Overview
ข้อสอบฝึกทำที่ผลิตจากคู่มือหลักภาษีอากรของ SIENSOB (ตรวจเทียบประมวลรัษฎากรและกฎหมายภาษีที่เกี่ยวข้อง) ผ่านการตรวจของเจ้าของระบบ ใช้เพื่อเตรียมสอบเท่านั้น ไม่ใช่ข้อสอบจริง
Blueprint
Topic weighting and difficulty distribution
| Topic | Weight | # Questions | Difficulty (E/M/H) |
|---|
Exam Set Intelligence
Deterministic estimates; observed performance is stored separately when available.
17 min
Estimated time
1
Topics
0
Coverage gaps
0
Duplicate pairs
83/100
Blueprint alignment
Blueprint Target vs Actual
⚠ difficulty easy: major_mismatch (+44pp).
⚠ difficulty medium: major_mismatch (+40pp).
⚠ difficulty hard: major_mismatch (+16pp).
Assessment Performance
Read-only aggregate from finalized attempts; submitted and expired are complete, abandoned is not.
0
Attempts
0
Completed
—
Completion rate
—
Average score
—
Median score
—
Average completion
No finalized attempts yet. Performance signals will appear after submitted or expired attempts.
All modes · observed-question-v1 · calculated 10/7/2026, 3:59:03 PM
Questions
Review, edit, approve, or reject generated questions.
25 approved and ready to save.
ข้อใดกล่าวถึงความหมายและลักษณะของภาษีอากรได้ถูกต้องตามหลักภาษีอากร
- ก. เงินหรือทรัพย์สินที่รัฐบังคับเก็บจากประชาชนตามกฎหมาย โดยผู้เสียไม่ได้รับสิ่งตอบแทนโดยตรงเป็นการเฉพาะตัว ✓
- ข. เงินหรือทรัพย์สินที่ประชาชนสมัครใจจ่ายให้รัฐ โดยผู้จ่ายได้รับบริการตอบแทนโดยตรงเป็นการเฉพาะตัว
- ค. เงินหรือทรัพย์สินที่ประชาชนจ่ายเป็นราคาสินค้าหรือบริการของรัฐ โดยได้รับสินค้าหรือบริการนั้นโดยตรง
- ง. เงินหรือทรัพย์สินที่รัฐบังคับเก็บจากประชาชนได้โดยไม่ต้องมีกฎหมายให้อำนาจ แม้ผู้เสียไม่ได้รับสิ่งตอบแทนโดยตรง
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เงินหรือทรัพย์สินที่รัฐบังคับเก็บจากประชาชนตามกฎหมาย โดยผู้เสียไม่ได้รับสิ่งตอบแทนโดยตรงเป็นการเฉพาะตัว" ตามหัวข้อ 1.1 ภาษีอากรคือเงินหรือทรัพย์สินที่รัฐบังคับเก็บจากประชาชนตามกฎหมาย เพื่อนำไปใช้ในกิจการของรัฐ โดยผู้เสียภาษีไม่ได้รับสิ่งตอบแทนโดยตรงเป็นการเฉพาะตัว ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เงินหรือทรัพย์สินที่ประชาชนสมัครใจจ่ายให้รัฐ โดยผู้จ่ายได้รับบริการตอบแทนโดยตรงเป็นการเฉพาะตัว" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าภาษีเป็นการบังคับ ไม่ใช่ความสมัครใจ และผู้เสียไม่ได้รับสิ่งตอบแทนโดยตรงเป็นการเฉพาะตัว • "เงินหรือทรัพย์สินที่ประชาชนจ่ายเป็นราคาสินค้าหรือบริการของรัฐ โดยได้รับสินค้าหรือบริการนั้นโดยตรง" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าภาษีไม่มีสิ่งตอบแทนโดยตรง และแตกต่างจากราคาสินค้าหรือบริการของรัฐ เช่น ค่าไฟฟ้าและค่าน้ำประปา • "เงินหรือทรัพย์สินที่รัฐบังคับเก็บจากประชาชนได้โดยไม่ต้องมีกฎหมายให้อำนาจ แม้ผู้เสียไม่ได้รับสิ่งตอบแทนโดยตรง" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่ารัฐจะเก็บภาษีได้ต้องมีกฎหมายให้อำนาจ อ้างอิงตัวบท หัวข้อ 1.1 ความหมายและลักษณะของภาษีอากร (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 1 หลักการภาษีอากร): “ภาษีอากร คือเงินหรือทรัพย์สินที่รัฐบังคับเก็บจากประชาชนตามกฎหมาย” หัวข้อ 1.1 ความหมายและลักษณะของภาษีอากร (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 1 หลักการภาษีอากร): “โดยผู้เสียภาษีไม่ได้รับสิ่งตอบแทนโดยตรงเป็นการเฉพาะตัว”
หัวข้อ 1.1 ความหมายและลักษณะของภาษีอากร (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 1 หลักการภาษีอากร): “ภาษีอากร คือเงินหรือทรัพย์สินที่รัฐบังคับเก็บจากประชาชนตามกฎหมาย”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามระบบภาษีอากรของไทย กรมศุลกากรจัดเก็บภาษีใด
- ก. ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง
- ข. อากรขาเข้าและอากรขาออก ✓
- ค. ภาษีมูลค่าเพิ่มและอากรแสตมป์
- ง. ภาษีสรรพสามิตสุราและยาสูบ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "อากรขาเข้าและอากรขาออก" ตามหัวข้อระบบภาษีอากรของไทย กรมศุลกากรจัดเก็บอากรขาเข้าและอากรขาออก ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ส่วนกรมศุลกากรจัดเก็บอากรขาเข้าและอากรขาออก • "ภาษีมูลค่าเพิ่มและอากรแสตมป์" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าภาษีมูลค่าเพิ่มและอากรแสตมป์เป็นภาษีที่กรมสรรพากรจัดเก็บ ส่วนกรมศุลกากรจัดเก็บอากรขาเข้าและอากรขาออก • "ภาษีสรรพสามิตสุราและยาสูบ" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าภาษีสรรพสามิต เช่น สุราและยาสูบ จัดเก็บโดยกรมสรรพสามิต ไม่ใช่รายการภาษีของกรมศุลกากร อ้างอิงตัวบท หัวข้อ 1.10 ระบบภาษีอากรของไทย (ภาพรวม) (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 1 หลักการภาษีอากร): “กรมศุลกากร | อากรขาเข้าและอากรขาออก”
หัวข้อ 1.10 ระบบภาษีอากรของไทย (ภาพรวม) (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 1 หลักการภาษีอากร): “กรมศุลกากร | อากรขาเข้าและอากรขาออก”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามหลักภาษีอากร มาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับเงินบริจาคสะท้อนวัตถุประสงค์ของการจัดเก็บภาษีข้อใด
- ก. ส่งเสริมการลงทุนและพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ
- ข. กระจายรายได้และลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ
- ค. ควบคุมหรือจูงใจพฤติกรรมของผู้เสียภาษี ✓
- ง. หารายได้หลักให้รัฐเพื่อใช้จ่ายตามงบประมาณ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ควบคุมหรือจูงใจพฤติกรรมของผู้เสียภาษี" ตามหัวข้อ 1.2 การลดหย่อนเงินบริจาคเป็นตัวอย่างของการยกเว้นหรือให้ประโยชน์ทางภาษีเพื่อส่งเสริมสิ่งที่ต้องการ จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อควบคุมหรือจูงใจพฤติกรรม ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ส่งเสริมการลงทุนและพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ" ผิด: หัวข้อ 1.2 ระบุว่าการส่งเสริมการลงทุนใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่กิจการเป้าหมาย ส่วนการลดหย่อนเงินบริจาคเป็นตัวอย่างของการจูงใจพฤติกรรม • "กระจายรายได้และลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ" ผิด: หัวข้อ 1.2 ยกอัตราก้าวหน้าของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นตัวอย่างของการกระจายรายได้และลดความเหลื่อมล้ำ • "หารายได้หลักให้รัฐเพื่อใช้จ่ายตามงบประมาณ" ผิด: หัวข้อ 1.2 ระบุว่าการลดหย่อนเงินบริจาคเป็นตัวอย่างของการควบคุมหรือจูงใจพฤติกรรม ไม่ใช่การหารายได้หลักให้รัฐ อ้างอิงตัวบท หัวข้อ 1.2 วัตถุประสงค์ของการจัดเก็บภาษี (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 1 หลักการภาษีอากร): “ควบคุมหรือจูงใจพฤติกรรม | เก็บภาษีสูงกับสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ หรือยกเว้นเพื่อส่งเสริมสิ่งที่ต้องการ | ภาษีสุรา ยาสูบ ความเค็ม ความหวาน · ลดหย่อนเงินบริจาค”
หัวข้อ 1.2 วัตถุประสงค์ของการจัดเก็บภาษี (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 1 หลักการภาษีอากร): “ควบคุมหรือจูงใจพฤติกรรม | เก็บภาษีสูงกับสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ หรือยกเว้นเพื่อส่งเสริมสิ่งที่ต้องการ | ภาษีสุรา ยาสูบ ความเค็ม ความหวาน · ลดหย่อนเงินบริจาค”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามหลักการจัดเก็บภาษีที่ดี การหักภาษี ณ ที่จ่ายเพื่อให้เวลาและวิธีชำระภาษีสะดวกแก่ผู้เสียภาษี สะท้อนหลักใด
- ก. หลักความแน่นอน ซึ่งมุ่งให้การเสียภาษีไม่ขึ้นกับดุลพินิจของเจ้าหน้าที่
- ข. หลักความประหยัด ซึ่งมุ่งให้ค่าใช้จ่ายจัดเก็บต่ำเมื่อเทียบกับภาษีที่เก็บได้
- ค. หลักความเป็นธรรม ซึ่งมุ่งให้ผู้มีความสามารถเสียภาษีมากควรเสียมาก
- ง. หลักความสะดวก ซึ่งมุ่งให้เวลาและวิธีชำระสะดวกแก่ผู้เสียภาษี ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "หลักความสะดวก ซึ่งมุ่งให้เวลาและวิธีชำระสะดวกแก่ผู้เสียภาษี" ตามหัวข้อ 1.3 หลักความสะดวกหมายถึงการจัดเวลาและวิธีชำระให้สะดวกแก่ผู้เสียภาษี โดยยกการหัก ณ ที่จ่ายเป็นตัวอย่างโดยตรง ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "หลักความแน่นอน ซึ่งมุ่งให้การเสียภาษีไม่ขึ้นกับดุลพินิจของเจ้าหน้าที่" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าความแน่นอนหมายถึงผู้เสียภาษีรู้ชัดว่าต้องเสียเท่าไร เมื่อไร อย่างไร และไม่ขึ้นกับดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ ส่วนการหัก ณ ที่จ่ายเป็นตัวอย่างของความสะดวก • "หลักความประหยัด ซึ่งมุ่งให้ค่าใช้จ่ายจัดเก็บต่ำเมื่อเทียบกับภาษีที่เก็บได้" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดให้ความประหยัดพิจารณาค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บเทียบกับภาษีที่เก็บได้ ไม่ใช่ความสะดวกด้านเวลาและวิธีชำระ • "หลักความเป็นธรรม ซึ่งมุ่งให้ผู้มีความสามารถเสียภาษีมากควรเสียมาก" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าความเป็นธรรมหมายถึงผู้มีความสามารถในการเสียภาษีมากควรเสียมาก ขณะที่การหัก ณ ที่จ่ายเป็นตัวอย่างของความสะดวก อ้างอิงตัวบท หัวข้อ 1.3 หลักการจัดเก็บภาษีที่ดี (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 1 หลักการภาษีอากร): “ความสะดวก (Convenience) | เวลาและวิธีการชำระสะดวกแก่ผู้เสียภาษี เช่น หัก ณ ที่จ่าย” หัวข้อ 1.3 หลักการจัดเก็บภาษีที่ดี (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 1 หลักการภาษีอากร): “ความสะดวก (Convenience) | เวลาและวิธีการชำระสะดวกแก่ผู้เสียภาษี”
