Overview
ข้อสอบฝึกทำแบบประยุกต์ใช้ (โจทย์สถานการณ์) ที่ผลิตจากตัวบทประมวลรัษฎากรฉบับทางการ ทุกข้อมีข้อความอ้างอิงจากตัวบท อธิบายทุกมาตราที่อ้างถึง และผ่านการตรวจของเจ้าของระบบ ใช้เพื่อเตรียมสอบเท่านั้น ไม่ใช่ข้อสอบจริงหรือคำปรึกษาด้านภาษี
Blueprint
Topic weighting and difficulty distribution
| Topic | Weight | # Questions | Difficulty (E/M/H) |
|---|
Exam Set Intelligence
Deterministic estimates; observed performance is stored separately when available.
34 min
Estimated time
4
Topics
0
Coverage gaps
0
Duplicate pairs
83/100
Blueprint alignment
Blueprint Target vs Actual
⚠ difficulty hard: major_mismatch (+100pp).
Assessment Performance
Read-only aggregate from finalized attempts; submitted and expired are complete, abandoned is not.
0
Attempts
0
Completed
—
Completion rate
—
Average score
—
Median score
—
Average completion
No finalized attempts yet. Performance signals will appear after submitted or expired attempts.
All modes · observed-question-v1 · calculated 10/7/2026, 3:57:19 PM
Questions
Review, edit, approve, or reject generated questions.
35 approved and ready to save.
บริษัท ค. จำกัดมีหน้าที่หักภาษีตามกรณี 50 (1) และได้จ่ายเงินแล้ว แต่ไม่ได้หักภาษีไว้ บริษัทต้องปฏิบัติอย่างไรตามประมวลรัษฎากร
- ก. ต้องนำเงินภาษีที่มีหน้าที่ต้องหักไปส่ง ณ ที่ว่าการอำเภอภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่จ่ายเงิน ✓
- ข. ไม่ต้องนำเงินภาษีไปส่ง ณ ที่ว่าการอำเภอ เพราะไม่ได้หักภาษีไว้ในวันที่จ่ายเงิน
- ค. ต้องนำเงินภาษีที่มีหน้าที่ต้องหักไปส่ง ณ ที่ว่าการอำเภอภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่จ่ายเงิน
- ง. ต้องนำเงินภาษีที่มีหน้าที่ต้องหักส่งต่อพนักงานผู้รับจดทะเบียนในขณะที่มีการจดทะเบียน
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ต้องนำเงินภาษีที่มีหน้าที่ต้องหักไปส่ง ณ ที่ว่าการอำเภอภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่จ่ายเงิน" ข้อเท็จจริง “บริษัท ค. จำกัด” → “บุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคม หรือคณะบุคคล”; “มีหน้าที่หักภาษี” → “ซึ่งมีหน้าที่หักภาษี”; “กรณี 50 (1)” → “ตามมาตรา 50 (1) (2) (3) และ (4)”; “ได้จ่ายเงินแล้ว” → “ภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่จ่ายเงิน”; และ “ไม่ได้หักภาษีไว้” → “ไม่ว่าตนจะได้หักภาษีไว้แล้วหรือไม่” จึงยังต้องนำเงินภาษีที่มีหน้าที่ต้องหักไปส่ง ณ ที่ว่าการอำเภอภายในกำหนดดังกล่าว ตามมาตรา 52 วรรคหนึ่งแห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ไม่ต้องนำเงินภาษีไปส่ง ณ ที่ว่าการอำเภอ เพราะไม่ได้หักภาษีไว้ในวันที่จ่ายเงิน" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ต้องนำส่งเงินภาษี “ไม่ว่าตนจะได้หักภาษีไว้แล้วหรือไม่” • "ต้องนำเงินภาษีที่มีหน้าที่ต้องหักไปส่ง ณ ที่ว่าการอำเภอภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่จ่ายเงิน" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดระยะเวลาไว้ว่า “ภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่จ่ายเงิน” • "ต้องนำเงินภาษีที่มีหน้าที่ต้องหักส่งต่อพนักงานผู้รับจดทะเบียนในขณะที่มีการจดทะเบียน" ผิด: กรณี 50 (1) แหล่งข้อมูลกำหนดให้นำเงินภาษีไปส่ง “ณ ที่ว่าการอำเภอภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่จ่ายเงิน” ส่วนการนำส่งต่อพนักงานผู้รับจดทะเบียนใช้กับกรณี 50 (5) และ (6) มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 50 (1): “(1) ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ (2) ให้คูณเงินได้พึงประเมินที่จ่ายด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่าย เพื่อให้ได้จำนวนเงินเสมือนหนึ่งว่าได้จ่ายทั้งปีแล้ว คำนวณภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 เป็นเงินภาษีทั้งสิ้นเท่าใดให้หารด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่าย ได้ผลลัพธ์เป็นเงินเท่าใดให้หักเป็นเงินภาษีไว้เท่านั้น” • มาตรา 50 (2): “(2) ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (3) และ (4) ให้คำนวณหักตามอัตราภาษีเงินได้ เว้นแต่” • มาตรา 50 (3): “(3) ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (5) และ (6) ที่จ่ายให้แก่ผู้รับซึ่งมิได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทยให้คำนวณหักในอัตราร้อยละ 15.0 ของเงินได้” • มาตรา 52 วรรค 1: “มาตรา 52 บุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคม หรือคณะบุคคลซึ่งมีหน้าที่หักภาษีตามมาตรา 50 (1) (2) (3) และ (4) ต้องนำเงินภาษีที่ตนมีหน้าที่ต้องหักไปส่ง ณ ที่ว่าการอำเภอภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่จ่ายเงิน ไม่ว่าตนจะได้หักภาษีไว้แล้วหรือไม่” • มาตรา 50 (5): “(5) ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) เฉพาะที่จ่ายให้แก่ผู้รับซึ่งขายอสังหาริมทรัพย์ ให้คำนวณหักดังต่อไปนี้” อ้างอิงตัวบท มาตรา 52: “บุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคม หรือคณะบุคคลซึ่งมีหน้าที่หักภาษีตามมาตรา 50 (1) (2) (3) และ (4) ต้องนำเงินภาษีที่ตนมีหน้าที่ต้องหักไปส่ง ณ ที่ว่าการอำเภอภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่จ่ายเงิน ไม่ว่าตนจะได้หักภาษีไว้แล้วหรือไม่”
มาตรา 52: “บุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคม หรือคณะบุคคลซึ่งมีหน้าที่หักภาษีตามมาตรา 50 (1) (2) (3) และ (4) ต้องนำเงินภาษีที่ตนมีหน้าที่ต้องหักไปส่ง ณ ที่ว่าการอำเภอภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่จ่ายเงิน ไม่ว่าตนจะได้หักภาษีไว้แล้วหรือไม่”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
บริษัท ค. จำกัด เป็นผู้มีหน้าที่หักภาษีที่คำนวณหักไว้ตามบทบัญญัติ 50 (5) และธุรกรรมนั้นมีการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ตามประมวลรัษฎากร บริษัทต้องดำเนินการอย่างไร
- ก. ผู้มีหน้าที่หักภาษีต้องนำส่ง ณ ที่ว่าการอำเภอภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่จ่ายเงิน
- ข. ผู้มีหน้าที่หักภาษีต้องนำส่งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในขณะที่มีการจดทะเบียน ✓
- ค. ผู้มีหน้าที่หักภาษีต้องนำส่งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่จ่ายเงิน
- ง. พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมต้องเป็นผู้นำส่งภาษีในขณะที่มีการจดทะเบียน
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ผู้มีหน้าที่หักภาษีต้องนำส่งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในขณะที่มีการจดทะเบียน" ข้อเท็จจริงที่ว่า บริษัท ค. จำกัดเป็นผู้มีหน้าที่หักภาษี → “ผู้มีหน้าที่หักภาษี”; ภาษีเป็นภาษีที่คำนวณหักไว้ตามบทบัญญัติ 50 (5) → “ภาษีที่คำนวณหักไว้” และ “ตามมาตรา 50 (5) และ (6)”; ธุรกรรมมีการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม → “นำส่งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม” และ “ในขณะที่มีการจดทะเบียน” ดังนั้นบริษัทต้องนำส่งภาษีต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนในขณะที่มีการจดทะเบียน ตามมาตรา 52 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ผู้มีหน้าที่หักภาษีต้องนำส่ง ณ ที่ว่าการอำเภอภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่จ่ายเงิน" ผิด: กรณีมีการจดทะเบียน แหล่งที่มากำหนดให้นำส่งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในขณะที่มีการจดทะเบียน ส่วนการนำส่งตามวรรคหนึ่งใช้ในกรณีที่ไม่มีการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม • "ผู้มีหน้าที่หักภาษีต้องนำส่งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่จ่ายเงิน" ผิด: แหล่งที่มากำหนดให้นำส่งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม “ในขณะที่มีการจดทะเบียน” • "พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมต้องเป็นผู้นำส่งภาษีในขณะที่มีการจดทะเบียน" ผิด: แหล่งที่มาระบุว่า “ให้ผู้มีหน้าที่หักภาษีนำส่งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม” มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 50 (5): “(5) ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) เฉพาะที่จ่ายให้แก่ผู้รับซึ่งขายอสังหาริมทรัพย์ ให้คำนวณหักดังต่อไปนี้” • มาตรา 52 วรรค 2: “ภาษีที่คำนวณหักไว้ตามมาตรา 50 (5) และ (6) ให้ผู้มีหน้าที่หักภาษีนำส่งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในขณะที่มีการจดทะเบียนและห้ามพนักงานเจ้าหน้าที่ลงนามรับรู้ยอมให้ทำหรือบันทึกไว้จนกว่าจะได้รับเงินภาษีที่นำส่งไว้ครบถ้วนถูกต้องแล้ว และในกรณีที่ไม่มีการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ให้นำส่งตามวรรคหนึ่ง” • มาตรา 52 วรรค 1: “มาตรา 52 บุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคม หรือคณะบุคคลซึ่งมีหน้าที่หักภาษีตามมาตรา 50 (1) (2) (3) และ (4) ต้องนำเงินภาษีที่ตนมีหน้าที่ต้องหักไปส่ง ณ ที่ว่าการอำเภอภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่จ่ายเงิน ไม่ว่าตนจะได้หักภาษีไว้แล้วหรือไม่” อ้างอิงตัวบท มาตรา 52: “ภาษีที่คำนวณหักไว้ตามมาตรา 50 (5) และ (6) ให้ผู้มีหน้าที่หักภาษีนำส่งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในขณะที่มีการจดทะเบียน”
มาตรา 52: “ภาษีที่คำนวณหักไว้ตามมาตรา 50 (5) และ (6) ให้ผู้มีหน้าที่หักภาษีนำส่งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในขณะที่มีการจดทะเบียน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
นาย ก. มิใช่ผู้เยาว์ ศาลมิได้สั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ ไม่มีภริยา และในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วมีเฉพาะเงินได้พึงประเมินประเภท 40 (1) ประเภทเดียวจำนวน 130,000 บาท ตามประมวลรัษฎากร ข้อใดถูกต้อง
- ก. ไม่ต้องยื่นรายการ เพราะมีเงินได้ประเภท 40 (1) เพียงประเภทเดียว
- ข. ต้องยื่นรายการภายในเดือนเมษายนตามแบบที่อธิบดีกำหนด
- ค. ต้องยื่นรายการภายในเดือนมีนาคมตามแบบที่อธิบดีกำหนด ✓
- ง. ยังไม่ต้องยื่นรายการ เพราะมีเงินได้ไม่เกิน 220,000 บาท
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ต้องยื่นรายการภายในเดือนมีนาคมตามแบบที่อธิบดีกำหนด" ข้อเท็จจริงนาย ก. เป็นบุคคล → “บุคคลทุกคน”; มิใช่ผู้เยาว์และไม่มีคำสั่งศาลดังกล่าว → ข้อยกเว้น “เว้นแต่ผู้เยาว์ หรือผู้ที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ” ไม่ใช้บังคับ; ไม่มีภริยาและมีเฉพาะเงินได้ประเภท 40 (1) ประเภทเดียว →; เงินได้ 130,000 บาท → “เกิน 120,000 บาท” จึงต้องยื่นรายการ ภายใน “เดือนมีนาคม” และ “แบบที่อธิบดีกำหนด” ตามมาตรา 56 แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ไม่ต้องยื่นรายการ เพราะมีเงินได้ประเภท 40 (1) เพียงประเภทเดียว" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ผู้ไม่มีสามีหรือภริยาซึ่งมีเฉพาะเงินได้ตามมาตรา 40 (1) ประเภทเดียวเกิน 120,000 บาทยื่นรายการ • "ต้องยื่นรายการภายในเดือนเมษายนตามแบบที่อธิบดีกำหนด" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ยื่นรายการ “ภายในเดือนมีนาคม ทุก ๆ ปี” ไม่ใช่ภายในเดือนเมษายน • "ยังไม่ต้องยื่นรายการ เพราะมีเงินได้ไม่เกิน 220,000 บาท" ผิด: เกณฑ์เกิน 220,000 บาทใช้กับผู้มีสามีหรือภริยา แต่กรณีไม่มีสามีหรือภริยาและมีเฉพาะเงินได้ตามมาตรา 40 (1) ประเภทเดียว ใช้เกณฑ์เกิน 120,000 บาท มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 40 (1): “(1) เงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงานไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่นายจ้างให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่นายจ้างจ่ายชำระหนี้ใด ๆ ซึ่งลูกจ้างมีหน้าที่ต้องชำระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน” อ้างอิงตัวบท มาตรา 56: “ให้บุคคลทุกคน เว้นแต่ผู้เยาว์ หรือผู้ที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ ยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินที่ตนได้รับในระหว่างปีภาษีที่ล่วงมาแล้วพร้อมทั้งข้อความอื่น ๆ ภายในเดือนมีนาคม ทุก ๆ ปี” มาตรา 56: “(2) ไม่มีสามีหรือภริยาและมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเฉพาะตามมาตรา 40 (1) ประเภทเดียวเกิน 120,000 บาท” มาตรา 56: “ยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินที่ตนได้รับในระหว่างปีภาษีที่ล่วงมาแล้วพร้อมทั้งข้อความอื่น ๆ ภายในเดือนมีนาคม ทุก ๆ ปี ตามแบบที่อธิบดีกำหนด”
มาตรา 56: “ให้บุคคลทุกคน เว้นแต่ผู้เยาว์ หรือผู้ที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ ยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินที่ตนได้รับในระหว่างปีภาษีที่ล่วงมาแล้วพร้อมทั้งข้อความอื่น ๆ ภายในเดือนมีนาคม ทุก ๆ ปี”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ห้างหุ้นส่วนสามัญ ง. ซึ่งมิใช่นิติบุคคล มีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว 80,000 บาท และไม่มีภาษีค้างชำระ โดยนาย ก. เป็นผู้จัดการ ส่วนนาย ข. เป็นหุ้นส่วน ตามประมวลรัษฎากร ใครต้องยื่นรายการและยื่นในชื่อใด
- ก. นาย ก. ผู้จัดการยื่นรายการในชื่อตนเองแทนห้างหุ้นส่วนสามัญ ง.
- ข. นาย ข. หุ้นส่วนยื่นรายการในชื่อห้างหุ้นส่วนสามัญ ง.
- ค. นาย ก. และนาย ข. ร่วมกันยื่นรายการในชื่อห้างหุ้นส่วนสามัญ ง.
