผู้ประกอบการและมิได้นำภาษีซื้อรายการหนึ่งไปหักในการคำนวณภาษีในเดือนภาษีนั้น เพราะมีเหตุจำเป็นตามที่อธิบดีกำหนด บริษัทฯ มีสิทธินำภาษีซื้อนั้นไปหักภายในระยะเวลาสูงสุดเท่าใดและเริ่มนับจากเมื่อใด ตามประมวลรัษฎากร
- ก. นำไปหักในเดือนภาษีหลังจากนั้นได้ แต่ต้องไม่เกินสองปีนับจากวันที่ได้มีการออกใบกำกับภาษี
- ข. นำไปหักได้เฉพาะในเดือนภาษีเดิม โดยไม่มีสิทธินำไปหักในเดือนภาษีหลังจากนั้น
- ค. นำไปหักในเดือนภาษีหลังจากนั้นได้ แต่ต้องไม่เกินสามปีนับจากวันสุดท้ายของเดือนภาษีที่มิได้นำไปหัก
- ง. นำไปหักในเดือนภาษีหลังจากนั้นได้ แต่ต้องไม่เกินสามปีนับจากวันที่ได้มีการออกใบกำกับภาษี
21. ข้อใดอธิบายผลของมาตรา 89 กรณีมิได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีหรือแบบนำส่งภาษีภายในกำหนดเวลาได้ถูกต้อง
- ก. ต้องเสียเบี้ยปรับอีกสองเท่าของเงินภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่งในเดือนภาษี
- ข. การไม่ยื่นแบบภายในกำหนดเวลาไม่ทำให้เกิดหน้าที่เสียเบี้ยปรับ
- ค. ต้องเสียเบี้ยปรับอีกสองเท่าของจำนวนภาษีตามใบกำกับภาษี
- ง. ต้องเสียเบี้ยปรับอีกหนึ่งเท่าของเงินภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่งในเดือนภาษี
22. ข้อใดเป็นสินค้าที่อยู่ในความหมายของคำว่า “ผลิตภัณฑ์น้ำมัน” ตามมาตรา 79/6
- ก. ก๊าซปิโตรเลียมเหลวที่หน่วยงานอื่นได้กำหนดราคาขายปลีกไว้
- ข. น้ำมันเบนซินที่คณะกรรมการกลางกำหนดราคาสินค้าและป้องกันการผูกขาดได้กำหนดเฉพาะราคาขายส่งไว้
- ค. น้ำมันดีเซลที่คณะกรรมการกลางกำหนดราคาสินค้าและป้องกันการผูกขาดไม่ได้กำหนดราคาขายปลีกไว้
- ง. น้ำมันดีเซลที่คณะกรรมการกลางกำหนดราคาสินค้าและป้องกันการผูกขาดได้กำหนดราคาขายปลีกไว้
23. นาย ก. มีเงินได้พึงประเมินประเภทที่ไม่ต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายจำนวน 15,000 บาท ก่อนถึงกำหนดเวลายื่นรายการ นาย ก. ได้ชำระภาษีต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอ พร้อมยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนด ภาษีที่ชำระดังกล่าวมีผลอย่างไรในการคำนวณภาษีตามประมวลรัษฎากร
- ก. ให้ถือเป็นภาษีสุดท้ายโดยไม่ต้องนำไปคำนวณภาษีอีก
- ข. ให้ตัดออกจากการคำนวณภาษีโดยไม่ถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสียภาษี
- ค. ให้ถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสียภาษีในการคำนวณภาษี
- ง. ให้คืนแก่ผู้ต้องเสียภาษีทันทีโดยไม่นำไปคำนวณภาษี
24. ตามมาตรา 11 ทวิ ผู้เสียภาษีอากรที่ต้องการขอใบแทนใบเสร็จต้องขอรับ ณ ที่ใด และเสียค่าธรรมเนียมเท่าใด
- ก. ขอรับได้ ณ ที่ว่าการอำเภอ โดยเสียค่าธรรมเนียมฉบับละ 1 บาท
- ข. ขอรับได้ ณ ที่ว่าการอำเภอ โดยเสียค่าธรรมเนียมฉบับละ 50 สตางค์
- ค. ขอรับได้ ณ ที่ว่าการอำเภอ โดยไม่เสียค่าธรรมเนียม
- ง. ขอรับได้ ณ สำนักงานสรรพากรพื้นที่ โดยเสียค่าธรรมเนียมฉบับละ 50 สตางค์
25. ตามมาตรา 12 ตรี การดำเนินการตาม (1) หรือ (2) ต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่ากี่วันนับแต่วันได้รับหมายเรียกหรือคำสั่ง
- ก. ไม่น้อยกว่าสิบห้าวัน
- ข. ไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน
- ค. ไม่น้อยกว่าสามวัน
- ง. ไม่น้อยกว่าห้าวัน
26. ข้อใดอธิบายผลของมาตรา 6 ได้ถูกต้อง เมื่อคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลเป็นผู้มีหน้าที่ตามประมวลรัษฎากร
- ก. ให้สมาชิกทุกคนของคณะนั้นร่วมกันเป็นผู้รับผิดชอบ
- ข. ไม่มีผู้รับผิดชอบเพราะคณะบุคคลนั้นมิใช่นิติบุคคล
- ค. ให้ผู้อำนวยการหรือผู้จัดการคณะนั้นเป็นผู้รับผิดชอบ
- ง. ให้คณะบุคคลนั้นเป็นผู้รับผิดชอบเองแม้มิใช่นิติบุคคล
27. ตราสารที่ต้องเสียอากรฉบับหนึ่งทำขึ้นนอกสยาม วันนี้นาย ก. เป็นผู้ทรงตราสารคนแรกในสยามและได้รับตราสารนั้น นาย ก. ต้องปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าภายในกำหนดใด
- ก. ก่อนยื่นตราสารเพื่อให้จ่ายเงิน โดยไม่ต้องนับจากวันที่ได้รับตราสาร
- ข. ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับตราสารนั้น
- ค. ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ตราสารได้ทำขึ้นนอกสยาม
- ง. ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับตราสารนั้น
28. ตราสารที่ต้องเสียอากรฉบับหนึ่งทำขึ้นนอกสยาม นาย ก. เป็นผู้ทรงตราสารคนแรกในสยาม ต่อมานาง ข. ได้ตราสารมาไว้ในครอบครองก่อนพ้นกำหนดสามสิบวันนับแต่วันที่นาย ก. ได้รับตราสาร ตามประมวลรัษฎากร ข้อใดถูกต้อง
- ก. นาย ก. ต้องปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับตราสาร
- ข. นาย ก. ต้องปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับตราสาร แต่ไม่ต้องขีดฆ่า
- ค. นาย ก. ต้องปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าเมื่อพ้นสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับตราสาร
- ง. นาง ข. ต้องปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าภายในสามสิบวันนับแต่วันที่นาย ก. ได้รับตราสาร
29. นาย ก. ไม่ชำระภาษีให้ครบถ้วนภายในกำหนดเวลาและไม่ได้รับอนุมัติจากอธิบดีให้ขยายเวลา เมื่อคำนวณเงินเพิ่มจนถึงวันชำระภาษี ปรากฏว่าเงินเพิ่มสูงกว่าจำนวนภาษีที่ต้องชำระ ตามประมวลรัษฎากร ผลเป็นอย่างไร
- ก. ให้เรียกเงินเพิ่มตามจำนวนที่คำนวณได้แม้เกินภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่ง
- ข. เงินเพิ่มให้ลดเหลือร้อยละ 0.75 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน
- ค. เงินเพิ่มต้องไม่เกินสองเท่าของจำนวนภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่ง
- ง. เงินเพิ่มต้องไม่เกินจำนวนภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่ง
30. ข้อใดอธิบายหลักเกณฑ์ตามมาตรา 41 สำหรับเงินได้เนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในประเทศไทยได้ถูกต้อง
- ก. หากนายจ้างมีกิจการในต่างประเทศ เงินได้จากงานที่ทำในประเทศไทยไม่ต้องเสียภาษี
- ข. ต้องเสียภาษีไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ
- ค. หากจ่ายเงินได้ในต่างประเทศ ต้องเสียภาษีเมื่อนำเงินได้นั้นเข้ามาในประเทศไทย
- ง. ต้องเสียภาษีเฉพาะเมื่อเงินได้นั้นจ่ายในประเทศไทย
31. ตามมาตรา 37 ผู้กระทำการตามที่บัญญัติไว้ต้องระวางโทษจำคุกเท่าใด