หัวข้อ 1.3 หลักการจัดเก็บภาษีที่ดี (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 1 หลักการภาษีอากร): “ความสะดวก (Convenience) | เวลาและวิธีการชำระสะดวกแก่ผู้เสียภาษี เช่น หัก ณ ที่จ่าย”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามหลักความเป็นธรรมในการจัดเก็บภาษี ข้อใดอธิบายหลักที่ใช้พิจารณาว่าใครควรเสียภาษีเท่าไรได้ถูกต้อง
- ก. ความเป็นธรรมแนวนอน คือ ผู้มีความสามารถในการเสียภาษีเท่ากันควรเสียภาษีเท่ากัน ✓
- ข. หลักผลประโยชน์ คือ ผู้มีรายได้มากควรเสียภาษีมากตามความสามารถในการเสียภาษี
- ค. ความเป็นธรรมแนวตั้ง คือ ผู้มีความสามารถในการเสียภาษีเท่ากันควรเสียภาษีเท่ากัน
- ง. หลักความสามารถในการเสียภาษี คือ ผู้ได้ประโยชน์จากบริการของรัฐมากควรเสียภาษีมาก
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ความเป็นธรรมแนวนอน คือ ผู้มีความสามารถในการเสียภาษีเท่ากันควรเสียภาษีเท่ากัน" ตามหัวข้อ 1.4 ความเป็นธรรมแนวนอนหมายถึงผู้ที่มีความสามารถในการเสียภาษีเท่ากันควรเสียภาษีเท่ากัน ส่วนความเป็นธรรมแนวตั้งใช้กับผู้ที่มีความสามารถต่างกัน ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "หลักผลประโยชน์ คือ ผู้มีรายได้มากควรเสียภาษีมากตามความสามารถในการเสียภาษี" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าหลักผลประโยชน์พิจารณาจากการได้รับประโยชน์จากบริการของรัฐ • "ความเป็นธรรมแนวตั้ง คือ ผู้มีความสามารถในการเสียภาษีเท่ากันควรเสียภาษีเท่ากัน" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าแนวตั้งใช้กับผู้ที่มีความสามารถต่างกันและควรเสียภาษีต่างกัน • "หลักความสามารถในการเสียภาษี คือ ผู้ได้ประโยชน์จากบริการของรัฐมากควรเสียภาษีมาก" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าหลักความสามารถในการเสียภาษีพิจารณาจากความสามารถ เช่น ผู้มีรายได้มากควรเสียมาก อ้างอิงตัวบท หัวข้อ 1.4 ความเป็นธรรมในการจัดเก็บภาษี (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 1 หลักการภาษีอากร): “ความเป็นธรรมแนวนอน (Horizontal Equity): ผู้ที่มีความสามารถในการเสียภาษีเท่ากัน ควรเสียภาษีเท่ากัน”
หัวข้อ 1.4 ความเป็นธรรมในการจัดเก็บภาษี (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 1 หลักการภาษีอากร): “ความเป็นธรรมแนวนอน (Horizontal Equity): ผู้ที่มีความสามารถในการเสียภาษีเท่ากัน ควรเสียภาษีเท่ากัน”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการแบ่งประเภทภาษีตามการผลักภาระ
- ก. ภาษีมูลค่าเพิ่มจัดเป็นภาษีทางตรง
- ข. ภาษีธุรกิจเฉพาะจัดเป็นภาษีทางอ้อม ✓
- ค. ภาษีเงินได้นิติบุคคลจัดเป็นภาษีทางอ้อม
- ง. ภาษีสรรพสามิตจัดเป็นภาษีทางตรง
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ภาษีธุรกิจเฉพาะจัดเป็นภาษีทางอ้อม" ตามหลักการแบ่งภาษีตามการผลักภาระ ภาษีธุรกิจเฉพาะจัดเป็นภาษีทางอ้อม ซึ่งผู้มีหน้าที่เสียสามารถผลักภาระไปให้ผู้อื่นได้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ภาษีมูลค่าเพิ่มจัดเป็นภาษีทางตรง" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นภาษีทางอ้อม • "ภาษีเงินได้นิติบุคคลจัดเป็นภาษีทางอ้อม" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นภาษีทางตรง • "ภาษีสรรพสามิตจัดเป็นภาษีทางตรง" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าภาษีสรรพสามิตเป็นภาษีทางอ้อม อ้างอิงตัวบท หัวข้อ 1.5 ประเภทของภาษี (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 1 หลักการภาษีอากร): “ภาษีทางอ้อม (Indirect Tax) | ผู้มีหน้าที่เสียผลักภาระไปให้ผู้อื่นได้ โดยเฉพาะผู้บริโภค ผ่านราคาสินค้า | ภาษีมูลค่าเพิ่ม, ภาษีธุรกิจเฉพาะ, ภาษีสรรพสามิต, อากรขาเข้า-ขาออก”
หัวข้อ 1.5 ประเภทของภาษี (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 1 หลักการภาษีอากร): “ภาษีทางอ้อม (Indirect Tax) | ผู้มีหน้าที่เสียผลักภาระไปให้ผู้อื่นได้ โดยเฉพาะผู้บริโภค ผ่านราคาสินค้า | ภาษีมูลค่าเพิ่ม, ภาษีธุรกิจเฉพาะ, ภาษีสรรพสามิต, อากรขาเข้า-ขาออก”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
บริษัท ค. จำกัด จำหน่ายสินค้าโดยบวกภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ในราคาที่เรียกเก็บจากนาย ก. ผู้ซื้อ ตามหลักการแบ่งประเภทภาษีโดยพิจารณาการผลักภาระ ข้อใดสรุปได้ถูกต้อง
- ก. เป็นภาษีทางตรง เพราะผู้ขายต้องรับภาระเองและผลักให้ผู้ซื้อไม่ได้
- ข. เป็นภาษีทางอ้อม แต่ผู้ขายต้องรับภาระเองและผลักให้ผู้ซื้อไม่ได้
- ค. เป็นภาษีทางอ้อม เพราะผู้ขายผลักภาระให้ผู้ซื้อผ่านราคาสินค้าได้ ✓
- ง. เป็นภาษีทางตรง แม้ผู้ขายจะผลักภาระให้ผู้ซื้อผ่านราคาสินค้าได้
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เป็นภาษีทางอ้อม เพราะผู้ขายผลักภาระให้ผู้ซื้อผ่านราคาสินค้าได้" การที่บริษัทบวกภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ในราคาที่เรียกเก็บจากผู้ซื้อ แสดงถึงการผลักภาระผ่านราคาสินค้า ตามหลักการแบ่งประเภทภาษีโดยการผลักภาระ ภาษีมูลค่าเพิ่มจึงเป็นภาษีทางอ้อม ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เป็นภาษีทางตรง เพราะผู้ขายต้องรับภาระเองและผลักให้ผู้ซื้อไม่ได้" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นภาษีทางอ้อม และผู้มีหน้าที่เสียสามารถผลักภาระไปยังผู้บริโภคผ่านราคาสินค้าได้ • "เป็นภาษีทางอ้อม แต่ผู้ขายต้องรับภาระเองและผลักให้ผู้ซื้อไม่ได้" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าภาษีทางอ้อมสามารถผลักภาระไปให้ผู้อื่น โดยเฉพาะผู้บริโภค ผ่านราคาสินค้าได้ • "เป็นภาษีทางตรง แม้ผู้ขายจะผลักภาระให้ผู้ซื้อผ่านราคาสินค้าได้" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดว่าภาษีที่ผลักภาระไปให้ผู้ซื้อผ่านราคาสินค้าได้เป็นภาษีทางอ้อม ไม่ใช่ภาษีทางตรง อ้างอิงตัวบท หัวข้อ 1.5 ประเภทของภาษี (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 1 หลักการภาษีอากร): “ภาษีทางอ้อม (Indirect Tax) | ผู้มีหน้าที่เสียผลักภาระไปให้ผู้อื่นได้ โดยเฉพาะผู้บริโภค ผ่านราคาสินค้า | ภาษีมูลค่าเพิ่ม” หัวข้อ 1.5 ประเภทของภาษี (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 1 หลักการภาษีอากร): “ผู้มีหน้าที่เสียผลักภาระไปให้ผู้อื่นได้ โดยเฉพาะผู้บริโภค ผ่านราคาสินค้า” หัวข้อ 1.5 ประเภทของภาษี (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 1 หลักการภาษีอากร): “ถ้าส่งต่อให้ผู้ซื้อได้ = ทางอ้อม (เช่น VAT ที่ร้านค้าบวกไว้ในราคา)”
หัวข้อ 1.5 ประเภทของภาษี (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 1 หลักการภาษีอากร): “ภาษีทางอ้อม (Indirect Tax) | ผู้มีหน้าที่เสียผลักภาระไปให้ผู้อื่นได้ โดยเฉพาะผู้บริโภค ผ่านราคาสินค้า | ภาษีมูลค่าเพิ่ม”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามหลักภาษีอากร ข้อใดอธิบายลักษณะอัตราภาษีและตัวอย่างได้ถูกต้อง
- ก. ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นอัตราคงที่ เพราะฐานเงินได้ทุกระดับใช้อัตราภาษีเดียวกันและมีผลเป็นกลาง
- ข. ภาษีเงินได้นิติบุคคลอัตราทั่วไปเป็นอัตราถดถอย เพราะเมื่อฐานสูงขึ้นอัตราภาษีเทียบรายได้จะลดลง
- ค. ภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นอัตราก้าวหน้าเทียบกับราคาสินค้า เพราะฐานราคายิ่งสูงอัตราภาษียิ่งสูงขึ้นตามลำดับ
- ง. ภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นอัตราคงที่เทียบกับราคาสินค้า แม้ภาระเทียบรายได้ผู้บริโภคมีลักษณะถดถอย ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นอัตราคงที่เทียบกับราคาสินค้า แม้ภาระเทียบรายได้ผู้บริโภคมีลักษณะถดถอย" ตามหลักอัตราภาษี ภาษีมูลค่าเพิ่มจัดเป็นอัตราคงที่เมื่อเทียบกับราคาสินค้า แม้ภาระเมื่อเทียบกับรายได้ของผู้บริโภคจะมีลักษณะถดถอย ตามหัวข้อ 1.6 อัตราภาษี ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นอัตราคงที่ เพราะฐานเงินได้ทุกระดับใช้อัตราภาษีเดียวกันและมีผลเป็นกลาง" ผิด: แหล่งข้อมูลจัดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นอัตราก้าวหน้า โดยฐานยิ่งสูง อัตรายิ่งสูง • "ภาษีเงินได้นิติบุคคลอัตราทั่วไปเป็นอัตราถดถอย เพราะเมื่อฐานสูงขึ้นอัตราภาษีเทียบรายได้จะลดลง" ผิด: แหล่งข้อมูลจัดภาษีเงินได้นิติบุคคลอัตราทั่วไปเป็นอัตราคงที่หรือตามสัดส่วน • "ภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นอัตราก้าวหน้าเทียบกับราคาสินค้า เพราะฐานราคายิ่งสูงอัตราภาษียิ่งสูงขึ้นตามลำดับ" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า VAT เป็นอัตราคงที่เมื่อเทียบกับราคาสินค้า ไม่ใช่อัตราก้าวหน้า อ้างอิงตัวบท หัวข้อ 1.6 อัตราภาษี (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 1 หลักการภาษีอากร): “ถือว่า VAT เป็นอัตราคงที่เมื่อเทียบกับราคาสินค้า แม้ภาระเทียบกับรายได้ของผู้บริโภคจะมีลักษณะถดถอย”
หัวข้อ 1.6 อัตราภาษี (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 1 หลักการภาษีอากร): “ถือว่า VAT เป็นอัตราคงที่เมื่อเทียบกับราคาสินค้า แม้ภาระเทียบกับรายได้ของผู้บริโภคจะมีลักษณะถดถอย”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
นาย ก. มีเงินได้สุทธิ 250,000 บาท โดย 150,000 บาทแรกได้รับยกเว้น และเงินได้ส่วนที่เหลือ 100,000 บาทเสียภาษี 5% เป็นเงิน 5,000 บาท ตามหลักภาษีอากร นาย ก. มีอัตราภาษีเฉลี่ยและอัตราภาษีส่วนเพิ่มเท่าใด
- ก. อัตราภาษีเฉลี่ย 2% และอัตราภาษีส่วนเพิ่ม 5% ✓
- ข. อัตราภาษีเฉลี่ย 2% และอัตราภาษีส่วนเพิ่ม 10%
- ค. อัตราภาษีเฉลี่ย 5% และอัตราภาษีส่วนเพิ่ม 5%
- ง. อัตราภาษีเฉลี่ย 5% และอัตราภาษีส่วนเพิ่ม 2%
