เซียนสอบSIENSOB

กรมสรรพากร 2569

ข้อสอบตัวอย่าง: กฎหมายทั่วไป

10 ข้อ พร้อมคำตอบ คำอธิบาย ตัวเลือกที่ผิด และแหล่งอ้างอิง

ข้อ 1. เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานแห่งหนึ่งพบเหตุที่จะให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่มีลักษณะเป็นการให้ประโยชน์ โดยคำสั่งนั้นพ้นขั้นตอนที่กำหนดให้อุทธรณ์แล้ว และมิได้ทำขึ้นเพราะการแสดงข้อความเท็จ การปกปิดข้อความจริง การข่มขู่ หรือการชักจูงใจโดยให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นที่มิชอบด้วยกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ข้อใดถูกต้อง

  1. ก. อาจเพิกถอนได้ตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด และไม่มีกำหนดเวลาเมื่อพ้นขั้นตอนอุทธรณ์แล้ว
  2. ข. อาจเพิกถอนได้ตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด และต้องกระทำภายในหกสิบวันนับแต่ได้รู้ถึงเหตุที่จะให้เพิกถอน
  3. ค. ไม่อาจเพิกถอนได้เพราะพ้นขั้นตอนอุทธรณ์แล้ว แม้เป็นคำสั่งทางปกครองที่มีลักษณะเป็นการให้ประโยชน์
  4. ง. อาจเพิกถอนได้ตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด และต้องกระทำภายในเก้าสิบวันนับแต่ได้รู้ถึงเหตุที่จะให้เพิกถอน

ข้อ 2. นาย ก. เห็นว่าหน่วยงานของรัฐต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดแก่ตน จึงยื่นคำขอให้หน่วยงานพิจารณาชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ต่อมาพบว่าเรื่องมีปัญหาและอุปสรรคจนไม่อาจพิจารณาให้ทันกำหนด โดยหน่วยงานยังไม่มีคำสั่งและนาย ก. ยังไม่ได้รับแจ้งผลการวินิจฉัย ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ข้อใดกล่าวถึงกำหนดเวลาพิจารณาคำขอและการขยายระยะเวลาได้ถูกต้อง

  1. ก. ต้องพิจารณาคำขอให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวัน หากไม่ทันหน่วยงานขยายเองได้ไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวันโดยไม่ต้องรายงานหรือขออนุมัติ
  2. ข. ต้องพิจารณาคำขอให้แล้วเสร็จภายในเก้าสิบวัน หากไม่ทันต้องรายงานปัญหาและอุปสรรคและขออนุมัติ โดยรัฐมนตรีอนุมัติให้ขยายได้ไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวัน
  3. ค. ต้องพิจารณาคำขอให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวัน หากไม่ทันต้องรายงานปัญหาและอุปสรรคและขออนุมัติ โดยรัฐมนตรีอนุมัติให้ขยายได้ไม่เกินเก้าสิบวัน
  4. ง. ต้องพิจารณาคำขอให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวัน หากไม่ทันต้องรายงานปัญหาและอุปสรรคและขออนุมัติ โดยรัฐมนตรีอนุมัติให้ขยายได้ไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวัน

ข้อ 3. ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง เจ้าหน้าที่ผู้มีหน้าที่พิจารณาคำอุทธรณ์ได้รับคำอุทธรณ์ไว้ และไม่เห็นด้วยกับคำอุทธรณ์ทั้งหมด โดยไม่มีกฎหมายเฉพาะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น เจ้าหน้าที่ต้องส่งรายงานภายในกำหนดใด และใครเป็นผู้พิจารณาคำอุทธรณ์ต่อไป

  1. ก. ให้เร่งรายงานความเห็นพร้อมเหตุผลภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับอุทธรณ์ ไปยังผู้มีอำนาจพิจารณาคำอุทธรณ์เพื่อพิจารณาต่อ
  2. ข. ให้เจ้าหน้าที่นั้นพิจารณาให้แล้วเสร็จเองภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับอุทธรณ์ โดยไม่ต้องรายงานไปยังผู้มีอำนาจพิจารณาคำอุทธรณ์
  3. ค. ให้เร่งรายงานความเห็นพร้อมเหตุผลภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับอุทธรณ์ ไปยังผู้มีอำนาจพิจารณาคำอุทธรณ์เพื่อพิจารณาต่อ
  4. ง. ให้เร่งรายงานความเห็นพร้อมเหตุผลภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ลงความเห็นไม่เห็นด้วย ไปยังผู้มีอำนาจพิจารณาคำอุทธรณ์เพื่อพิจารณาต่อ