- ง. นาย ก. ผู้จัดการยื่นรายการในชื่อห้างหุ้นส่วนสามัญ ง. ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "นาย ก. ผู้จัดการยื่นรายการในชื่อห้างหุ้นส่วนสามัญ ง." ข้อเท็จจริงจับคู่องค์ประกอบได้ดังนี้: ห้างหุ้นส่วนสามัญ ง. มิใช่นิติบุคคล → “ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล”; มีเงินได้ 80,000 บาท → “เกินจำนวนตาม (1)” ซึ่ง (1) กำหนดเกิน 60,000 บาท; นาย ก. เป็นผู้จัดการ → “ผู้อำนวยการหรือผู้จัดการ”; ไม่มีภาษีค้างชำระ → ไม่เข้าเงื่อนไข “แต่ถ้าห้างหุ้นส่วนหรือคณะบุคคลนั้นมีภาษีค้างชำระ”; นาย ข. เป็นหุ้นส่วน → “ผู้เป็นหุ้นส่วนหรือบุคคลในคณะบุคคลแต่ละคน” ดังนั้น นาย ก. ต้องยื่นรายการ “ในชื่อของห้างหุ้นส่วนหรือคณะบุคคลนั้น” ตามมาตรา 56 แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "นาย ก. ผู้จัดการยื่นรายการในชื่อตนเองแทนห้างหุ้นส่วนสามัญ ง." ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ผู้จัดการยื่นรายการ “ในชื่อของห้างหุ้นส่วนหรือคณะบุคคลนั้น” ไม่ใช่ในชื่อของผู้จัดการ • "นาย ข. หุ้นส่วนยื่นรายการในชื่อห้างหุ้นส่วนสามัญ ง." ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดโดยเฉพาะว่า “ให้ผู้อำนวยการหรือผู้จัดการยื่นรายการ” • "นาย ก. และนาย ข. ร่วมกันยื่นรายการในชื่อห้างหุ้นส่วนสามัญ ง." ผิด: การให้ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนร่วมรับผิดมีเงื่อนไขว่า “ถ้าห้างหุ้นส่วนหรือคณะบุคคลนั้นมีภาษีค้างชำระ” แต่กรณีนี้ไม่มีภาษีค้างชำระ และผู้ยื่นรายการต้องเป็นผู้อำนวยการหรือผู้จัดการ อ้างอิงตัวบท มาตรา 56: “ในกรณีห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเกินจำนวนตาม (1) ให้ผู้อำนวยการหรือผู้จัดการยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมิน” มาตรา 56: “(1) ไม่มีสามีหรือภริยาและมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเกิน 60,000 บาท” มาตรา 56: “ให้ผู้อำนวยการหรือผู้จัดการยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินในชื่อของห้างหุ้นส่วนหรือคณะบุคคลนั้น”
มาตรา 56: “ในกรณีห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเกินจำนวนตาม (1) ให้ผู้อำนวยการหรือผู้จัดการยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมิน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
นาย ก. ไม่ใช่กรณี 18 ทวิ มีภาษีที่ต้องเสียตาม 56 ทวิ จำนวน 9,000 บาท และเลือกชำระเป็นสามงวดเท่า ๆ กัน ต่อมานาย ก. ไม่ชำระงวดที่สองภายในเวลาที่กำหนด ตามประมวลรัษฎากร ผลเป็นอย่างไร
- ก. หมดสิทธิที่จะชำระภาษีเป็นรายงวดต่อไป และต้องเสียเงินเพิ่มตามมาตรา 27 สำหรับงวดที่ไม่ชำระและงวดต่อ ๆ ไป ✓
- ข. จะหมดสิทธิชำระภาษีเป็นรายงวดเมื่อพ้นกำหนดไปอีกสองเดือน และต้องเสียเงินเพิ่มตามมาตรา 27 สำหรับงวดที่ไม่ชำระและงวดต่อ ๆ ไป
- ค. หมดสิทธิที่จะชำระภาษีเป็นรายงวดต่อไป และต้องเสียเงินเพิ่มตามมาตรา 27 เฉพาะงวดที่ไม่ชำระ โดยไม่รวมงวดต่อ ๆ ไป
- ง. ยังมีสิทธิที่จะชำระภาษีเป็นรายงวดต่อไป และต้องเสียเงินเพิ่มตามมาตรา 27 สำหรับงวดที่ไม่ชำระและงวดต่อ ๆ ไป
Explanation: คำตอบที่ถูก: "หมดสิทธิที่จะชำระภาษีเป็นรายงวดต่อไป และต้องเสียเงินเพิ่มตามมาตรา 27 สำหรับงวดที่ไม่ชำระและงวดต่อ ๆ ไป" ข้อเท็จจริงว่าไม่ใช่กรณี 18 ทวิ → “เว้นแต่กรณีตามมาตรา 18 ทวิ”; ภาษี 9,000 บาท → “มีจำนวนตั้งแต่ 3,000 บาทขึ้นไป”; เป็นภาษีตาม 56 ทวิ → “ในกรณีที่ต้องเสียตามมาตรา 56 ทวิ”; เลือกชำระสามงวดเท่ากัน → “ชำระเป็นสามงวด ๆ ละเท่า ๆ กัน”; และไม่ชำระงวดที่สองภายในกำหนด → “ถ้าไม่ชำระภาษีงวดใดงวดหนึ่งภายในเวลาที่กำหนดไว้” จึงเกิดผล คือหมดสิทธิชำระเป็นรายงวดต่อไป และต้องเสียเงินเพิ่มตามมาตรา 27 สำหรับงวดที่ไม่ชำระและงวดต่อ ๆ ไป ตามมาตรา 64 แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "จะหมดสิทธิชำระภาษีเป็นรายงวดเมื่อพ้นกำหนดไปอีกสองเดือน และต้องเสียเงินเพิ่มตามมาตรา 27 สำหรับงวดที่ไม่ชำระและงวดต่อ ๆ ไป" ผิด: แหล่งข้อมูลผูกผลของการหมดสิทธิกับการ “ไม่ชำระภาษีงวดใดงวดหนึ่งภายในเวลาที่กำหนดไว้” โดยไม่ได้ให้ระยะเวลาเพิ่มอีกสองเดือน • "หมดสิทธิที่จะชำระภาษีเป็นรายงวดต่อไป และต้องเสียเงินเพิ่มตามมาตรา 27 เฉพาะงวดที่ไม่ชำระ โดยไม่รวมงวดต่อ ๆ ไป" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้เสียเงินเพิ่ม “สำหรับงวดที่ไม่ชำระและงวดต่อ ๆ ไป” ไม่ได้จำกัดเฉพาะงวดที่ไม่ชำระ • "ยังมีสิทธิที่จะชำระภาษีเป็นรายงวดต่อไป และต้องเสียเงินเพิ่มตามมาตรา 27 สำหรับงวดที่ไม่ชำระและงวดต่อ ๆ ไป" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าเมื่อไม่ชำระภายในเวลาที่กำหนด ผู้ต้องเสียภาษี “หมดสิทธิที่จะชำระภาษีเป็นรายงวดต่อไป” มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 18 ทวิ: “มาตรา 18 ทวิ ในกรณีจำเป็นเพื่อรักษาประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากร เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจที่จะประเมินเรียกเก็บภาษีจากผู้ต้องเสียภาษีก่อนถึงกำหนดเวลายื่นรายการได้ เมื่อได้ประเมินแล้วให้แจ้งจำนวนภาษีที่ต้องเสียไปยังผู้ต้องเสียภาษีและให้ผู้ต้องเสียภาษีชำระภาษีภายในเจ็ดวันนับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน ในกรณีนี้จะอุทธรณ์การประเมินก็ได้” • มาตรา 56 ทวิ: “มาตรา 56 ทวิ เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีก่อนถึงกำหนดเวลาตามมาตรา 56 ให้ผู้มีหน้าที่ยื่นรายการตามมาตรา 56 มาตรา 57 มาตรา 57 ทวิ และมาตรา 57 ตรี ยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนด แสดงรายการเงินได้เฉพาะตามมาตรา 40 (5) (6) (7) หรือ (8) ไม่ว่าจะมีเงินได้ประเภทอื่นรวมอยู่ด้วยหรือไม่ ที่ได้รับตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนมิถุนายน ภายในเดือนกันยายนของทุกปีภาษี” • มาตรา 27: “มาตรา 27 บุคคลใดไม่เสียหรือนำส่งภาษีภายในกำหนดเวลาตามที่บัญญัติไว้ในหมวดต่าง ๆ แห่งลักษณะนี้เกี่ยวกับภาษีอากรประเมิน ให้เสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่งโดยไม่รวมเบี้ยปรับ” อ้างอิงตัวบท มาตรา 64: “(1) ในกรณีที่ต้องเสียตามมาตรา 56 ทวิ หรือมาตรา 57 จัตวา” มาตรา 64: “การชำระภาษีตาม (1) ถ้าไม่ชำระภาษีงวดใดงวดหนึ่งภายในเวลาที่กำหนดไว้ ผู้ต้องเสียภาษีหมดสิทธิที่จะชำระภาษีเป็นรายงวดต่อไป” มาตรา 64: “การชำระภาษีตาม (1) ถ้าไม่ชำระภาษีงวดใดงวดหนึ่งภายในเวลาที่กำหนดไว้ ผู้ต้องเสียภาษีหมดสิทธิที่จะชำระภาษีเป็นรายงวดต่อไป และต้องเสียเงินเพิ่มตามมาตรา 27 สำหรับงวดที่ไม่ชำระและงวดต่อ ๆ ไป”
มาตรา 64: “(1) ในกรณีที่ต้องเสียตามมาตรา 56 ทวิ หรือมาตรา 57 จัตวา”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
นาย ก. เป็นผู้ต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติแห่งส่วนนี้จำนวน 9,000 บาท โดยไม่เข้ากรณียกเว้นตาม 18 ทวิ และภาษีนี้ไม่ได้ต้องเสียตาม 56 ทวิหรือ 57 จัตวา นาย ก. ได้รับแจ้งจำนวนภาษีที่ประเมินและประสงค์ชำระเป็นสามงวดเท่า ๆ กัน งวดที่หนึ่งต้องชำระภายในระยะใดตามประมวลรัษฎากร
- ก. ภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจำนวนภาษีที่ประเมิน
- ข. ภายในสามสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งจำนวนภาษีที่ประเมิน ✓
- ค. ภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันสุดท้ายที่ต้องชำระงวดที่หนึ่ง
- ง. ตามกำหนดชำระที่ใช้แก่กรณีตาม 56 ทวิหรือ 57 จัตวา
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ภายในสามสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งจำนวนภาษีที่ประเมิน" ข้อเท็จจริงแต่ละส่วนสัมพันธ์กับองค์ประกอบดังนี้: นาย ก. เป็นผู้ต้องเสียภาษี → “ผู้ต้องเสียภาษี”; ภาษีจำนวน 9,000 บาท → “มีจำนวนตั้งแต่ 3,000 บาทขึ้นไป”; ไม่เข้ากรณียกเว้นตาม 18 ทวิ → “เว้นแต่กรณีตามมาตรา 18 ทวิ”; ไม่ได้ต้องเสียตาม 56 ทวิหรือ 57 จัตวา → “ในกรณีอื่น”; ประสงค์ชำระสามงวดเท่า ๆ กัน → “จะชำระเป็นสามงวด ๆ ละเท่า ๆ กันก็ได้”; ได้รับแจ้งจำนวนภาษีที่ประเมิน → “งวดที่หนึ่งต้องชำระภายในสามสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งจำนวนภาษีที่ประเมิน” ดังนั้นกำหนดเวลาที่ถูกต้องเป็นไปตามมาตรา 64 (2) แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจำนวนภาษีที่ประเมิน" ผิด: แหล่งที่มากำหนดว่า “ภายในสามสิบวัน” ไม่ใช่ภายในหนึ่งเดือน • "ภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันสุดท้ายที่ต้องชำระงวดที่หนึ่ง" ผิด: ถ้อยคำนี้เป็นกำหนดของงวดที่สอง ส่วนงวดที่หนึ่งให้นับจากวันได้รับแจ้งจำนวนภาษีที่ประเมิน • "ตามกำหนดชำระที่ใช้แก่กรณีตาม 56 ทวิหรือ 57 จัตวา" ผิด: กรณีนี้ไม่ได้ต้องเสียตามบทบัญญัติทั้งสอง จึงเป็น “กรณีอื่น” ซึ่งงวดที่หนึ่งต้องชำระภายในสามสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งจำนวนภาษีที่ประเมิน มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 18 ทวิ: “มาตรา 18 ทวิ ในกรณีจำเป็นเพื่อรักษาประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากร เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจที่จะประเมินเรียกเก็บภาษีจากผู้ต้องเสียภาษีก่อนถึงกำหนดเวลายื่นรายการได้ เมื่อได้ประเมินแล้วให้แจ้งจำนวนภาษีที่ต้องเสียไปยังผู้ต้องเสียภาษีและให้ผู้ต้องเสียภาษีชำระภาษีภายในเจ็ดวันนับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน ในกรณีนี้จะอุทธรณ์การประเมินก็ได้” • มาตรา 56 ทวิ: “มาตรา 56 ทวิ เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีก่อนถึงกำหนดเวลาตามมาตรา 56 ให้ผู้มีหน้าที่ยื่นรายการตามมาตรา 56 มาตรา 57 มาตรา 57 ทวิ และมาตรา 57 ตรี ยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนด แสดงรายการเงินได้เฉพาะตามมาตรา 40 (5) (6) (7) หรือ (8) ไม่ว่าจะมีเงินได้ประเภทอื่นรวมอยู่ด้วยหรือไม่ ที่ได้รับตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนมิถุนายน ภายในเดือนกันยายนของทุกปีภาษี” • มาตรา 57 จัตวา: “มาตรา 57 จัตวา ภายใต้บังคับมาตรา 64 การยื่นรายการตามมาตรา 56 มาตรา 57 มาตรา 57 ทวิ มาตรา 57 ตรี หรือมาตรา 57 เบญจ ถ้ามีภาษีต้องเสียให้ชำระต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ภายในกำหนดเวลาพร้อมกับการยื่นรายการ” อ้างอิงตัวบท มาตรา 64: “(2) ในกรณีอื่น งวดที่หนึ่งต้องชำระภายในสามสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งจำนวนภาษีที่ประเมิน”
มาตรา 64: “(2) ในกรณีอื่น งวดที่หนึ่งต้องชำระภายในสามสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งจำนวนภาษีที่ประเมิน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
บริษัท ค. จำกัดเป็นบริษัทจดทะเบียน และรอบระยะเวลาบัญชีนี้มีระยะเวลาสิบสองเดือน ตามประมวลรัษฎากร บริษัท ค. จำกัดต้องคำนวณและชำระภาษีสำหรับรอบระยะเวลาหกเดือนอย่างไร
- ก. ไม่ต้องยื่นรายการและชำระภาษีก่อนกำหนด เพราะความในวรรคหนึ่งไม่ใช้บังคับแก่รอบระยะเวลาบัญชีที่มีระยะเวลาสิบสองเดือน
- ข. ให้จัดทำประมาณการกำไรสุทธิทั้งรอบระยะเวลาบัญชี แล้วคำนวณและชำระภาษีจากจำนวนกึ่งหนึ่งของประมาณการกำไรสุทธินั้น
- ค. ให้คำนวณและชำระภาษีจากกำไรสุทธิของรอบระยะเวลาหกเดือนนับแต่วันแรกของรอบระยะเวลาบัญชี ตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี ✓
- ง. ให้คำนวณและชำระภาษีจากกำไรสุทธิของรอบระยะเวลาสิบสองเดือนนับแต่วันแรกของรอบระยะเวลาบัญชี ตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ให้คำนวณและชำระภาษีจากกำไรสุทธิของรอบระยะเวลาหกเดือนนับแต่วันแรกของรอบระยะเวลาบัญชี ตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี" ข้อเท็จจริงว่า “เป็นบริษัทจดทะเบียน” → “ในกรณีบริษัทจดทะเบียน” จึงเลือกหลักเกณฑ์ใน (2) ส่วนข้อเท็จจริงว่ารอบระยะเวลาบัญชี “มีระยะเวลาสิบสองเดือน” → ไม่เข้าเงื่อนไข “รอบระยะเวลาบัญชีแรก หรือรอบระยะเวลาบัญชีสุดท้ายน้อยกว่าสิบสองเดือน” ดังนั้น บริษัท ค. จำกัดต้องคำนวณและชำระภาษีจากกำไรสุทธิของรอบระยะเวลาหกเดือนนับแต่วันแรกของรอบระยะเวลาบัญชี ตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี ตามมาตรา 67 ทวิ (2) แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ไม่ต้องยื่นรายการและชำระภาษีก่อนกำหนด เพราะความในวรรคหนึ่งไม่ใช้บังคับแก่รอบระยะเวลาบัญชีที่มีระยะเวลาสิบสองเดือน" ผิด: แหล่งข้อมูลยกเว้นเฉพาะบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งมีรอบระยะเวลาบัญชีแรกหรือรอบระยะเวลาบัญชีสุดท้ายน้อยกว่าสิบสองเดือน • "ให้จัดทำประมาณการกำไรสุทธิทั้งรอบระยะเวลาบัญชี แล้วคำนวณและชำระภาษีจากจำนวนกึ่งหนึ่งของประมาณการกำไรสุทธินั้น" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้บริษัทจดทะเบียนคำนวณและชำระภาษีจากกำไรสุทธิของรอบระยะเวลาหกเดือน มิใช่จากกึ่งหนึ่งของประมาณการกำไรสุทธิทั้งรอบระยะเวลาบัญชี • "ให้คำนวณและชำระภาษีจากกำไรสุทธิของรอบระยะเวลาสิบสองเดือนนับแต่วันแรกของรอบระยะเวลาบัญชี ตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าให้คำนวณจากกำไรสุทธิของรอบระยะเวลาหกเดือนนับแต่วันแรกของรอบระยะเวลาบัญชี มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 67 ทวิ วรรค 1: “มาตรา 67 ทวิ เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีก่อนถึงกำหนดเวลาตามมาตรา 68 ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดพร้อมกับชำระภาษีต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ภายในสองเดือนนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาหกเดือนนับแต่วันแรกของรอบระยะเวลาบัญชี ดังนี้” • มาตรา 65 ทวิ: “มาตรา 65 ทวิ การคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิในส่วนนี้ให้เป็นไปตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้ (1) รายการที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ตรี ไม่ให้ถือเป็นรายจ่าย (2) ค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สิน ให้หักได้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และอัตราที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา การหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาดังกล่าว ให้คำนวณหักตามส่วนเฉลี่ยแห่งระยะเวลาที่ได้ทรัพย์สินนั้นมา” • มาตรา 65 ตรี: “มาตรา 65 ตรี รายการต่อไปนี้ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ” อ้างอิงตัวบท มาตรา 67 ทวิ: “(2) ในกรณีบริษัทจดทะเบียน ธนาคารพาณิชย์ตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์” มาตรา 67 ทวิ: “ให้คำนวณและชำระภาษีจากกำไรสุทธิของรอบระยะเวลาหกเดือนนับแต่วันแรกของรอบระยะเวลาบัญชี” มาตรา 67 ทวิ: “ให้คำนวณและชำระภาษีจากกำไรสุทธิของรอบระยะเวลาหกเดือนนับแต่วันแรกของรอบระยะเวลาบัญชี ตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี” มาตรา 67 ทวิ: “ตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี”
มาตรา 67 ทวิ: “(2) ในกรณีบริษัทจดทะเบียน ธนาคารพาณิชย์ตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
บริษัท ค. จำกัด มีรอบระยะเวลาบัญชีสิบสองเดือน และได้ยื่นรายการพร้อมชำระภาษีภายในสองเดือนนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาหกเดือน ต่อมาบริษัทกำลังคำนวณภาษีที่ต้องชำระประจำรอบระยะเวลาบัญชี ภาษีที่ชำระไว้ดังกล่าวมีผลอย่างไรตามประมวลรัษฎากร
- ก. ให้แยกจากการคำนวณภาษีตามมาตรา 68 และมิให้ถือเป็นเครดิต
- ข. ให้ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีครึ่งรอบของรอบระยะเวลาบัญชีถัดไป
- ค. ให้ถือว่าเป็นการชำระภาษีตามมาตรา 68 เสร็จสิ้นแล้วโดยไม่ต้องคำนวณอีก
- ง. ให้ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีที่ต้องชำระตามมาตรา 68 ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ให้ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีที่ต้องชำระตามมาตรา 68" ข้อเท็จจริงแต่ละส่วนสัมพันธ์กับองค์ประกอบดังนี้: บริษัท ค. จำกัด → “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล”; การยื่นรายการพร้อมชำระภาษี → “ยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดพร้อมกับชำระภาษี”; การยื่นภายในสองเดือนหลังสิ้นรอบหกเดือน → “ภายในสองเดือนนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาหกเดือนนับแต่วันแรกของรอบระยะเวลาบัญชี”; รอบระยะเวลาบัญชีสิบสองเดือน → “น้อยกว่าสิบสองเดือน” จึงไม่เข้าเงื่อนไขข้อยกเว้น; และการคำนวณภาษีประจำรอบ → “ภาษีที่ชำระตามวรรคหนึ่ง ให้ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีที่ต้องชำระตามมาตรา 68” ดังนั้นต้องถือภาษีที่ชำระไว้เป็นเครดิตตามมาตรา 67 ทวิ วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ให้แยกจากการคำนวณภาษีตามมาตรา 68 และมิให้ถือเป็นเครดิต" ผิด: ขัดกับข้อความที่กำหนดว่า “ให้ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีที่ต้องชำระตามมาตรา 68” • "ให้ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีครึ่งรอบของรอบระยะเวลาบัญชีถัดไป" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุให้ใช้เป็นเครดิตในการคำนวณภาษีที่ต้องชำระตามมาตรา 68 ไม่ใช่ภาษีครึ่งรอบของรอบระยะเวลาบัญชีถัดไป • "ให้ถือว่าเป็นการชำระภาษีตามมาตรา 68 เสร็จสิ้นแล้วโดยไม่ต้องคำนวณอีก" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ภาษีที่ชำระถือเป็นเพียง “เครดิตในการคำนวณภาษีที่ต้องชำระตามมาตรา 68” มิใช่การชำระเสร็จสิ้นโดยไม่ต้องคำนวณอีก มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 68: “มาตรา 68 ภายในหนึ่งร้อยห้าสิบวันนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลยื่นรายการ ซึ่งจำเป็นต้องใช้ในการคำนวณภาษีในรอบระยะเวลาบัญชีตามแบบที่อธิบดีกำหนดพร้อมกับชำระภาษีต่ออำเภอ” • มาตรา 67 ทวิ วรรค 1: “มาตรา 67 ทวิ เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีก่อนถึงกำหนดเวลาตามมาตรา 68 ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดพร้อมกับชำระภาษีต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ภายในสองเดือนนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาหกเดือนนับแต่วันแรกของรอบระยะเวลาบัญชี ดังนี้” • มาตรา 67 ทวิ วรรค 2: “ภาษีที่ชำระตามวรรคหนึ่ง ให้ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีที่ต้องชำระตามมาตรา 68” อ้างอิงตัวบท มาตรา 67 ทวิ: “ภาษีที่ชำระตามวรรคหนึ่ง ให้ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีที่ต้องชำระตามมาตรา 68”
มาตรา 67 ทวิ: “ภาษีที่ชำระตามวรรคหนึ่ง ให้ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีที่ต้องชำระตามมาตรา 68”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
บริษัท ค. จำกัด มิใช่บริษัทจดทะเบียน ธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุน บริษัทหลักทรัพย์ หรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ และมิได้อยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด โดยมีรอบระยะเวลาบัญชีแรก 10 เดือน สำหรับการยื่นรายการพร้อมชำระภาษีก่อนกำหนดตามประมวลรัษฎากร ข้อใดถูกต้อง