Explanation: คำตอบที่ถูก: "อัตราภาษีเฉลี่ย 2% และอัตราภาษีส่วนเพิ่ม 5%" ตามหัวข้อ 1.6 อัตราภาษี ภาษีทั้งหมด 5,000 บาทหารด้วยฐานภาษีทั้งหมด 250,000 บาท ได้อัตราภาษีเฉลี่ย 2% ส่วนเงินได้หน่วยสุดท้ายอยู่ในขั้นอัตรา 5% จึงมีอัตราภาษีส่วนเพิ่ม 5% ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "อัตราภาษีเฉลี่ย 2% และอัตราภาษีส่วนเพิ่ม 10%" ผิด: ตัวอย่างเงินได้สุทธิ 250,000 บาทระบุว่าอัตราภาษีส่วนเพิ่มเท่ากับ 5% ไม่ใช่ 10% • "อัตราภาษีเฉลี่ย 5% และอัตราภาษีส่วนเพิ่ม 5%" ผิด: อัตราภาษีเฉลี่ยต้องคำนวณจากภาษีทั้งหมดหารด้วยฐานภาษีทั้งหมด จึงเท่ากับ 2% ไม่ใช่ 5% • "อัตราภาษีเฉลี่ย 5% และอัตราภาษีส่วนเพิ่ม 2%" ผิด: อัตราภาษีเฉลี่ยคำนวณจาก 5,000 ÷ 250,000 เท่ากับ 2% ส่วนอัตราที่ใช้กับฐานส่วนสุดท้ายคือ 5% อ้างอิงตัวบท หัวข้อ 1.6 อัตราภาษี (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 1 หลักการภาษีอากร): “เงินได้สุทธิ 250,000 บาท: 150,000 บาทแรกได้รับยกเว้น ส่วน 100,000 บาทที่เหลือเสีย 5% = 5,000 บาท · อัตราเฉลี่ย = 5,000 ÷ 250,000 = 2%” หัวข้อ 1.6 อัตราภาษี (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 1 หลักการภาษีอากร): “เงินได้สุทธิ 250,000 บาท: 150,000 บาทแรกได้รับยกเว้น ส่วน 100,000 บาทที่เหลือเสีย 5% = 5,000 บาท · อัตราเฉลี่ย = 5,000 ÷ 250,000 = 2% · อัตราส่วนเพิ่ม = 5%”
หัวข้อ 1.6 อัตราภาษี (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 1 หลักการภาษีอากร): “เงินได้สุทธิ 250,000 บาท: 150,000 บาทแรกได้รับยกเว้น ส่วน 100,000 บาทที่เหลือเสีย 5% = 5,000 บาท · อัตราเฉลี่ย = 5,000 ÷ 250,000 = 2%”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามหลักภาระภาษี ความยืดหยุ่นของอุปสงค์และอุปทานมีผลต่อการรับภาระภาษีอย่างไร
- ก. ฝ่ายที่มีความยืดหยุ่นมากกว่าและปรับตัวได้ง่ายกว่า รับภาระภาษีมากกว่า
- ข. ฝ่ายที่มีความยืดหยุ่นน้อยกว่าและปรับตัวได้ยากกว่า รับภาระภาษีมากกว่า ✓
- ค. ทั้ง 2 ฝ่ายรับภาระภาษีเท่ากันเสมอ ไม่ว่าความยืดหยุ่นจะแตกต่างกันเพียงใด
- ง. ฝ่ายที่กฎหมายกำหนดให้เป็นผู้เสีย รับภาระภาษีมากกว่าเสมอโดยไม่ขึ้นกับความยืดหยุ่น
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ฝ่ายที่มีความยืดหยุ่นน้อยกว่าและปรับตัวได้ยากกว่า รับภาระภาษีมากกว่า" ตามหัวข้อ 1.7 ฝ่ายที่มีความยืดหยุ่นน้อยกว่าหรือปรับตัวได้ยากกว่าเป็นฝ่ายรับภาระภาษีมากกว่า สอดคล้องกับหลักจำว่า “ใครหนีไม่ได้ คนนั้นจ่าย” ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ฝ่ายที่มีความยืดหยุ่นมากกว่าและปรับตัวได้ง่ายกว่า รับภาระภาษีมากกว่า" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า “ฝ่ายที่ยืดหยุ่นน้อยกว่า (ปรับตัวได้ยากกว่า) รับภาระมากกว่า” • "ทั้ง 2 ฝ่ายรับภาระภาษีเท่ากันเสมอ ไม่ว่าความยืดหยุ่นจะแตกต่างกันเพียงใด" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าความยืดหยุ่นของอุปสงค์และอุปทานเป็นปัจจัยกำหนดว่าใครรับภาระมากกว่า • "ฝ่ายที่กฎหมายกำหนดให้เป็นผู้เสีย รับภาระภาษีมากกว่าเสมอโดยไม่ขึ้นกับความยืดหยุ่น" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าผู้รับภาระภาษีจริงในที่สุดอาจไม่ใช่ผู้ที่กฎหมายกำหนดให้เป็นผู้เสีย และฝ่ายที่ยืดหยุ่นน้อยกว่ารับภาระมากกว่า อ้างอิงตัวบท หัวข้อ 1.7 ภาระภาษีและการผลักภาระ (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 1 หลักการภาษีอากร): “ฝ่ายที่ยืดหยุ่นน้อยกว่า (ปรับตัวได้ยากกว่า) รับภาระมากกว่า”
หัวข้อ 1.7 ภาระภาษีและการผลักภาระ (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 1 หลักการภาษีอากร): “ฝ่ายที่ยืดหยุ่นน้อยกว่า (ปรับตัวได้ยากกว่า) รับภาระมากกว่า”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามหลักภาษีอากร ข้อใดจับคู่องค์ประกอบของโครงสร้างภาษีกับความหมายได้ถูกต้อง
- ก. ระยะเวลาภาษี คือ บุคคล คณะบุคคล หรือนิติบุคคล
- ข. ฐานภาษี คือ ต้องเสียภาษีเท่าไร
- ค. ผู้มีหน้าที่เสียภาษี คือ ใครต้องเสียภาษี ✓
- ง. อัตราภาษี คือ ต้องเสียภาษีจากอะไร
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ผู้มีหน้าที่เสียภาษี คือ ใครต้องเสียภาษี" ตามหัวข้อ 1.8 ผู้มีหน้าที่เสียภาษี (Taxpayer) หมายถึงใครต้องเสียภาษี จึงเป็นคู่ความหมายที่ถูกต้อง ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ระยะเวลาภาษี คือ บุคคล คณะบุคคล หรือนิติบุคคล" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า บุคคล คณะบุคคล และนิติบุคคลเป็นตัวอย่างของหน่วยภาษี ส่วนระยะเวลาภาษี เช่น ปีภาษีหรือเดือนภาษี • "ฐานภาษี คือ ต้องเสียภาษีเท่าไร" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า ฐานภาษี คือเสียจากอะไร ส่วนอัตราภาษีคือเสียเท่าไร • "อัตราภาษี คือ ต้องเสียภาษีจากอะไร" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า อัตราภาษี คือเสียเท่าไร ไม่ใช่เสียจากอะไร อ้างอิงตัวบท หัวข้อ 1.8 โครงสร้างของภาษีแต่ละประเภท (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 1 หลักการภาษีอากร): “ผู้มีหน้าที่เสียภาษี (Taxpayer) คือใครต้องเสีย”
หัวข้อ 1.8 โครงสร้างของภาษีแต่ละประเภท (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 1 หลักการภาษีอากร): “ผู้มีหน้าที่เสียภาษี (Taxpayer) คือใครต้องเสีย”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
นาย ก. มีรายได้จริง 800,000 บาท แต่ยื่นแบบแสดงรายได้เพียง 500,000 บาทเพื่อให้เสียภาษีน้อยลง ตามหลักภาษีอากร การกระทำของนาย ก. จัดเป็นกรณีใด
- ก. เป็นการหนีภาษีแต่ไม่ผิดกฎหมาย หากผู้เสียภาษียังคงยื่นแบบภาษีตามกำหนด
- ข. เป็นการหลีกเลี่ยงภาษี เพราะเป็นการเลือกแจ้งรายได้เพื่อให้เสียภาษีน้อยลงโดยไม่ผิดกฎหมาย
- ค. เป็นการหนีภาษีและผิดกฎหมาย แต่มีโทษเฉพาะเงินเพิ่มกับเบี้ยปรับเท่านั้น
- ง. เป็นการหนีภาษี เพราะการแจ้งรายได้ต่ำกว่าจริงเป็นวิธีที่ผิดกฎหมาย ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เป็นการหนีภาษี เพราะการแจ้งรายได้ต่ำกว่าจริงเป็นวิธีที่ผิดกฎหมาย" ข้อเท็จจริงที่นาย ก. ยื่นแบบโดยแจ้งรายได้ต่ำกว่าจริงตรงกับตัวอย่างการหนีภาษีตามหัวข้อ 1.9 ซึ่งเป็นการใช้วิธีที่ผิดกฎหมายเพื่อเสียภาษีน้อยกว่าที่ต้องเสีย ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เป็นการหนีภาษีแต่ไม่ผิดกฎหมาย หากผู้เสียภาษียังคงยื่นแบบภาษีตามกำหนด" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าการแจ้งรายได้ต่ำกว่าจริงเป็นการหนีภาษี และการหนีภาษีเป็นการใช้วิธีที่ผิดกฎหมาย • "เป็นการหลีกเลี่ยงภาษี เพราะเป็นการเลือกแจ้งรายได้เพื่อให้เสียภาษีน้อยลงโดยไม่ผิดกฎหมาย" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า “แจ้งรายได้ต่ำกว่าจริง” เป็นตัวอย่างของการหนีภาษี ส่วนการหลีกเลี่ยงภาษีต้องใช้ช่องทางที่กฎหมายอนุญาต • "เป็นการหนีภาษีและผิดกฎหมาย แต่มีโทษเฉพาะเงินเพิ่มกับเบี้ยปรับเท่านั้น" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าการหนีภาษีมีโทษทั้งเงินเพิ่ม เบี้ยปรับ และโทษทางอาญา ไม่ใช่เฉพาะเงินเพิ่มกับเบี้ยปรับ อ้างอิงตัวบท หัวข้อ 1.9 การหลีกเลี่ยงภาษีกับการหนีภาษี (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 1 หลักการภาษีอากร): “การหนีภาษี (Tax Evasion)” หัวข้อ 1.9 การหลีกเลี่ยงภาษีกับการหนีภาษี (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 1 หลักการภาษีอากร): “แจ้งรายได้ต่ำกว่าจริง” หัวข้อ 1.9 การหลีกเลี่ยงภาษีกับการหนีภาษี (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 1 หลักการภาษีอากร): “ใช้วิธีที่ผิดกฎหมายเพื่อไม่เสียหรือเสียน้อยกว่าที่ต้องเสีย”
หัวข้อ 1.9 การหลีกเลี่ยงภาษีกับการหนีภาษี (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 1 หลักการภาษีอากร): “การหนีภาษี (Tax Evasion)”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามประมวลรัษฎากร ค่าลิขสิทธิ์จัดเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทใด
- ก. 40(3) เงินได้จากค่าสิทธิ ✓
- ข. 40(4) เงินได้จากผลตอบแทนการลงทุน
- ค. 40(2) เงินได้จากการรับทำงานให้
- ง. 40(6) เงินได้จากวิชาชีพอิสระ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "40(3) เงินได้จากค่าสิทธิ" ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 ค่าลิขสิทธิ์เป็นตัวอย่างของเงินได้พึงประเมินประเภท 40(3) ค่าสิทธิ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "40(4) เงินได้จากผลตอบแทนการลงทุน" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า 40(4) ได้แก่ดอกเบี้ย เงินปันผล และผลตอบแทนจากการลงทุน แต่ค่าลิขสิทธิ์อยู่ในประเภท 40(3) • "40(2) เงินได้จากการรับทำงานให้" ผิด: แหล่งข้อมูลจัดค่าลิขสิทธิ์เป็นตัวอย่างของเงินได้ประเภท 40(3) ค่าสิทธิ ส่วน 40(2) เป็นเงินได้จากหน้าที่ ตำแหน่งงาน หรือการรับทำงานให้ • "40(6) เงินได้จากวิชาชีพอิสระ" ผิด: แหล่งข้อมูลจัดค่าลิขสิทธิ์ไว้ในประเภท 40(3) ส่วน 40(6) เป็นเงินได้จากวิชาชีพอิสระ อ้างอิงตัวบท หัวข้อ 2.1 ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (Personal Income Tax: PIT) (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 2 ภาษีแต่ละประเภทที่ต้องรู้): “40(3) | ค่าสิทธิ | ค่ากู๊ดวิลล์ ค่าลิขสิทธิ์”
หัวข้อ 2.1 ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (Personal Income Tax: PIT) (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 2 ภาษีแต่ละประเภทที่ต้องรู้): “40(3) | ค่าสิทธิ | ค่ากู๊ดวิลล์ ค่าลิขสิทธิ์”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
นาย ก. เป็นแพทย์เปิดคลินิกส่วนตัวและได้รับค่ารักษาพยาบาลจากผู้ป่วย เงินได้ดังกล่าวจัดเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทใดตามประมวลรัษฎากร
- ก. เงินได้ประเภท 40(2) จากหน้าที่หรือการรับทำงานให้
- ข. เงินได้ประเภท 40(6) จากวิชาชีพอิสระ ✓
- ค. เงินได้ประเภท 40(1) จากการจ้างแรงงานของลูกจ้าง
- ง. เงินได้ประเภท 40(8) จากธุรกิจหรือการพาณิชย์
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เงินได้ประเภท 40(6) จากวิชาชีพอิสระ" นาย ก. เป็นแพทย์และได้รับเงินจากการรักษาผู้ป่วย จึงเข้าลักษณะการประกอบโรคศิลปะ ซึ่งเป็นเงินได้จากวิชาชีพอิสระตามมาตรา 40(6) ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เงินได้ประเภท 40(2) จากหน้าที่หรือการรับทำงานให้" ผิด: แหล่งที่มาจัดการประกอบโรคศิลปะไว้โดยเฉพาะเป็นเงินได้จากวิชาชีพอิสระตาม 40(6) ไม่ใช่ 40(2) • "เงินได้ประเภท 40(1) จากการจ้างแรงงานของลูกจ้าง" ผิด: แหล่งที่มาระบุว่า 40(1) เป็นเงินได้จากการจ้างแรงงาน เช่น เงินเดือนและค่าจ้าง แต่การประกอบโรคศิลปะเป็นวิชาชีพอิสระตาม 40(6) • "เงินได้ประเภท 40(8) จากธุรกิจหรือการพาณิชย์" ผิด: แหล่งที่มาระบุว่าแพทย์และการประกอบโรคศิลปะเป็นวิชาชีพอิสระตาม 40(6) ส่วน 40(8) เป็นธุรกิจหรือการพาณิชย์ อ้างอิงตัวบท หัวข้อ 2.1 ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (Personal Income Tax: PIT) (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 2 ภาษีแต่ละประเภทที่ต้องรู้): “แพทย์ ทนายความ วิศวกร สถาปนิก นักบัญชี ช่างศิลป์ = 40(6) วิชาชีพอิสระ” หัวข้อ 2.1 ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (Personal Income Tax: PIT) (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 2 ภาษีแต่ละประเภทที่ต้องรู้): “40(6) | วิชาชีพอิสระ | กฎหมาย การประกอบโรคศิลปะ วิศวกรรม สถาปัตยกรรม การบัญชี ประณีตศิลปกรรม”
หัวข้อ 2.1 ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (Personal Income Tax: PIT) (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 2 ภาษีแต่ละประเภทที่ต้องรู้): “แพทย์ ทนายความ วิศวกร สถาปนิก นักบัญชี ช่างศิลป์ = 40(6) วิชาชีพอิสระ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อใดระบุอัตราทั่วไป เกณฑ์ SME และกำหนดเวลายื่นแบบภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ถูกต้อง
- ก. อัตราทั่วไป 20% ของกำไรสุทธิ; SME มีทุนชำระแล้วไม่เกิน 10 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี; ภ.ง.ด.51 ยื่นภายใน 2 เดือน และ ภ.ง.ด.50 ยื่นภายใน 150 วัน
- ข. อัตราทั่วไป 20% ของกำไรสุทธิ; SME มีทุนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี; ภ.ง.ด.51 ยื่นภายใน 2 เดือน และ ภ.ง.ด.50 ยื่นภายใน 180 วัน
- ค. อัตราทั่วไป 20% ของกำไรสุทธิ; SME มีทุนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี; ภ.ง.ด.51 ยื่นภายใน 2 เดือน และ ภ.ง.ด.50 ยื่นภายใน 150 วัน ✓
- ง. อัตราทั่วไป 30% ของกำไรสุทธิ; SME มีทุนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี; ภ.ง.ด.51 ยื่นภายใน 2 เดือน และ ภ.ง.ด.50 ยื่นภายใน 150 วัน
Explanation: คำตอบที่ถูก: "อัตราทั่วไป 20% ของกำไรสุทธิ; SME มีทุนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี; ภ.ง.ด.51 ยื่นภายใน 2 เดือน และ ภ.ง.ด.50 ยื่นภายใน 150 วัน" อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลทั่วไปคือ 20% ของกำไรสุทธิ โดย SME มีทุนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี ส่วน ภ.ง.ด.51 ยื่นภายใน 2 เดือนตามมาตรา 67 ทวิ และ ภ.ง.ด.50 ยื่นภายใน 150 วันตามมาตรา 69 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "อัตราทั่วไป 20% ของกำไรสุทธิ; SME มีทุนชำระแล้วไม่เกิน 10 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี; ภ.ง.ด.51 ยื่นภายใน 2 เดือน และ ภ.ง.ด.50 ยื่นภายใน 150 วัน" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่า SME ต้องมีทุนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท ไม่ใช่ 10 ล้านบาท • "อัตราทั่วไป 20% ของกำไรสุทธิ; SME มีทุนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี; ภ.ง.ด.51 ยื่นภายใน 2 เดือน และ ภ.ง.ด.50 ยื่นภายใน 180 วัน" ผิด: มาตรา 69 กำหนดให้ยื่น ภ.ง.ด.50 ภายใน 150 วันนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ไม่ใช่ 180 วัน • "อัตราทั่วไป 30% ของกำไรสุทธิ; SME มีทุนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี; ภ.ง.ด.51 ยื่นภายใน 2 เดือน และ ภ.ง.ด.50 ยื่นภายใน 150 วัน" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าอัตราทั่วไปคือ 20% ของกำไรสุทธิ ไม่ใช่ 30% อ้างอิงตัวบท หัวข้อ 2.2 ภาษีเงินได้นิติบุคคล (Corporate Income Tax: CIT) (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 2 ภาษีแต่ละประเภทที่ต้องรู้): “อัตราทั่วไป 20% ของกำไรสุทธิ” หัวข้อ 2.2 ภาษีเงินได้นิติบุคคล (Corporate Income Tax: CIT) (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 2 ภาษีแต่ละประเภทที่ต้องรู้): “SME (ทุนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท” หัวข้อ 2.2 ภาษีเงินได้นิติบุคคล (Corporate Income Tax: CIT) (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 2 ภาษีแต่ละประเภทที่ต้องรู้): “และรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี)” หัวข้อ 2.2 ภาษีเงินได้นิติบุคคล (Corporate Income Tax: CIT) (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 2 ภาษีแต่ละประเภทที่ต้องรู้): “ครึ่งปี (ภ.ง.ด.51): ยื่นภายใน 2 เดือน” หัวข้อ 2.2 ภาษีเงินได้นิติบุคคล (Corporate Income Tax: CIT) (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 2 ภาษีแต่ละประเภทที่ต้องรู้): “ทั้งปี (ภ.ง.ด.50): ยื่นภายใน 150 วัน”
หัวข้อ 2.2 ภาษีเงินได้นิติบุคคล (Corporate Income Tax: CIT) (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 2 ภาษีแต่ละประเภทที่ต้องรู้): “อัตราทั่วไป 20% ของกำไรสุทธิ”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อใดระบุอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มทั่วไป เกณฑ์รายรับที่ต้องจดทะเบียน VAT และกำหนดยื่นแบบ ภ.พ.30 ได้ถูกต้อง
- ก. อัตรา 7% รายรับเกิน 1,800,000 บาทต่อปี และยื่นภายในวันที่ 30 ของเดือนถัดไป
- ข. อัตรา 7% รายรับเกิน 1,500,000 บาทต่อปี และยื่นภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป
- ค. อัตรา 10% รายรับเกิน 1,800,000 บาทต่อปี และยื่นภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป
- ง. อัตรา 7% รายรับเกิน 1,800,000 บาทต่อปี และยื่นภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "อัตรา 7% รายรับเกิน 1,800,000 บาทต่อปี และยื่นภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป" อัตรา VAT ทั่วไปคือ 7% ต้องจดทะเบียนเมื่อรายรับเกิน 1,800,000 บาทต่อปีตามมาตรา 85/1 และต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไปตามมาตรา 83 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "อัตรา 7% รายรับเกิน 1,800,000 บาทต่อปี และยื่นภายในวันที่ 30 ของเดือนถัดไป" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุให้ยื่นแบบ ภ.พ.30 ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป ไม่ใช่วันที่ 30 • "อัตรา 7% รายรับเกิน 1,500,000 บาทต่อปี และยื่นภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าต้องจดทะเบียน VAT เมื่อรายรับเกิน 1,800,000 บาทต่อปี • "อัตรา 10% รายรับเกิน 1,800,000 บาทต่อปี และยื่นภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าอัตราที่ใช้กับการขายสินค้า การให้บริการ และการนำเข้าทั่วไปคือ 7% อ้างอิงตัวบท หัวข้อ 2.3 ภาษีมูลค่าเพิ่ม (Value Added Tax: VAT) (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 2 ภาษีแต่ละประเภทที่ต้องรู้): “7% | การขายสินค้า การให้บริการ และการนำเข้าทั่วไป” หัวข้อ 2.3 ภาษีมูลค่าเพิ่ม (Value Added Tax: VAT) (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 2 ภาษีแต่ละประเภทที่ต้องรู้): “ต้องจดทะเบียน VAT เมื่อรายรับเกิน 1,800,000 บาทต่อปี” หัวข้อ 2.3 ภาษีมูลค่าเพิ่ม (Value Added Tax: VAT) (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 2 ภาษีแต่ละประเภทที่ต้องรู้): “ยื่น ภ.พ.30 เป็นรายเดือน ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป”
หัวข้อ 2.3 ภาษีมูลค่าเพิ่ม (Value Added Tax: VAT) (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 2 ภาษีแต่ละประเภทที่ต้องรู้): “7% | การขายสินค้า การให้บริการ และการนำเข้าทั่วไป”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามหลักภาษีมูลค่าเพิ่ม ข้อใดอธิบายความแตกต่างระหว่างอัตรา 0% กับการได้รับยกเว้นได้ถูกต้อง
- ก. อัตรา 0% ยังอยู่ในระบบ VAT และขอคืนภาษีซื้อได้ ส่วนการยกเว้นอยู่นอกระบบและขอคืนไม่ได้ ✓
- ข. อัตรา 0% อยู่นอกระบบ VAT และขอคืนภาษีซื้อไม่ได้ ส่วนการยกเว้นยังอยู่ในระบบ VAT และขอคืนได้
- ค. ทั้งอัตรา 0% และการยกเว้นอยู่นอกระบบ VAT โดยผู้ประกอบการไม่มีสิทธิขอคืนภาษีซื้อ
- ง. ทั้งอัตรา 0% และการยกเว้นยังอยู่ในระบบ VAT โดยผู้ประกอบการมีสิทธิขอคืนภาษีซื้อได้