- ก. จำคุกตั้งแต่สามเดือนถึงเจ็ดปี
- ข. จำคุกตั้งแต่หนึ่งเดือนถึงเจ็ดปี
- ค. จำคุกตั้งแต่สามเดือนถึงห้าปี
- ง. จำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงเจ็ดปี
32. บริษัท ค. จำกัด ไม่ชำระภาษีให้ครบถ้วนภายในกำหนดเวลาเดิม ต่อมาอธิบดีอนุมัติให้ขยายเวลาเสียภาษีโดยชอบตามประมวลรัษฎากร และบริษัทชำระภาษีภายในกำหนดเวลาที่ขยายให้ บริษัทต้องเสียเงินเพิ่มในอัตราใด
- ก. เสียเงินเพิ่มร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน
- ข. ไม่ต้องเสียเงินเพิ่มสำหรับเดือนหรือเศษของเดือน
- ค. เสียเงินเพิ่มร้อยละ 0.75 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน
- ง. เสียเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน
33. ข้อใดอธิบายหน้าที่ลงลายมือชื่อในรายการ รายงาน หรือเอกสารอื่นที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลต้องทำยื่นตามมาตรา 7 ได้ถูกต้อง
- ก. ให้กรรมการเป็นผู้ลงลายมือชื่อเพียงผู้เดียว
- ข. ให้กรรมการ ผู้เป็นหุ้นส่วน และผู้จัดการร่วมกันลงลายมือชื่อ
- ค. ไม่ต้องมีผู้ลงลายมือชื่อในรายการ รายงาน หรือเอกสารอื่น
- ง. ให้กรรมการ ผู้เป็นหุ้นส่วน หรือผู้จัดการเป็นผู้ลงลายมือชื่อ
34. บริษัท ค. จำกัด เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ได้ขายสินค้าและนำภาษีขายไปรวมคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มในเดือนมกราคม ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์พบว่าสินค้ามีจำนวนเกินกว่าที่ตกลงซื้อขายกัน จึงเพิ่มราคาสินค้าและออกใบเพิ่มหนี้ในเดือนมีนาคม โดยผู้ซื้อได้รับใบเพิ่มหนี้ในเดือนเมษายน บริษัทต้องนำภาษีขายที่เพิ่มขึ้นไปรวมคำนวณในเดือนภาษีใด
- ก. เดือนภาษีเมษายน ซึ่งเป็นเดือนที่ผู้ซื้อได้รับใบเพิ่มหนี้
- ข. เดือนภาษีกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นเดือนที่บริษัทพบจำนวนสินค้าเกิน
- ค. เดือนภาษีมีนาคม ซึ่งเป็นเดือนที่บริษัทออกใบเพิ่มหนี้
- ง. เดือนภาษีมกราคม ซึ่งเป็นเดือนที่บริษัทคำนวณภาษีขายเดิม
35. ตามมาตรา 46 เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) ยอมให้หักค่าใช้จ่ายได้ตามที่กำหนดโดยกฎหมายใด
- ก. พระราชกฤษฎีกา
- ข. กฎกระทรวง
- ค. ประกาศกระทรวงการคลัง
- ง. พระราชบัญญัติ
36. ตามมาตรา 85/6 ผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องแจ้งการเปลี่ยนแปลงรายการที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มในสาระสำคัญภายในกี่วันนับจากวันที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น
- ก. ภายในเจ็ดวัน
- ข. ภายในสิบห้าวัน
- ค. ภายในหกสิบวัน
- ง. ภายในสามสิบวัน
37. ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับความหมายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันตามมาตรา 71 ทวิ
- ก. นิติบุคคลหนึ่งถือหุ้นในอีกนิติบุคคลหนึ่งโดยตรงหรือโดยอ้อมร้อยละสี่สิบของทุนทั้งหมด
- ข. นิติบุคคลหนึ่งถือหุ้นในอีกนิติบุคคลหนึ่งโดยตรงหรือโดยอ้อมไม่น้อยกว่าร้อยละห้าสิบของทุนทั้งหมด
- ค. นิติบุคคลสองแห่งมีเพียงความสัมพันธ์ด้านการจัดการ แม้ยังดำเนินการโดยอิสระจากกันได้
- ง. นิติบุคคลสองแห่งมีข้อกำหนดทางการพาณิชย์แตกต่างกัน จึงถือว่ามีความสัมพันธ์กัน
38. ตามมาตรา 88/4 เจ้าพนักงานประเมินจะต้องให้เวลาล่วงหน้าแก่บุคคลที่ได้รับหมายเรียกหรือคำสั่งไม่น้อยกว่าเท่าใด
- ก. ไม่น้อยกว่าสิบวันนับแต่วันได้รับหมายเรียกหรือได้รับคำสั่ง
- ข. ไม่น้อยกว่าสามวันนับแต่วันได้รับหมายเรียกหรือได้รับคำสั่ง
- ค. ไม่น้อยกว่าสิบห้าวันนับแต่วันได้รับหมายเรียกหรือได้รับคำสั่ง
- ง. ไม่น้อยกว่าเจ็ดวันนับแต่วันได้รับหมายเรียกหรือได้รับคำสั่ง
39. บริษัท ค. จำกัด เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ได้เลิกประกอบกิจการ และจะไปแจ้งการเลิกกิจการ ณ สถานที่ที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ บริษัทต้องแจ้งภายในกำหนดใด
- ก. แจ้งภายในสิบห้าวันนับจากวันเลิกประกอบกิจการ
- ข. แจ้งพร้อมการคืนใบทะเบียนโดยไม่มีกำหนดนับจากวันเลิกกิจการ
- ค. แจ้งภายในสามสิบวันนับจากวันเลิกประกอบกิจการ
- ง. แจ้งภายในสิบห้าวันนับจากวันจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
40. บริษัท ก. จำกัด จ่ายเงินได้พึงประเมินประเภท (3) จากประเทศไทยให้บริษัท ค. ซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศและมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย โดยเงินได้นี้มิใช่ดอกเบี้ยจากรัฐบาลหรือสถาบันการเงินตามกรณียกเว้น ตามประมวลรัษฎากร บริษัท ก. จำกัดต้องนำส่งภาษีภายในกำหนดใด
- ก. ภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่จ่ายเงินได้พึงประเมินนั้น
- ข. ไม่ต้องนำส่งภาษี เพราะผู้รับเงินมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย
- ค. ภายในเจ็ดวันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้พึงประเมินนั้น
- ง. ภายในสิบห้าวันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้พึงประเมินนั้น
41. ตามประวัติกรมสรรพากร สงครามมหาเอเชียบูรพาเกิดขึ้นเมื่อใด
- ก. วันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2485
- ข. วันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2486
- ค. วันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2481
- ง. วันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2482
42. ในสมัยรัชกาลที่ 5 มีการจัดทำงบประมาณแผ่นดินขึ้นเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. ใด
- ก. พ.ศ. 2433
- ข. พ.ศ. 2439
- ค. พ.ศ. 2416
- ง. พ.ศ. 2418
43. ตามสนธิสัญญาทางพระราชไมตรีในสมัยรัชกาลที่ 4 กำหนดให้เก็บภาษีขาเข้าในอัตราเท่าใด
- ก. ร้อยละ 2 ของสินค้า
- ข. ร้อยละ 10 ของสินค้า
- ค. ร้อยละ 5 ของสินค้า
- ง. ร้อยละ 3 ของสินค้า
44. ข้อใดอธิบายภารกิจของกรมสรรพากรตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมสรรพากร ได้ถูกต้อง
- ก. มุ่งใช้นโยบายภาษีโดยไม่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม
- ข. มุ่งให้ได้ภาษีตามเป้าหมายโดยไม่ต้องคำนึงถึงความทั่วถึงและเป็นธรรม
- ค. มุ่งให้ได้ภาษีตามเป้าหมายอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม และให้เกิดความสมัครใจในการเสียภาษี