- ก. การยื่นรายการพร้อมชำระภาษีก่อนกำหนดตามวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับแก่บริษัท ค. จำกัด ✓
- ข. บริษัท ค. จำกัดต้องยื่นรายการพร้อมชำระภาษีภายในสองเดือนนับแต่วันสุดท้ายของรอบหกเดือน
- ค. บริษัท ค. จำกัดต้องคำนวณและชำระภาษีจากกึ่งหนึ่งของประมาณการกำไรสุทธิในรอบบัญชี
- ง. บริษัท ค. จำกัดต้องคำนวณและชำระภาษีจากกำไรสุทธิของรอบระยะเวลาหกเดือนแรก
Explanation: คำตอบที่ถูก: "การยื่นรายการพร้อมชำระภาษีก่อนกำหนดตามวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับแก่บริษัท ค. จำกัด" ข้อเท็จจริงในกรณีนี้เชื่อมกับองค์ประกอบดังนี้: บริษัท ค. จำกัด → “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล”; การมิใช่บริษัทหรือสถาบันการเงินตามกลุ่มที่ระบุและมิได้อยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ของอธิบดี → “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนอกจากที่กล่าวใน (2)”; รอบระยะเวลาบัญชีแรก 10 เดือน → “มีรอบระยะเวลาบัญชีแรก...น้อยกว่าสิบสองเดือน” จึงเกิดผล คือ “ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับ” แก่บริษัทดังกล่าว ตามมาตรา 67 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "บริษัท ค. จำกัดต้องยื่นรายการพร้อมชำระภาษีภายในสองเดือนนับแต่วันสุดท้ายของรอบหกเดือน" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า “ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับ” แก่บริษัทซึ่งมีรอบระยะเวลาบัญชีแรกน้อยกว่าสิบสองเดือน จึงใช้กำหนดเวลาตามวรรคหนึ่งกับกรณีนี้ไม่ได้ • "บริษัท ค. จำกัดต้องคำนวณและชำระภาษีจากกึ่งหนึ่งของประมาณการกำไรสุทธิในรอบบัญชี" ผิด: แม้บริษัทจะเป็นกรณีนอกจากที่กล่าวใน (2) แต่แหล่งข้อมูลกำหนดให้ความในวรรคหนึ่งมิใช้บังคับเมื่อรอบระยะเวลาบัญชีแรกน้อยกว่าสิบสองเดือน • "บริษัท ค. จำกัดต้องคำนวณและชำระภาษีจากกำไรสุทธิของรอบระยะเวลาหกเดือนแรก" ผิด: บริษัทในกรณี (2) จึงคำนวณจากกำไรสุทธิของรอบหกเดือน แต่ข้อเท็จจริงไม่เข้าเงื่อนไขดังกล่าว และรอบบัญชีแรก 10 เดือนยังอยู่ในข้อยกเว้นที่มิให้ใช้วรรคหนึ่ง มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 67 ทวิ วรรค 1: “มาตรา 67 ทวิ เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีก่อนถึงกำหนดเวลาตามมาตรา 68 ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดพร้อมกับชำระภาษีต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ภายในสองเดือนนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาหกเดือนนับแต่วันแรกของรอบระยะเวลาบัญชี ดังนี้” อ้างอิงตัวบท มาตรา 67 ทวิ: “ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับแก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งมีรอบระยะเวลาบัญชีแรก หรือรอบระยะเวลาบัญชีสุดท้ายน้อยกว่าสิบสองเดือน”
มาตรา 67 ทวิ: “ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับแก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งมีรอบระยะเวลาบัญชีแรก หรือรอบระยะเวลาบัญชีสุดท้ายน้อยกว่าสิบสองเดือน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
บริษัท ก. จำกัด จ่ายเงินได้พึงประเมินประเภท (3) จากประเทศไทยให้บริษัท ค. ซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศและมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย โดยเงินได้นี้มิใช่ดอกเบี้ยจากรัฐบาลหรือสถาบันการเงินตามกรณียกเว้น ตามประมวลรัษฎากร บริษัท ก. จำกัดต้องนำส่งภาษีภายในกำหนดใด
- ก. ภายในสิบห้าวันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้พึงประเมินนั้น
- ข. ภายในเจ็ดวันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้พึงประเมินนั้น ✓
- ค. ภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่จ่ายเงินได้พึงประเมินนั้น
- ง. ไม่ต้องนำส่งภาษี เพราะผู้รับเงินมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ภายในเจ็ดวันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้พึงประเมินนั้น" ข้อเท็จจริงในกรณีนี้เชื่อมกับองค์ประกอบดังนี้: บริษัท ค. ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศ → “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ”; มิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย → “มิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย”; ได้รับเงินได้ประเภท (3) ที่จ่ายจากประเทศไทย → “ได้รับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2)(3) (4) (5) หรือ (6) ที่จ่ายจากหรือในประเทศไทย”; บริษัท ก. เป็นผู้จ่าย → “ผู้จ่าย”; เงินได้มิใช่ดอกเบี้ยตามกรณียกเว้น → ไม่เข้าเงื่อนไข “เงินได้พึงประเมินที่เป็นดอกเบี้ยจากรัฐบาลหรือสถาบันการเงิน...” ดังนั้นกำหนดเวลา คือ “ภายในเจ็ดวันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้พึงประเมินนั้น” ตามมาตรา 70 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ภายในสิบห้าวันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้พึงประเมินนั้น" ผิด: แหล่งที่มากำหนดระยะเวลาไว้ว่า “ภายในเจ็ดวัน” ไม่ใช่ภายในสิบห้าวัน • "ภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่จ่ายเงินได้พึงประเมินนั้น" ผิด: แหล่งที่มากำหนดให้เริ่มนับจาก “วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้พึงประเมินนั้น” มิใช่วันที่จ่ายเงินได้ • "ไม่ต้องนำส่งภาษี เพราะผู้รับเงินมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย" ผิด: แหล่งที่มากำหนดกรณีบริษัทต่างประเทศที่มิได้ประกอบกิจการในประเทศไทยแต่ได้รับเงินได้ประเภทที่ระบุว่า ให้ผู้จ่ายหักภาษีแล้วนำส่ง และข้อเท็จจริงไม่เข้ากรณียกเว้นเรื่องดอกเบี้ย มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 40 (2): “(2) เงินได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้ ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียม ค่านายหน้า ค่าส่วนลด เงินอุดหนุนในงานที่ทำ เบี้ยประชุม บำเหน็จ โบนัส เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่ผู้จ่ายเงินได้ให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่ผู้จ่ายเงินได้จ่ายชำระหนี้ใด ๆ ซึ่งผู้มีเงินได้มีหน้าที่ต้องชำระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้นั้น ไม่ว่าหน้าที่หรือตำแหน่งงานหรืองานที่รับทำให้นั้นจะเป็นการประจำหรือชั่วคราว” • มาตรา 40 (3): “(3) ค่าแห่งกู๊ดวิลล์ ค่าแห่งลิขสิทธิ์ หรือสิทธิอย่างอื่น เงินปีหรือเงินได้มีลักษณะเป็นเงินรายปีอันได้มาจากพินัยกรรม นิติกรรมอย่างอื่น หรือคำพิพากษาของศาล” • มาตรา 40 (4): “(4) เงินได้ที่เป็น” • มาตรา 40 (5): “(5) เงินหรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้เนื่องจาก” • มาตรา 70 วรรค 1: “มาตรา 70 บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทยแต่ได้รับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2)(3) (4) (5) หรือ (6) ที่จ่ายจากหรือในประเทศไทย ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นเสียภาษี โดยให้ผู้จ่ายหักภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่ายตามอัตราภาษีเงินได้สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล แล้วนำส่งอำเภอท้องที่พร้อมกับยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดภายในเจ็ดวันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้พึงประเมินนั้น ทั้งนี้ ให้นำมาตรา 54 มาใช้บังคับโดยอนุโลม” • มาตรา 70 วรรค 2: “ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ ได้รับเงินได้พึงประเมินที่เป็นดอกเบี้ยจากรัฐบาลหรือสถาบันการเงินที่มีกฎหมายโดยเฉพาะของประเทศไทยจัดตั้งขึ้นสำหรับให้กู้ยืมเงินเพื่อส่งเสริมเกษตรกรรม พาณิชยกรรม หรืออุตสาหกรรม” อ้างอิงตัวบท มาตรา 70: “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทยแต่ได้รับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2)(3) (4) (5) หรือ (6) ที่จ่ายจากหรือในประเทศไทย ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นเสียภาษี โดยให้ผู้จ่ายหักภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่ายตามอัตราภาษีเงินได้สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล แล้วนำส่งอำเภอท้องที่พร้อมกับยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดภายในเจ็ดวันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้พึงประเมินนั้น”
มาตรา 70: “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทยแต่ได้รับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2)(3) (4) (5) หรือ (6) ที่จ่ายจากหรือในประเทศไทย ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นเสียภาษี โดยให้ผู้จ่ายหักภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่ายตามอัตราภาษีเงินได้สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล แล้วนำส่งอำเภอท้องที่พร้อมกับยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดภายในเจ็ดวันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้พึงประเมินนั้น”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
บริษัท ค. จำกัด ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ มิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย และได้รับเงินได้พึงประเมินที่เป็นดอกเบี้ยจากรัฐบาล ข้อใดเป็นผลตามประมวลรัษฎากร
- ก. บริษัทต้องเสียภาษีจากดอกเบี้ยดังกล่าว แต่ผู้จ่ายไม่ต้องหักภาษีจากเงินได้
- ข. ผู้จ่ายต้องหักภาษีจากดอกเบี้ยดังกล่าว แต่นำส่งโดยไม่ต้องยื่นรายการ
- ค. มิให้นำความในวรรคหนึ่งมาใช้บังคับแก่ดอกเบี้ยที่บริษัทได้รับจากรัฐบาล ✓
- ง. ให้นำความในวรรคหนึ่งมาใช้บังคับ โดยผู้จ่ายต้องหักภาษีจากดอกเบี้ยดังกล่าว
Explanation: คำตอบที่ถูก: "มิให้นำความในวรรคหนึ่งมาใช้บังคับแก่ดอกเบี้ยที่บริษัทได้รับจากรัฐบาล" บริษัท ค. จำกัดตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ → “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ”; มิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย → “มิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย”; ได้รับเงินได้พึงประเมินที่เป็นดอกเบี้ย → “ได้รับเงินได้พึงประเมินที่เป็นดอกเบี้ย”; และได้รับจากรัฐบาล → “จากรัฐบาล” จึงเข้าข้อยกเว้นที่กำหนดว่า “ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับ” ตามมาตรา 70 วรรคสอง ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "บริษัทต้องเสียภาษีจากดอกเบี้ยดังกล่าว แต่ผู้จ่ายไม่ต้องหักภาษีจากเงินได้" ผิด: ข้อยกเว้นกำหนดมิให้นำความในวรรคหนึ่งมาใช้บังคับ มิได้คงหน้าที่เสียภาษีตามวรรคหนึ่งไว้แก่บริษัท • "ผู้จ่ายต้องหักภาษีจากดอกเบี้ยดังกล่าว แต่นำส่งโดยไม่ต้องยื่นรายการ" ผิด: กรณีดอกเบี้ยจากรัฐบาลอยู่ภายใต้ถ้อยคำว่า “ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับ” จึงไม่นำหน้าที่หักและนำส่งตามวรรคหนึ่งมาใช้ • "ให้นำความในวรรคหนึ่งมาใช้บังคับ โดยผู้จ่ายต้องหักภาษีจากดอกเบี้ยดังกล่าว" ผิด: แหล่งที่มาระบุว่า “ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับ” เมื่อบริษัทต่างประเทศได้รับเงินได้พึงประเมินที่เป็นดอกเบี้ยจากรัฐบาล มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 70 วรรค 1: “มาตรา 70 บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทยแต่ได้รับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2)(3) (4) (5) หรือ (6) ที่จ่ายจากหรือในประเทศไทย ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นเสียภาษี โดยให้ผู้จ่ายหักภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่ายตามอัตราภาษีเงินได้สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล แล้วนำส่งอำเภอท้องที่พร้อมกับยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดภายในเจ็ดวันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้พึงประเมินนั้น ทั้งนี้ ให้นำมาตรา 54 มาใช้บังคับโดยอนุโลม” • มาตรา 70 วรรค 2: “ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ ได้รับเงินได้พึงประเมินที่เป็นดอกเบี้ยจากรัฐบาลหรือสถาบันการเงินที่มีกฎหมายโดยเฉพาะของประเทศไทยจัดตั้งขึ้นสำหรับให้กู้ยืมเงินเพื่อส่งเสริมเกษตรกรรม พาณิชยกรรม หรืออุตสาหกรรม” อ้างอิงตัวบท มาตรา 70: “ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ ได้รับเงินได้พึงประเมินที่เป็นดอกเบี้ยจากรัฐบาล”
มาตรา 70: “ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ ได้รับเงินได้พึงประเมินที่เป็นดอกเบี้ยจากรัฐบาล”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
บริษัท ค. จำกัดเป็นผู้ประกอบการ และกรณีนี้ไม่อยู่ภายใต้บทบัญญัติที่ให้ใช้บังคับก่อน ในเดือนภาษีหนึ่งบริษัทมีภาษีขาย 50,000 บาท และภาษีซื้อ 80,000 บาท โดยได้นำภาษีซื้อดังกล่าวมาหักในการคำนวณภาษีของเดือนนั้นแล้ว ตามประมวลรัษฎากร ผลเป็นอย่างไร
- ก. ให้บริษัทชำระภาษีเท่ากับส่วนต่าง และไม่มีเครดิตภาษีสำหรับเดือนภาษีนั้น
- ข. ให้เป็นเครดิตภาษี แต่บริษัทมีสิทธิได้รับคืนภาษีเท่านั้น โดยนำไปชำระภาษีมูลค่าเพิ่มไม่ได้
- ค. ให้บริษัทนำภาษีซื้อไปหักในเดือนภาษีหลังจากนั้นได้ ภายในสามปีนับจากวันที่ออกใบกำกับภาษี
- ง. ให้เป็นเครดิตภาษี และบริษัทมีสิทธิได้รับคืนภาษีหรือนำไปชำระภาษีมูลค่าเพิ่มได้ตามส่วน 8 ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ให้เป็นเครดิตภาษี และบริษัทมีสิทธิได้รับคืนภาษีหรือนำไปชำระภาษีมูลค่าเพิ่มได้ตามส่วน 8" ข้อเท็จจริงแต่ละส่วนเชื่อมกับองค์ประกอบดังนี้: กรณีไม่อยู่ภายใต้บทบัญญัติที่ให้ใช้บังคับก่อน → “ภายใต้บังคับมาตรา 82/7 มาตรา 82/8 และมาตรา 82/16”; บริษัทเป็นผู้ประกอบการ → “ผู้ประกอบการ”; การคำนวณในเดือนภาษีหนึ่ง → “คำนวณจากภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อในแต่ละเดือนภาษี”; ภาษีซื้อ 80,000 บาทมากกว่าภาษีขาย 50,000 บาท → “หากภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย”; และการนำภาษีซื้อมาหักแล้วทำให้เงื่อนไข ซึ่งกำหนดว่า “ภาษีซื้อที่มิได้นำไปหัก” ไม่ใช้บังคับ ดังนั้น ผล คือให้เป็นเครดิตภาษี และบริษัทมีสิทธิได้รับคืนภาษีหรือนำไปชำระภาษีมูลค่าเพิ่มได้ตามส่วน 8 ตามมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ให้บริษัทชำระภาษีเท่ากับส่วนต่าง และไม่มีเครดิตภาษีสำหรับเดือนภาษีนั้น" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ชำระภาษีเท่ากับส่วนต่างเมื่อภาษีขายมากกว่าภาษีซื้อ แต่กรณีนี้ภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย • "ให้เป็นเครดิตภาษี แต่บริษัทมีสิทธิได้รับคืนภาษีเท่านั้น โดยนำไปชำระภาษีมูลค่าเพิ่มไม่ได้" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าผู้ประกอบการมีสิทธิได้รับคืนภาษีหรือนำเครดิตไปชำระภาษีมูลค่าเพิ่มได้ตามส่วน 8 • "ให้บริษัทนำภาษีซื้อไปหักในเดือนภาษีหลังจากนั้นได้ ภายในสามปีนับจากวันที่ออกใบกำกับภาษี" ผิด: การนำภาษีซื้อไปหักในเดือนภาษีหลังจากนั้นใช้กับภาษีซื้อที่มิได้นำไปหักในเดือนภาษีเพราะมีเหตุจำเป็นตามที่อธิบดีกำหนด แต่โจทย์ระบุว่าได้นำมาหักแล้ว มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 82/7: “มาตรา 82/7 ในการขายยาสูบตามประเภทและชนิดที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรีตามมาตรา 79/5 ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ซื้อ โดยให้คำนวณจากฐานภาษีตามมาตรา 79/5 (2) ของส่วน 3 และอัตราภาษีตามส่วน 4 สำหรับการขายทุกทอด” • มาตรา 82/8: “มาตรา 82/8 ในการขายน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันตามมาตรา 79/6 ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ซื้อ โดยให้คำนวณจากฐานภาษีตามมาตรา 79/6 (2) (ก) หรือ (ข) ของส่วน 3 และอัตราภาษีตามส่วน 4 สำหรับการขายทุกทอด” • มาตรา 82/16: “มาตรา 82/16 เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการ ซึ่งประกอบกิจการเฉพาะการขายสินค้าหรือการให้บริการในราชอาณาจักร และกิจการดังกล่าวมีมูลค่าของฐานภาษีเกินกว่ามูลค่าของฐานภาษีของกิจการขนาดย่อมตามมาตรา 81/1 แต่ไม่เกินกว่ามูลค่าของฐานภาษีซึ่งได้คำนวณตามหลักเกณฑ์ตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา ให้ผู้ประกอบการดังกล่าวเสียภาษีมูลค่าเพิ่มโดยคำนวณจากฐานภาษีในเดือนภาษีตามอัตราภาษีที่กำหนดไว้ในมาตรา 80/2” อ้างอิงตัวบท มาตรา 82/3: “หากภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย ให้เป็นเครดิตภาษี” มาตรา 82/3: “และให้ผู้ประกอบการนั้นมีสิทธิได้รับคืนภาษี” มาตรา 82/3: “หรือนำไปชำระภาษีมูลค่าเพิ่มได้ตามส่วน 8”
มาตรา 82/3: “หากภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย ให้เป็นเครดิตภาษี”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
บริษัท ค. จำกัด เป็นผู้ประกอบการและมิได้นำภาษีซื้อรายการหนึ่งไปหักในการคำนวณภาษีในเดือนภาษีนั้น เพราะมีเหตุจำเป็นตามที่อธิบดีกำหนด บริษัทฯ มีสิทธินำภาษีซื้อนั้นไปหักภายในระยะเวลาสูงสุดเท่าใดและเริ่มนับจากเมื่อใด ตามประมวลรัษฎากร
- ก. นำไปหักในเดือนภาษีหลังจากนั้นได้ แต่ต้องไม่เกินสามปีนับจากวันที่ได้มีการออกใบกำกับภาษี ✓
- ข. นำไปหักในเดือนภาษีหลังจากนั้นได้ แต่ต้องไม่เกินสามปีนับจากวันสุดท้ายของเดือนภาษีที่มิได้นำไปหัก
- ค. นำไปหักในเดือนภาษีหลังจากนั้นได้ แต่ต้องไม่เกินสองปีนับจากวันที่ได้มีการออกใบกำกับภาษี
- ง. นำไปหักได้เฉพาะในเดือนภาษีเดิม โดยไม่มีสิทธินำไปหักในเดือนภาษีหลังจากนั้น
Explanation: คำตอบที่ถูก: "นำไปหักในเดือนภาษีหลังจากนั้นได้ แต่ต้องไม่เกินสามปีนับจากวันที่ได้มีการออกใบกำกับภาษี" ข้อเท็จจริงที่ว่า บริษัท ค. จำกัดเป็นผู้ประกอบการ → “ผู้ประกอบการ”; มิได้นำภาษีซื้อไปหักในเดือนภาษีนั้น → “ภาษีซื้อที่มิได้นำไปหักในการคำนวณภาษีในเดือนภาษีตามวรรคหนึ่ง”; และเกิดจากเหตุจำเป็นตามที่อธิบดีกำหนด → “เพราะมีเหตุจำเป็น” และ “อธิบดีกำหนด” ทำให้ใช้หลัก คือมีสิทธินำไปหักในเดือนภาษีหลังจากนั้น แต่ต้องไม่เกินสามปีนับจากวันที่ได้มีการออกใบกำกับภาษี ตามมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "นำไปหักในเดือนภาษีหลังจากนั้นได้ แต่ต้องไม่เกินสามปีนับจากวันสุดท้ายของเดือนภาษีที่มิได้นำไปหัก" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดจุดเริ่มนับว่า “นับจากวันที่ได้มีการออกใบกำกับภาษี” มิใช่วันสุดท้ายของเดือนภาษีเดิม • "นำไปหักในเดือนภาษีหลังจากนั้นได้ แต่ต้องไม่เกินสองปีนับจากวันที่ได้มีการออกใบกำกับภาษี" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดว่า “ต้องไม่เกินสามปี” นับจากวันที่ได้มีการออกใบกำกับภาษี • "นำไปหักได้เฉพาะในเดือนภาษีเดิม โดยไม่มีสิทธินำไปหักในเดือนภาษีหลังจากนั้น" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าเมื่อมิได้นำไปหักเพราะมีเหตุจำเป็นตามที่อธิบดีกำหนด “ให้มีสิทธินำไปหักในการคำนวณภาษีในเดือนภาษีหลังจากนั้นได้” มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 82/3 วรรค 1: “มาตรา 82/3 ภายใต้บังคับมาตรา 82/7 มาตรา 82/8 และมาตรา 82/16 ให้ผู้ประกอบการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มโดยคำนวณจากภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อในแต่ละเดือนภาษี” อ้างอิงตัวบท มาตรา 82/3: “ให้มีสิทธินำไปหักในการคำนวณภาษีในเดือนภาษีหลังจากนั้นได้” มาตรา 82/3: “แต่ต้องไม่เกินสามปีนับจากวันที่ได้มีการออกใบกำกับภาษี”