Explanation: คำตอบที่ถูก: "อัตรา 0% ยังอยู่ในระบบ VAT และขอคืนภาษีซื้อได้ ส่วนการยกเว้นอยู่นอกระบบและขอคืนไม่ได้" อัตรา 0% ตามมาตรา 80/1 ยังอยู่ในระบบ VAT และขอคืนภาษีซื้อได้ ส่วนกิจการที่ได้รับยกเว้นตามมาตรา 81 อยู่นอกระบบและขอคืนภาษีซื้อไม่ได้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "อัตรา 0% อยู่นอกระบบ VAT และขอคืนภาษีซื้อไม่ได้ ส่วนการยกเว้นยังอยู่ในระบบ VAT และขอคืนได้" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าอัตรา 0% ยังอยู่ในระบบ VAT และขอคืนภาษีซื้อได้ ส่วนผู้ได้รับยกเว้นอยู่นอกระบบและขอคืนภาษีซื้อไม่ได้ • "ทั้งอัตรา 0% และการยกเว้นอยู่นอกระบบ VAT โดยผู้ประกอบการไม่มีสิทธิขอคืนภาษีซื้อ" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าอัตรา 0% ยังอยู่ในระบบ VAT และผู้ประกอบการขอคืนภาษีซื้อได้ • "ทั้งอัตรา 0% และการยกเว้นยังอยู่ในระบบ VAT โดยผู้ประกอบการมีสิทธิขอคืนภาษีซื้อได้" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าผู้ได้รับยกเว้นอยู่นอกระบบและไม่มีสิทธิขอคืนภาษีซื้อ อ้างอิงตัวบท หัวข้อ 2.3 ภาษีมูลค่าเพิ่ม (Value Added Tax: VAT) (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 2 ภาษีแต่ละประเภทที่ต้องรู้): “อัตรา 0% ยังอยู่ในระบบ VAT” หัวข้อ 2.3 ภาษีมูลค่าเพิ่ม (Value Added Tax: VAT) (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 2 ภาษีแต่ละประเภทที่ต้องรู้): “และขอคืนภาษีซื้อได้” หัวข้อ 2.3 ภาษีมูลค่าเพิ่ม (Value Added Tax: VAT) (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 2 ภาษีแต่ละประเภทที่ต้องรู้): “ส่วนผู้ได้รับยกเว้นอยู่นอกระบบ” หัวข้อ 2.3 ภาษีมูลค่าเพิ่ม (Value Added Tax: VAT) (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 2 ภาษีแต่ละประเภทที่ต้องรู้): “และขอคืนภาษีซื้อไม่ได้”
หัวข้อ 2.3 ภาษีมูลค่าเพิ่ม (Value Added Tax: VAT) (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 2 ภาษีแต่ละประเภทที่ต้องรู้): “อัตรา 0% ยังอยู่ในระบบ VAT”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามหลักภาษีธุรกิจเฉพาะ ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับกิจการที่ต้องเสียภาษีและฐานที่ใช้จัดเก็บ
- ก. การรับประกันชีวิตเสียภาษีธุรกิจเฉพาะจากรายรับหลังหักรายจ่าย
- ข. การธนาคารเสียภาษีธุรกิจเฉพาะจากรายรับก่อนหักรายจ่าย ✓
- ค. การรับจำนำเสียภาษีมูลค่าเพิ่มแทนภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับรายรับนั้น
- ง. การขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าเสียทั้งภาษีธุรกิจเฉพาะและ VAT จากรายรับ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "การธนาคารเสียภาษีธุรกิจเฉพาะจากรายรับก่อนหักรายจ่าย" ตามมาตรา 91/2 การธนาคารเป็นกิจการที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ โดยจัดเก็บจากรายรับก่อนหักรายจ่ายแทนการเก็บ VAT สำหรับรายรับนั้น ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "การรับประกันชีวิตเสียภาษีธุรกิจเฉพาะจากรายรับหลังหักรายจ่าย" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะจากรายรับก่อนหักรายจ่าย • "การรับจำนำเสียภาษีมูลค่าเพิ่มแทนภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับรายรับนั้น" ผิด: มาตรา 91/2 ระบุว่าการรับจำนำเป็นกิจการที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ และกิจการที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะไม่ต้องเสีย VAT สำหรับรายรับนั้น • "การขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าเสียทั้งภาษีธุรกิจเฉพาะและ VAT จากรายรับ" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่ากิจการที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะไม่ต้องเสีย VAT สำหรับรายรับนั้น อ้างอิงตัวบท หัวข้อ 2.4 ภาษีธุรกิจเฉพาะ (Specific Business Tax: SBT) (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 2 ภาษีแต่ละประเภทที่ต้องรู้): “กิจการที่ต้องเสีย (ม.91/2) 1. การธนาคาร” หัวข้อ 2.4 ภาษีธุรกิจเฉพาะ (Specific Business Tax: SBT) (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 2 ภาษีแต่ละประเภทที่ต้องรู้): “จึงเก็บจากรายรับก่อนหักรายจ่าย แทนการเก็บ VAT”
หัวข้อ 2.4 ภาษีธุรกิจเฉพาะ (Specific Business Tax: SBT) (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 2 ภาษีแต่ละประเภทที่ต้องรู้): “กิจการที่ต้องเสีย (ม.91/2) 1. การธนาคาร”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการจัดเก็บ ผู้เสีย และกำหนดชำระภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง
- ก. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้จัดเก็บ ผู้เป็นเจ้าของหรือครอบครอง ณ วันที่ 1 มกราคมชำระภาษีภายในเดือนพฤษภาคม
- ข. กรมสรรพากรเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่จัดเก็บ ผู้เป็นเจ้าของหรือครอบครอง ณ วันที่ 1 มกราคมชำระภาษีภายในเดือนเมษายน
- ค. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้จัดเก็บ ผู้เป็นเจ้าของหรือครอบครอง ณ วันที่ 1 มกราคมชำระภาษีภายในเดือนเมษายน ✓
- ง. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้จัดเก็บ ผู้เป็นเจ้าของหรือครอบครอง ณ วันที่ 1 กุมภาพันธ์ชำระภาษีภายในเดือนเมษายน
Explanation: คำตอบที่ถูก: "องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้จัดเก็บ ผู้เป็นเจ้าของหรือครอบครอง ณ วันที่ 1 มกราคมชำระภาษีภายในเดือนเมษายน" องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้จัดเก็บภาษี ผู้เป็นเจ้าของหรือครอบครองทรัพย์สิน ณ วันที่ 1 มกราคมเป็นผู้เสียภาษีของปีนั้นตามมาตรา 9 และต้องชำระภายในเดือนเมษายนตามมาตรา 46 ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้จัดเก็บ ผู้เป็นเจ้าของหรือครอบครอง ณ วันที่ 1 มกราคมชำระภาษีภายในเดือนพฤษภาคม" ผิด: มาตรา 46 กำหนดให้ผู้เสียภาษีชำระภาษีภายในเดือนเมษายนของทุกปี มิใช่เดือนพฤษภาคม • "กรมสรรพากรเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่จัดเก็บ ผู้เป็นเจ้าของหรือครอบครอง ณ วันที่ 1 มกราคมชำระภาษีภายในเดือนเมษายน" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้จัดเก็บ และไม่ใช่กรมสรรพากร • "องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้จัดเก็บ ผู้เป็นเจ้าของหรือครอบครอง ณ วันที่ 1 กุมภาพันธ์ชำระภาษีภายในเดือนเมษายน" ผิด: มาตรา 9 ระบุให้พิจารณาผู้เป็นเจ้าของหรือครอบครอง ณ วันที่ 1 มกราคม มิใช่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ อ้างอิงตัวบท หัวข้อ 2.5 ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 2 ภาษีแต่ละประเภทที่ต้องรู้): “ผู้จัดเก็บ: องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (เทศบาล อบต. กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา)” หัวข้อ 2.5 ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 2 ภาษีแต่ละประเภทที่ต้องรู้): “ใครเสีย: ผู้ที่เป็นเจ้าของหรือครอบครองที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้าง ณ วันที่ 1 มกราคมของปีใด เป็นผู้เสียภาษีของปีนั้น” หัวข้อ 2.5 ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 2 ภาษีแต่ละประเภทที่ต้องรู้): “เมษายน: ผู้เสียภาษีชำระภาษีภายในเดือนเมษายนของทุกปี”
หัวข้อ 2.5 ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 2 ภาษีแต่ละประเภทที่ต้องรู้): “ผู้จัดเก็บ: องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (เทศบาล อบต. กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา)”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อใดอธิบายเพดานอัตราภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างและการเพิ่มอัตราสำหรับที่ดินทิ้งร้างได้ถูกต้อง
- ก. ที่ดินเกษตรกรรมมีเพดาน 0.3% ส่วนที่ดินว่างเปล่ามีเพดาน 1.2% และเมื่อทิ้งร้างติดต่อกัน 3 ปี ปีที่ 4 จึงเพิ่มอีก 0.3%
- ข. ที่ดินว่างเปล่ามีเพดาน 1.2% แต่เมื่อทิ้งร้างติดต่อกัน 3 ปี ปีที่ 4 ให้เปลี่ยนเป็นอัตรา 0.3% แทนอัตราเดิม
- ค. ที่ดินว่างเปล่ามีเพดาน 1.2% และแม้ทิ้งร้างติดต่อกันเกิน 3 ปี ก็ไม่มีการเพิ่มอัตราภาษีเนื่องจากการทิ้งร้าง
- ง. ที่ดินเกษตรกรรมมีเพดาน 0.15% ส่วนที่ดินว่างเปล่ามีเพดาน 1.2% และเมื่อทิ้งร้างติดต่อกัน 3 ปี ปีที่ 4 เพิ่มอีก 0.3% ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ที่ดินเกษตรกรรมมีเพดาน 0.15% ส่วนที่ดินว่างเปล่ามีเพดาน 1.2% และเมื่อทิ้งร้างติดต่อกัน 3 ปี ปีที่ 4 เพิ่มอีก 0.3%" ตามมาตรา 37 ที่ดินเกษตรกรรมมีเพดานอัตราไม่เกิน 0.15% และที่ดินว่างเปล่าหรือไม่ทำประโยชน์ตามควรแก่สภาพมีเพดานไม่เกิน 1.2% ส่วนมาตรา 43 กำหนดว่าเมื่อทิ้งร้างติดต่อกัน 3 ปี ปีที่ 4 ให้เพิ่มอัตราอีก 0.3% ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ที่ดินเกษตรกรรมมีเพดาน 0.3% ส่วนที่ดินว่างเปล่ามีเพดาน 1.2% และเมื่อทิ้งร้างติดต่อกัน 3 ปี ปีที่ 4 จึงเพิ่มอีก 0.3%" ผิด: มาตรา 37 กำหนดเพดานของเกษตรกรรมไม่เกิน 0.15% ไม่ใช่ 0.3% • "ที่ดินว่างเปล่ามีเพดาน 1.2% แต่เมื่อทิ้งร้างติดต่อกัน 3 ปี ปีที่ 4 ให้เปลี่ยนเป็นอัตรา 0.3% แทนอัตราเดิม" ผิด: มาตรา 43 ใช้ถ้อยคำว่าให้เพิ่มอัตราอีก 0.3% มิใช่เปลี่ยนเป็นอัตรา 0.3% • "ที่ดินว่างเปล่ามีเพดาน 1.2% และแม้ทิ้งร้างติดต่อกันเกิน 3 ปี ก็ไม่มีการเพิ่มอัตราภาษีเนื่องจากการทิ้งร้าง" ผิด: มาตรา 43 ระบุว่าเมื่อทิ้งร้างติดต่อกัน 3 ปี ปีที่ 4 ให้เพิ่มอัตราอีก 0.3% อ้างอิงตัวบท หัวข้อ 2.5 ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 2 ภาษีแต่ละประเภทที่ต้องรู้): “เกษตรกรรม (ทำนา ทำไร่ ทำสวน เลี้ยงสัตว์ ฯลฯ) | ไม่เกิน 0.15%” หัวข้อ 2.5 ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 2 ภาษีแต่ละประเภทที่ต้องรู้): “ทิ้งไว้ว่างเปล่า / ไม่ทำประโยชน์ตามควรแก่สภาพ | ไม่เกิน 1.2%” หัวข้อ 2.5 ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 2 ภาษีแต่ละประเภทที่ต้องรู้): “- ที่ทิ้งร้างติดต่อกัน 3 ปี (ม.43): ปีที่ 4 เพิ่มอัตราอีก 0.3%”
หัวข้อ 2.5 ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 2 ภาษีแต่ละประเภทที่ต้องรู้): “เกษตรกรรม (ทำนา ทำไร่ ทำสวน เลี้ยงสัตว์ ฯลฯ) | ไม่เกิน 0.15%”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 ข้อใดถูกต้องเกี่ยวกับสินค้าที่ผลิตในไทยซึ่งไม่นำไปเก็บในคลังสินค้าทัณฑ์บนหรือเขตปลอดอากร
- ก. ผู้ประกอบอุตสาหกรรมเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษี ความรับผิดเกิดเมื่อนำสินค้าออกจากโรงอุตสาหกรรม และใช้ราคาขายปลีกแนะนำไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นฐานตามมูลค่า ✓
- ข. ผู้ประกอบอุตสาหกรรมไม่เป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษี ความรับผิดเกิดเมื่อนำสินค้าออกจากโรงอุตสาหกรรม และใช้ราคาขายปลีกแนะนำไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นฐานตามมูลค่า
- ค. ผู้ประกอบอุตสาหกรรมเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษี ความรับผิดเกิดเมื่อการผลิตสินค้าในโรงอุตสาหกรรมเสร็จสมบูรณ์ และใช้ราคาขายปลีกแนะนำไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นฐานตามมูลค่า
- ง. ผู้ประกอบอุตสาหกรรมเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษี ความรับผิดเกิดเมื่อนำสินค้าออกจากโรงอุตสาหกรรม และใช้ราคา ณ โรงอุตสาหกรรมไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นฐานตามมูลค่า
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ผู้ประกอบอุตสาหกรรมเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษี ความรับผิดเกิดเมื่อนำสินค้าออกจากโรงอุตสาหกรรม และใช้ราคาขายปลีกแนะนำไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นฐานตามมูลค่า" ตามมาตรา 16 ผู้ประกอบอุตสาหกรรมเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษี มาตรา 21 กำหนดให้ความรับผิดของสินค้าที่ผลิตในไทยเกิดเมื่อนำออกจากโรงอุตสาหกรรม โดยกรณีตามคำถามไม่อยู่ในข้อยกเว้น และมาตรา 17 กำหนดฐานตามมูลค่าเป็นราคาขายปลีกแนะนำไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ผู้ประกอบอุตสาหกรรมไม่เป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษี ความรับผิดเกิดเมื่อนำสินค้าออกจากโรงอุตสาหกรรม และใช้ราคาขายปลีกแนะนำไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นฐานตามมูลค่า" ผิด: มาตรา 16 ระบุว่าผู้ประกอบอุตสาหกรรมหรือผู้ผลิตเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษี • "ผู้ประกอบอุตสาหกรรมเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษี ความรับผิดเกิดเมื่อการผลิตสินค้าในโรงอุตสาหกรรมเสร็จสมบูรณ์ และใช้ราคาขายปลีกแนะนำไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นฐานตามมูลค่า" ผิด: มาตรา 21 กำหนดว่าความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อนำสินค้าออกจากโรงอุตสาหกรรม ไม่ใช่เมื่อผลิตสินค้าเสร็จ • "ผู้ประกอบอุตสาหกรรมเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษี ความรับผิดเกิดเมื่อนำสินค้าออกจากโรงอุตสาหกรรม และใช้ราคา ณ โรงอุตสาหกรรมไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นฐานตามมูลค่า" ผิด: มาตรา 17 กำหนดให้ฐานตามมูลค่าของสินค้าเป็นราคาขายปลีกแนะนำไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม อ้างอิงตัวบท หัวข้อ 2.6 ภาษีสรรพสามิต (Excise Tax) (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 2 ภาษีแต่ละประเภทที่ต้องรู้): “ผู้มีหน้าที่เสียภาษี (ม.16): - ผู้ประกอบอุตสาหกรรม (ผู้ผลิต)” หัวข้อ 2.6 ภาษีสรรพสามิต (Excise Tax) (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 2 ภาษีแต่ละประเภทที่ต้องรู้): “สินค้าที่ผลิตในไทย ความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อนำสินค้าออกจากโรงอุตสาหกรรม เว้นแต่นำไปเก็บในคลังสินค้าทัณฑ์บนหรือเขตปลอดอากร” หัวข้อ 2.6 ภาษีสรรพสามิต (Excise Tax) (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 2 ภาษีแต่ละประเภทที่ต้องรู้): “ฐานตามมูลค่าของสินค้า = ราคาขายปลีกแนะนำ ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม (ม.17)”
หัวข้อ 2.6 ภาษีสรรพสามิต (Excise Tax) (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 2 ภาษีแต่ละประเภทที่ต้องรู้): “ผู้มีหน้าที่เสียภาษี (ม.16): - ผู้ประกอบอุตสาหกรรม (ผู้ผลิต)”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อใดอธิบายเหตุผลของการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตจากสินค้าและบริการบางประเภทได้ถูกต้อง
- ก. เพื่อจัดเก็บภาษีจากสินค้าและบริการทุกประเภท โดยไม่จำแนกลักษณะของสินค้า
- ข. เพื่อหารายได้และควบคุมการบริโภค โดยให้ผู้บริโภครับภาระสูงกว่าปกติ ✓
- ค. เพื่อหารายได้เพียงอย่างเดียว โดยไม่มีวัตถุประสงค์ควบคุมการบริโภค
- ง. เพื่อส่งเสริมการบริโภค โดยให้ผู้บริโภครับภาระภาษีต่ำกว่าปกติ
Explanation: คำตอบที่ถูก: "เพื่อหารายได้และควบคุมการบริโภค โดยให้ผู้บริโภครับภาระสูงกว่าปกติ" ตามหลักภาษีสรรพสามิตในหัวข้อ 2.6 ภาษีนี้จัดเก็บจากสินค้าและบริการบางประเภท โดยให้ผู้บริโภครับภาระสูงกว่าปกติ และใช้ทั้งเพื่อหารายได้และควบคุมการบริโภค ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "เพื่อจัดเก็บภาษีจากสินค้าและบริการทุกประเภท โดยไม่จำแนกลักษณะของสินค้า" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าเก็บจาก “สินค้าและบริการบางประเภท” ซึ่งมีลักษณะตามที่กำหนด • "เพื่อหารายได้เพียงอย่างเดียว โดยไม่มีวัตถุประสงค์ควบคุมการบริโภค" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าเป็นภาษีทางอ้อมที่ใช้ “ทั้งหารายได้และควบคุมการบริโภค” • "เพื่อส่งเสริมการบริโภค โดยให้ผู้บริโภครับภาระภาษีต่ำกว่าปกติ" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าใช้ภาษีสรรพสามิตเพื่อ “ควบคุมการบริโภค” และให้ผู้บริโภครับภาระสูงกว่าปกติ อ้างอิงตัวบท หัวข้อ 2.6 ภาษีสรรพสามิต (Excise Tax) (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 2 ภาษีแต่ละประเภทที่ต้องรู้): “เป็นภาษีทางอ้อม ที่ใช้ทั้งหารายได้และควบคุมการบริโภค” หัวข้อ 2.6 ภาษีสรรพสามิต (Excise Tax) (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 2 ภาษีแต่ละประเภทที่ต้องรู้): “ให้ผู้บริโภครับภาระสูงกว่าปกติ”
หัวข้อ 2.6 ภาษีสรรพสามิต (Excise Tax) (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 2 ภาษีแต่ละประเภทที่ต้องรู้): “เป็นภาษีทางอ้อม ที่ใช้ทั้งหารายได้และควบคุมการบริโภค”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ตามหลักอากรศุลกากร ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับเวลาที่ความรับผิดในการเสียอากรเกิดขึ้นและราคาศุลกากรขาเข้า
- ก. ความรับผิดเกิดเมื่อยื่นใบขนสินค้า และราคาศุลกากรขาเข้าคิดแบบ FOB
- ข. ความรับผิดเกิดเมื่อชำระอากร และราคาศุลกากรขาเข้าใช้ราคาขายส่งเงินสด ณ ที่ส่งออก
- ค. ความรับผิดเกิดเมื่อนำของเข้าสำเร็จหรือส่งของออกสำเร็จ และราคาศุลกากรขาเข้าคิดแบบ CIF ✓
- ง. ความรับผิดเกิดเมื่อพนักงานออกเลขที่ใบขนสินค้า และราคาศุลกากรขาเข้าไม่รวมค่าประกันภัย
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ความรับผิดเกิดเมื่อนำของเข้าสำเร็จหรือส่งของออกสำเร็จ และราคาศุลกากรขาเข้าคิดแบบ CIF" ตามมาตรา 13 ความรับผิดในการเสียอากรเกิดขึ้นเมื่อนำของเข้าสำเร็จหรือส่งของออกสำเร็จ และตามมาตรา 14–16 ราคาศุลกากรขาเข้าของไทยคิดแบบ CIF ซึ่งรวมค่าสินค้า ค่าประกันภัย และค่าขนส่งถึงไทย ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "ความรับผิดเกิดเมื่อยื่นใบขนสินค้า และราคาศุลกากรขาเข้าคิดแบบ FOB" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าความรับผิดเกิดเมื่อนำของเข้าสำเร็จหรือส่งของออกสำเร็จ และราคาศุลกากรขาเข้าคิดแบบ CIF • "ความรับผิดเกิดเมื่อชำระอากร และราคาศุลกากรขาเข้าใช้ราคาขายส่งเงินสด ณ ที่ส่งออก" ผิด: แหล่งข้อมูลกำหนดจุดเกิดความรับผิดไว้เมื่อนำของเข้าสำเร็จหรือส่งของออกสำเร็จ และกำหนดราคาขายส่งเงินสด ณ เวลาและที่ที่ส่งออกสำหรับราคาศุลกากรขาออก ไม่ใช่ขาเข้า • "ความรับผิดเกิดเมื่อพนักงานออกเลขที่ใบขนสินค้า และราคาศุลกากรขาเข้าไม่รวมค่าประกันภัย" ผิด: แหล่งข้อมูลระบุว่าความรับผิดเกิดเมื่อนำของเข้าสำเร็จหรือส่งของออกสำเร็จ ส่วนราคาแบบ CIF รวมค่าสินค้า ค่าประกันภัย และค่าขนส่งถึงไทย อ้างอิงตัวบท หัวข้อ 2.7 อากรขาเข้าและอากรขาออก (อากรศุลกากร) (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 2 ภาษีแต่ละประเภทที่ต้องรู้): “ความรับผิดในการเสียอากรเกิดขึ้นเมื่อ "นำของเข้าสำเร็จ"” หัวข้อ 2.7 อากรขาเข้าและอากรขาออก (อากรศุลกากร) (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 2 ภาษีแต่ละประเภทที่ต้องรู้): “หรือ "ส่งของออกสำเร็จ"” หัวข้อ 2.7 อากรขาเข้าและอากรขาออก (อากรศุลกากร) (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 2 ภาษีแต่ละประเภทที่ต้องรู้): “ราคาศุลกากรขาเข้าของไทยคิดแบบ CIF”
หัวข้อ 2.7 อากรขาเข้าและอากรขาออก (อากรศุลกากร) (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 2 ภาษีแต่ละประเภทที่ต้องรู้): “ความรับผิดในการเสียอากรเกิดขึ้นเมื่อ "นำของเข้าสำเร็จ"”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อใดอธิบายหลักการคืนอากรตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 ได้ถูกต้อง
- ก. อธิบดีคืนอากรที่คำนวณผิดเองได้ภายใน 3 ปี ผู้เสียยื่นขอคืนได้ภายใน 2 ปี และ ม.29 ให้คืนอากรขาเข้าของวัตถุดิบที่นำมาผลิตแล้วส่งผลิตภัณฑ์ออกนอกประเทศ
- ข. อธิบดีคืนอากรที่คำนวณผิดเองได้ภายใน 2 ปี ผู้เสียยื่นขอคืนได้ภายใน 3 ปี แต่ ม.29 ไม่ให้คืนอากรขาเข้าของวัตถุดิบที่นำมาผลิตและส่งผลิตภัณฑ์ออกนอกประเทศ
- ค. อธิบดีคืนอากรที่คำนวณผิดเองได้ภายใน 2 ปี ผู้เสียยื่นขอคืนได้ภายใน 3 ปี และ ม.29 ให้คืนอากรขาออกของผลิตภัณฑ์แทนอากรขาเข้าของวัตถุดิบ
- ง. อธิบดีคืนอากรที่คำนวณผิดเองได้ภายใน 2 ปี ผู้เสียยื่นขอคืนได้ภายใน 3 ปี และ ม.29 ให้คืนอากรขาเข้าของวัตถุดิบที่นำมาผลิตแล้วส่งผลิตภัณฑ์ออกนอกประเทศ ✓
Explanation: คำตอบที่ถูก: "อธิบดีคืนอากรที่คำนวณผิดเองได้ภายใน 2 ปี ผู้เสียยื่นขอคืนได้ภายใน 3 ปี และ ม.29 ให้คืนอากรขาเข้าของวัตถุดิบที่นำมาผลิตแล้วส่งผลิตภัณฑ์ออกนอกประเทศ" ตาม ม.25 อธิบดีคืนอากรที่คำนวณผิดเองได้ภายใน 2 ปี และผู้เสียอากรยื่นคำร้องขอคืนได้ภายใน 3 ปีนับแต่วันนำเข้าหรือส่งออก ส่วน ม.29 ให้ขอคืนอากรขาเข้าของวัตถุดิบที่นำมาผลิต ผสม ประกอบ หรือบรรจุ แล้วส่งผลิตภัณฑ์ออกนอกประเทศได้ ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "อธิบดีคืนอากรที่คำนวณผิดเองได้ภายใน 3 ปี ผู้เสียยื่นขอคืนได้ภายใน 2 ปี และ ม.29 ให้คืนอากรขาเข้าของวัตถุดิบที่นำมาผลิตแล้วส่งผลิตภัณฑ์ออกนอกประเทศ" ผิด: ม.25 ระบุว่าอธิบดีคืนเองได้ภายใน 2 ปี ส่วนผู้เสียอากรยื่นคำร้องขอคืนได้ภายใน 3 ปีนับแต่วันนำเข้าหรือส่งออก • "อธิบดีคืนอากรที่คำนวณผิดเองได้ภายใน 2 ปี ผู้เสียยื่นขอคืนได้ภายใน 3 ปี แต่ ม.29 ไม่ให้คืนอากรขาเข้าของวัตถุดิบที่นำมาผลิตและส่งผลิตภัณฑ์ออกนอกประเทศ" ผิด: ม.29 ระบุว่านำเข้าวัตถุดิบมาผลิต ผสม ประกอบ หรือบรรจุ แล้วส่งผลิตภัณฑ์ออกนอกประเทศ สามารถขอคืนอากรขาเข้าของวัตถุดิบนั้นได้ • "อธิบดีคืนอากรที่คำนวณผิดเองได้ภายใน 2 ปี ผู้เสียยื่นขอคืนได้ภายใน 3 ปี และ ม.29 ให้คืนอากรขาออกของผลิตภัณฑ์แทนอากรขาเข้าของวัตถุดิบ" ผิด: ม.29 กำหนดให้ขอคืนอากรขาเข้าของวัตถุดิบที่นำมาผลิต ผสม ประกอบ หรือบรรจุ แล้วส่งผลิตภัณฑ์ออกนอกประเทศ ไม่ใช่อากรขาออกของผลิตภัณฑ์ อ้างอิงตัวบท หัวข้อ 2.7 อากรขาเข้าและอากรขาออก (อากรศุลกากร) (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 2 ภาษีแต่ละประเภทที่ต้องรู้): “อธิบดีคืนเองได้ในกรณีคำนวณผิด ภายใน 2 ปี” หัวข้อ 2.7 อากรขาเข้าและอากรขาออก (อากรศุลกากร) (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 2 ภาษีแต่ละประเภทที่ต้องรู้): “หรือผู้เสียยื่นคำร้องขอคืนได้ภายใน 3 ปีนับแต่วันนำเข้าหรือส่งออก” หัวข้อ 2.7 อากรขาเข้าและอากรขาออก (อากรศุลกากร) (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 2 ภาษีแต่ละประเภทที่ต้องรู้): “คืนอากรเพื่อส่งเสริมการส่งออก (ม.29): นำเข้าวัตถุดิบมาผลิต ผสม ประกอบ หรือบรรจุ แล้วส่งผลิตภัณฑ์ออกนอกประเทศ ขอคืนอากรขาเข้าของวัตถุดิบนั้นได้”
หัวข้อ 2.7 อากรขาเข้าและอากรขาออก (อากรศุลกากร) (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 2 ภาษีแต่ละประเภทที่ต้องรู้): “อธิบดีคืนเองได้ในกรณีคำนวณผิด ภายใน 2 ปี”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
ข้อใดจับคู่ประเภทภาษี ผู้จัดเก็บ ลักษณะทางตรงหรือทางอ้อม และฐานภาษีได้ถูกต้อง
- ก. ภาษีเงินได้นิติบุคคลจัดเก็บโดยสรรพากร เป็นภาษีทางตรง และใช้กำไรสุทธิเป็นฐานภาษี ✓
- ข. อากรขาเข้าและขาออกจัดเก็บโดยกรมศุลกากร เป็นภาษีทางตรง และใช้ราคาศุลกากรหรือสภาพเป็นฐานภาษี
- ค. ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจัดเก็บโดย อปท. เป็นภาษีทางอ้อม และใช้ราคาประเมินทุนทรัพย์เป็นฐานภาษี
- ง. ภาษีมูลค่าเพิ่มจัดเก็บโดยสรรพากร เป็นภาษีทางตรง และใช้มูลค่าสินค้าหรือบริการเป็นฐานภาษี
Explanation: คำตอบที่ถูก: "ภาษีเงินได้นิติบุคคลจัดเก็บโดยสรรพากร เป็นภาษีทางตรง และใช้กำไรสุทธิเป็นฐานภาษี" หัวข้อ 2.8 ระบุว่า ภาษีเงินได้นิติบุคคลมีสรรพากรเป็นผู้จัดเก็บ เป็นภาษีทางตรง และใช้กำไรสุทธิเป็นฐานภาษี ตัวเลือกอื่นผิดเพราะ • "อากรขาเข้าและขาออกจัดเก็บโดยกรมศุลกากร เป็นภาษีทางตรง และใช้ราคาศุลกากรหรือสภาพเป็นฐานภาษี" ผิด: หัวข้อ 2.8 ระบุว่าอากรขาเข้าและขาออกเป็นภาษีทางอ้อม ไม่ใช่ภาษีทางตรง • "ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจัดเก็บโดย อปท. เป็นภาษีทางอ้อม และใช้ราคาประเมินทุนทรัพย์เป็นฐานภาษี" ผิด: หัวข้อ 2.8 ระบุว่าภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นภาษีทางตรง ไม่ใช่ภาษีทางอ้อม • "ภาษีมูลค่าเพิ่มจัดเก็บโดยสรรพากร เป็นภาษีทางตรง และใช้มูลค่าสินค้าหรือบริการเป็นฐานภาษี" ผิด: หัวข้อ 2.8 ระบุว่าภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นภาษีทางอ้อม ไม่ใช่ภาษีทางตรง อ้างอิงตัวบท หัวข้อ 2.8 ตารางสรุปเปรียบเทียบ (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 2 ภาษีแต่ละประเภทที่ต้องรู้): “เงินได้นิติบุคคล | สรรพากร” หัวข้อ 2.8 ตารางสรุปเปรียบเทียบ (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 2 ภาษีแต่ละประเภทที่ต้องรู้): “เงินได้นิติบุคคล | สรรพากร | ตรง” หัวข้อ 2.8 ตารางสรุปเปรียบเทียบ (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 2 ภาษีแต่ละประเภทที่ต้องรู้): “เงินได้นิติบุคคล | สรรพากร | ตรง | กำไรสุทธิ”
หัวข้อ 2.8 ตารางสรุปเปรียบเทียบ (คู่มือหลักภาษีอากร SIENSOB บทที่ 2 ภาษีแต่ละประเภทที่ต้องรู้): “เงินได้นิติบุคคล | สรรพากร”
Question Intelligence
AI Checked is separate from Human Approved and Source Supported.
No analysis has been run for this version.
Real Performance
No valid finalized responses for this question version yet.
Exam Simulator
Start a snapshot-based practice or real-exam attempt.
Exam Preview
What an approved exam looks like to a test-taker.
หลักภาษีอากร: คลังข้อสอบฝึกทำ ชุดที่ 1
Time limit: 25 minutes
1. ข้อใดกล่าวถึงความหมายและลักษณะของภาษีอากรได้ถูกต้องตามหลักภาษีอากร
- ก. เงินหรือทรัพย์สินที่รัฐบังคับเก็บจากประชาชนตามกฎหมาย โดยผู้เสียไม่ได้รับสิ่งตอบแทนโดยตรงเป็นการเฉพาะตัว
- ข. เงินหรือทรัพย์สินที่ประชาชนสมัครใจจ่ายให้รัฐ โดยผู้จ่ายได้รับบริการตอบแทนโดยตรงเป็นการเฉพาะตัว
- ค. เงินหรือทรัพย์สินที่ประชาชนจ่ายเป็นราคาสินค้าหรือบริการของรัฐ โดยได้รับสินค้าหรือบริการนั้นโดยตรง
- ง. เงินหรือทรัพย์สินที่รัฐบังคับเก็บจากประชาชนได้โดยไม่ต้องมีกฎหมายให้อำนาจ แม้ผู้เสียไม่ได้รับสิ่งตอบแทนโดยตรง
2. ตามระบบภาษีอากรของไทย กรมศุลกากรจัดเก็บภาษีใด
- ก. ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง
- ข. อากรขาเข้าและอากรขาออก
- ค. ภาษีมูลค่าเพิ่มและอากรแสตมป์
- ง. ภาษีสรรพสามิตสุราและยาสูบ
3. ตามหลักภาษีอากร มาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับเงินบริจาคสะท้อนวัตถุประสงค์ของการจัดเก็บภาษีข้อใด
- ก. ส่งเสริมการลงทุนและพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ
- ข. กระจายรายได้และลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ
- ค. ควบคุมหรือจูงใจพฤติกรรมของผู้เสียภาษี
- ง. หารายได้หลักให้รัฐเพื่อใช้จ่ายตามงบประมาณ
4. ตามหลักการจัดเก็บภาษีที่ดี การหักภาษี ณ ที่จ่ายเพื่อให้เวลาและวิธีชำระภาษีสะดวกแก่ผู้เสียภาษี สะท้อนหลักใด
- ก. หลักความแน่นอน ซึ่งมุ่งให้การเสียภาษีไม่ขึ้นกับดุลพินิจของเจ้าหน้าที่
- ข. หลักความประหยัด ซึ่งมุ่งให้ค่าใช้จ่ายจัดเก็บต่ำเมื่อเทียบกับภาษีที่เก็บได้
- ค. หลักความเป็นธรรม ซึ่งมุ่งให้ผู้มีความสามารถเสียภาษีมากควรเสียมาก
- ง. หลักความสะดวก ซึ่งมุ่งให้เวลาและวิธีชำระสะดวกแก่ผู้เสียภาษี
5. ตามหลักความเป็นธรรมในการจัดเก็บภาษี ข้อใดอธิบายหลักที่ใช้พิจารณาว่าใครควรเสียภาษีเท่าไรได้ถูกต้อง
- ก. ความเป็นธรรมแนวนอน คือ ผู้มีความสามารถในการเสียภาษีเท่ากันควรเสียภาษีเท่ากัน
- ข. หลักผลประโยชน์ คือ ผู้มีรายได้มากควรเสียภาษีมากตามความสามารถในการเสียภาษี
- ค. ความเป็นธรรมแนวตั้ง คือ ผู้มีความสามารถในการเสียภาษีเท่ากันควรเสียภาษีเท่ากัน
- ง. หลักความสามารถในการเสียภาษี คือ ผู้ได้ประโยชน์จากบริการของรัฐมากควรเสียภาษีมาก
6. ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการแบ่งประเภทภาษีตามการผลักภาระ
- ก. ภาษีมูลค่าเพิ่มจัดเป็นภาษีทางตรง
- ข. ภาษีธุรกิจเฉพาะจัดเป็นภาษีทางอ้อม
- ค. ภาษีเงินได้นิติบุคคลจัดเป็นภาษีทางอ้อม
- ง. ภาษีสรรพสามิตจัดเป็นภาษีทางตรง
7. บริษัท ค. จำกัด จำหน่ายสินค้าโดยบวกภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ในราคาที่เรียกเก็บจากนาย ก. ผู้ซื้อ ตามหลักการแบ่งประเภทภาษีโดยพิจารณาการผลักภาระ ข้อใดสรุปได้ถูกต้อง
- ก. เป็นภาษีทางตรง เพราะผู้ขายต้องรับภาระเองและผลักให้ผู้ซื้อไม่ได้
- ข. เป็นภาษีทางอ้อม แต่ผู้ขายต้องรับภาระเองและผลักให้ผู้ซื้อไม่ได้
- ค. เป็นภาษีทางอ้อม เพราะผู้ขายผลักภาระให้ผู้ซื้อผ่านราคาสินค้าได้
- ง. เป็นภาษีทางตรง แม้ผู้ขายจะผลักภาระให้ผู้ซื้อผ่านราคาสินค้าได้
8. ตามหลักภาษีอากร ข้อใดอธิบายลักษณะอัตราภาษีและตัวอย่างได้ถูกต้อง
- ก. ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นอัตราคงที่ เพราะฐานเงินได้ทุกระดับใช้อัตราภาษีเดียวกันและมีผลเป็นกลาง
- ข. ภาษีเงินได้นิติบุคคลอัตราทั่วไปเป็นอัตราถดถอย เพราะเมื่อฐานสูงขึ้นอัตราภาษีเทียบรายได้จะลดลง
- ค. ภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นอัตราก้าวหน้าเทียบกับราคาสินค้า เพราะฐานราคายิ่งสูงอัตราภาษียิ่งสูงขึ้นตามลำดับ
- ง. ภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นอัตราคงที่เทียบกับราคาสินค้า แม้ภาระเทียบรายได้ผู้บริโภคมีลักษณะถดถอย
9. นาย ก. มีเงินได้สุทธิ 250,000 บาท โดย 150,000 บาทแรกได้รับยกเว้น และเงินได้ส่วนที่เหลือ 100,000 บาทเสียภาษี 5% เป็นเงิน 5,000 บาท ตามหลักภาษีอากร นาย ก. มีอัตราภาษีเฉลี่ยและอัตราภาษีส่วนเพิ่มเท่าใด
- ก. อัตราภาษีเฉลี่ย 2% และอัตราภาษีส่วนเพิ่ม 5%
- ข. อัตราภาษีเฉลี่ย 2% และอัตราภาษีส่วนเพิ่ม 10%
- ค. อัตราภาษีเฉลี่ย 5% และอัตราภาษีส่วนเพิ่ม 5%
- ง. อัตราภาษีเฉลี่ย 5% และอัตราภาษีส่วนเพิ่ม 2%
10. ตามหลักภาระภาษี ความยืดหยุ่นของอุปสงค์และอุปทานมีผลต่อการรับภาระภาษีอย่างไร
- ก. ฝ่ายที่มีความยืดหยุ่นมากกว่าและปรับตัวได้ง่ายกว่า รับภาระภาษีมากกว่า
- ข. ฝ่ายที่มีความยืดหยุ่นน้อยกว่าและปรับตัวได้ยากกว่า รับภาระภาษีมากกว่า
- ค. ทั้ง 2 ฝ่ายรับภาระภาษีเท่ากันเสมอ ไม่ว่าความยืดหยุ่นจะแตกต่างกันเพียงใด
- ง. ฝ่ายที่กฎหมายกำหนดให้เป็นผู้เสีย รับภาระภาษีมากกว่าเสมอโดยไม่ขึ้นกับความยืดหยุ่น
11. ตามหลักภาษีอากร ข้อใดจับคู่องค์ประกอบของโครงสร้างภาษีกับความหมายได้ถูกต้อง
- ก. ระยะเวลาภาษี คือ บุคคล คณะบุคคล หรือนิติบุคคล
- ข. ฐานภาษี คือ ต้องเสียภาษีเท่าไร
- ค. ผู้มีหน้าที่เสียภาษี คือ ใครต้องเสียภาษี
- ง. อัตราภาษี คือ ต้องเสียภาษีจากอะไร
12. นาย ก. มีรายได้จริง 800,000 บาท แต่ยื่นแบบแสดงรายได้เพียง 500,000 บาทเพื่อให้เสียภาษีน้อยลง ตามหลักภาษีอากร การกระทำของนาย ก. จัดเป็นกรณีใด
- ก. เป็นการหนีภาษีแต่ไม่ผิดกฎหมาย หากผู้เสียภาษียังคงยื่นแบบภาษีตามกำหนด
- ข. เป็นการหลีกเลี่ยงภาษี เพราะเป็นการเลือกแจ้งรายได้เพื่อให้เสียภาษีน้อยลงโดยไม่ผิดกฎหมาย
- ค. เป็นการหนีภาษีและผิดกฎหมาย แต่มีโทษเฉพาะเงินเพิ่มกับเบี้ยปรับเท่านั้น
- ง. เป็นการหนีภาษี เพราะการแจ้งรายได้ต่ำกว่าจริงเป็นวิธีที่ผิดกฎหมาย
13. ตามประมวลรัษฎากร ค่าลิขสิทธิ์จัดเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทใด
- ก. 40(3) เงินได้จากค่าสิทธิ
- ข. 40(4) เงินได้จากผลตอบแทนการลงทุน
- ค. 40(2) เงินได้จากการรับทำงานให้
- ง. 40(6) เงินได้จากวิชาชีพอิสระ
14. นาย ก. เป็นแพทย์เปิดคลินิกส่วนตัวและได้รับค่ารักษาพยาบาลจากผู้ป่วย เงินได้ดังกล่าวจัดเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทใดตามประมวลรัษฎากร
- ก. เงินได้ประเภท 40(2) จากหน้าที่หรือการรับทำงานให้
- ข. เงินได้ประเภท 40(6) จากวิชาชีพอิสระ
- ค. เงินได้ประเภท 40(1) จากการจ้างแรงงานของลูกจ้าง
- ง. เงินได้ประเภท 40(8) จากธุรกิจหรือการพาณิชย์
15. ข้อใดระบุอัตราทั่วไป เกณฑ์ SME และกำหนดเวลายื่นแบบภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ถูกต้อง
- ก. อัตราทั่วไป 20% ของกำไรสุทธิ; SME มีทุนชำระแล้วไม่เกิน 10 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี; ภ.ง.ด.51 ยื่นภายใน 2 เดือน และ ภ.ง.ด.50 ยื่นภายใน 150 วัน
- ข. อัตราทั่วไป 20% ของกำไรสุทธิ; SME มีทุนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี; ภ.ง.ด.51 ยื่นภายใน 2 เดือน และ ภ.ง.ด.50 ยื่นภายใน 180 วัน
- ค. อัตราทั่วไป 20% ของกำไรสุทธิ; SME มีทุนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี; ภ.ง.ด.51 ยื่นภายใน 2 เดือน และ ภ.ง.ด.50 ยื่นภายใน 150 วัน
- ง. อัตราทั่วไป 30% ของกำไรสุทธิ; SME มีทุนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี; ภ.ง.ด.51 ยื่นภายใน 2 เดือน และ ภ.ง.ด.50 ยื่นภายใน 150 วัน
16. ข้อใดระบุอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มทั่วไป เกณฑ์รายรับที่ต้องจดทะเบียน VAT และกำหนดยื่นแบบ ภ.พ.30 ได้ถูกต้อง
- ก. อัตรา 7% รายรับเกิน 1,800,000 บาทต่อปี และยื่นภายในวันที่ 30 ของเดือนถัดไป
- ข. อัตรา 7% รายรับเกิน 1,500,000 บาทต่อปี และยื่นภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป
- ค. อัตรา 10% รายรับเกิน 1,800,000 บาทต่อปี และยื่นภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป
- ง. อัตรา 7% รายรับเกิน 1,800,000 บาทต่อปี และยื่นภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป
17. ตามหลักภาษีมูลค่าเพิ่ม ข้อใดอธิบายความแตกต่างระหว่างอัตรา 0% กับการได้รับยกเว้นได้ถูกต้อง
- ก. อัตรา 0% ยังอยู่ในระบบ VAT และขอคืนภาษีซื้อได้ ส่วนการยกเว้นอยู่นอกระบบและขอคืนไม่ได้
- ข. อัตรา 0% อยู่นอกระบบ VAT และขอคืนภาษีซื้อไม่ได้ ส่วนการยกเว้นยังอยู่ในระบบ VAT และขอคืนได้
- ค. ทั้งอัตรา 0% และการยกเว้นอยู่นอกระบบ VAT โดยผู้ประกอบการไม่มีสิทธิขอคืนภาษีซื้อ
- ง. ทั้งอัตรา 0% และการยกเว้นยังอยู่ในระบบ VAT โดยผู้ประกอบการมีสิทธิขอคืนภาษีซื้อได้
18. ตามหลักภาษีธุรกิจเฉพาะ ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับกิจการที่ต้องเสียภาษีและฐานที่ใช้จัดเก็บ
- ก. การรับประกันชีวิตเสียภาษีธุรกิจเฉพาะจากรายรับหลังหักรายจ่าย
- ข. การธนาคารเสียภาษีธุรกิจเฉพาะจากรายรับก่อนหักรายจ่าย
- ค. การรับจำนำเสียภาษีมูลค่าเพิ่มแทนภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับรายรับนั้น
- ง. การขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าเสียทั้งภาษีธุรกิจเฉพาะและ VAT จากรายรับ
19. ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการจัดเก็บ ผู้เสีย และกำหนดชำระภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง
- ก. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้จัดเก็บ ผู้เป็นเจ้าของหรือครอบครอง ณ วันที่ 1 มกราคมชำระภาษีภายในเดือนพฤษภาคม
- ข. กรมสรรพากรเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่จัดเก็บ ผู้เป็นเจ้าของหรือครอบครอง ณ วันที่ 1 มกราคมชำระภาษีภายในเดือนเมษายน
- ค. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้จัดเก็บ ผู้เป็นเจ้าของหรือครอบครอง ณ วันที่ 1 มกราคมชำระภาษีภายในเดือนเมษายน
- ง. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้จัดเก็บ ผู้เป็นเจ้าของหรือครอบครอง ณ วันที่ 1 กุมภาพันธ์ชำระภาษีภายในเดือนเมษายน
20. ข้อใดอธิบายเพดานอัตราภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างและการเพิ่มอัตราสำหรับที่ดินทิ้งร้างได้ถูกต้อง
- ก. ที่ดินเกษตรกรรมมีเพดาน 0.3% ส่วนที่ดินว่างเปล่ามีเพดาน 1.2% และเมื่อทิ้งร้างติดต่อกัน 3 ปี ปีที่ 4 จึงเพิ่มอีก 0.3%
- ข. ที่ดินว่างเปล่ามีเพดาน 1.2% แต่เมื่อทิ้งร้างติดต่อกัน 3 ปี ปีที่ 4 ให้เปลี่ยนเป็นอัตรา 0.3% แทนอัตราเดิม
- ค. ที่ดินว่างเปล่ามีเพดาน 1.2% และแม้ทิ้งร้างติดต่อกันเกิน 3 ปี ก็ไม่มีการเพิ่มอัตราภาษีเนื่องจากการทิ้งร้าง
- ง. ที่ดินเกษตรกรรมมีเพดาน 0.15% ส่วนที่ดินว่างเปล่ามีเพดาน 1.2% และเมื่อทิ้งร้างติดต่อกัน 3 ปี ปีที่ 4 เพิ่มอีก 0.3%
21. ตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 ข้อใดถูกต้องเกี่ยวกับสินค้าที่ผลิตในไทยซึ่งไม่นำไปเก็บในคลังสินค้าทัณฑ์บนหรือเขตปลอดอากร
- ก. ผู้ประกอบอุตสาหกรรมเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษี ความรับผิดเกิดเมื่อนำสินค้าออกจากโรงอุตสาหกรรม และใช้ราคาขายปลีกแนะนำไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นฐานตามมูลค่า
- ข. ผู้ประกอบอุตสาหกรรมไม่เป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษี ความรับผิดเกิดเมื่อนำสินค้าออกจากโรงอุตสาหกรรม และใช้ราคาขายปลีกแนะนำไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นฐานตามมูลค่า
- ค. ผู้ประกอบอุตสาหกรรมเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษี ความรับผิดเกิดเมื่อการผลิตสินค้าในโรงอุตสาหกรรมเสร็จสมบูรณ์ และใช้ราคาขายปลีกแนะนำไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นฐานตามมูลค่า
- ง. ผู้ประกอบอุตสาหกรรมเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษี ความรับผิดเกิดเมื่อนำสินค้าออกจากโรงอุตสาหกรรม และใช้ราคา ณ โรงอุตสาหกรรมไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นฐานตามมูลค่า
22. ข้อใดอธิบายเหตุผลของการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตจากสินค้าและบริการบางประเภทได้ถูกต้อง
- ก. เพื่อจัดเก็บภาษีจากสินค้าและบริการทุกประเภท โดยไม่จำแนกลักษณะของสินค้า
- ข. เพื่อหารายได้และควบคุมการบริโภค โดยให้ผู้บริโภครับภาระสูงกว่าปกติ
- ค. เพื่อหารายได้เพียงอย่างเดียว โดยไม่มีวัตถุประสงค์ควบคุมการบริโภค
- ง. เพื่อส่งเสริมการบริโภค โดยให้ผู้บริโภครับภาระภาษีต่ำกว่าปกติ
23. ตามหลักอากรศุลกากร ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับเวลาที่ความรับผิดในการเสียอากรเกิดขึ้นและราคาศุลกากรขาเข้า
- ก. ความรับผิดเกิดเมื่อยื่นใบขนสินค้า และราคาศุลกากรขาเข้าคิดแบบ FOB
- ข. ความรับผิดเกิดเมื่อชำระอากร และราคาศุลกากรขาเข้าใช้ราคาขายส่งเงินสด ณ ที่ส่งออก
- ค. ความรับผิดเกิดเมื่อนำของเข้าสำเร็จหรือส่งของออกสำเร็จ และราคาศุลกากรขาเข้าคิดแบบ CIF
- ง. ความรับผิดเกิดเมื่อพนักงานออกเลขที่ใบขนสินค้า และราคาศุลกากรขาเข้าไม่รวมค่าประกันภัย
24. ข้อใดอธิบายหลักการคืนอากรตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 ได้ถูกต้อง
- ก. อธิบดีคืนอากรที่คำนวณผิดเองได้ภายใน 3 ปี ผู้เสียยื่นขอคืนได้ภายใน 2 ปี และ ม.29 ให้คืนอากรขาเข้าของวัตถุดิบที่นำมาผลิตแล้วส่งผลิตภัณฑ์ออกนอกประเทศ
- ข. อธิบดีคืนอากรที่คำนวณผิดเองได้ภายใน 2 ปี ผู้เสียยื่นขอคืนได้ภายใน 3 ปี แต่ ม.29 ไม่ให้คืนอากรขาเข้าของวัตถุดิบที่นำมาผลิตและส่งผลิตภัณฑ์ออกนอกประเทศ
- ค. อธิบดีคืนอากรที่คำนวณผิดเองได้ภายใน 2 ปี ผู้เสียยื่นขอคืนได้ภายใน 3 ปี และ ม.29 ให้คืนอากรขาออกของผลิตภัณฑ์แทนอากรขาเข้าของวัตถุดิบ
- ง. อธิบดีคืนอากรที่คำนวณผิดเองได้ภายใน 2 ปี ผู้เสียยื่นขอคืนได้ภายใน 3 ปี และ ม.29 ให้คืนอากรขาเข้าของวัตถุดิบที่นำมาผลิตแล้วส่งผลิตภัณฑ์ออกนอกประเทศ
25. ข้อใดจับคู่ประเภทภาษี ผู้จัดเก็บ ลักษณะทางตรงหรือทางอ้อม และฐานภาษีได้ถูกต้อง
- ก. ภาษีเงินได้นิติบุคคลจัดเก็บโดยสรรพากร เป็นภาษีทางตรง และใช้กำไรสุทธิเป็นฐานภาษี
- ข. อากรขาเข้าและขาออกจัดเก็บโดยกรมศุลกากร เป็นภาษีทางตรง และใช้ราคาศุลกากรหรือสภาพเป็นฐานภาษี
- ค. ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจัดเก็บโดย อปท. เป็นภาษีทางอ้อม และใช้ราคาประเมินทุนทรัพย์เป็นฐานภาษี
- ง. ภาษีมูลค่าเพิ่มจัดเก็บโดยสรรพากร เป็นภาษีทางตรง และใช้มูลค่าสินค้าหรือบริการเป็นฐานภาษี