ข้อ 4. นาย ก. เป็นคู่กรณีและได้รับแจ้งคำสั่งทางปกครองเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2569 คำสั่งดังกล่าวไม่ได้ออกโดยรัฐมนตรี และไม่มีกฎหมายกำหนดขั้นตอนอุทธรณ์ภายในฝ่ายปกครองไว้เป็นการเฉพาะ นาย ก. ประสงค์จะอุทธรณ์ ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง นาย ก. ต้องยื่นอุทธรณ์ต่อผู้ใดและภายในกำหนดใด

  1. ก. ยื่นต่อเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครอง ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง
  2. ข. ยื่นต่อเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครอง ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง
  3. ค. ยื่นต่อเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครอง ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ออกคำสั่ง
  4. ง. ยื่นต่อรัฐมนตรีผู้กำกับดูแลหน่วยงาน ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง

ข้อ 5. หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายเพื่อการละเมิดของนาย ก. ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ ผลการพิจารณาพบว่านาย ก. กระทำโดยประมาทเลินเล่อธรรมดา มิได้จงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ข้อใดเป็นผลตามกฎหมาย

  1. ก. หน่วยงานของรัฐมีสิทธิเรียกให้นาย ก. ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเฉพาะส่วนของตน
  2. ข. หน่วยงานของรัฐไม่มีสิทธิเรียกให้นาย ก. ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าว
  3. ค. หน่วยงานของรัฐมีสิทธิเรียกให้นาย ก. ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวเต็มจำนวน
  4. ง. หน่วยงานของรัฐมีสิทธิเรียกให้นาย ก. ชดใช้โดยคำนึงถึงความเป็นธรรมในกรณีนี้

ข้อ 6. ข้อใดอธิบายหลักการกรณีเจ้าหน้าที่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแต่ไม่สามารถชำระหนี้ได้ ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ได้ถูกต้อง

  1. ก. ให้พิจารณาผ่อนผันและต้องไม่ดำเนินคดีล้มละลาย แม้เหตุเกิดจากการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงหรือกระทำการเช่นนั้นเพื่อให้หน่วยงานไม่ได้รับชำระหนี้ครบถ้วน
  2. ข. ให้พิจารณาผ่อนผันและต้องไม่ดำเนินคดีล้มละลาย เว้นแต่เหตุเกิดจากการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ซึ่งหน่วยงานของรัฐที่เสียหายต้องดำเนินคดีล้มละลายเอง
  3. ค. ให้ส่งเรื่องให้พนักงานอัยการดำเนินคดีล้มละลาย แต่หากเหตุเกิดจากการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ให้พิจารณาผ่อนผันและต้องไม่ดำเนินคดีล้มละลาย
  4. ง. ให้พิจารณาผ่อนผันและต้องไม่ดำเนินคดีล้มละลาย เว้นแต่เหตุเกิดจากการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงหรือกระทำการเช่นนั้นเพื่อให้หน่วยงานไม่ได้รับชำระหนี้ครบถ้วน ซึ่งต้องส่งเรื่องให้พนักงานอัยการดำเนินคดีล้มละลาย

ข้อ 7. ข้อใดอธิบายอำนาจในการใช้มาตรการบังคับทางปกครองและหลักการเลือกใช้มาตรการตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองได้ถูกต้อง

  1. ก. เมื่อไม่มีการสั่งให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน เจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งมีอำนาจพิจารณาใช้มาตรการ และอาจมอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตามกฎกระทรวง โดยอาจใช้เกินความจำเป็นได้หากช่วยให้คำสั่งบรรลุผล
  2. ข. เมื่อไม่มีการสั่งให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน อำนาจพิจารณาใช้มาตรการเป็นของเจ้าหน้าที่อื่น มิใช่เจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่ง และผู้ใช้อำนาจต้องใช้เพียงเท่าที่จำเป็นและกระทบผู้อยู่ในบังคับน้อยที่สุด
  3. ค. เมื่อไม่มีการสั่งให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน เจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งมีอำนาจพิจารณาใช้มาตรการ และอาจมอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตามกฎกระทรวง โดยต้องใช้เพียงเท่าที่จำเป็นและกระทบผู้อยู่ในบังคับน้อยที่สุด
  4. ง. เมื่อไม่มีการสั่งให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน เจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งมีอำนาจพิจารณาใช้มาตรการ แต่ห้ามมอบอำนาจให้ผู้ใต้บังคับบัญชาหรือเจ้าหน้าที่อื่นดำเนินการ และต้องใช้เพียงเท่าที่จำเป็นโดยกระทบน้อยที่สุด