มาตรา 82/3: “ให้มีสิทธินำไปหักในการคำนวณภาษีในเดือนภาษีหลังจากนั้นได้”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
บริษัท ค. จำกัด ซึ่งเป็นผู้ประกอบการ มีภาษีซื้อที่เกิดจากรายจ่ายเพื่อการรับรองตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด รายจ่ายดังกล่าวเกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการ ใบกำกับภาษีมีข้อความถูกต้องและสมบูรณ์ และออกโดยผู้มีสิทธิออกใบกำกับภาษี ตามประมวลรัษฎากร ภาษีซื้อนี้มีผลอย่างไร
- ก. ให้นำภาษีซื้อนั้นมาหักในการคำนวณภาษี เพราะใบกำกับภาษีออกโดยผู้มีสิทธิออกใบกำกับภาษี
- ข. ไม่ให้นำภาษีซื้อนั้นมาหักในการคำนวณภาษี เพราะเป็นภาษีซื้อจากรายจ่ายเพื่อการรับรอง ✓
- ค. ให้นำภาษีซื้อนั้นมาหักในการคำนวณภาษี เพราะใบกำกับภาษีมีข้อความถูกต้องและสมบูรณ์
- ง. ให้นำภาษีซื้อนั้นมาหักในการคำนวณภาษี เพราะรายจ่ายเกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ไม่ให้นำภาษีซื้อนั้นมาหักในการคำนวณภาษี เพราะเป็นภาษีซื้อจากรายจ่ายเพื่อการรับรอง" ข้อเท็จจริงแต่ละส่วนสัมพันธ์กับองค์ประกอบดังนี้: การเป็นผู้ประกอบการ → “ผู้ประกอบการ”; ภาษีซื้อเกิดจากรายจ่ายเพื่อการรับรองตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด → “ภาษีซื้อ” และ “ที่เกิดจากรายจ่ายเพื่อการรับรอง...ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด”; รายจ่ายเกี่ยวข้องโดยตรงกับกิจการ → ไม่เข้าเงื่อนไข “ที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการ”; ใบกำกับภาษีถูกต้องและสมบูรณ์ → ไม่เข้าเงื่อนไข “มีข้อความไม่ถูกต้องหรือไม่สมบูรณ์ในส่วนที่เป็นสาระสำคัญ”; ผู้ออกมีสิทธิออกใบกำกับภาษี → ไม่เข้าเงื่อนไขใบกำกับภาษีที่ออกโดย “ผู้ที่ไม่มีสิทธิออกใบกำกับภาษี” ดังนั้นกรณีนี้เข้าเงื่อนไขรายจ่ายเพื่อการรับรอง และไม่ให้นำภาษีซื้อมาหักในการคำนวณภาษี ตามมาตรา 82/5 (4) แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ให้นำภาษีซื้อนั้นมาหักในการคำนวณภาษี เพราะใบกำกับภาษีออกโดยผู้มีสิทธิออกใบกำกับภาษี" ผิด: การที่ใบกำกับภาษีไม่ได้ออกโดยผู้ไม่มีสิทธิไม่ลบผลของข้อ (4) ซึ่งกำหนดไม่ให้นำภาษีซื้อจากรายจ่ายเพื่อการรับรองมาหัก • "ให้นำภาษีซื้อนั้นมาหักในการคำนวณภาษี เพราะใบกำกับภาษีมีข้อความถูกต้องและสมบูรณ์" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า “ภาษีซื้อที่เกิดจากรายจ่ายเพื่อการรับรอง” ไม่ให้นำมาหักในการคำนวณภาษี • "ให้นำภาษีซื้อนั้นมาหักในการคำนวณภาษี เพราะรายจ่ายเกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการ" ผิด: แม้ข้อเท็จจริงไม่เข้ากรณีภาษีซื้อที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรง แต่ยังเข้ากรณี “ภาษีซื้อที่เกิดจากรายจ่ายเพื่อการรับรอง” ซึ่งไม่ให้นำมาหัก อ้างอิงตัวบท มาตรา 82/5: “ภาษีซื้อในกรณีดังต่อไปนี้ไม่ให้นำมาหักในการคำนวณภาษีตามมาตรา 82/3” มาตรา 82/5: “(4) ภาษีซื้อที่เกิดจากรายจ่ายเพื่อการรับรองหรือเพื่อการอันมีลักษณะทำนองเดียวกันตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด”
มาตรา 82/5: “ภาษีซื้อในกรณีดังต่อไปนี้ไม่ให้นำมาหักในการคำนวณภาษีตามมาตรา 82/3”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
นาย ก. สามารถแสดงใบกำกับภาษีได้ว่ามีการชำระภาษีซื้อ โดยใบกำกับภาษีมีข้อความถูกต้องและสมบูรณ์ ภาษีซื้อเกี่ยวข้องโดยตรงกับกิจการ แต่ผู้ออกใบกำกับภาษีไม่มีสิทธิออกใบกำกับภาษีตามส่วน 10 ตามประมวลรัษฎากร ภาษีซื้อนี้มีผลอย่างไร
- ก. ให้นำภาษีซื้อมาหักในการคำนวณภาษี เพราะใบกำกับภาษีมีข้อความถูกต้องและสมบูรณ์
- ข. ให้นำภาษีซื้อมาหักในการคำนวณภาษี เพราะนาย ก. สามารถแสดงใบกำกับภาษีว่ามีการชำระภาษีซื้อ
- ค. ไม่ให้นำภาษีซื้อมาหักในการคำนวณภาษี เพราะผู้ออกไม่มีสิทธิออกใบกำกับภาษีตามส่วน 10 ✓
- ง. ให้นำภาษีซื้อมาหักในการคำนวณภาษี เพราะภาษีซื้อนั้นเกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ไม่ให้นำภาษีซื้อมาหักในการคำนวณภาษี เพราะผู้ออกไม่มีสิทธิออกใบกำกับภาษีตามส่วน 10" ข้อเท็จจริงว่า “สามารถแสดงใบกำกับภาษีได้ว่ามีการชำระภาษีซื้อ” → ไม่เข้าเงื่อนไข “ไม่อาจแสดงใบกำกับภาษีได้ว่ามีการชำระภาษีซื้อ”; ข้อเท็จจริงว่าใบกำกับภาษีมีข้อความถูกต้องและสมบูรณ์ → ไม่เข้าเงื่อนไข “มีข้อความไม่ถูกต้องหรือไม่สมบูรณ์ในส่วนที่เป็นสาระสำคัญ”; ข้อเท็จจริงว่าภาษีซื้อเกี่ยวข้องโดยตรงกับกิจการ → ไม่เข้าเงื่อนไข “ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการ”; และข้อเท็จจริงว่าผู้ออกไม่มีสิทธิออกใบกำกับภาษีตามส่วน 10 → ตรงกับ “ใบกำกับภาษีซึ่งออกโดยผู้ที่ไม่มีสิทธิออกใบกำกับภาษีตามส่วน 10” จึงไม่ให้นำภาษีซื้อมาหักในการคำนวณภาษีตามมาตรา 82/3 ตามมาตรา 82/5 (5) แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ให้นำภาษีซื้อมาหักในการคำนวณภาษี เพราะใบกำกับภาษีมีข้อความถูกต้องและสมบูรณ์" ผิด: มาตรา 82/5 ระบุว่าไม่ให้นำภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีซึ่งออกโดยผู้ที่ไม่มีสิทธิออกใบกำกับภาษีตามส่วน 10 มาหักในการคำนวณภาษี • "ให้นำภาษีซื้อมาหักในการคำนวณภาษี เพราะนาย ก. สามารถแสดงใบกำกับภาษีว่ามีการชำระภาษีซื้อ" ผิด: มาตรา 82/5 (5) กำหนดผลเฉพาะกรณีใบกำกับภาษีออกโดยผู้ไม่มีสิทธิว่าไม่ให้นำภาษีซื้อมาหักในการคำนวณภาษี • "ให้นำภาษีซื้อมาหักในการคำนวณภาษี เพราะภาษีซื้อนั้นเกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการ" ผิด: เงื่อนไขที่ตรงกับกรณีนี้คือใบกำกับภาษีออกโดยผู้ที่ไม่มีสิทธิออกใบกำกับภาษีตามส่วน 10 ซึ่งมาตรา 82/5 กำหนดไม่ให้นำภาษีซื้อมาหัก มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 82/3: “มาตรา 82/3 ภายใต้บังคับมาตรา 82/7 มาตรา 82/8 และมาตรา 82/16 ให้ผู้ประกอบการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มโดยคำนวณจากภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อในแต่ละเดือนภาษี” อ้างอิงตัวบท มาตรา 82/5: “ภาษีซื้อในกรณีดังต่อไปนี้ไม่ให้นำมาหักในการคำนวณภาษีตามมาตรา 82/3” มาตรา 82/5: “ภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีซึ่งออกโดยผู้ที่ไม่มีสิทธิออกใบกำกับภาษีตามส่วน 10”
มาตรา 82/5: “ภาษีซื้อในกรณีดังต่อไปนี้ไม่ให้นำมาหักในการคำนวณภาษีตามมาตรา 82/3”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
บริษัท ค. จำกัดเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ได้ขายสินค้าให้นาย ก. ไปแล้ว ต่อมาเกิดเหตุการณ์ที่กฎหมายระบุ ทำให้มูลค่าสินค้าเพิ่มขึ้นและมีภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องคำนวณใหม่ แต่บริษัทมีเหตุจำเป็นจนไม่สามารถออกใบเพิ่มหนี้ได้ทันในเดือนภาษีที่เกิดเหตุการณ์ ตามประมวลรัษฎากร บริษัท ค. จำกัดต้องดำเนินการอย่างไร
- ก. ไม่ต้องออกใบเพิ่มหนี้ให้นาย ก. เพราะไม่สามารถออกได้ทันเดือนภาษีที่เกิดเหตุการณ์
- ข. ต้องออกใบเพิ่มหนี้ให้นาย ก. ในเดือนภาษีที่สองถัดจากเดือนที่เกิดเหตุการณ์
- ค. ยังคงต้องออกใบเพิ่มหนี้ให้นาย ก. ภายในเดือนภาษีที่เกิดเหตุการณ์
- ง. ต้องออกใบเพิ่มหนี้ให้นาย ก. ในเดือนภาษีถัดจากเดือนที่เกิดเหตุการณ์ ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ต้องออกใบเพิ่มหนี้ให้นาย ก. ในเดือนภาษีถัดจากเดือนที่เกิดเหตุการณ์" ข้อเท็จจริงในกรณีนี้สัมพันธ์กับองค์ประกอบดังนี้: บริษัท ค. จำกัดเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน → “ผู้ประกอบการจดทะเบียน”; ขายสินค้าไปแล้ว → “ที่ได้ขายสินค้าหรือให้บริการไปแล้ว”; มูลค่าสินค้าเพิ่มขึ้นจากเหตุการณ์ที่กฎหมายระบุ → “มูลค่าของสินค้าหรือบริการมีจำนวนเพิ่มขึ้นเพราะเหตุการณ์ตามที่ระบุไว้”; มีภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องคำนวณใหม่ → “แต่ต้องคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มใหม่”; และมีเหตุจำเป็นจนออกใบเพิ่มหนี้ไม่ทันในเดือนที่เกิดเหตุการณ์ → “มีเหตุจำเป็นที่ไม่สามารถออกใบเพิ่มหนี้ได้ทันในเดือนภาษีที่มีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น” จึงต้องใช้ข้อยกเว้น ให้ออกใบเพิ่มหนี้แก่ผู้ซื้อในเดือนภาษีถัดจากเดือนที่เกิดเหตุการณ์ ตามมาตรา 86/9 แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ไม่ต้องออกใบเพิ่มหนี้ให้นาย ก. เพราะไม่สามารถออกได้ทันเดือนภาษีที่เกิดเหตุการณ์" ผิด: แหล่งข้อมูลยังคงกำหนดว่า “ก็ให้ออกใบเพิ่มหนี้” โดยเพียงเลื่อนกำหนดไปเป็นเดือนภาษีถัดไป • "ต้องออกใบเพิ่มหนี้ให้นาย ก. ในเดือนภาษีที่สองถัดจากเดือนที่เกิดเหตุการณ์" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ออกใน “เดือนภาษีถัดจากเดือนที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้น” ไม่ใช่เดือนภาษีที่สองถัดไป • "ยังคงต้องออกใบเพิ่มหนี้ให้นาย ก. ภายในเดือนภาษีที่เกิดเหตุการณ์" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดข้อยกเว้นว่า หากมีเหตุจำเป็นที่ไม่สามารถออกได้ทันในเดือนภาษีที่เกิดเหตุการณ์ ให้ออกในเดือนภาษีถัดไป อ้างอิงตัวบท มาตรา 86/9: “ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ได้ขายสินค้าหรือให้บริการไปแล้ว แต่ต้องคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มใหม่เนื่องจากมูลค่าของสินค้าหรือบริการมีจำนวนเพิ่มขึ้นเพราะเหตุการณ์ตามที่ระบุไว้ในมาตรา 82/9 ออกใบเพิ่มหนี้ให้กับผู้ซื้อสินค้า” มาตรา 86/9: “เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นที่ไม่สามารถออกใบเพิ่มหนี้ได้ทันในเดือนภาษีที่มีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น ก็ให้ออกใบเพิ่มหนี้ให้กับผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการในเดือนภาษีถัดจากเดือนที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้น”
มาตรา 86/9: “ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ได้ขายสินค้าหรือให้บริการไปแล้ว แต่ต้องคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มใหม่เนื่องจากมูลค่าของสินค้าหรือบริการมีจำนวนเพิ่มขึ้นเพราะเหตุการณ์ตามที่ระบุไว้ในมาตรา 82/9 ออกใบเพิ่มหนี้ให้กับผู้ซื้อสินค้า”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
นาย ก. ไม่ชำระภาษีให้ครบถ้วนภายในกำหนดเวลาและไม่ได้รับอนุมัติจากอธิบดีให้ขยายเวลา เมื่อคำนวณเงินเพิ่มจนถึงวันชำระภาษี ปรากฏว่าเงินเพิ่มสูงกว่าจำนวนภาษีที่ต้องชำระ ตามประมวลรัษฎากร ผลเป็นอย่างไร
- ก. เงินเพิ่มต้องไม่เกินจำนวนภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่ง ✓
- ข. เงินเพิ่มให้ลดเหลือร้อยละ 0.75 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน
- ค. เงินเพิ่มต้องไม่เกินสองเท่าของจำนวนภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่ง
- ง. ให้เรียกเงินเพิ่มตามจำนวนที่คำนวณได้แม้เกินภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่ง
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เงินเพิ่มต้องไม่เกินจำนวนภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่ง" นาย ก. → “บุคคลใด”; ไม่ชำระภาษีให้ครบถ้วน → “ไม่ชำระภาษีหรือนำส่งภาษีให้ครบถ้วน”; ภายในกำหนดเวลา → “ภายในกำหนดเวลาตามบทบัญญัติในหมวดนี้”; ไม่ได้รับอนุมัติให้ขยายเวลา → ไม่เข้าเงื่อนไข “อธิบดีอนุมัติให้ขยายเวลาเสียภาษี”; คำนวณจนถึงวันชำระภาษี → “การคำนวณเงินเพิ่ม” และ “จนถึงวันชำระภาษีหรือนำส่งภาษี”; เงินเพิ่มสูงกว่าภาษีที่ต้องชำระ → “เงินเพิ่มที่คำนวณได้มิให้เกินจำนวนภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่ง” ดังนั้นต้องจำกัดเงินเพิ่มไม่ให้เกินจำนวนภาษี ตามมาตรา 89/1 แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เงินเพิ่มให้ลดเหลือร้อยละ 0.75 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน" ผิด: อัตราร้อยละ 0.75 ใช้ในกรณีที่ “อธิบดีอนุมัติให้ขยายเวลาเสียภาษี” และมีการชำระภายในเวลาที่ขยายให้ แต่กรณีนี้ไม่ได้รับอนุมัติ • "เงินเพิ่มต้องไม่เกินสองเท่าของจำนวนภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่ง" ผิด: แหล่งที่มากำหนดเพดานไว้เพียง “จำนวนภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่ง” ไม่ใช่สองเท่าของจำนวนดังกล่าว • "ให้เรียกเงินเพิ่มตามจำนวนที่คำนวณได้แม้เกินภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่ง" ผิด: แหล่งที่มากำหนดว่า “แต่เงินเพิ่มที่คำนวณได้มิให้เกินจำนวนภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่ง” อ้างอิงตัวบท มาตรา 89/1: “แต่เงินเพิ่มที่คำนวณได้มิให้เกินจำนวนภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่ง”
มาตรา 89/1: “แต่เงินเพิ่มที่คำนวณได้มิให้เกินจำนวนภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่ง”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
บริษัท ค. จำกัด ไม่ชำระภาษีให้ครบถ้วนภายในกำหนดเวลาเดิม ต่อมาอธิบดีอนุมัติให้ขยายเวลาเสียภาษีโดยชอบตามประมวลรัษฎากร และบริษัทชำระภาษีภายในกำหนดเวลาที่ขยายให้ บริษัทต้องเสียเงินเพิ่มในอัตราใด
- ก. ไม่ต้องเสียเงินเพิ่มสำหรับเดือนหรือเศษของเดือน
- ข. เสียเงินเพิ่มร้อยละ 0.75 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน ✓
- ค. เสียเงินเพิ่มร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน
- ง. เสียเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เสียเงินเพิ่มร้อยละ 0.75 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน" ข้อเท็จจริง “บริษัท ค. จำกัด” → “บุคคลใด”; “ไม่ชำระภาษีให้ครบถ้วน” → “ไม่ชำระภาษีหรือนำส่งภาษีให้ครบถ้วน”; “ภายในกำหนดเวลาเดิม” → “ภายในกำหนดเวลาตามบทบัญญัติในหมวดนี้”; “อธิบดี” → “อธิบดี”; “อนุมัติให้ขยายเวลาเสียภาษีโดยชอบตามประมวลรัษฎากร” → “อนุมัติให้ขยายเวลาเสียภาษีตามที่กำหนดในมาตรา 3 อัฏฐ”; และ “ชำระภาษีภายในกำหนดเวลาที่ขยายให้” → “ภายในกำหนดเวลาที่ขยายให้นั้น” จึงเข้าเงื่อนไขให้เงินเพิ่มลดลงเหลือร้อยละ 0.75 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน ตามมาตรา 89/1 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ไม่ต้องเสียเงินเพิ่มสำหรับเดือนหรือเศษของเดือน" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าเงินเพิ่มให้ลดลงเหลือร้อยละ 0.75 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน มิได้ยกเว้นเงินเพิ่มทั้งหมด • "เสียเงินเพิ่มร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดอัตราที่ลดลงไว้ที่ร้อยละ 0.75 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน ไม่ใช่ร้อยละ 1 • "เสียเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดว่าเมื่ออธิบดีอนุมัติให้ขยายเวลาและมีการชำระภายในเวลาที่ขยาย เงินเพิ่มให้ลดลงเหลือร้อยละ 0.75 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 3 อัฏฐ: “มาตรา 3 อัฏฐ กำหนดเวลาการยื่นแบบแสดงรายการหรือแจ้งรายการต่าง ๆ ก็ดี กำหนดเวลาการอุทธรณ์ก็ดี หรือกำหนดเวลาการเสียภาษีอากรตามที่กำหนดไว้ในประมวลรัษฎากรนี้ก็ดี ถ้าผู้มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกำหนดเวลาดังกล่าวมิได้อยู่ในประเทศไทย หรือมีเหตุจำเป็นจนไม่สามารถจะปฏิบัติตามกำหนดเวลาได้ เมื่ออธิบดีพิจารณาเห็นเป็นการสมควรจะให้ขยายหรือให้เลื่อนกำหนดเวลาออกไปอีกตามความจำเป็นแก่กรณีก็ได้” • มาตรา 89/1 วรรค 2: “ในกรณีที่อธิบดีอนุมัติให้ขยายเวลาเสียภาษีตามที่กำหนดในมาตรา 3 อัฏฐ และได้มีการชำระภาษีหรือนำส่งภาษีภายในกำหนดเวลาที่ขยายให้นั้น เงินเพิ่มตามวรรคหนึ่งให้ลดลงเหลือร้อยละ 0.75 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน” อ้างอิงตัวบท มาตรา 89/1: “ในกรณีที่อธิบดีอนุมัติให้ขยายเวลาเสียภาษีตามที่กำหนดในมาตรา 3 อัฏฐ และได้มีการชำระภาษีหรือนำส่งภาษีภายในกำหนดเวลาที่ขยายให้นั้น เงินเพิ่มตามวรรคหนึ่งให้ลดลงเหลือร้อยละ 0.75 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน”
มาตรา 89/1: “ในกรณีที่อธิบดีอนุมัติให้ขยายเวลาเสียภาษีตามที่กำหนดในมาตรา 3 อัฏฐ และได้มีการชำระภาษีหรือนำส่งภาษีภายในกำหนดเวลาที่ขยายให้นั้น เงินเพิ่มตามวรรคหนึ่งให้ลดลงเหลือร้อยละ 0.75 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ก่อนถึงกำหนดเวลายื่นรายการ นาย ก. มีเงินได้พึงประเมินประเภทที่ไม่ต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายจำนวน 10,000 บาท ตามประมวลรัษฎากร ข้อใดเป็นวิธีที่นาย ก. ดำเนินการได้
- ก. ต้องรอถึงกำหนดเวลายื่นรายการก่อน จึงนำภาษีไปชำระต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอ พร้อมยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนด
- ข. ยังนำภาษีไปชำระก่อนกำหนดไม่ได้ เพราะต้องมีเงินได้เกิน 10,000 บาท แม้พร้อมยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนด
- ค. นำภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 ไปชำระต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอ พร้อมยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดได้ ✓
- ง. นำภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 ไปชำระต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอได้ โดยไม่ต้องยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนด
Explanation: คำตอบที่ถูก: "นำภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 ไปชำระต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอ พร้อมยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดได้" ข้อเท็จจริงที่ว่าเป็นเงินได้ประเภทไม่ต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย → “ผู้มีเงินได้พึงประเมินประเภทที่ไม่ต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย”; จำนวน 10,000 บาท → “ถ้ามีเงินได้พึงประเมินตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป”; และดำเนินการก่อนถึงกำหนดเวลายื่นรายการ → “ก่อนถึงกำหนดเวลายื่นรายการ” ทำให้ใช้วิธีนำภาษีไปชำระต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอ พร้อมยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดได้ ตามมาตรา 52 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ต้องรอถึงกำหนดเวลายื่นรายการก่อน จึงนำภาษีไปชำระต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอ พร้อมยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนด" ผิด: แหล่งข้อมูลอนุญาตให้ดำเนินการ “ก่อนถึงกำหนดเวลายื่นรายการ” • "ยังนำภาษีไปชำระก่อนกำหนดไม่ได้ เพราะต้องมีเงินได้เกิน 10,000 บาท แม้พร้อมยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนด" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดว่า “ตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป” จึงรวมกรณีที่มีเงินได้เท่ากับ 10,000 บาท • "นำภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 ไปชำระต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอได้ โดยไม่ต้องยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนด" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุให้ชำระภาษี “พร้อมกับยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนด” มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 48: “มาตรา 48 เงินได้พึงประเมินต้องเสียภาษีเงินได้ดังต่อไปนี้ (1) เงินได้พึงประเมินเมื่อได้หักตามมาตรา 42 ทวิ ถึงมาตรา 47 หรือมาตรา 57 เบญจ แล้ว เหลือเท่าใดเป็นเงินได้สุทธิ ต้องเสียภาษีในอัตราที่กำหนดในบัญชีอัตราภาษีเงินได้ท้ายหมวดนี้ (2) สำหรับผู้มีเงินได้พึงประเมินตั้งแต่ 120,000 บาทขึ้นไป การคำนวณภาษีตาม (1) ให้เสียไม่น้อยกว่าร้อยละ 0.5 ของยอดเงินได้พึงประเมิน (…” อ้างอิงตัวบท มาตรา 52 ทวิ: “ก่อนถึงกำหนดเวลายื่นรายการตามความในมาตรา 56 ผู้มีเงินได้พึงประเมินประเภทที่ไม่ต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย ถ้ามีเงินได้พึงประเมินตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป จะนำภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 ไปชำระต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอพร้อมกับยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดก็ได้”
มาตรา 52 ทวิ: “ก่อนถึงกำหนดเวลายื่นรายการตามความในมาตรา 56 ผู้มีเงินได้พึงประเมินประเภทที่ไม่ต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย ถ้ามีเงินได้พึงประเมินตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป จะนำภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 ไปชำระต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอพร้อมกับยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดก็ได้”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
นาย ก. มีเงินได้พึงประเมินประเภทที่ไม่ต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายจำนวน 15,000 บาท ก่อนถึงกำหนดเวลายื่นรายการ นาย ก. ได้ชำระภาษีต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอ พร้อมยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนด ภาษีที่ชำระดังกล่าวมีผลอย่างไรในการคำนวณภาษีตามประมวลรัษฎากร
- ก. ให้คืนแก่ผู้ต้องเสียภาษีทันทีโดยไม่นำไปคำนวณภาษี
- ข. ให้ตัดออกจากการคำนวณภาษีโดยไม่ถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสียภาษี
- ค. ให้ถือเป็นภาษีสุดท้ายโดยไม่ต้องนำไปคำนวณภาษีอีก
- ง. ให้ถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสียภาษีในการคำนวณภาษี ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ให้ถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสียภาษีในการคำนวณภาษี" ข้อเท็จจริงว่าเป็นเงินได้ประเภทที่ไม่ต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย → “ผู้มีเงินได้พึงประเมินประเภทที่ไม่ต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย”; จำนวน 15,000 บาท → “ถ้ามีเงินได้พึงประเมินตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป”; ชำระก่อนถึงกำหนดเวลายื่นรายการ → “ก่อนถึงกำหนดเวลายื่นรายการ”; ชำระต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอ → “นำภาษี...ไปชำระต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอ”; และยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนด → “ยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนด” จึงเป็นภาษีที่ชำระตามวรรคก่อน ซึ่งต้องถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสียภาษีในการคำนวณภาษี ตามมาตรา 52 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ให้คืนแก่ผู้ต้องเสียภาษีทันทีโดยไม่นำไปคำนวณภาษี" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุผลไว้ว่า “ให้ถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสียภาษีในการคำนวณภาษี” มิได้กำหนดให้คืนทันที • "ให้ตัดออกจากการคำนวณภาษีโดยไม่ถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสียภาษี" ผิด: เมื่อเป็นภาษีที่ชำระตามวรรคก่อน แหล่งข้อมูลบังคับว่าให้ถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสียภาษีในการคำนวณภาษี • "ให้ถือเป็นภาษีสุดท้ายโดยไม่ต้องนำไปคำนวณภาษีอีก" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ภาษีที่ชำระถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษี มิใช่ภาษีสุดท้าย อ้างอิงตัวบท มาตรา 52 ทวิ: “ภาษีที่ชำระตามความในวรรคก่อน ให้ถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสียภาษีในการคำนวณภาษี”
มาตรา 52 ทวิ: “ภาษีที่ชำระตามความในวรรคก่อน ให้ถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสียภาษีในการคำนวณภาษี”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
เทศบาล ก. จ่ายเงินได้พึงประเมินให้บริษัท ค. จำกัด ข้อใดเป็นการดำเนินการที่ถูกต้องตามประมวลรัษฎากร
- ก. เทศบาล ก. ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 1 ✓
- ข. บริษัท ค. จำกัดต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 1
- ค. เทศบาล ก. ไม่ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายจากเงินครั้งนี้
- ง. เทศบาล ก. ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 3
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เทศบาล ก. ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 1" ข้อเท็จจริง “เทศบาล ก.” → “เทศบาล” เป็นผู้จ่ายเงินได้; “จ่ายเงินได้พึงประเมิน” → “เป็นผู้จ่ายเงินได้พึงประเมิน”; และ “ให้บริษัท ค. จำกัด” → “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใด” จึงเกิดผล คือให้คำนวณหักภาษีเงินได้ไว้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 1 ตามมาตรา 69 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "บริษัท ค. จำกัดต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 1" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดกรณีที่เทศบาลเป็นผู้จ่ายเงินได้ให้บริษัท และให้คำนวณหักภาษีไว้ ณ ที่จ่าย จึงเป็นหน้าที่ของเทศบาลผู้จ่ายในกรณีนี้ • "เทศบาล ก. ไม่ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายจากเงินครั้งนี้" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าเมื่อเทศบาลจ่ายเงินได้พึงประเมินให้บริษัท ให้คำนวณหักภาษีเงินได้ไว้ ณ ที่จ่าย • "เทศบาล ก. ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 3" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้คำนวณหักภาษีเงินได้ไว้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 1 อ้างอิงตัวบท มาตรา 69 ทวิ: “ถ้ารัฐบาล องค์การของรัฐบาล เทศบาล สุขาภิบาล หรือองค์การบริหารราชการส่วนท้องถิ่นอื่น เป็นผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ให้กับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใด ให้คำนวณหักภาษีเงินได้ไว้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 1”
มาตรา 69 ทวิ: “ถ้ารัฐบาล องค์การของรัฐบาล เทศบาล สุขาภิบาล หรือองค์การบริหารราชการส่วนท้องถิ่นอื่น เป็นผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ให้กับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใด ให้คำนวณหักภาษีเงินได้ไว้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 1”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
เทศบาลแห่งหนึ่งจ่ายเงินได้พึงประเมินให้บริษัท ค. จำกัด และได้หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีปัจจุบัน ผลของภาษีที่หักไว้นั้นเป็นอย่างไรตามประมวลรัษฎากร
- ก. ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีเงินได้ของบริษัทในรอบระยะเวลาบัญชีถัดไป
- ข. ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีเงินได้ของบริษัทในรอบระยะเวลาบัญชีที่หักไว้ ✓
- ค. ให้นำไปหักออกจากเงินได้พึงประเมินของบริษัทในรอบระยะเวลาบัญชีที่หักไว้
- ง. ไม่ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีเงินได้ของบริษัทในรอบระยะเวลาบัญชีที่หักไว้
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีเงินได้ของบริษัทในรอบระยะเวลาบัญชีที่หักไว้" เทศบาลเป็นผู้จ่าย → “เทศบาล”; การจ่ายเงินได้พึงประเมินให้บริษัท ค. จำกัด → “เป็นผู้จ่ายเงินได้พึงประเมิน...ให้กับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใด”; การหักเกิดในรอบระยะเวลาบัญชีปัจจุบัน → “ตามรอบระยะเวลาบัญชีที่หักไว้นั้น” จึงต้องถือภาษีที่หักไว้เป็นเครดิตในการคำนวณภาษีเงินได้ของบริษัทสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่หักไว้ ตามมาตรา 69 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีเงินได้ของบริษัทในรอบระยะเวลาบัญชีถัดไป" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดว่าให้ถือเป็นเครดิต “ตามรอบระยะเวลาบัญชีที่หักไว้นั้น” ไม่ใช่รอบถัดไป • "ให้นำไปหักออกจากเงินได้พึงประเมินของบริษัทในรอบระยะเวลาบัญชีที่หักไว้" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดผลให้ภาษีที่หักไว้เป็น “เครดิตในการคำนวณภาษีเงินได้” มิใช่รายการหักออกจากเงินได้พึงประเมิน • "ไม่ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีเงินได้ของบริษัทในรอบระยะเวลาบัญชีที่หักไว้" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุโดยตรงว่า “ภาษีที่หักไว้นี้ให้ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีเงินได้ของบริษัท” อ้างอิงตัวบท มาตรา 69 ทวิ: “ภาษีที่หักไว้นี้ให้ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามรอบระยะเวลาบัญชีที่หักไว้นั้น”
มาตรา 69 ทวิ: “ภาษีที่หักไว้นี้ให้ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามรอบระยะเวลาบัญชีที่หักไว้นั้น”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
บริษัท ค. จำกัด นำเงินที่ถือได้ว่าเป็นเงินกำไรจากบัญชีอื่นไปหักกลบลบหนี้กับบุคคลในต่างประเทศ โดยมิได้ขออนุญาตซื้อและโอนเงินตราต่างประเทศออกไปต่างประเทศ ข้อใดเป็นผลตามประมวลรัษฎากร
- ก. ไม่ถือเป็นการจำหน่ายเงินกำไรออกไปจากประเทศไทย เพราะบริษัทมิได้ขออนุญาตซื้อและโอนเงินตราต่างประเทศ
- ข. ถือเป็นการจำหน่ายเงินกำไรออกไปจากประเทศไทย แต่บริษัทไม่ต้องเสียภาษีเงินได้โดยหักจากจำนวนเงินที่จำหน่ายนั้น
- ค. ถือเป็นการจำหน่ายเงินกำไรออกไปจากประเทศไทย และบริษัทต้องเสียภาษีเงินได้โดยหักจากจำนวนเงินที่จำหน่ายนั้น ✓
- ง. ไม่ถือเป็นการจำหน่ายเงินกำไรออกไปจากประเทศไทย เพราะเป็นการหักกลบลบหนี้ มิใช่การนำเงินไปชำระหนี้
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ถือเป็นการจำหน่ายเงินกำไรออกไปจากประเทศไทย และบริษัทต้องเสียภาษีเงินได้โดยหักจากจำนวนเงินที่จำหน่ายนั้น" บริษัท ค. จำกัด → “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใด”; การนำเงินที่ถือได้ว่าเป็นเงินกำไรจากบัญชีอื่นไปหักกลบลบหนี้กับบุคคลในต่างประเทศ → “จากบัญชีกำไรขาดทุนหรือบัญชีอื่นใดไปชำระหนี้หรือหักกลบลบหนี้...ในต่างประเทศ”; การมิได้ขออนุญาตซื้อและโอนเงินตราต่างประเทศ → ไม่เข้าเงื่อนไข “ได้มีการขออนุญาตซื้อและโอนเงินตราต่างประเทศ” แต่ไม่ลบล้างกรณีหักกลบลบหนี้ที่เกิดขึ้นแล้ว ดังนั้นจึงถือเป็นการจำหน่ายเงินกำไรออกไปจากประเทศไทยและต้องเสียภาษีเงินได้โดยหักจากจำนวนเงินที่จำหน่าย ตามมาตรา 70 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ไม่ถือเป็นการจำหน่ายเงินกำไรออกไปจากประเทศไทย เพราะบริษัทมิได้ขออนุญาตซื้อและโอนเงินตราต่างประเทศ" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้การนำเงินกำไรจากบัญชีอื่นไปหักกลบลบหนี้กับบุคคลในต่างประเทศถือเป็นการจำหน่ายเงินกำไรอยู่แล้ว ส่วนกรณีขออนุญาตซื้อและโอนเงินตราต่างประเทศใช้เมื่อมิได้ปรากฏข้อเท็จจริงดังกล่าว • "ถือเป็นการจำหน่ายเงินกำไรออกไปจากประเทศไทย แต่บริษัทไม่ต้องเสียภาษีเงินได้โดยหักจากจำนวนเงินที่จำหน่ายนั้น" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดว่าเมื่อบริษัทจำหน่ายเงินกำไรออกไปจากประเทศไทย “ให้เสียภาษีเงินได้ โดยหักภาษีจากจำนวนเงินที่จำหน่ายนั้น” • "ไม่ถือเป็นการจำหน่ายเงินกำไรออกไปจากประเทศไทย เพราะเป็นการหักกลบลบหนี้ มิใช่การนำเงินไปชำระหนี้" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุชัดว่าให้รวมถึงการนำเงินกำไรไป “ชำระหนี้หรือหักกลบลบหนี้” กับบุคคลในต่างประเทศ อ้างอิงตัวบท มาตรา 70 ทวิ: “การจำหน่ายเงินกำไร หรือเงินประเภทอื่นใดที่กันไว้จากกำไรหรือที่ถือได้ว่าเป็นเงินกำไรจากบัญชีกำไรขาดทุนหรือบัญชีอื่นใดไปชำระหนี้หรือหักกลบลบหนี้ หรือไปตั้งเป็นยอดเจ้าหนี้ในบัญชีของบุคคลใด ๆ ในต่างประเทศ” มาตรา 70 ทวิ: “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใดจำหน่ายเงินกำไรหรือเงินประเภทอื่นใดที่กันไว้จากกำไรหรือที่ถือได้ว่าเป็นเงินกำไรออกไปจากประเทศไทย ให้เสียภาษีเงินได้ โดยหักภาษีจากจำนวนเงินที่จำหน่ายนั้น”
มาตรา 70 ทวิ: “การจำหน่ายเงินกำไร หรือเงินประเภทอื่นใดที่กันไว้จากกำไรหรือที่ถือได้ว่าเป็นเงินกำไรจากบัญชีกำไรขาดทุนหรือบัญชีอื่นใดไปชำระหนี้หรือหักกลบลบหนี้ หรือไปตั้งเป็นยอดเจ้าหนี้ในบัญชีของบุคคลใด ๆ ในต่างประเทศ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
บริษัท ค. จำกัด นำเงินที่กันไว้จากกำไรไปตั้งเป็นยอดเจ้าหนี้ในบัญชีของบุคคลในต่างประเทศ โดยปรากฏรายการดังกล่าวในบัญชีของบริษัท บริษัทต้องนำส่งภาษีต่ออำเภอท้องที่พร้อมยื่นรายการภายในกำหนดเวลาใดตามประมวลรัษฎากร
- ก. ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ตั้งเป็นยอดเจ้าหนี้ดังกล่าว
- ข. ภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ชำระเงินจริงให้แก่เจ้าหนี้ดังกล่าว
- ค. ภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ขออนุญาตซื้อและโอนเงินตราต่างประเทศ
- ง. ภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ตั้งเป็นยอดเจ้าหนี้ดังกล่าว ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ตั้งเป็นยอดเจ้าหนี้ดังกล่าว" ข้อเท็จจริง “บริษัท ค. จำกัด” → “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใด”; ข้อเท็จจริงที่นำเงินซึ่งกันไว้จากกำไรไปตั้งเป็นยอดเจ้าหนี้ในบัญชีของบุคคลในต่างประเทศ → “ไปตั้งเป็นยอดเจ้าหนี้ในบัญชีของบุคคลใด ๆ ในต่างประเทศ”; และข้อเท็จจริงที่ปรากฏรายการดังกล่าวในบัญชี → ทำให้กรณี “มิได้ปรากฏข้อเท็จจริงดังกล่าว” ไม่อาจใช้ได้ เมื่อการตั้งยอดเจ้าหนี้ถือเป็นการจำหน่ายเงินกำไร จึงต้องนำส่งภาษีพร้อมยื่นรายการ “ภายในเจ็ดวันนับแต่วันจำหน่าย” ตามมาตรา 70 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ตั้งเป็นยอดเจ้าหนี้ดังกล่าว" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดว่า “ภายในเจ็ดวันนับแต่วันจำหน่าย” ไม่ใช่ภายในสิบห้าวัน • "ภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ชำระเงินจริงให้แก่เจ้าหนี้ดังกล่าว" ผิด: การนำเงินไปตั้งเป็นยอดเจ้าหนี้ในบัญชีของบุคคลในต่างประเทศรวมอยู่ในความหมายของการจำหน่ายเงินกำไร จึงเริ่มนับจากวันจำหน่ายนั้น • "ภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ขออนุญาตซื้อและโอนเงินตราต่างประเทศ" ผิด: กรณีขออนุญาตซื้อและโอนเงินตราต่างประเทศใช้เมื่อมิได้ปรากฏข้อเท็จจริงเรื่องการตั้งยอดเจ้าหนี้ แต่กรณีนี้ปรากฏการตั้งยอดเจ้าหนี้ในบัญชีแล้ว อ้างอิงตัวบท มาตรา 70 ทวิ: “นำส่งอำเภอท้องที่พร้อมกับยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดภายในเจ็ดวันนับแต่วันจำหน่าย การจำหน่ายเงินกำไรตามวรรคหนึ่งให้หมายความรวมถึง (1) การจำหน่ายเงินกำไร หรือเงินประเภทอื่นใดที่กันไว้จากกำไรหรือที่ถือได้ว่าเป็นเงินกำไรจากบัญชีกำไรขาดทุนหรือบัญชีอื่นใดไปชำระหนี้หรือหักกลบลบหนี้ หรือไปตั้งเป็นยอดเจ้าหนี้ในบัญชีของบุคคลใด ๆ ในต่างประเทศ”
มาตรา 70 ทวิ: “นำส่งอำเภอท้องที่พร้อมกับยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดภายในเจ็ดวันนับแต่วันจำหน่าย การจำหน่ายเงินกำไรตามวรรคหนึ่งให้หมายความรวมถึง (1) การจำหน่ายเงินกำไร หรือเงินประเภทอื่นใดที่กันไว้จากกำไรหรือที่ถือได้ว่าเป็นเงินกำไรจากบัญชีกำไรขาดทุนหรือบัญชีอื่นใดไปชำระหนี้หรือหักกลบลบหนี้ หรือไปตั้งเป็นยอดเจ้าหนี้ในบัญชีของบุคคลใด ๆ ในต่างประเทศ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
บริษัท ค. จำกัดตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ มีนาย ก. ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาเป็นลูกจ้างประกอบกิจการในประเทศไทย การทำงานของนาย ก. เป็นเหตุให้บริษัทได้รับเงินได้ในประเทศไทย และนาย ก. สามารถคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีได้ ข้อใดเป็นผลตามประมวลรัษฎากร
- ก. ให้ถือว่าบริษัท ค. จำกัดประกอบกิจการในประเทศไทย และให้นาย ก. เป็นตัวแทนของบริษัท ✓
- ข. ให้ถือว่าบริษัท ค. จำกัดประกอบกิจการในประเทศไทย แต่ไม่ถือว่านาย ก. เป็นตัวแทนเพราะเป็นบุคคลธรรมดา
- ค. ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการประเมินภาษีตามมาตรา 71 (1) มาใช้โดยอนุโลม แม้นาย ก. คำนวณกำไรสุทธิได้
- ง. ไม่ถือว่าบริษัท ค. จำกัดประกอบกิจการในประเทศไทย แม้นาย ก. ทำให้บริษัทได้รับเงินได้ในประเทศไทย