- ง. มุ่งให้เกิดการเสียภาษีโดยไม่คำนึงถึงความสมัครใจของผู้เสียภาษี
45. กรมสรรพากรต้องวางกรอบตัวเลขการจัดเก็บและการคืนภาษีอากรล่วงหน้า และต้องตรวจสอบภายหลังว่าผลการจัดเก็บเป็นไปตามกรอบดังกล่าวหรือไม่ กองวิชาการแผนภาษีต้องดำเนินการอย่างไรตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมสรรพากร
- ก. จัดทำประมาณการจัดเก็บและคืนภาษีอากร โดยไม่ต้องติดตามประเมินผลการจัดเก็บภาษีอากร
- ข. จัดทำประมาณการเฉพาะการจัดเก็บภาษีอากร โดยไม่ต้องประมาณการคืนภาษีอากร
- ค. จัดทำประมาณการจัดเก็บและคืนภาษีอากร พร้อมทั้งติดตามประเมินผลการจัดเก็บภาษีอากรให้สอดคล้องกับประมาณการที่ได้กำหนดไว้
- ง. ติดตามประเมินผลการจัดเก็บภาษีอากรให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลแทนประมาณการที่กำหนดไว้
46. กรมสรรพากรย้ายที่ทำการไปอยู่ ณ หอรัษฎากรพิพัฒน์ในพระบรมมหาราชวังเมื่อวันที่ใด
- ก. วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2473
- ข. วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2476
- ค. วันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2478
- ง. วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2491
47. ตามประวัติกรมสรรพากร พระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรเป็นครั้งแรกกำหนดให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันใด
- ก. วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2481
- ข. วันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2481
- ค. วันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2482
- ง. วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2482
48. ตามประวัติกรมสรรพากร ตราพระอุเทนทราธิราชนั่งดีดพิณสามสายมีดอกสี่กลีบ (ประจำยาม) คั่นระหว่างอักษรภาษาไทยและภาษาอังกฤษข้างละกี่ดอก
- ก. ข้างละ 3 ดอก
- ข. ข้างละ 4 ดอก
- ค. ข้างละ 1 ดอก
- ง. ข้างละ 2 ดอก
49. หน่วยงานหนึ่งของกรมสรรพากรซึ่งปฏิบัติงานด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ประสบปัญหาเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและขอความช่วยเหลือจากกองเทคโนโลยีสารสนเทศ ตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมสรรพากร กองเทคโนโลยีสารสนเทศต้องดำเนินการอย่างไร
- ก. ให้การสนับสนุนทางวิชาการเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศแก่หน่วยงานนั้น
- ข. ให้การสนับสนุนทางวิชาการเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศแก่ประชาชนแทนหน่วยงานนั้น
- ค. ให้การสนับสนุนด้านงบประมาณแก่หน่วยงานนั้นแทนการสนับสนุนทางวิชาการ
- ง. ไม่ให้การสนับสนุนทางวิชาการเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศแก่หน่วยงานนั้น
50. ข้อใดอธิบายความหมายของ D – Development ในค่านิยม I AM RD ได้ถูกต้อง
- ก. มีความรับผิดชอบ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความขยันหมั่นเพียร มุ่งมั่นและกระตือรือร้น
- ข. มีจริยธรรมและจรรยาบรรณ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต
- ค. มีความเป็นมืออาชีพ สั่งสมความรู้และความเชี่ยวชาญในงานที่รับผิดชอบ
- ง. พัฒนาและคิดค้นนวัตกรรมใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพงานและบริการให้ผู้เสียภาษีพึงพอใจ
51. นาย ก. เป็นเจ้าหน้าที่ซึ่งได้รับมอบหมายให้พิจารณาคำขอใบอนุญาตของนาง ข. ซึ่งเป็นคู่กรณีและเป็นคู่สมรสของนาย ก. โดยนาย ก. มิได้เป็นคู่กรณีเองและมิได้เป็นเจ้าหนี้หรือลูกหนี้ของนาง ข. ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง นาย ก. จะทำการพิจารณาคำขอนี้ได้หรือไม่
- ก. นาย ก. จะทำการพิจารณาทางปกครองได้ เพราะกรณีคู่สมรสต้องกำหนดในกฎกระทรวงก่อน
- ข. นาย ก. จะทำการพิจารณาทางปกครองไม่ได้ เพราะเป็นคู่สมรสของคู่กรณี
- ค. นาย ก. จะทำการพิจารณาทางปกครองได้ เพราะมิได้เป็นคู่กรณีเอง
- ง. นาย ก. จะทำการพิจารณาทางปกครองได้ เพราะมิได้เป็นเจ้าหนี้หรือลูกหนี้ของคู่กรณี
52. ข้อใดอธิบายหลักการกรณีเจ้าหน้าที่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแต่ไม่สามารถชำระหนี้ได้ ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ได้ถูกต้อง
- ก. ให้พิจารณาผ่อนผันและต้องไม่ดำเนินคดีล้มละลาย เว้นแต่เหตุเกิดจากการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ซึ่งหน่วยงานของรัฐที่เสียหายต้องดำเนินคดีล้มละลายเอง
- ข. ให้พิจารณาผ่อนผันและต้องไม่ดำเนินคดีล้มละลาย แม้เหตุเกิดจากการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงหรือกระทำการเช่นนั้นเพื่อให้หน่วยงานไม่ได้รับชำระหนี้ครบถ้วน
- ค. ให้พิจารณาผ่อนผันและต้องไม่ดำเนินคดีล้มละลาย เว้นแต่เหตุเกิดจากการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงหรือกระทำการเช่นนั้นเพื่อให้หน่วยงานไม่ได้รับชำระหนี้ครบถ้วน ซึ่งต้องส่งเรื่องให้พนักงานอัยการดำเนินคดีล้มละลาย
- ง. ให้ส่งเรื่องให้พนักงานอัยการดำเนินคดีล้มละลาย แต่หากเหตุเกิดจากการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ให้พิจารณาผ่อนผันและต้องไม่ดำเนินคดีล้มละลาย
53. นาย ก. เป็นคู่กรณีและได้รับแจ้งคำสั่งทางปกครองเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2569 คำสั่งดังกล่าวไม่ได้ออกโดยรัฐมนตรี และไม่มีกฎหมายกำหนดขั้นตอนอุทธรณ์ภายในฝ่ายปกครองไว้เป็นการเฉพาะ นาย ก. ประสงค์จะอุทธรณ์ ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง นาย ก. ต้องยื่นอุทธรณ์ต่อผู้ใดและภายในกำหนดใด
- ก. ยื่นต่อเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครอง ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ออกคำสั่ง
- ข. ยื่นต่อรัฐมนตรีผู้กำกับดูแลหน่วยงาน ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง
- ค. ยื่นต่อเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครอง ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง
- ง. ยื่นต่อเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครอง ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง
54. นาย ก. เป็นเจ้าพนักงาน รับเงินจำนวนหนึ่งไว้สำหรับตนเองโดยมิชอบ เพื่อกระทำการในตำแหน่งซึ่งเป็นการชอบด้วยหน้าที่ โดยนาย ก. ยังมิได้กระทำการดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายอาญา ข้อใดถูกต้อง
- ก. เป็นความผิดจากการรับทรัพย์สินโดยมิชอบเพื่อกระทำการในตำแหน่ง แม้การนั้นจะชอบด้วยหน้าที่
- ข. ยังไม่เป็นความผิดจากการรับทรัพย์สินโดยมิชอบ เพราะการที่จะกระทำนั้นชอบด้วยหน้าที่
- ค. เป็นความผิดจากการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด
- ง. ยังไม่เป็นความผิดจากการรับทรัพย์สินโดยมิชอบ จนกว่าจะได้กระทำการในตำแหน่งแล้ว
55. เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานแห่งหนึ่งพบเหตุที่จะให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่มีลักษณะเป็นการให้ประโยชน์ โดยคำสั่งนั้นพ้นขั้นตอนที่กำหนดให้อุทธรณ์แล้ว และมิได้ทำขึ้นเพราะการแสดงข้อความเท็จ การปกปิดข้อความจริง การข่มขู่ หรือการชักจูงใจโดยให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นที่มิชอบด้วยกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ข้อใดถูกต้อง
- ก. อาจเพิกถอนได้ตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด และไม่มีกำหนดเวลาเมื่อพ้นขั้นตอนอุทธรณ์แล้ว
- ข. ไม่อาจเพิกถอนได้เพราะพ้นขั้นตอนอุทธรณ์แล้ว แม้เป็นคำสั่งทางปกครองที่มีลักษณะเป็นการให้ประโยชน์
- ค. อาจเพิกถอนได้ตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด และต้องกระทำภายในเก้าสิบวันนับแต่ได้รู้ถึงเหตุที่จะให้เพิกถอน
- ง. อาจเพิกถอนได้ตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด และต้องกระทำภายในหกสิบวันนับแต่ได้รู้ถึงเหตุที่จะให้เพิกถอน
56. ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บุคคลย่อมพ้นจากภาวะผู้เยาว์และบรรลุนิติภาวะเมื่อมีอายุเท่าใด
- ก. เมื่อมีอายุสิบเก้าปีบริบูรณ์
- ข. เมื่อมีอายุยี่สิบปีบริบูรณ์
- ค. เมื่อมีอายุสิบแปดปีบริบูรณ์
- ง. เมื่อมีอายุยี่สิบเอ็ดปีบริบูรณ์
57. นาย ก. เห็นว่าหน่วยงานของรัฐต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดแก่ตน จึงยื่นคำขอให้หน่วยงานพิจารณาชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ต่อมาพบว่าเรื่องมีปัญหาและอุปสรรคจนไม่อาจพิจารณาให้ทันกำหนด โดยหน่วยงานยังไม่มีคำสั่งและนาย ก. ยังไม่ได้รับแจ้งผลการวินิจฉัย ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ข้อใดกล่าวถึงกำหนดเวลาพิจารณาคำขอและการขยายระยะเวลาได้ถูกต้อง
- ก. ต้องพิจารณาคำขอให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวัน หากไม่ทันต้องรายงานปัญหาและอุปสรรคและขออนุมัติ โดยรัฐมนตรีอนุมัติให้ขยายได้ไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวัน
- ข. ต้องพิจารณาคำขอให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวัน หากไม่ทันหน่วยงานขยายเองได้ไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวันโดยไม่ต้องรายงานหรือขออนุมัติ
- ค. ต้องพิจารณาคำขอให้แล้วเสร็จภายในเก้าสิบวัน หากไม่ทันต้องรายงานปัญหาและอุปสรรคและขออนุมัติ โดยรัฐมนตรีอนุมัติให้ขยายได้ไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวัน
- ง. ต้องพิจารณาคำขอให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวัน หากไม่ทันต้องรายงานปัญหาและอุปสรรคและขออนุมัติ โดยรัฐมนตรีอนุมัติให้ขยายได้ไม่เกินเก้าสิบวัน
58. ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง เจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นพี่น้องหรือลูกพี่ลูกน้องของคู่กรณีภายในกี่ชั้น จะทำการพิจารณาทางปกครองไม่ได้
- ก. นับได้เพียงภายในหนึ่งชั้น
- ข. นับได้เพียงภายในสองชั้น
- ค. นับได้เพียงภายในสี่ชั้น
- ง. นับได้เพียงภายในสามชั้น
59. ตามประมวลกฎหมายอาญา คดีความผิดที่ต้องระวางโทษจำคุกกว่าหนึ่งปีถึงเจ็ดปี หากมิได้ฟ้องและได้ตัวผู้กระทำความผิดมายังศาล มีกำหนดอายุความกี่ปีนับแต่วันกระทำความผิด
- ก. มีกำหนดอายุความห้าปีนับแต่วันกระทำความผิด
- ข. มีกำหนดอายุความสิบปีนับแต่วันกระทำความผิด
- ค. มีกำหนดอายุความหนึ่งปีนับแต่วันกระทำความผิด
- ง. มีกำหนดอายุความสิบห้าปีนับแต่วันกระทำความผิด
60. ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ในกรณีที่คำสั่งทางปกครองไม่ได้ออกโดยรัฐมนตรีและไม่มีกฎหมายกำหนดขั้นตอนอุทธรณ์ภายในฝ่ายปกครองไว้เป็นการเฉพาะ ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว
- ก. ยื่นต่อเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครองภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ตนได้รับแจ้ง และการอุทธรณ์เป็นเหตุให้ทุเลาการบังคับทันทีโดยไม่ต้องมีคำสั่งให้ทุเลาการบังคับ
- ข. ยื่นต่อผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ตนได้รับแจ้ง และการอุทธรณ์ไม่เป็นเหตุให้ทุเลาการบังคับ เว้นแต่จะมีการสั่งให้ทุเลาการบังคับ
- ค. ยื่นต่อเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครองภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ตนได้รับแจ้ง และการอุทธรณ์ไม่เป็นเหตุให้ทุเลาการบังคับ เว้นแต่จะมีการสั่งให้ทุเลาการบังคับ
- ง. ยื่นต่อเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครองภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ตนได้รับแจ้ง และการอุทธรณ์ไม่เป็นเหตุให้ทุเลาการบังคับ เว้นแต่จะมีการสั่งให้ทุเลาการบังคับ
61. ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ดอกเบี้ยผิดนัดในจำนวนเงินที่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ยื่นคำขอให้คิดตั้งแต่เมื่อใด
- ก. นับแต่วันกระทำละเมิดจนถึงวันชำระค่าสินไหมทดแทน
- ข. นับแต่วันมีคำสั่งชดใช้จนถึงวันชำระค่าสินไหมทดแทน
- ค. นับแต่วันครบกำหนดชำระจนถึงวันชำระค่าสินไหมทดแทน
- ง. นับแต่วันยื่นคำขอจนถึงวันชำระค่าสินไหมทดแทน
62. นาย ก. ได้รับความเสียหายจากการกระทำละเมิดของนาย ข. เมื่อวันที่ 1 มกราคม ต่อมาวันที่ 1 มิถุนายน นาย ก. จึงรู้ถึงการละเมิดและรู้ว่านาย ข. เป็นผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน โดยการเรียกร้องนี้มิได้มีมูลอันเป็นความผิดที่มีโทษตามกฎหมายลักษณะอาญา ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ข้อใดกล่าวถึงกำหนดอายุความของสิทธิเรียกร้องนี้ถูกต้อง