ข้อ 8. ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการขอผ่อนชำระค่าสินไหมทดแทนของเจ้าหน้าที่

  1. ก. กำหนดจำนวนเงินตามความเหมาะสมโดยคำนึงถึงรายได้ ค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพตามฐานานุรูป ความรับผิดชอบตามกฎหมายหรือศีลธรรมอันดี และพฤติการณ์แห่งกรณี พร้อมจัดให้มีผู้ค้ำประกันและต้องให้วางหลักประกันด้วย
  2. ข. กำหนดจำนวนเงินตามความเหมาะสมโดยคำนึงถึงรายได้ ค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพตามฐานานุรูป ความรับผิดชอบตามกฎหมายหรือศีลธรรมอันดี และพฤติการณ์แห่งกรณี โดยอาจจัดให้มีผู้ค้ำประกันและวางหลักประกันได้
  3. ค. กำหนดจำนวนเงินตามความเหมาะสมโดยคำนึงถึงรายได้ ค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพตามฐานานุรูป ความรับผิดชอบตามกฎหมายหรือศีลธรรมอันดี และพฤติการณ์แห่งกรณี พร้อมจัดให้มีผู้ค้ำประกัน และอาจให้วางหลักประกันได้
  4. ง. กำหนดจำนวนเงินตามความเหมาะสมโดยคำนึงถึงรายได้และค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพตามฐานานุรูป โดยไม่ต้องคำนึงถึงความรับผิดชอบและพฤติการณ์แห่งกรณี พร้อมจัดให้มีผู้ค้ำประกัน และอาจให้วางหลักประกันได้

ข้อ 9. ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดขาดอายุความเมื่อใด

  1. ก. เมื่อพ้นหนึ่งปีนับแต่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือพ้นสิบปีนับแต่วันทำละเมิด โดยไม่ใช้อายุความทางอาญาที่ยาวกว่าในกรณีที่กฎหมายกำหนด
  2. ข. เมื่อพ้นหนึ่งปีนับแต่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือพ้นสิบปีนับแต่วันทำละเมิด โดยใช้อายุความทางอาญาที่ยาวกว่าในกรณีที่กฎหมายกำหนด
  3. ค. เมื่อพ้นสองปีนับแต่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือพ้นสิบปีนับแต่วันทำละเมิด โดยใช้อายุความทางอาญาที่ยาวกว่าในกรณีที่กฎหมายกำหนด
  4. ง. เมื่อพ้นหนึ่งปีนับแต่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือพ้นห้าปีนับแต่วันทำละเมิด โดยใช้อายุความทางอาญาที่ยาวกว่าในกรณีที่กฎหมายกำหนด

ข้อ 10. ตามประมวลกฎหมายอาญา ข้อใดอธิบายความแตกต่างระหว่างการกระทำโดยเจตนากับการกระทำโดยประมาทได้ถูกต้อง

  1. ก. เจตนา คือ รู้สำนึกในการกระทำและประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผล ส่วนประมาทคือมิใช่เจตนาและปราศจากความระมัดระวังที่ควรมีทั้งที่อาจใช้ได้
  2. ข. เจตนา คือ รู้สำนึกในการกระทำและประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผล ส่วนประมาทคือปราศจากความระมัดระวังเพราะไม่อาจใช้ความระมัดระวังได้
  3. ค. เจตนา คือ รู้สำนึกในการกระทำแม้ไม่ประสงค์หรือเล็งเห็นผล ส่วนประมาทคือมิใช่เจตนาและปราศจากความระมัดระวังที่ควรมีทั้งที่อาจใช้ได้
  4. ง. เจตนา คือ กระทำโดยปราศจากความระมัดระวังที่ควรมี ส่วนประมาทคือรู้สำนึกในการกระทำและประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผล
สมัครสมาชิกฟรีเพื่อฝึกต่อ