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ให้ถือว่าบริษัท ค. จำกัดประกอบกิจการในประเทศไทย และให้นาย ก. เป็นตัวแทนของบริษัท" บริษัท ค. จำกัดตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศ → “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ”; มีนาย ก. เป็นลูกจ้างในประเทศไทยและการทำงานเป็นเหตุให้บริษัทได้รับเงินได้ในประเทศไทย → “มีลูกจ้าง...ในการประกอบกิจการในประเทศไทย ซึ่งเป็นเหตุให้ได้รับเงินได้หรือผลกำไรในประเทศไทย”; นาย ก. เป็นบุคคลธรรมดา → “ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล”; นาย ก. สามารถคำนวณกำไรสุทธิได้ → ไม่เข้าเงื่อนไข “ไม่สามารถจะคำนวณกำไรสุทธิ” จึงไม่ใช้ผลของวรรคสอง กรณีนี้จึงให้ถือว่าบริษัทประกอบกิจการในประเทศไทยและนาย ก. เป็นตัวแทนของบริษัท ตามมาตรา 76 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ให้ถือว่าบริษัท ค. จำกัดประกอบกิจการในประเทศไทย แต่ไม่ถือว่านาย ก. เป็นตัวแทนเพราะเป็นบุคคลธรรมดา" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุให้ถือว่าลูกจ้างเป็นตัวแทนของบริษัทโดยกำหนดว่า “ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล” • "ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการประเมินภาษีตามมาตรา 71 (1) มาใช้โดยอนุโลม แม้นาย ก. คำนวณกำไรสุทธิได้" ผิด: แหล่งข้อมูลให้ใช้บทบัญญัติว่าด้วยการประเมินภาษีดังกล่าวโดยอนุโลมเมื่อผู้รับผิด “ไม่สามารถจะคำนวณกำไรสุทธิ” แต่กรณีนี้นาย ก. สามารถคำนวณได้ • "ไม่ถือว่าบริษัท ค. จำกัดประกอบกิจการในประเทศไทย แม้นาย ก. ทำให้บริษัทได้รับเงินได้ในประเทศไทย" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดว่า เมื่อมีลูกจ้างในประเทศไทยซึ่งเป็นเหตุให้ได้รับเงินได้ในประเทศไทย ให้ถือว่าบริษัทนั้นประกอบกิจการในประเทศไทย มาตราที่อ้างถึงในข้อนี้ • มาตรา 71 (1): “(1) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใดไม่ยื่นรายการซึ่งจำเป็นต้องใช้ในการคำนวณภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ หรือมิได้ทำบัญชีหรือทำไม่ครบตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 17 หรือมาตรา 68 ทวิ หรือไม่นำบัญชี เอกสารหรือหลักฐานอื่นมาให้เจ้าพนักงานประเมินทำการไต่สวนตามมาตรา 19 หรือมาตรา 23 เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินภาษีในอัตราร้อยละ 5 ของยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายใด ๆ หรือยอดขายก่อนหักรายจ่ายใด ๆ ของรอบระยะเวลาบัญชีแล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า ถ้ายอดรายรับก่อนหักรายจ่ายหรือยอดขายก่อนหักรายจ่ายดังกล่าวไม่ปรากฏ เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินโดยอาศัยเทียบเคียงกับยอดในรอบระยะเวลาบัญชีก่อนนั้นขึ้นไป ถ้ายอดในรอบระยะเวลาบั…” • มาตรา 76 ทวิ วรรค 2: “ในกรณีที่กล่าวในวรรคแรก ถ้าบุคคลผู้มีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีไม่สามารถจะคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ได้ ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการประเมินภาษีตามมาตรา 71 (1) มาใช้บังคับโดยอนุโลม” อ้างอิงตัวบท มาตรา 76 ทวิ: “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศมีลูกจ้าง หรือผู้ทำการแทน หรือผู้ทำการติดต่อในการประกอบกิจการในประเทศไทย ซึ่งเป็นเหตุให้ได้รับเงินได้หรือผลกำไรในประเทศไทย ให้ถือว่าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้น ประกอบกิจการในประเทศไทย” มาตรา 76 ทวิ: “และให้ถือว่าบุคคลผู้เป็นลูกจ้าง หรือผู้ทำการแทน หรือผู้ทำการติดต่อเช่นว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลเป็นตัวแทนของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ”
มาตรา 76 ทวิ: “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศมีลูกจ้าง หรือผู้ทำการแทน หรือผู้ทำการติดต่อในการประกอบกิจการในประเทศไทย ซึ่งเป็นเหตุให้ได้รับเงินได้หรือผลกำไรในประเทศไทย ให้ถือว่าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้น ประกอบกิจการในประเทศไทย”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
บริษัท เอ จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ มีบริษัท ค. จำกัดเป็นผู้ทำการติดต่อในการประกอบกิจการในประเทศไทย และการติดต่อนั้นเป็นเหตุให้บริษัท เอได้รับเงินได้ในประเทศไทย ตามประมวลรัษฎากร ข้อใดถูกต้องเกี่ยวกับหน้าที่ของบริษัท ค. จำกัด
- ก. บริษัท ค. จำกัดไม่มีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษี เพราะเป็นนิติบุคคล
- ข. บริษัท ค. จำกัดมีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีเฉพาะที่เกี่ยวกับเงินได้ดังกล่าว ✓
- ค. บริษัท ค. จำกัดมีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการ แต่ไม่มีหน้าที่เสียภาษีเกี่ยวกับเงินได้ดังกล่าว
- ง. บริษัท ค. จำกัดมีหน้าที่และความรับผิดในการเสียภาษี แต่ไม่มีหน้าที่ยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้ดังกล่าว
Explanation: คำตอบที่ถูก: "บริษัท ค. จำกัดมีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีเฉพาะที่เกี่ยวกับเงินได้ดังกล่าว" บริษัท เอจัดตั้งตามกฎหมายต่างประเทศ → “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ”; บริษัท ค. จำกัดเป็นผู้ทำการติดต่อในการประกอบกิจการในประเทศไทย → “ผู้ทำการติดต่อในการประกอบกิจการในประเทศไทย” และ “บุคคลผู้เป็น...ผู้ทำการติดต่อเช่นว่านั้น”; บริษัท ค. จำกัดเป็นนิติบุคคล → “ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล”; การติดต่อนั้นทำให้บริษัท เอได้รับเงินได้ในประเทศไทย → “ซึ่งเป็นเหตุให้ได้รับเงินได้หรือผลกำไรในประเทศไทย” จึงเกิดผล คือบริษัท ค. จำกัดมีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีเฉพาะที่เกี่ยวกับเงินได้นั้น ตามมาตรา 76 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "บริษัท ค. จำกัดไม่มีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษี เพราะเป็นนิติบุคคล" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าผู้ทำการติดต่อมีหน้าที่ดังกล่าว “ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล” • "บริษัท ค. จำกัดมีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการ แต่ไม่มีหน้าที่เสียภาษีเกี่ยวกับเงินได้ดังกล่าว" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้บุคคลนั้นมีหน้าที่และความรับผิดทั้ง “ในการยื่นรายการและเสียภาษี” • "บริษัท ค. จำกัดมีหน้าที่และความรับผิดในการเสียภาษี แต่ไม่มีหน้าที่ยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้ดังกล่าว" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้บุคคลนั้นมีหน้าที่และความรับผิดทั้ง “ในการยื่นรายการและเสียภาษี” อ้างอิงตัวบท มาตรา 76 ทวิ: “และให้บุคคลนั้นมีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้เฉพาะที่เกี่ยวกับเงินได้หรือผลกำไรที่กล่าวแล้ว” มาตรา 76 ทวิ: “เฉพาะที่เกี่ยวกับเงินได้หรือผลกำไรที่กล่าวแล้ว”
มาตรา 76 ทวิ: “และให้บุคคลนั้นมีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้เฉพาะที่เกี่ยวกับเงินได้หรือผลกำไรที่กล่าวแล้ว”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
บริษัท ค. จำกัดเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษี เดือนภาษีนี้ไม่มีรายรับ และมิได้ประกอบกิจการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร โดยอธิบดีมิได้กำหนดกำหนดเวลาไว้เป็นอย่างอื่น บริษัทต้องยื่นแบบและชำระภาษีถ้ามีเมื่อใด
- ก. ภายในวันสุดท้ายของเดือนถัดไป พร้อมกับชำระภาษีถ้ามี
- ข. ไม่ต้องยื่นแบบสำหรับเดือนนั้น เพราะเดือนภาษีนี้ไม่มีรายรับ
- ค. ภายในวันที่สิบห้าของเดือนถัดไป พร้อมกับชำระภาษีถ้ามี ✓
- ง. ในขณะจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม พร้อมกับชำระภาษีถ้ามี
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ภายในวันที่สิบห้าของเดือนถัดไป พร้อมกับชำระภาษีถ้ามี" บริษัท ค. จำกัดเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษี → “ผู้มีหน้าที่เสียภาษี”; เดือนภาษีนี้ไม่มีรายรับ → “ไม่ว่าผู้มีหน้าที่เสียภาษีจะมีรายรับในเดือนภาษีหรือไม่ก็ตาม”; มิได้ประกอบกิจการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร → ไม่เข้าเงื่อนไข “สำหรับกิจการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร”; อธิบดีมิได้กำหนดเวลาเป็นอย่างอื่น → “เว้นแต่อธิบดีจะกำหนดเป็นอย่างอื่น” จึงใช้กำหนดเวลา คือ “ภายในวันที่สิบห้าของเดือนถัดไป” และยื่นพร้อมชำระภาษีถ้ามี ตามมาตรา 91/10 แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ภายในวันสุดท้ายของเดือนถัดไป พร้อมกับชำระภาษีถ้ามี" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ยื่น “ภายในวันที่สิบห้าของเดือนถัดไป” มิใช่ภายในวันสุดท้ายของเดือนถัดไป • "ไม่ต้องยื่นแบบสำหรับเดือนนั้น เพราะเดือนภาษีนี้ไม่มีรายรับ" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ยื่นเป็นรายเดือนภาษี “ไม่ว่าผู้มีหน้าที่เสียภาษีจะมีรายรับในเดือนภาษีหรือไม่ก็ตาม” • "ในขณะจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม พร้อมกับชำระภาษีถ้ามี" ผิด: กรณีนี้มิใช่กิจการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร จึงไม่เข้าข้อยกเว้นที่ให้ยื่นในขณะจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ อ้างอิงตัวบท มาตรา 91/10: “การยื่นแบบแสดงรายการภาษีและการชำระภาษีสำหรับเดือนภาษีใดให้ยื่นภายในวันที่สิบห้าของเดือนถัดไป เว้นแต่อธิบดีจะกำหนดเป็นอย่างอื่น” มาตรา 91/10: “ให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษียื่นแบบแสดงรายการภาษีตามแบบที่อธิบดีกำหนดโดยให้ยื่นเป็นรายเดือนภาษีพร้อมกับชำระภาษีถ้ามี”
มาตรา 91/10: “การยื่นแบบแสดงรายการภาษีและการชำระภาษีสำหรับเดือนภาษีใดให้ยื่นภายในวันที่สิบห้าของเดือนถัดไป เว้นแต่อธิบดีจะกำหนดเป็นอย่างอื่น”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
บริษัท ค. จำกัด เป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีจากกิจการที่ไม่ใช่การขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร และมีสถานประกอบการหลายแห่ง บริษัทได้ยื่นคำร้องต่ออธิบดีขอยื่นแบบแสดงรายการภาษีรวมกัน ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่แห่งหนึ่ง ต่อมาอธิบดีพิจารณาเห็นสมควรและอนุมัติคำร้อง ข้อใดเป็นผลตามประมวลรัษฎากร
- ก. บริษัทต้องยื่นแบบและชำระภาษีขณะจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมต่อพนักงานผู้รับจดทะเบียน
- ข. บริษัทสามารถยื่นแบบรวมกันได้ตั้งแต่ยื่นคำร้อง แม้อธิบดียังไม่ได้พิจารณาอนุมัติ
- ค. บริษัทยังต้องแยกยื่นแบบเป็นรายสถานประกอบการ แม้อธิบดีอนุมัติให้ยื่นรวมกันแล้ว
- ง. บริษัทสามารถยื่นแบบแสดงรายการภาษีรวมกัน ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่แห่งที่ได้รับอนุมัติได้ ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "บริษัทสามารถยื่นแบบแสดงรายการภาษีรวมกัน ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่แห่งที่ได้รับอนุมัติได้" ข้อเท็จจริงว่าเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษี → “ผู้มีหน้าที่เสียภาษี”; กิจการไม่ใช่การขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร → ข้อยกเว้นเฉพาะ “สำหรับกิจการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร” จึงไม่เข้าเงื่อนไข; มีสถานประกอบการหลายแห่ง → “มีสถานประกอบการหลายแห่ง”; ยื่นคำร้องขอยื่นรวม ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่แห่งหนึ่ง → “ยื่นคำร้องต่ออธิบดีขอยื่นแบบแสดงรายการภาษีรวมกัน ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่แห่งใดแห่งหนึ่ง”; อธิบดีเห็นสมควรและอนุมัติ → “เมื่ออธิบดีพิจารณาเห็นสมควร” และ “จะอนุมัติก็ได้” ดังนั้นบริษัทจึงยื่นแบบรวมกัน ณ สถานที่ที่ได้รับอนุมัติได้ ตามมาตรา 91/10 แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "บริษัทต้องยื่นแบบและชำระภาษีขณะจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมต่อพนักงานผู้รับจดทะเบียน" ผิด: การยื่นขณะจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมใช้แก่กิจการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร แต่โจทย์ระบุว่าไม่ใช่กิจการดังกล่าว • "บริษัทสามารถยื่นแบบรวมกันได้ตั้งแต่ยื่นคำร้อง แม้อธิบดียังไม่ได้พิจารณาอนุมัติ" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า “เมื่ออธิบดีพิจารณาเห็นสมควรจะอนุมัติก็ได้” จึงมิใช่ผลที่เกิดจากการยื่นคำร้องเพียงอย่างเดียว • "บริษัทยังต้องแยกยื่นแบบเป็นรายสถานประกอบการ แม้อธิบดีอนุมัติให้ยื่นรวมกันแล้ว" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดข้อยกเว้นให้ขอยื่นรวมกันได้ และเมื่ออธิบดีพิจารณาเห็นสมควรจะอนุมัติก็ได้ อ้างอิงตัวบท มาตรา 91/10: “ถ้ามีผู้มีหน้าที่เสียภาษีมีสถานประกอบการหลายแห่ง การยื่นแบบแสดงรายการภาษีและการชำระภาษีตามวรรคหนึ่งให้แยกยื่นเป็นรายสถานประกอบการ ทั้งนี้ เว้นแต่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีจะยื่นคำร้องต่ออธิบดีขอยื่นแบบแสดงรายการภาษีรวมกัน ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่แห่งใดแห่งหนึ่ง หรือ ณ สถานที่ที่อธิบดีกำหนดตามวรรคสามก็ได้ และเมื่ออธิบดีพิจารณาเห็นสมควรจะอนุมัติก็ได้”
มาตรา 91/10: “ถ้ามีผู้มีหน้าที่เสียภาษีมีสถานประกอบการหลายแห่ง การยื่นแบบแสดงรายการภาษีและการชำระภาษีตามวรรคหนึ่งให้แยกยื่นเป็นรายสถานประกอบการ ทั้งนี้ เว้นแต่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีจะยื่นคำร้องต่ออธิบดีขอยื่นแบบแสดงรายการภาษีรวมกัน ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่แห่งใดแห่งหนึ่ง หรือ ณ สถานที่ที่อธิบดีกำหนดตามวรรคสามก็ได้ และเมื่ออธิบดีพิจารณาเห็นสมควรจะอนุมัติก็ได้”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตราสารที่ต้องเสียอากรฉบับหนึ่งทำขึ้นนอกสยาม วันนี้นาย ก. เป็นผู้ทรงตราสารคนแรกในสยามและได้รับตราสารนั้น นาย ก. ต้องปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าภายในกำหนดใด
- ก. ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับตราสารนั้น ✓
- ข. ก่อนยื่นตราสารเพื่อให้จ่ายเงิน โดยไม่ต้องนับจากวันที่ได้รับตราสาร
- ค. ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับตราสารนั้น
- ง. ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ตราสารได้ทำขึ้นนอกสยาม
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับตราสารนั้น" ตราสารที่ต้องเสียอากรและทำขึ้นนอกสยาม → “ถ้าตราสารที่ต้องเสียอากรได้ทำขึ้นนอกสยาม”; นาย ก. เป็นผู้ทรงตราสารคนแรกในสยาม → “ผู้ทรงตราสารคนแรกในสยาม”; นาย ก. ได้รับตราสารวันนี้ → “ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับตราสารนั้น” ดังนั้นต้องปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับตราสาร ตามมาตรา 111 แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ก่อนยื่นตราสารเพื่อให้จ่ายเงิน โดยไม่ต้องนับจากวันที่ได้รับตราสาร" ผิด: กรณีผู้ทรงตราสารคนแรกในสยาม แหล่งที่มากำหนดให้ปิดแสตมป์และขีดฆ่า “ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับตราสารนั้น” ส่วนการปิดแสตมป์ก่อนยื่นตราสารใช้เมื่อมิได้ปฏิบัติตามความในวรรคก่อน • "ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับตราสารนั้น" ผิด: แหล่งที่มากำหนดว่า “ภายใน 30 วัน” ไม่ใช่ 15 วัน • "ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ตราสารได้ทำขึ้นนอกสยาม" ผิด: แหล่งที่มากำหนดให้เริ่มนับ “นับแต่วันที่ได้รับตราสารนั้น” ไม่ใช่วันที่ทำตราสาร อ้างอิงตัวบท มาตรา 111: “ให้เป็นหน้าที่ของผู้ทรงตราสารคนแรกในสยามต้องเสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับตราสารนั้น”
มาตรา 111: “ให้เป็นหน้าที่ของผู้ทรงตราสารคนแรกในสยามต้องเสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับตราสารนั้น”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตราสารที่ต้องเสียอากรฉบับหนึ่งทำขึ้นนอกสยาม นาย ก. เป็นผู้ทรงตราสารคนแรกในสยาม ต่อมานาง ข. ได้ตราสารมาไว้ในครอบครองก่อนพ้นกำหนดสามสิบวันนับแต่วันที่นาย ก. ได้รับตราสาร ตามประมวลรัษฎากร ข้อใดถูกต้อง
- ก. นาย ก. ต้องปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับตราสาร แต่ไม่ต้องขีดฆ่า
- ข. นาย ก. ต้องปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับตราสาร ✓
- ค. นาง ข. ต้องปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าภายในสามสิบวันนับแต่วันที่นาย ก. ได้รับตราสาร
- ง. นาย ก. ต้องปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าเมื่อพ้นสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับตราสาร
Explanation: คำตอบที่ถูก: "นาย ก. ต้องปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับตราสาร" ข้อเท็จจริงว่า “ตราสารที่ต้องเสียอากรฉบับหนึ่งทำขึ้นนอกสยาม” → “ถ้าตราสารที่ต้องเสียอากรได้ทำขึ้นนอกสยาม”; ข้อเท็จจริงว่า “นาย ก. เป็นผู้ทรงตราสารคนแรกในสยาม” → “ผู้ทรงตราสารคนแรกในสยาม”; ข้อเท็จจริงว่า “นาง ข. ได้ตราสารมาไว้ในครอบครองก่อนพ้นกำหนด” → “ผู้ทรงตราสารคนใดได้ตราสาร...มาไว้ในครอบครองก่อนพ้นกำหนดเวลา...จะเสียอากร...ก็ได้” ดังนั้นหน้าที่ต้องปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าภายในสามสิบวันยังเป็นของนาย ก. ส่วนนาง ข. มีสิทธิดำเนินการได้ตามที่กฎหมายกำหนด ตามมาตรา 111 แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "นาย ก. ต้องปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับตราสาร แต่ไม่ต้องขีดฆ่า" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ผู้ทรงตราสารคนแรกในสยามต้อง “ปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่า” จึงละเว้นการขีดฆ่าไม่ได้ • "นาง ข. ต้องปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าภายในสามสิบวันนับแต่วันที่นาย ก. ได้รับตราสาร" ผิด: ผู้ทรงที่ได้ตราสารมาไว้ในครอบครองก่อนพ้นกำหนดนั้น กฎหมายระบุว่า “จะเสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าก็ได้” มิได้กำหนดว่าต้องเสียอากรแทนผู้ทรงคนแรก • "นาย ก. ต้องปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าเมื่อพ้นสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับตราสาร" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ปิดแสตมป์และขีดฆ่า “ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับตราสารนั้น” ไม่ใช่เมื่อพ้นสามสิบวัน อ้างอิงตัวบท มาตรา 111: “ถ้าตราสารที่ต้องเสียอากรได้ทำขึ้นนอกสยาม ให้เป็นหน้าที่ของผู้ทรงตราสารคนแรกในสยามต้องเสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับตราสารนั้น”
มาตรา 111: “ถ้าตราสารที่ต้องเสียอากรได้ทำขึ้นนอกสยาม ให้เป็นหน้าที่ของผู้ทรงตราสารคนแรกในสยามต้องเสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับตราสารนั้น”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
บริษัท ค. จำกัดเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ได้ขายสินค้าและนำภาษีขายไปรวมคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว ต่อมาพบว่าส่งสินค้าเกินกว่าจำนวนที่ตกลงกัน จึงเพิ่มราคาสินค้าและออกใบเพิ่มหนี้ให้ผู้ซื้อ บริษัท ค. จำกัดต้องปฏิบัติอย่างไร
- ก. ไม่ต้องนำภาษีขายจากมูลค่าสินค้าที่เพิ่มขึ้นมารวมคำนวณ เพราะเคยนำภาษีขายมาคำนวณแล้ว
- ข. นำภาษีขายจากมูลค่าสินค้าที่เพิ่มขึ้นมารวมคำนวณ โดยถือเป็นภาษีขายในเดือนภาษีที่ขายสินค้าเดิม
- ค. นำภาษีขายจากมูลค่าสินค้าที่เพิ่มขึ้นมารวมคำนวณ โดยถือเป็นภาษีขายในเดือนภาษีที่ออกใบเพิ่มหนี้ ✓
- ง. นำภาษีมูลค่าเพิ่มตามใบเพิ่มหนี้มาหักออก โดยถือเป็นภาษีซื้อในเดือนภาษีที่ออกใบเพิ่มหนี้