- ก. ขาดอายุความเมื่อพ้นหนึ่งปีนับแต่วันที่ 1 มกราคม หรือเมื่อพ้นสิบปีนับแต่วันที่ 1 มิถุนายน
- ข. ให้ใช้อายุความทางอาญาที่ยาวกว่า โดยไม่ต้องใช้อายุความหนึ่งปีหรืออายุความสิบปี
- ค. ขาดอายุความเมื่อพ้นสิบปีนับแต่วันที่ 1 มกราคม โดยไม่ต้องพิจารณาวันที่ 1 มิถุนายน
- ง. ขาดอายุความเมื่อพ้นหนึ่งปีนับแต่วันที่ 1 มิถุนายน หรือเมื่อพ้นสิบปีนับแต่วันที่ 1 มกราคม
63. ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ข้อใดอธิบายความแตกต่างระหว่างคำสั่งทางปกครองกับกฎได้ถูกต้อง
- ก. คำสั่งทางปกครองมีผลบังคับทั่วไปโดยไม่เจาะจงกรณีหรือบุคคล ส่วนกฎเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายที่กระทบสถานภาพสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลเป็นการเฉพาะ
- ข. คำสั่งทางปกครองเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายที่มีผลสร้างนิติสัมพันธ์หรือกระทบสถานภาพสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล โดยไม่รวมการออกกฎ ส่วนกฎมีผลบังคับทั่วไปโดยไม่เจาะจงกรณีหรือบุคคล
- ค. คำสั่งทางปกครองเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายที่กระทบสถานภาพสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลเฉพาะเมื่อมีผลถาวร โดยไม่รวมผลชั่วคราว ส่วนกฎมีผลบังคับทั่วไปโดยไม่เจาะจงกรณีหรือบุคคล
- ง. คำสั่งทางปกครองเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายที่มีผลสร้างนิติสัมพันธ์หรือกระทบสถานภาพสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล และรวมการออกกฎด้วย ส่วนกฎมีผลบังคับทั่วไปโดยไม่เจาะจงกรณีหรือบุคคล
64. ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ข้อใดกล่าวถึงผลของความเห็นของคณะกรรมการได้ถูกต้อง
- ก. ความเห็นของคณะกรรมการผูกมัดผู้แต่งตั้ง แต่ไม่ผูกมัดรัฐที่จะมีความเห็นเป็นอย่างอื่น
- ข. ความเห็นของคณะกรรมการผูกมัดผู้แต่งตั้งและรัฐมิให้มีความเห็นเป็นอย่างอื่น
- ค. ความเห็นของคณะกรรมการไม่ผูกมัดผู้แต่งตั้งหรือรัฐที่จะมีความเห็นเป็นอย่างอื่น
- ง. ความเห็นของคณะกรรมการไม่ผูกมัดผู้แต่งตั้ง แต่ผูกมัดรัฐมิให้มีความเห็นเป็นอย่างอื่น
65. ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ คำว่า “ความเสียหาย” หมายความว่าอย่างไร
- ก. ความเสียหายที่เกิดจากการละเมิดอย่างใด ๆ โดยรวมถึงการออกคำสั่งหรือกฎ
- ข. ความเสียหายที่มิได้เกิดจากการละเมิด และไม่รวมถึงการออกคำสั่งหรือกฎ
- ค. ความเสียหายที่เกิดจากการออกคำสั่งหรือกฎ แต่ไม่รวมถึงการละเมิดอย่างอื่น
- ง. ความเสียหายที่เกิดจากการละเมิดอย่างใด ๆ แต่ไม่รวมถึงการออกคำสั่งหรือกฎ
66. ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เมื่อเข้าทำสัญญาและได้ให้สิ่งใดไว้เป็นมัดจำ การให้มัดจำนั้นมีผลอย่างไร
- ก. เป็นพยานหลักฐานว่าสัญญาได้ทำกันขึ้นแล้ว และเป็นประกันการที่จะปฏิบัติตามสัญญานั้นด้วย
- ข. เป็นพยานหลักฐานว่าสัญญาได้ทำกันขึ้นแล้ว แต่ไม่เป็นประกันการที่จะปฏิบัติตามสัญญานั้น
- ค. ไม่เป็นพยานหลักฐานว่าสัญญาได้ทำกันขึ้นแล้ว แต่เป็นประกันการที่จะปฏิบัติตามสัญญานั้น
- ง. ไม่เป็นพยานหลักฐานว่าสัญญาได้ทำกันขึ้นแล้ว และไม่เป็นประกันการที่จะปฏิบัติตามสัญญานั้น
67. ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง เจ้าหน้าที่ผู้มีหน้าที่พิจารณาคำอุทธรณ์ได้รับคำอุทธรณ์ไว้ และไม่เห็นด้วยกับคำอุทธรณ์ทั้งหมด โดยไม่มีกฎหมายเฉพาะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น เจ้าหน้าที่ต้องส่งรายงานภายในกำหนดใด และใครเป็นผู้พิจารณาคำอุทธรณ์ต่อไป
- ก. ให้เจ้าหน้าที่นั้นพิจารณาให้แล้วเสร็จเองภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับอุทธรณ์ โดยไม่ต้องรายงานไปยังผู้มีอำนาจพิจารณาคำอุทธรณ์
- ข. ให้เร่งรายงานความเห็นพร้อมเหตุผลภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ลงความเห็นไม่เห็นด้วย ไปยังผู้มีอำนาจพิจารณาคำอุทธรณ์เพื่อพิจารณาต่อ
- ค. ให้เร่งรายงานความเห็นพร้อมเหตุผลภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับอุทธรณ์ ไปยังผู้มีอำนาจพิจารณาคำอุทธรณ์เพื่อพิจารณาต่อ
- ง. ให้เร่งรายงานความเห็นพร้อมเหตุผลภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับอุทธรณ์ ไปยังผู้มีอำนาจพิจารณาคำอุทธรณ์เพื่อพิจารณาต่อ
68. ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 เมื่อเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐกระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการฟ้องของผู้เสียหาย
- ก. ฟ้องหน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ผู้กระทำละเมิดพร้อมกันได้โดยตรง
- ข. ฟ้องหน่วยงานของรัฐดังกล่าวได้โดยตรง แต่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้
- ค. ฟ้องกระทรวงการคลังแทนหน่วยงานของรัฐดังกล่าวได้โดยตรง
- ง. ฟ้องเจ้าหน้าที่ผู้กระทำละเมิดได้โดยตรง แต่จะฟ้องหน่วยงานของรัฐไม่ได้
69. ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ คำเสนอจะทำสัญญาอันบ่งระยะเวลาให้ทำคำสนองมีผลอย่างไร
- ก. คำเสนอนั้นอาจถอนได้ก่อนมีคำสนองภายในระยะเวลาที่บ่งไว้
- ข. คำเสนอนั้นอาจถอนได้ทุกเมื่อภายในระยะเวลาที่บ่งไว้
- ค. คำเสนอนั้นอาจถอนได้ก่อนสิ้นระยะเวลาที่บ่งไว้
- ง. คำเสนอนั้นไม่อาจถอนได้ภายในระยะเวลาที่บ่งไว้
70. ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด
- ก. หัวหน้าหน่วยงานของรัฐแต่งตั้งคณะกรรมการจำนวนไม่เกินห้าคน และกำหนดเวลาแล้วเสร็จของการพิจารณาไว้ด้วย
- ข. หัวหน้าหน่วยงานของรัฐแต่งตั้งคณะกรรมการจำนวนไม่เกินห้าคน โดยไม่ต้องกำหนดเวลาแล้วเสร็จของการพิจารณา
- ค. กระทรวงการคลังแต่งตั้งคณะกรรมการจำนวนไม่เกินห้าคน และกำหนดเวลาแล้วเสร็จของการพิจารณาไว้ด้วย
- ง. หัวหน้าหน่วยงานของรัฐแต่งตั้งคณะกรรมการจำนวนไม่เกินหกคน และกำหนดเวลาแล้วเสร็จของการพิจารณาไว้ด้วย
71. ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ข้อใดอธิบายการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่เมื่อมีเหตุที่อาจกระทบความเป็นกลางได้ถูกต้อง
- ก. เมื่อเจ้าหน้าที่เห็นเองว่าตนมีเหตุอื่นซึ่งมีสภาพร้ายแรงอันอาจทำให้การพิจารณาไม่เป็นกลาง ให้พิจารณาเรื่องต่อไปได้แต่ต้องแจ้งผู้บังคับบัญชาเหนือตนขึ้นไปชั้นหนึ่ง
- ข. เมื่อเจ้าหน้าที่เห็นเองว่าตนมีเหตุอื่นซึ่งมีสภาพร้ายแรงอันอาจทำให้การพิจารณาไม่เป็นกลาง ต้องหยุดการพิจารณาไว้ก่อนและแจ้งผู้บังคับบัญชาเหนือตนขึ้นไปชั้นหนึ่ง
- ค. เมื่อคู่กรณีคัดค้านและเจ้าหน้าที่เห็นว่าตนไม่มีเหตุตามที่คัดค้าน ต้องหยุดการพิจารณาไว้ก่อนและแจ้งผู้บังคับบัญชาเหนือตนขึ้นไปชั้นหนึ่ง
- ง. เมื่อเจ้าหน้าที่มีเหตุอื่นซึ่งมีสภาพร้ายแรงอันอาจทำให้การพิจารณาไม่เป็นกลาง ให้พิจารณาเรื่องต่อไปจนกว่าผู้บังคับบัญชาจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น
72. ข้อใดอธิบายอำนาจในการใช้มาตรการบังคับทางปกครองและหลักการเลือกใช้มาตรการตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองได้ถูกต้อง
- ก. เมื่อไม่มีการสั่งให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน เจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งมีอำนาจพิจารณาใช้มาตรการ แต่ห้ามมอบอำนาจให้ผู้ใต้บังคับบัญชาหรือเจ้าหน้าที่อื่นดำเนินการ และต้องใช้เพียงเท่าที่จำเป็นโดยกระทบน้อยที่สุด
- ข. เมื่อไม่มีการสั่งให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน อำนาจพิจารณาใช้มาตรการเป็นของเจ้าหน้าที่อื่น มิใช่เจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่ง และผู้ใช้อำนาจต้องใช้เพียงเท่าที่จำเป็นและกระทบผู้อยู่ในบังคับน้อยที่สุด
- ค. เมื่อไม่มีการสั่งให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน เจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งมีอำนาจพิจารณาใช้มาตรการ และอาจมอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตามกฎกระทรวง โดยต้องใช้เพียงเท่าที่จำเป็นและกระทบผู้อยู่ในบังคับน้อยที่สุด
- ง. เมื่อไม่มีการสั่งให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน เจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งมีอำนาจพิจารณาใช้มาตรการ และอาจมอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตามกฎกระทรวง โดยอาจใช้เกินความจำเป็นได้หากช่วยให้คำสั่งบรรลุผล
73. ข้อใดกล่าวถูกต้องตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองเกี่ยวกับการให้โอกาสคู่กรณีก่อนออกคำสั่งทางปกครอง
- ก. เมื่อคำสั่งอาจกระทบสิทธิของคู่กรณี เจ้าหน้าที่ต้องให้คู่กรณีมีโอกาสโต้แย้งและแสดงพยานหลักฐาน แต่กรณีจำเป็นรีบด่วนเจ้าหน้าที่จะเห็นสมควรปฏิบัติเป็นอย่างอื่นไม่ได้
- ข. เมื่อคำสั่งอาจกระทบสิทธิของคู่กรณี เจ้าหน้าที่ต้องให้คู่กรณีทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอและมีโอกาสโต้แย้งและแสดงพยานหลักฐาน แม้จะก่อผลเสียหายอย่างร้ายแรงต่อประโยชน์สาธารณะ
- ค. เมื่อคำสั่งอาจกระทบสิทธิของคู่กรณี เจ้าหน้าที่ต้องให้คู่กรณีทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอ แต่ไม่ต้องให้โอกาสโต้แย้งและแสดงพยานหลักฐานของตน
- ง. เมื่อคำสั่งอาจกระทบสิทธิของคู่กรณี เจ้าหน้าที่ต้องให้คู่กรณีทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอและมีโอกาสโต้แย้งและแสดงพยานหลักฐาน แต่ห้ามให้โอกาสหากจะก่อผลเสียหายอย่างร้ายแรงต่อประโยชน์สาธารณะ
74. หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายเพื่อการละเมิดของนาย ก. ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ ผลการพิจารณาพบว่านาย ก. กระทำโดยประมาทเลินเล่อธรรมดา มิได้จงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ข้อใดเป็นผลตามกฎหมาย
- ก. หน่วยงานของรัฐไม่มีสิทธิเรียกให้นาย ก. ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าว
- ข. หน่วยงานของรัฐมีสิทธิเรียกให้นาย ก. ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเฉพาะส่วนของตน
- ค. หน่วยงานของรัฐมีสิทธิเรียกให้นาย ก. ชดใช้โดยคำนึงถึงความเป็นธรรมในกรณีนี้
- ง. หน่วยงานของรัฐมีสิทธิเรียกให้นาย ก. ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวเต็มจำนวน
75. ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ข้อใดกล่าวถึงผลของโมฆะกรรมได้ถูกต้อง
- ก. โมฆะกรรมไม่อาจให้สัตยาบันแก่กันได้ และผู้มีส่วนได้เสียไม่อาจยกความเสียเปล่าขึ้นกล่าวอ้างได้
- ข. โมฆะกรรมไม่อาจให้สัตยาบันแก่กันได้ และผู้มีส่วนได้เสียทุกคนต้องร่วมกันยกความเสียเปล่าขึ้นกล่าวอ้าง
- ค. โมฆะกรรมไม่อาจให้สัตยาบันแก่กันได้ และผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดอาจยกความเสียเปล่าขึ้นกล่าวอ้างได้
- ง. โมฆะกรรมอาจให้สัตยาบันแก่กันได้ และผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดอาจยกความเสียเปล่าขึ้นกล่าวอ้างได้
76. ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการใช้บังคับแก่รัฐสภาและคณะรัฐมนตรี
- ก. ให้ใช้บังคับแก่รัฐสภาและคณะรัฐมนตรีทั้งสององค์กร
- ข. มิให้ใช้บังคับแก่รัฐสภาและคณะรัฐมนตรีทั้งสององค์กร
- ค. ให้ใช้บังคับแก่รัฐสภา แต่มิให้ใช้บังคับแก่คณะรัฐมนตรี
- ง. มิให้ใช้บังคับแก่รัฐสภา แต่ให้ใช้บังคับแก่คณะรัฐมนตรี
77. นาย ก. รู้ว่านาย ข. จะนำเครื่องมือไปใช้กระทำความผิด จึงให้ยืมเครื่องมือนั้นก่อนนาย ข. ลงมือ โดยการกระทำของนาย ก. มีเพียงการให้ยืมเครื่องมือ ต่อมานาย ข. ใช้เครื่องมือนั้นกระทำความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา นาย ก. มีฐานะและต้องระวางโทษอย่างไร
- ก. นาย ก. เป็นผู้สนับสนุน และต้องระวางโทษสองในสามส่วนของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดที่สนับสนุน
- ข. นาย ก. เป็นตัวการ และต้องระวางโทษตามที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น
- ค. นาย ก. เป็นผู้สนับสนุน และต้องระวางโทษกึ่งหนึ่งของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดที่สนับสนุน
- ง. นาย ก. ไม่เป็นผู้สนับสนุน และไม่ต้องรับโทษในฐานะผู้สนับสนุนความผิดนั้น
78. นาย ก. กำลังเงื้อมีดจะแทงนาง ข. ทันที อันเป็นการประทุษร้ายโดยละเมิดต่อกฎหมาย นาย ค. จึงผลักนาย ก. เพื่อป้องกันสิทธิของนาง ข. ให้พ้นจากการแทง โดยการผลักนั้นพอสมควรแก่เหตุ ตามประมวลกฎหมายอาญา ข้อใดถูกต้อง
- ก. ไม่เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย เพราะนาย ค. ป้องกันสิทธิของนาง ข.
- ข. เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่นาย ค. ยังคงมีความผิด
- ค. ไม่เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย เพราะภยันตรายเพียงใกล้จะถึงยังไม่เพียงพอ
- ง. เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย และนาย ค. ไม่มีความผิด
79. ตามประมวลกฎหมายอาญา ข้อใดอธิบายความแตกต่างระหว่างการกระทำโดยเจตนากับการกระทำโดยประมาทได้ถูกต้อง
- ก. เจตนา คือ รู้สำนึกในการกระทำแม้ไม่ประสงค์หรือเล็งเห็นผล ส่วนประมาทคือมิใช่เจตนาและปราศจากความระมัดระวังที่ควรมีทั้งที่อาจใช้ได้
- ข. เจตนา คือ รู้สำนึกในการกระทำและประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผล ส่วนประมาทคือปราศจากความระมัดระวังเพราะไม่อาจใช้ความระมัดระวังได้
- ค. เจตนา คือ รู้สำนึกในการกระทำและประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผล ส่วนประมาทคือมิใช่เจตนาและปราศจากความระมัดระวังที่ควรมีทั้งที่อาจใช้ได้
- ง. เจตนา คือ กระทำโดยปราศจากความระมัดระวังที่ควรมี ส่วนประมาทคือรู้สำนึกในการกระทำและประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผล
80. ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดขาดอายุความเมื่อใด
- ก. เมื่อพ้นสองปีนับแต่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือพ้นสิบปีนับแต่วันทำละเมิด โดยใช้อายุความทางอาญาที่ยาวกว่าในกรณีที่กฎหมายกำหนด
- ข. เมื่อพ้นหนึ่งปีนับแต่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือพ้นสิบปีนับแต่วันทำละเมิด โดยใช้อายุความทางอาญาที่ยาวกว่าในกรณีที่กฎหมายกำหนด
- ค. เมื่อพ้นหนึ่งปีนับแต่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือพ้นห้าปีนับแต่วันทำละเมิด โดยใช้อายุความทางอาญาที่ยาวกว่าในกรณีที่กฎหมายกำหนด
- ง. เมื่อพ้นหนึ่งปีนับแต่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือพ้นสิบปีนับแต่วันทำละเมิด โดยไม่ใช้อายุความทางอาญาที่ยาวกว่าในกรณีที่กฎหมายกำหนด
81. นาย ก. เป็นเจ้าหน้าที่ซึ่งสังกัดหน่วยงานของรัฐแห่งหนึ่ง ขณะปฏิบัติหน้าที่ นาย ก. กระทำละเมิด ทำให้นาง ข. ได้รับความเสียหาย ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ข้อใดถูกต้อง
- ก. นาง ข. อาจฟ้องหน่วยงานของรัฐที่นาย ก. สังกัดได้โดยตรง แต่จะฟ้องนาย ก. ไม่ได้
- ข. นาง ข. อาจฟ้องกระทรวงการคลังได้โดยตรง แต่จะฟ้องหน่วยงานของรัฐที่นาย ก. สังกัดไม่ได้
- ค. นาง ข. อาจฟ้องหน่วยงานของรัฐที่นาย ก. สังกัดและฟ้องนาย ก. ได้โดยตรงในกรณีเดียวกัน
- ง. นาง ข. อาจฟ้องนาย ก. ได้โดยตรง แต่จะฟ้องหน่วยงานของรัฐที่นาย ก. สังกัดไม่ได้
82. ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ สิทธิเรียกร้องของรัฐที่จะเรียกเอาค่าภาษีอากร มีกำหนดอายุความกี่ปี
- ก. มีกำหนดอายุความห้าปี
- ข. มีกำหนดอายุความสามปี
- ค. มีกำหนดอายุความยี่สิบปี
- ง. มีกำหนดอายุความสิบปี
83. ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับสภาพบุคคลและสิทธิของทารกในครรภ์มารดา
- ก. สภาพบุคคลเริ่มเมื่อคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารกและสิ้นสุดเมื่อตาย โดยทารกในครรภ์สามารถมีสิทธิต่าง ๆ ได้หากภายหลังคลอดแล้วไม่อยู่รอดเป็นทารก
- ข. สภาพบุคคลเริ่มเมื่อคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารกและสิ้นสุดเมื่อศาลสั่งให้เป็นคนสาบสูญ โดยทารกในครรภ์สามารถมีสิทธิต่าง ๆ ได้หากภายหลังคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารก
- ค. สภาพบุคคลเริ่มเมื่อคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารกและสิ้นสุดเมื่อตาย โดยทารกในครรภ์สามารถมีสิทธิต่าง ๆ ได้หากภายหลังคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารก
- ง. สภาพบุคคลเริ่มขณะเป็นทารกในครรภ์และสิ้นสุดเมื่อตาย โดยทารกในครรภ์สามารถมีสิทธิต่าง ๆ ได้หากภายหลังคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารก
84. ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง เหตุผลของคำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสืออย่างน้อยต้องประกอบด้วยข้อใด
- ก. ข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ ข้อกฎหมายที่อ้างอิง และเหตุที่ต้องรักษาไว้เป็นความลับตามกฎหมาย
- ข. ข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ ข้อกฎหมายที่อ้างอิง และข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ
- ค. การประกาศในราชกิจจานุเบกษา ข้อกฎหมายที่อ้างอิง และข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ
- ง. ข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ คำร้องขอของผู้อยู่ในบังคับของคำสั่ง และข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ
85. ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 เมื่อผู้เสียหายยื่นคำขอให้หน่วยงานของรัฐพิจารณาชดใช้ค่าสินไหมทดแทน หน่วยงานของรัฐต้องพิจารณาคำขอให้แล้วเสร็จภายในกี่วัน
- ก. ภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่ได้รับคำขอ
- ข. ภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่ได้รับคำขอ
- ค. ภายในเก้าสิบวันนับแต่ได้รับคำขอ
- ง. ภายในสามร้อยหกสิบวันนับแต่ได้รับคำขอ
86. ตามคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีที่แถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 รัฐบาลจะบริหารจัดการน้ำและป้องกันภัยพิบัติอย่างไร
- ก. ให้หน่วยงานแยกกันแจ้งเตือนภัยและบริหารเหตุฉุกเฉิน โดยไม่ใช้ฐานข้อมูลดิจิทัลร่วมกัน
- ข. ยุติการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ และบริหารการกักเก็บน้ำเป็นครั้งคราวตามสถานการณ์
- ค. เร่งพัฒนา Big Data และใช้ AI วิเคราะห์และพยากรณ์ข้อมูลด้านน้ำและอากาศให้แม่นยำระดับตำบล
- ง. ชะลอการพัฒนา Big Data และงดใช้ AI ในการวิเคราะห์และพยากรณ์ข้อมูลด้านน้ำและอากาศ
87. ตามข่าวด้านภาษีและการคลังเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2569 พระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 807) พ.ศ. 2569 ขยายการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มเหลือร้อยละ 7 ไปถึงวันใด
- ก. วันที่ 30 กันยายน 2571
- ข. วันที่ 31 ธันวาคม 2570
- ค. วันที่ 30 กันยายน 2569
- ง. วันที่ 30 กันยายน 2570
88. ในการเลือกตั้ง ส.ส. ทั่วไปเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 ตามผลนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ พรรคใดได้ที่นั่งมากที่สุด และนายอนุทิน ชาญวีรกูลยังเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่เท่าไร
- ก. พรรคภูมิใจไทย และนายกรัฐมนตรีคนที่ 31
- ข. พรรคภูมิใจไทย และนายกรัฐมนตรีคนที่ 32
- ค. พรรคประชาชน และนายกรัฐมนตรีคนที่ 33
- ง. พรรคประชาชน และนายกรัฐมนตรีคนที่ 32
89. ตามคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีที่แถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 ข้อใดสรุปจุดมุ่งหมายของการปฏิรูประบบราชการควบคู่กับการเสริมสร้างวินัยทางการเงินและการคลังได้ถูกต้อง
- ก. ทำให้ภาครัฐมีขนาดเล็กลง ลดภารกิจซ้ำซ้อนและรายจ่ายที่ไม่จำเป็น พร้อมปรับบทบาทเป็นผู้อำนวยความสะดวกและควบคุมเท่าที่จำเป็น
- ข. คงบทบาท ภารกิจ และกฎหมายของหน่วยงานไว้เช่นเดิม รักษารายจ่ายที่มีอยู่ พร้อมเน้นให้ภาครัฐเป็นผู้ควบคุมเป็นหลัก
- ค. ทำให้ภาครัฐมีขนาดใหญ่ขึ้น เพิ่มภารกิจที่ซ้ำซ้อนและรายจ่ายภาครัฐ พร้อมขยายบทบาทการควบคุมให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น
- ง. ลดขนาดภาครัฐแต่คงรายจ่ายด้านสิ่งปลูกสร้างที่ไม่จำเป็น พร้อมประเมินผลโดยไม่มุ่งผลลัพธ์และประโยชน์ที่ประชาชนได้รับ
90. ณ เดือนกันยายน พ.ศ. 2569 ข้อใดอธิบายหน้าที่ของ VAT e-Service, e-Tax Invoice & e-Receipt และ e-Withholding Tax ได้ถูกต้อง
- ก. VAT e-Service กำหนดให้ผู้ให้บริการดิจิทัลจากต่างประเทศจดทะเบียนแต่ไม่ต้องเสีย VAT ในไทย ส่วนอีก 2 ระบบใช้กับใบกำกับภาษีและการหักภาษี ณ ที่จ่ายทางอิเล็กทรอนิกส์
- ข. VAT e-Service กำหนดให้ผู้ให้บริการดิจิทัลจากต่างประเทศจดทะเบียนและเสีย VAT ในไทย โดย e-Tax Invoice ใช้หักภาษี ส่วน e-Withholding Tax ใช้ออกใบกำกับภาษี
- ค. VAT e-Service กำหนดให้ผู้ให้บริการดิจิทัลจากต่างประเทศจดทะเบียนและเสีย VAT ในไทย ส่วน e-Tax Invoice และ e-Withholding Tax เป็นระบบยื่นแบบออนไลน์ทั้งคู่
- ง. VAT e-Service กำหนดให้ผู้ให้บริการดิจิทัลจากต่างประเทศจดทะเบียนและเสีย VAT ในไทย ส่วนอีก 2 ระบบใช้กับใบกำกับภาษีและการหักภาษี ณ ที่จ่ายทางอิเล็กทรอนิกส์
91. ข้อใดเป็น 1 ใน 5 องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ
- ก. ผู้ตรวจการเลือกตั้ง
- ข. ผู้ตรวจการแผ่นดิน
- ค. ผู้ตรวจสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
- ง. ผู้ตรวจเงินแผ่นดิน
92. ในการเปิดเผยแฟ้ม UAP ของสหรัฐฯ เมื่อเดือน พ.ค. 2569 ข้อใดอธิบายความหมายของ UAP และหน่วยงานที่ร่วมดำเนินการได้ถูกต้อง
- ก. UAP หมายถึงปรากฏการณ์ผิดปกติที่ยังระบุไม่ได้ แต่ NASA และ FBI ไม่ได้ร่วมดำเนินการ
- ข. UAP หมายถึงสำนักงานแก้ไขความผิดปกติทุกมิติ โดยมีกระทรวงพลังงานและ AARO ร่วมดำเนินการ
- ค. UAP หมายถึงปรากฏการณ์ผิดปกติที่ยังระบุไม่ได้ โดยมี NASA และ FBI ร่วมดำเนินการ
- ง. UAP หมายถึงระบบเปิดผนึกและรายงานการเผชิญหน้า โดยมีทำเนียบขาวและ ODNI ร่วมดำเนินการ
93. นาย ก. ได้รับบรรจุเข้ารับราชการที่กรมสรรพากร และต้องกรอกข้อมูลเกี่ยวกับระดับการบริหารราชการของหน่วยงานต้นสังกัด นาย ก. ควรระบุข้อใด
- ก. เป็นส่วนราชการส่วนกลาง สังกัดกระทรวงการคลัง
- ข. เป็นส่วนราชการส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษเช่นเดียวกับกรุงเทพมหานคร
- ค. เป็นส่วนราชการส่วนท้องถิ่นประเภทองค์การบริหารส่วนจังหวัด
- ง. เป็นส่วนราชการส่วนภูมิภาคในระดับจังหวัด
94. ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน
- ก. สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง และกรม เป็นส่วนราชการส่วนภูมิภาค
- ข. กรมสรรพากรเป็นส่วนราชการส่วนกลาง สังกัดกระทรวงการคลัง
- ค. จังหวัดและอำเภอเป็นส่วนราชการส่วนท้องถิ่น โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอ
- ง. กรุงเทพมหานครและเมืองพัทยาเป็นส่วนราชการส่วนท้องถิ่นรูปแบบทั่วไป
95. ในข่าวกำหนดพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพที่ประกาศราวเดือน ก.ย. 2569 คำราชาศัพท์ “พระบรมราชสรีรางคาร” หมายถึงข้อใด
- ก. หมายถึงกระดูก
- ข. หมายถึงพระศพ
- ค. หมายถึงพระเมรุ
- ง. หมายถึงเถ้า
96. บริษัท ค. จำกัดประสงค์จะเก็บรวบรวมข้อมูลประวัติอาชญากรรมของนาย ก. โดยนาย ก. ได้ให้ความยินยอมโดยชัดแจ้งแล้ว ตามมาตรา 26 บริษัท ค. จำกัดต้องดำเนินการอย่างไรจึงสอดคล้องกับบทบัญญัติ
- ก. ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย และจัดให้มีมาตรการตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการประกาศกำหนด
- ข. ห้ามเก็บรวบรวมประวัติอาชญากรรม แม้นาย ก. ให้ความยินยอมโดยชัดแจ้งแล้ว
- ค. ต้องกระทำภายใต้การควบคุมของหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย หรือจัดให้มีมาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการประกาศกำหนด
- ง. ความยินยอมโดยชัดแจ้งเพียงพอแล้ว โดยไม่ต้องดำเนินการตามเงื่อนไขอื่น
97. ตามมาตรา 87 ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลที่กระทำการตามที่มาตรานี้กำหนด ต้องระวางโทษปรับทางปกครองไม่เกินเท่าใด
- ก. ไม่เกินหนึ่งล้านบาท
- ข. ไม่เกินสามล้านบาท
- ค. ไม่เกินสิบล้านบาท
- ง. ไม่เกินห้าล้านบาท
98. ข้อใดอธิบายขอบเขตของความเห็นหรือคำแนะนำภายในหน่วยงานของรัฐตามมาตรา 15 (3) ได้ถูกต้อง
- ก. อาจมีคำสั่งมิให้เปิดเผยความเห็นหรือคำแนะนำภายในได้ แต่ไม่รวมรายงานทางวิชาการ รายงานข้อเท็จจริง หรือข้อมูลที่นำมาใช้จัดทำความเห็นหรือคำแนะนำนั้น
- ข. ความเห็นหรือคำแนะนำภายในต้องเปิดเผย เพราะไม่อยู่ในประเภทข้อมูลที่อาจมีคำสั่งมิให้เปิดเผย
- ค. ความเห็นหรือคำแนะนำภายในต้องมีคำสั่งมิให้เปิดเผยทุกกรณี โดยไม่ต้องพิจารณาประโยชน์ที่เกี่ยวข้อง
- ง. ความเห็นหรือคำแนะนำภายในรวมถึงรายงานทางวิชาการ รายงานข้อเท็จจริง และข้อมูลที่นำมาใช้จัดทำความเห็นหรือคำแนะนำนั้น
99. ตามมาตรา 2 พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดกี่วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
- ก. สามสิบวัน
- ข. เก้าสิบวัน
- ค. หนึ่งร้อยยี่สิบวัน
- ง. หกสิบวัน
100. นาย ก. ยื่นคำขอข้อมูลข่าวสารตามมาตรา 11 ต่อหน่วยงานของรัฐแห่งหนึ่ง หน่วยงานผู้รับคำขอเห็นว่าข้อมูลดังกล่าวจัดทำโดยหน่วยงานของรัฐแห่งอื่นและระบุห้ามการเปิดเผยไว้ตามระเบียบที่กำหนดตามมาตรา 16 หน่วยงานผู้รับคำขอต้องดำเนินการอย่างไร
- ก. แนะนำให้นาย ก. ไปยื่นคำขอต่อหน่วยงานที่ควบคุมดูแลข้อมูลโดยไม่ชักช้า
- ข. พิจารณาคำขอและมีคำสั่งเกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูลนั้นเอง
- ค. ส่งคำขอให้หน่วยงานของรัฐผู้จัดทำข้อมูลข่าวสารนั้นพิจารณาเพื่อมีคำสั่งต่อไป
- ง. ปฏิเสธคำขอทันทีเพราะข้อมูลดังกล่าวระบุห้ามการเปิดเผยไว้