Explanation: คำตอบที่ถูก: "นำภาษีขายจากมูลค่าสินค้าที่เพิ่มขึ้นมารวมคำนวณ โดยถือเป็นภาษีขายในเดือนภาษีที่ออกใบเพิ่มหนี้" บริษัท ค. จำกัดเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน → “ผู้ประกอบการจดทะเบียน”; ได้ขายสินค้าและนำภาษีขายไปรวมคำนวณแล้ว → “ขายสินค้าหรือให้บริการและได้นำภาษีขายไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม...แล้ว”; ส่งสินค้าเกินกว่าจำนวนที่ตกลงกันและเพิ่มราคา → “เพิ่มราคาสินค้าที่ขายเนื่องจากสินค้าเกินกว่าจำนวนที่ตกลงซื้อขายกัน”; ภาษีขายจึงเพิ่มขึ้น → “ภาษีขาย...มีจำนวนเพิ่มขึ้นไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน”; บริษัทออกใบเพิ่มหนี้ → “ในเดือนภาษีที่ได้ออกใบเพิ่มหนี้” ดังนั้นต้องนำภาษีขายจากมูลค่าสินค้าที่เพิ่มขึ้นมารวมคำนวณ และถือเป็นภาษีขายในเดือนที่ออกใบเพิ่มหนี้ ตามมาตรา 82/9 แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ไม่ต้องนำภาษีขายจากมูลค่าสินค้าที่เพิ่มขึ้นมารวมคำนวณ เพราะเคยนำภาษีขายมาคำนวณแล้ว" ผิด: แหล่งกฎหมายกำหนดให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนนำภาษีขายที่คำนวณจากมูลค่าสินค้าที่เพิ่มขึ้นมารวมในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม • "นำภาษีขายจากมูลค่าสินค้าที่เพิ่มขึ้นมารวมคำนวณ โดยถือเป็นภาษีขายในเดือนภาษีที่ขายสินค้าเดิม" ผิด: แหล่งกฎหมายระบุให้ถือเป็นภาษีขายของตนในเดือนภาษีที่ได้ออกใบเพิ่มหนี้ ไม่ใช่เดือนภาษีที่ขายสินค้าเดิม • "นำภาษีมูลค่าเพิ่มตามใบเพิ่มหนี้มาหักออก โดยถือเป็นภาษีซื้อในเดือนภาษีที่ออกใบเพิ่มหนี้" ผิด: กรณีราคาสินค้าเพิ่มเพราะส่งสินค้าเกินกว่าที่ตกลงกัน แหล่งกฎหมายกำหนดให้นำภาษีขายจากมูลค่าที่เพิ่มขึ้นมารวมคำนวณและถือเป็นภาษีขาย ส่วนการหักเป็นภาษีซื้อกำหนดไว้สำหรับผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ได้รับใบเพิ่มหนี้ อ้างอิงตัวบท มาตรา 82/9: “ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนดังกล่าวนำภาษีขายที่คำนวณจากมูลค่าของสินค้าหรือบริการที่เพิ่มขึ้นนั้นมารวมในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม” มาตรา 82/9: “โดยให้ถือเป็นภาษีขายของตนในเดือนภาษีที่ได้ออกใบเพิ่มหนี้ตามมาตรา 86/9”
มาตรา 82/9: “ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนดังกล่าวนำภาษีขายที่คำนวณจากมูลค่าของสินค้าหรือบริการที่เพิ่มขึ้นนั้นมารวมในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
บริษัท ค. จำกัด เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ได้ขายสินค้าและนำภาษีขายไปรวมคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มในเดือนมกราคม ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์พบว่าสินค้ามีจำนวนเกินกว่าที่ตกลงซื้อขายกัน จึงเพิ่มราคาสินค้าและออกใบเพิ่มหนี้ในเดือนมีนาคม โดยผู้ซื้อได้รับใบเพิ่มหนี้ในเดือนเมษายน บริษัทต้องนำภาษีขายที่เพิ่มขึ้นไปรวมคำนวณในเดือนภาษีใด
- ก. เดือนภาษีกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นเดือนที่บริษัทพบจำนวนสินค้าเกิน
- ข. เดือนภาษีมกราคม ซึ่งเป็นเดือนที่บริษัทคำนวณภาษีขายเดิม
- ค. เดือนภาษีเมษายน ซึ่งเป็นเดือนที่ผู้ซื้อได้รับใบเพิ่มหนี้
- ง. เดือนภาษีมีนาคม ซึ่งเป็นเดือนที่บริษัทออกใบเพิ่มหนี้ ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เดือนภาษีมีนาคม ซึ่งเป็นเดือนที่บริษัทออกใบเพิ่มหนี้" ข้อเท็จจริงที่บริษัทเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนและขายสินค้าโดยนำภาษีขายไปรวมคำนวณแล้ว → “ผู้ประกอบการจดทะเบียนขายสินค้า...และได้นำภาษีขายไปรวมคำนวณ...แล้ว”; ข้อเท็จจริงว่าสินค้ามีจำนวนเกินกว่าที่ตกลงซื้อขายกันและมีการเพิ่มราคา → “มีการเพิ่มราคาสินค้าที่ขายเนื่องจากสินค้าเกินกว่าจำนวนที่ตกลงซื้อขายกัน”; ข้อเท็จจริงว่าออกใบเพิ่มหนี้ในเดือนมีนาคม → “ในเดือนภาษีที่ได้ออกใบเพิ่มหนี้”; ส่วนการที่ผู้ซื้อได้รับใบเพิ่มหนี้ในเดือนเมษายน → เป็นหลักสำหรับภาษีซื้อของผู้ได้รับใบเพิ่มหนี้ ไม่ใช่กำหนดเดือนภาษีขายของบริษัท ดังนั้นบริษัทต้องรวมภาษีขายที่เพิ่มขึ้นในเดือนภาษีมีนาคม ตามมาตรา 82/9 แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เดือนภาษีกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นเดือนที่บริษัทพบจำนวนสินค้าเกิน" ผิด: แหล่งกฎหมายกำหนดเดือนภาษีที่ได้ออกใบเพิ่มหนี้ ไม่ใช่เดือนที่พบว่าสินค้ามีจำนวนเกินกว่าที่ตกลงกัน • "เดือนภาษีมกราคม ซึ่งเป็นเดือนที่บริษัทคำนวณภาษีขายเดิม" ผิด: แหล่งกฎหมายให้รวมภาษีขายที่เพิ่มขึ้นในเดือนภาษีที่ออกใบเพิ่มหนี้ มิใช่เดือนที่นำภาษีขายเดิมไปรวมคำนวณ • "เดือนภาษีเมษายน ซึ่งเป็นเดือนที่ผู้ซื้อได้รับใบเพิ่มหนี้" ผิด: กรณีผู้ขายต้องถือภาษีขายที่เพิ่มขึ้นเป็นภาษีขายใน “เดือนภาษีที่ได้ออกใบเพิ่มหนี้” ส่วนเดือนที่ได้รับใบเพิ่มหนี้ใช้กับภาษีซื้อของผู้ได้รับใบเพิ่มหนี้ อ้างอิงตัวบท มาตรา 82/9: “โดยให้ถือเป็นภาษีขายของตนในเดือนภาษีที่ได้ออกใบเพิ่มหนี้”
มาตรา 82/9: “โดยให้ถือเป็นภาษีขายของตนในเดือนภาษีที่ได้ออกใบเพิ่มหนี้”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
บริษัท ค. จำกัด เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ได้เลิกประกอบกิจการ และจะไปแจ้งการเลิกกิจการ ณ สถานที่ที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ บริษัทต้องแจ้งภายในกำหนดใด
- ก. แจ้งภายในสิบห้าวันนับจากวันเลิกประกอบกิจการ ✓
- ข. แจ้งภายในสิบห้าวันนับจากวันจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
- ค. แจ้งภายในสามสิบวันนับจากวันเลิกประกอบกิจการ
- ง. แจ้งพร้อมการคืนใบทะเบียนโดยไม่มีกำหนดนับจากวันเลิกกิจการ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "แจ้งภายในสิบห้าวันนับจากวันเลิกประกอบกิจการ" ข้อเท็จจริงว่า บริษัท ค. จำกัดเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน → “ผู้ประกอบการจดทะเบียนใด”; ได้เลิกประกอบกิจการ → “เลิกประกอบกิจการ”; จะไปแจ้งการเลิกกิจการ → “แจ้งการเลิกกิจการ”; ณ สถานที่ที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ → “ณ สถานที่ที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้” จึงใช้กำหนด คือ “ภายในสิบห้าวันนับจากวันเลิกประกอบกิจการ” ตามมาตรา 85/15 แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "แจ้งภายในสิบห้าวันนับจากวันจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้เริ่มนับจาก “วันเลิกประกอบกิจการ” ไม่ใช่วันจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม • "แจ้งภายในสามสิบวันนับจากวันเลิกประกอบกิจการ" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดว่า “ภายในสิบห้าวันนับจากวันเลิกประกอบกิจการ” ไม่ใช่สามสิบวัน • "แจ้งพร้อมการคืนใบทะเบียนโดยไม่มีกำหนดนับจากวันเลิกกิจการ" ผิด: แม้ต้องคืนใบทะเบียน “พร้อมกับการแจ้งเลิกประกอบกิจการ” แต่การแจ้งยังต้องทำ “ภายในสิบห้าวันนับจากวันเลิกประกอบกิจการ” อ้างอิงตัวบท มาตรา 85/15: “ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนนั้นแจ้งการเลิกกิจการตามแบบที่อธิบดีกำหนด ณ สถานที่ที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ภายในสิบห้าวันนับจากวันเลิกประกอบกิจการ”
มาตรา 85/15: “ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนนั้นแจ้งการเลิกกิจการตามแบบที่อธิบดีกำหนด ณ สถานที่ที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ภายในสิบห้าวันนับจากวันเลิกประกอบกิจการ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
บริษัท ค. จำกัดเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ประกอบกิจการให้บริการเท่านั้นและไม่ได้ประกอบกิจการขายสินค้า บริษัทต้องจัดทำรายงานใดเกี่ยวกับการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม
- ก. ต้องจัดทำรายงานภาษีขาย รายงานภาษีซื้อ และรายงานสินค้าและวัตถุดิบ
- ข. ต้องจัดทำรายงานภาษีขายและรายงานภาษีซื้อ โดยไม่รวมรายงานสินค้าและวัตถุดิบ ✓
- ค. ต้องจัดทำเฉพาะรายงานภาษีซื้อ โดยไม่ต้องจัดทำรายงานภาษีขาย
- ง. ต้องจัดทำเฉพาะรายงานภาษีขาย โดยไม่ต้องจัดทำรายงานภาษีซื้อ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ต้องจัดทำรายงานภาษีขายและรายงานภาษีซื้อ โดยไม่รวมรายงานสินค้าและวัตถุดิบ" ข้อเท็จจริงที่บริษัทเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน → “ผู้ประกอบการจดทะเบียน” จึงมีหน้าที่จัดทำรายงานภาษีขายและรายงานภาษีซื้อ ส่วนข้อเท็จจริงที่บริษัทให้บริการเท่านั้นและไม่ได้ขายสินค้า → “เฉพาะผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ประกอบกิจการขายสินค้า” ทำให้ไม่อยู่ในกลุ่มที่ต้องจัดทำรายงานสินค้าและวัตถุดิบ ตามมาตรา 87 แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ต้องจัดทำรายงานภาษีขาย รายงานภาษีซื้อ และรายงานสินค้าและวัตถุดิบ" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดรายงานสินค้าและวัตถุดิบไว้ “เฉพาะผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ประกอบกิจการขายสินค้า” แต่บริษัทประกอบกิจการให้บริการและไม่ได้ขายสินค้า • "ต้องจัดทำเฉพาะรายงานภาษีซื้อ โดยไม่ต้องจัดทำรายงานภาษีขาย" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีหน้าที่จัดทำทั้ง “รายงานภาษีขาย” และ “รายงานภาษีซื้อ” • "ต้องจัดทำเฉพาะรายงานภาษีขาย โดยไม่ต้องจัดทำรายงานภาษีซื้อ" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีหน้าที่จัดทำทั้ง “รายงานภาษีขาย” และ “รายงานภาษีซื้อ” อ้างอิงตัวบท มาตรา 87: “ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีหน้าที่จัดทำรายงานเกี่ยวกับการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มดังต่อไปนี้ (1) รายงานภาษีขาย” มาตรา 87: “ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีหน้าที่จัดทำรายงานเกี่ยวกับการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มดังต่อไปนี้ (1) รายงานภาษีขาย (2) รายงานภาษีซื้อ” มาตรา 87: “(3) รายงานสินค้าและวัตถุดิบเฉพาะผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ประกอบกิจการขายสินค้า”
มาตรา 87: “ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีหน้าที่จัดทำรายงานเกี่ยวกับการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มดังต่อไปนี้ (1) รายงานภาษีขาย”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
บริษัท ค. จำกัดเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ประกอบกิจการขายสินค้า และได้สินค้ามาเพื่อใช้ในกิจการ โดยไม่ปรากฏว่าเป็นกรณีจำเป็นที่อธิบดีกำหนดเป็นอย่างอื่น บริษัทต้องลงรายการในรายงานสินค้าและวัตถุดิบภายในระยะเวลาใด และนับแต่เมื่อใด ตามประมวลรัษฎากร
- ก. ภายในเจ็ดวันทำการนับแต่วันที่ได้มาซึ่งสินค้านั้น
- ข. ภายในสามวันทำการนับแต่วันสิ้นเดือนที่ได้มาซึ่งสินค้านั้น
- ค. ภายในสามวันทำการนับแต่วันที่ได้มาซึ่งสินค้านั้น ✓
- ง. ไม่มีกำหนดระยะเวลาแน่นอน โดยลงตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีกำหนด
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ภายในสามวันทำการนับแต่วันที่ได้มาซึ่งสินค้านั้น" ข้อเท็จจริงว่าเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน → “ผู้ประกอบการจดทะเบียน”; ประกอบกิจการขายสินค้า → “เฉพาะผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ประกอบกิจการขายสินค้า”; ได้สินค้ามา → “นับแต่วันที่ได้มาหรือจำหน่ายออกไปซึ่งสินค้าหรือบริการนั้น”; และไม่เป็นกรณีจำเป็น → “เว้นแต่ในกรณีจำเป็น” จึงไม่ใช้ข้อยกเว้นดังกล่าว บริษัทต้องลงรายการภายในสามวันทำการนับแต่วันที่ได้มาซึ่งสินค้านั้น ตามมาตรา 87 แห่งประมวลรัษฎากร ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ภายในเจ็ดวันทำการนับแต่วันที่ได้มาซึ่งสินค้านั้น" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ลงรายการ “ภายในสามวันทำการ” ไม่ใช่เจ็ดวันทำการ • "ภายในสามวันทำการนับแต่วันสิ้นเดือนที่ได้มาซึ่งสินค้านั้น" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้เริ่มนับ “แต่วันที่ได้มาหรือจำหน่ายออกไปซึ่งสินค้าหรือบริการนั้น” ไม่ใช่วันสิ้นเดือน • "ไม่มีกำหนดระยะเวลาแน่นอน โดยลงตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีกำหนด" ผิด: แม้วิธีลงรายการให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด แต่แหล่งข้อมูลยังกำหนดให้ลงรายการภายในสามวันทำการ และกรณีนี้ไม่เข้าเงื่อนไขยกเว้นกรณีจำเป็น อ้างอิงตัวบท มาตรา 87: “การลงรายการให้ลงภายในสามวันทำการนับแต่วันที่ได้มาหรือจำหน่ายออกไปซึ่งสินค้าหรือบริการนั้น ทั้งนี้ เว้นแต่ในกรณีจำเป็น อธิบดีจะกำหนดเป็นอย่างอื่นตามที่เห็นสมควรก็ได้”
มาตรา 87: “การลงรายการให้ลงภายในสามวันทำการนับแต่วันที่ได้มาหรือจำหน่ายออกไปซึ่งสินค้าหรือบริการนั้น ทั้งนี้ เว้นแต่ในกรณีจำเป็น อธิบดีจะกำหนดเป็นอย่างอื่นตามที่เห็นสมควรก็ได้”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
Exam Simulator
Start a snapshot-based practice or real-exam attempt.
Exam Preview
What an approved exam looks like to a test-taker.
ประมวลรัษฎากร: ข้อสอบประยุกต์ ชุดที่ 1
Time limit: 35 minutes
1. บริษัท ค. จำกัดมีหน้าที่หักภาษีตามกรณี 50 (1) และได้จ่ายเงินแล้ว แต่ไม่ได้หักภาษีไว้ บริษัทต้องปฏิบัติอย่างไรตามประมวลรัษฎากร
- ก. ต้องนำเงินภาษีที่มีหน้าที่ต้องหักไปส่ง ณ ที่ว่าการอำเภอภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่จ่ายเงิน
- ข. ไม่ต้องนำเงินภาษีไปส่ง ณ ที่ว่าการอำเภอ เพราะไม่ได้หักภาษีไว้ในวันที่จ่ายเงิน
- ค. ต้องนำเงินภาษีที่มีหน้าที่ต้องหักไปส่ง ณ ที่ว่าการอำเภอภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่จ่ายเงิน
- ง. ต้องนำเงินภาษีที่มีหน้าที่ต้องหักส่งต่อพนักงานผู้รับจดทะเบียนในขณะที่มีการจดทะเบียน
2. บริษัท ค. จำกัด เป็นผู้มีหน้าที่หักภาษีที่คำนวณหักไว้ตามบทบัญญัติ 50 (5) และธุรกรรมนั้นมีการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ตามประมวลรัษฎากร บริษัทต้องดำเนินการอย่างไร
- ก. ผู้มีหน้าที่หักภาษีต้องนำส่ง ณ ที่ว่าการอำเภอภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่จ่ายเงิน
- ข. ผู้มีหน้าที่หักภาษีต้องนำส่งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในขณะที่มีการจดทะเบียน
- ค. ผู้มีหน้าที่หักภาษีต้องนำส่งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่จ่ายเงิน
- ง. พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมต้องเป็นผู้นำส่งภาษีในขณะที่มีการจดทะเบียน
3. นาย ก. มิใช่ผู้เยาว์ ศาลมิได้สั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ ไม่มีภริยา และในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วมีเฉพาะเงินได้พึงประเมินประเภท 40 (1) ประเภทเดียวจำนวน 130,000 บาท ตามประมวลรัษฎากร ข้อใดถูกต้อง
- ก. ไม่ต้องยื่นรายการ เพราะมีเงินได้ประเภท 40 (1) เพียงประเภทเดียว
- ข. ต้องยื่นรายการภายในเดือนเมษายนตามแบบที่อธิบดีกำหนด
- ค. ต้องยื่นรายการภายในเดือนมีนาคมตามแบบที่อธิบดีกำหนด
- ง. ยังไม่ต้องยื่นรายการ เพราะมีเงินได้ไม่เกิน 220,000 บาท
4. ห้างหุ้นส่วนสามัญ ง. ซึ่งมิใช่นิติบุคคล มีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว 80,000 บาท และไม่มีภาษีค้างชำระ โดยนาย ก. เป็นผู้จัดการ ส่วนนาย ข. เป็นหุ้นส่วน ตามประมวลรัษฎากร ใครต้องยื่นรายการและยื่นในชื่อใด
- ก. นาย ก. ผู้จัดการยื่นรายการในชื่อตนเองแทนห้างหุ้นส่วนสามัญ ง.
- ข. นาย ข. หุ้นส่วนยื่นรายการในชื่อห้างหุ้นส่วนสามัญ ง.
- ค. นาย ก. และนาย ข. ร่วมกันยื่นรายการในชื่อห้างหุ้นส่วนสามัญ ง.
- ง. นาย ก. ผู้จัดการยื่นรายการในชื่อห้างหุ้นส่วนสามัญ ง.
5. นาย ก. ไม่ใช่กรณี 18 ทวิ มีภาษีที่ต้องเสียตาม 56 ทวิ จำนวน 9,000 บาท และเลือกชำระเป็นสามงวดเท่า ๆ กัน ต่อมานาย ก. ไม่ชำระงวดที่สองภายในเวลาที่กำหนด ตามประมวลรัษฎากร ผลเป็นอย่างไร
- ก. หมดสิทธิที่จะชำระภาษีเป็นรายงวดต่อไป และต้องเสียเงินเพิ่มตามมาตรา 27 สำหรับงวดที่ไม่ชำระและงวดต่อ ๆ ไป
- ข. จะหมดสิทธิชำระภาษีเป็นรายงวดเมื่อพ้นกำหนดไปอีกสองเดือน และต้องเสียเงินเพิ่มตามมาตรา 27 สำหรับงวดที่ไม่ชำระและงวดต่อ ๆ ไป
- ค. หมดสิทธิที่จะชำระภาษีเป็นรายงวดต่อไป และต้องเสียเงินเพิ่มตามมาตรา 27 เฉพาะงวดที่ไม่ชำระ โดยไม่รวมงวดต่อ ๆ ไป
- ง. ยังมีสิทธิที่จะชำระภาษีเป็นรายงวดต่อไป และต้องเสียเงินเพิ่มตามมาตรา 27 สำหรับงวดที่ไม่ชำระและงวดต่อ ๆ ไป
6. นาย ก. เป็นผู้ต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติแห่งส่วนนี้จำนวน 9,000 บาท โดยไม่เข้ากรณียกเว้นตาม 18 ทวิ และภาษีนี้ไม่ได้ต้องเสียตาม 56 ทวิหรือ 57 จัตวา นาย ก. ได้รับแจ้งจำนวนภาษีที่ประเมินและประสงค์ชำระเป็นสามงวดเท่า ๆ กัน งวดที่หนึ่งต้องชำระภายในระยะใดตามประมวลรัษฎากร
- ก. ภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจำนวนภาษีที่ประเมิน
- ข. ภายในสามสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งจำนวนภาษีที่ประเมิน
- ค. ภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันสุดท้ายที่ต้องชำระงวดที่หนึ่ง
- ง. ตามกำหนดชำระที่ใช้แก่กรณีตาม 56 ทวิหรือ 57 จัตวา
7. บริษัท ค. จำกัดเป็นบริษัทจดทะเบียน และรอบระยะเวลาบัญชีนี้มีระยะเวลาสิบสองเดือน ตามประมวลรัษฎากร บริษัท ค. จำกัดต้องคำนวณและชำระภาษีสำหรับรอบระยะเวลาหกเดือนอย่างไร
- ก. ไม่ต้องยื่นรายการและชำระภาษีก่อนกำหนด เพราะความในวรรคหนึ่งไม่ใช้บังคับแก่รอบระยะเวลาบัญชีที่มีระยะเวลาสิบสองเดือน
- ข. ให้จัดทำประมาณการกำไรสุทธิทั้งรอบระยะเวลาบัญชี แล้วคำนวณและชำระภาษีจากจำนวนกึ่งหนึ่งของประมาณการกำไรสุทธินั้น
- ค. ให้คำนวณและชำระภาษีจากกำไรสุทธิของรอบระยะเวลาหกเดือนนับแต่วันแรกของรอบระยะเวลาบัญชี ตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี
- ง. ให้คำนวณและชำระภาษีจากกำไรสุทธิของรอบระยะเวลาสิบสองเดือนนับแต่วันแรกของรอบระยะเวลาบัญชี ตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี
8. บริษัท ค. จำกัด มีรอบระยะเวลาบัญชีสิบสองเดือน และได้ยื่นรายการพร้อมชำระภาษีภายในสองเดือนนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาหกเดือน ต่อมาบริษัทกำลังคำนวณภาษีที่ต้องชำระประจำรอบระยะเวลาบัญชี ภาษีที่ชำระไว้ดังกล่าวมีผลอย่างไรตามประมวลรัษฎากร
- ก. ให้แยกจากการคำนวณภาษีตามมาตรา 68 และมิให้ถือเป็นเครดิต
- ข. ให้ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีครึ่งรอบของรอบระยะเวลาบัญชีถัดไป
- ค. ให้ถือว่าเป็นการชำระภาษีตามมาตรา 68 เสร็จสิ้นแล้วโดยไม่ต้องคำนวณอีก
- ง. ให้ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีที่ต้องชำระตามมาตรา 68
9. บริษัท ค. จำกัด มิใช่บริษัทจดทะเบียน ธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุน บริษัทหลักทรัพย์ หรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ และมิได้อยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด โดยมีรอบระยะเวลาบัญชีแรก 10 เดือน สำหรับการยื่นรายการพร้อมชำระภาษีก่อนกำหนดตามประมวลรัษฎากร ข้อใดถูกต้อง
- ก. การยื่นรายการพร้อมชำระภาษีก่อนกำหนดตามวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับแก่บริษัท ค. จำกัด
- ข. บริษัท ค. จำกัดต้องยื่นรายการพร้อมชำระภาษีภายในสองเดือนนับแต่วันสุดท้ายของรอบหกเดือน
- ค. บริษัท ค. จำกัดต้องคำนวณและชำระภาษีจากกึ่งหนึ่งของประมาณการกำไรสุทธิในรอบบัญชี
- ง. บริษัท ค. จำกัดต้องคำนวณและชำระภาษีจากกำไรสุทธิของรอบระยะเวลาหกเดือนแรก
10. บริษัท ก. จำกัด จ่ายเงินได้พึงประเมินประเภท (3) จากประเทศไทยให้บริษัท ค. ซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศและมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย โดยเงินได้นี้มิใช่ดอกเบี้ยจากรัฐบาลหรือสถาบันการเงินตามกรณียกเว้น ตามประมวลรัษฎากร บริษัท ก. จำกัดต้องนำส่งภาษีภายในกำหนดใด
- ก. ภายในสิบห้าวันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้พึงประเมินนั้น
- ข. ภายในเจ็ดวันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้พึงประเมินนั้น
- ค. ภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่จ่ายเงินได้พึงประเมินนั้น
- ง. ไม่ต้องนำส่งภาษี เพราะผู้รับเงินมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย
11. บริษัท ค. จำกัด ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ มิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย และได้รับเงินได้พึงประเมินที่เป็นดอกเบี้ยจากรัฐบาล ข้อใดเป็นผลตามประมวลรัษฎากร
- ก. บริษัทต้องเสียภาษีจากดอกเบี้ยดังกล่าว แต่ผู้จ่ายไม่ต้องหักภาษีจากเงินได้
- ข. ผู้จ่ายต้องหักภาษีจากดอกเบี้ยดังกล่าว แต่นำส่งโดยไม่ต้องยื่นรายการ
- ค. มิให้นำความในวรรคหนึ่งมาใช้บังคับแก่ดอกเบี้ยที่บริษัทได้รับจากรัฐบาล
- ง. ให้นำความในวรรคหนึ่งมาใช้บังคับ โดยผู้จ่ายต้องหักภาษีจากดอกเบี้ยดังกล่าว
12. บริษัท ค. จำกัดเป็นผู้ประกอบการ และกรณีนี้ไม่อยู่ภายใต้บทบัญญัติที่ให้ใช้บังคับก่อน ในเดือนภาษีหนึ่งบริษัทมีภาษีขาย 50,000 บาท และภาษีซื้อ 80,000 บาท โดยได้นำภาษีซื้อดังกล่าวมาหักในการคำนวณภาษีของเดือนนั้นแล้ว ตามประมวลรัษฎากร ผลเป็นอย่างไร
- ก. ให้บริษัทชำระภาษีเท่ากับส่วนต่าง และไม่มีเครดิตภาษีสำหรับเดือนภาษีนั้น
- ข. ให้เป็นเครดิตภาษี แต่บริษัทมีสิทธิได้รับคืนภาษีเท่านั้น โดยนำไปชำระภาษีมูลค่าเพิ่มไม่ได้
- ค. ให้บริษัทนำภาษีซื้อไปหักในเดือนภาษีหลังจากนั้นได้ ภายในสามปีนับจากวันที่ออกใบกำกับภาษี
- ง. ให้เป็นเครดิตภาษี และบริษัทมีสิทธิได้รับคืนภาษีหรือนำไปชำระภาษีมูลค่าเพิ่มได้ตามส่วน 8
13. บริษัท ค. จำกัด เป็นผู้ประกอบการและมิได้นำภาษีซื้อรายการหนึ่งไปหักในการคำนวณภาษีในเดือนภาษีนั้น เพราะมีเหตุจำเป็นตามที่อธิบดีกำหนด บริษัทฯ มีสิทธินำภาษีซื้อนั้นไปหักภายในระยะเวลาสูงสุดเท่าใดและเริ่มนับจากเมื่อใด ตามประมวลรัษฎากร
- ก. นำไปหักในเดือนภาษีหลังจากนั้นได้ แต่ต้องไม่เกินสามปีนับจากวันที่ได้มีการออกใบกำกับภาษี
- ข. นำไปหักในเดือนภาษีหลังจากนั้นได้ แต่ต้องไม่เกินสามปีนับจากวันสุดท้ายของเดือนภาษีที่มิได้นำไปหัก
- ค. นำไปหักในเดือนภาษีหลังจากนั้นได้ แต่ต้องไม่เกินสองปีนับจากวันที่ได้มีการออกใบกำกับภาษี
- ง. นำไปหักได้เฉพาะในเดือนภาษีเดิม โดยไม่มีสิทธินำไปหักในเดือนภาษีหลังจากนั้น
14. บริษัท ค. จำกัด ซึ่งเป็นผู้ประกอบการ มีภาษีซื้อที่เกิดจากรายจ่ายเพื่อการรับรองตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด รายจ่ายดังกล่าวเกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการ ใบกำกับภาษีมีข้อความถูกต้องและสมบูรณ์ และออกโดยผู้มีสิทธิออกใบกำกับภาษี ตามประมวลรัษฎากร ภาษีซื้อนี้มีผลอย่างไร
- ก. ให้นำภาษีซื้อนั้นมาหักในการคำนวณภาษี เพราะใบกำกับภาษีออกโดยผู้มีสิทธิออกใบกำกับภาษี
- ข. ไม่ให้นำภาษีซื้อนั้นมาหักในการคำนวณภาษี เพราะเป็นภาษีซื้อจากรายจ่ายเพื่อการรับรอง
- ค. ให้นำภาษีซื้อนั้นมาหักในการคำนวณภาษี เพราะใบกำกับภาษีมีข้อความถูกต้องและสมบูรณ์
- ง. ให้นำภาษีซื้อนั้นมาหักในการคำนวณภาษี เพราะรายจ่ายเกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการ
15. นาย ก. สามารถแสดงใบกำกับภาษีได้ว่ามีการชำระภาษีซื้อ โดยใบกำกับภาษีมีข้อความถูกต้องและสมบูรณ์ ภาษีซื้อเกี่ยวข้องโดยตรงกับกิจการ แต่ผู้ออกใบกำกับภาษีไม่มีสิทธิออกใบกำกับภาษีตามส่วน 10 ตามประมวลรัษฎากร ภาษีซื้อนี้มีผลอย่างไร
- ก. ให้นำภาษีซื้อมาหักในการคำนวณภาษี เพราะใบกำกับภาษีมีข้อความถูกต้องและสมบูรณ์
- ข. ให้นำภาษีซื้อมาหักในการคำนวณภาษี เพราะนาย ก. สามารถแสดงใบกำกับภาษีว่ามีการชำระภาษีซื้อ
- ค. ไม่ให้นำภาษีซื้อมาหักในการคำนวณภาษี เพราะผู้ออกไม่มีสิทธิออกใบกำกับภาษีตามส่วน 10
- ง. ให้นำภาษีซื้อมาหักในการคำนวณภาษี เพราะภาษีซื้อนั้นเกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการ
16. บริษัท ค. จำกัดเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ได้ขายสินค้าให้นาย ก. ไปแล้ว ต่อมาเกิดเหตุการณ์ที่กฎหมายระบุ ทำให้มูลค่าสินค้าเพิ่มขึ้นและมีภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องคำนวณใหม่ แต่บริษัทมีเหตุจำเป็นจนไม่สามารถออกใบเพิ่มหนี้ได้ทันในเดือนภาษีที่เกิดเหตุการณ์ ตามประมวลรัษฎากร บริษัท ค. จำกัดต้องดำเนินการอย่างไร
- ก. ไม่ต้องออกใบเพิ่มหนี้ให้นาย ก. เพราะไม่สามารถออกได้ทันเดือนภาษีที่เกิดเหตุการณ์
- ข. ต้องออกใบเพิ่มหนี้ให้นาย ก. ในเดือนภาษีที่สองถัดจากเดือนที่เกิดเหตุการณ์
- ค. ยังคงต้องออกใบเพิ่มหนี้ให้นาย ก. ภายในเดือนภาษีที่เกิดเหตุการณ์
- ง. ต้องออกใบเพิ่มหนี้ให้นาย ก. ในเดือนภาษีถัดจากเดือนที่เกิดเหตุการณ์
17. นาย ก. ไม่ชำระภาษีให้ครบถ้วนภายในกำหนดเวลาและไม่ได้รับอนุมัติจากอธิบดีให้ขยายเวลา เมื่อคำนวณเงินเพิ่มจนถึงวันชำระภาษี ปรากฏว่าเงินเพิ่มสูงกว่าจำนวนภาษีที่ต้องชำระ ตามประมวลรัษฎากร ผลเป็นอย่างไร
- ก. เงินเพิ่มต้องไม่เกินจำนวนภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่ง
- ข. เงินเพิ่มให้ลดเหลือร้อยละ 0.75 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน
- ค. เงินเพิ่มต้องไม่เกินสองเท่าของจำนวนภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่ง
- ง. ให้เรียกเงินเพิ่มตามจำนวนที่คำนวณได้แม้เกินภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่ง
18. บริษัท ค. จำกัด ไม่ชำระภาษีให้ครบถ้วนภายในกำหนดเวลาเดิม ต่อมาอธิบดีอนุมัติให้ขยายเวลาเสียภาษีโดยชอบตามประมวลรัษฎากร และบริษัทชำระภาษีภายในกำหนดเวลาที่ขยายให้ บริษัทต้องเสียเงินเพิ่มในอัตราใด
- ก. ไม่ต้องเสียเงินเพิ่มสำหรับเดือนหรือเศษของเดือน
- ข. เสียเงินเพิ่มร้อยละ 0.75 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน
- ค. เสียเงินเพิ่มร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน
- ง. เสียเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน
19. ก่อนถึงกำหนดเวลายื่นรายการ นาย ก. มีเงินได้พึงประเมินประเภทที่ไม่ต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายจำนวน 10,000 บาท ตามประมวลรัษฎากร ข้อใดเป็นวิธีที่นาย ก. ดำเนินการได้
- ก. ต้องรอถึงกำหนดเวลายื่นรายการก่อน จึงนำภาษีไปชำระต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอ พร้อมยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนด
- ข. ยังนำภาษีไปชำระก่อนกำหนดไม่ได้ เพราะต้องมีเงินได้เกิน 10,000 บาท แม้พร้อมยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนด
- ค. นำภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 ไปชำระต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอ พร้อมยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดได้
- ง. นำภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 ไปชำระต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอได้ โดยไม่ต้องยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนด
20. นาย ก. มีเงินได้พึงประเมินประเภทที่ไม่ต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายจำนวน 15,000 บาท ก่อนถึงกำหนดเวลายื่นรายการ นาย ก. ได้ชำระภาษีต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอ พร้อมยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนด ภาษีที่ชำระดังกล่าวมีผลอย่างไรในการคำนวณภาษีตามประมวลรัษฎากร
- ก. ให้คืนแก่ผู้ต้องเสียภาษีทันทีโดยไม่นำไปคำนวณภาษี
- ข. ให้ตัดออกจากการคำนวณภาษีโดยไม่ถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสียภาษี
- ค. ให้ถือเป็นภาษีสุดท้ายโดยไม่ต้องนำไปคำนวณภาษีอีก
- ง. ให้ถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสียภาษีในการคำนวณภาษี
21. เทศบาล ก. จ่ายเงินได้พึงประเมินให้บริษัท ค. จำกัด ข้อใดเป็นการดำเนินการที่ถูกต้องตามประมวลรัษฎากร
- ก. เทศบาล ก. ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 1
- ข. บริษัท ค. จำกัดต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 1
- ค. เทศบาล ก. ไม่ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายจากเงินครั้งนี้
- ง. เทศบาล ก. ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 3
22. เทศบาลแห่งหนึ่งจ่ายเงินได้พึงประเมินให้บริษัท ค. จำกัด และได้หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีปัจจุบัน ผลของภาษีที่หักไว้นั้นเป็นอย่างไรตามประมวลรัษฎากร
- ก. ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีเงินได้ของบริษัทในรอบระยะเวลาบัญชีถัดไป
- ข. ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีเงินได้ของบริษัทในรอบระยะเวลาบัญชีที่หักไว้
- ค. ให้นำไปหักออกจากเงินได้พึงประเมินของบริษัทในรอบระยะเวลาบัญชีที่หักไว้
- ง. ไม่ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีเงินได้ของบริษัทในรอบระยะเวลาบัญชีที่หักไว้
23. บริษัท ค. จำกัด นำเงินที่ถือได้ว่าเป็นเงินกำไรจากบัญชีอื่นไปหักกลบลบหนี้กับบุคคลในต่างประเทศ โดยมิได้ขออนุญาตซื้อและโอนเงินตราต่างประเทศออกไปต่างประเทศ ข้อใดเป็นผลตามประมวลรัษฎากร
- ก. ไม่ถือเป็นการจำหน่ายเงินกำไรออกไปจากประเทศไทย เพราะบริษัทมิได้ขออนุญาตซื้อและโอนเงินตราต่างประเทศ
- ข. ถือเป็นการจำหน่ายเงินกำไรออกไปจากประเทศไทย แต่บริษัทไม่ต้องเสียภาษีเงินได้โดยหักจากจำนวนเงินที่จำหน่ายนั้น
- ค. ถือเป็นการจำหน่ายเงินกำไรออกไปจากประเทศไทย และบริษัทต้องเสียภาษีเงินได้โดยหักจากจำนวนเงินที่จำหน่ายนั้น
- ง. ไม่ถือเป็นการจำหน่ายเงินกำไรออกไปจากประเทศไทย เพราะเป็นการหักกลบลบหนี้ มิใช่การนำเงินไปชำระหนี้
24. บริษัท ค. จำกัด นำเงินที่กันไว้จากกำไรไปตั้งเป็นยอดเจ้าหนี้ในบัญชีของบุคคลในต่างประเทศ โดยปรากฏรายการดังกล่าวในบัญชีของบริษัท บริษัทต้องนำส่งภาษีต่ออำเภอท้องที่พร้อมยื่นรายการภายในกำหนดเวลาใดตามประมวลรัษฎากร
- ก. ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ตั้งเป็นยอดเจ้าหนี้ดังกล่าว
- ข. ภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ชำระเงินจริงให้แก่เจ้าหนี้ดังกล่าว
- ค. ภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ขออนุญาตซื้อและโอนเงินตราต่างประเทศ
- ง. ภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ตั้งเป็นยอดเจ้าหนี้ดังกล่าว
25. บริษัท ค. จำกัดตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ มีนาย ก. ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาเป็นลูกจ้างประกอบกิจการในประเทศไทย การทำงานของนาย ก. เป็นเหตุให้บริษัทได้รับเงินได้ในประเทศไทย และนาย ก. สามารถคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีได้ ข้อใดเป็นผลตามประมวลรัษฎากร
- ก. ให้ถือว่าบริษัท ค. จำกัดประกอบกิจการในประเทศไทย และให้นาย ก. เป็นตัวแทนของบริษัท
- ข. ให้ถือว่าบริษัท ค. จำกัดประกอบกิจการในประเทศไทย แต่ไม่ถือว่านาย ก. เป็นตัวแทนเพราะเป็นบุคคลธรรมดา
- ค. ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการประเมินภาษีตามมาตรา 71 (1) มาใช้โดยอนุโลม แม้นาย ก. คำนวณกำไรสุทธิได้
- ง. ไม่ถือว่าบริษัท ค. จำกัดประกอบกิจการในประเทศไทย แม้นาย ก. ทำให้บริษัทได้รับเงินได้ในประเทศไทย
26. บริษัท เอ จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ มีบริษัท ค. จำกัดเป็นผู้ทำการติดต่อในการประกอบกิจการในประเทศไทย และการติดต่อนั้นเป็นเหตุให้บริษัท เอได้รับเงินได้ในประเทศไทย ตามประมวลรัษฎากร ข้อใดถูกต้องเกี่ยวกับหน้าที่ของบริษัท ค. จำกัด
- ก. บริษัท ค. จำกัดไม่มีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษี เพราะเป็นนิติบุคคล
- ข. บริษัท ค. จำกัดมีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีเฉพาะที่เกี่ยวกับเงินได้ดังกล่าว
- ค. บริษัท ค. จำกัดมีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการ แต่ไม่มีหน้าที่เสียภาษีเกี่ยวกับเงินได้ดังกล่าว
- ง. บริษัท ค. จำกัดมีหน้าที่และความรับผิดในการเสียภาษี แต่ไม่มีหน้าที่ยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้ดังกล่าว
27. บริษัท ค. จำกัดเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษี เดือนภาษีนี้ไม่มีรายรับ และมิได้ประกอบกิจการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร โดยอธิบดีมิได้กำหนดกำหนดเวลาไว้เป็นอย่างอื่น บริษัทต้องยื่นแบบและชำระภาษีถ้ามีเมื่อใด
- ก. ภายในวันสุดท้ายของเดือนถัดไป พร้อมกับชำระภาษีถ้ามี
- ข. ไม่ต้องยื่นแบบสำหรับเดือนนั้น เพราะเดือนภาษีนี้ไม่มีรายรับ
- ค. ภายในวันที่สิบห้าของเดือนถัดไป พร้อมกับชำระภาษีถ้ามี
- ง. ในขณะจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม พร้อมกับชำระภาษีถ้ามี
28. บริษัท ค. จำกัด เป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีจากกิจการที่ไม่ใช่การขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร และมีสถานประกอบการหลายแห่ง บริษัทได้ยื่นคำร้องต่ออธิบดีขอยื่นแบบแสดงรายการภาษีรวมกัน ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่แห่งหนึ่ง ต่อมาอธิบดีพิจารณาเห็นสมควรและอนุมัติคำร้อง ข้อใดเป็นผลตามประมวลรัษฎากร
- ก. บริษัทต้องยื่นแบบและชำระภาษีขณะจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมต่อพนักงานผู้รับจดทะเบียน
- ข. บริษัทสามารถยื่นแบบรวมกันได้ตั้งแต่ยื่นคำร้อง แม้อธิบดียังไม่ได้พิจารณาอนุมัติ
- ค. บริษัทยังต้องแยกยื่นแบบเป็นรายสถานประกอบการ แม้อธิบดีอนุมัติให้ยื่นรวมกันแล้ว
- ง. บริษัทสามารถยื่นแบบแสดงรายการภาษีรวมกัน ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่แห่งที่ได้รับอนุมัติได้
29. ตราสารที่ต้องเสียอากรฉบับหนึ่งทำขึ้นนอกสยาม วันนี้นาย ก. เป็นผู้ทรงตราสารคนแรกในสยามและได้รับตราสารนั้น นาย ก. ต้องปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าภายในกำหนดใด
- ก. ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับตราสารนั้น
- ข. ก่อนยื่นตราสารเพื่อให้จ่ายเงิน โดยไม่ต้องนับจากวันที่ได้รับตราสาร
- ค. ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับตราสารนั้น
- ง. ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ตราสารได้ทำขึ้นนอกสยาม
30. ตราสารที่ต้องเสียอากรฉบับหนึ่งทำขึ้นนอกสยาม นาย ก. เป็นผู้ทรงตราสารคนแรกในสยาม ต่อมานาง ข. ได้ตราสารมาไว้ในครอบครองก่อนพ้นกำหนดสามสิบวันนับแต่วันที่นาย ก. ได้รับตราสาร ตามประมวลรัษฎากร ข้อใดถูกต้อง
- ก. นาย ก. ต้องปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับตราสาร แต่ไม่ต้องขีดฆ่า
- ข. นาย ก. ต้องปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับตราสาร
- ค. นาง ข. ต้องปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าภายในสามสิบวันนับแต่วันที่นาย ก. ได้รับตราสาร
- ง. นาย ก. ต้องปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าเมื่อพ้นสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับตราสาร
31. บริษัท ค. จำกัดเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ได้ขายสินค้าและนำภาษีขายไปรวมคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว ต่อมาพบว่าส่งสินค้าเกินกว่าจำนวนที่ตกลงกัน จึงเพิ่มราคาสินค้าและออกใบเพิ่มหนี้ให้ผู้ซื้อ บริษัท ค. จำกัดต้องปฏิบัติอย่างไร
- ก. ไม่ต้องนำภาษีขายจากมูลค่าสินค้าที่เพิ่มขึ้นมารวมคำนวณ เพราะเคยนำภาษีขายมาคำนวณแล้ว
- ข. นำภาษีขายจากมูลค่าสินค้าที่เพิ่มขึ้นมารวมคำนวณ โดยถือเป็นภาษีขายในเดือนภาษีที่ขายสินค้าเดิม
- ค. นำภาษีขายจากมูลค่าสินค้าที่เพิ่มขึ้นมารวมคำนวณ โดยถือเป็นภาษีขายในเดือนภาษีที่ออกใบเพิ่มหนี้
- ง. นำภาษีมูลค่าเพิ่มตามใบเพิ่มหนี้มาหักออก โดยถือเป็นภาษีซื้อในเดือนภาษีที่ออกใบเพิ่มหนี้
32. บริษัท ค. จำกัด เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ได้ขายสินค้าและนำภาษีขายไปรวมคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มในเดือนมกราคม ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์พบว่าสินค้ามีจำนวนเกินกว่าที่ตกลงซื้อขายกัน จึงเพิ่มราคาสินค้าและออกใบเพิ่มหนี้ในเดือนมีนาคม โดยผู้ซื้อได้รับใบเพิ่มหนี้ในเดือนเมษายน บริษัทต้องนำภาษีขายที่เพิ่มขึ้นไปรวมคำนวณในเดือนภาษีใด
- ก. เดือนภาษีกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นเดือนที่บริษัทพบจำนวนสินค้าเกิน
- ข. เดือนภาษีมกราคม ซึ่งเป็นเดือนที่บริษัทคำนวณภาษีขายเดิม
- ค. เดือนภาษีเมษายน ซึ่งเป็นเดือนที่ผู้ซื้อได้รับใบเพิ่มหนี้
- ง. เดือนภาษีมีนาคม ซึ่งเป็นเดือนที่บริษัทออกใบเพิ่มหนี้
33. บริษัท ค. จำกัด เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ได้เลิกประกอบกิจการ และจะไปแจ้งการเลิกกิจการ ณ สถานที่ที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ บริษัทต้องแจ้งภายในกำหนดใด
- ก. แจ้งภายในสิบห้าวันนับจากวันเลิกประกอบกิจการ
- ข. แจ้งภายในสิบห้าวันนับจากวันจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
- ค. แจ้งภายในสามสิบวันนับจากวันเลิกประกอบกิจการ
- ง. แจ้งพร้อมการคืนใบทะเบียนโดยไม่มีกำหนดนับจากวันเลิกกิจการ
34. บริษัท ค. จำกัดเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ประกอบกิจการให้บริการเท่านั้นและไม่ได้ประกอบกิจการขายสินค้า บริษัทต้องจัดทำรายงานใดเกี่ยวกับการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม
- ก. ต้องจัดทำรายงานภาษีขาย รายงานภาษีซื้อ และรายงานสินค้าและวัตถุดิบ
- ข. ต้องจัดทำรายงานภาษีขายและรายงานภาษีซื้อ โดยไม่รวมรายงานสินค้าและวัตถุดิบ
- ค. ต้องจัดทำเฉพาะรายงานภาษีซื้อ โดยไม่ต้องจัดทำรายงานภาษีขาย
- ง. ต้องจัดทำเฉพาะรายงานภาษีขาย โดยไม่ต้องจัดทำรายงานภาษีซื้อ
35. บริษัท ค. จำกัดเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ประกอบกิจการขายสินค้า และได้สินค้ามาเพื่อใช้ในกิจการ โดยไม่ปรากฏว่าเป็นกรณีจำเป็นที่อธิบดีกำหนดเป็นอย่างอื่น บริษัทต้องลงรายการในรายงานสินค้าและวัตถุดิบภายในระยะเวลาใด และนับแต่เมื่อใด ตามประมวลรัษฎากร
- ก. ภายในเจ็ดวันทำการนับแต่วันที่ได้มาซึ่งสินค้านั้น
- ข. ภายในสามวันทำการนับแต่วันสิ้นเดือนที่ได้มาซึ่งสินค้านั้น
- ค. ภายในสามวันทำการนับแต่วันที่ได้มาซึ่งสินค้านั้น
- ง. ไม่มีกำหนดระยะเวลาแน่นอน โดยลงตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีกำหนด